SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์ในพิกัด 300 ซีซีเจ๋ง ๆ ซักคัน หรือกำลังพิจารณาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นอะไรดี ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะพาไปชม รีวิว XMAX TechMax 2024 แม็กซี่สกู๊ตเตอร์รุ่นฮิตติดเทรนด์ทั่วโลกจากค่ายส้อมเสียงที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับการกลับมาครั้งใหม่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอิดิชันพิเศษดูโดดเด่นสะดุดตาไปจากเดิม พร้อมกับ 7 จุดเด่นที่น่าสนใจ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดทีละประเด็นให้คุณผู้ชมได้พิจารณากันครับ 1.ดีไซน์ปรับใหม่ หรูหรา พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม ประเด็นข้อแรกกับดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ ดูพรีเมียมและหรูหรามากยิ่งขึ้น อย่างแรกเลยคือเรื่องของชุดสีกับ Magma Black (น้ำตาล – ดำ) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกันกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง TMAX Tech MAX และมีจำหน่ายเพียงสีเดียวในรุ่นนี้อีกด้วย พร้อมกับส่วนอื่น ๆ ที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาเฉพาะในรุ่น Tech Max มีดังนี้ โช้คอัพหลัง Ohlins Tech MAX Limited Edition ระบบกันสะเทือนหลังสีทองประกายเด่น ๆ จะเป็นรุ่นอื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากโช้คตัวเทพจาก Ohlins Tech MAX Limited Edition ตรงรุ่นจากโรงงาน มาพร้อมซับแทงค์และติดสติ๊กเกอร์ Ohlins Tech Max เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ใครที่ชื่นชอบรถสกู๊ตเตอร์และเป็นสาวกโช้คอัพแบรนด์นี้ก็ต้องพิจารณากันแล้ว โลโก้ด้านหน้าพิเศษเฉพาะรุ่น TECH MAX EMBLEM เสริมความพรีเมียมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโลโก้เอ็มเบล็มพิเศษเฉพาะตัวที่ด้านหน้าตัวรถ สื่อถึงความหรูหรา พิเศษและโดดเด่นในสไตล์โมเดลอิดิชันพิเศษรุ่นนี้ ปลอกแฮนด์พิเศษ Tech MAX Hand Grip ปลอกแฮนด์ลวดสายพิเศษพร้อมตัวอักษร Tech MAX ที่ไม่ได้เพิ่มความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความกระชับในการใช้งานขับขี่มากยิ่งขึ้น เบาะนั่งพิเศษ Exclusive Tech MAX SPECIAL SEAT อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความพรีเมียม ความหรูหรากับตัวเบาะออกแบบพิเศษ พร้อมพนักพิงหลังช่วยเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเบาะรุ่นนี้ใช้วัสดุเนื้อผ้าชนิดพิเศษ เดินตะเข็บคู่ออกมาดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ด้วยการติดแผ่นเพลท Yamaha ไว้ตรงเบาะคนซ้อน สะท้อนความหล่อเหลาในแบบแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษ TECH MAX COVER FRONT ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษนี้หุ้มด้วยวัสดุพิเศษ เป็นเนื้อผ้าเดียวกันกับตัวเบาะ เพิ่มความเรียบหรูดูดีไปอีกระดับสมกับดีกรีเทคแม็กซ์ ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอลูมิเนียม Tech MAX Foot Plates ใส่ใจยันไปถึงที่ฟุตเพลท ด้วยชุดรองพักเท้าอลูมิเนียมออกแบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความทนทาน เพิ่มความสบายใจใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวรถเป็นรอย อีกทั้งยังติดแผ่นยางบนเพลทช่วยเสริมการยึดเกาะของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ชิลด์หน้าปรับได้ ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” ท่อไอเสียทรงโต ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับรูปลักษณ์ดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดต้นแบบของสายพันธุ์ MAX Series เจ็นใหม่ล่าสุด เริ่มที่ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และไฟท้ายดีไซน์รูปทรงตัว “X” รวมไปถึงไฟเลี้ยวบิวอินต์ตรงบริเวณคิ้วหน้า ชิลด์หน้าทรงสูงปรับแมนนวลได้ สำหรับตัวแฟริ่งยังคงดีไซน์ทรงสปอร์ต และยังคงให้ความดุดันด้วยชุดสีน้ำดำทั้งบังโคลนหน้า คิ้วไฟหน้า เบาะ แฟริ่งด้านข้างและด้านท้าย รวมไปถึงชุดแคร้งเครื่องและท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกแบบมาตัดกับสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว หน้าจอ Dual Display ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง ประกับฝั่งซ้าย ประกับฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งคอนโทรลเริ่มจากปะกับด้านซ้าย มีทั้งสวิตซ์ไฟสูงต่ำ ไฟพาส ไฟเลี้ยว แตร และปุ่มเมนูบังคับปรับโหมดหน้าจอ ส่วนปะกับด้านขวามีสวิตช์ออฟรันและไฟฉุกเฉินติดตั้งมาให้ ต่อด้วยหน้าจอ Dual Display ที่มีทั้งจอดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว และจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเทคโนโลยีใช้งาน) ส่องลงมาจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้าซ้ายขวา สามารถเก็บสิ่งของได้ โดยเฉพาะช่องเก็บของฝั่งซ้าย จะมีช่องชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นั่นเอง 2.เครื่องยนต์บลูคอร์ พิกัด 300 ซีซี ประเด็นข้อที่สองกับเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ กับสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และนอกจากนี้กระบอกสูบยังเคลือบไดอะซิลที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะรถยามาฮ่าที่จะเพิ่มความลื่นและช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเป็นพิเศษ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 27

รีวิว Tiger 900 Rally Pro สายลุยไซส์กลางระดับท็อปคลาส ทดสอบไปพร้อม ๆ กันซึ่งนอกจากรุ่น Tiger 900 GT Pro ที่ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินจะทำการทดสอบก็คือ รีวิว Tiger 900 Rally Pro แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลาง มาพร้อมสเปกระดับชั้นนำของคลาส และดึง DNA สายพันธุ์มาจากตัวแข่งของตระกูล Tiger ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทางค่ายด้วยชัยชนะในการแข่งขันแรลลีนานาชาติ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยมแก่เหล่านักผจญภัยอย่างแท้จริง ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบนั้นถูกปรับปรุงมาใหม่ ถ้าหากเทียบกับเจ้าแรลลี่ โปรโฉมปี 2020 เราจะได้เห็นถึงความแตกต่างถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เริ่มที่ตัวแฟริ่งถูกออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แอร์เวย์ไหลเวียนอากาศผ่านตัวรถได้ดีขึ้น พร้อมถังน้ำมันทรวดทรงอวบอึ๋มขนาด 20 ลิตร ประดับไฟหน้าคู่ ไฟในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถที่เป็นแบบ LED ขณะที่โซนกลางออกแบบให้เพรียวบางด้วยเบาะ 2 ตอน และบั้นท้ายรัดรูปใส่มือจับคนซ้อนขนาดใหญ่รองรับการติดตั้งกล่องด้านท้ายมาให้สวยงาม รวมถึงเฉดสีออกแบบมาใหม่ตัดแนวขนานกับเส้นสาย และยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นสายลุยผู้ดีด้วยโลโก้แบรนด์และชื่อรุ่นประดับสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากเฉดสีและลายกราฟิกของตัวรถแล้ว มิติรูปลักษณ์และขนาดของเจ้าแรลลีโปรโฉมรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้นหากเทียบกับเจ้าฝาแฝดคนน้อง ด้วยการยกกราวด์เคลียแรนซ์สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด นอกเหนือจากนี้ ยังติดตัวแครชบาร์กันล้มและอกล่างครอบแคร้งเครื่องยนต์และการ์ดแฮนด์ช่วยป้องกันลม กันหินดีดในขณะขับขี่ ประกอบกับส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดแบบเดียวกันทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วขนาดใหญ่ โดยสามารถเชื่อมข้อมูลในแอปพลิเคชัน My Triumph ผ่านระบบบลูทูธ ช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะ ท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 จัดองศาปลายท่อแบบบยกสูง และรองรับน้ำหนักเครื่องด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงและทนทานนั่นเอง เครื่องยนต์แรงขึ้น ประหยัดขึ้น ในด้านขุมพลังเป็นแบบ 3 สูบเรียง 12 วาล์วขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์ Up-Down และแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้ สามารถเชนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัตช์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ พร้อมเคลมการประหยัดน้ำมันที่ 21 กม./ลิตร หรือเต็มถัง สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 425 กม.และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไอเสียที่ผ่านค่ามาตรฐาน Euro5+ ช่วงล่างแน่น สิ่งที่เป็นความแตกต่างจนสามารถจำแนกได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับทางดำหรือทางฝุ่น ก็คือระบบช่วงล่างนี่แหล่ะครับ โดยตัวโช้คของรุ่นนี้เป็นของแบรนด์ Showa ที่เราคุ้นเคย ซึ่งด้านหน้าเป็นแบบหัวกลับ มีขนาดแกน 45 มม. พร้อมระยะยุบที่ 240 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบตัวที่ 230 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ทั้งสองด้าน ต่างจากเจ้าจีทีโปรที่สามารถปรับไฟฟ้าได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ เบรกหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวมีขนาด 255 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ขณะที่ล้อใช้แบบซี่ลวดและยางที่ติดมาให้มีขนาด 90/90-21 และ 150/70-17 เคลมน้ำหนักมาที่ 228 กก. เทคโนโลยีครบครัน สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถก็ถือว่าครบครัน ทันสมัย ตอบโจทย์เหล่าสายลุยทั้งความปลอดภัยด้วยระบบ Cornering ABS แทร็คชันคอนโทรล เปิด-ปิดได้ตามการใช้งาน ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ไฟมาร์กเกอร์ความสว่างสูง พร้อมทั้งลูกเล่นให้ใช้งานอย่างโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด Road, Rain, Sport, Rider, Off-Road Beginner และ Off-Road Pro ระบบครูซคอนโทรลและคันเร่งไฟฟ้า รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเข้ามาเติมเต็มในการขับขี่ก็คือ อุ่นมือ อุ่นเบาะ และระบบที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นทั้ง ไฟ LED, หน้าจอสี TFT และ USB Type A ให้ใช้งานนั่นเอง ถึงแม้สเปกเดียวกัน แต่ให้คาแรคเตอร์ที่ต่างกัน มาถึงคราวทดสอบฟีลลิ่งกันต่อเนื่องซึ่งหลังคร่อมเจ้าเสือสาวทรงสง่าแล้ว เปลี่ยนมาคร่อมเสือคนพี่บ้าง อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือ ตัวรถมันดูสูงขึ้น หน้าเชิดขึ้นอาจเพราะด้วยไซส์ขนาดของล้อและยางใหม่ บวกกับกราวด์เคลียแรนซ์ที่สูงขึ้น รวมถึงระยะแฮนด์ที่มีความกว้างกว่าอีกรุ่น

รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 เสือสง่า ทรงผู้ดี อีกหนึ่งโมเดลที่แอดมินให้ความสนใจเป็นพิเศษ และได้รับการทดสอบควบคู่ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 นั่นก็คือ เสือสาวอย่าง New Tiger 900 GT Pro และ New Tiger 900 Rally Pro วิ่งรูทเส้นทางในเขตอ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในคอลัมน์นี้เราจะทำการ รีวิว Tiger 900 GT Pro 2024 ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมคาแรคเตอร์ขับขี่ใช้งานบนถนนดำเป็นหลัก ซึ่งจะต้องบอกว่าหน้าตาตัวรถโฉมใหม่นั้นมีการปรับเปลี่ยนมาในหลายจุดถ้าเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์หน้าตาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น สวยยิ่งขึ้น รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ขับขี่เร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์ปรับใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดมิติตัวรถและน้ำหนักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (222 กก.) แต่การดีไซน์และลวดลายกราฟิกนั้นออกแบบมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น เริ่มที่ไฟหน้าคู่อันดุดัน ชิลด์บังลมทรงสูงใหญ่ แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์ใหม่รวมถึงบริเวณแฟริ่งด้านข้างดีไซน์แบบสปอร์ต ตัดขอบเส้นสายเพื่อตัดลมได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมลวดลายที่แตกต่างไปจากเดิมนั่นเอง ต่อด้วยในส่วนของถังน้ำมันที่ติดตั้งมาให้ขนาด 20 ลิตร เบาะโดยสาร 2 ตอนมาพร้อมมือจับคนซ้อนขนาดใหญ่ในสไตล์ทัวริ่งไบค์ ใช้เฟรมแบบโครงเหล็กยึดด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมและท่อไอเสียสแตนเลสแบบ 3 ออก 1 อีกทั้งยังใช้เฉดสีโทนเข้มตรงบริเวณบล็อกเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มความดุดันแบบผู้ดีนั่นเอง สำหรับมุมค็อกพิทด้านบนจะเป็นในส่วนระบบคอนโทรลฟังก์ชันต่าง ๆ ของตัวรถผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้วที่ผ่านการบังคับค่าโหมดต่าง ๆ ด้วยปุ่มสวิตช์ทางประกับฝั่งซ้าย มาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน My Triumph นอกเหนือจากนี้จะเป็นสวิตช์ต่าง ๆ ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน แตร สวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ท เป็นต้น ทั้งยังอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่ใช้งานด้วยช่องเสียบ USB Type A มาให้ 2 จุดทั้งบริเวณด้านข้างหน้าจอและใต้เบาะรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มระบบ แถมยังเซฟตี้ความปลอดภัยด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน..ก็ถือว่าเลิศนะ เครื่องยนต์ปรับใหม่..แรงขึ้น ประหยัดขึ้น โดยเครื่องยนต์ก็ถือว่าทางค่ายนั้นปรับจูนมาใหม่และตั้งใจนำเสนอเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดค่าไอเสียที่มลพิษทางอากาศให้สอดรับมาตรฐาน Euro 5+ พร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane ใช้ระบบวาล์วแบบ DOHC 12 วาล์ว และระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและใช้เกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้กำลังแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเจ็นก่อนที่ 108 แรงม้าที่ 9,500 รอบ (รุ่นเดิม 95 แรงม้าที่ 8,750 รอบ) และแรงบิดที่มาไวขึ้นที่ 90 นิวตันเมตรที่ 6,850 รอบ (รุ่นเดิม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ) เรียกได้ว่าเครื่องยนต์มีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 13% และเคลมอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9% สำหรับน้ำมันเต็มถังสามารถวิ่งได้ถึง 425 กม. (21 กม./ลิตร) ช่วงล่างระบบไฟฟ้าปรับง่าย ใช้งานง่าย ขณะที่ระบบช่วงล่าง ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษกับโช้คหน้าหัวกลับจากแบรนด์ Marzocchi ขนาดแกน 45 มม. มีระยะยุบตัวที่ 180 มม. ปรับพรีโหลดได้ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Marzocchi เช่นเดียวกัน มีระยะยุบตัว 170 มม. ปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกัน โดยตัวโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังนั้นสามารถปรับได้ผ่านทางหน้าจอได้อย่างง่ายดาย สำหรับระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. สวมปั๊มเบรกแบบโมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดจาน 225 มม.สวมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้ออลูมิเนียมและยางด้านหน้าขนาด 100/90-19 และด้านหลังขนาด 150/70-17 เทคโนโลยีเหมาะสมกับการใช้งาน ในเรื่องของระบบฟีเจอร์สิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งนอกเหนืออย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีระบบอุ่นมือและอุ่นเบาะติดตั้งมาให้สำหรับขับขี่ในหน้าหนาว (ไม่ใช่บ้านเราแน่นอน) ระบบความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย ระบบ Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบครูซคอนโทรล ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ไฟเตือนความเร็วฉุกเฉิน พร้อมโหมดการขับขี่รองรับถึง 5 โหมด ได้แก่ Road, Rain, Sport, Rider

รีวิว ID ZRO หมวกไทย ออปชันครบ มาตรฐานยุโรป เปิดตัวไปได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสได้นำเจ้าหมวกรุ่นใหม่จากทาง ID Helmet มาทดสอบรีวิว ID ZRO หมวกไทยออปชันครบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับยุโรป หมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกเต็มใบในสไตล์สปอร์ตทัวริ่งแบบดับเบิลไวเซอร์ (Double Visor) รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยและได้รับรองมาตรฐาน ECE22.06 มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปตัวล่าสุด และมาตรฐาน มอก. 369-2557 ตัวหมวกจะมีจุดเด่นดังนี้ – สปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก รองรับชุดต่อหางหลังเสริม ช่วยเพิ่มความนิ่งเสถียรของตัวหมวกขณะขับขี่ด้วยความเร็ว – ชุดต่อหางหลัง Performance Kit Configuration Set เพิ่มพื้นที่สปอยเลอร์ พร้อมติดตั้งระบบวิงก์แฟล็ป (Wing Flap) เพิ่มความเสถียรขณะใช้ความเร็วในการขับขี่ – ตัวล็อคแบบกริพล็อคสไลด์บาร์ (Grip Lock Slide Bar) ทำจากสเตนเลสสตีล ปลอดสนิมตลอดอายุการใช้งาน – ชิลด์หรือแผ่นหน้าหมวกติดตั้งชาร์คฟินดิฟฟิวเซอร์ (Shark Fin Diffuser) หรือครีบลำเลียงอากาศ เพิ่มความเสถียรของตัวหมวกให้มากยิ่งขึ้น – รองรับการติดตั้งชุดหูฟังบลูทูธ เหมาะสำหรับสายคุยเยอะ หรือสายทัวริ่ง – รองรับการใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด เหมาะกับคนที่ต้องใส่แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด – น้ำหนักเบาเพียง 1,650 กรัม +/- 50 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาด – มีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ M, L, XL และ XXL – มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ฟีลลิ่งการสวมใส่ ต้องขอบอกก่อนเลยว่านี้คือหมวกกันน็อกแบบ Full Face หรือแบบเต็มใบที่ผลิตในประเทศไทยแล้วผ่านมาตรฐานมาตรฐาน ECE 22.06 เป็นใบแรกที่ได้ลองใส่ขับขี่ทดสอบกันก่อนที่เราจะมีโอกาสได้มารีวิวในสตูดิโอครั้งนี้ โดยได้มีโอกาสทดสอบหมวกใบนี้ตั้งแต่วันเปิดตัวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เกริ่นสั้น ๆ ตรงนี้ว่า “ฟีลลิ่งดีไม่แพ้หมวกยุโรปเลย” การออกแบบ หลังจากได้ลองแล้วก็ขอพูดหน่อย จากใจคนมีหมวกกันน็อกหลายใบทั้ง ๆ ที่ก็มีแค่ หัวเดียว ก็น่าจะพอที่จะพูดนึกฟีลลิ่งได้ในระดับนึงหมวก ID ZRO ใบนี้มีความฟิวชั่นในสไตล์ของตัวหมวก ทั้งหมวกแบบเรซซิ่งและทัวริ่งเข้าด้วยกัน ลวดลายการออกแบบมีสไตล์ โดยมาในธีมของสัตว์ในเทพนิยาย ซึ่งก็จะมี ครุฑ (Garuda) เท็นงู (Tengu) และใบนี้ก็คือ จิ้งจอกเก้าหาง (Nine Tails) ซึ่งลายนี้ก็มีลูกเล่นเพิ่มเติมให้ด้วย โดยจะมีลายกราฟิกพิเศษที่สามารถ “เรืองแสงได้” ฟีลลิ่งการสวมใส่ สิ่งแรกเลยที่สัมผัสได้เมื่อสวมใส่ลงไปคือความกระชับพอดี อาจจะเป็นเพราะหมวกยังใหม่ ความฟิตของตัวนวมให้ความนุ่มตั้งแต่ที่ใส่ ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าฟิตติ้งตัวนวมถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับหัวคนเอเชียอยู่แล้วเพราะใบนี้เป็น Asian Fit ถึงได้ฟิตติ้งหัวผมพอดี ผมก็คนเอเชียนิหน่าไม่ใช่คนคองโกสักหน่อย… มุมมองเวลาขับขี่ ดูกว้าง จะเหลือบมองมุมซ้าย มุมขวา เห็นได้ชัดเจน มองผ่านชิลด์ปรอทที่ติดมาให้กับตัวหมวก แม้จะเป็นช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์จะตกขับขี่ย้อนแสงพอดี ปรอทที่ให้มาช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ต่อมาเลยนั้นคือช่วงปะทะลม ความเร็วต่ำคงจะไม่ได้เห็นผลอะไรมากคงเหมือนกับหมวกทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีความเร็วที่สูงขึ้น ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้คือตัวหมวกมีอาการส่ายน้อยมาก อาจจะด้วยการออกแบบของตัวเปลือกหมวกที่มีการติดตั้งตัวสปอยเลอร์มาให้ และน้ำหนักหมวกอยู่กลาง ๆ (Size L) ไม่หนัก ไม่เบา ส่วนตัวรู้สึกโอเคเลยเมื่อต้องต้านลมที่ความเร็วสูง ๆ สรุป รีวิว ID ZRO ถ้ามองความคุ้มค่าหลังจากที่ลองใส่ เทียบกับตัวเงิน 2,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ ด้วยการดีไซน์ ลวดลาย วัสดุ และ มาตรฐานที่ให้มาแบบว่ามั่นใจได้เลยว่าเงินที่จ่ายไปคุ้ม ดีกว่าซื้อหมวกผีก็อปแบรนด์นอกมาใส่ ซื้อของไทย ของแท้ มีมาตรฐาน จบกว่าเยอะ..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Ducati Panigale V4S 2024 สาวงามอิตาเลี่ยน ที่ต้องยอมรับว่า เธอร้อนแรง เซ็กซี่ เธอดุ ก็เธอมันแน่ เธอมันแน่มาตลอด ตั้งแต่รุ่นพี่ของเธอผ่านมาทุกเจน จนมาถึงรุ่นเธอ เธอยิ่งเกรึ้ยวกราดยิ่งขึ้น ด้วยพลัง V4 แต่น่าแปลก คราวนี้ เธอกลับกลายเป็นนางฟ้าได้ในบางอารมณ์เหมือนกัน ยิ่งทำให้เธอน่าหลงไหล ทำไมเหรอ Superbike Thailand นำคุณไปหาเธอ เมื่อทีมงานฐานทัพใหญ่ #Superbikemag แจ้งลงมาว่า เจ้าจงไป Test run “Ducati Panigale V4S “ในงาน Ducati Thailand Trackday2024 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์หน่อยได้ไหม พอได้ยิน ก็ทำให้เราถึงกับสะอึกไปนิด แต่แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าพร้อมความตื่นเต้นแบบออกหน้าออกตา เก็บอาการไม่อยู่ ด้วยความที่ว่า เราเองก็ไม่ได้จับรถ Supersport 1000 CC. มานานพอสมควร ไอ้นานในที่นี้ ไม่นับรถเพื่อนฝูงที่เคยขี่เล่นนิดหน่อย ไม่เกินชั่วโมงตอนออกทริปต่างจังหวัด อย่างพวก Panigale 1199 หรือพวก 1098s เท่านั้นเอง และถึงแม้ว่าจะเคยครอบครอง และคุ้นเคยกับSupersportBike เครื่องยนต์ V4 อย่าง Aprilia RSV4 FACTORY APRC มาพอสมควร แต่ก็นานมากแล้ว นับแต่ปี 2015 และเวลาที่ผ่านไปทำให้เทคโนโลยีมันก็ต่าง generation กันมาก เรียกว่าร่วม 10 ปีเลยทีเดียว ไม่อาจเอามาเทียบกันด้วยกับ “Ducati Panigale V4S” Gen ล่าสุดได้เลย กับ Spec 1103 c.c. / 214 แรงม้าสูงสุดที่ 13,000 รอบต่อนาที จากเครื่องยนต์สูบ V มันน่าหลงไหลขนาดไหน เมื่อนึกถึงแล้วก็ยิ่งทำให้เรายิ่งเก็บของขับรถตรงไปบุรีรัมย์ทันที ทั้งๆที่รู้ว่า แทบไม่ได้ซ้อมสนามเท่าไหร่ด้วยซ้ำช่วงหลังๆ เอาวะได้เวลาสนุกแล้วสิ….นับว่า ทางทีมงาน Ducati Thailand โดยบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน่ ใจใหญ่มาก ที่จัดSuperbike หลากรุ่นทั้งฝูง มารอให้พวกเรา ทั้งสื่อ ทั้งลูกค้า ได้ลองกันแบบ เต็มที่ เต็มเหนี่ยว 5 session พร้อมติดยาง Pirelli Diablo Super Corsa SP ‘สายฟ้า’ ใหม่ สด หอมๆ มาให้อุ่นใจ ขี่ให้ยางหมดไปโลด ใครมีเท่าไหร่ ข้องใจตรงไหน ลงไปขี่หมดปลอกกันเลย เมื่อขึ้นไปอยู่บนอานของม้าศึก ระดับเรือธงของค่ายจักรกลสีแดง สิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างแรก ทำไมฟีลลิ่งมันใช่จังเลยฟระ มันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง กระชับ Riding Position ตำแหน่งเกียร์ พักเท้าพอดี เหมือนเราปรับแต่งให้เหมาะกับตัวเราเองมาแล้ว เอาน่า อาจแค่บังเอิญก็ได้รถ Supersport ท่ามันก็บังคับมางี้อยู่แล้ว แต่ทว่า พอEngine Started เท่านั้นแหละ ความรู้สึกเก่าๆ มันก็กลับมา ทำให้ยิ้มออกมานี่แหละ V4 เสียงคำรามในลำคอ กระแทกหน้าอก แม้ตอนรอบเดินเบา พอตบเกียร์1 ปั้บ สิ่งที่แตกต่าง สัมผัสได้ชัดเจน คือ รอบคำรามเบาๆ กลับกลายเป็นเสียงรอบสูงขึ้นทันที พร้อมทะยานออกตัว คนละคาแรคเตอร์กับเกียร์ว่างชัดเจนมากระบบ ECU แลกโหมดการทำงานชัดเจน เซสชั่นแรก ตื่นเต้นมาก ลองฟีล ปรับความรุ้สึก จนพี่พี่หายกันไปหมดแล้ว เรายังเหวอๆ อยู่บ้าง ก็อุ่นยางไปก่อนรอบแรก พอรู้สึกว่ายางน่าจะร้อนขึ้นแล้วก็เอาวะ เปิดคันเร่งมากขึ้น เชดเขร้! รอบกวาด ขึ้นไวโคตร นี่มันขึ้นไวและมาเป็นก้อน ไวมาก นี่แค่ SportMode เองมันนนนส์ชิหายยย มันส์พะย่ะค่ะ เกียร์ชิด ต่อเนื่อง รอบสูงคำรามลั่นทุกเกียร์ ขนาดท่อเดิม เสียงทรงสเน่ห์ของเครื่องยนต์ V4

รีวิว Keeway V302C 2024 เครื่องเซอร์สูบวี ขี่ง่าย ราคาเอื้อมถึง สืบทอดตำนานความคลาสสิก โดยล่าสุดทาง Keeway Thailand ได้ทำการเปิดตัวรุ่น Keeway V302C ไปเมื่อไม่นาน และส่วนตัวได้แอบทดสอบขับขี่กันไปคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทันจับฟีลลิ่งก็ซิ่งจนจบรูทเสียก่อน มาถึงคราวนี้ทางค่ายใจดี ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับการ รีวิว Keeway V302C 2024 ครูเซอร์ไบค์พิกัด 300 ซีซี มาพร้อมเสียงอันเร้าใจด้วยขุมพลัง V-Twin และรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์สวยงามในฉบับครูเซอร์ โดยรายละเอียดตัวรถถ้าหากมองคร่าว ๆ ดูแล้วชวนทำให้นึกถึงโฉมรุ่นน้องที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง V-Cruise 125 ด้วยสไตล์ตัวรถมาในรูปแบบครูเซอร์ไบค์อย่างแท้จริง ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปทรง 3 มิติ ติดมาพร้อมโลโก้รุ่น “BENDA” รวมทั้งสวมครอบไฟหน้า จัดแยกไฟเลี้ยวโดยยึดกับกระบอกโช้คมาให้เรียบร้อย ขณะที่ไฟด้านหลังออกแบบสวยงามเช่นเดียวกันและใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน ไล่ขึ้นมาในส่วนคอนโทรล กับหน้าจอเรือนไมล์ทรงคลาสิกที่ใช้เป็นระบบดิจิทัล LCD แบบทันสมัย แสดงผลฟังก์ชันทั้งมาตรวาดความเร็วที่สามารถปรับหน่วยได้ทั้งกม./ไมล์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกา เกร์น้ำมัน ไฟตำแหน่งเกียร์ ไฟสูงและไฟเลี้ยว ทั้งยังสามารถปรับตั้งค่าทริปการเดินทางผ่านปุ่มคอนโทรลด้านหน้าได้เลย ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรลเริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวและแตร ส่วนฝั่งขวาจะมีสวิตช์ออฟรันและปุ่มสตาร์ทติดตั้งมาให้ พร้อมแฮนด์บาร์แบบ Drag Wide ดีไซน์สวยจากโรงงานและฟังก์ชันพิเศษเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับองศาของแฮนด์ได้นั่นเอง กุญแจดีไซน์สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ แฮนด์บาร์ สามารถปรับระยะได้ โดยสามารถใช้หกเหลี่ยมขันน็อตจากชุดยกเยื้องปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมกระจกปลายแฮนด์ออกแบบสวยงามตามฉบับโมเดลคลาสสิกและกุญแจที่ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์สามารถพับเก็บ-ใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินแต่งเพิ่ม ทั้งยังอำนวยความสะดวกด้วยช่องเสียบ USB บริเวณฝั่งซ้ายใกล้ ๆ ตัวเรือนไมล์ สามารถชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ อาทิ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง แบตเตอร์รีสำรองหรืออื่น ๆ ได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Slim and Low ถังน้ำมันขนาด 15 ลิตร และยังคงเอกลักษณ์ในสไตล์รถครูเซอร์ด้วยถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 15 ลิตร ลงสีเคลือบเงาดูเงางาม ประดับแผ่นกันความร้อนบริเวณข้างถังพร้อมโลโก้ Keeway BENDA ขยับออกมาอีกหน่อยจะพบกับเบาะนั่งแบบ Slim and Low เว้าขอบด้านข้าง แถมไล่ตะเข็บตัดเย็บสวยงาม ประกอบกับบังโคลนหน้าแบบสั้นและบังโคลนหลังขนาดใหญ่ ให้คาแรคเตอร์แบบรถจิ๊กโก๋ ๆ และเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสีย Y Shape แบบ 2 in 1 จัดทรงดุดัน ทันสมัยและเข้มข้นมากขึ้นด้วยการลงเฉดสีเข้มบริเวณชุดสูบ แคร้งเครื่องและครอบคลัตช์ ทั้งยังประดับด้วยโลโก้ BENDA ติดมาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบเสียงเร้าใจ เรามาดูหัวใจหลักของโมเดลรุ่นนี้ที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับเครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ ขนาด 298 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแบบ SOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน ให้แรงม้าสูงสุดที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถือว่าตัวรถให้กำลังมาดีในพิกัดนี้ ช่วงล่างนุ่มนวล ปรับแต่งได้ตามการใช้งาน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ มีระยะยุบ 115 มม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ มีระยะยุบที่ 46 มม. สามารถปรับค่าความแข็งอ่อนของสปริงได้ มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบจาก BENDA ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว และติดระบบ ABS Dual Channel รวมทั้งล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์มีขนาด 16 นิ้วด้านหน้าและ 15 นิ้วด้านหลัง รัดด้วยยางขนาดใหญ่มาให้ขนาด 110/90 และ 130/90 โดยเคลมน้ำหนักตัวรถมาที่ 167 กก. ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ โดยการทดสอบครั้งนี้จะเริ่มขับขี่จากถนนเส้นพัฒนาการตัดใหม่ มุ่งหน้าไปยังเรียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ ซึ่งรูทส่วนใหญ่จะเน้นฟีลลิ่งการขับขี่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก

E-Clutch Rush the Town ทริปไม่กำคลัตช์ ขี่ลุยเมืองกรุง หลังจากทดสอบไปแล้วกับ Honda E-Clutch (CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch) เมื่อไม่นานมานี้ โดยรอบนี้ทางไทยฮอนด้าพร้อมประกาศรีรันอีกครั้งกับกิจกรรม E-Clutch Rush the Town ซึ่งการทดสอบขับขี่เจ้า 650 อีคลัตช์ซี่รีย์ ภายใต้โจทย์ที่ว่า “เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง” บนสภาพการจราจรในเมืองแบบ “ของจริง” พร้อมฝ่าดงรถติดมาเล่าให้ฟังได้รู้กันว่ามันดีอย่างไรกันบ้าง เอาหล่ะ..ตอนนี้เราก็อยู่ที่ร้าน The Bloc BKK แถวราชพฤกษ์ พร้อมเจ้า CBR650R และ CB650R อีคลัตช์จอดเรียงเป็นโทนสีดำแดงเด่น ๆ ซึ่งหลังจากประชุมบรีฟเส้นทางขับขี่แล้วสรุปได้ว่า เส้นทางของการขับขี่จะเริ่มจากเส้นจรัญสนิทวงศ์ > ถนนท่าพระ > ไอคอนสยาม > วงเวียนใหญ่ แล้ววนกลับมาจบที่ร้าน The Bloc BKK มีระยะทางประมาณ 30 กม. โดยหลัก ๆ จะเน้นไปที่ฟีลลิ่งการขับขี่ในเมืองเสียมากกว่า CBR650R E-Clutch และครั้งนี้ต้องขออนุญาตสวมวิญญาณนักบิดฝั่งธนฯ โดยโมเดลที่เลือกทดสอบรุ่นแรกก็คือ CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง กับสไตล์การขับขี่ที่เน้นฟีลลิ่งไปทางสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ กับส่วนสูงของตัวแอดมินอยู่ที่ 175 ซม. แน่นอนว่านั่งคร่อมแล้วขาถึงพื้นสบาย ๆ และอุ่นใจมากขึ้นเวลาจอดรถในช่วงติดไฟแดง ซึ่งมองจริง ๆ ตัวรถก็ไม่ได้สูงมากมายอะไรนัก ต่อมาในส่วนของการแฮนเดอร์ริ่งตัวรถ ในเส้นทางที่ต้องบอกว่าตัวรถไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างที่คิดเลย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่ได้กว้างจนเกินไป เป็นแฮนด์จับโช้คให้ระยะองศาการจับแบบหักศอกพอดี ทำให้สามารถขับขี่มุดซอกแซกได้ง่าย คล่องตัว แต่ถ้ามันติดหนักแบบจริงจัง ๆ ให้ลอง พับกระจกข้างเข้ามาด้านในดูได้ อีกทั้งขับขี่ในช่วงถนนทางตรงยาว ๆ แอดนี่ชอบเลย ลมไม่ปะทะหน้าเพราะมีชิลด์บังลม แต่ทว่าเวลาขับขี่นาน ๆ หน่อยเริ่มมีอาการปวดหลังเล็กน้อย ก็อย่างว่า รถสปอร์ต หมอบติดถังอ่าเนอะ สามารถอ่านรีวิว CBR650R E-Clutch เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ บิดกุญแจปุ๊บระบบ E-Clutch เริ่มทำงานทันที เฮ้ยย มันเจ๋งนะ…บิดกุญแจปุ๊บเจ้าระบบอี-คลัตช์ก็พร้อมที่จะทำงานทันที สะดวกโครต ๆ !! ไม่ต้องเซ็ตบนหน้าจอสี TFT ให้เสียเวลา เพียงปรับ Up-Down ของควิกชิฟเตอร์ (มี 3 ระดับ Hard, Medium, Soft) เอาที่ใช้งานตามต้องการได้เลย เข้าเมนู Setting ก็เลือกได้เลยว่าอยากได้แบบไหน ผ่านส่วนของการเซ็ตติ้งไปที่เรียบร้อยแล้ว เห็นสื่อท่านอื่น ๆ เขาโม้ว่ารถมันสามารถออกสตาร์ทที่เกียร์ไหนก็ได้ เอาหน่อยแล้วกัน ใช้เท้าตบเกียร์รัว ๆ ไปที่เกียร์ 6 แล้วลงบิดดู..ซึ่งมันก็ทำได้แฮะ ไม่ต้องไล่กำคลัตช์ให้ยากลำบาก (หรืออยากจะกำคลัตช์ก็ย่อมทำได้ เปลี่ยนฟีลบ้าง) มันเหมาะกับมือใหม่ที่อยากจะขับขี่บิ๊กไบค์เสียจริง..แต่ใช้งานจริง ๆ ก็สตาร์ทออกเกียร์ 1 แหล่ะครับ (ฮ่า ๆ) ซึ่ง..ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่แล้วฉุดคิดได้ว่า ถ้าฉันใช้คลัตช์ปกติแล้วเกิด “เมื่อย” อยากจะกลับมาใช้ระบบอี-คลัตช์เหมือนเดิมแล้วหล่ะก็ ง่าย ๆ ครับ แค่ไม่ต้องกำคลัตช์แค่นั้น ระบบมันจะเข้าสู่โหมด อี-คลัตช์ทันที ง่ายแมะ!! แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าระยะเวลาของการคืนโหมดสู่ระบบอี-คลัตช์นั้นไม่เหมือนกัน ถ้าหากจอดรถอยู่เฉย ๆ หรือขับขี่ในความเร็วที่ “ต่ำกว่า 40 กม./ชม” แล้วจะใช้อี-คลัตช์ ก็ต้องรอประมาณ 5 วินาที แต่ถ้าหากกำลังขับขี่ (ที่มีความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม. ขึ้นไป) อยู่ให้รอ 2 วินาที ระบบจะคืนโหมดให้เป็นเดิม และต้องเช็คด้วยนะครับว่าระบบนั้นอยู่ในโหมดไหน เผื่อจะได้ไม่สับสนในเวลางัดเกียร์-ตบเกียร์ให้ปวดหัว และด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี ที่มีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและจูนระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้อัตราเร่งนั้นดีขึ้น บวกกับเคลมแรงม้ามาที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ทำให้มีพละกำลังเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ใช้งานในเมือง หรืออยากจะปลดลิมิตตัวรถในสนามแข่งก็ไม่ยาก อีกทั้งยังเสริมความนุ่มนวลด้วยแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการทำงานของเอนจิ้นเบรกจะไม่ทำให้รถของคุณกระตุกอย่างแน่นอน มาต่อด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คอัพ Showa BFF-SP แบบหัวกลับด้านหน้าขนาด

รีวิว Daytona 660 2024 ตำนานในร่างใหม่ ขี่ง่ายกว่าเดิม ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถซูเปอร์สปอร์ต นี่ไม่ใช่รถที่คุณตามหา..ข้ามไปเลย! ลืมภาพเดิม ๆ ของ Daytona 675 R เจ็นเก่าตัวแรง หมอบติดถัง รอบเครื่องสูง รถซูเปอร์สปอร์ต สิงห์สนาม ม้าพยศ ที่คนขี่ต้องใช้ ”สกิล” ในการขับขี่เพื่อจะคุม เจ้าตั๊กแตน 675 ตัวนี้ให้อยู่ใต้หว่างขา ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเก่าที่ออกมาล่าสุด รุ่นปี 2019 (ไม่นับ Daytona 765 Moto2 Limited) ถือว่ารถสปอร์ต จาก Triumph ค่ายผู้ดี(ผีบ้า)อังกฤษ ห่างหายจากวงการมากว่า 5 ปีแล้ว สำหรับปี 2024 จึงเป็นเวลาอันดีที่จะเปิดตัวรถใหม่ โดยโจทย์ที่ฝ่าย Product Marketing และ Product Planning ของไทรอัมพ์ได้วางไว้ร่วมกันคือ สร้างรถสปอร์ตซีซีขนาดกลาง ๆ เพื่อสร้างนักขี่หน้าใหม่เข้าสู่วงการและสัมผัสความเป็น Daytona และด้วยโจทย์ที่ว่า เลยใช้บล็อกเครื่อง 660 ตัวเดียวกับ Trident แต่ปรับเปลี่ยนใส้ในใหม่ เพื่อเพิ่มความซิ่ง หลัก ๆ ที่ต่างคือ Power band ที่กว้างขึ้น ทอร์ค ที่เรียบและนิ่งตลอดรอบเครื่อง ส่วนเรื่องของดีไซน์ยังคงมีกลิ่นอายของ Daytona หน้าตั๊กแตนอยู่แบบ เบา ๆ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเหมือน CBR650R แต่ต้องถามกลับว่า CBR มันคล้าย Daytona ซะมากกว่า 555 แถมไทรอัมพ์ยังคงเก็บเอกลักษณ์ของ Daytona คือ ไฟหน้า 2 ดวง แทรกกลางระหว่าคิ้วด้วยแรมแอร์สามเหลี่ยม โดยทีมที่ออกแบบรถตัวใหม่ คือ ทีมเดิมที่ออกแบบเจ็นแรกๆ ใครบอกว่าคล้าย ผมบอก ไม่ใช่โว้ย พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เป็นการอัปเกรดจาก Trident 660 โดยปรับเปลี่ยนแคมชาร์ฟใหม่ ช่วงเกียร์ยาวขึ้น ลูกสูบและและสลักโค้ตติ้งเพิ่มความลื่น เพิ่มขนาดลูกสูบใหม่เบิ้มกว่า เจ้า Trident และเพิ่มขนาดหม้อน้ำให้เบิ้มตาม ส่งกำลังแรงม้าสูงสุด 95 แรงม้าที่ 12,650 รอบต่อนาทีสูงกว่า trident 17% และทอร์คสูงสุด 69 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบต่อนาที มากกว่า trident 9% เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มรสชาติความจี๊ดจ๊าดของคันเร่ง ด้วยปีกผีเสื้อ(ลิ้นเร่ง) แบบ 1:1 หรือ 1 สูบ ลิ้น 1 ตัว แถมแอร์บ็อกซ์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า Trident โดยใช้ระบบแรมแอร์แบบเดียวกับเจ็นก่อนหน้า ที่ดูดลมผ่านรูระหว่างคิ้ว (ไฟหน้า) สองดวง Daytona 660 ยังขิงด้วยผลทดสอบ อัตราเร่ง 0-60 mph(เกือบๆ 100kmh) อยู่ที่ 3.6 วินาที โช้คหน้า-หลัง โช้ค USD SHOWA SFF-BP ขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยว SHOWAA RSU ปรับพรีโหลดได้ โช้คหน้า Showa SFF-BP แบบ Upside down, 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง Showa RSU ที่ปรับพรีโหลดได้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หน้าตาทื่อๆ เหมือนโช้คติดรถทั่วไป ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ เบรก คาลิเปอร์หน้าขนาด 100 มม. 4 ลูกสูบ แปะป้าย Triumph (แอบส่องแล้วเป็นของ J.Juan)

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax® นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey) สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ อีกหนึ่งโมเดลกับสายเน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางจากค่ายปีกนกที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสร่วมทดสอบ รีวิว CB650R E-Clutch ในงาน Honda E-Clutch The World’s First Ride ครั้งแรกในโลก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หล่อเหล่า เหมือนรุ่นพี่ CB1000R โดยความน่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้ที่อยากจะควักเงินเปย์ให้ในทุก ๆ เดือนเพราะอะไรหน่ะ..รู้ไหม ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับปรุงมาใหม่ที่ดูหล่อขึ้น ทั้งไฟหน้าทรงกลมที่มีไฟข้างในสองชั้น บวกกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลค์ตวัดเป็นวงกลมดูลงตัว และไฟท้ายแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว นอกจากนี้ตัวเบาะที่มีการปรับรูปทรงมาใหม่ ช่องจ่ายไฟใต้เบาะ USB Type-C และมิติตัวรถทั้งตัวเฟรม ตัวบอดี้ สวิงอาร์ม ดูที่บึกบึนเหมือนโมเดลนายแบบส่งเข้าประกวดอะไรซะอย่างนั้น นอกจากนี้สิ่งที่ปรับมาใหม่ที่สำคัญก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสมาร์ทโฟนผ่านแอปฟลิเคชัน Honda RoadSync ที่สามารถฟังเพลง รับโทรศัพท์ ข้อความ ระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง เรียกว่าครบครันสุด ๆ รวมทั้ง ยังแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ และปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบอีกด้วย และแน่นอนว่าตัวหน้าจอยังสามารถตัดแสง สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้เวลาขับขี่ในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย พละกำลังสี่สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี สำหรับพละกำลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังติดตั้งมาพร้อมกับแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ และความจุถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร มีระบบ E-Clutch พร้อมใช้งาน และแน่นอนว่านอกจากโมเดลสายสปอร์ตอย่างเจ้า CBR650R ทางค่ายยังติดตั้งระบบอี-คลัตช์มาในรุ่นเน็กเก็ดไบค์ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งส่วนประกอบของเจ้าอี-คลัตช์จะประกอบไปด้วย ควิกชิฟเตอร์และชุดคลัตช์ที่อยู่ทางด้านฝั่งขวาเครื่องยนต์ โดยภายในชุดคลัตช์จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์จำนวน 4 เฟือง ที่จะทำงานร่วมกับระบบคลัตช์ของเครื่องยนต์นั่นเอง นอกจากนี้เจ้าระบบอี-คลัตช์ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำคลัตช์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์อีกด้วย ช่วงล่างปรับแต่งได้ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง ซึ่งเริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. รุ่น Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังจะใช้โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับแต่งค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. ติดคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม.พ่วงคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้อและยางมาให้ขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 ตามลำดับ โดยน้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 205 กก. มีเทคโนโลยีพร้อม สะดวกต่อการใช้งาน ในส่วนระบบเทคโนโลยีที่โดดเด่นอย่างแรกเลยก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ที่มาพร้อม Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ช่องชาร์จ USB Type C ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน รวมทั้งเทคโนโลยีที่รองรับการขับขี่ทั้งระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็กชันคอนโทรล แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบไฟกระฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS) ระบบเบรก ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และควิกชิฟเตอร์ที่ทำงานร่วมกับระบบอี-คลัตช์นั่นเอง ฟีลลิ่งการขับขี่ ในตอนนี้ก็ถึงคราวของการทดสอบเจ้า CB650R E-Clutch เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางในรุ่นอี-คลัตช์ ซึ่งก่อนทำการทดสอบและเห็นโฉมครั้งแรก มันทำให้นึกถึงเจ้า CB1000R รุ่นก่อนโฉมล่าสุด ด้วยหน้าตาและคาแรคเตอร์ที่คล้ายคลึงกันจนคิดว่าเป็นฝาแฝดกันซะงั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพกับผู้อ่านเลยนั่นก็คือเจ้า CB650R อี-คลัตช์รุ่นนี้ซึ่งนอกจากดีไซน์มาในแบบเน็กเก็ดไบค์อยู่แล้วอยากจะบอกตรง ๆ เลยว่ามันหล่อสำหรับแอดมินจริง ๆ ทรงดี ขี่ง่าย คล่องตัว สำหรับเรื่องมิติตัวรถที่มีมาในส่วนของระบบอี-คลัตช์ ทำให้ตัวรถไม่ได้ดูใหญ่ไปจากเดิมเลย ส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ที่แอดมินชอบก็คือ การใช้สีทองแดงในส่วนฝาเสื้อสูบ ครอบเครื่องยนต์และครอบชุดคลัตช์ ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงาม ต่อมาในส่วนของท่านั่งขับขี่ ส่วนตัวแอดมีส่วนสูงอยู่ที่

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้ทำการรีวิวทดสอบ CBR650R โฉมปี 2024 ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงาน SuperBikeThailand ได้มาร่วมกิจกรรม Honda E-Clutch The World’s First Ride พร้อม รีวิว CBR650R E-Clutch คนแรก ครั้งแรกและกลุ่มแรกของโลกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ รูปลักษณ์โฉมใหม่ หล่อขึ้น ก่อนเริ่มทำการทดสอบ แอดมินจะพามาชมโฉมเจ้าสปอร์ตสี่สูบเรียงรุ่นนี้กันก่อน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับมาใหม่ดูสปอร์ตและหล่อขึ้นทั้งเส้นสาย ลวดลายบนแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ถังน้ำมัน และตัวเบาะ เรียกได้ว่าเปลี่ยนลุคใหม่ไปจากเจ็นก่อนเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงแสดงผลให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนรูปการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และตัวหน้าจอยังตัดแสงสะท้อนที่ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยี Honda RoadSync ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้ง รับโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลง ดูระบบนำทาง ระบบพยากรณ์อากาศ และระบบสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน ประกับฝั่งขวา ประกับฝั่งซ้าย มาต่อกันในส่วนของประกับฝั่งซ้ายที่มีทั้งสวิตช์เปิด-ปิด แทร็กชันคอนโทรล ปุ่มสัญญาณแตร ไฟเลี้ยวและปุ่มคอนโทรลหน้าจอที่สามารถปรับเลื่อนได้ 4 ทิศทาง และยังมีกิมมิกลูกเล่นที่สามารถเปิดแสงส่องสว่างได้ในเวลากลางคืน ส่วนทางประกับฝั่งขวาจะพบกับปุ่มสตาร์ท ปุ่มสวิตช์ออฟรัน และไฟฮาสาทที่มีมาให้ ขุมพลังสปอร์ต ในขณะที่ขุมพลังที่ใช้แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ทั้งยังมีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่กับระบบ E-Clutch อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีกับระบบ E-Clutch เทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ซึ่งระบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้นก็คือ ควิกชิฟเตอร์ และ ชุดคลัตช์ โดยชุดคลัตช์ชุดนี้จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์ทั้งหมด 4 เกียร์ สำหรับเจ้าอี-คลัตช์ เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมระบบคลัตช์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกำคลัตช์ ซึ่งระบบตัวนี้จะช่วยให้ขับขี่สะดวกสบายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการใช้งานตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไปจนถึงหยุดรถนั่นเอง ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงาน โช้คหน้าหัวกลับรุ่น Showa SFF-BP ด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ มาพูดถึงระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม.จาก Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดแกน 14 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกแบบโพลทติ้งด้านหน้า พ่วงคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเม้าส์จาก Nissin ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน และส่วนสุดท้ายกับล้ออลูมิเนียมหน้า-หลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55 เทคโนโลยีพร้อมใช้งาน สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ เริ่มด้วยระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้ง ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน และพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ส่วนทางด้านระบบเสริมความปลอดภัยที่เริ่มด้วย HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือในภาษาบ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ก็คือระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ESS ต่อด้วยระบบเบรก ABS Dual Channel ที่เข้ามาช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทอสอบครั้งแรก กลุ่มแรก และคนแรกของโลก สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะถูกแบ่งเซกชันออกเป็น 2 ช่วงก็คือการขับขี่ในแทร็กสนามช้างฯ และการขับขี่บนทางดำ โดยในส่วนวันแรกจะเน้นการขับขี่ในแทร็กเป็นหลัก ซึ่งแบ่งกรุ๊ปขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่มให้รีวิวแบบจัดหนัก จัดเต็ม เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้า CBR650R รุ่นอีคลัตช์จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปลักษณ์ปรับใหม่ ถูกใจยิ่งนัก ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์ตัวรถที่มีการปรับลุคมาใหม่

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!! หลังจากที่ทดสอบเจ้า Speed 400 ไปแล้วก็ไม่รอช้า ลุยทำการทดสอบต่อเนื่องกับ รีวิว Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องเล็กจากค่ายผู้ดี โดยรอบนี้มีการเพิ่มรูททางฝุ่นให้ได้ลองรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน โมเดลน้องเล็ก ในตระกูลสแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำหรับน้องเล็กในตระกูลสแครมเบลอร์จากทางค่าย ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเป็นเรโทรทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลวดลายกราฟิกแบบ Scrambler เบาะหนัง 2 ตอนและมือจับคนซ้อน รวมทั้งเฟรมถักและซับเฟรมท้ายที่ใช้ท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรุ่น 1200 ไฟทรงกลม LED ติดตั้งมาพร้อมการ์ดไฟหน้า การ์ดแฮนด์ รวมแฮนด์ ไฟ้ทาย LED พร้อมมือจับคนซ้อน เบาะแบบ 2 ตอน ปลายท่อคู่ทรงสแครมเบลอร์ รวมถึงที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 400 จึงทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโร้ด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ TR Series พิกัด 400 ซีซี ในส่วนของตัวเครื่องยนต์จะใช้บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 กับเครื่องยนต์รหัส TR Series สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมโดยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ซึ่งกำลังของเจ้าเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้แรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร ช่วงล่างนุ่มนวล สำหรับระบบช่วงล่างที่มีการปรับระยะยุบให้มากกว่าโฉมของเจ้า Speed 400 เพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม.ระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยมีระยะยุบที่ 150 มม. เช่นเดียวกัน ด้านระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอต ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 มีแทร็คชันคอนโทรล และ ABS สามาเปิด-ปิดได้ เหมาะกับสายลุย ปรับโหมดฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอ ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบฟีเจอร์ทั้งหน้าจออนาล็อก-ดิจิทัล USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้ เมื่อต้องการใช้งาน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์สแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินได้มีโอกาสร่วมทดสอบในครั้งนี้ อย่างแรกเลยมิติรูปทรงของเจ้าสแครมเบลอร์ 400X จะมีขนาดที่สูงกว่า กว้างกว่าและยาวกว่าเจ้าสปีด 400 สำหรับท่านั่งขับขี่ เท้ายันถึงพื้นทั้งสองข้าง ถึงจะมีการปรับความสูงเบาะขึ้นมาจาก 790 มม.อยู่ที่ 835 มม. ซึ่งคนที่สูงมากกว่าแอดมิน (175 ซม.ขึ้นไป) ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่อย่างที่กล่าวไปในบทความรีวิวเจ้าสปีด 400 สำหรับคนที่ส่วนสูงซัก 165 ซม. อาจจะต้องใช้ทักษะการคร่อมรถซักเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่แตกต่างกับโฉมโมเดิร์นคลาสสิกมากนัก สำหรับตัวแฮนด์ที่ยกสูงแต่เมื่อลองขับขี่แล้วกลับรู้สึกว่าเจ้าโมเดลรุ่นนี้ ขี่สบาย แถมระยะแฮนด์ที่ทำให้มีความรู้สึกมั่นคง บวกกับตัวเบาะที่พอนั่งแล้วอาจจะดูสูงกว่ารุ่น 400 เล็กน้อย และยังมีขนาดกว้างที่ทำให้นั่งสบาย

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5 ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60 เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

รีวิว CBR650R 2024 ปรับเครื่องใหม่ ดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ต วันนี้เราก็ได้มีโอกาสทดสอบโมเดลที่ไบค์เกอร์หลายคนจับตามอง ตั้งแต่เปิดตัวที่งาน EICMA 2023 เมืองมิลาน นั่นคือการ รีวิว CBR650R 2024 ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของดีไซน์ และเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามโมเดลที่ทาง SuperBike Thailand ได้ทดสอบยังเป็นตัว STD ยังไม่ใช่ตัว E-Clutch นะครับ ก็ขอให้แฟน ๆ อดใจรอกันอีกหน่อย ยังไงก็ต้องได้ทดสอบรีวิวกันแน่นอนครับ ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ผมขอพูดถึงประวัติของโมเดลนี้กันสักหน่อย สำหรับโมเดล 4 สูบเรียง 650 ซีซี รหัสนี้เดิมทีนั้นมีมานานแล้ว โดยโมเดลแรกที่ถูกนำออกมาจำหน่ายทางท้องตลาด เริ่มขายเมื่อปี 2014 – 2017 ในชื่อรุ่น CBR650F ไปจนถึงปี 2019 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น CBR650R ตามความสปอร์ตที่มีมากยิ่งขึ้น และในปีนี้โมเดล 2024 ก็มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีเองก็ทันสมัย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ช่วงล่างก็ถือว่าระดับเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และยังจะมีรุ่นพิเศษที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี E-Clutch เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่ได้ง่ายอีกด้วยครับ รูปลักษณ์ซูเปอร์สปอร์ต กลับมารอบนี้ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลย แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์มาใหม่ ไฟหน้าคู่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยิ่งถ้ามองด้านหน้าตรง ๆ ก็จะยิ่งเหมือนกับ CBR1000RR เข้าไปกันใหญ่ ตรงนี้ละที่บอกว่า ดีไซน์มีความเป็นซูเปอร์สปอร์ตมากขึ้น โมเดลนี้ยังมีหน้าจอแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วติดตั้งมาให้อีกด้วย ทำให้บอกสถานะฟังก์ชั่นการทำงานของตัวรถได้ชัดเจน สำหรับภายนอกที่ปรับมาให้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวรถมีความแน่นมากขึ้น ดูแล้วมั่นคง สปอร์ต เมื่อรวมกับโทนสีประจำของทางค่ายยิ่งทำให้ดูสปอร์ตขึ้นอีกเยอะเลย เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว มีพิกัดอยู่ในคลาส 650 ซีซี จัดเป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่แรงนะ มันมีความแรงที่ควบคุมได้ อีกทั้งยังตรงกับความนิยมของชาวไทย โดยในเจ็นฯ นี้มีการปรับเปลี่ยนองศาเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีมาใหม่ ทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังแรงและขี่ได้สนุกมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับแมปปิ้งระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้ช่วยทำให้การขับขี่สมู้ทนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ช่วงล่าง พร้อมจากโรงงาน พูดถึงระบบเบรกก่อนเลย ของที่ให้มาเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์แบบโฟลทติ้ง คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเม้าส์ ส่วนด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน ถัดมาในส่วนของโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Upside Down จาก Showa SFF-BP ขนาด 41 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังเดี่ยวขนาดแกน 14 มิลลิเมตร สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ และส่วนสุดท้ายนั้นก็คือตัวล้ออลูมิเนียมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าหลัง 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลังขนาด 180/55-17 ตามลำดับ เทคโนโลยีมีให้พร้อม ที่โดดเด่นเลยก็คือระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control เรียกกันแบบที่คุ้นเคยก็แทร็คชันคอนโทรลที่มาเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะรักษาสมดุลของตัวรถ เพิ่มการยึดเกาะของตัวล้อและยาง ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างปลอดภัย ยังมีในส่วนของระบบเบรกนั้นก็คือ ABS อิสระหน้า-หลัง ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นและเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยังมีระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมกับการแสดงผลบนหน้าจอ TFT เพิ่มความสะดวกสบาย จะโทรเข้า รับสาย ฟังเพลง ก็ทำได้สะดวกปลอดภัยและยังมีพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของคนเรายุคนี้อีกด้วย ฟีลลิ่งลงสนามเป็นไงบ้าง.. จริง ๆ แล้วการรีวิวทดสอบโมเดลนี้เป็นรอบทดสอบวันเดียวกันกับเจ้า CBR500R 2024 เลย แต่จะมีการแบ่งการทดสอบเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย เพื่อที่จะได้จับฟีลลิ่งในสนามได้ชัดเจน ซึ่งการจัดการทดสอบที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่ถือว่าเป็นสนามที่ขี่สนุก ด้วยโค้งที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเนินลงเนินแบบไฮสปีด ทำให้เราสามารถที่จะจับฟีลลิ่งรถได้อย่างชัดเจน ทั้งช่วงล่าง กำลังเครื่องยนต์ ระบบเบรก ไปจนถึงท่านั่งการขับขี่อีกด้วย ท่านั่งและการขับขี่ ท่านั่งยังมีการออกแบบสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเป็นเรซซิ่งจ๋า ๆ ยังคงขี่ง่าย หลังไม่ได้ก้มลงมาเยอะเลย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลย แต่วันนี้เรามาทดสอบในสนาม ยังไงก็ต้องหมอบหาแอโรไดนามิกและขับขี่แบบเรซซิ่งกันหน่อย ถ้าจะหมอบก็ทำได้สบาย ๆ ช่วงตัวผู้ขับขี่ท่อนบนทำได้ดี ช่วงท่อนล่างเอวลงไป ยังต้องปรับเล็กน้อย

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica หล่อเข้ม พร้อมซิ่ง สไตล์สปอร์ต สำหรับครั้งนี้เราได้มีโอกาสทำการทดสอบและ รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสัญชาติอิตาลีจากทางค่ายเทพสามตาอาพริเลีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้ทดสอบเวอร์ชันปกติไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีการปรับเปลี่ยนให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แทนที่จะเป็นแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์แบบตัวสแตนดาร์ด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ฟีลลิ่งจะเป็นยังไง ไปติดตามกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”i1LlnCgkveg” ] มาดใหม่ลุคสปอร์ต สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจาก RS-GP 23 ม้าศึกคู่ใจของสองนักแข่งจากทีม Aprilia Racing Team ในการแข่งขัน MotoGP ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมกับเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์ซูเปอร์สปอร์ตอย่างเต็มภาคภูมิ จุดเด่นที่ใส่เข้ามาใหม่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นก็ได้แก่ กราฟิกโลโก้ Aprilia ขนาดใหญ่ที่ด้านข้างตัวรถโดยวางเป็นแนวเฉียงตัดกับตัวแฟริ่งสีดำด้านพร้อมลวดลายกราฟิกแบบแดงสลับม่วงแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP นั่นเอง ยังมีดีเทลอื่น ๆ ช่วยเสริมความสปอร์ตเข้ามาไม่ว่าจะเป็นขอบล้อหน้าสีแดง ขอบล้อหลังสีดำแบบเดียวกับรถแข่ง RS-GP ที่จับคนซ้อนสีดำด้านดุดัน เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่มีการเลือกใช้วัสดุแบบเดียวกับซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของทางค่ายอย่าง RSV4 นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุด Aprilia Welcome Kit ซึ่งจะเป็นกระเป๋าและพวงกุญแจจากทางค่ายให้คุณได้เข้าร่วมแก๊ง be a Racer club อย่างเต็มตัวนั่นเอง พร้อมกันนี้ยังมีสติ๊กเกอร์เบอร์แข่งของสองนักแข่ง MotoGP คือเบอร์ 12 ของ Maverick Vinales และเบอร์ 41 ของ Aleix Espargaro ให้เจ้าของรถได้เลือกแปะตกแต่งรถของตัวเองตามความชอบได้เองอีกด้วยครับ ขุมพลังแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ i-get สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 174 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรที่สามารถเติมได้สะดวกด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน ช่วงล่างเน้นซิ่ง ในเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 120 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 102 ม.ม. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนสปริงโช้คมาใหม่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS เฉพาะล้อหน้า ปิดท้ายด้วยล้อและยางก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่มีขนาด 110/80-14’ และ 130/70-13’ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นสแตนดาร์ดอีกจุด เพราะยางที่ให้มาจะเป็นยางสำหรับใช้งานบนทางดำเป็นหลัก ไม่ใช่ยางแบบสองประสงค์อีกแล้วนั่นเอง เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถจะมีระบบ RISS Start&Stop ที่จะมาช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลาจอดติดไฟแดงหรือหยุดรถนาน ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้fu และเพียงแค่บิดคันเร่งรถก็พร้อมจะออกตัวไปต่อได้ทันที ซึ่งสามารถเปิดปิดได้ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย อ่อ ระบบไฟส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ LED เต็มระบบ และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ในคอนโซลหน้าด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่ ครั้งนี้ตัวแอดมินก็ได้มีโอกาส นำเจ้า Aprilia SR GT 200 Replica มาทดสอบขับขี่ใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบการขับขี่ ทั้งแบบถนนกับเส้นทางในเมืองพร้อมจัดท็อปสปีดบนถนนสุวรรณภูมิ และการขับขี่ในสนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ เพื่อรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด เริ่มแรกกันที่รูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ปรับปรุงมาใหม่ในหลาย ๆ จุดที่กล่าวไปข้างต้น พอมองแล้วรู้สึกว่าโมเดลรุ่นนี้ปรับคาแรคเตอร์ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้นจากเดิม บวกกับลวดลายของ RS-GP 2023 ตัวแข่งโมโตจีพี ถ่ายทอดสู่รุ่นนี้ จึงทำให้ดูน่าขี่ น่ามีไว้ใช้งานซักคันจริง ๆ นั่งดีขับขี่สบาย ต่อด้วยในส่วนท่านั่งการขับขี่ ส่วนตัวที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอได้นั่งคร่อมแล้ว ตัวเบาะมีขนาดกว้าง นั่งได้เต็มก้น เท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต้องเขย่ง ในจุดนี้สำหรับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 175 ซม. หรือว่า 180 ซม.ขึ้นไปสามารถใช้งานได้เลยในจุดนี้ แต่สำหรับคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอาจจะต้องขยับตัว ขยับขากันซักหน่อย ต่อด้วยตัวฟุตเพลตดีไซน์มาแบบ 2 ระดับให้สามารถปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ ทั้งขับขี่ปกติ หรือขับขี่แบบทัวริ่ง ยืดแข้งยืดขา ก็สามารถทำได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

รีวิว New CBR500R 2024 อัพดีกรีสปอร์ต น่าขี่ยิ่งกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว New CBR500R 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นโมเดลที่มีอยู่แล้ว แต่กลับมารอบนี้ถือว่า Honda ทำการบ้านเรื่องรูปลักษณ์มาได้เป็นอย่างดี มีความหล่อเหลากว่าเดิมหลายเท่าตัว สำหรับครั้งนี้เรามาทดสอบความสปอร์ตกันถึงที่สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เอาให้รู้กันไปเลยว่าคันนี้มีอะไรดี คันนี้มีประวัติ เล่าให้ฟังกันก่อนเลย เดิมที CBR500R รหัสนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2013 ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นมายาวนานนับ 10 ปีที่มีจำหน่ายในศูนย์ Honda Bigwing รูปลักษณ์ หน้าตาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามสมัย ทั้งวัสดุ ลวดลาย เส้นสาย ก็ถูกเปลี่ยนไป รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ถูกใส่เพิ่มเติมเข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวรถตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทดสอบแบบสายฟ้าแลบ เปิดตัววันแรกในงาน Motor Expo 2023 วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องแพ็คเรซซิ่งสูทเข้ากระเป๋าดิ่งตรงเข้าสนามแข่งแก่งกะจานเซอร์กิตเลย เพื่อที่จะให้พร้อมทดสอบในงาน Honda Bigbike Triple Thrills ที่รวบรวมโมเดลใหม่ทุกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมราคาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเข้าร่วมทดสอบอย่างเป็นทางการที่แรกในโลกก่อนใคร เรียกได้ว่า Thai Honda จัดให้แบบไม่มีเสียชื่ออยู่แล้ว แฟริ่งใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เพราะมีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนแฟริ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีการเปลี่ยนแฟริ่งเป็นไฟหน้าคู่พร้อมกับดีไซน์ดับเบิ้ลแฟริ่งให้มี Air duct หรือท่อดักลมไอดีมาให้พร้อมกับปีกหรือวิงก์เล็ต ซึ่งใช้งานได้จริง เพิ่มความนิ่งในความเร็วสูง ๆ ได้ดี และมีดีไซน์ลวดลายรอบคันให้มีเส้นสายความสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม นี่ละถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุก ๆ คนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากที่ได้เห็นคันนี้ว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เครื่องยนต์พื้นฐาน 2 สูบ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง พิกัด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า และ แรงบิด 43 นิวตันเมตร ชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่พัฒนามาให้นั้นคือ กล่อง ECU ที่มีปรับจูนแม็ปปิ้งมาให้ใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น ช่วงล่าง แอบซิ่งได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ Showa SFF-BP มาพร้อมขนาดแกน 41 ม.ม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องทดแรง Pro-link สามารถปรับค่าแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็จัดมาให้เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว สำหรับตัวล้อและยางเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้วให้โปรไฟล์ยางแบบใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่ว ๆ ไปมาให้ เทคโนโลยี เริ่มจากเทคโนโลยีความปลอดภัยกันก่อนเลย อย่าง HSTC หรือ ที่เราเข้าใจกันแบบง่าย ๆ นั้นก็คือระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ป้องกันการล้อฟรี หรือการสูญเสียการยึดเกาะนั่นเอง ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นที่สำคัญถ้าอยากมันส์ ก็สามารถเปิดปิดได้ด้วย ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลซึ่งเป็นของที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยเวลาขับขี่บนท้องถนน และระบบ ESS ช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันช่วยแจ้งเตือนคันข้างหลัง ในส่วนของความสะดวกสบายนั้นนอกจากหน้าจอเรือนไมล์ที่ให้มาแบบ TFT จอสี ขนาด 5 นิ้ว ที่บอกสถานะทุกอย่างของตัวรถไว้อยู่แล้ว ยังมีในส่วนของ Honda Roadsync ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนติดรถมาให้จากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ระบบนำทาง ฟังเพลง ส่งข้อความ พยากรณ์อากาศ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานเลือกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มควบคุม 4 ทิศทางใหม่ รองรับทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS ฟีลลิ่งการขับขี่ในสนาม มุมมองแรกเลยจากตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะครั้งแรกก็ว้าวกว่านี้กับการเปิดตัวที่งาน EICMA 2023 สะกดสายตาคนทั้งโลกแล้ว สำหรับการกลับมาของ CBR500R 2024 แต่ก็รู้สึกว้าวกับดีไซน์นี้อยู่ดี เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความบึกขึ้น มีวิงเล็ตเหมือนกับรุ่นพี่ระดับซูเปอร์ไบค์ อย่าง CBR1000RR-R ถือว่าได้ฟีลสปอร์ตที่ชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น ท่านั่งการขับขี่ สำหรับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง CBR500R ให้อารมณ์ท่านั่งกึ่งสปอร์ต ไม่ได้ก้มตัวจนมากเกินไป สืบเนื่องมาจากแฮนด์จับโช้คมีการยกขึ้นมาสูงกว่าระดับแผงคอนิดหน่อยและตำแหน่งการวางเท้าที่ไม่ชันเข่ามากเท่าไร โดยรวมท่านั่งการขับขี่จะตอบโจทย์ให้สำหรับการใช้งานในเมือง แต่คราวนี้เอามาขี่ในสนามก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สามารถขับขี่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะแบนโค้ง หรือหมอบทางตรง ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรเท่าไรนัก เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ 2

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท ต่อกระแสความฮิตต่อเนื่องกับแบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่าง Lambretta ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโมเดล X300 SR Monochrome คอลเลกชันใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางค่ายเองก็ได้ทำการจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวโมเดล Lambretta X200 โฉมพิกัดใหม่เอาใจสาย New Entry พร้อมที่จะพาเข้าด้อมเหล่า Lambrettista ในสไตล์สุดชิค โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ก่อนอื่นเลยสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับความเป็นมาของ Lambretta แล้วหล่ะก็ ขอพาย้อนคร่าว ๆ กันซักนิด สำหรับต้นกำเนิดของแบรนด์นั้นเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1947 โดยคุณ Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในสมัยนั้น แต่ด้วยผลพวงความเสียหายจากการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้คุณ Ferdinando เกิดไอเดียที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซค์จากซากเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ จนก่อกำเนิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์แลมเบรตต้าที่เห็นกันในทุกวันนี้ สำหรับโมเดล Lambretta X200 ถือเป็นพิกัดใหม่ที่จะเข้าเสริมทัพในตระกูล X-Series เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายแห่งความสปอร์ต ผสมผสานกับความคลาสสิกระดับพรีเมียม ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I Know What I Want” บ่งบอกถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไร ก็จัดไปให้สุด ดีไซน์เอกลักษณ์ ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์ของโมเดลรุ่นนี้ เริ่มจากมิติตัวรถที่ใช้โครงสร้างตัวแบบ Low&Long โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลในยุคบุกเบิก รวมถึงสัดส่วนของการออกแบบตัวเฟรมที่ดูมีความโฉบเฉี่ยวผสมผสานกับความคลาสสิกอีกด้วย สำหรับรายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ของตัวรถ เริ่มจากด้านหน้ากับไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงบิลด์อินต์สัญลักษณ์แบรนด์เข้าไว้เข้าในตัวโคมไฟ ดูสวยงาม ต่อด้วยในส่วนของบังลมด้านหน้าที่มีการติดตั้งตัวเพลทสำหรับชื่อรุ่นทางฝั่งซ้ายให้คนมองไม่สับสน ส่วนฝั่งขวาจะเป็นในส่วนโลโก้แบรนด์ รวมถึงแบดจ์พิเศษของทางค่ายติดมาให้อีกด้วย ด้านหน้า ด้านหลัง นอกจากนี้ ทางค่ายยังประดับเพลทที่มีตราของผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริเวณไทหน้า รวมถึง แถบลายธงชาติอิตาลีให้ดูโดดเด่น ดูมีสไตล์ของความเป็นรถอิตาเลียนแท้ ๆ ส่วนไฟเลี้ยวบิลด์อินต์เข้าไปในบังลมดูเรียบหรูเพิ่มขึ้น รวมถึงไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์รูปทรงคริสตัล 7 แท่งเป็นเอกลักษณ์แบบ X Series ออกแบบมาอย่างสวยงาม ประกับคอนโทรลซ้าย ประกับคอนโทรลขวา ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟเลี้ยวและแตรติดมาให้ ส่วนฝั่งขวาจะพบไฟฮาซาร์ดหรือไฟฉุกเฉิน สวิตช์โหมดคอนโทรล รวมถึงปุ่มสตาร์ทรถ มาด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ดีไซน์สวยงาม และจุดสังเกตที่ใต้ตัวเรือนไมล์จะพบกับเพลทอักษรตัว X ประดับไว้ ดูมีความพรีเมียมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่องลงมาจะพบกับสวิตช์ควบคุมรถแบบ SmartKey ที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิดเบาะใต้รถและล็อกคอรถ ช่องระบายอากาศแบบครีบฉลาม และเพลทด้านซ้ายที่กำกับลายเซ็นต์ของคุณ Ferdinando Innocenti บ่งบอกถึงความใส่ใจ ความพิถีพิถันในการออกแบบจากทางค่ายอีกด้วย ฟุตเพลท ติดแผ่นยางกัน เบาะชิ้นเดียวตัดเย็บสวยงาม พร้อมปักโลโก้แลมเบรตต้า นอกจากนี้ ฟุตเพลทหรือที่พักเท้าออกแบบมาให้มีขนาดกว้างพร้อมติดแผ่นยางกันลื่น รวมถึงประดับพิมพ์บนแผ่นยางให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยของเบาะแบบชิ้นเดียว ดีไซน์โดดเด่น พร้อมปาดเว้าด้านข้างออกมาได้สวยงาม รวมทั้งมีการไล่ตะเข็บเป็นชั้น ๆ เพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีก และจุดที่น่าสนใจ กับลายปักโลโก้แลมเบรตต้าด้วยด้ายสีเทา เพิ่มความเข้ม เท่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้เลยไม่น้อย ด้วยลวดลายสติ๊กเกอร์ บนตัวเฟรมที่ดีไซน์ออกแบบมาใหม่ โดยมีการเล่นสีให้ดูแตกต่างมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่ารุ่นนี้แหล่ะ X200 อย่างแน่นอน บ่งบอกถึงความเป็นรถอิตาเลียนอย่างแท้จริง รวมถึงกิมมิกจุดเล็กน้อย ๆ ทั้งมือจับคนซ้อนบริเวณใต้เบาะด้านหลัง ที่แขวนของอเนกประสงค์ติดมาให้ใช้งานอีกด้วย รวมถึงการใช้เส้นสายสีดำตัดไล่ตามขอบคิ้วส่วนต่าง ๆ ของตัวรถทั้งครอบไฟหน้า ชุดกระจก ชุดโช้คอัพ แคร้งข้าง ที่ให้อารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และอีกจุดที่น่าสนใจ สำหรับสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์ตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถรอบคัน หากพูดไปก็คงไม่หมด ไปชมภาพกันดีเลยดีกว่า โดยรวมการออกแบบของโมเดลรุ่นนี้ ค่อนข้างเสมือนกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง X300 เพราะด้วยการใช้โครงสร้าง ตัวเฟรมบอดี้ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกันเกือบทุกจุด แต่จะแตกต่างเพียงจุดเล็กน้อย ๆ ที่ออกแบบเพิ่มเสริมความหล่อไปอีกขั้นเฉพาะรุ่นนี้ โดยเราสามารถสังเกตได้ที่เพลทด้านหน้า และสติ๊กเกอร์ด้านข้างนั่นเอง เครื่องยนต์ LSP ตอบโจทย์สาย New Entry สำหรับเจ้า X200 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนติดตั้งเพิ่มมาให้อีก 2 ตัว และใช้ระบบจ่ายน้ำแบบหัวฉีด

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู วันนี้เราได้ภารกิจ ทดสอบ Grand Filano Hybrid ว่าจะประหยัดน้ำมันแค่ไหน สมกับที่คุยไว้หรือเปล่า งานนี้เราก็จะเลยไปเที่ยวเมืองเหน่อกัน โดยมีโจทย์ว่าใช้น้ำมันแค่ถังเดียวเท่านั้น ไปกลับได้มั้ย จะรอดหรือเปล่า ไปติดตามกันครับ เราเริ่มเดินทางจากกรุงเทพ จุดเริ่มต้นของเรา ตั้งต้นกันที่ปั๊มน้ำมันปตท. วิภาวดีรังสิต ที่อยู่บริเวณกระทรวงพลังงานเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เต็มถังก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้น้ำมันและอัตราสิ้นเปลืองที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งจุดหมายปลายทางของเราไว้ที่อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเราวัดกิโลเมตรจาก Google Map ไป-กลับ กินระยะทางโดยประมาณ 200 กิโลเมตร และเราก็คิดว่า แกรนด์ฟิลาโน่ไฮบริด ใช้ความเร็วขับขี่ใช้งานแบบปกติ จะสามารถไปกลับได้ เราก็เลยอยากจะชาเลนจ์กันดูหน่อยว่า 1 ถัง ไปกลับได้ไหม มาลุ้นกันหน่อย เราเริ่มเดินทางรีเซ็ตทริปที่หน้าจอเรือนไมล์ TFT สุดสวยและมองเห็นได้ชัดเจนของเจ้าแกรนด์คันนี้ไว้ที่ 0 กิโลเมตรเพื่อบันทึกระยะทาง แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าถนนวิภาวดี ตัดเข้าแคราย แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เป็นเส้นทางที่ตรงมาก ทำให้คันเร่งของเราตึงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเหลือบมองหน้าเรือนไมล์ท็อปสปีดสูงสุดได้ถึง 111 กิโลเมตร/ชั่วโมง (สำหรับตัวผมที่ตัวใหญ่หน่อย คนอื่นก็น่าจะไปได้มากกว่านี้) ซึ่งนั่นกลายเป็นปัญหาแรก ที่เราเจอ คือ เห็นทางตรงยาว ๆ แล้วอดใจไม่ได้บิดหมดปลอก ทำให้เราสูญเสียน้ำมันมากขึ้น แต่ก็คือสภาพความเป็นจริง เผื่อใครอยากออกทริป เราก็จะพิสูจน์ให้ตรงนี้เลยว่าคันนี้ รุ่นนี้ไปได้จริง ๆ มั้ย ซึ่งเมื่อเราเดินทางมาถึง อุทยานมังกรสวรรค์แล้วเรียบร้อย ระยะทางที่วิ่งมาได้จากหน้าไมล์บอกเราว่าคือ 102 กิโลเมตร และเกจน้ำมันลงมาอยู่ที่ครึ่งถัง แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น เรายังต้องเดินทางกลับกันต่อ… ทั้งนี้สุพรรณบุรีเป็นอีก 1 จังหวัดที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด อุทยาน บึงฉวาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ระยะทางก็ไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานมากถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น วันเดย์ทริปง่าย ๆ ของชาวไบค์เกอร์ที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดนี้ อยากให้มาลองเที่ยวที่นี้กันดู บ่ายแล้วกลับดีกว่า ซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ไปคนละ 2-3 ชาม อิ่มได้ที่ก็พร้อมตั้งตัวเตรียมกลับกรุงเทพก่อนฝนตก ท้องฟ้าเริ่มมืดมัว เสี่ยงจะต้องตากฝน เดี๋ยวจะพาลทำให้ภารกิจไม่สำเร็จเอาในวันนี้ จึงเริ่มเดินทางกลับ แต่ขากลับเราขับด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าขามา ยืนพื้นอยู่ที่ 80 – 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหลือบมองหน้าจอเรือนไมล์ TFT แสดงอัตราบริโภคน้ำมันแบบเรียลไทม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูง่าย เด่นดี บิดเท่าไรกินเท่านั้น ถือว่าทำให้เรามองและสามารถคาดคะเนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้แบบคร่าว ๆ ได้ทันที เส้นทางขากลับเรายังคงเป็นทางเดิม คือวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 304 บางบัวทอง ตัดเข้าเส้นกรุงเทพ-นนท์ และวิ่งเข้ารัชโยธิน วิภาวดีรังสิต ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร กรุงเทพ – สุพรรณบุรี – กรุงเทพ แบบวันเดย์ทริป น้ำมันยังเหลือในถัง ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ดี แต่จะดีไปกว่านั้น เราลองเติมน้ำมันเต็มถังใน ปั๊มเดิม หัวจ่ายเดิม เติมให้หัวจ่ายตัดพอ ผลสรุปการเดินทางครั้งนี้ เราใช้น้ำมันในการเดินทางไปทั้งหมด 3.967 ลิตร คิดเป็นเงินทั้งหมด 150 บาท เท่ากับว่า 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 53.5 กิโลเมตร ถือว่าใช้งานออกทริปก็ประหยัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถือว่าเครื่องบลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซีให้สมรรถเยี่ยมจริง ๆ ทางเคลมมาว่า 62.5 กม./ลิตร แต่เราเอามายิงยาว ๆ ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็มีองค์ประกอบมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเปลี่ยนไป น้ำหนักผู้ขับขี่ การเดินคันเร่ง สภาพอากาศ สภาพถนน ก็อาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้เราได้ทดสอบกันแบบใช้งานจริง ก็ทำให้รู้ว่า New Grand Filano Hybrid ไปกลับสุพรรณบุรีได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ถึงแม้จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กที่มีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้งานในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ออกทริปเดินทางได้อย่างสบาย ๆ วางแผนดี ๆ เที่ยวได้สบายแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop &

รีวิว Honda XL750 Transalp แอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดกลางของทางค่ายและ CB750 Hornet เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางที่มาสืบสานตำนาน

รีวิว Solar Proud 125 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ไม้เดียวได้สบาย ๆ !! ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการทดสอบ รีวิว Solar Proud 125 จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทางรวม 700 กว่ากิโลเมตรแบบไม้เดียว ทั้งคนทั้งรถ ไม่มีสับเปลี่ยนกลางทาง ถือว่าเป็นการทดสอบรถครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองด้วยที่ได้มีโอกาส ขับขี่ทดสอบรถบ้าน ๆ ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันขนาด 125 ซีซี แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะดูย้อนแย้งกับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่จะได้ทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก และจับฟีลลิ่งไปพร้อม ๆ กันด้วยระยะทางการพิสูจน์เจ็ดร้อยกว่ากิโล สำหรับทริปทดสอบครั้งนี้ ยังมี อีก 2 รุ่น 2 สื่อ ที่ได้ร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย พี่เก่ง MotoMotion ได้ขับขี่ในรุ่น Solar Groove URBAN 125 และ จูน นักเลงมอเตอร์ไซค์ ขับขี่ในรุ่น Solar Groove CROSS 125 ซึ่งมีพิกัดเครื่องยนต์เดียวกันแต่จะแตกต่างกันที่สไตล์ของตัวรถเท่านั้น จุดเริ่มต้น เราเริ่มต้นออกเดินทางกันที่ถนนพระราม 9 มุ่งหน้าวิภาวดี โดยรถคันที่ผมขับขี่อยู่นั้น มันวิ่งมาแค่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นรถใหม่ 0 โลที่เพิ่งจะประกอบเสร็จจากโรงงานมาให้เราได้ทดสอบกันเลย การขับขี่ในเมืองไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวรถมีความคล่องตัว เล็กเหมือนรถบ้านทั่ว ๆ ไป ขับขี่ใช้งานง่าย ถูกจริตคนใช้งานอยู่แล้ว เราเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออกชานเมืองรังสิตมุ่งหน้าอยุธยา เส้นทางสายเอเชียมุ่งสู่ภาคเหนือ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักเส้นทางกันดีอยู่แล้ว พูดถึงน้ำมัน 1 ถัง ขนาดบรรจุเต็มถัง 3.5 ลิตร คันนี้สามารถวิ่งได้อยู่ที่ประมาณ 100 – 120 กิโลเมตร ในความเร็วแบบเต็มพิกัด ยืนพื้นหมดปลอกตลอดทางที่ความเร็ว 100 – 105 กม./ชม. คำนวณอัตราสิ้นเปลืองก็จะประมาณ 33 กิโลเมตร/ลิตร (แบบใส่หมดปลอกนะ ถ้าขับขี่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะได้เห็นตัวเลขที่ดีกว่านี้แน่นอน) โดยน้ำมันถังแรกเรามาหมดแถว ๆ จังหวัดอ่างทอง เส้นทางตรงยาวตลอดทาง มีสภาพอากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทาง แต่เพราะเวลาของเรามีจำกัด หากเราจอดหลบฝน เราจะถึงเชียงใหม่มืด ดังนั้นเราจึงหยุดไม่ได้ ต้องลุยฝ่ากันไป เส้นทางเป็นทางตรงยาวมุ่งหน้านครสวรรค์ ผ่านสะพานเดชา ตัวรถที่ผมขับก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมเครื่องยนต์ตัวนี้จริง ๆ ที่แบกภาระทั้งหมดไว้ในการเดินทาง ทั้งน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ เส้นทางสภาพถนน สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก เครื่องยนต์ถูกเค้นด้วยการบิดคันเร่งค้างมาตลอด แทบไม่มีผ่อน แต่ก็ไม่มีกำลังตก แม้เครื่องจะเป็นการจ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ซึ่งทางเราคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เต็มที่แล้วที่จะทำได้ เราแวะเติมน้ำมันทุก ๆ 120 กิโลเมตร เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางคงจะลำบากแน่ ๆ และเมื่อมองหน้าจอเรือนไมล์ก็เห็นมันเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราขับมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เส้นทางเริ่มมีทางชัน โค้งไฮสปีด ช่วงล่างคันนี้กับความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังถือว่ารองรับได้เป็นอย่างดี อาจจะด้วยที่เป็นล้อแม็กด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินทางหายห่วง บททดสอบ ฟ้าเริ่มมืดลงตอนที่เราเดินทางมาถึงเส้นขุนตาล เส้นทางที่ใครเดินทางจากภาคกลางมาเชียงใหม่ต้องผ่านเส้นนี้ ที่นี่ขึ้นชื่อทางโค้งต่อเนื่อง ลื่น และมืด เราเจออย่างที่บอกทั้งหมดเลย เพราะเส้นทางมืดลง แถมฝนตกด้วย เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้าของตัวรถที่เป็นไฟ LED และ ต้องการความสว่างจากรถที่ใช้ถนนร่วมกันรวมไปถึงความเร็วที่อยู่บนทางหลวงต้องได้ด้วย ทุกอย่างทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ฟีลลิ่งตอนนั้นเราฝากไว้ที่ตัวเราและตัวรถทั้งหมดเลย ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบเบรก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้งาน เมื่อต้องการ และเราก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ เราเหลืออีกไม่ถึง 100 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงใหม่แล้ว เส้นชัย ในที่สุดเรามาถึงร้านที่เราตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในวันแรกเรียบร้อย กับการเดินทาง 726 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการทดสอบความอึด ถึก ทน ของตัวรถได้เป็นอย่างดี พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือแม้กระทั่งผู้ขับขี่ที่ต้องเจอสถานการณ์อะไรมากมายในการเดินทางไกลครั้งนี้ เช้าวันถัดมาเรามีไปต่อกันอีกเล็กน้อย

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ ฟีลลิ่งการขับขี่ ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

รีวิว Xmax 300 2023 ทรงดี จอสี มีระบบนำทาง..!! เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจที่ดีขึ้น เรามา รีวิว Xmax 300 2023 สกู๊ตเตอร์ไซส์กลางโฉมใหม่ล่าสุด จากทาง ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ ที่นำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีในท้องตลาด การทดสอบครั้งนี้เรามาลองแบบใช้งานในเมืองใช้งานในชีวิตประจำวันกันบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ลองอ่านกันดู… อย่างที่เรารู้กัน Xmax 300 ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้นปาก หรือชื่อทางการ Xmax Connected นั้นเป็นรถนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย และมีจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์กลางที่น่าใช้ เฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์ มีความคล่องตัว และมีความอเนกประสงค์ เลยเป็นที่มาของคำว่าสกู๊ตเตอร์ยอดฮิต สำหรับโมเดลนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมแบบชุดใหญ่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์มาใหม่ทั้งหมด เพิ่มความสปอร์ตให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมมากขึ้น ตั้งแต่หัวจรดท้ายรถ พร้อมเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์รุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย รูปลักษณ์ใหม่ ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย ออกแบบแฟริ่งด้านหน้าใหม่พร้อมดีไซน์ไฟหน้าไฟท้ายที่มีลักษณะคล้ายตัว X ตามชื่อรุ่น มีการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวบิ้ลต์อินในแฟริ่งขึ้นมาอยู่ด้านข้างชิลด์บังลมหน้า และ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ช่วงคอนโซลตัวรถ กาบแฟริ่งด้านซ้ายขวามีการออกแบบเส้นสายใหม่ทั้งหมด ทำให้ตัวรถมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ดูสปอร์ตและหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม จอใหม่แบบ Double Display พูดถึงหน้าจอใหม่แบบดับเบิลดิสก์เพลย์เยอะหน่อย เพราะถือจุดเด่นของรุ่นนี้เลย ซึ่งทางค่ายจัด หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้วมาให้เป็นหน้าจอหลัก เคียงคู่ไปกับหน้าจอเสริมแบบดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว ซึ่งหน้าจอสีนี้จัดได้ว่าเป็นทีเด็ด เพราะว่ามีการเปลี่ยนใหม่จากโฉมก่อนหน้านี้แบบสิ้นเชิง ให้มุมมองและประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหรา เด่นที่สุดในคลาสก็ว่าได้ สามารถที่จะแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบถ้วน เมนูต่าง ๆ ที่แสดงขึ้นบนจอ มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถปรับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้บนประกับทางด้านซ้ายมือ ใช้งานง่ายสะดวก ไม่ซับซ้อน เรียกว่า “เด่น” ไม่เหมือนใครแน่นอนในส่วนนี้ เครื่องยนต์ Blue Core Euro5 เครื่องยนต์ 1 สูบ 292 ซีซี ลูกสูบ 70 มิลลิเมตร ระยะชักของก้านสูบ 75.9 มิลลิเมตร จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลคุณสมบัติพิเศษเฉพาะรถยามาฮ่าเท่านั้น เบากว่า ลื่นกว่า ทั้งยังแข็งแรงและทนทานอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 27 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน ออโตเมติก คลัตช์แห้งในห้องแคร้งสายพาน ถือว่าเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดิมจากโฉมก่อนหน้านี้ แต่ยังคงเป็นที่ยอมรับของความแรงและความทนทาน การันตีได้จากยอดขายจนถึงทุกวันนี้ ช่วงล่างมั่นใจได้ เบรกมีการปรับมาใหม่ จากโมเดลก่อนหน้านี้ ฟีลลิ่งการกำเบรกได้นุ่มนวลดีขึ้นกว่าเดิม พื้นฐานเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 267 มิลลิเมตร เบรกหลังดิสก์เบรกเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 245 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรก ABS อิสระ 2 ชาแนล ต่อกันที่ระบบกันสะเทือน โช้คอัพด้านหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิด ขนาดแกน 33 มิลลิเมตร ให้ระยะยุบ 110 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง สามารถปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ ให้ระยะยุบ 79 มิลลิเมตร ส่วนล้ออัลลอยหน้าให้มา 15 นิ้ว ล้อหลังให้มา 14 นิ้ว เป็นแบบทูบเลสไร้ยางใน สำหรับช่วงล่างที่ให้มาถือว่าฝากผีฝากไข้ได้แน่นอน ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับใช้ในงานในชีวิตประจำวัน เทคโนโยลีล้ำสุดในคลาส หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT + LCD ถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก ๆ เพราะใส่ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ มาเพียบเลย ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์คนรุ่นใหม่ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ทุกวัยเลย เพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้มา เพียบพร้อมในหลายรูปแบบการใช้งาน เริ่มจากเมนูบนหน้าจอเรือนไมล์กันก่อนเลย – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธ) – แสดงข้อความ Text Message (รวม