Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
1915 Cyclone V-Twin วินเทจไบค์ ราคาเบา ๆ 1.3 ล้านดอลลาร์

1915 Cyclone V-Twin วินเทจไบค์ ราคาเบา ๆ 1.3 ล้านดอลลาร์ 1915 Cyclone V-Twin รถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน สายสะสมรถเก่าไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ บทความในคอลัมน์นี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เมื่อ Mecum auctions บริษัทประมูลชื่อดังจากประเทศอเมริกาได้จัดการประมูลรถจักรยานยนต์ประจำปีที่ลาสเวกัส ซึ่งก็มีรถจักรยานยนต์ต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประมูล ซึ่งราคาที่สามารปิดได้กันไปในแต่ละคันก็ประทับใจได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มีเพียงคันเดียวเท่านั้นที่สามารถปิดราคาการประมูลได้มากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ และเป็นรถจักรยานยนต์คันแรกประวัติศาสตร์ที่สามารถทำได้ โดยรถที่ได้กล่าวถึงเมื่อข้างต้นคือรถจักรยานยนต์ Cyclone V-Twin รถจักรยานยนต์ที่มีอายุกว่า 115 ปีผ่านการบูรณะใหม่หมดจดแทบทุกจุด แล้วนำมาประมูลในงานรถจักรยานยนต์ที่ลาสเวกัส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปิดราคาไปกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีเพียง 14 คันบนโลก และปัจจุบันเท่าที่หาได้มีเพียง 3 คันเท่านั้น ดูผิวเผินอาจจะเป็นรถจักรยานยนต์เก่า ๆ คันนึงแต่ถ้าอยู่ในสายตาของนักสะสมนี่แหละทองคำแท่งชัด ๆ ประวัติของรถจักรยานยนต์ Cyclone Cyclone V-Twin เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตโดย Joerns Motor Manufacturing Company แบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับตำนานของสหรัฐอเมริกา โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีจุดเด่นคือเครื่องยนต์ V-Twin แบบ Overhead Valve (OHV) ที่ล้ำหน้ากว่าเครื่องยนต์แบบ Flathead หรือประเภทของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มี วาล์วอยู่ด้านข้าง (Side-Valve Engine) ที่นิยมใช้กันอย่างมากในยุคนั้น  ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายในตอนนั้นเพียง 350 ดอลลาร์สหรัฐ (เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว) แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะอายุของแบรนด์นี้สิริรวมเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น โดยทางค่ายดำเนินกิจการระหว่างปี 1912 – 1917 ซึ่งสาเหตุที่ปิดตัวของค่ายรถแบรนด์นี้ถูกปิดตัวลงด้วยปัญหาทางการเงิน รายละเอียดเครื่องยนต์   สเปคเครื่องยนต์ของ Cyclone V-Twin ลำนี้มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 61 ลูกบาศก์นิ้ว หรือประมาณ 996 ซีซี แบบ Overhead Valve ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้อยู่ที่ 45 แรงม้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยมีมาก่อนสำหรับในยุคนั้น และสามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดถึง 100 ไมล์ หรือ 161 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดีไซน์ตัวถังของรถจักรยานยนต์คันนี้มีการออกแบบที่เรียบง่ายที่มีลักษณะเพรียวบาง ที่มีเพียงบังโคลน และถังน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบกันสะเทือนหน้ามาเป็นแบบ leaf spring fork พร้อมล้อแบบซี่ลวดเหล็กทั้งด้านหน้า และด้านหลังระบบความปลอดภัยของรถคันนี้ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ที่มาพร้อมกับเบรกหลังแบบดรัมเบรก  single-leading shoe ขนาด 5 นิ้ว และที่สำคัญ ‘ไม่มีเบรกหน้า’ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์, เกียร์แบบสปีดเดียว พร้อมระบบคลัตซ์แบบใช้เท้าที่มาคู่กับระบบสตาร์ทเท้า และเบาะหนังแบบมีสปริงที่มีดีไซน์แบบจักรยานที่ช่วยเติมเต็มเอกลักษณ์ความคลาสสิกของตัวรถ  ซึ่งเจ้ารถคันนี้ก็ถูกประมูล และปิดการประมูลไปเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาประมูลของ Cyclone V-Twin คันนี้ปิดอยู่ที่ 1,320,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยอยู่ที่ 44,721,600 บาท (สี่สิบสี่ล้านเจ็ดแสนสองหมื่นหนึ่งพันหกร้อยบาทถ้วน) แน่นอนว่าผู้ที่ปิดประมูลไปคงมีวลีในดวงใจที่ว่า ‘ถูกใจไม่มีอะไรแพง’ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin

2025 Buell Hammerhead 1190 ฉลามหัวค้อน เครื่องยนต์ V-Twin พามาชมซูเปอร์ไบค์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจจากค่ายผู้ผลิตในอเมริกา Buell Motorcycle อย่าง 2025 Buell Hammerhead 1190 ตัวซิ่งสูบวีพิกัด 1,190 ซีซี พร้อมจำหน่ายกับราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 20,995 ดอลล่าร์หรือราว ๆ 7.15 แสนบาท ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์พื้นฐาน Haley ด้วยความน่าสนใจในเรื่องของดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ กับสปอร์ตฟูลแฟริ่งเครื่องยนต์วีทวิน 72 องศา ออกแบบด้านข้างและถังน้ำมันดูเสมือนคลีปฉลามขนาดใหญ่ ให้กำลังแรงม้ามากถึง 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบ และแรงบิด 137.8 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ใช้ระบบหัวฉีดแบบพอร์ตคู่ ระบบเกียร์ 6 สปีด และแน่นอนว่าเสียงท่อนั้นกระเส้าเร้าใจอย่างแน่นอน @buellmotorcycles Buell American Motorcycles, assembled by hand right here at our factory in Grand Rapids, MI, USA 🇺🇸🏁 Each bike is crafted with precision with craftsmanship and long-term reliability our top priority. All production models feature the Buell 1190cc V-Twin engine, fully liquid cooled with 185 HP & 102 FT-LBS of torque, while weighing under 420 lbs on full carbon fiber body work. Buell Hammerhead 1190 & 1190SX models are in production and available to order now at www.buellmotorcycle.com #Buell #BuellMotorcycles #BuellHammerhead #Buell1190sx #BuellSuperCruiser #BuellSuperTouring #GrandRapids #Michigan #PureMichigan #USA #AmericanBuilt #Handbuilt #Vtwin #carbonfiber ♬ BOUNCE – THIRST @calgarycyclecity1 All Buell Hammerhead 1190 and 1190SX’s come completely carbon fiber from the factory!🖤 Would you buy one? #buell #motorcycles #sportbikes #carbonfiber #bikelife #motorcyclesoftiktok #bikeshop #calgarycyclecity ♬ original sound – calgary cycle city รวมถึงจุดเด่นอื่น ๆ ถ้าหากเราลองสังเกตดู รุ่นนี้ให้จานดิสก์หน้าขนาดมหึมามาขนาด 386 มม.พร้อมกับคาลิเปอร์ 8 ลูกสูบ ส่วนดิสก์หลังเป็นขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ล้อหน้าดีไซน์แบบก้านคู่ ส่วนล้อหลังดีไซน์เป็นรูปดาวซึ่งล่อขึ้นจากวัสดุอลูมิเนียม ส่วนโช้คให้มาเป็นรุ่น Showa BPF หน้าอัปไซส์ดาวน์และโช้คเดี่ยวด้านหลัง โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 190 กก.

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว Honda HRC Castrol ทีมจากค่ายฮอนด้าเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการเปิดตัวทีมแข่งหนนี้ มาพร้อมกับภารกิจสำคัญคือการไล่ล่าความสำเร็จให้กับทางฮอนด้าอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาห่างคำว่าแชมป์โลกตั้งแต่ฤดูกาล 2019  การเปิดตัวทีมแข่งประจำฤดูกาล 2025 มาพร้อมกับสองนักบิดคู่ขวัญอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ที่พร้อมเค้นฟอร์มเก่งในการพาทีมโรงงานฮอนด้ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่มาร์ก มาร์เกซได้ออกจากทีมไป RC213V ที่ไม่มี Repsol อาจจะแปลกหูแปลกตาไม่น้อยสำหรับลายของ ‘ตัวแข่ง’ ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึง เมื่อแบรนด์น้ำมันเครื่องจากประเทศสเปนอย่าง ‘Repsol’ ได้ออกมาประกาศยุติการสนับสนุนทีมโรงงานฮอนด้า หลังจากที่ทั้งสองแบรนด์ร่วมงานกันมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่ปี 1995 เมื่อแยกทางไปทีมก็ต้องเดินหน้าไปต่อ โดยทางฮอนด้าได้ประกาศความร่วมมือร่วมแบรนด์น้ำมันเครื่องจากสหราชอาณาจักร อย่าง ‘Castrol’  โดยตัวแข่งอย่าง ‘RC213V’ มาพร้อมกับลวดลาย และสีสันใหม่ชนิดที่ว่าทิ้งลวดลายเก่าแบบหมดจด ซึ่งลวดลายใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมกับสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์จากทางฮอนด้าพร้อมคาดตัวอักษรสีขาว มาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol บริเวณแฟริ่งด้านล่างของตัวรถ ด้านบนบริเวณถังน้ำมันมีสีน้ำเงินมาตัดสลับบ้างเล็กน้อย บริเวณวิงก์เล็ตด้านหน้ามีขนาดที่ลดลงจากฤดูกาลก่อน พร้อมกับด้านท้ายที่มีการปรับดีไซน์ใหม่เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Joan Mir และ Luca Marini พร้อมสู้เพื่อฮอนด้า สองนักแข่งของทีมอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ก็ออกมาเผยว่าพวกเขาประทับใจในลวดลายใหม่ของรถแข่ง RC213V ที่จะใช้ในฤดูกาล 2025 ที่จะมาถึงนี้พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขานั้นตั้งเป้าในฤดูกาลใหม่ พร้อมทุ่มเทการซ้อมมากยิ่งขึ้น Joan Mirr : “ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่ารถจักรยานยนต์ดูน่าทึ่งมาก สีใหม่ดูแตกต่างจากที่เราเคยเห็นในอดีต แต่ก็มีความแข็งแกร่งและมันจะเป็นความสุขที่ได้สวมใส่ ผมเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานต่อไปเพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์ ทีมงาน และตัวเราเอง มันจะเป็นการเริ่มต้นปีที่เข้มข้น ทันทีที่มีการทดสอบสองครั้งหลังจากฤดูหนาว แต่สิ่งนี้จะช่วยให้เรากลับมาอยู่ในจังหวะได้อย่างรวดเร็ว ผมรอคอยที่จะได้เห็นสิ่งที่วิศวกรของเราและพันธมิตรใหม่ของเราที่ Castrol ได้ทำงานร่วมกันในช่วงฤดูหนาว” Luca Marini : “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มาที่จาการ์ตา, อินโดนีเซีย เพื่อเปิดเผยสีใหม่เหล่านี้ – คนที่นี่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์, MotoGP และ Honda อย่างมาก ตั้งแต่ฤดูกาล 2024 เราได้เรียนรู้มากมาย และเราสามารถจบฤดูกาลได้ดีขึ้น การพัฒนาต่อไปยังคงเป็นเป้าหมายหลักของฤดูกาล 2025 นี้ ผมรู้ดีว่าทุกคนในโครงการนี้ทำงานหนักแค่ไหน และผมมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดบนแทร็กเพื่อช่วยเหลือ ทุกๆ ปีที่แล้วเราก็ได้เห็นความก้าวหน้า และผมมั่นใจว่าเราจะทำได้เช่นเดียวกันในปีนี้ในสีสันที่สวยงามเหล่านี้” มุมอื่น ๆ ของ RC213V   สองนักแข่งอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ จะลงทดสอบ RC213V กับทางฮอนด้าในการซ้อมรอบ Shakedown Test จนถึงวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงทดสอบอีกครั้งในรอบ Sepang Test ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์นี้ RC213V จะกดเวลาได้ดีขนาดนั้น แฟน ๆ ฮอนด้าห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 BMW R18 ดีไซน์คงเดิม อัพเกรดเทคโนโลยี

2025 BMW R18 ดีไซน์เดิม อัพเกรดเทคโนโลยี 2025 BMW R18 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับโฉมใหม่ประจำปี 2025 จากค่ายใบพัดสีฟ้า ซึ่งการเปิดในครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ปรับปรุงใหม่ สีตัวถังใหม่ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากมายที่มากับตัวรถ และที่สำคัญเครื่องยนต์มีการพัฒนาระบบไอเสียให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ ซิ่งได้อย่างรักโลกอย่างแน่นอน เครื่องยนต์ Big Boxer ปรับใหม่แรงบิดเพิ่มขึ้น เริ่มกันที่ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีการอัพเกรดแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้นจากตัวโมเดลก่อนหน้าที่ 5 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ของ R18 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 5+ เครื่องยนต์ประเภท Big Boxer มีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,802 ซีซี พละกำลัง 91 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 163 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที  พร้อมมอบสมรรถนะที่ทรงพลัง และเพิ่มความสนุกในการขับขี่อย่างเต็มที่ ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้จะใช้เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยของโมเดลนี้  และดีไซน์ที่เหมือนกันในทุกรุ่นย่อยคือระบบไฟแบบ Full LED รอบคัน ระบบดิสก์เบรกคู่หน้า โดยแต่ละโมเดลจะแตกต่างกันที่ดีไซน์การออกแบบเท่านั้น BMW R18 เริ่มกันที่โมเดลย่อยโฉมแรกกับ BMW R18 ที่เน้นการออกแบบดีไซน์คงความเรียบง่ายในสไตล์ครุยเซอร์ มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของบังโคลนหน้า – หลังที่มีการออกแบบดีไซน์ใหม่ มาพร้อมล้อหลังขนาด 18 นิ้วซึ่งเป็นล้อแม็กแบบ 7 ก้าน ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ และเสริมเอกลักษณ์ของครุยเซอร์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  ลวดลายเส้นสายของถังน้ำมันยังคงดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีการออกแบบให้เส้นสายมีความต่อเนื่องไปตลอดแนวด้านบนของตัวถัง ขยายไปจนถึงบังโคลนหลัง และจบที่โลโก้ BMW ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ให้ดูทันสมัย และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และในส่วนอื่น ๆ ยังคงเอกลักษณ์ไฟหน้าแบบ Full LED รอบคัน ฝาครอบด้านข้างมีการปรับให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของตัวรถ โช้คหน้าถูกออกแบบใหม่ให้ดูโปร่งโล่งกว่าเดิม ปลายท่อไอเสียแบบใหม่ ที่มีหน้าตัดทรงกลม มาพร้อมเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความหนาของเบาะขึ้น 10 มม. พร้อมเส้นสายที่ปรับปรุงให้รองรับสรีระ และความสะดวกสบายมากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น                   โช้คอัพด้านหน้า และโช้คอัพหลังได้รับการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้รองรับการกระแทกได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้อหน้าขอบ 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 ในส่วนของล้อหลังขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 180/55 โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ คือช่องชาร์จไฟแบบ USB-C BMW R18 Classic ถัดมากับ BMW R18 Classic ที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับนิยามของรถสไตล์ทัวร์ริ่งเรโทร มีจุดเด่นใหม่ที่สำคัญ คือ บังโคลนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่เพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสีสันแบบทูโทน มาพร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ด้านข้างขนาบด้วยปลอกหุ้มโช้คช่วยเสริมภาพลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งย้อนยุค ด้านหลังมาพร้อมกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ในส่วนของฝาครอบเครื่องยนต์ด้านข้างมีการออกแบบดีไซน์ใหม่ และ ปลายท่อไอเสียแบบหน้าตัดวงกลม ยังช่วยเพิ่มความคลาสสิก และทำให้ตัวรถดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของโมเดลนี้ ได้แก่ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาพร้อมกับตัวรถ และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ BMW R18 Roctane ต่อกันด้วยโมเดล BMW R18 Roctane ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ Two-Tone Dragonfire Red Metallic เพิ่มความดุดัน และเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมใหม่ Filler Panel สีเดียวกับตัวรถ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่าง กระเป๋าข้างและบังโคลนหลัง ให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น พร้อมเสริมองค์ประกอบ Dark Chrome บนก้านกระทุ้งวาล์ว (Push Rods), ท่อกรองอากาศ (Intake Silencer) และ ขอบด้านในของโคมไฟหน้า เพิ่มความหรูหราและสไตล์ที่โดดเด่น แน่นอนว่ามีการออกดีไซน์ที่พร้อมทัวร์ริ่งขนาดนี้ ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือขณะขับขี่ Comfort Package ประกอบไปด้วย Hill Start Control ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ฝาถังน้ำมันล็อกได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง (RDC) และระบบปลอกแฮนด์อุ่นมือ (Heated Grips) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้สบายในทุกสภาพอากาศ BMW R18B BMW R18B ลำนี้มาพร้อมหน้าจอแบบ

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว เข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2025 กับอีกหนึ่งรายการแข่งขันสองล้อสุดเดือดจากสหราชอาณาจักรอย่าง Bennetts British Superbikes Calendar 2025 พร้อมเผยปฎิทินการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งหมด 11 สนาม ปักหมุดวันให้พร้อม!! ปฏิทินแข่งขัน BSB ฤดูกาล 2025 Round Date Circuit Official Test  6-7 เมษายน Circuito de Navarra, สเปน Official Test  18-19 เมษายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร Official Test  23-24 เมษายน Oulton Park, สหราชอาณาจักร 1 3-5 พฤษภาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 2 16-18 พฤษภาคม Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 3 20-22 มิถุนายน Snetterton, สหราชอาณาจักร 4 4-6 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 5 25-27 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 6 8-10 สิงหาคม Thruxton, สหราชอาณาจักร 7 23-25 สิงหาคม Cadwell Park, สหราชอาณาจักร 8 5-7 กันยายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 9 19-21 กันยายน TT Circuit Assen, เนเธอร์แลนด์ 10 3-5 ตุลาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 11 17-19 ตุลาคม Brands Hatch (GP Circuit), สหราชอาณาจักร   ตัวตึงที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้ ไคล์ ไรด์ (Kyle Ryde) – แชมป์ BSB 2024 จากทีม OMG GRILLA Yamaha Racing ทอมมี่ ไบรด์เวลล์ (Tommy Bridewell) – อดีตแชมป์ปี 2023 จากทีม BeerMonster Ducati แบรดลีย์ เรย์ (Bradley Ray) – อดีตแชมป์ปี 2022 ที่อาจกลับมาแข่งขันอีกครั้ง การชิงแชมป์เมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงนักแข่งที่มาร่วมแข่งขันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักบิดจากโมโตจีพี หรือ WorldSBK กับกฎการแข่งขันสุดเดือด โดยออกแบบให้ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีในตัวรถ อาทิการห้ามใช้ระบบแทร็กชันคอนโทรล จึงต้องอาศัยทักษะความสามารถของนักแข่งล้วน ๆ ประกอบกับสนามที่จัดแข่งขันล้วนเป็นสนามที่ได้รับการรองรับในระดับสากล หรือแม้กระทั่งบางสนามก็เคยแข่งขันในรายการระดับโลก อาทิ Brands Hatch, Donington Park, และ TT Circuit Assen ซึ่งเต็มไปด้วยความเร็วและความท้าทาย โดยมีรุ่นแข่งขันทั้งหมดประกอบไปด้วย British Superbike Championship (BSB) รุ่นซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุด  British Supersport Championship รุ่นรองลงมาที่ใช้เครื่องยนต์พิกัด 600 – 700 ซีซี แบบเดียวกับการแข่งขันรุ่น SuperSport ใน WSBK British Superstock

VR46 มองว่า Ducati GP25 คืออาวุธที่แท้จริง

VR46 มองว่า Ducati GP25 คืออาวุธที่แท้จริง VR46 ที่พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา สองนักแข่งของทีมอย่าง “Diggia” ฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ และ “แฟรงกี้” ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี่ ก็ได้มีโอกาสในการขับขี่ตัวแข่งจากค่าย Ducati อย่าง Desmosedici GP โดย Diggia จะได้ใช้สเปคเดียวกับทีมโรงงาน ได้แก่ Desmosedici GP25 และมอร์บิเดลลี่จะได้ใช้ในสเปครองลงมาอย่าง Desmosedici GP24  ในการเปิดตัวทีมที่ผ่านมา หลังจากเผยโฉมรถใหม่ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาลหน้าที่กำลังจะมาถึง มอร์บิเดลลี่ ได้ตอบคำถามกับสื่อเกี่ยวกับตัวรถ GP24 หลังจากที่เจ้าตัวเคยใช้ลงแข่งขันในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่ามันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม “GP24 มันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม เพราะมันถูกพัฒนามาอย่างดี อีกทั้งรถคันนี้มันสามารถทำความเร็วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และสามารถคว้าชัยชนะได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งขัน ดังนั้นผมเลยเชื่อมั่นในรถแข่ง GP24 คันนี้”  และในรายของฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ ก็ได้ออกมาเผยถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวจะได้ใช้รถที่มีการพัฒนามากถึง 2 ปีอย่าง GP25 (เดิมเจ้าตัวใช้ GP23 ในการแข่งขันเมื่อฤดูกาล 2024) โดยเจ้าตัวรู้สึกประทับใจ และมองว่า GP25 ที่จะได้ใช้แข่งขันนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวอย่างแท้จริง “สำหรับผม ถือว่ามันเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จาก GP23 เพราะผมได้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาถึงสองปี เพราะฉะนั้นการขับขี่ครั้งนี้มันจะเป็นความท้าทายใหม่อย่างแน่นอน แน่นอนว่าในช่วงแรกคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของ GP25 และคงต้องดูว่าอะไรที่ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้”  “อย่างไรก็ตาม ผมว่า GP25 ที่ดูคาติมอบให้ผม ผมคิดว่ามันจะเป็นอาวุธที่น่าสนใจอย่างแท้จริง เพราะตัวแข่งคันนี้มันถูกพัฒนามาจาก GP24 แน่นอนว่าโฉมเก่าก็เป็นรถที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว และยิ่งได้รับการพัฒนาในโฉมนี้มันก็จะดีมากยิ่งขึ้นไปอีก และนี่มันจะเป็นความท้าทายใหม่ที่ผมจะต้องมีสมาธิอย่างมากกับรถคันนี้” โดยในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากนี้จะมีนักแข่งเพียงสามรายเท่านั้นที่ได้ใช้รถ Ducati Desmosedici GP25 ได้แก่สองหนุ่มจากทีมโรงงาน Ducati Lenovo อย่าง มาร์ก มาร์เกซ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ จากทีม VR46  “ดิกเจีย” จะควบ GP25 ลงซ้อมอีกครั้งอย่างเป็นทางการในรอบที่สนามเซปัง ประเทศมาเลยเซียในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และแข่งขันนัดเปิดสนามในรายการ ThaiGP ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Prima Pramac จับมือ Alpine ลุย MotoGP2025

Prima Pramac จับมือ Alpine ลุย MotoGP2025 Prima Pramac อดีตทีมต้นสังกัดของแชมป์ MotoGP หนล่าสุดได้ประกาศจับมือกับอัลไพน์ แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงจากประเทศฝรั่งเศส โดยการประกาศจับมือหนนี้อาจนำมาซึ่งความร่วมมือด้านการพัฒนาในด้านของเทคโนโลยีรถแข่ง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการแข่งขันระดับ MotoGP เปาโล แคมปิโนติ หัวหน้าทีมของพราแม็ก ได้ออกมาเผยว่าตนนั้นรู้สึกยินดีที่จะได้จับมือกับอัลไพน์ อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าทั้งสองแบรนด์จะสามารถจับมือกันไปได้อย่างราบรื่นเพราะมีทัศนคติที่มีความคล้ายคลึงกัน “ผมมีความภูมิใจอย่างมากที่ทีมของเรา (พราแม็ก) ได้เริ่มต้นจับมือกับอัลไพน์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน”  “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตในการแข่งขันชั้นนำระดับโลกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแข่งขัน MotoGP และการที่พวกเขา (อัลไพน์) เลือก พวกเราในการพัฒนาการแข่งขัน MotoGP มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าพวกเราเชื่อมั่นในวิธีการทำงานของพวกเรามาโดยตลอด ทั้งสองแบรนด์ถือเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยแพชชั่นการแข่ง และหลงใหลในความท้าทาย” อันโตนิโอ ลาบาเต้ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาดของทาง Alpine ได้ออกมาเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้า และแฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต อีกทั้งในทีมของพราแม็กยังแสดงให้เห็นอีกว่าทีมนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้พิสูจน์ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในทีมที่มีความทะเยอะทะยาน  “นอกเหนือจาก Formula 1 และ World Endurance Championship แล้ว Alpine ยังเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในวงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP World Championship ร่วมกับทีม พราแม็ก ความร่วมมือนี้จะสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้าและแฟน ๆ ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต ทั้งอัลไพน์และ พราแม็กพวกเราทั้งคู่ต่างมีค่านิยมร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือจิตวิญญาณเดียวกัน ความหลงใหลในสมรรถนะ” “พราแม็กยังแสดงให้เราเห็นอีกว่า พวกเขานั้นเติบโตมากขึ้น ซึ่งเหมือนกับเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นทีมที่ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน” ความร่วมมือนี้ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแอโรไดนามิก การจัดการพลังงาน และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง โดยทีมวิศวกรจากทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการร่วมมือระหว่างพราแม็กและ อัลไพน์นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ต การผสานความเชี่ยวชาญจากทั้งสองโลกไม่เพียงสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเปิดศักราชใหม่ของนวัตกรรมการแข่งขันในศึก MotoGP 2025 โดยการเซ็นสัญญาหนนี้จะเป็นการเซ็นสัญญาระยะยาว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป แต่ในส่วนของการรายละเอียดการสนับสนุนครั้งนี้แม้จะไม่มีการเผยข้อมูลตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ แต่การประกาศจับมือการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญของทีมพราแม็ก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์ หากไบค์เกอร์ท่านไหนที่อยากอัปเกรดรถซูเปอร์ไบค์ของท่าน แปลงโฉมให้เป็นตัวแข่ง Moto2 ทั้งในเรื่องชุดแต่งและสมรรถนะ บทความนี้เราจะขอแนะนำกับ Moto Evo 2025 แพลตฟอร์มที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งพร้อมที่จะสานฝันให้ท่านเป็นนักแข่งระดับโลกอย่างเต็มตัว สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อตั้งโดย Tony Scott Motorsport สำนักแต่งรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอังกฤษ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี ในวงการแข่งขัน British SuperSport Championship – GP2 ซึ่งเชี่ยวชาญความรู้ในอะไหล่ตกแต่งและการออกแบบตัวรถ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตโปรเจ็กต์ของลูกค้าให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าหรือเจ้าของรถนั้นสามารถเนรมิตโมเดลในแบบที่ตนเองต้องการ ผ่านไดอะแกรมรูปทรงสามมิติโดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ Moto2 ของไทรอัมพ์ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นจะทำหน้าที่ช่วยคอนเซ้าท์หรือให้คำแนะนำ รวมไปถึงการหาพาร์ทอะไหล่ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งอะไหล่ที่สามารถหาได้ในท้องตลาด หรือใครที่อยากได้พาร์ทตัวแต่งระดับใช้แข่งขัน สำนักเจ้านี้ย่อมจัดให้ได้เช่นกัน นอกจากในเรื่องของพาร์ทอะไหล่แล้ว เรื่องของการเซ็ตติ้งตัวรถ ทางสำนักก็พร้อมจะให้คำแนะนำเช่นกัน ซึ่งลูกค้าอยากเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแข่งแบบไหน โมโตอีโวพร้อมยินดีให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพิ่มประสบการณ์การขับขี่ระดับเวิร์ลคลาส ลดปัญหากวนใจสำหรับสายช่างและยังช่วยลดความซับซ้อนดังกล่าวได้มาก โดยชิ้นส่วนที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้เฉพาะในส่วนที่ลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนโดยไม่กระทบชิ้นส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแทร็กที่คดเคี้ยวหรือแทร็กขนาดกว้างได้เช่นกัน โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก 3 รุ่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย Triumph Daytona 675/R (2013-2017) Triumph 765 LE Moto 2 Triumph 765 Street Triple แบ่งเป็น 3 ออปชันให้ลูกค้า ประกอบไปด้วย ออกแบบพาร์ทและสร้างโมเดลตัวอย่าง ออกแบบพาร์ทและช่วยหาอะไหล่ให้ลูกค้า  ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่จาก TSM และอัปเกรดรถของลูกค้า พร้อมให้บริการต่าง ๆ อาทิ ออกแบบโครงสร้าง โดยโปรแกรมของ มอเตอร์ อีโว จะช่วยออกแบบหาไดเมนชันที่เข้ากับตัวผู้ขับขี่มากที่สุด ผ่านรูปทรงเลขาคณิตหรือโปรแกรมออกแบบสามมิติสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของลูกค้า ยังรวมไปถึงของแต่งจากทางสำนักแบบสำเร็จรูป อาทิ เครื่องยนต์ Moto2 ขนาด 765 ซีซี 140 แรงม้า กล่อง ECU โช้คอัพ คาลิเปอร์ ล้อ และอื่น ๆ อีกมากมาย  แทร็ก ซัพพอร์ต ช่วยรวบรวมข้อมูลเซ็ตติ้งของตัวรถ ทั้งแชสซี ตัวถัง ช่วงล่างและข้อมูลดาต้าต่าง ๆ รวมถึงปรับเซ็ตให้ตรงตามความถนัดของผู้ขับขี่ในแต่ละสนามนั้น ๆ Rider Coaching  โค้ชชิ่งสำหรับการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  ครบสูตรตัวแต่งอย่างแน่นอน หากไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีรถแต่งสมรรถนะจัดจ้านซักคัน ให้ลองติดต่อทางสำนักแต่งหรือส่งรายละเอียดไปได้ที่ [email protected] หรือทางเว็บไซค์ https://tonyscottmotorsport.com/ แล้วก็เตรียมกำเงินไว้ให้ดี น่าจะใช้จ่ายเยอะอยู่พอสมควร  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เป้กโก้ มอง มาร์กมีทักษะการขับขี่ที่น่าสนใจ

เป้กโก้ มอง มาร์กมีทักษะการขับขี่ที่น่าสนใจ เป้กโก้ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และมาร์ก มาร์เกซสองนักบิดจากทีมโรงงานดูคาติที่ทั้งคู่รวมกันมีแชมป์มากถึง 11 สมัย โดยเป้กโก้ได้ออกมาเผยว่าทีมเมทแชมป์โลก 8 สมัยของเจ้าตัวนั้นมีทักษะการขับขี่ที่มีความน่าสนใจ และเป้กโก้เองก็เคยศึกษาการขับขี่ของมาร์ก มาร์เกซอีกด้วย  โดยจุดที่เป้กโก้ประทับใจ และต้องการศึกษาจากการขับขี่ของมาร์ก มาร์เกซ ได้แก่การขับขี่บนแทร็กที่มีความลื่นได้อย่างยอดเยี่ยม และวิธีการเข้าโค้งของแชมป์โลก 8 สมัยซึ่งก็เป็นจุดที่น่าสนใจไม่น้อย “มาร์กมีสองทักษะที่ผมประทับใจมาก อย่างแรกคือวิธีในการขับขี่บนแทร็กที่ลื่น เขาสามารถหาเทคนิคการขับขี่บนสนามแข็งประเภทนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือวิธีการเข้าโค้งซ้ายของเขา เขาทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นทั้งหมด ผมลองพยายามแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมทำ ผมมักจะเสียการควบคุมที่ล้อหน้า ดังนั้นผมต้องเรียนรู้การขับขี่ของเขา” นโยบายนักบิดต้องแบ่งปันข้อมูลกัน นโยบายของทางดูคาติมีการเผยว่านักบิดต้องมีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันภายในทีม อีกทั้งทางดูคาติยังมีการจัดทำรายงานหลังการแข่งขันสำหรับนักบิดแต่ละคน โดยในรายงานดังกล่าวจะมีการระบุถึงจุดแข็ง และจุดอ่อนเพื่อช่วยพัฒนาผลงานการขับขี่  “ปกติผมจะดูข้อมูลของนักบิดดูคาติที่มีการแข่งขันสูงทั้งหมด เพราะนักบิดหลายคนทำสิ่งที่แตกต่างกันได้ดี ดังนั้นมันสำคัญและน่าสนใจที่จะดูวิธีที่นักบิดคนอื่นใช้ทำเวลาต่อรอบ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันที่สนามเฆเรซเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมก็เรียนรู้จากมาร์กในการเข้าโค้งที่ 7 และ 8” ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนรู้จากการขับขี่ในนักแข่งระดับท็อปเป็นที่มาร์ก มาร์เกซเห็นด้วย เพราะตัวเขาเองก็ได้ดู และเรียนรู้การขับขี่จากเป้กโก้ และมาร์ติน ที่ทั้งสองเป็นนักบิดที่เร็วที่สุดในการแข่งขันเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา  “แน่นอนว่าคุณต้องดูนักบิดดูคาติระดับท็อปทั้งหมด และเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะครึ่งแรกของฤดูกาล ผมดูสิ่งที่เป็กโกและมาร์ตินทำเยอะมาก เพราะทั้งสองคนเป็นนักบิดที่เร็วที่สุด แต่โดยเฉพาะเป็กโก เพราะเขาอยู่ในทีมโรงงาน เพื่อพยายามเข้าใจการตั้งค่า จากนั้นในครึ่งหลังของฤดูกาลมันก็เปลี่ยนไป เพราะผมเริ่มทำในแบบของตัวเองมากขึ้น เพราะผมเริ่มเข้าใจตัวรถและสิ่งที่ผมต้องการดีขึ้น แต่มันเป็นกลยุทธ์ที่ดีของดูคาติที่แบ่งปันข้อมูลระหว่างนักบิดทุกคน เพราะแบบนี้การพัฒนาก็ง่ายขึ้น” เป็นอีกหนึ่งคู่จากทีมโรงงาน Ducati ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เต็งแชมป์’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการแข่งขันในฤดูกาล 2025 โดยมาร์ก และเป้กโก้จะจับมือพาทีมโรงงานสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าอันดับหนึ่งในทุกโพเดียมได้หรือไม่ เหล่าสาวกต้องติดตาม โดยการแข่งขันนัดเปิดสนามในการแข่งขัน Thai GP จะเปิดฉากในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 QJ Motor เล็งเปิดตัว 3 รุ่นใหม่

2025 QJ Motor เล็งเปิดตัว 3 รุ่นใหม่ ข้ามฝั่งยุโรปมาที่โซนเอเชียกันหน่อย กับแบรนด์ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ค่ายมังกรยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง 2025 QJ Motor จ่อประกาศเปิดตัวโมเดล 3 รุ่นใหม่พิกัด 600 ซีซี ที่มาพร้อมขุมกำลังสูบวีโดยเน้นไปที่สายครูเซอร์คลาสสิก โดยจ่อเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ Q600-12F ตามเอกสารการอนุมัติสำหรับโมเดลรุ่นแรกอย่าง Q600-12F ครูเซอร์โม่งหน้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ V4 ขนาด 561 ซีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่าเจ้า SRV600V แต่เครื่องยนต์ดังกล่าวมีการออกแบบที่แตกต่างกันไป รวมถึงตัวถัง แฟริ่งและท่อไอเสีย ซึ่งออกแบบให้ดูคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง SRV900V ส่วนรายละเอียดพื้นฐานทางเทคนิคนั้นแตกต่างกับเจ้า SRV600 โดยติดตั้งมาพร้อมน้ำหนักขนาด 223 กก. และเคลมแรงม้ามาที่ 67 แรงม้า และจัดท็อปสปีดมาที่ 178 กม./ชม. QJ600-12E ต่อด้วยรุ่นที่สองกับ QJ600-12E พร้อมเครื่องยนต์ V4 พื้นฐานตัวเดียวกันกับรุ่นแรก แต่ทว่าในเรื่องของการออกแบบทั้งหมดจะเน้นไปทางรุ่น 900 (แทบเหมือนกัน) ที่มีขนาดสัดส่วนใหญ่กว่าในรุ่นซีซีเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ล้อ ถังน้ำมัน เบาะโดยสารและบริเวณด้านท้าย รวมถึงขาหุ้มโช้คด้านหน้าที่ดีไซน์สวยงามและกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในตลาดจีน ณ ตอนนี้ โดยรวมตัวโมเดลมีน้ำหนักขนาด 218 กก. (น้ำหนักเบากว่ารุ่นแรก) และระยะฐานล้อขนาด 1,580 มม. QJ600-11D และครูเซอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการอนุมัติก็คือ QJ600-11D ซึ่งรุ่นนี้มีแนวทางการออกแบบแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งตัวบอดี้และสัดส่วนต่าง ๆ นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังคงใช้แบบสองสูบเรียงขนาด 554 ซีซี เหมือนโมเดลรุ่นอื่น ๆ และให้กำลังแรงม้ามาที่ 60 แรงม้า เป็นรถที่สัดส่วนขนาดเล็กกว่ารุ่น V4 โดยมีฐานล้ออยู่ที่ 1,520 มม. น้ำหนักตัว 194 กก. ถึงแม้จะมีกำลังน้อยกว่าน้ำหนักเบากว่า แต่ทว่าเคลมความเร็วท็อปสปีดมาให้ถึง 192 กม./ชม. โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รุ่นอาจถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่มาไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Subaru Solterra รับบท Safety Car ในการแข่ง WSBK2025

Subaru Solterra รับบท Safety Car ในการแข่ง WSBK2025 Subaru Solterra รถยนต์พลัง EV จากค่าย Subaru แบรนด์รถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น จะเข้ามารับบทบาทของรถ Safety Car ของการแข่งขัน SUPERBIKE WORLD CHAMPIONSHIP แทนที่ของ Dodge Challenger SPTs ภายใต้ข้อตกลงในระยะเวลา 3 ปีตั้งแต่ปี 2025 ถึงปี 2027 ซึ่งหมายความว่ารถ SUV ไฟฟ้าคันนี้จะเข้ามารับหน้าที่ตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป รายละเอียดสเปคเบื้องต้น รายละเอียดสเปคของรถ SUV ไฟฟ้าคันนี้มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (All-Wheel Drive) ขนาด 71.4 kWh ให้พละกำลังรวมกันสูงสุดอยู่ที่ 217 แรงม้าที่มาพร้อมแรงบิดอยู่ที่ 168 นิวตันเมตร โดยทางค่ายเคลมระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 228 ไมล์หรือ 366 กิโลเมตร อีกทั้งรถคันนี้ยังรองรับการใช้งานร่วมกับเครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว (DC Fast Charger) ซึ่งช่วยให้ชาร์จไฟได้ถึง 80% ภายในระยะเวลาประมาณ 30 นาที ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในรถโมเดลนี้มีการทำงานจับคู่กับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า จึงทำให้รถคันนี้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน ตั้งแต่ถนนในเมืองไปจนถึงเส้นทางโคลน ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำจึงช่วยให้เพิ่มเสถียรภาพการควบคุม ทำให้การขับขี่มีความสนุกมากยิ่งขึ้น จับมือกับการแข่ง WSBK รถยนต์จากค่าย ‘ดาวลูกไก่’ จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยบนสนามแข่งตลอดฤดูกาลแข่งขันรายการ WSBK โดยรถคันนี้มีหน้าที่ในการประเมินสภาพสนามก่อนเริ่มการแข่งขันในแต่ละรอบ ไม่เพียงแค่รักษาความปลอดภัยก่อนเริ่มการแข่งขัน แต่บริเวณโดยรอบสนามแข่งขันในแต่ละครั้งจะมีพื้นที่พิเศษในการจัดแสดงรถยนต์ของทางค่ายเพื่อให้สื่อและแฟน ๆ ของ WorldSBK ได้สัมผัสกับนวัตกรรมล่าสุดของ Subaru รวมถึงมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เช่น การทดลองขับบนสนามแข่ง การทดสอบรถ และกิจกรรมสนุกสนานอื่น ๆ อีกมากมาย Francesco Valentino (ฟรานเชสโก้ วาเลนติโน่) หัวหน้าฝ่ายการค้า และการตลาดของการแข่งขันรายการ WorldSBK ได้ออกมาแสดงความตื่นเต้นต่อความร่วมมือกับแบรนด์ Subaru ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Subaru ในฐานะพันธมิตรรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการของ WorldSBK Solterra เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรม สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ทำให้มันเป็นรถที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันของเรา การมุ่งเน้นของแบรนด์รถยนต์ค่ายนี้ มีการเน้นในการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงนั้นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ WorldSBK ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ความร่วมมือครั้งนี้ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของการแข่งขันในฐานะแพลตฟอร์มการตลาดระดับโลกอีกด้วย” โดยรถ Safety Car จากค่าย ‘ดาวลูกไก่’ จะเริ่มปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยบนสนามแข่งในรายการ WSBK ตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง 2025 ทำถึง.!! น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งเกือบ 1,000 กม.

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง 2025 ทำถึง.!! น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งเกือบ 1,000 กม. นับเป็นกิจกรรมยิ่งใหญ่ประจำปี สำหรับงานแข่งขัน “ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง” ครั้งที่ 27 ประจำปี 2025 ปิดฉากจบลงอย่างสวยงาม โดยรางวัลชนะเลิศเป็นของทีมกรุงเก่า 1 จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนยศิลปาชีพบางไทร สร้างผลงานสถิติประหยัดน้ำมันสูงสุดด้วย 897.656 กม./ลิตร ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พร้อมคว้ารถจักรยานยนต์รุ่น Honda Supercub ไปครอบครอง และเงินพัฒนาทีมมูลค่าสูงถึง 60,000 บาท และตามด้วยอันดับรองชนะเลิศเป็นของทีมปราบไตรจักร วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ด้วยสถิติ 877.242 กม./ลิตร คว้ารถจักรยานยนต์รุ่น Honda Wave 110i พร้อมเงินพัฒนาทีมมูลค่า 40,000 บาท โดยการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง Honda Eco Mileage Challenge ปีนี้จัดขึ้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต โดยมีบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นเจ้าภาพ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิศวกรรมยานยนต์ให้แก่เยาวชนไทย ซึ่งแข่งขันนี้นับเป็นการส่งเสริมและผลักดันเยาวชนไทยให้ก้าวไปสู่การพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมยานยนต์และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 320 ทีมทั่วประเทศ โดยในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 320 ทีมจากทั่วทุกจังหวัด แข่งขันภายใต้โจทย์น้ำมัน 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่นหลัก ได้แก่ รุ่นประดิษฐ์ – ผู้เข้าแข่งขันจะต้องสร้างตัวถังรถขึ้นเองและติดตั้งเครื่องยนต์ Wave110i ของฮอนด้า รุ่นรถตลาด – ผู้เข้าแข่งขันต้องดัดแปลงรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นต่างๆ เช่น Honda Wave110i, Honda Wave125i และ Honda Supercub ผลการแข่งขัน รุ่นประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา: ทีมกรุงเก่า1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร  คว้ารางวัลชนะเลิศด้วยสถิติ 897.656 กม./ลิตร รุ่นประดิษฐ์ ระดับอุดมศึกษา: ทีมตะโกราย 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน คว้ารางวัลรองชนะเลิศด้วยสถิติ 764.915 กม./ลิตร รุ่นประดิษฐ์ ระดับประชาชน: ทีม infernal deva สังกัดร้านซ้งบริการ ด้วยสถิติ 911.597 กม./ลิตร รุ่นรถตลาด: ทีม Trangairport Econo Team 1 วิทยาลัยเทคนิคตรัง คว้ารางวัลชนะเลิศด้วยสถิติ 205.097 กม./ลิตร และปีนี้เป็นปีแรกที่มีรางวัลพิเศษสำหรับทีมที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยม ซึ่งได้แก่ ทีม NSTRU Eco-Racing จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากปีที่แล้วถึง 307% เพื่อเป็นกำลังใจในการพัฒนาต่อไป และนี่ก็เป็นกิจกรรมที่ทางไทย ฮอนด้า และผู้ใหญ่องค์กรภาครัฐต่างให้การสนับสนุนเพื่อเพิ่มพูนความสามารถ ทักษะของน้อง ๆ เยาวชนไทย และสามารถต่อยอดในวิชาชีพในอนาคต สุดยอดจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha XSR155 ไมเนอร์เชนจ์ อัปเดตสีใหม่

2025 Yamaha XSR155 ไมเนอร์เชนจ์ อัปเดตสีใหม่ วัยรุ่น XSR เตรียมให้พร้อม!! ทางยามาฮ่า มอเตอร์ ประเทศอินโดนีเซียประกาศเปิดตัว New 2025 Yamaha XSR155 สปอร์ตเฮอร์ริเทจรุ่นคลาส 155 ซีซี มาพร้อมการปรับปรุงครั้งใหม่ เพิ่มความคลาสสิกพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Born to be Free ไมเนอร์เชนจ์ มาแค่สี แต่สวยดี สีน้ำตาล (Metallic Brown Authentic) สีดำ (Metallic Black Elegance) สีซิลเวอร์ (Matte Silver Premium) โดยรุ่นเจ็นล่าสุดมาพร้อมกับชุดสีอัปเดตใหม่ถึง 3 เฉดสี ประกอบไปด้วย สีน้ำตาล (Metallic Brown Authentic), สีดำ (Metallic Black Elegance) และสีซิลเวอร์ (Matte Silver Premium) รวมถึงลวดลายใหม่บริเวณตัวถัง ตัดแต้มสีทองเพิ่มระดับความคลาสสิกพรีเมียมไว้ในรุ่นนี้ ส่วนอื่น ๆ ยังคงไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรตามสไตล์รถเอนกประสงค์ใช้งานทั่วไป เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันกับ R15 ยังผสมผสานความสปอร์ตเข้าด้วยกันด้วยเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 19 แรงม้าที่ 10,000 รอบ มาพร้อมแรงบิด 14.7 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ มีอัตรากำลังอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดพร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ และถังน้ำมันขนาด 10.4 ลิตร  ประกอบกับตัวเฟรมแบบเดลต้าบ็อกซ์ ยึดมาพร้อมสวิงอาร์มคู่ ส่วนระบบช่วงล่างนั้น โช้คหน้าให้มาเป็น Up Side Down ขนาดแกน 41 มม. และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ระบบเบรกใช้เป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง มีขนาดไซส์ล้อและยางที่ 110/70-17 และ 140/70-17 ตามลำดับ  เปิดตัวมาหลายเจ็นแล้ว ทำไมยังไม่มี ABS แน่นอนว่าเจ้า XSR นั้นมีจุดแข่งในเรื่องของการดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ และค่อนข้างถูกโฉลกไบค์เกอร์บ้านเราเลยไม่น้อย (ดีไซน์ออกแบบตัวรถโดยฝีมือคนไทย) เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับสายสปอร์ต อย่าง YZF-R15 , NMAX155, WR155 และเน็กเก็ตไบค์อย่างเจ้า MT-15  ซึ่งอาจแตกต่างในเรื่องของอัตราทดเกียร์และการรีแมฟเครื่องยนต์ที่ทางค่ายออกแบบให้แตกต่างกันไปตามคาแรคเตอร์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเครื่องยนต์ย่อมมมาพร้อมกับความแรงด้วยระบบแคมชาร์ฟแบบคู่ หรือ วาล์วแปรผัน VVA ตัดรอบการทำงานที่แตกต่างกัน แต่…แต่!! เจ้า XSR รุ่นนี้ยังไม่มีระบบ ABS ติดตั้งมาให้ อาจเพราะในเรื่องของราคาที่ถูกกว่ารุ่นอื่น ๆ และเน้นสไตล์การขับขี่ที่ดูเท่ ดูหล่อ เป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นโจทย์อีกข้อหนึ่งที่ทางค่ายอาจไม่ได้ติดตั้งมาไว้ให้ในรุ่นนี้ก็เป็นไปได้  ส่วนอื่น ๆ ยังคงตามเดิม หน้าจอดิจิทัล LCD ไฟสว่าง LED ทรงกลมทั้งหน้าและหลัง เบาะชิ้นเดียวตอนยาว มีพื้นที่การรองรับโดยสารมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ (อันนี้ดี) กับราคาเปิดตัวในตลาดอินโดนีเซียที่ 39,015,000 รูเปีย หรือราว ๆ 8 หมื่นต้น ๆ ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงมากนัก กับสปอร์ตเฮอร์ริเทจรุ่นนี้ คาดมาไทยแน่นอนแต่จะเป็นช่วงไหนก็รอลุ้นติดตามชม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aerox Twin 140 cc รถ 2 จังหวะทำซิ่ง สกิดเป็นยก

Aerox Twin 140 cc รถ 2 จังหวะทำซิ่ง สกิดเป็นยก พามาชมอีกที่น่าสนใจจากโซเชียลในต่างประเทศ กับโปรเจ็กต์สุดแนวของครีเอเตอร์หนุ่มสุดฮอตสายยานยนต์อย่าง Siw 993  ซึ่งถ้าใครที่ติดตามก็จะรู้ว่าพี่แกชอบทำอะไรโลดโผนแปลก ๆ เป็นคาแรคเตอร์อยู่แล้ว โดยคราวนี้จะพามาชมสกูตเตอร์ 2 จังหวะพิกัด 50 ซีซี รุ่นฮิตเมื่อ 10 ปีก่อน อย่าง Yamaha Aerox Twin 140 cc พร้อมจัดทรงโมดิฟาย ยกเครื่องใหม่ทั้งหมดและอัปไซส์บล็อกเครื่องเป็น 140 ซีซี ใน 2 จังหวะรุ่นนี้  ขี่แล้วจะแรงแค่ไหน..มาชมกัน ตัวซิ่ง..อิตาลี หากจากดูจากคลิป เราจะเห็นตัวโมเดลผ่านการตกแต่งโมดิฟายมาในหลาย ๆ จุด เรียกได้ว่ารื้อและประกอบใหม่ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ซึ่งเริ่มด้วยการทำบล็อกเครื่องยนต์ใหม่เป็น 2 สูบ ขนาด 140 ซีซี รวมถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งครั้งนี้ได้ผู้ผลิตอะไหล่ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังอย่าง Polini เข้ามาจัดสรรเติมแต่ง โมดิฟายแบบเต็มสูบ @siw_993 Video completo sul canale ( finito male ) #aerox #scooter #twincylinder #polinimotorispa @polinimotorispa ♬ suono originale – Siw993 🇮🇹 นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้ว ส่วนอื่น ๆ ยังได้รับการออกแบบเช่นเดียวกัน อาทิ งานพ่นสีและประกอบแฟริ่ง ท่อไอเสีย พาร์ท Carbon Italy จัดทรงแบบรถสูตรออกมาให้ชมกัน  รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม เครื่องยนต์ 2 สูบ 2 จังหวะ 140 ซีซี โมดิฟายโดยสำนักแต่ง Polini จากอิตาลี  ชุดสีเหลืองอมฟ้า ลวดลายดูมีสีสันแบบสีด้าน งานแฟริ่งคัตชิ้นประกอบใหม่ ใส่สติ๊กเกอร์โลโก้ Polini  ท่อไอเสียทรงคู่ ออกข้างเสียงหวานเจี๊ยบ  บังโคลนหลังคาร์บอน โช้คเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลังพร้อมซับแทงค์ ล้อแม็กสีฟ้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหน้า ดรัมเบรกหลัง คาลิเปอร์ ปั๊มบน Polini จอดิจิทัล Starlane Corsaro-ll R  นับว่าเป็นรุ่นที่น่าสนใจและนับหาได้ยากสำหรับรถ 2 จังหวะในยุคนี้ รวมถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ในคลิปที่เจ้าตัวได้ทดสอบไป ยังเป็นยังไงจะถูกใจแค่ไหนลองมาเม้นติชมกันได้ สำหรับโมเดลรุ่นต่อไปจะเป็นรุ่นอะไรที่ SuperBike Thailand นำมาเสนอก็อย่าลืมติดตามข่าวสารทางเพจได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ  Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46  โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย   “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia

Aleix Espargaro เชื่อ มาร์ตินไปได้สวยกับ Aprilia Aleix Espargaro อดีตนักแข่งทีม Aprilia ที่ในปัจจุบันได้ประกาศเลิกแข่งขันอย่างเป็นทางการ แล้วไปเป็น Test-Rider ให้กับทีม HRC Honda โดยเทสไรเดอร์รายนี้ได้ออกมาเผยว่าแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จะสามารถไปได้ด้วยกับต้นสังกัดใหม่ มั่นใจมาร์ตินอนาคตสดใส ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดที่ได้ย้ายต้นสังกัดใหม่จาก Prima Pramac สู่ทีมโรงงานของ Aprilia เหมือนได้รับแรงกดดันเบา ๆ จากอดีตนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia อย่าง อเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่ ว่ามาร์ตินจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แม้มาร์ตินจะยืนยันแล้วว่าเขาจะไม่ป้องกันตำแหน่งในปี 2025 ในปีแรกกับรถ RS-GP “ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถต่อสู้เพื่อแชมป์โลกกับ Aprilia ได้ และผมพูดสิ่งนี้ด้วยความจริงใจที่สุด เพราะตัวผมเองก็ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับนักแข่งที่ต่อสู้เพื่อแชมป์ แต่ผมก็สามารถชนะการแข่งขันกับรถคันนี้ได้ ผมทำตำแหน่งโพลและสร้างสถิติในหลายสนาม” “ผมไม่ได้บอกว่าฆอร์เก้จะทำได้ในปีนี้ แต่เขาจะสามารถแสดงความสามารถของเขาได้อย่างแน่นอน” เปโดร อคอสต้า คือคู่แข่งคนสำคัญ ไม่เพียงแค่ปลุกใจมาร์ตินเท่านั้น แต่เอสปากาโร่เองก็ยังเตือนอีกว่า เปโดร อคอสต้า จะเป็นหนึ่งในนักแข่งที่มีความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แม้ว่านักแข่งจากทีมโรงงานของ Ducati จะยังเหนือกว่านักแข่งคนอื่น ๆ อยู่เล็กน้อย  “ทีมเก่าของผมกำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ KTM ก็ได้เปรียบจากดาวรุ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างเปโดร ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งแชมป์ แม้ว่ารถ Desmosedici จาก Ducati จะยังคงเหนือกว่ารถคันอื่น ๆ อยู่ก็ตาม” ฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี สองนักบิดจากทีมโรงงานของ Aprilia จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคมนี้ สาวกของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Irving Vincent P5 เรซซิ่งคลาสสิก 2 วาล์ว 1,300 ซีซี

Irving Vincent P5 เรซซิ่งคลาสสิก 2 วาล์ว 1,300 ซีซี หากนับว่าเป็นแรร์ไบค์ก็ไม่เชิง นี่คือคลาสสิกเรเซอร์สายพันธุ์โปรโตไทป์ใช้สำหรับการแข่งขันจากฟิลิปไอซ์แลนด์ Irving Vincent P5 กับรูปโฉมทรงสปอร์ตแบบตัวแข่งยุค 90 พร้อมเสน่ห์ในหลาย ๆ จุดมาให้ชมกัน หากนับเวลาก็คงราว ๆ 20 กว่าปีแล้วที่ผู้ก่อตั้งสองพี่น้องอย่าง Ken และ Barry Horner ที่ได้สร้างสรรค์เจ้า Vincent มาหลากหลายรุ่นรวมถึงรุ่นไซส์คาร์ เพื่อนำลงการแข่งขันรถคลาสสิกหลากหลายรายการ  โดยโมเดลดังกล่าวมาพร้อมกับสเปคเครื่องยนต์วีทวิน 50 องศาแบบ 2 วาล์ว มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,300 ซีซี รีดกำลังแรงม้าสูงสุด 160 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิด 169 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ และใช้ระบบเกียร์ 5 สปีด  นอกจากนี้การโมดิฟายออกแบบเครื่องยนต์ยังได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีในวงการ NASCAR และ V8 Supercar โดยเฉพาะในเรื่องโปรไฟล์แคมป์ชาฟท์ รูปทรงห้องเผาไหม้ ฝาสูบใหม่ ระบบจุดระเบิดจาก MoTeC และมาพร้อมซุ่มเสียงทรงพลังกังวานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ  ในขณะเรื่องของดีไซน์ออกแบบในลักษณะเป็นฮาฟแฟริ่ง ใช้ชุดสีดำทองแบบพรีเมียม รวมถึงเฟรมโมโครลีแบบพิเศษ ส่วนระบบช่วงล่างเป็นเทเลสโคปิกสามารถปรับค่าคอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ จานดิกส์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์ 4 พอต ล้อ 3 ก้านและยางสลิกสายสนาม นับว่าเป็นตัวแข่งที่น่าสนใจ จากการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 และได้ลงแข่งขันมาแล้วรายหลายการ แถมยังสามารถคว้าชัยใน Daytona (Battle of the Twins) ปี 2008 และ Goodwood Festival of Speed ปี 2014 รวมถึงรายการอื่น ๆ อีกมากมายในออสเตรเลียอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Helmet No fuel 2025 ไม่สวมหมวก อดเติม เริ่มบังคับใช้

No Helmet No fuel 2025 ไม่สวมหมวก อดเติม เริ่มบังคับใช้  หมวกกันน็อก สำคัญหรือไม่? ปัญหาล้านแปดที่ชวนทำไบค์เกอร์หัวเสียมานักต่อนัก และแน่นอนว่าหลายท่านต่างเห็นด้วยและก็ไม่เห็นด้วย ขึ้นอยู่แต่ละแนวคิดการใช้งานเจ้าสองล้อว่าจะใช้แบบไหน บางคนออกจากบ้านไปตลาด ไปซื้อของก็ไม่จำเป็น หรือบางคนไปเรียน-ทำงานทุกวัน ใส่ไว้หน่อยก็ดี พี่ ๆ ตำรวจจะได้ไม่เรียก..แต่นั้นหล่ะครับ ความยืดหยุ่นแบบไทย ๆ สบาย ๆ คุยกันง่าย แต่ตอนนี้อินเดียเขาเริ่มจริงจังละนะ ออกนโยบาย No Helmet No fuel 2025 สำหรับใครไม่ใส่หมวก ไม่ต้องเติมน้ำมัน แล้วทำไมออกกฎแบบนี้กันหล่ะ ? จากตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละประมาณ 25,000 – 26,000 รายในอินเดีย นับเป็นปัจจัยหลักสำคัญของอัตราการเสียชีวิตของผู้คนในแต่ละปีมากที่สุด โดยสาเหตุหลักสำคัญนั้นเกิดจากความ “ประมาท” ของผู้ใช้ยานพาหนะโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ไม่คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย มีอัตราการเสี่ยงอุบัติเหตุและการสูญเสียมากที่สุด และผู้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ล่าสุด กรมขนส่งภายในรัฐอุตตร เดินหน้าประกาศการใช้ข้อบังคับนโยบาย No Helmet, No fuel หรือ “ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่มีน้ำมัน” ให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน งดการบริการจำหน่ายน้ำมันแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกรวมถึงคนซ้อน เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่บนท้องถนน  โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้ ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต้องได้รับการอบรมกฎหมายยานยนต์และกฎจราจร ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันจะต้องมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานขนส่งในพื้นที่ภูมิภาคเขตนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ  ติดป้ายขนาดใหญ่ตามจุดสถานีบริการน้ำมัน พร้อมข้อความ “ไม่มีหมวกกันน็อก ไม่มีน้ำมัน” เพื่อสร้างความตระหนักและความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่  การประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลในวงกว้าง สำหรับนโยบายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังภายในรัฐอุตตร ประเทศอินเดีย และคาดว่าจะขยายการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในวงกว้างมากยิ่งขึ้น หากนำมาใช้ในไทย ดีหรือไม่ ? แน่นอนว่าไทยครองอันดับ 1 ที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์มากที่สุดในโลก (แซงเวียดนามไปแล้ว) ย่อมมาพร้อมกับอุบัติเหตุมากที่สุดเช่นกัน จากตัวเลขสถิติผู้ได้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุสะสมในปี 68 คิดเป็นสัดส่วนของรถจักรยานยนต์มากถึง 91% ประกอบกับพฤติกรรมการรถใช้จักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน จึงค่อนข้าง “สอดคล้อง” และเป็นประโยชน์มิใช่น้อย อย่างน้อยก็ให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมวกกันน็อกและเคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ก็คือผู้หลักผู้ใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหารือแนวทางการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่มากก็น้อยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ !

2025 Harley-Davidson เปิดโมเดลรับปีใหม่ พร้อมจำหน่ายมกราคมนี้ ! เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ใครต่อใครหลายคนก็อาจจะพึ่งเริ่มตั้งเป้าหมายปีใหม่ว่าจะทำอะไร หรือค่ายรถบางค่ายก็อาจจะเริ่มเปิดเผยแผนการเปิดตัวในอีกหลาย ๆ เดือนถัดไปว่าโมเดลของค่ายจะมีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีการ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เพราะทางฮาร์ลีย์ได้เริ่มต้นปีด้วยการประกาศ 2025 Harley-Davidson โดยเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์โมเดลกลุ่มแรกสำหรับปี 2025 โดยครั้งนี้เน้นไปทางรุ่นที่กลับมาวางจำหน่ายในกลุ่ม Grand American Touring และ Trike ที่มีรุ่นยอดนิยมอย่าง Street Glide, Road King Special, และ Tri Glide Ultra Harley-Davidson กลุ่ม Grand American Touring 2025 รุ่นพื้นฐานอย่าง Street Glide และ Road Glide ที่เป็นโมเดลหลักของตระกูล Touring ยังคงกลับมาอีกครั้งในปี 2025 ในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงมาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ระบายความร้อนด้วยน้ำฃฃให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 176 นิวตันเมตร เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลอย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Skyline OS โดยมีหน้าจอสัมผัสสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 200 วัตต์, และลำโพงที่ติดตั้งบิวท์อินในแฟริ่ง พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น  ทั้งรุ่นย่อยอย่าง Street Glide และ Road Glide ได้รับการปรับปรุงในส่วนด้านหน้า โดย Street Glide มาพร้อมแฟริ่งที่ติดตั้งบนโช้คซึ่งออกแบบใหม่ ขณะที่ Road Glide ใช้แฟริ่งที่ติดตั้งบนเฟรม ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้จัดการกับลมได้ดีขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ batwing และ shark-nose ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน เช่น Cornering ABS, Traction Control, และ Vehicle Hold Control โดยผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตกแต่งด้วยขอบโครมหรือสีดำได้ตามความชอบ ในส่วนของสีสันที่วางจำหน่ายจะมีตัวเลือกสีอย่างน้อย 7 สี ซึ่งรวมถึงเฉดสีใหม่จากโปรแกรม Factory Custom โดยตัวเลือกสีเหล่านี้จะเพิ่มราคาตั้งแต่ 600 ดอลลาร์ ถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 20,000 -100,000 บาท) โดยราคาจะขึ้นอยู่กับสีที่ผู้ขับขี่เลือก Street Glide Road Glide   ทั้งสองรุ่นมีราคาวางจำหน่ายดังนี้ โดย Street Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 980,000 บาทไทย และ Road Glide มีราคาเริ่มต้นที่ 27,999 ดอลลาร์สหรัฐ ราว ๆ 990,000 บาทไทย โดยราคาไทยยังไม่รวมภาษี ในส่วนของรุ่น Road King Special มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ดีไซน์มินิมอล แฮนด์บาร์ทรง mini-ape และการตกแต่งในโทนสีดำทั้งคัน มาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เป็นมาตรฐาน แต่หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Cornering ABS และ Traction Control จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เเละราคาจำหน่ายเริ่มต้นสำหรับรุ่นนี้ อยู่ที่ 25,749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยราว 910,000 บาทไทย หากสีสันแบบธรรมดายังไม่โดนใจ ทางฮาร์ลีย์ยังมีโปรแกรมสีชื่อว่า ‘Factory Custom Paint & Graphics’ โดยมีดีไซน์สีพิเศษให้เลือก 3 แบบ และเปิดให้เลือกเฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น สำหรับ Street Glide ปี 2025 มาพร้อมตัวเลือกสี Midnight Firestorm ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2,900 ดอลลาร์ หรือราว ๆ

Honda Monkey ลิงเถื่อน ‘Busozoku Style’

Honda Monkey ลิงเถื่อน ‘Busozoku Style’ Honda Monkey มอเตอร์ไซค์ประเภทมินิไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยอยู่มากมายพอสมควร เนื่องจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับของเล่นที่สามารถหามาประดับตกแต่งได้อย่างมากมายก่ายกอง และอีกหนึ่งดีไซน์ที่น่าสนใจก็อาจจะหนีไม่พ้น ‘Rocket Cowl’ จากประเทศไทยของเราที่ถูกตกแต่งใหม่ให้มีดีไซน์คล้ายกับรถมอเตอร์ไซค์สไตล์โบโซโซคุ โบโซโซคุ คืออะไร โบโซโซกุ (Bōsōzoku – 暴走族) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “กลุ่มนักซิ่ง” หรือ “แก๊งนักซิ่ง” ซึ่งมาจากคำว่า “โบโซ” (暴走) ที่แปลว่า “ขับขี่อย่างบ้าคลั่ง” และ “โซกุ” (族) ที่แปลว่า “กลุ่ม” หรือ “เผ่า”เมื่อนำความหมายของทั้งสองมารวมกันจะหมายถึง “กลุ่มขับขี่แบบไม่เกรงกลัว” โดยแก๊งนักขี่เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นวัฒนธรรมย่อยในญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1980 โบโซโซกุเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบฉูดฉาด ใช้ท่อไอเสียเสียงดัง และขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือทำท่าทางอันตรายบนถนน รวมถึงการจัดขบวนขี่รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่น ขี่รถขวางถนนหรือก่อความวุ่นวาย โดยลักษณะเด่นของยอดนักซิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ 3 จุดหลัก ๆ  การแต่งรถที่เน้นไปที่ดีไซน์โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้เบาะนั่งยาวสูง มีการจัดวางท่อไอเสียขนาดใหญ่ (พร้อมเสียงดัง) และการใช้กราฟิก เฉดสีที่ฉูดฉาดบนตัวรถ สมาชิกของกลุ่มนี้มักจะใส่ชุดคลุมยาว (คล้ายกับชุดของนักบิดในยุคสงคราม) ที่มีการปักลวดลาย สโลแกน หรือข้อความที่สื่อถึงความเป็นตัวตน  พฤติกรรมการขับขี่สุดเร้าใจ ที่มีการรวมกลุ่มขี่รถบนถนนโดยไม่สนกฎจราจร พร้อมส่งเสียงดังด้วยท่อไอเสีย รวมไปถึงอาจมีความก่อความวุ่นวายบนถนน Honda ‘Rocket Cowl’ Monkey 125 ลิงน้อยลำนี้ได้รับอิธิพลมาจากการตกแต่งดีไซน์รอบคันตามไสตล์แบบ ‘Bosozoku’ ซึ่งเจ้าของผลงานได้แก่คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories   การออกแบบดีไซน์ เริ่มต้นที่โดมแฟริ่งด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ มาพร้อมกระจกด้านบนที่เคลือบด้วยฟิล์มสีเหลือง กรอบไฟหน้าถูกล้อมด้วยกรอบสีเขียว ธีมสีของตัวรถเน้นไปที่สีน้ำเงิน และตัดสลับด้วยสีเหลืองแบบเดียวกับลายเสือ โดยที่ด้านข้างมีกราฟิกปากฉลามที่กำลังแยกเขี้ยวพร้อมล่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้า  ช่วงล่างของรถคันนี้มีการยืดโช้คอัพแบบหัวกลับด้านหน้า และทำการย่อโช้คอัพด้านหลังให้สั้นลง มีการปรับขนาดของล้อหน้าจากขอบ 12 นิ้ว เพิ่มเป็นขอบ 14 นิ้วมาพร้อมล้อแบบซี่ลวด และในส่วนของล้อหลังเป็นล้อ Maru’s ขนาด 12 นิ้วตามสไตล์ของมินิไบค์ ดิสก์เบรกหน้า และหลังยังคงเป็นระบบเบรกเดิมจากทางโรงงาน ด้านท้ายของตัวรถมาด้วยเบาะนั่งสีขาวคลีนพร้อมพนักพิงด้านท้ายไซส์มินิสีเดียวกับตัวเบาะ ครอบอยู่เหนือไฟท้าย และประกบด้วยท่อไอเสียที่สูงยาวเฉียดฟ้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวา ที่ให้อารมณ์ดูเกเรหน่อย ๆ พร้อมธงชาติไทย ในส่วนของเครื่องยนต์จะยังคงเป็นเครื่องยนต์ไซส์เดิมที่เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 11 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที รายละเอียดต่าง ๆ ของตัวรถ   หากสนใจหรืออยากต้องการจะแต่งรถให้ได้สไตล์แบบ ‘โบโซโซกุ’ บ้าง ก็สามารถทักไปได้ที่เพจ ‘Advance Automotive Accessories’ ได้เลย (คลิ๊กที่นี่) โดยร้านนี้ไม่เพียงแค่ตกแต่งเจ้ามังกี้เท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบชุดแต่งในรถรุ่นอื่น ๆ ด้วย หากแต่งด้วยสไตล์ธรรมดาอาจจะไม่เร้าใจ ลองเปลี่ยนแนวมาแบบเกเรหน่อย ๆ จะเร้าใจกว่าไหม สุดท้ายขอขอบคุณภาพจาก คุณชยกฤต แก้ววงศ์วาน เจ้าของร้านอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ Advance Automotive Accessories