SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 Ohvale GP7 ตัวแข่งของเด็กประถม?? พร้อมสานฝันเหล่านักบิดเยาวชนทั่วโลก โดย Ohvale Official แบรนด์ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์เรซซิ่งจากประเทศอิตาลี ทำการเผยโฉมตัวแข่งรุ่นใหม่ที่ใช้แข่งขันราายการ CIV Junior ของอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในซีรี่ย์ของ FIM MiniGP World Series อย่าง 2025 Ohvale GP7 มินิซูเปอร์ไบค์ ที่มาพร้อมพื้นฐานเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักแข่งได้สัมผัสและเรียนรู้ถึงเทคนิคการแข่งขันของจริง ทั้งบอดี้โพซิชั่น การเบรกลึก และไลน์เข้าโค้งเสมือนรถแข่งสมรรถนะระดับสูง นอกเหนือจากตัวแข่งในรุ่น GP-0 160cc และ GP-2 190cc แล้ว เจ้า GP7 จะถูกบรรจุในคลาสใหม่ของของการแข่งขัน โดยตัวรถมีการประกอบออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งโครงสร้างและระบบช่วงล่างถูกปรับปรุงเพิ่มเติมจาก GP-0 และ GP-2 อาทิ แชสซีและสวิงอาร์มอลูมิเนียมชุดใหม่ โช้คอัพด้านหน้าแบบอัพไซส์ดาวน์ ด้านหลังเป็นโช้คแต่ง Ohlins TTX เซ็ตติ้งได้เต็มระบบ ระบบเบรกให้เป็นดิสก์เบรกโฟลทติ้งขนาด 300 มม. และ 190 มม. ปั๊มเบรก Brembo GP4-RS ล้อ Marchesini หน้า-หลัง 17 นิ้ว ท่อ Akrapovic และยางสลิก Pirelli Diablo Superbike SC1 สเปคแบบเดียวที่เคยใช้ในรุ่นแข่ง GP-2 องค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวแข่ง ในส่วนของบล็อกเครื่องยนต์เป็นแบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดกระบอกสูบและช่วงชัก 52.4 x 49.5 มม. ส่วนระบบเกียร์เป็นชุดเกียร์บ็อกซ์ 5 สปีดพร้อมควิกชิฟเตอร์ เป็นเบสมาตรฐานสำหรับการแข่งขัน ซึ่งมองโดยรวมแล้วดูคล้ายคลึงกับตัวแข่งในรุ่น Moto3 ทีเดียว สำหรับตัวแข่งขันดังกล่าวจะใช้ในการแข่งขันรุ่นของ CIV Junior ซึ่งเป็นรายการระดับเยาชนในอิตาลีที่อยู่ภายใต้การรับรองจาก FIM MiniGP World Series โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักแข่งรุ่นใหม่โดยเฉพาะในคลาส MiniGP Italy Series 160 และรุ่น 190 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ FIM MiniGP โดยนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในรายการนี้จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Isle of Man TT ประกาศจับมือ BMW ยกระดับ Safety Car Isle of Man TT การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบสุดโหด ที่ถูกจัดการแข่งขันขึ้นทุกปีบนเกาะไอล์ออฟแมน ซึ่งเป็นเกาะกึ่งอิสระระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ โดยจุดเด่นของการแข่งขันรายการนี้คือการใช้สนามแข่งที่เป็นถนนสาธารณะของเกาะไอล์ออฟแมนเป็นสนามจริง ด้วยระยะทางความยาวต่อรอบกว่า 60.72 กิโลเมตร ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในการเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัย โดยพาร์ทเนอร์รายใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่จะเข้ามาแทนที่ค่ายรถดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ หลังจากที่แบรนด์ผู้ผลิตรายนี้ดำรงตำแหน่งพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยของการแข่งขันมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ปี 1977) โดยค่ายรถสัญชาติเยอรมันจะเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งตามข้อตกลงทาง BMW จะเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้กับเจ้าหน้าที่มาร์แชลประจำรายการ รวมไปถึงการจัดหารถยนต์หลากหลายประเภทสำหรับการใช้ในภารกิจด้านความปลอดภัยต่าง ๆ พอล ฟิลลิปส์ หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต Isle of Man กล่าวถึงข้อตกลงใหม่กับบีเอ็มดับเบิลยูว่า “ความปลอดภัยคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำในรายการ TT และการมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถช่วยเราทำให้คำมั่นนั้นเป็นจริงได้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของงานนี้” “ทีมแพทย์ของเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย และการที่พวกเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่และมาร์แชลทุกคน ได้รับอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด” “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเราในการพัฒนารายการแข่งในอนาคต” นอกเหนือจากการสนับสนุนด้วยรถจักรยานยนต์แล้ว BMW ยังจัดหารถ SUV รุ่น X5 และ X3 หลายคัน รวมถึง X5M ขุมพลัง 616 แรงม้า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน (Medical Fast Response Car) ของการแข่งขันอีกด้วย โดย Safety Car คันนี้จะลงทำหน้าที่ในฤดูกาล 2025 ทันทีเป็นฤดูกาลแรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร หวังหนุนรายได้เข้ารัฐบาล สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2568 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (7 พฤษภาคม 2568) เป็นต้นไป พร้อมระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สมควรเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล เพื่อให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อันเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า “เป็นการช่วยให้สถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตดีขึ้น เนื่องจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทำให้รายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก โดยการปรับขึ้นภาษีน้ำมันสูงสุดลิตรละ 1 บาท จะช่วยให้กรมจัดเก็บรายได้เพิ่มเดือนละ 2,900 ล้านบาท” ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีน้ำมันไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีก เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้กระทรวงพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพื่อปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีผลกระทบต่อราคาขายปลีก อัตราการขึ้นภาษีราคาน้ำมันที่ประกาศใหม่ ประเภทน้ำมัน อัตราภาษีเดิม อัตราภาษีใหม่ ส่วนต่าง น้ำมันเบนซิน 95 6.50 บาท/ลิตร 7.50 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) 5.20 บาท/ลิตร 6.00 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E85) 0.975 บาท/ลิตร 1.125 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาท น้ำมันดีเซล 5.99 บาท/ลิตร 6.92 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาท แม้ทางรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่กระทบประชาชนแน่นอนสำหรับการขึ้นภาษีในครั้งนี้ สาวก SuperBike Thailand คิดเห็นกันอย่างไรก็มาพูดคุยกันได้นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

The Rohorn Racer รถสองล้อ เหยียดขาซิ่งจากปี 80 ใช่หรือไม่ใช่..ก็คงแล้วแต่จะคิด แต่นี่คือรถคัสตอมคันแรกคันเดียวในโลกที่สร้างขึ้นจากยุคปี 80 อย่าง The Rohorn Racer ของชายที่มีชื่อว่า Robert Horn เขาไม่ใช่วิศวกร เขาไม่ใช่ซีอีโอค่ายรถใด ๆ ทั้งสิ้น โรเบิร์ตก็แค่ชายธรรมดาบ้าน ๆ คนหนึ่งที่เอาเครื่องยนต์ฮาลี่ย์ถอดมาประกอบบนโต๊ะ แล้วก็สร้างรถแนว Recumbent Bike หรือรถจักรยานนอนขี่อย่าง Rohorn Racer และก็ทำมาออกได้ดีทีเดียว แรงบันดาลใจเกิดจากความ ‘น่าเบื่อ’ ด้วยอิทธิพลในวัยเด็กของโรเบิร์ตที่เขาเกิดในยุค 60 ซึ่งเป็นยุคสมัยแห่งความก้าวหน้าในเรื่องของยานอวกาศ บวกกับความน่าเบื่อของรถมอเตอร์ไซค์ฝนยุคนั้นที่ผลิตขายซึ่งมีจุดเปลี่ยนเพียงกราฟิกด้านนอก และปรับแรงม้าเพิ่มเติมเล็กน้อยจากการลดไซส์ก้านและบ่าวาล์วเท่านั้นเพื่อที่จะขายภาพลักษณ์ (ยุคของคาเฟ่เรเซอร์) โรเบิร์ตจึงมองว่าอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ในช่วงนั้นส่วนใหญ่ค่อนข้างขาดแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นใส่ใจกับสิ่งนี้ โรเบิร์ต จึงได้ประยุกต์คัสตอมรถสองล้อรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครในแบบลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องบิน จริง ๆ ตอนนั้น..แกก็อยากสร้างเครื่องบินแต่ไม่งบ จึงทำรถสองล้อนี่แหล่ะ..และยัดระบบแอโรไดนามิกเจ๋งๆ ใส่เข้าไป รวมถึงตัวแชสซีโครงรถนั้นออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยยึดแบบตัวอย่างจากหนังสือแคตตาล็อกที่ชื่อว่า Aircraft Spruce & Specialty ซึ่งโรเบิร์ตไม่ได้มีความรู้ในการสร้างรถสองล้อเลยแม้แต่น้อย จุดเด่นของเจ้า RoHorn Racer ประกอบไปด้วย โครงสร้างแบบ Recubent (รถทรงเอนหลังขี่) ออกแบบเชื่อมใหม่ทั้งหมด ใช้พวงมาลัยสองล้อ สามารถเลี้ยวได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ช่วงล่างออกแบบใหม่ ไม่ได้โช้คทั่วไป มีทั้งในเวอร์ชันของเครื่องยนต์สันดาปและเครื่องยนต์ไฟฟ้า สำหรับเครื่องยนต์มีหลายรุ่นบล็อกด้วยกันที่นำมาใช้ในโมเดลรุ่นนี้ ทั้งรุ่น Sportster 883 (1988) แบบ V-Twin ในรุ่นแรก, FXRS-SP Big Twin สำหรับแข่งขัน (ถูกยกเลิกใช้งานเพราะเครื่องยนต์ใหญ่เกินไป), Heinzmann Electric Hub Motors 2 ชุด สำหรับเวอร์ชันไฟฟ้า, Kawasaki EX500 และเครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 23 ซีซี หรือไซส์เล็กนั่นเอง ด้วยการออกแบบทั้งหมด ทำให้เจ้าโมเดลรุ่นนี้ดูไม่เหมือนใครแถมยังน่าขี่ โดยเฉพาะออกทริปทีเดียว แต่เห็นลักษณะจากระบบกันสะเทือนดูแล้วหลังคงระบมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ค่อยมีที่ไหนและไม่มีที่ไหนคิดจะมีเช่นกัน หรือแฟน ๆ จะลองคัสตอมดูบ้างไหมหล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volonaut Airbike ยานบินสองล้อ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? ใครมันจะไปคิดไปฝันว่าซักวันนึงมันจะมียานพาหนะสองล้อที่สามารถบินได้เหมือนในภาพยนต์ Star Wars ในชีวิตจริงกันหล่ะครับ หรือนี่…เรามาถึงในยุคของอนาคตแล้วหรือไม่? ยังไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ ๆ ผู้ผลิตอย่าง Volonaut Airbike ได้ทำการเผยแพร่คลิปวิดีโอการสาธิตขับขี่เจ้ามอเตอร์ไซค์บินได้ หรือ Hover Bike รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถล่อนไปในอากาศได้อย่างอิสระ นี่ไม่ใช่เพียงภาพเหตุการณ์ในหนังที่คุณได้ชมเท่านั้น นี่คือรถซูเปอร์ไบค์ในฉบับเวอร์ชัน “บินได้” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นแบบโดยสารคนเดียวที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 200 กม/ชม. ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน ช่วยให้สามารถลอยตัวได้อัตโนมัติและควบคุมได้ง่ายแม้ผู้ขับขี่มือใหม่ ประกอบกับขาตั้งด้านล่างที่สามารถรองรับการยกตัวและลงจอดได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยทีมงานชุดเดียวกับที่เคยสร้างโดรนบินในรุ่นของ Jetson One มาแล้วนั่นเอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความโดดเด่นในลักษณะแตกต่างกันออกไปด้วยดีไซน์แบบเปลือย เปิดโล่งเสมือนมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว อีกทั้งยังมอบทัศนีภาพการมองเห็นแบบ 360 องศา ส่วนในเรื่องของโครงสร้างตัวรถรุ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง ให้คุณสมบัติความแข็งแรง ทนทานและน้ำหนักเบา เบากว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปถึง 7 เท่า และด้วยขนาดที่คล่องตัวกว่าโดรนบินทั่วไป จึงทำให้ยานบินลำนี้สามารถเดินทางในที่แคบ ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยโปรเจ็กต์นี้เพิ่งถูกเปิดเผยหลังจากอยู่ในช่วงพัฒนาแบบ “ลับสุดยอด” โดย Tomasz Patan นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการชาวโปแลนด์ คงมีความคืบหน้ามาอัปเดตให้เราชมเรื่อย ๆ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดกระแสการคาดเดาต่าง ๆ นานาว่า ในคลิปที่เผยแพร่ออกมาเป็นการทดสอบจริงหรือเป็นเพียงการตัดต่อเท่านั้น เพราะอย่างไรเทคโนโลยีการตัดต่อแนวนี้ก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน ประเด็นนี้จึงยังคงถกเถียงออกเป็นสองฝั่ง โดยมีข้อมูลโต้เถียงจากแหล่งข่าวนี้ คลิ๊กที่นี่ แต่แน่นอนการมีอะไรที่แปลกใหม่เกิดขึ้นคงเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมอย่างเรา ๆ ใช่หรือไม่ ? หากใครต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ทางเว็บไซค์โดยตรง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 BMW R1300 RS สปอร์ตทัวเรอร์มาพร้อมการปรับปรุงครั้งใหญ่ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ระบบเทคโนโลยีต่างๆ มอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจมากกว่าเดิม

2026 BMW R1300 RT สายแบกสุดหรู จากเยอรมัน ตามรอยรุ่น R1300R กับ 2 รุ่นใหม่อย่างที่คาดการณ์ไว้ และแน่นอนว่าการมาของ 2 รุ่นนี้ ก็น่าจะครบสูตรสำหรับรถไซส์ใหญ่ของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง และก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสาวกใบพัดสีฟ้าไม่น้อยทีเดียว เดี๋ยวไปชมกันก่อนกับรุ่นแรกอย่างเจ้าซูเปอร์ทัวริ่ง 2026 BMW R1300 RT หนึ่งในสูตรความสำเร็จกับซูเปอร์ทัวริ่งที่มาพร้อมพื้นฐานเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน แบบ 2 สูบขนาด 1,300 ซีซี มีพละแรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และมีกำลังแรงบิดที่ 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มีระบบชิฟแคมป์หรือเพลาลูกเบี้ยวเพิ่มความประหยัดน้ำมันอีกขั้นและใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา โดยขุมพลังดังกล่าวนั้นได้รับการถอดแบบมาจากเจ้า R1300GS ที่ปรับเพิ่มซีซีมาจากรุ่นก่อนอย่างเจ้า 1250 แล้วนั่นเอง และรุ่นนี้ก็นับว่าเป็นที่สุดของทัวริ่งไบค์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ที่มีเจ้า R1250 RT เป็นต้นมา โดยรุ่นนี้จะให้ความต่างในเรื่องของดีไซน์ภายนอกและคาแรคเตอร์ใช้งานที่แตกต่างกันรวมถึงน้ำหนักเบาบางกว่ารุ่นก่อนหน้า ประการแรกก็คือถังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ 27 ลิตร รวมเข้ากับชุดบอดี้การดีไซน์ที่ให้ความบึกบึนและกำยำ วาดลวดลายและเส้นสายให้มีความทันสมัยแบบใหม่ และที่สำคัญในเรื่องของหน้าตาดีไซน์สุดเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครมาพร้อมกับไฟ Adaptive Headlight หรือไฟหน้าปรับตามการเอียงตัวที่เป็นไฟ LED ติดชิลด์หน้าไฟฟ้าขนาดใหญ่ (มาก) ติดตั้งมาให้ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องที่ไม่ได้มีข้อมูลในแฟคชีตก็คือ ลักษณะของแฮนด์รุ่นนี้ออกแบบให้มีความยกเยื้องเล็กน้อยและทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสูงของตัวแฮนด์เมื่อเทียบกับผู้ขับขี่ในภาพ นั่นอาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการขับขี่ในรูปแบบของสปอร์ตทัวริ่งอยู่หน่อย ๆ บวกกับระยะห่างระหว่างตัวเบาะ (ขนาดใหญ่ 2 ตอน) และพักเท้าที่ไม่ได้สูงมากนัก นี่อาจเป็นสิ่งที่เสริมท่านั่งขับขี่ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และแน่นอนในเรื่องความสูงระหว่างตัวเบาะถึงพื้นเพียง 780 มม.สำหรับใครที่ขาไม่ถึง เจ้า 1300RT รุ่นนี้มีระบบปรับท่านั่ง (ฟุจเพลต, แฮนด์, เบาะ) แบบไฟฟ้าที่เป็นออปชันเสริมมาให้ผู้ขับขี่ใช้งานเลือกสรรได้อีกด้วย แฟริ่งด้านข้างสามารถปรับได้ สิ่งที่เป็นของใหม่และเป็นออปชันเสริมไม่เหมือนใคร สำหรับรุ่น R1300 RT มีระบบแฟริ่งปรับได้ (อุปกรณ์เสริม) ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของการตัดลมแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการป้องกันน้ำได้อีกด้วย ระบบช่วงล่างแบบไดนามิก สิ่งนี้อาจทำให้ผู้ขับขี่สามารถขับรถสองคันในคันเดียว กับองค์ประกอบของระบบช่วงล่างในรุ่นนี้ ประกอบไปด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้า Evo-Telelever และด้านหลังแบบ EVO-Paralever ที่ทาง BMW ได้พัฒนาขึ้นเพื่อความเสถียรภาพในการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ระบบช่วงล่างยังสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้ากับ Dynamic ESA (อุปกรณ์มาตรฐาน) และออปชันเสริมกับระบบ Dynamic Chassis Adaption (DCA) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับช่วงล่างตามโหมดการขับขี่ สิ่งนี้จะทำให้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความแตกต่างของการขับขี่และสามารถปรับได้ตามความต้องการ โหมดขับขี่ปรับตามช่วงล่างโดยอัตโนมัติ ซึ่งแบ่งเป็น โหมดเน้นความสบาย อาทิ Road, Rain ระบบช่วงล่างจะตั้งค่าความยืดยุบสูง นุ่มนวล ท่านั่งสมดุล สะดวกสบาย เหมาะสำหรับการขับขี่สไตล์ทัวริ่ง ออกทริปทางไกล และโหมด Dynamic / Dynamic Pro 2 โหมดนี้จะถูกปรับให้มีความสปอร์ตมากขึ้น โช้คเซ็ตให้แข็งขึ้น ความสูงรถเพิ่มและรองรับองศาการเอียงในทางโค้งได้ดียิ่งขึ้น ในขณะระบบเบรกใช้เป็นคาลิเปอร์ 4 พอตก้านหน้าจับคู่กับจานดิสก์คู่ 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลัง 2 พอตจับคู่กับจานดิสก์เดี่ยวขนาด 285 มม. และล้อเป็นขนาดไซส์สปอร์ตที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 และ 190/55 เทคโนโลยีและออปชัน..จัดเต็ม!! มีออปชันจัดเต็มมากมาย สมกับค่ายผู้ผลิตจากประเทศเยอรมัน เริ่มด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว มีโหมดขับขี่ 3 โหมด ระบบ MSR (Engine Drag Torque Control) หรือระบบควบคุมแรงบิดไม่ให้รถเกิดอาการกระชากจนเกินไป ระบบ ABS Pro (มาตรฐาน) และ Sport Brake (เสริม) ระบบแอ็คทีฟครูซคอนโทรล มีเรด้าห์จับสัญญาณสิ่งกีดขวางรอบทิศและใช้ ECU คำนวณระยะเวลาเร็วในการขับขี่ ระยะห่างระหว่างตัวรถถึงรถคันหน้า ด้านข้างและด้านหลัง ระบบอุ่นมือ พอร์ตชาร์จไฟ USB-C ระบบ Audio System (เสริม) รองรับการติดตั้งบริเวณคอนโซลหน้าและควบคุมผ่านหน้าจอใช้งานได้ตามสะดวก และมีระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (Automated Shift Assistant) สำหรับใครที่เบื่อกำคลัตช์ต้องมารุ่นนี้ เพราะมีระบบ ASA ติดตั้งมาให้ไว้เป็นออปชันสำหรับสายบิดไม่ชอบกำคลัตช์ แถมยังมีโหมดขับขี่ในเลือกใช้ทั้งโหมด D

Honda PCX สกูตเตอร์พรีเมียมที่ครองใจคนไทยมามากกว่า 10 ปี Honda PCX ถ้าในเวลานี้พูดชื่อโมเดลนี้ออกไปก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นรถอีกหนึ่งโมเดลที่ครองใจประชาชนในหลายช่วงวัยมาอย่างยาวนาน ซึ่งเจ้ารถคันนี้จัดเป็นรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์พรีเมียมที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี โดยโมเดลนี้เริ่มทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2552 ซึ่งบวกลบคูณหารดูแล้วก็มีอายุกว่า 16 ปีเข้าไปแล้ว การันตีความขายดีอย่างเทน้ำ เทท่า ด้วยจำนวนรถที่เห็นด้วยสายตาบนท้องถนนว่ารถจักรยานยนต์โมเดลนี้มันยอดฮิตมากขนาดไหน ซึ่งในบทความนี้จะมาพูดถึงวิวัฒนาการทั้ง 5 โฉมของเจ้ารุ่นนี้กัน ย้อนช่วงเวลากลับไปในปี 2552 ถ้าหากให้ยกตัวอย่างรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเอาแบบชนิดที่ว่ารถจักรยานยนต์คันนี้เปรียบเป็น ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ก็คงจะหนีไม่พ้นรถไซส์เล็กขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 125 ซีซีอย่าง Honda Scoopy หรือไม่ก็เป็น Honda Click ซึ่งก็ครองใจประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน อาจจะด้วยเพราะเหตุผลของความเป็นรถขนาดเล็กที่เน้นความคล่องตัว รวมไปถึงการขับขี่ใช้สอยในชีวิตประจำวันก็อาจจะมองว่า ‘เพียงพอแล้ว’ สำหรับเครื่องยนต์ไซส์นี้ Honda PCX 125 ช่วงปี 2010-2012 แต่แล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2552 ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ส่งหนึ่งโมเดลมาเขย่าวงการรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์พิกัด 125 ซีซี กับรถจักรยานยนต์ที่มีชื่อว่า ‘Honda PCX’ โดยเจ้าสกูตเตอร์คันนี้มาพร้อมดีไซน์ที่ออกแนวเน้นไปทางความเป็นพรีเมียม หรูหรา และพ่วงมาด้วยความทันสมัย ซึ่งสร้างความฮือฮาได้พอสมควร ซึ่งขุมพลังของรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 124.9 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 11.17 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 11.56 นิวตันเมตร โดยจุดเด่นไฮไลท์ของรถในโมเดลดังกล่าวมาพร้อมเทคโนโลยีหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (idling Stop System) เพื่อประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ราคาเปิดตัว : ไม่มีข้อมูลปรากฎ Honda PCX 150 Generation 1 ช่วงปี 2012-2014 หลังจากที่กระแสตอบรับจากเจนแรกไปในทิศทางที่ดี สองปีให้หลังจากการเปิดตัวเจนแรก ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงเจ้าพีซีเอ็กซ์คันนี้ด้วยการขยายความจุมากยิ่งขึ้น จากเครื่องยนต์ 125 ซีซีเป็นเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 13.4 แรงม้าพร้อมแรงบิด 13.1 นิวตันเมตร Honda PCX 150 Generation 2 ช่วงปี 2014-2017 เมื่อระยะเวลาการทำตลาดของเจนแรกผ่านมาได้พอสมควร และผลตอบรับก็ถือว่าใช้ได้ ทางไทยฮอนด้าเห็นความยอดนิยมของรถในโมเดลนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะทำการ ‘ปรับปรุงใบหน้าใหม่’ เพราะในเจนที่ 3 ของรถจักรยานยนต์โมเดลนี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าใหม่ให้หล่อเหลายิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่ในเจนก่อนส่วนของบริเวณด้านหน้าของตัวรถก็ดูเหมือนจะอ้วน ๆ กลม ๆ แต่เมื่อได้ถึงคราวไมเนอร์เชนจ์ทางฮอนด้าก็ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ มิติตัวรถเหมือนถูกรีดให้มีเส้นสายเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าของตัวรถมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟหน้าแบบ Dual LED Head Light ที่มาพร้อมไฟเลี้ยว และไฟท้ายแบบ LED ทั้งหมด บริเวณหน้าจอเรือนไมล์มีการปรับเปลี่ยน และจัดวางตำแหน่งใหม่ผสมความเป็นจอแบบอนาล็อก และดิจิตอล ด้านซ้ายหน้าของตัวรถมีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟ รายละเอียดของเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์ขนาด 149.3 ซีซี พละกำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 13.1 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.4 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร และในโฉมปี 2016 โมเดลนี้ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ความล้ำสมัยอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนจากไขกุญแจสตาร์ทเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ไม่ต้องเสียบกุญแจอีกต่อไป เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ เพียงแค่พกรีโมทไว้กับตัว สามารถสตาร์ทรถ ปลดล็อกเบาะ และเปิดฝาถังน้ำมันได้ง่ายดาย อีกทั้งยังมาด้วยระบบสัญญาณกันขโมย และฟังก์ชันค้นหารถซึ่งสามารถกดปุ่มบนรีโมทเพื่อส่งสัญญาณเสียงและไฟ เพื่อระบุตำแหน่งรถในที่จอด ราคาเปิดตัว : 82,300 บาท Honda PCX 150 Generation 3 ช่วงปี 2018-2021 ยังคงพัฒนากันอย่างต่อเนื่องสำหรับสกูตเตอร์พรีเมียมยอดนิยมในประเทศไทยในปี 2018 ทางไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงใหญ่อีกครั้ง โดยในหนนี้ก็มีการปรับหน้าใหม่ให้ดูมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมไฟท้ายที่มีการปรับใหม่เช่นเดียวกันเป็นรูปแบบอักษร X และในส่วนของเรือนไมล์ในเจนที่ 3 นี้เรียกได้ว่าเป็นดิจิตอลแบบเต็มระบบอีกทั้งยังแสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งยังมีการออกแบบหน้าจอที่มองง่ายมากขึ้นกว่าเดิมรับกับระดับสายตาของผู้ขับขี่ มิติตัวรถในเจนที่ 3 นี้เพิ่มเส้นสายความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงความพรีเมียม ดูผิวเผินเหมือนจะดูมีน้ำมีนวลมากกว่าเจนที่ 2 อยู่เล็กน้อย และในส่วนของเครื่องยนต์ขุมพลังก็เป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับเจนที่ 2 ทุกประการ และในเจนที่ 3

Arm Pump เล่นงาน ‘ก้อง สมเกียรติ’ กระทบมากน้อยขนาดไหน ในการแข่งขัน MotoGP สนามที่ห้าของฤดูกาล 2025 ซึ่งทำการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน โดยหนึ่งในนักแข่งสัญชาติไทยจากทีม IDEMITSU Honda LCR อย่าง ‘ก้อง’ สมเกียรติ จันทรา นักบิดเจ้าของหมายเลข 35 ก็ได้ลงทำศึกนี้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า ‘เจ้าก้อง’ ของเราก็ไม่สามารถขี่จนจบการแข่งขันได้ และวิ่งไปเพียง 11 รอบสนามเท่านั้น ซึ่งปัญหาที่ทำให้แข่งขันต่อไม่ได้ก็เพราะเกิดปัญหาอาการ ‘Arm Pump’ ว่าแต่อาการนี้มันคืออาการอะไร ? สามารถอ่านรายละเอียดอาการนี้แบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) ซึ่งก้อง สมเกียรติได้ออกมาเผยว่าตัวเขานั้นประสบปัญหาอาร์มปั๊มมาเป็นระยะเวลาร่วมสัปดาห์ก่อนการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ซึ่งเจ้าตัวเขาคิดว่ามันน่าจะหายเอง แต่แล้วอาการดังกล่าวก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง วิธีการรักษา การรักษาอาการ Arm Pump สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อคลายพังผืด (เยื่อหุ้มเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ) โดยทั่วไปจะทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจเป็นการผ่าแยกพังผืดหรือการตัดพังผืดออก ความท้าทายอยู่ที่การวินิจฉัยโรค แต่ผลลัพธ์ของการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) การปฏิบัติหลังการผ่าตัด หลังจากทำการผ่าตัดคลายพังผืด (fasciectomy/fasciotomy) ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักการใช้งานแขน แขนจะถูกพันผ้าไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือก และต้องดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งถ้า ก้อง สมเกียรติ ใช้วิธีผ่าตัดในการรักษาอาร์มปั๊ม จากข้อมูลการรักษาทั่วไปจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นจนกว่าจะกลับมาแข่งขันได้อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้น 6-8 สัปดาห์ หรือประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งจากตารางการแข่งขัน MotoGP ในช่วง 2 เดือนนี้ ก้องจะพลาดลงทำศึก MotoGP ถึง 5 สนามการแข่งขันดังนี้ สนามที่ทำการแข่งขัน วันที่ทำการแข่งขัน Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส 09 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคม Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคม GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand Aragón ประเทศสเปน 06 มิถุนายน – 08 มิถุนายน Brembo Grand Prix of Italy สนาม Autodromo Internazionale del Mugello ประเทศอิตาลี 20 มิถุนายน – 22 มิถุนายน Motul TT Assen สนาม TT Circuit Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์ 27 มิถุนายน – 29 มิถุนายน ซึ่งดูจากชื่อในการแข่งขันแต่ละสนามแล้วนั้นก็ค่อนข้าง ‘น่าเสียดายไม่น้อย’ เพราะชื่อชั้นของแต่ละสนามที่ก้องพลาดลงแข่ง (หากผ่าตัด) ก็ถือว่าเป็นสนามที่มีความน่าสนใจ เพราะเมื่อครั้งที่ก้องยังโลดแล่นอยู่ใน Moto2 สนามดังกล่าวก็เป็นสนามที่นักแข่งชาวไทยรายนี้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม สามารถคว้าท็อป 10 ได้ในทุกสนาม เว้นแต่สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษที่ก้องไม่จบการแข่งขัน สนามที่ทำการแข่งขัน อันดับที่ทำได้ Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส อันดับที่ 5 Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ ไม่จบการแข่งขัน GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand

Arm Pump คืออะไร ? อุปสรรคของนักกีฬามอเตอร์สปอร์ต Arm Pump หรือภาวะกล้ามเนื้อแขนตึงจากความดันในช่องกล้ามเนื้อ หรือชื่อทางการแพทย์ของภาวะนี้คือ Chronic Exertional Compartment Syndrome (CECS) คือปัญหาที่พบบ่อยในนักกีฬาที่ใช้กำลังแขนต่อเนื่อง เช่น นักแข่งมอเตอร์ไซค์ นักจักรยาน และนักปีนเขา ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม ตึง และสูญเสียแรงบีบมือชั่วคราว อาการนี้อาจกระทบต่อสมรรถนะการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งอาการคือการปวดของกล้ามเนื้อปลายแขน ที่เกิดการบวมตึงจากการใช้งานหนักมากจนเกินไป จนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และก่อให้เกิดอาการบวม ชา และควบคุมมือได้ยาก สาเหตุของการเกิดอาการ ภาวะอาการของอาร์มปั๊มจะเป็นอาการปวดปลายแขนอย่างมากหลังจากออกแรง และอาการดังกล่าวจะหายไปได้เองจากการพักจากการออกแรงเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยอาการทั่วไปปลายแขนจะรู้สึกแข็งและตึงในช่วงที่มีอาการปวด อาจมีอาการชาบริเวณมือ หรือกล้ามเนื้อปลายแขนซึ่งเกิดอาการเกร็ง อ่อนแรง หรือควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ภาวะนี้มักเกิดจากการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ และใช้แรงมาก ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อปลายแขนบวมและกดทับเส้นเลือดและเส้นประสาทภายในช่องกล้ามเนื้อ การกดทับนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง และนำไปสู่อาการที่สัมพันธ์กับอาร์มปั๊มซึ่งสัมพันธ์กับสาเหตุต่าง ๆ ได้ดังนี้ • กล้ามเนื้อล้า อันเนื่องมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อปลายแขนหนักหรือบ่อยเกินไป อาจทำให้เกิดความล้า บวม และเพิ่มความดันภายในช่องกล้ามเนื้อ • ท่าทางหรือเทคนิคที่ไม่เหมาะสม การวางท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้องขณะขี่มอเตอร์ไซค์หรือปั่นจักรยาน อาจทำให้กล้ามเนื้อถูกใช้งานผิดรูปแบบและเกิดแรงกดทับ • แรงบีบมากเกินไป การจับสิ่งของแน่นเกินไป เช่น แฮนด์รถ หรือกริปสำหรับปีนผา อาจเร่งให้เกิดกล้ามเนื้อล้าและการกดทับ • ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำน้อยหรือร่างกายขาดน้ำอาจทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็งง่าย และทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความดันในช่องกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น Arm Pump ขัั้นตอน และวิธีการรักษา การรักษาอาการอาร์มปั๊มนั้นมีอยู่สองวิธี คือการรักษาโดยวิธีการที่ไม่ต้องผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด • การรักษาอาการอาร์มปั๊มโดยไม่ต้องผ่าตัด การพักและการฟื้นตัว: การหยุดพักและให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติมได้ การยืดกล้ามเนื้อและการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง การยืดกล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการอาร์มปั๊มได้ เทคนิคและสรีรศาสตร์ที่เหมาะสม การจัดท่าทางร่างกายและการใช้เทคนิคที่ถูกต้องระหว่างการทำกิจกรรมสามารถช่วยลดความตึงเครียดในกล้ามเนื้อแขนได้ การดูแลเรื่องน้ำ และโภชนาการ การรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายอย่างเพียงพอและการรับประทานอาหารที่สมดุลสามารถสนับสนุนการทำงานของกล้ามเนื้อและป้องกันการเป็นตะคริวได้ การสวมอุปกรณ์บีบรัดกล้ามเนื้อ การสวมปลอกแขนหรือผ้าพันแขนแบบบีบรัดระหว่างการทำกิจกรรมสามารถช่วยลดอาการบวมและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อแขนได้ • การรักษาอาการอาร์มปั๊มโดยวิธีการผ่าตัด อาการอาร์มปั๊มสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อคลายพังผืด (เยื่อหุ้มเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ) โดยทั่วไปจะทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจเป็นการผ่าแยกพังผืดหรือการตัดพังผืดออก ความท้าทายอยู่ที่การวินิจฉัยโรค แต่ผลลัพธ์ของการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) วิธีการป้องกัน และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการ วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการอาร์มปั๊ม สำหรับนักกีฬา โดยเฉพาะนักแข่งมอเตอร์ไซค์หรือผู้ที่ใช้แขนอย่างต่อเนื่อง จะมีวิธีป้องกันเบื้องต้น ดังนี้ ฝึกกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ควรมีการฝึกกล้ามเนื้อเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อปลายแขน อาจจะเป็นการเวทเทรนนิ่งด้วยน้ำเบา แต่ทำซ้ำหลายครั้งเพื่อเป็นการเพิ่มความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ 2. ยืดกล้ามเนื้อก่อน – หลังแข่งขัน ก่อนลงทำการแข่งขัน หรือก่อนลงทำการซ้อมควรมีการยืดกล้ามเนื้อปลายแขน ข้อมือ เพื่อเป็นการช่วยลดแรงตึงในกล้ามเนื้อ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด 3. รักษาระดับน้ำในร่างกาย และการดูแลโภชนาการ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลัง หรือทำการแข่งขัน และอาจจะมีการรับประทานอาหารที่ช่วยลดการอักเสบเช่น โอเมก้า-3, แมกนีเซียม และวิตามินบี 4. ปรับตำแหน่งการขับขี่ให้เหมาะสม เพื่อให้การลงซ้อม หรือการทำการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่น ควรมีการปรับค่า หรือเซ็ตอัพตำแหน่งท่านั่งการขับขี่ให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่ ปรับตำแหน่งแฮนด์, เบรก และคลัตซ์ให้เหมาะสม อาจจะมีการใช้เทคนิคขับขี่ที่เน้นการผ่อนแรง ไม่เกร็งแขนตลอดเวลา แม้อาการอาร์มปั๊มจะดูเป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป แต่หากละเลยอาจส่งผลร้ายต่อสมรรถนะและเส้นทางอาชีพของนักกีฬา การรู้เท่าทัน ป้องกัน และดูแลอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยและความยั่งยืนในการแข่งขัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เทียบชั้น! ใครคือ นักแข่ง MotoGP ที่เก่งที่สุด คือใคร? ใครคือผู้ที่เก่งที่สุดตลอดกาลในเวิร์ลกรังปรีซ์ นี่อาจจะเป็นบทความคอนเทนต์ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจมากที่สุดว่าจะมีนักแข่งในดวงใจติดรายชื่อในนี้หรือไม่ เราไม่อาจสรุปโดยไม่มีมูลความจริงจนกระทั่งมีข้อมูลข่าวต้นฉบับจากเว็บไซค์โมโตจีพีโดยตรง ซึ่งครั้งนี้เราจะมาเทียบชั้นให้ดูกันว่า นักแข่ง MotoGP ที่เก่งที่สุด คือใครกันแน่..!! โดยในลิสต์รายชื่อคงมีบิ๊กเนมในใจหลาย ๆ คนไม่ว่าจะเป็น Giacamo Agostini, Mick Doohan, Valentino Rossi และ Marc Marquez ซึ่งแต่ละคนนั้นเคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วมากกว่า 5 สมัยทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินแชมป์นั้นว่าใครคือยอดนักบิดโมโตจีพี อาจไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนแชมป์เพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องเหล่านี้มักเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกของแฟน ๆ จำนวนมาก ทุกคนต่างมีตัวเลือกในใจว่าใครคือที่สุดตลอดกาล ต่อให้เถียงกันทั้งวันทั้งคืน…ก็ไม่มีวันจบ นอกจากนี้ยังมีนักบิดคนอื่น ๆ ที่มีฝีมือมากมาย โดยแฟน ๆ สามารถเข้าไปชมได้ในหมวด MotoGP Legends ซึ่งมีข้อมูลโปรไฟล์นักแข่งแต่ละคนไว้แบบละเอียดกันทีเดียว เช่นเดียวกัน ยังมีข้อมูลรายละเอียดสำหรับนักแข่งอื่น ๆ ที่มากมาย อาทิ Casey Stoner, Jorge Lorenzo, Kevin Schwantz, Wayne Rainey, Freddie Spencer, Kenny Roberts, Barry Sheene, Geoff Duke และ John Surtees ยังมีอีกนะ หากพิจารณาจากตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในสนามแข่งขัน สามารถเปรียบผลงานของนักแข่งแต่ละคนได้จากสถิติต่อไปนี้ จำนวนแชมป์โลกในรุ่น MotoGP จำนวนชัยชนะในแต่ละสนาม จำนวนการขึ้นโพเดี้ยมในแต่ละสนาม จำนวนแชมป์โลกทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน จำนวนชัยชนะทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน จำนวนโพเดี้ยมทั้งหมดในทุกคลาสการแข่งขัน เมื่อรวมเกณฑ์เหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยสร้างภาพรวมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถประเมินได้ว่าใครคือนักแข่ง “ที่ดีที่สุด” แม้การตัดสินในหัวข้อนี้จะยังคงเป็นเรื่องถกเถียงและเต็มไปด้วยความเห็นต่างและอารมณ์ของแฟน ๆ ทั่วโลก นอกเหนือจากการพิจารณาความสำเร็จของนักแข่งที่คว้าแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกรังปรีซ์ในแง่ของสถิติที่จับต้องได้แล้ว เรายังอาจต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ อาทิ ช่วงเวลาที่นักแข่งแต่ละคนได้ครองความยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในช่วงนั้น Giacomo Agostini : เจ้าของสถิติแชมป์โลกที่ไม่มีใครเทียบได้ Giacomo Agostini ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักแข่งที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ และสร้างยุคสมัยของเขาตลอดระยะเวลามากที่สุดถึง 14 ฤดูกาล เป็นช่วงเวลาที่ Agostini นั้นได้ครองบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ในช่วงปี 60 – 70 นั่นเอง นอกจากนี้เขาเป็นนักแข่งที่แทบจะ “ไม่เคยพลาดล้ม” และสามารถคว้าชัยชนะในกรังปรีซ์ได้อย่างน่าทึ่งถึง 122 ครั้ง พร้อมกับคว้าแชมป์โลกมาแล้วทั้งหมด 15 สมัยแบ่งเป็น 8 สมัยในรุ่นใหญ่อย่าง 500 ซีซี และ 7 สมัยในรุ่น 350 ซีซี Stat ผลงานการคว้าแชมป์โลกของ Agostini Premier class world titles 8 Premier class Grand Prix victories 68 Premier class podiums 88 Total world titles in all classes 15 Total Grand Prix victories in all classes 122 Total podiums in all classes 159 Mick Doohan : ตำนานแชมป์โลกแห่งยุค 90 นักแข่งตำนานจากสัญชาติออสเตรเลียที่สามารถคว้าแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีให้กับค่ายฮอนด้า ติดต่อกันถึง 5 สมัย (ในปี 1994 ถึง 1998) ซึ่งมิกซ์ ดูฮานนั้นเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเขาในสนามแข่ง ซูเปอร์ไบค์ โดยคว้าชัยชนะในรายการ WorldSBK ได้ 3 สนามในปี 1998 ก่อนจะก้าวสู่การแข่งขันระดับกรังปรีซ์ในปี 1989 ร่วมกับนักแข่งตำนานอย่าง Wayne Gardner และชัยชนะครั้งแรกในศึกกรังปรีซ์หรือรายการโมโตจีพี เกิดขึ้นในสนามฮังการีในปี 1990 และชิงชัยมาเรื่อยๆ

Toprak to Honda 2026 มีข่าวแว่ว ๆ มาเรื่อย เจ้าตัวจะย้ายซบฮอนด้าจริงหรือไม่ คำตอบนี้อาจยังไม่มีส่วนแน่ชัดเจน ต้องฟังคำตอบจากคนใกล้ตัว

foodpanda Thailand ประกาศปิดกิจการ ไรเดอร์ไม่ได้ไปต่อ เป็นข่าวด่วน ข่าวสั้น และเป็นข่าวที่น่าใจหาย สำหรับสายกินที่ชื่นชอบการสั่งอาหารมาทานเป็นชีวิตจิตใจ ล่าสุดหนึ่งในผู้ให้บริการเดลิเวอรี่รายใหญ่ หัวใจสีชมพูอย่าง foodpanda Thailand ประกาศยุติการประกอบกิจการฟู้ดแพนด้า แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารและสินค้าในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมจัดส่งความสุข ผ่านทุกๆ ออเดอร์ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในประเทศไทย เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ลูกค้าที่รักยิ่งของเรา และได้รับการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอดจากร้านค้า พารท์เนอร์ และไรเดอร์ทุกท่าน ที่ร่วมเป็นผู้ขับเคลื่อนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพตลาดในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของฟู้ดแพนด้าอีกต่อไป เรามีความเสียใจอย่างยิ่งที่การเดินทางของเราต้องสิ้นสุดลง และเราขอขอบพระคุณลูกค้าทุกๆ ท่านที่เชื่อมั่นในฟู้ดแพนด้าเสมอมา นับว่าเป็นข่าวที่ค่อนข้างใจหาย สำหรับการบริหารที่ขาดทุนต่อเนื่องถึง 5 ปีรวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยุติกิจการในครั้งนี้ สำหรับสาวกที่ใช้บริการฟู้ดแพนด้าเป็นประจำ ถึงว่า..ช่วงหลัง ๆ มานี้ ไม่ค่อยได้เห็นฟู้ดแพนด้าวิ่งในบ้านเรา ข่าวนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด อย่างว่าในเรื่องของการแข่งขัน การบริการและความถูกใจของลูกค้าก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้วหล่ะครับ ยิ่งแบรนด์ไหนมีโปรโมชันดี ๆ ส่วนลดเยอะ ๆ ผู้คนน่าจะใช้บริการมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าทาง Lineman จะมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการสีชมพูนี้ แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดความคืบหน้าเผยออกมาหรือว่าตกลงกันไม่ได้ซะยังไงอย่างนั้น เลยปิดกิจการไปซะเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 MT-09 PHEV เครื่องไฮบริด เสียบปลั๊กได้ พึ่งจะออกตัวซูเปอร์เน็กเก็ดพร้อมระบบชิฟเกียร์ Y-AMT ไปเมื่อไม่นาน ทางค่ายยามาฮ่าก็พร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมความทันสมัยในอนาคต ล่าสุด ทางแบรนด์ได้เผยคลิปการทดสอบ 2025 MT-09 PHEV รถต้นแบบในรหัสใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด แนวทางใหม่ที่จะผสานทั้งสมรรถนะและความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการปูทางสู่อนาคตของรถสองล้ออันทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ CP3 ยัดมอเตอร์ไฮบริดในรุ่นนี้ ในคลิปยังเปิดเผยให้เห็นถึงการทดสอบพร้อมข้อมูลรายละเอียดในบางส่วน สำหรับฟังก์ชันการทำงานเจ้าระบบไฮบริดรุ่นนี้ โดยทดสอบกับเจ้าเน็กเก็ดตัวท็อปอย่าง MT-09 รุ่นนี้ ซึ่งยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์สันดาปแบบ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมคาแรคเตอร์การตอบสนอง บิด เด้ง เร่ง ลอย มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสิ่งพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริดคันนี้ก็คือ ทางค่ายได้ทำการยัดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า PHEV หรือปลั๊กอิน ไฮบริด เพื่อเพิ่มเป็นทางการเลือกสำหรับการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถทำงานควบคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองอันเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม โดยมาพร้อมกับโหมดขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบได้แก่ EV Mode หรือโหมดไฟฟ้าเพรียว ๆ จ๋า ๆ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับขี่ในเมือง ปลอดภัย เสียงเงียบไม่รบกวนชุมชนรอบข้างและ ไร้มลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย Hybrid Mode โหมดนี้จะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานร่วมกัน ให้ความเร็ว แรงและประหยัด Engine Mode โหมดนี้จะใช้เครื่องยนต์ล้วน ๆ สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะแบบเต็มพิกัด มีระบบ Y-AMT ติดตั้งมาไว้ให้ใช้งาน นอกจากนี้ ทางค่ายยังได้ยัดระบบ Y-AMT หรือระบบชิฟเกียร์แบบใหม่มาพร้อมกับคลัตช์ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ยังคงติดตั้งก้านคลัตช์ปกติเพื่อเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันเพื่อรองรับความเร้าใจในการขับขี่นั่นเอง และเพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของเจ้าระบบนี้มากยิ่งขึ้น Action /Speed เครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า (Hybrid) Start – 60 km/h ❌ ✅ 60 km/h ขึ้นไป ✅ ❌ เร่งรอบ บิดหมดปลอก ✅ ✅ *เมื่อความจุแบตเตอรี่ต่ำ ระบบจะปรับฟังก์ชันมาใช้พลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปเหมือนเดิม* แม้ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการชัดเจนว่าเจ้ารุ่น PHEV จะริเริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อใด เทคโนโลยีต้นแบบนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีไฮบริดในโลกมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหากสามารถผลิตขึ้นมาขายในราคาที่จับต้องได้ อาจจะกลายเป็ยโมเดลใหม่ที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการรถสปอร์ตในยุคต่อไปก็เป็นไปได้ครับ อย่างไรก็ตาม ใครที่อยากลองรถพร้อมเทคใหม่เอามาใช้งาน ก็ลองเจ้า MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ไปก่อน ซึ่งแอดมินได้ลองเทสแล้ว ขับขี่สบายมากขึ้นเป็นโข และถ้ายิ่งมีระบบไฮบริดเข้ามาด้วยหล่ะก็..ไม่อยากจะพูดเลยว่ามันจะดีขนาดไหน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

นึกว่าศูนย์รวมรถชื่อดังระดับโลกสานฝันคนงบน้อย ใครอยากมีรถบิ๊กไบค์..แต่ตังในกระเป๋าไม่เป็นใจ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศจีนอย่าง Jiangsu Sukuli หรือเจ้าของแบรนด์ Sukuli Motorcycle ก็พร้อมจะเป็นวาสนาคู่ใจเหล่าไบค์เกอร์ โดยล่าสุดทางแบรนด์ได้เปิดตัวสปอร์ตไบค์งานพรีเมียม มิลเลอร์ในชื่อโมเดลต่าง ๆ ชูโรงโดย Sukuli S1000RR SukuliCorse รหัสอาจจะดูคุ้น ๆ แต่คงไม่คุ้นเท่าโฉมจริงตัวเป็น ๆ เหมือนยันเงา พร้อมจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม Made-in-China.com @bieugarcia Bmw moto ou Suzuki moto?? Ou a Chinesa SUKULI ?? #bmw #honda #suzuki #motorcycle #moto ♬ som original – bieu สำหรับการออกแบบเจ้าซูคูลี่ในหลาย ๆ รุ่น ก็คล้ายคลึงกับโมเดลซูดเปอร์ไบค์จากค่ายอื่นแหล่ะครับ ซึ่งอาจเป็นการใช้ชื่อและรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ต้นฉบับแต่อย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากเราไม่ได้มองบูลลี่แบบมากมายอะไรนัก ถือว่าแบรนด์เขาค่อนข้างมีฝีมือทีเดียว กว่าจะออกแบบโครงสร้างแต่ละส่วนทั้งภายในและภายนอกให้ดูเหมือนกับต้นฉบับนับว่ายากพอควรแล้ว โดยรุ่นดังทั้งหมดจะมีให้เลือกทั้งสเปค 250 ซีซี และรุ่น 400 ซีซีด้วยกัน แบ่งเป็นแรงม้าสำหรับรุ่น 250 ซีซี จะให้แรงม้ามาทั้งหมด 15.6 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิด 17 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ส่วนรุ่น 400 ซีซีจะให้แรงม้ามาทั้งสิ้น 28 แรงม้าที่ 8,300 รอบ แรงบิด 28 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ สเปคเครื่องยนต์คร่าว ๆ จะประมาณนี้ ช่วงล่างให้มาดีหน่อย จานดิสก์เบรกคู่อัดคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ พร้อมโช้คหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลังและให้ยางไซส์สปอร์ต 110/70 และ 150/70 ล้อขอบ 17 นิ้ว สวยงามตามแบบฉบับรถสปอร์ตงานมิลเลียมของเขาหล่ะครับ ซึ่งไม่ได้มีเพียงโมเดลรุ่นนี้เท่านั้นนะครับ ยังมีโมเดลอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวอีกหลายรุ่น ที่คุณกำลังคิดว่าเขาจะเลียนแบบหรือไม่..ทำแน่นอน และทำออกมาเหมือนต้นฉบับจริง ๆ อย่างเช่น SukuliCorse, Suzuki, KTM, Honda, Yamaha เหมามาหมด ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน @sgbikemart One Price get 3 different branding! 😆😆😆😆😆 Introducing Sukuli: the love child of Suzuki, Ducati, and BMW all in one! 🏍✨ #playsobig #sukuli #SukuliMagic #RideRemix #MotorcycleMashup #sukulicorse #sukulis1000rr ♬ Funny lazy donkey (hilarious song)(937200) – LEOPARD คงอยากคนอยากขี่มากมายแต่ในเรื่องของปัจจัยของเขาอาจจะไม่ถึงจริง ๆ ก็ได้ครับ สุดท้ายนี้ ใครที่อยากได้โมเดลเหล่านี้จริง ๆ ย้ำว่าอยากได้จริง ๆ อาจจะต้องอดใจรอกันซักแปปนึง เพราะตอนนี้ยังไม่มีกำหนดขายปลีกซึ่งอาจจะต้องรอดีลเลอร์ใจดีที่เห็นโอกาสการเติบโตในอนาคตก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่? อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ? นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่ เข้าสู่ข่าวมอเตอร์ไซค์ของตลาดสองล้ออันดับต้น ๆ ของโลกจากฝั่งอินเดียกันบ้าง ล่าสุดทางค่ายผู้ผลิตอย่าง TVS Motor Company ประกาศฉลองความสำเร็จด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคัน พร้อมกับการเปิดตัว รถสปอร์ตไบค์สายเลือดภารตะอย่างเจ้า 2025 TVS Apache rr310 มาพร้อมกับสีสันและลายกราฟิตี้ใหม่และปรับปรุงในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่ แถมยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย OBD-2B เป็นที่เรียบร้อย เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจและน่านำมาขายในบ้านเราทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ความสปอร์ตภายใต้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเจ้าฉลาม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวกแฟน ๆ สายสปอร์ตเลยไม่น้อย รูปทรงแฟริ่งออกแบบดูโฉบเฉี่ยว ประดับกราฟิกด้านข้างด้วยฟ้อนทันสมัย ไฟโปรเจกเตอร์พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ซึ่งระบบไฟใช้เป็น LED รอบคัน มีแรมแอร์บริเวณด้านหน้า และพิเศษสำหรับรุ่นนี้ที่ออกแบบปีกวิงก์เล็ตด้านข้างให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความสปอร์ตบนการขับขี่ในแทร็กได้แบบเต็มพิกัด ถือว่าเป็นรถเซ็กเมนต์แรกที่เริ่มต้นติดตั้งระบบแอโรไดนามิกมาให้ รวมถึงการเว้าเส้นสายส่วนถังให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข่าชิดหนีบถัง ช่วงลำตัวแนบด้านบนพร้อมโน้มตัวไปด้านหน้า หักศอกสอดรับกับองศาแฮนด์ออกแบบมาในลักษณะเป็นแฮนด์จับโช้ค ติดเบาะ 2 ตอนรองรับสำหรับการใช้งานบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่และยังโดดเด่นด้วย Trellis Frame ซึ่งเป็นโครงสร้างอันเอกลักษณ์เฉพาะของรถดูคาติอีกด้วย ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียวขนาด 312.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 38 แรงม้าที่ 9,800 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 7,900 รอบ มีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์รองรับกับเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดไว้ที่ 164 กม./ชม. (Track Mode) แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเสริมออปชันชุดคิตจะสามารถรีดได้มากถึง 215 กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำ เพิ่มระบบ Launch Control สำหรับรุุ่นเจ็นล่าสุดจะมีระบบช่วยออกตัว (Launch Control) ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ระบบ Cornering Drag Torque Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้ง หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมดทำงานควบคู่กับคันเร่งไฟฟ้า ประกอบไปด้วย Track, Sport, Urban และ Rain รวมถึงสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถดูระบบนำทาง มีโหมดแทร็คจับเวลาบนสนามแข่ง รวมถึงฟังก์ชันมีเดียรองรับความสะดวกสบายได้เต็มระบบ ส่วนระบบช่วงล่างติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ยางไซส์สปอร์ตด้านหน้า 110/70 และด้านหลัง 150/60 เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 174 กก โดยเปิดตัวออกมาทั้ง 6 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นสี Red (ไม่มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 119,500 บาท รุ่นสี Red (มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 126,850 บาท รุ่นสีพิเศษ Bomber Grey ราคาประมาณการ 128,999 บาท รุ่น Built To Order สั่งทำพิเศษ ชุดคิต Dynamic เพิ่มราคา (ประมาณการ) 7,740 บาท ชุดคิต Dynamic Pro เพิ่มราคา (ประมาณการ) 6,880 บาท ชุดสี Race Replica Colur เพิ่มราคา (ประมาณการ) 4,300 บาท สำหรับเรื่องการวางจำหน่ายในไทย ณ ตอนนี้ คาดการณ์ว่าไม่เข้า ถึงแม้เคยมีการนำเข้ามาขายในไทยของรุ่น TVS Apache RTR 310 แต่นั้นก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม คิดว่าอาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสายสปอร์ตบ้านเราก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ เจอรถแรงมันจะว้าวเท่ารถตำนานจริงหรือ ? คำตอบนี้อาจมีในใจหลาย ๆ คน ซึ่งเดาว่าไม่ใช่คำตอบในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะฉะนั้น..แอดไม่ขอฟันธง (ฮ่าๆ) แต่ครั้งนี้จะพาบินลัดฟ้า ข้ามทวีปสู่ดินแดนตาน้ำข้าวของยุโรปมาชมโมเดลที่น่าสนใจภายในงาน London Motorcycle show 2025 ที่จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กับโฉมตำนานซุปเปอร์ทัวเรอร์ต้นฉบับรถเดินทางที่ใหญ่ที่สุด Goldwing GL1000 1975 จัดมาโชว์ให้แฟน ๆ สองล้อได้เห็นให้หายคิดถึงกันแล้ว มองผ่านแว้บแรกคือ..โอ้วว้าว เฟิร์สอิมเพรสชันในความสวยงามพรีเมียมรุ่นนี้ก็พาตกหลุมรักซะแล้ว ด้วยความที่เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งยุคเจ็นแรก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของเจ้าโกลวิงค์ไฮเทคบล็อกเครื่อง 6 สูบในปัจจุบัน สำหรับเรื่องของการดีไซน์ของเจ้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าออกแบบคล้ายคลึงกับเจ้า CB750 ซูเปอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายไว้หลายประการทั้ง ไฟกลมคลาสสิก หัวฉีดคาร์บู ถังหยดน้ำ หน้าปัดอนาล็อกและชิ้นส่วนโครเมียม ใช้เฉดสีย้อนยุคสวมเบาะหนัง ที่แอบให้กลิ่นอายถึงความเป็นร็อคสตาร์ในปี 60 แม้ไม่ใช่รถต้นดกำเนิดจากยุโรปแท้ ๆ ก็เถอะ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง โดยเฉพาะเจ้าทัวร์เรอร์รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบบ็อกเซอร์ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 82 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ต่างกันกับเครื่องยนต์สี่สูบเรียงของเจ้า CB750 ต้นแบบของโมเดลฮอนด้าในปัจจุบัน และทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสะดวกสบายที่ออกแบบมาให้กับรถลักษณะทรงยาว เบาะต่ำ แฮนด์สูง นั่งแล้วหลังตรง ขี่สบายแต่ก็อาจจะแอบร้อนขาหน่อย ๆ ถ้าหากไม่มีอะไรป้องกัน (พูดเหมือนจะได้ขี่งั้นแหล่ะ) ขณะที่ช่วงล่างออกแบบมาได้อย่างเหมาะเจาะ กับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้า และโช้คสปริงคู่ด้านล่าง ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่ 296 มม. (ปั้ม 2 ลูกสูบ) ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม.ด้านหลัง ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวด รัดด้วยยางแบบใช้ยางในตามฉบับคลาสสิกยุคก่อนมาให้นั่นเอง ซึ่งในตลาดมือสองยังคงมีจำหน่ายให้เห็นบ้าง แต่ถ้าหากรุ่นปี 1975 ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของรถมอเตอร์ไซค์นับว่าหาได้ยากมาก ๆ ในยุคนี้ ใครมีสะสมก็เก็บไว้ให้ดีทีเดียว ราคาคงแพงหูฉี่อย่างแน่นอน จะได้ไม่ต้องมางมหาให้ดูเหมือนแอดมินนะคร้าบ หากมีรถแรร์รุ่นไหนที่น่าสนใจ บอกแอดได้นะ..ไม่พลาดอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CFMoto แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุกตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง CFLite เข้ามารุกตลาดในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในโซนอเมริกาใต้เป็นหลัก จากชื่อ แม้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินเหมือนจะเป็นรถที่มีสมรรถนะน่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าแบรนด์แม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น แบรนด์ CFLite จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถจักรยานยนต์ราคาประหยัด ซึ่งการเปิดตัวของแบรนด์ลูกดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่งาน Makina Moto Expo 2025 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแผนการตลาดจะมีเป้าอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย และในโซนของภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยมีแบรนด์ CFLite แบรนด์นี้มาพร้อมกับ 3 รุ่นโมเดลใหม่ 3 สไตล์ดังนี้ เน็กเก็ตไบค์ สปอร์ตไบค์ และสายลุยออฟโรด CFLite Dual 230 รถจักรยานยนต์ประเภทดูอัลสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางถนน และทางวิบากมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ คงความคลาสสิคด้วยระบบการจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 99,000 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,200 บาท CFLite 205NK Lite รถจักรยานยนต์ประเภทเน็กเก็ตไบค์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการขับขี่ภายในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบแฟริ่งให้มีความเป็นแอโร่ไดนามิก เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 131,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 77,500 บาท CFLite 250 Lite รถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตที่เน้นการออกแบบดีไซน์ให้มีความดุดัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแอโร่ไดนามิกเพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 138,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 81,600 บาท ซึ่งการเปิดตัวในประเทศฟิลิปปินส์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แล้วยิ่งการเปิดเผยถึงแผนการตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วมีประเทศไทยของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่แบรนด์ CFLite จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใครที่รอแบรนด์นี้อยู่รอก่อน ไม่กี่อึดใจบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Motor Show 2025 นิทรรศการจัดแสดงยานยนต์ที่ในปีนี้ค่ายรถจักรยานยนต์ในแต่ละค่ายก็ต่างงัดไม้เด็ด เอาเทคโนโลยีน่าสนใจมาโชว์เพียบ

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เงินเดือน ต้องเท่าไหร่ จึงจะสามารถผ่อนได้แบบ 'ไม่เจ็บตัว' ใน SuperBike บทความนี้ เราจะมาแนะแนวทริคดี ๆ พร้อมรายละเอียดดังนี้

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP ลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าในศึกการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยความรู้สึกว่าตนนั้นรู้ชื่นชม และดีใจที่จะมีสนามที่ประเทศบราซิลกลับมาปรากฎอีกครั้งในปฏิทินการแข่งขัน แต่อีกแง่นึงก็คิดว่าสนามที่จะนำมาใช้ในการจัดการแข่งขันยังต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ สนามในเมืองโกยาเนียอย่าง สนามแข่ง Autódromo de Interlagos (Ayrton Senna) ของประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในสนามที่เป็นตัวเต็งในการนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2026 ซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ในทวีปอเมริกาใต้รายการนี้ มีกำหนดเข้าปฏิทินในปี 2026 ตามสัญญาระยะเวลา 5 ปี และคาดว่าจะถูกจัดควบคู่กับสนามอาร์เจนตินาหรือออสติน ซึ่งเป็นสนามที่ 2 และ 3 ของฤดูกาลนี้ แต่ก่อนที่บราซิลจะได้กลับมาจัดการแข่งขันโมโตจีพีอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 สนามโกยาเนียจะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โมโตจีพีกำหนด ซึ่งลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมฮอนด้าก็ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร “พวกเขาต้องทำงานอีกเยอะ ทั้งในส่วนของแทร็กและสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในหนึ่งปี เราหวังว่าทุกอย่างจะพร้อม” เขากล่าวเสริม “พวกเขาสัญญากับเราว่าจะเร่งมือเต็มที่ เพราะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการแข่งขันครั้งนี้” “สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ในความเห็นของผม เพราะมันเป็นสนามที่เร็วมาก และมีโค้งเร็วหลายจุด นั่นหมายความว่าเราต้องมีพื้นที่เซฟโซน (runoff area) ที่ดี เพราะเลย์เอาต์ของสนามค่อนข้างเร็ว และเวลาต่อรอบจะสั้นมาก” “สั้นกว่าซัคเซ่นริงเสียอีก” แต่ตรงกันข้ามกับสนามเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเฉลี่ยต่ำ เขาคาดว่าสนามโกยาเนียจะมี “ความเร็วเฉลี่ยสูงมาก ทางตรงยาว และมีหลายโค้งที่ใช้เกียร์ 3 หรือ 4” “มีบางโค้งแคบที่ลดความเร็วเฉลี่ยลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว เราต้องรอดูอีกทีเมื่อใช้รถ MotoGP จริง ๆ รวมถึงตอนที่มีการติดตั้งเคอร์บใหม่ ปูแอสฟัลต์ใหม่ และมีทุกอย่างครบแล้ว เพราะเมื่อนั้นสภาพแทร็กจะดีขึ้นมาก” นักแข่งหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้ารายนี้จะลงแข่งขันในนัดที่สี่ของฤดูกาลที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก