SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

BMW CONCEPT RR ต้นแบบ S1000RR เจนต่อไป? BMW Concept RR ซูเปอร์ไบค์เจนเนอเรชั่นใหม่ของค่ายใบพัดสีฟ้า BMW Motorad แบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ซึ่งทางค่ายปักธงให้กับโมเดลนี้ว่าจะเป็น ‘ยุคใหม่แห่งความเร็ว’ โดยมาพร้อมกับสโลแกน “Chasing the speed of light” ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแค่คอนเซปต์ไบค์เท่านั้น ดีไซน์การออกแบบ เริ่มด้วยเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ของรถจักรยานยนต์ประเภทคอนเซปต์ไบค์คันนี้ มีการออกแบบหน้าตาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการขยายช่องแรมแอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังมีการเน้นไปที่ส่วนของแอร์โร่ไดนามิกส์ เพื่อให้การไหล โดยพื้นฐานของรถจักรยานยนต์คันนี้มาจากทางเรือธงสายสปอร์ตร่วมค่ายอย่าง BMW S1000RR แต่มีการอัปเกรดในพาร์ทของชิ้นส่วนที่ใช้ให้มีคุณภาพสูงผสานกับเทคโนโลยีการผลิตที่มีความล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น เป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน แม้กระทั่งสวิงอาร์มก็ยังใช้วัสดุที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ “โฉบเฉี่ยว เรียบง่าย และได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่ง” จากวลีในด้านบน ซึ่งถ่ายทอดความตั้งใจของ Matthias Kottman (มัทเธียส ค็อตต์มันน์) หัวหน้าของทีมของออกแบบจาก BMW Motorrad Design ว่าต้องการให้คอนเซปต์ไบค์คันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยี การผสานอย่างลงตัวระหว่างดีไซน์กับสมรรถนะ และแนวคิดที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันอย่างไม่เกรงใจ เครื่องยนต์ และเทคโนโลยี แม้จะเป็นคอนเซปต์ไบค์ แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าขุมพลังของว่าที่เรือธงคันต่อไปนี้อาจจะมีการหยิบนำเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน WSBK พร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเป็นตัวชูโรง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนี้ การออกแบบดีไซน์คือองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยยกระดับซูเปอร์ไบค์คันนี้ให้มีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งค่ายอื่น ๆ ในเรื่องของขุมพลังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับการยกเครื่องยนต์จากการแข่งขันใน WSBK ก็จะเป็นเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง DOHC ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังสูงสูดของรถคันนี้ที่สามารถทำได้อยู่ที่ 212 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที แต่เทคโนโลยีทางผู้ผลิตก็ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ไม่แพ้กัน จึงเป็นการผสมผสาน และสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างเทคโนโลยี และดีไซน์ เพื่อให้รถคันนี้เป็นซูเปอร์ไบค์ที่พร้อมสำหรับสนามแข่ง และท้องถนน ภาพรอบคันของรถคอนเซปต์ไบค์คันนี้ ถึงแม้ดีไซน์จะออกมาเท่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจมากขนาดไหน อีกทั้งยังมีคันจริง ๆ ที่วิ่งบนถนนแล้ว แต่รถคันนี้ก็ยังคงเป็นเพียงแค่คอนเซปต์ไบค์เพียงเท่านั้น ในเรื่องของการจัดจำหน่ายหรือวางขายก็อาจจะต้องรออย่างเป็นทางการจาก BMW Motorad ต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ด่วน! ยาง Michelin เข้าซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 ข่าวด๊วนด่วน..แบบด่วนจี๋ มีวงในออกมาคอนเฟิร์มว่าแบรนด์ยางจากฝรั่งเศสอย่าง ยาง Michelin เตรียมซัพพอร์ต WSBK แทน Pirelli ในปี 2027 พร้อมรอประกาศอย่างเป็นทางการจากออฟฟิเชียลในช่วงแข่งขัน Misano Round ที่อิตาลีหรือช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ยาง ‘อ้วน’ เตรียมลุย WSBK โดยสำนักข่าว MotoSprint ได้รายงานถึงความคืบหน้าสำหรับดีลลับระหว่าง ดอร์น่ากับมิชลินในการแข่งขันที่สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส พร้อมผลข้อบรรลุร่วมกัน โดย มิชลินจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันรถโปรดักท์ชัน WSBK แทน Pirelli ตั้งแต่ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป อย่างที่ทราบกันดีว่า ยางมิชลินนั้นได้หมดสัญญาการเป็นซัพพลายเออร์หลักของรุ่นแข่งขันโมโตจีพีหลังจบฤดูกาล 2026 และจะเป็น Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตแทนหรือเป็นผู้สนับสนุนหลัก ‘ครั้งแรก’ โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2027 ไปจนถึงปี 2031 รวมระยะสัญญาทั้งหมด 5 ปี เท่ากับว่ายาง Pirelli ซัพพอร์ตครอบคลุมในทุกรุ่นของการแข่งขันจากทางฝั่งโปรโตไทป์ทั้ง Moto2, Moto3, MotoGP และ MotoE มิชลิน กับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง สำหรับการเข้าสู่วงการรถโปรดักท์ชันสำหรับยางมิชลินก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย จากเดิมที่มุ่งโฟกัสพัฒนายางโปรโตไทป์เป็นหลักและจะต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ยางโปรดักท์ชันในการแข่งขัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทางมิชลินอาจจะต้องลงทุน R&D ยางสเปคใหม่นำใช้แข่งขันนั่นเอง Pirelli มีประสบการณ์ ‘ทุนเดิม’ อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ยาง Pirelli นั้นกลับมีประสบการณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งการทดสอบและการทำลายสถิติในการแข่งขัน Moto2 (ตัวแข่งสเปคใกล้เคียงตัวแข่ง MotoGP ในปี 2027 และอาจใช้ยางสเปคเดียวกัน) รวมถึงรายการ WorldSBK ชนิดที่เรียกได้ว่าทุบสถิติมาแล้วทุกสนาม เพราะฉะนั้น ยางโปรดักท์ชันจากแบรนด์อิตาลีจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับรุ่นแข่งในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าในปี 2027 ประวัติศาสตร์จะเกิดอีกครั้งสำหรับ WorldSBK พร้อมยางมิชลินที่จะร่วมสร้างประสบการณ์และนวัตกรรมเพื่อยกระดับการแข่งขัน ในขณะที่ยาง Pirelli ก็พร้อมที่จะสร้างบทบาทครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในวงการโมโตจีพี เรียกได้ว่าสลับขั้วเพื่อหาความท้าทายครั้งใหม่เพื่อที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตให้สูงขึ้นไปอีกเท่าตัว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาร์ก มาร์เกซบอก แข่งสปรินท์ง่ายเหมือนกินหมู ! มาร์ก มาร์เกซ ยอดนักบิดจากทีมโรงงานดูคาติอย่าง Ducati Lenovo Team ออกมาเผยว่าในการแข่งขันฤดูกาลนี้ของเจ้าตัวนั้นสามารถรีดฟอร์มเก่งการแข่งขันในรอบสปรินท์เรซออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 93 รายนี้สามารถเก็บชัยชนะในการแข่งขันช่วงวันเสาร์ได้ถึง 6 สนามติดต่อกัน (การแข่งขัน 6 สนามแรกของฤดูกาล 2025) หากย้อนกลับไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ขณะที่มาร์กยังอยู่กับต้นสังกัดเดิมอย่าง Gresini Racing หรือในชื่อปัจจุบันคือ BK8 Gresini Racing MotoGP เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันสปรินท์เรซได้เพียงสนามเดียว โดยเกิดขึ้นที่สนาม อารากอน ประเทศสเปน และสามารถคว้าชัยในการแข่งขันเรซหลักได้สนาม ได้แก่ สนามอารากอน ประเทศสเปน, สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี และการแข่งขันที่สนามฟิลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดปฏิทินการแข่งขันปี 2025 ในฐานะนักบิดของทีมโรงงานดูคาติ มาร์เกซสร้างเปิดฉากพร้อมสร้างผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบในการแข่งขันสปรินท์เรซด้วยการคว้าชัย 6 สนามติดต่อกัน และการแข่งขันในเรซหลักสามารถเก็บชัยไปแล้วถึง 3 สนาม เจ้าของหมายเลข 93 ในฤดูกาล 2025 สองสนามเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของตัวเขาเองในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ส่วนการแข่งขันที่เลอมังส์ โยฮัน ซาร์โก จากทีมแซทเทิลไลท์ของฮอนด้าใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถทิ้งห่างนักบิดสัญชาติสเปนรายนี้ได้อย่างสบาย “ตอนนี้ ผมนี่แหละ มิสเตอร์วันเสาร์ แต่ผมอยากเป็นมิสเตอร์วันอาทิตย์แล้วพลาดบางเสาร์บ้างมากกว่า!” “จริง ๆ แล้วช่วงพรีซีซั่น ผมโฟกัสอย่างหนักกับวันเสาร์ เพราะมันคือจุดอ่อนของผมเมื่อปีที่แล้ว ทั้งเรื่องรอบควอลิฟาย และการแข่งสปรินต์ ซึ่งปีนี้ดูเหมือนจะกลับกันเลย ตอนนี้เราต้องหาสมดุลให้เจอ” โดยจ่าฝูงตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกอย่าง มาร์ก มาร์เกซ จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 7 ของฤดูกาลที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ในช่วงระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CzechWorldSBK 2025 การแข่งขันสุดมันส์ในสาธารณรัฐเช็ก พร้อมถูกทำลายสถิติด้วยยาง Pirelli โดยออปชันรุ่นใหม่รหัส D0922 ร่วม..สร้างผลงานเพียบ!!

Prima Pramac ทีมแซทเทิลไลท์ของค่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออกมารับว่าตอนนี้ทางทีมสนใจที่จะตามจีบ เอเนีย บาสเตียนินี่ เข้ามาร่วมทัพ

2025 Ohvale GP7 ตัวแข่งของเด็กประถม?? พร้อมสานฝันเหล่านักบิดเยาวชนทั่วโลก โดย Ohvale Official แบรนด์ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์เรซซิ่งจากประเทศอิตาลี ทำการเผยโฉมตัวแข่งรุ่นใหม่ที่ใช้แข่งขันราายการ CIV Junior ของอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรี่ย์ของ FIM MiniGP World Series อย่าง 2025 Ohvale GP7 มินิซูเปอร์ไบค์ ที่มาพร้อมพื้นฐานเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักแข่งได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงเทคนิคการแข่งขันของจริง ทั้งบอดี้โพซิชั่น การเบรกลึก และไลน์เข้าโค้งเสมือนรถแข่งสมรรถนะระดับสูง นอกเหนือจากตัวแข่งในรุ่น GP-0 160cc และ GP-2 190cc แล้ว เจ้า GP7 จะถูกบรรจุในคลาสใหม่ของของการแข่งขัน โดยตัวรถมีการประกอบออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งโครงสร้างและระบบช่วงล่างถูกปรับปรุงเพิ่มเติมจาก GP-0 และ GP-2 อาทิ แชสซีและสวิงอาร์มอลูมิเนียมชุดใหม่ โช้คอัพด้านหน้าแบบอัพไซส์ดาวน์ ด้านหลังเป็นโช้คแต่ง Ohlins TTX เซ็ตติ้งได้เต็มระบบ ระบบเบรกให้เป็นดิสก์เบรกโฟลทติ้งขนาด 300 มม. และ 190 มม. ปั๊มเบรก Brembo GP4-RS ล้อ Marchesini หน้า-หลัง 17 นิ้ว ท่อ Akrapovic และยางสลิก Pirelli Diablo Superbike SC1 สเปคแบบเดียวที่เคยใช้ในรุ่นแข่ง GP-2 องค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวแข่ง ในส่วนของบล็อกเครื่องยนต์เป็นแบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดกระบอกสูบและช่วงชัก 52.4 x 49.5 มม. ส่วนระบบเกียร์เป็นชุดเกียร์บ็อกซ์ 5 สปีดพร้อมควิกชิฟเตอร์ เป็นเบสมาตรฐานสำหรับการแข่งขัน ซึ่งมองโดยรวมแล้วดูคล้ายคลึงกับตัวแข่งในรุ่น Moto3 ทีเดียว สำหรับตัวแข่งขันดังกล่าวจะใช้ในการแข่งขันรุ่นของ CIV Junior ซึ่งเป็นรายการระดับเยาชนในอิตาลีที่อยู่ภายใต้การรับรองจาก FIM MiniGP World Series โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักแข่งรุ่นใหม่โดยเฉพาะในคลาส MiniGP Italy Series 160 และรุ่น 190 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ FIM MiniGP โดยนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในรายการนี้จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Isle of Man TT ประกาศจับมือ BMW ยกระดับ Safety Car Isle of Man TT การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบสุดโหด ที่ถูกจัดการแข่งขันขึ้นทุกปีบนเกาะไอล์ออฟแมน ซึ่งเป็นเกาะกึ่งอิสระระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ โดยจุดเด่นของการแข่งขันรายการนี้คือการใช้สนามแข่งที่เป็นถนนสาธารณะของเกาะไอล์ออฟแมนเป็นสนามจริง ด้วยระยะทางความยาวต่อรอบกว่า 60.72 กิโลเมตร ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในการเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัย โดยพาร์ทเนอร์รายใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่จะเข้ามาแทนที่ค่ายรถดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ หลังจากที่แบรนด์ผู้ผลิตรายนี้ดำรงตำแหน่งพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยของการแข่งขันมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ปี 1977) โดยค่ายรถสัญชาติเยอรมันจะเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งตามข้อตกลงทาง BMW จะเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้กับเจ้าหน้าที่มาร์แชลประจำรายการ รวมไปถึงการจัดหารถยนต์หลากหลายประเภทสำหรับการใช้ในภารกิจด้านความปลอดภัยต่าง ๆ พอล ฟิลลิปส์ หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต Isle of Man กล่าวถึงข้อตกลงใหม่กับบีเอ็มดับเบิลยูว่า “ความปลอดภัยคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำในรายการ TT และการมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถช่วยเราทำให้คำมั่นนั้นเป็นจริงได้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของงานนี้” “ทีมแพทย์ของเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย และการที่พวกเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่และมาร์แชลทุกคน ได้รับอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด” “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเราในการพัฒนารายการแข่งในอนาคต” นอกเหนือจากการสนับสนุนด้วยรถจักรยานยนต์แล้ว BMW ยังจัดหารถ SUV รุ่น X5 และ X3 หลายคัน รวมถึง X5M ขุมพลัง 616 แรงม้า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน (Medical Fast Response Car) ของการแข่งขันอีกด้วย โดย Safety Car คันนี้จะลงทำหน้าที่ในฤดูกาล 2025 ทันทีเป็นฤดูกาลแรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า พร้อมแข่งสนามหน้า! หลังผ่าตัดผ่านฉลุย เปโดร อคอสต้า นักแข่งดาวรุ่งคนสำคัญของทีมโรงงาน KTM ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอาการ Arm Pump ทันทีหลังจบการแข่งขันรายการ Spanish Grand Prix ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าอาการดังกล่าวมันเจ็บจนทรมานถึงขั้นที่เจ้าตัวยังแบมือลำบาก นักบิดเจ้าของหมายเลข 37 รายนี้ได้รับอนุญาตให้ลงสนามทำการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้รายการ French Grand Prix ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส หลังจากการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งเจ้าตัวรู้สึกแฮปปี้เพราะเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ “ก็ดีนะ ถ้าพูดตามตรง” “สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นการผ่าตัดที่ง่าย และการฟื้นตัวก็ง่าย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ดังนั้นเราต้องรู้สึกพอใจ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลงแข่งในสภาพแบบนั้นหรอก” “เราก็ไม่สามารถโทษปัญหานี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน “แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าจากเดิมที่ผมแทบไม่เจ็บ หรือเจ็บเพียงเล็กน้อยหลังจบการแข่งขัน กลับกลายเป็นว่าผมทรมานมากจนถึงขั้นแบมือยังลำบาก “ด้วยเหตุนี้ มันไม่ง่ายเลยที่จะลงแข่งในสภาพแบบนั้น แต่ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว เราเอาสิ่งนี้ออกจากกล่องคำถามของเราได้แล้ว ตอนนี้ก็ลุยกันต่อ” อคอสต้าลงแข่งในสนามที่หกของฤดูกาล 2025 สุดสัปดาห์นี้ โดยปัจจุบันอยู่อันดับที่ 10 ของตารางคะแนน มีอยู่ 33 คะแนน หลังจากที่เขาเปลี่ยนกลับมาใช้รถสเปคปี 2024 ของ KTM ในช่วงไม่กี่สนามที่ผ่านมาเพื่อพยายามเรียกฟอร์มกลับมา เอาใจช่วยนักบิดจากแดนกระทิงดุรายนี้ได้ในการแข่งขันรายการ Michelin® Grand Prix of France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศสในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aleix Espargaro คอนเฟิร์ม “เครื่อง Honda ไม่ได้มีปัญหา” Aleix Espargaro นักบิดสัญชาติสเปนที่ได้ทำการประกาศรีไทร์จากการแข่งขันเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันได้ทำหน้าที่ในการเป็นนักทดสอบรถจักรยานยนต์ (Test Rider) ให้กับทีม Honda ในฤดูกาล 2025 ซึ่งในการแข่งขันสนามเฆเรซ ประเทศสเปนที่ผ่านมา นักบิดจากแดนกระทิงดุรายนี้ก็ได้รับสิทธิ์ไวลด์การ์ดเข้าร่วมทำการแข่งขันภายใต้ทีม Honda HRC Test Team ในการแข่งขันสนามดังกล่าวเจ้าตัวก็ทำได้ดีที่สุดด้วยการจบในอันดับที่ 14 ของตารางก่อนที่จะถูกกฎแรงดันลมยางเล่นงานบวกเพิ่มอีก 16 วินาที ทำให้นักบิดรายนี้หล่นไปจบในอันดับที่ 17 ของตาราง ซึ่งหลังจากที่จบการแข่งขัน อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ก็ได้ออกมาเผยว่าปัญหาใหญ่ที่ทีม Honda เผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาในด้านของเครื่องยนต์ แต่เป็นปัญหาเรื่องของ ‘แรงสั่นสะเทือน’ แม้การแข่งขันที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปนจะช่วยลดข้อด้อย กลบจุดอ่อนในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ถูกติดตั้งในรถ RC213V เพราะลักษณะสนามมีเส้นทางที่ค่อนข้างคดเคี้ยว “แน่นอนว่าเรายังต้องพัฒนาส่วนเครื่องยนต์ต่อไป แต่ในมุมมองของผม เครื่องยนต์ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด แต่ปัญหาหลักคือแรงสั่นสะเทือน” “ตอนที่ตามหลัง Marc อยู่สองรอบนั้น ผมตั้งใจมาก พยายามตาม พยายามเรียนรู้วิธีไล่ตามให้ได้ ในช่วงเบรกหนัก รถ Honda ทำได้ดี แต่ในโค้งเร็ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตาม Ducati ได้ เพราะแรงสั่นสะเทือนมันรุนแรงมาก” “ตรงจุดนั้นเรายังขาดอยู่ เราต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น” เหล่านักแข่งทีมฮอนด้า ทั้งทีมโรงงาน และทีมแซทเทิลไลท์จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 6 ของฤดูกาลในรายการ Michelin® Grand Prix of France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศสในช่วงระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร หวังหนุนรายได้เข้ารัฐบาล สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2568 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (7 พฤษภาคม 2568) เป็นต้นไป พร้อมระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สมควรเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล เพื่อให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อันเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า “เป็นการช่วยให้สถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตดีขึ้น เนื่องจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทำให้รายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก โดยการปรับขึ้นภาษีน้ำมันสูงสุดลิตรละ 1 บาท จะช่วยให้กรมจัดเก็บรายได้เพิ่มเดือนละ 2,900 ล้านบาท” ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีน้ำมันไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีก เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้กระทรวงพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพื่อปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีผลกระทบต่อราคาขายปลีก อัตราการขึ้นภาษีราคาน้ำมันที่ประกาศใหม่ ประเภทน้ำมัน อัตราภาษีเดิม อัตราภาษีใหม่ ส่วนต่าง น้ำมันเบนซิน 95 6.50 บาท/ลิตร 7.50 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) 5.20 บาท/ลิตร 6.00 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E85) 0.975 บาท/ลิตร 1.125 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาท น้ำมันดีเซล 5.99 บาท/ลิตร 6.92 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาท แม้ทางรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่กระทบประชาชนแน่นอนสำหรับการขึ้นภาษีในครั้งนี้ สาวก SuperBike Thailand คิดเห็นกันอย่างไรก็มาพูดคุยกันได้นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

The Rohorn Racer รถสองล้อ เหยียดขาซิ่งจากปี 80 ใช่หรือไม่ใช่..ก็คงแล้วแต่จะคิด แต่นี่คือรถคัสตอมคันแรกคันเดียวในโลกที่สร้างขึ้นจากยุคปี 80 อย่าง The Rohorn Racer ของชายที่มีชื่อว่า Robert Horn เขาไม่ใช่วิศวกร เขาไม่ใช่ซีอีโอค่ายรถใด ๆ ทั้งสิ้น โรเบิร์ตก็แค่ชายธรรมดาบ้าน ๆ คนหนึ่งที่เอาเครื่องยนต์ฮาลี่ย์ถอดมาประกอบบนโต๊ะ แล้วก็สร้างรถแนว Recumbent Bike หรือรถจักรยานนอนขี่อย่าง Rohorn Racer และก็ทำมาออกได้ดีทีเดียว แรงบันดาลใจเกิดจากความ ‘น่าเบื่อ’ ด้วยอิทธิพลในวัยเด็กของโรเบิร์ตที่เขาเกิดในยุค 60 ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งความก้าวหน้าในเรื่องของยานอวกาศ บวกกับความน่าเบื่อของรถมอเตอร์ไซค์ฝนยุคนั้นที่ผลิตขายซึ่งมีจุดเปลี่ยนเพียงกราฟิกด้านนอก และปรับแรงม้าเพิ่มเติมเล็กน้อยจากการลดไซส์ก้านและบ่าวาล์วเท่านั้นเพื่อที่จะขายภาพลักษณ์ (ยุคของคาเฟ่เรเซอร์) โรเบิร์ตจึงมองว่าอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ในช่วงนั้นส่วนใหญ่ค่อนข้างขาดแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นใส่ใจกับสิ่งนี้ โรเบิร์ต จึงได้ประยุกต์คัสตอมรถสองล้อรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครในแบบลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องบิน จริง ๆ ตอนนั้น..แกก็อยากสร้างเครื่องบินแต่ไม่งบ จึงทำรถสองล้อนี่แหล่ะ..และยัดระบบแอโรไดนามิกเจ๋งๆ ใส่เข้าไป รวมถึงตัวแชสซีโครงรถนั้นออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยยึดแบบตัวอย่างจากหนังสือแคตตาล็อกที่ชื่อว่า Aircraft Spruce & Specialty ซึ่งโรเบิร์ตไม่ได้มีความรู้ในการสร้างรถสองล้อเลยแม้แต่น้อย จุดเด่นของเจ้า RoHorn Racer ประกอบไปด้วย โครงสร้างแบบ Recubent (รถทรงเอนหลังขี่) ออกแบบเชื่อมใหม่ทั้งหมด ใช้พวงมาลัยสองล้อ สามารถเลี้ยวได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ช่วงล่างออกแบบใหม่ ไม่ได้โช้คทั่วไป มีทั้งในเวอร์ชันของเครื่องยนต์สันดาปและเครื่องยนต์ไฟฟ้า สำหรับเครื่องยนต์มีหลายรุ่นบล็อกด้วยกันที่นำมาใช้ในโมเดลรุ่นนี้ ทั้งรุ่น Sportster 883 (1988) แบบ V-Twin ในรุ่นแรก, FXRS-SP Big Twin สำหรับแข่งขัน (ถูกยกเลิกใช้งานเพราะเครื่องยนต์ใหญ่เกินไป), Heinzmann Electric Hub Motors 2 ชุด สำหรับเวอร์ชันไฟฟ้า, Kawasaki EX500 และเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 23 ซีซี หรือไซส์เล็กนั่นเอง ด้วยการออกแบบทั้งหมด ทำให้เจ้าโมเดลรุ่นนี้ดูไม่เหมือนใครแถมยังน่าขี่ โดยเฉพาะออกทริปทีเดียว แต่เห็นลักษณะจากระบบกันสะเทือนดูแล้วหลังคงระบมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ค่อยมีที่ไหนและไม่มีที่ไหนคิดจะมีเช่นกัน หรือแฟน ๆ จะลองคัสตอมดูบ้างไหมหล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volonaut Airbike ยานบินสองล้อ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? ใครมันจะไปคิดไปฝันว่าซักวันนึงมันจะมียานพาหนะสองล้อที่สามารถบินได้เหมือนในภาพยนต์ Star Wars ในชีวิตจริงกันหล่ะครับ หรือนี่…เรามาถึงในยุคของอนาคตแล้วหรือไม่? ยังไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ ๆ ผู้ผลิตอย่าง Volonaut Airbike ได้ทำการเผยแพร่คลิปวิดีโอการสาธิตขับขี่เจ้ามอเตอร์ไซค์บินได้ หรือ Hover Bike รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถล่อนไปในอากาศได้อย่างอิสระ นี่ไม่ใช่เพียงภาพเหตุการณ์ในหนังที่คุณได้ชมเท่านั้น นี่คือรถซูเปอร์ไบค์ในฉบับเวอร์ชัน “บินได้” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นแบบโดยสารคนเดียวที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 200 กม/ชม. ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน ช่วยให้สามารถลอยตัวได้อัตโนมัติและควบคุมได้ง่ายแม้ผู้ขับขี่มือใหม่ ประกอบกับขาตั้งด้านล่างที่สามารถรองรับการยกตัวและลงจอดได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยทีมงานชุดเดียวกับที่เคยสร้างโดรนบินในรุ่นของ Jetson One มาแล้วนั่นเอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความโดดเด่นในลักษณะแตกต่างกันออกไปด้วยดีไซน์แบบเปลือย เปิดโล่งเสมือนมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว อีกทั้งยังมอบทัศนีภาพการมองเห็นแบบ 360 องศา ส่วนในเรื่องของโครงสร้างตัวรถรุ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง ให้คุณสมบัติความแข็งแรง ทนทานและน้ำหนักเบา เบากว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปถึง 7 เท่า และด้วยขนาดที่คล่องตัวกว่าโดรนบินทั่วไป จึงทำให้ยานบินลำนี้สามารถเดินทางในที่แคบ ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยโปรเจ็กต์นี้เพิ่งถูกเปิดเผยหลังจากอยู่ในช่วงพัฒนาแบบ “ลับสุดยอด” โดย Tomasz Patan นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการชาวโปแลนด์ คงมีความคืบหน้ามาอัปเดตให้เราชมเรื่อย ๆ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดกระแสการคาดเดาต่าง ๆ นานาว่า ในคลิปที่เผยแพร่ออกมาเป็นการทดสอบจริงหรือเป็นเพียงการตัดต่อเท่านั้น เพราะอย่างไรเทคโนโลยีการตัดต่อแนวนี้ก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน ประเด็นนี้จึงยังคงถกเถียงออกเป็นสองฝั่ง โดยมีข้อมูลโต้เถียงจากแหล่งข่าวนี้ คลิ๊กที่นี่ แต่แน่นอนการมีอะไรที่แปลกใหม่เกิดขึ้นคงเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมอย่างเรา ๆ ใช่หรือไม่ ? หากใครต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ทางเว็บไซค์โดยตรง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gigi Dall’Igna ผิดหวังเป้กโก้ เหตุฟอร์มไม่เป็นไปตามที่หวัง Gigi Dall’Igna นายใหญ่หัวเรือของทีม Ducati ออกมาเผยประเมินฟอร์มการขับขี่ของสามนักแข่งที่โดดเด่นมากที่สุดในชั่วโมงนี้อย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า, อเล็กซ์ มาร์เกซ และนักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ สองพี่น้องตระกูลมาร์เกซ อย่าง ‘อเล็กซ์ และมาร์ก’ ทำผลงานอย่างโดดเด่นแม้จะผ่านการแข่งขันไปเพียง 5 สนามในฤดูกาล 2025 แต่อีกฟากนึงกับนักแข่งสัญชาติอิตาลีอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ที่ดูเหมือนว่าการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ออกมาดีเท่าที่ควร แม้จะการันตีด้วยการที่ได้ยืนโพเดียม (เกือบทุกสนาม พลาดในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำได้ที่สุดเพียงแค่จบอันดับ 4 เท่านั้น) และยืนอยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนแชมป์โลกสะสมได้ 120 คะแนน ก็ตามที “เป็กโก้ทำผลงานได้ต่ำกว่าคาด เนื่องจากเขาเคยทำให้เราคุ้นเคยกับฟอร์มที่แข็งแกร่งในวันอาทิตย์ มากกว่าวันเสาร์” ดัลลิญญากล่าว “แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือ แม้เขาจะแสดงความมุ่งมั่นและดุดันอย่างยอดเยี่ยมในรอบแรกของการแข่งขัน แต่ในจังหวะเพซเรซ เขากลับขาดความเฉียบคมที่เราทุกคนคาดหวังไว้ รวมถึงไม่มีช่วงฟอร์มพีคที่จำเป็นในการกลับมาท้าทายตำแหน่งแชมป์ แต่อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของคะแนนสะสม เขาได้อันดับสามซึ่งเป็นแต้มที่มีค่า แต่ความจริงก็คือเราจำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอย่างเร่งด่วน” โดยปัจจุบันจ่าฝูงในอันดับตารางคะแนนตอนนี้ได้แก่ อเล็กซ์ มาร์เกซ ด้วยคะแนนสะสม 140 คะแนนนำหน้าพี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซ เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ทางด้านของนักแข่งสัญชาติอิตาลีหมายเลข 63 ที่เปิดฤดูกาล 2025 ด้วยฟอร์มที่ยังไม่ค่อยร้อนแรงนัก ปัจจุบันตามหลังจ่าฝูงอยู่ 20 คะแนนก่อนการแข่งขันที่สนาม Le Mans ในช่วงระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เธอต้องมีฉัน ! LCR Team ยันอยู่คู่ฮอนด้าต่อไปแม้จะมีเปลี่ยนกฎในปี 2027 LCR Team และค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ถือเป็นพันธมิตรน้ำดีกันมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มที่จะเป็นคู่บุญกันแบบนี้ต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนกฎการแข่งขันใหม่ในปี 2027 ก็ตาม ลูซิโอ เชคคิเนลโล อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี และหัวหน้าทีม LCR ได้ออกมาเผยกับสื่อตาลี GPOne เกี่ยวกับการที่ทีมได้ต่อสัญญาปัจจุบันกับ Honda ไปจนถึงสิ้นปี 2026 และมีตัวเลือกในการอยู่ต่อในปี 2027 หากมีการลงนามในข้อตกลงใหม่กับ Dorna Sports “สัญญาของเรากับทีม HRC (Honda Racing Corporation) ตามเดิมจะหมดสัญญาลงในช่วงสิ้นปี 2024 แต่เราก็ไม่รอช้าสำหรับเรื่องนี้ ทางเรา (LCR) ต่อสัญญาไปแล้วตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา สำหรับอีกสองปีข้่างหน้าคือปี 2025 และ 2026” “ไม่เพียงแค่ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี แต่เรายังมีสัญญาข้อตกลงสำหรับปี 2027 เพิ่มอีกด้วย แต่ข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อทางเราได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport ให้ทีมเข้าร่วมแข่งขันภายใต้กฎใหม่ในปี 2027” “และเมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้รับการยินยอม จะทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของกริดสตาร์ทในการแข่งขัน MotoGP ต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2027 ถึงปี 2031” ซึ่งข้อตกลงในการเข้าร่วมการแข่งขันไม่เพียงเฉพาะทีม LCR แต่ทีมอื่น ๆ เองก็ต้องได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport เช่นเดียวกัน ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนกฎการแข่งขันจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันจากเดิม 1000 ซีซี เหลือเพียง 850 ซีซี เท่านั้น และยังรวมไปถึงการลดบทบาทในด้านของอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ในด้านของอากาศพลศาสตร์ (Aero Dynamic) และการห้ามใช้ในส่วนของอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถ โดยทางค่ายปีกนกเองก็หวังว่าภายในการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ในการแข่งขันปี 2027 นี้จะทำให้ทางค่ายได้กลับมายืนอยู่ในจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงหลังมานี้ทางค่ายเองก็ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับตัวรถ และเทคนิคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามในการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี้หลังผ่านการแข่งขันไปทั้งสิ้น 5 สนาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปฏิทินการแข่งขันได้อย่างน่าสนใจ เพราะนักแข่งหมายเลข 5 ของทีม Castrol Honda LCR อย่าง โยฮันน์ ซาร์โก้ก็สามารถฝ่าธงหมากรุกในตำแหน่งท็อปไฟว์ได้ในการแข่งขันสนามที่ประเทศกาตาร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Johann Zarco – ‘พัฒนาแค่คนขี่ เครื่องยนต์ยังไม่ต้อง’ Johann Zarco จอมเก๋าของทีม CASTROL Honda LCR ทีมเมทของ ‘ก้อง’ สมเกียรติ จันทรานักบิดสัญชาติไทยในการแข่งขันรายการ MotoGP ในฤดูกาล 2025 โดยนักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ออกมาเผยว่าการปรับเซ็ตตัวรถ RC213V ในปัจจุบันสามารถทำตัวเขาขับขี่ได้ดีขึ้น พร้อมยืนยันว่าเครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นในตอนนี้ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้เผยว่าเขาพร้อมที่จะรอเครื่องยนต์แบบใหม่จากทางฮอนด้า แม้การพัฒนาครั้งใหญ่จะต้องรอถึงปี 2027 ก็ตามที โดยซาร์โก้เผยว่าเขาสามารถพัฒนาในด้านของความรู้สึกของตัวรถ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างชัดเจนในระหว่างการทดสอบ MotoGP หลังจบการแข่งขันที่เฆเรซ ประเทศสเปน “ในการแข่งขันสนามล่าสุด (เฆเรซ) ผมคิดว่ามันเป็นสุดสัปดาห์ที่ยากสำหรับผม ดังนั้นในการทดสอบผมจึงลองปรับเซ็ตรถเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา เพราะมันค่อนข้างมันหายไปเยอะ แต่แค่เปลี่ยนบางจุดเล็ก ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ และตั้งแต่รันที่สองเราก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว” “หลังจากนั้นเราก็ทดสอบในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ผมยังไม่ได้ลองเครื่องยนต์ใหม่ เพราะตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว และเรายังรู้สึกว่ายังพัฒนาต่อได้อีก โดยเฉพาะในเรื่องความรู้สึกของเอนจิ้นเบรก และการเข้าใจช่วงจากเบรกถึงจุดเข้าโค้งให้ดีขึ้น” “ผมไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเมื่อไรจะได้ใช้ และผมก็ไม่อยากรู้ด้วย เพราะตอนนี้ผมอยากโฟกัสกับความรู้สึกที่กำลังพัฒนาขึ้นกับรถ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ผมแข็งแกร่งที่สุดสำหรับการแข่งขันในสนามต่อไป” โดยปัจจุบันผลงานโดยรวมของนักแข่งจากทีมฮอนด้าทั้ง 4 คน ซาร์โก้ ถือว่าเป็นนักแข่งที่มีผลงานดีที่สุดในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง สะสมได้ 43 คะแนน นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้จะลงทำการแข่งขันที่สนามบ้านเกิดของตัวเอง ในรายการ Michelin® Grand Prix de France ที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 BMW R1300 RS สปอร์ตทัวเรอร์มาพร้อมการปรับปรุงครั้งใหญ่ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ระบบเทคโนโลยีต่างๆ มอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจมากกว่าเดิม

2026 BMW R1300 RT สายแบกสุดหรู จากเยอรมัน ตามรอยรุ่น R1300R กับ 2 รุ่นใหม่อย่างที่คาดการณ์ไว้ และแน่นอนว่าการมาของ 2 รุ่นนี้ ก็น่าจะครบสูตรสำหรับรถไซส์ใหญ่ของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง และก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสาวกใบพัดสีฟ้าไม่น้อยทีเดียว เดี๋ยวไปชมกันก่อนกับรุ่นแรกอย่างเจ้าซูเปอร์ทัวริ่ง 2026 BMW R1300 RT หนึ่งในสูตรความสำเร็จกับซูเปอร์ทัวริ่งที่มาพร้อมพื้นฐานเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน แบบ 2 สูบขนาด 1,300 ซีซี มีพละแรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และมีกำลังแรงบิดที่ 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มีระบบชิฟแคมป์หรือเพลาลูกเบี้ยวเพิ่มความประหยัดน้ำมันอีกขั้นและใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา โดยขุมพลังดังกล่าวนั้นได้รับการถอดแบบมาจากเจ้า R1300GS ที่ปรับเพิ่มซีซีมาจากรุ่นก่อนอย่างเจ้า 1250 แล้วนั่นเอง และรุ่นนี้ก็นับว่าเป็นที่สุดของทัวริ่งไบค์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ที่มีเจ้า R1250 RT เป็นต้นมา โดยรุ่นนี้จะให้ความต่างในเรื่องของดีไซน์ภายนอกและคาแรคเตอร์ใช้งานที่แตกต่างกันรวมถึงน้ำหนักเบาบางกว่ารุ่นก่อนหน้า ประการแรกก็คือถังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ 27 ลิตร รวมเข้ากับชุดบอดี้การดีไซน์ที่ให้ความบึกบึนและกำยำ วาดลวดลายและเส้นสายให้มีความทันสมัยแบบใหม่ และที่สำคัญในเรื่องของหน้าตาดีไซน์สุดเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครมาพร้อมกับไฟ Adaptive Headlight หรือไฟหน้าปรับตามการเอียงตัวที่เป็นไฟ LED ติดชิลด์หน้าไฟฟ้าขนาดใหญ่ (มาก) ติดตั้งมาให้ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องที่ไม่ได้มีข้อมูลในแฟคชีตก็คือ ลักษณะของแฮนด์รุ่นนี้ออกแบบให้มีความยกเยื้องเล็กน้อยและทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสูงของตัวแฮนด์เมื่อเทียบกับผู้ขับขี่ในภาพ นั่นอาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขับขี่ในรูปแบบของสปอร์ตทัวริ่งอยู่หน่อย ๆ บวกกับระยะห่างระหว่างตัวเบาะ (ขนาดใหญ่ 2 ตอน) และพักเท้าที่ไม่ได้สูงมากนัก นี่อาจเป็นสิ่งที่เสริมท่านั่งขับขี่ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และแน่นอนในเรื่องความสูงระหว่างตัวเบาะถึงพื้นเพียง 780 มม.สำหรับใครที่ขาไม่ถึง เจ้า 1300RT รุ่นนี้มีระบบปรับท่านั่ง (ฟุจเพลต, แฮนด์, เบาะ) แบบไฟฟ้าที่เป็นออปชันเสริมมาให้ผู้ขับขี่ใช้งานเลือกสรรได้อีกด้วย แฟริ่งด้านข้างสามารถปรับได้ สิ่งที่เป็นของใหม่และเป็นออปชันเสริมไม่เหมือนใคร สำหรับรุ่น R1300 RT มีระบบแฟริ่งปรับได้ (อุปกรณ์เสริม) ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของการตัดลมแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการป้องกันน้ำได้อีกด้วย ระบบช่วงล่างแบบไดนามิก สิ่งนี้อาจทำให้ผู้ขับขี่สามารถขับรถสองคันในคันเดียว กับองค์ประกอบของระบบช่วงล่างในรุ่นนี้ ประกอบไปด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้า Evo-Telelever และด้านหลังแบบ EVO-Paralever ที่ทาง BMW ได้พัฒนาขึ้นเพื่อความเสถียรภาพในการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ระบบช่วงล่างยังสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้ากับ Dynamic ESA (อุปกรณ์มาตรฐาน) และออปชันเสริมกับระบบ Dynamic Chassis Adaption (DCA) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับช่วงล่างตามโหมดการขับขี่ สิ่งนี้จะทำให้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความแตกต่างของการขับขี่และสามารถปรับได้ตามความต้องการ โหมดขับขี่ปรับตามช่วงล่างโดยอัตโนมัติ ซึ่งแบ่งเป็น โหมดเน้นความสบาย อาทิ Road, Rain ระบบช่วงล่างจะตั้งค่าความยืดยุบสูง นุ่มนวล ท่านั่งสมดุล สะดวกสบาย เหมาะสำหรับการขับขี่สไตล์ทัวริ่ง ออกทริปทางไกล และโหมด Dynamic / Dynamic Pro 2 โหมดนี้จะถูกปรับให้มีความสปอร์ตมากขึ้น โช้คเซ็ตให้แข็งขึ้น ความสูงรถเพิ่มและรองรับองศาการเอียงในทางโค้งได้ดียิ่งขึ้น ในขณะระบบเบรกใช้เป็นคาลิเปอร์ 4 พอตก้านหน้าจับคู่กับจานดิสก์คู่ 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลัง 2 พอตจับคู่กับจานดิสก์เดี่ยวขนาด 285 มม. และล้อเป็นขนาดไซส์สปอร์ตที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 และ 190/55 เทคโนโลยีและออปชัน..จัดเต็ม!! มีออปชันจัดเต็มมากมาย สมกับค่ายผู้ผลิตจากประเทศเยอรมัน เริ่มด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว มีโหมดขับขี่ 3 โหมด ระบบ MSR (Engine Drag Torque Control) หรือระบบควบคุมแรงบิดไม่ให้รถเกิดอาการกระชากจนเกินไป ระบบ ABS Pro (มาตรฐาน) และ Sport Brake (เสริม) ระบบแอ็คทีฟครูซคอนโทรล มีเรด้าห์จับสัญญาณสิ่งกีดขวางรอบทิศและใช้ ECU คำนวณระยะเวลาเร็วในการขับขี่ ระยะห่างระหว่างตัวรถถึงรถคันหน้า ด้านข้างและด้านหลัง ระบบอุ่นมือ พอร์ตชาร์จไฟ USB-C ระบบ Audio System (เสริม) รองรับการติดตั้งบริเวณคอนโซลหน้าและควบคุมผ่านหน้าจอใช้งานได้ตามสะดวก และมีระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (Automated Shift Assistant) สำหรับใครที่เบื่อกำคลัตช์ต้องมารุ่นนี้ เพราะมีระบบ ASA ติดตั้งมาให้ไว้เป็นออปชันสำหรับสายบิดไม่ชอบกำคลัตช์ แถมยังมีโหมดขับขี่ในเลือกใช้ทั้งโหมด D

Honda PCX สกูตเตอร์พรีเมียมที่ครองใจคนไทยมามากกว่า 10 ปี Honda PCX ถ้าในเวลานี้พูดชื่อโมเดลนี้ออกไปก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นรถอีกหนึ่งโมเดลที่ครองใจประชาชนในหลายช่วงวัยมาอย่างยาวนาน ซึ่งเจ้ารถคันนี้จัดเป็นรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์พรีเมียมที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี โดยโมเดลนี้เริ่มทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2552 ซึ่งบวกลบคูณหารดูแล้วก็มีอายุกว่า 16 ปีเข้าไปแล้ว การันตีความขายดีอย่างเทน้ำ เทท่า ด้วยจำนวนรถที่เห็นด้วยสายตาบนท้องถนนว่ารถจักรยานยนต์โมเดลนี้มันยอดฮิตมากขนาดไหน ซึ่งในบทความนี้จะมาพูดถึงวิวัฒนาการทั้ง 5 โฉมของเจ้ารุ่นนี้กัน ย้อนช่วงเวลากลับไปในปี 2552 ถ้าหากให้ยกตัวอย่างรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเอาแบบชนิดที่ว่ารถจักรยานยนต์คันนี้เปรียบเป็น ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ก็คงจะหนีไม่พ้นรถไซส์เล็กขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 125 ซีซีอย่าง Honda Scoopy หรือไม่ก็เป็น Honda Click ซึ่งก็ครองใจประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน อาจจะด้วยเพราะเหตุผลของความเป็นรถขนาดเล็กที่เน้นความคล่องตัว รวมไปถึงการขับขี่ใช้สอยในชีวิตประจำวันก็อาจจะมองว่า ‘เพียงพอแล้ว’ สำหรับเครื่องยนต์ไซส์นี้ Honda PCX 125 ช่วงปี 2010-2012 แต่แล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2552 ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ส่งหนึ่งโมเดลมาเขย่าวงการรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์พิกัด 125 ซีซี กับรถจักรยานยนต์ที่มีชื่อว่า ‘Honda PCX’ โดยเจ้าสกูตเตอร์คันนี้มาพร้อมดีไซน์ที่ออกแนวเน้นไปทางความเป็นพรีเมียม หรูหรา และพ่วงมาด้วยความทันสมัย ซึ่งสร้างความฮือฮาได้พอสมควร ซึ่งขุมพลังของรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 124.9 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 11.17 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 11.56 นิวตันเมตร โดยจุดเด่นไฮไลท์ของรถในโมเดลดังกล่าวมาพร้อมเทคโนโลยีหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (idling Stop System) เพื่อประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ราคาเปิดตัว : ไม่มีข้อมูลปรากฎ Honda PCX 150 Generation 1 ช่วงปี 2012-2014 หลังจากที่กระแสตอบรับจากเจนแรกไปในทิศทางที่ดี สองปีให้หลังจากการเปิดตัวเจนแรก ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงเจ้าพีซีเอ็กซ์คันนี้ด้วยการขยายความจุมากยิ่งขึ้น จากเครื่องยนต์ 125 ซีซีเป็นเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 13.4 แรงม้าพร้อมแรงบิด 13.1 นิวตันเมตร Honda PCX 150 Generation 2 ช่วงปี 2014-2017 เมื่อระยะเวลาการทำตลาดของเจนแรกผ่านมาได้พอสมควร และผลตอบรับก็ถือว่าใช้ได้ ทางไทยฮอนด้าเห็นความยอดนิยมของรถในโมเดลนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะทำการ ‘ปรับปรุงใบหน้าใหม่’ เพราะในเจนที่ 3 ของรถจักรยานยนต์โมเดลนี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าใหม่ให้หล่อเหลายิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่ในเจนก่อนส่วนของบริเวณด้านหน้าของตัวรถก็ดูเหมือนจะอ้วน ๆ กลม ๆ แต่เมื่อได้ถึงคราวไมเนอร์เชนจ์ทางฮอนด้าก็ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ มิติตัวรถเหมือนถูกรีดให้มีเส้นสายเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าของตัวรถมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟหน้าแบบ Dual LED Head Light ที่มาพร้อมไฟเลี้ยว และไฟท้ายแบบ LED ทั้งหมด บริเวณหน้าจอเรือนไมล์มีการปรับเปลี่ยน และจัดวางตำแหน่งใหม่ผสมความเป็นจอแบบอนาล็อก และดิจิตอล ด้านซ้ายหน้าของตัวรถมีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟ รายละเอียดของเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์ขนาด 149.3 ซีซี พละกำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 13.1 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.4 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร และในโฉมปี 2016 โมเดลนี้ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ความล้ำสมัยอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนจากไขกุญแจสตาร์ทเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ไม่ต้องเสียบกุญแจอีกต่อไป เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ เพียงแค่พกรีโมทไว้กับตัว สามารถสตาร์ทรถ ปลดล็อกเบาะ และเปิดฝาถังน้ำมันได้ง่ายดาย อีกทั้งยังมาด้วยระบบสัญญาณกันขโมย และฟังก์ชันค้นหารถซึ่งสามารถกดปุ่มบนรีโมทเพื่อส่งสัญญาณเสียงและไฟ เพื่อระบุตำแหน่งรถในที่จอด ราคาเปิดตัว : 82,300 บาท Honda PCX 150 Generation 3 ช่วงปี 2018-2021 ยังคงพัฒนากันอย่างต่อเนื่องสำหรับสกูตเตอร์พรีเมียมยอดนิยมในประเทศไทยในปี 2018 ทางไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงใหญ่อีกครั้ง โดยในหนนี้ก็มีการปรับหน้าใหม่ให้ดูมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมไฟท้ายที่มีการปรับใหม่เช่นเดียวกันเป็นรูปแบบอักษร X และในส่วนของเรือนไมล์ในเจนที่ 3 นี้เรียกได้ว่าเป็นดิจิตอลแบบเต็มระบบอีกทั้งยังแสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งยังมีการออกแบบหน้าจอที่มองง่ายมากขึ้นกว่าเดิมรับกับระดับสายตาของผู้ขับขี่ มิติตัวรถในเจนที่ 3 นี้เพิ่มเส้นสายความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงความพรีเมียม ดูผิวเผินเหมือนจะดูมีน้ำมีนวลมากกว่าเจนที่ 2 อยู่เล็กน้อย และในส่วนของเครื่องยนต์ขุมพลังก็เป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับเจนที่ 2 ทุกประการ และในเจนที่ 3

Arm Pump เล่นงาน ‘ก้อง สมเกียรติ’ กระทบมากน้อยขนาดไหน ในการแข่งขัน MotoGP สนามที่ห้าของฤดูกาล 2025 ซึ่งทำการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน โดยหนึ่งในนักแข่งสัญชาติไทยจากทีม IDEMITSU Honda LCR อย่าง ‘ก้อง’ สมเกียรติ จันทรา นักบิดเจ้าของหมายเลข 35 ก็ได้ลงทำศึกนี้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า ‘เจ้าก้อง’ ของเราก็ไม่สามารถขี่จนจบการแข่งขันได้ และวิ่งไปเพียง 11 รอบสนามเท่านั้น ซึ่งปัญหาที่ทำให้แข่งขันต่อไม่ได้ก็เพราะเกิดปัญหาอาการ ‘Arm Pump’ ว่าแต่อาการนี้มันคืออาการอะไร ? สามารถอ่านรายละเอียดอาการนี้แบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) ซึ่งก้อง สมเกียรติได้ออกมาเผยว่าตัวเขานั้นประสบปัญหาอาร์มปั๊มมาเป็นระยะเวลาร่วมสัปดาห์ก่อนการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ซึ่งเจ้าตัวเขาคิดว่ามันน่าจะหายเอง แต่แล้วอาการดังกล่าวก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง วิธีการรักษา การรักษาอาการ Arm Pump สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อคลายพังผืด (เยื่อหุ้มเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ) โดยทั่วไปจะทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจเป็นการผ่าแยกพังผืดหรือการตัดพังผืดออก ความท้าทายอยู่ที่การวินิจฉัยโรค แต่ผลลัพธ์ของการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) การปฏิบัติหลังการผ่าตัด หลังจากทำการผ่าตัดคลายพังผืด (fasciectomy/fasciotomy) ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักการใช้งานแขน แขนจะถูกพันผ้าไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือก และต้องดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งถ้า ก้อง สมเกียรติ ใช้วิธีผ่าตัดในการรักษาอาร์มปั๊ม จากข้อมูลการรักษาทั่วไปจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นจนกว่าจะกลับมาแข่งขันได้อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้น 6-8 สัปดาห์ หรือประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งจากตารางการแข่งขัน MotoGP ในช่วง 2 เดือนนี้ ก้องจะพลาดลงทำศึก MotoGP ถึง 5 สนามการแข่งขันดังนี้ สนามที่ทำการแข่งขัน วันที่ทำการแข่งขัน Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส 09 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคม Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคม GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand Aragón ประเทศสเปน 06 มิถุนายน – 08 มิถุนายน Brembo Grand Prix of Italy สนาม Autodromo Internazionale del Mugello ประเทศอิตาลี 20 มิถุนายน – 22 มิถุนายน Motul TT Assen สนาม TT Circuit Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์ 27 มิถุนายน – 29 มิถุนายน ซึ่งดูจากชื่อในการแข่งขันแต่ละสนามแล้วนั้นก็ค่อนข้าง ‘น่าเสียดายไม่น้อย’ เพราะชื่อชั้นของแต่ละสนามที่ก้องพลาดลงแข่ง (หากผ่าตัด) ก็ถือว่าเป็นสนามที่มีความน่าสนใจ เพราะเมื่อครั้งที่ก้องยังโลดแล่นอยู่ใน Moto2 สนามดังกล่าวก็เป็นสนามที่นักแข่งชาวไทยรายนี้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม สามารถคว้าท็อป 10 ได้ในทุกสนาม เว้นแต่สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษที่ก้องไม่จบการแข่งขัน สนามที่ทำการแข่งขัน อันดับที่ทำได้ Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส อันดับที่ 5 Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ ไม่จบการแข่งขัน GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand

Arm Pump คืออะไร ? อุปสรรคของนักกีฬามอเตอร์สปอร์ต Arm Pump หรือภาวะกล้ามเนื้อแขนตึงจากความดันในช่องกล้ามเนื้อ หรือชื่อทางการแพทย์ของภาวะนี้คือ Chronic Exertional Compartment Syndrome (CECS) คือปัญหาที่พบบ่อยในนักกีฬาที่ใช้กำลังแขนต่อเนื่อง เช่น นักแข่งมอเตอร์ไซค์ นักจักรยาน และนักปีนเขา ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม ตึง และสูญเสียแรงบีบมือชั่วคราว อาการนี้อาจกระทบต่อสมรรถนะการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาการคือการปวดของกล้ามเนื้อปลายแขน ที่เกิดการบวมตึงจากการใช้งานหนักมากจนเกินไป จนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และก่อให้เกิดอาการบวม ชา และควบคุมมือได้ยาก สาเหตุของการเกิดอาการ ภาวะอาการของอาร์มปั๊มจะเป็นอาการปวดปลายแขนอย่างมากหลังจากออกแรง และอาการดังกล่าวจะหายไปได้เองจากการพักจากการออกแรงเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยอาการทั่วไปปลายแขนจะรู้สึกแข็งและตึงในช่วงที่มีอาการปวด อาจมีอาการชาบริเวณมือ หรือกล้ามเนื้อปลายแขนซึ่งเกิดอาการเกร็ง อ่อนแรง หรือควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ภาวะนี้มักเกิดจากการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ และใช้แรงมาก ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อปลายแขนบวมและกดทับเส้นเลือดและเส้นประสาทภายในช่องกล้ามเนื้อ การกดทับนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง และนำไปสู่อาการที่สัมพันธ์กับอาร์มปั๊มซึ่งสัมพันธ์กับสาเหตุต่าง ๆ ได้ดังนี้ • กล้ามเนื้อล้า อันเนื่องมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อปลายแขนหนักหรือบ่อยเกินไป อาจทำให้เกิดความล้า บวม และเพิ่มความดันภายในช่องกล้ามเนื้อ • ท่าทางหรือเทคนิคที่ไม่เหมาะสม การวางท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้องขณะขี่มอเตอร์ไซค์หรือปั่นจักรยาน อาจทำให้กล้ามเนื้อถูกใช้งานผิดรูปแบบและเกิดแรงกดทับ • แรงบีบมากเกินไป การจับสิ่งของแน่นเกินไป เช่น แฮนด์รถ หรือกริปสำหรับปีนผา อาจเร่งให้เกิดกล้ามเนื้อล้าและการกดทับ • ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำน้อยหรือร่างกายขาดน้ำอาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งง่าย และทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความดันในช่องกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น Arm Pump ขัั้นตอน และวิธีการรักษา การรักษาอาการอาร์มปั๊มนั้นมีอยู่สองวิธี คือการรักษาโดยวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด • การรักษาอาการอาร์มปั๊มโดยไม่ต้องผ่าตัด การพักและการฟื้นตัว: การหยุดพักและให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติมได้ การยืดกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง การยืดกล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการอาร์มปั๊มได้ เทคนิคและสรีรศาสตร์ที่เหมาะสม การจัดท่าทางร่างกายและการใช้เทคนิคที่ถูกต้องระหว่างการทำกิจกรรมสามารถช่วยลดความตึงเครียดในกล้ามเนื้อแขนได้ การดูแลเรื่องน้ำ และโภชนาการ การรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายอย่างเพียงพอและการรับประทานอาหารที่สมดุลสามารถสนับสนุนการทำงานของกล้ามเนื้อและป้องกันการเป็นตะคริวได้ การสวมอุปกรณ์บีบรัดกล้ามเนื้อ การสวมปลอกแขนหรือผ้าพันแขนแบบบีบรัดระหว่างการทำกิจกรรมสามารถช่วยลดอาการบวมและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อแขนได้ • การรักษาอาการอาร์มปั๊มโดยวิธีการผ่าตัด อาการอาร์มปั๊มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อคลายพังผืด (เยื่อหุ้มเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ) โดยทั่วไปจะทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจเป็นการผ่าแยกพังผืดหรือการตัดพังผืดออก ความท้าทายอยู่ที่การวินิจฉัยโรค แต่ผลลัพธ์ของการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) วิธีการป้องกัน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการ วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการอาร์มปั๊ม สำหรับนักกีฬา โดยเฉพาะนักแข่งมอเตอร์ไซค์หรือผู้ที่ใช้แขนอย่างต่อเนื่อง จะมีวิธีป้องกันเบื้องต้น ดังนี้ ฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ควรมีการฝึกกล้ามเนื้อเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อปลายแขน อาจจะเป็นการเวทเทรนนิ่งด้วยน้ำเบา แต่ทำซ้ำหลายครั้งเพื่อเป็นการเพิ่มความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ 2. ยืดกล้ามเนื้อก่อน – หลังแข่งขัน ก่อนลงทำการแข่งขัน หรือก่อนลงทำการซ้อมควรมีการยืดกล้ามเนื้อปลายแขน ข้อมือ เพื่อเป็นการช่วยลดแรงตึงในกล้ามเนื้อ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด 3. รักษาระดับน้ำในร่างกาย และการดูแลโภชนาการ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลัง หรือทำการแข่งขัน และอาจจะมีการรับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบเช่น โอเมก้า-3, แมกนีเซียม และวิตามินบี 4. ปรับตำแหน่งการขับขี่ให้เหมาะสม เพื่อให้การลงซ้อม หรือการทำการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่น ควรมีการปรับค่า หรือเซ็ตอัพตำแหน่งท่านั่งการขับขี่ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่ ปรับตำแหน่งแฮนด์, เบรก และคลัตซ์ให้เหมาะสม อาจจะมีการใช้เทคนิคขับขี่ที่เน้นการผ่อนแรง ไม่เกร็งแขนตลอดเวลา แม้อาการอาร์มปั๊มจะดูเป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป แต่หากละเลยอาจส่งผลร้ายต่อสมรรถนะและเส้นทางอาชีพของนักกีฬา การรู้เท่าทัน ป้องกัน และดูแลอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยและความยั่งยืนในการแข่งขัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เทียบชั้น! ใครคือ นักแข่ง MotoGP ที่เก่งที่สุด คือใคร? ใครคือผู้ที่เก่งที่สุดตลอดกาลในเวิร์ลกรังปรีซ์ นี่อาจจะเป็นบทความคอนเทนต์ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจมากที่สุดว่าจะมีนักแข่งในดวงใจติดรายชื่อในนี้หรือไม่ เราไม่อาจสรุปโดยไม่มีมูลความจริงจนกระทั่งมีข้อมูลข่าวต้นฉบับจากเว็บไซค์โมโตจีพีโดยตรง ซึ่งครั้งนี้เราจะมาเทียบชั้นให้ดูกันว่า นักแข่ง MotoGP ที่เก่งที่สุด คือใครกันแน่..!! โดยในลิสต์รายชื่อคงมีบิ๊กเนมในใจหลาย ๆ คนไม่ว่าจะเป็น Giacamo Agostini, Mick Doohan, Valentino Rossi และ Marc Marquez ซึ่งแต่ละคนนั้นเคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วมากกว่า 5 สมัยทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินแชมป์นั้นว่าใครคือยอดนักบิดโมโตจีพี อาจไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนแชมป์เพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องเหล่านี้มักเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของแฟน ๆ จำนวนมาก ทุกคนต่างมีตัวเลือกในใจว่าใครคือที่สุดตลอดกาล ต่อให้เถียงกันทั้งวันทั้งคืน…ก็ไม่มีวันจบ นอกจากนี้ยังมีนักบิดคนอื่น ๆ ที่มีฝีมือมากมาย โดยแฟน ๆ สามารถเข้าไปชมได้ในหมวด MotoGP Legends ซึ่งมีข้อมูลโปรไฟล์นักแข่งแต่ละคนไว้แบบละเอียดกันทีเดียว เช่นเดียวกัน ยังมีข้อมูลรายละเอียดสำหรับนักแข่งอื่น ๆ ที่มากมาย อาทิ Casey Stoner, Jorge Lorenzo, Kevin Schwantz, Wayne Rainey, Freddie Spencer, Kenny Roberts, Barry Sheene, Geoff Duke และ John Surtees ยังมีอีกนะ หากพิจารณาจากตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในสนามแข่งขัน สามารถเปรียบผลงานของนักแข่งแต่ละคนได้จากสถิติต่อไปนี้ จำนวนแชมป์โลกในรุ่น MotoGP จำนวนชัยชนะในแต่ละสนาม จำนวนการขึ้นโพเดี้ยมในแต่ละสนาม จำนวนแชมป์โลกทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน จำนวนชัยชนะทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน จำนวนโพเดี้ยมทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน เมื่อรวมเกณฑ์เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยสร้างภาพรวมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถประเมินได้ว่าใครคือนักแข่ง “ที่ดีที่สุด” แม้การตัดสินในหัวข้อนี้จะยังคงเป็นเรื่องถกเถียงและเต็มไปด้วยความเห็นต่างและอารมณ์ของแฟน ๆ ทั่วโลก นอกเหนือจากการพิจารณาความสำเร็จของนักแข่งที่คว้าแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกรังปรีซ์ในแง่ของสถิติที่จับต้องได้แล้ว เรายังอาจต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ อาทิ ช่วงเวลาที่นักแข่งแต่ละคนได้ครองความยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในช่วงนั้น Giacomo Agostini : เจ้าของสถิติแชมป์โลกที่ไม่มีใครเทียบได้ Giacomo Agostini ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักแข่งที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ และสร้างยุคสมัยของเขาตลอดระยะเวลามากที่สุดถึง 14 ฤดูกาล เป็นช่วงเวลาที่ Agostini นั้นได้ครองบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ในช่วงปี 60 – 70 นั่นเอง นอกจากนี้เขาเป็นนักแข่งที่แทบจะ “ไม่เคยพลาดล้ม” และสามารถคว้าชัยชนะในกรังปรีซ์ได้อย่างน่าทึ่งถึง 122 ครั้ง พร้อมกับคว้าแชมป์โลกมาแล้วทั้งหมด 15 สมัยแบ่งเป็น 8 สมัยในรุ่นใหญ่อย่าง 500 ซีซี และ 7 สมัยในรุ่น 350 ซีซี Stat ผลงานการคว้าแชมป์โลกของ Agostini Premier class world titles 8 Premier class Grand Prix victories 68 Premier class podiums 88 Total world titles in all classes 15 Total Grand Prix victories in all classes 122 Total podiums in all classes 159 Mick Doohan : ตำนานแชมป์โลกแห่งยุค 90 นักแข่งตำนานจากสัญชาติออสเตรเลียที่สามารถคว้าแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีให้กับค่ายฮอนด้า ติดต่อกันถึง 5 สมัย (ในปี 1994 ถึง 1998) ซึ่งมิกซ์ ดูฮานนั้นเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเขาในสนามแข่ง ซูเปอร์ไบค์ โดยคว้าชัยชนะในรายการ WorldSBK ได้ 3 สนามในปี 1998 ก่อนจะก้าวสู่การแข่งขันระดับกรังปรีซ์ในปี 1989 ร่วมกับนักแข่งตำนานอย่าง Wayne Gardner และชัยชนะครั้งแรกในศึกกรังปรีซ์หรือรายการโมโตจีพี เกิดขึ้นในสนามฮังการีในปี 1990 และชิงชัยมาเรื่อยๆ

สนามนี้ทางถนัด ! Bagnaia รับ สนามเฆเรซมักสร้างผลงานได้ดีเสมอ Bagnaia หรือฟรานเชสโก้ บัญญาย่า นักแข่งเจ้าของหมายเลข 63 จากทีมโรงงาน Ducati ออกมาเผยกับสื่อว่าเมื่อไหร่ที่ได้แข่งขันที่สนามเฆเรซประเทศสเปน เจ้าตัวมักจะทำผลงานได้ดีเสมอ หลังจากที่การแข่งขันสนามแห่งนี้ 3 ฤดูกาลติดเจ้าตัวสามารถสามารถคว้าชัยได้ทั้งสามครั้ง โดยในการแข่งหนนี้ การปักธงคว้าแชมป์ประจำสนามเหมือนว่าเป็นสิ่งที่บัญญาย่าจะมีโจทย์ยากพอสมควร เพราะทีมเมทของเจ้าตัวที่เป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่างมาร์ก มาร์เกซ ก็สามารถโชว์ฟอร์มร้อนแรงได้ตั้งแต่เปิดฤดูกาล คว้าอันดับหนึ่งได้ทั้งหมด 3 สนาม จากการแข่งขันทั้งหมด 4 สนาม พลาดท่าที่สนามประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงสนามเดียวเท่านั้น ซึ่งย้อนกลับไปในฤดูกาล 2024 บัญญาย่ากับมาร์เกซถือเป็นสองตัวละครสำคัญในการแข่งขันสนามดังกล่าว เพราะทั้งคู่สามารถดวลกันได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ก็เป็นทางนักบิดสัญชาติอิตาลีที่ได้ชัยชนะไปครอง “ผมทำผลงานได้มากมายที่นี่ในช่วง 3 ปีหลัง และผมดีใจที่ได้กลับมาแข่งขันที่นี่อีกครั้งในรายการ GP ผมมักจะเร็วมากเสมอ และเราก็ทำผลงานได้ดีที่สุดในฤดูกาลที่ผ่านมา” “ที่กาตาร์ เราสามารถพลิกสถานการณ์จากสุดสัปดาห์ที่ดูเหมือนจะยุ่งยากหลังจบรอบควอลิฟาย มาเป็นโพเดียมที่สำคัญ และฟีลลิ่งในการขี่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ” สถิติเป้กโก้ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน จำนวนแชมป์ประจำสนามที่ทำได้ 3 ครั้ง (ฤดูกาล 2022,2023 และ 2024) ทำเวลาเวลาต่อรอบเร็วที่สุด 01:36.025 นาทีต่อรอบ เป้กโก้ และมาร์ก มาร์เกซ สองนักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati Lenovo Team จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปนระหว่างวันที่ 25-27 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak to Honda 2026 มีข่าวแว่ว ๆ มาเรื่อย เจ้าตัวจะย้ายซบฮอนด้าจริงหรือไม่ คำตอบนี้อาจยังไม่มีส่วนแน่ชัดเจน ต้องฟังคำตอบจากคนใกล้ตัว

foodpanda Thailand ประกาศปิดกิจการ ไรเดอร์ไม่ได้ไปต่อ เป็นข่าวด่วน ข่าวสั้น และเป็นข่าวที่น่าใจหาย สำหรับสายกินที่ชื่นชอบการสั่งอาหารมาทานเป็นชีวิตจิตใจ ล่าสุดหนึ่งในผู้ให้บริการเดลิเวอรี่รายใหญ่ หัวใจสีชมพูอย่าง foodpanda Thailand ประกาศยุติการประกอบกิจการฟู้ดแพนด้า แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารและสินค้าในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมจัดส่งความสุข ผ่านทุกๆ ออเดอร์ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในประเทศไทย เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ลูกค้าที่รักยิ่งของเรา และได้รับการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอดจากร้านค้า พารท์เนอร์ และไรเดอร์ทุกท่าน ที่ร่วมเป็นผู้ขับเคลื่อนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพตลาดในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของฟู้ดแพนด้าอีกต่อไป เรามีความเสียใจอย่างยิ่งที่การเดินทางของเราต้องสิ้นสุดลง และเราขอขอบพระคุณลูกค้าทุกๆ ท่านที่เชื่อมั่นในฟู้ดแพนด้าเสมอมา นับว่าเป็นข่าวที่ค่อนข้างใจหาย สำหรับการบริหารที่ขาดทุนต่อเนื่องถึง 5 ปีรวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยุติกิจการในครั้งนี้ สำหรับสาวกที่ใช้บริการฟู้ดแพนด้าเป็นประจำ ถึงว่า..ช่วงหลัง ๆ มานี้ ไม่ค่อยได้เห็นฟู้ดแพนด้าวิ่งในบ้านเรา ข่าวนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด อย่างว่าในเรื่องของการแข่งขัน การบริการและความถูกใจของลูกค้าก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้วหล่ะครับ ยิ่งแบรนด์ไหนมีโปรโมชันดี ๆ ส่วนลดเยอะ ๆ ผู้คนน่าจะใช้บริการมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าทาง Lineman จะมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการสีชมพูนี้ แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดความคืบหน้าเผยออกมาหรือว่าตกลงกันไม่ได้ซะยังไงอย่างนั้น เลยปิดกิจการไปซะเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก