SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอเตอร์ไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ

รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ตัวจบสุดเท่ เทคโนโลยีเต็มระบบ ข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์ หากท่านใดที่สนใจกำลังมองหารองเท้าสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ ไว้ซักคู่แล้วหล่ะก็ ลองมาดูรองเท้าสุดเฟี้ยวรุ่นนี้กันก่อน สำหรับครั้งนี้เองพวกเราทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมา รีวิวรองเท้า TCX Infinity 3 Mid ที่ถือว่าเป็นรองเท้าที่แอดมินใช้งานเองและน่าสนใจเลยไม่น้อย เราไปดูกันดีกว่าว่าจะมีลูกเล่นอะไรบ้าง ดีไซน์สุดเท่ มีลูกเล่นให้ใช้งาน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่จัดอยู่ในประเภทรองเท้าหุ้มครึ่งแข้ง และมีการดีไซน์แบ่งสัดส่วนชั้นเลเยอร์ต่าง ๆ ออกมาให้มีความกระชับ ไล่รอยตะเข็บเย็บออกมาดูสมส่วน ไม่เทอะทะ โดยมีส่วนประกอบทั้งเนื้อผ้าและหนังที่ออกแบบเป็นพิเศษพร้อมลวดลายต่าง ๆ ที่เสริมคาแรคเตอร์ของความเป็นรองเท้าแฟชัน ซึ่งนอกจากจะใส่ขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว ยังสามารถใส่เดินเล่นชิล ๆ ในห้างหรือตามท้องถนนได้อีกด้วย ต่อด้วยการแฝงลูกเล่นที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัย สำหรับการการดึงกระชับตัวรองเท้าด้วยตัวสลิงที่สามารถใช้งานง่าย เพียงใช้มือหมุนปรับตามถนัดได้เลย รวมไปถึงตีนตุ๊กแกสำหรับเปิด-ปิดรองเท้าที่เสริมความกระชับในขณะสวมใส่เพิ่มไปอีกขั้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำ T-DRY Water Proof นอกจากนี้อย่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีกันน้ำด้วย T-DRY Water Proof ที่มีชั้นเลเยอร์ที่ป้องกันน้ำเข้า ไม่ว่าจะขี่ลุยน้ำ ลุยฝน ลุยทรายหรือลุยหิมะก็ตาม โดยส่วนตัวที่ได้ไปทดสอบขับขี่รถที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเจอสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างกัน บางวันก็เรียกได้ว่าขับขี่ลุยฝนทั้งวันเลยทีเดียว แต่รับรองว่าตัวรองเท้าไม่นั้นเปียกเลย อาจจะเพราะด้วยชุดที่ขับขี่ที่ปกคลุมรองเท้า ต้องบอกว่ากันน้ำได้ดี พร้อมการันตีจากการใช้งานจริง ๆ  ลุยสนุกขึ้นด้วยพื้นรองเท้า Groundtrax®  นอกจากเรื่องความกระชับและเทคโนโลยีกันน้ำของตัวรองเท้าแล้ว  อีกหนึ่งอย่างเลยที่อยากจะบอกก็คือ เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Groundtrax® ซึ่งเป็นพื้นรองเท้าที่มีการดีไซน์พื้นผิวโดยมีทั้งร่องเล็กและร่องใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในสไตล์ทัวริ่งที่อาจจะต้องยืนขับขี่ ซึ่งพื้นรองเท้าจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการเตะงัดเกียร์ขึ้น-ลงในจังหวะต่าง ๆ นอกจากนี้ดอกยางมีการดีไซน์ให้สามารถคลายตัวของหิน ดิน และโคลนอะไรต่าง ๆ ได้ดี ในการขับขี่ลุยทางฝุ่น ซึ่งเรียกได้ว่ามีฟังก์ชันที่รองรับการขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นนั้นเอง  ซับแรงกระแทก & ระบายความชื้นด้วยแผ่น Ortholite  อีกหนึ่งอย่างที่จะกล่าวถึงนั่นก็คือแผ่น Ortholite ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาพิเศษ พร้อมการันตีการยุบตัวไม่เกิน 5 % ของพื้นผิว เท่ากับว่าคุณใส่รองเท้าแล้วยุบตัวเนี่ย ไม่เกิน 5% แน่นอน รวมไปถึงพื้นผิวของ Ortholite ยังมีส่วนในเรื่องของการระบายความชื้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของกลิ่นเท้าได้ดียิ่งขึ้น  แน่นอนคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สวมใส่ง่าย มีความนุ่มนวล รวมทั้งจุดต่าง ๆ ของรองเท้าที่มีการตัดเย็บ การดีไซน์ที่ช่วยรองรับสรีระของเท้าได้ดี รวมไปถึงการเซฟในส่วนของเอ็นร้อยหวายที่ข้อเท้า ตัวเตะเกียร์ พื้นผิวรองเท้า เป็นต้น  สำหรับส่วนตัวที่ได้ลองใช้งานไปแล้วกับรถในหลากหลายคาแรคเตอร์ทั้งทัวริ่งไบค์ เน็กเก็ดไบค์ สปอร์ตไบค์และสกู๊ตเตอร์ บอกได้เลยว่ามิติและสไตล์ตัวรถเนี่ย ไม่มีผลกับรองเท้ารุ่นนี้ สามารถใส่ขี่รถได้หมดเลย ใส่เดินแล้วนุ่มนวล และไม่กัดเท้าเพราะมีแผ่นยางรองรับบริเวณส้นเท้านั่นเอง ก็เหมาะสมแล้วรู้สึกใส่ง่ายมาก ๆ  โดยเจ้าอินฟินิตี้ 3 รุ่นนี้มีจำหน่ายถึง 2 สีด้วยกันกับสีดำและสีเขียว เปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,900 บาท ถือว่ามีคุณสมบัติครบเหมาะสมกับการใช้งานทั้งฟังก์ชัน ดีไซน์และเทคโนโลยีเซฟตี้ที่ให้มา นับเป็นความคุ้มค่าแถมยังใส่ได้หลากหลายสไตล์ตามความถนัดของผู้ขับขี่อีกด้วย โดยสามารถรับชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์

รีวิว Revit Flare 2 Jacket ตัวจบสุดเท่ ใส่ได้หลายสไตล์ หลังจากทำบทความรีวิวรถมากันหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและมีแฟนเพจทักมาถามต่อเนื่องกับแจ็กเก็ตตัวโปรดสุดเท่ที่ทีมงาน SuperBike Thailand ต่างไว้วางใจและใช้งานเป็นประจำ ซึ่งนอกจากลวดลายที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่กล้ารับประกันว่าสวมใส่แล้วอุ่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สำหรับไบค์เกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาเสื้อแจ็กเก็ตขับขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล่ะก็ ครั้งนี้พวกเราและทีมก็ได้รับโอกาสจากร้าน Panda Rider มาแนะนำและ รีวิว Revit Flare 2 Jacket ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่าไบค์เกอร์หลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวพาไปดูกันว่าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีเทกเจอร์ลวดลายและฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง ลวดลายกราฟิกสุดเท่ ในส่วนแรกนั้นก็คือลวดลายกราฟิกของตัวแจ็กเก็ต มาพร้อมเฉดสีที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไป โดยแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีไซส์ขนาดตั้งแต่ไซส์ S ไปจนถึง 3XL และให้เลือกถึง 3 สีด้วยกันได้แก่ สีเขียวเข้ม (Dark Green), สีเขียวอ่อน (Light Green) และสีเทาเข้ม (Black Grey)  สวมใส่สบาย และแน่นอนเจ้า Flare 2 ยังมาพร้อมกับ Race Fit ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่บนท้องถนนแถม ยังสวมใส่สบาย ฟิตกระชับไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป โดยตัวเสื้อมีการไล่ตะเข็บ เย็บออกมาอย่างสวยงาม สามารถขยับสรีระส่วนต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย รวมถึงมีฮู้ดกันลมและซิบด้านหน้าสำหรับเก็บของเล็กน้อย เหมาะกับการนำมาใส่ขี่ออกทริปท่องเที่ยว อีกทั้งยังเสริมความเท่ให้กับผู้ขับขี่ หล่อขึ้นกว่าเดิมไปอีกเท่า  ปลอดภัยอีกขั้น ด้วยวัสดุที่ได้มาตรฐาน นอกจากลวดลายกราฟิกสุดจ๊าบไปแล้ว ยังมี The waterproof hydratex®|G-liner ที่กันน้ำและช่วยให้ระบายอากาศได้ดี มาพร้อมกับเนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ 600D ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทนทานต่อแรงขีดข่วนและเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม  นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Logo แบบสะท้อนแสง การ์ด Knox® CE Protection บริเวณไหล่และข้อศอก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าหากผู้ขับขี่ต้องการความเซฟตี้มากขึ้นทางแบรนด์มีอุปกรณ์เสริมอย่างการ์ดหลังรุ่น SEESoft ที่ผ่านมาตรฐาน CE-level 2 ให้เลือกซื้ออีกด้วย อุ่นใจอีกเท่า ด้วยเลเยอร์ด้านใน รวมถึงยังมีลูกเล่นเลเยอร์กับเสื้อซับในแบบถอดได้ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นในขณะขับขี่ ในสภาพอากาศหนาวเย็น เพียงแค่นำมาเชื่อมกับซิปด้านในของตัวแจ็กเก็ตแล้วสวมใส่ได้เลย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิมมิกพิเศษที่ทางแบรนด์ได้ใส่ใจในจุดนี้ เหมาะสำหรับการขับขี่ในช่วงหน้าหนาว แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ส่วนใหญ่บ้านเราคงไม่ได้ใช้กันเพราะอากาศประเทศไทยมีแต่ร้อนกับร้อนมาก (ฮ่าๆ) หมดปัญหาเรื่องความร้อน หมดปัญหาเรื่องความร้อนในขณะสวมใส่ไปได้เลย เพราะเจ้าแจ็กเก็ตรุ่นนี้มีแผ่นระบายความร้อนสามารถถอดออกได้ รูระบายอากาศ 12 รู และซิปบริเวณแขนเสื้อที่ช่วยระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ราคาเอื้อมถึงง่าย สำหรับเจ้า Flare 2 เปิดจำหน่ายในราคาเพียง 9,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เอื้อมถึงง่ายและไม่แพงจนเกินไป สำหรับใครที่กำลังมองหาแจ็กเก็ตลายเท่ ๆ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบเต็มขั้น เหมาะกับการใส่ขี่ออกทริปต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นไบค์เกอร์สายสกู๊ตเตอร์ หรือสายบิ๊กไบค์ก็สามารถเอามาใส่หล่อ ๆ ได้ พร้อมรับรองว่าไม่เขอะเขินอย่างแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูหรือลองสวมใส่สินค้าตัวจริงได้ที่ร้าน Panda Rider ทั้งสาขาเกษตรนวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ หรือจับจองผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซค์ของ Panda Rider คลิ๊กที่นี่ พร้อมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ

รีวิว CB650R E-Clutch ขี่ง่าย สบายบรื๋อ อีกหนึ่งโมเดลกับสายเน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางจากค่ายปีกนกที่ค่อนข้างถูกใจแอดมินเป็นพิเศษ และครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสร่วมทดสอบ รีวิว CB650R E-Clutch ในงาน Honda E-Clutch The World’s First Ride ครั้งแรกในโลก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หล่อเหล่า เหมือนรุ่นพี่ CB1000R โดยความน่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้ที่อยากจะควักเงินเปย์ให้ในทุก ๆ เดือนเพราะอะไรหน่ะ..รู้ไหม ก็เพราะว่ารูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับปรุงมาใหม่ที่ดูหล่อขึ้น ทั้งไฟหน้าทรงกลมที่มีไฟข้างในสองชั้น บวกกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลค์ตวัดเป็นวงกลมดูลงตัว และไฟท้ายแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว  นอกจากนี้ตัวเบาะที่มีการปรับรูปทรงมาใหม่ ช่องจ่ายไฟใต้เบาะ USB Type-C และมิติตัวรถทั้งตัวเฟรม ตัวบอดี้ สวิงอาร์ม ดูที่บึกบึนเหมือนโมเดลนายแบบส่งเข้าประกวดอะไรซะอย่างนั้น นอกจากนี้สิ่งที่ปรับมาใหม่ที่สำคัญก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลสมาร์ทโฟนผ่านแอปฟลิเคชัน Honda RoadSync ที่สามารถฟังเพลง รับโทรศัพท์ ข้อความ ระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง เรียกว่าครบครันสุด ๆ   รวมทั้ง ยังแสดงผลฟังก์ชันต่าง ๆ และปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบอีกด้วย และแน่นอนว่าตัวหน้าจอยังสามารถตัดแสง สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้เวลาขับขี่ในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย  พละกำลังสี่สูบเรียงพิกัด 650 ซีซี  สำหรับพละกำลังยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังล้อหลังติดตั้งมาพร้อมกับแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์  และความจุถังน้ำมันขนาด 15.4 ลิตร  มีระบบ E-Clutch พร้อมใช้งาน และแน่นอนว่านอกจากโมเดลสายสปอร์ตอย่างเจ้า CBR650R ทางค่ายยังติดตั้งระบบอี-คลัตช์มาในรุ่นเน็กเก็ดไบค์ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งส่วนประกอบของเจ้าอี-คลัตช์จะประกอบไปด้วย ควิกชิฟเตอร์และชุดคลัตช์ที่อยู่ทางด้านฝั่งขวาเครื่องยนต์ โดยภายในชุดคลัตช์จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์จำนวน 4 เฟือง ที่จะทำงานร่วมกับระบบคลัตช์ของเครื่องยนต์นั่นเอง  นอกจากนี้เจ้าระบบอี-คลัตช์ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องกำคลัตช์ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับไบค์เกอร์มือใหม่ที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์อีกด้วย  ช่วงล่างปรับแต่งได้ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง ซึ่งเริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 41 มม. รุ่น Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังจะใช้โช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับแต่งค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. ติดคาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 240 มม.พ่วงคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว ใส่ล้อและยางมาให้ขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 ตามลำดับ โดยน้ำหนักรวมของตัวรถอยู่ที่ 205 กก. มีเทคโนโลยีพร้อม สะดวกต่อการใช้งาน ในส่วนระบบเทคโนโลยีที่โดดเด่นอย่างแรกเลยก็คือหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ที่มาพร้อม Honda RoadSync เชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน ช่องชาร์จ USB Type C ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน  รวมทั้งเทคโนโลยีที่รองรับการขับขี่ทั้งระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็กชันคอนโทรล แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบไฟกระฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS) ระบบเบรก ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และควิกชิฟเตอร์ที่ทำงานร่วมกับระบบอี-คลัตช์นั่นเอง  ฟีลลิ่งการขับขี่  ในตอนนี้ก็ถึงคราวของการทดสอบเจ้า CB650R E-Clutch เน็กเก็ดไบค์ไซส์กลางในรุ่นอี-คลัตช์ ซึ่งก่อนทำการทดสอบและเห็นโฉมครั้งแรก มันทำให้นึกถึงเจ้า CB1000R รุ่นก่อนโฉมล่าสุด ด้วยหน้าตาและคาแรคเตอร์ที่คล้ายคลึงกันจนคิดว่าเป็นฝาแฝดกันซะงั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสารภาพกับผู้อ่านเลยนั่นก็คือเจ้า CB650R อี-คลัตช์รุ่นนี้ซึ่งนอกจากดีไซน์มาในแบบเน็กเก็ดไบค์อยู่แล้วอยากจะบอกตรง ๆ เลยว่ามันหล่อสำหรับแอดมินจริง ๆ  ทรงดี ขี่ง่าย คล่องตัว สำหรับเรื่องมิติตัวรถที่มีมาในส่วนของระบบอี-คลัตช์ ทำให้ตัวรถไม่ได้ดูใหญ่ไปจากเดิมเลย ส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่ขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ แต่ที่แอดมินชอบก็คือ การใช้สีทองแดงในส่วนฝาเสื้อสูบ ครอบเครื่องยนต์และครอบชุดคลัตช์ ที่ทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและสวยงาม ต่อมาในส่วนของท่านั่งขับขี่ ส่วนตัวแอดมีส่วนสูงอยู่ที่

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้

รีวิว CBR650R E-Clutch ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียง ที่ขี่ง่ายที่สุด ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้ทำการรีวิวทดสอบ CBR650R โฉมปี 2024 ที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ทีมงาน SuperBikeThailand ได้มาร่วมกิจกรรม Honda E-Clutch The World’s First Ride พร้อม รีวิว CBR650R E-Clutch คนแรก ครั้งแรกและกลุ่มแรกของโลกที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์  รูปลักษณ์โฉมใหม่ หล่อขึ้น  ก่อนเริ่มทำการทดสอบ แอดมินจะพามาชมโฉมเจ้าสปอร์ตสี่สูบเรียงรุ่นนี้กันก่อน เริ่มกันที่รูปลักษณ์ดีไซน์ที่มีการปรับมาใหม่ดูสปอร์ตและหล่อขึ้นทั้งเส้นสาย ลวดลายบนแฟริ่ง ไฟหน้า ไฟท้าย ถังน้ำมัน และตัวเบาะ เรียกได้ว่าเปลี่ยนลุคใหม่ไปจากเจ็นก่อนเลยทีเดียว  พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมหน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ที่มีการปรับปรุงแสดงผลให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนรูปการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และตัวหน้าจอยังตัดแสงสะท้อนที่ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยี Honda RoadSync ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกทั้ง รับโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลง ดูระบบนำทาง ระบบพยากรณ์อากาศ และระบบสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน  ประกับฝั่งขวา ประกับฝั่งซ้าย มาต่อกันในส่วนของประกับฝั่งซ้ายที่มีทั้งสวิตช์เปิด-ปิด แทร็กชันคอนโทรล ปุ่มสัญญาณแตร ไฟเลี้ยวและปุ่มคอนโทรลหน้าจอที่สามารถปรับเลื่อนได้ 4 ทิศทาง และยังมีกิมมิกลูกเล่นที่สามารถเปิดแสงส่องสว่างได้ในเวลากลางคืน ส่วนทางประกับฝั่งขวาจะพบกับปุ่มสตาร์ท ปุ่มสวิตช์ออฟรัน และไฟฮาสาทที่มีมาให้ ขุมพลังสปอร์ต  ในขณะที่ขุมพลังที่ใช้แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว ขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 94 แรงม้าที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ ทั้งยังมีการปรับองศาแคมป์ฝั่งไอดีและระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่กับระบบ E-Clutch อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีกับระบบ E-Clutch เทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ซึ่งระบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้นก็คือ ควิกชิฟเตอร์ และ ชุดคลัตช์ โดยชุดคลัตช์ชุดนี้จะมีมอเตอร์ 2 ตัว และเฟืองเกียร์ทั้งหมด 4 เกียร์ สำหรับเจ้าอี-คลัตช์ เป็นเทคโนโลยีที่ควบคุมระบบคลัตช์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องกำคลัตช์ ซึ่งระบบตัวนี้จะช่วยให้ขับขี่สะดวกสบายและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการใช้งานตั้งแต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไปจนถึงหยุดรถนั่นเอง  ช่วงล่างมาตรฐานจากโรงงาน โช้คหน้าหัวกลับรุ่น Showa SFF-BP ด้านหลังโช้คเดี่ยวปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ มาพูดถึงระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม.จาก Showa SFF-BP ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดแกน 14 มม. สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกแบบโพลทติ้งด้านหน้า พ่วงคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเม้าส์จาก Nissin ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นเดียวกัน และส่วนสุดท้ายกับล้ออลูมิเนียมหน้า-หลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลัง 180/55  เทคโนโลยีพร้อมใช้งาน  สำหรับเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ เริ่มด้วยระบบอำนวยความสะดวกในการขับขี่ทั้ง ระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน และพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ส่วนทางด้านระบบเสริมความปลอดภัยที่เริ่มด้วย HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control หรือในภาษาบ้านเรามักเรียกกันง่าย ๆ ก็คือระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ESS ต่อด้วยระบบเบรก ABS Dual Channel ที่เข้ามาช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทอสอบครั้งแรก กลุ่มแรก และคนแรกของโลก สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะถูกแบ่งเซกชันออกเป็น 2 ช่วงก็คือการขับขี่ในแทร็กสนามช้างฯ และการขับขี่บนทางดำ โดยในส่วนวันแรกจะเน้นการขับขี่ในแทร็กเป็นหลัก ซึ่งแบ่งกรุ๊ปขับขี่ออกเป็น 3 กลุ่มให้รีวิวแบบจัดหนัก จัดเต็ม เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้า CBR650R รุ่นอีคลัตช์จะตอบโจทย์เหล่าไบค์เกอร์ได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปลักษณ์ปรับใหม่ ถูกใจยิ่งนัก ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์ตัวรถที่มีการปรับลุคมาใหม่

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!!

รีวิว Triumph Scrambler 400X พิกัดนี้ ไซส์เล็ก น่าโดน..!! หลังจากที่ทดสอบเจ้า Speed 400 ไปแล้วก็ไม่รอช้า ลุยทำการทดสอบต่อเนื่องกับ รีวิว Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องเล็กจากค่ายผู้ดี โดยรอบนี้มีการเพิ่มรูททางฝุ่นให้ได้ลองรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน โมเดลน้องเล็ก ในตระกูลสแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ก็ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำหรับน้องเล็กในตระกูลสแครมเบลอร์จากทางค่าย ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่มีความเป็นเรโทรทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำพร้อมลวดลายกราฟิกแบบ Scrambler เบาะหนัง 2 ตอนและมือจับคนซ้อน รวมทั้งเฟรมถักและซับเฟรมท้ายที่ใช้ท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรุ่น 1200 ไฟทรงกลม LED ติดตั้งมาพร้อมการ์ดไฟหน้า การ์ดแฮนด์ รวมแฮนด์ ไฟ้ทาย LED พร้อมมือจับคนซ้อน เบาะแบบ 2 ตอน ปลายท่อคู่ทรงสแครมเบลอร์ รวมถึงที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 400 จึงทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโร้ด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ TR Series พิกัด 400 ซีซี ในส่วนของตัวเครื่องยนต์จะใช้บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 กับเครื่องยนต์รหัส TR Series สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Euro 5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมโดยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ซึ่งกำลังของเจ้าเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้แรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร  ช่วงล่างนุ่มนวล สำหรับระบบช่วงล่างที่มีการปรับระยะยุบให้มากกว่าโฉมของเจ้า Speed 400 เพื่อรองรับการขับขี่ทางฝุ่นมากยิ่งขึ้น ด้วยโช้คหน้าหัวกลับขนาดแกน 43 มม.ระยะยุบที่ 150 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยมีระยะยุบที่ 150 มม. เช่นเดียวกัน ด้านระบบเบรกกับดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 พอต ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 มีแทร็คชันคอนโทรล และ ABS สามาเปิด-ปิดได้ เหมาะกับสายลุย ปรับโหมดฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอ ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบฟีเจอร์ทั้งหน้าจออนาล็อก-ดิจิทัล USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถควบคุมการเปิด-ปิดได้ เมื่อต้องการใช้งาน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานอีกด้วย ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์สแครมเบลอร์ สำหรับเจ้าสแครมเบลอร์ 400X ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แอดมินได้มีโอกาสร่วมทดสอบในครั้งนี้ อย่างแรกเลยมิติรูปทรงของเจ้าสแครมเบลอร์ 400X จะมีขนาดที่สูงกว่า กว้างกว่าและยาวกว่าเจ้าสปีด 400 สำหรับท่านั่งขับขี่ เท้ายันถึงพื้นทั้งสองข้าง ถึงจะมีการปรับความสูงเบาะขึ้นมาจาก 790 มม.อยู่ที่ 835 มม. ซึ่งคนที่สูงมากกว่าแอดมิน (175 ซม.ขึ้นไป) ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่อย่างที่กล่าวไปในบทความรีวิวเจ้าสปีด 400 สำหรับคนที่ส่วนสูงซัก 165 ซม. อาจจะต้องใช้ทักษะการคร่อมรถซักเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่แตกต่างกับโฉมโมเดิร์นคลาสสิกมากนัก สำหรับตัวแฮนด์ที่ยกสูงแต่เมื่อลองขับขี่แล้วกลับรู้สึกว่าเจ้าโมเดลรุ่นนี้ ขี่สบาย แถมระยะแฮนด์ที่ทำให้มีความรู้สึกมั่นคง บวกกับตัวเบาะที่พอนั่งแล้วอาจจะดูสูงกว่ารุ่น 400 เล็กน้อย และยังมีขนาดกว้างที่ทำให้นั่งสบาย

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5  ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60  เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว  ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย  มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

รีวิว CBR650R 2024

รีวิว CBR650R 2024 ปรับเครื่องใหม่ ดีไซน์ซูเปอร์สปอร์ต วันนี้เราก็ได้มีโอกาสทดสอบโมเดลที่ไบค์เกอร์หลายคนจับตามอง ตั้งแต่เปิดตัวที่งาน EICMA 2023 เมืองมิลาน นั่นคือการ รีวิว CBR650R 2024 ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของดีไซน์ และเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามโมเดลที่ทาง SuperBike Thailand ได้ทดสอบยังเป็นตัว STD ยังไม่ใช่ตัว E-Clutch นะครับ ก็ขอให้แฟน ๆ อดใจรอกันอีกหน่อย ยังไงก็ต้องได้ทดสอบรีวิวกันแน่นอนครับ ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก ผมขอพูดถึงประวัติของโมเดลนี้กันสักหน่อย สำหรับโมเดล 4 สูบเรียง 650 ซีซี รหัสนี้เดิมทีนั้นมีมานานแล้ว โดยโมเดลแรกที่ถูกนำออกมาจำหน่ายทางท้องตลาด เริ่มขายเมื่อปี 2014 – 2017 ในชื่อรุ่น CBR650F ไปจนถึงปี 2019 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น CBR650R ตามความสปอร์ตที่มีมากยิ่งขึ้น และในปีนี้โมเดล 2024 ก็มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีเองก็ทันสมัย เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ช่วงล่างก็ถือว่าระดับเยี่ยม ทำให้รุ่นนี้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย และยังจะมีรุ่นพิเศษที่จะมาพร้อมเทคโนโลยี E-Clutch เพิ่มเข้ามา เพื่อให้มือใหม่สามารถขับขี่ได้ง่ายอีกด้วยครับ รูปลักษณ์ซูเปอร์สปอร์ต กลับมารอบนี้ดูหล่อขึ้นเป็นกองเลย แฟริ่งด้านหน้าดีไซน์มาใหม่ ไฟหน้าคู่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ยิ่งถ้ามองด้านหน้าตรง ๆ ก็จะยิ่งเหมือนกับ CBR1000RR เข้าไปกันใหญ่ ตรงนี้ละที่บอกว่า ดีไซน์มีความเป็นซูเปอร์สปอร์ตมากขึ้น โมเดลนี้ยังมีหน้าจอแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วติดตั้งมาให้อีกด้วย ทำให้บอกสถานะฟังก์ชั่นการทำงานของตัวรถได้ชัดเจน สำหรับภายนอกที่ปรับมาให้ ส่วนตัวรู้สึกว่าตัวรถมีความแน่นมากขึ้น ดูแล้วมั่นคง สปอร์ต เมื่อรวมกับโทนสีประจำของทางค่ายยิ่งทำให้ดูสปอร์ตขึ้นอีกเยอะเลย เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ตัวนี้เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว มีพิกัดอยู่ในคลาส 650 ซีซี จัดเป็นรถบิ๊กไบค์ขนาดกลางที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่แรงนะ มันมีความแรงที่ควบคุมได้ อีกทั้งยังตรงกับความนิยมของชาวไทย โดยในเจ็นฯ นี้มีการปรับเปลี่ยนองศาเพลาลูกเบี้ยวฝั่งไอดีมาใหม่ ทำให้วาล์วเปิดนานขึ้น ส่งผลให้ตัวรถมีกำลังแรงและขี่ได้สนุกมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับแมปปิ้งระบบจ่ายน้ำมันมาใหม่ ทำให้ตัวรถสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมมีระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้ช่วยทำให้การขับขี่สมู้ทนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ช่วงล่าง พร้อมจากโรงงาน พูดถึงระบบเบรกก่อนเลย ของที่ให้มาเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์แบบโฟลทติ้ง คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเม้าส์ ส่วนด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเช่นกัน ถัดมาในส่วนของโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Upside Down จาก Showa SFF-BP ขนาด 41 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังเดี่ยวขนาดแกน 14 มิลลิเมตร สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ 10 ระดับ และส่วนสุดท้ายนั้นก็คือตัวล้ออลูมิเนียมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าหลัง 17 นิ้ว มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลังขนาด 180/55-17 ตามลำดับ เทคโนโลยีมีให้พร้อม ที่โดดเด่นเลยก็คือระบบ HSTC หรือ Honda Selectable Torque Control เรียกกันแบบที่คุ้นเคยก็แทร็คชันคอนโทรลที่มาเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะรักษาสมดุลของตัวรถ เพิ่มการยึดเกาะของตัวล้อและยาง ทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้อย่างปลอดภัย ยังมีในส่วนของระบบเบรกนั้นก็คือ ABS อิสระหน้า-หลัง ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกให้สั้นและเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   ยังมีระบบ Honda Roadsync เชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมกับการแสดงผลบนหน้าจอ TFT เพิ่มความสะดวกสบาย จะโทรเข้า รับสาย ฟังเพลง ก็ทำได้สะดวกปลอดภัยและยังมีพอร์ต USB Type-C ติดตั้งมาให้ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของคนเรายุคนี้อีกด้วย ฟีลลิ่งลงสนามเป็นไงบ้าง.. จริง ๆ แล้วการรีวิวทดสอบโมเดลนี้เป็นรอบทดสอบวันเดียวกันกับเจ้า CBR500R 2024 เลย แต่จะมีการแบ่งการทดสอบเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย เพื่อที่จะได้จับฟีลลิ่งในสนามได้ชัดเจน ซึ่งการจัดการทดสอบที่สนามแก่งกระจานเซอร์กิต ที่ถือว่าเป็นสนามที่ขี่สนุก ด้วยโค้งที่ต่อเนื่อง มีขึ้นเนินลงเนินแบบไฮสปีด ทำให้เราสามารถที่จะจับฟีลลิ่งรถได้อย่างชัดเจน ทั้งช่วงล่าง กำลังเครื่องยนต์ ระบบเบรก ไปจนถึงท่านั่งการขับขี่อีกด้วย ท่านั่งและการขับขี่ ท่านั่งยังมีการออกแบบสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเป็นเรซซิ่งจ๋า ๆ ยังคงขี่ง่าย หลังไม่ได้ก้มลงมาเยอะเลย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์เลย แต่วันนี้เรามาทดสอบในสนาม ยังไงก็ต้องหมอบหาแอโรไดนามิกและขับขี่แบบเรซซิ่งกันหน่อย ถ้าจะหมอบก็ทำได้สบาย ๆ ช่วงตัวผู้ขับขี่ท่อนบนทำได้ดี ช่วงท่อนล่างเอวลงไป ยังต้องปรับเล็กน้อย

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica

รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica หล่อเข้ม พร้อมซิ่ง สไตล์สปอร์ต สำหรับครั้งนี้เราได้มีโอกาสทำการทดสอบและ รีวิว Aprilia SR GT 200 Replica สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสัญชาติอิตาลีจากทางค่ายเทพสามตาอาพริเลีย ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้ทดสอบเวอร์ชันปกติไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเวอร์ชันพิเศษที่มีการปรับเปลี่ยนให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แทนที่จะเป็นแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์แบบตัวสแตนดาร์ด จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ฟีลลิ่งจะเป็นยังไง ไปติดตามกันครับ [yotuwp type=”videos” id=”i1LlnCgkveg” ] มาดใหม่ลุคสปอร์ต สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับการถ่ายทอด DNA มาจาก RS-GP 23 ม้าศึกคู่ใจของสองนักแข่งจากทีม Aprilia Racing Team ในการแข่งขัน MotoGP ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสมกับเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์ซูเปอร์สปอร์ตอย่างเต็มภาคภูมิ  จุดเด่นที่ใส่เข้ามาใหม่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นก็ได้แก่ กราฟิกโลโก้ Aprilia ขนาดใหญ่ที่ด้านข้างตัวรถโดยวางเป็นแนวเฉียงตัดกับตัวแฟริ่งสีดำด้านพร้อมลวดลายกราฟิกแบบแดงสลับม่วงแบบเดียวกันกับรถแข่ง MotoGP นั่นเอง  ยังมีดีเทลอื่น ๆ ช่วยเสริมความสปอร์ตเข้ามาไม่ว่าจะเป็นขอบล้อหน้าสีแดง ขอบล้อหลังสีดำแบบเดียวกับรถแข่ง RS-GP ที่จับคนซ้อนสีดำด้านดุดัน เบาะนั่งทรงสปอร์ตที่มีการเลือกใช้วัสดุแบบเดียวกับซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของทางค่ายอย่าง RSV4  นอกจากนี้ตัวรถยังมีชุด Aprilia Welcome Kit ซึ่งจะเป็นกระเป๋าและพวงกุญแจจากทางค่ายให้คุณได้เข้าร่วมแก๊ง be a Racer club อย่างเต็มตัวนั่นเอง  พร้อมกันนี้ยังมีสติ๊กเกอร์เบอร์แข่งของสองนักแข่ง MotoGP คือเบอร์ 12 ของ Maverick Vinales และเบอร์ 41 ของ Aleix Espargaro ให้เจ้าของรถได้เลือกแปะตกแต่งรถของตัวเองตามความชอบได้เองอีกด้วยครับ ขุมพลังแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ i-get สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 174 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.67 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 9 ลิตรที่สามารถเติมได้สะดวกด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน  ช่วงล่างเน้นซิ่ง ในเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 33 ม.ม. ระยะยุบ 120 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระยะยุบ 102 ม.ม. ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนสปริงโช้คมาใหม่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS เฉพาะล้อหน้า  ปิดท้ายด้วยล้อและยางก็จะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่มีขนาด 110/80-14’ และ 130/70-13’ ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่แตกต่างจากรุ่นสแตนดาร์ดอีกจุด เพราะยางที่ให้มาจะเป็นยางสำหรับใช้งานบนทางดำเป็นหลัก ไม่ใช่ยางแบบสองประสงค์อีกแล้วนั่นเอง  เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถจะมีระบบ RISS Start&Stop ที่จะมาช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลาจอดติดไฟแดงหรือหยุดรถนาน ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้fu และเพียงแค่บิดคันเร่งรถก็พร้อมจะออกตัวไปต่อได้ทันที ซึ่งสามารถเปิดปิดได้ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย อ่อ ระบบไฟส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ LED เต็มระบบ และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ในคอนโซลหน้าด้วย ฟีลลิ่งการขับขี่ ครั้งนี้ตัวแอดมินก็ได้มีโอกาส นำเจ้า Aprilia SR GT 200 Replica มาทดสอบขับขี่ใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบการขับขี่ ทั้งแบบถนนกับเส้นทางในเมืองพร้อมจัดท็อปสปีดบนถนนสุวรรณภูมิ และการขับขี่ในสนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ เพื่อรีดสมรรถนะตัวรถแบบเต็มพิกัด  เริ่มแรกกันที่รูปลักษณ์ มิติตัวรถที่ปรับปรุงมาใหม่ในหลาย ๆ จุดที่กล่าวไปข้างต้น พอมองแล้วรู้สึกว่าโมเดลรุ่นนี้ปรับคาแรคเตอร์ให้มีความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้นจากเดิม บวกกับลวดลายของ RS-GP 2023 ตัวแข่งโมโตจีพี ถ่ายทอดสู่รุ่นนี้ จึงทำให้ดูน่าขี่ น่ามีไว้ใช้งานซักคันจริง ๆ  นั่งดีขับขี่สบาย ต่อด้วยในส่วนท่านั่งการขับขี่ ส่วนตัวที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอได้นั่งคร่อมแล้ว ตัวเบาะมีขนาดกว้าง นั่งได้เต็มก้น เท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต้องเขย่ง ในจุดนี้สำหรับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 175 ซม. หรือว่า 180 ซม.ขึ้นไปสามารถใช้งานได้เลยในจุดนี้ แต่สำหรับคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าอาจจะต้องขยับตัว ขยับขากันซักหน่อย ต่อด้วยตัวฟุตเพลตดีไซน์มาแบบ 2 ระดับให้สามารถปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้ ทั้งขับขี่ปกติ หรือขับขี่แบบทัวริ่ง ยืดแข้งยืดขา ก็สามารถทำได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยอีกด้วย

รีวิว New CBR500R 2024

รีวิว New CBR500R 2024 อัพดีกรีสปอร์ต น่าขี่ยิ่งกว่าเดิม!! ครั้งนี้เราได้มีโอกาส รีวิว New CBR500R 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในบ้านเรา ถึงแม้จะเป็นโมเดลที่มีอยู่แล้ว แต่กลับมารอบนี้ถือว่า Honda ทำการบ้านเรื่องรูปลักษณ์มาได้เป็นอย่างดี มีความหล่อเหลากว่าเดิมหลายเท่าตัว สำหรับครั้งนี้เรามาทดสอบความสปอร์ตกันถึงที่สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี เอาให้รู้กันไปเลยว่าคันนี้มีอะไรดี คันนี้มีประวัติ   เล่าให้ฟังกันก่อนเลย เดิมที CBR500R รหัสนี้ มีมาตั้งแต่ปี 2013 ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นมายาวนานนับ 10 ปีที่มีจำหน่ายในศูนย์ Honda Bigwing  รูปลักษณ์ หน้าตาก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามสมัย ทั้งวัสดุ ลวดลาย เส้นสาย ก็ถูกเปลี่ยนไป รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ถูกใส่เพิ่มเติมเข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข ล้วนแล้วแต่ทำให้ตัวรถตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทดสอบแบบสายฟ้าแลบ เปิดตัววันแรกในงาน Motor Expo 2023 วันรุ่งขึ้นผมก็ต้องแพ็คเรซซิ่งสูทเข้ากระเป๋าดิ่งตรงเข้าสนามแข่งแก่งกะจานเซอร์กิตเลย เพื่อที่จะให้พร้อมทดสอบในงาน Honda Bigbike Triple Thrills ที่รวบรวมโมเดลใหม่ทุกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมราคาในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปเพื่อที่จะให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเข้าร่วมทดสอบอย่างเป็นทางการที่แรกในโลกก่อนใคร เรียกได้ว่า Thai Honda จัดให้แบบไม่มีเสียชื่ออยู่แล้ว แฟริ่งใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เพราะมีการดีไซน์ปรับเปลี่ยนแฟริ่งใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีการเปลี่ยนแฟริ่งเป็นไฟหน้าคู่พร้อมกับดีไซน์ดับเบิ้ลแฟริ่งให้มี Air duct หรือท่อดักลมไอดีมาให้พร้อมกับปีกหรือวิงก์เล็ต ซึ่งใช้งานได้จริง เพิ่มความนิ่งในความเร็วสูง ๆ ได้ดี  และมีดีไซน์ลวดลายรอบคันให้มีเส้นสายความสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม นี่ละถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมทุก ๆ คนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากที่ได้เห็นคันนี้ว่า หล่อขึ้นเป็นกอง เครื่องยนต์พื้นฐาน 2 สูบ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง พิกัด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 47 แรงม้า และ แรงบิด 43 นิวตันเมตร ชุดเกียร์ 6 สปีด มีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่พัฒนามาให้นั้นคือ กล่อง ECU ที่มีปรับจูนแม็ปปิ้งมาให้ใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผู้ขับขี่ได้ดีขึ้น ช่วงล่าง แอบซิ่งได้ โช้คอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ Showa SFF-BP มาพร้อมขนาดแกน 41 ม.ม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่องทดแรง Pro-link สามารถปรับค่าแข็งอ่อนของสปริงได้ 5 ระดับ ในส่วนของระบบเบรกก็จัดมาให้เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยว สำหรับตัวล้อและยางเส้นผ่าศูนย์กลาง 17 นิ้วให้โปรไฟล์ยางแบบใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่ว ๆ ไปมาให้ เทคโนโลยี เริ่มจากเทคโนโลยีความปลอดภัยกันก่อนเลย อย่าง HSTC หรือ ที่เราเข้าใจกันแบบง่าย ๆ นั้นก็คือระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ป้องกันการล้อฟรี หรือการสูญเสียการยึดเกาะนั่นเอง ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นที่สำคัญถ้าอยากมันส์ ก็สามารถเปิดปิดได้ด้วย ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนลซึ่งเป็นของที่สำคัญและขาดไปไม่ได้เลยเวลาขับขี่บนท้องถนน และระบบ ESS ช่วยกระพริบไฟฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหันช่วยแจ้งเตือนคันข้างหลัง ในส่วนของความสะดวกสบายนั้นนอกจากหน้าจอเรือนไมล์ที่ให้มาแบบ TFT จอสี ขนาด 5 นิ้ว ที่บอกสถานะทุกอย่างของตัวรถไว้อยู่แล้ว ยังมีในส่วนของ Honda Roadsync ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนติดรถมาให้จากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออกรับสาย ระบบนำทาง ฟังเพลง ส่งข้อความ พยากรณ์อากาศ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานเลือกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ผ่าน ปุ่มควบคุม 4 ทิศทางใหม่ รองรับทั้งระบบแอนดรอยด์ และ iOS ฟีลลิ่งการขับขี่ในสนาม มุมมองแรกเลยจากตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะครั้งแรกก็ว้าวกว่านี้กับการเปิดตัวที่งาน EICMA 2023 สะกดสายตาคนทั้งโลกแล้ว สำหรับการกลับมาของ CBR500R 2024 แต่ก็รู้สึกว้าวกับดีไซน์นี้อยู่ดี เพราะว่าสัมผัสได้ถึงความบึกขึ้น มีวิงเล็ตเหมือนกับรุ่นพี่ระดับซูเปอร์ไบค์ อย่าง CBR1000RR-R ถือว่าได้ฟีลสปอร์ตที่ชัดเจนมากขึ้นอีกขั้น ท่านั่งการขับขี่ สำหรับการขับขี่ในสไตล์เรซซิ่ง CBR500R ให้อารมณ์ท่านั่งกึ่งสปอร์ต ไม่ได้ก้มตัวจนมากเกินไป สืบเนื่องมาจากแฮนด์จับโช้คมีการยกขึ้นมาสูงกว่าระดับแผงคอนิดหน่อยและตำแหน่งการวางเท้าที่ไม่ชันเข่ามากเท่าไร โดยรวมท่านั่งการขับขี่จะตอบโจทย์ให้สำหรับการใช้งานในเมือง แต่คราวนี้เอามาขี่ในสนามก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ สามารถขับขี่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะแบนโค้ง หรือหมอบทางตรง ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรเท่าไรนัก เครื่องยนต์ปรับมาใหม่ เครื่องยนต์ 2

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท

รีวิว Lambretta X200 รูปหล่อ ทรงดี ขี่สมูท ต่อกระแสความฮิตต่อเนื่องกับแบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากอิตาลีอย่าง Lambretta ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวโมเดล X300 SR Monochrome คอลเลกชันใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ทางค่ายเองก็ได้ทำการจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวโมเดล Lambretta X200 โฉมพิกัดใหม่เอาใจสาย New Entry พร้อมที่จะพาเข้าด้อมเหล่า Lambrettista ในสไตล์สุดชิค โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ก่อนอื่นเลยสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับความเป็นมาของ Lambretta แล้วหล่ะก็ ขอพาย้อนคร่าว ๆ กันซักนิด สำหรับต้นกำเนิดของแบรนด์นั้นเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1947 โดยคุณ Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในสมัยนั้น แต่ด้วยผลพวงความเสียหายจากการระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้คุณ Ferdinando เกิดไอเดียที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซค์จากซากเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ จนก่อกำเนิดเป็นรถมอเตอร์ไซค์แลมเบรตต้าที่เห็นกันในทุกวันนี้ สำหรับโมเดล Lambretta X200 ถือเป็นพิกัดใหม่ที่จะเข้าเสริมทัพในตระกูล X-Series เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายแห่งความสปอร์ต ผสมผสานกับความคลาสสิกระดับพรีเมียม ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I Know What I Want” บ่งบอกถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบอะไร ก็จัดไปให้สุด ดีไซน์เอกลักษณ์ ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์ของโมเดลรุ่นนี้ เริ่มจากมิติตัวรถที่ใช้โครงสร้างตัวแบบ Low&Long โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลในยุคบุกเบิก รวมถึงสัดส่วนของการออกแบบตัวเฟรมที่ดูมีความโฉบเฉี่ยวผสมผสานกับความคลาสสิกอีกด้วย  สำหรับรายละเอียดดีเทลต่าง ๆ ของตัวรถ เริ่มจากด้านหน้ากับไฟหน้าทรงหกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงบิลด์อินต์สัญลักษณ์แบรนด์เข้าไว้เข้าในตัวโคมไฟ ดูสวยงาม ต่อด้วยในส่วนของบังลมด้านหน้าที่มีการติดตั้งตัวเพลทสำหรับชื่อรุ่นทางฝั่งซ้ายให้คนมองไม่สับสน ส่วนฝั่งขวาจะเป็นในส่วนโลโก้แบรนด์ รวมถึงแบดจ์พิเศษของทางค่ายติดมาให้อีกด้วย ด้านหน้า ด้านหลัง นอกจากนี้ ทางค่ายยังประดับเพลทที่มีตราของผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริเวณไทหน้า รวมถึง แถบลายธงชาติอิตาลีให้ดูโดดเด่น ดูมีสไตล์ของความเป็นรถอิตาเลียนแท้ ๆ ส่วนไฟเลี้ยวบิลด์อินต์เข้าไปในบังลมดูเรียบหรูเพิ่มขึ้น รวมถึงไฟท้ายขนาดใหญ่ ดีไซน์รูปทรงคริสตัล 7 แท่งเป็นเอกลักษณ์แบบ X Series ออกแบบมาอย่างสวยงาม ประกับคอนโทรลซ้าย ประกับคอนโทรลขวา ต่อด้วยในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากฝั่งซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟสูงต่ำ ไฟเลี้ยวและแตรติดมาให้ ส่วนฝั่งขวาจะพบไฟฮาซาร์ดหรือไฟฉุกเฉิน สวิตช์โหมดคอนโทรล รวมถึงปุ่มสตาร์ทรถ มาด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ดีไซน์สวยงาม และจุดสังเกตที่ใต้ตัวเรือนไมล์จะพบกับเพลทอักษรตัว X ประดับไว้ ดูมีความพรีเมียมเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ส่องลงมาจะพบกับสวิตช์ควบคุมรถแบบ SmartKey ที่มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ทั้งสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิดเบาะใต้รถและล็อกคอรถ ช่องระบายอากาศแบบครีบฉลาม และเพลทด้านซ้ายที่กำกับลายเซ็นต์ของคุณ Ferdinando Innocenti บ่งบอกถึงความใส่ใจ ความพิถีพิถันในการออกแบบจากทางค่ายอีกด้วย  ฟุตเพลท ติดแผ่นยางกัน เบาะชิ้นเดียวตัดเย็บสวยงาม พร้อมปักโลโก้แลมเบรตต้า นอกจากนี้ ฟุตเพลทหรือที่พักเท้าออกแบบมาให้มีขนาดกว้างพร้อมติดแผ่นยางกันลื่น รวมถึงประดับพิมพ์บนแผ่นยางให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยของเบาะแบบชิ้นเดียว ดีไซน์โดดเด่น พร้อมปาดเว้าด้านข้างออกมาได้สวยงาม รวมทั้งมีการไล่ตะเข็บเป็นชั้น ๆ เพิ่มความสวยงามขึ้นไปอีก และจุดที่น่าสนใจ กับลายปักโลโก้แลมเบรตต้าด้วยด้ายสีเทา เพิ่มความเข้ม เท่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของโมเดลรุ่นนี้เลยไม่น้อย ด้วยลวดลายสติ๊กเกอร์ บนตัวเฟรมที่ดีไซน์ออกแบบมาใหม่ โดยมีการเล่นสีให้ดูแตกต่างมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่ารุ่นนี้แหล่ะ X200 อย่างแน่นอน บ่งบอกถึงความเป็นรถอิตาเลียนอย่างแท้จริง รวมถึงกิมมิกจุดเล็กน้อย ๆ ทั้งมือจับคนซ้อนบริเวณใต้เบาะด้านหลัง ที่แขวนของอเนกประสงค์ติดมาให้ใช้งานอีกด้วย รวมถึงการใช้เส้นสายสีดำตัดไล่ตามขอบคิ้วส่วนต่าง ๆ ของตัวรถทั้งครอบไฟหน้า ชุดกระจก ชุดโช้คอัพ  แคร้งข้าง ที่ให้อารมณ์ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และอีกจุดที่น่าสนใจ สำหรับสัญลักษณ์โลโก้แบรนด์ตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถรอบคัน หากพูดไปก็คงไม่หมด ไปชมภาพกันดีเลยดีกว่า  โดยรวมการออกแบบของโมเดลรุ่นนี้ ค่อนข้างเสมือนกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง X300 เพราะด้วยการใช้โครงสร้าง ตัวเฟรมบอดี้ รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ แบบเดียวกันเกือบทุกจุด แต่จะแตกต่างเพียงจุดเล็กน้อย ๆ ที่ออกแบบเพิ่มเสริมความหล่อไปอีกขั้นเฉพาะรุ่นนี้ โดยเราสามารถสังเกตได้ที่เพลทด้านหน้า และสติ๊กเกอร์ด้านข้างนั่นเอง เครื่องยนต์ LSP ตอบโจทย์สาย New Entry สำหรับเจ้า X200 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 184.7 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพัดลมระบายความร้อนติดตั้งเพิ่มมาให้อีก 2 ตัว และใช้ระบบจ่ายน้ำแบบหัวฉีด

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู

ทดสอบ Grand Filano Hybrid น้ำมันถังเดียวเที่ยวเมืองเหน่อไหวมั้ยไปดู วันนี้เราได้ภารกิจ ทดสอบ Grand Filano Hybrid ว่าจะประหยัดน้ำมันแค่ไหน สมกับที่คุยไว้หรือเปล่า งานนี้เราก็จะเลยไปเที่ยวเมืองเหน่อกัน โดยมีโจทย์ว่าใช้น้ำมันแค่ถังเดียวเท่านั้น ไปกลับได้มั้ย จะรอดหรือเปล่า ไปติดตามกันครับ เราเริ่มเดินทางจากกรุงเทพ จุดเริ่มต้นของเรา ตั้งต้นกันที่ปั๊มน้ำมันปตท. วิภาวดีรังสิต ที่อยู่บริเวณกระทรวงพลังงานเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 เต็มถังก่อนเริ่มการเดินทางครั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวเลขการใช้น้ำมันและอัตราสิ้นเปลืองที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเราตั้งจุดหมายปลายทางของเราไว้ที่อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเราวัดกิโลเมตรจาก Google Map ไป-กลับ กินระยะทางโดยประมาณ 200 กิโลเมตร และเราก็คิดว่า แกรนด์ฟิลาโน่ไฮบริด ใช้ความเร็วขับขี่ใช้งานแบบปกติ จะสามารถไปกลับได้ เราก็เลยอยากจะชาเลนจ์กันดูหน่อยว่า 1 ถัง ไปกลับได้ไหม มาลุ้นกันหน่อย เราเริ่มเดินทางรีเซ็ตทริปที่หน้าจอเรือนไมล์ TFT สุดสวยและมองเห็นได้ชัดเจนของเจ้าแกรนด์คันนี้ไว้ที่ 0 กิโลเมตรเพื่อบันทึกระยะทาง แล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าถนนวิภาวดี ตัดเข้าแคราย แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เป็นเส้นทางที่ตรงมาก ทำให้คันเร่งของเราตึงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเหลือบมองหน้าเรือนไมล์ท็อปสปีดสูงสุดได้ถึง 111 กิโลเมตร/ชั่วโมง (สำหรับตัวผมที่ตัวใหญ่หน่อย คนอื่นก็น่าจะไปได้มากกว่านี้) ซึ่งนั่นกลายเป็นปัญหาแรก ที่เราเจอ คือ เห็นทางตรงยาว ๆ แล้วอดใจไม่ได้บิดหมดปลอก ทำให้เราสูญเสียน้ำมันมากขึ้น แต่ก็คือสภาพความเป็นจริง เผื่อใครอยากออกทริป เราก็จะพิสูจน์ให้ตรงนี้เลยว่าคันนี้ รุ่นนี้ไปได้จริง ๆ มั้ย ซึ่งเมื่อเราเดินทางมาถึง อุทยานมังกรสวรรค์แล้วเรียบร้อย ระยะทางที่วิ่งมาได้จากหน้าไมล์บอกเราว่าคือ 102 กิโลเมตร และเกจน้ำมันลงมาอยู่ที่ครึ่งถัง แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น เรายังต้องเดินทางกลับกันต่อ…   ทั้งนี้สุพรรณบุรีเป็นอีก 1 จังหวัดที่มีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด อุทยาน บึงฉวาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ระยะทางก็ไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานมากถ้าเดินทางจากกรุงเทพมหานคร เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น วันเดย์ทริปง่าย ๆ ของชาวไบค์เกอร์ที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดนี้ อยากให้มาลองเที่ยวที่นี้กันดู บ่ายแล้วกลับดีกว่า ซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ไปคนละ 2-3 ชาม อิ่มได้ที่ก็พร้อมตั้งตัวเตรียมกลับกรุงเทพก่อนฝนตก ท้องฟ้าเริ่มมืดมัว เสี่ยงจะต้องตากฝน เดี๋ยวจะพาลทำให้ภารกิจไม่สำเร็จเอาในวันนี้ จึงเริ่มเดินทางกลับ แต่ขากลับเราขับด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าขามา ยืนพื้นอยู่ที่ 80 – 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหลือบมองหน้าจอเรือนไมล์ TFT แสดงอัตราบริโภคน้ำมันแบบเรียลไทม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูง่าย เด่นดี บิดเท่าไรกินเท่านั้น ถือว่าทำให้เรามองและสามารถคาดคะเนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้แบบคร่าว ๆ ได้ทันที เส้นทางขากลับเรายังคงเป็นทางเดิม คือวิ่งเส้นทางหลวงหมายเลข 304 บางบัวทอง ตัดเข้าเส้นกรุงเทพ-นนท์ และวิ่งเข้ารัชโยธิน วิภาวดีรังสิต ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อย ระยะทางรวม 214 กิโลเมตร กรุงเทพ – สุพรรณบุรี – กรุงเทพ แบบวันเดย์ทริป น้ำมันยังเหลือในถัง ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ดี แต่จะดีไปกว่านั้น เราลองเติมน้ำมันเต็มถังใน ปั๊มเดิม หัวจ่ายเดิม เติมให้หัวจ่ายตัดพอ ผลสรุปการเดินทางครั้งนี้ เราใช้น้ำมันในการเดินทางไปทั้งหมด 3.967 ลิตร คิดเป็นเงินทั้งหมด 150 บาท เท่ากับว่า 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 53.5 กิโลเมตร ถือว่าใช้งานออกทริปก็ประหยัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถือว่าเครื่องบลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซีให้สมรรถเยี่ยมจริง ๆ ทางเคลมมาว่า 62.5 กม./ลิตร แต่เราเอามายิงยาว ๆ ตัวเลขก็ยังสูงอยู่ ถือว่าทำได้ดีไม่ผิดหวัง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว มันก็มีองค์ประกอบมากมายที่เป็นตัวแปรทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันเปลี่ยนไป น้ำหนักผู้ขับขี่ การเดินคันเร่ง สภาพอากาศ สภาพถนน ก็อาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้ แต่วันนี้เราได้ทดสอบกันแบบใช้งานจริง ก็ทำให้รู้ว่า New Grand Filano Hybrid ไปกลับสุพรรณบุรีได้ด้วยน้ำมันถังเดียว ถึงแม้จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กที่มีจุดประสงค์หลักสำหรับใช้งานในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ออกทริปเดินทางได้อย่างสบาย ๆ วางแผนดี ๆ เที่ยวได้สบายแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop &

รีวิว Solar Proud 125

รีวิว Solar Proud 125 กรุงเทพ – เชียงใหม่ ไม้เดียวได้สบาย ๆ !! ความท้าทายเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับการทดสอบ รีวิว Solar Proud 125 จากกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทางรวม 700 กว่ากิโลเมตรแบบไม้เดียว ทั้งคนทั้งรถ ไม่มีสับเปลี่ยนกลางทาง ถือว่าเป็นการทดสอบรถครั้งแรกในชีวิตของตัวผมเองด้วยที่ได้มีโอกาส ขับขี่ทดสอบรถบ้าน ๆ ที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันขนาด 125 ซีซี แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้จะดูย้อนแย้งกับจุดประสงค์การใช้งาน แต่ก็ถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ที่จะได้ทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบเบรก และจับฟีลลิ่งไปพร้อม ๆ กันด้วยระยะทางการพิสูจน์เจ็ดร้อยกว่ากิโล สำหรับทริปทดสอบครั้งนี้ ยังมี อีก 2 รุ่น 2 สื่อ ที่ได้ร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย พี่เก่ง MotoMotion ได้ขับขี่ในรุ่น Solar Groove URBAN 125 และ จูน นักเลงมอเตอร์ไซค์ ขับขี่ในรุ่น Solar Groove CROSS 125 ซึ่งมีพิกัดเครื่องยนต์เดียวกันแต่จะแตกต่างกันที่สไตล์ของตัวรถเท่านั้น จุดเริ่มต้น เราเริ่มต้นออกเดินทางกันที่ถนนพระราม 9 มุ่งหน้าวิภาวดี โดยรถคันที่ผมขับขี่อยู่นั้น มันวิ่งมาแค่เพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นรถใหม่ 0 โลที่เพิ่งจะประกอบเสร็จจากโรงงานมาให้เราได้ทดสอบกันเลย การขับขี่ในเมืองไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวรถมีความคล่องตัว เล็กเหมือนรถบ้านทั่ว ๆ ไป ขับขี่ใช้งานง่าย ถูกจริตคนใช้งานอยู่แล้ว เราเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออกชานเมืองรังสิตมุ่งหน้าอยุธยา เส้นทางสายเอเชียมุ่งสู่ภาคเหนือ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้จักเส้นทางกันดีอยู่แล้ว พูดถึงน้ำมัน 1 ถัง ขนาดบรรจุเต็มถัง 3.5 ลิตร คันนี้สามารถวิ่งได้อยู่ที่ประมาณ 100 – 120 กิโลเมตร ในความเร็วแบบเต็มพิกัด ยืนพื้นหมดปลอกตลอดทางที่ความเร็ว 100 – 105 กม./ชม. คำนวณอัตราสิ้นเปลืองก็จะประมาณ 33 กิโลเมตร/ลิตร (แบบใส่หมดปลอกนะ ถ้าขับขี่ใช้งานทั่ว ๆ ไปจะได้เห็นตัวเลขที่ดีกว่านี้แน่นอน) โดยน้ำมันถังแรกเรามาหมดแถว ๆ จังหวัดอ่างทอง เส้นทางตรงยาวตลอดทาง มีสภาพอากาศที่มีฝนโปรยปรายลงมาตลอดทาง แต่เพราะเวลาของเรามีจำกัด หากเราจอดหลบฝน เราจะถึงเชียงใหม่มืด ดังนั้นเราจึงหยุดไม่ได้ ต้องลุยฝ่ากันไป เส้นทางเป็นทางตรงยาวมุ่งหน้านครสวรรค์ ผ่านสะพานเดชา ตัวรถที่ผมขับก็ยังไม่มีปัญหาอะไร ต้องยอมเครื่องยนต์ตัวนี้จริง ๆ ที่แบกภาระทั้งหมดไว้ในการเดินทาง ทั้งน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ เส้นทางสภาพถนน สภาพอากาศที่ฝนตกหนัก เครื่องยนต์ถูกเค้นด้วยการบิดคันเร่งค้างมาตลอด แทบไม่มีผ่อน แต่ก็ไม่มีกำลังตก แม้เครื่องจะเป็นการจ่ายน้ำมันด้วยคาบูเรเตอร์ ซึ่งทางเราคิดว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เต็มที่แล้วที่จะทำได้ เราแวะเติมน้ำมันทุก ๆ 120 กิโลเมตร เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้ำมันหมดกลางทางคงจะลำบากแน่ ๆ และเมื่อมองหน้าจอเรือนไมล์ก็เห็นมันเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เราขับมาได้เกินครึ่งทางแล้ว เส้นทางเริ่มมีทางชัน โค้งไฮสปีด ช่วงล่างคันนี้กับความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังถือว่ารองรับได้เป็นอย่างดี อาจจะด้วยที่เป็นล้อแม็กด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งในการเดินทางหายห่วง บททดสอบ   ฟ้าเริ่มมืดลงตอนที่เราเดินทางมาถึงเส้นขุนตาล เส้นทางที่ใครเดินทางจากภาคกลางมาเชียงใหม่ต้องผ่านเส้นนี้ ที่นี่ขึ้นชื่อทางโค้งต่อเนื่อง ลื่น และมืด เราเจออย่างที่บอกทั้งหมดเลย เพราะเส้นทางมืดลง แถมฝนตกด้วย เราต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้าของตัวรถที่เป็นไฟ LED และ ต้องการความสว่างจากรถที่ใช้ถนนร่วมกันรวมไปถึงความเร็วที่อยู่บนทางหลวงต้องได้ด้วย ทุกอย่างทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ฟีลลิ่งตอนนั้นเราฝากไว้ที่ตัวเราและตัวรถทั้งหมดเลย ช่วงล่าง เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบเบรก ทุกอย่างต้องพร้อมใช้งาน เมื่อต้องการ และเราก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ เราเหลืออีกไม่ถึง 100 กิโลเมตร ก็จะถึงเชียงใหม่แล้ว เส้นชัย ในที่สุดเรามาถึงร้านที่เราตั้งเป็นจุดหมายปลายทางในวันแรกเรียบร้อย กับการเดินทาง 726 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 13 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการทดสอบความอึด ถึก ทน ของตัวรถได้เป็นอย่างดี พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือแม้กระทั่งผู้ขับขี่ที่ต้องเจอสถานการณ์อะไรมากมายในการเดินทางไกลครั้งนี้ เช้าวันถัดมาเรามีไปต่อกันอีกเล็กน้อย

รีวิว Giorno+ 2023

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย  สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง  ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ  ฟีลลิ่งการขับขี่  ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม    ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง  ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

รีวิว Xmax 300 2023

รีวิว Xmax 300 2023 ทรงดี จอสี มีระบบนำทาง..!! เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจที่ดีขึ้น เรามา รีวิว Xmax 300 2023 สกู๊ตเตอร์ไซส์กลางโฉมใหม่ล่าสุด จากทาง ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ ที่นำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีในท้องตลาด การทดสอบครั้งนี้เรามาลองแบบใช้งานในเมืองใช้งานในชีวิตประจำวันกันบ้าง จะน่าสนใจขนาดไหน ลองอ่านกันดู… อย่างที่เรารู้กัน Xmax 300 ซึ่งเป็นชื่อที่เราคุ้นปาก หรือชื่อทางการ Xmax Connected นั้นเป็นรถนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย และมีจำหน่ายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ไซส์กลางที่น่าใช้ เฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์ มีความคล่องตัว และมีความอเนกประสงค์ เลยเป็นที่มาของคำว่าสกู๊ตเตอร์ยอดฮิต สำหรับโมเดลนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมแบบชุดใหญ่ รูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์มาใหม่ทั้งหมด เพิ่มความสปอร์ตให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมมากขึ้น ตั้งแต่หัวจรดท้ายรถ พร้อมเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาให้ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์รุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วย รูปลักษณ์ใหม่ ดีไซน์มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย ออกแบบแฟริ่งด้านหน้าใหม่พร้อมดีไซน์ไฟหน้าไฟท้ายที่มีลักษณะคล้ายตัว X ตามชื่อรุ่น มีการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวบิ้ลต์อินในแฟริ่งขึ้นมาอยู่ด้านข้างชิลด์บังลมหน้า และ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ช่วงคอนโซลตัวรถ กาบแฟริ่งด้านซ้ายขวามีการออกแบบเส้นสายใหม่ทั้งหมด ทำให้ตัวรถมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ดูสปอร์ตและหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม จอใหม่แบบ Double Display พูดถึงหน้าจอใหม่แบบดับเบิลดิสก์เพลย์เยอะหน่อย เพราะถือจุดเด่นของรุ่นนี้เลย ซึ่งทางค่ายจัด หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้วมาให้เป็นหน้าจอหลัก เคียงคู่ไปกับหน้าจอเสริมแบบดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว ซึ่งหน้าจอสีนี้จัดได้ว่าเป็นทีเด็ด เพราะว่ามีการเปลี่ยนใหม่จากโฉมก่อนหน้านี้แบบสิ้นเชิง ให้มุมมองและประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหรา เด่นที่สุดในคลาสก็ว่าได้ สามารถที่จะแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถแบบครบถ้วน เมนูต่าง ๆ ที่แสดงขึ้นบนจอ มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถปรับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้บนประกับทางด้านซ้ายมือ ใช้งานง่ายสะดวก ไม่ซับซ้อน เรียกว่า “เด่น” ไม่เหมือนใครแน่นอนในส่วนนี้ เครื่องยนต์ Blue Core Euro5 เครื่องยนต์ 1 สูบ 292 ซีซี ลูกสูบ 70 มิลลิเมตร ระยะชักของก้านสูบ 75.9 มิลลิเมตร จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลคุณสมบัติพิเศษเฉพาะรถยามาฮ่าเท่านั้น เบากว่า ลื่นกว่า ทั้งยังแข็งแรงและทนทานอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 27 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที มีกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน ออโตเมติก คลัตช์แห้งในห้องแคร้งสายพาน ถือว่าเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดิมจากโฉมก่อนหน้านี้ แต่ยังคงเป็นที่ยอมรับของความแรงและความทนทาน การันตีได้จากยอดขายจนถึงทุกวันนี้ ช่วงล่างมั่นใจได้ เบรกมีการปรับมาใหม่ จากโมเดลก่อนหน้านี้ ฟีลลิ่งการกำเบรกได้นุ่มนวลดีขึ้นกว่าเดิม พื้นฐานเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 267 มิลลิเมตร เบรกหลังดิสก์เบรกเส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรก 245 มิลลิเมตร พร้อมระบบเบรก ABS อิสระ 2 ชาแนล ต่อกันที่ระบบกันสะเทือน โช้คอัพด้านหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิด ขนาดแกน 33 มิลลิเมตร ให้ระยะยุบ 110 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คหลังเป็นแบบยูนิตสวิง สามารถปรับความแข็งอ่อนของสปริงได้ ให้ระยะยุบ 79 มิลลิเมตร ส่วนล้ออัลลอยหน้าให้มา 15 นิ้ว ล้อหลังให้มา 14 นิ้ว เป็นแบบทูบเลสไร้ยางใน สำหรับช่วงล่างที่ให้มาถือว่าฝากผีฝากไข้ได้แน่นอน ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับใช้ในงานในชีวิตประจำวัน เทคโนโยลีล้ำสุดในคลาส หน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT + LCD ถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก ๆ เพราะใส่ฟังก์ชั่นใหม่ ๆ มาเพียบเลย ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์คนรุ่นใหม่ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ทุกวัยเลย เพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้มา เพียบพร้อมในหลายรูปแบบการใช้งาน เริ่มจากเมนูบนหน้าจอเรือนไมล์กันก่อนเลย – แสดงข้อมูลรถและการขับขี่ – แสดงข้อมูล/รับสายโทรศัพท์ (เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธ) – แสดงข้อความ Text Message (รวม

รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง

รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE นุ่มนวล แต่ทรงพลัง  วันนี้เรามาอยู่กับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตัวใหม่ล่าสุดจากทางซูซูกิบิ๊กไบค์กันหน่อย ถือว่าเป็นการได้ทดสอบ รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE โมเดล 2023 ที่มาจำหน่ายในบ้านเรา และแน่นอนทางเราก็ไม่พลาดการทดสอบโมเดลใหม่ในครั้งนี้ ครั้งนี้ทดสอบกันที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มกันที่เขาสามมุก บางแสน ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยเส้นทางที่ทดสอบมีทั้งทางดำ และทางฝุ่น จัดเต็มครบรสชาติให้สมกับรถคันนี้  ดีไซน์ใหม่ สะดุดทุกสายตา  สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือ การดีไซน์แฟริ่งใหม่ทั้งหมด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ ปากนก เส้นสายเฉียบคม ดูทันสมัย ฉีกการดีไซน์ให้เด่นสง่าไม่เหมือนใครในคลาส มาพร้อมไฟหน้าที่ออกแบบมาใหม่เป็น LED แบบโมโนโฟกัส ทรงหกเหลี่ยม 2 ดวงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เด่นไม่เหมือนใคร  และหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว จอสี บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถได้แบบครบครัน อาทิ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ ทริปการเดินทาง โหมดการขับขี่ แทร็กชั่นคอนโทรล ABS ระบบของตัวรถ จะถูกแสดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน รวมไปถึงหน้าจอ TFT  มีระบบ Auto Night mode สามารถปรับความสว่างหน้าจอเองได้ ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก ๆ   ส่วนประกอบของตัวรถ อย่างตัวบาร์จับคนซ้อน แร็คหลังสำหรับติดกล่องใส่สัมภาระ ชิลด์หน้าสามารถปรับระดับได้ การ์ดแฮนด์ การ์ดหม้อน้ำ และอกล่างกันกระแทกที่ถูกติดตั้งมาให้จากโรงงานพร้อมใช้งานไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่จ่ายไฟได้แรงอีกด้วย เครื่องยนต์ใหม่ทรงพลัง ซูซูกิออกแบบเครื่องยนต์ใหม่แบบ Parallel Twin หรือ 2 สูบเรียง ความจุกระบอกสูบ 776 ซีซี หัวฉีดใหม่ที่ออกแบบให้มีรูฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10 รู พร้อมออกแบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา DOHC 8 วาล์ว ยังมีการออกแบบบาลานเซอร์ใหม่ที่นิ่งขึ้น และเครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังแรงม้า 83 แรงม้าสูงสุดที่ 8,500 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิด 78 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบ/นาที ระบายความร้อนเครื่องด้วยน้ำและออยคูลเลอร์  กำลังทั้งหมดถูกสั่งการตอบสนองจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ผ่านเกียร์บ๊อกซ์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ขึ้น-ลง ทำงานควบคู่กับ คลัตช์แอสซิสต์ช่วยให้มือคลัตช์เบา และขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น และส่งกำลังผ่านโซ่สเตอร์ไปที่ล้อหลัง ส่วนของถังน้ำมันเชื้อเพลิงจัดมาให้เต็มพิกัด 20 ลิตร และเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5  ช่วงล่าง ทัวริ่ง ลุยได้สบาย  ช่วงล่างใหม่ ออกแบบมาให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง แชสซีเหล็กใหม่ออกแบบให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ เฟรมยังรองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ 2 สูบเรียง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ก็เลื่อนขึ้นมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้บังคับควบคุมคอนโทรลตัวรถได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย   ระบบโช้คอัพกันต่อ ด้านหน้าให้มาเป็นของ Showa แบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร สามารถที่จะปรับค่า ความแข็งอ่อน ความหนืด การคืนตัว ได้ครบทั้งหมด       ส่วนด้านหลังเป็นโมโนโช้คพร้อมรีโมท สามารถปรับได้ 40 คลิก เต็มระบบเหมือนโช้คอัพด้านหน้า สามารถให้ระยะยุบรถคันนี้ได้ถึง 220 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นช่วงล่างรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่พร้อมลุยได้สบาย ๆ เลย      ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกจาก Nissin มาพร้อมจานเบรก 310 มิลลิเมตร และเบรกหลังดิสก์เบรกให้ขนาดจาน 260 มิลลิเมตร พร้อม ABS อิสระหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อซี่ลวดสีทองแบบใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว กับยาง 90/90-21 และ ล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70-17 พร้อมลุยข้ามอุปสรรคได้อย่างง่าย

รีวิว Lambretta G350

รีวิว Lambretta G350 หรูหรา พรีเมียม ระดับท็อป พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อปีที่แล้ว กับ Lambretta G350 สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากค่ายอิตาลี และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แลมเบรตต้า ไทยแลนด์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิว ทดสอบขับขี่ Lambretta G350 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เดี๋ยวไปดูกันว่า ตัวรถจะมีรายละเอียดอะไรที่เป็นความพิเศษ และการรีวิวครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวไปดูกัน แต่ก่อนอื่นเลย เราขอพามาทำย้อนอดีตไปดูต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “Lambretta” แบรนด์สกู๊ตเตอร์เก่าแก่อันโด่งดังจากอิตาลี ซึ่งผมเชื่อว่าไบค์เกอร์หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ามือใหม่หรือผู้อ่านหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักเช่นกัน สำหรับคำว่า “Lambretta” มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำแลมโบร (Lambro) ที่ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งก่อตั้งโดย Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ในยุคสมัยนั้น แต่เนื่องด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงงานเกิดระเบิดเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี Ferdinando Innocenti เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส มีความคิดริเริ่มในการสร้างยานพาหนะจากชิ้นส่วนเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ และจ้างวิศวกรฝีมือดีอย่าง Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre ที่เคยออกแบบเครื่องบินมาแล้วมากมาย มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้าง จนเกิดเป็นรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา ซึ่งนับจากตอนนั้นถึงปัจจุบัน แบรนด์ Lambretta มีอายุมาอย่างยาวนานถึง 76 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงยุค 60s ที่ประเทศอังกฤษ กับความสง่างามผสมผสานความคลาสสิกของรถแลมเบรตต้า สามารถหล่อหลอมเข้ากับวัฒนธรรมกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นได้ โดยกลุ่มดังกล่าว เรียกตัวเองว่า Mods (ม็อด) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบ หลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงแฟชันการแต่งตัวให้เข้ากับความคลาสสิกในยุคสมัยนั้น ทั้งการแต่งกายสะอาด เนี๊ยบ ในสไตล์อิตาเลียน พร้อมสัญลักษณ์ธงยูเนียนแจ็ค กับเป้าธนู ที่แจ็คเก็ต ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกแฟชันในยุคสมัยนั้นละก็ ให้ลองนึกถึงวง The Beatles ดูสิครับ โดยกลุ่ม Mods ในสมัยนั้นยังชื่นชอบทำกิจกรรมแหวกแนวและสุดโต่ง เหมือนกับวัยรุ่นบ้านเรานั่นแหล่ะครับ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวม็อดชอบแต่งรถตัวเองด้วยโคมไฟมากมาย นั้นก็เพราะกฎหมายของอังกฤษที่บังคับให้ยานพาหนะสองล้อ ต้องติดกระจกข้างอย่างน้อยหนึ่งอัน ดั้งนั้น ชาวม็อด จึงประชดประชันด้วยการใส่กระจก รวมไปถึงไฟที่ติดหลาย ๆ ดวงหน้ารถอีกด้วย โดยปัจจุบันแบรนด์ Lambretta ถือว่าเป็นค่ายรถสกู๊ตเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ขึ้นชื่อในความเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ มีดีไซน์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แถมยังมิกซ์กับสายแฟชันแบบไร้ขีดจำกัด และมีสาขาตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกทวีป ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้นำโมเดลเข้ามาจำหน่ายถึง 3 คลาสด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรหัส V, X และ G สำหรับโมเดล Lambretta G350 เป็นสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เปิดตัวมาพร้อมกับ Lambretta X300 ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคงยึด DNA แห่งความเป็นแลมเบรตต้าในสมัยก่อน แต่ยังคงแตกต่างด้วยสไตล์และคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ โดยโมเดล X300 มาในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก ผสมผสานความสปอร์ตและทันสมัย ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก ส่วนรุ่น G350 จะยังคงความคลาสสิกตามฉบับดั้งเดิม โดยตัวรถให้ความหรูหรา พรีเมียม ให้ฟีลลิ่งขับขี่ที่สมูท นุ่มนวล ตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความคลาสสิกโดยเฉพาะ ดีไซน์เอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์โมเดล Lambretta G350 นั้นเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยังคงเอกลักษณ์ DNA ความเป็น Lambretta เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Masterpiece of Italian Design” ที่ทางค่ายได้ตั้งใจถ่ายทอดออกมาด้วยความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน กับความพิเศษในโมเดลรุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship จากโรงงานนั่นเอง   เริ่มจากตัวรถที่ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก ตัวบอดี้เป็นโลหะเกือบทั้งคัน ตัดกับเส้นขอบสีเงินดูลงตัว โคมไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมออกแบบมาเป็นพิเศษ ไฟเลี้ยวแนวตั้งบิลต์อินข้างใน ไฟท้ายแยกกับไฟเลี้ยวดูเป็นสัดส่วน และใช้ระบบไฟเป็น

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น 

รีวิว S1000RR 2023 อัพเดตใหม่ แรงขึ้น ล้ำขึ้น  กลับมาอีกครั้งสำหรับการ  รีวิว S1000RR 2023 โมเดลอัพเดตใหม่ ที่เพิ่มทั้งความแรง และเทคโนโลยีใหม่ ๆ  และในครั้งนี้ได้มีโอกาสมาขี่ทดสอบในงาน BMW Motorrad Trackday 2023 ครั้งแรกของปีนี้ ที่ทางค่ายใบพัดสีฟ้าจัดให้สำหรับลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สนามระดับโลกอย่างช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ แน่นอนงานครั้งนี้เป็นกิจกรรมแทร็กเดย์ก็เลยจะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถ BMW ทั้งประเทศไทยมาร่วมตัวกันอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะลงขับขี่แทร็กเดย์ และพารถคู่กายคู่ใจมารีดสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ มีเท่าไรก็ใส่กันไปแบบไม่ยั้ง รวมไปถึง พี่ ๆ เพื่อน ๆ สื่อมวลชน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอทดสอบสุดหล่อซูเปอร์ไบค์เรือธง ประจำค่ายอย่าง BMW S1000RR 2023 ตัวใหม่ล่าสุด ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา โดยแบ่งเวลาให้ขับขี่ทดสอบกันแบบจุใจเต็มทั้งวัน ถือว่าถูกใจสายทดสอบอย่างยิ่ง ขอพูดถึงตัวรถปี 23 กันก่อน โมเดลนี้จะมีพื้นฐานหลัก ๆ เหมือนโมเดล 2020 อยู่ แต่มีบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไป และมีฟีเจอร์และเทคโนโลยีเสริมเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งให้ทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ทันสมัย เพื่อให้ตอบโจทย์กับไบค์เกอร์ยุคใหม่ ๆ นั่นเอง แฟริ่งใหม่พร้อมปีก เข้าเรื่องของรูปโฉมกันครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีแฟริ่งใหม่ดีไซน์ใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์  ติดปีกหรือวิงก์เล็ตมาจากโรงงาน ซึ่งปีกนี้จะสามารถสร้างแรงกดที่ล้อหน้าได้มากถึง 17.1 กิโลกรัมที่ความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้มีการยึดเกาะที่ล้อหน้ามากขึ้นและช่วยสร้างเสถียรภาพที่ความเร็วสูง ๆ ยังมีดีไซน์แรมแอร์แบบ M1000RR ตัวแรก ช่วยเพิ่มมวลอากาศไอดีที่จะเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น และยังมีในส่วนของ ชิลด์บังลมใหม่ที่มีการดีไซน์ให้มีองศาที่ชันขึ้นสูงขึ้น ถือว่าเป็นอีกส่วนที่ดีที่เลยปรับมาให้ เหมาะสำหรับสายออกทริปใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนความหล่อของหน้าจอเรือนไมล์ก็ให้หน้าจอสี TFT มาให้ ใช้งานร่วมกับมัลติคอนโทรลเลอร์ที่ปะกับทางด้านซ้ายใช้งานง่าย และอีกอย่างที่ถูกใจสายซ้อนก็คือมีเบาะนั่งคนซ้อนมาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนตัวแล้วมีติดอยู่อย่างเดียว ถ้าให้ระบบสมาร์ทคีย์มาจะดีมาก บล็อกเดิมจูนใหม่แรงขึ้น  ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังสั้น ๆ ตรงนี้ก่อนก็บอกเลยเครื่องยนต์แรงขึ้น เพราะปรับจูนมาใหม่ ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ตัว กลายเป็นว่าเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงบล็อกเดิมจูนใหม่นี้สามารถรีดแรงม้าสูงสุดได้ถึง 210 ตัวที่ 13,750 รอบ/นาที และให้แรงบิด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที โดยจะมีคันเร่งไฟฟ้าเป็นตัวควบคุมการตอบสนองระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถทั้งหมด  ในส่วนของทางระบายไอเสียก็ได้ดีไซน์ตัวแคทตาไลติกมาใหม่ให้ผ่านมาตรฐาน Euro 5 มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และควิกชิฟเตอร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าโมเดลก่อนหน้านี้ ฉะนั้นบอกได้เลยว่าปลายไหลได้ถึง 300 กิโลเมตร / ชั่วโมง แบบสบาย ๆ ช่วงล่างพร้อมซิ่ง  พูดถึงโครงสร้างจุดใหญ่ ๆ กันก่อนเลย ตัวเฟรมมีการปรับมาใหม่ พร้อมมุมองศาแผงคอ 66.2 องศา ตัวรถมีฐานล้อที่ยาวมากขึ้นจากเดิม 1,441 เป็น 1,457 มิลลิเมตร และ ระยะเทรลจากเดิม 93.9 เป็น 99.8 องศา ส่งผลให้มีการควบคุมรถที่นิ่งและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่แบบ WSBK ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานช่วงล่างมาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คหน้าแบบอัพไซด์ดาวน์ขนาด 45 มิลลิเมตร และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับได้เต็มระบบ พร้อมระบบปรับไฟฟ้า ที่จะช่วยตอบโจทย์การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกด้านหน้าแบบดับเบิ้ลดิสก์เบรก คาลิเปอร์โมโนบล็อกที่มีขนาดลูกสูบเท่ากับ M1000RR ตัวใหม่ ต่างกันเพียงแค่ดีไซน์และสีที่เป็นสีดำเพียงเท่านั้น ส่วนด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้ว ยางหน้า 120/70-17 ยางหลัง 190/55-17 สำหรับช่วงล่างที่ให้มาพร้อมซิ่ง รองรับความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ เทคโนโลยีจัดเต็ม ต่อกันที่เรื่องของเทคโนโลยี ก็ต้องขอเน้นเรื่องโหมดการขับขี่หรือ Riding Mode ซึ่งทางค่ายเขามีให้เลือกใช้แบบครบทุกสไตล์การขับขี่ เริ่มจาก Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro, Race และ Race Pro ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะมีฟังก์ชั่นการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละโหมด ก็ยังสามารถปรับตั้งค่าภายในโหมดนั้นเพิ่มเติมได้อีกด้วย ทำให้การขับขี่มีอรรถรสเพิ่มมากขึ้น จะเลือกเน้นนุ่มนวลปลอดภัย หรือมาแรง มาเต็มแบบถึงใจก็จัดให้ได้ไม่มีเสียแน่นอน และด้านล่างก็คือตารางที่ทำขึ้นมาให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในแต่ละโหมดและละส่วนการทำงานของระบบภายใน BMW  S1000RR 2023 Riding Mode Rain

รีวิว Horizon 300 SR Street Racer สปอร์ตกว่า พรีเมียมกว่า จัดไป..!!

หลังจากที่เปิดตัวโมเดลใหม่ไปช่วงเมื่อต้นปีอย่าง Alpha Volantis Horizon 300 จากทาง บริษัท ทริลเลี่ยน มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของค่ายสกู๊ตเตอร์แบรนด์ไทย พร้อมจัดเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดรุ่นพิเศษ กับ Alpha Volantis (อัลฟ่า วี) Horizon 300 SR Street Racer หรือ เรียกกันสั้นๆ Horizon 300 SR  และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสมา รีวิว Horizon 300 SR Street Racer พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่รุ่นนี้ เดี๋ยวมาดูกันว่าตัวรถจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แล้วจะตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นเบื้องหน้าผมนี่ ดูรวม ๆ ตัวรถแล้ว หล่อเลย น่าขับขี่สุด ๆ โลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลู เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษ พรีเมียม สำหรับโมเดล Horizon 300 SR รุ่นนี้ถูกออกแบบดีไซน์ผ่านแนวคิด Low&Wide Stance ซึ่งทางค่ายเองตั้งใจออกแบบทุกรายละเอียดผ่านเส้นสายและลวดลายอย่างพิถีพิถัน พร้อมอัปเกรดชุดแต่งเพิ่มเติมขึ้นมาจากรุ่นสแตนดาร์ดในหลาย ๆ จุด และยังมาพร้อมกับ สีเทาแบบซูเปอร์คาร์ (Assualt Gray) ตัดกับชุดสีดำเงากลอสแบล็กดูดุดันลงตัว รวมไปถึง ยังมีการใช้เอ็มเบล็มโลโก้สีดำพิเศษและโลโก้ Horizon 300 SR สีฟ้าแอ็กทีฟบลูบริเวณด้านหน้า เพิ่มความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยความพิเศษเฉพาะตัวในรุ่นนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นโมเดลที่ต้องหมายปองของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน ซึ่งตัวรถถูกตกแต่งด้วย SR Part รอบคัน เพิ่มลุคความหล่อ เท่ ดุดัน ด้วยชุดแต่ง Wide body kit พร้อมชิ้นส่วน Body Part จากโรงงานถึง 13 ชิ้นรอบคัน ออกแบบอย่างทันสมัย ลงตัว พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ ให้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม โดดเด่นและลงตัวตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ภายใต้นิยามความเป็น Urban Premium Scooter ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอีกด้วย แต่งเต็มด้วยชิ้นส่วน SR Part รอบคันถึง 13 ชิ้น มีอะไรบ้าง ไปดู..!! ช่วงหน้า แค็ปไฟหน้า 1 ชิ้น วิงก์เล็ตแอร์โร่ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ช่วงกลาง อกล่างแต่ง 1 ชิ้น ฮู้ดครอบช่องลม ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น ครอบแอร์อินเทค ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น พร้อมสติ๊กเกอร์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ช่วงท้าย ดั๊กเทล 1 ชิ้น ไวล์บอดี้ ซ้าย-ขวา 2 ชิ้น สปอยเลอร์ท้าย 1 ชิ้น ฝาครอบถังน้ำมัน พร้อมสติ๊กเกอร์แบรนด์ 1 ชิ้น ด้วยชิ้นส่วนตกแต่ง กับแค็ปไฟหน้าสีดำเงาตัดกับชุดสีรถ วิงก์เล็ตแอโร่ 2 ชิ้นซ้ายขวาบริเวณด้านหน้า ถูกออกแบบตามอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ฮู้ดครอบช่องลมซ้ายขวาบริเวณหลังที่พักเท้าเสริมระบบไหลเวียนอากาศเข้าไประบายความร้อนเครื่องยนต์ ครอบแอร์อินเทคติดกับพักเท้าสีดำ 2 ชิ้นซ้ายขวา และอกล่าง 1 ชิ้น บริเวณคอนโซลกลาง ให้ความสวยงามอย่างลงตัว รวมทั้ง ฝาครอบถังน้ำมัน สปอยเลอร์ท้ายติดสติกเกอร์เพิ่มความสวยงาม ดั๊กเทลตกแต่งเสมือนปีกด้านหลัง และมีตัวไวล์บอดี้ด้านข้าง 2 ชิ้นซ้ายขวาให้ความบึกบึนดูเติมเต็มมากยิ่งขึ้น และยังคงเอกลักษณ์พื้นฐานดั้งเดิมตามฉบับ Horizon 300 ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 276 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมพละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 18.4 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิด 21.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดดเด่นด้วยกำลังอัดที่ 10.1:1 ซึ่งถือว่าให้เคลมรอบต้นมาดีในคลาสนี้ รวมถึงเคลมอัตราการใช้น้ำมันที่ 3.13 ลิตร

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp เปิดตัวไปนานแล้ว แต่เพิ่งเปิดราคามานี้เองสำหรับสายลุยไซส์กลางของทางค่ายปีกนก แถมยังมาพร้อมราคาเร้าใจแบบสี่แสนมีทอน หรือที่ราคา 389,000 บาท งานนี้ทางเราก็เลยขอเรียบเรียง 9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp มาช่วยให้คนที่กำลังลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกันครับ จุดที่ 1 สวยโดดเด่น อันนี้การันตีด้วยรางวัล Reddot Winner 2023 ด้านการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรางวัลนี้รถต้องสวยจริง ๆ ถึงจะได้รางวัลนะเออ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคันแบบง่าย ๆ นะ ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในแบบที่ดูเรียบง่ายลงตัว ไร้ซึ่งส่วนเกินที่จะทำให้ดูเทอะทะ จุดที่ 2 ชิลด์หน้ากันลมได้เยี่ยม โดยมีการออกแบบชิลด์หน้าให้ป้องกันลมปะทะ และตัดลมเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดี ช่วยให้เวลาขับขี่ทางไกลไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างผ่อนคลายสบายใจยิ่งขึ้น จุดที่ 3 หน้าจอสีทันสมัย สำหรับโมเดลนี้มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านการใช้งาน Honda Road Sync ที่ช่วยให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อรับสาย โทรออก ส่งข้อความ หรือฟังเพลงได้อีกด้วย ตอบโจทย์การเดินทางที่แสนสะดวกสบายจริง ๆ อีกทั้งยังปรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอได้มากถึง 4 แบบเลยทีเดียว จุดที่ 4 ขุมพลังแรงด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของทางค่าย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ของเจ้าทรานส์แอลป์คันนี้ให้กำลังแรงถึง 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงมากถึง 77 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ความแรงดังกล่าวได้มากด้วยการใช้เทคโนโลยีแอร์วอร์เท็กซ์ดึงอากาศป้อนเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้เร็วและมาก ทำให้ได้รอบต่ำที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันรอบกลางก็ตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ตัวกระบอกสูบเองก็ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารนิกเกิ้ลและซิลิคอนคาร์บอน ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอและยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้เป็นอย่างดี และจุดนี้เองที่ช่วยให้เครื่องยนต์แรงขึ้นที่รอบสูง ๆ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งทางดำและทางดินเลยทีเดียว จุดที่ 5 ตัวรถน้ำหนักเบา ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวแล้วเพียง 208 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถสายลุยนั้นปกติแล้วส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่เจ้าคันนี้มี้น้ำหนักที่เบาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีหลากหลายและมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การที่ตัวรถน้ำหนักเบาจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ได้สบาย และแน่นอนว่ามันให้ความคล่องตัวที่ดี จุดที่ 6 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยมีให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Gravel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถตั้งค่าเองได้ ซึ่งการมีโหมดที่ให้มาหลากหลายทำให้สะดวกและง่ายต่อการเลือกใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่แบบต่าง ๆ หรือจะใช้โหมด User และปรับตั้งค่าต่าง ๆ เองก็ย่อมทำได้เช่นกัน จุดที่ 7 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย คุณลองคิดดูสิครับราคารถไม่ถึงสี่แสนแต่ได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในเรื่องของการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นยังไม่หมดเลยนะครับ ยังมีระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดเฉพาะที่ล้อหลังได้ มีระบบ HSTC หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย จุดที่ 8 มีช่องชาร์จไฟแบบ USB Type C โดยจะอยู่ใต้เบาะ ให้เราชาร์จอุปกรณ์หรือแก็ดเจ็ดต่าง ๆ ได้เร็วแรงยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นแค่เพียง USB Type A หรือเป็นช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ธรรมดา จุดที่ 9 ราคาคุ้มค่ามาก ๆ สำหรับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใกล้เคียงกันนี้บอกเลยว่าคันนี้ราคาดีมาก ๆ ยิ่งหากเทียบกันในเรื่องของออปชันที่ให้มารวมถึงสมรรถนะแล้วบอกเลยว่าราคา 389,000 บาทนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก ๆ ราคาดีมาก ๆ จริง ๆ ครับ ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ อ่านมาครบเก้าข้อแล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะตัดสินใจกันได้แล้วครับว่าคันนี้เป็นยังไง โดนใจพอหรือยังนะครับ หวังว่าคอนเทนต์นี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023

รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 สายลุยไซส์กลาง ไฮเทคเต็มระบบ  เป็นการรีวิวทดสอบที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งนึงที่เราได้มา รีวิว Aprilia Tuareg 660 2023 หลังจากเปิดตัวที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 749,000 บาท ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้เรามาทดสอบกันที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่เราจะได้ทดสอบทั้งแบบแอดเวนเจอร์ในสถานที่ปิด และการขับขี่แบบออนโร้ดบนถนนจริงกับทางยาว ๆ ซึ่งทาง Aprilia Thailand จัดให้ทดสอบกันแบบเต็มสมรรถนะไม่มีกั๊กกันเลย เอกลักษณ์ระดับตำนาน เรามาดูตัวรถคันนี้ก่อนดีกว่า เห็นเพรียว ๆ บาง ๆ แบบนี้มีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลย เริ่มต้นกันที่ชื่อ Tuareg ซึ่งก็มีที่มาว่าทำไมต้องชื่อนี้ ทัวเร็ก สื่อถึงสัญลักษณ์ของความอิสระ ไร้พรมแดน พร้อมที่จะผจญภัยในทุกเส้นทางได้อย่างอิสระไร้ขอบเขต เหมือนชนเผ่าโบราณในชุดสีฟ้า ผู้ที่อาศัยอยู่กลางทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ เป็นเสรีชนที่มองว่าตนเองคือ “ผู้รักในอิสระ”  ในการออกแบบคันนี้ทาง Piaggio Advance Design Center ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind จากปี 1988 ที่มีเครื่องยนต์สูบเดียว 562 ซีซี ถือว่าเป็นออฟโรดระดับตำนานอีกรุ่น ที่ยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบสร้างคันนี้ขึ้นมา ถือว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีแดง Martian Red, สีทอง Acid Gold และสีน้ำเงิน Indaco Tagelmust ตัวรถคันนี้ถูกออกแบบมาในสไตล์ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เพรียวบาง เป็นสายลุยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งการดีไซน์ วัสดุและงานประกอบต่าง ๆ ที่ดูแล้วก็รู้เลยว่านี้คือ อาพริเลียแน่นอน ด้วยไฟหน้าดีไซน์คล้ายปีกค้างคาว แบ่งออกเป็น 3 ช่องด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ กลายเป็นเทพสามตาตามคอนเซ็ปต์ของทางค่าย ระบบส่องสว่างเป็นแบบ Full LED ทั้งคัน พร้อมหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว เด่นทั้งดีไซน์ รวมไปถึงตัวแฟริ่งที่มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกด้วยเรื่องนี้ การันตีไม่มีใครเหมือน  นอกจากการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ทางค่ายยังคงคำนึงถึงจุดยึดตามตัวเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กพร้อมซับเฟรมให้ความแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเพิ่มจุดยึดระหว่างเครื่องยนต์และตัวถังจาก 3 จุดเป็น 6 จุด ทำให้แข็งแรงสมบุกสมบันมากขึ้น ทั้งออกแบบศูนย์ถ่วงให้ต่ำเพื่อความคล่องตัว ให้ทั้งความสบาย ตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ดมากขึ้น ถ้าเติมน้ำมันเต็มถัง จำนวน 18 ลิตร ที่โรงงานเคลมมาว่าเต็มถังวิ่งได้ 450 กิโลเมตร จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวทั้งหมด 204 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักที่รับได้ในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ไซส์นี้  มาดูสัดส่วนแบบหลัก ๆ ที่หลายคนชอบสงสัยก่อนที่จะซื้อรถสิ่งแรกเลยคือความสูงของตัวเบาะรถ ที่มีความสูง 860 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 240 มิลลเมตร ระยะความยาวฐานล้อจากล้อหน้าไปล้อหลังอยู่ที่ 1,525 มิลลิเมตร และความกว้างของตัวรถจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา 965 มิลลิเมตร โดยรวมแล้วมองว่าเป็นไซส์กลางที่มีความเพรียว ยาว สูง เน้นคล่องตัว ภาระน้อย ผ่านอุปสรรคได้ง่าย ๆ  หัวใจหลักของสายลุย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 659 ซีซี เกียร์ 6 สปีด ผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ Tuono 660 และ RS660 แต่เครื่องยนต์ตัวนี้มีการปรับอัตราทดเกียร์มาใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับฟันสเตอร์หน้า จากเดิม 17 ฟัน ลดเหลือ 15 ฟัน ยังมีปรับระบบทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ เรียกกำลังแรงบิดให้มาไวมากยิ่งขึ้น ทำให้เครื่องของเจ้า Tuareg 660 คันนี้ สามารถให้พละกำลังแรงม้า สูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งมาไวกว่าพี่น้องสายสปอร์ตที่เป็นพื้นฐานเครื่องเดียวกัน ตอบโจทย์สายลุย สายออฟโร้ดเลยแบบนี้  ช่วงล่างก็สำคัญ จัดมาให้แบบเต็มพิกัดจากโรงงาน เริ่มที่ตัวโช้คอัพจาก KYB โช้คหน้าอัพไซส์ดาวน์แกนขนาด 43 มิลลิเมตรมาพร้อมระยะยืดยุบ 240 มิลลิเมตร โช้คอัพหลังแบบซับแทงค์มีระยะยืดยุบ 106.5 มิลลิเมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Horizon 300

Horizon 300 บิดเค้นสมรรถนะ กทม – ชลบุรี พร้อมตัวแต่ง SR Edition  กลับมามีสีสันในการทดสอบรถอีกเช่นเคย สำหรับการทดสอบรถ Alpha Volantis รุ่น Horizon 300 ในรูปแบบออกทริปใช้งานจริงบนระยะทางไกล ที่ครั้งนี้พิเศษกว่าทริปทั่ว ๆ ไป เพราะทางค่ายนี้จัดรถมาให้ทดสอบแบบครบสเปคเลย มีทั้งโมเดลสแตนดาร์ด โมเดลสเปเชี่ยลอิดิชั่นตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Horizon300SR Street Racer มาให้ทดลองขับขี่ด้วย รวมไปถึงโมเดลสเปครถพิเศษที่ได้มีการโมดิฟาย เครื่องยนต์ ชุดขับเคลื่อนใหม่ มาให้บรรดาสื่อมวลชนได้สัมผัสความแรงจากพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวนี้กันด้วย สำหรับทริปนี้ เป็นทริปทางไกลข้ามจังหวัดแบบวันเดย์ทริป กทม – ชลบุรี วันเดียวสบาย ๆ แบบชิลล์ ๆ โดยเราเริ่มต้นจากบริษัท Trillion Motor Thailand พระราม 9 มีการจับฉลากแบ่งตัวรถกัน ว่าใครจะได้ตัวไหน แบบไหน รุ่นไหน ก็วัดดวงกันไป เดียวก็ไปสลับ ๆ กันขี่เอาในรูทเดินทาง ดูสนุกดีนะ ไม่จำเจ ส่วนผมนั้นได้ รถสแตนดาร์ดสีเทา Hazy Sky Gray มามะ..เริ่มได้.. ช่วงเช้า เรามุ่งหน้าไปยัง Starbuck FN Outlet บางปะกง ฉะเชิงเทรา สภาพการจราจรในเช้าวันทำงาน ช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นบททดสอบความคล่องตัวได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวรู้สึกได้ว่าขี่ง่ายเช่นเดิม (เคยขี่มารอบนึงแล้ว) มีการปรับลูกเล่นตัวเบาะเพิ่มขึ้นมาให้สบายมากขึ้น นุ่มขึ้น อันนี้รู้สึกได้ พวกเราเลือกเส้นทางรองวิ่งผ่านกรุงเทพกรีฑา ถนนฉลองกรุง วิ่งข้ามถนนมอเตอร์เวย์ กว่าถึงจุดพักแรกเล่นเอาเละเหมือนกันเนื่องจากช่วงเช้าฝนตก บวกกับถนนที่เป็นลูกรัง เลอะหน่อย แต่ก็ผ่านมาได้แบบสบาย ๆ หลังจากเติมคาเฟอีนกระตุ้นความแรงในตัวเสร็จแล้ว ต่อมาเรามุ่งหน้าเข้าถนนบางนาตราด จะมาออกแถวโรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งเป้าไปที่สะพานชลมารควิถี หรือบางคนก็เรียกสะพานใหม่ชลบุรีนั้นละจำง่ายดี เส้นนี้เป็นเส้นเรียบชายทะเลดูวิวสวยเหมาะอย่างยิ่งสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์มากินลมชมวิว แล้วไปต่อกันที่เขาสามมุข เข้าจุดชมวิว ถ่ายรูป มุมถ่ายรูปเยอะเลย รถเราเองที่ขับมาก็ดีไซน์สวยถ่ายรูปออกมาก็ดูดีไปเสียหมด ต้องยอมรับเลยนะดีไซน์คันนี้ ออกแบบมาได้สวยสะดุดตาจริง ๆ สังเกตจากคนมองรอบข้างได้เลย ต่อจากจุดนี้เองก็ได้มีโอกาสสัมผัสรถที่ผ่านการโมดิฟายมาสักที พื้นฐานเครื่องยนต์ 1 สูบ 276 ซีซี ให้แรงม้าที่ 18.5 แรงม้า เดิม ๆ ส่วนตัวก็คิดว่าขี่สนุกแล้วนะ มาขี่คันที่โมดิฟายมา ท่อไอเสียผ่าใหม่ โมดิฟายมาให้แรงขึ้น บอกเลยว่าคนละคัน เราขับไปที่ บางพระ ได้มีโอกาสลองท๊อปสปีดคันนี้ สามารถทำได้ ทะลุ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังไปต่อได้อีกนะแต่การจราจรไม่เป็นใจ เพราะผมยังคงยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อน แต่โดยรวมเครื่องยนต์ตัวนี้ ถ้าทำได้ขนาดนี้ ส่วนตัวคิดว่าดีเลยล่ะ ชอบ ๆ เลยนะ ขี่สนุก บิดติดมือ แต่ก็ขี่ได้แค่พอหอมปากหอมคอก็หมดเวลามันส์แล้ว เราเดินทางมาถึงร้านอาหารเที่ยง Vanilla Sky ที่อำเภอบางพระ ห่างจากเขาสามมุขไม่ไกลมาก ร้านนี้ต้องบอกเลย มีแต่ของอร่อย วิวสวย บรรยากาศดี ลูบท้องอิ่มไปอีก 1 มื้อ นั่งชมวิว กินลม ชมรถ Horizon 300SR อิดิชั่นนี้แต่งแบบ Wide Body มาให้จากโรงงาน หล่อ จบ ครบมาทีเดียวเลย ชมกันไปเบาๆก่อน ให้อาหารในท้องได้ย่อยกันหน่อย บ่ายนี้ ต้องไปต่อกาแฟที่ Harudot Café แถวอำเภอศรีราชา ร้านนี้เราก็ช๊อบ ชอบ งานดี งานสวย กาแฟอร่อย เป็นอีก 1 ร้านที่แนะนำเลยต้องมาลอง ขากลับเราก็ล่องกลับมาตามทางเดิมเมื่อเช้า ถนนเดิม ทางเดิม แต่เส้นทางที่คุ้นเคยมากขึ้น เราก็ได้มีโอกาสใช้ความเร็วมากขึ้น แน่นอน สมรรถนะส่วนต่าง ๆ ของตัวรถถูกใช้งาน มากขึ้น ได้สัมผัสหลาย ๆ อารมณ์ในการขับขี่ ทางตรงยาว ๆ การเปลี่ยนเลนส์แบบกะทันหัน การเบรก ถือว่าพัฒนาตัวรถออกมาตอบสนองการใช้งานได้ดีเลย สำหรับทริปนี้เป็นการทดสอบรถเชิงท่องเที่ยว แบบวันเดย์ทริป ขี่ไปกลับระยะทางทดสอบ 238 กิโลเมตร ส่วนตัวก็คิดว่าบิดกันแบบมือตึงพอสมควร ถ้าเทียบกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน ส่วนต่าง ๆ

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก

5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 สปอร์ตเรซซิ่งตัวแรงจากค่ายปีกนก เปิดตัวมาได้ร้อนแรง กับโมเดลสปอร์ตเรซซิ่งพิกัด 250 ซีซี จากค่ายปีกนกอย่าง CBR250RR SP 2023 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เร่งทะยานสู่โลกความแรง – The Rush To The Race” ซึ่งเป็นโมเดลตระกูล RR ที่ได้รับการถอดแบบเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง RC213V ยกมาใส่ในรุ่นนี้ ให้สัมผัสความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand จะพามาเจาะ 5 จุดเด่น CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  1.ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ตามฉบับ RR ซีรี่ย์  จุดเด่นที่ 1 ในด้านรูปลักษณ์ตัวรถมีการดีไซน์ใหม่รอบคัน ให้ความโฉบเฉี่ยว ทั้งลายกราฟิกแบบใหม่ มาพร้อมสี Tri-Color ชิลด์หน้าปรับสูงขึ้น ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมไฟสูงดีไซน์ใหม่ เบาะ 2 ชิ้น เสริมความกำยำด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง 2 ชั้น และปลายท่อคู่ เพิ่มมิติความสปอร์ตไปอีกระดับ 2.เครื่องยนต์ไม่เป็นรองใคร จุดเด่นที่ 2 กับสมรรถนะโดดเด่นในคลาส 250 ซีซี กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 วาล์ว และได้รับการปรับจูนใหม่ให้ทรงพลังมากขึ้น จากแรงม้าเดิมที่ 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ พร้อมแรงบิด 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด  3.ช่วงล่างตอบโจทย์ ซับแรงกระแทกได้ดี จุดเด่นที่ 3 กับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพด้านหน้าจาก Showa SFF- BP โช้คหลังเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ปรับได้  5 ระดับ นอกจากนี้ใช้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดียิ่งขึ้น ปั๊มเบรกคุณภาพจาก Nissin มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  4.สมรรถนะเต็มพิกัด จุดเด่นที่ 4 ระบบเทคโนโลยีที่มาให้ในรุ่นนี้ ทั้งหน้าจอดิจิทัล LCD พร้อมเทคโนโลยีที่ถอดมาจากรถแข่ง RC213V ทั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ระบบคันเร่งไฟฟ้า ยังรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 3 โหมด (Comfort, Sport, Sport+) ที่พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์สายบิดอย่างเต็มพิกัด  5.ศูนย์บริการครบครัน และมากที่สุดในประเทศ  จุดเด่นที่ 5 ที่ต้องขอหยิบยื่นมาเขียน ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น สำหรับการบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงคุณภาพ กับศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามากที่สุดในประเทศ ที่พร้อมให้บริการเซอร์วิสอะไหล่ ซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์เพราะฉะนั้นลูกค้าสามารถวางใจได้หากรถเกิดมีปัญหา สามารถเข้าศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียง และการันตีได้เลยว่า พนักงานให้บริการได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน  จุดเด่นเยอะขนาดนี้ เหมาะกับเป็นโมเดลสายสนามแข่งเสียจริง สำหรับใครที่กำลังมองหา รถสปอร์ตสนามแข่งในราคาที่จับต้องได้ซักคัน จะเอาไว้ใช้ขับขี่บนท้องถนนก็ได้ หรือเอาไปซิ่งในสนามแข่งก็ดี ในราคา 2.7 แสนบาทมีทอน ก็ขอแนะนำเจ้า CBR250RR SP 2023 รุ่นนี้ ไว้เป็นอีก 1 ตัวเลือก เชื่อว่า รถสมรรถนะดี ๆ ให้มาเต็มพิกัดแบบนี้ คุ้มค่าแน่นอน  สามารถชมรถตัวจริงได้ที่ศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ Honda Wing Center และ Honda Big wing หรือตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือรับชมทางเว็บไซค์ออฟฟิเชียลผ่านทางเว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th  ยังไงก็อย่าลืม ฝากติดตามข่าวสารทางเพจ SuperBike Thailand ไว้ในโอกาสหน้านี้ด้วย เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ : fb.com/HondaBigBikeTH  รับชมรีวิว https://www.superbikemag.com/รีวิว-cbr250rrsp2023-2023-honda-รถแข่ง-ค่ายปีกน/  รับชมสเปค ได้ที่ https://www.superbikemag.com/สเปค-cbr250rr-sp-รถใหม่/  อ่านข่าวอื่นๆ