SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Italjet Dragster 300 ทดสอบบนถนนกันไปแล้ว คราวนี้จับมาทดสอบในสนามเพื่อรีดเพอฟอร์แมนซ์เต็มระบบ ที่ต้องบอกว่าโมเดลรุ่นนี้ ซิ่งโครตมันส์

รีวิว Honda NX500 2025 รุ่นนี้ในทริปการเดินทาง กทม.-ระยอง รวมระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร จะมีอะไรน่าสนใจ

รีวิว MT-09 Y-AMT ครั้งนี้ทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโอกาสที่บอกเล่าถึงประสบการณ์การการขับขี่ เจ้า Y-AMT รุ่นนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษ

Honda NX500 2024 รีวิว พร้อม 5 จุดเด่น ทำไมต้องเลือกนำมาใช้งาน แล้วมันดีกว่ารุ่นเก่าอย่าง CB500X ยังไง ในบทความนี้มีคำตอบ

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์ ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

รีวิว GPX DZ3 2024 หวดไม้เดียว! 800 กม. กทม. – เชียงใหม่ ประกาศคัมแบคอีกครั้ง ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุุดจากค่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์คนไทยอย่าง GPX Thailand พร้อมเดินหน้าเต็มสูบให้แก่เหล่าไบค์เกอร์ได้พิสูจน์ถึงความแรงแบบเต็มพิกัดด้วยสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่อย่าง All New GPX DZ3 (ดี-ซี-ทรี) สปอร์ตพรีเมียมสไตล์ City Use พร้อมขนานนามได้ว่า All New All Around ในราคาที่โดนใจ ไปพร้อมกับการทดสอบ รีวิว GPX DZ3 2024 ครั้งแรก! เพื่อพิสูจน์สมรรถนะแบบเต็มพิกัดในทริป กทม.-เชียงใหม่ ด้วยระยะทางทั้งหมดกว่า 800 กม. สำหรับรายละเอียดของตัวโมเดลจะมีอะไรพิเศษที่น่าสนใจกันบ้าง ดีไซน์ใหม่ ออกแบบโดยคนไทย เสริมความสปอร์ตรอบคันด้วยการดีไซน์ให้ความโฉบเฉี่ยวผสานการออกแบบภายใต้แนวคิด “It’s the Time to Level Up” และเพื่อที่จะได้สัมผัสถึงสมรรถนะความแรงเต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะท้าทายด้วยจิตวิญญาณนักบิด ด้วยมิติทรวดทรง ลายเส้นของตัวโมเดลผ่านการคัดสรรงานออกแบบโดยคนไทย ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงความเร้าใจในทุกระดับ เรียกได้ว่าสปอร์ตในทุกสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ออกแบบใหม่วาดเส้นตวัดปลายแหลม ใส่คิ้วหนาด้วยกรอบด้านบนดูเท่ไปอีกระดับ และไฟท้ายโดยแยกไฟเลี้ยวบิ้วอินต์เข้าไปในตัว เสริมความสว่างมากขึ้นด้วยระบบไฟ Full LED เต็มระบบรอบคัน ต่อกันที่สัดส่วนแฟริ่งออกแบบให้มีความดูคม เว้าสัดส่วนเพิ่มการไหลเวียนทิศทางลมผ่านตัวรถสมูทยิ่งขึ้น ประดับหมวกเท่ ๆ ด้วยชิลด์หน้าทรงสปอร์ตปักแบรนด์โลโก้ไว้บริเวณตรงกลาง รวมถึงลายกราฟิกชื่อรุ่นขนาดใหญ่เด่น ๆ และใส่เพลทเงิน DZ3 ที่ด้านข้างเพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ ไฟหน้าดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ใช้เป็นระบบ LED รอบคัน หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ พร้อมฟังก์ชันการแสดงผลครบครัน กุญแจสมาร์ทคีย์ IP67 สามารถกันน้ำในระดับความลึก ไม่เกิน 1 เมตร นานถึง 30 นาที เก๊ะด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมใช้งาน ช่องเสียบ USB Type C แบบใหม่ ถัดมาในฝั่งคอนโทรลเซอร์วิสเริ่มกันที่ หน้าจอ Reverse Digital LCD ออกแบบขนาดความกว้างแบบจุใจ แฮนด์บาร์อลูมิเนียมสีเงินสามารถปรับได้ สวมตราประทับ GPX เด่น ๆ ตรงขาจับแฮนด์ ขณะที่ปุ่มคอนโทรลจากฝั่งประกับออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย พร้อมกันนี้กุญแจของโมเดลรุ่นนี้ยังอัปเดตเป็นรุ่นสมาร์ทคีย์ (IP67) มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำพิเศษ ที่สามารถเปิดฝาถังน้ำที่บริเวณด้านหน้า เปิด-ปิดเบาะได้สะดวกตามการใช้งาน และฟังก์ชันล็อคคอรถซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ติดตั้งมาให้จากโรงงาน เบาะใหม่ ดีไซน์สปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ สามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบ และสัมภาระอื่น ๆ ได้ ถังน้ำมันด้านหน้าขนาด 10.3 ลิตร พร้อมทั้งเก๊ะด้านหน้าสองช่องที่สามารถเปิด-ปิดได้สะดวกเพียงใช้มือกด โดยด้านในมีช่องเก็บของที่เก็บอุปกรณ์ได้ประมาณนึง บวกกับมีพอร์ตชาร์จไฟ USB Type C ใส่มาให้อีกหนึ่งจุดทางฝั่งซ้ายให้ใช้งาน และนอกจากนี้ยังคงให้ความสะดวกสบายด้วยตัวเบาะชิ้นเดียวแบบสองระดับ เสริมการตัดเย็บด้วยหนังเบาะสีแดงและใส่โลโก้ดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้เต็มใบรวมถึงสัมภาระอื่น ๆ ได้ และพิเศษพักเท้าคนซ้อนออกแบบมาใหม่ สามารถเปิด-ปิดได้เลยไม่ต้องเอาเท้ากดให้เมื่อยอีกด้วย คอนโทรลง่าย นั่งสบาย ต้องเรียนว่าเจ้า All New คันนี้มีการดีไซน์อะไรหลาย ๆ อย่างที่ค่อนข้างตอบโจทย์ และยังเหมาะกับไซส์คนเอเชียโดยเฉพาะไบค์เกอร์บ้านเราเป็นพิเศษด้วยไดเมนชันที่มองจากรูปร่างภายนอกแล้วรู้สึกว่าตัวรถนั้นไม่ได้สูง บวกกับจุดศูนย์ถ่วงต่ำซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบายแล้ว ยังเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย มุมมองการขับขี่ สำหรับมุมมองผู้ขับขี่นั้นไม่ค่อยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้งานเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ว่า..หน้ารถมันไม่ได้สูง ตัวชิลด์ไม่ได้สูง บวกกับกระจกข้างขนาดใหญ่ ตัวจออ่านค่าได้ง่าย จึงทำให้ค่อนข้างที่จะสะดวกสบายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ส่วนระยะแฮนด์นั้นไม่กว้างเลยแถมยังมีความเบา เวลาขับขี่แบบ City Use ใช้งานในเมืองจุดนี้ไม่น่าเป็นปัญหา เลี้ยวสะดวก โฉบเฉี่ยว และคล่องตัวเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่จะใช้ออกทริปเดินทางไกลก็ขอแนะนำให้ปรับชิลด์หน้าขึ้นมาอีกหน่อย จะช่วยได้มากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยตัวเบาะออกแบบใหม่เว้าพนักพิงด้านหลัง ทำให้ท่านั่งขับขี่ไม่เสียการทรงตัวแน่นอน (สำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็วเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรับเบาะใหม่ เวลามุดจะได้สะดวกขึ้น แต่ก็หลบพี่ ๆ ลูกเสือให้ทันด้วยนะ ฮ่า ๆ) ขุมพลังใหม่ กับ HYPER-i ประเด็นแรกที่ชูก็คือในเรื่องของขุมพลังที่เป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่กับ Hyper-i ซึ่งเป็นบล็อกจากโรงงานเดียวกันกับ Vespa ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 278.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมถังน้ำมันติดตั้งมาให้ที่ขนาด 10.3 ลิตร ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน โดยมีกำลังแรงม้าที่ 24.1

รีวิว Vespa S125 i-Get 2024 เล็กแต่แรง ถูกใจสายคล่องตัว หลังจากทำการรีวิวและทดสอบโมเดลเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 i-Get ABS 2024 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทความการรีวิวครั้งนี้ เรามาพูดถึงรุ่นน้องคนเล็กในตระกูลไฟเหลี่ยมอย่าง Vespa S125 i-Get 2024 กันบ้าง สำหรับใครที่กำลังมองหารถเวสป้าทรงสปอร์ตไซส์เล็กพริกขี้หนู ที่มาพร้อมกับความทันสมัยและน่าขับขี่ใช้งาน รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับชาว VESPISTI หน้าใหม่เลยไม่น้อย แล้วเพราะอะไรไปดูกัน ดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างที่รู้กันดีว่าโมเดลจาก Vespa นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายถึงความเป็นโมเดลคลาสสิกจากอิตาลี กับรูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ดูคล้ายคลึงเหมือนโฉมรุ่นพี่ในหลาย ๆ จุด กับไฟทรงหกเหลี่ยม เนกไทด้านหน้า ปากแตร โลโก้เพลท Vespa ตามจุดต่าง ๆ หน้าจอ Dual Display ตัวบอดี้ที่เป็นเหล็กทั้งคัน ที่พักเท้า รวมถึงเส้นสายตามขอบต่าง ๆ ดูคลุมโทน และเป็นไลน์อัพเดียวกันกับรุ่นอื่น ๆ ของทางเวสป้าอีกด้วย และพิเศษให้น้องเล็กคันนี้โดดเด่นกว่าที่เคยก็คือลวดลายกราฟิกแบบใหม่ ให้ความโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ โดยใช้สีขาว ดำ แดงตัดกันบริเวณตัวถังและบังโคลนหน้า รวมถึงตัวขอบล้อที่มีการออกแบบในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้ตัวโมเดลนั้นดูคม ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเติมเต็มไลฟ์สไตล์ความเป็นสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบ LED ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องเสียบ USB Type A เบาะหนังสีดำ ช่องเก็บของใต้เบาะ ต่อด้วยที่ระบบไฟส่องสว่าง กับไฟหน้าและไฟท้ายถูกใช้เป็นแบบ LED ขณะที่ไฟเลี้ยวยังคงเป็นหลอดฮาโลเจนแบบดั้งเดิมอยู่นั่นเอง ถัดมาคอนโซลกลางจะพบกับช่องใส่ของขนาดย่อม พร้อมกับช่องเสียบ USB Type A มาให้หนึ่งจุดบริเวณฝั่งซ้าย สวมที่แขวนของทั้งด้านหน้าและใต้เบาะเพื่อรองรับใช้งานนั่นเอง ถัดมาโซนโดยสารกันบ้าง มีวัสดุเบาะหนังสีดำติดมาให้สวยงาม สามารถเปิด-ปิดเบาะ โดยใช้กุญแจไขบริเวณด้านข้าง และติดมือจับคนซ้อนมาให้ใช้งานอีกด้วย สำหรับช่องเก็บของใต้เบาะนั้นให้มาสมส่วนกับพิกัดรุ่นนี้ สามารถใส่หมวกกันน็อกได้ครึ่งใบรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ใช้งานได้ตามต้องการ และถังน้ำมันติดมาให้ขนาด 7 ลิตร ควบคุมง่าย น้ำหนักเบา ด้วยรูปร่างที่เป็นมิตร และน้ำหนักตัวเพียง 120 กก. จึงทำให้เหมาะกับมือใหม่หรือชาวก๊วน VESPISTI ที่ชอบคันเล็กแต่แรง เพราะด้วยความสูงของตัวรถที่ไม่มากนักบวกกับท่านั่งขับขี่ที่ค่อนข้างสะดวกสบาย ควบคุมได้ง่าย ไม่ปวดหลัง ประกอบกับพื้นที่ของตัวฟุตบอร์จให้มาค่อนข้างกว้าง สำหรับแอดมินที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. นั่งแล้วเข่าไม่ชนด้านหน้า แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ที่ขายาวจริง ๆ สามารถขยับตัวมาด้านหลังซึ่งช่วยได้ในส่วนนี้ ส่วนระยะแฮนด์หรือมุมมองการขับขี่ต่าง ๆ คงไม่ต้องอธิบายดีเทลอะไรมากนัก เพราะตัวโมเดลเป็นรุ่นพิกัดในเริ่มต้น ดังนั้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่ออกแบบมานั้นค่อนข้างใช้ได้อยู่แล้ว ตามคอนเซ็ปต์ Easy Use ให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตัวโมเดลนั้นออกแบบมาเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แถมยิ่งเข้ากับคนยุคใหม่ได้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะสายแฟชั่น ตัวโมเดลจะยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย อย่างที่แอดมินได้กล่าวไปในคลิปรีวิว (แนบลิ้งค์) ไม่ว่าคุณจะเป็นขาแว้น หรือจิ๊กโก๋ทรงซิ่ง แค่คุณขี่เวสป้าคุณก็ดูดีไปอีกระดับแล้ว แล้วถ้ายิ่งเป็นวัยรุ่นอิตาลีแล้วหล่ะก็… เครื่องยนต์ i-GET ตามฉบับรถอิตาลี สำหรับเครื่องยนต์เป็น i-Get สูบเดียว ขนาด 124.5 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ให้กำลังแรงม้าอยู่ที่ 10.3 แรงม้าที่ 7,600 รอบ พร้อมแรงบิดที่ 10.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ซึ่งมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ไม่ได้จัดจ้าน ด้านเครื่องยนต์ของตัวรถให้ฟีลถึงความนุ่มนวล มีความโฟลว์ตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงรอบสูง ๆ ในความเร็วที่ 100 กม.ต้น ๆ/ชม. ถือว่าเพียงพอใช้งานและค่อนข้างโอเค นอกจากนี้สิ่งที่สัมผัสได้จากการขับขี่ของรถรุ่นนี้นั้นก็คือ คาแรคเตอร์เครื่องยนต์ของมัน ด้วยลักษณะเครื่องยนต์ในรหัส i-Get ที่ค่อนข้างให้เสียงที่เบา บวกกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลและสไตล์ตัวรถ มันจึงทำให้ดู “ตรง” กับคอนเซ็ปต์ และไม่ทิ้งกรอบ ถ้าให้เทียบคงเปรียบเสมือนรถประเภทซูเปอร์คาร์ยังไงก็คือซูเปอร์คาร์แบบนั้น ซึ่งมันมีอะไรที่ “มากกว่า” ความเร็วนั่นเอง ระบบช่วงล่างใหม่ โช้คหน้าแขนเดี่ยว เพิ่มความสปอร์ตด้วยคอยล์สปริงสีแดง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ พร้อมระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าแขนเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย และที่เด็ด ๆ เลยก็คือตัวสปริงโช้คสีแดงเด่น ๆ ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ให้เป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยโช้คเดี่ยวด้านหลัง

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย ก้าวไปอย่างเหนือระดับกับความพรีเมียม ด้วยโมเดลสุดฮิตจากทางเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 I-Get ABS 2024 สปอร์ตคลาสสิกจากอิตาลี ที่เติมเต็มจิตวิญญานความเท่ โฉบเฉี่ยว พร้อมโลดแล่น มาให้สัมผัสและพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็พร้อมที่จะพาไปดื่มด่ำบรรยากาศกับการรีวิวและทดสอบเจ้าเวสป้าไฟเหลี่ยมตัวแรง พร้อมประเด็นที่น่าสนใจมาให้ชมกัน Vespa ก็คือ Vespa..!! รถยอดฮิตที่ครองใจเหล่าชาว VESPISTI มาทุกยุคทุกสมัย และถือเป็นต้นกำเนิด ของพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างยอมรับว่า “เวสป้าก็คือเวสป้า” กับความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายของความความคลาสสิกในแบบดั้งเดิมของรถสกู๊ตเตอร์ในปี 60 สอดแทรกความทันสมัยในแต่ละยุคเข้าด้วยกันจนกลายมาเป็นโฉมโมเดลต่าง ๆ ที่จำหน่ายในท้องตลาดตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน รวมถึงเจ้าโมเดลรุ่นนี้นี้ ที่มีการดีไซน์ใหม่ด้วยการยกระดับความพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้น ผ่านแนวคิดเพื่อตอบไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างลงตัว สำหรับตัวรถในรุ่นนี้ทางผู้ออกแบบได้วางแนวคิดที่จะแฝงความสปอร์ตแต่ก็ยังคงไม่ทิ้งลายเส้นในแบบรถอิตาลี ทั้งมิติตัวรถ ทรวดทรงและสัดส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเก๋าแต่เป็นความเก๋าในยุคใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมวาดเส้นให้มีความโดดเด่น มีระดับ ไปพร้อมความโฉบเฉี่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าและไฟหลังทรงหกเหลี่ยมแบบ Full LED ไฟเลี้ยวที่ยังบิ้วอินไว้ในตัวเฟรมด้านหน้าเช่นเดียวกับเนกไทสีเทาเข้ม เติมความสดใหม่ด้วยปากแตรสีส้ม พร้อมเพลทโลโก้ Vespa ที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ดูหรูหรา พรีเมียม เข้ากับลายกราฟิกระนาบแนวเฉียงตัดตัวเฟรมด้านท้ายและบังโคลนหน้าเชื่อมไปยังตัวล้อ และแน่นอนดีไซน์ของล้อแม็กยังถูกปรับใหม่มาเช่นเดียวกัน ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้นไปจากเดิมที่เป็นล้อซี่แบบอัลลอยนั่นเอง หน้าจอ Dual Display (เรือนไมล์อนาล็อก + จอ LCD) ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องชาร์ตไฟ USB Type A เบาะหนังทรงสปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ ส่องต่อที่มุมค็อกพิทกับหน้าจอ Dual Display ผสมผสาน 2 ฟังก์ชัน มีหน้าปัดเรือนไมล์ และจอ LCD ที่สามารถเซ็ตทริปการเดินทางได้ รวมถึงบอกค่าต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และปรับดีไซน์กระจกข้างใหม่ นอกจากนี้คอนโซลใช้งานด้านหน้ายังมีช่องชาร์จไฟ USB Type A และช่องเก็บของประมาณนึง ต่อด้วยเบาะทรงสปอร์ตชิ้นเดียวตอนยาวติดกริบมือจับด้านท้าย ส่องข้างในใต้เบาะมีช่องเก็บของขนาดกำลังดี อีกทั้งยังมีแผ่นรองติดมาให้หนึ่งชิ้นและตัวยูบ็อกส์ที่สามารถถอดนำมาทำความสะอาดได้นั่นเอง ท่านั่งสบาย เสริมไลฟ์สไตล์ได้เต็มพิกัด สอดรับไลฟ์สไตล์กับความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ได้เต็มพิกัด ด้วยองศาและมิติของตัวรถออกแบบมาให้ขี่ค่อนข้างง่าย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ด้วยขนาดความสูงของตัวเบาะที่ผู้หญิงตัวเล็กสามารถคร่อมได้ เนื้อโฟมตัวเบาะหนานุ่มฟูดูกระชับ นั่งแล้วไม่รู้สึกปวดหลัง ขณะที่ฟุตบอร์จประกอบมาให้มีขนาดกว้างและมีพื้นที่เพียงพอให้ขยับได้แก้เมื่อย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างนัก ให้การคอนโทรลควบคุมได้ง่าย ถือว่าเป็นสเปกพื้นฐานที่มีในรถขนาดพิกัดนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือความคล่องตัวในการใช้งานนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าเวสป้ารุ่นนี้ต่างจากสกู๊ตเตอร์รุ่นอื่น ๆ ก็คือความพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังเสริมความเป็นแฟชั่นได้หลากหลาย เข้าถึงทุกเพศทุกวัย และต้องเรียนว่ารถเวสป้ารุ่นนี้ พร้อมที่เสริมภาพลักษณ์ของการขับขี่ขึ้นไปอีกระดับ ไม่เขอะเขินแน่นอน สามารถนำไปขิงได้ และแน่นอนว่าขิงรุ่นนี้เป็นขิงสายพันธุ์ชั้นดีเลยหล่ะ เครื่องยนต์ i-Get ลิขสิทธิ์แท้จากอิตาลี เครื่องยนต์ของรุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางค่ายกับ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ที่ให้แรงม้า 12.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ มีแรงบิดที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีความขนาดความจุของถังน้ำมันที่ 8 ลิตร ขี่สนุก ตามที่ใจต้องการ สำหรับเครื่องยนต์ในพิกัดนี้ ถือว่าให้กำลังมาได้ดีตามมาตรฐานสำหรับรถคลาส 155 ซีซี ด้วยอัตราการเร่งตั้งแต่ออกตัวให้ความสมูทนุ่มนวล มีรอบให้สามารถขับขี่เร่งแซง หรือแม้กระทั่งในย่านความเร็วสูงหรือช่วงถนนโล่ง ๆ กำลังเครื่องส่งต่อได้เนียนสำหรับรถพิกัดนี้ กับความเร็วที่ 100 ต้น ๆ ถึง 120 ถือว่าใช้ได้ พอให้ได้สัมผัสความซิ่งพอประมาณ เพราะนี่คือลักซ์ชูรีสกู๊ตเตอร์ประดับบารมีขนาดย่อม ๆ นั่นเอง ช่วงล่างโดดเด่น ตามสไตล์ Vespa โช้คหน้าแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ ในขณะที่ระบบช่วงล่างยังคงใช้แบบเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยโช้คหน้าแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 มม. มาพร้อม ABS สำหรับด้านหลังเป็นระบบดรัมเบรกให้ใช้งาน พร้อมตัวล้อและขนาดยางที่ 110/70-12 และ 120/70-12

รีวิว Bilmola NEX R หมวกกันน็อกแบรนด์ไทย แอโรไดนามิกดี มีมาตรฐานยุโรป ECE 22.06 แต่กลับมาในราคาไม่กี่พันบาท

Italjet Dragster 300 สกูตเตอร์สุดพรีเมี่ยม ที่จะสะกดทุกสายตา ณ แยกไฟแดง First Impression รักแรกพบ เรื่องของดีไซน์ รูปลักษณ์ คือจุดเด่นที่สุดของ Italjet Dragster 300 อย่างแน่นอนถ้า และยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบรถ Superbike นี่คือสกูตเตอร์ที่หล่อ เท่ สวย ล้ำ ที่สุดในตลาด ความ Unique แปลกตา แบบที่ว่า นี่มันคืออะไร ด้วยระบบ Swing arm หน้า-หลัง ที่จุดหมุนของทั้งคัน จะอยู่ตรงกลางใต้เบาะ อย่าว่าแต่ไม่เหมือน scooter อื่นๆ ถ้าเทียบ Superbike ก็คงจะคล้ายแค่ Bimota ซึ่งอีกแหละ ไม่ใช่คนทั่วไปจะมีโอกาศได้ขับขี่ แลดูผ่านๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน เฟรมถักเด่นๆ หนาๆ ดูสปอร์ต เสริมด้วยชุดแฟริ่ง และลุคไฟหน้า ไฟท้ายแบบ Superbike เก็บรายละเอียด ดีเทลได้ความเป็นอิตาเลี่ยนดีไซน์แท้ๆ แค่มองดูด้วยชายตาก็รู้ว่า นี่ ไม่ใช่รถธรรมดาแต่ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ จอดไฟแดง พวกคิดว่ารถไฟฟ้า เลยบอกพี่แกไปว่า ใช่ครับ รถไฟฟ้ามีท่อ… Test Ride ถ้าให้สรุปสั้นที่สุดสิ่งเดียวที่คันนี้ขาด คือถังระหว่างขาเพราะทุกอารมณ์การขับขี่ มันคือรถสปอร์ตแบบ 100% เครื่องยนต์ HPE i-Get 278.3cc จาก Vespa GTV แรงมั้ย…ก็ไม่ แต่ถามว่ามันใช้ได้มั้ย…ก็ได้อยู่ เพราะความเร็วที่ได้ใช้และช่วงที่เฟรมรถที่ออกแบบมา ความสนุกจะในการขับขี่อยู่แถวๆ 60-120 km/h ไม่เกินนี้ Ergonomic แฮนด์ เบาะ และ ท่านั่ง เริ่มต้นที่ขนาดแฮนด์ วัดจริงด้วยสายรัดเอว ความยาวไม่รวมตุ้มปลายแฮนด์ อยู่ที่ 25.5 นิ้ว(~65cm) และองศาแฮนด์ที่หนีบเข้ามา ถือว่าเล็กมาก เหมาะสำหรับผู้ชายตัวเล็ก และสาวสายสปอร์ต ถ้าเทียบกับรถใน class 300 cc เช่น Yamaha Xmax แฮนดกว้าง 28นิ้ว(~71cm) เบาะเล็กแต่นั่งเต็มตูดและมีพนักพิงข้างหลังเหมือนรถสนาม คือเข้าใจแหละ ว่าทำให้ดูซิ่ง แต่จริงๆแล้ว เวลาขี่ตัวตรง บวกกับรถไม่ได้แรง ก็ออกจะเขิลๆว่า ให้มาทำไม เพราะ ไม่มีที่ให้ขยับแล้ว ถ้าจะหมอบหลบลมก็ไม่มีที่เหลือ ต้องยกตูดไปนั่งบนเบาะคนซ้อนแทนถึงจะหมอบได้ลึกๆ พูดถึงเบาะคนซ้อนแนวโหนกนูน อารมคล้ายๆ RSV4 ที่มีไว้เฉยๆ ถามว่านั่งได้มั้ย ได้ แต่ คงจะรู้สิกแปลกๆ และด้วยความที่รถคันจิ๋วหลิว ซ้อน 2 คงไม่ใช่คำตอบ เพราะพวกทำทรงมาให้นั่งคนเดียว สำหรับผู้ชายตัวเล็ก ส่วนสูงไม่เกิน 170ซม. ขนาดตัวคนขี่กับรถพอดีกับรถ ท่านั่งสบาย แฮนด์แคบ เบาะเต็มก้น คือมันใช่มาก เวลาขี่จะไม่เหมือนเด็นโขมยรถพ่อมาขี่เหมือนรุ่นอื่นๆ หรือถ้าตัวเล็กกว่านี้ก็ดูไม่แปลก แต่ถ้าหากสูง เกิน 175ซม. อาจจะดูเหมือนรถของเล่นเกินไป City Test โยนทิ้งฟีลลิ่งการขับขี่แบบทื่อๆของรถ scooter ออกหน้าต่างไปได้เลย เพราะมันคือความรู้สึกแบบที่ไม่เคยขี่มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรากำเบรกหน้า โช้คหน้าจะยุบ แต่ Italjet ไม่ใช่ เวลาที่กำเบรกหน้า รถจะยุบทั้งคัน บาลานส์รถจะอยู่ตรงกลาง ฟีลแรกๆ จะงงๆหน่อยเพราะเหมือนขี่ jetski รถมันหยุ่นๆ แปลกๆ โมเมนตั้มรถ ในการเร่งและเบรค ก็ไม่เหมือนรถที่มีระบบโช้คหน้าตะเกียบคู่ ระบบสวิงอาร์มหน้าและหลัง ให้ฟีลการขับขี่ที่นุ่มมากๆ แบบ ถ้าไม่เจอหลุมหรือฝาท่อ คือขี่เรียบไปเลย ซับความขรุขระของถนนไทย ย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง ได้ดีเยี่ยม ถ้ารูดหลุม อาจจะกระแทกนิดๆ เหมือนรีบาวเร็วไป โดยเฉพาะด้านหลัง ถ้าปีนคอสะพานก็มีสะท้าน น่าเสียดายที่โช้คหน้าปรับได้แค่พรีโหลด กับคอมเพรสชั่น ส่วนหลังทื่อๆ มีแค่พรีโหลด ย่านความเร็วที่ขับขี่ในเมือง แบบไม่เกิน 90 นี่คือสวรรค์ของรถไม่มีถังตรงหว่างขา และผมเชื่อว่า

รีวิว Zontes 350E All new บิ๊กสกู๊ตเตอร์พี่ใหญ่ทรงเบิ้ม มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Luxury Style เครื่องยนต์ 349 ซีซี เปิดราคาแล้วที่

รีวิว Zontes 350D สปอร์ต คล่องตัว เทคโนโลยีเต็มขั้น เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์คู่หูขวัญใจมหาชนจากแบรนด์น้องใหม่ สังกัดค่าย Zontes อย่าง Zontes 350E และ Zontes 350D มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ในวลีเด็ดที่ว่า “แรงสุดในคลาส” ด้วยรูปลักษณ์ความแตกต่างของสองรุ่นสองสไตล์ แต่ยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ 350 ซีซีและระบบเทคโนโลยีในเบสเดียวกันนั่นเอง ในโอกาสนี้ SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหยกเรื่องราวความน่าสนใจในการทดสอบ รีวิว Zontes 350D แฝดคนน้องรุ่นนี้ จะมีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากรุ่นพี่ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางแบรนด์ได้คัดสรรติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้มีอะไรบ้าง และการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ห้ามพลาด Welcome to Zontes Factory สำหรับ Zontes ถือว่าเป็นค่ายรถจักรยานยนต์ระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วทั่วโลก ประกอบกับมีอายุมายาวนานแล้วกว่า 20 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2003 ซึ่งปัจจุบันทางแบรนด์เองได้มีการขยายธุรกิจโดยมีสาขาบริการและจำหน่ายแล้วกว่า 71 สาขาทั่วโลก ด้วยโปรดักท์สินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน คัดสรรรายละเอียดในพาร์ทและอะไหล่ทุกชิ้นที่บ่งบอกถึงความเป็น High Quality โดยที่มีให้เลือกมากมายหลายรุ่น รวมถึงบิ๊กสกู๊ตเตอร์ในรุ่นล่าสุดอีกด้วย ทั้งนี้บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Zontes เพียงรายเดียวในไทย รวมไปถึงแบรนด์รถจักรยานยนต์จากยุโรปอย่าง Lambretta, Malaguti และ Peugeot Motocycles พร้อมมาการันตีอีกขั้นด้วยว่า ทั้งพาร์ท ชิ้นส่วนต่าง ๆ และกระบวนการประกอบตัวรถในทุกขั้นตอน จะถูกผ่านการตรวจสอบโดยวิศวกรจากบริษัทแม่ เพื่อให้ได้สเปกตรงตามมาตรฐานโรงงาน จึงมั่นใจในเรื่องของ Quality Product พร้อมทั้งยังเสริมความเชื่อมั่นในเรื่องการบริการเซอร์วิสหลังการขาย โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการเซอร์วิสได้ที่ศูนย์บริการในเครือของไดนามิค มอเตอร์ ที่มีสาขาครอบคลุมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ สปอร์ต คล่องตัว ในแบบ City Use สำหรับรุ่น 350D ถือว่าเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ทางแบรนด์ออกแบบมาเพื่อขับขี่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตรงตามคอนเซ็ปต์รถ City Use แต่ยังคงให้ความร้อนแรงด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ 350E ประกอบกับดีไซน์ที่สวมคาแรคเตอร์ของความเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ต และมีหน้าตาอันดุดันบวกกับรูปร่างที่ให้ความ โฉบเฉี่ยว คล่องตัว หากใครที่ชื่นชอบความเร็ว รุ่นนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เริ่มด้วยมิติตัวรถกับระยะความกว้าง x ยาว x สูง ที่ 780 x 2,025 x 1,400 มม. มีระยะความสูงของตัวเบาะ 790 มม. ระยะ Wheelbase 1,405 มม. และ Ground Clearance 150 มม.รวมทั้งตัวเฟรมที่ทำจากเหล็ก ครอบด้วยแฟริ่งจากพลาสติกเกรดท็อปผ่านงานขึ้นรูปออกแบบได้สวยงาม เว้าเส้นสายตัดคมให้สมกับความเป็นรถสปอร์ต ทั้งไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟโปรเจคเตอร์ 4 ดวง บิวอินต์เข้าด้านในเป็นรูปทรงเดียวกัน ขณะที่ไฟท้าย ไฟเลี้ยวและไฟเบรกยังออกแบบดูสวยงามในแบบเฉพาะรุ่น โดยระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบ ถ่ายทอดความสปอร์ตต่อเนื่องด้วยวินชิลด์ด้านหน้าสีเทาควันบุหรี่ สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า (ปรับได้ระดับเดียว) ผ่านปุ่มบังคับบริเวณประกับฝั่งซ้าย พาร์ทด้านหน้ายังออกแบบส่วนเว้าเพื่อการตัดลมได้เนียนยิ่งขึ้น พร้อมกับลายกราฟิกที่ดีไซน์โดยนักออกแบบคนไทยนั่นเอง ประกอบกับตัวรถใช้สีเงาตัดขนานกับสีดำด้านในพาร์ทหลาย ๆ จุด ดูลงตัวเป็นพิเศษ เบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ดีไซน์ทรงสปอร์ต ใต้เบาะเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบ ขณะที่ตัวเบาะเป็นเบาะชิ้นเดียว 2 ระดับ ติดมือจับคนซ้อนมาให้เสริมความเกาะหนึบในการสัมผัสมากขึ้นด้วยแผ่นยางบริเวณข้างใต้ เปิดใต้เบาะลงมาจะพบกับช่องเก็บของ สามารถเก็บหมวก Full Face ได้เต็มใบพร้อมผ้ากันเปื้อนสามารถถอดซักได้ เจาะที่มุมค็อกพิทหรือมุมผู้ขับขี่ ถือว่าให้มาเต็มไม้เต็มมือในแบบเดียวกับโฉมรุ่นพี่อีกด้วย ทั้งหน้าจอสี TFT เบรกมือ ไฟพาส ไฟสูง-ต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว แตร สวิตช์ปรับชิลด์หน้า ปุ่ม SET และ ปุ่ม MOD ขณะที่ฝั่งขวามีสวิตช์ออฟรัน ปุ่มสตาร์ท ปุ่มปรับโหมดขับขี่ (ECO-SPORT) สวิตช์ไฟโปรเจคเตอร์ ปุ่มสตาร์ทระบบ ปุ่มเปิดถังน้ำมันและเบาะ ก้านเบรกปรับได้ แต่รุ่นนี้ไม่สามารถปรับระยะแฮนด์ได้ ส่องลงมาอีกจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง มีพอร์ตชาร์จไฟ USB ไทป์ A และ

รีวิว Ducati Desert X Rally อสูรพันธุ์ “X” แห่งทะเลทราย ในนาทีนี้ ถ้าหากพูดถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ทรงพลังที่สุด สาวกไบค์เกอร์หลาย ๆ คนคงอาจนึกถึงเจ้า Ducati Desert X สัญชาติอิตาลีเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างแน่นอนกันใช่ไหมหล่ะครับ และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดมากยิ่งขึ้น ล่าสุดทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Ducati Desert X Rally โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับรหัสสายพันธุ์ “Rally” ฉบับปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะขับขี่บนทางออฟโร้ดโดยเฉพาะ และในโอกาสพิเศษนี้ ทางค่ายพร้อมจัดหนัก จัดใหญ่กับการเปิดตัวโมเดลพร้อมเปิดราคา “ครั้งแรก” ในประเทศไทย ณ มอเตอร์สปอร์ต ปาร์ค สุวรรณภูมิ ไปพร้อมกับการทดสอบขับขี่เพื่อรีดสมรรถนะได้อย่างเต็มพิกัด รวมถึงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์อันใหม่ไปกับการ รีวิว Ducati Desert X Rally รุ่นนี้ จะเป็นอย่างไร ติดตามชมกันได้เลย ดีไซน์เอกลักษณ์ตามฉบับสายลุย ในเรื่องของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นยังคงยึดสไตล์ความเป็นรถสายเอนดูโร่ในยุค 80 ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ดูแล้วเสมือนคุณลุงสายลุยยุคใหม่ ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ในหลาย ๆ จุด พิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับค่าย ขณะเดียวกันชิ้นส่วนอื่น ๆ ยังถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจน และด้วยขนาดบอดี้ตัวรถที่ถูกปรับมาใหม่มีขนาดความกว้างขึ้น ถังน้ำมันดีไซน์ใหม่และถังน้ำมันอีกหนึ่งจุด (ถังน้ำมันด้านท้ายเป็น Accessory ต้องซื้อเพิ่ม) อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งมาให้ บังโคลนหน้าติดตั้งแบบยกสูง มีคุณสมบัติป้องกันการสะสมของดินโคลนเมื่อขี่ลุยทางออฟโร้ด ทำให้สบายใจหายห่วงเวลาลุยทางดินเปียก ไม่ต้องกังวลเรื่องดินติดล้อหน้า เสริมด้วยสติ๊กเกอร์สีดำพร้อมลวดลายที่สื่อถึงการขับขี่แบบลุย ๆ กราฟิกสติ๊กเกอร์แบบหนา สะดวกในการปรับแต่งลวดลาย รวมถึงช่วยลดรอยขีดข่วนบริเวณพื้นผิวบอดี้พาร์ท เบาะนั่งชิ้นเดียวแบบแรลลี่ ตัดกันด้วยแทบสีดำ-แดง ทั้งยังเพิ่มความเรียบหรูลวดลาย Rally และชื่อรุ่นด้านข้าง เพิ่มมิติในเรื่องของความสวยงามไปอีกขั้น ซับเฟรมและมือจับคนซ้อนสีแดง ให้อารมณ์ดุดันแบบรถแข่ง ถังน้ำมันด้านท้าย (อุปกรณ์เสริม) เบรกหลังและคันเกียร์อลูมิเนียม ออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่นและปรับได้สองตำแหน่ง ใช้สำหรับบนทางดำและออฟโร้ด มีน้ำหนักเบาขึ้น 0.4 กก. แฮนด์บาร์อลูมิเนียม ให้ความแข็งแรงและสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ อาทิ อุปกรณ์ GPS หรือที่วางสมาร์ทโฟน พร้อมกันสะบัดจาก Ohlins สายน้ำมันเบรกหน้าแยกส่วน สามารถติดตั้งได้ทั้งบังโคลนหน้าแบบสูงและต่ำ ท่อไทเทเนียม Termignoni (อุปกรณ์เสริม สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้) อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์ ผลิตจากเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์แรงอัดสูง มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ขุมพลัง Testastretta 11° L-Twin สำหรับเครื่องยนต์เป็น Testastretta 11° L-Twin 2 สูบ มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodromic valvetrain 4 วาล์วต่อลูกสูบ มีขนาดลิ้นเร่งที่ 53 มม.ทำงานควบคู่กับระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bocsh ระบบสตาร์ทไฟฟ้า และระบบเกียร์แบบ 6 สปีดพ่วงมาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์ Up-Down โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ผ่านมาตรฐาน EURO5 ประกอบกับถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร อัปเกรดช่วงล่างใหม่ แน่นหนึบ ให้สมฐานะกับการเป็นโมเดลสายลุยมากขึ้น ด้วยการอัปเกรดระบบช่วงล่างกับโช้คหน้า UpSideDown จาก KYB ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 240 มม. ปรับได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ รวมถึงตัวโช้คมีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating ประกอบกับตัวกระบอกยังเคลือบ DLC เพิ่มประสิทธิภาพการลื่นไหลและทนทาน มาพร้อมกับระบบ Closed Cartridge โดยน้ำมันถูกอัดแรงดันในตลับที่อยู่ด้านใน เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศ และช่วยป้องกันการลดประสิทธิภาพการหน่วงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางออฟโร้ด ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาด 46 มม. จาก KYB เช่นกัน มีระยะยุบตัว 240 มม. ปรับได้เต็มระบบทั้งพรีโหลด ปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ทั้งแบบ High Speed และ Low Speed ต่อด้วยระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 320 มม.

รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE รถสูบเดียวที่ต้องร้องว่า..ว้าว ในที่สุดก็ได้มาลองขี่ รีวิว Hypermotard 698 Mono RVE ซึ่งมาพร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามว่า เป็นรถสูบเดียวที่แรงที่สุดในโลก ! หลังจากเปิดตัวไปเมื่อพักใหญ่ที่ผ่านมาที่สนามช้างฯ รวมถึงทางทีม SuperBike Thailand ได้ทำการพรีวิวเบื้องต้นไปแล้ว (สามารถอ่านพรีวิวตัวรถได้ คลิ๊กที่นี่ ) และแล้ววันนี้ได้ลองแล้วและได้ลองเทสที่สนาม Motorsport Park ซะด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะได้ลองศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน จะซ่าอย่างที่คิดหรือเปล่าละ? เครื่องยนต์สูบเดียว ลูกโต ช่วงชักสั้น 659 ซีซี ฟังครั้งแรกเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยมากนักกับ Ducati ซึ่งที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับความเป็น L-TWIN และเครื่องยนต์ในยุคหลัง ๆ อย่าง V4 ใน Panigale หรือ Streetfighter และที่ผ่านมาชาว Hypermotard แม้กระทั้ง Hyperstrada สไตล์ไฮเปอร์โมตาร์ดต้องขึ้นชื่อเรื่องแอคชั่น ทอร์คจัด ๆ ขี่ยาก ๆ หน่อย และยิ่งเป็น Ducati จะต้อง ร้อนนนนน ร้อนแบบผ่าวขา ขนหน้าแข้งหายกันเป็นแถบ “และมาถึงสูบเดียว มันจะไม่ร้อนแย่เหรอวะ ยิ่งรอบเรดไลน์ 10000+ มันจะเป็นอย่างไร ได้ลองขี่สักที” สัมผัสแรกที่ต่างออกไปคือ มันไม่ได้สูงสักหน่อย คนเอเชียขนาด (ความสูง) มาตรฐาน 175 เซนติเมตร พอได้คร่อมแล้ว มันไม่รู้สึกว่าจะต้องแอบระแวงเวลารถจอดเฉย ๆ แปลว่า มันรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายเบื้องต้น ขาถึงละ ไม่ต้องเขย่ง จัดท่าง่าย ไม่เครียด และที่สำคัญคือ มันเล็กและกระชับเหมือนคร่อมอยู่บนรถซูเปอร์โมโตความจุน้อย ๆ 300 ซีซีด้วยซ้ำ ซึ่งน่าตกใจที่โมเดลรุ่นนี้ออกแบบทุกอย่างเรียกว่า “ใหม่หมดจด” เรียกว่าฟีลลิ่งแบบไฮเปอร์ไม่เหมือนรุ่นที่ผ่าน ๆ มาเลย เมื่อติดเครื่องยนต์ เสียงท่อที่ออกมา ยังมีความรู้สึกคำรามแบบหนัก ๆ ตามสไตล์รถลูกโต ๆ ท่อเดิมโรงงานที่ว่าเงียบ ยังให้เสียงแอบเร้า ๆ อยู่พอสมควรเลยที่รอบสูง ๆ แล้วถ้าใส่ท่อแต่งแล้วล่ะ จะกระหึ่มขนาดไหน ? ให้ตายเถอะโรบิ้น ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ พอได้ขี่ปั้บ หลังจากเริ่มคุ้นเคย…ให้ตายเถอะ สนามเล็ก ๆ แบบนี้ ทำไมรถมันคล่องตัวขนาดนี้ โค้กหักซ้ายขวาไปมา ทำได้เหมือนรถเล็ก ๆ นั่นหมายความว่า มันใช้ประโยชน์จากพื้นที่บนถนนได้มากกว่ารถเครื่องใหญ่ ๆ และทอร์คที่ให้มามันไม่เล็กเอาซะเลย รอบสูงมากแบบหมื่นรอบตวัดด้วยเกียร์สอง เปิดและพุ่งออกจากโค้งอย่างรวดเร็ว และต่อให้พื้นที่น้อย ถนนสั้น ระบบเบรกให้มาเหลือ ๆ กำเบรกหนักหน้ายุบเยอะ บาลานซ์ของรถ กลับทำได้อย่างน่าทึ่ง ท้ายกลับไม่เป๋ไม่เสียอาการ ระบบอีเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยอย่างมหาศาล และทำงานได้อย่าเต็มประสิทธิภาพ เรื่องระบบช่วยต่าง ๆ ยาวเป็นหาง โปรดดูใน Tech Spec มันเยอะจริง ๆ แม้กับจอเล็กแสดงผลเล็ก ๆ กลับมีโหมดให้ใช้และปรับเยอะมาก อาจต้องทำความคุ้นเคยสักพัก เมื่อบาลานซ์ดี เบรกดี ทอร์คจัด รถเบาและแรงม้าระดับ 77 แรงม้าทำให้การขี่รถคันนี้ ไม่เหมือนรถไฮเปอร์โมตาร์ดแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ทอร์คที่ออกมา มาก แต่ไม่เกินจนท้ายเสียอาการ อีกนัยหนึ่งที่อยากจะสื่อก็คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นมือระดับพระกาฬก็สามารถขี่รถคันนี้ได้อย่างสนุกสนาน หรือจะจัดหนัก ๆ ก็สามารถ ปิดระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ได้ หรือจะขี่แบบล้อลอย พาวเวอร์สไลด์ได้ตามอัธยาศัยแบบเหลือเฟือ ตามสไตล์ผู้ใช้ที่แตกต่างกันไปได้ทันที ลบภาพความ “เฉพาะกลุ่ม” ไปจนหมดเกลี้ยง หากจะคุยถึง Top speed หรือปลายจะหดมากไหม เพราะรถมันลูกเดียวแบบนี้ ถ้าจะบอกว่า เจ้านี่ทำได้ที่ 200 กม./ชม. บวกนิด ๆ แบบไปได้อีกนั้น คงเหลือจะพอสำหรับการเดินทางไกลออกทริป แต่อาจไม่จำเป็นต้องคิดมาก เพราะเรื่องกายวิภาคแบบรถซูเปอร์โมตาร์ด รถสูง เราขี่ยืนพื้นเดินทางได้สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่อาจจะต้องสู้ลมสักหน่อย เพราะมันไม่ได้เกิดมาเพื่อลากรอบ หมอบตัดลมแบบ Supersport หรือจะไปจนถึง 299

