Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวรถไฟฟ้า EV รีวิว & ทดสอบรถยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

  • All Posts
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
    •   Back
    • รีวิวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
Retrokit for Vespa มอเตอร์ไฟฟ้าของเวสปิสตี้ที่เบื่อน้ำมัน

Retrokit for Vespa มอเตอร์ไฟฟ้าของเวสปิสตี้ที่เบื่อน้ำมัน Retrokit for Vespa ขุมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถจักรยานยนต์เวสป้า ด้วยเทรนด์ในยุคปัจจุบันแน่นอนว่าในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นไลฟ์สไตล์ ‘แบบรักษ์โลก’ ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น วงการรถสองล้อเองก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ใช้งานกัน สำหรับไบค์เกอร์บางท่านที่อยากร่วมรักษ์โลกแต่ไม่มีเงินซื้อให้จะทำยังไงดี ? เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปสำหรับเหล่า ‘เวสปิสตี้’ ที่มีใจจะรักษ์โลก เพราะ Retrokit บริษัทจากอิตาลี เปิดตัวชุดแปลงไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ช่วยให้ผู้ขับขี่โบกมือลาน้ำมันเบนซิน และหันมาใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ สำหรับเวสป้าคลาสสิกของคุณได้ในเวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้น   โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit จะประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชุดควบคุม ที่สามารถติดตั้งเข้ากับรถเวสป้าได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงตัวรถมากนัก และเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ชาร์จไฟให้เรียบร้อย ก็สามารถใช้เวสป้าที่เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ทันที ชุดนี้ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้อหลังขนาด 7,000 วัตต์และแบตเตอรี่ลิเธียมแบบถอดได้ขนาด 2.35 kW.h ซึ่งเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเดิม โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเฟรมแต่อย่างใด พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับการให้ “หัวใจ” ใหม่แก่เวสป้า แต่ยังคงระบบล้อหลัง และเบรกแบบเดิมเอาไว้ เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่ไม่เปลี่ยนแปลงไป  อีกทั้งชุด Retrokit ยังมาพร้อมอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ระบบไฟ LED, ระบบควบคุมคันเร่ง, ตัวควบคุมอัจฉริยะ ทำให้การปรับแต่งนี้ไม่ใช่แค่การ “ปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบกำลัง” เท่านั้น แต่ยังเป็นการอัปเกรดประสบการณ์การขับขี่อีกด้วย ระยะเวลาการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่นี้ใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retokit มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 ซีซี และขนาด 125 ซีซี โดยเวอร์ชันขนาด 50 ซีซี จำกัดความเร็วอยู่ที่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง และใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปใกล้ ๆ บ้าน ในส่วนของเวอร์ชันขนาด 125 ซีซี สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วสูงมอเตอร์ทั้งสองรุ่นสามารถสร้างแรงบิดได้ 28 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ และมือเก๋าสามารถควบคุมได้ง่ายระบบประหยัดพลังงานอัจฉริยะ วิ่งได้ไกลถึง 82 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าของ Retrokit มีโหมดขับขี่ในตัว 3 โหมด ได้แก่ Eco, Drive และ Sport โหมด Eco มีระยะทางวิ่งไกลที่สุด โดยสามารถเดินทางได้ 82 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบกู้คืนพลังงานจลน์ ที่สามารถชาร์จพลังงานเมื่อลงเขาหรือเบรก ช่วยเพิ่มความทนทาน และทำให้เวสป้าประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอเรือนไมล์แบบใหม่ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำให้การเช็คข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ความเร็วของรถ ระดับแบตเตอรี่ อายุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และแม้แต่เปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ทันที ก็สามารถทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้น และรูปแบบของหน้าจอเรือนไมล์ยังมีตัวเลือกจอแสดงผลแบบดิจิทัลถึง 3 แบบ ได้แก่ ทรงกลม, วงรี และสี่เหลี่ยม ที่สามารถทดแทนแผงหน้าปัดเดิมของรถ Vespa รุ่นต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ในส่วนขอราคาวางจำหน่าย และการจัดส่งระหว่างประเทศชุด Retrokit มีราคาอยู่ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 119,000 บาท ไหนใครเบื่อน้ำมัน ลองเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าดูหน่อยไหม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก

2025 LiveWire Alpinista ครุยเซอร์ เสียบปลั๊ก 2025 LiveWire Alpinista รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากค่าย LiveWire แบรนด์ในเครือของค่าย Harley-Davidson โดยในโมเดลใหม่ของทางค่ายนี้มีการออกแบบดีไซน์ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม และประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ขุมพลัง และสมถรรนะ S2 Alpinista ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 64.6 กิโลวัตต์ พละกำลังเทียบเท่าประมาณ 84 แรงม้ามาพร้อมแรงบิด 263 นิวตันเมตร แรงบิดที่มากมายมหาศาลขนาดนี้เป็นเรื่องธรรมดาของรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถทำความเร็วจาก 0-100 โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 159 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งด้วยระยะทางสูดสุดในเมืองต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 120 ไมล์หรือ 193 กิโลเมตร ในส่วนของระยะเวลาการใช้ชาร์จนั้น หากชาร์จด้วยการชาร์จระดับที่ 1 (110V) จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จจาก 0-100% ที่ 9.1 ชั่วโมง และใช้เวลา 5.9 ชั่วโมงสำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-80% และถ้าหากผู้ขับขี่ใช้เครื่องชาร์จระดับที่ 2 ที่มีการการจ่ายกำลังไฟสูงขึ้น (220V) จะใช้เวลาในการชาร์จเร็วขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 22 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 0-100% และ 1 ชั่วโมง 18 นาที สำหรับการชาร์จตั้งแต่ 20-80% ช่วงล่างจาก Showa ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพจากทาง Showa แบบเทเลสโคปิก ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจากทาง Showa เช่นเดียวกัน ระยะยุบตัวอยู่ที่ 4.7 นิ้ว สามารถปรับพรีโหลด และรีบาวด์ได้ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวมาพร้อมคาลิเปอร์เบรก BREMBO® M4.32 แบบสี่ลูกสูบ ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS ที่แยกอิสระทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบ Traction Control ในส่วนของล้อเป็นล้อแบบอลูมิเนียม ขอบ 17 ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ฟังก์ชั่นการใช้งานครบ เมื่อไหร่ที่เป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็หมดกังวลในเรื่องของเทคโนโลยีที่มอบให้ เพราะครุยเซอร์เสียบปลั๊กคันนี้มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม เริ่มที่ระบบไฟแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ตรงกลางมาพร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รวมถึงการดูรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอ อาทิ ปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ รวมไปถึงระบบนำทาง และมีช่องสำหรับชาร์จไฟแบบ USB-Type C จุดอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย Glacier Silver (สีเงิน) Asphalt Black (สีดำ) และราคาวางจำหน่ายของเจ้าคันนี้มีราคาอยู่ที่ 17,390 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 734,500 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในเรื่องของการจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นไปได้ยากหน่อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !?

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !? สถานการณ์ในถนนหลากหลายพื้นที่น่าจะหนีไม่พ้นปัญหา ‘รถติด’ เพราะมีรถออกมาสู่ท้องถนนแทบจะทุกวัน แต่ถนนนั้นไม่พอวิ่ง จะเอามอเตอร์ไซค์มามุดเพื่อช่วยบรรเทาก็แทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้มอเตอร์ไซค์เองก็แทบจะจอดติดแบบรถยนต์แล้ว แต่แล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจอันนึงเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์บินได้ที่มีชื่อว่า Rictor Skyrider X1 ว่าแต่.. มันจะถูกพัฒนาจริงดิ ? จากแนวคิดที่มันเป็นไปไม่ได้ สู่การนำมาพัฒนาเป็นรถมอเตอร์ไซค์สองล้อที่บินได้ และมันเกิดขึ้นจริง!! โดยผลงานจากบริษัท Rictor จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้เกี่ยวกับการพัฒนายานพาหนะสำหรับการเดินทาง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อาทิ สกูตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานไฟฟ้า รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้งาน โดยเทคโนโลยี Skyrider X1 ได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีหรือ CES2025 (Consumer Electronics Show) ในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยานพาหนะลำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Rictor เป็นแบรนด์ย่อยของบริษัท Kuickwheel จากประเทศจีน ซึ่งเน้นพัฒนาทางเลือกในการเคลื่อนที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ Rictor มีผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวในกลุ่มสินค้า คือ จักรยานไฟฟ้า Rictor K1 รายละเอียด และฟังก์ชันการใช้งาน รถมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ผลิตด้วยโครงสร้างจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมเกรดการบิน เคลื่อนที่ด้วยระบบด้วยระบบใบพัด 8 ตัว มีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่นธรรมดา X1 SL มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถบินได้เพียง 25 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และอีกหนึ่งรุ่น X1 SX มาพร้อมไซส์แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ 21 kWh สามารถบินได้นานถึง 40 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาจากค่ายจีนไม่ต้องกังวลเรื่องเทคโนโลยี จัดให้มาแบบล้ำ ๆ เช่นเคย เริ่มกันที่ ระบบการปรับตัวอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยปรับระดับความสูง ความเร็ว และทิศทางการบินตามสภาพอากาศ, ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ เพื่อช่วยระบุเส้นทางการบินที่ดีที่สุด เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ราบรื่น และฟังก์ชันการบินขึ้น และลงจอดแบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าจุดหมายปลายทาง และยานพาหนะจะทำงานที่เหลือให้เอง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกควบคุมแบบแมนนวลผ่านจอยสติ๊กสำหรับผู้ที่ชอบการควบคุมด้วยตัวเองอีกด้วย ระบบวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติ ระบบควบคุมพร้อมจอยสติ๊กสำหรับบังคับเอง ฟังก์ชันควบคุมการปรับตัวอัตโนมัติ   โดยรายละเอียดอื่น ๆ ของมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ จะถูกกำหนดเพดานบินเพียง 200 เมตรเท่านั้น (ระยะนับตั้งแต่พื้นดิน) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในส่วนของการวางจำหน่าย มีข่าวลือหลุดออกมาว่าอาจมีการวางจำหน่ายในตลาดปี 2026 โดยราคาคาดการณ์อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,074,000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร เครื่องหมายคำถามสำหรับการพัฒนา Skyrider ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์บินได้คันแรกของโลก แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีหลาย ๆ บริษัทจากทั่วโลกที่พยายามสร้าง และพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ เช่น Speeder จาก Mayman Aerospace หรือ Hoverbike จากบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์บินได้ โดยทั้งสองโมเดลก่อนหน้าก็มีผลิตออกมาเพียงแค่รุ่นต้นแบบเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อวางจำหน่าย คาดว่าอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน การจัดการการจราจรทางอากาศ และราคาที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในปัจจุบัน แต่ถือว่ามอเตอร์ไซค์บินได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจในโลกอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 CFMOTO CFX-2E วิบากไฟฟ้าสำหรับนักซิ่งตัวน้อย

2025 CFMOTO CFX-2E วิบากไฟฟ้าสำหรับนักซิ่งตัวน้อย 2025 CFMOTO CFX-2E รถมอเตอร์ไซค์วิบากไฟฟ้าจากค่าย CFMOTO แบรนด์ผู้ผลิตรถสัญชาติจีน โดยดีไซน์การออกแบบของรถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อนักบิดอายุน้อยที่ยังเป็นมือใหม่สามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดาย และเข้าถึงอารมณ์ความสนุกตลอดการขับขี่ ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงขนาด 1.5 กิโลวัตต์ แรงบิดอยู่ที่ 7 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48V มีกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 50 ซีซี ให้พลังงานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในทุกสภาพพื้นผิว ขับขี่ได้อย่างราบรื่น เงียบสนิทไร้เสียงรบกวน พร้อมปราศจากมลพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการชาร์จไฟจะใช้เวลา 5 ชั่วโมงจาก 0-100% และยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ ทำให้สะดวกต่อการชาร์จได้ในทุกที่ทุกเวลา   โครงเหล็กทรงเปลที่มีความแข็งแรง ทนทาน ความสูงของเบาะเพียง 21.7 นิ้ว น้ำหนักรถเพียง 48 กิโลกรัม ระบบช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว ขอบล้ออัลลอย และยางวิบาก ที่ปรับจูนมาเพื่อการขับขี่แบบออฟโรดให้ความรู้สึกถึงการขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง แม้ในสภาพพื้นผิวที่ขรุขระ  ระบบเบรกติดตั้งมาให้เป็นแบบดิสก์เบรกไฮดรอลิกประสิทธิภาพสูง ช่วยให้หยุดรถได้อย่างมั่นใจ และมีเชือกคล้องนิรภัยแบบแม่เหล็กที่สามารถตัดการทำงานของรถในกรณีฉุกเฉิน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ แม้จะเป็นรถสำหรับเด็กแต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยี หน้าจอ LCD แสดงข้อมูลที่จำเป็น เช่น ระดับแบตเตอรี่ โหมดความเร็วที่เลือก การแจ้งเตือนสถานะการชาร์จ  โหมดการขับขี่ที่สามารถเลือกได้ถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดฝึกหัด (Learning) ที่ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, โหมดมาตรฐาน (Standard) ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และโหมดสปอร์ต (Sport) ตัวรถจะกำหนดความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 49 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้เหมาะกับระดับทักษะ และความชำนาญของเด็ก ช่วยให้ผู้ขับขี่พัฒนาทักษะได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของราคาวางจำหน่าย วางขายอยู่ที่ 1,699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,870 บาท เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์การขับขี่ และกิจกรรมภายในครอบครัว หากลูกถูกใจ ไม่มีอะไรแพง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย

Royal Enfield Flying Flea C6 ไฟฟ้าคันแรกของค่าย Royal Enfield Flying Flea C6 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของค่าย โดยรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Royal Enfield WD/RE ซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้เปิดถึง 2 โมเดลได้แก่ C6 ที่มีสไตล์ของความเป็นเรโทร และ S6 ซึ่งเป็นสไตล์สแคมเบอร์ ดีไซน์แบบเดียวกับรถช่วงสงครามโลก การออกแบบมาพร้อมกับสไตล์แบบเรโทร ที่ผสมผสานเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์คลาสสิก รูปลักษณ์โดยรวมชวนให้นึกถึง Yamaha Y125 MOEGI ที่เป็นรถคอนเซ็ปต์ที่เปิดตัวในปี 2011 เฟรมอะลูมิเนียมหล่อของรุ่น C6 ถูกออกแบบให้เป็นเส้นสายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ MOEGI แต่แตกต่างตรงที่มีครีบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ในด้านข้าง ระบบช่วงล่าง โช้คอัพด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Rubber Band Style Girder Fork (โช้คที่ใช้ยางหรือวัสดุยืดหยุ่นแทนสปริงหรือน้ำมัน) ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวอยู่ใต้เบาะ ในส่วนของระบบเบรกด้านหน้าและด้านหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว  แบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งาน ขุมพลังงานในด้านของแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ Royal Enfield ระบุว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะรองรับการชาร์จเร็วผ่านปลั๊กสามขาแบบใช้ในบ้าน โดยการชาร์จหนึ่งครั้งจะได้ระยะการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมือง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแรงดันไฟฟ้าหรือแอมแปร์ของปลั๊กดังกล่าว เทคโนโลยีการขับขี่มาให้พร้อม   เทคโนโลยีเพิ่มเติมประกอบด้วยระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, และหน้าจอ TFT แบบสัมผัส Royal Enfield ยังกล่าวอีกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยตรวจสอบรถของคุณตลอดเวลาเมื่อคุณไม่อยู่ใกล้ เพื่อแจ้งเตือนหากรถถูกก่อกวนหรือเคลื่อนย้าย และมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ของระบบผ่าน OTA (Over the Air) รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อยู่เสมอ และยังมีโหมดการขับขี่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการผ่านการปรับคันเร่ง การเบรก และการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าภายในตัวรถ Govindarajan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Royal Enfield กล่าวเกี่ยวกับรถในโมเดลนี้ว่า ‘Royal Enfield ได้เริ่มพัฒนาโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และลงทุนใน Stark Future ที่บาร์เซโลนา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าออฟโรดที่ล้ำสมัย ทุกองค์ประกอบของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Royal Enfield ตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนทางเทคนิค เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และซอฟต์แวร์เฉพาะ ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและค้าปลีก ล้วนได้รับการพัฒนาโดยทีมเทคนิคและการค้าของบริษัท’ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นจะมีออกมาแค่ของรุ่น C6 เท่านั้นในส่วนของ S6 จะต้องรอข้อมูลเชิงเทคนิคจากทางค่ายอีกครั้ง และทั้งสองรุ่นย่อยจะพร้อมจำหน่ายในกลางปี 2026 แต่ยังไม่ได้ยืนยันราคาวางจำหน่ายออกมาอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี

Raptee T30 อีวีไบค์อินเดีย บิดสนุกเท่า 300 ซีซี Raptee T30 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จาก Raptee.HV สตาร์ทอัพยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอินเดียมอเตอร์ไซค์คันนี้พลิกบทบาทของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่สนุกสนานและสปอร์ต แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไป สมรรถนะสุดแสนจะเร้าใจ ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ให้พลังงานด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ T30 มีพละกำลังเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ขนาด 300 ซีซี ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ (ประมาณ 30 แรงม้า) และมีแรงบิดตามข้อมูลที่ระบุไว้ที่ 70 นิวตันเมตร ทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรในเวลาเพียง 3.5 วินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ที่สามารถขับขี่ได้ 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ดีไซน์การออกแบบ และเทคโนโลยี ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากไดโนเสาร์กลุ่มแรพเตอร์ ที่โดดเด่นเรื่องความคล่องตัว ว่องไว และเฉลียวฉลาด จึงทำให้การออกแบบรถคันนี้มีสไตล์สปอร์ตอย่างชัดเจน ด้วยตัวถังที่เพรียวบาง และมีเหลี่ยมมุม นอกจากนี้ T30 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เกินความคาดหมาย เพราะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน มีระบบนำทาง และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA หัวชาร์จไฟแบบเดียวกับรถยนต์ แบตเตอรี่ขนาด 5.4 kWh ของ T30 มีการรับรองมาตรฐาน IP67 ใช้เวลาในการชาร์จจาก 20-80% ประมาณ 60 นาทีเมื่อใช้เครื่องชาร์จขนาด 3.3 kW แต่ถ้าใช้เครื่องชาร์จแบบเร็ว หรือเครื่องชาร์จจากสถานีชาร์จของรถยนต์ สามารถชาร์จเต็มในเวลาเพียง 30 นาที นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังให้การรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจของ Raptee.HV T30 ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทตลาดจะวางขายแค่ในเฉพาะประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ผู้ผลิตยืนยันว่ามันพร้อมที่จะบุกตลาดโลก เพราะรถคันนี้มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จแบบ CCS 2 ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานร่วมกับที่ชาร์จมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าได้แทบทุกที่ในโลก นอกจากนี้ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกในอินเดียที่มาพร้อมกับพอร์ตชาร์จ CCS 2 เป็นมาตรฐาน Raptee T30 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัส กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 70 นิวตันเมตร ประเภทแบตเตอรี่ N/A ความจุของแบตเตอรี่ 5.4 kWh น้ำหนักแบตเตอรี่ N/A เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 1 ชั่วโมง (20-80% เมื่อชาร์จด้วยไฟขนาด 3.3 kW) 36 นาที (20-80% เมื่อชาร์จด้วยสถานีชาร์จไฟของรถยนต์) ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 150 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 110/70-R17 แบบไม่มียางใน ยางหลัง 150/60-R17 แบบไม่มียางใน เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มม. ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ Up-Side down ขนาดแกน 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดียวแบบปรับพรีโหลดได้ กว้าง X ยาว X สูง N/A ระยะฐานล้อ 1,420 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 161 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 177 กิโลกรัม เทคโนโลยี จอ TFT ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Power และ

Honda CUV e: อีวีไบค์ สมรรถนะเครื่อง 110

Honda CUV e: อีวีไบค์ สมรรถนะเครื่อง 110 Honda CUV e: อีกหนึ่งโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าที่ทาง ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศผ่านเว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการกับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอินโดนีเซีย ได้แก่ CUV e: ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 10 ตามแผนเปิดตัวโมเดลไฟฟ้า 30 รุ่นภายในปี 2030 CUV e: มาจากรุ่น CUV ES (Clean Urban Vehicle Electric Scooter) ซึ่งเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ฮอนด้าที่เริ่มวางจำหน่ายในปี 1994 CUV e: ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดเดียวกันกับ CUV ES ในฐานะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ความสะดวกในการเดินทางในเมือง โดยมีคำว่า “e:” ที่บ่งบอกรถคันนี้คือยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า CUV e: 1994 CUV ES   พละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 110 ซีซี ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ ความเร็วสูงสุด 83 กม./ชม. ซึ่งใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ 2 ก้อน ชนิด ลิเธียม-ไอออน “ฮอนด้า โมบายล์ พาวเวอร์แพ็ค” (Honda Mobile Power Pack e:) เป็นแหล่งพลังงาน ทำงานคู่กับมอเตอร์ที่พัฒนาโดยฮอนด้าเอง ซึ่งช่วยเพิ่มระยะการขับขี่ให้ดีขึ้น ด้วยการปรับปรุงวงจรแม่เหล็กและโครงสร้างเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น การออกแบบของ CUV e: มีลักษณะเรียบง่าย แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับไฟหน้า และไฟท้ายแบบ Full LED แต่มีดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่นนี้ ระบบมอเตอร์ใหม่นี้พัฒนามาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ STANDARD, SPORT และ ECON เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายตามความต้องการของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีโหมดถอยหลังเพื่อความสะดวกในการกลับรถในพื้นที่แคบ โดยในรุ่นของ CUV e: มีทั้งหมด 2 รุ่นย่อยได้แก่ ตัวที่เป็นมาตรฐาน และ RoadSync Duo® ซึ่งเป็นฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อ CUV e: กับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่แล้วสามารถ รับโทรศัพท์ ฟังเพลง และใช้งานระบบนำทางได้จากหน้าจอกลาง Honda CUV e: สเปค และรายละเอียด ประเภทมอเตอร์ มอเตอร์กระแสตรงแบบซิงค์โครนัส กำลังสูงสุด 6 กิโลวัตต์ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 22 นิวตันเมตรที่ 2,300 รอบต่อนาที ประเภทแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ 50.26 โวลต์ ความจุของแบตเตอรี่ 29.4 แอมแปร์ น้ำหนักแบตเตอรี่ 10.2 กิโลกรัม เวลาชาร์จแบตเตอรี่ 6 ชั่วโมง (0-100%) ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (เคลม) 80.7 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด (เคลม) 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยางหน้า 100/90-12 59J ยางหลัง 100/90-12 64J เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบ Combi Brake System (CBS) เบรกหลัง ดรัมเบรก ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว กว้าง X ยาว X สูง 664 x 1,889 x 1,096 มม. ระยะฐานล้อ 1,310 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 139 มม. ความสูงเบาะ 761 มม. น้ำหนักรถ 117 กิโลกรัม   จุดเด่นไฮไลท์อื่น หน้าจอแบบ TFT พร้อมแสดงข้อมูลการขับขี่ ช่องเสียบชาร์จไฟแบบ

2025 Can-Am Pulse เน็กเก็ดไบค์ไฟฟ้ารุ่นแรก พร้อมให้จองแล้ว

2025 Can-Am Pulse เน็กเก็ดไบค์ไฟฟ้ารุ่นแรก พร้อมให้จองแล้ว เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของวิวัฒนาการในสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะในตลาดสองล้อที่ทางผู้ผลิตหลาย ๆ ค่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศและปรับตัวให้เป็นไปตามยุคสมัย และเพื่อการลดก๊าซคาร์บอนจากควันไอเสียในเครื่องยนต์สันดาปปรับมาใช้พลังงานทางเลือกใหม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ อาจได้เห็นผลิตภัณฑ์สองล้อพลังงานไฟฟ้าจากหลากแบรนด์หลายค่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นก็ถูกพัฒนาปรับไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน  อย่างล่าสุดกับผู้นำด้านรถ ATV สัญชาติแคนาดาอย่าง Can-Am ได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่อย่าง Can-Am Pulse 2025 และ Can-Am Origin พร้อมให้สั่งจองออนไลน์ล่วงหน้าแล้ว หนึ่งในโฉม 2 รุ่นที่อยากกล่าวถึงเป็นอันดับแรกก็คือเจ้า Can-Am Pluse โรดสเตอร์ไบค์ที่มาพร้อมกับความล้ำสมัย และให้ความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ กับดีไซน์ในลักษณะสไตล์รถเน็กเก็ดไบค์ สวมไฟหน้า LED บิวอินต์ไปที่หน้ากรอบด้านหน้า พร้อมออกแบบตัวถังปาดเหลี่ยมมุมพร้อมโลโก้แบรนด์ ดูมีเอกลักษณ์ และวาดองศาจากตัวถังผ่านเบาะโดยสารไปจนถึงด้านท้ายให้ดูมีระดับเป็นระนาบเดียวกัน และยังเสริมลักษณะการขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยแฮนด์ทรงยกสูง กระจกข้างบริเวณปลายแฮนด์ ที่ให้มิติการขับขี่ที่ดูสะดวก และเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่สำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย  ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power พร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-Power ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลัง ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว โดยให้พละกำลังสูงสุด 47 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 72 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบ สามารถทำท็อปสปีดราว ๆ เกือบ 130 กม./ชม และยังเคลมอัตราเร่งจาก 0-100 ม.ที่ 3.8 วินาที โดยใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 8.9 kWH สามารถวิ่งได้ถึง 160 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ 2 ระดับ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชม. 30 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 2 (เครื่องชาร์จออนบอร์ด) และ 5 ชม. 15 นาที สำหรับการชาร์จระดับ 1 (ชาร์จในบ้านหรือที่พักอาศัย)  หน้าจอสี TFT Display ขนาดใหญ่ พ่วงมาพร้อมระบบการขับขี่ Riding Mode ถึง 4 โหมดได้แก่ (Normal, ECO, Rain, and Sport+) ให้ผู้ขับขี่ปรับได้ตามสถานการณ์การใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม และยังเสริมความปลอดภัยในขณะขับขี่ด้วยระบบแทร็กชันคอนโทรล ระบบแอนตี้ล็อกเบรกกิ้งหรือ ABS ติดมาไว้ในรุ่นนี้อีกด้วย และนอกจากนี้ยังติดตั้งจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Apple CarPlay และ BRP Connect สามารถฟังเพลงและรับสายโทรศัพท์รวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ อีกมากมาย  ทั้งยังอัดแน่นด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าหัวกลับ KYB ขนาด 41 มม. พร้อมระยะยุบ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ระยะยุบ 140 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ส่วนเรื่องระบบเบรกใช้เป็นจานดิสก์ขนาด 320 มม. และ 240 มม.ใช้คาลิเปอร์เบรก J.Juan ทั้งหน้า-หลัง โดยด้านหน้าเป็น 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว สวมล้อและยางมาขนาดที่ 110/70 R17 และ 150/90 R17 ตามลำดับ โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 177 กก. เปิดให้พรีออเดอร์แล้ว โดยสีที่เปิดราคาพรีออเดอร์มี 2 สีด้วยกันได้แก่ สีขาวและสีเทา/ดำ ขายราคาอยู่ที่ 13,999 ดอลล่าร์หรือราวๆ 3.5 แสนบาท และรุ่นแต่งกับ Pulse ‘73 กับสีที่จำหน่ายได้แก่ สีเทา โดยเปิดราคาพรีออเดอร์อที่ 15,999 ดอลล่าร์ หรือราว ๆ 4 แสนบาท นับว่าเป็นโมเดลที่ล้ำสมัยและเหมาะกับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ ที่จะมีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าซักคันไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

FM Factory Torque 1/1 น้องเหล่ ไฟคม สุดท้วมจากอิตาลี

FM Factory Torque 1/1 น้องเหล่ ไฟคม สุดท้วมจากอิตาลี หากแว๊บแรงเพียงละม้าย ชายตา ที่มองผ่าน นี่คงเป็นโฉมโมเดลที่สุดจะแปลกและมันดูล้ำพิเศษกว่าโมเดลไหน ๆ จะเรียกว่าเรโทรไบค์คลาสสิคเท่ ๆ ก็ไม่กล้าพูดซะเต็มคำเพราะว่าตาเหล่ซะเหลือเกิน แอดมินหมายถึงรถนะ (บลูลี่รถแหล่ะ) รวมถึงรูปทรงแฟริ่งชิ้นใหญ่จนปิดคลุมทั้งหมดกระทั่งแอบคิดในใจว่าไหนหล่ะ เครื่องยนต์ของมัน…อ้ออ รถไฟฟ้านี่เอง  ถ้าใครที่ไม่เคยเห็นข่าวนี้ในเว็บ SuperBike ก็อาจคิดว่ามันคงเป็นโมเดลใหม่ที่พึ่งคลอดเหมือนอย่างที่แอดมินกำลังครุ่นคิด แต่พอลองไปเซิร์ดอากู๋แล้ว เอ๋า..มันเปิดตัวตั้งแต่งาน EICMA 2022 ไปแล้วนี่หว่า ชั้นไปอยู่ในมานี่..นี่มัน DC100 เน็กเก็ดซูเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้า ผลงานการออกแบบและผลิตขายจริงโดยสตาร์ทอัพจากสัญชาติจีนอย่าง Davinci Motor แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ เพราะทั้งชุดสีและลวดลายไม่เหมือนกันซักนิดด.. แถมยังปักธงอิตาลีบริเวณตูดท้าย จนกระทั่งมาทราบทีหลังว่า อ๋อ..นี่คือ FM Factory Torque 1/1 คอนเซ็ปต์โมเดลใหม่จากทาง FM Factory นั่นเอง DC100 (2022) Torque  1/1 (2024) คราวนี้ก็ต้องขอเกริ่นที่มาของ FM Factory ก็คือบริษัทที่คิดค้น วิจัยและพัฒนา โซลูชัน เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงงานออกแบบฝีมือโดยชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งบริษัทดังกล่าวพึ่งถูกเปิดตัวไปหมาด ๆ มาพร้อมกับโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์คันแรกซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ Filante และ Davinci (ผู้ออกแบบเจ้า DC100) ถ้าหากดูแล้ว 2 รุ่นนี้มีอะไรหลายจุดที่คล้ายคลึงกันอาทิ มิติรูปทรง มอเตอร์ศูนย์กลางที่อยู่ตรงบริเวณล้อหลัง ไฟหน้าและแฮนด์เป็นต้นแต่ความแตกต่างก็ยังมีให้สังเกตุในหลาย ๆ จุด กับรูปทรงแฟริ่งที่มีความหรูหรารวมถึงดีเทลละเอียดในแบบรถอิตาลี โลโก้ด้านข้าง เบาะคนซ้อนที่ติดตั้งมาให้ ซับเฟรมและบังโคลนหลังรวมถึงระบบช่วงล่าง Francesco Maria Farina ผู้ก่อตั้ง FM Factory กล่าวว่า “TORQUE ถูกออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบสะสมผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และตอบสนองความต้องการด้านสุนทรียศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ละด้านได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถันและผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่หรูหรา” ขณะเดียวกันในด้านสมรรถนะที่เคลมมาให้ กับแรงบิดสูงสุดที่ 850 นิวตันเมตร และท็อปสปีดในระยะ 0-100 เมตร เคลมมาที่ 2.9 วินาที รวมทั้ง Fast-Charge เพียง 20 นาที ต่อการขับขี่ในระยะทาง 400 กม.ส่วนข้อมูลสเปคอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด ต้องมารอชมภายในงาน EICMA 2024 จัดขึ้นวันที่ 7 พ.ย.67 นี้และสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป โดยเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 101,000 ยูโร หรือ 3.87 ล้านบาท หื้มมไม่คนากระเป๋าตังเท่าไหร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XAM Off-road 2024 ออฟโร้ดไฟฟ้ารุ่นแรก เผยโฉมแล้ว

XAM Off-road 2024 ออฟโร้ดไฟฟ้ารุ่นแรก เผยโฉมแล้ว!! อัปเดตข่าวสารสุดสัปดาห์ ด้วยค่ายรถจากทางฝั่งอิตาลีอย่าง Malaguti เตรียมเซอร์ไพร์สด้วย XAM Off-road 2024 (Off-Road Only) รถทางฝุ่นพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรก..!! กับนวัตกรรมใหม่ด้วยแนวคิดผสมผสานระหว่างรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานเข้าด้วยกัน สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่บนทางออฟโร้ดได้อย่างเต็มพิกัด  กำลังสูงสุด 15 แรงม้า และแรงบิดมากสุด 58 นิวตันเมตร โดยเจ้า Xam รุ่นนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ซิงโคนัส ชนิดแม่เหล็กถาวร มีคุณสมบัติให้อัตราเร่งได้ดีและแม่นยำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนเสริมเสถียรภาพการทำงานของชุดมอเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งให้กำลังที่ 6.7 แรงม้าที่ 2,500 รอบ และกำลังสูงสุดที่รีดออกมาได้มากถึง 15 แรงม้าที่ 1,780 รอบ ขณะเดียวกันแรงบิดให้มาที่ 21 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ และแม็กซิมั่มที่สามารถเค้นได้มากถึง 58 นิวตันเมตร พร้อมเคลมท็อปสปีดมาให้ที่ 80 กม./ชม. เพื่อประสบการณ์การขับขี่ในทางที่ยากลำบากนั่นเอง ชาร์จแบตไม่เกิน 3 ชม./รอบการใช้งาน ขณะที่กำลังแรงดันของแบตเตอรี่ให้มาที่ 74V มีปริมาณ 2.59 kWH สามารถวิ่งได้ 1-2 ชม. ต่อการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดในแต่ละครั้ง รวมถึงระยะเวลาในการชาร์จแบตต่อครั้งที่ 2-3 ชม. ซึ่งเหมาะสำหรับพักเบรกของผู้ขับขี่ในระหว่างเดินทางอีกด้วย  โหมดขับขี่ 4 โหมด นอกจากนี้ยังมาพร้อมด้วยโหมดรอบการขับขี่ถึง 4 โหมด สามารถปรับได้ตามเส้นทางและสถานการณ์ ส่วนระบบช่วงล่างกับดิสก์เบรกขนาด 200 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 พอท พร้อมด้วยโช้คแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 200 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม พร้อมระยะยุบ 185 มม. รวมถึงดิสก์เบรกด้านหลังและปั๊มเบรกให้มาเช่นเดียวกัน ส่วนล้อและยางให้มาที่ 70/100-19 และ 90/100-18 โดยโมเดลดังกล่าว เปิดให้จองออนไลน์ผ่านช่องทางออฟฟิเชียล สำหรับใครที่สนใจอยากมีไว้ขี่ลุยสนามหลังบ้านก็ลองดูได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Arts-Volt-Pillbag

Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากแดนปลาดิบ Arts Volt Pillbag รถไฟฟ้าไซส์เล็กจากประเทศญี่ปุ่น ที่ทางค่ายเพิ่งจะเปิดตัวแนะนำให้รู้จักเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน แต่มีการออกแบบที่น่าสนใจและตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองได้เป็นอย่างดีเลย ถ้าบ้านเรามีนำมาขายด้วยก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับแบรนด์ที่มีชื่อคล้ายกับชื่อของเจ้า Pillbug ไอโซพอดที่มีสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ของคนที่ไม่ค่อยจะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ก็ถือว่าเลือกชื่อมาได้น่ารักและเข้ากับลักษณะของตัวรถได้ดีเลยทีเดียว ตัวรถมีดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอะไรนัก แต่ก็มีสไตล์แบบโมเดิร์นเรโทรที่ดูสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลา ทั้งยังมีขนาดเล็กในแบบที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้สบายมาก ๆ จากการมีเบาะนั่งสูงเพียง 70 ซม. และตัวรถเองก็หนักเพียง 40 กิโลกรัมเท่านั้นเอง หัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 500 วัตต์ (อยู่ที่ล้อ) ที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 20 กม./ชม. ในโหมดออนโร้ด ส่วนโหมดทางเท้าจะทำความเร็วได้ที่ 6 กม.ชม. แต่เห็นแบบนี้ก็มีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้มากถึง 50 กม. สามารถชาร์จไฟบ้านได้เลย เวลาชาร์จจนเต็มประมาณ 6 ชม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 10 เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง   ทางค่ายเปิดจำหน่ายในราคาที่ 308,000 เยนหรือคิดเป็นเงินไทยได้ราว ๆ 71,000 บาทเท่านั้น สำหรับบ้านเราถ้าพูดถึงภาพกว้าง ๆ ทั่วประเทศ คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตในเมืองที่การจราจรติดขัดมาก ๆ แล้ว เจ้านี่น่าจะตอบโจทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว น้ำหนักก็เบาตัวรถก็มีขนาดเล็กในระดับที่เรียกว่าเข็นเข้าไปในลิฟต์ได้ ไปจอดชาร์จในห้องที่คอนโดยังได้ ซึ่งแน่นอนว่าตอบโจทย์คนญี่ปุ่นในเมืองหลวงอย่างโตเกียวได้อย่างดี แต่บ้านเราถ้ามีเงินเหลือเอามาขี่ไปซื้อของหน้าปากซอยก็ดีไม่น้อยเลยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า  ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Ninja e-1

Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับ Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว ที่ก่อนหน้านี้เคยนำไปจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์มาก่อน แต่ยังไม่เปิดเผยราคา มาวันนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดราคากันสักที โดยคาวาซากิ มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดราคาแนะนำที่ 276,000 บาท ทีนี้มาพูดถึงตัวรถกันบ้างดีกว่าเจ้า นินจา อีวัน คันนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวทั้งรูปทรงและท่านั่งขับขี่ตามแบบของสปอร์ตไบค์ในตระกูล Ninja ที่เป็นเครื่องยนต์แบบสันดาปที่หลาย ๆ คนชื่นชอบและเป็นที่รู้จักกันดี ลวดลายกราฟิกเองก็สอดคล้องกับความทันสมัย โดยมีความโมเดิร์นและโฉบเฉี่ยวเข้ากับยุคสมัยใหม่ ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนขุมพลังใหม่ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าของเจ้าอีวีไบค์คันนี้ มีขนาดเทียบเท่ากับรถ 125 ซีซี โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไร้แปรงถ่านที่ให้กำลังสูงสุดที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับ 12 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 40.5 นิวตันเมตรโดยมีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Eco ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 64 กม./ชม. และ Road ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 88 กม./ชม. รวมไปถึงฟังก์ชัน e-boost ช่วยเพิ่มท็อปสปีดในแต่ละโหมดได้ โดยในโหมด Eco จะกลายเป็น 75 กม./ชม. และโหมด Road จะเป็น 99 กม./ชม. โดยใช้งานได้นาน 15 วินาที ก่อนจะต้องรออีก 75 วินาที เพื่อป้องกันความร้อนสูงมากเกินไป ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนแบบถอดออกได้ ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ลูก ซึ่งตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จตรงเข้าแบตเตอรี่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านแท่นชาร์จ และใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านระบบ Off-board ซึ่งแบตเตอรี่ที่ให้มานี้เพียงพอกับการใช้งาน 72 กิโลเมตร (WMTC Class 1) ในโหมด Eco ซึ่งความเร็วสูงสุดและการตอบสนองจะน้อยกว่าโหมด Road นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเติมอย่าง หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟ ปั่นไฟกลับแบตเตอรี่เมื่อรถชะลอความเร็ว และมีโหมด Walk ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเวลาเข็นรถเข้าออกที่จอด เมื่อเปิดการทำงาน เวลาเปิดคันเร่งรถจะเดินหน้าด้วยความเร็ว 5 กม./ชม. ขณะที่ปิดคันเร่งรถจะถอยหลังด้วยความเร็ว 3 กม./ชม. ซึ่งจะช่วยให้เข็นรถเข้าออกที่จอดได้สะดวก สำหรับช่วงล่างตัวรถมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดาขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบบอทท็อมลิงก์ยูนิแทร็ก ปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ปิดท้ายด้วยยางและล้อขนาด 100/80-17 M/C 52S และ 130/70-17 M/C 62S สุดท้ายนี้ทางค่ายเผยออกมาอีกว่ามีจำนวนจำกัด นักบิดท่านใดที่มีใจรักษ์โลกอย่างแท้จริง ไม่ควรจะพลาด เพราะอาจจะหมดก่อนที่คุณจะได้เป็นเจ้าของก็เป็นได้ หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VMOTO-Stash

VMOTO Stash โร้ดไบค์ไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้ รถไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้หรือออสเตรเลียอย่างแบรนด์วีโมโตได้เปิดตัวโมเดลอย่าง VMOTO Stash ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เพราะได้ส่งเข้าไปขายยังเกาะอังกฤษด้วย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพได้อีกทางนึง ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศจีนก็ตามที สำหรับเจ้า Stash คันนี้จัดเป็นรถไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในเขตเมืองเป็นหลัก มีดีไซน์และรูปทรงมาในแนวโมเดิร์น พร้อมสไตล์ที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ใช้ได้ แต่ก็ดูอ้วนท้วนไปสักเล็กน้อยด้วยขนาดของแบตเตอรี่และตัวแฟริ่งนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นตัวรถก็กลับมีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนที่เห็นเหมือนถังน้ำมันนั้นจะทำหน้าที่เป็นช่องเก็บของที่ใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้หนึ่งใบ ตัวรถมีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 8 กิโลวัตต์ ใช้แรงดันไฟ 72 โวลต์จากแบตเตอรี่ขนาด 100 แอมแปร์ชั่วโมง แต่สามารถเลือกใช้บูสต์โหมดได้ที่ประมาณ 15 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 20.1 แรงม้า เคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 120 กม./ชม. ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการใช้งานในเมืองแล้ว (สเปกแต่ละประเทศอาจจะไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากกฎหมาย) ระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 150 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง พูดถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมีลักษณะแบบเดียวกับสกู๊ตเตอร์คือมีปั๊มเบรกบนทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเลย เพราะไม่มีคลัตช์นั่นเอง และแน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS มาให้ด้วย  ซึ่งก็จะยิ่งง่ายต่อมือใหม่ที่ปรับตัวมาจากสกู๊ตเตอร์เลย ในส่วนของขนาดของยางและล้อก็จะเป็น 110/70-17 และ 140/70-17 สุดท้ายนี้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6299 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 300,000 บาท ซึ่งเข้าไทยจริง ๆ ก็น่าจะกระโดดไปอีกเล็กน้อย ก็ถือว่าราคาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานบ้านเราส่วนใหญ่ที่เน้นความคุ้มค่ามาเป็นหลัก แต่ถ้าชอบความแตกต่างก็ถือว่าตอบโจทย์แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot SPX

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ขายไทยไม่ถึง 5 แสน BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง มาในคอนเซ็ปท์ “eParkourer” (Pakour หรือ ปากัวร์ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่เน้นการปีนป่ายข้ามอุปสรรคด้วยความรวดเร็ว) มอบความคล่องตัว ทรงพลังและความเร้าใจในการขับขี่แต่ละวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สดใหม่ในการขับขี่ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้ รถไฟฟ้าน้องใหม่คันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป มอบความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความสนุกเร้าใจทุกการขับขี่ การออกแบบสะท้อนความเป็นอิสระและความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากเบาะนั่งที่มีรูปทรงคล้ายสเก็ตบอร์ด ตัวถังใช้สีดำเป็นหลัก ทั้งเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าและแผงคอ ตกแต่งด้วยสีเทาแบบด้าน Granite Grey Metallic Matt บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ มอบความโดดเด่นสวยงามจากความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านและและพื้นผิวมันวาวบนตัวถัง   ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48 โวลต์ ความจุ 1.96 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 2 ก้อน โดยแบตเตอรี่สามารถถอดได้ระหว่างการบำรุงรักษา สร้างกำลังได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) ส่งแรงบิดสูงสุด 55 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในเวลา 210 นาที และชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในเวลา 102 นาที ด้วยสายชาร์จแบบเร็วที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยให้กำลังไฟสูงถึง 1,500 วัตต์ ยังมาพร้อมกับ 2 รูปแบบการขับขี่คือโหมด “Flow” และ “Surf” โดยโหมด “Flow” เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าการจราจรหนาแน่นในเมือง ในขณะที่โหมด “Surf” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจเมื่อพ้นช่วงการจราจรที่พลุกพล่าน   มาพร้อมชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นที่ทนทานต่อการบิดงอ ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ติดตั้งบริเวณล้อหน้า ล้อหลังติดตั้งระบบสวิงอาร์มเดี่ยวและช่วงล่างแบบ pivoted ยางหน้ากว้างหุ้มล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบดิสก์วีล พร้อมดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจขณะชะลอความเร็ว ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้ายังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเหนือระดับ แผงหน้าปัดควบคุมพร้อมจอภาพสี TFT ให้ภาพที่คมชัด โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ อาทิ ความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ช่องชาร์จ USB-C ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected ยังแสดงระยะเวลาที่คาดว่าการชาร์จจะสิ้นสุดบน สมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธอีกด้วย สุดท้ายวางจำหน่ายที่ 479,000 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ather 450 Apex

Ather 450 Apex สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำจากอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Ather Energy แบรนด์สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสัญชาติอินเดีย เปิดตัวโมเดลพิเศษ Ather 450 Apex ที่เร็วและแรงที่สุดของทางค่าย และแน่นอนว่าราคาแรงที่สุดตามไปด้วย โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด หลัก ๆ แล้วเจ้า 450 Apex คันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก 450X ที่เป็นโมเดลสแตนดาร์ดมากนัก แต่จะไปแตกต่างในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก มันโดดเด่นด้วยการเลือกใช้เฉดสีสันที่โดดเด่น การเลือกใช้แฟริ่งสีน้ำเงินอิริเดียมบลูตัดด้วยสีส้มที่ล้อ โลโก้ และเฟรม พร้อมจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่ไม่มีใครเหมือนด้วยการใช้แฟริ่งด้านข้างบริเวณใต้เบาะแบบเกือบใส ทำให้มองเห็นภายในได้ประมาณนึง ถือเป็นลูกเล่นที่ดูเท่ดีไม่หยอก ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีความแรงมากกว่าตัวสแตนดาร์ดเล็กน้อย โดยให้กำลังสูงสุด 7 กิโลวัตต์ (มากกว่าสแตนดาร์ดที่ 0.6 กิโลวัตต์) หรือเทียบเป็นแรงม้าได้ที่ 9.39 แรงม้า และให้กำลังแรงบิดเท่ากันกับรุ่นสแตนดาร์ดที่ 26 นิวตันเมตร มาพร้อมโหมดพิเศษ Warp+ ที่ช่วยให้ทำท็อปสปีดได้มากถึง 100 กม./ชม. เป็นโมเดลแรก สามารถทำความเร็วจาก 0 – 40 กม./ชม. ได้ภายใน 2.9 วินาที เร็วขึ้นกว่าตัวปกติถึงเกือบครึ่งวินาที ทางค่ายยังเคลมมาว่าสามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่าตัวปกติขณะขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย พูดถึงเรื่องของการชาร์จไฟกันบ้าง ตัวรถใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไออนขนาด 3.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง เคลมระยะใช้งานสูงสุดมาที่ 157 กม. สามารถชาร์ตไฟจาก 0 ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง 45 นาทีในแบบของชาร์จไฟบ้านทั่วไป   ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมผสมกับเหล็กกล้า ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าและคาลิเปอร์เบรก 3 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมมีระบบคอมบายด์เบรกและรีเจนเนอเรทีฟเบรกกิ้ง หรือระบบชาร์จไฟกลับเมื่อเบรกอีกด้วย ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 90/90 – 12 และ 100/80 – 12 แบบไม่ต้องใช้ยางใน เทคโนโลยีคันนี้ให้มาค่อนข้างทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด ระบบช่วยจอด ระบบช่วยหยุดรถ ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ ระบบไฟส่องสว่างแบบไกด์มีโฮม ระบบดับเครื่องรถเมื่อรถล้ม ระบบไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 188,999 รูปี หรือราว ๆ 81,000 บาท ถือว่าราคาไม่แพงเลย แต่ถ้ามาจำหน่ายในไทยคงจะหลักแสนขึ้นแน่นอน ส่วนตัวแอดมินก็มองว่าอยากให้แบรนด์รถไฟฟ้ามาทำตลาดไทยกันเยอะ ๆ แข่งขันกันมาก ๆ ซึ่งจะได้เป็นประโยชน์แก่นักบิดอย่างเรา ๆ ฮ่า ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge TS Ultra 2024 มอไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้

Verge TS Ultra 2024 มอไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่โดนเด่นและทันสมัยไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่มาในปีใหม่นี้ทางค่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติฟินแลนด์ค่ายนี้ก็ได้ทำการอัปเกรดมอเตอร์ไฟฟ้าพิกัดเรือธงของทางค่ายหรือว่าเจ้า Verge TS Ultra 2024 ของทางค่ายให้มีความทันสมัยเข้าไปอีก และกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ไปแล้วครับ   เจ้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ว่านั้นก็คือกล้องและเรดาห์ที่ทำงานร่วมกันกับทาง AI และระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง ทั้งนี้ยังมาพร้อมหน้าจอใหม่ที่การันตีว่าผู้ขับขี่จะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนได้ในคราวเดียว โดยกล้องมีมากถึง 6 ตัวช่วยสร้างการมองเห็นรอบตัวได้แบบ 360 องศา พร้อมกับเรดาร์ความละเอียดสูงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Starmatter และแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่มีฟีเจอร์โดดเด่นสี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ การอัปเดตอัตโนมัติแบบ OTA เทคโนโลยีเซนเซอร์ ระบบ AI และระบบ Human Machine Interface หรือระบบหน้าจอสื่อสารระหว่างคนขับกับตัวรถนั่นเอง ซึ่งทำให้แต่เดิมที่เป็นรถที่ปลอดภัยมากอยู่แล้วจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล หรือระบบเบรก ABS ยังได้อัปเกรดความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับด้วยระบบข้างต้นที่กล่าวมา ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ถึงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้ขับขี่ได้มากขึ้นกว่าปกติ เพราะไบค์เกอร์ต่างรู้ดีว่าการใส่หมวกกันน็อกนั้นลดทอนและจำกัดทัศนวิสัยของผู้ขับขี่อย่างมาก ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยบอกเรื่องรถที่เข้ามาใกล้จากด้านหลัง หรือช่วยคุณเวลาเปลี่ยนเลย ซึ่งช่วยลดมุมอับหรือการมองไม่เห็นรถที่ขับเข้ามาใกล้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หน้าจอใหม่เองก็ยังเป็นการปฏิวัติวงการการที่ผู้ขับขี่จะตอบสนองต่อหน้าจอแสดงผลของรถอีกด้วย หน้าจอบนถังน้ำมันเองก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นซึ่งจะสะดวกต่อการใช้งาน ส่วนหน้าจอหลักจะมีชื่อใหม่ว่า Starmatter Dash ซึ่งใช้งานได้ง่ายขึ้น และคอยแจ้งและเตือนอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงแสดงภาพจากกล้องหลังเวลาที่ผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว เป็นต้น เรียกว่าอย่างกับขับรถยนต์สมัยใหม่ที่มีระบบต่าง ๆ มากมายเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัยเลยล่ะครับ ตัวเลขสเปคที่น่าสนใจคร่าว ๆ สำหรับโมเดลนี้ก็คือ มีแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหลังแบบไร้ฮับอยู่ที่ 1200 นิวตันเมตร มีกำลังแรงเทียบเท่ากับรถขนาด 201 แรงม้า เรงจาก 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายใน 2.5 วินาที เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 198.4 กม./ชม. มาพร้อมระบบชาร์จไวได้ภายใน 25 นาที เคลมระยะทางการใช้สูงสุดมาที่ 372.8 กม./ชม. กับยางคุณภาพดีจากทาง Pirelli Diablo Rosso III สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายนั้นตัวรถตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 44,900 เหรียญ หรือราว ๆ 1.6 ล้านบาท โดยคาดการณ์กันว่าจะส่งมอบได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 นี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta Elettra เผยโฉมรถไฟฟ้า 100% ครั้งแรกในโลก Eicma 2023

สร้างความสั่นสะเทือนวงการรถจักรยานยนต์อีกครั้ง กับแบรนด์ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนาน 76 ปี จากอิตาลี ทำเซอร์ไพรส์เผยโฉมสุดยอดอิเลคทริคสกู๊ตเตอร์ EV Concept รุ่นต้นแบบ ในชื่อรุ่น Lambretta Elettra กับรูปโฉมที่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% Elettra รถรุ่นต้นแบบของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ดังฝั่งอิตาลี อย่างแลมเบรตต้า ที่นำมาเผยโฉมให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรกในโลก ภายในงาน  EICMA 2023 (Esposizione Internazionale Ciclo Motociclo e Accessori 2023) จัดขึ้น ณ​ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 66 นี้  ซึ่งถือเป็นปีที่แบรนด์แลมเบรตต้าครบรอบ 76 ปี  สำหรับชื่อ Elettra เป็นชื่อภาษาอิตาเลียน ที่นิยามถึงหญิงสาวทรงเสน่ห์ มากความสามารถมีความคิดนอกกรอบและมีความมั่นใจในตนเอง นอกจากนี้ ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็น จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก หรือผู้ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นจนได้รับเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งนั่นจึงเหมาะสมกับการนิยามความหมายให้กับรุ่นต้นแบบของ Elettra สกู๊ตเตอร์แนวคิดแห่งอนาคตอันมีดีไซน์ทรงเสน่ห์คันนี้  “ แรงบันดาลใจจากอดีต สู่ แนวคิดแห่งอนาคต ”  เบื้องหลังของการออกแบบรูปโฉมของ Elettra  สกู๊ตเตอร์แห่งอนาคตคันนี้   ได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตในรุ่นตำนานอย่าง Model LD ในช่วงปี 1951-1958  นำมาถ่ายทอดเส้นสายของดีไซน์และพัฒนาใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ New Golden Era ของแลมเบรตต้า  โดยใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์  แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA ดีไซน์โครงสร้างแบบ Low & Long อันเป็นเอกลักษณ์ของ แลมเบรตต้าซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว  การออกแบบในส่วนของด้านหน้ารถ  เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าที่ยังคงเอกลักษณ์ โคมหกเหลี่ยมพร้อมสลักโลโก้ LAMBRETTA ตรงกลาง ถัดลงมาที่โลโก้ INNOCENTI – LAMBRETTA ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดในหลากหลายโมเดลของแลมเบรตต้ามาหลายยุคหลายสมัย ก็ยังคงดีไซน์เดิมเอาไว้ แต่เพิ่มเติมลูกเล่นใหม่โดยใช้ lighting แบบแสงออกหน้า ถัดลงมาที่เอกลักษณ์สำคัญที่สาวกแลมเบรตต้าตัวจริงหรือชาวแลมเบรตติสต้า เรียกบริเวณนี้กันว่า จมูกหมู ซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์ที่มีในรถแลมเบรตต้ามาอย่างยาวนาน โดยในโมเดล Elettra คันนี้ ได้ปรับดีไซน์ใหม่ ให้มีการเล่น lighting ภายในดีไซน์ของบริเวณจมูกหมูถือเป็นการนำเสนอแบบใหม่ ที่เสริมคาแรคเตอร์ให้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงตัวตนของแลมเบรตต้าเอาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด  นอกจากนี้ ก็ยังคงแฝงดีไซน์การเล่น lighting ในจุดต่างๆ รอบคัน  ทั้งบริเวณขอบคิ้วของตัวรถ ปลายแฮนด์ทั้งสองข้าง  โลโก้บริเวณฝาข้างทั้งสองข้าง และที่แปลกตาคือไฟท้าย ในโมเดล Elettra รุ่นต้นแบบคันนี้ ออกแบบมาให้ไฟท้าย เล่น lighting  สีแดง แบบที่ฝังอยู่ในตัวบอดี้ ไม่มีโคมแยกชิ้น ซึ่งหากไม่สตาร์ทรถ ก็จะเห็นเพียงชิ้นสีบอดี้แบบเนียนตาเลยทีเดียว สมกับเป็นดีไซน์ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบจริงๆ  มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโมเดล Elettra คันนี้ คือ การออกแบบให้บอดี้ตัวรถสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ที่นอกจากจะได้อารมณ์ความล้ำนำสมัยขั้นสุดแล้ว ยังช่วยให้การเซอร์วิสหรือการคัสตอมอุปกรณ์ต่างๆด้านในกลายเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งในส่วนของโครงสร้างด้านในตัวรถยังมีรายละเอียดทางด้านวิศวกรรมในการออกแบบที่เลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน ประกอบกับมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานแบบประหยัดแบตเตอรี่ได้มากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ ในโมเดล Elettra คันต้นแบบคันนี้ ยังมาพร้อมกับช่วงล่างเอกลักษณ์ กับระบบโช๊คด้านหน้าแบบ Double Arm-Link พร้อม ปั๊มเบรค Brembo รัดด้วยยางหน้า-หลัง ขนาด 12” จากแบรนด์สัญชาติเดียวกันอย่าง Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังจากอิตาลี  ส่วนทางด้านหลังออกแบบให้ใช้ช่วงล่างแบบ “Push Rod” หรือระบบช่วงล่างที่นิยมใช้กันในรถ Super bike และ Hyper Car คือการออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ของสปริงโช๊คอัพไปในแนวระนาบแทน ซึ่งการวางแบบนี้ ในโมเดล Elettra จะสัมพันธ์กับการดีไซน์บอดี้ด้านข้างให้สามารถแคบลงได้ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งบอดี้สลิม รูปร่างเพรียว เมื่อมองจากทางด้านท้าย เหมือนกับโมเดลแลมเบรตต้าในอดีต อีกทั้งยังมีข้อดีที่ช่วยให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลมากกว่าแบบปกติทั่วไป  สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้ Elettra จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ ถึง 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่  ECO  โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด ทำให้ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จไกลขึ้น NORMAL โหมดการใช้งานทั่วไป SPORT โหมดที่ปล่อยกำลังของมอเตอร์ และแบตเตอรี่สูงสุด เพื่อให้อัตราเร่งและความเร็วสูงที่สุด 

Yamaha E-FV

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก