SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Franco Morbidelli รับ ตอนนี้คือช่วงเวลาเค้นฟอร์มเก่งให้ทีม VR46

Franco Morbidelli รับ ตอนนี้คือช่วงเวลาเค้นฟอร์มเก่งให้ทีม VR46 Franco Morbidelli นักแข่งเจ้าของหมายเลข 21 จากทีม VR46 Racing Team ทีมภายใต้การดูแลของ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ ออกมายอมรับว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญในการเค้นฟอร์มเพื่อไล่ล่าโพเดียม ก่อนที่เหล่านักแข่งที่ใช้ GP25 จะสามารถปรับตัวกับรถได้ดีมากยิ่งขึ้น  ‘แฟรงกี้’ กับการแข่งขัน MotoGP 2025 เจ้าตัวได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ที่เป็นสเปคลดทอนจากตัวแข่งทีมโรงงานที่มาร์ก มาร์เกซ, ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของเจ้าตัวอย่าง ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ ใช้ในการแข่งขันฤดูกาลนี้ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าช่องว่างระหว่างตัวเขากับตำแหน่งหัวตารางที่ใกล้กันตอนนี้ อาจอยู่ได้ไม่นาน และตัวเขาเองก็มีความตั้งใจในการใช้ประโยชน์ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ในการเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด จริงที่หลังผ่านการแข่งขันไปทั้งสิ้น 4 สนามนักแข่งจากทีมแซทเทิลไลท์ของทีม Ducati ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะหนีไม่พ้นน้องชายของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘อเล็กซ์ มาร์เกซ’ จากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่สร้างผลงานเด่นขึ้นโพเดียมได้ 3 สนามจาก 4 สนามที่ทำการแข่งขันสะสมคะแนนรวมในตำแหน่งแชมป์โลกได้ถึง 106 คะแนนห่างจากมาร์ก มาร์เกซที่อยู่ในอันดับหนึ่งเพียงแค่ 17 คะแนนเท่านั้น   แต่อีกหนึ่งคนที่มาเป็นม้ามืดก็คงจะหนีไม่พ้นนักแข่งเจ้าของหมายเลข 21 รายนี้ ซึ่งหลังผ่านการแข่งขันไป 4 สนามสามารถเก็บคะแนนได้ทุกสนาม และได้ขึ้นโพเดียมได้สองสนาม (สนามประเทศอาร์เจนติน่า และสนามประเทศกาตาร์) สนามแข่งขัน อันดับที่ทำได้ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศไทย อันดับที่ 4 (+13 คะแนน) เทอมาส เด ริโอ ฮอนโด ประเทศอาร์เจนติน่า อันดับที่ 3 (+16 คะแนน) เซอร์กิต ออฟ เดอะ อเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับที่ 4 (+13 คะแนน) ลูเซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ อันดับที่ 3 (+16 คะแนน)   ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเมื่อผ่านการแข่งขันไปหลาย ๆ สนามมายิ่งขึ้นนักบิดที่ได้ใช้ตัวแข่งสเปคโรงงานอาจจะได้รับการอัปเกรดในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ช่องว่างระหว่างรถทีมโรงงานกับ GP24 จะมีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น “แน่นอนว่า… เราควรใช้ประโยชน์จากช่องว่างเล็กน้อยที่มีอยู่ระหว่างรถของเรากับรถโรงงานในตอนนี้” มอร์บิเดลลี่กล่าวที่กาตาร์ “ช่วงเวลานี้ของปีถือเป็นโอกาสที่เราควรใช้เพื่อสร้างผลงานที่ดียิ่งขึ้น” ซึ่งจุดพัฒนาใหญ่ครั้งต่อไปหลาย ๆ ทีมมุ่งโฟกัสไปช่วงหลังการแข่งขัน Spanish Grand Prix ที่เฆเรซในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อีกทั้งโมบิเดลียังมุ่งมั่นในการตั้งตารอการแข่งขันที่สนามเฆเรซอีกครั้งหลังจากที่ในการแข่งขันปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ฝนตก และทำให้โมบิเดลีพลาดล้มในเรซหลัก “ผมตั้งตารอที่จะไปเฆเรซ หลังจากสุดสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมในกาตาร์ที่ได้ขึ้นโพเดียมอันดับสามสองเรซ” มอร์บิเดลลี่กล่าว “ปีที่แล้ว สนามนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งแรกที่ผมเริ่มขี่ได้เร็ว ผมเข้าใกล้โพเดียมมากในสปรินต์ และแม้ว่าในเรซหลักจะล้มไป แต่ตอนนั้นผมกำลังเร่งแซงอย่างเร็วเลย” Franco Morbidelli และทีม VR46 Racing Team จะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 MT-09 PHEV เครื่องไฮบริด เสียบปลั๊กได้

2025 MT-09 PHEV เครื่องไฮบริด เสียบปลั๊กได้ พึ่งจะออกตัวซูเปอร์เน็กเก็ดพร้อมระบบชิฟเกียร์ Y-AMT ไปเมื่อไม่นาน ทางค่ายยามาฮ่าก็พร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมความทันสมัยในอนาคต ล่าสุด ทางแบรนด์ได้เผยคลิปการทดสอบ 2025 MT-09 PHEV รถต้นแบบในรหัสใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด แนวทางใหม่ที่จะผสานทั้งสมรรถนะและความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการปูทางสู่อนาคตของรถสองล้ออันทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ CP3 ยัดมอเตอร์ไฮบริดในรุ่นนี้ ในคลิปยังเปิดเผยให้เห็นถึงการทดสอบพร้อมข้อมูลรายละเอียดในบางส่วน สำหรับฟังก์ชันการทำงานเจ้าระบบไฮบริดรุ่นนี้ โดยทดสอบกับเจ้าเน็กเก็ดตัวท็อปอย่าง MT-09 รุ่นนี้ ซึ่งยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์สันดาปแบบ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมคาแรคเตอร์การตอบสนอง บิด เด้ง เร่ง ลอย มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสิ่งพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริดคันนี้ก็คือ ทางค่ายได้ทำการยัดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า PHEV หรือปลั๊กอิน ไฮบริด เพื่อเพิ่มเป็นทางการเลือกสำหรับการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถทำงานควบคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองอันเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม โดยมาพร้อมกับโหมดขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบได้แก่ EV Mode หรือโหมดไฟฟ้าเพรียว ๆ จ๋า ๆ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับขี่ในเมือง ปลอดภัย เสียงเงียบไม่รบกวนชุมชนรอบข้างและ ไร้มลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย Hybrid Mode โหมดนี้จะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานร่วมกัน ให้ความเร็ว แรงและประหยัด Engine Mode โหมดนี้จะใช้เครื่องยนต์ล้วน ๆ สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะแบบเต็มพิกัด  มีระบบ Y-AMT ติดตั้งมาไว้ให้ใช้งาน นอกจากนี้ ทางค่ายยังได้ยัดระบบ Y-AMT หรือระบบชิฟเกียร์แบบใหม่มาพร้อมกับคลัตช์ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ยังคงติดตั้งก้านคลัตช์ปกติเพื่อเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันเพื่อรองรับความเร้าใจในการขับขี่นั่นเอง  และเพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของเจ้าระบบนี้มากยิ่งขึ้น Action /Speed เครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า (Hybrid) Start – 60 km/h ❌ ✅ 60 km/h ขึ้นไป ✅ ❌ เร่งรอบ บิดหมดปลอก ✅ ✅ *เมื่อความจุแบตเตอรี่ต่ำ ระบบจะปรับฟังก์ชันมาใช้พลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปเหมือนเดิม* แม้ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการชัดเจนว่าเจ้ารุ่น PHEV จะริเริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อใด เทคโนโลยีต้นแบบนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีไฮบริดในโลกมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหากสามารถผลิตขึ้นมาขายในราคาที่จับต้องได้ อาจจะกลายเป็ยโมเดลใหม่ที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการรถสปอร์ตในยุคต่อไปก็เป็นไปได้ครับ อย่างไรก็ตาม ใครที่อยากลองรถพร้อมเทคใหม่เอามาใช้งาน ก็ลองเจ้า MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ไปก่อน ซึ่งแอดมินได้ลองเทสแล้ว ขับขี่สบายมากขึ้นเป็นโข และถ้ายิ่งมีระบบไฮบริดเข้ามาด้วยหล่ะก็..ไม่อยากจะพูดเลยว่ามันจะดีขนาดไหน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sukuli Motorcycle สานฝันคนงบน้อย เปิดตัวโมเดงานมิลเลอร์

นึกว่าศูนย์รวมรถชื่อดังระดับโลกสานฝันคนงบน้อย ใครอยากมีรถบิ๊กไบค์..แต่ตังในกระเป๋าไม่เป็นใจ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ในประเทศจีนอย่าง Jiangsu Sukuli หรือเจ้าของแบรนด์ Sukuli Motorcycle ก็พร้อมจะเป็นวาสนาคู่ใจเหล่าไบค์เกอร์ โดยล่าสุดทางแบรนด์ได้เปิดตัวสปอร์ตไบค์งานพรีเมียม มิลเลอร์ในชื่อโมเดลต่าง ๆ ชูโรงโดย Sukuli S1000RR SukuliCorse รหัสอาจจะดูคุ้น ๆ แต่คงไม่คุ้นเท่าโฉมจริงตัวเป็น ๆ เหมือนยันเงา พร้อมจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม Made-in-China.com @bieugarcia Bmw moto ou Suzuki moto?? Ou a Chinesa SUKULI ?? #bmw #honda #suzuki #motorcycle #moto ♬ som original – bieu สำหรับการออกแบบเจ้าซูคูลี่ในหลาย ๆ รุ่น ก็คล้ายคลึงกับโมเดลซูดเปอร์ไบค์จากค่ายอื่นแหล่ะครับ ซึ่งอาจเป็นการใช้ชื่อและรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ต้นฉบับแต่อย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากเราไม่ได้มองบูลลี่แบบมากมายอะไรนัก ถือว่าแบรนด์เขาค่อนข้างมีฝีมือทีเดียว กว่าจะออกแบบโครงสร้างแต่ละส่วนทั้งภายในและภายนอกให้ดูเหมือนกับต้นฉบับนับว่ายากพอควรแล้ว โดยรุ่นดังทั้งหมดจะมีให้เลือกทั้งสเปค 250 ซีซี และรุ่น 400 ซีซีด้วยกัน แบ่งเป็นแรงม้าสำหรับรุ่น 250 ซีซี จะให้แรงม้ามาทั้งหมด 15.6 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิด 17 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ส่วนรุ่น 400 ซีซีจะให้แรงม้ามาทั้งสิ้น 28 แรงม้าที่ 8,300 รอบ แรงบิด 28 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ สเปคเครื่องยนต์คร่าว ๆ จะประมาณนี้ ช่วงล่างให้มาดีหน่อย จานดิสก์เบรกคู่อัดคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ พร้อมโช้คหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลังและให้ยางไซส์สปอร์ต 110/70 และ 150/70 ล้อขอบ 17 นิ้ว สวยงามตามแบบฉบับรถสปอร์ตงานมิลเลียมของเขาหล่ะครับ  ซึ่งไม่ได้มีเพียงโมเดลรุ่นนี้เท่านั้นนะครับ ยังมีโมเดลอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวอีกหลายรุ่น ที่คุณกำลังคิดว่าเขาจะเลียนแบบหรือไม่..ทำแน่นอน และทำออกมาเหมือนต้นฉบับจริง ๆ อย่างเช่น SukuliCorse, Suzuki, KTM, Honda, Yamaha เหมามาหมด ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน  @sgbikemart One Price get 3 different branding! 😆😆😆😆😆 Introducing Sukuli: the love child of Suzuki, Ducati, and BMW all in one! 🏍✨ #playsobig #sukuli #SukuliMagic #RideRemix #MotorcycleMashup #sukulicorse #sukulis1000rr ♬ Funny lazy donkey (hilarious song)(937200) – LEOPARD คงอยากคนอยากขี่มากมายแต่ในเรื่องของปัจจัยของเขาอาจจะไม่ถึงจริง ๆ ก็ได้ครับ  สุดท้ายนี้ ใครที่อยากได้โมเดลเหล่านี้จริง ๆ ย้ำว่าอยากได้จริง ๆ อาจจะต้องอดใจรอกันซักแปปนึง เพราะตอนนี้ยังไม่มีกำหนดขายปลีกซึ่งอาจจะต้องรอดีลเลอร์ใจดีที่เห็นโอกาสการเติบโตในอนาคตก็เป็นไปได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ

ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ จำเป็นหรือไม่ ? เรามีคำตอบ ไหน..ขอซาวน์เช็คหน่อย พี่ ๆ น้อง ๆ ไบค์เกอร์ท่านไหนที่เคยประสบปัญหาออกตัวรถดับ สับเกียร์ว่าว จอดไฟแดงไล่หาเกียร์ N ไม่เจอ หรือลืมเปลี่ยนเกียร์ตอนออกตัว ทำเอาซะเขินต่อหน้าชาวหมู่คณะ ละถ้ายิ่งเป็นรถซีซีใหญ่ ก็มักจะเป็นจุดเด่นต่อสายตาของผู้คนข้าง ๆ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วหล่ะก็ คงเก็บทรงกันไม่อยู่ทีเดียว หรือจะต้องพึ่ง ระบบเกียร์ไร้คลัชต์ ระบบที่ไม่ต้องกำคลัตช์ต่อไป แล้วมันจำเป็นหรือไม่?  อะไรคือ ระบบเกียร์ไร้คลัตช์ ? ยืนยันว่าล้านเปอร์เซ็นต์ที่ไบค์เกอร์ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยเราจะมาเจาะรายละเอียดของระบบไร้คลัตช์ซึ่งต้องเรียนว่ารถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สันดาป ทุกรุ่น ต้องมาคู่กับระบบคลัตช์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลัตช์แมนนวล คลัตช์มือ เซมิออโต้คลัตช์ ออโต้คลัตช์หรือกระทั่งไฮดรอลิกคลัตช์ ซึ่งถ้าหากจะไม่มีคลัตช์เลย มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะจริง ๆ แล้วระบบไร้คลัตช์ ยังคงเป็นกลไกสิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป โดยปัจจุบันระบบไร้คลัตช์ที่เราพบเห็นมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน (ถ้าไม่นับ CVT) แต่ถ้าจะนับก็มี 4 เอ๊ะ..ยังไง แบบที่ 1 : Dual Clutch Transmission ระบบเกียร์ที่เรารู้จักกันได้ในนามของ DCT ซึ่งนิยมใช้ในหมู่บิ๊กไบค์จากค่ายปีกนกอย่าง Honda NC750, Honda CRF1100 Africa Twin, X-ADV 750, Goldwing เป็นต้น ซึ่งระบบ DCT จะแยกคลัตช์เป็น 2 ชุด ชุดนึงจับเกียร์เลขคี่ อีกชุดนึงจับเกียร์เลขคู่ เมื่อเวลาเปลี่ยนเกียร์ คลัตช์ก็จะสลับการทำงาน ตัวนึงจับ ตัวนึงคลาย ตู้มต้าม ๆๆ หากพูดง่าย ๆ ระบบนี้จะใกล้เคียงกับรถยนต์ออโต้มากที่สุด คือ..ไม่จำเป็นต้องมีก้านคลัตช์ที่แฮนด์ ควบคุมปุ่มเกียร์ด้วยมือหรือพักเท้าแทนหรือจะขี่แบบออโต้ยังไงก็ได้..เอาที่สะดวกเลย แบบที่ 2 : Automated Manual Transmission (AMT) คำแปลของเทคโนโลยีนี้อาจจะงง ๆ เพราะมันคือ ระบบเกียร์ธรรมดาอัตโนมัติ ถ้าไม่ซีในคำแปลมันก็คือระบบ ๆ หนึ่ง ทำงานตามชื่อเลยและยังใช้เกียร์ธรรมดาเป็นพื้นฐาน แต่ชุดเกียร์เหล่านี้จะถูกควบคุมคลัตช์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานตามคำสั่งของ ECU ซึ่งจะทำหน้าที่บีบคลัตช์หรือโยกเกียร์แทนคนขับนั่นเอง  โดยกลไกของระบบเหล่านี้จะไม่มีก้านคัลตช์รวมถึงคันเกียร์ที่บริเวณพักเท้า แต่จะให้ระบบควบคุมเกียร์แมนนวลมาในลักษณะคันโยกซึ่งสามารถปรับได้ด้วยมือผู้ขับขี่นั่นเอง และแค่นั้นยังไม่พอระบบเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้ตามรอบเครื่อง หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีโหมดออโต้ให้ขี่ เพิ่มความสบายมากขึ้นเป็นกอง โดยรถที่ใช้ระบบเกียร์ดังกล่าวคงไม่พ้นYamaha Y-AMT อย่าง MT-09, Tracer 9GT, MT-07 Y-AMT และรุ่นอื่น ๆ  และไม่ใช่เพียงค่ายยามาฮ่าเท่านั้น ค่าย KTM ก็ให้ความสนใจเจ้าระบบนี้เช่นเดียวกันโดยพัฒนาระบบ KTM AMT มาใช้ในรถซูเปอร์แอดเวนเจอร์นั่นเอง  เสริมในเรื่องความต่างระหว่าง AMT กับ DCT แบบง่าย ๆ ซักเล็กน้อยก็คือ เจ้า AMT มันมีมอเตอร์เพื่อกด-คลายคลัตช์ เหมือนมีคนช่วยบีบคลัตช์ให้ตอนเปลี่ยนเกียร์ แทนกำลังบีบที่มือ ซึ่งจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับความเร็วที่ล้อ รอบเครื่อง แรงม้าเพื่อตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ ความเจ๋งของระบบนี้ ก็คือฟีลลิ่งของรอบการเปลี่ยนเกียร์ไม่แตกต่างจากระบบเกียร์ธรรมดา แค่เปลี่ยนโหมด Automated ไม่ต้องกำคลัตช์ก็ได้หรือในรถบางรุ่น สามารถใช้แบบฟลูออโต้ได้เลย บิด ๆ อย่างเดียว แบบที่ 3 : Smart Clutch System น่าจะมีแค่หนึ่งเดียวที่ใช้ระบบนี้ และไม่เข้าไทยด้วยนั่นคือระบบ SCS หรือ Smart Clutch System ในรถ MV Agusta Turismo Veloce Lusso SCS ซึ่งจะแตกต่างจากทั้ง 2 แบบ ด้านบน เพราะใช้กลไกภายในถ้วยคลัตช์ของรุ่นนี้ที่เรียกกันว่า Clutch Expander ที่จะขยายตัวเพื่อดันให้คลัตช์จับตัวและหดลงเพื่อคลาย เป็นระบบเครื่องกลที่จะทำงานตามรอบ รวมทั้งมีเซ็นเซอร์ไว้ส่งข้อมูลไปยังกล่องเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ด้วยควิกชิฟเตอร์อีกที แบบที่ 4 : Continuously Variable Transmission (CVT) อันนี้ก็ถือว่านับด้วยกับระบบคลัตช์สายพานในรถจำพวกสกูตเตอร์ ซึ่งคลัตช์รุ่นนี้จะอยู่ในตัวเครื่องเป็นเสมือนเกียร์บ็อกซ์ที่ใช่ชามหน้า-หลัง ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังผ่านตัวเชื่อมด้วยสายพาน เอาจริง ๆ ระบบนี้ไม่ขอเรียกว่าเกียร์ดีกว่าเพราะมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์หัวโบราณอย่างแอดมิน ขี่รถมีคลัตช์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งอาจจะดูลำบากลำบนเวลาไปจ่ายตลาดรวมถึงเวลาขี่มุดซอกแซกช่วงรถติด

Yamaha Airbag 2025 ระบบ เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! ยามาฮ่าเริ่มทำแล้ว

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ?  นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง  เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่

2025 TVS Apache rr310 สปอร์ตติดปีก ออฟชั่นครบ ตอบโจทย์มือใหม่ เข้าสู่ข่าวมอเตอร์ไซค์ของตลาดสองล้ออันดับต้น ๆ ของโลกจากฝั่งอินเดียกันบ้าง ล่าสุดทางค่ายผู้ผลิตอย่าง TVS Motor Company ประกาศฉลองความสำเร็จด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคัน พร้อมกับการเปิดตัว รถสปอร์ตไบค์สายเลือดภารตะอย่างเจ้า 2025 TVS Apache rr310 มาพร้อมกับสีสันและลายกราฟิตี้ใหม่และปรับปรุงในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่ แถมยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย OBD-2B เป็นที่เรียบร้อย เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจและน่านำมาขายในบ้านเราทีเดียว เพราะด้วยรูปลักษณ์ความสปอร์ตภายใต้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเจ้าฉลาม ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวกแฟน ๆ สายสปอร์ตเลยไม่น้อย รูปทรงแฟริ่งออกแบบดูโฉบเฉี่ยว ประดับกราฟิกด้านข้างด้วยฟ้อนทันสมัย ไฟโปรเจกเตอร์พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ซึ่งระบบไฟใช้เป็น LED รอบคัน มีแรมแอร์บริเวณด้านหน้า และพิเศษสำหรับรุ่นนี้ที่ออกแบบปีกวิงก์เล็ตด้านข้างให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงฟีลลิ่งความสปอร์ตบนการขับขี่ในแทร็กได้แบบเต็มพิกัด ถือว่าเป็นรถเซ็กเมนต์แรกที่เริ่มต้นติดตั้งระบบแอโรไดนามิกมาให้ รวมถึงการเว้าเส้นสายส่วนถังให้ผู้ขับขี่สามารถนั่งเข่าชิดหนีบถัง ช่วงลำตัวแนบด้านบนพร้อมโน้มตัวไปด้านหน้า หักศอกสอดรับกับองศาแฮนด์ออกแบบมาในลักษณะเป็นแฮนด์จับโช้ค ติดเบาะ 2 ตอนรองรับสำหรับการใช้งานบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่และยังโดดเด่นด้วย Trellis Frame ซึ่งเป็นโครงสร้างอันเอกลักษณ์เฉพาะของรถดูคาติอีกด้วย  ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียวขนาด 312.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 38 แรงม้าที่ 9,800 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 7,900 รอบ มีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์รองรับกับเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดไว้ที่ 164 กม./ชม. (Track Mode) แต่ถ้าหากเป็นรุ่นเสริมออปชันชุดคิตจะสามารถรีดได้มากถึง 215 กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำ เพิ่มระบบ Launch Control สำหรับรุุ่นเจ็นล่าสุดจะมีระบบช่วยออกตัว (Launch Control) ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ระบบ Cornering Drag Torque Control ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนในขณะเข้าโค้ง หน้าจอ TFT 5 นิ้ว พร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมดทำงานควบคู่กับคันเร่งไฟฟ้า ประกอบไปด้วย Track, Sport, Urban และ Rain รวมถึงสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน สามารถดูระบบนำทาง มีโหมดแทร็คจับเวลาบนสนามแข่ง รวมถึงฟังก์ชันมีเดียรองรับความสะดวกสบายได้เต็มระบบ ส่วนระบบช่วงล่างติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ยางไซส์สปอร์ตด้านหน้า 110/70 และด้านหลัง 150/60 เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 174 กก โดยเปิดตัวออกมาทั้ง 6 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นสี Red (ไม่มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 119,500 บาท รุ่นสี Red (มีควิกชิฟเตอร์) ราคาประมาณการ 126,850 บาท รุ่นสีพิเศษ Bomber Grey ราคาประมาณการ 128,999 บาท  รุ่น Built To Order สั่งทำพิเศษ ชุดคิต Dynamic เพิ่มราคา (ประมาณการ)  7,740 บาท ชุดคิต Dynamic Pro เพิ่มราคา (ประมาณการ) 6,880 บาท ชุดสี Race Replica Colur เพิ่มราคา (ประมาณการ) 4,300 บาท สำหรับเรื่องการวางจำหน่ายในไทย ณ ตอนนี้ คาดการณ์ว่าไม่เข้า ถึงแม้เคยมีการนำเข้ามาขายในไทยของรุ่น TVS Apache RTR 310 แต่นั้นก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็ไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม คิดว่าอาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสายสปอร์ตบ้านเราก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ

Goldwing GL1000 1975 ตำนานทัวริ่งตัวพ่อ จากแดนไซตามะ เจอรถแรงมันจะว้าวเท่ารถตำนานจริงหรือ ? คำตอบนี้อาจมีในใจหลาย ๆ คน ซึ่งเดาว่าไม่ใช่คำตอบในทิศทางเดียวกันแน่นอน เพราะฉะนั้น..แอดไม่ขอฟันธง (ฮ่าๆ) แต่ครั้งนี้จะพาบินลัดฟ้า ข้ามทวีปสู่ดินแดนตาน้ำข้าวของยุโรปมาชมโมเดลที่น่าสนใจภายในงาน London Motorcycle show 2025 ที่จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา กับโฉมตำนานซุปเปอร์ทัวเรอร์ต้นฉบับรถเดินทางที่ใหญ่ที่สุด Goldwing GL1000 1975 จัดมาโชว์ให้แฟน ๆ สองล้อได้เห็นให้หายคิดถึงกันแล้ว  มองผ่านแว้บแรกคือ..โอ้วว้าว เฟิร์สอิมเพรสชันในความสวยงามพรีเมียมรุ่นนี้ก็พาตกหลุมรักซะแล้ว ด้วยความที่เป็นมอเตอร์ไซค์แห่งยุคเจ็นแรก ๆ และเป็นต้นกำเนิดของเจ้าโกลวิงค์ไฮเทคบล็อกเครื่อง 6 สูบในปัจจุบัน สำหรับเรื่องของการดีไซน์ของเจ้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าออกแบบคล้ายคลึงกับเจ้า CB750 ซูเปอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายไว้หลายประการทั้ง ไฟกลมคลาสสิก หัวฉีดคาร์บู ถังหยดน้ำ หน้าปัดอนาล็อกและชิ้นส่วนโครเมียม ใช้เฉดสีย้อนยุคสวมเบาะหนัง ที่แอบให้กลิ่นอายถึงความเป็นร็อคสตาร์ในปี 60 แม้ไม่ใช่รถต้นดกำเนิดจากยุโรปแท้ ๆ ก็เถอะ แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง โดยเฉพาะเจ้าทัวร์เรอร์รุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบบ็อกเซอร์ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 82 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ต่างกันกับเครื่องยนต์สี่สูบเรียงของเจ้า CB750 ต้นแบบของโมเดลฮอนด้าในปัจจุบัน และทั้งนี้ทั้งนั้นในเรื่องของความสะดวกสบายที่ออกแบบมาให้กับรถลักษณะทรงยาว เบาะต่ำ แฮนด์สูง นั่งแล้วหลังตรง ขี่สบายแต่ก็อาจจะแอบร้อนขาหน่อย ๆ ถ้าหากไม่มีอะไรป้องกัน (พูดเหมือนจะได้ขี่งั้นแหล่ะ) ขณะที่ช่วงล่างออกแบบมาได้อย่างเหมาะเจาะ กับโช้คเทเลสโคปิกด้านหน้า และโช้คสปริงคู่ด้านล่าง ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่ 296 มม. (ปั้ม 2 ลูกสูบ) ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม.ด้านหลัง ล้อหน้า 19 ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวด รัดด้วยยางแบบใช้ยางในตามฉบับคลาสสิกยุคก่อนมาให้นั่นเอง  ซึ่งในตลาดมือสองยังคงมีจำหน่ายให้เห็นบ้าง แต่ถ้าหากรุ่นปี 1975 ที่ถือว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของรถมอเตอร์ไซค์นับว่าหาได้ยากมาก ๆ ในยุคนี้ ใครมีสะสมก็เก็บไว้ให้ดีทีเดียว ราคาคงแพงหูฉี่อย่างแน่นอน จะได้ไม่ต้องมางมหาให้ดูเหมือนแอดมินนะคร้าบ หากมีรถแรร์รุ่นไหนที่น่าสนใจ บอกแอดได้นะ..ไม่พลาดอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี

ทาร์โดซซี่ ยัน มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของ MotoGP ไปอีกหลายปี มาร์ก มาร์เกซ นักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 ในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในฤดูกาล 2025 ก็เป็นขวบปีแรกที่เจ้าตัวได้ย้ายเข้าไปสู่ทีมโรงงานของ Ducati Lenovo Team อีกทั้งยังสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงสมฐานะของการเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย และ ‘ตัวเต็ง’ แชมป์ในฤดูกาลปัจจุบันจนกระทั่งที่ว่าบอสของดูคาติอย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่เชื่อว่า มาร์เกซเวอร์ชันนี้คือเวอร์ชันที่ดีที่สุด “มาร์ก มาร์เกซ จะเป็นตัวอันตรายของโมโตจีพีไปอีกสี่ห้าปี” ประโยคดังกล่าวออกมาจากผู้จัดการทีมของ Ducati Lenovo Team อย่าง ดาวิเด้ ทาร์โดซซี่ที่ออกอาการภาคภูมิใจนักแข่งคนใหม่ของทีมอยู่ไม่น้อย เพราะเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้เริ่มต้นภารกิจล่าแชมป์โลกปี 2025 กับทีมโรงงานดูคาติอย่างร้อนแรง โดยคว้าชัยชนะในทุกการแข่งขันสปรินต์ทั้ง 4 สนาม และชนะถึง 3 จาก 4 เรซหลักที่เปิดฤดูกาล ชัยชนะในรายการกาตาร์ กรังด์ปรีซ์ ทำให้เขาขึ้นเป็นผู้นำคะแนนสะสม โดยมีคะแนนนำ อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีม Gresini อยู่ 17 แต้ม ขณะที่ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า เพื่อนร่วมทีมโรงงานตามอยู่ 26 แต้มหลังจบ 4 สนาม อีกทั้งทาร์โดซซี่ยังออกมาเผยอีกว่า ตอนนี้โรงรถของดูคาติมีทั้ง “ราชาและเจ้าชาย” แห่งโมโตจีพี “มาร์คทำเวลา 1 นาที 52.5 วินาที และ 1 นาที 52.6 วินาที ก่อนจบการแข่งขันเพียง 4-5 รอบ มันแสดงให้เห็นว่าใครคือราชาตัวจริง ในความเห็นของผม แบรนด์ของเรามีทั้งราชาและเจ้าชายในโมโตจีพี เพราะเรามีแชมป์โลก 11 สมัยอยู่ในพิตเดียวกัน” “มันเป็นไปได้ที่มาร์เกซจะชนะทุกรายการที่เหลือในปี 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเป็คโก้จะคว้าชัยชนะได้ในบางสนาม โดยเฉพาะเพราะมาร์เกซในตอนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการจบอันดับสองก็ไม่เป็นไร หากมันเสี่ยงเกินไป” “เขารู้ดีว่าเขาต้องคว้าแชมป์โลกให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” “มาร์คในวันนี้ดีกว่าเดิมมาก และผมเชื่อว่าเขาจะยังเป็นตัวอันตรายได้อีกสี่ถึงห้าปีข้างหน้า” “อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าเราสามารถพึ่งพานักแข่งชั้นยอดได้สองคน และเราก็รู้สึกพอใจมากกับเรื่องนี้” เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่าจะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปน ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

CFMoto ส่ง CFLite บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ CFMoto แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรุกตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง CFLite เข้ามารุกตลาดในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในโซนอเมริกาใต้เป็นหลัก  จากชื่อ แม้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินเหมือนจะเป็นรถที่มีสมรรถนะน่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าแบรนด์แม่ แต่ในความเป็นจริงนั้น แบรนด์ CFLite จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นรถจักรยานยนต์ราคาประหยัด ซึ่งการเปิดตัวของแบรนด์ลูกดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่งาน Makina Moto Expo 2025 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยแผนการตลาดจะมีเป้าอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย และในโซนของภูมิภาคอเมริกาใต้  โดยมีแบรนด์ CFLite แบรนด์นี้มาพร้อมกับ 3 รุ่นโมเดลใหม่ 3 สไตล์ดังนี้ เน็กเก็ตไบค์ สปอร์ตไบค์ และสายลุยออฟโรด CFLite Dual 230 รถจักรยานยนต์ประเภทดูอัลสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่ทางถนน และทางวิบากมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 223 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ คงความคลาสสิคด้วยระบบการจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้คอัพเดี่ยว วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 99,000 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 58,200 บาท CFLite 205NK Lite รถจักรยานยนต์ประเภทเน็กเก็ตไบค์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับการขับขี่ภายในเมือง มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบแฟริ่งให้มีความเป็นแอโร่ไดนามิก เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ 131,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 77,500 บาท CFLite 250 Lite รถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตที่เน้นการออกแบบดีไซน์ให้มีความดุดัน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เน้นการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแอโร่ไดนามิกเพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วางจำหน่ายที่ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ราคา 138,900 เปโซฟิลิปปินส์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 81,600 บาท ซึ่งการเปิดตัวในประเทศฟิลิปปินส์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แล้วยิ่งการเปิดเผยถึงแผนการตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วมีประเทศไทยของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่แบรนด์ CFLite จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใครที่รอแบรนด์นี้อยู่รอก่อน ไม่กี่อึดใจบอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก

Jack Frost และ Paul Milbourn โชว์พลังคนบ้า ซ้อนสองทุบสถิติโลก คงไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันอยู่บนจุดสูงสุดได้ตลอดกาล และมักถูกแทนที่ด้วยสิ่งอะไรที่เป็น “ขั้นกว่า” อยู่เสมอ เช่นเดียวกัน ในเรื่องสถิติซ้อนสองที่เร็วที่สุดในโลกที่แอดมินเคยได้ลงข่าวไว้กับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบ (Viper 10) ของตาลุง Alan Millyard ที่เคยทำไว้ที่ 295 กม./ชม. ล่าสุด การมาของคู่หูดูโอ้คู่ใหม่อย่าง Jack Frost และ Paul Milbourn พร้อมที่จะขิงด้วยความเร็วที่สามารถทำได้มากกว่าถึง 360 กม./ชม. ทีเดียว แม้แชมป์เก่าจะใช้ตัวซิ่งพลังร็อกเก็ต 10 สูบ 500 แรงม้า ก็มิอาจต้านทานขุมพลังเบอร์โบซูเปอร์ชาร์จของฮายาบูสะคันนี้ที่ได้รับการโมดิฟายจนสามารถผลิตแรงม้าได้สูงถึง 800 แรงม้า ซึ่งนอกจากปรับเพิ่มสมรรถนะแล้ว ยังมีการดัดแปลงพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับขี่แบบซ้อนท้ายที่ความเร็ว 320 กม./ชม. ได้อย่างปลอดภัย อย่างการติดตั้งเบาะท้ายแบบเฉพาะทางพร้อมพักเท้า การเสริมแฮนด์ให้กับคนซ้อนบริเวณใต้ถังน้ำมัน ให้สามารถจับได้ในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง หลังจากการทดสอบเบื้องต้นบนรันเวย์เอลวิงตัน ประเทศอังกฤษ Jack Frost สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 418 กม./ชม. (ขับขี่คนเดียว) และความเร็วสูงสุดสำหรับซ้อนสองทำได้ที่ 360 กม./ชม ทำลายสถิติเดิมที่ตาลุง Millyard และ Henry Cole ทำไว้ 295 กม./ชม. นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมออกตัวพร้อมกับคนตัวใหญ่ขนาดนั้นซ้อนท้าย ผมไม่เคยขี่พร้อมคนซ้อนที่ตัวใหญ่แบบนี้มาก่อน แต่ทุกอย่างก็รู้สึกปกติดี เราเลยตัดสินใจลองวิ่งดูว่าจะเป็นยังไง ซึ่งผมลองอีกรันหนึ่งโดยบิดคันเร่งมากขึ้นหน่อย ได้ความเร็ว 360 กม./ชม. แล้วก็ลองอีก 2 รอบโดยพยายามบิดแรงขึ้น แต่กลับทำพลาด ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ ผมบิดคันเร่งเพิ่มนิดหน่อย ทำให้รถเสียจังหวะตอนเข้าเกียร์สี่ มันเกิดอาการแกว่งนิดหน่อย ผมเลยถอนคันเร่งแล้วค่อยเปิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งผ่านเส้นที่ความเร็ว 211 ไมล์ต่อชั่วโมง และในรันที่สี่ก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะ แม้ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ในการซ้อนท้ายทั้งสองคนใช้คันเร่งเฉลี่ยเพียง 60% เท่านั้น โดยพอล มิลบอร์นยังได้ออกแบบแฮนด์พิเศษติดตั้งไว้ที่โครงรถ เพื่อให้สามารถจับได้จากด้านหลัง โดยไม่ต้องจับตัวฟรอสต์โดยตรง เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนะ เขาจับอยู่ที่แฮนด์สองข้างที่ติดกับเฟรมรถ มันปลอดภัยมาก เพราะตอนเบรกแรง ๆ ด้วยความเร็วระดับนั้น ถ้าไม่มีแฮนด์ เขาอาจจะกลิ้งมาทับหัวผมหรือหลุดไปด้านหลังได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเกร็งแขนไว้แค่ไหน และผมก็ไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ข้างหลังด้วย ซึ่งก็ดี เพราะผมไม่ต้องรู้สึกว่ามีใครรั้งตัวผมไว้จากด้านหลัง และไม่ต้องเจอปัญหาแบบ อยู่ดี ๆ มือขวาผมก็เผลอบิดคันเร่งหนักขึ้นทั้งที่กำลังจะปิดคันเร่ง โดยทั้งคู่จะตั้งเป้าทำความเร็วทะลุถึง 386 กม./ชม. และทำลายสถิติโลกอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โยฮันน์ ซาร์โก้ งัดฟอร์มเจ๋งให้ฮอนด้าในศึก QatarGP25

โยฮันน์ ซาร์โก้ งัดฟอร์มเจ๋งให้ฮอนด้าในศึก QatarGP25 โยฮันน์ ซาร์โก้ นักบิดสายเลือดจากแดนน้ำหอมโชว์ฟอร์มร้อน คว้าอันดับสี่ในการแข่งขัน QatarGP ในช่วงวันที่ 11-13 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นผลงานในการแข่งขันเมนเรซดีที่สุดของค่ายฮอนด้านับตั้งแต่มาร์ก มาร์เกซขึ้นโพเดียมอันดับที่สามในศึกการแข่งขัน Motul Grand Prix of Japan ปี 2023  โดยนี่ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของซาร์โก้ นับตั้งแต่เข้าร่วมทีม LCR และยังเป็นผลงานการแข่งขันที่ดีที่สุดของฮอนด้าตั้งแต่ มาร์ค มาร์เกซ ขึ้นโพเดียมในศึกกรังด์ปรีซ์ญี่ปุ่นปี 2023 โดยซาร์โก้ออกสตาร์ตจากกริดที่ 7 และทำการออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับในรอบสปรินต์เมื่อวันเสาร์ ก่อนจะยืนระยะในกลุ่มหน้าตลอดการแข่งขัน ในรอบที่ 12 ถึง 19 ซาร์โก้สามารถแซงหน้าแฟรงโก้ มอร์บิเดลลี่ ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ลุ้นโพเดียม ก่อนที่นักบิด VR46 จะสวนคืนในช่วงสามรอบสุดท้าย “การได้สู้เพื่อโพเดียม และมีเพซรวมถึงความรู้สึกแบบนี้บนรถ มันสุดยอดจริง ๆ ผมมีความสุขมาก เพราะผมสามารถรักษาเพซที่ดีเยี่ยมไว้ได้ และการที่ผมมี ‘โพเดียมเพซ’ แบบนี้ มันเยี่ยมมาก ผมแข่งก็เพราะสิ่งนี้แหละ ผมรักมัน!” สลิปสตรีมเป็นประโยชน์ในศึก QatarGP อย่างที่ทราบกันดีเกี่ยวกับปัญหาของ RC213V จากค่ายฮอนด้าเกี่ยวกับความเร็วปลาย และอัตราเร่งที่เป็นรอง “ผมรู้ว่าถ้าผมสามารถเกาะอยู่หลังกลุ่มผู้นำตรงโค้งสุดท้ายได้ แล้วใช้สลิปสตรีม ผมจะเซฟเวลาได้ราว ๆ สองในสิบวินาทีต่อรอบ” เขาอธิบาย “แต่ถ้าวิ่งคนเดียว ผมอาจจะเสียเวลานิดหน่อย ดังนั้นสลิปสตรีมจึงช่วยได้มากจริง ๆ”   “แต่ถึงไม่มีมัน เราก็พัฒนาขึ้นอยู่ดี ตอนนี้รถคันนี้กลายเป็นของผมแล้ว – ผมรู้วิธีควบคุมมัน และสามารถปรับสไตล์การขี่ให้เข้ากับมันได้ดีขึ้นในแต่ละสนาม” “ช่วงที่ยากที่สุดของการแข่งขันคือตอนที่พยายามจะตามเป็กโก้ให้ทัน แต่ก็ไม่สามารถทิ้งระยะห่างจากคนข้างหลังได้” เขากล่าว “ตอนที่มอร์บิเดลลี่แซงผมอีกครั้ง ผมก็เห็นว่าอัลเดเกร์ก็ตามมาแล้วเหมือนกัน ผมเลยพยายามทำเต็มที่เพื่ออยู่ใกล้ที่สุด ผมสามารถรักษาอันดับ 5 ไว้ได้ – และจากโทษที่เกิดขึ้น เราก็ขยับเป็นอันดับ 4” “เรามีอาการสั่นนิดหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ผมสามารถปรับการขี่ของตัวเองเพื่อรับมือกับปัญหา มันดีมากที่ได้ยืนยันว่า ความเร็วของเรากำลังมา และทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม” เมื่อ MotoGP กำลังจะกลับไปแข่งขันที่ยุโรปในสนามเฆเรซ ซาร์โก้ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า “เรากำลังก้าวหน้าอย่างมั่นคง และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” นักแข่งเจ้าของหมายเลข 5 รายนี้ และทีมฮอนด้าจะลงแข่งในสนามที่ห้าของฤดูกาลที่ประเทศสเปนในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รู้ก่อนตัดสินใจ : ตารางเปรียบเทียบเงินเดือน vs มอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสม

ผ่อนมอเตอร์ไซค์ เงินเดือน ต้องเท่าไหร่ จึงจะสามารถผ่อนได้แบบ 'ไม่เจ็บตัว' ใน SuperBike บทความนี้ เราจะมาแนะแนวทริคดี ๆ พร้อมรายละเอียดดังนี้

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP

‘ดีนะ แต่สนามต้องปรับอีกเยอะ !’ ลูก้า มารินี รับดีใจบราซิลกลับสู่ MotoGP ลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมโรงงานของฮอนด้าในศึกการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยความรู้สึกว่าตนนั้นรู้ชื่นชม และดีใจที่จะมีสนามที่ประเทศบราซิลกลับมาปรากฎอีกครั้งในปฏิทินการแข่งขัน แต่อีกแง่นึงก็คิดว่าสนามที่จะนำมาใช้ในการจัดการแข่งขันยังต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ สนามในเมืองโกยาเนียอย่าง สนามแข่ง Autódromo de Interlagos (Ayrton Senna) ของประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในสนามที่เป็นตัวเต็งในการนำมาใช้ในการจัดการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2026 ซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ในทวีปอเมริกาใต้รายการนี้ มีกำหนดเข้าปฏิทินในปี 2026 ตามสัญญาระยะเวลา 5 ปี และคาดว่าจะถูกจัดควบคู่กับสนามอาร์เจนตินาหรือออสติน ซึ่งเป็นสนามที่ 2 และ 3 ของฤดูกาลนี้  แต่ก่อนที่บราซิลจะได้กลับมาจัดการแข่งขันโมโตจีพีอีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 สนามโกยาเนียจะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อให้ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่โมโตจีพีกำหนด ซึ่งลูก้า มารินี นักแข่งจากทีมฮอนด้าก็ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็มีหลายจุดที่น่าเป็นห่วง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร  “พวกเขาต้องทำงานอีกเยอะ ทั้งในส่วนของแทร็กและสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในหนึ่งปี เราหวังว่าทุกอย่างจะพร้อม” เขากล่าวเสริม “พวกเขาสัญญากับเราว่าจะเร่งมือเต็มที่ เพราะมีความสนใจอย่างมากในการจัดการแข่งขันครั้งนี้” “สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ในความเห็นของผม เพราะมันเป็นสนามที่เร็วมาก และมีโค้งเร็วหลายจุด นั่นหมายความว่าเราต้องมีพื้นที่เซฟโซน (runoff area) ที่ดี เพราะเลย์เอาต์ของสนามค่อนข้างเร็ว และเวลาต่อรอบจะสั้นมาก” “สั้นกว่าซัคเซ่นริงเสียอีก” แต่ตรงกันข้ามกับสนามเยอรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเฉลี่ยต่ำ เขาคาดว่าสนามโกยาเนียจะมี “ความเร็วเฉลี่ยสูงมาก ทางตรงยาว และมีหลายโค้งที่ใช้เกียร์ 3 หรือ 4” “มีบางโค้งแคบที่ลดความเร็วเฉลี่ยลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนจะค่อนข้างเร็ว เราต้องรอดูอีกทีเมื่อใช้รถ MotoGP จริง ๆ รวมถึงตอนที่มีการติดตั้งเคอร์บใหม่ ปูแอสฟัลต์ใหม่ และมีทุกอย่างครบแล้ว เพราะเมื่อนั้นสภาพแทร็กจะดีขึ้นมาก” นักแข่งหมายเลข 10 จากทีมโรงงานฮอนด้ารายนี้จะลงแข่งขันในนัดที่สี่ของฤดูกาลที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม Aprilia Racing ต้นสังกัดของแชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง ฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่ประเทศกาตาร์ในรายการ Qatar Airways Grand Prix of Qatar ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ฆอร์เก้ มาร์ตินที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่การซ้อมในรอบทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเจ้าตัว ก่อนที่จะได้พักพื้นรักษาตัว และได้รับบาดเจ็บบริเวณมือซ้ายซ้ำอีกครั้งในการซ้อมแบบส่วนตัวที่ประเทศสเปน ก่อนเปิดฉากการแข่งขันที่ประเทศไทยในอีกไม่กี่วัน จากเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มาร์ติเนเตอร์ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และหายไปจากการแข่งขันถึง 3 สนาม (สนามประเทศไทย , อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา)   ทางต้นสังกัดของเจ้าตัว ‘ทีมอาพริเลีย’ ได้ยืนยันว่า หลังจากการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายที่ประเทศสเปน มาร์ตินจะเข้าร่วมการแข่งขันกาตาร์กรังด์ปรีซ์สุดสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดรายนี้ยังต้องผ่านการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์ของโมโตจีพีในวันพฤหัสบดีที่กาตาร์ ซึ่งการที่มาร์ตินร่วมเดินทางไปที่ประเทศกาตาร์ในหนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในสนามที่ 4 ของฤดูกาล โดยมาร์ติเนเตอร์ได้ลองทดสอบขับขี่ตัวแข่ง RS-GP ไปเพียงแค่ 90 รอบเท่านั้นนับตั้งแต่การทดสอบที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์ตินเองก็คิดว่าถ้าตนแข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว “แข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาลงสนาม และรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยจะได้ลองแข่งที่กาตาร์” “เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจกับ RS-GP25 ให้มากขึ้น และเริ่มต้นหมุนรอบสนามให้ได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของผมจะเป็นอย่างไร – แน่นอนว่าคงไม่สมบูรณ์ 100%” “เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และพัฒนาทีละนิด ในแง่ของร่างกาย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถแข่งจบได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ มันก็จะเป็นชัยชนะ เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นฟื้นตัวของผม” “เราต้องเดินทีละก้าว เพื่อพยายามกลับคืนสู่ระดับฟอร์มปกติของเราให้เร็วที่สุด” ต้องยอมรับว่าการกลับมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ของฆอร์เก้ มาร์ตินอาจจะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวพอสมควร เมื่อเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับทีมโรงงาน Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และในกลุ่มหัวตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกก็เป็นสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวตาราง ตามมาด้วยอันดับสามฟรานเชสโก้ บัญญาย่า  การแข่งขันสนามที่สี่ของฤดูกาลจะทำการแข่งขันกันที่ประเทศกาตาร์ ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Dax JZO Craft แด๊กซ์อ้วน ตัวซิ่ง จากไต้หวัน

Honda Dax JZO Craft แด๊กซ์อ้วน ตัวซิ่ง จากไต้หวัน พามาชมรถแต่งต่างประเทศที่น่าสนใจ ภายในงานประกวดรถแต่งที่ประเทศไต้หวันที่ผ่านมาอย่าง “Speed and Crafts” และเป็นโมเดลที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขันอีกด้วย กับ Honda Dax JZO Craft สุดเจ๋งรุ่นนี้ซึ่งต้องบอกว่า สวย จ๊าบ ทีเดียว หากมองแว้บแรกก็ไม่ทราบหรอก ยัดล้อดึงอาร์มใส่ยางมาไซส์ใหญ่บวกกับตัวโครงมหึมา แต่พอมองเครื่องแล้วก็แอบรู้สึก เอ๊ะ! ทำไมมันแปลก ๆ พิลึกพิกล นึกว่ารถ สี่ร้อยห้าร้อยซีซีแต่มีเสื้อลมอยู่กระจ๋อยนึงแอบทำเอาหลุดขำแต่นั้นก็ช่างมันเถอะ เขาออกแบบมาได้สวยงามทีเดียว ถ้ามีให้จองก็เอานะ..น่าสะสม สำหรับโครงประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากอลูมิเนียมและไทเทเนียม เป็นผลงานดัดแปลงร่วมกันของ JZO Craft  และ Kunimoto Hidetoshi มาพร้อมกับช่วงล่างจาก RacingBros และสามารถปรับคอนโทรลได้ด้วยรีโหมด ล้อ 12 นิ้วแบบหลายชิ้นจาก Monkey Kit หุ้มด้วยยางสลิกไซส์ใหญ่ บวกกับระบบเบรกที่ได้รับการอัปเกรด โดยใช้คาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์และผ้าเบรกเซรามิกล้อหน้า ส่วนล้อหลังประดับด้วยปั๊ม Brembo พร้อมผ้าเบรกเซรามิกเช่นกัน  สำหรับแฟริ่งด้านออกแบบดีไซน์ในสไตล์ของ Flat Tracker พร้อมระบบไฟ Baja เสริมความหล่อ ดุดัน ประดับหน้าจอด้วย aRacer iMode 5 ที่เชื่อมต่อบลูทูธ สามารถปรับจูนได้ ส่วนลวดลายกราฟิกต่าง ๆ ใช้ลักษณะเป็นลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Honda  อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือท่อไอเสียที่ออกแบบองศาพร้อมกับรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เป็นลักษณะฟูลไทเทเนียมทั้งลำออกแบบให้ระนาบข้างตัวถังออกด้านท้ายคล้ายเครื่องยนต์เจ็ท ปิดด้วยพาร์ทแฟริ่งดูเนี๊ยบอย่างสวยงาม   นอกจากนี้ยังมีจุดอื่น ๆ เพิ่มเติมของรถรุ่นนี้ก็คือ  ปลอกแฮนด์ Domino และมือเบรกแต่ง ล้อดิสก์ 12 นิ้ว หุ้มด้วยยางสลิก เคสไฟหน้าแบบ Flat Tracker ถังน้ำมันอะลูมิเนียมซ่อนใต้เบาะที่ทำพิเศษ ไฟท้าย LED ขนาดเล็กใต้เบาะ ตัวถังอะลูมิเนียมที่ถูกประดิษฐ์พิเศษพร้อมงานสีสไตล์ Honda คลาสสิก แผงคอ CNC จาก GTR เพื่อใช้แฮนด์แบบคลิปออนแทนแฮนด์เดิม ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมที่ทำด้วยมือซ่อนในตัวถัง นับว่าคัสตอมออกมาได้อย่างสวยงาม และหลาย ๆ คนคงอยากได้เจ้าแด๊กซ์รุ่นนี้กันใช่ไหมหล่ะครับ สมมติถ้าหากส่งรถไทยเข้าไปประกวดด้วยแล้วหล่ะก็ คิดว่าน่าจะสูสีไม่แพ้เช่นกัน (ฮ่าๆ) สำหรับรถแต่งรุ่นต่อไปจะเป็นรุ่นอะไรอย่าลืมติดตามข่าวสาร SuperBike ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Zontes 703F แอดแวนเจอร์ค่ายรถขนขิง เคาะประตูตลาดไทยแล้ว

2025 Zontes 703F แอดแวนเจอร์ค่ายรถขนขิง เคาะประตูตลาดไทยแล้ว 2025 Zontes 703F รถจักรยานยนต์ประเภทแอดเวนเจอร์จากค่าย Zontes แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ในปัจจุบันนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และสร้างยอดการขายที่ส่งผลให้ทางค่ายเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย ซึ่งโมเดลที่ได้วางจำหน่ายของทางค่ายก่อนหน้านี้อย่างรถจักรยานยนต์แนวสกูตเตอร์พรีเมียม 350D, 350E หรือแม้แต่สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์อย่าง 368G ก็เข้ามาตีตลาด สร้างแรงกระเพื่อมในประเทศไทยได้ไม่น้อย  หลังจากที่กระแสการตอบรับในประเทศไทยของทั้งสามโมเดลที่ Zontes ได้ทำตลาดไปก่อนหน้านี้จึงส่งผลให้ทางค่ายมีแผนที่จะนำรถจักรยานยนต์อีกหนึ่งรุ่นเข้ามาเสริมทัพไลน์อัพของทางค่ายด้วยรถประเภทแอดเวนเจอร์ ซึ่งที่มาของเรื่องนี้ก็มาจากสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘Zontes 350 Club Thailand’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่รายละเอียดของวิดีโอเป็นรถจักรยานยนต์แนวแอดเวนเจอร์ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับเจ้า 703F ซึ่งถนนที่รถคันนี้วิ่งเป็นช่วงถนนบางน้ำเปรี้ยว (ฉะเชิงเทรา) – บ้านสร้าง (ช่วงปราจีนบุรี) เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา    เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง สายลุยคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์แบบสามสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 699 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 97 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที เกียร์ 6 สปีดพร้อมควิกชิฟเตอร์ ข้อเหวี่ยงแบบ 120 องศา พร้อมระบบบาลานซ์เซอร์ ช่วยให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างนุ่มนวล และลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 22 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านล่างจากแบรนด์ Marzocchi แบบปรับตั้งค่าได้อย่างเต็มระบบทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ (Up-Side Down) ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยวมาพร้อมกับกระปุกซับแทงค์  ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์จากแบรนด์ J.Juan แบบสี่ลูกสูบพร้อมจานขนาด 310 มม. ติดตั้งอยู่คู่กับล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 90/90-19 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว มาพร้อมคาลิเปอร์จากแบรนด์ J.Juan เช่นเดียวกับด้านหน้าพร้อมจานขนาด 265 มม. ติดตั้งอยู่บนล้อหลังแบบซี่ลวดขนาด 150/70-17 รถค่ายจีนเทคโนโลยีมาแบบไม่กั๊ก สำหรับรถจักรยานยนต์จากประเทศจีนอย่างค่ายซอนเทสก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการที่ขายรถแบบ ‘ไม่กั๊กสเปค’ โดยเจ้าแอดเวนเจอร์คันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคันที่ให้สเปคมาแบบจัดเต็ม เริ่มด้วยหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 6.75 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งหน้าจอของรถคันนี้ยังมี Refresh Rate ที่สูงถึง 1080p เรียกได้ว่าจอชัด คม ไหลลื่นอย่างแน่นอน เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบตรวจจับจุดอับสายตา ซึ่งจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยสัญญาณภาพบนกระจกมองหลังเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ไม่เพียงแค่ระบบตรวจจับจุดอับสายตาแต่ยังพร้อมด้วยกล้องบันทึกภาพขณะขับขี่ทั้งด้านหน้า และด้านหลังความคมชัดระดับ 1080P, เลนส์มุมกว้าง 140° และรูรับแสง F1.8 ช่วยให้สามารถจับภาพรายละเอียดสำคัญได้ในหลากหลายสภาพการขับขี่ เสริมความสะดวกสบายไปอีกขั้นกับระบบชิลด์หน้าแบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ตลอดเส้นทาง (ส่วนตัวผู้เขียนว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้าท่า เพราะลำพังจะให้มาเอามือคอยปรับน่าจะไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร) และอุปกรณ์พื้นต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้ก็ได้อกล่างสำหรับป้องกันเครื่องยนต์ ไฟส่องสว่างด้านล่าง และแคชบาร์สำหรับกันล้ม ในเรื่องของราคาวางจำหน่ายทางประเทศจีนได้เปิดราคาวางจำหน่ายของเจ้า 703F อยู่ที่ 45,000 หยวนหรือมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 213,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) ซึ่งความเป็นไปได้ของโมเดลนี้ที่จะนำวางจำหน่ายในประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งก็มีการคาดการณ์ราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ราว ๆ 250,000 บาท ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ หากเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ชนใครบ้าง ? แน่นอนว่าการมาถึงของเจ้า Zontes 703F คันนี้รถจักรยานยนต์ประเภทแอดเวนเจอร์ไบค์อาจจะว้าวุ่นอยู่ไม่น้อย หากเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาคาดการณ์ราคาดังกล่าว แน่นอนว่าจะต้องเจอคู่ปรับที่จอดรออยู่แล้ว เริ่มกันที่ตัวแทนจากค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki Versys 650 แอดเวนเจอร์ไบค์สองสูบเรียง ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 259,000 บาท หรือจะเป็นตัวแทนจากค่ายส้อมเสียง แบรนด์ยามาฮ่าที่พร้อมส่งเจ้า Yamaha Tenere 700 เข้ามาแย่งสัดส่วนตลาดของแอดเวนเจอร์ไบค์ ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 479,000 บาท แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยสำหรับสายลุยพิกัด 700 ซีซีของทางซอนเทส แต่การได้เห็นมาวิ่งบนถนนของประเทศไทยก็เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนไม่น้อยว่าอาจจะมีการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมาเปิดตัวในประเทศไทยช่วงไตรมาส 4 ของปี 2025 นี้ และราคาวางจำหน่ายจะเปิดตัวเท่าไหร่นั้น ติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย หากมีราคาไทยออกมาเมื่อไหร่จะมาแจ้งให้ทราบอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco Winglet เสริมปีก “ไฟฟ้า” ตอบโจทย์คนเหม็นควัน

Kymco Winglet เสริมปีก “ไฟฟ้า” ตอบโจทย์คนเหม็นควัน ความก้าวหน้าของระบบแอโรไดนามิกเริ่มเป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ชาวสองล้อทั่วโลก รวมไปถึงยังเป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่ควรมีโดยเฉพาะในรถคลาสซูเปอร์ไบค์เป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพื่อเสริมความเร็วเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันยังมีประโยชน์ในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และยังสวยงามอีกด้วย ซึ่งในช่วงหลัง ๆ มานี้ แอโรไดนามิก กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเหตุนี้ ทางผู้ผลิตค่ายรถสัญชาติไต้หวันอย่าง Kymco Winglet ก็ให้ความสนใจในด้านนี้อย่างจริงจัง บวกกับกำลังพัฒนาปีกหน้าหรือวิงก์เล็ตแบบ ‘ปรับได้’ เพื่อความชัดเจนและไม่โกหกแก่เหล่าแฟน ๆ ชาวสองล้อ เรามีภาพ Patent จดสิทธิบัตรสำหรับระบบแอโร่ไดนามิกตัวใหม่มาให้ชม พร้อมแบบร่างของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่าง Super Nex สายสปอร์ตที่การันตีได้ว่ารุ่นเจนเนอเรชันถัดไปที่จะเปิดตัวออกมา น่าสนใจอย่างแน่นอน นี่คือวิงก์เล็ตแอคทีฟ โดยติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตัวรถเหมือนพวกรถสปอร์ตหรืิอซูเปอร์ไบค์อย่างที่เห็นกัน แต่ในกรณีของ Kymco ชิ้นส่วนวิงก์เล็ตเหล่านี้จะถูกใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็น โดยถูกควบคุมด้วยชุดควบคุมการทำงาน มีเซ็นเซอร์ตำแหน่งคันเร่ง เซ็นเซอร์ความเร็วที่ล้อ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อผ่าน ECU ด้วยระบบไฟฟ้า และปรับมุมของปีกให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ ณ ขณะนั้น มีแนวโน้มว่าจะใช้กับ 2 รุ่นนี้ โดนมีความเป็นไปได้สูงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้กับ รถสมรรถนะสูงหรือเน้นความสปอร์ตเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มที่จะเป็น 2 รุ่นนี้ก็คือ Kymco SuperNEX มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบที่มีสมรรถนะสูง และมีดีไซน์แบบรถสปอร์ตเต็มพิกัด อีกทั้งโมเดลดังกล่าวยังเหมาะสมกับระบบแอโรไดนามิกที่เน้นการควบคุมช่วงเร่งหนัก ๆ ส่วนอีกรุ่นก็คือ Kymco RevoNEX อีกหนึ่งโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะ บวกกับดีไซน์ล้ำ และมีโอกาสเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทดลองเทคใหม่อาทิ แกน IMU ระบบปีกวิงก์เล็ตเป็นต้น หรือเรียกง่าย ๆ มีคุณสมบัติพร้อมติดตั้งนั่นเองแหล่ะครับ อาจจะเป็นอีกออปชันหนึ่งที่น่าสนใจก็เป็นไปได้  ข้อดีและข้อเสียของระบบนี้ หากมีขึ้นจริง..!! ก็ย่อมมีฟีดแบคกลับมาทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อดีนั้นมีมากมายอย่างเช่น ลดอาการล้อหน้าลอย สร้างแรงดาวน์ฟอร์จ และสามารถปรับองศาของปีกได้ตามสถานการณ์โดยไม่ต้องจอด ซึ่งมันเหมาะสมกับรถไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงเลยทีเดียว ซึ่งไม่มีข้อเสียเลยนอกจากต้นทุนที่คุณจะต้องจ่ายมากขึ้นซึ่งหลัก ๆ ที่น่าห่วงก็น่าจะเป็นในเรื่องของการเซอร์วิสนั่นเองครับ สรุปก็คือ การมาของระบบแอโรไดนามิกที่คิมโค่เล็งพัฒนาขึ้น ก็เพื่อความสปอร์ต ความมันส์และความปลอดภัยของผู้ขับขี่นั่นเอง น้อยนักที่จะเห็นรถโมเดลไฟฟ้าติดปีกออกมาซิ่งกันให้เห็น อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประการออกมาแต่อย่างใด รถก็เช่นกันยังอยู่ในคอนเซ็ปต์ของโมเดลต้นแบบอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดตัวออกมาพร้อมกัน รถใหม่ ปีกใหม่ ระบบใหม่ ถูกใจวัยรุ่นเหม็นน้ำมันแล้วหล่ะทีนี้ ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เชื่อพี่ ! ย้ายเถอะน้อง เควิน ชวานซ์ แนะ เปโดร อคอสต้าออกจาก KTM

เชื่อพี่ ! ย้ายเถอะน้อง เควิน ชวานซ์ แนะ เปโดร อคอสต้า ออกจาก KTM เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน KTM ถูกตำนานแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีอย่าง เควิน ชวานซ์ แนะนำให้ย้ายทีมหนีออกจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติออสเตรียหากมีโอกาส เพราะการไปอยู่ในทีมที่มีสภาพแวดล้อมที่มีทิศทางการลุ้นแชมป์ จะส่งผลดีกับเจ้าตัว ปัจจุบันเปโดร อคอสต้าขึ้นมาสู่ทีมโรงงานของ KTM เป็นปีแรก โดยเจ้าตัวย้ายมาจากทีมรองของทางค่ายอย่าง  Red Bull GASGAS Tech3 โดยอคอสต้าเซ็นสัญญาระยะยาวกับ KTM แต่ผลงานที่ไม่สู้ดีนักในช่วงต้นฤดูกาล 2025 รวมถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของทีมหลังเผชิญวิกฤตการเงินเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า นักบิดวัย 20 ปีรายนี้อาจตัดสินใจแยกทางกับ KTM หลังจบฤดูกาล ‘Baby Shark’ ตกเป็นข่าวลือเชื่อมโยงกับหลายทีม อาทิ VR46 Ducati, Honda และ Pramac Yamaha แม้ว่าอคอสต้าจะยังคงแสดงจุดยืนสนับสนุน KTM อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม เควิน ชวานซ์ แชมป์โลก 500 ซีซี ปี 1993 เชื่อว่า หากมีโอกาสได้ย้ายไปขี่รถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อคอสต้าก็ควรรีบคว้าไว้ “เมื่อปีที่แล้วเขามีโอกาสลุ้นคว้าชัยในหลายสนามขณะที่อยู่แถวหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถปิดจ็อบได้ เขายังไม่สามารถรักษาตำแหน่งหน้าสุดไว้จนถึงเส้นชัยได้” ชวานซ์กล่าวผ่านช่องทางถ่ายทอดสด MotoGP ในรายการกรังด์ปรีซ์ที่อเมริกา “ผมคิดว่าเปโดรมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมรออยู่ข้างหน้า เขาควรใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่ทำได้บนรถ KTM และถ้ามีโอกาสได้ขี่รถที่อยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าด้วยวัยของเขาในตอนนี้ เขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที” “ในฐานะคนที่ไม่เคยกล้าพอจะย้ายทีม ผมอยากแนะนำว่า ตอนนี้แหละคือเวลาที่ควรทำแบบนั้น” “ผมเองก็เคยพยายามอยู่สองสามครั้งนะ เคยลองจะไปขี่ Yamaha หนหนึ่ง เคยลองจะไป Honda หนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที” “ผมคิดว่า ในเมื่อเปโดรยังอายุน้อยมาก และถึงแม้ KTM จะเป็นทีมที่ให้โอกาสเขามาจนถึงจุดนี้ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ ถ้าสัญญาใกล้หมด และมีโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับทีมที่กำลังอยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าเขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีให้เสมอไปหรอกนะ” สำหรับผลงานของ KTM ตอนนี้ ทีมรั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนประเภทผู้ผลิต แต่ก็มีคะแนนนำหน้า Aprilia เพียงแต้มเดียว และยังไม่สามารถจบการแข่งขันได้ดีกว่าอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2025 ด้านอคอสต้าเอง ปัจจุบันอยู่อันดับ 13 ของตารางนักแข่ง มีอยู่ 16 คะแนน และจะลงแข่งสนามที่สี่ของฤดูกาลที่ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Piaggio Beverly 310 S แม่บ้านสายซิ่ง เครื่องเวสป้า

2025 Piaggio Beverly 310 S แม่บ้านสายซิ่ง เครื่องเวสป้า เลื่อนข่าวผ่าน ๆ ก็แอบตกใจนึกว่าเวสป้าเปิดตัวรุ่นใหม่ กับการเปิดตัวโมเดลโฉมใหม่สำหรับพรีเมียมสกูตเตอร์จากบ้านพิอาจิโอ กรุ๊ป ในรุ่นของ 2025 Piaggio Beverly 310 S มาพร้อมกับการปรับปรุงในเรื่องของค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง  เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในเรื่องค่ามาตรฐานไอเสียในยุโรป สกูตเตอร์รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรอง XMAX Forza โดยเฉพาะจากทางฝั่งอิตาลีที่ถือเป็นแบรนด์บ้านเกิดของรถรุ่นนี้ สามารถพบเห็นพวกไรเดอร์ใช้งานทั่วไปได้ตามท้องถนนเลยกันทีเดียว  และด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ออกแบบดู คล้ายคลึงเจ้าฮอนด้า หลีด แต่เป็นหลีดในเวอร์ชันอัปเกรดยุโรป ตัวบอดี้ใหญ่ บวกระยะฐานล้อที่ยาวจากการวางเครื่องมุมเฉียงไปทางล้อหลัง ไฟหน้าสองชั้น ไฟเดย์ไทม์ทรงสปอร์ต มีช่องแอร์ดักท์ด้านหน้าประกอบด้วยพาร์ทสีเข้มเก็บตามขอบออกแบบไว้สวยงาม เบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับมีพนักพิงด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่ โดยรวมด้านหน้าดูเสมือนรถครอบครัวแต่ด้านท้ายนี่สปอร์ตซิ่ง ๆ ไปเลย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์ HPE ซึ่งบล็อกเดียวกันกับเวสป้า สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 310 ซีซี (อัปซีซีเพิ่มมา 300 ซีซี) ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 27.7 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 29.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมกับถังน้ำมันขนาดความจุ 12 ลิตร ส่วนระบบกันสะเทือนใช้เป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 35 มม. และโช้คสปริงคู่แบบปรับความแข็งพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับ ใส่ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 16 ล้อหลัง 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์รองรับการใช้งานกับหน้าจอ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว กุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จไฟ USB และยังติดตั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น  โดยสีที่จำหน่ายมี 4  สีด้วยกันได้แก่สีเทา (Grigio Mercurio) สีเขียว (Verde Jungle) สีดำ (Nero Meteora) และสีน้ำเงิน (Blu Zaffiro) และไม่ต้องเดา ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MTT 420RR 2025 จรวดเทอร์โบเจ็ท กลับมาอีกครั้ง

MTT 420RR 2025 จรวดเทอร์โบเจ็ท กลับมาอีกครั้ง กลับมาครั้งใหม่ของตำนานรถซูเปอร์ไบค์ที่แรงที่สุดในโลกอย่าง MTT 420RR 2025 หรือที่รู้จักในชื่อของรถ Y2K ถูกเปิดตัวครั้งใหม่พร้อมลายลิมิเต็ดอิดิชันแห่งการฉลองครบรอบ 25 ปี และมีจำนวนจำกัดเพียง 5 คันในโลก กับราคาจำหน่าย 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.3 ล้านบาท ก็ไม่เท่าไหร่สำหรับสายกระเป๋าหนักนี่เอง  สำหรับใครที่เกิดทันในช่วงของ Y2K SuperBike ก็อาจจะชอบเพราะมันคือสุดยอดซูเปอร์ไบค์ทรงพลังที่เคยถูกกล่าวขานว่าเป็นรถที่แรงที่สุดในโลก และสร้างโดยผู้ผลิตอย่าง Marine Turbine Technologies ที่ได้ให้กำเนิดจรวดทางเรียบสำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ความเร็วโดยเฉพาะ ด้วยความน่าสนใจในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ที่ใช้พื้นฐานจาก Roll-Royce M250-C20B ขุมพลังจากเครื่องบินที่มีกำลังสูงสุดถึง 420 แรงม้า และแรงบิด 678 นิวตันเมตร พร้อมเคลมความเร็วสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ที่ 273 ไมล์ หรือ 439 กม./ชม. แรงโพ้ดด พร้อมชุดแชสซี CNC เกรดอากาศยานประกอบกับวัสดุคาร์บอน ผ่านงานประกอบมืออย่างพิถีพิถัน ชุดแฟริ่งออกแบบสีใหม่ ใส่ของแต่งมากมายทั้ง ล้อ BST คาร์บอนไฟเบอร์ ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก ISR และนอกจากนี้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของรุ่นนี้จะใช้เทคโนโลยีจาก Beijer รวมถึงหน้าจอแสดงผลติดตั้งฟังก์ชันต่าง ๆ มาให้มากมาย  และถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้เพราะเจ้าของเขาไม่ขายให้ คุณจะต้องเกิดทันในยุคของ Y2K SuperBike มีสกิลการขับขี่ที่ตึงมือพอสมควรสำหรับในแวดวงการนี้และต้องเข้ารับการพิสูจน์คัดเลือกแบบเข้มงวดเพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นเจ้าของ  เพราะรถประเภทนี้จะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษนั่นเองหน่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Le Mans ต่อสัญญา 5 ปีดึง MotoGP แข่งสนามแดนน้ำหอม

Le Mans ต่อสัญญา 5 ปีดึง MotoGP แข่งสนามแดนน้ำหอม Le Mans หนึ่งในสนามแข่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของนักแข่งรายการ MotoGP และแน่นอนว่าสนามนี้จะถูกบรรจุในโปรแกรมการแข่งขัน MotoGP ไปอย่างน้อยอีก 5 ปีจนถึงปี 2031  หลังจากที่สนามบาเลนเซียประเทศสเปนได้ทำการประกาศการต่อสัญญาใหม่ในการแข่งขัน MotoGP ไปจนถึงปี 2031 ล่าสุดสนามจากแดนน้ำหอมแห่งนี้ก็ไม่รอช้าด้วยการเซ็นสัญญากับ Dorna ออกไปอีก 5cha ปี โดยก่อนหน้านี้สนามแห่งนี้กำลังจะหมดสัญญาในปี 2026  แต่หลังการจรดน้ำหมึกต่อสัญญาจะทำให้สนามแห่งนี้ยังคงอยู่ในรายการ MotoGP ต่อไป เลอม็องส์เป็นสนามหลักในปฏิทิน MotoGP มาหลายปี และเคยสร้างการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา เลอม็องส์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2000 และในปี 2023 ก็ทำลายสถิติผู้ชมด้วยจำนวน 278,805 คน ก่อนจะทำลายสถิตินั้นอีกครั้งในปี 2024 ด้วยยอดผู้ชมรวมสุดสัปดาห์ถึง 297,000 คน  Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของ Dorna ออกมาเผยถึงความรู้สึกของการที่ MotoGP ได้ต่อสัญญากับสนามเลอม็องก์แห่งนี้ “ฝรั่งเศสมีประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่น่าทึ่งอยู่แล้ว และเราภูมิใจที่การแข่งขัน French Grand Prix ของเราได้มีส่วนในการเติมเต็มสิ่งนั้น พร้อมกับดึงดูดคลื่นแฟน ๆ รุ่นใหม่จำนวนมหาศาลทั้งต่อการแข่งขัน ต่อพื้นที่ และต่อกีฬานี้โดยรวม เราคือกิจกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส และผู้ชมในสนามก็สะท้อนให้เห็นถึงฐานแฟนที่หลากหลายและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาพที่เราอยากเห็นเกิดขึ้นทั่วโลก ในขณะที่กีฬานี้ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว” “ฝรั่งเศสเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา และการได้ร่วมงานกับ PHA Claude Michy ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมเกินจะขอได้อีกแล้ว” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

‘สายตาหลอกไม่ได้’ Davide Tardozzi รับ สายตาเป้กโก้สื่อถึงความมุ่งมั่น

‘สายตาหลอกไม่ได้’ Davide Tardozzi รับสายตาเป้กโก้สื่อถึงความมุ่งมั่น Davide Tardozzi ผู้จัดการทีมโรงงาน Ducati Lenovo Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวรู้สึกดีใจ และชื่นชมเจ้าของแชมป์โลกสองสมัยอย่าง ‘ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า’ ที่มีสายตาแสดงถึงความมุ่งมั่น และพร้อมกลับมาช่วงชิงแชมป์โลก MotoGP อีกครั้ง หลังจบการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาลในศึก MotoGP ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม COTA ผู้จัดการทีมโรงงาน Ducati อย่างดาร์วิเด้ ทาร์โดซซี่ออกมาเปิดเผยว่าตัวเขานั้นทราบดีตั้งแต่ก่อนลงแข่งว่าเป้กโก้จะสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะสายตาของเขามันแสดงถึงความมุ่งมั่นออกมาทั้งหมด หลังจากจบการแข่งขันสปรินท์เรซช่วงวันเสาร์ด้วยอันดับที่สามรองจากสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซ และในการเรซหลักเป้กโก้ก็กลับมาเอาชนะได้อีกครั้ง หลังจากที่นักบิดเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยพลาดท่าล้ม และขี่ไม่จบการแข่งขัน ส่งผลให้การสร้างสถิติชนะรวดทั้งสามสนามแรกต้องสิ้นสุดลง โดยชัยชนะของเป้กโก้ครั้งนี้นับว่าเป็นการคว้าชัยชนะที่นับตั้งแต่รอบสุดท้ายที่สนามบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้ว เพราะการแข่งขันในสองสนามแรกของฤดูกาลเป้กโก้โดนสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซเอาชนะได้ทั้งหมด  แม้ว่าจะออกสตาร์ทจากกริดในอันดับที่ 6 แต่ทาร์โดซซี่เผยว่าเขาไม่เคยสงสัยในศักยภาพของบันญาญ่าเลย หลังจากเห็นฟอร์มของเขาในการแข่งขันสปรินต์ “เรารู้ทันทีว่าเขาจะทำได้ดีมากในวันนี้ หลังจากผลการแข่งขัน [สปรินต์] ผมคิดว่าเราสามารถอ่านแววตาของเปคโก้ได้ และเมื่อแววตานั้นเปล่งประกาย เราก็รู้เลยว่าเขาจะเร็วแน่นอน”  โดยในการแข่งขันสองสนามก่อนหน้านี้ บัญญาย่าประสบปัญหาในการเบรก และการเข้าโค้ง ก่อนจะมาถึงที่ COTA แต่ทาร์โดซซี่ยืนยันว่าไม่ได้มีการปรับจูนทางเทคนิคครั้งใหญ่แต่อย่างใด หนึ่งสนาม สองอารมณ์ ขณะที่ดูคาติฉลองชัยชนะของบัญญาย่า แต่อีกฟากเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซกลับต้องเสียใจกับโอกาสที่หลุดมือไป หลังจากพลาดล้มขณะนำอยู่ในรอบที่ 9 “มันเป็นความรู้สึกที่หลากหลาย ร้องไห้ข้างหนึ่ง ยิ้มอีกข้างหนึ่ง ผมเพิ่งคุยกับมาร์ค เขารู้สึกเสียใจกับทีมมาก เขาทำพลาด แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง พวกเราดีใจมาก ๆ ๆ กับเปคโก้ ที่กลับมาหาความเร็วของตัวเองเจออีกครั้ง ไปโดฮาด้วยความมั่นใจ เพื่อคว้าหนึ่ง-สองครั้งแรกของฤดูกาลกันเถอะ” ตารางคะแนนสะสมปัจจุบัน ฟรานเชสโก้ บัญญาย่าอยู่ในอันดับ 3 ของคะแนนสะสมแชมป์โลก โดยตามหลังอเล็กซ์ มาร์เกซ 12 แต้ม และตามหลังมาร์ก มาร์เกซ 11 แต้ม โดยการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลเป้กโก้ และมาร์ก จะลงแข่งขันที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก