
จากกระแสไวรัลอุบัติเหตุบนท้องถนนไทยที่ทำให้ชื่อของกระทิงดุรุ่นนี้ถูกค้นหาอย่างล้นหลาม วันนี้ ข่าวยานยนต์ ของ SuperDrive ขอพาทุกท่านมาโฟกัสที่ความสุดยอดทางวิศวกรรมยานยนต์ เจาะลึก Lamborghini Aventador Ultimae roadster (LP 780-4) รถยนต์ที่เปรียบเสมือน “จดหมายสั่งลา” ชิ้นสุดท้าย ที่ปิดตำนานเครื่องยนต์สันดาปเพียวๆ ก่อนที่แลมโบกีนีจะก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าไฮบริดอย่างเต็มตัว พร้อมไขข้อสงสัยที่ว่า “คันสุดท้ายที่ออกจากสายพานการผลิต อยู่ที่ประเทศไทยจริงหรือ?”

เครื่องยนต์ V12 บล็อกที่ทรงพลังที่สุดของ Aventador
หัวใจสำคัญที่ทำให้ ข้อมูลรถ Aventador Ultimae เป็นที่จับตามองของนักสะสม คือการดึงเอาศักยภาพสูงสุดของ ขุมพลัง NA V12 (Naturally Aspirated) วางกลาง ขนาดความจุ 6.5 ลิตร รหัส L539 มาปรับจูนใหม่ทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศหรือมอเตอร์ไฟฟ้า



ขอขอบคุณภาพจาก : lamborghini
ผลลัพธ์ที่ได้คือ พละกำลัง 780 HP (769 แรงม้า) ที่ 8,500 รอบ/นาที ซึ่งแรงกว่ารุ่น SVJ ถึง 10 แรงม้า และให้แรงบิดมหาศาลถึง 720 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ISR ที่เปลี่ยนเกียร์ได้ฉับไวเพียง 50 มิลลิวินาที
ด้าน สมรรถนะซูเปอร์คาร์ คันนี้ สามารถพุ่งทะยานจากจุดหยุดนิ่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.8 วินาที (สำหรับรุ่น Coupe) ก่อนจะไต่ไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 355 กม./ชม.
โครงสร้าง คาร์บอนไฟเบอร์ และแอโรไดนามิกขั้นสุด
นอกจากความแรงแล้ว เจาะลึก LP 780-4 Ultimae ยังใช้โครงสร้าง แชสซีส์โมโนค็อก ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ทำให้น้ำหนักรถเปล่าเบาเพียง 1,550 กิโลกรัม ส่งผลให้มีอัตราส่วนน้ำหนักต่อพละกำลังที่ยอดเยี่ยมเพียง 1.98 กก./แรงม้า



ขอขอบคุณภาพจาก : topgear
การควบคุมรถถูกยกระดับด้วยระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ (LRS – Lamborghini Rear-wheel Steering) ผสานกับ อากาศพลศาสตร์ แบบแอคทีฟ (Active Aero) ที่สปอยเลอร์หลังสามารถปรับระดับอัตโนมัติได้ 3 ระดับ ตามโหมดการขับขี่และความเร็ว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างแรงกด (Downforce) และการลดแรงต้านอากาศ
ไขปริศนา คันสุดท้ายของโลก อยู่ที่ไทยจริงหรือไม่?
คำว่า “Ultimae” หมายถึง “สุดท้าย” ซึ่งทางแบรนด์ผลิตในรูปแบบลิมิเต็ดอิดิชันจำกัดเพียง 600 คัน (Coupe 350 คัน และ Roadster 250 คัน) จากข้อมูลที่เราได้สืบค้นเพิ่มเติมเพื่อตอบข้อสงสัยของแฟนๆ ชาวไทย มีข้อเท็จจริงดังนี้
ประเทศไทยได้รับมอบ “โควตาลอตสุดท้าย” ของสายการผลิตรุ่นนี้จริง ซึ่งถือว่ามหาเศรษฐีและนักสะสมชาวไทยได้ครอบครอง แรร์ไอเทมซูเปอร์คาร์ ในช่วงปลายสายพานก่อนยุติการผลิตพอดี ถือเป็นรุ่นที่หาซื้อไม่ได้อีกแล้วในสายการผลิตมือหนึ่ง

แต่สำหรับ “คันสุดท้ายหมายเลขจบลายน์ผลิตของโลก” (The Absolute Last One) นั้น ทางสำนักงานใหญ่ที่โรงงาน Sant’Agata Bolognese ได้ทำการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยรถคันที่ปิด สายพานการผลิต คันสุดท้ายของโลกตัวจริง เป็นรุ่นเปิดประทุน Roadster สั่งทำสีพิเศษ Azzuro Flake (สีฟ้าเพื่อระลึกถึง Miura Roadster) ซึ่งถูกประมูลไปพร้อมกับงานศิลปะ NFT 1:1 และถูกส่งมอบให้กับ ผู้ชนะการประมูลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แม้คันจบลายน์จะไม่ได้อยู่ในไทย แต่ บทสรุปอเวนทาดอร์ ทุกลำที่วิ่งอยู่ในประเทศไทย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ รุ่นส่งท้ายตำนาน ที่มีมูลค่าหาที่เปรียบไม่ได้แล้วในปัจจุบัน หากคุณไม่อยากพลาดเรื่องราวเจาะลึก รีวิวซูเปอร์คาร์ และ ข้อมูลยานยนต์ ที่เข้มข้นแบบนี้ ติดตาม SuperDriveMag ไว้ได้เลย
A: ใช้ เครื่องยนต์ NA V12 ขนาด 6.5 ลิตร รีดพละกำลังได้สูงสุด 780 แรงม้า และแรงบิด 720 นิวตันเมตร
A: ประเทศไทยได้รับมอบ “โควตาชุดสุดท้าย” ของสายการผลิตซึ่งถือเป็นลอตปิดตำนาน แต่คันที่เป็นลำดับสุดท้ายจริงๆ (The Last One) ของสายพานการผลิต เป็นรุ่นเปิดประทุนสีฟ้า Azzuro Flake ซึ่งส่งมอบให้ลูกค้าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
A: เพราะนี่คือ Aventador รุ่นสุดท้าย และเป็นรุ่นสุดท้ายของค่ายที่ใช้เครื่องยนต์ V12 เพียวๆ แบบไม่พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริด ผลิตจำกัดเพียง 600 คัน










































