Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ศึกแห่งศักดิ์ศรีคลาสพัน ‘FUCHS Silkolene SuperBike 1000CC’

ศึกแห่งศักดิ์ศรีคลาสพัน ‘FUCHS Silkolene SuperBike 1000CC’ จบไปเป็นที่เรียบร้อยกับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ยังคงความสนุก ความเร้าใจสมศักดิ์ศรีของรุ่นแข่งคลาสพันใหญ่สุดของรายการไว้ได้อย่างที่เคย และแน่นอนว่าในรุ่นพันนี้ก็ยังคงอยู่กับสปอนเซอร์ใจดีอย่าง ‘FUCHS Silkolene’ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกจากประเทศเยอรมนี การแข่งขันเริ่มต้นด้วยความดุเดือดเร้าใจตั้งแต่ในรอบ Free Practice นักแข่งทุกคันพร้อมใจกันใส่สุด พร้อมซึมซับบรรยากาศความเร้าใจของสนาม เพื่อให้การแข่งขันในรอบเมนเรซวันอาทิตย์มีผลการแข่งขันเป็นไปตามที่ใจหวัง จัดเต็มการแข่ง ด้วยโพเดียมเป็นเดิมพัน อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 67 ไมค์ เวลเลอร์ Buvado Racing 2 69 ณัฐกร อิ่มใจสุข Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team 3 919 นพพร สุทธิกาปลูก ID Helmet CP2 Racing Team 4 8 วัชรพงศ์ ไชยเสริม Zipper & Raceline By.40 Garage 5 198 รณกฤต ทิวาพัฒน์ Yamaha Blu Club Ridersclub Yamalube TTS Racing   โดยผลการแข่งขันในคลาสพันที่เป็นรุ่นใหญ่สุดของรายการภายใต้รุ่น FUCHS Silkolene SuperBike1000cc ผู้ชนะเจ้าของโพเดียมอันดับที่ 1 ก็ไม่ใช่ที่ไหน ได้แก่นักบิดเจ้าของหมายเลข 67 ไมค์ เวลเลอร์ จากทีม Buvado Racing พร้อมพาตัวแข่งคู่ใจอย่าง Honda CBR1000RR-R มาเป็นม้าศึกในการล่าโพเดียมอันดับที่ 1 ไม่เพียงแค่คว้าโพเดียมในการแข่งขันสนามที่ 2 ไปครองแต่ยังสามารถกดเวลา Best Lap ต่อรอบดีสุดด้วยเวลา 1:06.277 นาที โดยอันดับที่สองได้แก่ คุณณัฐกร อิ่มใจสุข นักแข่งเจ้าของหมายเลข 69 จากทีม Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team และอันดับที่สามได้แก่คุณนพพร สุทธิกาปลูก นักแข่งจากทีม ID Helmet CP2 Racing Team ไม่ได้มาแค่สปอนเซอร์รุ่น แต่พร้อมมาแนะนำสิ่งดี ๆ   เพราะน้ำมันเครื่องไม่ใช่อะไรก็ได้ แม้ผู้ขับขี่จะเป็นนักแข่ง หรือไม่ได้เป็นนักแข่ง จะใช้รถหนัก ระยะขับขี่ต่อวันมาก เช่น รับ-ส่งเอกสาร, อาหาร หรือใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันทั่วไป ล้วนแล้วแต่ต้องให้ความใส่ใจกับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นชนิดสังเคราะห์แท้ กึ่งสังเคราะห์หรือน้ำมันเกรดพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโนยีสารเติมแต่ง (Additive) และเบอร์ความหนืดที่เหมาะสมที่สุด เพราะน้ำมันเครื่องไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียง “หล่อลื่น” เครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ แต่ยังมีหน้าที่ช่วยระบายความร้อน กักเก็บเศษตะกอนภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การอุดตันของไส้กรอง การสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ และการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกก็ย่อมได้รับการการันตีด้วยการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรายการ Suzuka 8 Hours Endurance หรือแม้แต่ British Supersport Championship (British SSP) เองก็เป็นรายการที่น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้เข้าไปทดสอบประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลข้อนี้จึงเป็นเครื่องยืนยัน และการันตีได้ว่าน้ำมันเครื่องเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขัน มีประสิทธิภาพที่ดีมากเพียงพอจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะผ่านสนามมาแล้วไม่ใช่แค่มาตรฐาน  สำหรับเหล่าไบค์เกอร์ท่านไหนที่สนใจอยากทดสอบใช้น้ำมันเครื่องจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ ก็สามารถหาซื้อหรือติดต่อสอบถามได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลากหลายเกรด หลากหลายรุ่นให้ได้เลือกสรร พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดบอกเลยต้องลอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เปิดศูนย์โลจิสติกส์ไทย หนุนตลาดยางในเอเชีย

Pirelli เปิดศูนย์โลจิสติกส์ไทย หนุนตลาดยางในเอเชีย นับเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งสำหรับแบรนด์ยางระดับโลกของสัญชาติอิตาลีอย่าง Pirelli ร่วมเฉลิมฉลองการเปิดบ้านใหม่เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดระยะยาวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยปักฐานที่ตั้งสำนักงานและศูนย์โลจิสติกส์แห่งใหม่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อบริษัท พีเรลลี่ ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัดอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทฯ ในการส่งเสริมสถานะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งพีเรลลีมีฐานการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร็งอยู่แล้ว ซึ่งกลยุทธ์หลักของพีเรลลีจะเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจยางรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลและยางรถจักรยานยนต์ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์พีเรลลี่ในประเทศไทย นอกจากการยกระดับความร่วมมือกับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำในกลุ่มลูกค้าโรงงานประกอบ (OE) อย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว การเปิดศูนย์โลจิสติกส์แห่งใหม่ในประเทศไทย ยังมีบทบาทสำคัญในการขยายความร่วมมือในกลุ่มลูกค้ารถยนต์ OE และธุรกิจมอเตอร์สปอร์ตอีกด้วย ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยเสริมขีดความสามารถของพีเรลลี่ในกลุ่มธุรกิจการเคลื่อนที่ที่สำคัญต่าง ๆ ยิ่งขึ้น และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งมอบโซลูชันระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะในตลาดภูมิภาค โดยบรรยากาศงานเปิดตัวจัดขึ้นที่อาคาร วัน แบงค็อก ซึ่งได้รับเกียรติจากรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย นายอันเดรีย คอนติ เลขาธิการหอการค้าอิตาเลียน-ไทย นายยาโคโม โยบิซซี พร้อมด้วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของพิเรลลี่ นายอันเดรีย มากันซานี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พิเรลลี่ เอเชีย จากัด นายติง เฉิน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท พิเรลลี่ ไทร์ (ไทยแลนด์) จากัด นายลีโอนาโด้ ซัคโชนี่ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง การเปิดสำนักงานและศูนย์โลจิสติกส์แห่งใหม่ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงก้าวสำคัญแต่เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของพีเรลลี่ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง และด้วยการเสริมสร้างสถานะของเราที่นี่ เรามุ่งหวังที่จะมอบการสนับสนุนที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภคและพันธมิตรในประเทศไทยพร้อมกับการยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตชั้นนำอีกด้วย นายอันเดรีย มากันซานี กล่าว พิเรลลี่มีสถานะที่มั่นคงในประเทศไทยมาโดยตลอด ผ่านความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับเครือข่ายผู้ค้าปลีกและผู้แทนจาหน่ายรถยนต์ชั้นนาทั่วประเทศ และสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ พิเรลลี่ยังเป็นผู้ผลิตยางให้กับผู้ผลิตระดับโลก อาทิ Triumph, Ducati, Royal Enfield, Honda และ BMW การเปิดสำนักงานแห่งใหม่นี้จะเป็นฐานปฏิบัติการในประเทศ สำหรับการทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ทำให้พีเรลลี่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว และยังขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตภายในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยที่มีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ถือเป็นการเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญในการเติบโตและยังสร้างภาพลักษณ์ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดยานยนต์ครอบคลุมมากทั่วถึงยิ่งขึ้น อีกทั้งในบ้านเราเองก็ยังได้รับเกียรติจากทางออฟฟิเชียลสำหรับการเป็นฐานการกระจายสินค้าด้านโลจิสติกส์สำคัญในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย และในอนาคตนี้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ คงอาจได้เห็นภาพลักษณ์แบรนด์ดิ้งมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ของทางรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ ยังรวมไปถึงกิจกรรมอีเว้นต์จากทางพีเรลลี่ในบ้านเรามากยิ่งขึ้นเช่นกัน อ่ะ..อย่างน้อยก็ได้ดู F1 ละหนึ่ง ส่วนโมโตจีพี มีสิทธิ์ลุ้น!!  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4S BikeSafe รถตำรวจติดไซเรน

Panigale V4S BikeSafe รถตำรวจติดไซเรน ถ้าทำไม่ถึงก็อย่าทะลึ่งหนี!! นี่อาจเป็นรถตำรวจที่ซิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับเจ้า Panigale V4S BikeSafe ซูเปอร์ไบค์สายพันธุ์อิตาลีรุ่นเรือธง 216 แรงม้า พร้อมลวดลายกราฟิกสไตล์รถตำรวจ หรือคันนี้จะถูกสร้างมาเพื่อไล่ล่าโจรผู้ร้ายกันนะ ? เอ๊ะ..เดี๋ยวก่อน นี่มันไม่ใช่ Ducati ในบ้านเรา  เอ๊ะ..แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันไม่ใช่รถตำรวจไทยอย่างที่เห็น อันนี้เป็นของฝั่งในสหราชอาณาจักรจากการสนับสนุนของค่ายดูคาติในโครงการ BikeSafe เพื่อนำไปใช้ในการฝึกอบรมการขับขี่สองล้อ รวมถึงกิจกรรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน และกิจกรรมแทร็คเดย์ต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั่นเอง โครงการ BikeSafe คืออะไร  สำหรับ BikeSafe เป็นโครงการฝึกอบรมระดับประเทศในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีตำรวจมอเตอร์ไซค์ระดับแอดวานซ์เป็นผู้ให้การฝึกอบรมแก่ผู้ขับขี่หลังจากสอบผ่านใบขับขี่แล้ว โดยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา Ducati ได้มอบรถให้กับโครงการหลายคัน อาทิ Panigale V4 รุ่นดั้งเดิมในปี 2018 ตามด้วย Panigale V2 รุ่น V-twin และรุ่น SuperSport และครั้งนี้เองเป็นรุ่น Panigale V4 พร้อมรหัส S โหมด และสิ่งที่พิเศษสำหรับคันนี้ก็คือการตกแต่งหรือรายละเอียดทั้งหมด ล้วนเป็นงานแฮนดเมทจากต้นสังกัด ซึ่งภายในนอกนั้นมีลวดลายที่มีสีสันสดใส ผสมลายกราฟิกสีเหลืองและน้ำเงิน ประทับลงลวดลายตัวแข่งชุดสีดั้งเดิมของดูคาติ ดูเหมืิอนจะเป็นรถสีสันสดใส แต่ถ้าลองคร่อมสิ คนละเรื่องงง Simon Blatchly OBE หัวหน้าฝ่ายประสานงานระดับชาติของสภาหัวหน้าตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมพาร์ทเนอร์กับทาง Ducati โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะช่วยพัมนาและผลักดันในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเจ้า Panigale V4S คันนี้ก็คือตัวแทนที่จะเข้ามาเสริมในเรื่องของความเซฟตี้บนท้องถนนให้ดียิ่งขึ้น ประกอบในเรื่องของตัวรถ Ducati จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับผู้ขับขี่ที่เป็นสาวกดูคาทิสต้าในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยและการฝึกอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลลัพธ์ที่ดีซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุและช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้จริง” ถ้าหากเป็นรถของตำรวจไทย จะเกิดอะไรขึ้น ? หากให้นึกมโนภาพดู หากรถตำรวจไทยเป็น Panigale รุ่นนี้แล้วหล่ะก็ คงเป็นนักล่าเด็กแว้นสายซิ่งอีกหนึ่งรุ่นนอกจากเจ้า FZ-1,NT1100, CB1300Pและ GS1300 รับประกันไม่มีใครกล้าขับหนีอย่างแน่นอนหล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030

ไม่เปลี่ยนใจ Pirelli ต่ออายุ BSB ไปจนถึงปี 2030 Pirelli ต่ออายุ BSB สัญญาซัพพลายเออร์ยางเพียงรายเดียวในรายการคนเดือด จนถึงปี 2030 พร้อมสนับสนุนกีฬาคนเดือด Pirelli จะยังคงเป็นซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียวของรายการแข่งขัน British Superbike Championship หรือ BSB จนถึงสิ้นฤดูกาล 2030 นับเป็นความร่วมมืออย่างยาวนานซึ่งจะมีอายุครบ 23 ปี (สิ้นสุดสัญญาใหม่) นับตั้งแต่ปี 2007 โดยครอบคลุมทุกคลาสการแข่งขันทั้งรุ่น SuperBike, SuperSport, British Talent Cup (ยางสลิก) รวมไปถึงรุ่น SuperStock, Sportbike และคลาสโดยเฉพาะอย่าง Kawasaki Superteen, BMW F900 Cup (ยางดอก) โดยยังคงยึดแนวคิด Control Tyre ที่ใช้ยางแบบเดียวกันทั้งสนาม สร้างความเท่าเทียมและความสูสีในการแข่งขันให้กับนักแข่งทุกคน อย่างในปี 2024 มีนักแข่งคว้าชัยมากถึง 9 คน จาก 8 ทีม แสดงถึงความหลากหลายทั้ง ศักยภาพฝีมือ ตัวแข่ง และคุณภาพของยาง เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง We sell what we race, we race what we sell หรือ “เราแข่งด้วยสิ่งที่เราขาย และเราขายสิ่งที่เราใช้แข่ง” พร้อมการันตีด้วยยาง Pirelli Diablo SuperBike ที่สามารถแสดงศักยภาพทั้งความเร็วและทนทาน โดยในการแข่งขัน Glenn Irwin นักแข่งจากฝั่งดูคาติ สามารถทำลายสถิติเดิมด้วยเวลาต่อรอบ 1:26.832 นาที ซึ่งนับเป็นการพิสูจน์ กับผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการยอมรับและถ่ายทอดประสบการณ์จากสนามแข่งสู่ท้องถนน รวมทั้งผ่านการทดสอบมาแล้วในการแข่งขันระดับโลกทั้งอาทิ Moto2 Moto3 และ WorldSBK Giorgio Barbier Motorcycle Racing Director กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับการแข่งขัน British Superbike Championship และคลาสสนับสนุนต่าง ๆ เพราะ BSB ถือเป็นหนึ่งในรายการแข่งมอเตอร์ไซค์ระดับประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ด้วยการแข่งขันที่เร้าใจและการแสดงโชว์ที่ยอดเยี่ยม   รายการนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราก็เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเราที่ร่วมอยู่ในรายการนี้ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน และเราจะยังคงใช้รายการแข่งขันนี้เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาเทคโนโลยียางสำหรับการแข่งขันและใช้งานบนถนนจริง เพราะรายการนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นสนามทดสอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับยางของเรา ด้วยนักแข่งระดับเร็วสุดขีดและสภาพแทร็กที่โหดหิน British track ถือเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่ตื่นเต้นและท้าทายที่สุดในโลก ในอดีต BSB ก็เคยเป็นเวทีผ่านทางของแชมป์โลกหลายคน ดังนั้นเรารู้สึกดีใจที่ยังสามารถสานต่อความร่วมมืออันแข็งแกร่งนี้ต่อไปได้” อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญที่นักแข่งไม่ควรมองข้าม

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ  แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล  สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่  นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น ให้มันสุดขึ้นไปอีกเท่า..!! ของการกำเนิดอสูรกายจากไร่ส้ม 2025 KTM 1390 Super Duke R EVO สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ดสายพันธุ์อัลฟ่ามาพร้อมกับการปรับปรุงสำคัญในหลายจุด แต่ยังคงความดิบความเถื่อนพร้อมชวนกระชากวิญญาณกับฉายา “The Beast” ถ้าหากให้นับว่าเป็นผู้ชายแล้วหล่ะก็..ไอ้นี่แม่งโครตแบดบอยเลย สิ่งที่อัปเพิ่มใหม่ สำหรับรุ่นเจนเนอเรชันใหม่นี้หากดูภายนอกคงอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรูปร่างหน้าตายังเอกลักษณ์คงเดิมสไตล์พี่ใหญ่ของตระกูล Super Duke สุดยอดเน็กเก็ดที่เน้นความดิบเปลือยไม่เหมือนใครแถมหลอกตาอีกด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่ดูสติ๊กเกอร์หรือตัวเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะเดาว่าเป็นรุ่นไซส์กลางตัว 890 ก็เป็นไปได้เพราะเขาออกแบบมาให้ดูกระชับ คล่องตัวและสามารถควบคุมได้ง่าย (หรือเปล่านะ) ต้องพิจารณาดี ๆ แต่สิ่งสำคัญคงไม่ใช่เรื่องดีไซน์ซักเท่าไหร่เท่ากับการปรับ “ภายใน” ทั้งระบบแรมแอร์และแอร์บ็อกซ์เก็บอากาศได้มากถึง 10 ลิตร ปรับในเรื่องของระบบชิฟแคมป์เพิ่มความสเถียรภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น มันจึงเป็นรถบล็อกวี  LC8 ที่ให้แรงบิดสูง ทรงพลัง ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเกือบ 1:1 กับพละกำลัง 190 แรงม้าและแรงบิด 145 นิวตันเมตร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย มีวิงก์เล็ตด้านหน้า นอกจากนี้ยังเสริมความแอโรไดนามิกด้วยวิงก์เล็ตหน้าเครื่องสอดรับกับถังน้ำมันในแบบสปอร์ต (ความจุ 19 ลิตร) หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วรีเฟรชกราฟิกใหม่ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอป KTMConnect และมีช่องชาร์ USB-C ติดตั้งมาให้อีกด้วย สุดล้ำกับหน้าจอสี เพิ่มโหมดขับขี่เป็น 5 โหมด รุ่นก่อนมีโหมดขับขี่ 3 โหมด รุ่นปัจจุบันเพิ่มให้เป็น 5 โหมดไปใช้กันแบบจุก ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Street, Sport, Rain, Performance และโหมด Track คันเร่งไฟฟ้า รวมถึงระบบครูซคอนโทรล Telemetry ระบบช่วยออกตัว Lap Timer โดดเด่นด้วยโช้คคู่บุญ WP Apex เอ๊ะ..อาจลืมแจ้งไปว่ารุ่นนี้เขาออกแบบมา 2 เวอร์ชันเช่นเดียวกับเจ็นปี 2024 ก็คือรุ่น Standard และ รุ่น Evo และสิ่งที่แกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้เด่น ๆ เลยก็คือช่วงล่างที่ติดตั้งมาให้ โดยรุ่น Standard ให้โช้ค WP Apex ขนาด 48 มม. และโช้คโมโนช็อค WP ปรับได้เต็มระบบทั้งไฮสปรีดและโลว? (ปรับมือ) แต่สำหรับรุ่น EVO จะให้โช้คอัปเวอร์ชันของไฟฟ้ามาให้ทั้ง WP Apex Semi-Active Tech (SAT) และโช้คโมโนช็อค WP Semi Active ส่วนระบบอื่น ๆ ให้มาเหมือนกันอาทิ คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ จับคู่จานหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์สูบคู่กับจานเบรกหลัง 240 มม. ล้อ 17 นิ้ว ซึ่งสรุปทั้งหมดได้เลยว่าไอหนุ่มแบดบอยรุ่นเจ็น 2025 นี้คือการรีเฟรชครั้งใหญ่ของ “The Beast” ทั้งอัปเกรดระบบไหลเวียนอากาศ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ไฟหน้า LED มีลูกเล่นมากขึ้น และระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบเครื่องกว่า แม้ว่าการปรับปรุงในครั้งนี้แรงม้าไม่ได้เพิ่ม แต่ความสามารถในการควบคุมและประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอัปเกรดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อยกับ 2 สีได้แก่ Standard Evo โดยเปิดราคาสำหรับรุ่น Evo กับราคาแนะนำที่ 21,499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 7 แสนต้น ๆ (รุ่น Standard ยังไม่เผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถูกกว่าไม่เกิน 2 หมื่น) อย่างไรก็ดีราคาที่เปิดตัวมานั้นยังไม่รวมภาษีนำเข้า บวกกับค่าดีลเลอร์ก็น่าจะอัปพอตัวถ้าหากเข้าไทยจริง ๆ ครับ ส่วนใครที่ชื่นชอบความดิบ ความเป็นนักล่าตัวจริงก็ลองพิจารณากันดูครับ หรือถ้าใจร้อนอยากเป็นเจ้าของ Duke

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW เอาจริงดิ.. BMW เตรียมติดพัดลมช่วยเลี้ยว !! ให้กับรถบิ๊กไบค์ สายบิดสิงห์สนามคงเฮเพราะไม่ต้องกังวลเครื่องพังในโค้งอีกต่อไป..พัดลมจะช่วยเป่าให้รถเลี้ยวเอง..เป็นยังไงหล่ะ ไฮเทคสุด ๆ !  คงไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดหรือจินตนาการอันล้ำลึกในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในวงการสองล้อก็เช่นกัน หลังจากที่ช่วงหลัง ๆ รถบิ๊กไบค์แข่งกันงอกปีก งอกครีบ ใส่โน้นนี่นั่นจนกลายเป็นโมโนบอทที่เพียงอาศัยคนมานั่งเฉย ๆ เดี๋ยวรถจัดการให้ทุกอย่างเองไปซะแล้ว และล่าสุดทางค่ายใบพัดสีฟ้าเตรียมที่จะส่งไม้เด็ดใหม่สู่วงการกับ “พัดลมช่วยเลี้ยว” ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิด พัดลมจริง ๆ ที่ไม่ใช่พัดลมในบ้านไว้ดับคลายร้อน แต่เป็นพัดลมที่ช่วยให้รถเลี้ยวได้ไวขึ้น เร็วขึ้นและเท่ขึ้น จาก “ครีบปีก” สู่ “พลังลมเป่า” จากเทคโนโลยีแอโรไดนามิกใน F1 ที่ปรับมาใช้ในยุคสองล้อ และก็มีค่ายรถเพียงค่ายเดียวที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างโดดเด่น (ตอนนี้ครองยุค MotoGP อยู่) เพราะเหตุนี้ทางค่ายใบพัดจึงมองว่า แค่นี้..มันไม่พอหรอก มีแค่ปีกมันธรรมดาไป ฉะนั้นต้องมีแรงดันลม มาช่วยเสริมเพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ให้โหดขึ้นไปอีกเท่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? โดยข้อมูลแบบร่างเผยถึงรายละเอียดบางส่วนซึ่งให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางค่ายได้ออกแบบเจ้าระบบรุ่นนี้โดยใช้พัดลมไฟฟ้าแรงดันสูงที่ติดอยู่ภายในตัวรถ เป็นลักษณะท่อลมปล่อยออกผ่านหัวฉีดลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งออกแบบทิศทางลมให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดังนี้  เร่งเครื่องทางตรง : ลมเป่าไปด้านหลัง เพิ่มความแรงแบบ Jet Mode  เบรกแรง : ลมเป่าไปด้านหน้า สร้างแรงต้านอากาศและลดแรงเฉื่อย  เข้าโค้ง : ลมเป่าออกด้านข้าง ดันให้รถหมุนหรือเอียงได้ไวขึ้น  แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเป่าตามใจชอบของคนขี่ เผื่อมือพลั้งพลาดไปปรับมั่วซั่วอาจทำให้เสียโอกาสได้เปรียบในสนามหรือเกิดอุบัติเหตุเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทางค่ายจึงตั้งใจออกแบบเจ้าระบบนี้ให้มันเป่าแบบ “มีสติ” ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบคอมที่เชื่อมกับ IMU วัดองศาหรือลักษณะท่าทางการขี่จากตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง แล้วจะใส่กับรถรุ่นอะไร ?  จากภาพในพิมพ์เขียวก็พอรู้หล่ะว่าเป็นรุ่นอะไร (ฮ่าๆ) ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยสายสปอร์ตไลน์ไฮโซกระเป๋าหนักอย่างเจ้า S1000RR หรือ M1000RR แน่นอน ให้ลองนึกภาพตอนขี่เข้าโค้งแล้วจู่ ๆ ก็มีลมเป่า ฟิ้ววว ออกมาจากแฟริ่งด้านข้าง หรือถ้าแรงดันอัดอั้นหนักหน่อยอาจจะเป็นเสียง แพร๊ดด ที่เราคุ้นหูอยู่ทุกวันก็เป็นไปได้  จากการคาดเดาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ของเจ้าระบบรุ่นนี้ถือว่ายังต้องศึกษาในอีกหลาย ๆ จุดทีเดียวว่าจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของต้นทุน น้ำหนัก บวกกับระยะเวลาในการทดสอบ แต่อย่างไรก็ดีถือว่ามีความคืบหน้าไม่มากก็น้อย วันนี้คุณอาจจะขี่รถที่มีวิงก์เล็ต แทร็คชัน หรือ IMU แต่พรุ่งนี้อาจได้ขี่รถที่มีระบบเป่าลมที่ช่วยให้คุณเป็นนักซิ่งมือใหม่โดยไม่รู้ตัว.. อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หนุ่มออสเตรีย บิดปิดตายกล้อ..วิ่งไกลสุดในโลก กับระยะทางเท่านี้ ?

หนุ่มออสเตรีย บิดปิดตายกล้อ..วิ่งไกลสุดในโลก กับระยะทางเท่านี้ ? การทำอะไรให้มันสุดติ่งในชีวิต..คงจะเป็นเรื่องที่บ้าบองมงาย และยิ่งทำอะไรก็ไม่รู้และไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร ใครเห็นก็ต้องมีสบดด่า ฟักทองบ้าง ลูกชิดบ้าง แต่ส่วนหนึ่งของการกระทำเหล่านี้เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่กำลังแอคชั่นอยู่นั้นจะต้องมีแพทชันใจรักอย่างแน่วแน่ ซึ่งถ้าให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คงอาจทำให้นึกถึงชายที่บ้าพลังที่สุดในโลกอย่าง Guy Martin หรือดูโอ้ตาลุง Alan Millyard, Heny Cole แต่มีอีกคนนึงเช่นกันที่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นอย่าง Guenter Schachermayr สตั้นเนอร์ชื่อดังจากออสเตรียที่ขี่รถเวสป้าที่ไม่มีล้อหน้า ไม่มองทาง และวิ่งบนเขา บันทึกสถิติอย่างไม่เป็นทางการครั้งใหม่กันให้ดูแล้ว Guenter Schachermayr ชายผู้บ้าพลังยิ่งกว่า เห็นแล้วก็ต้องอึ้ง..โดยเฉพาะคนไม่ได้ค่อยได้ดูอะไรบ้าบอ ๆ อย่างเราที่จะได้เห็นบุรุษผู้คลั่งไคล้ในการขับขี่เวสป้ามายกล้อโชว์บนรูทเส้นทางภูเขาพร้อม “ปิดตาคลุมหัว” ใช้เพียงประสาทสัมผัสจากการได้รับรู้ทางเสียงที่ได้ยินในการบังคับทิศทางรถ บวกกับฟีลลิ่งขับขี่ที่จะต้องยกล้อตลอดเวลาไม่ให้รถตก “บนเขา” นั่นเอง  ใช้หูขับ..และสัมผัสด้วยความรู้สึก! โดยระยะทางที่ Guanter สามารถทำได้ก็คือ 4.5 กม. (2.7 ไมล์) ซึ่งแม้จะแทบไม่ได้กับ Wheelie King อย่าง Masaru Abe (ทำสถิติเวิร์ลเรคอร์ดขี่ยกล้อ 500 กม.) แต่เชื่อเถอะว่าถ้าให้ลองมาปิดตา ขี่ยกล้อลงถนนแถมเป็นทางชันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ยกล้อแค่น้ำจิ้ม บ้ากว่านี้ก็ทำมาแล้ว นับเป็นประสบการณ์อะไรที่ท้าทายและเชื่อว่าน้อยคนที่จะทำได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังเหมือนอย่างชายคนนี้ ซึ่งนอกจากเรื่องขี่ยกล้อขึ้นเขาแล้ว เขายังทำโปรเจ็กต์สุดท้าท้ายมากมาย อาทิ ขี่เวสป้าลากเครื่องบิน ขี่รถใต้น้ำ ขี่บนรางรถไฟ ขี่โชว์ใส่ล้อ (สรรหา) และที่สุดก็คงขี่ลุยเหนือเมฆ เรียกได้ว่าสุดเอ็กซ์ตรีมในทุก ๆ ด้านทีเดียว RedBull ต้องเข้าแล้วนะ (ฮ่าๆ) สุดท้ายใครสนใจผลงานจาก Guenter Schachermayr ก็สามารถติดตามผ่านช่องทางเว็บไซค์ คลิ๊กที่นี่ เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสนุก ๆ หรือใครอยากจะลองชาแลนจ์ยกล้อที่ทำได้ “มากกว่า” ก็ลองมาโชว์สกิลกันดูเผื่อทีมงานสนใจทำคอนเทนต์ลงช่องโปรโมทให้ ไหน..มีใครทำได้มากกว่านี้มั้ย ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Officina8 โฉมพิเศษเพื่อจิตวิญญาณแห่งโรงช่าง

Vespa Officina8 โฉมพิเศษเพื่อจิตวิญญาณแห่งโรงช่าง Vespa Officina8 คอลเลคชันพิเศษล่าสุดจากค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลีอย่าง ‘เวสป้า’ ที่ได้พาเหล่าเวสปิสตี้ย้อนเวลาไปสู่ช่วงหลังสงครามโลกที่ทางเวสป้าได้ทำการผสานเทคโนโลยี และความงดงามร่วมสมัย ณ ขณะนั้น  Officina8 คืออะไร ? ถ้าจะตอบคำถามนี้ก็อาจจะต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่โลกกำลังฟื้นฟูจากภาวะสงคราม และในช่วงเวลาดังกล่าวแบรนด์ Piaggio ก็มีความริเริ่มในการสร้างรถจักรยานยนต์เวสป้า โดยตั้งเป้าว่านี่คือ ‘นวัตกรรมที่จะปฏิวัติวงการ’ โดยทีมผู้ผลิตในขณะนั้นก็มีหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักออกแบบ ช่างเครื่อง และช่างโลหะ รวมทีมกันในมุมเล็ก ๆ ของโรงงานแล้วตั้งชื่อว่า Officina 8 กลุ่มช่างเทคนิคทีมนี้จะมีเอกลักษณ์ในการทำงานคือการสวม ‘ชุดเอี๊ยมสีน้ำเงิน’ พร้อมเข็มกลัดทองเหลืองที่สลักคำว่า ‘Piaggio 8’ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องหมายเกียรติยศสำหรับผู้ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงงาน Vespa Primavera และ GTV สองโมเดลพิเศษ เพื่อการเฉลิมฉลองให้สมกับความเป็นตำนาน ทางแบรนด์เวสป้าจึงเลือกโมเดล Primavera และ GTV ที่เป็นสองรุ่นจากคลาส 300 ซีซี มาแปลงโฉมในสไตล์ Officina8 อย่างเต็มรูปแบบ โดยโฉม Primavera ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาดได้แก่ 50ซีซี, 125ซีซี และ 150ซีซี โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกน้ำหนักเบา เหมาะกับการใช้งานภายในเมือง   และ Vespa GTV เน้นการออกแบบที่คงเสน่ห์แบบวินเทจ ด้วยไฟหน้าทรงต่ำ โดยทั้งสองรุ่นจะมาในชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า ‘Blu Officina 8’ เป็นเฉดสีน้ำเงินแบบเดียวกับชุดในโรงงานอุตสาหกรรมของ Piaggio ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนสีของโรงงานในศตวรรษที่ 20 เพิ่มความโดดเด่นด้วยขอบตัวรถอลูมิเนียมรอบตัวถัง เสริมด้วยดีเทลสีทองเหลืองบริเวณกระจังหน้า และล้อของตัวรถ รวมไปถึงเบาะนั่งของตัวรถที่ทำขึ้นมาด้วยงานหุ้มเบาะแบบสองชั้น เย็บเส้นแนวนอนแบบตัดสี และยึดด้วยหมุดทองเหลืองขัดเงา สำหรับรุ่น GTV ยังมาพร้อมแฟริ่งหน้าเข้าชุดสีเดียวกับตัวรถ สำหรับสาวกเวสปิสตี้ชาวไหนคนไหนที่สนใจอยากร่วมสานต่อรำลึกถึงความเป็นตำนาน ด้วยการหามาจอดในโรงรถที่บ้านก็อาจจะต้องรอการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่บอกว่าสองโมเดลนี้ควรค่าแก่การเก็บอย่างยิ่ง บอกเลย … อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

7 ประเด็นน่าสนใจ ทำไมต้องเลือก Italjet Dragster ซิ่งในงานแทร็กเดย์?

7 ประเด็นน่าสนใจ ทำไมต้องเลือก Dragster ซิ่งในงานแทร็กเดย์? เราอาจปฎิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ งานแทร็กเดย์นั้นกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของชาวสองล้อยุคใหม่ไปซะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายที่ขี่รถบิ๊กไบค์ รถสปอร์ตไบค์ หรือแม้แต่สายสกูตเตอร์ ก็ล้วนอยากปล่อยของกันในสนามแข่งขันที่ปลอดภัยและควบคุมได้ แต่ถ้าหากจะพูดถึง “รถออโต้ที่เกิดมาเพื่อสนาม” ก็คงนึกชื่อไปในทางเดียวกันก็คือเจ้า Italjet Dragster นั่นเอง แต่เดี๋ยวก่อน..ทำไมเจ้าแดร็กสเตอร์ มีดีอะไรถึงได้ดังขึ้นชื่อขนาดนี้ เรามาดูคำตอบในแบบ 7 ข้อสงสัยยอดฮิตที่จะทำให้เอฟซีเข้าใจว่า ทำไม Italjet Dragster จึงเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่คลั่งความมันส์ในสนามกันครับ 1.Italjet Dragster ไม่ใช่รถสกูตเตอร์ธรรมดา ถ้าหากจะเรียกว่ารถสกูตเตอร์..คุณอาจจะโดนซีเล็งโดยไม่รู้ตัว เพราะเจ้ารุ่นนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้มีเค้าโครงและระบบช่วงล่างแบบเดียวกันกับรถสปอร์ต และให้ฟีลลิ่งที่คล้ายคลึงกันแทบจะทั้งหมดแต่ต่างกันในเรื่องของระบบขับเคลื่อนที่เป็นสายพาน ประกอบกับตัวบอดี้และส่วนต่าง ๆ ก็คือเป็นรถออโต้แต่เป็นออโต้ที่ถูกออกแบบไม่เหมือนใคร ด้วยองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้ ดีไซน์ ‘แปลก’ จากคอนเซ็ปต์ความล้ำสมัย งานอิตาลีทั้งคัน เฟรมถัก แลดูผ่าน ๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน  โช้คหน้าอยู่ที่แกนกลางลำตัว ส่วนโช้คหลังจะอยู่บริเวณด้านหลัง มีสวิงอาร์มหน้า รายละเอียดชิ้นส่วนต่าง ๆ พรีเมียมทุกจุด แม้แต่ยางยังให้เป็นยาง Pirelli สัญชาติอิตาลี เครื่องยนต์พื้นฐาน Vespa GTS 300 วางบล็อกเครื่องไว้ด้านหลัง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่ ‘ดูเท่’ แต่ใช้งานได้จริงทีเดียวครับ 2.รถพิกัด 300 ซีซี มันจะมันส์หรอ ? หากคนที่ลงแข่งขันรุ่นเล็ก 125 ซีซี 150 ซีซี หรือ Scooter Open 200 cc อาจไม่มีปัญหาในส่วนนี้ แต่ถ้าใครมือตึง ๆ ชอบขี่บิ๊กสกูตเตอร์คลาส 300 – 350 ซีซี แล้วมองว่า Dragster กำลังเครื่องมันจะพอหรือไม่ ? ขอตอบเลยว่าเพียงพออย่างแน่นอน และอาจสนุกมากกว่าเพราะได้เปรียบในช่วงทางโค้งซะด้วย เพราะในเรื่องจุดเด่นช่วงล่างและฟีลลิ่งการสัมผัสที่ให้ความสปอร์ตพิกัดและแตกต่างกว่ารถสกูตเตอร์ทั่วไปนั่นเองครับ 3.ขี่ในเมืองก็แรงอยู่แล้ว และลงสนาม..มันต่างกันยังไง? ต่างอย่างแน่นอน !! ในแทร็กคือพื้นที่ให้คุณแสดงศักยภาพได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกลัวรถติด ไม่ต้องห่วงถนนลื่น (ถ้าฝนไม่ตก) บิดให้เต็มที่ เอาให้กระหน่ำ และที่สำคัญคุณจะได้ลองสัมผัส การเข้าโค้งด้วยความเร็ว เบรกลึก และเดินคันเร่งเต็มแรง ได้ในแบบรถบนถนนทั่วไปไม่สามารถทำได้ 4.ขี่ยากไหม? ด้วยผลลัพธ์ความเป็นสปอร์ตในการขับขี่ อาจเป็นเหตุเนื่องมาจากการออกแบบตัวโมเดลที่ไม่เหมือนใคร ช่วงแรกผู้ขับขี่อาจรู้สึกแปลกมือ เพราะการแฮนด์เดอริ่งบังคับของรถรุ่นนี้จะไม่เหมือนกับรถสกูตเตอร์ทั่วไปที่สามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายกว่า แต่ถ้าคุณใช้สกิลการขับขี่เรซซิ่งผสมผสานเข้าไปละก็.. มันจะกลายเป็นรถที่พาคุณไปในเส้นไลน์ที่ต้องการได้ดี การเข้าโค้งที่นิ่ง คม โดยไม่ต้องฝืนตัวเองเลยแม้แต่น้อย 5.ถ้าลงแทร็ก..จะต้องแต่งเพิ่มหรือไม่ ?  ขอตอบเลยว่า..ไม่จำเป็น เพราะว่ารถแดร็กสเตอร์นั้นเกิดมาเพื่อสนามอยู่แล้ว ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโช้ค เบรก หรือโครงสร้างใด ๆ เลย แต่ถ้าอยากแรงขึ้นสามารถไล่สเต็ปเครื่องได้ หรือเสริมอุปกรณ์รองรับเพอร์ฟอร์มานซ์และความปลอดภัยในสนาม อาทิ ยาง Pirelli Rosso Scooter กันล้ม (ติดเพิ่มก็ดี) หรือท่อแต่ง เพื่ออยากได้เสียงเร้า ๆ หรืออัตราเร่งที่ดีขึ้น เอาตามความต้องการของผู้ขับขี่นั่นแหล่ะครับ แต่ถ้าเอารถเดิม ๆ ไปลงขี่สนาม มันก็พร้อมซิ่งอยู่แล้ว 6.ครั้งแรกของมือใหม่..จะเกร็งไหม ? สำหรับใครที่เป็นชาวแดร็กสเตอร์มือใหม่ที่พึ่งถอยรถและยังไม่เคยมาขี่ในแทร็ก ไม่ต้องกังวัลไปว่าจะเป็นก้างขวางไลน์รถคันอื่นในสนามหรือไม่ ที่งาน SuperBikeMag Trackday ก็พร้อมต้อนรับนักบิดหน้าใหม่ และให้คำแนะนำการขับขี่ในสนามอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและสร้างการรับรู้การขี่ในแทร็กผ่านสัญญาณธงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเปิดรุ่นรองรับการแข่งขันเฉพาะรุ่นรถออโตเมติก และรุ่น Dragster โดยเฉพาะ อีกทั้งการแข่งขันรถแดร็กสเตอร์จัดขึ้นในงานนี้เป็นงานแรกนับตั้งแต่เข้ามาขายในไทย เพราะฉะนั้นจึงวางใจได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่ารถแดรกสเตอร์คือรถที่ “คนมอง” มากที่สุดในสนาม เพราะมันแตกต่างอย่างมีสไตล์ ดีไซน์ไม่เหมือนใครและเสียงเครื่องก็ดุดันในแบบของมันเอง 7.ถ้าอยากเริ่ม ต้องเริ่มยังไง ?  เตรียมรถให้พร้อมและตรวจเช็คสภาพของเหลว ยาง เบรก อุปกรณ์ขับขี่ ไรดิ้งเกียร์ และที่สำคัญ เตรียมใจให้สนุกเพราะงานแทร็กเดย์คือสนามที่คุณจะได้รู้จักรถตัวเอง และพัฒนาทักษะการขับขี่แบบปลอดภัยและมีสไตล์ รวมไปถึงได้แข่งขันสำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทายเพื่อล่าโพเดี้ยมในสนามนั้น ๆ  สำหรับสนามที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน ช่องทางเว็บไซค์ https://www.superbikemag.com/trackday/ ได้โดยตรง หรือผ่านทางตัวแทน Italjet Thailand เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในการร่วมลงกิจกรรมสนุก ๆ ในครั้งนี้

จิ๋วซ่า..ประลองแทร็ก Honda Minibike Trophy 2025 เปิดสนามแรกที่พีระ

จิ๋วซ่า..ประลองแทร็ก Honda Minibike Trophy 2025 เปิดสนามแรกที่พีระ อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์พิเศษที่เข้ามาสร้างสีสันภายในงาน SuperBikeMag Trackday 2025 ในปีนี้เลยก็คือ เหล่าขบวนรถมินิไบค์จาก CUB House ของเหล่าสาวกที่มาร่วมสนุกในงานแทร็กเดย์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Honda Minibike Trophy 2025 เพื่อตามหาแชมป์โพเดี้ยมสนามแรกที่พีระ เซอร์กิต พัทยา รองรับพื้นที่สำหรับพิทลูกค้า นับว่าเป็นกิจกรรมสุดพิเศษที่ทางไทยฮอนด้าได้จัดสรรขึ้นเพื่อให้สาวกชาวฮอนด้าคลับเฮ้าส์ได้มาร่วมสนุกกับการขับขี่ในสนามแข่งที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยและดูแลอย่างใกล้ชิด ร่วมกับโมเดลคลับเฮ้าส์ทั้ง Honda Monkey, Honda CT125 และ Honda Dax125 โดยผ่านรูปแบบของการซ้อมในรอบแทร็กเดย์และการแข่งขันในรุ่น Minibike Trophy ตลอดทั้ง 3 สนามในปีนี้ เซอร์วิสเต็มระบบจากทีมงานฮอนด้า โดยสิทธิพิเศษที่สาวกฮอนด้าจะได้รับก็คือพื้นที่จอดรถในพิทพร้อมช่างชำนาญการจากทางไทยฮอนด้า คอยให้บริการดูแลรถของท่านอย่างใกล้ชิด และจัดสภาพให้พร้อมใช้งานในสนามแข่งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับเซ็ตช่วงล่าง ร้อยลวดฐานน้ำมันเครื่อง บริการเติมน้ำมัน ซึ่งเรียกได้ว่าพร้อมเสิร์ฟความประทับใจให้ลูกค้ายันหน้ากริดสตาร์ทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังให้สาวกได้สัมผัสถึงการขับขี่ในแทร็กกันแบบอิ่มหนำจุก ๆ ตลอดทั้ง 3 วัน แบ่งเป็นรอบแทร็กเดย์ในช่วงบ่ายวันศุกร์และรอบเช้าวันเสาร์ (รวม 10 เซสซัน) รอบควอลิฟายจัดลำดับกริดสตาร์ท และรอบโทรฟี่ในการแข่งขันของวันอาทิตย์ ไฮไลท์ในงาน โดยในงานดังกล่าวได้รับความไว้วางใจจากเหล่าสาวกฮอนด้ามากมายที่นำรถของตนเองในงานที่เรียกได้ว่า เอารถมาแข่งหรือเอามาโชว์อวดในงานกันแน่ Monkey ‘Astro Boy’ ตัวแต่ง ลิงซ่าทีเด็ดที่พีระ หากใครที่เป็นสายแต่งรถมังกี้แล้วหล่ะก็ ที่นี่ก็คือศูนย์รวมรถแต่งที่ย่อม ๆ เลยก็ว่าได้อย่าง Honda Monkey สีขาวคันนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตองอูหรือเจ้าลิงซ่าระดับหัวแถวเลยก็ว่าได้ เพราะจัดของแต่งมาให้เรียกได้ว่า..เหลืออะไรให้แต่งเพิ่มบ้าง!! ซึ่งนอกจากผู้ชมจะได้รับชมการแข่งขันมินิไบค์รุ่นพิเศษแล้ว ยังได้รับชมรถแต่งเผื่อเอาไปแต่งเป็นแนวทางแต่งรถในแบบตนเองก็เป็นได้ NSR50 สปอร์ตตัวจิ๋ว 2 จังหวะในตำนาน นอกจากโมเดลคลับเฮ้าส์แล้ว ยังมีสปอร์ตไบค์ตัวจิ๋วในตำนานอย่าง Honda NSR50 มาร่วมแอบโผล่เซอร์ไพรส์ภายในงานอีกด้วย ทำเอาคิดถึงรถสองจังหวะกลิ่นน้ำมันควันขาวในยุคก่อน ๆ เลยทีเดียว  ศึกปีกนก Mini bike Trophy 125cc การันตีความยอดฮิตไม่แพ้รุ่น Sportbike 400cc Open B. เลยแม้แต่น้อย สำหรับศึกรถเล็ก 125 ซีซี ที่ได้รับเกียรติจากอดีตนักแข่งระดับเอเชียอย่าง บอล ดอนตูม มาร่วมสร้างความสนุกในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย ผลการแข่งขัน ส่วนโพเดี้ยมในรุ่นฮอนด้า มินิไบค์ ถ้วยรางวัลอันดับ 1 ประจำสนามตกเป็นของคุณธนากฤต โดยทำ Best Lap ดีสุดที่ 1:31.534 นาที กับ Honda Monkey 125 อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 ธนากฤษ 48 Honda Monkey 2 ภักดี วงศ์มงคล 57 Honda Monkey 3 เอกยุทธ 46 Honda Monkey 4 สมบูรณ์ วงศ์ไวพันธ์ 43 Honda Monkey 5 กฤติน พิชัยศรแปลง 52 Honda Monkey ต้องขอแสดงความยินดีสำหรับนักแข่งที่สามารถคว้าโพเดี้ยมได้ในครั้งนี้ สำหรับสนามถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 แฟน ๆ สาวกฮอนด้าคลับเฮ้าส์ห้ามพลาด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ Honda CubHouse หรือติดตามข่าวสารบนช่องทาง SuperBikeMag Trackday เพื่อไม่พลาดสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในสนามถัดไป  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดี ๆ ที่ไทยฮอนด้าส่งมอบให้กับลูกค้านอกเหนือจาก Honda Mini Track และเป็นการขยายช่องทางเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารถเล็กได้มากยิ่งขึ้นและสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้กับชาวสองล้อ สำหรับสนามต่อไป..ห้ามพลาด จัดยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda มาเหนือ รวมพลนักบิดกว่าร้อยคัน ลุยงานแทร็กเดย์ที่พีระ

Honda มาเหนือ รวมพลนักบิดกว่าร้อยคัน ลุยงาน SuperBikeMag Trackday ที่พีระ หนึ่งผู้สนับสนุนหลักที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะจัดในปีไหน ๆ ในงาน SuperBikeMag Trackday เลยก็คือ ค่ายปีกนกอย่าง Honda มาเหนือ จัดใหญ่อีกเช่นเคยด้วยการพาลูกค้าชาวฮอนด้าบิ๊กไบค์มาร่วมกิจกรรมความสนุกภายในงานแทร็กเดย์และโทรฟี่ที่มันส์ที่สุดในปี 2025 ที่สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา Honda มีผู้ลงทะเบียนแข่งขันมากที่สุด ด้วยการพาเหล่าสาวกทั้งมือใหม่หรือสายซิ่งมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ในสนามแข่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ หรือมาฝึกสกิลขับขี่ในสนามเพื่อพัฒนาและต่อยอดฝีมือในอนาคต โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ก็คือ การซ้อมในรอบแทร็กเดย์และการแข่งขันในรอบโทรฟี่ แบ่งระดับความมันส์ให้สาวกได้สัมผัสอย่างเต็มที่ ซึ่งสมกับความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของตลาดสองล้อในไทย ทั้งเรื่องของการบริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจครอบคลุมการเซอร์วิสถึงที่ ซึ่งครั้งนี้ทางไทยฮอนด้าก็พร้อมที่จะรองรับบริการลูกค้าด้วยพิทจอดรถถึง 4 พิท แบ่งเป็น 2 โซนสำหรับลูกค้าชาวฮอนด้าบิ๊กไบค์และลูกค้าฮอนด้าคลับเฮ้าส์ พร้อมเอาใจลูกค้าด้วยช่างชำนาญการบริการเซอร์วิสอย่างใกล้ชิด ดูแลถึงรถทุกคันและลูกค้าทุกท่าน ตั้งแต่การจัดเตรียมรถ ถ่ายของเหลว ร้อยลวดอกล่าง วอร์มยางก่อนลงแทร็ค ซึ่งนอกจากบริการในเรื่องของตัวแข่งที่ในสนามของลูกค้าแล้ว ยังมีบริการด้านอื่น ๆ อาทิ บริการให้ยืมชุดเรซซิ่งสูทสำหรับขับขี่ในสนาม ส่วนลดต่าง ๆ ค่าอาหารและเครื่องดื่มภายในงาน เพราะฉะนั้นส่วนนี้เองจึงทำให้มีผู้ร่วมลงทะเบียนแข่งขันมากที่สุดเป็นจำนวน 82 คัน รวมถึงรถฮอนด้าที่มาร่วมงานก็ร่วมนับร้อยคันเลยทีเดียว  โดยบิ๊กไบค์เองมีโมเดลที่เรียกได้จัดแต่งเติมมาเต็มทีเดียว ทั้งสปอร์ตตัวแรงอย่าง CBR 1000RR-R Fireblade, CBR1000RR, CBR600RR, CBR650F,CBR650R และ CBR500R เรียกได้ว่าจัดซีบีอาร์ซีรี่ย์เต็มแทร็กขนาดนี้ อยากมีสปอร์ตไบค์เป็นของตัวเองซะแล้วสิ  จัดรุ่นสุดพิเศษกับ Honda Cup  Honda ยังเฉิดฉายในการแข่งขันรุ่นอื่น ๆ  นอกเหนือจากทั้งสองรุ่นแข่งขันแล้ว..ยังมีโมเดลสายปีกนกที่ลงรุ่นแข่งขันอื่น ๆ ได้แก่ Honda CRF300L, CRF250L,CRF250M (ลงแข่งขันรุ่น SuperMoto 300cc. Open) และ CBR250RR (ลงแข่งขันในรุ่น SuperSport 400cc. Open B)  ผลการแข่งขันรุ่น Honda Cup สำหรับโพเดี้ยมของการแข่งขันรุ่น Honda Cup อันดับ 1 ได้แก่ Mike Weller จาก Buvado Racing แชมป์สนามก่อนเจ้าเดิมกับผลเวลา Best Lap ที่เจ้าตัวสามารถทำได้ที่ 1:09.305 นาที ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับถ้วนรางวัลที่ได้ไปครั้งนี้ อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 Mike Weller 67 CBR1000RR 2 Thomas Johansson 64 CBR600RR 3 สมบัติ โพธารินทร์ 4 CBR1000RR-R 4 ธวัชชัย ไทยกุล 339 CB650F 5 ธนโชติ มังคลาคีรี 188 CBR1000RR พร้อมให้สัมผัสกับรถ CBR Series ภายในงาน หากลูกค้าฮอนด้าท่านไหน สนใจอยากปรับเปลี่ยนสัมผัสโมเดลลรุ่นอื่น ๆ ทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมตอบสนองการบริการให้ยืมรถขี่ในแทร็กในรอบแทร็กเดย์ได้เช่นกัน โดยมีทั้ง CBR1000RR-R, 600RR, 650R และรุ่น 500R ซึ่งมีทุกเซ็กเมนต์สำหรับสายสปอร์ตที่ต้องการขับขี่ในแทร็กอีกด้วย นับว่าครบครันเรื่องการบริการเต็มระบบ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า สมกับเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ใคร ๆ ต้องยกนิ้วให้จริง ๆ สำหรับสนามถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี หากลูกค้าท่านไหนสนใจอยากมาลงขับขี่ในสนามกับทางฮอนด้า สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเพจฮอนด้าบิ๊กไบค์ แล้วท่านจะไม่เสียสิทธิ์ในการร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป แล้วเจอกัน..สนามหน้า อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 งานซิ่งสุดขีด..ของเหล่าผู้ดี

Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 งานซิ่งสุดขีด..ของเหล่าสายเลือดผู้ดี นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญและไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เลย สำหรับการพาแฟน ๆ และเหล่าสาวกมอเตอร์ไซค์สายเลือดแดนผู้ดีอังกฤษมาร่วมกิจกรรมแทร็กเดย์ใน Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 กับหนึ่งค่ายผู้ผลิตขวัญใจแฟน ๆ ทั่วประเทศอย่างไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ขนทัพเหล่านักบิดมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ มาร่วมจอยส์ความสนุกในกิจกรรมครั้งนี้ที่สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา เปิดพิทพร้อมบริการเซอร์วิส..เต็มระบบ ยกระดับของงานไปอีกขั้นกับการสนับสนุนของผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังจากยุโรปอย่าง Triumph มาเปิดพื้นที่เพื่อรองรับบริการลูกค้าไทรอัมพ์ทุกท่าน รวมถึงทีมช่างเซอร์วิสรองรับซัพพอร์ตสำหรับเซ็ตติ้งตัวรถเพื่อลงในแทร็กเต็มระบบตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งกิจกรรมภายในแบ่งออกเป็นช่วงแทร็กเดย์และโทรฟี่ เพื่อให้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กสำหรับลูกค้ามือใหม่ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์ในสนามกับรุ่นแข่งขันเฉพาะที่ทางไทรอัมพ์จัดให้อย่าง Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. เสียงสูบเอกลักษณ์จากอังกฤษ อย่างที่กล่าวมาคือมันไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นฝูงแตนสายพันธุ์อังกฤษ บวกกับโมเดลสามสูบเสียงเอกลักษณ์หลายคัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า Daytona 660, Street Triple 765, Speed Triple 1200RR หรือแม้กระทั่งเจ้า Speed Twin คลาสสิกสุดเท่ (โมเดลขวัญใจแอด) มาร่วมโชว์หล่อกันภายในงานนี้อีกด้วย ให้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน  ให้ได้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดรอบคัดเวลาสำหรับการควอลิฟายเพื่อจัดลำกับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ ให้นักบิดได้จัดไลน์ขับขี่ในสนามแข่งรวมถึงเปิดลิมิตตัวแข่งในรูทขับขี่ที่รับรองความปลอดภัยที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด นับได้ว่ามาสนามครั้งนี้..คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม อิงค์ อัศวานันท์ ร่วมโผล่เซอร์ไพรส์งานนี้ เรียกเสียงกรี๊ดฮือฮา..โดยเฉพาะสาววาย และพร้อมชวนโดนตกกับความน่ารัก สำหรับดารานักแสดงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้นิดหน่อยอย่าง อิงค์ อัศวานันท์ ที่แอบโผล่มาร่วมเซอร์ไพรส์ในงานแทร็กเดย์ครั้งนี้ ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 แถมกดเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:06 นาที ซึ่งเร็วกว่า Best Lap ในรุ่น 1,000 cc. เลยหล่ะครับ นอกจากจะหล่อแล้ว..แถมขี่รถได้นิดหน่อยจริง ๆ ผลการแข่งขัน Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 Graham Kinght 92 Street Triple 765 2 กษิดิศ ไตรรัตนมงคล 710 Street Triple 765 3 Nigel Curtis 30 Street Triple 765 4 ธรรมวุฒิ ปรีชาธรรมรัช 777 Street Triple 765 5 Tath Siribodhi 660 Daytona 660 โดยอันดับผลการแข่งขัน ผู้ที่ชนะเลิศได้แก่ Graham Kinght ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมประจำสนามครั้งนี้ไปได้ พร้อมเวลา Best lap ต่อรอบแข่งขันในเวลาที่ 1.11.898 นาที ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้ง บูธสินค้าจากไทรอัมพ์..มากมาย นอกจากนี้ยังเปิดบูธสินค้าบริการภายในงาน กับ แอสเซสเซอรีไอเท็ม เสื้อผ้า หมวก รองเท้าและชุดขับขี่จากแบรนด์ Triumph มากมายมาให้เลือกแถมส่วนลดพิเศษเฉพาะภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากจะลงแทร็กไปพร้อมกับโมเดลสายเลือดผู้ดีแล้วหล่ะก็..ลองติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางแบรนด์ได้สำหรับโอกาสครั้งต่อไป โดย SuperBikeMag Trackday สนามหน้าจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 ห้ามพลาดสำหรับการติดตาม..แล้วเจอกัน สามารถรับชมอัลบั้มภาพกิจกรรม คลิ๊กที่นี่ อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet SuperBike Trackday 2025 ศึกแข่งแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในไทย?

Italjet SuperBike Trackday 2025 ศึกแข่งแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในไทย? เป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ กับค่ายผู้ผลิตรถแดรกสเตอร์สัญชาติอิตาลีอย่าง Italjet ได้เชิญชวนสาวกแฟน ๆ ชาวแดรกสเตอร์ทั่วประเทศ มาร่วมกิจกรรมความมันส์กันภายใน Italjet SuperBike Trackday 2025 สนามแรกที่พีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี แม้ว่าพึ่งมาทำตลาดในไทยได้ไม่นานถ้าเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ แต่ทว่ากระแสความฮิตนิยมกลับเพิ่มทวีคูณด้วยความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใครในตัวโมเดล จึงทำให้เป็นที่น่าจดจำได้ง่ายเพียงเห็นแวบเดียวก็พาชวนตกหลงใหลในความเป็นรถอิตาลีซะทีเดียว ประกอบกับสตอรี่เรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร ถ้าหากให้พูดก็คือ..มันคือรถใช้สำหรับในแทร็กและก็ได้มาใช้ในแทร็กที่พีระจริง ๆ จัดใหญ่ให้ลูกค้า..มากถึง 4 พิท โดยงานครั้งนี้ทาง Italjet เองก็ใจปล้ำเป็นพิเศษ ด้วยการพาลูกค้าอิตัลเจ็ทมาร่วมกิจกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดพิทบริการลูกค้ามากถึง 4 พิท อัดแน่นด้วยเจ้า Dragster 300 ราว ๆ เกือบ 30 คัน อิ่มคุ้ม..กับกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอด 3 วัน โดยภายในกิจกรรม ประกอบไปด้วยการพาเหล่าสายบิดไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ มือเก๋า มาเปิดประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กซึ่งสนามพีระเซอร์กิตก็นับว่าเป็นสนามแข่งเบอร์ต้นในประเทศไทย โดยช่วงการซ้อมในรอบแทร็กเดย์จะแบ่งเป็น 2 วันก็คือเที่ยงวันศุกร์จนถึงเย็นและเช้าวันเสาร์ (ครึ่งวัน) ก่อนสู่รอบโทรฟี่ ในการควอลิฟายเพื่อจัดลำดับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ และสุดพิเศษไปกว่านั้นก็คือการเปิดรุ่นแข่งขันเฉพาะรุ่น Italjet Dragster 300 ซึ่งเราจะได้เห็นการแข่งขันรถแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในประเทศไทยตลอดทั้ง 7 รอบ โดยเวลาผู้ที่สามารถทำเวลาดีที่สุดในการแข่งขันและสามารถคว้าแชมป์ประจำสนาม 1 ได้แก่ คุณ สรวิศ ปุณณหิตานนท์ กับ Best Lap Record เวลาที่ 1.29.888 นาที และต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมไปได้ในครั้งนี้ อันดับผลการแข่งขัน อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 สรวิศ ปุณณหิตานนท์ 302 Italjet Dragster 300 2 พันธุ์เทพ สอนประสม 304 Italjet Dragster 300 3 เกียรติศักดิ์ สานนอก 301 Italjet Dragster 300 4 Chen Po Yu 22 Italjet Dragster 300 5 วิทยา สิริปฐมจันทร์ 300 Italjet Dragster 300 พร้อมบูธสินค้าของแต่งจากอิตาลี นอกเหนือในเรื่องของการแข่งขันแล้ว ทางแบรนด์ยังขนสินค้ามากมายมาบริการภายในบูธ อาทิ ชุดชาม Malossi ผ้าเบรก Brembo กรอง BMC กันสะบัดแต่ง ชุดหางปลา,น็อต Bonamici Racing และปลอกแฮนด์ Domino ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบูธรวมสินค้าของแต่งนำเข้าจากอิตาลีทั้งลำทีเดียว แถมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษมากมายอีกด้วย สนาม2..เจอกัน ภายใต้กิจกรรมสุดพิเศษในครั้งนี้ที่ทาง Italjet มอบให้กับสาวกลูกค้าทุกท่านได้มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่มีที่ไหนมาก่อน สำหรับกิจกรรมของคนวัยมันส์กับ SuperBikeMag Trackday ในสนามที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา หากใครที่ไม่ได้มาสนามนี้…สนามหน้า ห้ามพลาด!!  ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางเพจ Italjet Dragster Thailand รับชมอัลบั้มภาพเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่  อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM ไม่ถอน MotoGP ถ้าในบัญชีมีพอ

KTM ไม่ถอน MotoGP ถ้าในบัญชีมีพอ KTM ค่ายรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศออสเตรีย ออกมายืนยันว่าทางค่ายพร้อมไปต่อในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอย่าง MotoGP การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกต่อไป แม้สถานการณ์ของทางค่ายจะมีบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง Gottfried Neumeister (ก็อตต์ฟรีด นอยไมสเตอร์) CEO คนปัจจุบันของ KTM AG และ PIERER Mobility AG ได้ออกมาตั้งความหวังไว้กับผู้จัดรายใหม่ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาดูแลการแข่งขัน MotoGP อย่าง Liberty Media อีกทั้งยังยืนยันอีกว่าบริษัทจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปจนจบฤดูกาล 2026 อย่างแน่นอน พร้อมรับว่า ‘สิ่งที่จะเกิดหลังจากปี 2026’ จะยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน  หลังจากที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติออสเตรียนี้ก็ได้ประกาศว่าทางแบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก Bajaj Auto ค่ายรถจักรยานยนต์จากประเทศอินเดีย โดย Bajaj ได้จัดหาเงินทุนจำนวน 800 ล้านยูโร (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง ซึ่ง CEO ของทาง KTM ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตในวงการมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ผู้ผลิต พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเข้าร่วมแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 “เรามีสัญญาที่มีอยู่แล้ว และเราจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” “ตอนนี้ผมยังไม่สามารถพูดได้เกี่ยวกับทุกรุ่นและทุกประเภทการแข่งขันของทุกแบรนด์ แต่ขอให้ชัดเจนไว้หนึ่งอย่าง: เราจะยังคงอยู่กับวงการมอเตอร์สปอร์ต”  “โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นแฟนตัวยงของ MotoGP และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเมื่อ Liberty Media เข้ามาเป็นผู้จัดการแข่งขันรายใหม่” แม้ว่าขณะนี้การเข้าซื้อกิจการ Dorna Sports โดย Liberty Media จะยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรป แต่หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแข่งขันเองก็หวังว่าดีลนี้จะช่วยยกระดับการตลาดของการแข่งขัน MotoGP ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ใครต่อหลายคนตั้งคำถามว่ายุคใหม่ของการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 ทางค่ายจะยังคงส่งทีมเข้าแข่งขันอยู่หรือไม่ เพราะในฤดูกาลดังกล่าวเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ หลัก ๆ จะเป็นการลดขนาดเครื่องยนต์ลงเหลือเพียง 850 ซีซีเท่านั้น และช่วยลดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเหล่านักแข่ง  เมื่อคำถามดังกล่าวได้ถูกถามออกไป ซีอีโอของทางค่ายเองก็ไม่รอช้าพร้อมตอบคำถามดังกล่าวทันที  “ถ้าเราสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายไหว”  “เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตอนนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องประเมินอย่างรอบคอบ หาก Liberty Media เข้ามาจริง เราก็คาดหวังได้ว่าการแข่งขัน MotoGP จะมีความสนใจเพิ่มขึ้น”  “Liberty น่าจะพยายามจัดการแข่งขันให้มากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดเดี่ยวที่สำคัญที่สุดของเรา ดังนั้นเราจะไม่ตัดสินใจถอนตัวจาก MotoGP อย่างง่าย ๆ แน่นอน และทุกอย่างต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น แนวคิดใหม่ของการแข่งขันจะเป็นอย่างไร? ค่าใช้จ่ายจะเท่าไร? จะมีการกำหนดงบประมาณสูงสุดหรือไม่?” และในขณะเดียวกัน Pit Beirer (พิท ไบเรอร์) หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM ก็ให้สัมภาษณ์กับ Dorna ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างการแข่งขัน British Grand Prix โดยกล่าวว่า ทีมอิสระของทางค่ายอย่าง Tech3 ก็ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนผู้ผลิต แม้จะมีข่าวความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของทีมแข่งก็ตาม “แผนของเราตอนนี้ชัดเจนมากว่า มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงให้กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และวางรากฐานสำหรับอนาคตจากจุดนี้” “ดังนั้น ตอนนี้ไม่มีแผนใด ๆ ที่จะลดเหลือแค่สองคัน และในแง่ของสัญญาก็เช่นกัน เรามีนักบิด 4 คนภายใต้สัญญา และเราก็มีข้อตกลงที่ยังดำเนินอยู่กับพาร์ทเนอร์คนสำคัญอย่าง Tech3 อีกหนึ่งปี” “ผมขอยืนยันว่า ไม่ว่าอนาคตของ MotoGP จะเป็นอย่างไร แม้ยุคใหม่จะเริ่มต้นในปี 2027 แต่เราต้องการทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ และโฟกัสกับการแข่งขันอย่างจริงจัง ทั้งทีมโรงงาน และ Tech 3 จะเป็นแผนที่ต้องพัฒนากันต่อไปในการแข่งขันฤดูกาลหน้า” สามารถอ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM จัดใหญ่ ชวนสาวกเลือดส้มซิ่งงาน SuperBikeMag Trackday 2025

KTM จัดใหญ่ ชวนสาวกเลือดส้มซิ่งงาน SuperBikeMag Trackday 2025 ผ่านไปแล้วกับแล้วกับกิจกรรม SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 1 ของฤดูกาล เมื่อวันที่ 23 – 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันนัดเปิดสนามประจำฤดูกาลนี้ เหล่าสาวกผู้หลงใหลในความเร็วก็ได้ไปประลองความเร็วกันที่สนามพีระเซอร์กิต จังหวัดชลบุรีเช่นเคย แน่นอนว่ากิจกรรมสนามแรกของปี 2025 นี้ก็มีค่ายรถหลากหลายแบรนด์เข้ามาร่วมเป็นสปอนเซอร์ภายในงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีค่ายสัญชาติออสเตรียอย่าง KTM เข้ามาเปิดรุ่นการแข่งขันพิเศษภายใต้ชื่อ KTM 390 Series เพื่อให้สาวกเลือดส้มได้ซิ่งกันในสนาม พร้อมล่ารางวัลแชมป์ประจำปีไปครองกันอีกด้วย ค่ายใจดี.. จัดพิทให้สำหรับลูกค้า ไม่เพียงแค่มาเป็นสปอนเซอร์รายการแล้วเปิดรุ่นแข่งให้เท่านั้น แต่ทาง ค่ายเลือดส้มนี้ยังใจดีกับสาวก พร้อมเซอร์วิสเหล่านักแข่งที่จะเข้ามาร่วมแข่งขันในรุ่น KTM 390 Series ด้วยการเปิดพิทรองรับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้เหล่านักแข่งมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน และการเซอร์วิสตัวแข่งของนักแข่งในแต่ละท่าน   บูธสินค้าพรีเมียมจากแบรนด์สัญชาติออสเตรีย ไม่เพียงแค่มาเปิดรุ่นการแข่งขันเท่านั้น แต่ทางค่ายรถจากประเทศออสเตรียก็ยังยกขบวนสินค้าต่าง ๆ ของทางแบรนด์มาร่วมจัดจำหน่ายภายในงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมสุดเท่, หมวกแก๊ป, ร่ม ลิขสิทธิ์แท้จากทีมโรงงานอย่าง Red bull KTM Factory Racing ในการแข่งขัน MotoGP    โดยความพิเศษนอกจากนั้น ภายในบูธจำหน่ายสินค้าพรีเมียมก็ไม่ได้เพียงแค่เสื้อผ้า หรือ Accessory เท่านั้นแต่ยังมีก๊วน 4 หนุ่มสุดเท่มาให้ชาวเลือดส้มได้สัมผัสคันเป็น ๆ กันถึงในงาน ไม่ว่าจะเป็น KTM RC 390, KTM 390 DUKE และ Husqvarna SVARTPILEN 401   เพิ่มความมันส์.. กับการลุ้นแชมป์ประจำสนาม ที่ว่าเปิดรุ่นให้ขับขี่ ก็ไม่ได้ให้มาขี่กันเฉย ๆ เพียงอย่างเดียว สำหรับเหล่านักแข่งที่สมัครเข้ามาลงทะเบียนยังมีโอกาสในการลุ้นขึ้นโพเดียม แน่นอนว่าได้แชมป์สนามแล้วยังมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ประจำปีอีกด้วย สรุปผลการแข่งขันในรุ่น 390 Series อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 444 ธุรกฤต บัวผา Hi speed racing team 2 32 ชนะชัย บุญงาม Giga Bike Racing team 3 75 ยรรยง ไชยดารา ร่าเริงไรเดอร์ ID Helmet Wangnoi racing team 4 789 นภัสดล เหล็กดี Artshop racing team 5 365 นิติพงศ์ แสงสว่าง 65 Shop ลำลูกกา คลอง2   โดยเวลา Best Lap ที่ทำได้ดีที่สุดในการแข่งขันรอบนี้ตกเป็นของนักแข่งหมายเลข 444 คุณธุรกฤต บัวผา จากทีม Hi speed racing team กดเวลาต่อรอบดีสุดอยู่ที่ 1:11.494 นาที อีกทั้งยังสามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ในการแข่งขันอยู่ที่ 120.849 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับในการแข่งขันสนามที่ 2 จะลงสนามทำการแข่งขันกันในระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเจอกันได้เลยที่งานจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta X300 Casa Limited Edition 999 คันทั่วโลก

Lambretta X300 Casa Limited Edition 999 คันทั่วโลก Lambretta X300 Casa Limited Edition เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยการเปิดตัวในครั้งนี้ก็ยังคงเป็นนิยามของสกูตเตอร์สายแฟชั่นไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งในครั้งนี้ก็เช่นกัน แลมแบรตต้าได้ทำการออกคอลเลคชันของ X300 ใหม่ซึ่งพื้นฐานการตกแต่งของรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Lambretta Casa Racing Team ทีมแข่งที่ก่อตั้งขึ้นโดย Casa Performance หรือ Casa Lambretta Performance  ลวดลายการตกแต่งต่าง ๆ ของตัวรถจะเน้นไปในสไตล์ของทีมแข่ง โดดเด่นด้วยโทนสี Super Black ผสานชิ้นงาน Carbon Fiber พิเศษ ทั้ง Carbon Fiber Windscreen, Carbon Fiber Rear Spoiler และ Carbon Fiber Front Shock Cover จุดเด่นของตัวรถ รันนัมเบอร์เพิ่มความเป็นลิมิเต็ดของตัวรถ มาพร้อมยาง Pirelli Angle Scooter มาพร้อมชิลด์หน้ากันลมลายคาร์บอน หมายเลข 47 สื่อถึงปีเกิดของแบรนด์คือ 1947 ฝาครอบโช้คอัพหน้าลวดลายคาร์บอน เบาะนั่งดีไซน์ใหม่   สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 แรงม้าที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก N/A อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า Pirelli 120/70-12 51M ยางหลัง Pirelli 130/70-12 56M ระบบกันสะเทือนหน้า Double Arm-Link ระบบกันสะเทือนหลัง Double spring suspension เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบสองลูกสูบ มาพร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบเบรก ABS กว้าง x ยาว x สูง 741 x 1,922 x 1,117 มม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ N/A ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบสมาร์ทคีย์  หน้าจอสีแบบ TFT รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบ ABS แบบ Dual Channel ระบบไฟ LED รอบคัน ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C   โดยราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 169,000 บาท สำหรับเหล่าสาวก แลมเบรตต้าคนไหนที่อยากเป็นเจ้าของ หรือครอบครองโมเดลลิมิเต็ดคันนี้ก็สามารถสอบถามศูนย์บริการ หรือตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์แลมเบรตต้าใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CONCEPT RR ต้นแบบ S1000RR เจนต่อไป?

BMW CONCEPT RR ต้นแบบ S1000RR เจนต่อไป? BMW Concept RR ซูเปอร์ไบค์เจนเนอเรชั่นใหม่ของค่ายใบพัดสีฟ้า BMW Motorad แบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ซึ่งทางค่ายปักธงให้กับโมเดลนี้ว่าจะเป็น ‘ยุคใหม่แห่งความเร็ว’ โดยมาพร้อมกับสโลแกน “Chasing the speed of light” ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแค่คอนเซปต์ไบค์เท่านั้น ดีไซน์การออกแบบ เริ่มด้วยเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ของรถจักรยานยนต์ประเภทคอนเซปต์ไบค์คันนี้ มีการออกแบบหน้าตาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการขยายช่องแรมแอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังมีการเน้นไปที่ส่วนของแอร์โร่ไดนามิกส์ เพื่อให้การไหล โดยพื้นฐานของรถจักรยานยนต์คันนี้มาจากทางเรือธงสายสปอร์ตร่วมค่ายอย่าง BMW S1000RR แต่มีการอัปเกรดในพาร์ทของชิ้นส่วนที่ใช้ให้มีคุณภาพสูงผสานกับเทคโนโลยีการผลิตที่มีความล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น เป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน แม้กระทั่งสวิงอาร์มก็ยังใช้วัสดุที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ “โฉบเฉี่ยว เรียบง่าย และได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่ง”  จากวลีในด้านบน ซึ่งถ่ายทอดความตั้งใจของ Matthias Kottman (มัทเธียส ค็อตต์มันน์) หัวหน้าของทีมของออกแบบจาก BMW Motorrad Design ว่าต้องการให้คอนเซปต์ไบค์คันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยี การผสานอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์กับสมรรถนะ และแนวคิดที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันอย่างไม่เกรงใจ เครื่องยนต์ และเทคโนโลยี แม้จะเป็นคอนเซปต์ไบค์ แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าขุมพลังของว่าที่เรือธงคันต่อไปนี้อาจจะมีการหยิบนำเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน WSBK พร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเป็นตัวชูโรง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนี้ การออกแบบดีไซน์คือองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยยกระดับซูเปอร์ไบค์คันนี้ให้มีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งค่ายอื่น ๆ ในเรื่องของขุมพลังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับการยกเครื่องยนต์จากการแข่งขันใน WSBK ก็จะเป็นเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง DOHC ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังสูงสูดของรถคันนี้ที่สามารถทำได้อยู่ที่ 212 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที  แต่เทคโนโลยีทางผู้ผลิตก็ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ไม่แพ้กัน จึงเป็นการผสมผสาน และสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างเทคโนโลยี และดีไซน์ เพื่อให้รถคันนี้เป็นซูเปอร์ไบค์ที่พร้อมสำหรับสนามแข่ง และท้องถนน ภาพรอบคันของรถคอนเซปต์ไบค์คันนี้   ถึงแม้ดีไซน์จะออกมาเท่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจมากขนาดไหน อีกทั้งยังมีคันจริง ๆ ที่วิ่งบนถนนแล้ว แต่รถคันนี้ก็ยังคงเป็นเพียงแค่คอนเซปต์ไบค์เพียงเท่านั้น ในเรื่องของการจัดจำหน่ายหรือวางขายก็อาจจะต้องรออย่างเป็นทางการจาก BMW Motorad ต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยาง Michelin เข้าซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027

ด่วน! ยาง Michelin เข้าซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 ข่าวด๊วนด่วน..แบบด่วนจี๋ มีวงในออกมาคอนเฟิร์มว่าแบรนด์ยางจากฝรั่งเศสอย่าง ยาง Michelin เตรียมซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 พร้อมรอประกาศอย่างเป็นทางการจากออฟฟิเชียลในช่วงแข่งขัน Misano Round ที่อิตาลีหรือช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ยาง ‘อ้วน’ เตรียมลุย WSBK โดยสำนักข่าว MotoSprint ได้รายงานถึงความคืบหน้าสำหรับดีลลับระหว่าง ดอร์น่ากับมิชลินในการแข่งขันที่สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส พร้อมผลข้อบรรลุร่วมกัน โดย มิชลินจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันรถโปรดักท์ชัน WSBK แทน Pirelli ตั้งแต่ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป อย่างที่ทราบกันดีว่า ยางมิชลินนั้นได้หมดสัญญาการเป็นซัพพลายเออร์หลักของรุ่นแข่งขันโมโตจีพีหลังจบฤดูกาล 2026 และจะเป็น Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตแทนหรือเป็นผู้สนับสนุนหลัก ‘ครั้งแรก’ โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2027 ไปจนถึงปี 2031 รวมระยะสัญญาทั้งหมด 5 ปี เท่ากับว่ายาง Pirelli ซัพพอร์ตครอบคลุมในทุกรุ่นของการแข่งขันจากทางฝั่งโปรโตไทป์ทั้ง Moto2, Moto3, MotoGP และ MotoE มิชลิน กับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สำหรับการเข้าสู่วงการรถโปรดักท์ชันสำหรับยางมิชลินก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย จากเดิมที่มุ่งโฟกัสพัฒนายางโปรโตไทป์เป็นหลักและจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ยางโปรดักท์ชันในการแข่งขัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทางมิชลินอาจจะต้องลงทุน R&D ยางสเปคใหม่นำใช้แข่งขันนั่นเอง Pirelli มีประสบการณ์ ‘ทุนเดิม’ อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ยาง Pirelli นั้นกลับมีประสบการณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งการทดสอบและการทำลายสถิติในการแข่งขัน Moto2 (ตัวแข่งสเปคใกล้เคียงตัวแข่ง MotoGP ในปี 2027 และอาจใช้ยางสเปคเดียวกัน) รวมถึงรายการ WorldSBK ชนิดที่เรียกได้ว่าทุบสถิติมาแล้วทุกสนาม เพราะฉะนั้น ยางโปรดักท์ชันจากแบรนด์อิตาลีจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับรุ่นแข่งในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าในปี 2027 ประวัติศาสตร์จะเกิดอีกครั้งสำหรับ WorldSBK พร้อมยางมิชลินที่จะร่วมสร้างประสบการณ์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการแข่งขัน ในขณะที่ยาง Pirelli ก็พร้อมที่จะสร้างบทบาทครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในวงการโมโตจีพี เรียกได้ว่าสลับขั้วเพื่อหาความท้าทายครั้งใหม่เพื่อที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตให้สูงขึ้นไปอีกเท่าตัว  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก