SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Rictor Skyrider X1 เอาจริงดิ มอเตอร์ไซค์บินได้ !? สถานการณ์ในถนนหลากหลายพื้นที่น่าจะหนีไม่พ้นปัญหา ‘รถติด’ เพราะมีรถออกมาสู่ท้องถนนแทบจะทุกวัน แต่ถนนนั้นไม่พอวิ่ง จะเอามอเตอร์ไซค์มามุดเพื่อช่วยบรรเทาก็แทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้มอเตอร์ไซค์เองก็แทบจะจอดติดแบบรถยนต์แล้ว แต่แล้วก็ไปเจอบทความน่าสนใจอันนึงเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์บินได้ที่มีชื่อว่า Rictor Skyrider X1 ว่าแต่.. มันจะถูกพัฒนาจริงดิ ? จากแนวคิดที่มันเป็นไปไม่ได้ สู่การนำมาพัฒนาเป็นรถมอเตอร์ไซค์สองล้อที่บินได้ และมันเกิดขึ้นจริง!! โดยผลงานจากบริษัท Rictor จากประเทศจีน โดยบริษัทนี้เกี่ยวกับการพัฒนายานพาหนะสำหรับการเดินทาง โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อาทิ สกูตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานไฟฟ้า รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพการเดินทางของผู้ใช้งาน โดยเทคโนโลยี Skyrider X1 ได้ถูกเปิดตัวในงานแสดงนวัตกรรม และเทคโนโลยีหรือ CES2025 (Consumer Electronics Show) ในเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งยานพาหนะลำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Rictor เป็นแบรนด์ย่อยของบริษัท Kuickwheel จากประเทศจีน ซึ่งเน้นพัฒนาทางเลือกในการเคลื่อนที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ Rictor มีผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวในกลุ่มสินค้า คือ จักรยานไฟฟ้า Rictor K1 รายละเอียด และฟังก์ชันการใช้งาน รถมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ผลิตด้วยโครงสร้างจากวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียมเกรดการบิน เคลื่อนที่ด้วยระบบด้วยระบบใบพัด 8 ตัว มีด้วยกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่นธรรมดา X1 SL มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 10.5 kWh สามารถบินได้เพียง 25 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และอีกหนึ่งรุ่น X1 SX มาพร้อมไซส์แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ 21 kWh สามารถบินได้นานถึง 40 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาจากค่ายจีนไม่ต้องกังวลเรื่องเทคโนโลยี จัดให้มาแบบล้ำ ๆ เช่นเคย เริ่มกันที่ ระบบการปรับตัวอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยปรับระดับความสูง ความเร็ว และทิศทางการบินตามสภาพอากาศ, ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติ เพื่อช่วยระบุเส้นทางการบินที่ดีที่สุด เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ราบรื่น และฟังก์ชันการบินขึ้น และลงจอดแบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าจุดหมายปลายทาง และยานพาหนะจะทำงานที่เหลือให้เอง อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวเลือกควบคุมแบบแมนนวลผ่านจอยสติ๊กสำหรับผู้ที่ชอบการควบคุมด้วยตัวเองอีกด้วย ระบบวางแผนการเดินทางอัตโนมัติ ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติ ระบบควบคุมพร้อมจอยสติ๊กสำหรับบังคับเอง ฟังก์ชันควบคุมการปรับตัวอัตโนมัติ โดยรายละเอียดอื่น ๆ ของมอเตอร์ไซค์บินได้ลำนี้ จะถูกกำหนดเพดานบินเพียง 200 เมตรเท่านั้น (ระยะนับตั้งแต่พื้นดิน) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในส่วนของการวางจำหน่าย มีข่าวลือหลุดออกมาว่าอาจมีการวางจำหน่ายในตลาดปี 2026 โดยราคาคาดการณ์อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 2,074,000 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร เครื่องหมายคำถามสำหรับการพัฒนา Skyrider ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์บินได้คันแรกของโลก แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีหลาย ๆ บริษัทจากทั่วโลกที่พยายามสร้าง และพัฒนายานพาหนะประเภทนี้ เช่น Speeder จาก Mayman Aerospace หรือ Hoverbike จากบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์บินได้ โดยทั้งสองโมเดลก่อนหน้าก็มีผลิตออกมาเพียงแค่รุ่นต้นแบบเท่านั้น แต่ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อวางจำหน่าย คาดว่าอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน การจัดการการจราจรทางอากาศ และราคาที่สูง ทำให้ยังไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ในปัจจุบัน แต่ถือว่ามอเตอร์ไซค์บินได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจในโลกอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Giorno 2025 Disney Fantasia รุ่นพิเศษเพียง 2,000 คัน พร้อมลวดลายจอมเวทย์มิกกี้เม้าส์และโทนสีสุดพิเศษ เปิดราคาเพียง 7.3 หมื่นเท่านั้น

Turbocharger vs Supercharger ทำไมถึงไม่มีในรถแข่ง MotoGP ? ขั้นตอนแรกเรามารู้จักกับเจ้า Turbocharger vs Supercharger กันก่อน.. Turbocharger และ Supercharger เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มกำลังแรงม้าให้เครื่องยนต์ด้วยการบีบอัดอากาศที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ (Forced Induction) แต่ทั้งสองสิ่งเหล่านี้มีข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ Turbocharger vs Supercharger: ความแตกต่างและการทำงาน ลักษณะ Turbocharger Supercharger การตอบสนอง มี Turbo Lag (ล่าช้าเล็กน้อย) ไม่มี Lag ตอบสนองทันที แรงม้าที่ใช้ ใช้แรงดันจากไอเสีย ใช้กำลังขับจากเครื่องยนต์ (สายพาน) กำลังที่เพิ่ม กำลังเครื่องเพิ่มที่รอบเครื่องสูง เพิ่มขึ้นทันที ข้อดี ใช้แรงดันจากไอเสียทำให้ประหยัดแรงม้า เพิ่มประสิทธิภาพการเผาใหม้เชื้อเพลิง ให้กำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและทันทีเมื่อเร่งเครื่องยนต์ ข้อเสีย มี Turbo Lag ซึ่งเกิดจากความล่าช้าก่อนที่เทอร์โบจะหมุนได้เร็วพอที่ ต้องพึ่งระบบระบายความร้อนหรือขยายให้ใหญ่ขึ้น เพราะเทอร์โบทำงานในอุณหภูมิสูงจากไอเสีย ใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องยนต์อาจจะลดลง การติดตั้งซับซ้อน เพิ่มการสึกหรอของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพและการใช้งาน เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นแรงม้าในรอบเครื่องยนต์สูง เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นความตอบสนองทันที การใช้ Forced Induction ในประวัติศาสตร์การแข่งมอเตอร์ไซค์ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ในยุคก่อนสงครามโลก ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ได้รับความนิยมในสนามแข่ง ตัวอย่างเช่น: BMW Type 255 Kompressor: มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น ด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Gilera 500cc Supercharged: อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในยุคเดียวกัน เทอร์โบชาร์จเจอร์ในช่วงปี 1970-1980 ในช่วงปลายปี 1970 และ 1980 มีการทดลองใช้เทอร์โบในมอเตอร์ไซค์สำหรับถนนและการแข่ง ตัวอย่างเช่น: Suzuki XN85: มอเตอร์ไซค์โปรดักท์ชันที่ใช้เทอร์โบ ซึ่งบางครั้งถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในสนามแข่ง Honda CX500 Turbo: แม้จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เน้นถนน แต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทอร์โบในการเพิ่มกำลัง ระบบ Forced Induction ในปัจจุบัน ในยุคปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์ซีรี่ย์ Kawasaki H2 และ H2R ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการกลับมาใช้ Forced Induction แต่รถเหล่านี้ไม่ได้รับการออกแบบสำหรับ MotoGP หรือ WorldSBK เนื่องจากเน้นสมรรถนะในลักษณะไฮเปอร์ไบค์มากกว่า ซึ่งทั้ง Turbocharger – Supercharger โดยรวม ก็มีข้อดีมากกว่า ข้อเสีย แต่ทำไมรถแข่งแนว Circuit หรือ Superbike รวมถึง MotoGP กลับไม่มี MotoGP และ WorldSBK 1. ข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ใน MotoGP การใช้ระบบเทอร์โบถูกห้ามโดยกฎระเบียบ เนื่องจากเน้นการพัฒนาทักษะนักแข่งและสมดุลการออกแบบตัวรถ สำหรับ WorldSBK ซึ่งอิงจากรถโปรดักชัน การนำเทอร์โบมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ Homologation ซึ่งซับซ้อนและไม่สอดคล้องกับโมเดลรถปัจจุบัน 2. การควบคุมแรงม้าและ “Turbo Lag” เทอร์โบเพิ่มแรงม้าให้เครื่องยนต์โดยการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แต่เทอร์โบต้องการเวลาในการหมุนให้ถึงความเร็วสูงสุด จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Turbo Lag” Turbo Lag คือความล่าช้าของการตอบสนองของเครื่องยนต์ขณะรอให้เทอร์โบเพิ่มแรงดันอากาศ ส่งผลให้การส่งแรงม้าไม่ต่อเนื่องและยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสนองฉับไว เช่น การออกจากโค้งในสนามแข่ง Turbo Lag คืออะไร และทำงานอย่างไร? เทอร์โบทำงานโดยใช้ก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ไปหมุนใบพัดในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งจะดึงอากาศเข้าไปอัดในห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่เปิดคันเร่ง ก๊าซไอเสียที่ส่งไปยังเทอร์โบอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงสุดในทันที ทำให้การเพิ่มพลังเกิดความล่าช้า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Turbo Lag ดูๆแล้วระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ลดข้อเสียนี้ได้บางส่วนเพราะขับเคลื่อนด้วยสายพานจากเครื่องยนต์และสามารถเพิ่มแรงม้าได้ตังแต่รอบต่ำ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ตามด้วยน้ำหนัก ทำให้การเลี้ยวทำได้ยาก 3. การจัดการความร้อนและน้ำหนัก ระบบเทอร์โบเพิ่มความร้อนอย่างมากและต้องการระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน เช่น อินเตอร์คูลเลอร์และหม้อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักและลดความคล่องตัวของรถ 4. ต้นทุนและความซับซ้อน การพัฒนาและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เทอร์โบมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลกระทบต่อทีมแข่งในแง่ของงบประมาณ ในการแข่งขันจริง แรงม้าที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จากการทำงานของเทอร์โบ หรือ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ จะสร้างความอันตรายให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่เร่งตอนออกโค้ง เพราะกำลังแรงม้าที่ออกมารุนแรงทันที บนพื้นที่ยึดเกาะของยางที่เล็กเท่าเหรียญสิบบาท อาจไม่เพียงพอ และส่งผลให้เสียกการควมคุม ซึ่งถ้าจะมีจริง ก็ต้องมีระบบอิเล็กโทรนิค กล่องควบคุมต่างๆ

SuperBike 1000 cc 2025 เทียบรุ่น SuperBike 1000 cc ที่น่าสนใจในปี 2025 พร้อมเทียบสเปค สมรรถนะ ราคา จะมีรุ่นอะไรบ้าง อ่านได้ที่นี่!!

Garmin Zumo R1 Radar 2025 ระบบเรดาร์ แจ้งเตือนคนจี้ตูด ใครที่ชอบขี่รถหวาดเสียว ขี่ไม่ค่อยระมัดระวัง สายตาสั้น กะระยะไม่ถูก หรือมองไม่ค่อยเห็นตอนกลางคืน ท่านมาถูกทางแล้ว!! ในบทความนี้เราจะพามาชมอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ และถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมสุดพิเศษจากทางผู้ผลิตอย่าง Garmin ซึ่งเราอาจเคยคุ้นในชื่อของระบบเนวิเกเตอร์หรือระบบ นำทาง Turn by Turn ในรถมอเตอร์ไซค์บางรุ่นไปบ้างแล้ว ถึงคราวนี้ทางผู้ผลิตก็พร้อมต่อยอดนวัตกรรมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยอุปกรณ์ชิ้นใหม่อย่าง Garmin Zumo R1 Radar 2025 Garmin Zumo R1 Radar 2025 ระบบตรวจจับเรดาร์ เพิ่มความปลอดภัย สำหรับเจ้า R1 Radar รุ่นนี้ก็คือระบบเรดาร์อัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้วยการตรวจจับจุดบอดและแสดงสถานะของยานพาหนะแบบเรียลไทม์ในบริเวณใกล้เคียง โดยอุปกรณ์ดังกล่าวมาพร้อมกับไฟด้านข้างสองดวงและไฟสีแดงด้านหลัง (ติดตั้งเพิ่มเติมได้) เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นของผู้ขับขี่ ในขณะที่ไฟสัญญาณบริเวณประกับแฮนด์จะช่วยแจ้งเตือนเกี่ยวกับยานพาหนะที่กำลังเข้ามาใกล้ตัวรถ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน zūmo™ Radar ในสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์นำทางบนรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งประเภทการแจ้งเตือนได้ดังต่อไปนี้ แจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรดาร์ : แสดงข้อมูลเรดาร์แบบเต็มหน้าจอสำหรับยานพาหนะที่อยู่ในระยะรัศมี การแจ้งเตือนด้วยเสียง : ได้ยินการแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้าใกล้เมื่อจับคู่กับหมวกกันน็อกหรือชุดหูฟังที่รองรับ ผ่านแอปพลิเคชัน zūmo™ Radar การตั้งค่าปรับแต่ง: ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าไฟและการแจ้งเตือนได้ผ่านแอปพลิเคชัน zūmo Radar โดยผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระยะการแจ้งเตือนของไฟแสดงตำแหน่งสำหรับยานพาหนะที่กำลังเข้าใกล้จุดบอด ออกแบบเพื่อมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ นอกเหนือจากจะช่วยตรวจจับเรดาร์เพื่อความปลอดภัยแล้ว ตัวอุปกรณ์ยังออกแบบมาเพื่อใช้งานสำหรับมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ด้วยวัสดุฮาร์ดแวร์เคลือบผิวด้วยสีพาวเดอร์โค้ทและยังผ่านการรับรองมาตรฐาน IP67 ซึ่งป้องกันฝุ่นและน้ำได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังติดตั้งง่าย สะดวก และที่สำคัญไม่ต้องใช้แบตเตอรีหรือต้องชาร์จไฟให้เสียเวลานั่นเอง ราคาและการวางจำหน่าย โดยเปิดราคาจำหน่ายในราคาแนะนำ 599.99 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 20,700 บาท โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งจองได้ผ่านทาง https://www.garmin.com/en-US/c/automotive/motorcycle-gps-navigation/ กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 750SR สปอร์ตสี่สูบเรียงจากแดนกังฟู CFMoto 750SR รหัสโมเดลใหม่ล่าสุดของสปอร์ตไบค์คลาสกลาง จากค่าย CF Moto แบรนด์รถจักรยานยนต์ชื่อดังจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีรายงานล่าสุดออกมาว่าตอนนี้ทางค่ายได้ผ่านขั้นตอนของการยื่นจดทะเบียนเป็นที่เรียบร้อย คาดเปิดตัวได้เร็วสุดกลางปีนี้ การออกแบบดีไซน์ โมเดล 750SR โมเดล 675SS การออกแบบดีไซน์รอบคันของว่าที่เรือธงคันใหม่ของค่ายลำนี้ ดูผิวเผินอาจจะมีความคล้ายคลึงกับญาติพี่น้องร่วมชายคาอย่างโมเดล CFMoto 675SS ที่พึ่งเปิดตัวไปก่อนหน้า แต่ก็มีการปรับปรุงในส่วนของเส้นสายรอบคันให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในจุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นในส่วนของวิงก์เล็ตหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่า สเปคเครื่องยนต์เบื้องต้น ในด้านของรายละเอียดเครื่องยนต์ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ออกมาเยอะมากมาย โดยจะมีรายละเอียดที่สำคัญบางจุดเท่านั้น ได้แก่ เครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง ขนาด 749 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 110 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ประมาณ 143 ไมล์/ชม. หรือ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และน้ำหนักรวมของสปอร์ตไบค์คันนี้อยู่ที่ 213 กิโลกรัม ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับ Kawasaki Z900, Suzuki V-Strom 650 หรือบิ๊กสกู๊ตเตอร์จากค่ายส้อมเสียงอย่าง Yamaha TMAX 530 เรียกได้ว่าถ้าขี่โมเดลแบรนด์เจ้าตลาดได้ ก็ขี่ 750 จาก CFMoto ได้แบบสบาย ๆ ซึ่งเครื่องยนต์นี้มีขนาดกระบอกสูบอยู่ที่ 72 มม. และเครื่องยนต์ของสามสูบของโมเดล 675SS ก็ใช้กระบอกสูบขนาด 72 มม.เช่นกัน จึงอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ลูกสูบ วาล์ว และการออกแบบห้องเผาไหม้อาจเป็นการสืบทอด และพัฒนามาจากรุ่น 675SS ช่วงล่าง และระบบเบรก ในส่วนของระบบกันสะเทือนอาจะมีความคล้ายคลึงกับโมเดล 675SS ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับจาก KYB และด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจาก KYB เช่นเดียวกันทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ในเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าติดตั้งคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียล เมาท์จากทาง Brembo มาพร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-17 และ 180/55-17 สำหรับล้อหลัง ระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS เทคโนโลยีรถแข่งที่มาพร้อมกับตัวรถ รถจากค่ายจีนขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการมอบเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบจัดเต็ม อีกทั้งค่ายจีนแบรนด์นี้ยังเป็นค่ายที่ส่งรถเข้าไปร่วมทำการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ด้วยเหตุนี้การถ่ายโอนเทคโนโลยีจากรถแข่งสู่รถถนนทั่วไปก็อาจเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งในรุ่นว่าที่เรือธงลำนี้ก็อาจอัดเทคโนโลยีมาแบบไม่น้อยหน้า แต่ในช่วงพัฒนานี้จะมีการเปิดเผยออกมาเพียงบางอย่างเท่านั้น อาทิ ระบบไฟแบบ Full LED หน้าจอสีแบบ TFT ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Traction Control) และระบบป้องกันล้อหลังยก (Rear-Wheel Lift Control) ที่เป็นอีกเทคโนโลยีในรถระดับรถ 1000 ซีซี ซึ่งถ้ามีเทคโนโลยีระบบป้องกันล้อหลังยกก็อาจจะมีเทคโนโลยีในส่วนของ IMU 6 แกนที่จะร่วมประมวลผลเพื่อควบคุมการทำงานของ Anti Wheelie (ระบบป้องกันล้อหน้ายก) ร่วมด้วย ย้ำว่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของการวางจำหน่ายคาดการณ์ว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้เร็วสุดในช่วงกลางปี 2025 ในส่วนของประเทศจีน และประเทศทางฝั่งยุโรป ซึ่งโมเดลใหม่นี้เป็นการเสริมทัพรุ่นน้องอย่างโมเดล 450SR และ 675SR-R ที่วางจำหน่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ หรือโมเดลสี่สูบเรียงที่จะเปิดตัวใหม่นี้ อาจเป็นการกรุยทางเพื่อต้อนรับเครื่องยนต์ V4 ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW พัฒนาชุดไร้ปีก หวังเพิ่มแอโร่ ช่วยสร้างแรงกด เรามาถึงในยุคที่ MotoGP กำหนดมาตรฐานความสำเร็จในเรื่องของอากาศพลศาสตร์ ส่วนสำคัญที่เป็นตัวสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ที่พึ่งคว้าแชมป์ WSBK ฤดูกาล 2024 ไปหมาด ๆ อย่าง BMW Motorrad ได้ทำการเผยแนวคิดจดสิทธิบัตรสำหรับชุดอุปกรณ์เสริมแอโรไดนามิกอย่าง ท่อลมระบายอากาศ เทคโนโลยีแบบใหม่ที่เข้ามาเสริมในเรื่องหลักอากาศพลศาสตร์โดยไม่ต้องประกอบชุดแฟริ่งเพิ่ม ซึ่งมีหลักกลไกการทำงานคล้ายคลึงกับ Gurney Flaps ที่ใช้ในรถแข่ง MotoGP หรือแม้กระทั่ง F1 สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ติดตามข่าวสารในวงการ 4 ล้อนั้นคงจะทราบดีว่า เจ้าตัว Gurney Flaps หรือแผ่นขอบเล็ก ๆ ที่วางตั้งฉากอยู่ท้ายปีกของรถ จะเป็นตัวทำหน้าที่เพิ่มมุมองศาการไหลผ่านของทิศทางลม และยังช่วยลดแรงต้าน สร้างแรงกดให้กับตัวรถให้นิ่งเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะช่วงเข้าโค้งด้วยความเร็งสูง ไม่ต้องติดแฟริ่งเพิ่ม และเพื่อผลลัพธ์เดียวกัน BMW ได้พัฒนาแนวคิดที่เลียนแบบการทำงานของ Gurney flaps โดยไม่ต้องติดตั้งชิ้นส่วนเพิ่มเติม แต่ใช้การระบายอากาศแรงดันสูงผ่านช่องเล็ก ๆ บนตัวถังที่ตั้งฉากกับพื้นผิวแทน โดยมีช่องรับอากาศแรงดันสูงที่ติดตั้งในท่ออากาศหลักด้านหน้าของตัวรถ (แรมแอร์) แล้วลำเลียงอากาศปล่อยสู่ผ่านช่องเล็ก ๆ บนแผงหน้าทางด้านข้าง ซึ่งระบบการลำเลียงอากาศดังกล่าวอาจดูคล้ายคลึงกับระบบ Aerodinamica Lamborghini Attiva หรือ ALA ที่ใช้ในรถแลมโบกีนี โดยสามารถเปิด-ปิดใช้งานผ่านระบบไฟฟ้า ผลลัพธ์คือแฟริ่งหน้าที่สามารถแยกการไหลของอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอากาศจะไหลออกจากตัวถังและไหลรอบตัวผู้ขับขี่โดยไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ตัวถังหรือใช้ Gurney flaps จริง ๆ ที่อาจลดความสวยงามของรถไปได้ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ที่ไม่เพียงเพิ่มสมรรถนะ แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ที่ล้ำสมัย BMW กำลังก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง ความก้าวหน้าด้านนี้อาจนำไปสู่การเปิดตัวรุ่นใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งความเร็ว ความสวยงาม และประสิทธิภาพในอนาคต และเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีดังกล่าวอาจถูกนำมาใช้ในการแข่งขันที่เกิดขึ้นในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ปักหมุดให้พร้อม !! ปฎิทินเปิดตัวทีม MotoGP 2025 มาแล้ว เข้าสู่ปี 2568 ของการเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 อย่างเป็นทางการ สำหรับแฟน ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นกับ 2025 MotoGP Presentation ว่าจะมาเมื่อไหร่ ซึ่งล่าสุด..ทางผู้จัดการแข่งขันอย่างดอร์น่า สปอร์ต ได้เผยตารางเปิดตัวทีมใหม่เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแต่ละทีมมีกำหนดการเปิดตัวทีมแข่งพร้อมไลน์อัพนักบิดดังนี้ 2025 MotoGP Presentation TrackHouse Racing MotoGP (วันที่ 14 มกราคม 2568) Raul Fernandez #25 Ai Ogura #79 Aprilia Racing (วันที่ 16 มกราคม 2568) Jorge Martin #89 Marco Bezzecchi #72 Gresini Racing MotoGP (วันที่ 18 มกราคม 2568) Alex Marquez #73 Fermin Aldeguer #54 Ducati Factory Team (วันที่ 20 มกราคม 2568) Marc Marquez #93 Francesco Bagnaia #63 Red bull KTM Factory Racing / Tech 3 (วันที่ 30 มกราคม 2568) Brad Binder # 33 (Red bull KTM Factory Racing) Pedro Acosta #37 (Red bull KTM Factory Racing) Enea Bastianini #23 (Red Bull KTM Tech3) Maverick Viñales #12 (Red Bull KTM Tech3) Monster Energy Yamaha MotoGP / Prima Pramac (วันที่ 31 มกราคม 2568) Fabio Quartararo #20 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Alex Rins #42 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Jack Miller #43 (Prima Pramac Yamaha) Miguel Oliveira #88 (Prima Pramac Yamaha) LCR Honda (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568) Johann Zarco #25 ก้อง สมเกียรติ จันทรา #35 Pertamina Enduro VR46 Racing Team (TBC) Franco Morbidelli #21 Fabio Di Giannantonio #49 Repsol Honda Team (TBC) Luca Marini #10 Joan Mir #36 (อัปเดตล่าสุด

Himalayan 650 2025 บังบอกขอเทสก่อน เห็นโฉมแรกละต้องบอกเลยว่า เขาแอบทดสอบเจ้า Norden ตัวใหม่ป่ะหว่าา.. ทำไมโมเดลมันพิลึกแปลก ๆ แต่พอเห็นแร็คท้ายอาร์มก็รู้เลยว่ารถอังกฤษสัญชาติอินเดียแน่นอน และนี่ก็คือรถแกงกระหรี่ หรือ Himalayan 650 2025 เจ้าหิมาลายันพี่ใหญ่ในเวอร์ชันเดโม่ หลุดทดสอบมาให้ชมกันแล้ว รุ่นนี้ไม่ใช่ฮัสกี้ อย่าเข้าใจผิด จากภาพสปายช็อตและข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งวงในอ้างอิงมาว่า รุ่นนี้อาจจะเป็นเจ้าหิมาลายัน 650 หรือไม่ก็อาจจะเป็นคลาส 750 ซีซีหรือมากกว่านั้น เนื่องด้วยตัวบอดี้ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ บวกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงเจ้า Norden 901 อย่างไรก็ดีก็คงต้องยึดสเปค 650 ตามหลักแหล่งข้อมูลเบื้องต้น และแน่นอนว่า การออกแบบสไตล์ RE ก็ยังคงทิ้งเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับทางค่ายไว้ทุกประการ ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างแอดเวนเจอร์ทัวริ่งกับความหล่อเหลาคลาสสิกในแบบรอยัลเอ็นฟิลด์ ทำให้รุ่นเดโม่ 650 คันนี้ ค่อนข้างมีสไตล์และเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ด้วยไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ยัดแฟริ่งด้านข้างออกแบบให้มีความสูงเพรียว เว้าช่องถังน้ำมันด้านข้าง ติดแฮนด์ยกเยื้องคู่กับตัวเบาะออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงเบาะหลังสำหรับคนซ้อน ให้ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 648 ซีซี ผนวกกับเครื่องยนต์วางมุม 90 องศาขนาด 2 สูบเรียง 648 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าที่ 47 แรงม้าและแรงบิด 52 นิวตันเมตร ชุดเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีด และติดอกล่างกันชนมาให้ โดยยึดแพลตฟอร์มตัวเลขแรงม้า และแรงบิดแบบเดียวกันกับโมเดลอื่น ๆ ในคลาส 650 ซีซี ทั้ง Interceptor 650, Continental GT 650, Super Meteor 650 และ Shotgun 650 แต่คงปรับช่วงอัตราทดเกียร์ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถในแบบแอดเวนเจอร์ทัวริ่งนั่นเอง และระบบช่วงล่างที่เป็นอัปไซส์ดาวน์ด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลัง สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ทั้งยังใส่ระบบเบรก เป็นดิสก์คู่พร้อมคาลิเปอร์จาก Bybre พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 19 นิ้ว ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวดและรัดมาด้วยยางออลเทอร์เรน ในเรื่องของระบบเทคโนโลยียังคงไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม ต้องรอทางค่ายอัปเดตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และนี่อาจเป็นโฉมเดโม่เวอร์ชันสุดท้ายก่อนผลิตจริง แต่และคาดการณ์น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ พร้อมราคาคาดการณ์ราว ๆ 4 แสนรูปี หรือประมาณ 1.5 แสนบาท ถ้าหากมาไทยราคาอาจกระโดดไปถึง 2 แสนกลาง ๆ อย่างไรต้องรอเฟิร์มอีกครั้งแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ หรือดูรีวิว Himalayan 450 คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Stark Varg EX ใครเบื่อรถน้ำมัน ต้องรุ่นนี้ เปิดต้นปี 2025 พร้อมกับข่าวล่าสุดของผู้ผลิตแบรนด์น้องเล็กจากสเปน Stark Future ได้ทำการเปิดตัวรถวิบากไฟฟ้า “Varg EX” พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำสมัยที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน มาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยการดึง DNA สายพันธุ์มาจากรถสูตรเอนดูโร่ไฟฟ้าที่คว้าแชมป์ทางฝุ่นมาแล้วมามากมายอย่าง Varg MX ด้วยสมรรถนะอันโดดเด่นกับพละกำลังที่มีมากถึง 60 แรงม้า (รุ่น Standard) และ 80 แรงม้า (รุ่น Alpha) พร้อมแรงบิดขนาด 1,036 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 360V ใช้แบตเตอรี 7.2-kWh แม้จะไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ แต่สามารถชาร์จด้วย Level 2 EV Charger (240 โวลต์) ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง หรือไฟบ้านทั่วไป (120 โวลต์) ในเวลา 5-6 ชม. ซึ่งรองรับการขับขี่นานสุด 6 ชม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วย มาพร้อมกับขนาดน้ำหนักตัวเพียง 120 กก.พร้อมฟังก์ชันต่าง ๆ ออกแบบมาให้สามารถขับขี่ใช้งานได้จริงทั้งทางฝุ่นและทางดำ ไม่ว่าจะเป็นไฟโปรเจคเตอร์และไฟเลี้ยวบิวต์อินไว้ที่การ์ดไฟหน้า จอสี TFT ออกแบบเสมือนสมาร์ทโฟนสามารถถอดได้หรือเรียกว่า Stark Arkenstone โดยมีฟีเจอร์ GPS บันทึกเส้นทาง ระบบนำทาง (Turn-by-Turn) ฟังก์ชันปรับ Power Mode ติดตั้งมาให้ผ่าน VARG APP คอนโทรลเปิด-ปิดใช้งานผ่านปุ่มประกับทางซ้ายออกแบบใหม่สวยงามทีเดียว สำหรับระบบกันสะเทือนให้มาเป็นโช้ค KYB แบบ Up Side Down ขนาด 48 มม. ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดและคอมเพรสชันทั้งไฮด์และโลว์สปีด ใส่ดิสก์เบรกขนาด 260 มม. และ 220 มม. พร้อมครอบจานหน้า สวมคาลิเปอร์ Brembo ขนาด 2 ลูกสูบและลูกสูบเดียว มีขนาดล้อและยางที่ 90/90-21 และ 140/80-18 สีแดง สีขาว สีเทา โดยเปิดให้จองแล้วในราคา 12,900 ยูโร หรือราว ๆ 4.5 แสนบาท สำหรับรุ่น Standard และราคา 13,900 ยูโร หรือราว ๆ 4.9 แสน สำหรับรุ่น Alpha พร้อมส่งในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป สำหรับใครรู้สึกเหม็นน้ำมัน หรือกำลังมองหารถเอนดูโร่ไฟฟ้าที่ขับขี่ง่าย แต่ยังแฝงไปด้วยขุมพลังระดับตัวแข่งสามารถใช้งานได้ทั้งบนทางดำและทางฝุ่น และพิเศษกับฟีเจอร์หน้าจอแบบใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ต้องพิจารณารุ่นนี้ได้เลย แต่ทว่ามันไม่เข้าไทยหน่ะสิ..อาจจะต้องยุ่งยากหน่อยละครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha MT-09 Y-AMT ทดสอบครั้งแรก! โดยนักแข่งระดับโลก เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทาง ยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรป ได้สร้างเซอร์ไพร์สให้กับแฟน ๆ ทางฝั่งส้อมเสียง ด้วยการปล่อยคลิปวิดีโอทดสอบ 2025 Yamaha MT-09 Y-AMT โดยนักแข่งโมโตจีพีจาก Yamaha Monster Engery อย่าง Fabio Quartararo และ Alex Rins เพื่อเป็นการพิสูจน์และสร้างความมั่นใจให้กับเหล่าไบค์เกอร์ กับโมเดลโฉมใหม่พร้อมระบบเกียร์แพดเดิ้ลชิฟต์อย่าง Y-AMT ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน กับฟีดแบคของทั้งสองนักแข่งซึ่งทดสอบแล้วจะเป็นอย่างไร มารับชมในคลิปนี้ได้เลย นับเป็นเซอร์ไพรส์กับในการร่วมทดสอบพร้อมการันตีความพิเศษโดยนักแข่งแชมป์โลก ซึ่งทั้งฟาบิโอและรินส์เองยังต้องบอกว่า มันสะดวกสบายมากขึ้นหลายเท่า ระบบออโต้ทรานส์จะเข้ามาปรับเปลี่ยนมิติการขับขี่ให้ง่ายดายขึ้นโดยไม่ทิ้งคาแรคเตอร์ออกไปแม้แต่น้อย..ใครที่บอกว่ารุ่น Y-AMT ยกล้อไม่ได้ ให้มาดูคลิปนี้ หรือถ้าหากรับชมแล้วอยากไม่มันส์จุใจหรืออยากดูข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมรีวิวทดสอบ คลิ๊กที่นี่ มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สี Midnight Cyan Tech Black สำหรับเจ้า MT-09 Y-AMT พร้อมจำหน่ายแล้วในราคาแนะนำที่ 519,000 บาท กับสีที่จำหน่ายทั้งหมด 3 สีได้แก่ Tech Black, Midnight Cyan และ Icon Blue สามารถเข้าไปรับชมตัวจริงหรือทดลองขับขี่ได้ที่ ยามาฮ่า ไรเดอร์ส คลับ สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM Riders Academy 2024 แคมป์สุดเดือด ของคนวัยมันส์ เติมความมันส์ทะลุขีดจำกัด..!! สำหรับกิจกรรม KTM Riders Academy 2024 เทรนนิ่งแคมป์สุดเดือด ที่จะพาลูกค้าชาว KTM และ Husqvarna (ฮัสกี้) มาเปิดประสบการณ์การขับขี่ Hard Enduro ครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ นำทัพโดยครูฝึกระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ เนซูต้า : Romaniacs Legend โค้ชผู้ช่วยชาวไทยและทีมงาน KTM จากต่างประเทศ และเพื่อให้เหล่ายูสเซอร์ได้ร่วมสัมผัสกับการขับขี่ Hard Enduro พร้อมเติมเต็มสกิลการขับขี่ทางฝุ่นแบบเต็มพิกัด กับโปรแกรมที่ทาง KTM จัดเต็มไว้ให้แบบจุก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัพ ตามสเตชันต่าง ๆ อาทิ สเตชันการขับขี่ศราลม สเตชันขี่จั้มสิ่งกีดขวาง สเตชันขับขี่บนทางดิน และ Wheelie Station ไปพร้อมกับโมเดลสายลุยชูโรงอย่าง KTM 350 EXC-F Six days และ Husqvana FE350 ให้ผู้ขับขี่ได้เคาะสนิม ฝึกสกิลควบคุมคอนโทรล การจัดสรีระท่าทางขับขี่ที่เหมาะสม การใช้คันเร่ง การใช้เบรกและการบาลานซ์ตัวรถ ก่อนแบ่งกรุ๊ปขับขี่ในลำดับถัดไป โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปขับขี่ประเภทมือโปรและมือใหม่ แยกรูทเส้นทางขับขี่พร้อมจุดทดสอบหรือ Way Point ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งแต่ละจุดล้วนมีอุปสรรคและความท้าทายไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นหัวใจหลักของกิจกรรมครั้งนี้ก็คือ การก้าวข้ามความกลัวจากอุปสรรคต่าง ๆ หรือการปลดลิมิต ขีดจำกัดตัวเองพร้อมที่จะลุยและผจญภัยไปในทุกเส้นทางนั่นเอง ซึ่งการขับขี่รูปแบบเอ็นดูโร่นั้นไม่ยากอย่างที่คิด หากหมั่นฝึกฝนเป็นประจำ ซึ่งจุด ๆ นี้นอกจากจะช่วยให้ขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกแก้อาการตัวรถสำหรับนักบิดสายแทร็กเดย์อีกด้วย มาชมบรรยากาศความมันส์ภายในกิจกรรมครั้งนี้ DAY 1 ต่อความมันส์ใน DAY 2 อีกทั้งยังได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นธรรมชาติของตัวเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตของผู้คนบนพื้นที่และตามจุดชมวิวของอุทยานต่าง ๆ ใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่อีกด้วย พร้อมแจกประกาศณียบัตรสำหรับผู้ขับขี่ที่มาร่วมกิจกรรมภายในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายการันตีที่ผ่านบททดสอบจากครูฝึกระดับโลก ปีเตอร์ เนซูต้า และถือว่าเป็นกิจกรรมสุดพิเศษของเหล่ายูสเซอร์ที่ได้เข้ามาร่วมเปิดประสบการณ์สุดท้าทาย พร้อมสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน หากใครสนใจที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมจากทาง KTM สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้บนช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย สำหรับกิจกรรมต่อไปจากทาง KTM Thailand จะเป็นกิจกรรมอะไร อย่าลืมฝากติดตามข่าวสารจาก SuperBike Thailand รับรอง สนุกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ถือว่าเป็นรุ่นที่ให้ออฟชันเยอะแยะมากมายจริงๆ กับ NEW Zontes 368K ปี 2025 ประเทศไทยเราอดใจอีกนิดไม่แน่อาจจะเข้าเร็วๆ นี้แน่นอน

ราชกิจจาฯ จำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ถนนกทม. เว้น 13 เส้นทาง ราชกิจจาฯ ประกาศแล้วสำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็ว หรือชื่นชอบในการขับขี่แบบเร้าใจน่าจะต้องถึงเวลาที่ทุกท่านต้องขับขี่ด้วยความปลอดภัยกันแล้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการว่าด้วย ‘การจำกัดความเร็ว และห้ามใช้เสียง ในเขตกรุงเทพมหานคร’ โดยมีรายละเอียดเนื้อหาดังนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ดำเนินการรณรงค์และกวดขันวินัยจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนบริเวณพื้นที่แหล่งชุมชน และสถานที่ราชการสำคัญปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องออกข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกของการจราจร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 (38) และ 139 (6) (20) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 62/2566 ลงวันที่ 25 ม.ค.2567 แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนเป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร จึงได้ออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการจำกัดความเร็วและห้ามใช้เสียง ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2567” ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 3 จำกัดอัตราความเร็วของรถไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และห้ามใช้เสียงบริเวณโดยรอบเขตพระราชฐาน ดังต่อไปนี้ ลำดับที่ เส้นทางที่กำหนด 1 ถนนราชดำเนินใน 2 ถนนหน้าพระธาตุ 3 ถนนพระจันทร์ 4 ถนนหน้าพระลาน 5 ถนนสนามไชย 6 ถนนกัลยาณไมตรี 7 ถนนท้ายวัง 8 ถนนมหาราช 9 ถนนราชินี 10 ถนนเศรษฐการ ข้อ 4 จำกัดอัตราความเร็วของรถไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนทุกสายในเขตกรุงเทพมหานคร ยกเว้นถนนดังต่อไปนี้ ลำดับที่ เส้นทางที่กำหนด 1 ถนนวิภาวดีรังสิต 2 ถนนบางนา – ตราด 3 ถนนศรีนครินทร์ 4 ถนนพหลโยธิน 5 ถนนรามอินทรา 6 ถนนราชพฤกษ์ 7 ถนนบรมราชชนนี 8 ถนนกัลปพฤกษ์ 9 ถนนร่มเกล้า 10 ถนนสุวินทวงศ์ 11 ถนนแจ้งวัฒนะ 12 ถนนพระรามที่ 3 13 ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า (ตัดใหม่) ข้อ 5 ข้อบังคับนี้มีให้ใช้บังคับกับรถที่กำหนดอัตราความเร็วในกฎกระทรวงไม่เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อ 6 บรรดา ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ยกเลิกโดยใช้ข้อบังคับนี้แทน ยกเว้นข้อบังคับ ดังต่อไปนี้ ข้อ 6.1 ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานครว่าด้วยการกำหนดอัตราความเร็วของรถ พ.ศ.2561 ข้อ 6.2 ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานครว่าด้วยการจำกัดความเร็ว และห้ามใช้เสียงบริเวณโดยรอบเขตพระราชฐาน (901 แลนด์) พ.ศ.2564 สรุป ราชกิจจาฯ ออกประกาศควบคุมความเร็วของรถกำหนดที่ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนทุกสายในเขตกรุงเทพมหานคร จะเว้นเพียง 13 เส้นทางที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า และกำหนดความเร็วของรถไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมกับการห้ามใช้เสียง หรือส่งเสียงดังเกินกำหนดในบริเวณเขตพระราชฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อการเน้นย้ำถึงมาตรการจัดการจราจรในเขตเมืองใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aleix Espargaro จากนักบิด MotoGP สู่ Pro-Tour 2025 Aleix Espargaro จาก MotoGP สู่ Pro-Tour อดีตนักบิด MotoGP ทีมชาติอาพริเลีย เตรียมเข้าร่วมทีมปั่นจักรยาน Lidl-Trek ในปีหน้า หลังเพิ่งประกาศเลิกแข่งมอเตอร์ไซค์เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งอเล็กซ์ เคยคว้าชัยชนะใน MotoGP ได้ 3 ครั้งตลอดอาชีพ 15 ปีบนรถจักรยานยนต์ @aleixespargaro Hello @Lidl-Trek family 💙❤️💛 . Muy feliz de formar parte de este proyecto en este mundo que tanto me mola!! Let’s go buddies 🚀. #aleixespargaro #deportesentiktok #ciclismo #41 #lidltrek #procycling ♬ Get Ready – Steve Aoki Vocal Radio Edit – 2 Unlimited นักบิดวัย 35 ปีจะเริ่มสัญญากับ Lidl-Trek ตั้งแต่ต้นปี โดยเขาจะเข้าร่วมทีมในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์สำหรับการแข่งขันจักรยานระดับ “Prestigious” ซึ่งยังไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน นอกจากหน้าที่ในทีม Lidl-Trek แล้ว เขายังรับตำแหน่งใหม่ในฐานะนักทดสอบให้กับโครงการ MotoGP ของ HRC อีกด้วย ซึ่งเขาเริ่มต้นบทบาทนี้ในการทดสอบอย่างเป็นทางการที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจบการแข่งขัน Solidarity Grand Prix ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล MotoGP “ผมตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมครอบครัว Lidl-Trek ซึ่งเป็นบ้านของนักปั่นจักรยานที่ดีที่สุดในโลกบางคน” เอสปาร์กาโรกล่าว “หลังจากที่ผมบาดเจ็บที่หลังจนต้องเลิกวิ่ง ผมจึงหันมาปั่นจักรยานเพื่อการฟื้นฟูและการฝึกซ้อม “เมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นมากกว่าการเตรียมตัว แต่มันกลายเป็นความหลงใหลของผม “การใช้ชีวิตในอันดอร์รา ทำให้ผมได้สร้างมิตรภาพกับนักปั่นมืออาชีพหลายคน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมฝึกซ้อมในระดับที่สูงขึ้น” เพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาประกอบด้วยผู้ชนะ Giro d’Italia อย่าง เทา จีโอเกแกน ฮาร์ต, นักปั่นชาวเบลเยียม ทิม เดอแคลร์ค และแชมป์โลกประเภทถนนปี 2019 แมดส์ พีเดอร์เซน “การทำงานร่วมกับ อเล็กซ์ จะเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักปั่นรุ่นใหม่ของเรา” ลูกา เกอร์ซิเลนา ผู้จัดการทั่วไปของ Lidl-Trek กล่าว “เรารู้ว่าเขาเป็นนักปั่นที่แข็งแกร่งและมีความหลงใหล แต่เขายังนำประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างมาสู่ทีมได้ เขาสามารถช่วยให้นักกีฬารุ่นใหม่ของเราเข้าใจและรับมือกับความกดดันที่มาพร้อมกับการแข่งขันในระดับสูงสุด” การแข่งขันใหญ่รายการแรกของฤดูกาลปั่นจักรยานปี 2025 คือ Tour Down Under ในออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 21-26 มกราคม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เผยสามนักบิดมีส่วนทำให้แกร่งขึ้น Jorge Martin แชมป์โลกคนล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาเผยถึงสามนักแข่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เจ้าตัวแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถเค้นฟอร์มเก่ง แล้วทะยานไปสู่ตำแหน่งแชมป์ MotoGP ฤดูกาล 2024 ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาให้เครดิตแก่นักแข่งสามคนที่เป็นคู่แข่งในศึกชิงแชมป์ MotoGP ในฤดูกาลที่ผ่านมาที่ทำให้เจ้าตัว ‘เป็นนักแข่งที่แกร่งขึ้น’ ระหว่างเส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์โลกปี 2024 ซึ่งการคว้าแชมป์ในหนนี้ เป็นการได้แชมป์ในการแข่งขันคลาสสูงสุดครั้งแรกของเจ้าตัวโดยอดีตนักแข่งทีม Pramac สามารถคว้าแชมป์ได้เหนือคู่แข่งด้วยคะแนนนำ 10 แต้ม 5 อันดับแรกของการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2024 อันดับ นักแข่ง ทีม คะแนน 1 Jorge Martín Prima Pramac Racing 508 คะแนน 2 Francesco Bagnaia Ducati Lenovo Team 498 คะแนน 3 Marc Márquez Gresini Racing MotoGP 392 คะแนน 4 Enea Bastianini Ducati Lenovo Team 386 คะแนน 5 Brad Binder Red Bull KTM Factory Racing 217 คะแนน เป้กโก้ บัญญาย่า, มาร์ก มาร์เกซ และ อิเนีย บาสเตียนินี่ สามนักแข่งที่มาร์ตินออกมาเผยว่า เป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์รายการ MotoGP เป็นหนแรกของเจ้าตัว “เป้กโก้, มาร์ก และอิเนีย ทั้งสามคนทำให้ผมเป็นนักแข่งที่เก่งขึ้น พวกเราทำให้ผมต้องทุ่มเททุกอย่างที่มี เมื่อไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ก็จะมีอีกคนที่ผมต้องเอาชนะให้ได้ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด “มันเป็นตำแหน่งแชมป์ที่สามารถคว้าชัยมาได้อย่างยากลำบาก เราสามารถสร้างสถิติเก็บคะแนนเป็นประวัติศาสตร์ (สามารถคว้าแชมป์ด้วยคะแนน 508 คะแนน) ซึ่งผมสามารถบอกได้เลยว่าความเข้มข้นของการแข่งขันนั้นสูงมาก การที่ผมสามารถเอาชนะพวกเขาได้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก” การแข่งขันในฤดูกาลหน้า แชมป์โลกคนปัจจุบันได้ย้ายต้นสังกัดไปอยู่กับ Aprilia Racing ในการป้องกันแชมป์ในปี 2025 ซึ่งการเปิดตัวทีมแข่งในฤดูกาล 2025 อย่างเป็นทางการของทีม Aprilia Racing จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนมกราคม 2025 ซึ่งคาดการณ์ว่านักแข่งชาวสเปนรายนี้อาจเปลี่ยนหมายเลขจาก #89 เป็นหมายเลข #1 พร้อมเปิดตัวทีมเมทอย่าง มาร์โก เบซเซคคี่ นักบิดชาวอิตาเลียน ที่ย้ายมาจากทีม VR46 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ana Carrasco ย้ายซบรังนก ยกระดับสู่ WorldSSP 2025 ถึงข่าวคราวของฝั่งนักบิดหญิงแกร่ง Ana Carrasco 2025 ที่เคยคว้าแชมป์ WorldSSP300 ในปี 2018 และพึ่งประเดิมคว้าแชมป์โลกหญิง WorldWCR คนแรก ครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมาหยก ๆ ล่าสุด เจ้าตัวก็พร้อมที่จะลุยตามความฝันด้วยการยกระดับเพื่อร่วมแข่งขันในศึกระดับโลกจากทางฝั่งซูเปอร์สปอร์ตอย่าง WorldSSP ฤดูกาล 2025 ด้วยตัวแข่ง CBR600RR ร่วมกับทีม Honda France ถือเป็นการย้ายจากบ้านเก่าสู่บ้านใหม่ ซึ่งเอฟซีจากทางฝั่งส้อมเสียงอาจมีนอยบ้างเล็กน้อย เพราะต้องสูญนักบิดฝ่ายหญิงทัพหน้าของวงการไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งโปรเจ็กต์ครั้งนี้เธอจะร่วมกับนักบิดทีมเมทชาวฝรั่งเศสวัย 26 ปี อย่าง Corentin Perolari ผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนในวงการ World SSP มาก่อน และเคยทำผลงานอันน่าประทับใจในปี 2019 และปี 2020 “ฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกับฮอนด้าในโปรเจ็กต์นี้ ฮอนด้าเป็นโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเกียรติสำหรับฉันที่ได้แข่งในฤดูกาลนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับทีมแข่งสังกัดใหม่ อย่างไรต้องขอขอบคุณทางฮอนด้าทางฝั่งยุโรปและฝรั่งเศสที่เชื่อมั่นในฝีมือ ฉันต้องการเรียนรู้ให้เร็วที่สุดในระหว่างฤดูกาลและทำอันดับผลงานให้ดีที่สุด” แอนนา กล่าว Perolari กล่าวว่า “ผมดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน World Supersport โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นตัวแทนของแบรนด์ Honda ซึ่งผมชื่นชอบมาก ทีมงานทุกคนสามารถไว้วางใจผมในการทำผลงานที่ดีที่สุดในทุกการแข่งขัน” Bruno Skotnicki ผู้รับผิดชอบด้านการแข่งขันของ Honda France กล่าวว่า “ฮอนด้า กำลังเซ็ตติ้งโปรแกรมในระยะ Long Term โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์ นักแข่ง และทีมงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสูงสุดของประเภทนี้” การเข้าร่วมของ Carrasco และ Perolari ภายใต้สังกัดทีม Honda France ใน WorldSSP 2025 จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความมุ่งมั่นที่จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จในฤดูกาลที่จะมาถึง โดยการแข่งขันในฤดูกาล 2025 จะเริ่มแข่งสนามแรกที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ ออสเตรเลีย วันที่ 21 – 23 กุมภาพันธ์ 2568 อย่าลืมเชียร์และติดตามนักแข่งในดวงใจของท่าน แล้วพบกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha Y/AI สองล้อ 100 ปีข้างหน้า..ได้ขี่แน่ อีกหนึ่งความสำเร็จที่บ่งชี้ถึงแนวทางของยนตกรรมยานยนต์ในโลกอนาคต อันเป็นเป้าหมายหลักสำคัญกับการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนวงการสองล้อสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืน และ ยามาฮ่า มอเตอร์ หนึ่งในผู้ผลิตที่มีทักษะความรู้ประสบการณ์ผสมผสานกับจินตนาการสุดลึกล้ำ กับการปลูกปั้นโปรเจ็กต์ที่ล้ำที่สุดแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ในโฉมรถต้นในอนาคต 100 ปีข้างหน้า มาให้พวกเราชมกันแล้วกับ Yamaha Y/AI @superbikethailand รถต้นแบบ 100 ปีข้างหน้า..!! YAMAHA Y/AI คอนเซ็ปต์ไบค์จากซีรี่ย์อานิเมะ ไซ-ไฟ “Tokyo Override” สู่การสรรค์สร้างนวัตกรรมสุดล้ำ แห่งโลกอนาคต.. เตรียมเผยโฉมตัวจริงที่บูธยามาฮ่า ภายในงาน Motor Expo 2024 วันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. นี้ หรือนี่อาจจะเป็นโฉมตัวแข่ง M1 ในอีก 100 ปีข้างหน้า..ก็เป็นไปได้ #SuperBikeThailand #SuperBikeMag #YamahaXTokyoOverride #TokyoOverride #Netflix#เทรนด์วันนี้ #เปิดการมองเห็น #fypシ ♬ เสียงต้นฉบับ – SuperBike Thailand – SuperBike Thailand โดยนวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากการร่วมมือร่วมกันระหว่าง ยามาฮ่า มอเตอร์ กับ Netflix เพื่อหวังยกระดับการออกแบบโมเดลให้สอดคล้อง และพร้อมตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรูปลักษณ์หน้าตาการดีไซน์หากใครเคยเห็นที่บูธยามาฮ่าภายในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โปรที่ผ่านมา ก็คงอุทานพร้อมว่า นี่มันรถ..อะไรวะ มันทั้งแปลกและล้ำสมัย ผิดธรรมชาติไปจากรถโปรดักท์ชันในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งที่แปลกตาเปลี่ยนไปคงเป็นในเรื่องของเส้นสายการออกแบบ แฟริ่งอันน้อยชิ้นบวกกับการวางระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์และระบบช่วงล่างที่คัดค้านหลักกฎฟิสิกส์แบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ทว่ายามาฮ่านั้นทำได้และทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว มร.ซาโตชิ นากามูระ ฝ่ายออกแบบและวางแผน ยามาฮ่า มอเตอร์ จากญี่ปุ่นได้เผยถึงการออกแบบเจ้า Y/AI ไว้ว่า “สำหรับ YAMAHA Y/AI เป็นรถแข่งแห่งอนาคตในอีก 100 ปี ข้างหน้า ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยามาฮ่าให้ความสำคัญกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่ยังคงเป็นการควบคุมโดยมนุษย์ ซึ่งส่วนที่เป็น Soft Part (สีแดง) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ได้รับการออกแบบเน้นความอ่อนโยน ขณะที่ส่วนที่เป็น Hard Part ด้านล่าง สื่อถึงเครื่องจักรเครื่องยนต์” พร้อมออกแบบท่านั่งสรีรศาสตร์การขับขี่ โดยดึง DNA มาจากตัวท็อปซูเปอร์ไบค์อย่าง R1 และเจ้า VMAX ที่ให้ฟีลลิ่งถึงความเป็นสปอร์ตเต็มพิกัด ขับเคลื่อนลงสู่โฉม AI โดยเชื่อว่ารถต้นแบบสไตล์เรซไบค์นี้จะสามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนารถแข่งและหวังว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า จะยังคงมีการขับเคี่ยวบนสังเวียนความเร็ว และเป็นหนึ่งในเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ในอนาคต โดย มร.คิโนชิตะ ทาคูยะ Executive Officer & Chief General Manager of Creative Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า “สำหรับ “YAMAHA Y/AI” เป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ได้มีการนำรุ่นไหนมาเป็นต้นแบบ ทว่ายังคงไว้ซึ่งปรัชญาของยามาฮ่าอยู่ในการออกแบบรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับ Y/AI นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการผสานความร่วมมือกับ Netflix ซึ่งทีมออกแบบได้คาดหวังไว้ 2 เรื่อง ส่วนแรกก็คือคนที่ไม่เคยใช้รถจักรยานยนต์ได้ดูแล้วรู้สึกอยากลองสัมผัส ลองใช้งานดู พร้อมเก็บรายละเอียดลูกค้าที่เข้ามาดู Netflix เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาในอนาคต และส่วนที่ 2 คือ อยากให้โฉมต้นแบบเป็นที่จดจำ สร้างตัวตนของตนเองที่ชัดเจน” “และจากผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมในการร่วมกับ Netflix ส่งผลให้ ยามาฮ่าพร้อมสานต่อแนวทางดังกล่าว และมองถึงการร่วมงานที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยในอนาคตจะมีการร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 เซ็กเมนต์ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน ได้แก่ 1. เชิงธุรกิจ อยากพัฒนาต่อยอดในเรื่องของรถอีวี ทั้งยังมองถึงความจำเป็นและความสำคัญของ infrastructure ที่ต้องดีไซน์ควบคู่ไปด้วย 2. เชิงสังคม เน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาร่วมกัน เนื่องจากสินค้าของเราตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทั่วโลก ดังนั้น พื้นที่ต่าง ๆ จึงถือเป็นสนามทดสอบสำหรับรถของเรา ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Mountain Bike ในญี่ปุ่นที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากท่องเที่ยวในแนวทางดังกล่าวมากยิ่งขึ้น และ 3.เชิงสร้างสรรค์

MAXX Scooter ศูนย์เซอร์วิสตัวจบ ครบทุกบริการ ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ วลีสั้น ๆ แต่เปรียบได้ดั่งความหมายที่ว่า “ความสวยงามเกิดจากการปรุงแต่ง” ไม่เพียงแค่มนุษย์แต่รถจักรยานยนต์เองก็เช่นกัน หากผู้ที่รักในการโมดิฟาย หรือดูแลรถจักรยานยนต์ แล้วพักอาศัยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ มีหนึ่งพิกัดสำหรับสาวกเวสป้า หรือรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังมองหาร้านเซอร์วิส หรืออุปกรณ์อะไหล่แต่งเทพ ๆ ในบทความนี้ทาง Superbike Thailand จะขอแนะนำหนึ่งศูนย์บริการเซอร์วิสแบบครบครันที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่กับร้านที่มีชื่อว่า MAXX Scooter สำหรับที่มาของคำว่า แม็กซ์ สกูตเตอร์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ชื่อเจ้าของร้านนี่เองแหล่ะครับคุณ แม็กซ์ เสี่ยหนุ่มรูปงามขนานแท้เมคอินเชียงใหม่ จะเรียกพ่อใหญ่ก็หรือ Sugar Daddy ก็กลัวจะทำบ้านเขาแตก (ล้อเล่น) เอาเป็นว่าเรียกเสี่ยให้สมฐานะแล้วกัน สำหรับร้านนี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ศูนย์บริการครบวงจรในเรื่องการตกแต่ง รถสกูตเตอร์ จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกัน อะไหล่ต่าง ๆ..จัดเต็ม เริ่มกันที่โซนแรกของร้าน เมื่อเข้าประตูร้านมา ผู้เข้ามาใช้บริการก็จะถูกต้อนรับไปด้วยอะไหล่แต่งตัวจบต่าง ๆ มากมายที่มีให้ได้เลือกสรร พร้อมราคาสุดเร้าใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โช้คอัพจากแบรนด์ต่าง ๆ ปั้มเบรก Brembo จานเบรก สายเบรกจาก HEL รวมถึงของแต่งอื่น ๆ อีกเพียบ สำหรับสายแต่งรถอยากได้อะไหล่เท่ ๆ ไปประดับรถคู่ใจบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือถ้าไบค์เกอร์ท่านไหนที่พึ่งจะเริ่มเข้าสู่วงการแต่งรถ หรือไม่มีความรู้ในเรื่องของแต่งเลยทางร้านเองก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษา และคอยแนะนำ หรือให้ความรู้เกี่ยวกับอะไหล่ที่ต้องการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่จะได้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง ตรงตามใจ ในราคาสบายกระเป๋ามากที่สุด เริ่ดเกิน โซนเซอร์วิสพร้อมให้บริการ เมื่อผ่านโซนสุดเย้ายวนใจไปแล้ว ถัดมาเป็นส่วนของโซนเซอร์วิส ที่พร้อมให้บริการครบทุกวงจร ไม่ว่าจะเป็นซ่อมบำรุง ทำสี ถ่ายน้ำมันเครื่อง เติมลม เปลี่ยนยาง ใส่อะไหล่แต่งหรือโมดิฟายต่าง ๆ อาการจะหนักหรือจะเบามากน้อยสักเพียงไหน ทางทีมก็พร้อมซัพพอร์ตลูกค้าทุกท่าน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเวสป้าเท่านั้น แต่รถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้เช่นเดียวกัน ทางพี่แม็กซ์ และทีมช่างเซอร์วิสพร้อมให้บริการ ยางคุณภาพจากทาง Pirelli ไม่เพียงแค่อะไหล่แต่งคุณภาพที่มีให้เลือกสรร ในส่วนของยางเองก็เช่นกัน เพราะยางเป็นส่วนที่เกาะกับถนน จึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ ฉะนั้นเองจึงต้องเลือกยางที่มีคุณภาพ และที่สำคัญร้านนี้ยังเป็นดีลเลอร์เจ้าหลักของผลิตภัณฑ์ยางสัญชาติอิตาลีอย่าง ‘Pirelli’ ยางคุณภาพที่มีวางจำหน่ายมาอย่างยาวนาน สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจอยากจะเปลี่ยนยางก็สามารถเข้ามารับบริการได้เลย มียางจากทาง Pirelli ให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลากขนาด หลายไซส์ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่เข้ากับผู้ขับขี่มากที่สุด เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทาง SuperBike Thailand แนะนำ กับร้านที่ครบครับในส่วนของการให้บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คู่ใจของท่านให้ดูหล่อ ดูเท่ สมาร์ท เพอร์เฟค มากยิ่งขึ้น หากเทียบเป็นคนเราก็ให้อารมณ์ ชุดส่งผม ผมส่งหน้า หน้าส่งคน คนส่งของ ยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว และการันตีได้เลยว่าทางร้านพร้อมให้บริการกับผู้เข้ารับบริการได้อย่างประทับใจอย่างแน่นอน หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากจะแวะไปใช้จ่ายสามารถวอคอินเข้าไปที่ร้าน หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางเพจ คลิ๊กที่นี่ พิกัดร้าน : Maxx Scooter ตั้งอยู่ที่ 160 ถนนบำรุงราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 เปิดให้บริการวันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 19.00 น. ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์ หรือสามารถค้นหาผ่าน Google Map โดยค้นหาคำว่า 69 Tires Chiang Mai คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bajaj เตรียมปั้นโมเดลพลังงานใหม่ในแห่งอนาคต Bajaj ลุย CBG ในขณะที่ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายแบรนด์จากทั่วโลกต่างมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสอดรับกับวิถีชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน ไปพร้อมกับเทรนด์และกระแสความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น อาทิ รถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังรุกตลาดทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ทางผู้ผลิตรายใหญ่จากอินเดียอย่าง Bajaj กลับมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยให้ความสำคัญกับพลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกที่ยั่งยืนเสียมากกว่า เพราะอะไรกัน..? หากใครที่ติดตามข่าวสารต่างประเทศ ก็คงจะคุ้นข่าวการเปิดตัวโมเดลพิกัด 125 ซีซีที่ใช้ก๊าซ CNG เป็นรุ่นแรกของโลกภายใต้ชื่อ Freedom 125 ซึ่งโมเดลดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากและสามารถจำหน่ายได้มากกว่า 25,000 คันในช่วงไม่กี่เดือนแรกหลังจากเปิดตัวทีเดียว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแค่ CNG ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในปัจจุบัน โดยล่าสุดทางซีอีโอของบริษัทอย่าง Rajiv Bajaj ได้ประกาศว่าบริษัทกำลังวางแผนพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือ CBG (Compressed Biogas) หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า ก๊าซชีวภาพอัด นับเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่อาจนำมาใช้กับรถจักรยานยนต์ในอนาคต ก๊าซชีวภาพอัด (CBG) คืออะไร CBG (ก๊าซชีวภาพอัด) เป็นผลผลิตจากของเสียอินทรีย์ เช่น เศษซากทางการเกษตร, มูลสัตว์และขยะอาหาร โดยกระบวนการผลิตจะใช้วิธีการ *ย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทน (Methane) ออกมาและนำไปอัดเป็นก๊าซชีวภาพอัด (CBG) ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้* สิ่งที่น่าสนใจคือ CBG ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral) หรือหากพูดง่าย ๆ ก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเมื่อเผาไหม้จากเครื่องยนต์ จะถูกชดเชยด้วยคาร์บอนที่ถูกดูดซับโดยวัตถุดิบต้นทาง (พวกพืช และสัตว์) ในระหว่างที่พวกมันเจริญเติบโต แล้ว CBG แตกต่างจาก CNG อย่างไร ทั้งก๊าซ CBG และ CNG ต่างล้วนเป็นเพลิงเชื้อสะอาด แต่มีความแตกต่างในแง่ของแหล่งที่มา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างที่กล่าวไปในย่อหน้าข้างต้นนั้น ก๊าซ CBG เป็นพลังงานที่เกิดจากผลผลิตจากของเสียอินทรีย์ อีกทั้งยังเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตขึ้นมาใช้ใหม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก๊าซ CNG เป็นผลผลิตจากแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ดิน ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่ถูกอัดด้วยความดันสูงจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้แล้วหมดไปนั่นเอง ซึ่ง CNG ก็เสมือนกับน้ำมันเบนซินและดีเซลที่เป็นทรัพยากรจำกัดและจะหมดลงในอนาคต เพราะฉะนั้น CBG จึงเป็นตัวเลือกสำคัญที่เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องจากของเสียจากเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เนื่องจากยังคงต้องรับปัญหาจากปัจจัยต่าง ๆ มากมายอาทิ เรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูง เครื่องมือ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและระยะเวลาในการผลิตที่ค่อนข้างยาวนาน ถึงแม้จะมีอุปสรรค แต่ก็ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยให้ต้นทุนของการผลิตพลังงานทางเลือกลดลงได้ในระยะยาว อาทิเช่น แบตเตอรี EV ที่เคยมีราคาแพงในอดีต แต่ในปัจจุบันกลับมีราคาลดลงอย่างมากเนื่องจากการผลิตจำนวนมาก บทบาทของ CBG กับกระแสรถ EV ที่กำลังฮิตติดเทรนด์ทั่วโลก แน่นอนว่าแนวคิดสวนกระแสย่อมตามมาด้วยคำถามต่างนา ๆ มากมาย ในเมื่อพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานที่ปราศจากคาร์บอนแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งคุณภาพและราคาโปรดักท์ยังเข้าถึงได้ง่าย ทำไมจึงต้องผลิตรถมอเตอร์ไซค์ใช้แก๊สเพิ่มขึ้น ? อย่างไรก็ต้องรอชมว่าโมเดลในพลังงานทางเลือกใหม่จะมีศักยภาพและสมรรถนะตอบโจทย์ต่อผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน จะสวนกระแสโมเดลพลังงานไฟฟ้าที่ฮิตติดตลาดทั่วโลกในยุคปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด แต่แน่นอนว่าเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ยกนิ้วให้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trackhouse Racing 2025 ร่วมดีล Gulf Oil ลุยโมโตจีพี 2025 ข่าวการเข้าร่วมหรือถอดถอนสปอนเซอร์ทีมแข่งในโมโตจีพียังคงเผยแพร่ออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ ซึ่งแฟน ๆ สาวกหลาย ๆ คนยังคงเห็นรถแข่งของทีมในดวงใจยังใช้สปอนเซอร์เจ้าเดิมหรือปรับเปลี่ยนใหม่มากมายหลายเจ้าก็เป็นไปตามวัฎจักรของวงการแข่งขัน ก็ขึ้นอยู่ว่าทีมแข่งนั้น ๆ มีแววที่จะสร้างผลงานอันโดดเด่นออกมาให้ชมมากน้อยแค่ไหน และหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ใครกับทีมเซทเทอร์ไลท์ที่พึ่งคว้าตัวแชมป์โลกโมโตทูคนล่าสุดมาร่วมแข่งขันในฤดูกาล 2025 อย่าง TrackHouse Racing ก็มีข่าวการดีลร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันกับสปอนเซอร์ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยักษ์ใหญ่อย่าง Gulf Oil International เรียบร้อยแล้ว โดย Gulf Oil International ได้กลายมาเป็นพันธมิตรรายใหม่ของทีม Trackhouse Racing โดยความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมสัญชาติมะกัน ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2025 จากการคอลแลปครั้งนี้ ส่งผลให้รถแข่งเวอร์ชันใหม่อย่าง Aprilia RS-GP25 มีสัญลักษณ์โลโก้สีฟ้า-ส้ม เพิ่มในบริเวณแฟริ่งด้านข้างใหญ่ ๆ รวมถึงชุดแข่งของนักบิดทั้งสองคนได้เแก่ Raul Fernandez และ Ai Ogura นักบิดชาวญี่ปุ่นผู้เป็นแชมป์โลก Moto2 โดยการปรากฏของโลโก้นี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของทีมในสายตาแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก Gulf Oil กับประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต สำหรับ Gulf Oil ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เคยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะช่วงปี 1960 กับโลโก้แบรนด์บนตัวรถแข่งระดับตำนานอย่าง Ford GT40 และ Porsche 917 ซึ่งเป็นที่จดจำของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกในยุคก่อน ๆ โดยโลโก้ของ Gulf กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตจดจำได้ทันที และถือเป็นหนึ่งในโลโก้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในวงการเลยไม่น้อย ซึ่งการที่ Gulf เลือกจะขยายความร่วมมือเข้าสู่ MotoGP ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะขยายตลาดในอุตสาหกรรมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ MotoGP มีฐานแฟนคลับจำนวนมาก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดทำเลสำคัญของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์และการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่นิยมมากที่สุดในโลก Justin Marks เจ้าของทีม Trackhouse Racing กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Gulf เป็นพันธมิตรรายใหญ่ โลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Gulf ได้ปรากฏบนโครงการมอเตอร์สปอร์ตที่น่าจดจำมากมาย และการที่โลโก้นี้จะอยู่บนรถ Aprilia RS-GP25 ของเราถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง” Mike Jones ซีอีโอของ Gulf Oil International UK Limited ได้แสดงความตื่นเต้นกับความร่วมมือนี้เช่นกัน โดยระบุว่า “Gulf มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในมอเตอร์สปอร์ต และเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับทีมแข่งรถจักรยานยนต์ที่มีความทะเยอทะยานและมีพลังอย่าง Trackhouse Racing เรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการให้ความสำคัญกับแฟน ๆ และนำพวกเขาเข้าใกล้การแข่งขันมากยิ่งขึ้น” การร่วมมือกับ Trackhouse Racing จะช่วยให้ Gulf ขยายแบรนด์ของตนในประเทศต่าง ๆ ที่ MotoGP จัดการแข่งขัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของโมโตจีพี ทั้งยังเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมาก โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Gulf มีโอกาสขยายการรับรู้แบรนด์ไปยังผู้บริโภคในภูมิภาคดังกล่าวได้มากขึ้น สำหรับฤดูกาล MotoGP 2025 จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเปิดตัวรถแข่ง Aprilia RS-GP25 ที่จะมาพร้อมกับโลโก้สีฟ้า-ส้มของ Gulf บนตัวรถและชุดแข่งของนักบิด Raul Fernandez และ Ai Ogura ซึ่งคาดว่าจะทำให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกตื่นเต้นและเฝ้ารอชมการแข่งขันครั้งนี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 All New Aerox Alpha นี่แหละออลนิวของจริง 2025 All New Aerox Alpha เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้า Aerox นี้ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในบทความนี้จะมานำเสนอในสิ่งที่แตกต่างว่ามีอะไรบ้าง ดีไซน์แบบฉบับจากรุ่นพี่ โดย Aerox Alpha 2025 มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต R1M ขี่ไปไหนก็หล่อ แอคหน้าตึงได้แน่นอน ไฟหน้าใหม่สว่างชัดกว่าเดิม ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่ดูเฉียบคม และดุดัน สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งพร้อมกับความทรงพลัง มาพร้อมกับระบบไฟ LED แบบดับเบิลโปรเจคเตอร์ ที่ให้แสงสว่างชัดเจน และไฟท้ายใหม่ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้น เพราะไฟท้ายแอบมีความคล้ายคลึงกับ Yamaha Exciter 155 เลยทีเดียว จอกลางแบบใหม่ หน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT และมาตรวัดความเร็วสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต ดีไซน์ใหม่ แบบหน้าจอ Full LCD ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เร้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ขับขี่ แถมยังสามารถเปลื่ยนการแสดงผลหน้าจอได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ มาตรฐาน (Standard), ไดนามิก (Dynamic) และสปอร์ต (Sports) อีกทั้งยังสามารถปรับความสว่างขอหน้าจอได้ตามต้องการ หรือจะปรับอัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างได้อีกด้วย ที่สำคัญเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเช็ครายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกเครื่องใหม่ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core ขนาด 155 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี Yamaha Electric CVT (YECVT) ที่แรงเหมือนติด เทอร์โบ ยังมาพร้อมด้วยกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ พ่วงด้วยความจุของถังน้ำมันขนาด 5.5 ลิตร โหมดการขับขี่สุดเร้าใจ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมด สำหรับรุ่น Turbo ขึ้นไป โดยมีโหมด “T” สำหรับการขับขี่ในเมือง และโหมด “S” หรือโหมดสปอร์ตเร่งรอบมาไวขึ้นนั่นเอง แถมยังสามารถซิ่งไปต่อได้อีก กับโหมดการเพิ่มอัตราการเร่งด้วยระบบ Y-Shift แบ่งเป็น 3 ระดับ (1=ต่ำ, 2=กลาง, 3=สูง) ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเก่าแน่นอนรับประกัน เบรกใหม่ เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ดิสก์เบรกคู่ (Double Disc Brake) จากเดิมที่เบรกหลังในรุ่นเก่าเป็น ดรัมเบรก แต่ในโมเดล 2025 ให้เป็นดิสก์เบรกหลังเรียบร้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก ให้ผู้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น แถมด้วย ระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) ไฟท้ายจะกระพริบฉุกเฉิน ในขณะเบรกรถ กระทันหัน ช่วยเตือนผู้ขับขี่คันหลังให้รู้ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น สีสันที่วางจำหน่ายทั้ง 4 รุ่นย่อย รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำที่ 29,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6.3 หมื่นบาท Silver Yellow Matte Blue Red Black รุ่น CyberCity เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 33,999,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 7.2 หมื่นบาท CyberCity Matte Blue Yellow รุ่น TURBO เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 39,550,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8.4 หมื่นบาท Matte Dark Grey และรุ่นท็อปสุดอย่าง TURBO Ultimate เปิดราคาอยู่ 41,730,000 รูเปียห์หรือตีเป็นเงินไทย ประมาณ 8.8 หมื่นบาท Matte Dark Grey ซึ่งถ้านำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคาดการณ์ว่าบวกรุ่นละประมาณเกือบ

Benda Dark Flag 950 หน้าละหม้าย คล้าย Fat Bob พร้อมขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกสำหรับแบรนด์ Benda ค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร หรือที่เราคุ้นเคยกันดีกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของรถครูเซอร์ ซึ่งครั้งนี้ทางแบรนด์ได้มีการขยับขยายธุรกิจพร้อมเปิดตัวบริษัท Benda Moto Europe GmbH เพื่อบุกตลาดสองล้อทางฝั่งยุโรป พร้อมทั้งเผยโฉมโมเดลโปรโตไทป์ในพิกัด 950 ซีซีอย่าง Benda Dark Flag 950 ครูเซอร์สูบวีพี่ใหญ่ซึ่งนับเป็นรุ่นที่สองต่อจากรุ่นน้องรุ่น 500 ซีซีและนับได้ว่าเป็นโฉมที่อัปไซส์ขนาดซีซีมาใหม่ เป็นต้นแบบแนวทางพิจารณาสำหรับสาวกครูเซอร์ที่ต้องการความมันส์และดุดันมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ V-Twin โดยโฉมดังกล่าวเปิดตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ภายในงาน Chongqing Motorcycle Expo 2024 กับไฮไลท์จุดเด่นที่เครื่องยนต์ V4 ขนาด 930 ซีซี ที่ใช้กำลังขับเคลื่อนด้วยสายพาน เคลมพละกำลังแรงม้า 102 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 85 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันความจุขนาด 16 ลิตร ท่อไอเสียแบบคู่ และติดตั้งมาพร้อมกับสลิปเปอร์คลัตช์กับคันเร่งไฟฟ้ามาให้อีกด้วย อัปไซส์ใหญ่ขึ้น แต่ให้โช้คเทเลสโคปิกเดิม ..? พร้อมโครงสร้างที่ทำจากเหล็กในส่วนของเฟรมและสวิงอาร์ม ประกอบกับระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกประดับยางหุ้มโช้ค ด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ สวมด้วยจานดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์ Brembo โลโก้ขาว ล้ออลูมิเนียมและรัดด้วยยางขนาดใหญ่ในแบบบ๊อบเบอร์สไตล์จิ๊กโก๋นั่นเอง ส่วนเรื่องเทคโนโลยีติดตั้งมาให้หลายอย่างเช่นกัน อาทิ ระบบ ABS แทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเรือนไมล์ TFT สามารถคอนแนคเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ดีไซน์ถอดแบบมาจากรุ่น 500 ในเรื่องของดีไซน์เรียกว่าถอดจากรหัสโฉมตัว 500 มาเกือบทุกสัดส่วนแต่มีขนาดที่เล็กและกระชับกว่า ซึ่งมีความโดดเด่นในแบบรถบ๊อบเบอร์คลาสสิก มีสัดส่วนโค้งมนสวยงามทั้งทรงน้ำมัน ฝาถังน้ำมัน ไฟหน้า ไฟเลี้ยว บังโคลนหน้า บังโคลนท้ายและเรือนไมล์ บวกกับการออกแบบท่านั่งขับขี่ให้มีความสะดวกสบายด้วยแฮนด์บาร์ยกเยื้อง เบาะโดยสาร Slim and Low ติดมาให้ 2 ชิ้น พักเท้าออกแบบให้เยื้องไปด้านหน้าซึ่งเหมาะกับสายเดินทาง สายแบ็กแพ็ค หรือแม้กระทั่งทัวริ่งไบค์ก็ตอบโจทย์เช่นเดียวกัน นับเป็นความสำเร็จของทางค่าย ในการขยายตลาดรถจักรยานยนต์ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ในเรื่องของสเปคอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวอาจต้องรอทางค่ายประกาศคอนเฟิร์มอีกครั้ง และคาดกว่าจะมีการเข้าไลน์ผลิตในเร็ว ๆ นี้ ส่วนในเรื่องของการจำหน่ายบ้านเราก็ขอตัดทิ้งไปก่อนและยังคงอีกยาวไกล แต่ก็ขึ้นอยู่กับทางดีลเลอร์ด้วยแหล่ะครับ ถ้าหากใครอยากมีรถครูเซอร์สูบวีไว้ใช้งานซักคันในราคาที่เอื้อมถึงได้ แอดมินอยากให้ลองตัวโฉม Keeway V302 C ฟีลลิ่งอาจจะคล้าย ๆ กันแต่ขี่สนุกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2026 ยืนยันแข่งขันสนามบราซิล MotoGP 2026 ยืนยันกลับไปแข่งขันที่สนามประเทศบราซิล โดยเป็นการกลับไปแข่งขันในสนามที่ประเทศนี้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2004 จัดแข่งขันที่บราซิล การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบนี้จะกลับมาจัดการแข่งขันที่บราซิลในปี 2026 ด้วยข้อตกลงใหม่ที่ลงนามระหว่างผู้ถือสิทธิ์ MotoGP อย่าง Dorna ร่วมกับรัฐบาลรัฐโกยาส (Goias) และบริษัท Brasil Motorsport รัฐโกยาส ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกตอนกลางของบราซิล โดยเมืองหลวงของรัฐนี้คือเมืองโกยาเนีย (Goiania) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการใหม่ในบราซิลตั้งแต่ปี 2026 โดยมีสัญญาระยะเวลา 5 ปี ที่จะทำให้การแข่งขันดำเนินไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030 “พวกเรารอคอยอย่างยิ่งที่จะได้กลับไปที่บราซิล เรามีฐานแฟนคลับที่ดี และทราบดีว่าพวกเขาตื่นเต้นกับข่าวนี้ เช่นเดียวกับพวกเราที่กระตือรือร้นที่จะกลับไปแข่งให้พวกเขาได้ชมอีกครั้ง ข้อตกลงใหม่นี้ยังเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการขยายตลาดในพื้นที่สำคัญสำหรับกีฬาของเราและผู้ผลิตของเรา” “บราซิลเป็นผู้เล่นระดับโลก และเป็นสถานที่ที่เราเชื่อมาโดยตลอดว่าสมควรมีพื้นที่ในปฏิทินการแข่งขันของเรา การได้ร่วมงานกับรัฐบาลรัฐโกยาสและบริษัท Brasil Motorsport ซึ่งมีผลงานที่น่าประทับใจและเป็นที่ยอมรับ ถือเป็นโอกาสที่เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วม” คาร์เมโล เอซเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) CEO ของ Dorna Sports กล่าวถึงการที่จะได้ไปจัดการแข่งขันที่ประเทศบราซิล “การกลับมาของ MotoGP สู่โกยาสถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับพวกเรา โกยาเนีย (Goiania) จะเป็นบ้านของ MotoGP ในบราซิลในช่วง 5 ปีข้างหน้า เรากำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ จะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทุกคน” – โรนัลโด ไคอาโด (Ronaldo Caiado) ผู้ว่าการรัฐโกยาส กล่าวถึงการที่ MotoGP มาจัดการแข่งที่ประเทศบราซิล กลับมาจัดแข่งขันอีกครั้งนับตั้งแต่ 2004 การแข่งขันรายการนี้เคยมีการจัดการแข่งขันในประเทศบราซิลมาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยเริ่มต้นในปี 1987 ที่สนาม Autódromo Internacional de Goiânia และต่อมาในปี 1992 ที่สนาม Interlagos จากนั้นระหว่างปี 1995 ถึง 2004 การแข่งขันจัดขึ้นที่สนาม Grande Prêmio do Rio de Janeiro de Motovelocidade ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร และนับตั้งแต่ปี 2004 บราซิลก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสนามจัดการแข่งขันอีก จนกระทั่งในปี 2019 มีการประกาศว่าสนาม Rio Motorpark ในเมืองริโอ เดอ จาเนโร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ตั้งแต่ปี 2022 ถึง 2026 แต่เนื่องจากความล่าช้าในการก่อสร้างและปัญหาอื่น ๆ ทำให้แผนดังกล่าวไม่เป็นไปตามกำหนดการเดิม โปรแกรมการแข่งขันฤดูกาล 2025 การแข่งขัน MotoGP 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นสนามเปิดการแข่งขัน โดยจะเริ่มแข่งขันสนามแรกรายการ ‘PT Grand Prix of Thailand 2025’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 และจะเริ่มเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2568 แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก