SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

QJMotor OAO Pro สปอร์ตไฟฟ้าสุดเท่จากแผ่นดินจีน ถ้าคุณกำลังมองหารถไฟฟ้าในพิกัดเริ่มต้น หลาย ๆ คนน่าจะพบแต่รถในสไตล์สกู๊ตเตอร์หรือว่าเน็กเก็ด แล้วสไตล์สปอร์ตล่ะหายไปไหนกันหมด แต่ในที่สุดก็มีค่ายรถที่จะมาตอบโจทย์คนรักการซิ่งแล้วด้วยการเปิดตัว QJMotor OAO Pro สปอร์ตไบค์ไฟฟ้าสุดเท่กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับ Kawasaki Ninja ไฟฟ้าที่ยังไม่ทันได้วางขาย แต่ก็มีคู่แข่งมารอท่าอยู่ก่อนแล้ว เริ่มต้นกันที่รูปโฉมก็บอกเลยว่าออกแบบมาได้ตรงตามแบบของรถสปอร์ตที่ควรจะเป็น มันดูปราดเปรียวด้วยไฟ LED คู่หน้าที่ดูดุดันเข้าทรง ชิลด์หน้าตามหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งด้านข้างพร้อมไฟเลี้ยวบิลต์อิน ปิดท้ายด้วยส่วนท้ายได้เหลี่ยมได้สันดูเฉียบคม ยังทีเบาะนั่งสีน้ำตาลดูหรูหรา ล้ออัลลอย ปิดท้ายด้วยโลโก้บนแฟริ่งที่จริง ๆ เปิดออกมาแล้วจะเห็นพอร์ตชาร์จซ่อนอยู่ พูดกันถึงเรื่องตัวเลขสมรรถนะกันบ้าง ตัวรถให้มอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถขนาด 10 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 14 แรงม้า หากกดกันหมดแม็กซ์จะทำท็อปสปีดได้ทะลุ 100 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในเมืองเท่านั้น ฟังดูตัวเลขอาจจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ที่น่าทึ่งคือการที่เจ้านี่มีระบบเกียร์ 4 สปีด เรียกได้ว่าอาจจะไม่แรงเร้าใจ แต่ได้ฟีลลิ่งการต่อเกียร์แบบรถน้ำมันมาด้วยนะครับเนี่ย ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดเกือบ ๆ 6.5 กิโลวัตต์เพียงพอกับการใช้งานประมาณ 160 กม. และใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ภายในเวลา 4 ชั่วโมงด้วยที่ชาร์จที่ทางค่ายให้มา อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าสามารถสลับแบตได้หรือไม่ หรือว่ามีระบบฟาสต์ชาร์จด้วยหรือเปล่า ในส่วนของเทคโนโลยีและลูกเล่นนั้น แอบประหยัดด้วยหน้าจอแบบ LCD พร้อมแบ็กไลต์สีฟ้าที่มีเพียงข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แต่ก็ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB และระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล รวมถึงฟีเจอร์ที่ดีอย่างช่องเก็บของบริเวณที่ปกติจะเป็นถังน้ำมัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CAKE จับมือ Stallions รุกตลาดรถ EV 2 ล้อในไทย CAKE ผู้ผลิตรถจักยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสัญชาติสวีเดน ประกาศร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับ Stallions Motor (บริษัท เอสทีแอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และจำหน่ายรถไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำของไทย สำหรับ CAKE จับมือ Stallions ในครั้งนี้จะเป็นการผสมผสานประสบการณ์มากกว่าครึ่งทศวรรษ โดยร่วมมือกับเครือข่ายอันแข็งแกร่งที่ประกอบไปด้วยการผลิต การกระจายสินค้า การขาย และความพร้อมบริการหลังการขายในมิติใหม่ของนวัตกรรมอีวี ภายใต้แบรนด์ที่โดดเด่นของ Stallions Motor สะท้อนเสียงตอบรับที่ล้นหลามในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวครั้งสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์การส่งมอบประสบการณ์ CAKE สำหรับตลาดเอเชีย “การลงทุนของเราในประเทศไทย ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดรถสองล้อไฟฟ้า เป็นการตัดสินใจที่สำคัญมาก” Stefan Ytterborn ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ CAKE กล่าว “สตาเลียนมีความเชี่ยวชาญที่มาพร้อมกับประสบการณ์และคุณภาพ อีกทั้งยังมีเป้าหมายตรงกับเราในการสร้างธุรกิจอนาคตที่ยั่งยืน” Ytterborn กล่าวเสริม “แม้ว่าอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะยังเป็นตลาดใหม่ในประเทศไทย แต่ STL Group เราเล็งเห็นและเคารพในวิสัยทัศน์ของ CAKE เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการดีไซน์ที่โดดเด่น การสร้างธุรกิจที่คำนึงต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เราเชื่อว่า Stallions Motor จะสามารถหยิบยื่นประสบการณ์กับสินค้าพรีเมียมระดับโลก ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมคุณภาพ และตอบสนองความต้องการในโลกอนาคตให้กับตลาดยานยนต์ในไทย วันนี้ STL Group พร้อมแล้วที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว CAKE และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่นี้ไปพร้อม ๆ กับ CAKE” นาย ธีรเจต ลาภจตุรพิธ ประธานบริหาร STL Group กล่าว โดยในตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือ CAKE ใช้กลยุทธ์ Direct-to-user หรือ การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงลูกค้า ซึ่งต่างจากในตลาดเอเชียที่ CAKE จะมีการร่วมมือกับผู้ผลิตพรีเมียมเพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังแพลนที่จะเปิดตัวในประเทศอื่น ๆ ทั่วทั้งเอเชียในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูล BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูลเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้าหลังจากที่ทางค่ายเคยเปิดตัว CE 04 ไปเมื่อราว 2 ปีก่อน สำหรับโมเดลนี้บอกเลยว่าโดดเด่นและแตกต่าง ไม่เหมือนใครด้วยแนวคิดและตัวตนที่บอกว่ารถของตัวเองนั้นไม่ใช่ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่เป็นนักปาร์กัวร์สายไฟฟ้า งงใช่มั้ยล่ะ ใช่สิผมก็งง แต่ช่างเหอะเราไปดูการออกแบบและสเปกส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า ดีไซน์ของรถบอกเลยว่าล้ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความเท่ในแบบที่ทุกคนที่เห็นต่างต้องชอบใจ และก็คงเอาไว้ซึ่งดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมาอย่างรุ่นพี่ CE 04 อีกด้วย ตัวรถออกแบบมาให้มีความคล่องตัว แม่นยำ ทนทานและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่ออกแบบมาแล้วเกินเลย เทอะทะ ไร้ซิ่งชิ้นส่วนที่ไม่มีความจำเป็น ตัวรถเลือกใช้สีดำเป็นหลักในหลาย ๆ ชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าจนถึงแฟริ่งแผงคอด้านบน เลือกใช้สีเทาเมทัลลิกแบบด้านสำหรับฝาครอบมอเตอร์เพื่อสร้างคอนทราสต์และลูกเล่นระหว่างสีแบบด้านและสีแบบเงา อีกทั้งยังมีโมเดลเวอร์ชัน Highline ที่มีการขับเน้นสีสันให้เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ชอบเข้าสังคมและชอบความมีสีสัน โดยโมเดลนี้จะอโนไดซ์โช้คให้เป็นสีทองโดดเด่น และเล่นลายกราฟิกแบบเทปด้วยสีเขียวตัดกับตัวรถเพิ่มเติม มาถึงส่วนที่หลาย ๆ คนใส่ใจกันมาก ๆ ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของตัวรถ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องใบขับขี่ของทางยุโรป ซึ่งแบบแรกคือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสายพาน โดยมีกำลังที่ 11 กิโลวัตต์หรือ 15 แรงม้า สำหรับใบขับขี่ A1ของนักบิดอายุ 16 ปีขึ้นไป และเวอร์ชันจำกัดสำหรับใบขับขี่แบบ AM หรือนักบิดที่อายุน้อยกว่านั้น โดยจะจำกัดไว้ที่ 4 กิโลวัตต์หรือ 4 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งนี้ก็แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศอีกที อย่างไรก็ดีสำหรับรุ่นปกติสมรรถนะเต็มกำลังนั้นเคลมท็อปสปีดมาถึง 95 กม./ชม. และเคลมระยะการใช้งานมาได้มากถึง 90 กิโลเมตร (WMTC) และยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Flow และ Surf ซึ่งโหมดแรกจะเหมาะการขับขี่แบบไหล ๆ ไปตามถนนในชานเมือง ส่วนโหมดที่ 2 สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความลื่นไหลซึ่งก็คือการซอกแซกไปในเมืองที่รถหนาแน่น ส่วนต่อมาที่หลาย ๆ คนสนใจอีกไม่แพ้กันก็คือแบตเตอรี่และการชาร์จ ซึ่งใช้แบตเตอรีขนาด 3.92 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตัวรถจะมาพร้อมที่ชาร์จแบบภายนอกที่จ่ายไฟได้ 0.9 กิโลวัตต์โดยสามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อตัวชาร์จแบบควิกชาร์จที่จ่ายไฟได้ 1.5 กิโลวัตต์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิลลูปทำจากเหล็กกล้า มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังมีสวิงอาร์มเดี่ยวที่ยีดเข้ากับโช้คเดี่ยว ส่วนล้อเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบาในแบบของล้อดิสก์พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า โดยที่ตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 132 กก. และมีเบาะนั่งต่ำเพียง 750 ม.ม. จึงตอบโจทย์นักขี่ได้หลากหลายเรียกว่าทุกเพศและเกือบจะทุกวัยเลยทีเดียว ต่อกันในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยสมกับเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า ตัวรถมีหน้าเรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงสถานะแบตเตอรี่อีกด้วย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้แรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชีน BMW Motorrad ได้ ช่วยให้ใช้ฟังก์ชันเสริมอย่างการบันทึกเส้นทางการเดินทางได้ด้วย และยังมีระบบช่วยถอยหลังอีกด้วย ส่วนเรื่องของความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพของรถโดยอัตโนมัติและระบบควบคุมเสถียรภาพให้กลับเป็นปกติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถเปิดราคาเริ่มต้นที่ 8,500 ยูโรคิดเป็นเงินตรง ๆ เลยก็ราว ๆ 328,000 บาท แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ CE 04 ที่เปิดราคาไทยแล้วล่ะก็ สนนราคาก็น่าจะกระโดดไปที่ 569,000 บาทเลยทีเดียว (ราคานี้เป็นเพียงราคาคาดการณ์เท่านั้น) ซึ่งน่าจะทำให้รถคันนี้เป็นโมเดลที่อาจจะไม่คุ้มในการทำตลาดบ้านเราเท่าไหร่ อาจจะทำให้ไม่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา หรืออาจจะเข้ามาจำนวนน้อย งานนี้ใครเงินเหลือล่ะก็จัดเลย เท่ไม่หยอกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX Drone Electric ต้นแบบเพื่อการยกระดับยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับค่ายจีพีเอ็กซ์ ถือเป็นอีกแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนจับตามอง เพราะครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในไทย ติดอันดับ TOP5 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แถมยังมีการพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศมากมาย และล่าสุดก็ได้มีโมเดลต้นแบบอย่าง GPX Drone Electric ที่ผลงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนมาให้เราได้เห็นกันแล้ว วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงความเคลื่อนไหวของทางค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ทฟอร์มแพ็คแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และ หน่วยงานภาคเอกชน รวมกว่า 9 หน่วยงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์แพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับใช้งานในประเทศไทย ปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การใช้งานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังงานสะอาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ ณ ขณะนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไปยังคงเป็นระบบชาร์จที่บ้าน หรือชาร์จที่สถานี ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการชาร์จต่อครั้ง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสู่การชาร์จที่อยู่ในระบบสถานี ซึ่งหากแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ก็สามารถเข้าไปสู่สถานีชาร์จได้ และสามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างทันที โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่เสียเวลา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงมีความหลากหลาย แต่ละยี่ห้อก็มีการใช้แบตเตอรี่ในรูปแบบของตนเอง หรือมีความแตกต่างกันออกไป โครงการนี้จึงเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาแพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แบตเตอรี่ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่างยี่ห้อในประเทศไทย สามารถสับเปลี่ยน ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ ทั้งนี้ทางจีพีเอ็กซ์ได้เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ โดยนำเอารถต้นแบบรุ่นเรือธงของค่าย อย่าง DRONE มาพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ในรหัส DRONE Electric เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของโครงการในครั้งนี้ ด้วยการร่วมออกแบบจุดวางแบตเตอรี่ และพัฒนาส่วนต่าง ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขับขี่และการใช้งานจริงสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสถานีแล้ว และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์สูงสุดจะตกไปอยู่กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะแฟน ๆ ของทางค่าย GPX ที่ได้เห็นผลงานรถต้นแบบคันนี้ เพราะด้วยดีไซน์ตัวรถที่ล้ำสมัยของโมเดลนี้ จนใครหลายๆคน บอกว่าอยากให้นำไปทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และถึงแม้จะยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น แต่เชื่อเหลือเกินว่าพัฒนามาขนาดนี้แล้ว อนาคตต้องได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากค่าย GPX อย่างแน่นอน แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือไม่ และจะเปิดจำหน่ายเมื่อไหร่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ติดตามข่าวสารจากค่าย GPX เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://gpxthailand.com https://www.facebook.com/gpxthailandofficial อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fat Albert สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับคนชอบขนเยอะ และนี่คือ Fat Albert ผลงานของวิศวกรชาวเยอรมัน Albert Ebenbichler ที่สร้างสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขึ้นมาด้วยเป้าหมายในใจที่แปลกไม่เหมือนใครซึ่งก็คือเน้นการใช้งานจริงให้ได้มากที่สุด ซึ่งสำหรับคันนี้คือการขนส่งนั่นเอง สกู๊ตเตอร์ รถไฟฟ้า หรือพาหนะสองล้ออื่น ๆ มักจะเป็นตัวเลือกลำดับแรก ๆ ของผู้คนที่อาศัยและใช้ชีวิตในเขตชุมชนเมือง และสำหรับเจ้าอ้วนคันนี้มันก็เป็นรถที่ตอบโจทย์มาก ๆ เนื่องจากมันขี่ง่ายมาก ๆ แค่บิดก็พร้อมไป นอกจากนี้มันยังราคาไม่แพงมากแถมยังใช้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อย และยังประหยัดมาก ๆ ด้วยเพราะมันให้ระยะทางการใช้งานที่ค่อนข้างไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็ยิ่งจะตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาเรื่องของความยั่งยืนและอะไรที่ใช้งานได้จริง ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่วิศวกรชื่อเดียวกับรถพูดถึง ซึ่งเขาได้ทำการออกแบบให้ตัวรถมีช่องเก็บของใต้เบาะนั้นมีขนาดใหญ่มากเท่าที่จะทำได้ภายใต้แนวคิด สนุกที่จะขน ทำให้เจ้าคันนี้มีช่องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่มาก ๆ อยู่บริเวณกลางตัวรถ มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าบางคนน่าจะเคยเห็นคลิปวิดีโอที่มีนักเดินทางในสนามบินที่มาพร้อมกระเป๋าเดินทางที่คุณสามารถนั่งขี่มันได้เหมือนรถ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับเจ้าคันนี้เลยทีเดียว เพราะเจ้าคันนี้จุของได้มากถึง 70 ลิตรเลยทีเดียว มากพอที่จะใส่กระเป๋าสัมภาระใบเล็กได้ 2 ใบเลย ซึ่งทางผู้ออกแบบก็บอกว่าการทำให้มันจุของได้เยอะก็เลยทำให้มันต้องเสียความสบายไปเสียหน่อย คือไม่สามารถขึ้นรถแบบสกู๊ตเตอร์ปกติได้ ต้องวาดขาขึ้นคร่อมเหมือนมอเตอร์ไซค์ที่ติดถังน้ำมันด้านหน้า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะว่าเบาะนั่งมันเตี้ย คนขี่ร่างเล็กก็ไม่ใช่ปัญหา สำหรับเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง ตัวรถติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กิโลวัตต์หรือประมาณ 4 แรงม้า ซึ่งทำให้สามารถวิ่งได้สูงสุดประมาณ 45 กม./ชม. ซึ่งเหมาะกับนักบิดอายุน้อย ส่วนแบตเตอรี่นั้นจะเป็นขนาด 60 โวลต์ 20 แอมป์ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้เดินทางได้ไกลราว ๆ 120 กม./ชม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มผ่านระบบชาร์จธรรมดา และสิ่งที่น่าสนใจคือสกู๊ตเตอร์คันนี้ได้รับการเข้าชิงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเยอรมนีอีกด้วย ส่วนการจำหน่ายนั้นรเมต้นที่ 4,970 ยูโรหรือราว ๆ 185,000 บาท ซึ่งก็ออกจะดูแพงมากสำหรับบ้านเรา แต่สำหรับเยอรมันที่รายได้เฉลี่ยสูงแล้วก็ถือว่าราคาไม่ได้แพงมาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HONDA EM1 e: โมเป็ดไฟฟ้าคันน้อยบุกยุโรปแล้ว HONDA EM1 e: อีวีไบค์หรือโมเป็ดไฟฟ้า คันแรกสำหรับนักบิดอายุน้อยชาวยุโรปเปิดตัวแล้วพร้อมชูจุดเด่นด้วยระบบสลับแบตเตอรี่ที่มีชื่อว่า ฮอนด้าโมบายพาวเวอร์แพ็ค อี: ซึ่งให้ความสะดวกสบาย ขับขี่สนุกแถมยังไร้มลพิษอีกด้วย สำหรับโมเดลนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสองล้อคันแรกของ Honda เลยที่จะมาจำหน่ายในลูกค้าในยุโปรดหลังจากที่ได้เคยประกาศไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วตามแผนการของทางค่ายว่าจะเปิดตัวโมเดลสองล้อไฟฟ้าอย่างน้อย 10 โมเดลขึ้นไปภายในปี 2025 ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งไว้เป็นช่วงทศวรรษ 2040 โดย EM ย่อมาจาก Electric Moped หรือโมเป็ดไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย เป็นรถที่ขี่ง่าย ขี่สนุก ไร้มลพิษ เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง ตัวรถเล็กกะทัดรัด มีที่วางเท้าแบบราบและเส้นสายที่สมู้ท ทำให้มันโดดเด่นแตกต่างในแบบของฮอนด้า มีหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ช่องเก็บของขนาด 3 ลิตรใต้เบาะ ช่องจ่ายไฟแบบ USB ตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นแบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของทางฮอนด้าที่ชื่อว่า Honda Mobile Power Pack e: มีแรงดันไฟ 40 โวลต์ มีน้ำหนักประมาณ 10 ก.ก. ซึ่งสามารถถอดออกนำไปชาร์จไฟที่บ้านเองได้สะดวก โดยให้ระยะการใช้งานได้ 41.3 กม. และมีท็อปสปีดสูงสุดที่ทำได้ที่ 45 กม./ชม. ทั้งยังเคลมมาอีกว่ามีกำลังมากพอที่จะให้ผู้ขับขี่น้ำหนัก 75 กก.สามารถขับขึ้นเนินความชัน 10% ได้ ซึ่งเจ้าตัวแบตเตอรี่ที่ว่านี้จะมาในรูปแบบของเช่า หรือทำจ่ายแบบรายเดือนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะเสื่อม หรือต้องมาคอยมาหาที่ทิ้งแบตเตอรี่ เพราะทางฮอนด้าจะจัดการส่วนนี้ให้เอง อย่างไรก็ดีตัวแบตฯ เคลมมาว่าใช้ชาร์จซ้ำได้ถึง 2,500 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จจาก 25% – 75% ในเวลา 2 ชม. 40 นาทีด้วยที่ชาร์จขนาด 270 วัตต์พร้อมระบบระบายความร้อนในตัว ซึ่งใช้ไฟบ้านโดยตรงได้เลย ในส่วนของแชสซีทางค่ายมีการเลือกใช้เฟรมโลหะแบบอันเดอร์โบน มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกที่ด้านหน้า และด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรกพร้อมระบบเบรกแบบ CBS ซึ่งเป็นลูกเล่นตามแบบของโมเป็ดดั้งเดิม ปิดท้ายด้วยล้อและยาง 90/90-12 นิ้ว และ 100/90-10 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายโมเดล 2023 นี้จะจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาวมุกเพิร์ลซันบีม Pearl Sunbeam White, สีเงินเมทัลลิกดิจิทัลซิลเวอร์ Digital Silver Metallic และสีดำเมทัลลิกแมทบัลลิสติก ทั้งนี้ตัวรถมีความสูงเบาะเพียง 740 ม.ม. และน้ำหนักเบาเพียง 95 กก.รวมแบตเตอรี่แล้ว ซึ่งถือว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ง่ายอย่างแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าใช้พอสมควร อย่างไรก็ดีคาดว่าการมาจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะเป็นไปได้ยาก และอาจจะไม่ได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเรื่องของการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ งานนี้ชาวไทยอาจจะต้องรอลุ้นโมเดลอื่น ๆ ในอนาคตของทางค่ายปีกนกกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leonart Rigger รถไฟฟ้าสไตล์นีโอเรโทรสุดเท่จากสเปน Leonart Rigger คือรถไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์สเปนแบรนด์นี้ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ตลาดโดยมีคู่แข่งจากหลายค่ายรออยู่ก่อนแล้ว สำหรับใครที่ไม่รู้จักก็ต้องบอกเลยว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เล็ก ๆ สัญชาติสเปนที่ก่อนหน้านี้ก็ผลิตมอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว และโมเดลนี้ก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกและคันล่าสุดของทางค่าย ซึ่งเปิดตัวมาในสไตล์นีโอเรโทรพร้อมภาพลักษณ์ที่ดูลุย ๆ ด้วยล้ออัลลอย 5 ก้านขนาด 18 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับหน้าหลังรัดด้วยยางแบบกึ่งทางดำทางฝุ่น ตัวรถมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรีดกำลังได้มากถึง 4.5 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 6.11 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการทำท็อปสปีดที่ 102 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ 4.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยเคลมระยะทางการใช้งานมาที่ 150 กม.ที่ความเร็ว 50 กม./ชม. หรือจะไปเร็วกว่านี้ก็ได้แต่ต้องแลกมากับระยะการใช้งานที่น้อยลงลดหลั่นไปตามลำดับ โดยใช้เวลาการชาร์จนาน 6 ชั่วโมง ส่วนช่วงล่างนั้นก็ถือว่าให้มาเหลือเฟือ โดยด้านหน้าจะมีโชคแบบหัวกลับร่วมกับระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ซึ่งถือว่าเหลือเฟือกับรถพิกัดนี้ สำหรับการจำหน่ายตัวรถเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าหรือพรีออเดอร์ซึ่งจะลดราคาให้ก่อน 500 ยูโร จากราคาเต็ม 5,999 ยูโรหรือราว ๆ 225,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวสำหรับผู้ใช้งานบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sondors Metabeast เอ็นดูโร่ไฟฟ้าจากเมืองลุงแซมเผยภาพเรนเดอร์แล้ว Sondors Metabeast เปิดให้พรีออเดอร์แล้วแม้จะยังมีแค่เพียงภาพเรนเดอร์ก็ตาม สำหรับใครที่ยังรู้จักค่ายนี้นั้น ก็บอกให้สั้น ๆ ว่านี่คือค่ายรถจักรยานไฟฟ้าสัญชาติอเมริกาที่หันมาเปิดไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยโมเดลแรกก็จะเป็นในสไตล์ของออฟโร้ดหรือดูอัลสปอร์ต หรือที่บ้านเรานิยมเรียกกันว่าสไตล์เอ็นดูโร่นั่นเอง โดยเจ้าเมต้าบีสต์คันนี้ให้กำลัง 6 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้าประมาณ 8 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 40 นิวตันเมตร โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ราว ๆ 80 กม./ชม. ระยะการทำการได้ที่ราว ๆ 70 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 40 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 72 โวลต์ โดยมีน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 55.8 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นอัปเกรดโดยการเพิ่มรหัส X ต่อท้ายซึ่งจะให้กำลังมากกว่า โดยมีกำลังขนาด 18 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 24 แรงม้ากับแรงบิดสูงถึง 60 นิวตันเมตร โดยเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 120 กม./ชม. และสามารถใช้งานได้ที่ 125 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 50 กม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตฯ ขนาด 55 แอมป์ชั่วโมง 96 โวลต์ ซึ่งใหญ่กว่าและนั่นทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 90.7 กก. โดยรูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ทางค่ายประเมินว่าทั้งสองโมเดลจะพร้อมส่งมอบได้ช่วงเดือนตุลาคม 2023 นี้ แต่ก็อาจจะไม่ตรงตามนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งสองโมเดลนี้จะจำหน่ายในอเมริกาและประเทศใกล้เคียง ส่วนประเทศอื่น ๆ คงต้องรอไปก่อนนะครับ สุดท้ายนี้การขายแบบพรีออเดอร์ไว้ก่อนนี้ทางค่ายเคยทำสำเร็จมาแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเปิดให้พรีออเดอร์ทั้งสองโมเดลนี้ในเว็บไซต์ โดยราคาอยู่ที่ 4,500 เหรียญหรือราว ๆ 155,000 บาท และรุ่น X จะอยู่ที่ 8,000 เหรียญหรือราว ๆ 275,000 บาท ทั้งนี้ราคายังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนผู้ที่สนใจในบ้านเราอาจจะต้องนำเข้ามาเองซึ่งราคาก็คงจะเอาเรื่องเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถไฟฟ้า BMW ในร่างของ G310R มีสิทธิบัตรออกมาแล้ว สำหรับค่ายใบพัดสีฟ้านั้นถือว่าเป็นค่ายรถที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการสองล้อไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเจ้าที่บุกเบิกเรื่องนี้มาก่อนใครนานหลายปี จะเห็นได้จากเจ้า C-Evolution รถไฟฟ้า BMW คันแรก ซึ่งก็เปิดตัวมานานนับสิบปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นว่าทางค่ายจะทำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจริง ๆ นอกเหนือไปจากสกู๊ตเตอร์สักทีนึง แต่ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นคันจริงแล้วก็ได้ครับ ตอนนี้มีภาพพิมพ์เขียวสำหรับใช้จดสิทธิบัตรที่เผยให้เห็นภาพลักษณะของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วของทางค่ายผสมเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าที่นำมาจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลล่าสุดของทางค่ายซึ่งก็คือเจ้า CE-04 นั่นเอง โดยนำมอเตอร์ไฟฟ้าย้ายมาใส่ในแพ็กเกจใหม่อย่าง G310R โดยมีการวางเพลาขับของมอเตอร์ในแนวยาวตามตัวรถแทนที่จะวางแนวขวางตามปกติ ซึ่งทำให้สามารถวางมอเตอร์ขนาดใหญ่ได้โดยที่ตัวรถยังคงมีมิติที่แคบพอที่จะทำให้คนขับนั่งคร่อมขี่รถได้ แบตเตอรี่เองก็สามารถวางในตำแหน่งที่อิสระมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นเครื่องยนต์ อย่างไรก็ดีในภาพไม่มีการระบุส่วนของเฟรม แต่เนื่องจากโมเดล G310R นั้นวางเครื่องแตกต่างจากค่ายอื่น ๆ ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันใหม่นี้น่าจะใช้เฟรมและช่วงล่างเดิมของ G310R ไม่ได้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง ตัวแพ็คแบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดไฟที่เชื่อมต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งยังดูเหมือนว่าจะยกมาจาก CE-04 มาเลย แต่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้ลงตัวกับรถใหม่ ซึ่งเดิมแบตจะติดตั้งในแนวขนานไปกับพื้น ขณะที่มอเตอร์ก็จะวางแนวขวางกับตัวรถอยู่ด้านหลัง และชุดควบคุมจะซ้อนกันอยู่ภายใต้เบาะนั่งคนขับซึ่งมันเหมาะกับสกู๊ตเตอร์ แต่ไม่เหมาะกับมอเตอร์ไซค์ปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตำแหน่งและองศาของการติดตั้งชิ้นส่วนเหล่านี้ เนื่องจากฐานล้อของรถนั้นสั้นกว่ามากและตัวจุดศูนย์ถ่วงของรถที่สูงกว่า อย่างที่เห็นในภาพพิมพ์เขียวตัวแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นนำมาจาก CE-04 ดังนั้นสมรรถนะก็น่าจะไม่ต่างกันกับตัว CE-04 ซึ่งก็คือ 42 แรงม้าและแรงบิด 62.36 นิวตันเมตร ซึ่งในเวอร์ชันสกู๊ตเตอร์จะถูกระบบล็อกความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม.เท่านั้น แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่ถูกจำกัด ส่วนระยะการใช้งานน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1280 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำแหน่งของการวางมอเตอร์จากแนวขวางมาเป็นวางตามแนวยาว และขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์ใหม่เพื่อถ่ายทอดกำลังไปสู่เฟืองหน้า และเลือกใช้ระบบขับสายพานส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อลดการดูแลรักษาและเสียงเมื่อเทียบกับแบบขับโซ่ ตัวเลย์เอาท์ใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่เก็บของที่กว้างขวางอีกด้วย เนื่องจากบริเวณที่เป็นถังน้ำมันเดิมนั้นสามารถใช้เป็นที่เก็บของได้ และใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกได้ ถ้าภาพวาดดังกล่าวใช้สัดส่วนตรงตามจริง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ทำออกมาได้หลากหลายโมเดลแบบเดียวกับรถในตระกูล G อีกด้วย ซึ่งในภาพร่างจะเห็นได้ว่าล้อหน้ามีขนาดใหญ่แบบ GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ ขณะที่ไฟหน้านำมาจากรหัส R ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ นอกจากนี้รหัส RR ก็ยังเป็นไปได้ เพราะแฟริ่งที่มาช่วยเรื่องแอโรไดนามิกก็น่าจะช่วยให้รีดระยะทางการใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย งานนี้สาวกก็คงได้แต่เฝ้ารอล่ะครับว่าโมเดลไฟฟ้าคันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้าค่ายนี้จะทำออกมาได้ดี ได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักไม่ถึง 50 โล ลองคิดดูว่าถ้ามีมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรน้ำหนักเบาไม่ถึง 50 กิโลกรัม ให้เราขี่มันจะดีขขนาดไหน ผมเชื่อว่าคำถามนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโรน่าจะพอรู้คำตอบดีอยู่ และนี่คือเจ้า Velimotor VMX08 เอ็นดูโรไฟฟ้าสุดเบาที่หนักเพียง 47.5 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนมากมายตลอดทั้งคัน และทีเด็ดคือยังสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 100 กม./ชม.อีกด้วย สำหรับแบรนด์นี้นั้นเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้วอย่างเช่นเจ้า Light Bee จาก Sur-Ron ซึ่งก็มาจากประเทศจีนด้วยเช่นกัน จุดเด่นของคันนี้คือโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา โดยแชสซีส่วนใหญ่ของรถนั้นทำมาจากคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเฟรม สวิงอาร์ม แฟริ่งต่าง ๆ กระทั่งแฮนด์บาร์เองก็ กก.เท่านั้น หากเทียบกับจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าอาจจะดูหนักกว่ากันมาก แต่ถ้าหากเทียบกับมอเตอร์ไซค์ล่ะก็มันเบากว่ามากเลยล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะเรียกเจ้า VMX08 ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็ก เนื่องด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของมันมีกำลังสูงสุดที่ 6 กิโลวัตต์คิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 8 แรงม้าเท่านั้นเอง แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 100 กม./ชม.เลยทีเดียว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศพร้อมกับระบบแม่เหล็กถาวรที่ใช้แรงดันไฟขนาด 72 โวลต์ ติดตั้งอยู่ใต้สวิงอาร์มคาร์บอน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำและใกล้กับจุดหมุนของสวิงอาร์ม โดยเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นโซ่ ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นจะเป็นแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาดความจุ 45 แอมป์แปร์-ชั่วโมง ใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 110 กม. เมื่อขับขี่ไม่เกิน 45 กม./ชม. อย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้มีการระบุเรื่องของระยะเวลาการชาร์จ ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ส่วนของโช้คด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทง ค์ทำงานร่วมกับกับกระเดื่อง ระบบเบรกนั้นเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้วรัดด้วยยางพร้อมลุย เกือบจะคล้ายกับจักรยานเสือภูเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่พูดถึงก็จะมีเรื่องที่ตัวรถใช้หน้าจอ LCD ขนาดกะทัดรัด มีระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ โดยไฟท้ายและที่ยึดป้ายทะเบียนนั้นยึดอยู่ที่สวิงอาร์ม และสุดท้ายสนนราคาอยู่ที่ราว ๆ 105,000 บาท (คำนวณจากเงินดอลลาร์) ราคานี้ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรถไฟฟ้าพร้อมลุยที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนัก เวลาล้มก็ยกขึ้นมาขี่ต่อได้อย่างไม่ยากเย็น แถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมดันสถานีสลับแบตฯ ทั่วไทยในปี 2023 เปิดตัว SLEEK EV แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ พร้อม เผยนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและกระบวนทัศน์การเดินทางของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้มีการนําเสนอข้อมูลรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ SLEEK TYPE-V, TYPE-V GT, TYPE-S และ SLEEK ONE ที่ได้มีการเปิดให้จองล่วงหน้าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดเผยอีก 3 รุ่น ในปี 2023 ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ นาย กันตินันท์ ตันวีนุกูล CO-Founder & Group CEO กล่าวว่า วันนี้ SLEEK พร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางและวิถีชีวิตของผู้คนใหญ่ดียิ่งขึ้น ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้จริง พร้อมศูนย์ให้บริการอย่างครบวงจร การเข้าถึงบริการไฟแนนซ์ และสถานีสลับแบตเตอรี่ โดยยึดมั่นเป้าหมายหลักที่จะสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยคํานึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คน ปัจจุบัน SLEEK EV ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใน Segment Home Scooter อย่าง TYPE-S และ SLEEK ONE ที่เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหมาะสําหรับการใช้งานในเมือง และ Segment Urban Scooter ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อย่าง TYPE-V Series ที่ได้แบ่งเป็น TYPE-V และ TYPE-V GT โดย TYPE-V มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ถึง 3000 วัตต์ สามารถจุแบตเตอรี่ Lithium NMC ขนาดความจุ 60V 70Ah ทําความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน TYPE-V GT ก็ถูกออกแบบมาเอาใจนักเดินทาง ด้วยระบบ Mid-Drive Motor 4000 วัตต์ พร้อมจอแสดงผลแบบ Full Digital Display ที่รวบรวมข้อมูลสําคัญของการเดินทางไว้บนหน้าจอเดียว ในราคา TYPE-V 129,000 บาท และราคา TYPE-V GT 149,000 บาท ภายในงาน SLEEK EV ยังได้เผยโฉม S Pods, S Pods Home ที่เป็นสถานีสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยคาดการณ์ว่าจะกระจายติดตั้ง 225 จุด และเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2023 ซึ่งจะมีการติดตั้ง S Pods ไว้ทุก ๆ 7-9 กิโลเมตร โดย S Pods จะสามารถเข้าถึงได้ในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่เพียงแต่ปั๊มนํ้ามันเท่านั้น แต่จะกระจายไปตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบฟังก์ชันการใช้งานรถ ค้นหา ศูนย์บริการ และสถานี S Pods ในโอกาสนี้ SLEEK EV ได้จัดพิธีลงนาม MOU ร่วมกับ Bosch Thailand ที่ให้ความสนับสนุนในด้านการพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV และธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการเริ่มต้นเส้นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ลูกค้าของ SLEEK จึงสามารถเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษจากกรุงศรีได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศรายชื่อตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของประเทศมากกว่า 22 จังหวัด และคาดการณ์ว่าภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2023 จะมีศูนย์บริการและดีลเลอร์ทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะพัฒนาวงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน ให้สะอาดกว่า ง่ายกว่า และประหยัดกว่า ตามหลักสโลแกน “Lifestyle in Motion” ของเรา Sleek EV เปิดตัวอย่างเป็นทางการ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลใหม่ ล่าสุด Can-Am เตรียมลุยตลาดสองล้อไฟฟ้า ด้วย 2 โมเดลสองสไตล์ได้แก่ Origin และ Pulse ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าล้วน ๆ 2 คันแรกของทางค่ายเลย ซึ่งงานนี้เป็นทาง Bombardier Recreational Products (BRP) เป็นผู้ที่ออกมาประกาศ ทั้งนี้ BRP คือบริษัทแม่ของค่ายรถ 3 ล้อสัญชาติแคนาดาของแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทแม่กำลังเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าเพื่อแผ้วถางทางต้อนรับนักบิดหน้าใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบรถไฟฟ้าซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้และในอนาคต “วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมของเราพัฒนาไปอีกระดับแล้ว พร้อมกันนี้เรายังได้เผยให้เห็นถึงโปรดักต์รถไฟฟ้าที่จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์บนท้องถนนให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี” José Boisjoli ประธานและซีอีโอของ BRP แถลง “ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แบรนด์ของเราประกาศชัยชนะทั้งในแทร็กและเส้นทางเทรล และวันนี้ตำนานบทใหม่กำลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วย Origin และ Pulse สองโมเดลแรกในตระกูลรถไฟฟ้า 2 ล้อของเรา เรากำลังเสริมอาวุธเพื่อเรียกรากเหง้ามอเตอร์ไซค์ของเราด้วยการบรรจงสร้างประสบการณ์การขีบขี่อันตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนเจ็นใหม่” โมเดล Origin จะเป็นโมเดลที่พร้อมจะตะลุยไปในทุกเส้นทาง ทั้งออนโร้ดและออฟโร้ด เพราะมันเป็นรถในสไตล์สองประสงค์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอความระทึกใจที่สดใหม่ให้กับทุก ๆ เส้นทาง ขณะที่ Pulse นั้นต่างออกไป มันคือมอเตอร์ไบค์ที่มีความสมดุล มีความแม่นยำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความตื่นเต้นเร้าใจและอยากที่จะเปลี่ยนการเดินทางธรรมดา ๆ ให้สนุกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองโมเดลจะมาในสไตล์ร่วมสมัยและมีเส้นสายที่ดูล้ำยุค ออกแบบมาให้ขี่ได้ง่ายทั้งมือใหม่และมือเก๋า เหมือนกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วไปที่เพียงแค่บิดก็สามารถทะยานออกไปโดยไม่ต้องใช้คลัตช์หรือเข้าเกียร์ ตัวรถยังมีการสั่นสะเทือนน้อยมาก นุ่มนวล และส่งกำลังได้อย่างแม่นยำ แม้ในตอนที่ความเร็วต่ำ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนคือมอเตอร์ไฟฟ้า Rotax E-POWER ซึ่งให้ความเร็วเพียงพอกับการขับขี่บนไฮเวย์ พร้อมทั้งแรงม้าและแรงบิดสูง ทั้งนี้แต่ละโมเดลจะมีดีไซน์ การยศาสตร์ และความสามารถที่เหมาะกับสไตล์ของตัวรถ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าจะเปิดเผยสเปกโดยละเอียดในเดือนสิงหาคม 2023 และจะยังเปิดโมเดลใหม่ในปี 2024 อีกด้วย ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารโมเดลใหม่ได้ในเว็บไซต์ของทางค่ายได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่จะพาไทรอัมพ์มุ่งสู่อนาคตใหม่ เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นการพัฒนากันแล้วกับ Triumph TE-1 รถไฟฟ้าต้นแบบที่ทางไทรอัมพ์พัฒนาร่วมกับหลาย ๆ ผู้ชำนาญการ รวมไปถึงทางหน่วยงานรัฐของอังกฤษอีกด้วย เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เกิดจากความร่วมมือของทางค่ายกับทาง บริษัท Williams Advanced Engineering บริษัท Integral Powertrain Ltd และศูนย์ WMG ของมหาวิทยาลัย University of Warwick และได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานเพื่อยานพาหนะปลอดการปล่อยมลพิษ Office for Zero Emission Vehicles ผ่านทางหน่วยงาน Innovate UK ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า และทั้งทางภาครัฐของอังกฤษ ผลของการพัฒนาก็คือเจ้ารถต้นแบบคันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีดีไซน์บนพื้นฐานของ Street Triple แต่มีท่าทางการขับขี่คล้ายกับ Speed Triple เรียกได้ว่าถ่ายทอด DNA การออกแบบของไทรอัมพ์มาได้อย่างลงตัว โดยสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งลงไปนั้นเทียบเท่ากับ Speed Triple 1200 ซึ่งมีกำลังขับมากถึง 130 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 177 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 109 นิวตันเมตรในแบบที่รวดเร็วทันใจและควบคุมได้อย่างนุ่มนวลทุกช่วงความเร็วรอบ โดยทางค่ายระบุมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 96 กม./ชม. ภายใน 3.6 วินาที และ 0 – 160 กม./ชม. ได้ภายใน 6.2 วินาทีเท่านั้น สำหรับแบตเตอรี่นั้นถือเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ สำหรับโมเดลนี้ โดยเป็นส่วนที่กินน้ำหนักมากที่สุดของรถ แต่ก็ช่วยให้รถคันนี้วิ่งได้ไกลมากถึง 161 กม. จากการทดสอบบนถนนปิดที่มีการจำลองให้เคียงกับการขับขี่บนถนนจริง และที่น่าสนใจคือการมีระบบชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ จาก 0 – 80% ได้ภายใน 20 นาที ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ๆ และแม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มาก แต่สำหรับเจ้าต้นแบบคันนี้กลับมีน้ำหนัก 220 กก. ฟังดูอาจจะเยอะ แต่หากเทียบกับรถไฟฟ้าที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกันและมีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แล้วจะพบว่ามันมีน้ำหนักเบากว่าถึง 25% เลยทีเดียว อีกจุดที่น่าสนใจคือเสียงเวลาขับขี่ ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะไม่ใช่เสียงสังเคราะห์แบบรถยนต์หลาย ๆ แบรนด์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนน อีกทั้งทางยุโรปเองก็มีข้อบังคับให้ต้องมีระบบสร้างเสียงสังเคราะห์เพราะสาเหตุด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่ทางค่ายมีการออกแบบมาให้ตัวรถมีเสียงจากการอาศัยเฟืองเกลียวพิเศษในรถให้ได้สุ้มเสียงที่ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในจริง ๆ เลย และยังผ่านมาตรฐานเรื่องเสียงรบกวนต่าง ๆ แม้กระทั่งในเวลาที่เปิดคันเร่งหนัก ๆ ก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบและไม่ได้ขายจริง ๆ แต่ก็ถือว่าโมเดลนี้ช่วยให้ไทรอัมพ์ได้รับองค์ความรู้มากมาย อาทิเช่น ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่และระบบชาร์จ รวมถึงองค์ความรู้อื่น ๆ ที่จะนำไปพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสำหรับขายจริงในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดีแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha E01 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ขึ้นเขาใหญ่ สบายมากขอบอก สำหรับครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษมาก ๆ ที่ได้มีโอกาส รีวิว Yamaha E01 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 100% (แม้ว่าเจ้าคันนี้จะยังเป็นรถต้นแบบหรือโปรโตไทป์ก็ตาม) กับเส้นทางทดสอบสุดท้าทายซึ่งก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีทั้งขึ้นเขา เนินชัน โค้งหักศอก ทางลาดลงเขา ซึ่งเป็นเส้นทางที่เหมาะจะมาทดสอบ EV Bike ในครั้งนี้อย่างยิ่ง ทำความรู้จักกันก่อน อีซีโร่วัน คันนี้เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งถ้าให้เทียบกับรถมอเตอร์ไซค์น้ำมันทั่ว ๆ ไปก็จะเทียบเท่ากับรถขนาด 125 ซีซี ที่มีการออกแบบดีไซน์แฟริ่ง รูปทรงดูล้ำสมัย เหมือนมาจากอนาคต และแปลกตาไม่ซ้ำใคร ทว่าก็แฝงดีไซน์ DNA จาก R-Series ที่ไฟหน้าดูดุดัน และออกแบบตำแหน่งการชาร์จไฟอยู่ที่ด้านหน้าของตัวรถ ตัวเรือนไมล์เป็นแบบ ดิจิทัล แสดงผลค่าสถานะของตัวรถทั้งหมดบนหน้าจอเรือนไมล์ สำหรับตัวแบตเตอรี่เป็นแบบลิเทียมไลออนมีขนาดความจุ 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีแรงขับเคลื่อนสูงสุด 8.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ 5,000 รอบ และมีแรงบิดสูงสุด 30.2 นิวตันเมตรที่ 1,950 รอบ ซึ่งทางโรงงานเคลมมาสามารถวิ่งได้ไกลสุด 130 กิโลเมตร เทคโนโลยี เต็มระบบ..!! ตัวรถมีระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายส่วนด้วยกัน อาทิ ระบบควบคุมตัวรถ (Vehicle Control Unit) ,ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System) และระบบควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor Control Unit) นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ Riding Mode ทั้งหมด 3 โหมด Eco, Standard และ Power โดยมีรายละเอียดแต่ละโหมดดังนี้ Eco คือโหมดประหยัดพลังงาน โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีปล่อยแรงขับสูงสุดที่ 4 กิโลวัตต์ที่ 4,500 รอบ มีแรงบิด 21.4 นิวตันเมตร ที่ 1,500 รอบ และจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 60 กม./ชม. Standard คือโหมดมาตรฐาน สำหรับใช้งานทั่วไป โหมดนี้มอเตอร์ไฟฟ้าปล่อยแรงขับสูงสุดที่ 1 กิโลวัตต์ที่ 5,000 รอบ มีแรงบิด 24.5 นิวตันเมตรที่ 1,500 รอบ สำหรับโหมดนี้จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 100 กม./ชม. Power คือโหมดแรงที่สุดที่มีในคันนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าปล่อยแรงขับ 1 กิโลวัตต์ที่ 5,000 รอบ แรงบิด 30.2 นิวตันเมตร ที่ 1,950 รอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กม./ชม. เรียกว่ามาไว มาเต็มในโหมดนี้ รองรับระบบชาร์จ 3 แบบ สำหรับโมเดลนี้ตอนนี้มีระบบการชาร์จ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ ระบบ Fast Charger หรือระบบชาร์จเร็ว จะใช้เวลาในการชาร์จ จาก 0 – 90% ประมาณ 1 ชั่วโมง ระบบ Normal Charger หรือระบบชาร์จปกติใช้เวลาในการชาร์จ จาก 0 – 100% ประมาณ 5 ชั่วโมง (ที่แรงดันไฟ 200-240 โวลต์ หรือไฟบ้านปกติ) ระบบ Portable Charge เป็นการชาร์จด้วยตัวชาร์จแบบพกพาซึ่งสามารถพกใส่ใต้เบาะได้ ใช้เวลาในการชาร์จ 0 – 100 % ประมาณ 14 ชั่วโมง (แรงดันไฟ 100 – 240 โวลต์) เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้ยังมาพร้อมเกียร์ถอยหลัง ใช้งานง่ายเวลาจะจอดรถ และยังปลอดภัยแบบหายห่วงเพราะเกียร์ถอยจะมีความเร็วเพียง 1 กม./ชม.เท่านั้น และสำหรับคนที่เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเวลาลงเขาหรือทางลาดชัน ตัวรถมีระบบรีเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง หรือ Regenerative Braking

Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดเฉี่ยวจากอังกฤษ ล่าสุดแบรนด์สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษเปิดตัว Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่แบบสดร้อน ๆ ในงาน Goodwood Festival of Speed และก็เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันทีด้วยสมรรถนะอันน่าจับตามองของมัน เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้เป็นโมเดลที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะมากที่สุดอีกด้วย แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการใช้งานได้จริงและมีความสะดวกสบาย ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานที่ให้กำลังสูงสุดมากถึง 14 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าได้มากถึง 20 แรงม้าเลยทีเดียว โดยมีแรงบิดลงล้อหลังมากถึง 587 นิวตันเมตร (ที่แคร้ง 85 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ดีสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องที่ 9.6 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง พอ ๆ กับรถพิกัด 125 ซีซี แต่สามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่ามาก โดยสามารถทำความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ภายใน 4.8 วินาทีเท่านั้น (ท็อปสปีดสูงสุดที่ 96 กม./ชม. ล็อกโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาด 720 วัตต์ชั่วโมง 72 โวลต์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 60 กม.ที่โหมด Eco (ให้กำลังสูงสุด 4 กิโลวัตต์, โหมด Power สูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์ และโหมด Zapp ที่ 18 กิโลวัตต์) และสามารถจาก 20% ไป 80% ภายใน 30 นาทีเท่านั้น ที่สำคัญคือแบตเตอรี่นั้นสามารถถอดออกมาชาร์จภายนอกได้ ซึ่งทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะจ่ายเงินซื้อเพิ่มเพื่อขยายระยะการใช้งานก็ทำได้ อย่างไรก็ดีราคานั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจชาวไทยเลยล่ะครับ โดยรุ่นที่ใช้วัสดุพื้นฐานที่สุดซึ่งจากทำวัสดุรีไซเคิล หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่ารุ่นเริ่มต้นนั้นมีราคาถึง 6,300 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 240,000 บาทเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ได้คือความเร็วและดีไซน์ที่ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลาย ๆ แบรนด์ในตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จดทะเบียนได้มั้ย เรามีคำตอบ? เป็นกระแสร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย สำหรับเรื่องราวของรถไฟฟ้า เนื่องมาจากน้ำมันที่แพงที่ทำเอากระทบไปหมดทุกครัวเรือน บวกกับมาตรการกระตุ้นเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าจากทางภาครัฐยิ่งทำให้คนหันมาสนใจในเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น งานนี้บางคนก็เริ่มสงสัยว่า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จดทะเบียนได้มั้ย แน่นอนว่าเรามีคำตอบมาบอกเล่ากันครับ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จะนำมาจดทะเบียนได้นั้นมีเงื่อนไขตามกฎหมายกำหนดกะเกณฑ์เอาไว้ครับ หากไม่พูดถึงเรื่องอุปกรณ์ส่วนควบ ๆ ต่าง อย่างกระจก ไฟส่องสว่าง ไฟเลี้ยว ทับทิบ และอื่น ๆ แล้ว ยังมีอีก 3 เรื่องที่ต้องผ่านเกณฑ์ครับ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าต้องไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ ต้องสามารถทำความเร็วได้ไม่น้อยกว่า 45 กม./ชม. ต้องสามารถใช้งานต่อเรื่องที่ความเร็ว 45 กม./ชม. ได้ไม่น้อยกว่า 30 นาที หากผ่านเกณฑ์เหล่านี้ถือว่าสามารถจดทะเบียนได้ครับ และเมื่อจดทะเบียนแล้ว ท่านก็จะสามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกต้องแล้วล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Energica Experia ทัวริ่งไฟฟ้าวิ่งได้ 420 โล เปิดตัวแล้ว ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Energica Experia มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่เน้นทางดำเป็นหลักในช่วงการแข่งขัน MotoGP ที่ Mugello ประเทศอิตาลีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าทัวริ่งไฟฟ้าคันนี้ถือว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ใหม่หมด ซึ่งตัวแบตเตอรี่ให้กำลังไฟมากถึง 22.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้าเองก็รีดกำลังได้สูงสุดเทียบเท่า 101 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 115.24 นิวตันเมตร (แรงบิด 900 นิวตันเมตรที่ล้อ) ซึ่งใช้ขับเคลื่อนรถที่หนักมากถึง 260 กก.ให้สามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 180 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายใน 3.5 วินาที และเคลมมาว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากถึง 420 กม.เลยทีเดียว โดยสามารถวิ่งแบบไม่ต้องสนใจเรื่องความเร็วได้มากถึง 246 กม. สำหรับเรื่องการชาร์จนั้นตัวรถมีการชาร์จ 3 ระดับ โดยสามารถชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จได้ 80% ภายใน 40 นาทีที่การชาร์จระดับ 3 DC และทางค่ายยังเคลมมาว่าเป็นรถคันแรกที่ให้การชาร์จมาถึง 3 ระดับมาเป็นพื้นฐานเลย เรียกได้ว่าเร็วเลยทีเดียว ในส่วนของช่วงล่างที่ให้มานั้นก็ไม่ใช่ขี้ไก่ แต่จัดเต็มมาในระดับนึงเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Sachs ปรับแต่งได้ ซึ่งโช้คหลังเดี่ยวก็มาจาก Sachs เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบเบรกจัดการด้วย Brembo โดยด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบและด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังรัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ที่เหมาะกับการขี่ถนนเดินทางไกลออกทริปอย่างยิ่ง สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้หลากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS จาก Bosch 9.3MP ECU และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับตัวประมวลผลแรงเฉื่อย มีโปรไฟล์ผู้ขับขี่ให้เซ็ตถึง 7 โปรไฟล์แบ่งเป็น 4 พรีเซ็ต และอีก 3 ชุดโปรไฟล์ที่ปรับแต่งเองได้ โหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ได้แก่ Eco, Urban, Rain และ Sport เท่านั้นยังไม่หมดยังมีแม็ปการรีเจเนอเรทีฟเบรกกิ้งอีก 4 รูปแบบ ซึ่งตรงนี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาลดความเร็ว และเปลี่ยนแปลงพลังงานเชิงกลที่จะสูญเสียไปขณะเบรกให้กลับมาช่วยชาร์จไฟเข้าระบบ ได้แก่ High, Medium, Low และ Off ปิดท้ายด้วยระบบเดินหน้าและถอยหลังความเร็วต่ำเพื่อใช้เวลาจอดรถ สำหรับสนนราคานั้นยังไม่ระบุแต่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว แต่ราคาคงไม่ถูกแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตอนนี้ รวมไปถึงภาษีนำเข้าต่าง ๆ แต่ก็เป็นสัญญาณอันดีที่รถไฟฟ้าจะสามารถมีระยะทำการได้ไกลมากขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น และใกล้จะมาทดแทนมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ได้ในอนาคตไม่ไกลนี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XF30 วิบากไฟฟ้าจากแดนทิวลิป จี๊ดจ๊าดระดับ 720 นิวตันเมตร เปิดให้จองแบบพรีออเดอร์กันแล้วกับ XF30 วิบากไฟฟ้าจากแดนทิวลิป หรือก็คือโมโตครอสไฟฟ้าจากทางบริษัท EMX Powertrain บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการพัฒนา วิศวกรรม สร้างระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ารวมไปถึงยานยนต์ ซึ่งน่าจะตอบโจทย์โลกในยุคใหม่ ยุคที่น้ำมันกำลังแพงหูฉี่ จากพิษของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในตอนนี้ แถมล่าสุดยังซ้ำร้ายที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ระดับท็อป ๆ ของโลกที่เกาหลีใต้ดันระเบิดซะอีก หลังจากทุ่มเทการพัฒนากว่า 2 ปี ในที่สุดทาง EMX Powertrain ก็พร้อมแล้วที่จะเปิดให้จับจองเจ้า XF30 โมโตครอสไฟฟ้าของทางค่าย ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้แบบสาแก่ใจสายลุย ทั้งยังมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัยพร้อมกับความตื่นเต้นเร้าใจที่คุณจะได้จากระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่แน่นอนว่าจี๊ดจ๊าดทันใจ แต่ก็ไม่มีไอเสียให้อากาศเป็นพิษ ตัวรถใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 30 กิโลวัตต์ที่สามารถรีดกำลังที่ล้อหลังคิดคำนวณออกมาได้มากถึง 40 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลมากถึง 720 นิวตันเมตร วางลงบนเฟรมแบบบีมคู่อลูมิเนียมและเลือกใช้ระบบกันสะเทือนจาก KYB ระบบเบรกจาก Nissin ล้อซี่ลวดจาก Excel ซึ่งช่วงล่างดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้ขับขี่ในสายทางวิบากนี้ทำความคุ้นเคยได้ไม่ยาก ซึ่งในส่วนของแชสซีนั้นมี Yamaha เป็นซัพพลายเออร์ให้ นอกจากนี้ตัวรถยังมีการออกแบบระบบระบายความร้อนที่ล้ำสมัย ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เองก็ถูกสร้างมาเพื่อให้สามารถตอบสนองกับสไตล์การขับขี่โมโตครอสที่ต้องการพละกำลังแบบตลอดเวลา ซึ่งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 2.5 ชม. (ขึ้นอยู่กับโหมดที่ใช้งาน) และใช้ชาร์จจนเต็มเพียง 1.5 ชม.เท่านั้น ข้อดีของเจ้านี่ที่เป็นรถไฟฟ้าคือไม่ต้องการการดูแลรักษามากนัก ทำให้คุณสามารถขับขี่มันได้มากเท่าที่ต้องการ ทั้งยังขับขี่ง่ายด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 115 กก.แม้ว่าจะรวมแบตเตอรี่แล้วก็ตาม สุดท้ายนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องน่าเสียดายสักเล็กน้อยเพราะล็อตแรกที่พร้อมจะส่งมอบในปี 2023 จะมีจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน อันมีสาเหตุมาจากการผลิตด้วยมืออย่างปราณีตเสียเป็นส่วนใหญ่ และจะจำหน่ายในสหภาพยุโรป อิสราเอล นอร์เวย์ ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์และอังกฤษเท่านั้น โดยจำหน่ายในราคา 18,750 ยูโร หรือราว ๆ 680,000 บาท ดูแล้วอาจจะแพง แต่ข้อดีของคันนี้ก็อย่างที่บอกมีชิ้นส่วนที่ต้องใช้แล้วหมดไปหรือสึกหรอน้อยกว่ารถที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เมื่อใช้ไประยะยาวแล้วจะมีความคุ้มค่ามากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพสัญชาติอาหรับ ใคร ๆ ทุกคนต่างรู้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคแห่งโรคระบาดที่ทำให้เราต้องหลีกเลี่ยงจากผู้คนหมู่มาก วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ได้เปลี่ยนไป หลาย ๆ อย่างถดถอยถึงขั้นเสื่อมลง แต่นั่นก็เป็นโอกาสในบางอย่างได้เติบโตขึ้น สิ่งนั้นก็คือโลจิสติกส์ หรือการขนส่ง และโดยเฉพาะการขนส่งขั้นสุดท้าย คือจากเจ้าหน้าที่ขนส่งถึงมือผู้รับ พาหนะที่คล่องตัวที่สามารถไปได้ในทุก ๆ ที่ในเมืองอย่างสกูตเตอร์จึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ และในห้วงเวลาที่โลกเรากำลังคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมสกูตเตอร์ไฟฟ้าจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับ Barq Rena Max สกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสตาร์ทอัพรายใหม่ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เองก็เป็นที่น่าสนใจในกรณีนี้ บาร์คคือธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าที่มีถิ่นฐานตั้งอยู่ที่ดูไบ ได้ทำการสร้างสกูตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลนี้นขึ้นมาเพื่อใช้ในธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะ ตัวรถจะใช้แบตเตอรีแบบลิเธียมไอออนขนาด 5.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อให้พลังงานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 9 กิโลวัตต์ ที่ให้ระยะทางการใช้งานได้ราว ๆ 150 กม. นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่สามารถถอด เพื่อนำแบตเตอรี่ลูกใหม่ที่ชาร์จเต็มแล้วมาใช้งานต่อได้อีกด้วย ทางแบรนด์ยังเคลมมาอีกว่าโมเดลนี้สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 96 กม./ชม. เลยทีเดียว ดังนั้นบอกเลยว่าใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ตัวรถจะใช้หน้าจอแสดงผลสีแบบ TFT แสดงผลข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีแท็บเล็ตขนาด 8 นิ้วที่ใช้สำหรับการขนส่งและเป็นระบบนำทางในตัว แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ รวมไปถึงยังมีช่องจ่ายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อีกด้วย จุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้เลยก็คือกล่องท้ายขนาดใหญ่สำหรับใส่พัสดุหรืออาหารที่จุได้มากถึง 79 ลิตร (จำหน่ายแยก) เท่านั้นยังไม่ตัวรถยังมีคูลเลอร์ขนาด 9 ลิตรอยู่บริเวณด้านหน้าคนขับและช่องเก็บของขนาด 5 ลิตรอยู่ในตัวเฟรมของรถอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นของตัวรถที่ดูเหมือนกล่องยาว ๆ นั้นยังเป็นจุดสำคัญใช้ยึดสวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คอัพเดี่ยวแบบสปริงสตรัทกับล้อหลังด้วย ขณะที่ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่อย่างแฮนด์บาร์ก็จะเป็นแฮนด์แบบแฟลตธรรมดา และเบาะนั่งก็เป็นแบบชิ้นเดียวแบนราบแต่ออกแบบมาเพื่อให้นั่งได้สบาย ส่วนระบบไฟส่องสว่างนั้นตัวรถจะให้แบบ LED มาเต็มระบบเลย สุดท้ายเจ้าสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้จะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้และทางแบรนด์เล็งว่าจะส่งมอบให้ทั่วโลกอาหรับได้ภายในปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว ถ้าบ้านเรามีใครไปเจรจามาจำหน่ายในไทยได้ผมว่าพนักงานส่งของส่งอาหารต่าง ๆ ก็น่าจะได้ใช้รถดี ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเรามากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha NEO’s สกูตเตอร์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่เพื่ออนาคต เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษแล้วที่ยามาฮ่าได้เป็นผู้ผลิตที่ประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจ โดยเฉพาะตลาดรถสกูตเตอร์ขนาด 50 ซีซีในยุโรป แต่ในยุคปัจจุบันนี้นอกจากธุรกิจด้านเครื่องยนต์สันดาปภายในแล้ว ยามาฮ่ายังได้ทำการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาสกูตเตอร์ไฟฟ้ามาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีเช่นกัน โดยพัฒนาและเปิดตัวมาหลากหลายโมเดลแล้ว โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย และในปี 2022 นี้ก็มีสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันใหม่ล่าสุดคือ Yamaha Neo ที่เทียบเท่ากับสกูตเตอร์พิกัด 50 ซีซี โดยจะผลิตขึ้นขายเป็นจำนวนมากและวางจำหน่ายในยุโรปเป็นหลัก สำหรับเจ้านีโอที่ไม่ใช่ตัวเอกในหนังนั้น จะมาในดีไซน์ที่เรียบง่ายแบบมินิมอลแต่ก็มีสเน่ห์น่าดึงดูดโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถมีขนาดกะทัดรัดและดีไซน์กลม ๆ มน ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและง่ายที่จะขับขี่ไปไหนมาไหน ด้านหน้าตัวรถมีไฟหน้าคู่แบบ LED ดีไซน์สวยเข้ากันกับตัวรถ ขณะที่ตัวรถจะมียางบุรอบ ๆ ขับเน้นความโดดเด่นพร้อมกันนี้ยังใช้เป็นตัวป้องกันแฟริ่งของรถเวลารถล้มแปะหรือเฉี่ยวชนได้อีกด้วย และยังใช้ปกปิดตัวน็อตยึดต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูเรียบเนียนมากขึ้น มาถึงหัวใจสำคัญของนี้คือระบบ Yamaha Integrated Power Unit (YIPU) รุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือตัวระบบขับเคลื่อน ซึ่งประกอบไปด้วยตัวมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไม่ใช่แปรงถ่านระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยจะเป็นแบบไดเร็กไดร์ฟติดตั้งอยู่กับดุมล้อหลัง มีแรงบิดสูงเพื่อให้ขับขี่ได้นุ่มนวล เร่งความเร็วได้ทันใจ แต่ขณะเดียวกันก็เงียบแบบรถไฟฟ้า ซึ่งการใช้ระบบขับเคลื่อนแบบนี้ทำให้ไม่ต้องมีตัวส่งกำลัง ทำให้ไม่สูญเสียกำลังผ่านทางชุดเกียร์หรือสายพาน นอกจากนี้ยังลดเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นจากกลไกที่น้อยชิ้นกว่า ซึ่งยิ่งน้อยชิ้นก็ยิ่งทำให้ค่าบำรุงดูแลรักษาน้อยตามไปด้วย และยังรวมไปถึงระบบเบรกหลังอีกด้วย และในสวิงอาร์มเดี่ยว ตัวควบคุมมอเตอร์ MCU ที่คอยควบคุมพละกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าขณะเดียวกันก็มีดีไซน์ที่สะดวกต่อการถอดล้ออกมาเพื่อเปลี่ยนยางด้วยการขันน็อตออกเพียง 5 ตัวเท่านั้น สำหรับสิ่งสำคัญต่อมาคือแบตเตอรี่ ตัวรถจะใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนน้ำหนักเพียง 8 กก. ติดตั้งอยู่ใต้เบาะบริเวณกลางตัวรถ แรงดัน 50.4 โวลต์ ขนาด 19.2 แอมป์ชั่วโมง ที่ทางยามาฮ่าพัฒนาและผลิตขึ้นเอง เพียงพอสำหรับการใช้งานได้ราว ๆ 37 กม. (จากการทดสอบตามมาตรฐาน WMTC Class 1 โหมด STD และอุณหภูมิแบตฯ ที่ 25 องศา) แต่ยังสามารถติดตั้งตัวคอนเน็กเตอร์เพื่อใช้งานแบตเตอรี่เสริมลูกที่ 2 ที่ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้ไปจนถึงประมาณ 68 กม. ส่วนการชาร์จนั้นสามารถถอดแบตเตอรี่ไปชาร์จได้ หรือจะชาร์จด้วยที่ชาร์จแบบพกพาที่สามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย โดยใช้เวลาชาร์จราว ๆ 8 ชม. ถึงจะเต็ม นอกจากนี้ตัวรถจะมีระบบควบคุมตัวรถและระบบควบคุมมอเตอร์ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ได้ดีที่สุดพร้อมกับใช้งานแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่าจะจ่ายพลังงานยังไง เช่น หากแบตเตอรี่ใกล้หมดก็จะมีการควบคุมกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแสดงไอคอนรูปเต่าขึ้นเตือนที่หน้าจอ หากว่ามีแบตเตอรี่ลูกที่ 2 ก็จะสลับไปใช้งานลูกที่สองแทน เป็นต้น ตัวรถขับขี่ได้ง่ายเร่งได้ไวทันใจ เพราะไม่มีระบบคลัตช์หรือระบบเกียร์ ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ ขณะเดียวกันคันเร่งก็ออกแบบมาเป็นอย่างดี ให้สามารถควบคุมกะเกณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ไม่กรรโชกโฮกฮาก ทั้งยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานตามสถานการณ์การขับขี่ 2 โหมด ได้แก่ STD โหมดที่ให้กำลังสูงสุดที่ 2.06 กิโลวัตต์ (2.76 แรงม้า) ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. เหมาะกับการขับขี่ทั่วไป และโหมด ECO ที่มุ่งเน้นการประหยัดแบตเตอรี่ เหมาะกับการขับขี่ทางไกล โดยกำลังจะถูกตอนลงมาเหลือที่ 1.58 กิโลวัตต์ (2.11 แรงม้า) ที่ความเร็ว 30 กม./ชม. และจำกัดท็อปสปีดไม่เกิน 35 กม./ชม. ซึ่งโหมดนี้จะวิ่งได้ไกลถึงประมาณ 38.5 กม. ส่วนของแชสซีและช่วงล่าง ยามาฮ่าได้ดีไซน์แชสซีขึ้นมาใหม่หมดสำหรับโมเดลนี้ โดยใช้เฟรมที่แข็งแรงทนทานเพียงพอที่จะรอบรับน้ำหนักโหลดต่าง ๆ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น กล่องท้าย เป็นต้น ส่วนโช้คหน้าจะเป็นของ KYB ที่กระบอกด้านในเคลือบนิกเกิลเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการผุกร่อน ขณะที่โช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้า ส่วนด้านหลังยังคงเป็นแค่เพียงดรัมเบรก แต่ก็เพียงพอกับโมเดลนี้อยู่แล้ว ส่วนล้อเป็นล้อขนาด 13 นิ้วสีดำแบบ 10 ก้านน้ำหนักเบาพร้อมรัดด้วยยางพิเศษที่ออกแบบมาให้มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่นั่นเอง สำหรับเทคโนโลยีและลูกเล่นอื่น ๆ ก็ถือว่าทันสมัยตอบโจทย์การใช้งานของคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Yamaha MyRide เพื่อรับการแจ้งเตือนสายเรียกเข้าและข้อความจากสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังใช้แอพฯ ดูข้อมูลตัวรถ แบตเตอรี่ ความเร็ว อัตราเร่ง หรือเส้นทางต่าง ๆ หรือจะแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่น ๆ ที่ใช้แอพฯ เหมือนกันได้อีกด้วย ในส่วนหน้าจอแสดงผลที่ตัวรถจะเป็นหน้าจอ LCD แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ไปจนถึงระดับไฟของแบตเตอรี่ เป็นต้น และยังมีระบบสมาร์ทคีย์หรือกุญแจแบบคีย์เลสช่วยให้ใช้งานรถได้สะดวกสบายไม่ต้องเสียบกุญแจ แค่พกไว้ที่ตัวก็สามารถใช้งานรถได้ และแน่นอนสำหรับสกูตเตอร์เรื่องใต้เบาะถือเป็นจุดเด่น ๆ ของรถประเภทนี้ โดยมีช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 27

Yamaha EMF สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำจากไต้หวัน ก็ถือว่าเป็นเทรนด์ของโลกยุคนี้เลยก็ว่าได้กับยานยนต์ไฟฟ้า และสำหรับดินแดนที่นิยมรถสกู๊ตเตอร์เป็นอย่างมากอย่างไต้หวันก็ตามกระแสนี้กับเขาด้วย โดยยามาไต้หวันเองก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดล้ำ อย่างเจ้า Yamaha EMF ไม่ใช่ IMF นะครับ สำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจากไต้หวันคันนี้ก็มีดีไซน์ที่เรียกว่าล้ำสมัยมาก ๆ ตลอดทั้งคันเลยทีเดียว ดีไซน์ตัวรถออกมาในคอนเซ็ปต์ของยานยนต์ในอนาคต โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ไฟเลี้ยวแบบแยกส่วนแต่ยังอยู่ในส่วนของแฟริ่ง และไฟท้ายเป็นชั้น ๆ ให้ภาพลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ตัวรถใช้หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ LED แบ็กไลท์ แสดงผลข้อมูลสำคัญ ๆ ครบถ้วน เช่น ความเร็ว ระยะทาง โหมดการขับขี่ และแบตเตอรี่ เป็นต้น มีช่องเก็บของบริเวณตรงกลางระหว่างที่วางเท้าของผู้ขับขี่ดูแปลกตาไม่น้อยเลยทีเดียว สามารถใส่ของเล็ก ๆ อย่างเช่น แก้วน้ำ หรือขวดน้ำได้ ปิดท้ายความล้ำสุด ๆ คือการที่มันไม่ใช้ทั้งกุญแจหรือสมาร์ทคีย์ แต่ใช้เทคโนโลยี NFC Card เป็นเหมือนคีย์การ์ดเพื่อเปิดปิดสวิตช์รถแทน ซึ่งสะดวกต่อการพกพามาก ๆ ส่วนขุมพลังขับเคลื่อนจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถที่ให้กำลัง 7.6 กิโลวัตต์ และส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ คำนวณเป็นแรงม้าได้ 10.3 แรงม้าที่ 3,000 รอบ และแรงบิดที่ 26 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าสามารถเร่งความเร็วจาก 0-50 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาทีเท่านั้น แต่ยังไม่มีการระบุถึงความเร็วสูงสุดแต่อย่างไร แม้ว่าจะไม่ได้ระบุระยะการใช้งานมาว่าจะใช้งานได้กี่กิโลเมตร แต่ตัวรถจะใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ของทาง Gogoro ที่เป็นผู้ให้บริการแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนรายใหญ่ของทางไต้หวัน กล่าวได้ว่าถ้าขับขี่ในเขตพื้นที่ให้บริการแล้วล่ะก็จะไม่ต้องเสียเวลาชาร์จ และหายห่วงเรื่องระยะทางไปได้พอสมควร แชสซีของรถจะใช้เฟรมที่ออกแบบขึ้นมาใหม่มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรง มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก และโช้คหลังคู่พร้อมสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกับระบบคอมบายเบรก และสุดท้ายสำหรับช่วงล่างคือล้อจะเป็รล้ออลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สุดท้ายนี้ตัวรถสุดล้ำคันนี้จะวางจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีน้ำเงิน สีดำ และสีเขียว ส่วนเรื่องวางจำหน่ายในไทยนั้นน่าจะเป็นไปได้ยากครับ แต่ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก