Honda News
Admin Superbike Admin Superbike

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก

รีวิว All New Honda CBR1000RR-R Fireblade แบบเจาะลึก หลังได้ลองซิ่งในสนามระดับโลก
 รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

วันนี้เรามา รีวิว Honda CBR1000RR-R Fireblade ที่สุดของรถซูเปอร์ไบค์แบบโปรดักชัน เท่าที่ฮอนด้าได้สร้างมาเลยก็ว่าได้ หลังจากเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่พร้อมๆ กันกับ CBR600RR ทางฮอนด้าเองก็จัดให้สื่อได้ทดสอบหลังจากเปิดตัวได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น และทางเราก็ได้เทียบเชิญเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วย โดยครั้งนี้เล่นใหญ่ไปขี่ทดสอบกันที่สนามระดับโลกอย่างสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์กันเลย

เกริ่นกันถึงที่มาของรหัสท้ายของเจ้า CBR ที่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีเพิ่ม R ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เป็น RR-R หรือบางคนเรียก ดับเบิ้ลอาร์ อาร์ หรือ ทริปเปิ้ลอาร์ โดย RR-R ที่ว่ามันก็มีความหมายของตัวมันเอง เพราะเป็นรหัสที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน บรรจุเทคโนโลยีระดับสูงสุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการขับขี่ นั้นละคือ RR-R (Racing Replica Race)

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้เป็นการทดสอบรีดประสิทธิภาพของตัวรถให้ออกมาได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะตัวรถเองนั้นก็มีทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรก รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ได้ทดลองใช้งานมากมาย

 

ไม่ใช่แค่หล่ออย่างเดียว

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

มาพูดถึงรูปร่างกันก่อนเพราะเปิดตัวมาเป็นที่สะดุดตาเอาอย่างมากทั้งสีตัว SP ที่มาในชุดสีแบบ Tri Color และตัว Standard ที่บ้านเรานั้นมีขายเฉพาะสีดำล้วน แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกอย่างที่ดีไซน์และออกแบบมาล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายมีประโยชน์

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

แฟริ่งของโมเดลใหม่นี้มีการออกแบบให้มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานจากอากาศให้น้อยที่สุดในขณะที่ขับขี่เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน โดยมีค่า CD Coefficient of Drag ที่ 0.270 (ผลสำรวจของฮอนด้าเมื่อพฤศจิกายน 2019) พูดสั้นๆ ว่าแอโรไดนามิกดี ช่วยให้ลดแรงฉุดที่เกิดจากกระแสลมได้มากนั่นเอง

แฟริ่งด้านหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมดมีช่องแรมแอร์รับอากาศที่มากขึ้น โดยทางเข้าของอากาศมีขนาดเทียบเท่า RC213V โดยแรมแอร์จะอยู่ตรงกลางหน้ารถส่งผ่านอากาศเข้าเป็นเส้นตรงสู่กรองอากาศ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดูดุดัน หล่อล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว

 

ชุดแฟริ่งด้านล่างมีการจัดวางให้ใกล้กับล้อหลังของตัวรถมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยลดแรงปะทะของอากาศและน้ำที่ล้อหลัง ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิของยางและรักษาแรงยึดเกาะที่ยางหลังให้สเถียรอีกด้วย

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

อีกหนึ่งส่วนอย่างวิงก์เล็ต Winglet ที่เป็นเทคโนโลยีจาก MotoGP สู่รถโปรดักชัน ออกแบบมาให้มี 3 ชั้น ช่วยสร้างแรงกดหรือ Downforce ที่ด้านหน้าตัวรถได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพิ่มการยึดเกาะและการคอนโทรลขณะเข้าโค้งในความเร็วสูงๆ ได้ดี

ออกจากเรื่องของแฟริ่งกันบ้าง เจ้า Fireblade คันใหม่นี้ยังมีไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว ดุดันมากกว่าเดิม ไฟเลี้ยวมาพร้อมระบบ Auto Cancel คือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วเมื่อเลี้ยวแล้วไฟจะปิดเองอัตโนมัติอีกด้วย

ในส่วนของเรือนไมล์ก็จัดให้เต็มที่ เป็นหน้าจอสี TFT มาเลย ทั้งสวยงามและล้ำสมัยดูลงตัว เป็นหน้าจอแสดงผลที่นำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาให้ใช้อย่างครบครัน มีทั้งการแจ้งข้อมูลสถานะต่างๆ ทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ สถานะการตั้งค่าโหมดต่างๆ หน้าจอแสดงเสถียรภาพองศาการเอียงของตัวรถ อุณหภูมิเครื่องยนต์ และที่สำคัญมีโหมดจับเวลาต่อรอบ ซึ่งเหมาะสำหรับการแข่งขันหรือการขับขี่แบบแทร็กเดย์ในสนามแข่งอีกด้วยครับ

 

ขับขี่มั่นใจไม่ว่าจะนอกหรือในสนาม

ฮอนด้าได้ออกแบบการรับน้ำหนักโดยวางเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง โดยการสร้างบาลานซ์น้ำหนักอยู่กลางลำตัวรถพอดิบพอดีเลย มีการออกแบบแฮนด์บังคับให้กว้างขึ้น เมื่อรวมกับตำแหน่งเบาะนั่งและที่พักเท้าใหม่ ทำให้รู้สึกกระชับมั่นใจ ช่วยให้พลิกเลี้ยวและมั่นใจในการขับที่ความเร็วสูงๆ มากขึ้น

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

สำหรับถังน้ำมันปรับให้ต่ำลง 45 ม.ม. พร้อมกับมีร่องเว้ารับกับช่วงคางเวลาหมอบพอดี ทำให้ก้มหลบลมเมื่อขับขี่แบบเรซซิ่งได้ดีขึ้น และตัวชิลด์หน้ามีการปรับองศาจาก 45 องศาเป็น 35 องศา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดแรงปะทะจากลมได้มากยิ่งขึ้น

เฟรมใหม่ทำจากอลูมิเนียม

เฟรมนั้นจะเป็นแบบไดมอนเฟรมทำจากอลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา แข็งแรง รองรับแรงบิดได้ทุกสภาพ สามารถที่จะช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและสนามแข่งทำได้ดีมีความมั่นคงในทุกการควบคุม

สวิงอาร์มอลูมิเนียมเกรดเดียวกับ RC213V-s

สวิงอาร์มเองก็ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งทางฮอนด้าเคลมมาว่าเป็นอลูมิเนียมเกรดเดียวกับ RC213V-S ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 18 ชิ้น มีความหนาที่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้แล้วมีความยาวเพิ่มขึ้น 30.5 มิลลิเมตร แต่ยังคงมีน้ำหนักเท่า และยังมีการปรับบาลานซ์ของความแข็งแรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของล้อหลังให้ดีขึ้น

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade
แพท้ายใหม่ กะทัดรัด น้ำหนักเบา

และเฟรมส่วนสุดท้ายที่สำคัญอย่าง แพท้าย หรือ Seat Rail ออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดมากขึ้น และเลือกใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ทำให้ได้ขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และรองรับท่าทางการขับขี่ในสนามแข่งได้ดี โดยที่ยังคงแข็งแรงและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม

 

ช่วงล่างระดับแนวหน้า

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

ในส่วนของช่วงล่างทั้งสองตัวที่วางจำหน่ายจะแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งนึงที่เหมือนกันก็คือ การยึดหัวโช้คหลัง ที่มีการปรับเปลี่ยนตัวยึดใหม่ แบบ Pro link โดยการจับยึดส่วนบนของโช้คหลังที่ออกแบบให้ยึดกับตัวแคร้งเครื่องยนต์ แบบเดียวกับรถแข่ง MotoGP ช่วยลดน้ำหนักของเฟรม เพราะชิ้นส่วนเฟรมน้อยลง และช่วยลดแรงกระทำจากด้านหลังที่จะส่งไปยังด้านหน้าของตัวรถ ทำให้การขับขี่มั่นใจและมั่นคงในทุกช่วงความเร็ว

ในส่วนของช่วงล่างตัว SP จะเด่นกว่าคู่แข่งหลายๆ ค่ายเลยละครับ เพราะว่าได้แบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Ohlins เข้ามาเป็นชิ้นส่วนติดรถออกมาจากโรงงาน โดยโช้คอัพหน้า Ohlins NPX มาพร้อมกระป๋องเล็กๆ บิลต์อินแก๊สมาในตัว

และในส่วนของโช้คหลัง Ohlins TTX 36 Subtank สามารถปรับตั้งค่าผ่านระบบ Ohlins Smart EC System Gen 2 ซึ่งสามารถควบคุมความหนืด แข็ง-อ่อน แบบปรับไฟฟ้าผ่านแผงหน้าจอเรือนไมล์ได้เลย

ช่วงล่วงล่างของตัว Standard โช้คอัพหน้าของ Showa BPF และโช้คอัพหลัง Showa BFC-Lite เป็นโช้คที่สามารถปรับค่าความหยืดได้เช่นกันแต่ต้องปรับตั้งเซ็ตค่าด้วยมือ โดยโช้คอัพตัวนี้ปรับปรุงโครงสร้างเดิมจากรุ่น 2017 ทำให้มีน้ำหนักเบากว่า และเพิ่มคุณภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของยางคันที่ได้ทดสอบจะใส่ Pirelli DIABLO SUPERCORSA SP (หรือยางสายฟ้า) ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานขนาด 120/70 และ 200/60 ถือว่าเป็นขนาดยางแข่งสมรรถนะสูงที่ถูกติดรถตัวท๊อปมาจากโรงงาน มาพร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว หล่อๆ มาเลย

ในเรื่องของระบบเบรกก็ถือว่าเป็นมาตรฐานแล้ว โดยมีระบบเบรกจาก Brembo ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานในตัว SP ซึ่งด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่แบบ Floating (มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จาก 320 ม.ม. เป็น 330 ม.ม. และเพิ่มความหนาจานหน้าให้หนามากกว่าเดิมจาก 4.5 เป็น 5.0 ม.ม. เพื่อรองรับแรงม้าที่มากขึ้น) กับคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก 4 พ็อต

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 พ็อต แต่สำหรับโมเดล Standards เบรกหน้าจะคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกจาก Nissin

 

ขุมพลังแรงตัวใหม่

สำหรับเครื่องยนต์ตัวใหม่ มีการปรับเปลี่ยนพัฒนามาใหม่ทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่ความจุซีซียังเท่าเดิม 999 ซีซี เครื่องยนต์ตัวนี้ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีแรงม้าอยู่ที่ 162 แรงม้าที่ 10,500 รอบ/นาที ออกแบบแรมแอร์ใหม่ดูดอากาศเข้าห้องกรองอากาศตัวใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพิ่มพื้นที่ 16% เพื่อให้อากาศเพียงพอต่อการจุดระเบิดได้มากและดีขึ้นกว่าเดิม

เครื่องยนต์ตัวใหม่ มีการปรับเปลี่ยนพัฒนามาใหม่ทั้งตัว

มีเรือนลิ้นเร่ง 4 ลิ้นอิสระเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางจาก 48 มิลลิเมตร เป็น 52 มิลลิเมตร ทำให้ส่งผลให้วาล์วลิ้นปีกผีเสื้ออยู่ใกล้ห้องเผาไหม้มากขึ้น พอร์ตไอดีใหม่ทำให้น้ำมันและอากาศผสมก่อนที่จะเข้าจุดระเบิดทำได้ดี รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

มุมวาล์วด้านไอดีเปลี่ยนองศาและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีการออกแบบปรับมุมองศาของวาล์วจากเดิม 11 องศาเป็น 9 องศาจากแนวลูกสูบ ทำให้ไอดีเข้าห้องเผาไหม้ไวกว่าเดิมอีก 2 % เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้แรงขึ้นได้

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade
แคมชาฟต์ใหม่

เพลาลูกเบี้ยวหรือแคมชาฟต์พัฒนาใหม่มาใช้งานร่วมกับ Rocker Arm แทนแบบถ้วยเดิมๆ เพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลง ทำให้ลดภาระการคืนตัวในแบบเดิมทำได้ดีกว่าเดิมถึง 75% และยังเคลือบสารลดแรงเสียดทาน DLC (Diamond like Carbon) ระหว่างผิวสัมผัสอีกด้วย รองรับการทำงานที่รอบสูงๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลูกสูบแบบเดียวกับ RC213V-S

มาถึงส่วนสำคัญอย่างลูกสูบ ใช้ลูกสูบแบบเดียวกับ RC213V-S ซึ่งอ่านไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นลูกสูบขนาดเดียวกันกับรถ MotoGP มีความกว้างของลูกสูบและระยะชัก จาก 76 X 55.1 เป็น 81 X48.5 มิลลิเมตร เท่ากับว่าลูกสูบใหญ่ขึ้นและมีระยะช่วงชักที่สั้นลง

วัสดุตัวลูกสูบเป็นอลูมิเนียมผลิตขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีปั๊มขึ้นรูปไร้รอยต่อ (Aluminum Forged Piston) สลักลูกสูบใหญ่ขึ้นจาก 17 ม.ม. เป็น 18 ม.ม. และร่องใส่แหวนลูกสูบเคลือบนิกเกิลฟอสฟอรัส ลดแรงเสียดทานได้เป็นอย่างดี

ก้านสูบไทเทเนียม

ก้านสูบไทเทเนียมน้ำหนักเบาลงมากกว่าเดิมถึง 50% ข้อเหวี่ยงพัฒนาใหม่ขยายเส้นผ่าศูนย์กลางเพลาข้อเหวี่ยงส่วนที่ยึดก้านสูบจาก 34 มิลลิเมตร เป็น 35 มิลลิเมตร และยังเพิ่มความหนาของแคร้งเครื่องยนต์เพื่อลดการบิดตัวและรองรับการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีรอบจัดและสมรรถนะสูงขึ้น

พัฒนาเซนเซอร์ตรวจตำแหน่งข้อเหวี่ยงใหม่ CKP Sensor ทางฮอนด้าพัฒนาการตรวจตำแหน่งจับข้อเหวี่ยง โดยเพิ่มจำนวนร่องฟันการนับองศาการทำงานของเครื่องยนต์จากเดิม คำนวณทุกๆ 30 องศา พัฒนาให้คำนวณถี่ขึ้นเป็น คำนวณทุกๆ 10 องศา เพิ่มความละเอียดในการจุดระเบิดที่แม่นยำทุกย่านความเร็ว

 

ไม่ใช่แค่ทำแรง แต่ Honda ยังคำนึงเรื่องระบบส่งกำลัง เพื่อให้ส่งกำลังลงพื้นให้ได้มากที่สุด จึงมีการพัฒนาชุดคลัตซ์ใหม่ทั้งหมด เพิ่มจำนวนแผ่นคลัตช์จากเดิม 9 แผ่นเป็น 10 แผ่นและใส่ระบบแอซซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปด้วย ซึ่งการเพิ่มจำนวนแผ่นทำให้การจับของคลัตช์ทำได้ดีขึ้น ส่วนระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ช่วยในเรื่องการขับขี่และความปลอดภัย

และด้วยความร้อนแรงของเครื่องยนต์ใหม่ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและอากาศก็เป็นอีกจุดนึงที่ฮอนด้าใส่ใจ โดยใช้เทคโนโลยี Built-in bottom bypass cooling ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบายความร้อนใหม่ของทางค่าย ออกแบบให้กระจายความเย็นไปยังส่วนบนของลูกสูบซึ่งต้องการความเย็นมากกว่าส่วนล่าง ซึ่งในนการออกแบบนี้จะช่วยลดจำนวนท่อน้ำที่ต้องใช้ได้อีกด้วย เรียกว่ามีแต่ข้อดี เพราะไม่เพียงแต่ระบายความร้อนดีขึ้น แต่ยังลดน้ำหนักไปในตัว

พิเศษไปกว่านั้นฮอนด้าเองมีการปรับปรุงการระบายความร้อนของน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนจากเดิมมาเป็นการระบายด้วยแผงรับอากาศโดยตรง เพื่อให้รองรับเครื่องยนต์ที่มีกำลังรอบเครื่องที่สูงขึ้น ใช้งานในอุณหภูมิที่สูงได้อย่างเต็มสมรรถนะ แถมอีกอย่างนึงคือระบบ Multipoint Piston Oil Jet หรือหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบที่สั่งฉีดน้ำมันเครื่องในรอบเครื่องยนต์ที่สูงและจะปิดในรอบเครื่องยนต์ต่ำ เพื่อลดความร้อนและแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น ต้องบอกเลยว่า ฮอนด้าทำการบ้านเรื่องระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับสภาพอากาศในบ้านเรา

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

สุดท้ายคือเรื่องของท่อไอเสีย Akrapovic ไทเทเนียมที่ติดรถมาจากโรงงานเลย ซึ่งคราวนี้ฮอนด้าเองได้วิจัยและพัฒนาร่วมกับ Akrapovic แบรนด์ท่อไอเสียชื่อดังจากทวีปยุโรป โดยพัฒนาเพื่อที่จะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาจากโรงงาน เอาใจผู้ขับขี่กันเลย ผมให้ 10 เต็ม 10 ไปเลยถูกใจมาก โดยการเพิ่มขนาดท่อไอเสียให้ใหญ่ขึ้น ออกแบบปลายท่อตามสไตล์ Akrapovic ซึ่งให้เสียงท่อที่เร้าใจตามสไตล์ Akrapovic ที่สำคัญของท่อไอเสียตัวนี้คือ ผ่านมาตรฐานการควบคุมมลพิษของภาครัฐ 100% ปลอดภัยแน่นอน

 

เทคโนโลยีจัดเต็มสมเป็นเรือธง

สำหรับโมเดลนี้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ หลากหลายมากมาย ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบของท้องถนนทั่วไปและในสนามแข่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งไปดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรมาให้บ้าง

โหมดการขับขี่ มีมาให้ปรับใช้ถึง 3 โหมด ได้แก่ Track, Sport และ Rain โดยในแต่ละโหมดสามารถปรับการตั้งค่าได้เอง ซึ่งปรับผ่านปะกับทางด้านซ้ายมือง่ายดายเพียงปลายนิ้ว เพื่อให้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับการขับขี่อีกด้วย แน่นอนว่าในการทดสอบครั้งนี้โหมด Track ตอบโจทย์ที่สุด ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองการบิดคันเร่งได้อย่างถูกใจเลยละครับ

ตารางค่าเริ่มต้นของระบบต่างๆ ในแต่ละโหมด

Mode P T W EB S
MODE1 1 2 2 3 A1
MODE2 2 5 2 3 A2
MODE3 5 8 3 1 A3

 

* คำอธิบายตัวอักษรย่อต่างๆ

P = ระดับของกำลังเครื่องยนต์

T = ระดับของแทร็คชั่นคอนโทรล

W = ระดับของระบบป้องกันล้อลอยตัว

EB = ระดับของระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก

S = โหมดของระบบกันสะเทือนหรือโช้ค

ระบบแกนตรวจจับความเคลื่อนไหวของรถแบบ 6 แกน (6-Axis Inertial Measurement Unit) กล่องตัวนี้มีทุกคันของเจ้า Fireblade คันใหม่นี้ ทำหน้าที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถในแกนต่างๆ 6 แกนแบบเรียลไทม์ ทำให้รู้ว่ารถกำลังอยู่ในสถานะไหน จากนั้นส่งข้อมูลไปประมวลผลและทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ทำให้ระบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำงานได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ระบบเบรก ABS ก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับ IMU ให้ระบบมีส่วนรวมในการขับขี่มากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง อย่าง Cornering ABS ที่จะช่วยคอนโทรลเบรกในการเข้าโค้งได้ดีขึ้น ไม่เสียการทรงตัว และป้องกันท้ายยก ในขณะที่เบรกหนักๆ จนล้อหลังลอย โดยวัดเซนเซอร์ที่อยู่ล้อหลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญสามารถปรับตั้งค่าการทำงานได้ 2 ระดับ ABS 1 สำหรับการหน่วงความเร็วเพื่อใช้ในสนามแข่ง รวดเร็ว ทันใจ หนืดกว่าปกติ และ ABS 2 สำหรับการเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ทั่วไป บังคับง่าย ไม่แข็ง พร้อมใช้ยามจำเป็น

ระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ (Throttle by wire) ซึ่งปรับปรุงใหม่ เนียน สเถียรมากขึ้น การตอบสนองได้เป็นอย่างดี ในการเปิดคันเร่งแต่ละครั้งกล่อง ECU จะประมวลผลให้ลิ้นปีกผีเสื้อทำงานสั่งจ่ายน้ำมันได้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้งระยะองศาที่ต้องใช้บิดคันเร่งก็น้อยลงคล้ายๆ การทดรอบให้สั้นขึ้น บิดเป็นมา บิดเป็นลอย

พิเศษขึ้นอีกนิดสำหรับโมเดล SP ตัวรถจะมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ให้มาจากโรงงานเลย ทำให้ผู้ขับขี่ได้ฟีลลิ่งของรถแข่ง เปลี่ยนเกียร์ต่อเนื่องได้อย่างแม่นยำไม่ต้องกำคลัตซ์ สามารถปรับค่าความไวในการเข้าเกียร์ได้

ระบบช่วยออกตัว (Start Control Mode) ออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่ง ระบบจะล็อกรอบเครื่องยนต์ตามที่เราได้ตั้งค่าไว้ ขนาดเราบิดหมดปลอกออกตัว ระบบก็ยังจะช่วยออกตัวให้ได้อย่างแม่นยำมากที่สุด บอกเลยว่า การทำ Hole Shot หรือการออกตัวแล้วขึ้นนำยาวๆ จนเข้าเส้นจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

กันสะบัดไฟฟ้า รถแรงแค่ไหนแต่ถ้าเอาไม่อยู่มันก็ไร้ค่า ถูกต้องใช่มั้ยล่ะครับ แน่นอนว่าทางค่ายเขาก็คำนึงถึงเรื่องนี้ เลยจัดระบบ HESD (Honda Electronics Steering Damper) หรือกันสะบัดไฟฟ้ามาให้ด้วยเลย โดยถูกติดตั้งในทั้ง 2 รุ่น อยู่ใต้แผงคอด้านหน้า ตัวกันสะบัดเป็นของ Showa โดยการทำงานของตัวกันสะบัดจะรับข้อมูลจากเซนเซอร์ทั้ง 4 จุด เซนเซอร์ล้อหน้า-หลัง และกล่อง IMU 6 แกน โดยสามารถปรับตั้งค่าการตอบสนองจากมาตรวัดเรือนไมล์ได้

สุดท้ายคือระบบ Honda Smart Key เพียงพกติดตัวไว้ ก็สามารถขับขี่รถได้แล้ว และที่สำคัญสวิตช์จุดระเบิดถูกดีไซน์ให้อยู่ทางด้านซ้ายมือโดยออกแบบให้เป็นปุ่มแบบ Push Start  กดเปิดและบิดค้างเพื่อปิด ใช้งานได้สะดวกและงานจริงๆ

 

ฟีลลิ่งสปอร์ตถึงใจ

มาถึงเรื่องฟีลลิ่งในการขับขี่กันบ้าง นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ กับการได้มาทดสอบซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงกันถึงในสนามระดับโลก บอกได้เลยว่า เต็มที่ หวดเต็มกำลังโดยได้รับคำแนะนำจากทีมครูฝึกสอนอย่างโค้ชฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ และ นักแข่ง AP Honda Thailand Racing Team อย่าง พี่มุก และ พี่แชมป์ ดีกรีนักแข่งระดับเอเชียเลยละครับ ที่ให้คำแนะนำไลน์เข้าโค้งและตำแหน่งเกียร์แต่ละโค้งชัดเจนก่อนที่จะลงขับขี่ในสนาม

รีวิว CBR1000RR-R Fireblade

ในช่วงเช้า ผมได้ทดลองตัว SP ก่อน จากการได้ทดลองท่านั่งการขับขี่นั้นรู้สึกได้ว่าท่านั่งยังคงความเป็นฮอนด้าอยู่ถึงแม้จะเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้น แต่ยังคงสบาย ด้วยระยะแฮนด์ที่กว้าง ไม่ได้ก้มโค้งมากจนเกินไป ถังน้ำมันที่เตี้ยลงกว่าเดิมก็ทำให้หมอบได้ดีขึ้น และร่องถังน้ำมันที่เว้าไว้เพื่อที่จะให้เก็บคางก็ทำได้ดี ทำให้สามารถหมอบได้ชิดมากยิ่งขึ้นมองทางได้ดีขึ้น แต่ก็ติดพุงผมอยู่ดี ฮ่าๆ

การวางเท้าแตะเกียร์และเบรก ในการขับขี่ช่วงละ 20 นาที ไม่มีอาการเมื่อยหรือจะเป็นตะคริวแต่อย่างใด ท่านั่งจะกึ่งๆ นั่งยอง ไม่ชันเข่าขึ้นมามาก ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าถ้าใครจะซื้อไปขับหล่อๆ ในเมืองก็สบายแน่นอน คนขับสูง 172 ขี่ได้สบายๆ เท้าถึงพื้นมั่นใจได้

ในส่วนเครื่องยนต์นั้น ได้ฟีลที่ดุดันกว่าเดิม เครื่องยนต์ทำงานในช่วงของรอบที่สูง แรงม้าจะมาเต็มที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 10,500 รอบ/นาที เป็นจังหวะที่เข้าเกียร์ได้ดีที่สุด ผมลองแล้วใส่เกียร์ช่วงที่บอกไว้ ก็พบว่าควิกชิฟเตอร์ทำงานได้ดี เข้าง่าย แต่ถ้าอยากจะเร้าใจอีกหน่อยก็ลากรอบไปอีก

และในบางโค้งของสนามช้าง บางโค้งจำเป็นต้องลากรอบเกียร์เข้าไป เพราะเฟืองเกียร์ของเจ้า CBR คันนี้มีรอบที่ยาวกว่าชาวบ้านเขา แต่ก็ดีไปอีกแบบ เกียร์ที่ยาวนี้ คือเกียร์ 1-2 ค่อนข้างที่จะยาวพอสมควร เพราะความเร็วที่ผมลากได้เกียร์ 1 สามารถลากได้ถึง 175-180 กิโลเมตร / ชั่วโมงเลยละครับ ทำให้รู้สึกได้เลยว่ายาวจริงๆ

เครื่องยนต์นั้นผมว่าทำงานได้ดีกว่าเดิมเพราะมีระบบไอดีที่ดี จากการที่มันถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นแรมแอร์ กรองอากาศใหม่ ลิ้นปีกผีเสื้อใหญ่ หัวเทียนจุดระเบิดใกล้ขึ้น ทำให้ช่วงที่ปะทะลมในความเร็วสูงๆ รู้สึกเหมือนมีกำลังอัดเข้าไอดีมากขึ้น ทำให้เครื่องวิ่งดีขึ้น แรงขึ้น อารมณ์คล้ายๆ รอบเปิดหนักขึ้น เสียงท่อก็เร้าใจขึ้นอีกด้วย ดุดันดี ชอบมากๆ ตรงนี้

ระบบ Riding mode นั้นผมก็ได้ลอง Mode Track ก็ถือว่ามาเต็มและแรงดี ท็อปสปีดปลายทางตรงสนามช้าง ผมสามารถทำได้ที่ 272 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่าโค้ชฟิล์ม สามารถทำความเร็วได้ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต้องบอกเลยว่า 162 แรงม้าที่ให้มาของ RR-R นั้นไม่หมูนะครับ (ถ้าปลดกล่องจะขนาดไหน)

 

ช่วงล่าง นั้นบอกเลยว่าไร้ที่ติ นี่คือรถที่มีช่วงล่างที่ดีพร้อมมาจากโรงงาน ระบบการประมวลผลไฟฟ้าที่รวดเร็วชัดเจนแม่นยำ ในการเข้าโค้งความเร็วสูง ช่วงโค้ง 4 ในสนามช้าง ที่ความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำงานควบคู่กับยาง Pirelli ถือว่าเข้าโค้งได้มั่นใจ แทบจะนอนลงไปเลยก็ว่าได้

ระบบเบรกก็เอาอยู่ เพราะเมื่อใช้เบรกหนักๆ ในการเข้าโค้ง 12 โค้งสุดท้ายของสนามช้าง ซึ่งต้องใช้เบรกที่หนักหน่วงเอาเรื่อง ก็ต้องบอกเลยว่าระบบเบรกตอบสนองได้ดี เอาอยู่ ABS แทบจะไม่ทำงาน การลดความเร็วจาก 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงกว่าๆ ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 80-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้รวดเร็ว ไม่มีอาการเฟดแต่อย่างใด

และที่สำคัญแกน IMU 6 แกน ที่มีก็ทำงานกันล้อหลังยกได้ดี ทำให้รถไม่เสียการทรงตัว การประมวลผลทำงานที่ควบกันทั้งโช้ค เบรก ยาง ทำได้ดีแถบจะไม่ติอะไรเลย รู้สึกปลอดภัย มั่นใจมากๆ ครับ

สำหรับในช่วงบ่ายมีโอาสได้ลองตัว STD ตัวโช้คอัพ Showa ก็ทำได้ดี แต่ต้องมีการปรับค่าความแข็ง-อ่อนของสปริงให้เหมาะสมกับการขับขี่ แต่ก็ถือว่าใช้ได้ รวมไปถึงตัวเบรก Nissin ที่ใช้ขับขี่ในสนามก็ถือว่าทำได้ดี แต่คงไม่หล่อเท่าตัว SP อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ผมบอกเลยว่า รีวิว CBR1000RR-R Fireblade มันคือการทดสอบสมรรถนะรถแข่งชัดๆ เอ้ย!! ไม่ใช่ นี้คือการรีวิว CBR1000RRR 2020 ที่กำลังจะมาพลิกโฉมวงการ SuperBike ประเทศไทย เพราะงานนี้ทางค่ายจัดของให้มาแน่นตั้งแต่โรงงาน เล่นเอาคนรักการแต่ง ต้องมานั่งดูว่าจะต้องใส่อะไรดี แต่คงไม่อยากเกินกว่าความสามารถไบเกอร์ไทยแน่นอน

ตัวรถเดิมๆ นั้นก็มีสมรรถนะที่ให้มาเพียงพอต่อการใช้บนท้องถนนแล้ว ช่วงล่างเองก็เหลือใช้ และความหล่อที่เหลือรับประทาน คงจะทำให้สาวกค่ายปีกนกคงตัดสินใจได้ง่าย ในการครอบครองคันนี้…และอย่าลืมครับ ขับขี่ปลอดภัย ขอบคุณครับ

อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก

อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บทความที่เกี่ยวข้อง

Honda Newsไอเดียสุดเจ๋ง! ช่างเมืองยะลาประดิษฐ์ มอเตอร์ไซค์ยกสูง ลุยน้ำท่วมลึก 1.5 เมตร ถอดประกอบคืนร่างเดิมได้Honda Newsเปิดสเปก Honda Odyssey รุ่นปรับโฉมในจีน บอกลารุ่นจอดำ เพิ่มออปชันหรูสู้ศึก MPVHonda Newsไม้คิว เกียรติศักดิ์ บู๊เดือดซิวอันดับ 7 อารากอน รั้งท็อป 10 ของโลกHonda NewsCUB House by Honda x IRC TIRE พาขบวนมินิไบค์ลุยโค้ง 750 กม. สัมผัสมนต์เสน่ห์สังขละบุรีข่าวมอเตอร์ไซค์ Hondaไขข้อสงสัย! X-ADV 750 ลุยน้ำท่วม ได้ไหม พร้อมเทคนิคเซฟเกียร์ DCT ไม่ให้พังกลางน้ำHonda Newsไวรัลสนั่นโซเชียล! ทำไม Honda CT125 ถึงกลายเป็นรถสะเทินน้ำสะเทินบกฝ่าน้ำท่วมได้สบาย?Honda Newsฮอนด้าบุกใต้! จัดเต็ม A.T. ติดมันส์เฟส Season 2 รวมพลคนรักรถสายพานที่นครศรีธรรมราชHonda Newsก้อง สมเกียรติ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ลุยศึกสนาม 10 อิตาลี