เลือกหมวกกันน๊อกมอเตอร์ไซค์ ให้เข้ากับหัวที่สุดก่อนการซื้อ เทียบจากลักษณะของทรงหัว และ ขนาด เพื่อเลือกหมวกกันน๊อกที่ใส่สบายที่สุด

รีวิว BMW R1300GS สมเป็นยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ระดับตำนาน เรียกเสียงฮือฮาไปได้ไม่น้อยเลย หลังจากการเปิดตัวโมเดลใหม่พร้อมราคาภายในงาน Motor Show 2024 ที่ผ่านมาไม่นาน กับเจ้า R1300GS เรียกว่าทำให้สาวก GS ทั้งหลายอดใจไม่ไหวที่จะได้สัมผัส สุดยอดรถตัวท็อปสุดของโมเดล ระดับตำนาน จากค่ายใบพัดสีฟ้า และครั้งนี้ ผมเองก็ได้โอกาสได้มาร่วมการทดสอบ รีวิว BMW R1300GS ที่ทาง BMW Motorrad Thailand จัดขึ้นที่ Enduro Park Thailand จะเป็นยังไง ไปติดตามกันได้เลยครับ ใหม่หมดยกคัน เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า เริ่มแรกขอพูดถึงตัวรถที่เปลี่ยนใหม่มาแบบยกคันกันเลยทีเดียว กับคอนเซปต์ของทางแผนก R&D ที่บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้ดีกว่า รุ่นเดิมหรือเจ้า R1250GS อดีตเรือธงประจำค่าย ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าตัวเก่าก็ดีอยู่เเล้ว แต่ทว่าการเกิดใหม่ของเจ้า R1300GS มันยิ่งสุดยอดยิ่งกว่า ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ชนิดที่ว่าลืมภาพจำของ GS ที่เราคุ้นเคยไปโดยสิ้นเชิง เริ่มที่ตัวแฟริ่งที่ออกแบบใหม่ มีสัดส่วนเส้นสายต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกกระชับ มีมิติที่เพรียวบางมากขึ้น ถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง R1250GS จะเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนว่ามีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบไฟ LED รอบคัน กับเทคโนโลยีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นไม่เหมือนใคร มองยังไงก็รู้เเน่นอนว่านี่คือ R1300GS รวมถึง ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และระบบไฟ Headlight Pro ช่วยส่องสว่างในขณะเข้าโค้ง พร้อมไฟเลี้ยวบิลด์อินมาให้อยู่ในการ์ดแฮนด์ ทำให้ดูหล่อลงตัวเลยทีเดียว ยังไม่หมดเท่านี้ ชิลด์หน้าทรงตัด ที่สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าได้ เพิ่มความสะดวกเวลาขับขี่ออกทริปไกล ๆ สบายหายห่วง ยังรวมไปถึงถังน้ำมันอลูมิเนียมขนาด 19 ลิตร ที่ทางค่ายเขาออกแบบให้แบนราบลงตัดกับองศาตัวเบาะเว้าโค้งไปถึงมือจับคนซ้อนท้ายที่พร้อมรองรับการติดตั้งกล่องท้ายสำหรับสายทัวริ่งมันทำให้ช่วงกลางตัวรถไปจนถึงด้านท้ายตัวรถนั้นดูเพรียวมากขึ้น ยังมีเฉดสีที่ถูกออกแบบมาในสไตล์ความเป็น GS เส้นสายลวดลายที่ให้ความเป็นสุดยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมเพลตโลโก้ทั้งสองข้างที่บ่งบอกรุ่น เครื่องใหม่ ใหญ่ขึ้น แรงขึ้น แต่เบากว่าเดิม ด้านขุมพลังแน่นอนว่ามันคือหัวใจหลักเเละด้วยความเป็น GS ก็ยังคง เป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ขนาด 1,300 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ที่ทางค่ายออกแบบให้มีกระทัดรัดมากยิ่งขึ้น โดยย้ายชุดเกียร์ไปไว้บริเวณด้านใต้ของเครื่อง ทั้งยังจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงแบบใหม่ แต่ที่ทรงพลัง ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ (แรงม้ามากกว่า 9 ตัว และแรงบิดมากกว่า 6 นิวตันเมตร เทียบกับรุ่น R1250 GS) เคลมการประหยัดน้ำมันที่ 4.8 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร หรือราว ๆ 21 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมระบบ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบเกียร์ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางและแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับ รอบเครื่องยนต์ พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาที่ออกแบบใหม่มีขนาดที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างจัดเต็ม ด้านช่วงล่างก็ปรับใหม่มาไม่แพ้กัน ด้วยเเชสซีใหม่ด้วยเป็นแกนหลักที่ขึ้นรูปจากเหล็กกล้าปรับปรุงมาใหม่ให้ตำแหน่งวางเครื่องได้เหมาะสมและเเข็งเเรง รวมถึงเฟรมด้านท้ายเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป 2 ชิ้นประกบกัน ทำให้ตัวรถเบาลงแต่เเข็งเเรง ยังมีระบบกันสะเทือนที่ปรับขึ้นมาใหม่ โช้คด้านหน้าเป็นแบบ Evo Telelever พร้อมตัวเซ็นทรัลสตรัทสปริง เเละโช้คเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ช่วยให้การบังคับเลี้ยวให้ดีขึ้น เฉียบคม ทรงตัวได้ดีขึ้น ในทุกย่านความเร็ว เเละมาพร้อมกับระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) สามารถปรับความหนืดของตัวสปริงทั้งโช้คด้านหน้าและโช้คหลัง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือกสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ได้นั่นเอง เเละอีกหนึ่งระบบที่ช่วยให้การขับขี่สบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยการทำงานจะเริ่มที่ความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เบาะจะปรับความสูงจาก 820 ม.ม.ไปเป็น 850 ม.ม. อัตโนมัติ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าไปปรับความสูง-ต่ำเบาะได้ตามใจชอบเลย เพิ่มความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี นี่เเค่ระบบช่วงล่างนะเนี่ยบอกได้เลยว่าจัดเต็มจริง ๆ มาพูดถึงระบบเบรกกันบ้าง โดยระบบเบรกด้านหน้าเป็น ดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ของทาง BMW ดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 276

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์ในพิกัด 300 ซีซีเจ๋ง ๆ ซักคัน หรือกำลังพิจารณาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นอะไรดี ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะพาไปชม รีวิว XMAX TechMax 2024 แม็กซี่สกู๊ตเตอร์รุ่นฮิตติดเทรนด์ทั่วโลกจากค่ายส้อมเสียงที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับการกลับมาครั้งใหม่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอิดิชันพิเศษดูโดดเด่นสะดุดตาไปจากเดิม พร้อมกับ 7 จุดเด่นที่น่าสนใจ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดทีละประเด็นให้คุณผู้ชมได้พิจารณากันครับ 1.ดีไซน์ปรับใหม่ หรูหรา พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม ประเด็นข้อแรกกับดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ ดูพรีเมียมและหรูหรามากยิ่งขึ้น อย่างแรกเลยคือเรื่องของชุดสีกับ Magma Black (น้ำตาล – ดำ) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกันกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง TMAX Tech MAX และมีจำหน่ายเพียงสีเดียวในรุ่นนี้อีกด้วย พร้อมกับส่วนอื่น ๆ ที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาเฉพาะในรุ่น Tech Max มีดังนี้ โช้คอัพหลัง Ohlins Tech MAX Limited Edition ระบบกันสะเทือนหลังสีทองประกายเด่น ๆ จะเป็นรุ่นอื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากโช้คตัวเทพจาก Ohlins Tech MAX Limited Edition ตรงรุ่นจากโรงงาน มาพร้อมซับแทงค์และติดสติ๊กเกอร์ Ohlins Tech Max เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ใครที่ชื่นชอบรถสกู๊ตเตอร์และเป็นสาวกโช้คอัพแบรนด์นี้ก็ต้องพิจารณากันแล้ว โลโก้ด้านหน้าพิเศษเฉพาะรุ่น TECH MAX EMBLEM เสริมความพรีเมียมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโลโก้เอ็มเบล็มพิเศษเฉพาะตัวที่ด้านหน้าตัวรถ สื่อถึงความหรูหรา พิเศษและโดดเด่นในสไตล์โมเดลอิดิชันพิเศษรุ่นนี้ ปลอกแฮนด์พิเศษ Tech MAX Hand Grip ปลอกแฮนด์ลวดสายพิเศษพร้อมตัวอักษร Tech MAX ที่ไม่ได้เพิ่มความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความกระชับในการใช้งานขับขี่มากยิ่งขึ้น เบาะนั่งพิเศษ Exclusive Tech MAX SPECIAL SEAT อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความพรีเมียม ความหรูหรากับตัวเบาะออกแบบพิเศษ พร้อมพนักพิงหลังช่วยเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเบาะรุ่นนี้ใช้วัสดุเนื้อผ้าชนิดพิเศษ เดินตะเข็บคู่ออกมาดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ด้วยการติดแผ่นเพลท Yamaha ไว้ตรงเบาะคนซ้อน สะท้อนความหล่อเหลาในแบบแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษ TECH MAX COVER FRONT ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษนี้หุ้มด้วยวัสดุพิเศษ เป็นเนื้อผ้าเดียวกันกับตัวเบาะ เพิ่มความเรียบหรูดูดีไปอีกระดับสมกับดีกรีเทคแม็กซ์ ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอลูมิเนียม Tech MAX Foot Plates ใส่ใจยันไปถึงที่ฟุตเพลท ด้วยชุดรองพักเท้าอลูมิเนียมออกแบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความทนทาน เพิ่มความสบายใจใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวรถเป็นรอย อีกทั้งยังติดแผ่นยางบนเพลทช่วยเสริมการยึดเกาะของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ชิลด์หน้าปรับได้ ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” ท่อไอเสียทรงโต ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับรูปลักษณ์ดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดต้นแบบของสายพันธุ์ MAX Series เจ็นใหม่ล่าสุด เริ่มที่ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และไฟท้ายดีไซน์รูปทรงตัว “X” รวมไปถึงไฟเลี้ยวบิวอินต์ตรงบริเวณคิ้วหน้า ชิลด์หน้าทรงสูงปรับแมนนวลได้ สำหรับตัวแฟริ่งยังคงดีไซน์ทรงสปอร์ต และยังคงให้ความดุดันด้วยชุดสีน้ำดำทั้งบังโคลนหน้า คิ้วไฟหน้า เบาะ แฟริ่งด้านข้างและด้านท้าย รวมไปถึงชุดแคร้งเครื่องและท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกแบบมาตัดกับสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว หน้าจอ Dual Display ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง ประกับฝั่งซ้าย ประกับฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งคอนโทรลเริ่มจากปะกับด้านซ้าย มีทั้งสวิตซ์ไฟสูงต่ำ ไฟพาส ไฟเลี้ยว แตร และปุ่มเมนูบังคับปรับโหมดหน้าจอ ส่วนปะกับด้านขวามีสวิตช์ออฟรันและไฟฉุกเฉินติดตั้งมาให้ ต่อด้วยหน้าจอ Dual Display ที่มีทั้งจอดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว และจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเทคโนโลยีใช้งาน) ส่องลงมาจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้าซ้ายขวา สามารถเก็บสิ่งของได้ โดยเฉพาะช่องเก็บของฝั่งซ้าย จะมีช่องชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นั่นเอง 2.เครื่องยนต์บลูคอร์ พิกัด 300 ซีซี ประเด็นข้อที่สองกับเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ กับสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และนอกจากนี้กระบอกสูบยังเคลือบไดอะซิลที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะรถยามาฮ่าที่จะเพิ่มความลื่นและช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเป็นพิเศษ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 27

รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส ทดสอบไปพร้อม ๆ กันซึ่งนอกจากรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินจะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Tiger 900 Rally Pro แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมสเปกระดับชั้นนำของคลาส และดึง DNA สายพันธุ์มาจากตัวแข่งของตระกูล Tiger ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทางค่ายด้วยชัยชนะในการแข่งขันแรลลีนานาชาติ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยมแก่เหล่านักผจญภัยอย่างแท้จริง ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบนั้นถูกปรับปรุงมาใหม่ ถ้าหากเทียบกับเจ้าแรลลี่ โปรโฉมปี 2020 เราจะได้เห็นถึงความแตกต่างถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มที่ตัวแฟริ่งถูกออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แอร์เวย์ไหลเวียนอากาศผ่านตัวรถได้ดีขึ้น พร้อมถังน้ำมันทรวดทรงอวบอึ๋มขนาด 20 ลิตร ประดับไฟหน้าคู่ ไฟในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นแบบ LED ขณะที่โซนกลางออกแบบให้เพรียวบางด้วยเบาะ 2 ตอน และบั้นท้ายรัดรูปใส่มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่รองรับการติดตั้งกล่องด้านท้ายมาให้สวยงาม รวมถึงเฉดสีออกแบบมาใหม่ตัดแนวขนานกับเส้นสาย และยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นสายลุยผู้ดีด้วยโลโก้แบรนด์และชื่อรุ่นประดับสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเฉดสีและลายกราฟิกของตัวรถแล้ว มิติรูปลักษณ์และขนาดของเจ้าแรลลีโปรโฉมรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเจ้าฝาแฝดคนน้อง ด้วยการยกกราวด์เคลียแรนซ์สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด นอกเหนือจากนี้ ยังติดตัวแครชบาร์กันล้มและอกล่างครอบแคร้งเครื่องยนต์และการ์ดแฮนด์ช่วยป้องกันลม กันหินดีดในขณะขับขี่ ประกอบกับส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดแบบเดียวกันทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วขนาดใหญ่ โดยสามารถเชื่อมข้อมูลในแอปพลิเคชัน My Triumph ผ่านระบบบลูทูธ ช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะ ท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 จัดองศาปลายท่อแบบบยกสูง และรองรับน้ำหนักเครื่องด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ในด้านขุมพลังเป็นแบบ 3 สูบเรียง 12 วาล์วขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์ Up-Down และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้ สามารถเชนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ พร้อมเคลมการประหยัดน้ำมันที่ 21 กม./ลิตร หรือเต็มถัง สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 425 กม.และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไอเสียที่ผ่านค่ามาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างแน่น สิ่งที่เป็นความแตกต่างจนสามารถจำแนกได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับทางดำหรือทางฝุ่น ก็คือระบบช่วงล่างนี่แหล่ะครับ โดยตัวโช้คของรุ่นนี้เป็นของแบรนด์ Showa ที่เราคุ้นเคย ซึ่งด้านหน้าเป็นแบบหัวกลับ มีขนาดแกน 45 มม. พร้อมระยะยุบที่ 240 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบตัวที่ 230 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ทั้งสองด้าน ต่างจากเจ้าจีทีโปรที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวมีขนาด 255 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะที่ล้อใช้แบบซี่ลวดและยางที่ติดมาให้มีขนาด 90/90-21 และ 150/70-17 เคลมน้ำหนักมาที่ 228 กก. เทคโนโลยีครบครัน สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถก็ถือว่าครบครัน ทันสมัย ตอบโจทย์เหล่าสายลุยทั้งความปลอดภัยด้วยระบบ Cornering ABS แทร็คชันคอนโทรล เปิด-ปิดได้ตามการใช้งาน ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ไฟมาร์กเกอร์ความสว่างสูง พร้อมทั้งลูกเล่นให้ใช้งานอย่างโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด Road, Rain, Sport, Rider, Off-Road Beginner และ Off-Road Pro ระบบครูซคอนโทรลและคันเร่งไฟฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเข้ามาเติมเต็มในการขับขี่ก็คือ อุ่นมือ อุ่นเบาะ และระบบที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นทั้ง ไฟ LED, หน้าจอสี TFT และ USB Type A ให้ใช้งานนั่นเอง ถึงแม้สเปกเดียวกัน แต่ให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกัน มาถึงคราวทดสอบฟีลลิ่งกันต่อเนื่องซึ่งหลังคร่อมเจ้าเสือสาวทรงสง่าแล้ว เปลี่ยนมาคร่อมเสือคนพี่บ้าง อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือ ตัวรถมันดูสูงขึ้น หน้าเชิดขึ้นอาจเพราะด้วยไซส์ขนาดของล้อและยางใหม่ บวกกับกราวด์เคลียแรนซ์ที่สูงขึ้น รวมถึงระยะแฮนด์ที่มีความกว้างกว่าอีกรุ่น

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี อีกหนึ่งโมเดลที่แอดมินให้ความสนใจเป็นพิเศษ และได้รับการทดสอบควบคู่ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 นั่นก็คือ เสือสาวอย่าง New Tiger 900 GT Pro และ New Tiger 900 Rally Pro วิ่งรูทเส้นทางในเขตอ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในคอลัมน์นี้เราจะทำการ รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ขับขี่ใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก ซึ่งจะต้องบอกว่าหน้าตาตัวรถโฉมใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนมาในหลายจุดถ้าเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สวยยิ่งขึ้น รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ขับขี่เร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์ปรับใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดมิติตัวรถและน้ำหนักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (222 กก.) แต่การดีไซน์และลวดลายกราฟิกนั้นออกแบบมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น เริ่มที่ไฟหน้าคู่อันดุดัน ชิลด์บังลมทรงสูงใหญ่ แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์ใหม่รวมถึงบริเวณแฟริ่งด้านข้างดีไซน์แบบสปอร์ต ตัดขอบเส้นสายเพื่อตัดลมได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมลวดลายที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ต่อด้วยในส่วนของถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 20 ลิตร เบาะโดยสาร 2 ตอนมาพร้อมมือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ในสไตล์ทัวริ่งไบค์ ใช้เฟรมแบบโครงเหล็กยึดด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมและท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 อีกทั้งยังใช้เฉดสีโทนเข้มตรงบริเวณบล็อกเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความดุดันแบบผู้ดีนั่นเอง สำหรับมุมค็อกพิทด้านบนจะเป็นในส่วนระบบคอนโทรลฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วที่ผ่านการบังคับค่าโหมดต่าง ๆ ด้วยปุ่มสวิตช์ทางประกับฝั่งซ้าย มาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph นอกเหนือจากนี้จะเป็นสวิตช์ต่าง ๆ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน แตร สวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ท เป็นต้น ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ใช้งานด้วยช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มระบบ แถมยังเซฟตี้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน..ก็ถือว่าเลิศนะ เครื่องยนต์ปรับใหม่..แรงขึ้น ประหยัดขึ้น โดยเครื่องยนต์ก็ถือว่าทางค่ายนั้นปรับจูนมาใหม่และตั้งใจนำเสนอเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดค่าไอเสียที่มลพิษทางอากาศให้สอดรับมาตรฐาน Euro 5+ พร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC 12 วาล์ว และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและใช้เกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้กำลังแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเจ็นก่อนที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ (รุ่นเดิม 95 แรงม้าที่ 8,750 รอบ) และแรงบิดที่มาไวขึ้นที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ (รุ่นเดิม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ) เรียกได้ว่าเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 13% และเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9% สำหรับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ถึง 425 กม. (21 กม./ลิตร) ช่วงล่างระบบไฟฟ้าปรับง่าย ใช้งานง่าย ขณะที่ระบบช่วงล่าง ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับโช้คหน้าหัวกลับจากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มม. มีระยะยุบตัวที่ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Marzocchi เช่นเดียวกัน มีระยะยุบตัว 170 มม. ปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกัน โดยตัวโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นสามารถปรับได้ผ่านทางหน้าจอได้อย่างง่ายดาย สำหรับระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. สวมปั๊มเบรกแบบโมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจาน 225 มม.สวมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้ออลูมิเนียมและยางด้านหน้าขนาด 100/90-19 และด้านหลังขนาด 150/70-17 เทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ในเรื่องของระบบฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งนอกเหนืออย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะติดตั้งมาให้สำหรับขับขี่ในหน้าหนาว (ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน) ระบบความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนความเร็วฉุกเฉิน พร้อมโหมดการขับขี่รองรับถึง 5 โหมด ได้แก่ Road, Rain, Sport, Rider

รีวิว ID ZRO หมวกไทย ออปชันครบ มาตรฐานยุโรป เปิดตัวไปได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสได้นำเจ้าหมวกรุ่นใหม่จากทาง ID Helmet มาทดสอบรีวิว ID ZRO หมวกไทยออปชันครบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับยุโรป หมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกเต็มใบในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE22.06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 ตัวหมวกจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งเสถียรของตัวหมวกขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียรของตัวหมวกให้มากยิ่งขึ้น – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ เหมาะสำหรับสายคุยเยอะ หรือสายทัวริ่ง – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด เหมาะกับคนที่ต้องใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,650 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL – มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ฟีลลิ่งการสวมใส่ ต้องขอบอกก่อนเลยว่านี้คือหมวกกันน็อกแบบ Full Face หรือแบบเต็มใบที่ผลิตในประเทศไทยแล้วผ่านมาตรฐานมาตรฐาน ECE 22.06 เป็นใบแรกที่ได้ลองใส่ขับขี่ทดสอบกันก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มารีวิวในสตูดิโอครั้งนี้ โดยได้มีโอกาสทดสอบหมวกใบนี้ตั้งแต่วันเปิดตัวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เกริ่นสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “ฟีลลิ่งดีไม่แพ้หมวกยุโรปเลย” การออกแบบ หลังจากได้ลองแล้วก็ขอพูดหน่อย จากใจคนมีหมวกกันน็อกหลายใบทั้ง ๆ ที่ก็มีแค่ หัวเดียว ก็น่าจะพอที่จะพูดนึกฟีลลิ่งได้ในระดับนึงหมวก ID ZRO ใบนี้มีความฟิวชั่นในสไตล์ของตัวหมวก ทั้งหมวกแบบเรซซิ่งและทัวริ่งเข้าด้วยกัน ลวดลายการออกแบบมีสไตล์ โดยมาในธีมของสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งก็จะมี ครุฑ (Garuda) เท็นงู (Tengu) และใบนี้ก็คือ จิ้งจอกเก้าหาง (Nine Tails) ซึ่งลายนี้ก็มีลูกเล่นเพิ่มเติมให้ด้วย โดยจะมีลายกราฟิกพิเศษที่สามารถ “เรืองแสงได้” ฟีลลิ่งการสวมใส่ สิ่งแรกเลยที่สัมผัสได้เมื่อสวมใส่ลงไปคือความกระชับพอดี อาจจะเป็นเพราะหมวกยังใหม่ ความฟิตของตัวนวมให้ความนุ่มตั้งแต่ที่ใส่ ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าฟิตติ้งตัวนวมถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับหัวคนเอเชียอยู่แล้วเพราะใบนี้เป็น Asian Fit ถึงได้ฟิตติ้งหัวผมพอดี ผมก็คนเอเชียนิหน่าไม่ใช่คนคองโกสักหน่อย… มุมมองเวลาขับขี่ ดูกว้าง จะเหลือบมองมุมซ้าย มุมขวา เห็นได้ชัดเจน มองผ่านชิลด์ปรอทที่ติดมาให้กับตัวหมวก แม้จะเป็นช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตกขับขี่ย้อนแสงพอดี ปรอทที่ให้มาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ต่อมาเลยนั้นคือช่วงปะทะลม ความเร็วต่ำคงจะไม่ได้เห็นผลอะไรมากคงเหมือนกับหมวกทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีความเร็วที่สูงขึ้น ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้คือตัวหมวกมีอาการส่ายน้อยมาก อาจจะด้วยการออกแบบของตัวเปลือกหมวกที่มีการติดตั้งตัวสปอยเลอร์มาให้ และน้ำหนักหมวกอยู่กลาง ๆ (Size L) ไม่หนัก ไม่เบา ส่วนตัวรู้สึกโอเคเลยเมื่อต้องต้านลมที่ความเร็วสูง ๆ สรุป รีวิว ID ZRO ถ้ามองความคุ้มค่าหลังจากที่ลองใส่ เทียบกับตัวเงิน 2,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยการดีไซน์ ลวดลาย วัสดุ และ มาตรฐานที่ให้มาแบบว่ามั่นใจได้เลยว่าเงินที่จ่ายไปคุ้ม ดีกว่าซื้อหมวกผีก็อปแบรนด์นอกมาใส่ ซื้อของไทย ของแท้ มีมาตรฐาน จบกว่าเยอะ..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน ที่ต้องยอมรับว่า เธอร้อนแรง เซ็กซี่ เธอดุ ก็เธอมันแน่ เธอมันแน่มาตลอด ตั้งแต่รุ่นพี่ของเธอผ่านมาทุกเจน จนมาถึงรุ่นเธอ เธอยิ่งเกรึ้ยวกราดยิ่งขึ้น ด้วยพลัง V4 แต่น่าแปลก คราวนี้ เธอกลับกลายเป็นนางฟ้าได้ในบางอารมณ์เหมือนกัน ยิ่งทำให้เธอน่าหลงไหล ทำไมเหรอ Superbike Thailand นำคุณไปหาเธอ เมื่อทีมงานฐานทัพใหญ่ #Superbikemag แจ้งลงมาว่า เจ้าจงไป Test run “Ducati Panigale V4S “ในงาน Ducati Thailand Trackday2024 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์หน่อยได้ไหม พอได้ยิน ก็ทำให้เราถึงกับสะอึกไปนิด แต่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าพร้อมความตื่นเต้นแบบออกหน้าออกตา เก็บอาการไม่อยู่ ด้วยความที่ว่า เราเองก็ไม่ได้จับรถ Supersport 1000 CC. มานานพอสมควร ไอ้นานในที่นี้ ไม่นับรถเพื่อนฝูงที่เคยขี่เล่นนิดหน่อย ไม่เกินชั่วโมงตอนออกทริปต่างจังหวัด อย่างพวก Panigale 1199 หรือพวก 1098s เท่านั้นเอง และถึงแม้ว่าจะเคยครอบครอง และคุ้นเคยกับSupersportBike เครื่องยนต์ V4 อย่าง Aprilia RSV4 FACTORY APRC มาพอสมควร แต่ก็นานมากแล้ว นับแต่ปี 2015 และเวลาที่ผ่านไปทำให้เทคโนโลยีมันก็ต่าง generation กันมาก เรียกว่าร่วม 10 ปีเลยทีเดียว ไม่อาจเอามาเทียบกันด้วยกับ “Ducati Panigale V4S” Gen ล่าสุดได้เลย กับ Spec 1103 c.c. / 214 แรงม้าสูงสุดที่ 13,000 รอบต่อนาที จากเครื่องยนต์สูบ V มันน่าหลงไหลขนาดไหน เมื่อนึกถึงแล้วก็ยิ่งทำให้เรายิ่งเก็บของขับรถตรงไปบุรีรัมย์ทันที ทั้งๆที่รู้ว่า แทบไม่ได้ซ้อมสนามเท่าไหร่ด้วยซ้ำช่วงหลังๆ เอาวะได้เวลาสนุกแล้วสิ….นับว่า ทางทีมงาน Ducati Thailand โดยบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน่ ใจใหญ่มาก ที่จัดSuperbike หลากรุ่นทั้งฝูง มารอให้พวกเรา ทั้งสื่อ ทั้งลูกค้า ได้ลองกันแบบ เต็มที่ เต็มเหนี่ยว 5 session พร้อมติดยาง Pirelli Diablo Super Corsa SP ‘สายฟ้า’ ใหม่ สด หอมๆ มาให้อุ่นใจ ขี่ให้ยางหมดไปโลด ใครมีเท่าไหร่ ข้องใจตรงไหน ลงไปขี่หมดปลอกกันเลย เมื่อขึ้นไปอยู่บนอานของม้าศึก ระดับเรือธงของค่ายจักรกลสีแดง สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างแรก ทำไมฟีลลิ่งมันใช่จังเลยฟระ มันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง กระชับ Riding Position ตำแหน่งเกียร์ พักเท้าพอดี เหมือนเราปรับแต่งให้เหมาะกับตัวเราเองมาแล้ว เอาน่า อาจแค่บังเอิญก็ได้รถ Supersport ท่ามันก็บังคับมางี้อยู่แล้ว แต่ทว่า พอEngine Started เท่านั้นแหละ ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมา ทำให้ยิ้มออกมานี่แหละ V4 เสียงคำรามในลำคอ กระแทกหน้าอก แม้ตอนรอบเดินเบา พอตบเกียร์1 ปั้บ สิ่งที่แตกต่าง สัมผัสได้ชัดเจน คือ รอบคำรามเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงรอบสูงขึ้นทันที พร้อมทะยานออกตัว คนละคาแรคเตอร์กับเกียร์ว่างชัดเจนมากระบบ ECU แลกโหมดการทำงานชัดเจน เซสชั่นแรก ตื่นเต้นมาก ลองฟีล ปรับความรุ้สึก จนพี่พี่หายกันไปหมดแล้ว เรายังเหวอๆ อยู่บ้าง ก็อุ่นยางไปก่อนรอบแรก พอรู้สึกว่ายางน่าจะร้อนขึ้นแล้วก็เอาวะ เปิดคันเร่งมากขึ้น เชดเขร้! รอบกวาด ขึ้นไวโคตร นี่มันขึ้นไวและมาเป็นก้อน ไวมาก นี่แค่ SportMode เองมันนนนส์ชิหายยย มันส์พะย่ะค่ะ เกียร์ชิด ต่อเนื่อง รอบสูงคำรามลั่นทุกเกียร์ ขนาดท่อเดิม เสียงทรงสเน่ห์ของเครื่องยนต์ V4

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง สืบทอดตำนานความคลาสสิก โดยล่าสุดทาง Keeway Thailand ได้ทำการเปิดตัวรุ่น Keeway V302C ไปเมื่อไม่นาน และส่วนตัวได้แอบทดสอบขับขี่กันไปคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทันจับฟีลลิ่งก็ซิ่งจนจบรูทเสียก่อน มาถึงคราวนี้ทางค่ายใจดี ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับการ รีวิว Keeway V302C 2024 ครูเซอร์ไบค์พิกัด 300 ซีซี มาพร้อมเสียงอันเร้าใจด้วยขุมพลัง V-Twin และรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์สวยงามในฉบับครูเซอร์ โดยรายละเอียดตัวรถถ้าหากมองคร่าว ๆ ดูแล้วชวนทำให้นึกถึงโฉมรุ่นน้องที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง V-Cruise 125 ด้วยสไตล์ตัวรถมาในรูปแบบครูเซอร์ไบค์อย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปทรง 3 มิติ ติดมาพร้อมโลโก้รุ่น “BENDA” รวมทั้งสวมครอบไฟหน้า จัดแยกไฟเลี้ยวโดยยึดกับกระบอกโช้คมาให้เรียบร้อย ขณะที่ไฟด้านหลังออกแบบสวยงามเช่นเดียวกันและใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน ไล่ขึ้นมาในส่วนคอนโทรล กับหน้าจอเรือนไมล์ทรงคลาสิกที่ใช้เป็นระบบดิจิทัล LCD แบบทันสมัย แสดงผลฟังก์ชันทั้งมาตรวาดความเร็วที่สามารถปรับหน่วยได้ทั้งกม./ไมล์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกา เกร์น้ำมัน ไฟตำแหน่งเกียร์ ไฟสูงและไฟเลี้ยว ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าทริปการเดินทางผ่านปุ่มคอนโทรลด้านหน้าได้เลย ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรลเริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวและแตร ส่วนฝั่งขวาจะมีสวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ทติดตั้งมาให้ พร้อมแฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ดีไซน์สวยจากโรงงานและฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับองศาของแฮนด์ได้นั่นเอง กุญแจดีไซน์สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แฮนด์บาร์ สามารถปรับระยะได้ โดยสามารถใช้หกเหลี่ยมขันน็อตจากชุดยกเยื้องปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมกระจกปลายแฮนด์ออกแบบสวยงามตามฉบับโมเดลคลาสสิกและกุญแจที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์สามารถพับเก็บ-ใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแต่งเพิ่ม ทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยช่องเสียบ USB บริเวณฝั่งซ้ายใกล้ ๆ ตัวเรือนไมล์ สามารถชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง แบตเตอร์รีสำรองหรืออื่น ๆ ได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Slim and Low ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และยังคงเอกลักษณ์ในสไตล์รถครูเซอร์ด้วยถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 15 ลิตร ลงสีเคลือบเงาดูเงางาม ประดับแผ่นกันความร้อนบริเวณข้างถังพร้อมโลโก้ Keeway BENDA ขยับออกมาอีกหน่อยจะพบกับเบาะนั่งแบบ Slim and Low เว้าขอบด้านข้าง แถมไล่ตะเข็บตัดเย็บสวยงาม ประกอบกับบังโคลนหน้าแบบสั้นและบังโคลนหลังขนาดใหญ่ ให้คาแรคเตอร์แบบรถจิ๊กโก๋ ๆ และเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสีย Y Shape แบบ 2 in 1 จัดทรงดุดัน ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้นด้วยการลงเฉดสีเข้มบริเวณชุดสูบ แคร้งเครื่องและครอบคลัตช์ ทั้งยังประดับด้วยโลโก้ BENDA ติดมาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบเสียงเร้าใจ เรามาดูหัวใจหลักของโมเดลรุ่นนี้ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับเครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ขนาด 298 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแบบ SOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้แรงม้าสูงสุดที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถือว่าตัวรถให้กำลังมาดีในพิกัดนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล ปรับแต่งได้ตามการใช้งาน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 115 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ มีระยะยุบที่ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบจาก BENDA ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว และติดระบบ ABS Dual Channel รวมทั้งล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์มีขนาด 16 นิ้วด้านหน้าและ 15 นิ้วด้านหลัง รัดด้วยยางขนาดใหญ่มาให้ขนาด 110/90 และ 130/90 โดยเคลมน้ำหนักตัวรถมาที่ 167 กก. ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ โดยการทดสอบครั้งนี้จะเริ่มขับขี่จากถนนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ มุ่งหน้าไปยังเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรูทส่วนใหญ่จะเน้นฟีลลิ่งการขับขี่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง หลังจากทดสอบไปแล้วกับ Honda E-Clutch (CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch) เมื่อไม่นานมานี้ โดยรอบนี้ทางไทยฮอนด้าพร้อมประกาศรีรันอีกครั้งกับกิจกรรม E-Clutch Rush the Town ซึ่งการทดสอบขับขี่เจ้า 650 อีคลัตช์ซี่รีย์ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง” บนสภาพการจราจรในเมืองแบบ “ของจริง” พร้อมฝ่าดงรถติดมาเล่าให้ฟังได้รู้กันว่ามันดีอย่างไรกันบ้าง เอาหล่ะ..ตอนนี้เราก็อยู่ที่ร้าน The Bloc BKK แถวราชพฤกษ์ พร้อมเจ้า CBR650R และ CB650R อีคลัตช์จอดเรียงเป็นโทนสีดำแดงเด่น ๆ ซึ่งหลังจากประชุมบรีฟเส้นทางขับขี่แล้วสรุปได้ว่า เส้นทางของการขับขี่จะเริ่มจากเส้นจรัญสนิทวงศ์ > ถนนท่าพระ > ไอคอนสยาม > วงเวียนใหญ่ แล้ววนกลับมาจบที่ร้าน The Bloc BKK มีระยะทางประมาณ 30 กม. โดยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ในเมืองเสียมากกว่า CBR650R E-Clutch และครั้งนี้ต้องขออนุญาตสวมวิญญาณนักบิดฝั่งธนฯ โดยโมเดลที่เลือกทดสอบรุ่นแรกก็คือ CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง กับสไตล์การขับขี่ที่เน้นฟีลลิ่งไปทางสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กับส่วนสูงของตัวแอดมินอยู่ที่ 175 ซม. แน่นอนว่านั่งคร่อมแล้วขาถึงพื้นสบาย ๆ และอุ่นใจมากขึ้นเวลาจอดรถในช่วงติดไฟแดง ซึ่งมองจริง ๆ ตัวรถก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนัก ต่อมาในส่วนของการแฮนเดอร์ริ่งตัวรถ ในเส้นทางที่ต้องบอกว่าตัวรถไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างที่คิดเลย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่ได้กว้างจนเกินไป เป็นแฮนด์จับโช้คให้ระยะองศาการจับแบบหักศอกพอดี ทำให้สามารถขับขี่มุดซอกแซกได้ง่าย คล่องตัว แต่ถ้ามันติดหนักแบบจริงจัง ๆ ให้ลอง พับกระจกข้างเข้ามาด้านในดูได้ อีกทั้งขับขี่ในช่วงถนนทางตรงยาว ๆ แอดนี่ชอบเลย ลมไม่ปะทะหน้าเพราะมีชิลด์บังลม แต่ทว่าเวลาขับขี่นาน ๆ หน่อยเริ่มมีอาการปวดหลังเล็กน้อย ก็อย่างว่า รถสปอร์ต หมอบติดถังอ่าเนอะ สามารถอ่านรีวิว CBR650R E-Clutch เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ บิดกุญแจปุ๊บระบบ E-Clutch เริ่มทำงานทันที เฮ้ยย มันเจ๋งนะ…บิดกุญแจปุ๊บเจ้าระบบอี-คลัตช์ก็พร้อมที่จะทำงานทันที สะดวกโครต ๆ !! ไม่ต้องเซ็ตบนหน้าจอสี TFT ให้เสียเวลา เพียงปรับ Up-Down ของควิกชิฟเตอร์ (มี 3 ระดับ Hard, Medium, Soft) เอาที่ใช้งานตามต้องการได้เลย เข้าเมนู Setting ก็เลือกได้เลยว่าอยากได้แบบไหน ผ่านส่วนของการเซ็ตติ้งไปที่เรียบร้อยแล้ว เห็นสื่อท่านอื่น ๆ เขาโม้ว่ารถมันสามารถออกสตาร์ทที่เกียร์ไหนก็ได้ เอาหน่อยแล้วกัน ใช้เท้าตบเกียร์รัว ๆ ไปที่เกียร์ 6 แล้วลงบิดดู..ซึ่งมันก็ทำได้แฮะ ไม่ต้องไล่กำคลัตช์ให้ยากลำบาก (หรืออยากจะกำคลัตช์ก็ย่อมทำได้ เปลี่ยนฟีลบ้าง) มันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะขับขี่บิ๊กไบค์เสียจริง..แต่ใช้งานจริง ๆ ก็สตาร์ทออกเกียร์ 1 แหล่ะครับ (ฮ่า ๆ) ซึ่ง..ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่แล้วฉุดคิดได้ว่า ถ้าฉันใช้คลัตช์ปกติแล้วเกิด “เมื่อย” อยากจะกลับมาใช้ระบบอี-คลัตช์เหมือนเดิมแล้วหล่ะก็ ง่าย ๆ ครับ แค่ไม่ต้องกำคลัตช์แค่นั้น ระบบมันจะเข้าสู่โหมด อี-คลัตช์ทันที ง่ายแมะ!! แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าระยะเวลาของการคืนโหมดสู่ระบบอี-คลัตช์นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากจอดรถอยู่เฉย ๆ หรือขับขี่ในความเร็วที่ “ต่ำกว่า 40 กม./ชม” แล้วจะใช้อี-คลัตช์ ก็ต้องรอประมาณ 5 วินาที แต่ถ้าหากกำลังขับขี่ (ที่มีความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม. ขึ้นไป) อยู่ให้รอ 2 วินาที ระบบจะคืนโหมดให้เป็นเดิม และต้องเช็คด้วยนะครับว่าระบบนั้นอยู่ในโหมดไหน เผื่อจะได้ไม่สับสนในเวลางัดเกียร์-ตบเกียร์ให้ปวดหัว และด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่มีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและจูนระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้อัตราเร่งนั้นดีขึ้น บวกกับเคลมแรงม้ามาที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำให้มีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง หรืออยากจะปลดลิมิตตัวรถในสนามแข่งก็ไม่ยาก อีกทั้งยังเสริมความนุ่มนวลด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการทำงานของเอนจิ้นเบรกจะไม่ทำให้รถของคุณกระตุกอย่างแน่นอน มาต่อด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คอัพ Showa BFF-SP แบบหัวกลับด้านหน้าขนาด

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถซูเปอร์สปอร์ต นี่ไม่ใช่รถที่คุณตามหา..ข้ามไปเลย! ลืมภาพเดิม ๆ ของ Daytona 675 R เจ็นเก่าตัวแรง หมอบติดถัง รอบเครื่องสูง รถซูเปอร์สปอร์ต สิงห์สนาม ม้าพยศ ที่คนขี่ต้องใช้ ”สกิล” ในการขับขี่เพื่อจะคุม เจ้าตั๊กแตน 675 ตัวนี้ให้อยู่ใต้หว่างขา ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเก่าที่ออกมาล่าสุด รุ่นปี 2019 (ไม่นับ Daytona 765 Moto2 Limited) ถือว่ารถสปอร์ต จาก Triumph ค่ายผู้ดี(ผีบ้า)อังกฤษ ห่างหายจากวงการมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับปี 2024 จึงเป็นเวลาอันดีที่จะเปิดตัวรถใหม่ โดยโจทย์ที่ฝ่าย Product Marketing และ Product Planning ของไทรอัมพ์ได้วางไว้ร่วมกันคือ สร้างรถสปอร์ตซีซีขนาดกลาง ๆ เพื่อสร้างนักขี่หน้าใหม่เข้าสู่วงการและสัมผัสความเป็น Daytona และด้วยโจทย์ที่ว่า เลยใช้บล็อกเครื่อง 660 ตัวเดียวกับ Trident แต่ปรับเปลี่ยนใส้ในใหม่ เพื่อเพิ่มความซิ่ง หลัก ๆ ที่ต่างคือ Power band ที่กว้างขึ้น ทอร์ค ที่เรียบและนิ่งตลอดรอบเครื่อง ส่วนเรื่องของดีไซน์ยังคงมีกลิ่นอายของ Daytona หน้าตั๊กแตนอยู่แบบ เบา ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเหมือน CBR650R แต่ต้องถามกลับว่า CBR มันคล้าย Daytona ซะมากกว่า 555 แถมไทรอัมพ์ยังคงเก็บเอกลักษณ์ของ Daytona คือ ไฟหน้า 2 ดวง แทรกกลางระหว่าคิ้วด้วยแรมแอร์สามเหลี่ยม โดยทีมที่ออกแบบรถตัวใหม่ คือ ทีมเดิมที่ออกแบบเจ็นแรกๆ ใครบอกว่าคล้าย ผมบอก ไม่ใช่โว้ย พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เป็นการอัปเกรดจาก Trident 660 โดยปรับเปลี่ยนแคมชาร์ฟใหม่ ช่วงเกียร์ยาวขึ้น ลูกสูบและและสลักโค้ตติ้งเพิ่มความลื่น เพิ่มขนาดลูกสูบใหม่เบิ้มกว่า เจ้า Trident และเพิ่มขนาดหม้อน้ำให้เบิ้มตาม ส่งกำลังแรงม้าสูงสุด 95 แรงม้าที่ 12,650 รอบต่อนาทีสูงกว่า trident 17% และทอร์คสูงสุด 69 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที มากกว่า trident 9% เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มรสชาติความจี๊ดจ๊าดของคันเร่ง ด้วยปีกผีเสื้อ(ลิ้นเร่ง) แบบ 1:1 หรือ 1 สูบ ลิ้น 1 ตัว แถมแอร์บ็อกซ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า Trident โดยใช้ระบบแรมแอร์แบบเดียวกับเจ็นก่อนหน้า ที่ดูดลมผ่านรูระหว่างคิ้ว (ไฟหน้า) สองดวง Daytona 660 ยังขิงด้วยผลทดสอบ อัตราเร่ง 0-60 mph(เกือบๆ 100kmh) อยู่ที่ 3.6 วินาที โช้คหน้า-หลัง โช้ค USD SHOWA SFF-BP ขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยว SHOWAA RSU ปรับพรีโหลดได้ โช้คหน้า Showa SFF-BP แบบ Upside down, 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง Showa RSU ที่ปรับพรีโหลดได้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หน้าตาทื่อๆ เหมือนโช้คติดรถทั่วไป ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรก คาลิเปอร์หน้าขนาด 100 มม. 4 ลูกสูบ แปะป้าย Triumph (แอบส่องแล้วเป็นของ J.Juan)