

Aston Martin เปิดตัว Valhalla Spider ซูเปอร์คาร์ Plug-in Hybrid เครื่องยนต์วางกลางรุ่นใหม่ที่มาพร้อมตัวถังเปิดประทุน และกลายเป็นรถเครื่องยนต์วางกลางแบบเปิดห้องโดยสารรุ่นแรกของแบรนด์ที่เข้าสู่สายการผลิตอย่างเป็นทางการ โดยยังคงขุมพลัง V8 Twin-Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 1,079 PS พร้อมแรงบิดมหาศาล 1,100 นิวตันเมตร
ความพิเศษของ Aston Martin Valhalla Spider ไม่ได้อยู่เพียงการถอดหลังคาออกจากรุ่น Coupe เพราะทีมวิศวกรต้องปรับรายละเอียดระบบแอโรไดนามิกและระบบควบคุมเสถียรภาพให้รองรับการขับขี่แบบเปิดประทุน โดย Aston Martin ยืนยันว่ารถสามารถทำความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ได้แม้ไม่มีหลังคาติดตั้งอยู่
รถรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกับ Aston Martin Performance Technologies หน่วยงานที่นำประสบการณ์และเทคโนโลยีจากทีม Formula 1 มาประยุกต์ใช้กับรถถนน โดยมีกำหนดเผยโฉมต่อสาธารณะในงาน Concours at Wynn ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา และเริ่มส่งมอบในไตรมาส 3 ปี 2027

Valhalla Spider คือซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลาง Plug-in Hybrid แบบเปิดประทุน ที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับ Valhalla Coupe แต่ได้รับการปรับโครงสร้างหลังคา ห้องโดยสาร และระบบจัดการอากาศโดยเฉพาะ
Aston Martin เลือกคงรูปทรงหลักของ Valhalla Coupe เอาไว้ให้มากที่สุด ตั้งแต่เส้นสายด้านหน้า ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ไปจนถึงช่องรับอากาศขนาดใหญ่ แต่เปลี่ยนส่วนหลังคาให้สามารถถอดออกได้ โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ของรถ
หัวใจสำคัญคือโครงสร้าง Carbon Fiber Monocoque ที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีวัสดุคอมโพสิตจาก Aston Martin Performance Technologies ทำให้ห้องโดยสารมีความแข็งแรงและรองรับแรงบิดตัวของโครงสร้างได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีการปรับตำแหน่งและรูปทรงของช่องรับอากาศเหนือห้องโดยสาร ซึ่งในรุ่น Spider ถูกยกสูงขึ้น 35 มม. เพื่อรักษาประสิทธิภาพการนำอากาศเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์และระบบระบายความร้อน
เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่ารถยังคงบุคลิก Low-Slung Supercar ตัวถังเตี้ย พร้อมประตู Dihedral Doors แบบเปิดยกขึ้น ซึ่งได้รับการปรับรูปแบบการทำงานและใช้กระจกประตูไร้กรอบให้เหมาะกับตัวถังเปิดประทุน
พูดง่าย ๆ Aston Martin ไม่ได้เพียงตัดหลังคาของ Coupe แล้วเรียกชื่อใหม่ว่า Spider เพราะรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ซ่อนอยู่มีมากกว่านั้นพอสมควร
Valhalla Spider ใช้เครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลัง 828 PS ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กำลังรวม 251 PS ส่งผลให้มีกำลังสูงสุดทั้งระบบ 1,079 PS และแรงบิด 1,100 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์สันดาปของรถคันนี้เป็น V8 แบบ Flat-Plane Crankshaft ออกแบบให้มีการตอบสนองรวดเร็วและเหมาะกับการใช้งานในรถสมรรถนะสูง พร้อมระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump ที่รองรับแรงด้านข้างจากการเข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ Twin-Scroll ถูกติดตั้งในรูปแบบ Hot-V Configuration โดยวางชุดเทอร์โบไว้บริเวณระหว่างแถวกระบอกสูบ ช่วยให้การจัดวางชุดขับเคลื่อนมีความกะทัดรัดและตอบสนองคันเร่งได้รวดเร็ว
ระบบขับเคลื่อนรุ่นนี้ใช้โครงสร้างที่ผสมผสานเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสมรรถนะทั้งในการออกตัว การเร่งแซง และการรักษาแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประเภทเครื่องยนต์ | V8 Twin-Turbo |
| ความจุเครื่องยนต์ | 4.0 ลิตร |
| เพลาข้อเหวี่ยง | Flat-Plane Crankshaft |
| กำลังเครื่องยนต์ | 828 PS |
| มอเตอร์ไฟฟ้า | 3 ตัว |
| กำลังมอเตอร์รวม | 251 PS |
| กำลังสูงสุดรวม | 1,079 PS หรือประมาณ 1,064 hp |
| แรงบิดสูงสุด | 1,100 นิวตันเมตร |
| ระบบขับเคลื่อน | AWD |
| ระบบส่งกำลัง | Dual-Clutch 8 สปีด |
| แบตเตอรี่ | 6.1 kWh |
| ระบบไฟฟ้า | 400 โวลต์ |
| อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. | 2.5 วินาที |
| ความเร็วสูงสุด | 350 กม./ชม. |
เครื่องยนต์ V8 ให้กำลังเฉลี่ยประมาณ 207 PS ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงมากสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ผลิตเพื่อใช้กับรถถนน
จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือระบบส่งกำลังแบบ 8-Speed Dual-Clutch Transmission ซึ่งทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยรักษาความต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนในระหว่างการเปลี่ยนเกียร์
ระบบไฮบริดของ Valhalla Spider ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวขับเคลื่อนล้อหน้า และมอเตอร์อีก 1 ตัวทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ V8 บริเวณชุดเกียร์เพื่อส่งกำลังไปยังล้อหลัง ทำให้รถสามารถจัดสรรแรงบิดระหว่างล้อได้อย่างอิสระ
โครงสร้างดังกล่าวแตกต่างจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใช้เพลากลางทั่วไป เพราะเพลาหน้าและเพลาหลังไม่มีการเชื่อมต่อกันด้วยกลไกโดยตรง
มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้าและควบคุมแรงบิดผ่านระบบ Electric Torque Vectoring โดยปรับแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อซ้ายและขวาให้เหมาะกับการเข้าโค้ง
ส่วนมอเตอร์ตัวที่สามติดตั้งอยู่ภายในระบบเกียร์ DCT ช่วยเสริมกำลังเครื่องยนต์ V8 และรองรับการทำงานของระบบส่งกำลัง
ทั้งหมดทำงานร่วมกันผ่าน Integrated Vehicle Dynamics Control หรือ IVC ซึ่งประสานระบบช่วงล่าง เบรก พวงมาลัย แอโรไดนามิก และระบบขับเคลื่อนแบบเรียลไทม์
สำหรับรถที่มีกำลังทะลุหนึ่งพันแรงม้า เทคโนโลยีประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะการส่งกำลังอย่างแม่นยำมีผลต่อเสถียรภาพและความสามารถในการควบคุมรถไม่แพ้ตัวเลขแรงม้า
Valhalla Spider ใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 6.1 kWh พร้อมระบบไฟฟ้า 400 โวลต์ โดยผู้ผลิตระบุข้อมูลกำลังของชุดแบตเตอรี่ 150 kW แต่ยังไม่มีรายละเอียดเวลาในการชาร์จ AC หรือ DC ที่ยืนยันในข้อมูลเปิดตัวล่าสุด
แบตเตอรี่ชุดนี้ถูกออกแบบให้เน้นการจ่ายกำลังสูงสำหรับระบบไฮบริด มากกว่าการเก็บพลังงานจำนวนมากแบบรถยนต์ไฟฟ้า BEV
ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| ประเภทระบบ | Plug-in Hybrid |
| ความจุแบตเตอรี่ | 6.1 kWh |
| แรงดันระบบ | 400 V |
| กำลังแบตเตอรี่ที่ผู้ผลิตระบุ | 150 kW |
| ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน | ยังไม่มีตัวเลขยืนยันสำหรับ Spider |
| เวลาชาร์จ AC | ยังไม่ประกาศ |
| รองรับ DC Fast Charging | ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน |
แม้จะเป็นรถ PHEV แต่ไม่ควรนำเวลาในการชาร์จหรือระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของรุ่น Coupe มาใช้แทนโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะมีเอกสารรับรองของ Valhalla Spider โดยตรง

Valhalla Spider มาพร้อมหลังคาผ้าสีดำแบบถอดได้เป็นมาตรฐานในบางตลาด และสามารถเลือกหลังคาแข็งคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเติม โดยหลังคาแต่ละประเภทมีข้อกำหนดด้านความเร็วต่างกัน
นี่เป็นจุดที่ทำให้ Spider แตกต่างจากรถเปิดประทุนทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะ Aston Martin ออกแบบให้การใช้งานหลังคาสัมพันธ์กับระบบแอโรไดนามิกของตัวรถ
| รูปแบบหลังคา | ความเร็วสูงสุดที่ผู้ผลิตระบุ |
|---|---|
| ถอดหลังคาออก | 350 กม./ชม. |
| ติดตั้งหลังคาผ้ามาตรฐาน | 200 กม./ชม. |
| ติดตั้งหลังคาแข็งคาร์บอนไฟเบอร์ | 350 กม./ชม. |
หลังคาผ้าสามารถถอดและเก็บภายในรถได้ ขณะที่หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์เป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการโครงสร้างหลังคาแข็ง
เมื่อถอดหลังคาออก ผู้ขับขี่สามารถติดตั้ง Wind Deflector เพื่อช่วยจัดการกระแสลมบริเวณห้องโดยสาร โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถพับเก็บเป็น 3 ส่วนภายในช่องเก็บของด้านข้างขนาด 15 ลิตรที่ออกแบบใหม่
ระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงลดแรงลมที่ปะทะผู้โดยสาร แต่ยังช่วยจัดทิศทางอากาศให้ระบบรับอากาศเหนือห้องโดยสารทำงานได้เหมาะสม
แน่นอนว่าตัวเลขความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. เป็นสมรรถนะที่ผู้ผลิตระบุภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ ไม่ใช่ความเร็วสำหรับใช้งานบนถนนสาธารณะ
Valhalla Spider ใช้ระบบแอโรไดนามิกปรับเปลี่ยนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สามารถสร้างแรงกดอากาศมากกว่า 600 กิโลกรัมที่ความเร็วประมาณ 241 กม./ชม. ใน Race Mode เมื่อมีหลังคาติดตั้ง
ด้านหน้ามีปีก Active Front Wing ซ่อนอยู่บริเวณช่องกระจังหน้า ส่วนด้านหลังใช้ปีก Active Rear Wing ที่สามารถยกสูงขึ้น 255 มม. ใน Race Mode
ระบบแอโรไดนามิกทำหน้าที่ปรับสมดุลแรงกดระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังตามความเร็วและลักษณะการใช้งาน รวมถึงช่วยลดแรงต้านอากาศในบางสถานการณ์
อีกหนึ่งความสามารถคือการใช้ปีกหลังเป็น Airbrake ขณะเบรก โดยระบบสามารถปรับตำแหน่งของปีกได้ภายในประมาณ 0.5 วินาที
การพัฒนา Spider ยังครอบคลุมการปรับซอฟต์แวร์ควบคุมระบบ Active Aerodynamics และ Electronic Stability Programme เพื่อชดเชยความแตกต่างของกระแสลมเมื่อมีหรือไม่มีหลังคา
นี่คือรายละเอียดที่ทำให้รถคันนี้มีความน่าสนใจในเชิงวิศวกรรม เพราะ Aston Martin พยายามรักษาสมรรถนะจากรุ่น Coupe เอาไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสบการณ์ของรถเปิดประทุนเข้ามา
Valhalla Spider ใช้ช่วงล่างหน้าแบบ Pushrod พร้อมสปริงและโช้คอัพติดตั้งด้านในตัวถัง ส่วนด้านหลังเป็นระบบ Multi-Link ทำงานร่วมกับเบรก Carbon Ceramic และล้อขนาด 20 นิ้วด้านหน้า 21 นิ้วด้านหลัง
แนวคิดของช่วงล่างหน้าได้รับอิทธิพลจากรถแข่ง Formula 1 โดยนำส่วนประกอบบางส่วนเข้าไปติดตั้งภายในตัวถัง เพื่อลดสิ่งกีดขวางกระแสลมและเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรออกแบบรูปทรงแอโรไดนามิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปกรณ์สำคัญประกอบด้วย
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| โครงสร้างหลัก | Carbon Fiber Monocoque |
| ช่วงล่างหน้า | Pushrod พร้อม Inboard Dampers |
| ช่วงล่างหลัง | Multi-Link |
| เบรก | Carbon Ceramic |
| ระบบควบคุมเบรก | Brake-by-Wire |
| ล้อหน้า | 20 นิ้ว |
| ล้อหลัง | 21 นิ้ว |
| ยางหน้า | 285/30 ZR20 |
| ยางหลัง | 335/30 ZR21 |
| รุ่นยางมาตรฐาน | Michelin Pilot Sport S 5 AML |
| ระบบยกหน้ารถ | Front Axle Nose Lift |
การใช้เบรกคาร์บอนเซรามิกและช่วงล่างที่พัฒนาเฉพาะทำให้รถรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสมรรถนะสูง ขณะที่ Front Axle Nose Lift ช่วยเพิ่มความสะดวกเมื่อผ่านพื้นที่ต่างระดับตามข้อกำหนดการใช้งาน

ภายในห้องโดยสาร Valhalla Spider ใช้แนวคิดการจัดตำแหน่งผู้ขับขี่แบบ Formula 1 พร้อมเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ Touring Seat รุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวกในการเข้าออกและความสบายมากขึ้น
เบาะ Touring Seat เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรุ่น Spider โดยลูกค้าสามารถเลือกเบาะคาร์บอนไฟเบอร์รูปแบบสปอร์ตจากรุ่น Coupe ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามข้อมูลผู้ผลิต
ตำแหน่งการนั่งถูกออกแบบให้ต่ำและอยู่ใกล้แนวกึ่งกลางตัวรถ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขับขี่กับตัวรถอย่างเป็นธรรมชาติ
ด้าน Entertainment และสิ่งอำนวยความสะดวกประกอบด้วย
ด้านระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ขับขี่ ผู้ผลิตระบุอุปกรณ์ทั้ง Automatic Emergency Braking, Adaptive Cruise Control Stop & Go, Lane Keep Assist, Forward Collision Warning และกล้องมองรอบคัน 3D Surround View
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์มาตรฐานบางรายการอาจแตกต่างกันตามประเทศที่จำหน่าย
Aston Martin ยังไม่ได้เผยแพร่รายการสีภายนอกและสีภายในทั้งหมดสำหรับ Valhalla Spider ในเอกสารข่าวเปิดตัว โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบการตกแต่งผ่านช่องทาง Configurator ของแบรนด์
องค์ประกอบที่ยืนยันแล้วประกอบด้วยหลังคาผ้าสีดำที่ให้มาเป็นมาตรฐานตามตลาด และหลังคาแข็งคาร์บอนไฟเบอร์ที่สามารถเลือกเพิ่มเติมได้
ขณะที่ภายในห้องโดยสารมีเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ 2 รูปแบบให้เลือก ได้แก่ Touring Seat และเบาะทรงสปอร์ตจากรุ่น Coupe
สำหรับลูกค้าที่ต้องการรายละเอียดสี วัสดุหุ้มเบาะ หรือการตกแต่งเฉพาะบุคคล จำเป็นต้องตรวจสอบรายการออปชันของแต่ละตลาดก่อนตัดสินใจ
Valhalla Spider มีกำหนดเริ่มส่งมอบในไตรมาส 3 ปี 2027 โดย Aston Martin ยังไม่ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ส่วนแผนการผลิต Valhalla ทั้งตระกูลยังคงมีจำนวนจำกัด 999 คัน
รายงานจากสื่อยานยนต์อังกฤษระบุว่า Aston Martin คาดการณ์ให้ Spider คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของยอดผลิตทั้งหมด ซึ่งหากเป็นไปตามแผนจะอยู่ราว 250 คัน แต่ไม่ใช่ยอดผลิต Spider ที่ประกาศยืนยันเป็นตัวเลขแยกอย่างเป็นทางการ
| รายการ | สถานะ |
|---|---|
| รุ่น | Valhalla Spider |
| เปิดตัวข้อมูลทางการ | 28 ตุลาคม 2026 |
| กำหนดส่งมอบ | ไตรมาส 3 ปี 2027 |
| จำนวนผลิต Valhalla ทั้งตระกูล | 999 คัน |
| สัดส่วน Spider ที่มีรายงานคาดการณ์ | ประมาณ 25% |
| ราคาสหรัฐอเมริกา | ยังไม่ประกาศ |
| ราคายุโรป | ยังไม่ประกาศ |
| ราคาไทย | ยังไม่ประกาศ |
จึงยังไม่ควรนำราคาของ Valhalla Coupe หรือราคาคาดการณ์จากสำนักข่าวต่างประเทศมาใช้เป็นราคาจำหน่ายของ Spider โดยตรง
Valhalla Spider ยังคงสมรรถนะหลักระดับเดียวกับ Valhalla Coupe ทั้งกำลังสูงสุด 1,079 PS และความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. แต่เพิ่มประสบการณ์ขับขี่แบบเปิดประทุน และปรับรายละเอียดโครงสร้างกับระบบแอโรไดนามิกให้เหมาะกับตัวถังใหม่
| รายการ | Valhalla Coupe | Valhalla Spider |
|---|---|---|
| รูปแบบตัวถัง | Coupe | Spider เปิดประทุน |
| เครื่องยนต์ | V8 4.0 Twin-Turbo PHEV | V8 4.0 Twin-Turbo PHEV |
| กำลังรวม | 1,079 PS | 1,079 PS |
| แรงบิด | 1,100 Nm | 1,100 Nm |
| ความเร็วสูงสุด | 350 กม./ชม. | 350 กม./ชม. |
| โครงสร้าง | Carbon Fiber Monocoque | Carbon Fiber Monocoque |
| หลังคา | หลังคาแข็ง | หลังคาถอดได้ |
| ระบบ Active Aero | มี | มี พร้อมปรับ Calibration |
| เบาะมาตรฐาน | คาร์บอนไฟเบอร์ทรงสปอร์ต | Carbon Touring Seat |
สำหรับผู้ที่ติดตาม ข่าวรถยนต์ โดยเฉพาะตลาดซูเปอร์คาร์ระดับไฮเอนด์ จะเห็นว่าความพิเศษของ Valhalla Spider ไม่ได้อยู่ที่ความแรงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถเปิดประทุนโดยไม่ลดทอนบุคลิกสมรรถนะสูงของรถต้นแบบ
ผู้ซื้อที่เน้นความเป็นเอกลักษณ์และประสบการณ์แบบเปิดห้องโดยสารอาจให้ความสนใจกับ Spider มากกว่า ขณะที่ Coupe ยังคงเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรูปทรงตัวถังปิดแบบดั้งเดิม
Valhalla Spider เป็นก้าวสำคัญของ Aston Martin ในการนำระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid สมรรถนะสูงมารวมเข้ากับโครงสร้างรถเปิดประทุน โดยยังคงตัวเลขกำลัง 1,079 PS และความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. เทียบเท่ารุ่น Coupe
ไฮไลต์สำคัญคือระบบหลังคาที่เลือกได้ทั้งผ้าและคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อม Active Aerodynamics ที่ปรับให้รองรับกระแสลมเมื่อเปิดหลังคา ซึ่งเป็นโจทย์ทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่าการออกแบบรถ Coupe ทั่วไป
อีกจุดที่น่าสนใจคือการนำเทคโนโลยี Formula 1 มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วงล่าง Pushrod ไปจนถึงระบบจัดการแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า
แม้ราคาจำหน่ายยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ด้วยจำนวนผลิตที่จำกัดและแผนส่งมอบในไตรมาส 3 ปี 2027 รถรุ่นนี้จะเป็นอีกหนึ่งชื่อสำคัญในกลุ่มซูเปอร์คาร์ไฮบริดระดับพิเศษ
สำหรับ Aston Martin การเปิดตัว Valhalla Spider ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มรุ่นเปิดประทุนในโชว์รูม แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไฮบริดและประสบการณ์แบบรถซูเปอร์คาร์ดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าสนใจ
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
ผู้ผลิตระบุอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที
เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Twin-Turbo แบบ Flat-Plane Crankshaft ร่วมกับระบบ Plug-in Hybrid
Aston Martin ระบุความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. เมื่อถอดหลังคาหรือใช้หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ โดยมีข้อกำหนดแยกสำหรับหลังคาผ้า
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวมอเตอร์ไซค์Kawasaki CORLEO หุ่นยนต์ 4 ขาพลังไฮโดรเจน เตรียมโชว์ EICMA 2026 เล็งขายปี 2035
Honda NewsHonda Passport Baja Spec 1,300 แรงม้า เตรียมลุย Trophy Truck และ Baja 500 ปี 2027
Honda NewsHonda Accord 2028 ลุ้นพลิกโฉมใหม่ ดีไซน์ Liftback พร้อมไฮบริดเจเนอเรชันใหม่
ข่าว น้ำมันราคาน้ำมัน 29 ตุลาคม 2569 ลดอีก! ดีเซลลง 1 บาท โซฮอล์ 91–95 ลด 50 สตางค์ เช็กทุกชนิด
ข่าวมอเตอร์ไซค์ขาตั้งไฟฟ้า Stop&Up นวัตกรรมใหม่จากอิตาลี กดปุ่มเดียวตั้งมอเตอร์ไซค์ตรง ไม่ต้องออกแรงยกรถ เตรียมเผยโฉม EICMA 2026
ข่าวรถยนต์Corvette C9 ต้องแรงกว่า C8 แต่ GM ไม่อยากขายแพงเท่า Ferrari
New BikeZontes ZT903-R หลุดสิทธิบัตร Naked 3 สูบรุ่นใหม่ ลุ้น 135 แรงม้า ท้าชน MT-09
KawasakiKawasaki KLE650 2027 เปิดตัวใหม่ 649 ซีซี พร้อมรุ่น SE ล้อ 21 นิ้ว สายลุยทัวริ่ง