SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 LCR Honda เปิดตัว ‘ก้อง-ซาร์โก้’ ลุย MotoGP 2025

2025 LCR Honda เปิดตัว ‘ก้อง-ซาร์โก้’ ลุย MotoGP 2025 2025 LCR Honda เผยโฉมทีมแข่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัวทีมทำการเปิดที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า Honda Safety Riding Park Bangkok ถนนรามคำแหง ประเทศไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่าแฟนคลับที่มาต้อนรับแสนอบอุ่น พร้อมรอชมการเปิดตัวสองนักบิดอย่าง ‘ก้อง-สมเกียรติ จันทรา’ นักบิดชาวไทยคนแรกที่ได้แข่งขันในเมเจอร์สูงสุด และจอมเก๋าอย่างโยฮันน์ ซาร์โก้ ซึ่งการเข้ามาร่วมทีม LCR Honda ของสมเกียรติ จันทราในฤดูกาลนี้ จะเข้ามาแทนที่ของ ‘พ่อนาค’ ทาคาอากิ นาคากามิ ที่ได้ประกาศรีไทร์จากการแข่งขัน แล้วขยับบทบาทของตัวเองขึ้นไปเป็นเทสไรเดอร์ให้กับทีมโรงงาน Honda ที่จะทำงานร่วมกับอดีตแชมป์โลก Moto2 สองสมัย ‘โยฮันน์ ซารโก้’ ในการแย่งชิงโพเดียมเพื่อทวงความยิ่งใหญ่กลับสู่ทีมฮอนด้าอีกครั้ง RC213V ลวดลายใหม่ เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทางอิสระอย่าง LCR จะควบเจ้า RC213V ในการไล่ล่าโพเดียมในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 ซึ่งตัวแข่งของทั้งสองนักบิดอย่าง ‘โยฮันน์ ซาร์โก้’ และ ‘สมเกียรติ จันทรา’ ก็จะมีสีสัน และลวดลายของแต่ละคันที่มีความแตกต่างกันออกไป RC213V ของโยฮันน์ ซาร์โก้ ในฤดูกาลนี้ก็จะคงเน้นไปที่สีขาว และสีเขียวตามปกติ แต่จะมีเฉดสีแดงที่เพิ่มเติมขึ้นมาในบริเวณส่วนหน้าของตัวรถ พร้อมวิงก์เล็ตที่มีการปรับขนาดให้ดูเล็กลง ด้านข้างมาพร้อมโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับทางซาร์โก้ และด้านท้ายมีการปรับบางส่วนเพื่อให้สามารถขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถัดมากับตัวแข่งของ ‘สมเกียรติ จันทรา’ รูปแบบของตัวถังมีความคล้ายคลึงกับของซาร์โก้ทุกประการ จะแตกต่างกันเพียงแค่สีสัน และลวดลายกราฟิกเท่านั้น ซึ่งตัวแข่งของ ‘เจ้าก้อง’ ตัวรถจะเน้นไปที่สีแดง และสีขาวเป็นหลัก ด้านข้างมาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Idemitsu ที่จะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับก้อง สมเกียรติ ก้อง สมเกียรติพร้อมสู้เพื่อแฟน ๆ นักบิดชาวไทยออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้น พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังใกล้จะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เจ้าตัวจะทำผลงานให้เต็มที่ที่สุด และขอบคุณแฟน ๆ ชาวไทยที่สนับสนุนเจ้าตัวมาโดยตลอด ยอมรับว่าในช่วง Shakedown Test ลงซ้อมหนักมาก แต่ก็เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาบอกกับทีมงานให้ได้มากที่สุด  รู้สึกตื่นเต้น กับการที่ทีม LCR ได้เปิดตัวในบ้านเรา ในปีนี้ผมจะสู้และทำผลงานให้ดีที่สุด อยากขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยที่สนับสนุน และเป็นกำลังใจในทุกๆ เรซ ยอมรับช่วงเช็คดาวน์เทสต์ร่างกายหนักมาก หลังไม่ได้จับรถมานาน ทำให้ร่างกายดาวน์ลง แต่มาในช่วงออฟฟิเชียลเทสต์ มาปรับตัวเก็บรายละเอียดได้และมาบอกทีมงานให้มากที่สุด โยฮันน์ ซาร์โก้ และก้อง สมเกียรติ จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในการทดสอบ ‘Buriram Test’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะลงแข่งขันในสนามแรกกับการแข่งขัน ThaiGP25 ในสนามเดียวกัน ซึ่งจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ ก้อง สมเกียรติ และผู้รักในกีฬามอเตอร์สปอร์ตบอกเลยห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Langen Lightspeed ไฮเปอร์เน็กเก็ตจากแดนผู้ดี

Langen Lightspeed ไฮเปอร์เน็กเก็ตจากแดนผู้ดี Langen Lightspeed ไฮเปอร์เนคเก็ตจากไลน์ผลิตของค่าย Langen ผู้ผลิตสัญชาติอังกฤษที่เคยผลิตผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง ‘Langen Two Stroke’ รถจักรยานยนต์สองจังหวะ ที่มีเครื่องยนต์รูปแบบ V-Twin ขนาดเครื่องยนต์ 250 ซีซีมาพร้อมพละกำลังที่สูงถึง 76 แรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางค่ายก็ได้ส่งโมเดล ‘Lightspeed’ เพื่อมาสร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่อีกครั้ง การออกแบบดีไซน์เป็นรถจักรยานยนต์สไตล์ ‘เน็คเก็ตไบค์’ โดดเด่นด้วยสีดำตัดกับเฟรมตัวถังที่มีสีดำอย่างลงตัว เสริมความหล่อให้มากยิ่งขึ้นด้วยชิ้นงานคาร์บอนบริเวณบังโคลนหน้า, บริเวณด้านบนของตัวถัง และบริเวณโคมไฟด้านหน้าของตัวรถ เพิ่มความเป็นสปอร์ตด้วยเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่หุ้มด้วยผ้าแบบอาคันทาร่า โมเดล Lightspeed Turbo มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V-Twin 72 องศา ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,190 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ สามารถสร้างพละกำลังสูงสุด 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบต่อนาที มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบต่อนาทีจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 19 ลิตร ระบบช่วงกันสะเทือนด้านล่างจากทาง Ohlins ทางด้านหน้า และด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับ Öhlins FGRT 301 ขนาดแกน 48 มม.ระยะยุบ 120 มม. สามารถปรับค่าในส่วนของคอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ และด้านหลัง ‘Ohlins STX’ โช้คอัพคู่ พร้อมซับแทงค์ขนาบข้างไปในบริเวณด้านท้ายของตัวรถ มีระยะยุบอยู่ที่ 120 มม. สามารถปรับค่าในส่วนของคอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้เช่นเดียวกัน ระบบเบรกด้านหน้า จัดมาให้แบบดิสก์เบรกคู่หน้า พร้อมคาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบจาก HEL จับคู่กับจานเบรกน้ำหนักเบาขนาด 320 มม. ด้านหลังเป็นระบบดิสก์เบรกเดี่ยว เช่นเดียวกันกับด้านหน้า มาพร้อมกับคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบจาก HEL จับคู่กับจานเบรกขนาด 265 มม. ซึ่งมีระบบ ABS ที่เป็นระบบมาตรฐานทั้งด้านหน้า และด้านหลัง และที่เหนือไปกว่านั้นรถจักรยานยนต์คันนี้ยังมี ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง ระบบตรวจจับการยกตัวของล้อหลัง โดยรถคันนี้มากับล้อหน้าขนาด 120/70-17 และล้อหลังขนาด 240/45-17 รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ซึ่งรถจักรยานยนต์คนนี้มีวางจำหน่ายอยู่ที่ราคา 37,000 ปอนด์ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 1,550,200 บาท โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รายละเอียดมุมอื่น ๆ ของตัวรถ   Langen LS12 Lightspeed Turbo แม้จะวางจำหน่ายแล้วสำหรับรุ่นปกติแต่ทาง Langen ยังได้ทำการเปิดเผยแผนการสำหรับโมเดลที่สามของทางค่าย ซึ่งจะเป็นเวอร์ชัน ‘เทอร์โบชาร์จ’ โดยใช้ชื่อรหัสของรุ่นดังกล่าวว่า LS12 โดยจะมีพื้นฐานตัวรถจาก Lightspeed ที่มีการเสริมพละกำลังของเครื่องยนต์เพิ่มเติมด้วยเทอร์โบชาร์จ  แม้ว่ารายละเอียดสเปคเครื่องยนต์ของโมเดลใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว อาจจะยังไม่รายละเอียดเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Langan ก็ระบุในการทดสอบในขั้นแรก ที่เผยว่าในโหมดการขับขี่แบบ ‘Road Mode’ สามารถสร้างพละกำลังของเครื่องยนต์ได้ราว ๆ 250 แรงม้า และใน ‘Sport Mode’ คาดว่าจะสามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 300 แรงม้า ซึ่งทางค่ายมีความตั้งใจที่ต้องการจะคว้าตำแหน่ง ‘มอเตอร์ไซค์โปรดักชันที่เร็วที่สุดในโลก’ ซึ่ง Christofer Ratcliffe ผู้ก่อตั้ง Langen Motorcycles ได้ออกมาเผยว่าพวกเขามีความตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์ไซค์ด้วยรถที่พวกเขานั้นผลิตขึ้นมา “เราใช้เวลา 18 เดือนที่ผ่านมา ในการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงเวลานี้ เพื่อให้เราสามารถเดินหน้าเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการได้รับเงินลงทุน” “ผมมีความฝันมาโดยตลอดในการลงทุนในบริษัทมอเตอร์ไซค์ของอังกฤษ เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ผมหลงใหลอย่างสุดหัวใจ และนั่นเองที่นำไปสู่การก่อตั้ง Langen Motorcycles ในที่สุด ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีใจรักในมอเตอร์ไซค์ ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ Langen และไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางและการเติบโตของเรา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์ไซค์อีกด้วย” รายละเอียดมุมอื่น ๆ ของตัวรถ   โดยรถคันนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการการพัฒนาโครงการอย่างจริงจัง ซึ่งมีการนำไปทดสอบบนไดโนเบื้องต้นแล้ว โดยมีแผนลงทดสอบบนถนนจริงต่อไป ซึ่งถ้ารถจักรยานยนต์คันนี้ผ่านการทดสอบ คาดว่าจะมีการผลิตในจำนวนจำกัดเท่านั้น และราคาที่คาดว่าน่าจะทำให้เหล่าผู้ที่สนใจตะลึงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว (แพงแน่นอน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว 2025 NMAX Tech Max ฟีล โครต ดี

หลังจากที่เห็นข่าวการเปิดตัวในอินโดนีเซียก็แอบลุ้นอยู่ไม่น้อย เพราะว่าทางบ้านเราให้ความสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน กับสกูตเตอร์รุ่นฮิตขายดิบขายดีโฉมใหม่ล่าสุด

2025 Kawasaki หวนคืนวิบาก 2 จังหวะจริงจัง หรือจริงโจ้?

2025 Kawasaki หวนคืนวิบาก 2 จังหวะจริงจัง หรือจริงโจ้? 2025 Kawasaki กับการปล่อยทีเซอร์เสียงเครื่องยนต์สุดเร้าใจ ชวนให้ใครต่อหลายคนคิดถึงวันวานของเครื่องยนต์ 2 จังหวะ โดยวิดีโอดังกล่าวได้ปล่อยออกมาก่อนเริ่มการแข่งขันรอบที่สามของศึก AMA Supercross ประจำฤดูกาล 2025 คาวาซากิได้สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวกไม่น้อย ด้วยการประกาศโดยส่งสัญญาณถึงการนำมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะกลับมาอยู่ในไลน์อัปการผลิตของทางค่าย แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา แต่ในวิดีโอก็มีเสียงออกมาอย่างชัดเจนว่า ‘นี่มันเสียงรถสองจังหวะชัด ๆ’ จากวิดีโอดังกล่าวที่ค่าย ‘ยักษ์เขียว’ ได้ทำการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ ที่ต้องการให้คาวาซากิผลิตมอเตอร์ไซค์สองจังหวะรุ่นใหม่ ทางคาวาซากิได้กล่าวสั้น ๆ ว่า “เราได้ยินพวกคุณแล้ว” พร้อมเสียงเครื่องยนต์สูบเดียวแบบสองจังหวะที่ถูกเร่งขึ้นมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมหรือรายละเอียดอื่นใดถูกเปิดเผย สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงการคาดเดาเท่านั้น ซึ่งครั้งสุดท้ายที่คาวาซากิผลิตมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะออกมาวางจำหน่ายต้องย้อนไปถึงปี 2006 กับรุ่น KX125 และ KDX200 และในปี 2007 กับรุ่น KX250 KAWASAKI KX125 ปี 2006  KAWASAKI KDX200  ปี 2006  KAWASAKI KX250  ปี 2007   แม้ว่าปัจจุบัน Kawasaki Team Green จะยังคงผลิตมอเตอร์ไซค์สองจังหวะสำหรับเยาวชน เช่น KX65, KX85 และ KX112 แต่เรามองว่าการประกาศล่าสุดนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาของมอเตอร์ไซค์วิบากสองจังหวะขนาดเต็มของคาวาซากิ KAWASAKI KX65 KAWASAKI KX85 KAWASAKI KX112   แต่หนึ่งคำถามสำคัญจากใจของเหล่าสาวกยักษ์เขียวคือ คือ เครื่องยนต์สองจังหวะที่ว่านี้จะมีกี่รุ่น และจะถูกออกแบบมาสำหรับการแข่งขันประเภทใด ? แม้ว่าคาวาซากิจะเปิดตัว KX สองจังหวะ สำหรับการขับขี่สไตล์โมโตครอสเพียงหนึ่งรุ่นก่อน ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี แต่เหล่าสาวกก็คาดหวังว่าผู้ผลิตจากญี่ปุ่นรายนี้จะพัฒนารถสองจังหวะต่อไป  โดยในตลาดปัจจุบันมีแบรนด์ที่ทำรถ 2 จังหวะออกมาวางจำหน่ายอย่าง Yamaha, KTM, Husqvarna และ GASGAS ที่ผลิตรถแข่งทั้งโมโตครอส และเอ็นดูโรสองจังหวะ ซึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้แน่นอนว่าคาวาซากิก็ต้องการส่วนแบ่งจากตลาดนี้ ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ทีเราอาจได้เห็น KDX200 รุ่นปี 2026 ก็เป็นได้ เหล่าสาวกของค่ายยักษ์เขียวก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะทาง Kawasaki จะผลิตเครื่องสองจังหวะออกมาวางจำหน่ายหรือไม่ ตอนนี้ก็อาจจะทำได้แค่เพียงคิดว่าค่ายยักษ์เขียวจะไม่ขายฝันน้าาาา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เชื่อหรือไม่ ว่านี่คือ..BMW R 1200 GS ?

เชื่อหรือไม่ ว่านี่คือ..BMW R 1200 GS ? ในนิยามของการ “คัสตอม” ก็คือการทำสิ่ง ๆ หนึ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือทำในสิ่งที่มันไม่เคยเกิด ให้มันเกิด เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม หรือถ้าหากจะเรียกว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นจากความรู้ ความสามารถ และจินตนาการอันล้ำลึกก็อาจจะใช่ เช่นกัน สำหรับการคัสตอมที่เราเห็นในโลกสองล้อนั้นมีมาตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์ในยุคบุกเบิก เช่นเดียวกันกับภาพโมเดลที่อยู่ข้างหน้านี้ สตรีทแทร็กเกอร์หรือแสครมเบลอร์ไบค์ยางหนามที่เราคุ้นกัน แต่ใครมันจะไปรู้หล่ะ ว่าเจ้านี้มัน BMW R1200 GS แอดเวนเจอร์สุดโหดของทางค่ายเลยนะเห้ย ด้วยความคิดที่จะสร้างสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ให้มันเป็นไปได้ จากสำนักคัสตอมในอังกฤษอย่าง Original Cafe Racer Co. ได้ทำการดัดแปลงโฉมแอดเวนเจอร์ R 1200 GS ให้เป็นโมเดลคัสตอมสุดหล่อ พร้อมใส่ยางหนามมาให้ชมแบบเต็มตาแล้ว เริ่มที่แปลงบอดี้ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่การหล่อตัวเฟรม โดยเฉพาะเฟรมด้านท้ายยึดด้วยไฟ LED ทั้งไฟท้ายและไฟเลี้ยวเข้าด้วยกัน เบาะหนังสีดำดีไซน์ใหม่ในแบบเรโทร ติดถังน้ำมันของรุ่น R Nine T พร้อมประดับเพลทเงินโลโก้ไว้บริเวณข้างถัง และอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือมุมค็อกพิทจับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่แฮนด์บาร์ กระจกข้าง สวมไฟหน้าและเพิ่มไฟตัดหมอก ส่วนหน้าปัดเรือนไมล์ยังใช้คงแบบเดิม ช่วงล่างมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย อาทิโช้คหน้า กรอง บังโคลน เดินท่อใหม่ ปลายท่อ SC Project นอกนั้นเดิม เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1,170 ซีซี ให้กำลัง 100 แรงม้า แรงบิด 156 นิวตันเมตร  “เป็นผลงานคัสตอมที่น่าสนใจ และน้อยนักที่ได้เห็นการเอาโมเดลแอดเวนเจอร์มาทำเป็นคาเฟ่ เรเซอร์ ซึ่งปกติเราจะเห็นสำนักเอาไปแปลงเป็นสปอร์ตบ้าง อะไรบ้างต่าง ๆ นานา แต่นี่ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างคาแรคเตอร์โมเดลกับดีไซน์ตัวรถ หวังว่าจะกลมกลืนเข้าด้วยกัน แต่ก็ไม่รู้นะ..ทำสแครมเบลอร์มาครั้งนี้ เอาไปลง Flat track น่าจะมันส์ โช้คดีดทีมีตัวปลิว (ฮ่าๆ) ต้องยอมใจเขาจริง ๆ ทำขึ้นมาซะได้ สำหรับโมเดลคัสตอมแปลก ๆ รุ่นต่อไปจะเป็นรุ่นอะไร เดี๋ยวหามาให้ชม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1915 Cyclone V-Twin วินเทจไบค์ ราคาเบา ๆ 1.3 ล้านดอลลาร์

1915 Cyclone V-Twin วินเทจไบค์ ราคาเบา ๆ 1.3 ล้านดอลลาร์ 1915 Cyclone V-Twin รถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน สายสะสมรถเก่าไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ บทความในคอลัมน์นี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เมื่อ Mecum auctions บริษัทประมูลชื่อดังจากประเทศอเมริกาได้จัดการประมูลรถจักรยานยนต์ประจำปีที่ลาสเวกัส ซึ่งก็มีรถจักรยานยนต์ต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประมูล ซึ่งราคาที่สามารปิดได้กันไปในแต่ละคันก็ประทับใจได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มีเพียงคันเดียวเท่านั้นที่สามารถปิดราคาการประมูลได้มากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ และเป็นรถจักรยานยนต์คันแรกประวัติศาสตร์ที่สามารถทำได้ โดยรถที่ได้กล่าวถึงเมื่อข้างต้นคือรถจักรยานยนต์ Cyclone V-Twin รถจักรยานยนต์ที่มีอายุกว่า 115 ปีผ่านการบูรณะใหม่หมดจดแทบทุกจุด แล้วนำมาประมูลในงานรถจักรยานยนต์ที่ลาสเวกัส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปิดราคาไปกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีเพียง 14 คันบนโลก และปัจจุบันเท่าที่หาได้มีเพียง 3 คันเท่านั้น ดูผิวเผินอาจจะเป็นรถจักรยานยนต์เก่า ๆ คันนึงแต่ถ้าอยู่ในสายตาของนักสะสมนี่แหละทองคำแท่งชัด ๆ ประวัติของรถจักรยานยนต์ Cyclone Cyclone V-Twin เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตโดย Joerns Motor Manufacturing Company แบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับตำนานของสหรัฐอเมริกา โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีจุดเด่นคือเครื่องยนต์ V-Twin แบบ Overhead Valve (OHV) ที่ล้ำหน้ากว่าเครื่องยนต์แบบ Flathead หรือประเภทของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มี วาล์วอยู่ด้านข้าง (Side-Valve Engine) ที่นิยมใช้กันอย่างมากในยุคนั้น  ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายในตอนนั้นเพียง 350 ดอลลาร์สหรัฐ (เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว) แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะอายุของแบรนด์นี้สิริรวมเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น โดยทางค่ายดำเนินกิจการระหว่างปี 1912 – 1917 ซึ่งสาเหตุที่ปิดตัวของค่ายรถแบรนด์นี้ถูกปิดตัวลงด้วยปัญหาทางการเงิน รายละเอียดเครื่องยนต์   สเปคเครื่องยนต์ของ Cyclone V-Twin ลำนี้มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 61 ลูกบาศก์นิ้ว หรือประมาณ 996 ซีซี แบบ Overhead Valve ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้อยู่ที่ 45 แรงม้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยมีมาก่อนสำหรับในยุคนั้น และสามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดถึง 100 ไมล์ หรือ 161 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดีไซน์ตัวถังของรถจักรยานยนต์คันนี้มีการออกแบบที่เรียบง่ายที่มีลักษณะเพรียวบาง ที่มีเพียงบังโคลน และถังน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบกันสะเทือนหน้ามาเป็นแบบ leaf spring fork พร้อมล้อแบบซี่ลวดเหล็กทั้งด้านหน้า และด้านหลังระบบความปลอดภัยของรถคันนี้ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ที่มาพร้อมกับเบรกหลังแบบดรัมเบรก  single-leading shoe ขนาด 5 นิ้ว และที่สำคัญ ‘ไม่มีเบรกหน้า’ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์, เกียร์แบบสปีดเดียว พร้อมระบบคลัตซ์แบบใช้เท้าที่มาคู่กับระบบสตาร์ทเท้า และเบาะหนังแบบมีสปริงที่มีดีไซน์แบบจักรยานที่ช่วยเติมเต็มเอกลักษณ์ความคลาสสิกของตัวรถ  ซึ่งเจ้ารถคันนี้ก็ถูกประมูล และปิดการประมูลไปเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาประมูลของ Cyclone V-Twin คันนี้ปิดอยู่ที่ 1,320,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 44,721,600 บาท (สี่สิบสี่ล้านเจ็ดแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยบาทถ้วน) แน่นอนว่าผู้ที่ปิดประมูลไปคงมีวลีในดวงใจที่ว่า ‘ถูกใจไม่มีอะไรแพง’ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin พามาชมซูเปอร์ไบค์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจจากค่ายผู้ผลิตในอเมริกา Buell Motorcycle อย่าง 2025 Buell Hammerhead 1190 ตัวซิ่งสูบวีพิกัด 1,190 ซีซี พร้อมจำหน่ายกับราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 20,995 ดอลล่าร์หรือราว ๆ 7.15 แสนบาท ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์พื้นฐาน Haley ด้วยความน่าสนใจในเรื่องของดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ กับสปอร์ตฟูลแฟริ่งเครื่องยนต์วีทวิน 72 องศา ออกแบบด้านข้างและถังน้ำมันดูเสมือนคลีปฉลามขนาดใหญ่ ให้กำลังแรงม้ามากถึง 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบ และแรงบิด 137.8 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดแบบพอร์ตคู่ ระบบเกียร์ 6 สปีด และแน่นอนว่าเสียงท่อนั้นกระเส้าเร้าใจอย่างแน่นอน @buellmotorcycles Buell American Motorcycles, assembled by hand right here at our factory in Grand Rapids, MI, USA 🇺🇸🏁 Each bike is crafted with precision with craftsmanship and long-term reliability our top priority. All production models feature the Buell 1190cc V-Twin engine, fully liquid cooled with 185 HP & 102 FT-LBS of torque, while weighing under 420 lbs on full carbon fiber body work. Buell Hammerhead 1190 & 1190SX models are in production and available to order now at www.buellmotorcycle.com #Buell #BuellMotorcycles #BuellHammerhead #Buell1190sx #BuellSuperCruiser #BuellSuperTouring #GrandRapids #Michigan #PureMichigan #USA #AmericanBuilt #Handbuilt #Vtwin #carbonfiber ♬ BOUNCE – THIRST @calgarycyclecity1 All Buell Hammerhead 1190 and 1190SX’s come completely carbon fiber from the factory!🖤 Would you buy one? #buell #motorcycles #sportbikes #carbonfiber #bikelife #motorcyclesoftiktok #bikeshop #calgarycyclecity ♬ original sound – calgary cycle city รวมถึงจุดเด่นอื่น ๆ ถ้าหากเราลองสังเกตดู รุ่นนี้ให้จานดิสก์หน้าขนาดมหึมามาขนาด 386 มม.พร้อมกับคาลิเปอร์ 8 ลูกสูบ ส่วนดิสก์หลังเป็นขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ล้อหน้าดีไซน์แบบก้านคู่ ส่วนล้อหลังดีไซน์เป็นรูปดาวซึ่งล่อขึ้นจากวัสดุอลูมิเนียม ส่วนโช้คให้มาเป็นรุ่น Showa BPF หน้าอัปไซส์ดาวน์และโช้คเดี่ยวด้านหลัง โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 190 กก.

ก้อง สมเกียรติรับ ยังต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้

ก้อง สมเกียรติรับ ต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้ ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดจากทีม LCR Honda ได้ออกมาเผยว่าเขานั้นต้องพัฒนา และเรียนรู้ในการขับขี่เจ้า RC213V ให้มากกว่านี้ เพราะการขับขี่ในระดับ MotoGP นั้นแตกต่างกับตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง เพราะมันมีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด  “พวกเรามีเวลาสามวันสำหรับการทดสอบในรอบ Shakedown Test แต่ผมนั้นได้มีโอกาสลงซ้อมแค่สองวันเท่านั้น และรถของผมที่ใช้ซ้อมเป็นรถใหม่ทั้งหมดเมื่อเทียบกับการซ้อมที่บาร์เซโลน่า เนื่องจากทีมของผมอยากให้ผมได้เริ่มทดสอบกับรถปี 2025 และเปรียบเทียบว่ามันแตกต่างกับรถปี 2024 อย่างไรบ้าง” ในการทดสอบวันแรกในรอบ Shakedown Test ก้อง สมเกียรติก็ได้ทำการเช็ครายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ รวมไปถึงการทดลองในการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ โดยเจ้าตัวยังบอกอีกว่าสิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการควบคุมความเร็ว และการคำนวนในจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะมันมีความแตกต่างจากตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง “ในการทดสอบวันแรกที่ผมได้พบกับรถใหม่ ผมก็เริ่มจากการตรวจเช็ครายละเอียดต่าง ๆ และพยายามเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ” “ผมพยายามใช้ตัวช่วยของรถในจุดที่จำเป็น เพราะเมื่อผมเทียบกับทาคา (ทาคาอากิ นาคากามิ) เมื่อปีที่แล้ว ยังมีบางจุดที่ผมช้ากว่าเขาในการใช้ตัวช่วยที่ล้อหลัง แต่ผมคิดว่าตอนนี้พวกเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น” “สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือการใช้ความเร็ว รวมไปถึงจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้เบรกคาร์บอน ทำให้จุดเบรกของผมแตกต่างจาก Moto2 และความเร็วในการเข้าโค้งนั้นก็แตกต่างจากตอนที่ขี่ Moto2 ด้วย” เวลาที่ทำได้ดีที่สุดต่อรอบของ ก้อง สมเกียรติ ใน Shakedown Test2025 การซ้อมวันที่ 2 2:01.028 การซ้อมวันที่ 3 2:00.550   ก้องจะลงทดสอบ RC213V อย่างเป็นทางการอีกครั้งในการทดสอบรอบ Sepang Test ที่ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะแข่งขันในโฮมเรซเป็นสนามแรกระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว Honda HRC Castrol ทีมจากค่ายฮอนด้าเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการเปิดตัวทีมแข่งหนนี้ มาพร้อมกับภารกิจสำคัญคือการไล่ล่าความสำเร็จให้กับทางฮอนด้าอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาห่างคำว่าแชมป์โลกตั้งแต่ฤดูกาล 2019  การเปิดตัวทีมแข่งประจำฤดูกาล 2025 มาพร้อมกับสองนักบิดคู่ขวัญอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ที่พร้อมเค้นฟอร์มเก่งในการพาทีมโรงงานฮอนด้ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่มาร์ก มาร์เกซได้ออกจากทีมไป RC213V ที่ไม่มี Repsol อาจจะแปลกหูแปลกตาไม่น้อยสำหรับลายของ ‘ตัวแข่ง’ ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึง เมื่อแบรนด์น้ำมันเครื่องจากประเทศสเปนอย่าง ‘Repsol’ ได้ออกมาประกาศยุติการสนับสนุนทีมโรงงานฮอนด้า หลังจากที่ทั้งสองแบรนด์ร่วมงานกันมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่ปี 1995 เมื่อแยกทางไปทีมก็ต้องเดินหน้าไปต่อ โดยทางฮอนด้าได้ประกาศความร่วมมือร่วมแบรนด์น้ำมันเครื่องจากสหราชอาณาจักร อย่าง ‘Castrol’  โดยตัวแข่งอย่าง ‘RC213V’ มาพร้อมกับลวดลาย และสีสันใหม่ชนิดที่ว่าทิ้งลวดลายเก่าแบบหมดจด ซึ่งลวดลายใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมกับสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์จากทางฮอนด้าพร้อมคาดตัวอักษรสีขาว มาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol บริเวณแฟริ่งด้านล่างของตัวรถ ด้านบนบริเวณถังน้ำมันมีสีน้ำเงินมาตัดสลับบ้างเล็กน้อย บริเวณวิงก์เล็ตด้านหน้ามีขนาดที่ลดลงจากฤดูกาลก่อน พร้อมกับด้านท้ายที่มีการปรับดีไซน์ใหม่เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Joan Mir และ Luca Marini พร้อมสู้เพื่อฮอนด้า สองนักแข่งของทีมอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ก็ออกมาเผยว่าพวกเขาประทับใจในลวดลายใหม่ของรถแข่ง RC213V ที่จะใช้ในฤดูกาล 2025 ที่จะมาถึงนี้พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขานั้นตั้งเป้าในฤดูกาลใหม่ พร้อมทุ่มเทการซ้อมมากยิ่งขึ้น Joan Mirr : “ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่ารถจักรยานยนต์ดูน่าทึ่งมาก สีใหม่ดูแตกต่างจากที่เราเคยเห็นในอดีต แต่ก็มีความแข็งแกร่งและมันจะเป็นความสุขที่ได้สวมใส่ ผมเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานต่อไปเพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์ ทีมงาน และตัวเราเอง มันจะเป็นการเริ่มต้นปีที่เข้มข้น ทันทีที่มีการทดสอบสองครั้งหลังจากฤดูหนาว แต่สิ่งนี้จะช่วยให้เรากลับมาอยู่ในจังหวะได้อย่างรวดเร็ว ผมรอคอยที่จะได้เห็นสิ่งที่วิศวกรของเราและพันธมิตรใหม่ของเราที่ Castrol ได้ทำงานร่วมกันในช่วงฤดูหนาว” Luca Marini : “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มาที่จาการ์ตา, อินโดนีเซีย เพื่อเปิดเผยสีใหม่เหล่านี้ – คนที่นี่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์, MotoGP และ Honda อย่างมาก ตั้งแต่ฤดูกาล 2024 เราได้เรียนรู้มากมาย และเราสามารถจบฤดูกาลได้ดีขึ้น การพัฒนาต่อไปยังคงเป็นเป้าหมายหลักของฤดูกาล 2025 นี้ ผมรู้ดีว่าทุกคนในโครงการนี้ทำงานหนักแค่ไหน และผมมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดบนแทร็กเพื่อช่วยเหลือ ทุกๆ ปีที่แล้วเราก็ได้เห็นความก้าวหน้า และผมมั่นใจว่าเราจะทำได้เช่นเดียวกันในปีนี้ในสีสันที่สวยงามเหล่านี้” มุมอื่น ๆ ของ RC213V   สองนักแข่งอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ จะลงทดสอบ RC213V กับทางฮอนด้าในการซ้อมรอบ Shakedown Test จนถึงวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงทดสอบอีกครั้งในรอบ Sepang Test ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์นี้ RC213V จะกดเวลาได้ดีขนาดนั้น แฟน ๆ ฮอนด้าห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Shakedown Test วันแรก Pol Espargaro กดเวลาดีสุด

2025 Shakedown Test วันแรก Pol Espargaro กดเวลาดีสุด 2025 Shakedown Test ผ่านพ้นวันแรกไปเป็นที่เรียบร้อย เหล่านักทดสอบรถของแต่ละค่ายก็ได้ทำการตั้งใจขับขี่กันอย่างเข้มข้น เพราะต้องการที่จะหาจุดที่จะต้องแก้ไข และปรับปรุงให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ต้องการให้ ‘ตัวแข่ง’ ของแต่ละทีมสามารถรีดประสิทธิภาพขณะแข่งขันให้ออกมายอดเยี่ยมอย่างมากที่สุด  โดยเหล่านักทดสอบรถในแต่ละคนก็สามารถกดเวลาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในรายของอดีตแชมป์โลก Moto2 ในปี 2013 อย่าง ‘ Pol Espagaro’ จากค่ายไร่ส้ม KTM ที่สามารถกดเวลาได้ดีสุดที่ 1:59.691 นาทีต่อรอบ ตารางเวลาดีที่สุด Shakedown Test วันแรก (รอบเวลา 18.00 นาฬิกา) ผู้ขับขี่ ทีม (รถที่ใช้ทดสอบ) เวลาที่ทำได้ Pol Espargaro KTM Test Rider (RC16) 1:59.691 Ai Ogura Trackhouse Aprilia (RS-GP25) 1:59.862 Takaaki Nakagami Honda Test Rider (RC213V) 1:59.888 Dani Pedrosa KTM Test Rider (RC16) 1:59.926 Fermin Aldeguer Gresini Ducati (GP24) 2:00.053 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:00.881 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:01.207 Michele Pirro Ducati Test Rider (GP25) 2:01.383 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:02.330 Lorenzo Savadori Aprilia Test Rider (RS-GP25) 2:03.782   ตารางเวลาดีที่สุด Shakedown Test วันแรก (รอบเวลา 17.00 นาฬิกา) ผู้ขับขี่ ทีม (รถที่ใช้ทดสอบ) เวลาที่ทำได้ Pol Espargaro KTM Test Rider (RC16) 1:59.691 Takaaki Nakagami Honda Test Rider (RC213V) 1:59.888 Dani Pedrosa KTM Test Rider (RC16) 1:59.926 Ai Ogura Trackhouse Aprilia (RS-GP25) 2:00.524 Fermin Aldeguer Gresini Ducati (GP24) 2:00.583 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:00.881 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:01.207 Michele Pirro Ducati Test Rider (GP25) 2:01.383 Andrea Dovizioso Yamaha Factory Racing (YZR-M1) 2:02.983 Lorenzo Savadori Aprilia Test Rider (RS-GP25) 2:03.782   ตารางเวลาดีที่สุด Shakedown Test วันแรก (รอบเวลา 16.00 นาฬิกา) ผู้ขับขี่ ทีม

Monster Energy Yamaha MotoGP2025 ส้อมเสียงมาแล้ว !

Monster Energy Yamaha MotoGP2025 ส้อมเสียงมาแล้ว ! Monster Energy Yamaha MotoGP2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการ อีกหนึ่งทีมที่แฟน ๆ หลายคนต่างรอคอยไม่แพ้ค่ายใหญ่ในอีกหลาย ๆ ค่ายใน MotoGP ซึ่งในหนนี้ยังคงนำทัพโดยเจ้าของแชมป์โลกหนึ่งสมัยอย่าง ‘ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่’ ควงคู่มากับทีมเมทคนเดิมอย่าง อเล็กซ์ รินส์ ที่ในฤดูกาลนี้พร้อมทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนสู่ทีมโรงงานอีกครั้ง  โดยการไล่ล่าโพเดียมประจำฤดูกาลนี้ ทั้งคู่จะควบรถแข่ง Yamaha YZR-M1 ที่ยังคงคลุมโทนสีสันเดิม สวยงามตระกาลตา โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์จากเครื่องดื่มชูกำลัง ‘Monster Energy’ พร้อมสีน้ำเงินตัดสลับสีดำเพื่อเพิ่มความดุดัน ด้านหน้ารถมาพร้อมหมายเลขคู่ใจจากฤดูกาลก่อน ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ ยังคงมากับหมายเลข 20 และอเล็กซ์ รินส์ มากับรถหมายเลข 42  แต่ในเรื่องของผลงานการแข่งขันที่ต้องยอมรับว่าค่ายส้อมเสียงกับฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน MotoGP นั้นไม่มีโอกาสได้กลับไปยืนบนโพเดียมเลย ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดของฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่คือการจบในอับดับที่ 6 และอเล็กซ์ รินส์ จบในอันดับที่ 8 ที่สนามประเทศอินโดนีเซียในฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา แม้การจับคู่ของดูโอ้ทีมโรงงานในฤดูกาลที่สอง จะยังคงสามารถดึงความน่าสนใจในวงการมอเตอร์สปอร์ตได้ไม่น้อย แฟน ๆ ค่ายส้อมเสียงสามารถเอาใจช่วย แล้วลุ้นว่าในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากนี้ นักบิดจากทีมโรงงานค่ายส้อมเสียงจะสามารถโชว์ผลงานให้แฟน ๆ ประทับใจได้หรือไม่ ต้องมาลุ้นกัน โดยทีมโรงงานยามาฮ่าจะลงทดสอบในรอบ Shakedown Test ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงซ้อมอีกครั้งในรอบเซปัง เทส ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brad Binder มองว่า KTM ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น

Brad Binder มองว่า KTM ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น Brad Binder นักบิดจอมเก๋าจากทีมโรงงาน KTM ได้ออกมาเผยหลังจากงานเปิดตัวทีมแข่งจากแบรนด์ KTM เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ช่องว่างในช่วงเวลาต่อรอบที่ KTM ตามหลัง Ducati ในการแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ห่างมากขนาดนั้น  ถึงแม้ว่ารถจากค่าย Ducati จะมีช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP เมื่อฤดูกาล 2024 ด้วยการคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม พร้อมกับการคว้าแชมป์ประเภททีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่ขาดลอย “ผมคิดว่ามันแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ซึ่งในบางสนามผมคิดว่าเราสามารถสู้ได้ และเราเองก็มีโอกาสในการคว้าโพเดียม แต่ในบางสถานการณ์ผมก็มองว่าเราก็เจอโจทย์ที่ยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองดูตัวเลข และวิเคราะห์ช่องว่างต่อรอบในเวลาที่ทำได้ ผมรู้สึกว่าเราก็ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น”  “จริงที่แต่ก่อนอาจจะดูห่างกันมากในเรื่องของช่องว่าง และประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองในความเป็นจริงถ้าพวกเราทำการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละจุดสุดท้ายแล้วช่องว่างตรงนั้นก็จะหายไปเอง” ตารางคะแนนทีมแข่งประจำฤดูกาล 2024 ทีม คะแนน Ducati Lenovo Team 884 คะแนน Prima Pramac Racing 681 คะแนน Gresini Racing MotoGP 565 คะแนน Aprilia Racing 353 คะแนน Pertamina Enduro VR46 Racing Team 318 คะแนน Red Bull KTM Factory Racing 304 คะแนน Red Bull GASGAS Tech3 242 คะแนน Monster Energy Yamaha MotoGP Team 144 คะแนน Trackhouse Racing 141 คะแนน LCR Honda 86 คะแนน Repsol Honda Team 35 คะแนน   จากตารางคะแนน ‘รูปแบบทีม’ ด้านบน ทางด้านของ Ducati Lenovo Team สามารถทำคะแนนได้ถึง 884 คะแนน และทางด้านของทีมโรงงาน KTM สามารถทำคะแนนได้เพียง 304 คะแนนเท่านั้น ทีม คะแนน Ducati 722 คะแนน KTM 327 คะแนน Aprilia 302 คะแนน Yamaha 124 คะแนน Honda 75 คะแนน   และตารางนี้คือตารางคะแนนของ ‘ผู้ผลิต’ ซึ่งก็ยังคงเป็นแบรนด์รถจากค่ายอิตาลีที่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเช่นเคยด้วยคะแนนรวม 722 คะแนนจากคะแนนเต็ม 728 คะแนน คิดเป็น 99% และอันดับที่สองตกเป็นของ KTM สะสมคะแนนได้ 327 คะแนน คิดเป็น 44% โดยช่องว่างระหว่างอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ห่างกันถึง 395 คะแนนซึ่งก็ถือว่าเป็นช่องว่างที่มีความห่างไม่น้อยเลยทีเดียว จากนั้นนักบิดสัญชาติแอฟฟริกาใต้รายนี้ยังเผยอีกว่าในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่จะเปิดฉากในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เขาหวังว่าตัวเขาจะมีฟอร์มที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตของเขา  “เมื่อเราลงแข่งที่ไทย ผมอยากฟอร์มการแข่งอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” “พวกเขาทุกคนรวมไปถึงทีมงานเร่งทำงานอย่างหนักให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไต่อันดับขึ้นไป และสามารถต่อสู้กับกลุ่มหัวตารางให้ได้อย่างมากที่สุด” ผลงานที่ดีที่สุดของ KTM ในการแข่งขัน MotoGP 2024 สนามที่ทำการแข่งขัน นักแข่ง อันดับที่ทำได้ สนามลูเซลอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศกาตาร์ Brad Binder 2 สนามมันดาลิกาอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศอินโดนีเซีย Pedro Acosta 2

2025 BMW R18 ดีไซน์คงเดิม อัพเกรดเทคโนโลยี

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที  พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้  และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น                   โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว !

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก  “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ?

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ? Shakedown Test2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยการทดสอบรอบนี้จะเป็นการทดสอบเฉพาะกลุ่มเทสไรเดอร์ และเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP ฤดูกาล 2025 เป็นครั้งแรก  โดยการทดสอบในรอบ Shakedown Test ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นจะเป็นการทดสอบเพื่อให้เหล่าเทสไรเดอร์ และทีมช่างของแต่ละทีมได้ทำการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ ก่อนที่จะส่งต่อรถให้กับนักแข่งของแต่ละทีม เพื่อให้สามารถแข่งขันในช่วงเรซจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Honda และ Yamaha ร่วมจอยในรอบ Shakedown Test ซึ่งการทดสอบในรอบนี้ทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า และยามาฮ่า ก็จะได้สิทธิพิเศษในการลงทดสอบ ที่สามารถนำนักแข่งลงไปร่วมทดสอบได้ในรอบ Shakedown ที่ค่ายญี่ปุ่นสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะรถแข่งจากค่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์สามารถทำคะแนนได้อยู่ในอันดับสุดท้าย และรองสุดท้าย ทางฝั่งฮอนด้าสามารถทำคะแนนได้เพียง 75 คะแนน และยามาฮ่าทำได้เพียง 124 คะแนน ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ถึง 35% ของคะแนนรวมทั้งหมดตลอดซีซันที่ 728 คะแนน (แบ่งเป็น (คะแนนการแข่งวันอาทิตย์ 25 คะแนน) x (20 สนาม)) + ((การแข่งขันในวันเสาร์ 12 คะแนน) x (20 สนาม)) และไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยในตลอดซีซั่น 2024 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองค่ายจึงทำให้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตทั้งสองรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อสู้กับรถแข่งทางฝั่งยุโรปได้อย่างสูสี นักแข่งหน้าใหม่ลงครบ  และการซ้อมรอบนี้จะรวมไปถึงเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่ได้ขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP2025 เป็นฤดูกาลแรกได้แก่ ไอ โอกูระ จากทีม Trackhouse Racing, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing และสมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda  นอกเหนือจากสามรายที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีเหล่าเทสไรเดอร์ หรือนักทดสอบรถแข่งของแต่ละค่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นอดีตที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมมาก่อน ในช่วงที่ตัวเองแข่งขัน ร่วมลงทดสอบในรอบนี้อีกด้วย ดังนี้ ค่าย Ducati Michele Pirro (มิเคเล่ ปีร์โร) นักทดสอบหลักของทีม Ducati (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีในปี 2004) Fermin Aldeguer (เฟอร์มิน อัลเดเกร์) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Gresini Racing ค่าย Aprilia Lorenzo Savadori (โลเรนโซ ซาวาดอรี) นักทดสอบหลักของทีม Aprilia Ai Ogura (ไอ โอกูระ) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Trackhouse Racing ค่าย KTM Dani Pedrosa (ดานี่ เปโดรซ่า) นักทดสอบหลักของทีม KTM (อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซีในปี 2005 ปัจจุบันทำหน้าที่หัวหน้าทีมทดสอบ) Pol Espargaro (โปล เอสปาร์กาโร) นักทดสอบของค่าย KTM (อดีตแชมป์โลก Moto2 ปี 2013) ค่าย Yamaha Andrea Dovizioso (อันเดรีย โดวิซิโอโซ) นักทดสอบของทีม Yamaha (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี) Augusto Fernandez (อากุสโต้ เฟร์นันเดซ) นักทดสอบของค่าย Yamaha (แชมป์โลก Moto2 ปี 2022) Fabio Quartararo (ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Alex Rins (อเล็กซ์ รินส์) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Jack Miller (แจ็ค มิลเลอร์) นักแข่งสังกัดทีม Prima

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว เข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2025 กับอีกหนึ่งรายการแข่งขันสองล้อสุดเดือดจากสหราชอาณาจักรอย่าง Bennetts British Superbikes Calendar 2025 พร้อมเผยปฎิทินการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งหมด 11 สนาม ปักหมุดวันให้พร้อม!! ปฏิทินแข่งขัน BSB ฤดูกาล 2025 Round Date Circuit Official Test  6-7 เมษายน Circuito de Navarra, สเปน Official Test  18-19 เมษายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร Official Test  23-24 เมษายน Oulton Park, สหราชอาณาจักร 1 3-5 พฤษภาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 2 16-18 พฤษภาคม Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 3 20-22 มิถุนายน Snetterton, สหราชอาณาจักร 4 4-6 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 5 25-27 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 6 8-10 สิงหาคม Thruxton, สหราชอาณาจักร 7 23-25 สิงหาคม Cadwell Park, สหราชอาณาจักร 8 5-7 กันยายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 9 19-21 กันยายน TT Circuit Assen, เนเธอร์แลนด์ 10 3-5 ตุลาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 11 17-19 ตุลาคม Brands Hatch (GP Circuit), สหราชอาณาจักร   ตัวตึงที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้ ไคล์ ไรด์ (Kyle Ryde) – แชมป์ BSB 2024 จากทีม OMG GRILLA Yamaha Racing ทอมมี่ ไบรด์เวลล์ (Tommy Bridewell) – อดีตแชมป์ปี 2023 จากทีม BeerMonster Ducati แบรดลีย์ เรย์ (Bradley Ray) – อดีตแชมป์ปี 2022 ที่อาจกลับมาแข่งขันอีกครั้ง การชิงแชมป์เมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงนักแข่งที่มาร่วมแข่งขันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักบิดจากโมโตจีพี หรือ WorldSBK กับกฎการแข่งขันสุดเดือด โดยออกแบบให้ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีในตัวรถ อาทิการห้ามใช้ระบบแทร็กชันคอนโทรล จึงต้องอาศัยทักษะความสามารถของนักแข่งล้วน ๆ ประกอบกับสนามที่จัดแข่งขันล้วนเป็นสนามที่ได้รับการรองรับในระดับสากล หรือแม้กระทั่งบางสนามก็เคยแข่งขันในรายการระดับโลก อาทิ Brands Hatch, Donington Park, และ TT Circuit Assen ซึ่งเต็มไปด้วยความเร็วและความท้าทาย โดยมีรุ่นแข่งขันทั้งหมดประกอบไปด้วย British Superbike Championship (BSB) รุ่นซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุด  British Supersport Championship รุ่นรองลงมาที่ใช้เครื่องยนต์พิกัด 600 – 700 ซีซี แบบเดียวกับการแข่งขันรุ่น SuperSport ใน WSBK British Superstock

VR46 มองว่า Ducati GP25 คืออาวุธที่แท้จริง

VR46 มองว่า Ducati GP25 คืออาวุธที่แท้จริง VR46 ที่พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา สองนักแข่งของทีมอย่าง “Diggia” ฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ และ “แฟรงกี้” ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี่ ก็ได้มีโอกาสในการขับขี่ตัวแข่งจากค่าย Ducati อย่าง Desmosedici GP โดย Diggia จะได้ใช้สเปคเดียวกับทีมโรงงาน ได้แก่ Desmosedici GP25 และมอร์บิเดลลี่จะได้ใช้ในสเปครองลงมาอย่าง Desmosedici GP24  ในการเปิดตัวทีมที่ผ่านมา หลังจากเผยโฉมรถใหม่ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาลหน้าที่กำลังจะมาถึง มอร์บิเดลลี่ ได้ตอบคำถามกับสื่อเกี่ยวกับตัวรถ GP24 หลังจากที่เจ้าตัวเคยใช้ลงแข่งขันในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่ามันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม “GP24 มันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม เพราะมันถูกพัฒนามาอย่างดี อีกทั้งรถคันนี้มันสามารถทำความเร็วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และสามารถคว้าชัยชนะได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งขัน ดังนั้นผมเลยเชื่อมั่นในรถแข่ง GP24 คันนี้”  และในรายของฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ ก็ได้ออกมาเผยถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวจะได้ใช้รถที่มีการพัฒนามากถึง 2 ปีอย่าง GP25 (เดิมเจ้าตัวใช้ GP23 ในการแข่งขันเมื่อฤดูกาล 2024) โดยเจ้าตัวรู้สึกประทับใจ และมองว่า GP25 ที่จะได้ใช้แข่งขันนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวอย่างแท้จริง “สำหรับผม ถือว่ามันเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จาก GP23 เพราะผมได้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาถึงสองปี เพราะฉะนั้นการขับขี่ครั้งนี้มันจะเป็นความท้าทายใหม่อย่างแน่นอน แน่นอนว่าในช่วงแรกคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของ GP25 และคงต้องดูว่าอะไรที่ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้”  “อย่างไรก็ตาม ผมว่า GP25 ที่ดูคาติมอบให้ผม ผมคิดว่ามันจะเป็นอาวุธที่น่าสนใจอย่างแท้จริง เพราะตัวแข่งคันนี้มันถูกพัฒนามาจาก GP24 แน่นอนว่าโฉมเก่าก็เป็นรถที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว และยิ่งได้รับการพัฒนาในโฉมนี้มันก็จะดีมากยิ่งขึ้นไปอีก และนี่มันจะเป็นความท้าทายใหม่ที่ผมจะต้องมีสมาธิอย่างมากกับรถคันนี้” โดยในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากนี้จะมีนักแข่งเพียงสามรายเท่านั้นที่ได้ใช้รถ Ducati Desmosedici GP25 ได้แก่สองหนุ่มจากทีมโรงงาน Ducati Lenovo อย่าง มาร์ก มาร์เกซ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ จากทีม VR46  “ดิกเจีย” จะควบ GP25 ลงซ้อมอีกครั้งอย่างเป็นทางการในรอบที่สนามเซปัง ประเทศมาเลยเซียในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และแข่งขันนัดเปิดสนามในรายการ ThaiGP ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Prima Pramac จับมือ Alpine ลุย MotoGP2025

Prima Pramac จับมือ Alpine ลุย MotoGP2025 Prima Pramac อดีตทีมต้นสังกัดของแชมป์ MotoGP หนล่าสุดได้ประกาศจับมือกับอัลไพน์ แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงจากประเทศฝรั่งเศส โดยการประกาศจับมือหนนี้อาจนำมาซึ่งความร่วมมือด้านการพัฒนาในด้านของเทคโนโลยีรถแข่ง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการแข่งขันระดับ MotoGP เปาโล แคมปิโนติ หัวหน้าทีมของพราแม็ก ได้ออกมาเผยว่าตนนั้นรู้สึกยินดีที่จะได้จับมือกับอัลไพน์ อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าทั้งสองแบรนด์จะสามารถจับมือกันไปได้อย่างราบรื่นเพราะมีทัศนคติที่มีความคล้ายคลึงกัน “ผมมีความภูมิใจอย่างมากที่ทีมของเรา (พราแม็ก) ได้เริ่มต้นจับมือกับอัลไพน์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน”  “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตในการแข่งขันชั้นนำระดับโลกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแข่งขัน MotoGP และการที่พวกเขา (อัลไพน์) เลือก พวกเราในการพัฒนาการแข่งขัน MotoGP มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าพวกเราเชื่อมั่นในวิธีการทำงานของพวกเรามาโดยตลอด ทั้งสองแบรนด์ถือเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยแพชชั่นการแข่ง และหลงใหลในความท้าทาย” อันโตนิโอ ลาบาเต้ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาดของทาง Alpine ได้ออกมาเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้า และแฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต อีกทั้งในทีมของพราแม็กยังแสดงให้เห็นอีกว่าทีมนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้พิสูจน์ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในทีมที่มีความทะเยอะทะยาน  “นอกเหนือจาก Formula 1 และ World Endurance Championship แล้ว Alpine ยังเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในวงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP World Championship ร่วมกับทีม พราแม็ก ความร่วมมือนี้จะสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้าและแฟน ๆ ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต ทั้งอัลไพน์และ พราแม็กพวกเราทั้งคู่ต่างมีค่านิยมร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือจิตวิญญาณเดียวกัน ความหลงใหลในสมรรถนะ” “พราแม็กยังแสดงให้เราเห็นอีกว่า พวกเขานั้นเติบโตมากขึ้น ซึ่งเหมือนกับเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นทีมที่ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน” ความร่วมมือนี้ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแอโรไดนามิก การจัดการพลังงาน และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง โดยทีมวิศวกรจากทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการร่วมมือระหว่างพราแม็กและ อัลไพน์นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ต การผสานความเชี่ยวชาญจากทั้งสองโลกไม่เพียงสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเปิดศักราชใหม่ของนวัตกรรมการแข่งขันในศึก MotoGP 2025 โดยการเซ็นสัญญาหนนี้จะเป็นการเซ็นสัญญาระยะยาว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป แต่ในส่วนของการรายละเอียดการสนับสนุนครั้งนี้แม้จะไม่มีการเผยข้อมูลตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ แต่การประกาศจับมือการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญของทีมพราแม็ก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์ หากไบค์เกอร์ท่านไหนที่อยากอัปเกรดรถซูเปอร์ไบค์ของท่าน แปลงโฉมให้เป็นตัวแข่ง Moto2 ทั้งในเรื่องชุดแต่งและสมรรถนะ บทความนี้เราจะขอแนะนำกับ Moto Evo 2025 แพลตฟอร์มที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งพร้อมที่จะสานฝันให้ท่านเป็นนักแข่งระดับโลกอย่างเต็มตัว สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อตั้งโดย Tony Scott Motorsport สำนักแต่งรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอังกฤษ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี ในวงการแข่งขัน British SuperSport Championship – GP2 ซึ่งเชี่ยวชาญความรู้ในอะไหล่ตกแต่งและการออกแบบตัวรถ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตโปรเจ็กต์ของลูกค้าให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าหรือเจ้าของรถนั้นสามารถเนรมิตโมเดลในแบบที่ตนเองต้องการ ผ่านไดอะแกรมรูปทรงสามมิติโดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ Moto2 ของไทรอัมพ์ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นจะทำหน้าที่ช่วยคอนเซ้าท์หรือให้คำแนะนำ รวมไปถึงการหาพาร์ทอะไหล่ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งอะไหล่ที่สามารถหาได้ในท้องตลาด หรือใครที่อยากได้พาร์ทตัวแต่งระดับใช้แข่งขัน สำนักเจ้านี้ย่อมจัดให้ได้เช่นกัน นอกจากในเรื่องของพาร์ทอะไหล่แล้ว เรื่องของการเซ็ตติ้งตัวรถ ทางสำนักก็พร้อมจะให้คำแนะนำเช่นกัน ซึ่งลูกค้าอยากเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแข่งแบบไหน โมโตอีโวพร้อมยินดีให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพิ่มประสบการณ์การขับขี่ระดับเวิร์ลคลาส ลดปัญหากวนใจสำหรับสายช่างและยังช่วยลดความซับซ้อนดังกล่าวได้มาก โดยชิ้นส่วนที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้เฉพาะในส่วนที่ลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนโดยไม่กระทบชิ้นส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแทร็กที่คดเคี้ยวหรือแทร็กขนาดกว้างได้เช่นกัน โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก 3 รุ่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย Triumph Daytona 675/R (2013-2017) Triumph 765 LE Moto 2 Triumph 765 Street Triple แบ่งเป็น 3 ออปชันให้ลูกค้า ประกอบไปด้วย ออกแบบพาร์ทและสร้างโมเดลตัวอย่าง ออกแบบพาร์ทและช่วยหาอะไหล่ให้ลูกค้า  ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่จาก TSM และอัปเกรดรถของลูกค้า พร้อมให้บริการต่าง ๆ อาทิ ออกแบบโครงสร้าง โดยโปรแกรมของ มอเตอร์ อีโว จะช่วยออกแบบหาไดเมนชันที่เข้ากับตัวผู้ขับขี่มากที่สุด ผ่านรูปทรงเลขาคณิตหรือโปรแกรมออกแบบสามมิติสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของลูกค้า ยังรวมไปถึงของแต่งจากทางสำนักแบบสำเร็จรูป อาทิ เครื่องยนต์ Moto2 ขนาด 765 ซีซี 140 แรงม้า กล่อง ECU โช้คอัพ คาลิเปอร์ ล้อ และอื่น ๆ อีกมากมาย  แทร็ก ซัพพอร์ต ช่วยรวบรวมข้อมูลเซ็ตติ้งของตัวรถ ทั้งแชสซี ตัวถัง ช่วงล่างและข้อมูลดาต้าต่าง ๆ รวมถึงปรับเซ็ตให้ตรงตามความถนัดของผู้ขับขี่ในแต่ละสนามนั้น ๆ Rider Coaching  โค้ชชิ่งสำหรับการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  ครบสูตรตัวแต่งอย่างแน่นอน หากไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีรถแต่งสมรรถนะจัดจ้านซักคัน ให้ลองติดต่อทางสำนักแต่งหรือส่งรายละเอียดไปได้ที่ [email protected] หรือทางเว็บไซค์ https://tonyscottmotorsport.com/ แล้วก็เตรียมกำเงินไว้ให้ดี น่าจะใช้จ่ายเยอะอยู่พอสมควร  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Öhlins พัฒนาโช้คอัพสำหรับ Ducati Lenovo 2025

Öhlins พัฒนาโช้คอัพสำหรับ Ducati Lenovo 2025 Öhlins แบรนด์โช้คอัพคู่ใจของทีม Ducati Lenovo 2025 ยอดทีมประจำศึกการแข่งขัน MotoGP เจ้าของแชมป์ประเภทนักแข่ง 3 สมัย โดยทีมนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของการแข่งขันได้เพราะการทีมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของตัวรถ Desmosedici GP ที่เปลี่ยนจาก “ตัวแข่งธรรมดา” เป็น “ตัวแข่งที่มีจุดประสงค์ในการไล่ล่าโพเดียม” ไม่เพียงแค่การพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีความยอดเยี่ยม แอโร่ไดนามิกที่เหนือชั้น ที่ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้นขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่น้อยก็เป็นระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนา ซึ่งเดิมทีเป็นโช้คอัพรุ่น TSB46 Carbon Front Fork ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขัน MotoGP เพราะทางผู้ผลิตได้เล็งเห็น และเข้าใจว่าการแข่งขัน MotoGP  เป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความกดดันสูง ทั้งจากทีมแข่งและสภาพการแข่งขันที่ต้องการความสมบูรณ์แบบอย่างมาก โดยมีช่องว่างให้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ผู้ผลิตจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งขันที่มีความแม่นยำสูงและสมรรถนะในระดับสูง โช้คอัพ Öhlins – MotoGP™ Fork Bottoms โช้คอัพด้านหน้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดเป็นโช้คอัพแบบ UP-Side down ที่ถูกออกแบบดีไซน์ใหม่ จุดที่แตกต่างจากตัวก่อนหน้าเป็นการตัดซับแทงค์ออกไป โดยโช้คต้นนี้จะถูกนำไปใช้ลงสนามในการแข่งขัน MotoGP กับ DUCATI LENOVO TEAM   แม้จะพึ่งเปิดตัวทีมไปไม่นาน โช้คอัพเจนใหม่ของทีมโรงงานก็เผยโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโช้คอัพคู่นี้คาดการณ์ว่าจะถูกติดตั้ง และนำลงไปทดสอบในช่วงทดสอบ Winter test ที่กำลังจะมาถึงนี้ และไม่เพียงแค่โช้คอัพคู่นี้ แต่ในช่วงนี้ก็เตรียมพบกับเทคโนโลยีช่วยเหลือการแข่งขัน หรือของแต่งระดับเทพตัวใหม่ที่จะออกมาเผยโฉมอีกเรื่อย ๆ โดยโช้คอัพคู่หน้าเจเนอเรชั่นใหม่คู่นี้ อยู่ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ก่อนนำไปทดสอบการใช้งานต่อไป เรียกได้เลยว่าเข้าโค้งหนนี้ Ducati Lenovo จัดให้แบบเนียนกริ๊บชนิดที่ว่าแฟน ๆ ต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ?

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา  ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing  Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V   พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว  และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน  โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด  ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29   แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส