SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

F1 เกือบชน กลายเป็นประเด็นร้อนหลังนักแข่ง Alpine เกือบพุ่งชนท้าย Racing Bulls ที่จอดสนิทกลางกริดสตาร์ทออสเตรเลียชี้เป็นผลจากกฎเครื่องยนต์ 2026

Toprak Razgatlioglu ออกมาเผยกับสื่อว่าการแข่งโมโตจีพีนั้นไม่ง่าย แต่เจ้าตัวก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับครั้งที่มาขี่ WSBK ครั้งแรก

FIM ได้ทำการประกาศลงโทษนักแข่งอย่าง Marco Bezzecchi ที่เป็นเหตุให้มาร์ก มาร์เกซเกิดอุบัติเหตุจนต้องออกจากการแข่งขันไป

โทปรัค ราซกัตลิโอกลู เจ้าของแชมป์ WSBK 2 สมัยมีข่าวลือว่าเจ้าตัวเตรียมกระโดดร่วมแข่งขัน MotoGP กับทีมฮอนด้าภายใต้สิทธิ์ไวลด์การ์ด

Fabio Di Giannantonio สารภาพเปลี่ยนรถเพราะทำตาม ‘มาร์ก มาร์เกซ’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีม VR46 ออกมาเผยถึงเหตุการณ์วิ่งสี่คูณร้อยเมตรชายในการแข่งขันสนามที่สามของฤดูกาลในช่วงวันที่ 28 มีนาคม – 30 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าเหตุผลของการกระทำดังกล่าวของเจ้าตัวนั้นไม่มีอะไรเลย นอกจากการทำตามมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งจากทีมโรงงาน Ducati จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่สนาม Circuit of the Americas เมื่อมาร์ค มาร์เกซ ซึ่งได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล พุ่งออกจากกริดก่อนรอบวอร์มอัพเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถที่เซ็ตสำหรับพื้นแห้ง และ เหตุการณ์นี้ทำให้นักบิดคนอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่อยู่แถวหน้า ต่างพากันเปลี่ยนรถตาม จนทำให้การออกสตาร์ทต้องล่าช้าออกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ‘ดิกเจีย’ ซึ่งควอลิฟายมาเป็นอันดับสอง ก็เปลี่ยนรถเช่นเดียวกัน แต่เขายอมรับว่าทีมของเขาพยายามห้ามไว้ และที่เขาออกจากกริดไปก็เพียงเพราะเห็นมาร์เกซทำ ไม่ใช่เพราะคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนยางแล้ว “พูดตรงๆ ตอนนั้นผมไม่มีไอเดียอะไรในหัวเลย ผมแค่พูดว่า ‘ทำตามที่มาร์คทำก็แล้วกัน’ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เขามักจะเฉียบคมเสมอ พอเห็นเขาวิ่งออกไป ผมก็รีบกระโดดลงจากรถ ช่างเทคนิคพยายามหยุดผม แต่ผมบอกว่า ‘ไม่ได้ ผมต้องไป’” “แต่พูดตามตรงนะ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ผมแค่ทำตามเขาเท่านั้นเอง ถ้าผมได้สตาร์ทจากแถวหน้า แล้วคนที่ได้โพลดันวิ่งออกไป ผมก็คิดว่าผมต้องตามไปเหมือนกัน ผมต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเขา” การกลับมาขึ้นโพเดียมอีกครั้งของ ‘ดิกเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ กลับมาขึ้นโพเดียมได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีในรายการ Americas GP 2025 หลังพา Ducati ทีม VR46 เข้าป้ายในอันดับที่สาม และการขึ้นโพเดียมในครั้งนี้ถือเป็นโพเดียม อย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขานับตั้งแต่คว้าชัยในรายการ Qatar GP ปี 2023 และเป็นการกลับไปเยือนโพเดียมครั้งแรกนับตั้งแต่รายการ Valencia GP ในปีเดียวกัน แม้ในครั้งนั้นเขาจะถูกปรับตำแหน่งลงมาเป็นอันดับสี่เนื่องจากแรงดันยางไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แม้จะได้ประโยชน์จากการที่มาร์ก มาร์เกซล้มขณะนำการแข่งขันที่ COTA ดิ เจียนนันโตนิโอก็ยอมรับว่าแขนซ้ายของเขา “เหนื่อยล้าสุด ๆ” หลังผ่านไปเพียง 7 รอบสนาม “พูดง่าย ๆ คือหลังจากรอบที่เจ็ด ผมมองไปที่ป้ายพิทเพื่อดูว่ายังเหลืออีกกี่รอบ แล้วมันบอกว่าเหลืออีก 11 รอบ ตอนนั้นผมแบบ ‘โอ้โห งานเข้าแล้ว’ เพราะแขนซ้ายของผมล้าไปหมดแล้วจริง ๆ ผมเลยเริ่มเปลี่ยนวิธีขี่ใหม่หมดเลย พยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายแทน และพูดตามตรง ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก” “จากนั้นผมก็พยายามประคองตัวให้รอดจนถึง 5 รอบสุดท้าย แล้วผมเห็นว่าผมทำเวลาพอ ๆ กับอเล็กซ์ มาร์เกซได้ และยางของผมก็ยังไม่แย่เท่าไร ผมเลยลองเร่งตามเขา พยายามไล่ แต่ก็ยังห่างเกินไป รอบสุดท้ายผมเสียอาการเล็กน้อยตรงท้ายรถ ก็เลยบอกตัวเองว่า ‘โอเค แค่นี้ก็พอแล้ว จบการแข่งขันให้ดี แล้วก็ยกล้อฉลองหน่อยเถอะ’” โดยนักบิดเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้ยังออกมาเผยอีกว่าตัวเขา และทีมมีความสุขอย่างมากในการได้กลับมายืนบนโพเดียมอีกครั้ง ซึ่งตัวเขามองว่าการที่ทีมได้กลับมายืนโพเดียม มันคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น “ผมมีความสุขมาก เราทุ่มเทกันหนักมาก ฤดูหนาวที่ผ่านมามันยาวนานเกินไปสำหรับเรา มีอาการบาดเจ็บมากมาย และใช้เวลาอยู่กับนักกายภาพบำบัดเยอะมาก การได้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราควรจะอยู่ตั้งแต่แรกมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม” “ผมขอบคุณทีมของผมจากใจจริง พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ เชื่อมั่นในตัวผมเสมอ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม “เรารู้ว่าการมาแข่งที่นี่จะยากในแง่สภาพร่างกาย ผมเลยฝึกหนักมากระหว่างที่อยู่ในอเมริกาอาทิตย์นี้ และนั่นทำให้ผมดีใจมาก เพราะเราพัฒนา เราอยู่ตรงนั้น เรารักษาโมเมนตัมไว้ได้ “ผมภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในผลงานของเรา โพเดียมนี้อาจจะมาจากความผิดพลาดของมาร์คก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน” ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ จะกลับมาลงสนามทำการแข่งขันในสนามที่สี่ของฤดูกาลที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อเล็กซ์ มาร์เกซ ‘ขอเป็นอันดับสอง’ (รองจากพี่ชาย) อเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งจากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่ในฤดูกาล 2025 นี้สามารถโชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งภาพรวมการแข่งขันของเจ้าตัวหลังผ่านไป 3 สนามดูเหมือนว่าจะเป็นรองแค่พี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซเท่านั้น โดยการแข่งขันในสนามที่สามของฤดูกาล ในการแข่งขัน Americas GP มาร์เกซคนพี่อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ พลาดท่าล้มในโค้งที่ 4 ในรอบที่ 9 ของการแข่งขันทำให้เจ้าตัวแข่งไม่จบในสนามนี้ ส่งผลให้ทีมเมทอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า ฝ่าธงหมากรุกเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 คว้า 25 คะแนนเต็มเก็บชัยชนะครั้งแรกของฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อดีกรีแชมป์โลก Moto2 ปี 2019 ที่สามารถรักษาฟอร์มอย่างคงเส้นคงวา จบในอันดับที่สองของการแข่งขัน และด้วยความสม่ำเสมอของเจ้าตัวในการได้โพเดียมทำให้อเล็กซ์มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 87 คะแนนทะยานสู่ตำแหน่งจ่าฝูงเหนือพี่ชายของเขาเพียง 1 คะแนนเท่านั้น “ถ้าคุณมาบอกผมก่อนเรซแรกว่า ‘คุณจะเป็นผู้นำในตารางแชมป์โลก’ ผมคงบอกว่า ‘คุณบ้าไปแล้ว!’” อเล็กซ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนี้เราเป็น ‘มิสเตอร์อันดับสอง’ แต่ผมก็มีความสุขกับมันนะ! ผมไม่มีปัญหาเลยถ้าจะจบอันดับสองแบบนี้ไปจนจบฤดูกาล “เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เรารู้ว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ แค่ต้องเข้าใกล้ทุกเรซเหมือนที่เราทำตอนนี้ และพยายามดึงศักยภาพออกมาให้ได้ 100% ผมจะพยายามรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป” แม้ว่าการที่เจ้าตัวได้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงของคะแนนรวมนักแข่ง แต่มาร์เกซคนน้องก็ยอมรับว่าการแข่งขันที่สนามประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึ่งสนามที่มีความยากลำบากอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับสองสนามที่ทำการแข่งขันก่อนหน้านี้ (สนามประเทศไทย และสนามประเทศอาร์เจนตินา) “ถ้าเปรียบเทียบฟอร์มของผมระหว่างไทย อาร์เจนตินา และที่นี่ สนามนี้เป็นสนามที่แย่ที่สุดในแง่ของฟีลลิ่งและวิธีที่ผมเข้าโค้งทั้งหมด” “หลังจากไม่กี่รอบแรก ผมก็เห็นเลยว่าพวกเขาเร็วกว่าผม ผมเกือบล้มหน้าพับในโค้ง 10 และก็คิดในใจว่า ‘โอเค วันนี้ต้องเอาอันดับสามให้ได้ ต้องใจเย็นมาก ๆ’ “แล้วพอผมเห็นมาร์คล้ม ผมก็บอกตัวเองว่า ‘โอเค มีสติไว้นะ’” “ผมมีความสุขมาก ๆ กับวิธีที่เราจัดการทุกอย่าง กับความสม่ำเสมอที่เราทำได้ในการอยู่ท็อปทรี นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องทำต่อไป” “แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องสนุกกับช่วงเวลานี้ เพราะสำหรับทีมอิสระ ที่ใช้รถแข่งของปีที่แล้วแล้วสามารถขึ้นนำตารางแชมป์โลกได้ มันคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ” การแข่งขันในสนามนัดถัดไปจะไปทำการแข่งขันที่สนาม ลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต (Lusail International Circuit) ประเทศกาตาร์ ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

กึนเธอร์ สไตเนอร์ อดีตบอส F1 เปรียบเทียบ Marc Marquez ว่ามี DNA เดียวกับ Max Verstappen เจาะลึกความเหมือนของสองยอดนักแข่งเพื่อแชมป์ปี 2026

2026 KTM RC 160 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2569 พร้อมเครื่องยนต์ 164.2cc 19 แรงม้า ดีไซน์ถอดแบบรถแข่ง เช็กสเปกและรายละเอียดที่นี่

ยลโฉมลวดลายรถแข่ง Cadillac F1 Team ครั้งแรก เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่กลางงาน Super Bowl LIX เตรียมลุยศึก Formula 1 ฤดูกาล 2026

รัฐบาลจีนสั่งแบน มือจับประตูแบบซ่อน ในรถรุ่นใหม่ เริ่มปี 2027 บังคับต้องมีระบบเปิดแบบกลไก หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในรถ EV

2025 Tiger Sport 660 เปิดตัวมาแบบเงียบ ๆ ตามสไตล์แบบผู้ดีอังกฤษกับ สปอร์ตทัวร์ริ่งไซส์กลาง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ไม่ได้มีการปรับเปลื่ยนอะไรมากมายนัก

KTM คัมแบ็ค 2025 พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่ KTM คัมแบ็ค 2025 หลังผ่านอนุมัติการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ พร้อมเดินกำลังผลิตต่อเนื่อง ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดี สำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่และค่อนข้างคลายกังวลโดยเฉพาะแฟน ๆ ค่ายเคทีเอ็ม สำหรับการเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ถูกอนุมัติข้อเสนอจากในที่ประชุม และเตรียมพร้อมกลับมาผลิตอีกครั้งในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป รายละเอียดการปรับโครงสร้างธุรกิจ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ๆ ประกอบไปด้วย 1.ชำระหนี้ 30% : KTM AG จะจ่ายเงินงวดแรก 30% หรือจำนวนเงิน 548 ล้านยูโร เพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ภายในวันที่ 23 พ.ค.68 (ศาลจะอนุมัติรับรองแผนดังกล่าวในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 68 และกระบวนการปรับโครงสร้างของ KTM AG จะสิ้นสุดลงเมื่อแผนมีผลตามกฎหมาย) 2.แต่งตั้ง CEO คนใหม่ : ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่อย่าง Gottfried Neumeister จะเข้ามาบริหารธุรกิจในเครือของ พรีเมียร์ โมลิบิตี้ กรุ๊ป (KTM AG) แทนผู้บริหารคนเก่าอย่าง Stefan Pierer ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป “วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกขอบคุณและดีใจ KTM กำลังกลับมาอยู่บนเส้นทางของมันอีกครั้ง ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา พนักงานของเราทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป วันนี้..เราได้ปิดฉากบทสำคัญหนึ่งลงแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวของเราจะจบเพียงแค่นี้ ตอนนี้เราสามารถเดินหน้าสร้างตำนานของ KTM ต่อไปได้แล้ว เราทำสิ่งนี้เพื่อ แฟน ๆ KTM นับล้านคนทั่วโลก นักแข่งของเราที่เราภูมิใจอย่างยิ่ง และสถานที่ตั้งในออสเตรียของเรา ซึ่งเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้ง โดย KTM ยังคงเป็นหนึ่งในนายจ้างชั้นนำของอุตสาหกรรมในออสเตรีย” Gottfried Neumeister กล่าว 3.กู้เงิน 800 ล้านยูโร : เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับชำระให้แก่เจ้าหนี้และใช้เป็นทุนในการผลิตล็อตไลน์ต่อไป กลุ่มบริษัทฯ จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมจำนวน 800 ล้านยูโร โดยได้แต่งตั้ง Gitigroup เข้ามาดูแลการลงทุนนี้ให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด 4.เงินหนุน 50 ล้านยูโร จากผู้ถือหุ้น: พร้อมหนุนหลังธุรกิจด้วยเงินสนับสนุนจำนวน 50 ล้านยูโร จากกลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุน โดยจะเริ่มเดินแผนการผลิตตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งตั้งเป้าให้สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มกำลัง และนี่ก็คือ 4 ประเด็นหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากประชุมครั้งใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นบวกและน่าพอใจ แต่นี้ก็เป็นเพียงก้าวแรกสำหรับการคัมแบ็คครั้งใหม่ของ KTM เท่านั้น อย่างไรก็ดี การประกาศโดยตรงจากออฟฟิเชียลก็สามารถสยบ ข่าวลือต่าง ๆ มากมาย และก็ถือเป็นการกอบกู้ศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องสั่งปิดโรงงานและปลดพนักงานทั้งหมดในออสเตรีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M4 CS Edition VR46 เบิร์ดเดย์รอสซี่เพียง 46 คันเท่านั้น BMW M4 CS Edition VR46 รถยนต์จากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ เจ้าของแชมป์โลก 9 สมัย และในปัจจุบันนี้เจ้าตัวยังเป็นนักแข่งรถให้กับทางทีมโรงงาน BMW W Works โดยรถรุ่นพิเศษคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพ่อหมอเองก็มีส่วนในการร่วมออกแบบ และเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตออกมาวางจำหน่ายเพียงรุ่นละ 46 คันเท่านั้น เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับวาเลนติโน่ รอสซี่ทั้งทีจะเป็นของแบบธรรมดาก็คงจะไม่สมฐานะกับการเป็นค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศเยอรมนี ทาง BMW ได้ทำการส่ง BMW M4 รถโฉมโมเดลสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมกันทั้งหมดสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่น Sport และ รุ่น Style สเปค และรายละเอียดของเครื่องยนต์ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร สามารถรีดพละกำลังได้มากถึง 550 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 650 นิวตันเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี MTwinPower Turbo ที่เป็นเครื่องยนต์สมรรถนะระดับเดียวกันกับสนามแข่ง พ่วงมาด้วยเทอร์โบแบบ Mono-Scroll สองตัว ส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ M xDrive ที่สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ ทางค่ายเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเทคโนโลยีของรถคันนี้ก็จัดให้ จัดใหญ่ และจัดเต็ม อาทิ ระบบ Active M Differential ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการถ่ายกำลังขณะเข้าโค้ง, M Adaptive Suspension ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติให้เหมาะกับทุกสภาพถนน ดีไซน์การตกแต่งสไตล์ชัดแบบรอสซี่ เริ่มที่รุ่น Sport มาพร้อมกับตัวถังสี Marina Bay Blue metallic สีน้ำเงินเงา สวยสดใส มาพร้อมกับหมายเลข 46 ที่เป็นเบอร์ประจำตัว ขนาบด้านข้างทั้งสองฝั่งด้วยเฉดสี Tanzanite Blue metallic เพิ่มความโดดเด่นให้กับหมายเลข รถคันนี้มาพร้อมจุดเด่นคือมีแทบสีเหลืองพาดอยู่เหนือขอบประตู เพื่อเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ของตัวรถ ถัดมากับรุ่น Style ที่มาพร้อมกับตัวถังสี Frozen Tanzanite Blue metallic แบบด้าน มาพร้อมกับหมายเลข 46 เช่นเดียวกับรุ่นแต่มาด้วยเฉดสี Frozen Marina Bay Blue metallic เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น ก้านล้อตกแต่งด้วยสีเหลือง คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองโดดเด่น ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของการตกแต่งทั้งสองรุ่นย่อยนี้คือ การใช้ดีไซน์ที่เน้นการใช้เฉดสีเหลืองเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก อาทิ ก้านล้อฟอร์จ M light alloy แบบ V-spoke ที่ตกแต่งด้วยสีเหลืองสด ซึ่งก้านล้อยังทำหน้าที่ระบุตำแหน่งของจุ๊บลมยางตามสไตล์ของรถแข่ง ที่คาลิเปอร์เบรกสีเหลืองสดพร้อมโลโก้ M ที่เป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของวาเลนติโน รอสซี หลังคาคาร์บอนพร้อมโลโก้ VR46 ฝากระโปรงท้ายพร้อมโลโก้ VR46 ในส่วนของด้านบนของตัวรถ มาพร้อมหลังคาแบบคาร์บอนที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยโลโก้ VR46 ขนาดใหญ่ที่ถูกทับด้วยลายเซ็นของวาเลนติโน่ รอสซี่ และด้านท้ายบริเวณฝากระโปรงด้านหลังจะมาพร้อมกับตัวอักษร VR46 เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นลิมิเต็ดของรถในโมเดลนี้ มาต่อกันที่ดีไซน์ภายในของตัวรถ ที่ยังคงเน้นด้วยจุดเด่นสีเหลืองต่อเนื่องมาถึงห้องโดยสาร และเน้นไปที่ความเป็นสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ เริ่มที่พวงมาลัยแบบ M Alcantara แบบสามก้าน พร้อนก้านล่างตัดตรงมาพร้อมกับด้ายตะเข็บเย็บสีเหลือง และมาร์กเกอร์สีเหลืองในตำแหน่ง 12 นาฬิกาเพื่อเพิ่มความเป็นสปอร์ตให้กับตัวรถ เบาะนั่ง M Carbon แบบบัคเก็ตซีทที่หุ้มด้วยหนัง Merino ในโทนสี Black/Night Blue และทางด้านของแผ่นรองไหล่ตกแต่งด้วย Alcantara สีเหลือง เพื่อเพิ่มความโดดเด่นในการตัดกับโทนสีหลักของตัวเบาะ พนักพิงมีจุดเด่นหนึ่งจุดได้แก่โลโก้ของ VR46 คอนโซลตรงกลางที่พาดยาวมาถึงอุโมงเกียร์ของตัวรถ ตกแต่งด้วยชิ้นงานในรูปแบบของคาร์บอน เพื่อเน้นความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ที่ซื้อไปคอนโซลตรงกลางยังมาพร้อมกับหมายเลขรันนัมเบอร์ และสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ซื้อคือการได้พบปะแบบส่วนตัวกับเจ้าของหมายเลข 46 อย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ VR46

Series Parallel Hybrid ไฮบริดโฉมใหม่จากแบรนด์ Yamaha มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวช่วยเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์ให้ขับขี่ดีมากยิ่งขึ้น

KTM RC490 หลุดทดสอบกันให้เห็นอีกครั้ง หลังเคยมีข่าวว่าจะเปิดตัวเมื่อหลายปีมาแล้วแต่ดันเงียบกริ๊บ ซึ่งครั้งนี้ KTM ตั้งใจมาจริงหรือแค่ข่าวลือ

Ducati ยังเชื่อมั่น Pecco แม้ผลงานในฤดูกาลนี้ไม่เป็นไปตามเป้า เชื่อว่ายังไง 'แชมป์โลก' จะสามารถกลับมาจุดเดิมได้ เหมือนอย่างที่เป็นมา

foodpanda Thailand ประกาศปิดกิจการ ไรเดอร์ไม่ได้ไปต่อ เป็นข่าวด่วน ข่าวสั้น และเป็นข่าวที่น่าใจหาย สำหรับสายกินที่ชื่นชอบการสั่งอาหารมาทานเป็นชีวิตจิตใจ ล่าสุดหนึ่งในผู้ให้บริการเดลิเวอรี่รายใหญ่ หัวใจสีชมพูอย่าง foodpanda Thailand ประกาศยุติการประกอบกิจการฟู้ดแพนด้า แพลตฟอร์มจัดส่งอาหารและสินค้าในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมจัดส่งความสุข ผ่านทุกๆ ออเดอร์ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในประเทศไทย เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ลูกค้าที่รักยิ่งของเรา และได้รับการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอดจากร้านค้า พารท์เนอร์ และไรเดอร์ทุกท่าน ที่ร่วมเป็นผู้ขับเคลื่อนความสำเร็จที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพตลาดในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของฟู้ดแพนด้าอีกต่อไป เรามีความเสียใจอย่างยิ่งที่การเดินทางของเราต้องสิ้นสุดลง และเราขอขอบพระคุณลูกค้าทุกๆ ท่านที่เชื่อมั่นในฟู้ดแพนด้าเสมอมา นับว่าเป็นข่าวที่ค่อนข้างใจหาย สำหรับการบริหารที่ขาดทุนต่อเนื่องถึง 5 ปีรวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยุติกิจการในครั้งนี้ สำหรับสาวกที่ใช้บริการฟู้ดแพนด้าเป็นประจำ ถึงว่า..ช่วงหลัง ๆ มานี้ ไม่ค่อยได้เห็นฟู้ดแพนด้าวิ่งในบ้านเรา ข่าวนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด อย่างว่าในเรื่องของการแข่งขัน การบริการและความถูกใจของลูกค้าก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้วหล่ะครับ ยิ่งแบรนด์ไหนมีโปรโมชันดี ๆ ส่วนลดเยอะ ๆ ผู้คนน่าจะใช้บริการมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าทาง Lineman จะมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการสีชมพูนี้ แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดความคืบหน้าเผยออกมาหรือว่าตกลงกันไม่ได้ซะยังไงอย่างนั้น เลยปิดกิจการไปซะเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Franco Morbidelli รับ ตอนนี้คือช่วงเวลาเค้นฟอร์มเก่งให้ทีม VR46 Franco Morbidelli นักแข่งเจ้าของหมายเลข 21 จากทีม VR46 Racing Team ทีมภายใต้การดูแลของ ‘พ่อหมอ’ วาเลนติโน่ รอสซี่ ออกมายอมรับว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญในการเค้นฟอร์มเพื่อไล่ล่าโพเดียม ก่อนที่เหล่านักแข่งที่ใช้ GP25 จะสามารถปรับตัวกับรถได้ดีมากยิ่งขึ้น ‘แฟรงกี้’ กับการแข่งขัน MotoGP 2025 เจ้าตัวได้ใช้ตัวแข่ง GP24 ที่เป็นสเปคลดทอนจากตัวแข่งทีมโรงงานที่มาร์ก มาร์เกซ, ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของเจ้าตัวอย่าง ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ ใช้ในการแข่งขันฤดูกาลนี้ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าช่องว่างระหว่างตัวเขากับตำแหน่งหัวตารางที่ใกล้กันตอนนี้ อาจอยู่ได้ไม่นาน และตัวเขาเองก็มีความตั้งใจในการใช้ประโยชน์ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ในการเก็บคะแนนให้ได้มากที่สุด จริงที่หลังผ่านการแข่งขันไปทั้งสิ้น 4 สนามนักแข่งจากทีมแซทเทิลไลท์ของทีม Ducati ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะหนีไม่พ้นน้องชายของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘อเล็กซ์ มาร์เกซ’ จากทีม BK8 Gresini Racing MotoGP ที่สร้างผลงานเด่นขึ้นโพเดียมได้ 3 สนามจาก 4 สนามที่ทำการแข่งขันสะสมคะแนนรวมในตำแหน่งแชมป์โลกได้ถึง 106 คะแนนห่างจากมาร์ก มาร์เกซที่อยู่ในอันดับหนึ่งเพียงแค่ 17 คะแนนเท่านั้น แต่อีกหนึ่งคนที่มาเป็นม้ามืดก็คงจะหนีไม่พ้นนักแข่งเจ้าของหมายเลข 21 รายนี้ ซึ่งหลังผ่านการแข่งขันไป 4 สนามสามารถเก็บคะแนนได้ทุกสนาม และได้ขึ้นโพเดียมได้สองสนาม (สนามประเทศอาร์เจนติน่า และสนามประเทศกาตาร์) สนามแข่งขัน อันดับที่ทำได้ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศไทย อันดับที่ 4 (+13 คะแนน) เทอมาส เด ริโอ ฮอนโด ประเทศอาร์เจนติน่า อันดับที่ 3 (+16 คะแนน) เซอร์กิต ออฟ เดอะ อเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับที่ 4 (+13 คะแนน) ลูเซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ อันดับที่ 3 (+16 คะแนน) ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเมื่อผ่านการแข่งขันไปหลาย ๆ สนามมายิ่งขึ้นนักบิดที่ได้ใช้ตัวแข่งสเปคโรงงานอาจจะได้รับการอัปเกรดในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ช่องว่างระหว่างรถทีมโรงงานกับ GP24 จะมีความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น “แน่นอนว่า… เราควรใช้ประโยชน์จากช่องว่างเล็กน้อยที่มีอยู่ระหว่างรถของเรากับรถโรงงานในตอนนี้” มอร์บิเดลลี่กล่าวที่กาตาร์ “ช่วงเวลานี้ของปีถือเป็นโอกาสที่เราควรใช้เพื่อสร้างผลงานที่ดียิ่งขึ้น” ซึ่งจุดพัฒนาใหญ่ครั้งต่อไปหลาย ๆ ทีมมุ่งโฟกัสไปช่วงหลังการแข่งขัน Spanish Grand Prix ที่เฆเรซในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ อีกทั้งโมบิเดลียังมุ่งมั่นในการตั้งตารอการแข่งขันที่สนามเฆเรซอีกครั้งหลังจากที่ในการแข่งขันปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ฝนตก และทำให้โมบิเดลีพลาดล้มในเรซหลัก “ผมตั้งตารอที่จะไปเฆเรซ หลังจากสุดสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมในกาตาร์ที่ได้ขึ้นโพเดียมอันดับสามสองเรซ” มอร์บิเดลลี่กล่าว “ปีที่แล้ว สนามนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งแรกที่ผมเริ่มขี่ได้เร็ว ผมเข้าใกล้โพเดียมมากในสปรินต์ และแม้ว่าในเรซหลักจะล้มไป แต่ตอนนั้นผมกำลังเร่งแซงอย่างเร็วเลย” Franco Morbidelli และทีม VR46 Racing Team จะลงแข่งขันในสนามที่ห้าของฤดูกาลในช่วงระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 27 เมษายนนี้ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 MT-09 PHEV เครื่องไฮบริด เสียบปลั๊กได้ พึ่งจะออกตัวซูเปอร์เน็กเก็ดพร้อมระบบชิฟเกียร์ Y-AMT ไปเมื่อไม่นาน ทางค่ายยามาฮ่าก็พร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมความทันสมัยในอนาคต ล่าสุด ทางแบรนด์ได้เผยคลิปการทดสอบ 2025 MT-09 PHEV รถต้นแบบในรหัสใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด แนวทางใหม่ที่จะผสานทั้งสมรรถนะและความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการปูทางสู่อนาคตของรถสองล้ออันทรงพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ CP3 ยัดมอเตอร์ไฮบริดในรุ่นนี้ ในคลิปยังเปิดเผยให้เห็นถึงการทดสอบพร้อมข้อมูลรายละเอียดในบางส่วน สำหรับฟังก์ชันการทำงานเจ้าระบบไฮบริดรุ่นนี้ โดยทดสอบกับเจ้าเน็กเก็ดตัวท็อปอย่าง MT-09 รุ่นนี้ ซึ่งยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์สันดาปแบบ CP3 3 สูบ 890 ซีซี พร้อมคาแรคเตอร์การตอบสนอง บิด เด้ง เร่ง ลอย มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสิ่งพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริดคันนี้ก็คือ ทางค่ายได้ทำการยัดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า PHEV หรือปลั๊กอิน ไฮบริด เพื่อเพิ่มเป็นทางการเลือกสำหรับการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถทำงานควบคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองอันเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม โดยมาพร้อมกับโหมดขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบได้แก่ EV Mode หรือโหมดไฟฟ้าเพรียว ๆ จ๋า ๆ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ที่ใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ ขับขี่ในเมือง ปลอดภัย เสียงเงียบไม่รบกวนชุมชนรอบข้างและ ไร้มลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย Hybrid Mode โหมดนี้จะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานร่วมกัน ให้ความเร็ว แรงและประหยัด Engine Mode โหมดนี้จะใช้เครื่องยนต์ล้วน ๆ สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะแบบเต็มพิกัด มีระบบ Y-AMT ติดตั้งมาไว้ให้ใช้งาน นอกจากนี้ ทางค่ายยังได้ยัดระบบ Y-AMT หรือระบบชิฟเกียร์แบบใหม่มาพร้อมกับคลัตช์ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ยังคงติดตั้งก้านคลัตช์ปกติเพื่อเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันเพื่อรองรับความเร้าใจในการขับขี่นั่นเอง และเพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของเจ้าระบบนี้มากยิ่งขึ้น Action /Speed เครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า (Hybrid) Start – 60 km/h ❌ ✅ 60 km/h ขึ้นไป ✅ ❌ เร่งรอบ บิดหมดปลอก ✅ ✅ *เมื่อความจุแบตเตอรี่ต่ำ ระบบจะปรับฟังก์ชันมาใช้พลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปเหมือนเดิม* แม้ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการชัดเจนว่าเจ้ารุ่น PHEV จะริเริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อใด เทคโนโลยีต้นแบบนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีไฮบริดในโลกมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และหากสามารถผลิตขึ้นมาขายในราคาที่จับต้องได้ อาจจะกลายเป็ยโมเดลใหม่ที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการรถสปอร์ตในยุคต่อไปก็เป็นไปได้ครับ อย่างไรก็ตาม ใครที่อยากลองรถพร้อมเทคใหม่เอามาใช้งาน ก็ลองเจ้า MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ไปก่อน ซึ่งแอดมินได้ลองเทสแล้ว ขับขี่สบายมากขึ้นเป็นโข และถ้ายิ่งมีระบบไฮบริดเข้ามาด้วยหล่ะก็..ไม่อยากจะพูดเลยว่ามันจะดีขนาดไหน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ครั้งนี้เรามาทดสอบเทพเจ้า 3 ตา นั้นก็คือ Aprilia RSV4 1100 Factory ไม่ต้องแปลกใจ โมเดลนี้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่าย Aprilia นั้นเองที่มีการพัฒนาเครื่องยนต์ ให้มีแรงม้ามากขึ้น ความจุซีซีมากขึ้น รวมไปถึงแฟริ่งตัวรถที่มีปีกเพิ่มขึ้นมา โดยถอดแบบและพัฒนามาจากรถ Prototype ในรายการแข่ง MOTOGP อย่างเจ้า Aprilia RS-GP อีกด้วย รูปทรง น้ำหนัก โฉมงามติดปีก การออกแบบที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง Aprilia ในรายการ MotoGP ที่ทำให้รู้สึกถึงจิตวิญญาณของความสปอร์ตพร้อมที่จะหวดเร่งลอยอยู่เสมอ มาพูดถึงด้านหน้ากันก่อนเลย พัฒนาล้ำสมัยไปทุกปี ปีนี้ปรับเปลี่ยนหน้าตาจากเดิมไปไม่มากเท่าไรแต่ที่สังเกตได้คือ เจ้า Aprilia RSV4 1100 Factory คันนี้มีปีก (winglet) ขนาดค่อนข้างใหญ่แต่น้ำหนักเบาเพราะเป็นวัสดุ คาร์บอนไฟเบอร์ ที่ติดมาช่วยดักอากาศตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ตัวรถนิ่งขึ้นเวลาทำความเร็วสูงๆ มีชิ้นส่วนแฟริ่งรอบตัวรถเกือบจะ 100% เป็นพาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้น้ำหนักตัวรถรวมของเหลวอยู่ที่ 199 กิโลกรัม ถังน้ำมันสามารถบรรจุเชื้อเพลิงได้ 18.5 ลิตร โครงสร้างตัวรถและสวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมเกรดพิเศษอย่างดีที่มีความแข็งแรงและเบาขึ้น ทางด้านท้ายคนขับถูกออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมือนกับมี สปอยเลอร์อยู่ด้านหลังเรียวสวยงาม ยังคงโชว์ความดิบสีและลวดลายของตัวรถคุมโทนด้วยสีดำ(คาร์บอน) ตัดกับสีทองที่อยู่ในส่วนของตัวแกนโช้ค Ohlins และล้อ Forged Aluminium ที่ถูกไดร์สีให้ออกมาคล้ายกับสีน้ำตาลไหม้ ตัดด้วยโลโก้ Aprilia RSV4 1100 Factory ที่เป็นสีแดง ทำให้รู้สึกถึงความดุดัน สปอร์ต เรซซิ่งเป็นอย่างมาก หน้าจอเรือนไมล์ แบบ Full Digital LCD หน้าจอแสดงผลขนาด 4.3 นิ้วชนิด TFT สามารถปรับแสดงพื้นหลังได้ให้เหมาะสมกับการขับขี่ อัตโนมัติ (กลางวัน/กลางคืน) จอเรือนไมล์จะแสดงผลการเตือนต่างๆ ที่มีในรถคันนี้ และจะปรับเปลี่ยนได้ตามการปรับเปลี่ยนตัวโหมดการขับขี่อีกด้วย โดยโหมดที่เปลี่ยนนั้นคือโหมด Race ที่จะเป็นหน้าจอแสดงรอบ lap และการจับเวลาต่อรอบ พร้อมทั้งสามารถเลือกเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดได้อีกด้วย พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์แบบ V4 65 องศา ลูกสูบแบบใหม่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 81 มิลลิเมตรพร้อมกับออกแบบหัวลูกสูบแบบใหม่ เพื่อให้ได้อัตราส่วนกำลังอัด เท่ากับ 13.6 : 1 ทำให้เครื่องยนต์ที่มีความจุเพิ่มมากขึ้นและมีความจุรวมขนาด 1078 ซีซี 4 จังหวะ มีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 217 แรงม้าที่ 13200 รอบ/นาที สร้างแรงบิดมหาศาลอยู่ที่ 122 นิวตันเมตร ที่ 11000 รอบ/นาที ระบบเกียร์ 6 สปีด มีการปรับอัตราการทดเกียร์ 5 และ 6 ใหม่ให้สามารถลากได้ยาวขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่มีจำนวนหัวฉีด 2 หัวต่อ 1 สูบ และยังใช้มอเตอร์ควบคุมลิ้นเร่งโดยสั่งการจากคันเร่งไฟฟ้าทำให้เสถียรมากขึ้นในการเปิดคันเร่ง พร้อมทั้งยังมี Map ECU ใหม่ Magneti Marelli 7SM ที่ทำให้รอบเครื่องยนต์สามารถที่จะทำรอบเครื่องสูงสุดได้ที่ 13800 รอบ/นาที พัฒนาปั๊มฉีดน้ำมันเครื่องเพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์เพิ่มเพื่อที่จะรองรับรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น และทั้งหมดทั้งมวลจะถูกระบายไอเสียออกด้วยท่อฟูลไทเทเนี่ยมของ Akrapovic ที่ผลิตมาให้เฉพาะ Aprilia Racing เท่านั้น ถือว่าถูกวิจัยและพัฒนามาคู่บุญกับเจ้าคันนี้อย่างแท้จริง Riding Mode จากข้อมือสู่เครื่องยนต์ต้องผ่านคันเร่งไฟฟ้า (Ride by wire) ที่ถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนจากคันเร่งสายเป็นแบบไฟฟ้าเพื่อที่จะตอบสนองการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพถนนหรือสภาพสนามแข่ง โดยจะสั่งการผ่าน ECU ที่มีซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์สามารถปรับ Mode การขับขี่ทั้งหมด 3 โหมด คือ Track, Sport และ Race โดยในการขับขี่ในครั้งนี้ ได้ลองปรับเพียงแค่ Track คิดว่าคือโหมดความแรงระดับกลาง ส่วน Sport จะเปรียบเสมือน การขับขี่บนท้องถนน และ Race ที่เปรียบเสมือนการแข่งขันแบบเต็มข้อมีเท่าไร ใส่มาให้หมด ระบบ APRC นั้นก็คือ (Aprilia Performance Ride Control) ระบบนี้ถ้าถูกตั้งค่าอย่างถูกต้องและใช้ร่วมกับการเลือกโหมดการขับขี่ก็สมบูรณ์แบบมากขึ้นเพราะทางทีมงานพัฒนาได้ยัดทุกอย่างที่มีเข้าไปให้ใช้อย่างละเอียดอีกด้วย ตารางแนะนำการปรับตั้งค่าระบบ APRC MAP ATC AWC ABS

อีกครั้งกับการทดสอบรถรุ่นใหม่ล่าสุด Moto Guzzi V85TT ปี 2019 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้เองภายใต้การดูแลของ MotoPlex Bangkok และสำหรับคันนี้ คาแร็กเตอร์ฉีกแนวจากรุ่นก่อนๆภายใต้สโลแกน ROCK(S) ‘N’ ROAD(S) กับสไตล์คลาสสิก เอ็นดูโร่ (classic Enduro) ที่ทางค่ายได้จัดไว้อยู่ใน เอ็นดูโร่เอนกประสงค์ ออกทริปก็ได้ ลุยก็ดี ค่อนข้างจะฉีกแนวจากตัว Moto Guzzi ตัวอื่นๆที่ผ่านมา ถอดจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันปารีส-ดาการ์ในตำนานออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะคันนี้คือ เครื่องVขวาง สายลุยที่สุดในรุ่น ที่สำคัญต้องขอขอบคุณที่ เทียบเชิญเรา SuperBikeMag.com เข้าร่วมทดสอบ Asia Press Test ระยะทางรวมๆ 200 กว่ากิโลเมตร เริ่มที่ภูเก็ต – พังงา เสม็ดนางชี ในครั้งนี้อีกด้วย โดยแบ่งสัดส่วนในการทดสอบ ถนนดำ 80% และ OFF-Road 20% ในการทดสอบครั้งนี้เป็นกลุ่มสื่อมวลชนแนวหน้าของประเทศไทยที่เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้ ถือวาเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ เราเป็น 1 ในการทดสอบครั้งนี้อีกด้วย มาพูดถึงตัวรถที่จะทดสอบกันหน่อยกับคาเร็กเตอร์ คลาสสิก เอ็นดูโร่ มันเป็นยังไงกัน !! ความดุดัน สูบ V ขวาง 853 CC. เปิดด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของคันนี้กันก่อนเลย สำหรับเครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin 90 องศา ปริมาตรความจุ 853 ซีซี 2 วาล์ว/กระบอกสูบ ตัววาล์วเป็นไทเทเนี่ยม ให้กำลังแรงม้าถึง 80 แรงม้า แรงบิด 80 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดาเพราะปรับปรุงท่อทางเดินไอดีและไอเสียใหม่ทั้งหมด ตามหลักอากาศพลศาตร์ และปรับปรุงการปรับกลไกลของวาล์วใหม่เพื่อให้ลดการสูญเสียจากแรงเสียดทาน บอกเลยคันนี้เสียงท่อไม่ธรรมดา แถมด้วยความนุ่มนวมของเครื่องยนต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับความเร็ว Top speed ที่สามารถทำได้ ทะลุ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงทั้งหมดถูกควบคลุมด้วย คันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ที่ติดมาให้ทางประกับฝั่งขวา รวมไปถึงระบบ Cruise Control ที่เหมาะสำหรับใช้เดินทางไกล ตัวถังและสวิงอาร์ม เฟรมถัก รูปทรงของตัวถังได้ถูกออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรง บาลานซ์ดี เลี้ยวง่าย จะถูกแขวนด้วยเครื่องยนต์ สูบ V ขวางที่ถูกดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Moto Guzzi น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 229 กิโลกรัม ถือว่ากำลังดี ไม่หนัก และ ไม่เบาจนเกินไป สำหรับสาย คลาสสิก เอ็นดูโร่ ลุยได้สบายด้านล้างแคร้งเครื่องจะถูกเสริมด้วยแผ่นกันกระแทรก ที่จะถูกติดตั้งเฉพาะสายลุยอย่าง Moto Guzzi V85TT เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับการลุยผ่านเส้นทางที่มี อุปสรรค และพร้อมที่จะกระแทกตัวเครื่องยนต์ตลอดเวลา สวิงอาร์ม เพลาขับ เพลาขับเหนียวและเงียบกว่าเดิม เพราะได้พัฒนาปรับปรุงระบบส่งกำลังใหม่ รวมไปถึงเพลาคลัตช์ชนิดที่มีแดมเปอร์เพื่อรับการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลที่จะส่งกำลังมา ยังเกียร์ 6 สปีดส่งต่อไปยังเพลาขับจะอยู่ทางด้านขวามือเมื่อค่อมรถในท่าปกติ ข้อดีเลย มันนุ่มเสียเหลือเกิน สำหรับรถสายลุย ส่วนทางด้านซ้ายมือ จะเป็นสวิงอาร์มที่มี ดิสเบรคอยู่ ให้ความแข็งแรง และความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงล่าง ความนุ่มนวล และ เบรค ล้อ โช้คอัพหน้าแบบ Up side Down มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร สามารถปรับความแข็งสปริงได้ รวมไปถึง เบรคหน้าที่ให้มาจากโรงงานเลยก็คือ Brembo มาพร้อมกับดิสเบรคคู่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร ตัวล้อหน้าเป็นแบบ ซี่ลวดที่มีขนาด 19 นิ้ว ขนาดยางที่ใส่มาให้ 110/80 เหมาะสำหรับการลุยเสียจริง โช้คอัพด้านหลัง เป็นโช้คอัพเดี่ยวที่ถูกติดตั้งทางด้านขวาของตัวรถ จะถูกยึดติดระหว่างเพลาขับและตัวเฟรมถักของตัวรถ ตัวโช้คอัพถูกออกแบบมี ซับแท้ง Sub Tank ที่ล้ำสมัยใช้งานได้จริง และสามารถปรับค่าความแข็งและความหนืดได้อีกด้วย ฝั่งตรงข้ามกับเพลาขับคือสวิงอาร์ม ที่ติดมากับดิสเบรคพร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบ 2 สูบ ทั้งหมดจะถูกยึกติดกับตัวล้อที่มีขนาด 17 นิ้ว รัดกับยางขนาด 150/70 มาให้จากโรงงาน บอกไว้ก่อน มี

สเปก Zontes 350E ข้อมูล ราคาและรายละเอียด Zontes 350E บิ๊กสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ต มาพร้อมกับความโฉบเฉี่ยวในคอนเซ็ปต์ Luxury Style ดีไซน์โดดเด่นรอบคัน และสมรรถนะแรงเต็มพิกัด พ่วงด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกมากมาย ครบครันรอบด้าน ราคาแนะนำที่ 159,000 บาท ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่สามารถเก็บหมวกกันน็อกไซส์เต็มใบขนาด XXL ได้ 2 ใบ โช้คใต้เบาะ เพิ่มความสะดวกสบายไม่ต้องค้ำ พักเท้าผู้ซ้อนแบบกดเปิด ใช้งานง่าย ท่อไอเสียอลูมิเนียมทั้งใบใส่ครอบท่อกันความร้อน ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่องขนาดใหญ่ สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้ พอร์ตชาร์จ USB ไทป์ A และ C อย่างละหนึ่งจุดบริเวณเก๊ะด้านซ้าย สเปก Zontes 350E ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 349 ซีซี แรงม้า (เคลม) 36 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 38 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77 x 75.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.8 : 1 ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด ECU ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด BOSCH EFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งอัตโนมัติแบบแรงเหวี่ยง ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 120/80-15 M/C 56S แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/70-14 M/C 68S แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิกขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ ปรับได้ 5 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 268 มม. คาลิเปอร์เรเดียลเม้าท์ 2 ลูกสูบ J.Juan สเปน (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 795 x 2,025 x 1,395 มม. ระยะฐานล้อ 1,565 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 มม. ความสูงเบาะ 770 มม. น้ำหนักรถ 198 กก. ความจุถังน้ำมัน 16 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Dual Channal ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบล็อกคอรถอัตโนมัติ โหมดการขับขี่ Sport / Eco ระบบไฟส่องสว่าง Full LED ช่องเสียบ USB 3 จุด (Type A 2 จุด และType C 1 จุด) จอสี TFT (เชื่อมต่อ Bluetooth และแอปพลิเคชัน Zontes Intelligence & Carbit Ride) สมาร์ทคีย์ 3.0 (IP67) ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า

ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป Royal Enfield Guerrilla 450 คลาสสิกสแครมเบลอร์ มาไทยแน่ๆ คำถามแค่ เมื่อไหร่? สำหรับหลายๆคนที่ติดตามข่าวสาร Royal Enfield ในโลกออนไลน์ ก็คงได้เห็นผ่านๆตามาบ้างกับ รูปหลุดของ Guerrilla 450 มอเตอร์ไซค์สแครมเบลอร์ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ลุคผู้ดีอังกฤษผลิตโดยผู้ดีอินเดีย คาดการณ์สเปค จากตัวเลขที่ระบุในชื่อว่า 450 น่าจะเป็นบล็อกเครื่อง Sherpa สูบเดี่ยวลูกโตจาก New Himalayan 450 ขนาดความจุเครื่อง 452 ซีซี 40 แรงม้า แต่อาจจะปรับแต่งโหมดเครื่องยนต์ให้ต่างออกไป ในข่าวลือวงในจากสื่ออินเดียลงไว้ว่า Guerrilla 450 จะเป็นรุ่นที่ราคา “เข้าถึงง่ายที่สุด” และในข่าวยังคาดการณ์ว่าราคาเปิดตัวไม่น่าเกิน 2.3 lakh ถ้าเทียบกับราคา Himalayan 450 ที่ลงราคาที่อินเดีย ไว้ 2.8 lakh กับข่าวราคาในไทย ที่อยู่ราวๆ 220,000 คาดว่ารุ่น Guerrilla 450 ราคาน่าจะอยู่ที่ 190,000 โดยประมาณ หมายความว่าระบบต่างๆอาจจะถูกตอนลงบ้าง จากราคาที่ถูกกว่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดทางให้ Royal Enfield ได้เจอกับกลุ่มนักขับขี่หน้าใหม่ได้กว้างมากขึ้น ถ้ามาราคานี้จริงตลาด มอเตอร์ไซค์ คลาสกลาง สำหรับผู้เริ่มต้นมีการแย่งชิงต่อสู้กันมากขึ้น เป็นผลดีต่อผู้ขับขี่หน้าใหม่ ที่จะได้เลือกมอเตอร์ไซค์ ได้หลากหลายสไตล์โดยที่ไม่เจ็บกระเป๋า ส่วนมอเตอร์ไซค์ในสไตล์นี้ ก็มี Honda CL500, Triumph Scrambler 400x และทั้ง 2 ก็อยู่ในพิกัดราคาเดียวกัน คลิปรีวิวเท่ๆ โดย Guy Martin นักแข่ง Isle of Man TT ในตำนาน จุดเด่นเท่าที่พอเดาๆได้จากรูปหลุดคือ – ถังสไตล์ใหม่ – โช๊คหน้าเทเลสโคปิค – ไฟหน้า/ท้าย LED – หน้าไมล์ทรงกลม (คล้าย Himalayan) – ล้อหน้าขนาด 18″ หลัง 17″ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ Superbikemag Thailland ได้รับเชิญเป็น 1 ในสื่อไทย ที่ได้เข้าร่วมทดสอบ Guerrilla 450 ที่ประเทษสเปน รีวิวขี่จริงแล้วเป็นไงจะมาเหลาให้อ่าน….ตอนนี้ก็รอไปก่อนเด้ออ้าย

New Grom 2023 สเปค ราคา สปอร์ตมินิไบค์นรุ่นล่าสุด New Honda Grom 2023 สปอร์ตมินิไบค์ สายจี๊ด มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ HYPE UP YOUR RIDE “รออะไร…ถ้าใจมันเร้า” กับเครื่องยนต์ eSP 125 ซีซี พร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ ให้คุณสนุกกับการขับขี่แบบเต็มประสิทธิภาพ รุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 77,900 บาท รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 66,900 บาท ระบบไฟส่องสว่าง Full LED หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล ท่อสลิปออนด์ ออกแบบใหม่ ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) New Grom 2023 สเปค รุ่น ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ eSP สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 123.9 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว 2 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 50.0 x 63.1 อัตราส่วนการอัด 10.0 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-12 51L แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-12 56L แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก (ABS เฉพาะรุ่น ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรก กว้าง X ยาว X สูง 726 x 1,758 x 1,017 มม. ระยะฐานล้อ 1,198 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 178 มม. ความสูงเบาะ 761 มม. น้ำหนักรถ 101 กก. ความจุถังน้ำมัน 6 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E20 เทคโนโลยี เรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟ Full LED ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) สีสันที่มีจำหน่าย NEW GROM 2023 รุ่น ABS NEW GROM 2023 รุ่น Standard อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Speed Twin 900 โมเดิร์นคลาสสิกไบค์ แดนเมืองผู้ดี หลังจากเปิดตัวไปได้ซักพักแล้ว สำหรับโมเดลสุดฮ็อตจากค่ายเมืองผู้ดี อย่าง Triumph Speed Twin 900 โดยครั้งนี้ ทาง SuperBike Thailand ขออนุญาติหยิบโมเดลมาโชว์ ตามคำเรียกร้องแฟน ๆ สาวกรถ 2 ล้อคลาสสิก เดี๋ยวเราจะพามาชมกันว่า โมเดลนี้จะมีดีเทลอะไรที่น่าสนใจกันบ้างครับ โดยโมเดลสุดพิเศษรุ่นนี้ ได้รับการดีไซน์ ที่คงความเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก โดยยึด DNA ต้นแบบอย่าง Triumph Bonneville รุ่นแรกเมื่อปี 1959 โดยนำมาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาใหม่ให้เข้ากับรถในยุคปัจจุบัน ในสไตล์การแต่งคัสตอมแบบท้ายเปลือย รวมทั้งฟีเจอร์ใหม่ที่มากับตัวรถ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ไฟทรงกลม ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Breambo 4 ลูกสูบ (ABS) โครงสร้างเบาะโฟมหนาขึ้น ท่อไอเสียคู่โลหะปัดเงาแบบใหม่ โช้คหลังปรับพรีโหลดได้ รวมทั้ง ยังถูกยกระดับการออกแบบ โดยมีส่วนเสริมแต่งในการดีไซน์ใหม่ ๆ มากมาย ทั้งล้อหล่อขึ้นรูป ตกแต่งรายละเอียดด้วยลายกลึงบนซี่ล้อ ขาจับไฟหน้าอลูมิเนียมปัดเงา คิ้วเรือนปีกผีเสื้อแบบใหม่ และเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ที่ใช้โครงสร้างโฟมหนาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 10 มม. ยังรวมไปถึง ท่อไอเสียคู่โลหะปัดเงาแบบเฉียง บ่งบอกถึงกลิ่นอายของสไตล์รถคลาสสิกเท่ ๆ แบบผู้ดีเลยครับ ในขณะที่ขุมพลังเครื่องยนต์เป็นแบบสูบคู่ Bonneville ขนาด 900 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว กับระบบเกียร์แบบ 5 สปีด ให้กำลังสูงสุด 65 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบ ซึ่งสามารถส่งกำลังแรงบิดได้อย่างนุ่มนวล และทันใจตั้งแต่ช่วงรอบต่ำจนถึงรอบกลาง ๆ ส่วนรอบปลายคงไม่ต้องพูดถึง อีกทั้งเครื่องยนต์ยังผ่านการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน Euro 5 ด้วยการปล่อยไอเสียที่น้อยลงและสะอาดมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และคลัตช์ระบบผ่อนแรงที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวก สำหรับช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนในรุ่นนี้ จะใช้โช้คอัพหน้าแบบคาร์ทริดจ์ ขนาด 41 มม.แถมมากับยางหุ้มโช้ค และโช้คอัพสตรัทสปริงคู่ด้านหลัง สามารถปรับพรีโหลดได้ พร้อมระเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลอยตัวขนาด 310 มม. คาลิเปอร์ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 255 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดียวจาก Nissin แถมมากับระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ต่อมาที่ล้อหน้า-หลังขนาด 18 นิ้วและ 17 นิ้ว และยางหน้า 110/90 และยางหลัง 150/70 โดยน้ำหนักตัวรถทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 217 กก. และถังน้ำมันขนาด 12 ลิตร นอกจากนี้ ไทรอัมพ์ สปีด ทวิน 900 ยังมีฟีเจอร์การใช้งานที่ครบครัน เพื่อเสริมความสามารถในการขับขี่ และมิติการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้น ทั้งโหมดการขับขี่ 2 โหมด ( Road, Rain) ระบบคันเร่งไฟฟ้า ช่วยให้การควบคุมรถสเถียรภาพมากยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรง ระบบป้องกันการโจรกรรมซึ่งซ่อนอยู่ภายในกุญแจ รวมทั้งไฟท้าย LED และช่องชาร์จไฟ USB ใต้เบาะที่นั่ง ที่ให้มาในรุ่นนี้อีกด้วย สมกับเป็นโมเดลคลาสสิกเมืองผู้ดี จริง ๆ เลยครับ ทั้งการออกแบบ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบเต็มพิกัด มีให้ใช้แบบเหลือเฟือ สำหรับราคารุ่นนี้ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 407,000 บาท และรุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน (Chrome Edition) ราคาเปิดตัวที่ 422,000 บาท โดยสามารถติดต่อขอดูรถตัวจริงได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองขับขี่ได้ที่ https://www.triumphmotorcycles.co.th/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS โมเดลพิมพ์นิยม ของคนไทย Vespa GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS โมเดลใหม่จากทางค่ายเวสป้า ดีไซน์เหนือระดับกับลุคสปอร์ตสุดโดดเด่นในทุกมิติ โฉบเฉี่ยวไปกับลายกราฟิกใหม่ กับเครื่องยนต์สูบเดียว 155.1 ซีซี พร้อมที่จะพาคุณโลดแล่นไปพร้อมกับความอิสระครั้งใหม่ ราคาแนะนำที่ 165,900 บาท สีขาว (White Innocenza) ราคาแนะนำที่ 166,900 บาท สีดำ (Black Opaco) และสีเขียว (Green Olive) กุญแจอัจฉริยะ (Smart Keyless) ระบบไฟส่องสว่าง LED เรือนไมล์อนาล็อก พร้อมจอแสดงผลดิจิทัล ระบบเบรก ABS เบาะดีไซน์แบบใหม่ สเปค GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 155.1 ซีซี แรงม้า (เคลม) 15.6 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 15 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 120/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพไฮดรอลิกแบบแขนเดี่ยวทำงาน สองทิศทาง ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ ปรับระดับการรองรับน้ำหนักได้ 4 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก ขนาด 220 มม.(ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรก ขนาด 220 มม. (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 795 x 1,980 x NA ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 800 มม. น้ำหนักรถ 150 กก. ความจุถังน้ำมัน 6.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบกุญแจอัจฉริยะ (Smart Keyless) ระบบส่องสว่าง Full LED หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบเบรก ABS ระบบสตาร์ท – สต็อป สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS สีเขียว Green Olive และสีดำ Black Opaco ราคา 166,900 บาท รุ่น GTS SUPER SPORT 150 I-GET ABS สีขาว White Innocenza ราคา 165,900 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda

Audi Q5 e-Hybrid 2026 เจาะรายละเอียด ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด 367 แรงม้า วิ่งไฟฟ้าไกล 106 กม. นำเข้า CBU ทั้งคัน เริ่มต้น 4.149 ล้านบาท

เครื่องยนต์ D-4D ตำนานดีเซล เจาะลึกประวัติศาสตร์และเทคนิคเครื่องยนต์ ขุมพลังที่ปฏิวัติวงการรถกระบะไทยที่ยังคงเป็นราชาในใจคนใช้รถมือสอง

เจาะลึกความเชื่อมั่น JAECOO & OMODA หลังให้ลูกค้ารับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง สะท้อนปัญหาโลจิสติกส์ มาตรฐาน PDI และความไม่พร้อมของศูนย์บริการ

ทำไม Toyota Vios เห็บหมา ถึงยังเป็นที่นิยมในปี 2568? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย อัตราสิ้นเปลือง และเทคนิคการเลือกซื้อรถมือสองสภาพดี ในงบแสนต้นๆ

Honda Civic FD ปี 2569 เจาะลึกที่มาฉายานางฟ้า ดีไซน์ เครื่องยนต์ i-VTEC จุดอ่อนที่ต้องระวัง และราคาตลาดมือสองล่าสุดที่คนอยากซื้อห้ามพลาด

KTM Thailand ร่วมระเบิดความมันส์ ใน SuperBikeMag Trackday 2023 KTM Thailand จัดเซอร์ไพรส์เอาใจสาวกค่ายรถสีส้ม ร่วมสัมผัสประสบการณ์บนสนามแข่ง กับการแข่งขัน ใน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 วันที่ 10-11 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ณ สนามพีระเซอร์กิต พัทยา สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมอบความสนุกให้กับนักบิดสายเลือดสีส้ม ตรงคอนเซปท์ Ready To Race โดยพาลูกค้ามาลองฝึกการขับขี่ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ วิธีการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมไปถึงจัดรุ่นแข่งเฉพาะสายเคทีเอ็ม ในรุ่น KTM Trophy ได้ปลดล็อกลิมิต หวดความเร็วแบบเอ็กซ์คลูซีฟตลอดทั้ง 2 วัน ยังรวมไปถึงเอาใจสายลุย กับการแข่งขันในรุ่นไฮไลท์อย่าง SuperMoto พร้อมกับการโชว์ลีลาสุดเร้าใจ ทั้ง ยกล้อ ลุยดิน กระโดดโหนเนิน เรียกได้ว่าฝุ่นตลบอบอวลทั้งสนาม สร้างสีสันการแข่งให้สนุกเพิ่มยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทาง KTM ยังให้บริการเซอร์วิสรถบิ๊กไบค์ และบริการตรวจเช็คสภาพรถ จากช่างชำนาญการจากเคทีเอ็ม ก่อนลงไปขับขี่มันส์ ๆ บนแทร็ก พร้อมกันนี้ยังจัดทัพ ขนสินค้า เข้ามาจัดจำหน่ายภายในงานนี้อีกด้วย เรียกได้ว่าเซอร์วิส จัดเต็มสุด ๆ เดี๋ยวพาไปรับชมบรรยากาศภายในงานกันครับ บรรยากาศคึกคัก รถแข่ง…แต่งเต็มพิกัด KTM RC390 ไฮไลท์สายสปอร์ตตัวแรง บูธแสดงรถ พร้อมให้บริการคำแนะนำเรื่องรถ จากทีมงาน KTM พร้อมตรวจเช็คสภาพ ก่อนลงไปขับขี่ในแทร็กมันส์ ๆ เปิดแลนเวย์เฉพาะรุ่นกับ KTM Trophy บรรยากาศการแข่งขัน และการรับรางวัลบนโพเดียม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิด 15

Nightster 2023 ราคา สเปค ครูเซอร์สุดจิ๊กโก๋ จากค่ายอินทรี Nightster 2023 สปอร์ตครูเซอร์ สายจิ๊กโก๋จากค่ายอินทรีย์ มากับเครื่องยนต์ Revolution Max 975 V-Twin ขนาด 975 ซีซี พร้อมที่จะพาออกไปลุยในสไตล์เท่ ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ราคาแนะนำ สี Redline Red 662,000 บาท สี Vivid Black 658,000 บาท ระบบไฟ LED รอบคัน เรือนไมล์อนาล็อก และจอดิจิทัล LCD ระบบเบรก ABS โช้คหลังคู่สปริงแบบเปลือย ปรับพรีโหลดได้ Nightster 2023 ราคา ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ Revolution(R) Max 975T แบบ V Twin ระบายความร้อนด้วยของเหลว ปริมาตรกระบอกสูบ 975 ซีซี แรงม้า (เคลม) 90 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 95 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 97.0 x 66.0 มม. อัตราส่วนการอัด 12.0 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ระบบช่องฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์แบบต่อเนื่อง (ESPFI) ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 110/90 ขนาด 19 นิ้ว ยางหลัง 150/80 ขนาด 16 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิกที่มีวาล์วแบบ Dual Bending ของ SHOWA™ ขนาด 41 มม. ทริปเปิลแคลมป์ ชุดตะเกียบอะลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพคู่ สามารถปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) จานเบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ เบรกหลัง จานเบรกแบบตัน พร้อมคาลิเปอร์ลูกสูบลอยแบบเดี่ยว กว้าง X ยาว X สูง NA ระยะฐานล้อ 1,545 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 110 มม. ความสูงเบาะ 705 มม. น้ำหนักรถ 221 กก. ความจุถังน้ำมัน 11.7 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการยึดเกาะ TCS ระบบ DRAG-TORQUE SLIP CONTROL (DSCS) สีสันที่มีจำหน่าย สี Redline Red สี Vivid Black อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก