
ระดับน้ำที่ปลอดภัยต้องไม่เกินแกนล้อหรือครึ่งล้อรถ หากน้ำสูงถึงท่อไอเสียต้องใช้เทคนิคเลี้ยงคันเร่งอย่างระมัดระวัง และห้ามขับลุยเด็ดขาดหากน้ำสูงถึงระดับหม้อกรองอากาศ
สำหรับไบค์เกอร์ที่ต้องสัญจรบนท้องถนนเป็นประจำ การเจอน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝนถือเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งทั้งคนและรถ ผู้ที่ติดตาม ข่าวมอเตอร์ไซค์ มักจะเห็นกรณีศึกษามากมายที่รถพังเสียหายจากการประเมินระดับน้ำผิดพลาด สิ่งสำคัญอันดับแรกเมื่อเจอน้ำท่วมขังด้านหน้า คือการตั้งสติและประเมินความลึกของน้ำ โดยสามารถสังเกตได้จากฟุตบาทริมถนน หรือดูร่องรอยการลุยน้ำของรถยนต์คันหน้าที่ขับผ่านไป

ตารางประเมินระดับน้ำและความเสี่ยงในการขับขี่:
| ระดับความลึกของน้ำ | การประเมินความเสี่ยง | ข้อปฏิบัติที่แนะนำ |
| ต่ำกว่าแกนล้อ หรือไม่ถึงครึ่งล้อ | ปลอดภัย | สามารถขับผ่านได้ ค่อยๆ เดินคันเร่งอย่างนุ่มนวล ระวังหลุมบ่อใต้น้ำ |
| สูงถึงระดับท่อไอเสีย | เสี่ยงปานกลาง-สูง | ใช้เกียร์ต่ำ เลี้ยงรอบเครื่องให้สม่ำเสมอ ห้ามผ่อนคันเร่งให้เครื่องดับเด็ดขาด |
| สูงถึงหม้อกรองอากาศหรือหัวเทียน | อันตรายสูงสุด (รถพัง) | ห้ามขี่ฝ่าโดยเด็ดขาด ให้ดับเครื่องยนต์แล้วเข็นรถข้าม หรือหาทางเลี่ยงอื่น |
เทคนิคสำคัญในการขับขี่คือ การรักษาความเร็วให้คงที่ด้วยการใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 หรือ 2) เพื่อรักษากำลังเครื่องยนต์และทำให้แรงดันไอเสียมีมากพอที่จะดันน้ำไม่ให้ย้อนเข้าปลายท่อ ห้ามบิดคันเร่งกระชากอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้รถเสียการทรงตัวเมื่อเจอฝาท่อที่เปิดอยู่ใต้น้ำ และหลีกเลี่ยงการขับรถจี้ท้ายคันหน้าเพื่อลดผลกระทบจากคลื่นน้ำที่ตีกลับ
ต้องรีดน้ำออกจากระบบเบรกทันทีเมื่อขึ้นที่แห้ง ล้างทำความสะอาดคราบโคลนเพื่อป้องกันสนิม และตรวจเช็กสีของน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าไปปะปนหรือไม่
หลังจากที่คุณและรถคู่ใจรอดพ้นจากสมรภูมิน้ำท่วมขังมาได้ ภารกิจยังไม่จบเพียงเท่านั้น ใครที่เคยอ่าน รีวิวมอไซค์ จะทราบดีว่าระบบเบรกจะสูญเสียประสิทธิภาพชั่วคราวเมื่อเปียกน้ำ ดังนั้นทันทีที่หลุดพ้นแอ่งน้ำ ให้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำแล้วบีบเบรกหน้า-หลังเบาๆ สลับกัน เพื่อเป็นการเสียดสีรีดน้ำและไล่ความชื้นออกจากผ้าเบรกและจานดิสก์เบรกให้กลับมาจับตัวได้ดีเหมือนเดิม
นอกจากนี้ เมื่อถึงที่พัก ควรฉีดน้ำล้างทำความสะอาดคราบโคลน ดิน และทราย ที่เกาะอยู่ตามซุ้มล้อและช่วงล่างทันที เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อนชิ้นส่วนโลหะ ที่สำคัญที่สุดคือการดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาตรวจสอบ หากพบว่าน้ำมันเครื่องเปลี่ยนสีเป็น “สีขุ่นคล้ายชาเย็นหรือกาแฟใส่นม” แสดงว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้าไปในเครื่องยนต์แล้ว ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมเพื่อถ่ายน้ำมันเครื่องทิ้งทันที ห้ามฝืนใช้งานต่อโดยเด็ดขาด การดูแลเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดค่าซ่อมบำรุงให้กับรถของคุณได้อย่างมหาศาลในช่วงหน้าฝนนี้
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
เมื่อรถดับกลางน้ำ มีโอกาสสูงที่น้ำจะเล็ดลอดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ทางท่อไอเสียหรือกรองอากาศ การกดปุ่มสตาร์ทซ้ำจะทำให้ก้านสูบกระแทกกับน้ำ (ซึ่งบีบอัดไม่ได้) ส่งผลให้ก้านสูบคดหรือเครื่องยนต์พังเสียหายหนักกว่าเดิม
ควรใช้เกียร์ต่ำและเปิดคันเร่งเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ให้สม่ำเสมอ ห้ามบิดกระชากและห้ามผ่อนคันเร่งกะทันหัน เพื่อให้แรงดันจากไอเสียดันน้ำไม่ให้ย้อนเข้าทางปลายท่อ
หากระดับน้ำสูงถึงหม้อกรองอากาศ (Air Filter) หรือท่วมมิดเครื่องยนต์ ถือเป็นโซนอันตรายสูงสุด ห้ามสตาร์ทรถและห้ามขับลุยเด็ดขาด เพราะน้ำจะถูกดูดเข้าไปในห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์พังทันที
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวด่วนทำอย่างไรเมื่อรถ EV ไฟไหม้? คู่มือฉุกเฉิน! เจาะลึกวิธีรับมือและเอาตัวรอด
ทิปเทคนิครถคันแรก หรือ เครื่องยนต์สันดาป แบบไหนคุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตมากกว่ากัน?
ข่าวด่วนความจริงเรื่อง ยางปีเก่า
ข่าวมอเตอร์ไซค์กรองอากาศแต่ง BMC ทำไมถึงเป็นไอเทมไฟต์บังคับของคนรักรถ?
ทิปเทคนิคคู่มือเตรียมรถก่อนเดินทางไกลหยุดยาว 2568 เช็ก 7 จุดสำคัญที่ห้ามพลาด!
ทิปเทคนิคลมยางธรรมดา กับ ลมยางไนโตรเจน ต่างกันยังไง?
ทิปเทคนิคมาตรฐาน มอก. หมวกกันน็อค…เชื่อได้แค่ไหน?
ทิปเทคนิคพ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ 2568 คุ้มครองอะไรบ้าง ?