Ducati
Captain SuperBike Captain SuperBike

ประเด็นร้อน MotoGP นักบิด VR46 เตือนเพิ่ม Sprint Qualifying เสี่ยงทำลายสุขภาพนักแข่ง

ทำไมการเพิ่ม Sprint Qualifying ถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพนักแข่งระดับพรีเมียร์คลาส?

การบีบให้นักแข่งต้องเค้นความเร็วสูงสุด (Time Attack) เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเซสชัน จะสร้างภาระทางร่างกายและสมองจนเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความพยายามในการปรับปรุงรูปแบบการแข่งขันเพื่อดึงดูดฐานผู้ชมของ ดอร์น่า สปอร์ต (Dorna Sports) ผู้จัดการแข่งขัน MotoGP กำลังเผชิญกับแรงต้านจากผู้ที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงบนแทร็ก สำหรับแฟนๆ ที่ติดตาม ข่าวมอไซค์ สายเรซซิ่ง คงทราบดีว่าการนำระบบ Sprint Race เข้ามาใช้ในบ่ายวันเสาร์ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของ MotoGP ไปอย่างสิ้นเชิง แต่ล่าสุดเมื่อมีข่าวลือหรือแนวคิดที่จะเพิ่มรอบคัดเลือกแยกต่างหากสำหรับสปรินต์เรซ คล้ายกับที่ Formula 1 ทำ นักบิดจากสังกัดทีม VR46 จึงต้องออกมาส่งเสียงเตือน

ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เรื่องของเวลาถ่ายทอดสด แต่อยู่ที่ “ขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์” รถแข่ง MotoGP ในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) และอุปกรณ์ลดความสูง (Ride Height Devices) ที่ทำให้รถเกาะถนนและเข้าโค้งได้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือ “ความหนักหน่วง” ในการควบคุมรถ การเบรกจากความเร็วทะลุ 350 กม./ชม. และการต้องพับรถสลับซ้ายขวา ต้องใช้มวลกล้ามเนื้อและแรงยึดเกาะมหาศาล การเพิ่มรอบ Sprint Qualifying เท่ากับเป็นการบังคับให้นักแข่งต้องใส่ยางซอฟต์และวิ่งกดเวลาแบบ 100% เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งนั่นอาจเป็นจุดแตกหักของความเหนื่อยล้า (Fatigue)

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบหากมีการเพิ่มรอบคัดเลือก:

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบตารางแข่งขันรูปแบบปัจจุบันหากมีการเพิ่มรอบคัดเลือกสปรินต์
ความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อสูงมากจากการขี่ Q1/Q2 และแข่งสปรินต์ล้นขีดจำกัด กล้ามเนื้อไม่มีเวลาพักฟื้นตัว
ความเครียดและสมาธิต้องโฟกัส 2 ช่วงสำคัญในวันเสาร์สมองล้าจากการต้องโฟกัสการเค้นรอบควอลิฟายถึง 2 ครั้ง
ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมีความเสี่ยงในโค้งแรกของสปรินต์เรซความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ที่สะสมความล้า

รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบันหนักหนาแค่ไหนเมื่อเทียบกับอดีต?

รูปแบบสุดสัปดาห์ในปัจจุบันบังคับให้นักแข่งต้องเค้นฟอร์มตั้งแต่วันศุกร์ในรอบ Practice เพื่อชี้ชะตาเข้ารอบ Q2 ทำให้ไม่มีเซสชันสำหรับการขี่ผ่อนคลายหรือเซ็ตอัปรถแบบสบายๆ อีกต่อไป

หากลองย้อนกลับไปดูอดีต วันศุกร์และเช้าวันเสาร์คือช่วงเวลาที่นักแข่งใช้สำหรับการหาเซ็ตอัป (Setup) ลองยาง และปรับตัวเข้ากับสนาม แต่ปัจจุบันกฎได้ถูกเปลี่ยนไป รอบ Practice ในบ่ายวันศุกร์กลายเป็นช่วงเวลาคอขาดบาดตายที่ทุกคนต้องกดเวลาให้ติด Top 10 เพื่อผ่านเข้าสู่ Q2 โดยอัตโนมัติ สำหรับคนที่เคยอ่าน รีวิวมอไซค์ สปอร์ตตัวพัน คงพอนึกภาพออกว่าการบิดหมดปลอกเพื่อทำเวลาให้เร็วกว่าคนอื่นในเสี้ยววินาทีนั้น กินแรงมากขนาดไหน

เมื่อเข้าสู่วันเสาร์ นักแข่งต้องเผชิญกับรอบ Free Practice 2 ช่วงเช้า ตามด้วย Q1 และ Q2 ที่บีบหัวใจขั้นสุด และพักเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกไปลุยใน Sprint Race ที่เปรียบเสมือนการชกมวยแบบแลกหมัดตั้งแต่โค้งแรก เพราะระยะทางสั้นลง ทุกคนจึงขี่แบบดุดันและไม่มีการถนอมยางใดๆ ทั้งสิ้น การที่นักแข่งของ VR46 ออกมาสะท้อนมุมมองนี้ ถือเป็นเสียงสะท้อนจากคนหน้างานที่ต้องการให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจตระหนักว่า แม้ผู้ชมจะต้องการความตื่นเต้น แต่ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักแข่งก็ไม่ควรถูกนำไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพียงเพื่อเรตติ้ง

การพัฒนากีฬามอเตอร์สปอร์ตต้องเดินควบคู่ไปกับความยั่งยืน หากการเพิ่มเซสชันทำให้ดาวดังต้องบาดเจ็บและพักยาว ย่อมส่งผลเสียต่อภาพรวมของรายการแข่งขันมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน

อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com

ทำไมนักแข่งทีม VR46 ถึงออกมาเตือนเกี่ยวกับการเพิ่มรอบคัดเลือกนี้ใน MotoGP?

เพราะการขับขี่รถ MotoGP ต้องใช้พละกำลังร่างกายมหาศาล การเพิ่มเซสชันที่ต้องเค้นความเร็วสูงสุด (Time Attack) จะทำให้ร่างกายและสมองเกิดความเหนื่อยล้าสะสม เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

รูปแบบสปรินต์เรซของ MotoGP แตกต่างจาก Formula 1 อย่างไรในแง่ของภาระทางร่างกาย?

แม้ F1 จะมีรอบคัดเลือกแยก (Sprint Shootout) แต่สำหรับนักแข่งมอเตอร์ไซค์ การควบคุมรถ MotoGP ที่มีพละกำลังกว่า 300 แรงม้า ต้องใช้การโหนถ่ายเทน้ำหนักตัว และใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในการต้านทานแรง G-Force ทำให้การเค้นความเร็วสูงสุดหลายๆ เซสชันติดต่อกันมีความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมากกว่ารถยนต์นั่ง

หากไม่มีการเพิ่มรอบคัดเลือกใหม่ จุดสตาร์ทของ Sprint Race ในปัจจุบันใช้วิธีใดในการจัดอันดับ?

ปัจจุบัน MotoGP ใช้ผลลัพธ์จากรอบคัดเลือก Q1 และ Q2 ในช่วงเช้าวันเสาร์ เป็นตัวกำหนดกริดสตาร์ท (Grid Position) สำหรับการแข่งขันทั้ง 2 เรซ คือ Sprint Race (บ่ายวันเสาร์) และ Main Race (บ่ายวันอาทิตย์) ด้วยการคัดเลือกเพียงครั้งเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง