SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม Aprilia Racing ต้นสังกัดของแชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง ฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่ประเทศกาตาร์ในรายการ Qatar Airways Grand Prix of Qatar ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ฆอร์เก้ มาร์ตินที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่การซ้อมในรอบทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเจ้าตัว ก่อนที่จะได้พักพื้นรักษาตัว และได้รับบาดเจ็บบริเวณมือซ้ายซ้ำอีกครั้งในการซ้อมแบบส่วนตัวที่ประเทศสเปน ก่อนเปิดฉากการแข่งขันที่ประเทศไทยในอีกไม่กี่วัน จากเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มาร์ติเนเตอร์ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และหายไปจากการแข่งขันถึง 3 สนาม (สนามประเทศไทย , อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา) ทางต้นสังกัดของเจ้าตัว ‘ทีมอาพริเลีย’ ได้ยืนยันว่า หลังจากการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายที่ประเทศสเปน มาร์ตินจะเข้าร่วมการแข่งขันกาตาร์กรังด์ปรีซ์สุดสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดรายนี้ยังต้องผ่านการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์ของโมโตจีพีในวันพฤหัสบดีที่กาตาร์ ซึ่งการที่มาร์ตินร่วมเดินทางไปที่ประเทศกาตาร์ในหนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในสนามที่ 4 ของฤดูกาล โดยมาร์ติเนเตอร์ได้ลองทดสอบขับขี่ตัวแข่ง RS-GP ไปเพียงแค่ 90 รอบเท่านั้นนับตั้งแต่การทดสอบที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์ตินเองก็คิดว่าถ้าตนแข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว “แข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาลงสนาม และรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยจะได้ลองแข่งที่กาตาร์” “เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจกับ RS-GP25 ให้มากขึ้น และเริ่มต้นหมุนรอบสนามให้ได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของผมจะเป็นอย่างไร – แน่นอนว่าคงไม่สมบูรณ์ 100%” “เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และพัฒนาทีละนิด ในแง่ของร่างกาย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถแข่งจบได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ มันก็จะเป็นชัยชนะ เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นฟื้นตัวของผม” “เราต้องเดินทีละก้าว เพื่อพยายามกลับคืนสู่ระดับฟอร์มปกติของเราให้เร็วที่สุด” ต้องยอมรับว่าการกลับมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ของฆอร์เก้ มาร์ตินอาจจะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวพอสมควร เมื่อเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับทีมโรงงาน Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และในกลุ่มหัวตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกก็เป็นสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวตาราง ตามมาด้วยอันดับสามฟรานเชสโก้ บัญญาย่า การแข่งขันสนามที่สี่ของฤดูกาลจะทำการแข่งขันกันที่ประเทศกาตาร์ ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Dax JZO Craft แด๊กซ์อ้วน ตัวซิ่ง จากไต้หวัน พามาชมรถแต่งต่างประเทศที่น่าสนใจ ภายในงานประกวดรถแต่งที่ประเทศไต้หวันที่ผ่านมาอย่าง “Speed and Crafts” และเป็นโมเดลที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขันอีกด้วย กับ Honda Dax JZO Craft สุดเจ๋งรุ่นนี้ซึ่งต้องบอกว่า สวย จ๊าบ ทีเดียว หากมองแว้บแรกก็ไม่ทราบหรอก ยัดล้อดึงอาร์มใส่ยางมาไซส์ใหญ่บวกกับตัวโครงมหึมา แต่พอมองเครื่องแล้วก็แอบรู้สึก เอ๊ะ! ทำไมมันแปลก ๆ พิลึกพิกล นึกว่ารถ สี่ร้อยห้าร้อยซีซีแต่มีเสื้อลมอยู่กระจ๋อยนึงแอบทำเอาหลุดขำแต่นั้นก็ช่างมันเถอะ เขาออกแบบมาได้สวยงามทีเดียว ถ้ามีให้จองก็เอานะ..น่าสะสม สำหรับโครงประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากอลูมิเนียมและไทเทเนียม เป็นผลงานดัดแปลงร่วมกันของ JZO Craft และ Kunimoto Hidetoshi มาพร้อมกับช่วงล่างจาก RacingBros และสามารถปรับคอนโทรลได้ด้วยรีโหมด ล้อ 12 นิ้วแบบหลายชิ้นจาก Monkey Kit หุ้มด้วยยางสลิกไซส์ใหญ่ บวกกับระบบเบรกที่ได้รับการอัปเกรด โดยใช้คาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์และผ้าเบรกเซรามิกล้อหน้า ส่วนล้อหลังประดับด้วยปั๊ม Brembo พร้อมผ้าเบรกเซรามิกเช่นกัน สำหรับแฟริ่งด้านออกแบบดีไซน์ในสไตล์ของ Flat Tracker พร้อมระบบไฟ Baja เสริมความหล่อ ดุดัน ประดับหน้าจอด้วย aRacer iMode 5 ที่เชื่อมต่อบลูทูธ สามารถปรับจูนได้ ส่วนลวดลายกราฟิกต่าง ๆ ใช้ลักษณะเป็นลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Honda อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือท่อไอเสียที่ออกแบบองศาพร้อมกับรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เป็นลักษณะฟูลไทเทเนียมทั้งลำออกแบบให้ระนาบข้างตัวถังออกด้านท้ายคล้ายเครื่องยนต์เจ็ท ปิดด้วยพาร์ทแฟริ่งดูเนี๊ยบอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีจุดอื่น ๆ เพิ่มเติมของรถรุ่นนี้ก็คือ ปลอกแฮนด์ Domino และมือเบรกแต่ง ล้อดิสก์ 12 นิ้ว หุ้มด้วยยางสลิก เคสไฟหน้าแบบ Flat Tracker ถังน้ำมันอะลูมิเนียมซ่อนใต้เบาะที่ทำพิเศษ ไฟท้าย LED ขนาดเล็กใต้เบาะ ตัวถังอะลูมิเนียมที่ถูกประดิษฐ์พิเศษพร้อมงานสีสไตล์ Honda คลาสสิก แผงคอ CNC จาก GTR เพื่อใช้แฮนด์แบบคลิปออนแทนแฮนด์เดิม ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมที่ทำด้วยมือซ่อนในตัวถัง นับว่าคัสตอมออกมาได้อย่างสวยงาม และหลาย ๆ คนคงอยากได้เจ้าแด๊กซ์รุ่นนี้กันใช่ไหมหล่ะครับ สมมติถ้าหากส่งรถไทยเข้าไปประกวดด้วยแล้วหล่ะก็ คิดว่าน่าจะสูสีไม่แพ้เช่นกัน (ฮ่าๆ) สำหรับรถแต่งรุ่นต่อไปจะเป็นรุ่นอะไรอย่าลืมติดตามข่าวสาร SuperBike ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Zontes 703F แอดแวนเจอร์ค่ายรถขนขิง เคาะประตูตลาดไทยแล้ว 2025 Zontes 703F รถจักรยานยนต์ประเภทแอดเวนเจอร์จากค่าย Zontes แบรนด์รถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่ในปัจจุบันนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และสร้างยอดการขายที่ส่งผลให้ทางค่ายเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย ซึ่งโมเดลที่ได้วางจำหน่ายของทางค่ายก่อนหน้านี้อย่างรถจักรยานยนต์แนวสกูตเตอร์พรีเมียม 350D, 350E หรือแม้แต่สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์อย่าง 368G ก็เข้ามาตีตลาด สร้างแรงกระเพื่อมในประเทศไทยได้ไม่น้อย หลังจากที่กระแสการตอบรับในประเทศไทยของทั้งสามโมเดลที่ Zontes ได้ทำตลาดไปก่อนหน้านี้จึงส่งผลให้ทางค่ายมีแผนที่จะนำรถจักรยานยนต์อีกหนึ่งรุ่นเข้ามาเสริมทัพไลน์อัพของทางค่ายด้วยรถประเภทแอดเวนเจอร์ ซึ่งที่มาของเรื่องนี้ก็มาจากสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘Zontes 350 Club Thailand’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่รายละเอียดของวิดีโอเป็นรถจักรยานยนต์แนวแอดเวนเจอร์ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับเจ้า 703F ซึ่งถนนที่รถคันนี้วิ่งเป็นช่วงถนนบางน้ำเปรี้ยว (ฉะเชิงเทรา) – บ้านสร้าง (ช่วงปราจีนบุรี) เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง สายลุยคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์แบบสามสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 699 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 97 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที เกียร์ 6 สปีดพร้อมควิกชิฟเตอร์ ข้อเหวี่ยงแบบ 120 องศา พร้อมระบบบาลานซ์เซอร์ ช่วยให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างนุ่มนวล และลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 22 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านล่างจากแบรนด์ Marzocchi แบบปรับตั้งค่าได้อย่างเต็มระบบทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ (Up-Side Down) ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยวมาพร้อมกับกระปุกซับแทงค์ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์จากแบรนด์ J.Juan แบบสี่ลูกสูบพร้อมจานขนาด 310 มม. ติดตั้งอยู่คู่กับล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 90/90-19 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว มาพร้อมคาลิเปอร์จากแบรนด์ J.Juan เช่นเดียวกับด้านหน้าพร้อมจานขนาด 265 มม. ติดตั้งอยู่บนล้อหลังแบบซี่ลวดขนาด 150/70-17 รถค่ายจีนเทคโนโลยีมาแบบไม่กั๊ก สำหรับรถจักรยานยนต์จากประเทศจีนอย่างค่ายซอนเทสก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการที่ขายรถแบบ ‘ไม่กั๊กสเปค’ โดยเจ้าแอดเวนเจอร์คันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคันที่ให้สเปคมาแบบจัดเต็ม เริ่มด้วยหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 6.75 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งหน้าจอของรถคันนี้ยังมี Refresh Rate ที่สูงถึง 1080p เรียกได้ว่าจอชัด คม ไหลลื่นอย่างแน่นอน เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบตรวจจับจุดอับสายตา ซึ่งจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยสัญญาณภาพบนกระจกมองหลังเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ไม่เพียงแค่ระบบตรวจจับจุดอับสายตาแต่ยังพร้อมด้วยกล้องบันทึกภาพขณะขับขี่ทั้งด้านหน้า และด้านหลังความคมชัดระดับ 1080P, เลนส์มุมกว้าง 140° และรูรับแสง F1.8 ช่วยให้สามารถจับภาพรายละเอียดสำคัญได้ในหลากหลายสภาพการขับขี่ เสริมความสะดวกสบายไปอีกขั้นกับระบบชิลด์หน้าแบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ตลอดเส้นทาง (ส่วนตัวผู้เขียนว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้าท่า เพราะลำพังจะให้มาเอามือคอยปรับน่าจะไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร) และอุปกรณ์พื้นต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้ก็ได้อกล่างสำหรับป้องกันเครื่องยนต์ ไฟส่องสว่างด้านล่าง และแคชบาร์สำหรับกันล้ม ในเรื่องของราคาวางจำหน่ายทางประเทศจีนได้เปิดราคาวางจำหน่ายของเจ้า 703F อยู่ที่ 45,000 หยวนหรือมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 213,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) ซึ่งความเป็นไปได้ของโมเดลนี้ที่จะนำวางจำหน่ายในประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งก็มีการคาดการณ์ราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ราว ๆ 250,000 บาท ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ หากเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ชนใครบ้าง ? แน่นอนว่าการมาถึงของเจ้า Zontes 703F คันนี้รถจักรยานยนต์ประเภทแอดเวนเจอร์ไบค์อาจจะว้าวุ่นอยู่ไม่น้อย หากเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาคาดการณ์ราคาดังกล่าว แน่นอนว่าจะต้องเจอคู่ปรับที่จอดรออยู่แล้ว เริ่มกันที่ตัวแทนจากค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki Versys 650 แอดเวนเจอร์ไบค์สองสูบเรียง ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 259,000 บาท หรือจะเป็นตัวแทนจากค่ายส้อมเสียง แบรนด์ยามาฮ่าที่พร้อมส่งเจ้า Yamaha Tenere 700 เข้ามาแย่งสัดส่วนตลาดของแอดเวนเจอร์ไบค์ ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 479,000 บาท แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยสำหรับสายลุยพิกัด 700 ซีซีของทางซอนเทส แต่การได้เห็นมาวิ่งบนถนนของประเทศไทยก็เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนไม่น้อยว่าอาจจะมีการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมาเปิดตัวในประเทศไทยช่วงไตรมาส 4 ของปี 2025 นี้ และราคาวางจำหน่ายจะเปิดตัวเท่าไหร่นั้น ติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย หากมีราคาไทยออกมาเมื่อไหร่จะมาแจ้งให้ทราบอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทดสอบการใช้งานแบบชีวิตจริง ขับขี่ชิลล์ ๆ ด้วยน้ำมัน 1 ถัง กับ ถนนประเทศสเปนที่มีระยะทางการขับขี่กว่า 200 กิโลเมตร

Kymco Winglet เสริมปีก “ไฟฟ้า” ตอบโจทย์คนเหม็นควัน ความก้าวหน้าของระบบแอโรไดนามิกเริ่มเป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ชาวสองล้อทั่วโลก รวมไปถึงยังเป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่ควรมีโดยเฉพาะในรถคลาสซูเปอร์ไบค์เป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพื่อเสริมความเร็วเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันยังมีประโยชน์ในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และยังสวยงามอีกด้วย ซึ่งในช่วงหลัง ๆ มานี้ แอโรไดนามิก กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเหตุนี้ ทางผู้ผลิตค่ายรถสัญชาติไต้หวันอย่าง Kymco Winglet ก็ให้ความสนใจในด้านนี้อย่างจริงจัง บวกกับกำลังพัฒนาปีกหน้าหรือวิงก์เล็ตแบบ ‘ปรับได้’ เพื่อความชัดเจนและไม่โกหกแก่เหล่าแฟน ๆ ชาวสองล้อ เรามีภาพ Patent จดสิทธิบัตรสำหรับระบบแอโร่ไดนามิกตัวใหม่มาให้ชม พร้อมแบบร่างของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่าง Super Nex สายสปอร์ตที่การันตีได้ว่ารุ่นเจนเนอเรชันถัดไปที่จะเปิดตัวออกมา น่าสนใจอย่างแน่นอน นี่คือวิงก์เล็ตแอคทีฟ โดยติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตัวรถเหมือนพวกรถสปอร์ตหรืิอซูเปอร์ไบค์อย่างที่เห็นกัน แต่ในกรณีของ Kymco ชิ้นส่วนวิงก์เล็ตเหล่านี้จะถูกใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็น โดยถูกควบคุมด้วยชุดควบคุมการทำงาน มีเซ็นเซอร์ตำแหน่งคันเร่ง เซ็นเซอร์ความเร็วที่ล้อ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อผ่าน ECU ด้วยระบบไฟฟ้า และปรับมุมของปีกให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ ณ ขณะนั้น มีแนวโน้มว่าจะใช้กับ 2 รุ่นนี้ โดนมีความเป็นไปได้สูงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้กับ รถสมรรถนะสูงหรือเน้นความสปอร์ตเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มที่จะเป็น 2 รุ่นนี้ก็คือ Kymco SuperNEX มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบที่มีสมรรถนะสูง และมีดีไซน์แบบรถสปอร์ตเต็มพิกัด อีกทั้งโมเดลดังกล่าวยังเหมาะสมกับระบบแอโรไดนามิกที่เน้นการควบคุมช่วงเร่งหนัก ๆ ส่วนอีกรุ่นก็คือ Kymco RevoNEX อีกหนึ่งโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะ บวกกับดีไซน์ล้ำ และมีโอกาสเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทดลองเทคใหม่อาทิ แกน IMU ระบบปีกวิงก์เล็ตเป็นต้น หรือเรียกง่าย ๆ มีคุณสมบัติพร้อมติดตั้งนั่นเองแหล่ะครับ อาจจะเป็นอีกออปชันหนึ่งที่น่าสนใจก็เป็นไปได้ ข้อดีและข้อเสียของระบบนี้ หากมีขึ้นจริง..!! ก็ย่อมมีฟีดแบคกลับมาทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อดีนั้นมีมากมายอย่างเช่น ลดอาการล้อหน้าลอย สร้างแรงดาวน์ฟอร์จ และสามารถปรับองศาของปีกได้ตามสถานการณ์โดยไม่ต้องจอด ซึ่งมันเหมาะสมกับรถไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงเลยทีเดียว ซึ่งไม่มีข้อเสียเลยนอกจากต้นทุนที่คุณจะต้องจ่ายมากขึ้นซึ่งหลัก ๆ ที่น่าห่วงก็น่าจะเป็นในเรื่องของการเซอร์วิสนั่นเองครับ สรุปก็คือ การมาของระบบแอโรไดนามิกที่คิมโค่เล็งพัฒนาขึ้น ก็เพื่อความสปอร์ต ความมันส์และความปลอดภัยของผู้ขับขี่นั่นเอง น้อยนักที่จะเห็นรถโมเดลไฟฟ้าติดปีกออกมาซิ่งกันให้เห็น อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประการออกมาแต่อย่างใด รถก็เช่นกันยังอยู่ในคอนเซ็ปต์ของโมเดลต้นแบบอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดตัวออกมาพร้อมกัน รถใหม่ ปีกใหม่ ระบบใหม่ ถูกใจวัยรุ่นเหม็นน้ำมันแล้วหล่ะทีนี้ ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Piaggio Beverly 310 S แม่บ้านสายซิ่ง เครื่องเวสป้า เลื่อนข่าวผ่าน ๆ ก็แอบตกใจนึกว่าเวสป้าเปิดตัวรุ่นใหม่ กับการเปิดตัวโมเดลโฉมใหม่สำหรับพรีเมียมสกูตเตอร์จากบ้านพิอาจิโอ กรุ๊ป ในรุ่นของ 2025 Piaggio Beverly 310 S มาพร้อมกับการปรับปรุงในเรื่องของค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในเรื่องค่ามาตรฐานไอเสียในยุโรป สกูตเตอร์รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรอง XMAX Forza โดยเฉพาะจากทางฝั่งอิตาลีที่ถือเป็นแบรนด์บ้านเกิดของรถรุ่นนี้ สามารถพบเห็นพวกไรเดอร์ใช้งานทั่วไปได้ตามท้องถนนเลยกันทีเดียว และด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ออกแบบดู คล้ายคลึงเจ้าฮอนด้า หลีด แต่เป็นหลีดในเวอร์ชันอัปเกรดยุโรป ตัวบอดี้ใหญ่ บวกระยะฐานล้อที่ยาวจากการวางเครื่องมุมเฉียงไปทางล้อหลัง ไฟหน้าสองชั้น ไฟเดย์ไทม์ทรงสปอร์ต มีช่องแอร์ดักท์ด้านหน้าประกอบด้วยพาร์ทสีเข้มเก็บตามขอบออกแบบไว้สวยงาม เบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับมีพนักพิงด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่ โดยรวมด้านหน้าดูเสมือนรถครอบครัวแต่ด้านท้ายนี่สปอร์ตซิ่ง ๆ ไปเลย นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์ HPE ซึ่งบล็อกเดียวกันกับเวสป้า สูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 310 ซีซี (อัปซีซีเพิ่มมา 300 ซีซี) ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุด 27.7 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิด 29.5 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมกับถังน้ำมันขนาดความจุ 12 ลิตร ส่วนระบบกันสะเทือนใช้เป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 35 มม. และโช้คสปริงคู่แบบปรับความแข็งพรีโหลดได้ถึง 5 ระดับ ใส่ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 16 ล้อหลัง 14 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์รองรับการใช้งานกับหน้าจอ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว กุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จไฟ USB และยังติดตั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น โดยสีที่จำหน่ายมี 4 สีด้วยกันได้แก่สีเทา (Grigio Mercurio) สีเขียว (Verde Jungle) สีดำ (Nero Meteora) และสีน้ำเงิน (Blu Zaffiro) และไม่ต้องเดา ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MTT 420RR 2025 จรวดเทอร์โบเจ็ท กลับมาอีกครั้ง กลับมาครั้งใหม่ของตำนานรถซูเปอร์ไบค์ที่แรงที่สุดในโลกอย่าง MTT 420RR 2025 หรือที่รู้จักในชื่อของรถ Y2K ถูกเปิดตัวครั้งใหม่พร้อมลายลิมิเต็ดอิดิชันแห่งการฉลองครบรอบ 25 ปี และมีจำนวนจำกัดเพียง 5 คันในโลก กับราคาจำหน่าย 275,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.3 ล้านบาท ก็ไม่เท่าไหร่สำหรับสายกระเป๋าหนักนี่เอง สำหรับใครที่เกิดทันในช่วงของ Y2K SuperBike ก็อาจจะชอบเพราะมันคือสุดยอดซูเปอร์ไบค์ทรงพลังที่เคยถูกกล่าวขานว่าเป็นรถที่แรงที่สุดในโลก และสร้างโดยผู้ผลิตอย่าง Marine Turbine Technologies ที่ได้ให้กำเนิดจรวดทางเรียบสำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ความเร็วโดยเฉพาะ ด้วยความน่าสนใจในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ที่ใช้พื้นฐานจาก Roll-Royce M250-C20B ขุมพลังจากเครื่องบินที่มีกำลังสูงสุดถึง 420 แรงม้า และแรงบิด 678 นิวตันเมตร พร้อมเคลมความเร็วสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ที่ 273 ไมล์ หรือ 439 กม./ชม. แรงโพ้ดด พร้อมชุดแชสซี CNC เกรดอากาศยานประกอบกับวัสดุคาร์บอน ผ่านงานประกอบมืออย่างพิถีพิถัน ชุดแฟริ่งออกแบบสีใหม่ ใส่ของแต่งมากมายทั้ง ล้อ BST คาร์บอนไฟเบอร์ ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก ISR และนอกจากนี้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของรุ่นนี้จะใช้เทคโนโลยีจาก Beijer รวมถึงหน้าจอแสดงผลติดตั้งฟังก์ชันต่าง ๆ มาให้มากมาย และถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้เพราะเจ้าของเขาไม่ขายให้ คุณจะต้องเกิดทันในยุคของ Y2K SuperBike มีสกิลการขับขี่ที่ตึงมือพอสมควรสำหรับในแวดวงการนี้และต้องเข้ารับการพิสูจน์คัดเลือกแบบเข้มงวดเพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นเจ้าของ เพราะรถประเภทนี้จะต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษนั่นเองหน่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bimota KB998 2025 รถซูเปอร์ไบค์อิตาลี เครื่องคาวา เปิดให้จองแล้วในยุโรป สำหรับใครที่เป็นสาวกแฟน ๆ ค่ายนี้ ติดตามให้ดีเผื่อมาขายในไทย

รีวิว Husqvarna Norden 901 อยากท่องโลก ต้องรุ่นนี้ แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสำหรับคนรักสายเดินทางรุ่นนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง พร้อมพิสูจน์มาแล้ว

ทดสอบขับขี่เจ้า 2025 Ducati Streetfighter V4S โดยโจทย์การขี่ทดสอบครั้งนี้คือ ล้างแค้นตัวเองที่ขี่ Streetfighter V4 2024

Ducati streetfighter V4 2025 กับ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อ! พร้อมที่จะพาเหล่าดูคาทิสต้าได้สัมผัสสมรรถนะขีดสุดกับซูเปอร์เน็กเก็ดของทางค่ายอย่าง Ducati Streetfighter V4 2025 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงที่เปิดตัวล่าสุดมาพร้อมกับการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยดึงเทคโนโลยีความแรงมาจากตัวแข่งในการแข่งขัน และนี่คือ 5 ปัจจัยทำไมต้องซื้อเจ้าสตรีทไฟเตอร์รุ่นนี้…เพราะอะไรกัน ? 1.เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ปรับใหม่ ปัจจัยแรกกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงกลไกครั้งใหม่ ซึ่งหากเทียบกับเจ็นปี 2024 บล็อกใหม่รุ่นนี้มีอัตราส่วนน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 1 กก. รวมถึงโปรไฟล์แคมชาร์ฟถูกออกแบบใหม่ เพิ่มระยะการลิฟไอดี (+0.75 มม.) และไอเสีย (+0.45 มม.) อีกทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผันรองรับสำหรับการเร่งรอบสูงโดยเพิ่มระยะกริปสำหรับการอัดน้ำมันและอากาศยาวขึ้น 25 มม. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในห้องเผาไหม้ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นถึง 6 แรงม้า ภายใต้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ที่ร้อนแรงที่สุดกับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 พ่วงมาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีดแบบเดียวกันกับ Superleggera V4 พร้อม Ducati Quick Shift up/down 2.0 ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรและผ่านมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย โดยเคลมตัวเลขสเปคแรงม้าสูงสุดแบ่งเป็นเวอร์ชันต่าง ๆ ต่อไปนี้ สเปคยุโรป : กำลัง 214 แรงม้าที่ 13,500 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ สเปคอเมริกา : กำลัง 205 แรงม้าที่ 12,650 รอบ แรงบิด 119.7 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ สเปคตัวแต่ง (ใส่ท่อ Akrapovic) : กำลัง 226 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด 127 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบ 2.New Design น้ำหนักเบาลง ต่อด้วยการดีไซน์ที่ยังคงออกแบบให้มีความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมเหมือนรุ่นก่อน ๆ แต่จะมีบางชิ้นส่วนสำคัญที่ปรับเปลี่ยนใหม่กับปีกวิงก์เล็ตด้านหน้าแบบคู่รวมเข้ากับชุดแฟริ่งโดยออกแบบสัดส่วนให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์ และยังสามารถสร้างแรงดาวน์ฟอร์จเพื่อการควบคุมที่แม่นยำในขณะใช้ความเร็วสูง และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการใช้สวิงอาร์มคู่แทนโปรอาร์มรุ่นเดิมซึ่งเทียบกันสวิงอาร์มตัวใหม่มีน้ำหนักเบากว่า 3.27 กก. ประกอบกับเฟรมอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อน 950 กรัม 3.ปรับ Ergonomics ใหม่ นั่งสบาย เร้าใจมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของ Ergonomics ยังคงปรับใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งกริปเท็กเจอร์บริเวณข้างถังออกแบบรองรับหัวเข่าของผู้ขับขี่ในกรณีที่เกิดการเบรก พักเท้าและแฮนด์เดิ้ลบาร์ปรับจุดเข้าหาผู้ขับขี่ช่วยเพิ่มระยะเทโค้ง อีกทั้งยังนั่งสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นใหม่กว้างและยาวขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันกับเจ้า Panigale V4 2025 มาแล้วนั่นเอง 4.ช่วงล่าง ระดับแข่งขัน สอดรับความร้อนแรงด้วยระบบสัมผัสกับพื้นถนนอย่างช่วงล่างที่มาพร้อมเทคโนโลยีสำหรับรุ่นนี้ ให้ระบบกันสะเทือนที่เป็นโช้คอัพหน้า USD รุ่น Showa BPF ขนาดแกน 43 มม.ปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนโช้คอัพหลังใช้ของ Sachs ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน (ขณะที่รุ่น V4S ให้โช้ค Ohlins NIX 25/30 S-EC 3.0 ขนาดแกน 43 มม. ปรับแต่งเต็มระบบด้วยระบบ โช้คหลัง Ohlins TTX 36 S-EC 3.0 ปรับได้ระบบไฟฟ้าทั้งหน้า-หลังตามโหมดการขับขี่) Brembo Hypure เรเดียลเม้าท์ ล้อฟอร์จ 5 ก้าน ในขณะที่ระบบเบรกใช้เป็นจานเบรกเซมิโฟลทติ้งแบบคู่ขนาด 330 มม.ประกบด้วยคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกตัวใหม่ล่าสุดในรุ่น Hypure ขนาด 4 ลูกสูบ จานหลังขนาด 245 มม. พ่วงคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ

Kamax Cub-X เดี๋ยวก่อน..นี่ไม่ใช่ C125 Kamax Cub-X รถจักรยานยนต์ครอบครัว หนึ่งในโมเดลจากค่าย Kamax แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติจีน โดยการออกแบบดีไซน์ทางค่ายเคลมว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเจ้า Honda CT125 แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ดูแบบผิวเผินคันนี้ยังไงมันก็มีสไตล์ตัวรถคล้ายกับเจ้า Honda C125 แทบจะทุกประการ เครื่องยนต์ขับขี่ง่าย เกียร์วน 4 สปีด โดยเครื่องยนต์ของเจ้าคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส T150 แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศขนาดเครื่องยนต์ 147.5 ซีซี พละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์นี้อยู่ที่ 9 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 10.5 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ความจุถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร พร้อมการปล่อยไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ โดยทางค่ายเคลมว่าเครื่องยนต์นี้เหมาะกับการลุยทั้งทางวิบาก และการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังเป็นโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มน้ำหนักเบา แต่ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานมาก เพื่อให้ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น วงล้อของรถคันนี้เป็นล้อแบบซี่ลวดโดยด้านหน้าเป็นล้อขนาด 2.75-17 และด้านหลังขนาด 3.00-17 รัดด้วยยางแบบสองประสงค์ ที่พร้อมให้ผู้ขับขี่วิ่งทั้งทางดำ และทางฝุ่น ซึ่งติดตั้งคู่กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถ แม้จะเป็นรถบ้านแต่ก็มีเทคโนโลยีที่ติดมาอยู่บ้าง เริ่มจากระบบเบรกแบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ระบบส่องสว่างที่มาพร้อมไฟแบบ LED รอบคัน เพิ่มความทันสมัย ความปลอดภัย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยระบบสตาร์ทเทคโนโลยี Smart Keyless Start ที่ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องนำกุญแจมาเสียบบิดอีกต่อไป บริเวณหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบครันไม่ว่าจะเป็นความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ และเวลา ภาพมุมอื่น ๆ ของตัวรถ โดยการวางขายจะเปิดตัวที่ประเทศมาเลเซีย ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 9,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 68,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากแฟน ๆ ชาวไทยสนใจก็สามารถเป็นเจ้าของได้โดยการสั่งตรงผ่านทางเว็บไซต์ของ Kamax ได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อเล็กซ์ มาร์เกซ ‘ขอเป็นอันดับสอง’ (รองจากพี่ชาย) อเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งจากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่ในฤดูกาล 2025 นี้สามารถโชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งภาพรวมการแข่งขันของเจ้าตัวหลังผ่านไป 3 สนามดูเหมือนว่าจะเป็นรองแค่พี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซเท่านั้น โดยการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาล ในการแข่งขัน Americas GP มาร์เกซคนพี่อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ พลาดท่าล้มในโค้งที่ 4 ในรอบที่ 9 ของการแข่งขันทำให้เจ้าตัวแข่งไม่จบในสนามนี้ ส่งผลให้ทีมเมทอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ฝ่าธงหมากรุกเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 คว้า 25 คะแนนเต็มเก็บชัยชนะครั้งแรกของฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อดีกรีแชมป์โลก Moto2 ปี 2019 ที่สามารถรักษาฟอร์มอย่างคงเส้นคงวา จบในอันดับที่สองของการแข่งขัน และด้วยความสม่ำเสมอของเจ้าตัวในการได้โพเดียมทำให้อเล็กซ์มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 87 คะแนนทะยานสู่ตำแหน่งจ่าฝูงเหนือพี่ชายของเขาเพียง 1 คะแนนเท่านั้น “ถ้าคุณมาบอกผมก่อนเรซแรกว่า ‘คุณจะเป็นผู้นำในตารางแชมป์โลก’ ผมคงบอกว่า ‘คุณบ้าไปแล้ว!’” อเล็กซ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็น ‘มิสเตอร์อันดับสอง’ แต่ผมก็มีความสุขกับมันนะ! ผมไม่มีปัญหาเลยถ้าจะจบอันดับสองแบบนี้ไปจนจบฤดูกาล “เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เรารู้ว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ แค่ต้องเข้าใกล้ทุกเรซเหมือนที่เราทำตอนนี้ และพยายามดึงศักยภาพออกมาให้ได้ 100% ผมจะพยายามรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป” แม้ว่าการที่เจ้าตัวได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของคะแนนรวมนักแข่ง แต่มาร์เกซคนน้องก็ยอมรับว่าการแข่งขันที่สนามประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึ่งสนามที่มีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับสองสนามที่ทำการแข่งขันก่อนหน้านี้ (สนามประเทศไทย และสนามประเทศอาร์เจนตินา) “ถ้าเปรียบเทียบฟอร์มของผมระหว่างไทย อาร์เจนตินา และที่นี่ สนามนี้เป็นสนามที่แย่ที่สุดในแง่ของฟีลลิ่งและวิธีที่ผมเข้าโค้งทั้งหมด” “หลังจากไม่กี่รอบแรก ผมก็เห็นเลยว่าพวกเขาเร็วกว่าผม ผมเกือบล้มหน้าพับในโค้ง 10 และก็คิดในใจว่า ‘โอเค วันนี้ต้องเอาอันดับสามให้ได้ ต้องใจเย็นมาก ๆ’ “แล้วพอผมเห็นมาร์คล้ม ผมก็บอกตัวเองว่า ‘โอเค มีสติไว้นะ’” “ผมมีความสุขมาก ๆ กับวิธีที่เราจัดการทุกอย่าง กับความสม่ำเสมอที่เราทำได้ในการอยู่ท็อปทรี นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องทำต่อไป” “แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เพราะสำหรับทีมอิสระ ที่ใช้รถแข่งของปีที่แล้วแล้วสามารถขึ้นนำตารางแชมป์โลกได้ มันคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ” การแข่งขันในสนามนัดถัดไปจะไปทำการแข่งขันที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต (Lusail International Circuit) ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 QJMotor SRT700SX แอดเวนเจอร์ค่ายจีนพร้อมบุกตลาดยุโรป 2025 QJMotor SRT700SX หนึ่งในโมเดลของค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอย่าง QJMotor ที่เตรียมส่งแอดเวนเจอร์ไบค์คลาสกลางทำตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยการเปิดตัวในรุ่นนี้จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างระหว่าง SRT600 และ SRT900SX เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง แอดเวนเจอร์ไบค์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 698 ซีซี ซึ่งผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย พละกำลังสูงสุดที่ทำได้ 70 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 69 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าให้มาเป็นโช้คอัพจากแบรนด์ MARZOCCHI แบบหัวกลับที่มาพร้อมระยะยุบตัว 140 มม. ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo แบบสี่ลูกสูบจับคู่กับจานเบรกขนาด 320 มม. ที่ติดตั้งอยู่บนล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 110/80-19 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวกับลูกสูบเดียวจับคู่กับจานเบรกขนาด 260 มม. อยู่คู่กับล้อหลังแบบซี่ลวดขนาด 150/70-17 และเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบเบรกแบบ ABS ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง อุปกรณ์มาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวรถ แน่นอนว่ารถจากค่ายจีนขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการให้อุปกรณ์เสริมติดรถมาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นแคชบาร์ดกันกระแทก, ชิลด์หน้าแบบปรับได้, การ์ดแฮนด์ รวมไปถึงที่จับแบบอุ่นมือ (Heated Grips) ก็รวมอยู่ในอุปกรณ์พื้นฐาน นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟ LED รอบคัน และหน้าจอแสดงผลแบบ TFT พร้อมกล่องเก็บสัมภาระอะลูมิเนียมด้านข้าง 2 ใบ และกล่องท้ายอะลูมิเนียมอีก 1 ใบ พร้อมชุดขายึด มาให้ครบจากโรงงาน เรียกได้ว่าออกรถไปพร้อมนำไปขับขี่ได้เลย ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีดำ สีแดง สีฟ้า อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าการเปิดตัวของรุ่นย่อย SRT700SX จะเป็นการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างรุ่น SRT600 และ SRT900SX ทั้งในแง่ของราคา และในด้านของสมรรถนะ โดยรุ่นนี้จะวางจำหน่ายในบางประเทศของยุโรปเท่านั้น (ในตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยทั้งหมด) ซึ่งราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 6,200 ปอนด์สเตอร์ริงหรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 272,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งเหล่าไบค์เกอร์ขาลุยในไทยหากใฝ่ฝันอยากขับขี่อาจจะต้องรอเก็บความคิดนั้นไป เพราะยังไงก็ไม่เข้าไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bosch2025 ปฏิวัติการผลิตยานยนต์ ทุ่มทุนพัฒนา 3D Printing Bosch2025 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี ที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ได้ทำการลงทุนมากกว่า 6 ล้านยูโรในด้านของเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ด้วยแนวคิดที่เป็นรากฐาน ‘ความเร็ว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน’ ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่ในการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยยานยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้ก็เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของระบบควบคุมเครื่องยนต์, ระบบเบรก ABS, ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง, เรดาห์ความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายทั้งในบ้าน และโรงรถของผู้ขับขี่ ในปัจจุบัน Bosch ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคระดับเบอร์ต้น ๆ ของวงการ สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อมบรรจุลงในรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จนถึงตัวแข่งที่มีสมรรถนะระดับสูง โดยในครั้งนี้บอซได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติรุ่น Nikon SLM Solutions NXG XII 600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์แบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพสูง และทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งการที่ Bosch ได้เริ่มพัฒนาเกี่ยวกับการพิมพ์โลหะ 3 มิตินั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่จะได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมพร้อมชิ้นงานที่มีความถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้จึงอาจช่วยให้กระบวนการพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตได้ทำการทดลองออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนักของเฟรมตัวถังให้เบาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม หรือการลดน้ำหนักของเครื่องยนต์เพื่อให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น Alexander Weischel ผู้จัดการโรงงาน Bosch ในเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนียังได้ออกมาเผยว่าการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ในที่เดียว “ด้วยการทำให้การผลิตชิ้นส่วนโลหะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์ผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเรา การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วนไม่เพียงเพิ่มความยั่งยืนในสายการผลิต แต่ยังทำให้ Bosch สามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิต และสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว” Jörg Luntz ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของโรงงาน Bosch ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางบอซนั้นตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ พร้อมกับสิ่งนี้ยังทำให้สามารถผลิตได้เร็วมากขึ้นกว่าเก่าจากหลักเดือน เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น “ด้วยศูนย์นี้ เรากำลังตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ในการผลิตจำนวนมาก สิ่งนี้เปิดประตูใหม่ให้กับเราโดยสิ้นเชิง หนึ่งในตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการผลิตบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงในการสร้างแม่พิมพ์—บางครั้งใช้เวลานานถึง 18 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ของ Bosch ขั้นตอนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ และลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 3 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน” “เราต้องการเร็วกว่าวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ไวขึ้น แม้ในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ Bosch ทำ ตอนนี้เรากำลังยกระดับการพิมพ์โลหะ 3 มิติไปสู่ระดับยานยนต์แล้ว” ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นเฟรมรถจักรยานยนต์ เบาและแข็งแรงคล้าย ๆ กับเฟรมจักรยาน หรือการรีดน้ำหนัก และลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างมหาศาล ว่าไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 Final Edition สุดลิมิเต็ด ของสายคลาสสิก สานต่อตำนานรถคลาสสิกด้วยการเปิดตัวโมเดลรุ่นพิเศษอย่าง Yamaha SR400 Final Edition ไฟนอลอิดิชันมาพร้อมกับ เฉดสีใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น และคงความเรียบหรูด้วยชุดโครเมียมรอบคัน มาพร้อมกับเสน่ห์ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยังคงมีให้ใช้งานในทุกวันนี้ สำหรับภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ทางบูธของทางฝั่งค่ายส้อมเสียงเปิดตัวโมเดลมากมายหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งตระกูล R Series ในฝั่งรถบิ๊กไบค์ทั้ง New YZF-R9, R3 และ R15 สีใหม่ โมเดลฝั่งรถสกูตเตอร์ที่กำลังมาแรงสุด ๆ อย่าง Yamaha NMAX 2025, Yamaha Nmax Tech Max ยังรวมไปถึงโมเดลรุ่นอื่น ๆ อย่าง Exciter 2 และโมเดลรุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเจ้า SR รุ่นนี้ ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 399 ซีซี มีแรงม้าสูงสุด 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบ พร้อมแรงบิด 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ระบบเกียร์ 5 สปีดและระบบสตาร์ทเท้าในแบบรถยุคก่อน พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร ส่วนระบบช่วงล่างให้เป็นโช้ค เทเลสโคปิกด้านหน้าและโช้คสปริงคู่ด้านหลัง มียางหุ้มโช้คติดตั้งไว้เพื่อความสวมงาม และแน่นอนว่าคลาสสิกในทุกสัดส่วนพร้อมให้คุณได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปใช้ชีวิตในทศวรรษก่อน ๆ ไฟหน้าฮาโลเจน พาร์ทโลหะประกอบรอบคัน ท่อไอเสีย เสื้อสูบ ล้อซี่ แต่ละอย่างสวยงามและหายากจริง ๆ สำหรับราคาเปิดตัวอยู่ที่ 298,000 บาท สามารถเข้าไปจับจองกันได้ภายในงาน MotorShow 2025 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี หรือศูนย์ตัวแทนจำหน่าย Yamaha Bigbike ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati 916 Senna Mk3 ตัวแรงตำนาน ราคา 1.2 ล้าน สำหรับสองล้อในโลกทุกวันนี้นั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เร็ว แรงและสวยงาม หรือแม้กระทั่งบางคันเกิดมาเพื่อสร้างสตอรี่เรื่องราวความเป็นตำนาน แต่มีหนึ่งโมเดลในตำนานที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามอย่างและก็เป็นรุ่นที่นิยมหมู่มากโดยเฉพาะในยุคปี 90 Ducati 916 Senna Mk3 รถที่ออกแบบโดยนักดีไซน์ชื่อดังในอิตาลีอย่างคุณมัสซิโม ทัมบูรินี ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็คือ 1 ใน 300 คันในโลก มาพร้อมรันนัมเบอร์ 135 ซึ่งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว นับตั้งแต่การเดบิวต์เปิดตัวครั้งแรกในปี 1994 ทำให้รุ่นอื่น ๆ ตกยุคทันที ทั้งทรวดทรง แฟริ่งต่าง ๆ เบาะ ท่อไอเสียใต้เบาะและด้านท้าย นี่คือผลงานศิลปะดับมาสเตอร์พีชที่ผ่านล่วงเลยกาลเวลามานับกว่า 30 ปีแล้วแต่ก็ยังดูสวยงามเลยไม่น้อย ไม่เพียงแค่ดีไซน์ที่สวยงามชวนสะกดสายตาผู้อ่านแล้ว สมรรถนะเครื่องยนต์ยังคงแรงเร้าใจด้วยบล็อกเครื่อง L-Twin ขนาด 916 ซีซี มีพละกำแรงม้ามากถึง 114 แรงม้า ซึ่งดูเหมือนจะไม่มากหากเทียบกับรถยุคปัจจุบัน แต่ในยุคนั้น ๆ ถือว่าแรงที่สุด เรียกได้ว่าจรวดดี ๆ นี่เอง พร้อมแต่งช่วงล่างด้วยโช้คอัพจาก Ohlins และระบบเบรก Brembo แถมประดับบารมีเพิ่มมากขึ้นด้วยล้อ Marchesini คู่ขวัญคู่บุญ ซึ่งโดยรวมให้น้ำหนักที่เบาเพื่อการควบคุมอย่างง่ายดาย ความเป็นมาของ Senna รุ่นพิเศษ สำหรับที่มาของเวอร์ชัน Senna รุ่นพิเศษรุ่นนี้ เป็นชื่อที่มาของเอฟซีดูคาติตัวยงในวงการอย่าง Ayrton Senna หนึ่งในตำนานนักขี่ Formula 1 โด่งดังตลอดกาล ที่มีความสัมพันธ์อันดีและลึกซึ้งกับเจ้าของดูคาติอย่าง Claudio Castiglioni นอกจากนี้เซนน่ายังเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่มีดูคาติ 816 อยู่ในครบครอง แสดงความภักดีต่อแบรนด์เป็นพิเศษมากกว่าใคร ๆ และก่อนที่ Senna จะเสียชีวิตในปี 1994 เขาได้ให้การสนับสนุน Ducati รุ่นพิเศษโดยใช้ชื่อของเขา และหลังจากนั้น คาสติกลิโอก็ได้สานต่อโปรเจ็กต์รุ่นนี้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายรถจะมอบให้กับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากไร้ในบราซิล สำหรับรุ่น Senna มีผลิตออกมาทั้งหมด 3 รุ่น และแต่ละรุ่นมีจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ซึ่งคันที่โชว์ก็คือรุ่นเจ็นปี 1998 ของหมายเลข 135 จาก 300 คันในโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่คันที่ยังหลงเหลืออยู่ พร้อมราคาขายสำหรับผู้ที่ต้องการสะสมหรือแฟนพันธุ์แท้กับราคาราว ๆ 27,999 ยูโร หรือราว ๆ 1.2 ล้านบาท นี่คืองานศิลป์สองล้อที่มีทั้งความแรง ความเร็ว ความสวยงามและเรื่องราวตำนานมากมาย มันคือประวัติศาสตร์ของนักสะสมสำหรับสาวก Ducati หรือใครที่ชื่นชอบ หลงใหลในบิ๊กไบค์รุ่นนี้ Senna Mk3 คือโอกาสที่ไม่ได้หาง่าย ๆ แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2026 Carl fogarty เตรียมคุมทีม Ducati ลุยศึก BSB 2026 Carl fogarty ตำนานนักแข่งซูเปอร์ไบค์ เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย ได้ประกาศเข้าร่วมการแข่งขัน Bennetts British Superbike Championship (BSB) ฤดูกาล 2026 ในฐานะหัวหน้าทีมใหม่ โดยร่วมมือกับทีม Superbike Advocates Racing และใช้ตัวแข่ง Ducati ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในอดีต โฟการ์ตี้ หรือที่รู้จักในชื่อ “Foggy” เป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการซูเปอร์ไบค์ ด้วยสถิติชนะเลิศ 59 ครั้ง และคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 4 สมัยกับ Ducati ในช่วงทศวรรษที่ 1990 แม้ว่าเขาจะยุติอาชีพการแข่งในปี 2000 แต่ความมุ่งมั่นและความหลงใหลในกีฬานี้ยังคงอยู่เต็มเปี่ยม ในการกลับมาครั้งนี้ ฟอการ์ตี้จะรับบทบาทเป็นหัวหน้าทีม (Team Principal) โดยร่วมงานกับ Lecha Khouri ผู้ก่อตั้ง Superbike Advocates Racing ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันและการบริหารทีมแข่งใน Australian Superbike Championship มาก่อน ซึ่งทีมใหม่นี้จะทำงานพร้อมกันร่วมกับ Jackson Racing ซึ่งเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูงเช่นกัน โฟการ์ตี้กล่าวว่า “ผมตั้งตารอที่จะกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง! ครั้งนี้เราจะใช้รถที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชนะได้ เราต้องการเริ่มต้นด้วยความพร้อมและมีโอกาสชนะตั้งแต่แรก” Khouri กล่าวเสริมว่า “การที่คาร์ล โฟการ์ตี้เข้าร่วมกับ Superbike Advocates Racing ใน BSB สำหรับปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาเป็นตำนานและเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด นี่เป็นความฝันที่เป็นจริง!!” สจวร์ต ฮิกส์ ผู้อำนวยการซีรีส์ BSB กล่าวต้อนรับฟอการ์ตี้และ Khouri สู่ BSB และแสดงความยินดีกับโครงการใหม่นี้ โดยเน้นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของฟอการ์ตี้ในช่วงเวลาที่สำคัญของซูเปอร์ไบค์และการเข้าสู่ยุคใหม่ของ BSB การกลับมาของ โฟการ์ตี้ ในบทบาทหัวหน้าทีมครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความน่าสนใจให้กับการแข่งขัน BSB ในอนาคตอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Douglas Motorcycle นำเจ้าคุณปู่อายุกว่า 100 ปีมาประมูล Douglas Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศอังกฤษ โดยทางแบรนด์มีอายุแค่เพียง 50 ปีเท่านั้น (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1907 จนถึงปี 1957) มีฐานการผลิตอยู่ที่ Kingswood เมือง Bristol โดยเป็นเจ้าของโดยตระกูล Douglas และเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบวางในแนวนอน ซึ่งในปี 2025 นี้หนึ่งในโมเดลของค่ายดักลาสอย่าง Douglas 2 ¾ จากปี 1922 เป็นรถที่เคยใช้งานในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมนำออกมาสู่การประมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2025 นี้ ซึ่งความพิเศษของรถคันนี้คือการเปลี่ยนแปลงขุมพลังจากรถเครื่องที่ใช้น้ำมันเปลี่ยนมาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งเป็นการดัดแปลงตั้งแต่ปี 1942 หรือเมื่อ 83 ปีที่แล้ว โดยรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างมากในช่วงครามโลกสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรถจักรยานยนต์คันนี้ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก ๆ ที่ได้รับการจดทะเบียนในสหราชอาณาจักร รายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ในเริ่มแรกรถจักรยานยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบทวินสูบนอนตามแนวนอน (horizontally-opposed twin-cylinder) แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 1942 โดยเป็นการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์จำนวน 3 ลูก ซึ่งความเร็วสูงสุดคันนี้ที่ทำได้คือ 18 ไมล์หรือ 28.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง โดยแบตเตอรี่ทั้งสามลูกติดตั้งอยู่ภายในเฟรมแบบคานเรียบ (beam frame) ที่มีแผงปิดเรียบง่าย และให้ระดับสมรรถนะสามแบบคล้ายกับโหมดการขับขี่ในรถจักรยานยนต์ที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการใช้แบตเตอรี่เพียงลูกเดียวที่ 6 โวลต์ จากนั้นเพิ่มเป็น 12 โวลต์ และโหมดสุดท้ายคือใช้ทั้งสามลูกพร้อมกันที่ 18 โวลต์ เพื่อได้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ ในด้านของรายละเอียดอื่น ๆ ของรถคันนี้ยังถือว่าจัดอยู่ในสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ชิ้นส่วนบางอย่างของระบบขับเคลื่อน เช่น เฟืองหลังอาจจะมีการได้รับการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสำหรับท่านใดที่สนใจ รถจักรยานยนต์คันนี้จะถูกนำมาประมูลสู่สาธารณชนในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ในงาน Iconic Spring Shuttleworth Sale ที่ Shuttleworth, Old Warden Park, Bedfordshire ประเทศอังกฤษ หรือสามารถเข้าไปรับชมภาพในมุมอื่น ๆ ของตัวรถได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V4 Tricolore Italia 163 คันทั่วโลก คันนี้ 5.3 ล้าน มีเจ้าของแล้ว สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการเปิดตัวซูเปอร์ไบค์รุ่นพิเศษ 2025 Panigale V4 Tricolore Italia ซึ่งเป็นมากกว่ารถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของแบรนด์อิตาลีบนเวทีระดับโลก โดยผลิตเพียง 163 คันทั่วโลก และเพื่อเป็นเกียรติแก่ 163 โพเดียม ที่ Ducati สามารถกวาดชัยชนะมาได้ในปี 2023 ทั้งจากการแข่งขันทั้งใน MotoGP และ WorldSBK ดีไซน์: สะท้อนจิตวิญญาณความเป็นอิตาเลียนพร้อมชุดสีไตรคัลเลอร์ Panigale V4 Tricolore Italia โดดเด่นด้วยชุดแฟริ่งลวดลาย ธงชาติอิตาลี (Tricolore) ซึ่งพัฒนามาจากรถแข่ง Desmosedici GP23 และ Panigale V4 R ของทีมโรงงาน ทั้งใน MotoGP และ WorldSBK โดยผสมผสานความงามในแบบ “Racing DNA” และความภาคภูมิใจในชาติอิตาลี ลายกราฟิก Mugello ที่ใส่ในสีของรถแข่ง MotoGP 2024 เบาะนั่งพิเศษปักคำว่า “Campioni del Mondo” พร้อมปีแห่งชัยชนะ โลโก้ “Ducati Corse” พิเศษบนถังน้ำมัน แผงคอบนแกะสลักหมายเลขประจำคัน (Limited Number) เครื่องยนต์และเทคโนโลยี: สมรรถนะระดับแชมป์โลก รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานจาก Panigale V4 S MY25 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V4 Desmosedici Stradale 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังทะลุ 215 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที โช้คหน้า Öhlins NPX-30 ขนาด 43 มม. ปรับได้เต็มที่พร้อมการเคลือบ TiN ระบบปรับการบีบอัดและการคืนตัวแบบอิเล็กทรอนิกส์ โช้คหลัง Öhlins TTX36 (SV) S-EC 3.0 ที่ปรับได้เต็มที่ ระบบปรับการหน่วงการบีบอัดและการคืนตัวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ล้อฟอร์จอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 ระบบเบรกหน้า Brembo Stylema R กันสะบัด Öhlins ความพิเศษแบบ “คันเดียวในไทย” พร้อมกันนี้ เราได้รับข้อมูลภายในมาว่า ในจำนวนทั้ง 163 คันทั่วโลก Ducati ประเทศไทยได้รับโควตาเพียง 1 คันเท่านั้น ทำให้ Panigale V4 Tricolore Italia กลายเป็นสุดยอดของหายากสำหรับนักสะสมและแฟน Ducati ตัวจริง ด้วยราคาประมาณ 5.3 ล้านบาท พร้อมทะเบียนแท้ เอาหล่ะ..ไม่ลุ้นกันใครจะได้ไป!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville Bobber TFC พรีเมียม โครตแรร์เพียง 750 ในโลก จัดว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 สำหรับรถครูเซอร์รุ่นตำนานจากค่ายผู้ดีอังกฤษอย่าง Triumph Bonneville Bobber TFC ลิมิเต็ดอิดิชันสุดพิเศษเพียง 750 คันในโลก พร้อมเปิดให้จองภายในงานกับราคาเพียง 789,000 บาท ถูกสาวกสายคัสตอมอย่างแน่นอน เพื่อที่จะสืบทอดมรดกจาก Triumph Factory Custom แสดงถึงความเป็นบ็อบเบอร์คัสตอมอย่างแท้จริง โมเดลรุ่นดังกล่าวมาพร้อมกับลักษณะที่โดดเด่นด้วยลวดลายสุดพรีเมียม ออกแบบสีทูโทนที่จัดทำขึ้นพิเศษ เน้นลวดลายสีทองวาดด้วยมือ ซึ่งช่วยยกระดับความงามของรุ่นนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เอาหล่ะพรรณนามานาน ง่าย ๆ ก็คือ สีดำคาดทองนั่นแหล่ะครับ แต่มันสวยจริง ๆ สำหรับใครที่เป็นเอฟซีสาย Bonneville หรือรถครูเซอร์ คาดว่าน่าจะชอบรุ่นนี้ อย่างที่ตาเห็น..รถครูเซอร์กับความงดงามมักเป็นของอะไรที่คู่กันเหมือนคู่รักหนุุ่มสาว และรุ่นนี้ออกแบบถือว่าตอบโจทย์ตรงประเด็นทุกความต้องการ แถมใส่ใจในรายละเอียดด้วยการออกแบบส่วนประกอบอาทิ ตัวถังคาร์บอนเคลือบเงา พาร์ทชุบผิวสีทอง ใส่ท่อ Akrapovic ทรงใหม่ตรงรุ่น เบาะหนังลายนูนประทับตราไทรอัมพ์ ถังน้ำมันมีลายเซ็นศิลปิน ล้อซี่ คาร์ลิเปอร์ Brembo โช้คอโนไดซ์สีทอง โช้คเดี่ยวสีดำรุ่น Ohlins พร้อมเพลทรันนัมเบอร์พิเศษเพียง 750 คันเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์สูบคู่ขนาด 1,200 ซีซี สามารถให้กำลังสูงสุดได้ที่ช่วงรอบต่ำ มีแรงม้าสูงสุดที่ 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบ แรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ 3,750 เพื่อการตอบสนองที่เหลือเฟือและเร้าใจ นอกจากนี้ยังมีคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่สามารถคัสตอมได้ 3 แบบทั้ง Road,Rain และโหมด Sport ใหม่ เพื่อตอบสนองคันเร่งได้ในทันที โดยรุ่น TFC นี้ได้รับการปรับจูนให้พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวและอารมณ์ของผู้ขับขี่ เครื่องยนต์ยังคงร้อนแรง เป็นเสน่ห์เอกลักษณ์ตามฉบับรถค่ายผู้ดีจากอังกฤษ เสริมด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเพื่อการควบคุมที่ง่ายดายขึ้น ทั้งระบบควบคุมการยึดเกาะถนนหรือแทร็คชันคอนโทรลช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยและหน้าจออนาล็อกผสมแอลซีดี ไฟท้ายมัลติฟังก์ชันติดตั้งมาให้ รวมถึงระบบอื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น ให้มันดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นี่คือครูเซอร์ที่น่าสะสมอีกหนึ่งรุ่นหรือจะเอาไปขี่หล่อ ๆ ก็แมทกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมกันนี้ทางบูธไทนอัมพ์ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับโปรโมชันรถ หากใครที่กำลังสนใจรถ Bonneville รุ่นนี้ก็ลองไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานได้ที่บูธภายในงาน หรือติดต่อศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิลส์ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ส่งทัพยางใหม่ ลุยทดสอบใน Portuguese WorldSBK Pirelli ส่งทัพยางใหม่ บุกทดสอบสนามแข่งขันที่ปอร์ติเมาด้วยยาง SC0 รุ่นใหม่ในรหัส D0640 และยางโปรโตไทป์ 2 รุ่น แบ่งเป็นยางหลังซอฟต์ E0125 และยางฝน E0158 พร้อมจัดเต็มและตั้งเป้าสถิติใหม่ในการแข่งขันครั้งนี้ ยางหลัง SC0 รุ่นใหม่ นับตั้งแต่การแข่งขันที่โปรตุเกสเป็นต้นไป Pirelli จะใช้ยางสเปค D0640 เป็น SC0 รุ่นมาตรฐานสำหรับการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งยางรุ่นนี้เคยเปิดตัวและทดสอบมาเมื่อปีก่อนที่สนาม Aragon และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักแข่งในหลายรายการ และด้วยฟีดแบคที่น่าพอใจ พีเรลลีจึงตัดสินใจยกระดับเจ้า D0640 ให้เป็นคอมปาวด์มาตรฐานสำหรับการแข่งขัน และนักแข่งทั่วไปจะสามารถหาซื้อยางรุ่นนี้ตามท้องตลาดได้ในเร็ว ๆ นี้ ตามแนวทางของพีเรลลีที่นำประสบการณ์จากสนามแข่งและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ อีกหนึ่งรุ่นโปรโตไทป์ กับ E0125 นอกจากยางซอร์ฟตัวใหม่แล้ว นักแข่ง WorldSBK หลาย ๆ คนยังได้ลองยางซอร์ฟรุ่นอื่นอย่าง E0125 ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสนามแห่งนี้ โดยยางรุ่นนี้ใช้เนื้อยางเดียวกันกับ SC0 แต่มีโครงสร้างภายในที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มความมั่นคงและให้สมรรถนะคงที่ตลอดระยะทางของการแข่งขัน มีสเปคให้เลือก สำหรับยาง Wet หากกรณีฝนตก นักแข่งจะสามารถเลือกใช้ยางหน้าได้ถึง 2 สเปคก็คือยางรหัส SCR1และยางโปรโตไทป์รุ่นใหม่ E0158 กับการออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับพื้นถนน และยังเสริมความมั่นคงในการขับขี่ทางเปียกมากยิ่งขึ้น ในแต่ละรุ่น จะได้ยางอะไรบ้าง ? สำหรับนักแข่ง WorldSBK จะมียางให้เลือกหลายแบบ ทั้งยางหน้า SC1 มิเดียมและยาง SC2 ฮาร์ท ส่วนยางหลังจะมีถึง 4 ตัวเลือกประกอบไปด้วย SCX ซุปเปอร์ซอร์ฟ SC0 (2 รุ่น ทั้งรุ่นมาตรฐานและตัวพัฒนา E0125) และ SC1 สำหรับคลาส WorldSSP จะให้ยางหน้าแบบเดียวกันกับ WorldSBK และจับคู่กับยาง SC0 หรือ SC1 ที่ด้านหลัง ส่วนคลาส WorldSSP จะใช้ SC1 ด้านหน้าและ SC2 ด้านหลัง ส่วนการแข่งขัน R3 bLU cRU World Cup จะใช้ยาง SC1 ทั้งหน้า-หลังตลอดทั้งฤดูกาล สนามปอร์ติเมา คือจุดรวมของการพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับอนาคต สำหรับสนามปอร์ติเมา เป็นสนามที่ไม่โหดจนเกินไปแต่ก็มีจุดที่ท้าทายหลายจุด จึงทำให้เหมาะกับการทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ ตามหลักแนวทางของพีเรลลีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเราจึงตัดสินยกระดับเจ้า D0640 เป็นยาง SC0 รุ่นมาตรฐานหลังจากที่ได้สร้างความประทับใจให้กับนักแข่งมากมายที่ Aragon รวมถึงสนามแข่งขันที่ Jerez และ Portimao เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา และยังใช้ในการแข่งขัน Moto2 ที่ Misano ทดสอบก่อนฤดูกาลที่ Jerez เพราะฉะนั้นการยกระดับจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะมันให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่ารุ่นก่อน นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยาง E0125 พร้อมโครงสร้างภายในแตกต่างแต่ใช้เนื้อยางเดียวกัน เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความสม่ำเสมอในการแข่งขัน ด้วยผิวแทร็็กที่ค่อนข้างขรุขระ เราจึงเลือกใช้ SCX แทน SCQ สำหรับรอบฝึกซ้อม รอบควอลิฟายและรอบซุปเปอร์โพล แค่นั้นยังไม่พอ หากเกิดกรณีฝนตก นักแข่งยังสามารถเลือกสเปคยางหน้า E0158 จับคู่กับ SCR1 มาตรฐานได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค ราคา Honda Forza 750 ปี 2025 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เครื่องยนต์ขุมพลัง 2 สูบเรียงพร้อมระบบเกียร์ DCT ราคา 419,000 บาท

2025 AmericasGP ดินแดนคาวบอย สนามแข่ง Circuit of The Americas (COTA)ในรายการ 2025 AmericasGP ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกหนึ่งสนามระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในรายการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปฏิทินการแข่งขันปี 2013 สนามแห่งนี้ก็กลายเป็นเวทีวัดฝีมือของนักบิดระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชื่อของ Marc Márquez ที่สร้างตำนานอย่างยิ่งใหญ่ไว้ที่นี่ ข้อมูลสนาม 2025 AmericasGP ชื่อสนาม: Circuit of The Americas (COTA) สถานที่: ออสติน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา เปิดใช้งานครั้งแรกใน MotoGP: ปี 2013 ความยาวสนาม: 5.513 กิโลเมตร (3.426 ไมล์) จำนวนรอบในการแข่งขัน MotoGP: 20 รอบ (รวมระยะทางประมาณ 110.3 กม.) จำนวนโค้ง: 20 โค้ง (ซ้าย 9 / ขวา 11) ทางตรงที่ยาวที่สุด: 1,200 เมตร สถิติ Race Record สนาม Circuit of The Americas 2024 ความท้าทายของสนาม โค้งเยอะและซับซ้อน COTA มีจำนวนโค้งมากถึง 20 โค้ง (โค้งซ้าย 9, โค้งขวา 11) รวมทั้ง โค้งเร็วต่อเนื่อง โค้งที่โหดๆ จะเป็น โค้ง 1 เป็นเนินชันและมาด้วยความเร็วสูง โค้ง 11 ที่เป็นโค้งยูเทิร์น จุดนี้เป็นจุดที่โดนแซงกันง่ายมาก และโค้ง 12 ที่เป็นทางตรง 1.2 กม จากโค้ง 11 ความเร็วของนักแข่ง ทะลุ 340+ กม/ชม. แน่นอน และต้องเบรกหนักๆ เผื่อจะเข้าโค้ง จุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก สภาพพื้นผิวที่ขรุขระ นักแข่งหลายคนวิจารณ์พื้นผิวของสนามว่า ขรุขระและกระแทกแรง ทำให้ควบคุมรถยาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูงในช่วง Sector 2 และ 3 ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการลื่นไถลหรือยางหมดเร็ว ความสูงของสนามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงสนามมี ความต่างระดับกว่า 40 เมตร โดยเฉพาะเนินชันที่โค้ง 1 ซึ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและต้องเบรกอย่างหนักเพื่อเข้าโค้งซ้ายมุมแคบ การควบคุมรถช่วงนี้ต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะพลาดง่าย และอาจทำให้เสียเวลาอย่างมาก การบริหารยางจากระยะทางกว่า 110 กิโลเมตรในเรซหลัก และความร้อนสะสมจากการเบรกหนักและการเร่งออกโค้งบ่อยครั้ง ยางทั้งหน้าและหลังจึงสึกเร็ว การเลือกยางที่เหมาะสมและการ “ถนอมยาง” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่อาจตัดสินผู้ชนะในสนามนี้ ตารางการแข่งขัน วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2025 เวลา (ประเทศไทย) รุ่น รอบ 20:40 – 21:10 Moto3 FP2 21:25 – 21:55 Moto2 FP2 22:10 – 22:40 MotoGP FP2 22:50-23:05 MotoGP Q1 23:15-23:30 MotoGP Q2 00:50-01:05 Moto3 Q1 01:15-01:30 Moto3 Q2 01:45-02:00 Moto2 Q1 02:10-02:25 Moto2 Q2 03:00 MotoGP 10 Laps(Sprint) วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2025 เวลา (ประเทศไทย) รุ่น รอบ 23:00 Moto3 14 Laps 00:15 Moto2 16 Laps (31มีนาคม 2025)