
BYD เตรียมบุกตลาดกระบะในประเทศจีนด้วยการปล่อยทีเซอร์ Fang Cheng Bao Shark รถกระบะปลั๊กอินไฮบริดแพลตฟอร์ม DMO ขุมพลังมอเตอร์คู่ 429 แรงม้า
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรม ข่าวยานยนต์ ฝั่งเอเชีย เมื่อแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่อย่าง BYD ได้เผยภาพทีเซอร์อย่างเป็นทางการของ Fang Cheng Bao Shark เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวสู่ตลาดในประเทศจีน รถรุ่นนี้นับเป็น รถกระบะปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ผสานเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนล้ำสมัยเข้ากับการออกแบบตัวถังอเนกประสงค์

ตามข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยผ่านการจดทะเบียนในกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ก่อนหน้านี้ ระบุว่าตัวรถได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย มิติตัวถังมีความยาว 5,457 มม. กว้าง 1,971 มม. และสูง 1,925 มม. โดยมีระยะฐานล้อที่ 3,260 มม. ในส่วนของกระบะบรรทุกด้านท้ายมีขนาดความยาว 1,520 มม. ความกว้าง 1,530 มม. และความลึก 515 มม.





การออกแบบโครงสร้างนี้รองรับน้ำหนักบรรทุก (Payload) สูงสุดที่ 460 กิโลกรัม ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในตลาด แต่ก็แลกมาด้วยความสามารถในการลากจูงที่มากถึง 2,500 กิโลกรัม เพื่อชดเชยน้ำหนักของระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
หัวใจหลักของการขับเคลื่อนอยู่ที่การใช้ แพลตฟอร์ม DMO (Dual Mode Off-road) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ BYD พัฒนาขึ้นมาเพื่อรถยนต์ออฟโรดโดยเฉพาะ ขุมพลังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร (ให้กำลังสูงสุด 143 kW) และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่



มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าสามารถผลิตกำลังได้ 170 kW ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังผลิตกำลังได้ 150 kW เมื่อระบบทำงานประสานกัน จะให้กำลังขับเคลื่อนรวมสูงสุดถึง 320 kW หรือประมาณ 429 แรงม้า (hp) พละกำลังมหาศาลนี้ส่งผลให้ตัวรถสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.7 วินาที
แหล่งพลังงานไฟฟ้าของตัวรถมาจาก แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่ผลิตโดยบริษัทในเครืออย่าง FinDreams จุดที่น่าสนใจคือ เวอร์ชันสำหรับจำหน่ายในตลาดจีนได้รับการปรับจูนความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าสเปกที่ส่งออกในบางประเทศถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การนำรถกระบะ Shark เข้ามาทำตลาดในประเทศจีนภายใต้แบรนด์ลูกสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Brand Positioning) ที่ชัดเจนของ BYD แบรนด์ Fang Cheng Bao มักเชื่อมโยงกับรถเอสยูวีสายลุยระดับพรีเมียม การจัดให้กระบะรุ่นนี้อยู่ในพอร์ตโฟลิโอดังกล่าว ย่อมเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความหรูหราควบคู่ไปกับสมรรถนะออฟโรด
ทีมงานประเมินว่า เทคโนโลยีระบบปลั๊กอินไฮบริดจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคเปิดรับรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนในระยะทางสั้นๆ ซึ่งช่วยลดภาระค่าน้ำมันได้อย่างชัดเจน แม้ตัวเลขน้ำหนักบรรทุกที่ 460 กิโลกรัมอาจจะดูน้อยไปบ้างสำหรับการเป็นรถเพื่อการพาณิชย์เต็มรูปแบบ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์ที่ต้องการรถกระบะไว้ขับขี่ท่องเที่ยว ขนสัมภาระ หรือลากจูงเทรลเลอร์ สเปกที่ได้มาพร้อมกับช่วงล่างและขุมพลังระดับ 429 แรงม้านี้ ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบถ้วนและทรงพลังอย่างยิ่ง
A: ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ บนโครงสร้างแพลตฟอร์ม DMO (Dual Mode Off-road)
A: พละกำลังรวมสูงสุดอยู่ที่ 320 kW หรือประมาณ 429 แรงม้า (hp) โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.7 วินาที
A: รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Payload) ที่ 460 กิโลกรัม และมีประสิทธิภาพในการลากจูงสิ่งของ (Towing Capacity) สูงสุดถึง 2,500 กิโลกรัม
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวรถยนต์คิดว่าระยะเบรกพอ ใช้กับ Safety สนาม Drag ได้หรือไม่
ข่าวรถยนต์Maextro V800 เบรกมีปัญหา 3 คัน Huawei–JAC เตรียมปรับปรุงชิ้นส่วน พร้อมอัปเกรดฟรี
ข่าว น้ำมันราคาน้ำมัน 9 ตุลาคม 2569 ขึ้น 75 สตางค์
ข่าวรถ AudiAudi RS 5 บุกเอเชีย 639 แรงม้า ไทยเปิด Pre-Register
ข่าว Mazdaเปิดราคาอย่างเป็นทางการ รถยนต์ไฟฟ้า Mazda CX-6e ลุยตลาดไทยเริ่ม 1.25 ล้านบาท
ข่าวรถยนต์เผยภาพทีเซอร์แรก All NEW Citroen 2CV อัปเดต ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า คลาสสิกแห่งปี
F1วิถีนักสู้! Valtteri Bottas ปั่นจักรยาน 350 กม. สู่ศึก F1 สิงคโปร์
ข่าวด่วนปรับแผนครั้งใหญ่! Mercedes เลิกผลิต 3รุ่น EQE Sedan AMG S63 เเละ Maybach EQS