SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

LiveWire ONE มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรก หลังจากไม่ใช้ชื่อ HD หลังจากที่ Harley-Davidson ได้ทำการยกเครื่องปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ แยกรถไฟฟ้าออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ได้ไม่นาน ล่าสุดก็ได้เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกที่หน้าตาคุ้นๆ อย่าง LiveWire One ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมจากโมเดลเก่าซึ่งก่อนหน้านี้ยังใช้ชื่อแบรนด์ HD อยู่นั่นเอง การแยกตัวออกมาของแบรนด์ไลฟ์ไวร์นั้นก็เป็นส่วนนึงของแผนการที่ทางแบรนด์ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั่นเอง โดยตั้งใจจะทำให้แบรนด์ใหม่นี้เป็นแบรนด์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ข่าวดีคือโมเดลใหม่นี้มีราคาปรับลดลงมาเหลือ 21,999 ดอลลาร์ หรือราวๆ 718,000 บาท ซึ่งปรับราคาลดลงมาจากโมเดลก่อนหน้าเยอะมากเลยทีเดียวจนจุดที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งมากขึ้น และที่น่าดีใจคือ ราคาที่ปรับลดลงมาไม่ได้ทำให้สมรรถนะของรถลดน้อยลงไปด้วย โดยยังคงให้กำลังแรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 105 แรงม้า และแรงบิดที่ 86 ฟุตปอนด์เท่าเดิม ตัวมอเตอร์ไฟฟ้านั้นเคลมมาว่าเร่งจาก 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายใน 3 วินาที ทำความเร็วสูงได้ที่ 110 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือราวๆ 176 กม./ชม. ส่วนเรื่องของความจุของแบตเตอรี่ยังคงเดิมที่ 13.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมการันตีว่าจะใช้งานในเมืองได้ราวๆ 230 กม. หรือถ้าผสมผสานระหว่างการใช้งานในเมืองกับขับขี่บนทางหลวงก็จะอยู่ที่ราวๆ 150 กม. ระบบชาร์จเร็วที่ระดับ 3 ก็ช่วยให้ชาร์จได้ภายใน 1 ชั่วโมง หรือ 0 – 80% ได้ภายใน 40 นาที ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa Big Piston ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว Showa balance-free ส่วยระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ Brembo 4 พ็อต ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อต ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปแบบ 5 ก้านแยกขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ ส่วนข่าวร้ายสำหรับเจ้า LiveWire ONE ก็คือไม่มีสีส้มให้เลือกแล้ว ก็จะเหลือเพียงสีขาวและสีดำเท่านั้น ไม่มีสีสันสดๆ ให้ได้เลือกต่อไป สรุปโดยรวมแล้วราคาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นครับ แต่ยังถือว่าราคาค่อนข้างแรก อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในบ้านเราครับ แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในอนาคตครับที่เราจะได้สัมผัสรถไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 04 เปิดตัวแล้วในฐานะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันล่าสุดของค่าย สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้ เริ่มต้นด้วยการเป็นคอนเซ็ปต์สกู๊ตเตอร์ในปี 2017 และในปี 2020 ก็เผยโฉมอีกครั้งในฐานะโมเดลที่ใกล้เคียงกับการผลิตจริง จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 7 เดือน 7 หรือเดือนกรกฎาคมนี้เอง เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์ล้ำยุคพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยสมกับเป็นรถจากค่ายใบพัดสีฟ้า ตัว BMW CE 04 ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดมากถึง 31 กิโลวัตต์ หรือ 42 แรงม้า วางบนแชสซีน้ำหนักเบาพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำอีกด้วย โดยมอเตอร์ไฟฟ้านั้นจะวางอยู่ในเฟรมอยู่ระหว่างแบตเตอรี่และล้อหลัง ในลักษณะคล้ายกับรถยนต์ของทางค่าย นอกจากนี้เคลมว่าสามารถทำความเร็วจาก 0 – 50 กม./ชม.ใน 2.6 วินาทีเท่านั้น (มีเวอร์ชันสำหรับใบขับขี่แบบ A1 ที่จะลดกำลังลงเหลือ 23 กิโลวัตต์หรือ 31 แรงม้าด้วย) และยังเคลมท็อปสปีดมาที่ 120 กม./ชม. เพื่อให้ใช้งานนอกเมือง หรือบนมอเตอร์เวย์ได้อีกด้วย เรียกว่าไม่ใช่รถใช้งานในเมืองอย่างเดียวนั่นเอง ตัวรถมีแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 60.6 แอมแปร์ชั่วโมงหรือ 8.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทำการได้ที่ราวๆ 130 กม. (รุ่นลดกำลังใช้งานได้ 100 กม.) ช่วยให้ขับขี่ใช้งานในทุกๆ วันในเมือง หรือในชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ หรือจะใช้เดินทางในช่วงสุดสัปดาห์ที่ไม่ไกลมากก็พอไหว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ให้มามีระบบชาร์จในตัวสามารถใช้ชาร์จกับปลั๊กไฟบ้าน ชุดชาร์จแบบวอลล์บ็อกซ์ หรือสถานีชาร์จสาธารณะได้เลย โดยใช้เวลาชาร์จจาก 0 ถึง 100 % ใช้เพียง 4 ชั่วโมง 20 นาทีเท่านั้น และสำหรับชุดชาร์จเร็วที่ต้องซื้อเพิ่มนั้นสามารถรับกระแสไฟได้มากถึง 6.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง มากกว่าปกติ 3 เท่า (ชุดสายชาร์ตปกติที่มากับรถอยู่ที่ 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง) ทำให้ชาร์จจนเต็มได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น หากชาร์จด้วยชุดชาร์จเร็ว โดยเริ่มที่ระดับ 20% ไปจนถึง 80% นั้นจะใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับท้องที่และจุดจ่ายไฟด้วย หากชาร์จกับชุดชาร์จวอลล์บ็อกซ์ที่บ้านหรือตามสถานีชาร์จ หากต้องการใช้ระบบชาร์จเร็วจะต้องใช้สาย A Mode 3 เพิ่มเติม เหมือนกับรถยนต์ของทางค่าย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะมีโช้คเทเลสโคปิกพร้อมขนาดแกน 35 มม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับแดมปิ้งได้ โดยขนาดล้อจะเป็น 15 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้ยาง Pirelli Rosso Scooter มีขนาดยางดังนี้ 120/70 R15 67H และ 160/60 R15 56H ตามลำดับ ส่วนระบบเบรกค่อนข้างจัดเต็ม ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ABS หรือจะเลือก ABS Pro แบบใช้งานในโค้งได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่ม เรียกว่าปลอดภัยขั้นสุด ทีเด่นสุดๆ เห็นจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน พร้อมระบบนำทางในตัว เรียกว่าใหญ่ที่สุดในวงการมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ นอกจากนี้ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED เต็มระบบ และสามารถติดตั้งระบบ Adaptive Headlight Pro และระบบไฟพิเศษ (ระบบไฟพิเศษคือไฟ Welcome Light และ Good bye light) เพิ่มเติมได้ ในส่วนของระบบความปลอดภัยตัวรถจะมีระบบควบคุมเสถียนภาพอัตโนมัติ หรือ Automatic Stability Control มาควบคุมแรงบิดที่จะทำให้ล้อหลังเกิดการสลิปอีกด้วย หรือจะติดตั้งระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มก็ต้องเสียเงินเพิ่มเอาก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในอีกระดับ ตัวรถยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมดให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ เช่น โหมด Eco โหมด Rain และ โหมด Road หรือจะเสียเงินเพิ่มเพื่อใช้งานโหมด Dynamic ที่จะปรับให้การขับขี่ได้ลื่นไหล เร่งแรงได้มากขึ้นก็ทำได้ สำหรับฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของตามแบบที่สกู๊ตเตอร์ควรจะมีนั้นมีทั้งด้านหน้าและใต้เบาะ ไม่สิ ด้านข้างมากกว่า ซึ่งสามารถเก็บหมวกกันน็อกโอเพ่นเฟซได้ 1 ใบ มีช่องจ่ายไฟด้านหน้า สุดท้ายนี้ตัวจะจำหน่ายในชุดสีขาว Light White แต่งแต้มให้ลงตัวด้วยสีดำด้านหน้าที่ด้านหน้า

SEAT MÓ eScooter 125 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำจากสเปน และนี่คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันแรกจากทางค่ายรถสัญชาติสเปน SEAT MÓ eScooter 125 ที่มีฟังก์ชันล้ำๆ ในแบบที่ค่ายอื่นไม่มี อาทิ เกียร์ถอยหลัง และระบบแชร์คีย์โค้ดให้กับคนอื่นเพื่อไปปลดล็อคและขับขี่ใช้งานได้ ตัวรถมีดีไซน์โมเดิร์นและกะทัดรัด แต่กระนั้นก็ใส่ใจและใช้งานได้จริง ช่องเก็บของใต้เบาะมีขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกได้ถึง 2 ใบ มีมือจับคนซ้อน ทั้งยังมีขาตั้งคู่ให้ด้วย โดยตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 152 กก.เท่านั้น เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้มีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7 กิโลวัตต์ที่สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ถึง 9 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับรถสกู๊ตเตอร์ขนาด 125 ซีซี แต่ทว่าให้แรงบิดสูงถึง 240 นิวตันเมตร ทางค่ายยังเคลมมาว่าทำความเร็วสูงสุด 95 กม./ชม. สามารถเร่ง 0 – 50 กม./ชม.ได้ใน 3.9 วินาที เทียบเท่ากับสกู๊ตเตอร์พิกัด 300 ซีซีเลยทีเดียว ตัวรถมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Eco, City และ Sport เพื่อการใช้งานที่หลากหลายตอบโจทย์มากขึ้น ขณะที่แบตเตอรี่จะเป็นลิเธียมไอออนความจุสูงให้กำลังไฟ 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยน้ำหนักตัวแบตเตอรี่หนักมากกว่า 40 กิโลกรัมเล็กน้อย อาจจะดูหนัก แต่ก็ช่วยให้วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 137 กม.ในการชาร์จเพียงครั้งเดียว และสามารถถอดเข็นไปชาร์จไฟได้สะดวก สามารถใช้ไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยการชาร์จจนเต็มระบบจะกินเวลา 6 – 8 ชั่วโมง ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก เพื่อช่วยกระจายแรงเบรก ให้ระยะเบรกสั้นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยวเพื่อความนุ่มนวลในการขับขี่ ตัวรถยังมีหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัลแสดงข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน พร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพลิเคชันเฉพาะเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ได้อีักด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่าย 3 สีด้วยกันได้แก่ สีแดง สีดำเทา และสีขาว จำหน่ายในราคา 4,150 ยูโรหรือราวๆ 160,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาไม่แพงเลยหากเทียบกับฟังก์ชันที่มีให้นะครับ แต่ก็อาจจะแพงขึ้นหากเข้ามาจำหน่ายในไทย และอาจจะไม่ถูกใจชาวไทยเพราะระยะทำการอาจจะน้อยไปหน่อยครับ แต่ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WMC250EV รถไฟฟ้าต้นแบบที่ตั้งเป้าทำสถิติ 400 กม./ชม. ล่าสุด White Motorcycle Concepts เปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์หรือรุ่นต้นแบบในชื่อว่า WM250EV โดยตั้งเป้าว่าจะทำลายสถิติด้วยการทำท็อปสปีดที่ 400 กม./ชม. บริษัทดังกล่าวนั้นเป็นบริษัทน้องใหม่สัญชาติอังกฤษ มีเป้าหมายที่จะทำลายสถิติของอังกฤษและสถิติโลกภายในปี 2022 ด้วยเจ้าจรวดทางเรียบคันดังกล่าว ที่ทางค่ายทุ่มเทพัฒนามานาน 2 ปี และทำให้ทุกคนต้องทึ่งในเรื่องของแอโรไดนามิกส์และระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ นอกจากเรื่องของดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อแอโรไดนามิกส์แบบจัดเต็มแล้ว ยังคำนึงถึงเรื่องสรีรศาสตร์หรือเออร์โกโนมิกส์อีกด้วยครับ โดยตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ต่ำๆ หรือนอนขับ ยังคงเป็นท่านั่งแบบปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องหมอบลงมา และตัวรถจะมีท่อกลวงขนาดใหญ่ที่ทางค่ายเรียกว่า V-Air ตัดผ่านรถตั้งแต่หัวจรดท้าย ซึ่งเจ้าวีแอร์นี้มีการทดลองแบบจำลองในอุโมงค์ลม และคำนวณออกมาได้ว่าดีไซน์นี้สามารถลดแรงต้านจากลมได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับสตรีทไบค์ทั่วไป ตัวรถยังมีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเข้าไป หรือที่เรียกกันว่า F-Drive เป็นการขับด้วยโซ่ที่ใส่ไว้ภายในสวิงอาร์มซึ่งดูเหมือนว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่าแบบทั่วๆ ไป ส่วนชื่อโมเดลที่ดูแปลกๆ อย่าง WMC250EV นั้นมีที่มาครับ 250 คือความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่า 400 กม./ชม.ที่เป็นเป้าหมายนั่นเองครับ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเร็วกว่าสถิติที่ Max Biaggi ทำไว้ด้วยรถ Voxan Wattman เมื่อปีที่แล้วที่ 366 กม./ชม. ส่วน WMC คือคำย่อของชื่อบริษัทนั่นเองครับ และ EV ด้านท้ายคือ Electric Vehicle หรือการบอกว่ามันคือรถไฟฟ้านั่นเองครับ ในช่วงแรกนั้นทางแบรนด์จะเล็งทำสถิติความเร็วที่ 200 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 321 กม./ชม.ก่อน และถือว่าเป็นการทำลายสถิติของอังกฤษด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (ด้านหลัง 2 ตัวและด้านหน้า 3 ตัว) ซึ่งให้กำลังรวมกันที่ 100 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 134 แรงม้า จากนั้นจะไปทำลายสถิติอีกครั้งที่โบลิเวียในปีหน้า 2022 เพื่อเป้าหมายสถิติโลก ทั้งนี้รถต้นแบบคันนี้ไม่ใช่แค่สร้างออกมาเพื่อทำสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นการหาวิธีที่จะเพิ่มระยะทางในการใช้งานด้วยการคิดหาวิธียังไงให้มันประหยัดมากที่สุด ก็เรียกว่าเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจและน่าติดตามมากๆ ครับ ถือว่าเป็นความพยายามพัฒนาของรถไฟฟ้าให้มาเป็นทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Mob-ion AM1 สกู๊ตเตอร์ต้นแบบพลังไฮโดรเจน หวังตัดปัญหาเสียเวลาชาร์จ ถ้าคุณกำลังรอคอยยานพาหนะที่แค่เติมน้ำก็ใช้งานได้แล้วอยู่ล่ะก็ ความฝันของคุณใกล้จะเป็นจริงแล้วล่ะ ล่าสุดบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสก็ได้ทำการเผยโฉมรถต้นแบบพลังงานไฮโดรเจนอย่าง Mob-ion AM1 ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานในอนาคต ออกมาให้สาธารณชนได้ชมกัน ทางบริษัท Mob-ion นั้นคือบริษัทที่ธุรกิจกับนวัตกรรมและดีไซน์ทางไฟฟ้าซึ่งมีโปรดักต์ที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเฟ้นหาโซลูชันที่จะผลิตยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างการเดินทางที่สะอาดให้กับเมือง โดยทางบริษัทได้ทำการจับมือกับ STOR-H บริษัทพลังงานที่โฟกัสในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน สร้างรถต้นแบบอย่าง AM1 ขึ้นมา โดยใช้คาร์ทริดจ์ไฮโดรเจนหรือกระบอกบรรจุไฮโดรเจนที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ มาเป็นแหล่งพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์ แทนที่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบในรถไฟฟ้าทั่วไป โดยเจ้ากระบอกบรรจุไฮโดรเจนนี้เนี่ยมีขนาดประมาณกระป๋องน้ำอัดลมขนาดปกติ 2 กระป๋องซ้อนกัน ซึ่งจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง และยังทำหน้าที่ช่วยเป็นแหล่งพักพลังงานหรือเป็นบัฟเฟอร์ให้กับแบตเตอรี่เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ไฟฟ้าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเจ้าคาร์ทริดจ์ที่ว่านี้มีข้อดีคือกินพื้นที่น้อยกว่าและมีน้ำหนักน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำให้รถมีน้ำหนักเบาะและมีพื้นที่สำหรับใส่สัมภาระได้มากขึ้นนั่นเอง ทางแบรนด์ยังระบุว่ามันเก็บก๊าซได้อย่างเสถียรและปลอดภัย และจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการใช้พลังงานไฮโดรเจนเนี่ยก็จะทำให้ไม่ต้องชาร์จไฟ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการถอดกระบอกออกมาเปลี่ยนกับของใหม่ เหมือนคืนขวดน้ำอัดลมหรือถังก๊าซหุงต้มที่ใช้ทำกับข้าวนี่ล่ะครับ และอาจจะมีกระบอกสำรองเก็บไว้เผื่อเวลาเดินทางไกลๆ ด้วยก็ทำได้ ซึ่งทาง STOR-H มีแผนจะทำการวางจำหน่ายเจ้ากระบอกนี่ให้กับร้านค้าปลีกทั่วประเทศในอนาคต ทั้งนี้รถโปรดักชันจริงๆ นั้นมีการตั้งเป้าไว้ว่าจะวางจำหน่ายในช่วงต้นปี 2023 แต่ว่าเราอาจจะได้เห็นรถต้นแบบนี้ทดสอบกันจริงๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ครับ ก็เรียกว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ แต่ก็ต้องดูถึงการกระจายตัวของแหล่งจำหน่ายกระบอกไฮโดรเจนรวมถึงราคารถ ราคาเชื้อเพลิง ตลอดไปจนถึงการเซอร์วิสอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio One สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หน้าตาดีจากอิตาลี และนี่คือความหวังใหม่ของพิแอ็กจิโอในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับนักบิดมือใหม่ที่ชื่นชอบในสกู๊ตเตอร์และนักบิดที่ต้องการรถที่จะใช้งานในชีวิตประจำวัน Piaggio One สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่า Vespa Elettrica ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ที่มีสนนราคาโดดไปไกลถึง 5,000 ปอนด์หรือราวๆ 220,000 บาท ซึ่งทำให้มันกลายเป็นรถที่คนกระเป๋าไม่หนักจริงจ่ายไม่ไหว โชคดีที่เจ้าหนึ่งเดียวคันนี้ราคาเริ่มต้นที่ 2,500 ปอนด์หรือราวๆ 110,000 บาท หรือครึ่งเดียวของเจ้าเวสป้าไฟฟ้า ทำให้มันน่าสนใจและอยู่ในราคาที่น่าเป็นเจ้าของมากกว่า ถึงอย่างไรก็ดีสำหรับคนที่อยากจะเดินทางได้ไกลมากขึ้นหรือมีสเปกที่สูงขึ้นก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเงินอยู่ดี แต่นั่นก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผลครับ โดยเจ้าวันสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะมีให้เลือกสองสีด้วยกันได้แก่ สีเทาตัดด้วยสีเหลือง และสีขาว ซึ่งน่าจะถูกใจวัยรุ่นและนักบิดหน้าใหม่ไม่น้อยเลยล่ะครับ ตัวรถนั้นโดดเด่นที่ช่องเก็บของที่ใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 1 ใบ ซึ่งก็ถือว่าใหญ่สำหรับรถไฟฟ้าที่จำเป็นจะต้องมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และสำหรับเจ้าวันก็จะมีแบตเตอรี่แบบถอดไปชาร์จดได้ ซึ่งเป็นจุดขายที่ดีเลยล่ะครับ สำหรับสเปกนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ สแตนดาร์ด พลัส และแอ็กทีฟ สำหรับรุ่นสแตนดาร์ด จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 1.2 กิโลวัตต์หรือ 1.60 แรงม้าที่ให้ท็อปสปีดได้ที่ 45 กม./ชม. ใช้งานได้ 55 กม.ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 1.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดใน 3 รุ่น รุ่นพลัส จะได้มอเตอร์ขนาดเดียวกันกับสแตนดาร์ดแต่แบตเตอร์รี่จะเพิ่มเป็น 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นเป็น 55 กม./ชม.และวิ่งได้ราวๆ 100 กม.ต่อ 1 การชาร์จ สำหรับรุ่นแอ็กทีฟ จะเป็นรุ่นท็อปมาพร้อมมอเตอร์ขนาด 2 กิโลวัตต์หรือ 2.68 แรงม้า สามารถทำท็อปสปีดได้ที่ประมาณ 60 กม./ชม. พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่สามารถใช้งานได้ 80 กม./ชม. โดยแบตเตอรี่นั้นเคลมมาว่าจะชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในราวๆ 6 ชม. ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าจะยังไม่ถูกใจคนไทยส่วนใหญ่เท่าไหร่นัก แต่ก็ถือเป็นรถที่น่าสนใจเหมาะกับการใช้เดินทางระยะสั้นๆ ไปทำงานใกล้บ้านหรือไปร้านสะดวกซื้อได้สะดวกจริงๆ นะครับเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Electrocycle มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสไตล์ครูเซอร์ ชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 480 กิโล! ล่าสุด Zaiser Motors ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Electrocycle ครูเซอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมทวินฮับมอเตอร์ หรือมอเตอร์ขับเคลื่อน 2 ตัวและระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และเคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 193 กม./ชม. และทำอัตราเร่ง 0 – 96 กม./ชม.ได้ใน 3.6 วินาทีเท่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้น่าสนใจมากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ไปดูกันดีกว่าว่ามันมีรายละเอียดอื่นๆ ยังไงกันบ้างดีกว่าครับ Zaiser Motors นั้นเป็นสตาร์ทอัพที่มีถิ่นฐานในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ใช้เวลากว่า 2 ปีในการออกแบบเจ้าครูเซอร์ไฟฟ้าคันนี้ โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้: ระบบรักษาเสถียรภาพอัตโนมัติ ช่วยขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น ดีไซน์แบบโมดูลาร์ ช่วยให้รถสามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็วทันใจ แทร็คชันคอนโทรล แบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จซ้ำหรือสับเปลี่ยนได้ พร้อมระบบรีชาร์จเวลาเบรก ระยะทำการ 480 กม. ออกแบบโดยมุ่งเน้นความยั่งยืน โดยรถทั้งคันสามารถรีไซเคิลได้หมดทุกชิ้นส่วน โดยในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมีความจุมาถึง 17.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถใช้งานได้ประมาณ 480 กม. นอกจากนี้ยังรองรับระบบฟาสต์ชาร์จและสับเปลี่ยนได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดขายสำคัญที่ทาง Zaiser ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ทางค่ายเองก็ยังไม่ได้ระบุว่าชาร์จเร็วได้ขนาดไหน ทั้งนี้ Zaiser ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย ทว่าบอกเพียงว่าจะมีราคาในแบบที่จับต้องได้ และยังตั้งเป้าจะเปิดตัวจริงๆ ในปลายปี 2021 หรือไม่เกินช่วงต้นปี 2022 งานนี้สาวกรถไฟฟ้าที่ชอบสไตล์ครูเซอร์ก็ตั้งตารอได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก