ในบทความนี้กำลังจะเล่าถึงเรื่องของการเดินทาง หากคุณเป็นสายเดินทางให้ไปต่อ แต่ถ้าหากผู้อ่านไม่ใช่.. ก็ไม่ต้องปิดครับ มาร่วมเดินทางไปกับเรา เพราะในบทความนี้จะทำให้รู้ว่าการขี่รถจักรยานยนต์ออกทริปนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะ Honda 500 Series มาแล้วกับเทคโนโลยี Honda E-Clutch
ในบทความนี้ โกคาร์ท SuperBike จะมาเล่าให้ฟังถึงสองโมเดลในตระกูล Honda 500 Series ที่กำลังเป็นกระแส ข่าวมอไซค์ อยู่ในขณะนี้อย่าง Honda NX500 e-Clutch และ Honda CBR500R e-Clutch สองแบบสองสไตล์แต่คงความสนุกไว้อย่างเต็มเปี่ยม มีอะไรต่างบ้าง แล้วต่างกันขนาดไหน มารับชมไปพร้อม ๆ กันครับ
ความลับของเทคโนโลยี e-Clutch
ก่อนจะไปเข้าในส่วนของรายละเอียดสเปคตัวรถ ในส่วนนี้จะขอเล่าถึงความลับของเทคโนโลยีนี้กันก่อน แน่นอนข้อดีข้อแรกคือ ไม่ต้องกำคลัตซ์ ผู้ขับขี่สามารถใส่เกียร์ 1 เพื่อออกตัว หรือสลับเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง ขณะขับขี่ได้เลยโดยที่ไม่ต้องกำคลัตซ์ แต่ถ้าใครอยากกำคลัตซ์เพื่อได้ฟีลลิ่งแบบเดิมก็ยังคงมีให้ได้ใช้ตามปกติ
อีกทั้งยังป้องกันรถดับ เพราะระบบจะควบคุมการตัดต่อกำลังให้อัตโนมัติแม้ในขณะที่หยุดรถนิ่งในเกียร์ 1 ทำให้ผู้ขับขี่มือใหม่ที่ยังขับรถแบบมีคลัตซ์ไม่เก่ง หรือไม่เคยขับขี่มีเกียร์ ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการขับขี่เพราะรถไม่ดับอย่างแน่นอน
![]() |
![]() |
เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกัน 500 e-Clutch
สองโมเดลใหม่จาก 500 Series มาพร้อมเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ขนาดเครื่องยนต์ 471 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ 6 สปีดที่พ่วงมาด้วยระบบ Honda e-Clutch พร้อมเข้าเกียร์ให้เร้าใจยิ่งขึ้นกับระบบ Assist & Slipper Clutch
แม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อคเดียวกัน แต่เมื่อได้ลองทดสอบขับขี่แล้วนั้นก็สามารถเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ขอเริ่มจากโมเดล NX500 ก่อน จากที่ได้ทดสอบขับขี่เหมือนว่ารถคันนี้ถูกเซ็ตอัพให้เน้นแรงบิดในรอบต่ำ – กลาง เพราะมุ่งเน้นการตอบสนองที่นุ่มนวลเพื่อการขี่ในทางฝุ่น และทางลาดชัน
ส่วนสายสปอร์ตอย่าง 500R เน้นความเร็วปลาย และการไหลลื่นของการขับขี่ เพราะด้วยการออกแบบชุดแฟริ่งที่ลู่ลม ช่วยให้รถนั้นสามารถทำท็อปสปีดได้ดีกว่า อีกทั้งการเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบ e-Clutch ในรถรุ่นนี้จะให้ความรู้สึกกระชับ และรวดเร็ว เพื่อรอบรับการเตะเกียร์ในช่วงความเร็วสูง
NX500 e-Clutch นิยามของคำว่าไปได้ทุกที่
สำหรับทัวร์ริ่งไบค์คันนี้คือตัวเลือกที่โดดเด่น ด้วยท่านั่งแบบหลังตรง (Upright Position) และระยุบของตัวโช้คอัพที่มากกว่า ทำให้มันเป็นรถที่สามารถขับขี่ได้สบายเมื่อต้องไปทางไกล เมื่อผสานกับระบบ E-Clutch ยิ่งทำให้การลุยทางกึ่งฝุ่น (Light Off-road) ทำได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ขับขี่สามารถโฟกัสไปที่การเลือกไลน์และการควบคุมคันเร่งได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเลี้ยงคลัตช์ในจังหวะขึ้นเนินหรือทางขรุขระ
CBR500R e-Clutch DNA สนามแข่งที่ขี่ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน CBR500R ยังคงจิตวิญญาณของรถสปอร์ตไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยแฮนด์จับโช้ค (Clip-on) และท่านั่งที่โน้มไปข้างหน้า การเพิ่ม E-Clutch เข้ามาช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ขณะเข้าและออกโค้งทำได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รีวิวมอไซค์ หลายสำนักระบุว่าระบบนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถ “หมอบ” และเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างไร้รอยต่อ ลดอาการเสียจังหวะของตัวรถขณะลดเกียร์หนักๆ ก่อนเข้าโค้ง
![]() |
![]() |
ขับขี่ทดสอบกรุงเทพ – นครนายก
ในการทดสอบ รีวิวมอไซค์ ครั้งนี้ได้มีโอกาสขับขี่ตั้งแต่กรุงเทพมหานคร ไปจนถึง เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายกพร้อมเทคโนโลยี Honda E-Clutch เริ่มกันที่โมเดลสายลุย ทัวร์รริ่งอย่าง Honda NX500 โช้คอัพด้านหน้ามาในรูปแบบของ USD หัวกลับ และด้านหลังมากับโช้คอัพเดี่ยว
การขับขี่หากเดินทางในระยะไกล ๆ หากต้องผ่านทางขรุขระ ผิวไม่เรียบเนียน ช่วงล่างจะถูกเซ็ตมาจากโรงงานสามารถเอาอยู่ในทุกสภาพถนน หากขับนาน ๆ ส่วนตัวเกิดอาการมือชา แต่ถ้าถามว่าซับแรงกระแทกได้ดีไหมก็ต้องขอบอกว่าได้ในระดับนึง ไม่น่าเกลียดมากเกินไป
แต่ในส่วนของโมเดลสปอร์ตอย่าง Honda CBR500R ส่วนตัวมองว่าด้วยมิติรถที่ถูกออกแบบมาให้ขับขี่ในสไตล์สปอร์ต เหมือนกับถูกปรับและเซ็ตค่าให้รับแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี ทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม การเข้าโค้ง และการบังคับเลี้ยวสามารถทำได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพถนน
คันไหนคือตัวจบ ?
หากพิจารณาจากราคาที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นพื้นฐานเพียงเล็กน้อย ทั้งคู่ถือเป็น มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ฮอนด้า ที่คุ้มค่าที่สุดในคลาส 500 ซีซี แต่การตัดสินว่าคันไหนคือตัวจบ ขึ้นอยู่กับ ‘วัตถุประสงค์หลัก’ ของผู้ขับขี่ โดยมีข้อพิจารณา ดังนี้
เลือก NX500 ถ้าคุณคือสายท่องเที่ยว
หากชีวิตส่วนใหญ่คือการออกทริปต่างจังหวัดร่วมกับกลุ่ม หรือชอบการเดินทางไกล มีสัมภาระ และต้องการรถที่รับมือได้กับทุกสภาพถนนในไทย NX500 คือคำตอบ ระบบ E-Clutch จะช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขี่ในเมือง และเพิ่มความสนุกเมื่อต้องเข้าป่า
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
เลือก CBR500R ถ้าคุณคือสายสปอร์ต
หากคุณชื่นชอบความเร็ว รูปทรงที่โฉบเฉี่ยว และต้องการฝึกฝนทักษะการขี่ในสนามหรือทางโค้ง CBR500R จะให้ฟีลลิ่งที่เร้าใจกว่า ระบบ E-Clutch จะช่วยให้คุณเปลี่ยนเกียร์ได้แม่นยำเหมือนนักแข่งมืออาชีพ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของการกำคลัตซ์
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
ไม่ว่าคุณจะเลือก NX500 หรือ CBR500R สิ่งที่คุณจะได้เหมือนกันคือความมั่นใจในเทคโนโลยีระดับโลกของฮอนด้า ระบบ E-Clutch จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้การใช้ชีวิตร่วมกับบิ๊กไบค์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ทั้งสองรุ่นมีการปรับราคาขึ้นเพียงหลักหมื่นบาท แต่แลกมาด้วยความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่ประเมินค่าไม่ได้
สำหรับใครที่ยังลังเล แนะนำให้ไปทดลองขับขี่ตัวจริงได้ที่ศูนย์ Honda BigWing ทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการทำงานของระบบคลัตช์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า “ตัวจบ” ของคุณซ่อนอยู่ในคันไหน
ราคาวางจำหน่าย
![]() |
Honda NX500 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 240,900 บาท |
![]() |
Honda CBR500R มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 235,800 บาท |




















