SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Suzuki Every สเปก มาตรฐานใหม่ของรถพาณิชย์ขนาดเล็กในญี่ปุ่น อัปเกรดครั้งใหญ่ที่เน้นความประหยัดด้วยเกียร์ CVT และเสริมความปลอดภัยเต็มรูปแบบ

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จคว้า 2 รางวัล SUV ยอดเยี่ยมแห่งปี 2026 สำหรับ SANTA FE Hybrid และ PALISADE Diesel ตอกย้ำความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีและดีไซน์

Suzuki Every J Limited รถตู้ K-Car รุ่นพิเศษจากญี่ปุ่น ดีไซน์ชุดแต่งสีดำรอบคัน พร้อมระบบเกียร์ CVT และขับเคลื่อน 4 ล้อ เช็กสเปกและราคาที่นี่

หนึ่งในปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการ "จอดขวาง" ไม่ว่าจะเป็นการจอดขวางหน้าบ้านคนอื่น จอดขวางทางเข้าออกอาคาร

สรุปการเปิดตัว Aston Martin AMR26 รถแข่ง F1 รุ่นใหม่ปี 2026 ลาย Matte Green สุดเท่ พร้อมขุมพลัง Honda และการดีไซน์โดย Adrian Newey

วิเคราะห์ผลทดสอบ MotoGP 2026 ที่บุรีรัมย์ Aprilia ทุบสถิติสนามช้างฯ ขณะที่ Marquez พลาดล้มและค่ายญี่ปุ่นยังไร้ทางสู้ก่อนเปิดฤดูกาล

Quickshifter 300 ซีซี จำเป็นหรือไม่? ช่วยให้รถแรงขึ้นจริงไหม พร้อมสรุปข้อดี-ข้อเสีย และความคุ้มค่าในปี 2026

Yamaha R7 2026 New Generation Supersport CP2 ปรับโฉมหน้าตาครั้งใหม่ เพรียวบางแต่อัดแน่นเต็มไปด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีมากมาย

Brembo Racing ระบบเบรกจากสัญชาติอิตาลี โดยผู้แทนนำเข้าในไทยอย่าง Maverix Group ก็พร้อมที่จะบุกตลาดสองล้อเต็มสูบกับโปรดักท์ใหม่ให้เลือกมากมาย

Street Triple 765RX รถ 3 สูบโมโตทูรุ่นเติมของ อัปเกรดสมรรถนะใหม่โดยเฉพาะระบบช่วงล่าง ให้พละกำลัง 128.2 แรงม้า เหมาะสำหรับซิ่งสนามมากที่สุด

Yamaha YZF-R1 2020 อัพเกรดความซิ่งด้วยความล้ำ Yamaha YZF-R1 โมเดลรหัสนี้มีอายุอานาม 20 กว่าปีแล้วที่ Yamaha มี YZF-R1 เป็นเรือธงในส่วนของซูเปอร์ไบค์ หรือสปอร์ตไบค์พิกัด 1,000 ซีซี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีการอัพเดตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มองผ่านๆ อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่หากสังเกตให้ลึกลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโมเดล 2020 ก็จัดว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือรูปโฉมแต่เพียงอย่างเดียว ทรงซิ่ง เริ่มกันที่หน้าตารูปโฉมภายนอกกันก่อนดีกว่าครับ แน่นอนว่าลวดลายกราฟฟิกนั้นใหม่อยู่แล้ว แต่ตอนแรกคิดว่ามีชิ้นแฟริ่งตรงด้านหน้าถังน้ำมันเพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว ไฟหน้าก็ยังไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่พอเห็นตัวจริง ผมถึงได้เห็นถึงความแตกต่าง เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนหมดเลย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฟริ่งหน้าและไฟหน้าครับ แฟริ่งหน้ามีความดุดันมากขึ้นมาในสไตล์เดียวกันกับ Yamaha M1 หรือรถแข่ง MotoGP ของทางค่าย ไฟหน้าก็ถูกออกแบบใหม่ย้ายตำแหน่งให้ต่ำลงมากว่าเดิม มิติลวดลายภายนอกมีการเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป ทำให้ดูหรูขึ้น มีการปรับแต่งช่องลมต่างๆ รวมถึงชิลด์หน้าที่สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเก่า รวมถึงแฟริ่งด้านข้างที่ออกแบบมาให้เนียนเป็นชิ้นเดียวกับถังน้ำมันอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อให้แอโรไดนามิกส์ดีขึ้น ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าดีขึ้น 5% แถมมีบางคนบอกกับผมว่ามันดูคล้ายๆ กับ R6 ด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้วโดยรวมนับว่าสวยขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับโมเดลเดิม จากการที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาครับ เครื่องเดิมแต่แรงขึ้น เครื่องยังคงเป็นเครื่องครอสเพลน 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีเช่นเดิม (ซึ่งโดดเด่นกว่า 4 สูบเรียงทั่วๆ ไปจากการที่ให้กำลังแรงบิดที่สมู้ทกว่า เนื่องจากองศาการจุดระเบิดที่ต่างออกไป) เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนภายในใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีการออกแบบฝาสูบ หัวฉีด กระเดื่องกดวาล์วและโปรไฟล์ของเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ให้การทำงานของวาล์วที่รอบสูงๆ เสถียรมากขึ้น จนตอนนี้ให้กำลังแรง 200 ม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝั่งไอดีที่เมื่อควบรวมกับฝาสูบและตำแหน่งหัวฉีดใหม่แล้ว ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้ดียิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และเมื่อรวมกับระบบไอเสียใหม่ที่มีคาตาไลเซอร์ 4 ตัวแล้วยังช่วยให้เสียงเงียบขึ้นและยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วย ช่วงล่างใหม่ดีกว่าเดิม หลายๆ ส่วนในช่วงล่างนั้นเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว เช่น ล้อเดิม เพราะเป็นแม็กนีเซียมซึ่งดีอยู่แล้ว และดีกว่าบางค่าย ที่เป็นเพียงล้ออลูมิเนียม และไม่ได้มีแค่ใน R1M ด้วย R1 ธรรมดาก็มี ส่วนสวิงอาร์มก็ใช้แบบเดียวกับ R1M เหมือนกันแต่ปัดเงาเป็นสีเงิน ส่วนที่เปลี่ยนใหม่นั้นก็มี เช่นในส่วนของยางดีกว่าเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ Bridgestone ซึ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีอาการสไลด์อยู่บ้างเหมือนกันถ้าเปิดแรงๆ แต่ระบบของรถก็ช่วยได้อยู่ และก็จะมีในเรื่องของระบบกันสะเทือนจะมาเป็นของ KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้ทุกค่า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่องทดแรง ซึ่งปรับแต่งได้ทุกค่าเช่นกัน ส่วนกรณีของ R1M ก็จะเป็นโช้คไฟฟ้าของ Ohlins มาทั้งระบบ อีกส่วนนึงคือระบบเบรก แม้จะไม่ได้จัดเต็มเป็น Brembo แต่ตัวคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ที่ให้มาก็เป็นโมโนบล็อกทั้ง R1 และ R1M อาจจะด้อยกว่าแบรนด์ดังที่ขนาดลูกสูบเบรกอาจจะเล็กกว่า หากเทียบค่ายยุโรปอาจะมีเสียเปรียบในจุดนี้ แต่ระบบเบรกนี้ใช้งานได้จริง ผมเองก็ใช้ R1 อยู่ ใช้ขี่ถนน ซึ่งก็รู้สึกว่าเบรกนั้นเพียงพอแล้ว แต่ตัวใหม่นี้มีการเปลี่ยนผ้าเบรกเพิ่มเติม ซึ่งก็ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่อย่างเบรกคอนโทรลที่จะทำงานร่วมกับ ABS จาก Bosch ช่วยให้การเบรกหรือลดความเร็วทำได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดอาการลื่นไถลเวลาเบรกหนักๆ หรือว่าเบรกบนพื้นลื่นๆ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU อีกด้วย ลองหวด ผมรู้สึกว่าเจ้า R1 มันขี่ง่าย เลี้ยวเข้าโค้งง่าย เบา ตัวรถเองมีความสูงไม่ต่างจากเดิมมาก สำหรับผมต้องเขย่งนิดหน่อย ท่านั่งนั้นไม่ได้หมอบมากจนเกินไป หากจะนำขี่ถนนใช้ในชีวิตประจำวันก็พอได้ ขี่ในสนามก็โอเค ถังน้ำมันเว้ารับกับคางของหมวกกันน็อกเวลาที่เราหมอบ คือออกแบบมาได้ตอบสนองกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตมากกว่า ค่อนไปทางเรซซิ่งค่อนข้างมากเลยทีเดียว ในเรื่องของโหมดการขับขี่นั้นจะคล้ายๆ เดิม แต่มีการแสดงผลเรื่องการเบรกเพิ่มเข้ามาที่หน้าจอสี ช่วงแรกนั้นผมได้ใช้โหมด Power 2 ซึ่งยังไม่แรงสุด เพื่อให้ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวรถ วอร์มรถก่อน ซึ่งก็ขี่ได้สบายๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก พออีกเซ็กชั่นได้ลองโหมด Power 1 คือโหมดเต็มกำลังแรงเต็มที่ ผมเปิดคันเร่งสัมผัสได้ว่ามีอาการหน้าลอย มีอาการสะบัดเล็กน้อย คิดในใจว่านี่ขนาดท่อเดิมยังรู้สึกว่ามันวิ่งได้ดี ตอนผมซัดทางตรงมี 270 – 280 เลย ตอนแรกขี่ท่อเดิมคิดว่ามันไม่เร็วมาก แต่พอมาดูความเร็วจริงๆ มันกลับเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย น่าเสียดายที่ได้ขี่แต่ละเซ็กชั่นน้อยไปหน่อย ทำให้เทียบฟีลลิ่งยากนิดนึง แต่โชคดีที่ผมเองก็เป็นเจ้าของ Yamaha R1 มาก่อน จึงพอจะทำให้จับฟีลลิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การตอบสนองและฟีลลิ่งของเครื่องยนต์เองก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ R1 ตัวเก่าที่ผมเคยทดสอบมา

สำหรับการ รีวิว Honda ADV150 ปี 2019 ครั้งนี้ต้องบอกเลยว่า สดๆร้อนๆ ทั้งการเปิดตัว และการทดสอบกันเลยละพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย เพราะในช่วงเช้าได้เปิดตัวกันที่เซ็นทรัลเวิล์ด และในช่วงบ่ายได้มีการจัดเป็นการทดสอบในรอบของสื่อมวลชน ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย สำหรับโมเดลนี้เป็นโมเดลที่จัดจำหน่ายทั่วโลก และต้องบอกตามกันไปอีกว่าโมเดล ADV150 เป็นโมเดลที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว ด้วยคาแร็กเตอร์ตัวรถ และการออกแบบที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็น Street Adventure ทำให้รู้สึกได้ว่า เป็นมอเตอร์ไซต์ที่ โคตรจะเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย เราลองมาดูมารีวิวครั้งนี้ ที่ทางเราก็ได้สัมผัสเจ้า ADV150 ครั้งแรกเป็นยังไงกัน รูปร่าง อวบ กำลังดี มาดูกันที่รูปร่างหน้ากันก่อนเลยสำหรับการดีไซน์ภาพรวม ที่รูปร่างที่ค่อนข้างจะคล้ายรุ่นพี่สายลุยอย่าง Honda X-ADV 750 ด้วยรูปทรงไฟหน้าและท่อไอเสียที่ดีไซน์ให้ออกมาองศาคล้ายคลึงกันพอสมควร สำหรับ ADV150 คันนี้มีระบบส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว แบบ Full LED ที่ให้ความสว่างชัดเจน ดีไซน์สวยโดยเฉพาะไฟหน้า และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์เป็นรูปตัว X สำหรับคันนี้เป็นสีที่ดูสวยสดที่สุด นั้นก็คือ สีแดง แต่ก็ยังมีอีก 2 สีก็คือ ดำ และ เทา ที่จำหน่ายในประเทศไทย (ความชอบส่วนตัว) พร้อมกับระบบ ESS (Emergency stop signal) เมื่อเบรคฉุกเฉิน ความเร็วลดแบบกระทันหัน ไฟเลี้ยวจะกระพริบเป็นสัญญาให้เป็นจุดสังเกตได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย ชิวบังลมด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่ ใส ที่สำคัญเลยมันสามารถที่จะปรับระดับสูง-ต่ำของชิวหน้าได้ โดยการหมุนตัวปรับทางด้านซ้ายและขวาพร้อมกับปรับขึ้นลงได้ แบบพร้อมกันทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองก็ดีขึ้น และถ้าเราต้องการบังลมหรือบังขี้โคลนก็สามารถปรับขึ้นได้อีกด้วย ออกแบบไว้พร้อมลุย สำหรับแฮนด์บาร์ที่มีขนาดกว้างมีทั้งข้อดีและข้อสังเกต ข้อดีคือการออกแบบมาให้ขับขี่สบาย เดินทางไกลได้ รวมไปถึงสรีระการจับแฮนด์จะสามารถให้ตัวระหว่าง ช่วงแขนและไหล่ ทำให้เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจะรู้สึกได้น้อยลง ส่วนข้อสังเกตุมีไม่มาก มันกว้าง ก็ย่อมติดเป็นธรรมดาแต่สำหรับคนที่ขับขี่บ่อยๆ เชื่อได้ว่าเดี๋ยวก็ชิน และก็พริ้วเหมือนเดิม ทางด้านแฮนด์ซ้าย มีสวิตซ์ไฟสูงไฟต่ำ แตร และไฟเลี้ยวออกแบบมาได้ระยะการปรับพอดีนิ้วมือ และปะกับแฮนด์ทางด้านขวามีสวิตซ์ ไฟฉุกเฉิน และ ปุ่มกดสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงสวิตซ์เปิดปิด IDLING Stop โหมดการหยุดทำงานเครื่องยนต์อัจฉริยะพร้อมทั้งปะกับคันเร่งแบบ 2 สายที่ออกแบบอยู่รวมกันทั้งหมด ทำให้ดูแล้วลงตัวเหมาะสม เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรือนไมล์แบบ Full LCD ที่จะบอกสถานะต่างๆทั้งความเร็ว อัตราค่าเฉลี่ยน้ำมัน ทริปA/B เวลา วัน/เดือน รวมไปถึงแถบสถานะบอกไฟเลี้ยว กุญแจอัจฉริยะ ไฟสูง สถานะเครื่องยนต์ แบตเตอรี่ และไฟสถานะ ABS ที่ถูกดีไซน์เป็นแถบแยกออกมาจากหน้าจอเรือนไมล์อีกที แต่อยู่ในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กุญแจอัจฉริยะที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพียงแค่พกเข้าไปใกล้ๆรถเพียง 0.5-1 เมตรก็สามารถที่จะกดสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทันที รวมไปถึงตัวเบ้าบิดกุญแจ (เตาแก๊ส) ที่มีระดับการบิดทั้งเปิดถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรที่อยู่ระหว่างขา,กดเปิดเบาะ และเปิดสตาร์ทเครื่องยนต์ ทางด้านซ้ายของคอนโซนที่ออกแบบให้มีช่องเก็บของสะดวกต่อการหยิบของได้ง่ายโดยใช้มือซ้าย และยังมีปลั๊กไฟอเนกประสงค์ 12V ไว้สำหรับการต่อ GPS ชาร์ตแบต Smartphone และอื่นๆได้อีกมากเลยละครับ ช่วงล่างกันบ้าง เขาว่าดี!! ช่วงล่างด้านหน้าโช้คอัพหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิค(ตะเกียบคู่)ดีไซน์กระบอกโช้ค 2 ระดับเพิ่มความ อารมณ์ความแอดเวนเจอร์เข้าไป พร้อมกับมีระยะยืดยุบ 130 มิลลิเมตร มาคู่กับระบบเบรคแบบจานดิสที่มีขนาดใหญ่ 240 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค Nissin ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับความปลอดภัยที่ให้มาคือ ABS ช่วงล่างด้านหลังเป็นโช้คคู่ Showa Subtank กระบอกสีทองที่มีระยะยืดยุบตัวแกนได้120 มิลลิเมตร ทั้งซ้าย และขวา ซึ่งก็ถือว่าเป็นโช้คหลังที่ติดมาจากโรงงานที่ดี ไม่แพ้รถบิ้กไบค์เลยละครับ ระบบเบรคหลังที่ให้มาเป็นแบบดิสเบรคจากโรงงาน ออกแบบมาสวยโดนใจตั้งแต่แรกพบสบตา มีการวางตำแหน่งเยื้องออกมาทางด้านหลังง่ายต่อการเซอร์วิสและมีความสวยงาม ตัวคาลิปเปอร์เป็น Nissin จานดิสมีขนาด 220 มิลลิเมตร (Non ABS) ล้อหน้า-หลัง เป็นล้อแม้กซ์ดีไซน์ 6 ก้านคู่ดูลงตัว สีดำมาพร้อมกับยาง IRC ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 (หน้า/หลัง) เป็นแบบ TUBELESS ไร้ยางในตัวลายดอกยางเป็นลายดอกแบบกึ่งลุย กึ่งสตรีสดูได้อารมณ์ลงตัว เหมาะสำหรับการขับขี่ดินลูกรัง และถนนดำ เครื่องยนต์ 150 ซีซีคล่องตัว..ECU ใหม่ มาดูที่พละกำลังเครื่องยนต์ ESP หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 1 สูบ 149.3 ซีซี

2025 Suzuki GSX-8R เพิ่มความหล่อด้วยสีใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ 2025 Suzuki GSX-8R ที่ยังคงคอนเซปต์เดิม นั่นคือการที่ให้รถจักรยานยนต์คันนี้สามารถขี่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน และแข่งขันในสนามได้ ซึ่งการเปิดตัวในโมเดลนี้จะมีเพียงสีใหม่ที่เปิดตัวเพิ่มเข้ามา คือสี เหลือง-ดำ Pearl Ignite Yellow เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งในเจ้าโมเดลที่เปิดตัวใหม่ ก็มีจุดเด่นไฮไลท์ที่น่าสนใจ ดังนี้ สปอร์ตฟลูแฟริ่ง ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ ทาง Suzuki ได้เปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ GSX-8R MY2025 โดยรูปแบบตัวรถมาในทรงของรถสปอร์ตฟลูแฟริ่งแบบเต็มพร้อมบังลม ซึ่งทุกรายละเอียดของการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม อีกทั้งยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ รูปทรงเพรียวบางช่วยให้ลมไหลผ่านได้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยขนาดตัวรถมีขนาดอยู่ที่ (กว้าง x ยาว x สูง) 770 x 2,115 x 1,135 มม. ความยาวของช่วงล้ออยู่ที่ 1,465 มม. ตัวรถมีระยะห่างจากพื้น 145 มม. และความสูงของเบาะนั่งอยู่ที่ 810 มม. ล้อรถแบบแม็กซ์มีขนาดด้านหน้า 17 x 3.5 นิ้ว และล้อหลังขนาด 17 x 5.5 นิ้ว พร้อมกับขนาดยางหน้าขนาด 120/70-ZR17 และขนาดยางหลังขนาด 180/55-ZR17 Dynamic ABS LINEAR STOPPING POWER ระบบเบรกคู่หน้แบบดิสก์เบรกคู่ 4 พอตปั้มเบรก Nissin ขนาด 310 มม. และระบบเบรกล้อหลังเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 1 พอต ขนาด 240 มม. ที่มาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยให้เบรกได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ERGONOMIC CHASSIS การควบคุมและความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนใคร แชสซีที่ถูกออกแบบมาเพื่อความเสถียรในการขับขี่ทางตรงอันยอดเยี่ยม พร้อมทั้งยังคงการขับขี่ที่สปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่นเต้น สนุกทุกครั้งที่ได้ร่วมทางกับคันนี้ โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาดแกน 41 มม. มีระยะยุบตัว 130 มม. ระบบกันสะเทือนด้านหลังโช้คอัพเดี่ยว Showa Link-type มีระยะยุบตัว 130 มม. สามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ ที่สามารถปรับแต่งเพื่อความคล่องตัวและการควบคุมที่มั่นใจขณะขับขี่มากยิ่งขึ้น PARALLEL-TWIN ENGINE ทํางานได้อย่างราบรื่น เครื่องยนต์ 2สูบ มาในขนาด 776 ซีซี 4 จังหวะ ข้อเหวี่ยงแบบ 270° DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และติดตั้งระบบ Cross Balancer เอกสิทธิ์เฉพาะของ Suzuki เพื่อการทำงานของเครื่องยนต์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น QUICK SHIFTER ให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นเรื่องง่าย The Suzuki Clutch Assist System (SCAS) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ และการเบรกเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวล ขณะที่ระบบ Quick Shift แบบสองทิศทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายกว่าที่เคย SUZUKI INTELLIGENT RIDE SYSTEM GSX-8R ใช้ระบบ Suzuki Intelligent Ride System (SIRS) พร้อมตัวเลือกโหมดขับขี่ Suzuki 3 โหมด ได้แก่ โหมด A (แอคทีฟ) ซึ่งให้การตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคมที่สุด โหมด B และโหมด C ที่สามารถเลือกใช้การตอบสนองความนุ่มนวลของคันเร่งได้ตามระดับ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนนขั้นสูง 4 โหมด พร้อมด้วยระบบ Easy Start สตาร์ทเครื่องง่าย ๆ ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และ Low RPM Assist ระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ในรอบต่ำ สีสันที่วางจำหน่าย 2025 Suzuki GSX-8R

บทความนี้เราได้สืบหา มอเตอร์ไซค์ท่าขี่แบบสปอร์ต หรือเข่าหนีบถัง เท้าไม่ยื่นไปข้างหน้า นั่นหมายถึงว่าจะตัดรถกลุ่มมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ออกเกือบทั้งหมด แต่มีหลงๆมาอยู่ เพราะท่าขี่นะแหละ โดยความแรงจะเรียงตามอัตราส่วน ของแรงม้าต่อน้ำหนัก เพื่อความแฟร์ เหมือนเทียบมวยตามน้ำหนักตัวเพื่อทำการจัดอันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ตแรงสุดของปี2024 อันดับที่ 13.Triumph Rocket 3 Storm Rocket 3 Storm ความภาคภูมิใจของวิศวกร Triumph ที่สร้างเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในพิกัด 2,458 ซีซี ใหญ่กว่า Honda Civic แถมแรง และทอร์คก็ใกล้เคียงกันด้วย เวลาขี่ก็เหมือนคร่อมเครื่องรถยนต์อยู่นั่นเอง เครื่องยนต์ 2,458 ซีซี, Inline 3 (3 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 320 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.51 hp/kg ราคา 1,079,000 บาท อันดับที่ 12. Ducati Diavel V4 Ducati Diavel V4 เครื่องรถแข่งใส่รถทรงลุง ใครบอกว่ารุ่นนี้เกิดมาขี่ชิวๆ คิดให้ดีก่อนนะ เทียบกับครูซเซอร์รุ่นอื่นแล้วน้ำหนักเบากว่าเกือบครึ่ง รับรองคนขี่ไม่ปวดหลัง แถมแรงพร้อมแซงสปอร์ตตัวพัน ถ้าเผลอ เครื่องยนต์ 1,183 ซีซี, V4 (4 สูบวี) กำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิด 126 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 236 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.71 hp/kg ราคา 1,309,000 บาท อันดับที่ 11. Suzuki Hayabusa Suzuki Hayabusa ตำนานที่ยังมีลมหายใจ อดีตที่เคยแรงที่สุดในทางตรง ปัจจุบันอาจจะโดนดันได้ แต่บอกเลยว่ายาก เพราะถึงแม้ว่าจะอัดเกรดมาแค่บางส่วนแต่ก็ยังมีความเก๋าอยู่พอสมควรในทางตรง เครื่องยนต์ 1,340 ซีซี, Inline 4 (4 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 264 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.72 hp/kg ราคา 899,000 บาท อันดับที่ 10. KTM SuperDuke 1390 แรง ดิบ เถื่อน คือนิยามของ KTM ค่ายเดียวที่ไม่ยอมเป็นรองเรื่อง King of Naked ไม่เพียงแค่พละกำลังแต่ดีไซน์การออกแบบของ KTM เองก็เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ 1,350 ซีซี, LC8 (2สูบวี) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 212 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.89 hp/kg ราคา 1,XXX,XXX บาท อันดับที่ 9. Triumph Speed Triple 1200 RR Triumph Speed Triple 1200 RR สปอร์ตตัวแรงของค่ายผู้ดี เครื่อง 3 สูบ หนึ่งเดียวในกลุ่มตัวพัน และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ไม่เป็นรองค่ายไหนๆ แถมราคาน่าสอยที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์ 1,160

Vespa GTS 300 HPE ราคา สเปค ออโตเมติกคลาสสิกแบบผู้ดี Vespa GTS 300 HPE รถออโตเมติกสไตล์คลาสสิกผู้ดี ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นกว่าเดิมทั้งตัวตน สไตล์และคาแรคเตอร์เอกลักษณ์เฉพาะตัว กับขุมพลังใหม่ล่าสุดจากทางพิอาจิโอ ตอบโจทย์การเดินทางที่สะดวกสบาย เสริมอำนวยความสะดวกอีกขั้นด้วยระบบ Keyless System ราคาแะนำ 222,900 บาท ระบบไฟ LED กุญแจ Keyless เรือนไมล์อนาล็อก พร้อมจอดิจิทัล ระบบเบรก ABS Vespa GTS 300 HPE ราคา ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบหมุนวน ปริมาตรกระบอกสูบ 278.3 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.7 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 26 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว HPE 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อแม็ก 12 นิ้ว ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน ล้อแม็ก 12 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ ปรับได้ 4 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. ABS กว้าง X ยาว X สูง 795 x 1,980 x NA มม. ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 163 กก. ความจุถังน้ำมัน 8.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS กุญแจ Keyless ระบบไฟ LED เรือนไมล์อนาล็อก พร้อมจอดิจิทัล สีสันที่มีจำหน่าย สีเขียวมิ้นท์ Green Relax สีเบจ Beige Sabbia อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 450 SMR แต่ง สไตล์เท่ ๆ By TK RACING อีกหนึ่งโมเดลสายสไลค์ในรุ่น SuperMoto พิกัดค่ายสีส้ม อย่าง KTM 450 SMR คันนี้ ที่เติมแต่งมาแบบจัดหนัก จัดเต็มกันเลยทีเดียว ซึ่งจัดทำสี เติมของแต่งได้คุมโทนและลงตัว สมชื่อตามสไตล์กุนซือสายแข่งมาดเท่อย่าง “คุณตึก TK RACING” และเราได้ทราบข่าวจากคุณตึกอีกว่า โมเดลรุ่นนี้จะไปโผล่ชื่อในรายการแข่งขัน SuperBike Trackday ในรุ่น SuperMoto ณ สนามแข่งพีระเซอร์กิต ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย แต่ก่อนที่จะไปโชว์ความโหดแบบสุดโต่งในสนามแข่งนั้น เราขอพามาเจาะรายละเอียดคันนี้กันว่ามีของแต่งอะไรกันบ้างครับ แต่งทรงเท่ ตามสไตล์ซูเปอร์โมโต สำหรับ KTM 450 SMR แต่ง คันนี้เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก กับตัวรถรูปทรงโมตาร์ด ที่มาพร้อมกับสีประจำค่ายพร้อมลวดลายประดับตกแต่งรอบคัน และ #13 หมายเลขคู่ใจที่พร้อมจะคว้าโพเดียมในสนามแข่งขัน ต่อกันที่ส่วนแผงคอแต่งบน-ล่าง ยึดด้วยน็อตไทเทเนียมสีม่วงสวยงาม นวมแฮนด์หน้ารถติดตั้งจากโรงงาน ฝั่งประกับฝั่งซ้าย จะพบกับปั๊มคลัตช์ Brembo กระปุกน้ำมันคลัตช์ Kite พร้อมครอบคาร์บอนจาก CMT ก้านคลัตช์ ARC แฮนด์ Ariete และการ์ดแฮนด์ RTech นวมแฮนด์หน้ารถ KTM สุดเท่ แผงคอแต่ง #13 ลัคกี้นัมเบอร์ By TK RACING ปั๊มบน Brembo 17 RCS ก้านสั้น Brembo กระปุกน้ำมัน Discacciati การ์ดแฮนด์ RTech มือคลัตช์ ARC กระปุกแต่ง Kite ครอบคาร์บอน CMT แฮนด์ Ariete ส่วนประกับฝั่งขวา เริ่มจากปั๊มเบรก Brembo 17 RCS พร้อมก้านสั้นสีดำสุดเท่จากอิตาลี และแรร์ไอเทมหายากอย่างกระปุกน้ำมันเบรกจาก Discacciati ปั๊มบนและก้านสั้น Brembo ยางหุ้มประกับคันเร่ง Domino พร้อมการ์ดแฮนด์จาก RTech อีกด้วย ถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT สายระบายไอน้ำมันพร้อมจุกอุด Kite ครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาถังน้ำมันเครื่อง Kite เลื่อนมาต่อคอนโทรลกลางกับถังน้ำมันครอบพาร์ทคาร์บอน CMT และสายระบายไอน้ำมันกับจุกอุด Kite เบาะแต่งทำสีใหม่ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถ เสริมครอบเฟรมคาร์บอนสีส้ม ดูสดสว่าง เพาเวอร์พาร์ทกันแคร้ง ฝาน้ำมันเครื่อง Kite พร้อมท่อ HGS เต็มระบบ โช้คหน้า WP โช้คหลังเดี่ยวจาก WP เช่นเดียวกัน สำหรับช่วงล่าง กับโช้คหน้าคู่ใหญ่และโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก WP ติดตั้งให้มาจากโรงงาน ปั๊มเบรกล้อหน้า Brembo M-150 สายเบรก Allegri จานเบรกโฟลทติ้ง KTM เพาเวอร์พาร์ท ส่วนด้านหลังจะเป็นปั๊ม Brembo โลโก้ขาวและจานจาก เคทีเอ็ม เพาเวอร์พาร์ทเช่นเดียวกัน ส่วนล้อซี่ลวดรุ่นนี้ยังคงเป็นรุ่นเดิมจาก Alpina แต่เพียงเพิ่มเติมเทสีส้ม เช่นเดียวกับดุมล้อหน้า-หลังชุปสีอโนไดซ์ ให้ดูมีส่วนผสมที่ลงตัวกับตัวรถ เสริมด้วยยางหน้าขนาด 125/75 และยางหลังขนาด 165/55 เก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยคันเกียร์ Revolver shift ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork คันเบรกหลัง Trigger และการ์ดบังโซ่ TM Designworks ล้อซี่ลวด Alpina 125/75 ล้อหลัง 165/55 ทำสีส้มสวย สด ปั๊มเบรก Brembo โลโก้ขาว ปั๊ม Brembo M-50 โลโก้แดง ตัวประคองโซ่ T.M. Designwork ล้อสวยสไตล์ SuperMoto ส่วนเสริมเติมแต่งเยอะจริง ๆ สำหรับคันนี้ สายสไลค์ที่ชื่นชอบการแต่งรถไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน และครั้งนี้

Ducati Monster 2024 ที่มาพร้อมกับสีใหม่ล่าสุด ล่าสุดทางค่ายอสูรตัวร้ายอย่าง Ducati ก็ได้เอาใจเหล่า ๆ สาวกสายสปอร์ตกันแบบต่อเนื่อง เปิดตัวโมเดล Ducati Monster 2024 เน็กเก็ดไบค์สายสปอร์ตที่มากับชุดสีใหม่ (สีขาว Iceberg) ลายเดิม เพิ่มเติมคือความเรียบแต่ซ่อนเขี้ยวแห่งความสปอร์ตเท่ ๆ ไว้ในตัวอีกด้วย สำหรับสีใหม่ที่ถูกเปิดตัวออกมายังแบ่งเป็นอีก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Standard (Monster) และรุ่น Monster+ ที่มาพร้อมกับเบาะสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ประจำค่าย เสริมกิมมิกเล็ก ๆ ด้วยล้ออัลลอยสีดำรุ่นเดิม แฝงความสปอร์ตด้วยลายสีแดงที่สลักชื่อ Monster แบบเท่ ๆ ไม่ซ้ำใคร อีกทั้งยังเพิ่มความเป็นรถเน็กเก็ดไบค์สายสนามแข่งมากยิ่งขึ้นในกับรุ่น Monster + ด้วยชิลด์ขนาดเล็กด้านหน้า พร้อมกับครอบเบาะท้ายติดรถมาให้อีกด้วย ส่วนที่เหลือยังคงเป็นสเปคเดิมตามรุ่น มีให้ใช้กันได้ทั้งในสนามแข่ง และขับขี่บนท้องถนนกันแบบเหลือ ๆ ครับ มาพูดถึงสเปกโมเดลรุ่นนี้กันหน่อย กับขุมพลังเครื่องยนต์ Testastretta 11° 2 สูบวี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมกระบอกสูบขนาด 937 ซีซี ให้พละกำลังแรงม้าที่ 111 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตร มาพร้อมกับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานไอเสีย Euro5 มาต่อที่ระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. และโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ซึ่งช่วยในเรื่องของการซับแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับระบบเบรก กับดิสก์เบรกคู่หน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรกโมโนบล็อกจาก Brembo M4.32 ขนาด 4 ลูกสูบ และดิส์กเบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 245 มม. พร้อมปั๊มเบรก 2 ลูกสูบ จาก Brembo เช่นเดียวกัน เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และรัดด้วยยางคุณภาพพร้อมใช้งานอย่าง Pirelli Diablo Rosso III ขนาด 120/70 และ 180/55 เสริมการคอนโทรลตัวรถให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบความปลอดภัย ทั้งระบบเบรกแบบ Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรลกันล้อหลังสะบัด และระบบป้องกันล้อลอยตัว ยังรวมไปถึงระบบที่ช่วยในการออกตัวอย่าง โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ให้สามารถใช้ได้ตามใจชอบ พร้อมกันนี้ยังอำนวยความสะดวกในการขับขี่ ด้วยระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลฟังก์ชันครบครันและ ช่องเสียบ USB ให้ได้ใช้อีกด้วย สมกับเป็นโมเดลอสูรสีขาวแห่งค่ายแดง ส่วนตัวมองว่าสีนี้ดูเรียบเนียน สะอาดตาขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งลายความสปอร์ต ดุดัน ที่พร้อมจะดวลความเร็วบนแทร็กในสนามแข่งและขี่เท่ ๆ บนท้องถนน สำหรับโมเดลสีใหม่รุ่นนี้ เปิดในราคาเดิมที่ 449,000 บาท หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ตัวแทนจำหน่าย คูคาติ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูข้อมูลออนไลน์ได้ที่ https://www.ducati.com/th/th/home ไว้โอกาสหน้าถ้ามีรถรุ่นไหนอัปเดตใหม่ ๆ จาก Ducati เราจะมาอัปเดตให้รับชมกันในโอกาสต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาร์ค มาร์เกซ ยังคือตัวเต็งอันดับ 1 ใน MotoGP 2026 ของเปโดร อคอสตา ยอดนักบิด KTM แม้จะบาดเจ็บไหล่ ชี้ทุกคนต้องหาทางเอาชนะให้ได้

KTM Factory Racing 2026 เจาะลึกการเปิดตัวทีม รวมไปถึงความพร้อมของรถแข่ง RC16 ในปีสุดท้ายของยุค 1000 ซีซี และภารกิจรั้งตัวเปโดร อคอสต้า

MotoGP2026 สำหรับทีมแซทเทิลไลท์ของยามาฮ่าลงตัวแล้ว แจ็ค มิลเลอร์ จับมือ โทปรัค ราซกัตลิโอกลู สู้ศึกในรายการ MotoGP ปีหน้าที่กำลังจะมาถึง

MotoGP รถจักรยานยนต์สุดล้ำสมัยแต่ไม่มีปุ่มสำหรับการสตาร์ท ในคอลัมน์นี้ SuperBike Thailand จะพาผู้อ่านทุกท่านไปดูกันว่าเจ้ารถนี่สตาร์ทยังไง

Balaton Park สนามประเทศฮังการีโดดกลับมาเป็นสนามใช้ทำการแข่งขัน MotoGP อีกครั้ง หลังจากที่หายไปนานกว่า 33 ปี