SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ Honda ล่าสุด 2026

  • All Posts
  • Honda News
Honda Dax125 1978 Special Edition

Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจาก Cub House เรียกว่ามากันอย่างต่อเนื่องสำหรับโมเดลพิเศษจากทางค่ายปีกนก ก่อนหน้านี้ทาง Cub House เพิ่งจะเปิดตัว Monkey Starwars ไปมาด ๆ มาตอนนี้เป็นคิวโมเดลพิเศาของเจ้า DAX125 กับชื่อโมเดลว่า Honda DAX 1978 Special Edition โดยทางค่ายปีกนกได้นำโมเดลยอดฮิตจากยุค 90 มาทำการคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ในคอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ กลายเป็นรถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากปี 1978 ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกแนวเรโทร โดยมีการทำลายกราฟิกลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone จากนั้นเสริมเติมแต่งความพรีเมียมด้วย Soft Emblem ยังมีการเพิ่มชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless หรือแร็คท้ายสแตนเลสเข้าไป  และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เพื่อให้รถมีความสมบูรณ์และลงตัวมากยิ่งขึ้น   ส่วนในเรื่องของรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถยังคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันผ่านระบบหัวฉีด PGM-FI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 4  สปีด แขวนบนเฟรมแบบ T-Bone ที่ทำหน้าที่เป็นถังน้ำมันในตัว ซึ่งมีความจุขนาด 3.8 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่กับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีล้อและยางขนาด 120/70 – 12 และ 130/70 – 12 สุดท้ายนี้โมเดลนี้เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่ CUB House Flagship Store ทุกสาขาในราคาแนะนำ 94,900 บาท ใครอยากได้โมเดลพิเศษที่โดดเด่นตลอดไปจนถึงมาในรูปลักษณ์ที่ให้กลิ่นอายของความเก๋า ความคลาสสิค โมเดลนี้น่าจะมีให้คุณได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ฉลอง 90 ปี โดนัลด์ดั๊ก

Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ฉลอง 90 ปี โดนัลด์ดั๊ก เปิดตัวกันไปแล้วในงาน Motor Show 2024 กับเจ้า New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ ที่นำเอาคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบนตัวรถยอดนิยมรุ่นใหม่อย่างลงตัว สำหรับการดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้โดดเด่นแตกต่างด้วยสีสันและกราฟิกพิเศษ ตัวรถเด่นด้วยสีฟ้าและตัดไฮไลท์ด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck เป็นการบ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากนี้ยังมีการเสริมความเท่ สะดุดตาไปอีกขั้นด้วยครอบท่อไอเสียสแตนเลสและสติกเกอร์วงล้อ รวมไปถึงพวงกุญแจพิเศษเฉพาะโมเดลที่ช่วยเพิ่มความเก๋ไปอีกระดับ ในส่วนอื่น ๆ ของตัวรถนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ทั้งแรงทั้งประหยัด มีระบบ Idling Stop ช่วยเพิ่มความประหยัดไปอีกระดับเมื่อหยุดรถ มีถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตร ช่วงล่างของตัวรถด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะมีด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ตัวรถมีระบบเบรกคอมบายเบรกในรุ่น CBS สุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 12 และ 110/90 – 12 หน้าและหลังตามลำดับ มีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องใส่ของด้านหน้าและช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะมากถึง 30 ลิตร ที่เติมน้ำมันด้านหน้า ไปจนถึงระบบสมาร์ทคีย์อีกด้วย สุดท้ายนี้ ผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงาน Motor Show 2024 นี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท งานนี้ใครอยากได้รถใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องการความโดดเด่นไม่เหมือนใคร รวมไปถึงความสะดวกสบาย ใช้งานง่ายและหยัด โมเดลนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda พาลูกค้าซิ่ง ในงาน SuperBikeMag Trackday 2024 R.1

Honda พาลูกค้าซิ่ง ในงาน SuperBikeMag Trackday 2024 R.1 เปิดประสบการณ์ระดับนักแข่งสำหรับสาวกค่ายปีกนก โดยทาง Honda พาลูกค้าซิ่ง ร่วมปลดลิมิตสมรรถนะตัวรถบนสนามแข่งใน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES R.1 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต พัทยา  พร้อมซัพพอร์ตลูกค้า ด้วยการบริการเต็มระบบ  โดยกิจกรรมครั้งนี้ทางค่ายได้จัดเตรียมความพร้อมที่จะซัพพอร์ตเหล่านักบิดปีกเหล็กอย่างใกล้ชิด พร้อมรองรับด้วยการบริการเซอร์วิสตัวรถ ปรับเซ็ตช่วงล่าง วอร์มยาง เซ็ตน้ำมัน รวมไปถึงบริการให้คำปรึกษาแนะนำการขับขี่ในแทร็กให้แก่เหล่านักบิดมือใหม่ ได้ปลดล็อกและสัมผัสถึงฟีลลิ่งการขับขี่ในสนามอย่างแท้จริง  พร้อมด้วยรุ่นการขับขี่ที่ให้เหล่าสาวกนั้นสามารถนำรถไปซิ่งในแทร็กได้ตามต้องการ ทั้งในช่วงของการลงฝึกซ้อมในรอบแทร็กเดย์ รอบจับเวลาควอลิฟายและรอบโทรฟี่กับการแข่งขันของจริง ซึ่งจะมีรุ่นแข่งขันแบบโอเพ่น (เจอกันหมด) ตั้งแต่ MiniBike 150 ซีซี ไปจนถึง ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี แค่นั้นยังไม่พอยังเปิดรุ่นแข่งเฉพาะกับ Honda Cup ให้นักบิดซิ่งกันแบบจุก ๆ ตลอดทั้งสามวัน เชื่อว่าใครที่เป็นมือใหม่ คุณสามารถเป็นสายซิ่งได้ทันทีในสนามนี้  นอกจากนี้ทางค่ายยังขนทัพโมเดล 650 E-Clutch ซีรี่ย์ทั้ง CBR650R E-Clutch และ CB650R E-Clutch มาให้ลองทดสอบ จับฟีลลิ่งใช้งานในแทร็กไม่เพียงเฉพาะลูกค้าฮอนด้าเท่านั้น ผู้ที่เข้าร่วมชมงานก็สามารถเข้ามาดู มาชมและทดสอบขับขี่ได้ โดยมีชุดเรซซิ่งสูทบริการรองรับ เพียงแค่นำหมวกกันน็อกหล่อ ๆ กับอุปกรณ์เซฟตี้มาใช้บริการได้เลย เรียกว่าครบครัน ซึ่งถ้าหากทดสอบขับขี่ไปแล้ว เกิดถูกใจ อยากจับจองเป็นเจ้าของ ทางค่ายมีโปรโมชันพิเศษพร้อมให้บริการอีกด้วย  บรรยากาศภายในงาน สำหรับงานนี้ถือว่าได้รับการตอบรับจากเหล่าสาวกมิใช่น้อย ซึ่งนอกจากกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว และยังรวมไปถึงสาวกฮอนด้าบิ๊กไบค์จำนวนมากมายที่เข้ามาร่วมชมความสนุกในกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย  ทั้งนี้ต้องขอแสดงความยินดีแก่บรรดานักบิดที่ได้ขึ้นรับรางวัลบนโพเดียมของการแข่งขันรอบโทรฟี่ในครั้งนี้ สำหรับใครที่ไม่ได้เข้าร่วมในสนามนี้ก็ไม่เป็นไร ยังมีอีก 2 สนามที่พร้อมจะให้เปิดประสบการณ์ ปลดลิมิต ปลดจิตวิญญาณนักแข่งในสนามแข่งชั้นนำระดับประเทศ  และต้องขอขอบคุณทางไทยฮอนด้าที่จัดกิจกรรมดี ๆ สำหรับซัพพอร์ตลูกค้าได้มาร่วมความสนุก เปิดประสบการณ์ความมันส์ สำหรับสนามครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในวันที่ 14 – 16 มิ.ย. 67 ณ สนามพีระเซอร์กิต พัทยา ถ้าท่านใดสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ Honda BigBike หรือข่าวสารทางแฟนเพจ SuperBike Thailand ได้เลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นำโดย New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition รถเอ.ที.ในสไตล์ไฮแฟชั่น ฉลองครบรอบ 90 ปี โดนัลด์ ดั๊ก ผลิตจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยโมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ New Honda DAX 1978 Special Edition ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นอกจากรถรุ่นใหม่แล้ว ไทยฮอนด้ายังได้นำ New Monkey Star Wars Limited Edition มาให้แฟนพันธุ์แท้ Star Wars ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด รวมถึงรถบิ๊กไบค์คลาส 650 ซีรีส์ ที่ติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology รวมถึงนำเสนอความหลากหลายผ่านโมเดลต่าง ๆ อีกมากมายภายในบูธ นาย ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามุ่งยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยด้วยเทคโนโลยี และการเพิ่มคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ ครั้งนี้เราส่งมอบนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology ที่จะทำให้การขับขี่รถสปอร์ตเป็นเรื่องที่สนุกและง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ผ่านโมเดลพิเศษอย่าง New Giorno+ Donald Duck Special Edition และ New Honda DAX 1978 Special Edition พร้อมกันนี้ เรายังได้นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่ออนาคตที่เรียกว่า Honda Mobile Power Pack ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดสู่ยานพาหนะ EV ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือรถไฟฟ้าต้นแบบ Honda SC e: Concept ที่เรานำมาจัดแสดงให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ เรายังได้นำเครื่องยนต์ Outboard Engine ระดับเรือธงอย่าง All New Honda BF350 V8 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกด้วย” New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ โดยนำคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบน Honda Giorno+ อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยสีฟ้า ตัดด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck บ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน โดยผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท New Honda DAX 1978 Special Edition นำโมเดลยอดฮิตในยุค 90 มาคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครในคอนเซปต์ DAX to 1978 The Time Traveler รถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่

Honda Monkey Star Wars

Honda Monkey Star Wars เผยโฉมขายไทยแค่ลายละ 150 คันเท่านั้นเปิดตัวเผยโฉมกันให้แล้วกับ Honda Monkey Star Wars ผลงานจากการคอลแล็บกันระหว่าง CUB House และ Star Wars ภาพยนต์ดังระดับตำนานของทางลูคัสฟิล์ม นำเสนอในคอนเซปต์ Choose Your Side ถ่ายทอดเอกลักษณ์จักรวาลของ Star Wars ผ่านคาแรกเตอร์ 2 ฝั่งหลักอย่างเหล่าเจได (Light Side) และด้านมืดฐานทัพซิธ (Dark Side) ที่โด่งดังระดับตำนาน ลงบน Monkey อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงฝั่งละ 150 คัน รวม 300 คันเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ใจสาวกสตาร์วอร์สยิ่งนัก   สำหรับดีไซน์ของโมเดลนี้ก็เป็นจุดขายหลัก ดังนั้นเราจะขอลงรายละเอียดตรงนี้กันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องสมรรถนะและส่วนอื่น ๆ นั้นเราก็จะขอรวบรัดให้สั้นก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองโมเดลจะมีรายละเอียดในส่วนที่มีการตกแต่งพิเศษเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่บริเวณถังน้ำมัน ครอบกรองอากาศ ครอบข้าง บังโช้คหน้า สวิงอาร์ม และปลอกแฮนด์ แต่จะไปแตกต่างกันที่สีสันและดีเทลตามจุดต่าง ๆ ดังที่บอกมานี่ล่ะครับ Light Side สำหรับฝั่ง Light Side หรือด้านสว่างนั้นตัวรถจะมาในโทนสีขาวและฟ้า แสดงถึงฝ่ายเจไดนั่นเอง โดดเด่นด้วยดีไซน์กราฟิกบนตัวถังน้ำมันโทนสีขาว-น้ำเงิน หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาในธีมยานอวกาศ พร้อม Emblem โลโก้ Star Wars แสดงถึงเอกลักษณ์ของพลังที่โดดเด่น มาพร้อมฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์สีน้ำเงิน ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ยาน X-Wing ของฝั่ง Light Side เข้าคู่กับครอบกรองอากาศสีเทาที่มีตัวละคร R2-D2 เพิ่มเข้ามาทำให้โดดเด่นคู่กับสีสันที่ลงตัว ตลอดไปจนถึงปลอกแฮนด์สีฟ้า Dark Side นำเสนอด้วยเหล่าด้านมืด ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม ตัวรถมาในโทนสีดำดุดัน มาพร้อมลวดลายดวงดาวในกาแล็กซี่ ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีวาดลวดลายบนตัวถังน้ำมัน คู่ไปกับฝาครอบข้างหุ้ม คาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ดาวมรณะ หรือ Death Star ของฝั่ง Dark Side สะท้อนตัวตนและรถเข้ากันอย่างลงตัว รวมทั้งครอบกรองอากาศดีไซน์พิเศษหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความพรีเมียม และสติกเกอร์ขอบล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบไลท์เซเบอร์ และปลอกแฮนด์สีแดง สะท้อนความเป็น Dark Side ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองโมเดลนี้วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 169,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบอกซ์เซทสำหรับแฟน Star Wars พันธุ์แท้ ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเกตหนังสุดเท่ และไอเทมไลท์เซเบอร์เรืองแสง พร้อมกับพวงกุญแจ Star Wars Limited Edition ให้ผู้ที่จองเป็นเจ้าของรถได้นำไปเป็นของสะสม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงไปลองกันได้ที่งานมอเตอร์โชว์ 2024 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมนี้เป็นต้นไป และสำหรับรถที่มี Serial Number หมายเลข 004 และ 066 ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวกและแฟน ๆ Star Wars จะถูกนำมาประมูลครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 วันที่ 30 มีนาคมนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับเหล่าสาวก และแฟนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่ ล่าสุดมีเอกสารสิทธิบัตรใหม่ออกมาเผยให้เห็นว่า Honda ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าทางค่ายเขามีมอเตอร์ไซค์ที่มีการติดตั้งระบบแอร์แบ็กเพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งก็คือเจ้า Goldwing แล้วเจ้าแอร์แบ็กใหม่นี่ล่ะ ทำไมต้องมี มันต่างกันยังไง ไปดูรายละเอียดกันครับ เทคโนโลยีแอร์แบ็กนั้นมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 10-15 ปีก่อน ได้เปลี่ยนแปลงความปลอดภัยของวงการมอเตอร์ไซค์ และฮอนด้าก็กำลังจะยกระดับไปอีกขั้น ส่วนในด้านของไรดิ้งเกียร์เองก็มีเช่นกันโดยมีใช้ในการแข่งขัน MotoGP ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และกลายเป็นกุญแจสำคัญของความปลอดภัยสำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ในช่วงหลัง ๆ นี้ไปแล้ว และหลาย ๆ แบรนด์เองต่างก็มีระบบแอร์แบ็กนี้เป็นของตัวเอง ทว่าระบบแอร์แบ็กของฮอนด้านั้นต่างออกไป ทางค่ายสัญญาว่าจะสามารถติดตั้งไปในส่วนท้ายของรถบริเวณถังน้ำมันได้ โดยซ้อนอยู่ภายใต้ตัวแฟริ่ง ซึ่งจะแตกต่างกับของรถยนต์ซึ่งจะอยู่ที่ภายใต้คอนโซลด้านหน้าในตัวรถ พวงมาลัยและด้านข้างของผู้โดยสาร อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมอเตอร์ไซค์นั้นต่างกับรถยนต์ เพราะเวลาเกิดเหตุแทบจะ 100% เลยที่คนขับและผู้โดยสารจะหลุดออกจากตัวรถ ขณะที่รถยนต์นั้นคนขับและผู้โดยสารส่วนใหญ่จะอยู่ภายในรถ และนั่นทำให้การออกแบบระบบความปลอดภัยนั้นถึงได้แตกต่างกัน แล้วทีนี้ทำไมมอเตอร์ไซค์ต้องมีแอร์แบ็กด้วย? ก็เพราะว่าคนขับจะต้องหลุดออกจากรถเนี่ยล่ะ ถึงต้องมีแอร์แบ็กมาช่วยป้องกันก่อนที่ตัวคนขับจะกระแทกพื้นยังไงล่ะครับ โดยระบบของฮอนด้านั้นออกแบบมาโดยมีระบบตัวทำให้แอร์แบ็กพองลมสองชุดและซีลปิดให้มั่นใจว่าแอร์แบ็กจะพองลมไว้ตลอด ซึ่งตัวแอร์แบ็กจะพองลมในรูปร่างที่จะช่วยห่อตัวผู้ขับขี่เอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกได้มาก ซึ่งกุญแจสำคัญสำหรับดีไซน์นี้ก็คือการจะทำยังไงให้สามารถพร้อมใช้งานได้ยาวนาน การคงทีของการพองลมของตัวแอร์แบ็ก และค่าใช้จ่ายต้องไม่แพงจนเกินไป สุดท้ายนี้เทคโนโลยีแอร์แบ็กที่ว่านี้ถ้ามาถึงขั้นต้อนการผลิตและใช้จริงแล้ว มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ เราคงต้องลุ้นให้ฮอนด้าพัฒนาและนำออกมาใช้จริงกันไว ๆ ล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่น ๆ คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

The 3Fifty Journey ทริปสุดฟินน์ ปักหมุดเช็คอินเมืองลาว 

The 3Fifty Journey ทริปสุดฟินน์ ปักหมุดเช็คอินเมืองลาว  ไทยฮอนด้า จัดอีเว้นต์ยิ่งใหญ่แห่งปีในกิจกรรม The 3Fifty Journey พาลูกค้าและสื่อมวลชนสายออโตเมติกคลาส 350 ซีซี ทั้ง Honda Forza 350 และ Honda ADV350 ร่วมออกทริป เปิดประสบการณ์การขับขี่ลุยเส้นทางในแดนลาวใต้ พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษจัดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกค้าฮอนด้าโดยเฉพาะ  ในโอกาสนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ได้รับโอกาสสุดพิเศษจากการร่วมกิจกรรมความสนุกไปพร้อมกับลูกค้าฮอนด้าในทริป 3 วัน 2 คืน และพร้อมที่จะถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์การขับขี่ที่สปป.ลาวมาให้คุณผู้ชมฟัง จะเดินทางไปไหน จะเจออะไรบ้าง ไปตามชมกันเลย  DAY1 จุดเริ่มต้นของทริปนี้เราได้เริ่มสตาร์ทกันที่ศูนย์บริการ CUB House จ.อุบลราชธานี พร้อมม้าสีเทาคู่ใจของแอดมินอย่าง Honda ADV350 และแน่นอนจะเยือนเมืองลาวทั้งที ก็ต้องแปะสติ๊กเกอร์ SuperBike เด่น ๆ ให้คนฝั่งลาวรู้กันไปเลยว่า SuperBike Thailand มาเยือนถึงถิ่นแล้ว  เมื่อรวมพลครบกันเป็นที่เรียบร้อย ต่อด้วยบรีฟเส้นทางการขับขี่และแบ่งกลุ่มขับขี่เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มท่อเบาและกลุ่มท่อดัง โดยรูปแบบของขบวนจะให้กลุ่มท่อเบานั้นนำหน้า และตามด้วยกลุ่มท่อดัง เพื่อที่จะให้ฝูงวัวที่อยู่ตามข้างทางในถนนเมืองลาวตกใจน้อยที่สุด (วัวในเมืองลาวมีเยอะจริง ๆ )  Road to ชายแดน ไทย-ลาว หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็พร้อมออกเดินทาง บิดรวดเดียว 90 กม. มุ่งหน้าสู่ร้านอาหารอารยา สาขาเขื่อนสิรินธร เติมพลังงานกันซักเล็กน้อย ก่อนเดินทางต่อเพื่อเข้าสู่ด่านศุลกากรช่องเม็ก เพื่อข้ามแดนไปยังสปป.ลาวนั่นเอง ไปลาวง่าย ๆ ใช้แค่พาสสปอร์ต แนะนำสำหรับผู้ที่อยากเดินทางมาประเทศลาว ใช้แค่เอกสารพาสสปอร์ตเท่านั้น โดยยื่นให้เจ้าหน้าที่หน้าด่านตรวจ ประทับเสร็จเรียบร้อยตราก็สามารถข้ามฝั่งมาได้เลย (อ้อ…อย่าลืมแลกเงินกีบด้วยนะ) เข้าสู่เขตสปป.ลาว เมื่อมาเยือนฝั่งลาวแล้ว ก็แอบรู้สึกหวั่นใจและตี่นเต้นเกี่ยวกับถนนหนทางอยู่เล็กน้อย เพราะบ้านเขาขับขี่กันเลนขวา ตรงกันข้ามกับถนนบ้านเราเลยทีเดียว ถ้าหากเปรียบเทียบก็คงเหมือนสลับการทำงานของซีกสมองจากซ้ายไปขวานั่นแหล่ะครับ และด้วยความเป็นมือใหม่เวลาขับขี่มันอาจจะดูงง ๆ นิดหน่อย แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะการขับขี่ในทริปนี้มีทีมงานของฮอนด้า คอยช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ตลอดทางและยังนำโดยขบวนของตำรวจประเทศลาวอีกด้วย ปลอดภัยหายห่วงแน่นอน  เยือนตาดฟาน น้ำตกที่สูงที่สุดในแดนลาวใต้ สำหรับที่แรกของที่จะไปก็คือ น้ำตกตาดฟาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญในดินแดนลาวใต้และถือว่าเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของเมืองจำปาสัก ด้วยความสูงประมาณ 120 ม. และเป็นแหล่งรวมของแม่น้ำสำคัญ 2 สายได้แก่ Champi River และ Pak Koot River ไหลมาบรรจบกัน ซึ่งภาพแรกที่แอดเห็นและอยากจะบอกเลยก็คือ มันสวยงามมาก มันว้าวสุด ๆ  และแน่นอนว่ามาถึงที่แล้วก็ต้องลุยพิสูจน์ความเสียวซักครั้งในชีวิตกับกิจกรรมซิบไลน์ ที่จะต้องโหนสลิงข้ามแดนไปอีกฝากฝั่งของน้ำตก ซึ่งความตื่นเต้นมันอยู่ที่ความสูงนี่แหล่ะครับ โดยหลังจากเล่นซิบไลน์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่ออีก 15 กม. และพักแรมที่ โรงแรมปากช่องแดนงาม  DAY2 : แวะชมน้ำตกคอนพะเพ็ง ไนแองการ่าแห่งเอเชีย ต่อด้วยในวันที่สองกับโปรแกรมที่จะต้องขับขี่เดินทางไปยัง น้ำตกคอนพะเพ็ง สถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งที่สำคัญในจำปาสักและเป็นน้ำตกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไนแองการ่าแห่งเอเชีย” และด้วยเสน่ห์ของสถานที่แห่งนี้ที่ล้วนเต็มไปด้วยโขดหินมากมาย มีสายน้ำไหลผ่านเป็นระยะ ๆ ราวกับถูกออกแบบโดยธรรมชาติ จึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้้เป็นที่น่าสนใจของเหล่านักท่องเที่ยวนั่นเอง ถึงสถานที่แห่งนี้มันดูสวยงามก็จริง แต่ยังแฝงมาพร้อมกับความอันตรายด้วยกระแสน้ำที่ค่อนข้างไหลเชี่ยว เจ้าหน้าที่จึงงดให้เล่นน้ำเพื่อความปลอดภัย โดยหลังจากเก็บภาพชมวิวเป็นที่เรียบร้อยต่อด้วยแวะพักจิบกาแฟ ทานขนมปังกันที่ Dao Coffee ก่อนลุยต่อในที่ต่อไป ไหว้พระ & ชมทิวทัศน์เมืองปากเซ ณ วัดพูสะเหลา หลังจากทานกาแฟ ทานขนมอิ่มท้องกันเรียบร้อยแล้ว ต่อด้วยการขับขี่ขึ้นเขาไปยังวัดพูสะเหลา พุทธศาสนสถานสำคัญของเมืองปากเซ อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่จะสามารถเห็นทิวทัศน์เมืองทั้งเมืองให้ถ่ายรูปสวย ๆ กันอีกด้วย  DAY3 : ท่องชมมรดกโลก ณ ปราสาทหินวัดพู สำหรับวันสุดท้ายของทริปกับการพาเช็คอินโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในประเทศลาวกับ ปราสาทหินวัดพู ซึ่งเป็นปราสาทหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาวอีกด้วย และด้วยความงามของที่สถานแห่งนี้ที่ดูสวยงามและน่าหลงใหล มีจุดถ่ายรูปสวย ๆ หลายจุดเลยทีเดียว สำหรับใครที่มาเที่ยวลาวใต้ก็อย่าลืมแวะมาที่นี่กันด้วยนะครับ  หลังจากไหว้พระและถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อย เราได้เดินทางไปรับประทานอาหารกันต่อที่ร้าน Manida Garden ต่อด้วยแวะช็อปปิ้งที่ Dao-heuang Duty free Shop ซึ่งอยู่ติดกับที่ตั้งหน้าด่าน ไทย – ลาว มีสินค้าให้เรื่องซื้ออย่างมากมาย ก่อนเดินทางกลับจุดหมายปลายที่ Cub House จ.อุบลราชธานี โดยรวมระยะทางตลอดทริปวิ่งไปทั้งหมดประมาณ 702 กม. ก็สรุปกับกิจกรรม The 3Fifty Journey ทริปพิเศษที่พาลูกค้าและสื่อมวลชนร่วมประสบการณ์การขับขี่สุดเอ็กซ์คลูซีฟในต่างแดน รวมทั้งยังได้ไปยังสถานที่สำคัญในจุดต่าง

Monkey King Custom Special Edition รถคัสตอม 300 คัน ในโลก

 Monkey King Custom Special Edition  รถคัสตอมตัวใหม่ล่าสุด ที่มาในธีมสีดำตัดทอง (Black and Gold) เข้มขรึม เท่ขั้นสุด แต่ไม่ทิ้งความซนในแบบฉบับมังกี้ ผลิตให้ครอบครองจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น ‘Monkey King Custom Special Edition’ มาพร้อมลวดลายกราฟิกในแบบ Monkey King เข้มด้วยสีดำตัดกับสีทอง ลงตัวกับโลโก้ Monkey King และโลโก้ Monkey Z125 ประดับมงกุฎสีทองสะดุดตา พร้อมวงล้อดำตัดสีทอง และลวดลายลูกเล่นบนสวิงอาร์ม เสริมความพรีเมียมขั้นสุดด้วย Serial Number เรียงลำดับตัวเลขของรถ พร้อมให้ได้ออกไปอวดความซนได้อย่างราชา สำหรับสาวก Monkey ที่ต้องการเป็นครอบครองความซนของ ‘The Monkey King Custom Special Edition’ หนึ่งใน 300 คัน สามารถเข้าไปชมรถคันจริงได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา ในราคาแนะนำ 112,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน

Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน ยังคงใช้รหัสเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับตัวแข่งระดับตำนานอย่าง Honda RC213V แต่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวมาเมื่อปี 2012 ทีนี้มีสเปกอะไรยังไงน่าสนใจ เราจะพาไปส่องกันครับ บอดี้เวิร์ค บอดี้เวิร์คหรือว่าแฟริ่งของรถแข่งโมโตจีพีนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสมรรถนะของตัวรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ที่มีการใช้วิงก์เล็ตเพิ่มมากขึ้น ชิ้นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้มีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งทางวิศวกรของ HRC เองก็พยายามที่จะรีดสมรรถนะของเจ้า RC213V คันนี้ออกมาให้สุดด้วยเจ้าพวกนี้นี่ล่ะ และในทุก ๆ ปีแฟริ่งและชิ้นส่วนเพื่อแอโรไดนามิกเหล่านี้ก็มีรการเปลี่ยนแปลงไปตลอด และบางชิ้นก็เปลี่ยนแปลงไปจนเห็นได้ชัดเจนเพียงแว่บแรกที่เห็น เครื่องยนต์เครื่องยนต์ 4 สูบวีขนาด 1000 ซีซีเครื่องนี้ได้มีการออกแบบมาให้รีดพละกำลังออกมาได้มากที่สุดกว่า 241.38 แรงม้า โดยที่ยังคงมีความทนทานมากพอที่จะแข่งขันได้ตลอดทั้งฤดูกาล หรือ 21 เรซ 21 สปรินท์ ในปี 2024 การพัฒนาสำหรับฤดูกาล 2024 ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงในหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวม เครื่องยนต์มีการพัฒนามากขึ้นในเรื่องของอัตราเร่งและท็อปสปีด ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นไปในเรื่องของการลดน้ำหนัก แชสซี ปี 2024 นี้มีการเปลี่ยนแปลงแชสซีในหลากหลายวิธี เพื่อที่จะเพิ่มบาลานซ์ในการเข้าโค้งและความเสถียรให้ดีที่สุด โดยตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดพละกำลังเครื่องยนต์ลงสู่ยางให้ได้มากที่สุด เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์มีน้ำหนักเบา ทว่าก็มีความแข็งและความแข็งแรงที่จำเป็นต่อการถ่ายทอดพละกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นที่พอดีที่จะช่วยให้ยางยึดเกาะได้เต็มที่   ระบบกันสะเทือน ส่วนของระบบกันสะเทือนก็ยังคงเป็นทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งระบบกันสะเทือนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อกันระหว่างล้อ แชสซีและผู้ขับขี่ มันมีหน้าที่ในการพยายามให้ยางรักษาหน้าสัมผัสกับพื้นและพยายามรักษากริปหรือการยึดเกาะไว้ให้ได้มากที่สุดตลอดทั้งเรซแทร็ก ดังนั้นทาง Repsol Honda Team จึงได้มีช่างเทคนิคจากทาง Ohlins มาดูแลนักแข่งทั้งสองคนของทีม ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพยายามหาทางพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ระบบเบรก จานเบรกคาร์บอนด้านหน้าจากทาง Brembo ซึ่งการันตีพลังในการหยุดรถอันน่าทึ่งและช่วยสร้างภาพลักษณ์ตอนที่นักแข่งกำลังจะเข้าโค้งด้วยล้อหน้าเดียงอย่างเดียวจากการที่พวกเขาเบรกกันเต็มลิมิต หากมีแทร็กเปียกนักแข่งบางคนอาจจะเปลี่ยนไปใช้จานเบรกธรรมดาแทนซึ่งจะสามารถทำงานที่อุณหภูมิต่ำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะในสภาพอากาศไหน ฝาครอบภายนอกและท่อสำหรับระบายความร้อนก็สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบเบรกให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมได้ ข้อมูลทางเทคนิค (Honda RC213V 2024 มีสเปกยังไง ไปส่องกัน เท่าที่เปิดเผย)    ความยาวโดยรวม (ม.ม.) 2052 ความกว้างโดยรวม (ม.ม.) 645 ความสูงโดยรวม (ม.ม.) 1110 ระยะฐานล้อ (ม.ม.) 1435 ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น (ม.ม.) 115 น้ำหนัก (กิโลกรัม) ตามเกณฑ์ของ FIM เครื่องยนต์ 4 สูบวี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 1000 ซีซี แรงม้า มากกว่า 241.38 แรงม้า ท็อปสปีด มากกว่า 358.884 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฟรม อลูมิเนียมทวินสปาร์ ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins และโปรลิงก์ ความจุถังน้ำมัน 22 ลิตร ราคา ประมาณ 108 ล้านบาท   อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

เปิดตัว Honda RC213V 2024 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับปีนี้ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญของทางทีม Repsol Honda Team MotoGP ไม่เพียงแต่เป็นปีที่ 30 ของของการร่วมมือกันระหว่าง Honda กับทาง Repsol เพื่อแข่งขันในรายการระดับสูงสุดนี้ เป็นแชมป์ร่วมกัน 15 แชมป์โลก นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่ขาด Marc Marquez ที่อยู่สร้างแชมป์โลกให้กับฮอนด้าในคลาสสูงสุดถึง 6 สมัย แต่ก็นับเป็นการเปิดยุคใหม่ของฮอนด้า ทำให้เจ้า Honda RC213V 2024 มาในรูปโฉมใหม่ที่โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย   สำหรับเจ้ารถแข่งคันใหม่นี้โดดเด่นกว่าที่ผ่านมาด้วยโลโก้คำว่า Honda สีขาวบนลายกราฟิกสีน้ำเงินเข้มสุดโดดเด่น พร้อมโชว์ลวดลายคาร์บอนลายตารางลายใหญ่ เพิ่มมิติให้ตัวรถ และเพิ่มความดุดันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดสเปกเราจะเจาะลึกกันในคราวหน้า เบื้องต้นคือเน้นหนักเรื่องแอโรไดนามิกส์ เครื่องยนต์และช่วงล่าง เพื่อให้มีอัตราเร่งและท็อปสปีดที่ดียิ่งขึ้น ปีนี้จะมีนักแข่งลงทำการสู้ศึก 2 คนได้แก่ Joan Mir ที่จะเป็นปีที่สองของเขาแล้วกับทางทีม ประสบการณ์ที่เคยคว้าแชมป์ในปี 2020 และประสบการณ์การขับขี่ในปี 2023 กับทางทีมถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาในปี 2024 และอีกคนก็คือ Luca Marini นักแข่งหนุ่มอิตาลีวัย 26 ปี กลายเป็นนักแข่งคนที่ 20 ที่ได้ใส่เสื้อทีมเรปโซลฮอนด้า ซึ่งจะเป็นปีที่ 4 ของเขาในคลาสสูงสุด โดยใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาสามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 2 โพเดี้ยม 2 โพลโพซิชัน 4 สปรินท์เรซโพเดียม สุดท้ายนี้เราก็สามารถไปรอดูผลงานกันได้ โดยจะไปซ้อมกันก่อนเปิดฤดูกาลอีกที่ที่ Lusail International Circuit ประเทศกาตาร์ ในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันในสนามเดียวกันนี้ในวันที่ 8 – 10 มีนาคม แล้วเราจะได้รู้กันว่าการพัฒนาของค่ายปีกนกนั้นทำได้ดีแค่ไหนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK

CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK สเปกยังไง สำหรับเจ้าตัวแข่งคันใหม่ของค่ายปีกนกอย่าง Honda CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK นั้นถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Total Control for the Track” หรือก็คือการตามหาสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมควบคุมได้ทั้งในแทร็กและในการแข่งขัน เครื่องยนต์ใช้เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่ง MotoGP อย่าง RC213V ส่งผลให้โมเดลนี้ทรงพลังที่สุดของ CBR แต่มีสเปกอะไรยังไง เราจะพาไปดูกันครับ   รูปโฉมโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR ด้านข้าง และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว ขณะที่ภายใต้แฟริ่งอันสวยงามนั้นคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 999.9 ซีซี ที่มีแรงม้ากว่า 228 แรงม้าที่ 14,500 รอบ (รถเดิมเคลมที่ 214.6 แรงม้า) ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงตามกติกาของ FIM และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 21 ลิตร และท่อสูตรจาก Akrapovic ทั้งนี้การโมดิฟายปรับแต่งหลัก ๆ ของรถเดิมโมเดลใหม่ปี 2024 นี้มาจากการปรับแต่งฝาสูบ กำลังอัด จังหวะการทำงานของวาล์วและสปริงวาล์ว เปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงและก้านสูบให้เบาขึ้น อัตราทดเกียร์ใหม่ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมมอเตอร์ควบคุม 2 ตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำการตอบสนองฟีลลิ่ง มาพร้อมช่วงล่างที่มีระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins เจ็นใหม่ล่าสุด และระบบเบรกจาก Brembo ขณะที่เวอร์ชันตัวแข่งของ WorldSBK ทางทีมงาน HRC เลือกที่จะใช้ระบบกันสะเทือนจากทาง Showa และระบบเบรกจากทาง Nissin แทน ล้อจาก OZ Racing ยางสลิก Pirelli Diablo SuperBike ส่วนเฟรมและสวิงอาร์มก็จะเป็นอลูมิเนียม และเมื่อช่างน้ำหนักทั้งคันแล้วรถจะมีน้ำหนักเหลือเพียง 168 กิโลกรัม จากรถเดิมที่หนัก 201 กิโลกรัม โดยรวมแล้วความแรงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ได้มากหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้แค่เพียงประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเรื่องของสมรรถนะโดยรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมากกว่าด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบากว่ามาก หากคิดเปรียบเทียบอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักแล้วต่างกันมากทีเดียวครับ โดยตัวแข่งนั้นมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากกว่าถึง 27 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว   สุดท้ายนี้เราก็ต้องมาดูกันว่ารถแข่งคันใหม่คันนี้จะทำผลงานในรายการได้ดีขนาดไหน เพราะทีมอื่น ๆ เองก็มีการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน โดยเฉพาะทางค่ายแดงที่เป็นแชมป์ปัจจุบันอยู่ตอนนี้ มีเครื่องยนต์ที่รอบจัดมากที่สุดเลยทีเดียวครับ แน่นอนว่าแรงม้าก็ต้องมากตามไปด้วยนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 แล้ววันนี้

Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 แล้ววันนี้ ล่าสุดทาง Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 พร้อมสู้ศึก Superbike World Championship แล้ววันนี้ผ่านระบบออนไลน์ โดยมาพร้อมกับ CBR1000RR-R รถแข่งคันใหม่กับนักแข่งมากฝีมืออย่าง Xavi Vierge #97 และ Iker Lecuona #7 งานนี้มีทางผู้จัดการทีม Jose Manuel Escamez มาพูดถึงเป้าหมายในการแข่งขันฤดูกาลนี้ พร้อมกับวิดีโอการเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ กับสองนักแข่งสัญชาติสเปนที่อยู่กับทีมมา 3 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว พร้อมชูจุดเด่นและการเปลี่ยนรวมถึงความเป็นไปได้ของรถแข่งคันใหม่ ที่เน้นยำว่ามีการยึดเกาะที่ดีและอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม   ส่วนตัวรถนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลคร่าว ๆ ในวิดีโอการเปิดตัวออนไลน์ประมาณว่า มีแอโรไดนามิกและแพ็กเกจระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม จากผลงานการทำงานหนักของวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ทำงานกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อเนรมิตรถแข่งจากทีมโรงงาน ตัวรถมาพร้อมชิ้นส่วนใหม่ ๆ มามากมาย ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องการเร่งความเร็ว การลดความเร็ว การเบรก ซึ่งภายหลังได้ทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์นักแข่งของเราก็มองเห็นได้ถึงสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นบอกเลยว่ากระแทกตาโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว นอกจากนี้ยังเข้าคู่ลงตัวกับชุดแข่งของนักแข่งที่มาในโทนสีเดียวกันช่างลงตัวยิ่งนัก สุดท้ายนี้นักแข่งทั้งสองจะลงทำการขับขี่ในสนามอีกครั้งในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ช่วงทดสอบก่อนเปิดฤดูกาลครั้งสุดท้ายที่ Philip Island ออสเตรเลีย และจะเริ่มแข่งขันเปิดฤดูกาลใหม่ที่สนามเดียวกันนี้ในวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการ

ไทย ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย ปิดยอดจำหน่าย 2023 ดัวยตัวเลข 1.47 ล้านคัน กลุ่มเอ.ที.เติบโตต่อเนื่อง ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าปี 2023 ภาพรวมตลาดแตะระดับ 1.88 ล้านคัน ฮอนด้าคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุดที่ 1.47 ล้านคัน ครองอันดับที่ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 35 พร้อมคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก ตอกย้ำความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยปี 2023 มีแนวโน้มที่ดี โดยตลาดรวมมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.88 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% โดยกลุ่มรถเอ.ที. ได้รับความนิยมสูงที่สุดมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 49% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5% ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้งานที่สะดวกสบาย และมีสไตล์ให้เลือกอย่างหลากหลาย ในขณะที่อันดับรองลงมาเป็นรถครอบครัว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 47% และกลุ่มรถสปอร์ตมีสัดส่วนอยู่ที่ 3%” ในปี 2023 รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.47 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 6% และเติบโตมากกว่าตลาดรวม 2% จากการที่ฮอนด้าได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการผลักดันกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการขายไปทั่วประเทศ รวมถึงรถรุ่นใหม่อย่าง New Honda Giorno+ ที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน ก็เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่สามารถสร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยผลักดันให้กลุ่มเอ.ที.มีการเติบโตในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคว้ายอดจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดย Honda Wave110i ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 511,659 คัน ตามด้วยอันดับที่ 2 คือ Honda Wave125i จำนวน 254,141 คัน อันดับที่ 3 เป็น Honda Scoopy จำนวน 218,113 คัน อันดับที่ 4 คือ Honda PCX160 จำนวน 146,212 คัน และอันดับที่ 5 Honda Click Series ที่มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 114,202 คัน  ตัวเลขดังกล่าวยังทำให้ ฮอนด้าอันดับ 1 ทุกเซกเมนต์ อีกด้วย โดย Honda Wave110i ครองความเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ในขณะที่ Honda Scoopy ครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถเอ.ที. และในส่วนของกลุ่มรถสปอร์ต Honda CRF300L มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 7,840 คัน มร.ชิเกโตะ คิมูระ กล่าวต่อว่า “สำหรับในปี 2024 ด้วยปัจจัยของสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎหมายด้านการเงิน ปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อสินค้า และส่งผลให้ความต้องการในตลาดลดลง จึงคาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจะมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 1.70 – 1.75 ล้านคัน โดยฮอนด้าวางเป้าจำหน่ายไว้ที่ 1.30 -1.35 ล้านคัน ในส่วนของตลาดรถบิ๊กไบค์ หรือรถจักรยานยนต์ขนาด 400cc ขึ้นไป ตลอดปี 2023 มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 15,468 คัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ฮอนด้ามีตัวเลขอยู่ที่ 7,035 คัน เติบโตขึ้น 7% มากกว่าตลาดรวม และในปี 2024 นี้ คาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ระดับ 15,000 คัน ในขณะที่ฮอนด้าตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 7,000 คัน โดยปัจจัยบวกที่ทำให้ฮอนด้าเติบโตประกอบไปด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่อย่าง Honda E-Clutch ในรถตระกูล 650Series และการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ใช้” “ปี 2024 นี้ ฮอนด้าพร้อมที่จะสร้างความคึกคักให้กับตลาด ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่ไม่รู้จบ

Honda X-venture 2024 ปลดลิมิตสายลุยในทริป ขอนแก่น-เชียงคาน

Honda X-venture 2024 ปลดลิมิตสายลุยในทริป ขอนแก่น-เชียงคาน เปิดฉากความมันส์ต้นปีกับกิจกรรม Honda X-Venture 2024 โดยทาง Honda BigBike พาลูกค้าสายลุยและสื่อมวลชน ได้มาปลดลิมิตตัวเอง ปลดลิมิตตัวรถ ขี่ลุยเส้นทางธรรมชาติในทริป ขอนแก่น – เชียงคาน  ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นทริปของการขับขี่บนเส้นทางผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางดำหรือทางฝุ่น ซึ่งนำโดย อาจารย์เล่ Bikelane Dirttrack Control ที่พร้อมเสิร์ฟทักษะให้ลูกค้าได้เคาะสนิม ฝึกสกิลสายแอดเวนเจอร์ไปในตัว รวมถึงยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ เสริมทักษะการขับขี่ให้กับลูกค้ามือใหม่อีกด้วย รวมถึงยังมีกิจกรรม Riding Passion 2024 กับการคัดเลือกผู้เข้ารอบสุดท้ายโดยการโชว์สกิลขับขี่ภาคสนามครั้งนี้ เพื่อหาผู้ชนะและเป็นตัวแทนที่จะได้ไปขับขี่ตะลุยเส้นทางที่ท้าทายใน South Africa  DAY 1 : วอร์มอัพเบา ๆ สำหรับเส้นการขับขี่ในทริปครั้งนี้ เริ่มจากจุดสตาร์ทที่ Aura Cafe จ.ขอนแก่น ซึ่งหลังจากอาจารย์เล่ได้บรีฟเส้นทางการขับขี่เป็นที่เรียบร้อยแล้วพร้อมนำขบวน ซึ่งมีรถฮอนด้าบิ๊กไบค์สายแอดเวนเจอร์ทั้ง Honda Africa Twin, LX750 Transalp, CB500X รวมไปถึงโมเดลรุ่นใหม่อย่าง NX500 มาร่วมจอยส์ในทริปครั้งนี้อีกด้วย จุดเช็คอินแรก : Forest Fire Coffee เขื่อนอุบลรัตน์ สำหรับการขับขี่ในช่วงเช้าจะเป็นรูปแบบของการขับขี่บนทางดำ (On-Road) วิ่งกันเป็นคาราวานขบวน 50 คัน ด้วยระยะทาง 50 กม.แล้วแวะจุดเช็คอินแรกที่ Forest Fire Coffee เขื่อนอุบลรัตน์ ต่อด้วยแวะรับประทานอาหารกลางวัน @บ้านกลางนาคาเฟ่ แล้วขับขี่ต่ออีก 143 กม. ก่อนเข้าสู่เส้นทางออฟโร้ด (Off-Road) ไปยังอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ลุย Off-Road วันแรก โดยเส้นทางออฟโร้ดในช่วงบ่ายนี้ จะเป็นการขับขี่เข้าชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด ที่ล้วนเต็มไปด้วยเศษหินและก้อนกรวด มีร่องหลุมและเนินหินให้ข้ามเป็นระยะ ๆ มีหลุมแอ่งน้ำให้ข้ามพอชื่นใจ แถมยังฝึกสไลด์เป็นพลาง ๆ ก่อนมาพักเบรกที่น้ำตกเพียงดิน จ.เลย และขับขี่กลับเข้าที่พักที่ อ.เชียงคาน ซึ่งรวมระยะทางการขับขี่ในวันแรกเกือบ 300 กม.    DAY 2 : มาครบ..ทุกรสชาติ  ต่อด้วยในวันที่สองของกิจกรรม ที่เริ่มด้วยสภาพอากาศฝนตกที่หนักหน่วงตลอดทั้งคืน แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอุปสรรคใหญ่ของเหล่าชาวฮอนด้าบิ๊กไบค์ ซึ่งหลังจากเตรียมตัวก็พร้อมออกสตาร์ท ขับขี่ลุยเส้นทางท่ามกลางสายฝน แถมปกคลุมไปด้วยอากาศที่เย็น บอกเลยว่ามีสั่น ซึ่งหลังจากขับขี่ผ่านมาะระยะ ก็แวะเบรกให้ไบค์เกอร์ได้พักหายใจ ก่อนลุยเข้าสู่เส้นทางออฟโร้ดไปยังอุทยานแห่งชาติภูเรือ  และด้วยเส้นทางออฟโร้ดในครั้งนี้ ที่มีทั้งโคลนดินและเนินหินตลอดเส้นทาง ให้ฝ่าฟันอุปสรรค พากันหวาดเสียวเป็นระยะ ๆ ซึ่งนอกจากเส้นทางที่เต็มไปด้วยทางลูกรังแล้ว ยังมีเส้นทางธรรมชาติที่ล้อมไปด้วยหุบเขา มีไอหมอกปกคลุมตลอดเส้นทาง มีทางชันและเนินโค้งให้เติมคันเร่งได้อย่างสนุกสนาน แถมส่งท้ายด้วยความมันส์กับการขับขี่ออนโร้ด กับเส้นทางคดเคี้ยวบนไหล่เขาก่อนเข้าสู่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และแวะรับประทานกาแฟที่ Happy Land Cafe ก่อนเดินทางเข้าสู่จุดสตาร์ทเริ่มต้น ซึ่งรวมระยะทางการขับขี่ในวันที่สองเกือบ ๆ 400 กม. และสรุปรายชื่อผู้โชคดีในกิจกรรม Riding Passion ในครั้งนี้ และแล้วก็ได้ผู้โชคดีที่ชนะเลิศกิจกรรม Riding Passion 2024 พร้อมคว้าตั๋ว บิดลัดฟ้าสู่ South Africa เป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Honda BigBike ที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ให้เหล่าลูกค้าสายลุยได้สัมผัสกับบรรยากาศความสนุก รวมทั้งมิตรภาพของพวกเราชาว 2 ล้อ ตลอดในทริปนี้ สำหรับกิจกรรมครั้งต่อไปจะเป็นกิจกรรมไหน จะจัดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างลืมติดตามกันด้วยนะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Thai Honda Motorsports 2024 เปิดตัวนักแข่ง และทีมโค้ชมอเตอร์สปอร์ต 2024 ตั้งเป้าสุดท้าทาย มุ่งสร้างผลงานในระดับโลก ”ก้อง-สมเกียรติ” นำทัพสู้ศึกโมโตทู ปีที่ 6 “ก๊องส์-ธัชกร” ลุยโมโตทรีเต็มฤดูกาลครั้งแรก“ไทยฮอนด้า” ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ประกาศแผนมอเตอร์สปอร์ตปี 2024 ยกระดับนักบิดไทยภายใต้โครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” สู่ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ส่ง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ลุยศึกชิงแชมป์โลกรุ่นโมโตทู ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยเป้าหมายสุดท้าทายในการจบอันดับท็อปทรี พร้อมดัน “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี อีกหนึ่งนักบิดฝีมือดี ลงแข่งขันโมโตทรี แบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับการผลักดันนักแข่งดาวรุ่งอย่าง “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร ลุยศึกเยาวชนชิงแชมป์โลก รายการ “เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ” และ รายการ “เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ” เพื่อสร้างนักแข่งรุ่นใหม่สู่การเป็นนักแข่งระดับโลกในรุ่นต่อไป ภายใต้แนวคิด “The Next Successor To Become The World Class Riders” มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย กล่าวว่า “ในปี 2023 ที่ผ่านมา นักแข่งจากทีม “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ต่างพากันสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม ทั้งหมดเป็นผลจากการทำงานอย่างเป็นระบบภายใต้โครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ที่ทำให้เราสามารถพัฒนานักแข่งได้อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในปีนี้ เราจะมีนักแข่งลงชิงชัยในศึกชิงแชมป์โลกถึงสองคน นั่นคือ “สมเกียรติ จันทรา” และ “ธัชกร บัวศรี” ในขณะเดียวกัน เราได้ผลักดันนักแข่งดาวรุ่งอีกมากมายลงแข่งในระดับนานาชาติและระดับเอเชีย ซึ่งอีกหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการส่งนักแข่งและทีมแข่งเข้าร่วมการแข่งขันที่มีความเข้มข้นอย่างรายการ “มาเลเซีย ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ” เป็นครั้งแรก รวมถึงการมอบตำแหน่ง ”เรซโค้ช” ให้กับ “มุกข์ลดา สารพืช” เข้ามาดูแลนักแข่งและถ่ายทอดประสบการณ์ร่วมกับ “รัฐภาคย์ วิไลโรจน์” และ “สิทธิศักดิ์ อ่อนเฉวียง” โดยมีที่ปรึกษาอย่าง มร.ชินอิจิ อิโต อดีตนักแข่งระดับเวิลด์กรังด์ปรีซ์ มาร่วมวางแผนการฝึกที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้นักแข่งของเราสร้างผลงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกระดับ เราเชื่อว่าการแข่งขันในปีนี้จะมีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก และไทยฮอนด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ขอฝากแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยร่วมติดตามและส่งกำลังใจเชียร์ทีมแข่ง “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” และนักแข่งฮอนด้าทุกคนด้วยครับ” เริ่มจากการแข่งขันในรายการที่เป็นที่สุดของโลก อย่างรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ ในปีนี้ ไทยฮอนด้าได้ส่ง 2 นักแข่ง เข้าร่วมชิงชัย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา” หมายเลข 35 เจ้าของรางวัล นักกีฬาอาชีพชายดีเด่นสองปีซ้อน จากการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่คว้าอันดับ 6 ของโลกในเวิล์ดกรังด์ปรีซ์ 2023 รุ่นโมโตทู ลงแข่งขันรุ่นโมโตทู เป็นปีที่ 6 ภายใต้สังกัด “อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย” ด้วยเป้าหมายสุดท้าทาย นั่นคือการคว้าท็อปทรีให้ได้ ตามด้วย “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี หมายเลข 5 ลงสู้ศึก เวิลด์กรังด์ปรีซ์ใน รุ่นโมโตทรี แบบเต็มฤดูกาล ด้วยเป้าหมายคว้าท็อปเท็น สำหรับการแข่งขันระดับเยาวชนชิงแชมป์โลก Thai Honda Motorsports 2024 ส่ง “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร หมายเลข 20 นักบิดดาวรุ่งเข้าแข่งขันในรายการ “เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ” และ “เรดบลู โมโตจีพี รุกกี้ส์ คัพ” โดยวางเป้าหมายไว้ที่การจบท็อปเท็นในทั้งสองรายการในระดับเอเชีย เริ่มจากรายการ “เอเชีย ทาเลนต์ คัพ” ไทยฮอนด้า ส่ง 3

Honda Stylo 160

Honda Stylo 160 เผยโฉมที่อินโด เด่นด้วยดิสก์เบรกหน้าหลัง เมื่อแฟชั่นเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ แต่สิ่งที่จะตอบโจทย์ได้ดีคือแฟชันและสมรรถนะ งานนี้เจอกันได้ใน Honda Stylo 160 ที่ล่าสุดเผยโฉมที่อินโดนีเซีย โดยมากันหลากสีสัน สองทางเลือกระหว่าง ABS และ CBS สำหรับเจ้า Stylo นี้จะมาในดีไซน์แบบคลาสสิกเรโทรโมเดิร์น ให้ความรู้สึกดูดีพรีเมียมมีสไตล์ทุกมุมมอง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบแยกส่วนไฟเลี้ยวไปที่บิลด์อินที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่าง ด้านหลังมีไฟท้ายขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์เป็นแบบดิจิทัล LCD อ่านค่าง่ายใช้งานสะดวก เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 160 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรง 15.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 13.8 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 5 ลิตร ขับเคลื่อนระบบสายผ่าน เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล่างเลือกใช้เฟรมอันเดอร์โบน eSAF มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มกับโช้คเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังเป็นดิสก์เบรก เฉพาะรุ่น ABS ตัวสแตนดาร์ดจะเป็นดรัมเบรกที่ด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะเป็นขนาด 110/90 – 12 และ 130/80 – 12 แบบไม่ใช่ยางใน ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่โดดเด่นก็จะเป็นช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 16.5 ลิตร ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB A พร้อมช่องใส่มือถือสมาร์ทโฟน สะดวกสบายด้วยระบบสมาร์ทคีย์ พร้อมตอบโจทย์พ่อบ้านด้วยที่แขวนสัมภาระแบบพับเก็บได้ที่ด้านหน้า และประหยัดสุด ๆ ด้วยระบบ Idling Stop สุดท้ายนี้วางจำหน่ายกัน 2 เวอร์ชัน รวมกันแล้วมากถึง 6  เฉดสี  โดยรุ่น ABS จำหน่ายที่ราคา 30,425,000 รูปียะฮ์ แปลงเป็นเงินไทยตรง ๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 69,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายที่บ้านเราน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 75,000 บาทมั้งครับ   อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Honda Forza350 2024

New Honda Forza350 2024 สีเขียวใหม่ สปอร์ตหรูเร้าใจ New Honda Forza350 2024 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Ride The Exceptional หนึ่งเดียวเหนือทุกปรากฏการณ์’ นำเสนอความสปอร์ตหรูเร้าใจด้วยสีเขียวใหม่ ‘Phoenomenon Green’ ที่ให้ความโดดเด่นมีมิติ ลงตัวกับไฟหน้าแบบ Dual LED Headlight มาพร้อมไฟ Day Time Running Light และไฟท้ายดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมลงตัวกับเส้นสายรอบคัน พร้อมขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อัจฉริยะ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 330 ซีซี ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำกับระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ป้องกันรถเสียการทรงตัว และระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังร่วมกับระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ทุกการขับขี่ โดย New Honda Forza350 สีเขียวใหม่ ‘Phoenomenon Green’ จะเป็นรุ่น Standard มีวางจำหน่าย พร้อมกับอีก 4 เฉดสี ได้แก่ ‘สีเทา-ดำ Stromy Grey’ ‘สีดำ Eclipse Black’ ‘สีแดง-ดำ Solar Red’ และ ‘สีน้ำเงิน-ดำ Energic Blue’ ราคาแนะนำที่ 179,000 บาท และ รุ่น Roadsync วางจำหน่ายทั้งหมด 2 สี ได้แก่ ‘สีเทา-ดำ Stromy Grey’ และ ‘สีดำ Eclipse Black’ ราคาแนะนำที่ 181,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda AT Mega Fest 2024 มหกรรมรวมพลออโตเมติกใหญ่สุดในไทย

อลังการกว่าเดิม Honda AT Mega Fest 2024 ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยงานครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมยานยนต์ออโตเมติก ที่ถูกนัดรวมพลที่เยอะที่สุดในปีนี้ เป็นการรวมพลชาว Honda AT ทุกรุ่น เข้ามาร่วมกิจกรรมกันอย่างแน่นหนา ตั้งแต่เที่ยงวัน ยัน เที่ยงคืน  ณ ศูนย์การค้า Bravo BKK เรามาเริ่มกันเลยว่ากิจกรรมนี้มีอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่เที่ยงวันกลุ่มรถ Honda AT เริ่มทะยอยเข้างานกันมาแบบเป็นคาราวานจากตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าในระแรกกรุงเทพที่เข้างานมาต้องมีร่วม 600 คัน จากการลงทะเบียน พื้นที่จัดงานครั้งนี้ไม่ต้องห่วงเลย 2000 ตารางเมตร จอดได้สบายๆ หายห่วง พร้อมกับเวลา 13.00 น. พร้อมกับกิจกรรมร่วมสนุกมากมายทั้งการทดสอบชอบรถภายในงาน กิจกรรมแอคทิวิตตี้ ปีนหน้าภาพจำลอง ร่วมสนุกกิจกรรมจากร้านค้าภายในงาน เริ่มกิจกรรมเวทีใหญ่ จาก Three Man Down และ มินิคอนเสิร์ตจาก พระเอกหนุ่มสุดหล่อที่อยู่ในพรีเซ้นท์เตอร์ Giorno+ เขาก็คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มาสร้างสีสันในงานแฟนคลับแน่นเลย พร้อมกับการเปิดตัวอิดิชั่นใหม่จากฮอนด้า ถึง 4 รุ่น ได้แก่ New PCX160, New Click 160, New ADV350 และ New Forza350 เป็นอิดิชั่นใหม่ 2024 โดยเฉพาะ Forza 350 สีใหม่สวยเขียวถูกใจถูกใจ ได้รับความสนใจจากสาวกฮอนด้าเป็นอย่างมาก ความมันส์ยังคงเดินต่อเนื่องบนเวทีใหม่ จากศิลปินชื่อดังอย่าง เจฟ ชาเตอร์ และ Lomosonic ที่นำความบันเทิงมาจัดเต็มภายในงาน พร้อมการประกาศผลรางวัลจากผู้เข้าประกวด Honda Motobike Idea Challenge และ ผู้เข้าประกวดรถจากทางบ้านที่นำรถของตนเข้าร่วมสนุกภายในงาน ปิดท้ายกิจกรรมจาก ศิลปินวง Klear จัดเต็มให้กับแฟนๆสาวกฮอนด้าที่อยู่ในงานในครั้งนี้ Honda AT Mega Fest 2024 ที่จัดขึ้นมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมชาวออโมเมติก 2 ล้อ ที่มีการรวมพลกว่าพันคัน บนเนื้อที่กว่า 2000 ตารางเมตร รวมร้านขายสินค้า 100 ร้านเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ร้านอาหาร กิจกรรมให้ร่วมสนุกตั้งแต่ เที่ยงวันยันเที่ยงคืน มาทีเดียวครบจบทุกอย่างที่ต้องการ และครั้งต่อไปจะเป็นเมื่อไรที่ไหน ติดตามให้ดี บอกเลย รวมกันมันใหญ่มาก… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

รีวิวมอเตอร์ไซค์

หมวดหมู่