SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ Honda ล่าสุด 2026

  • All Posts
  • Honda News
สมเกียรติ จันทรา คว้าโพเดี้ยม Moto2 โฮมเรซให้ชาวไทยสำเร็จ…

สมเกียรติ จันทรา คว้าโพเดี้ยม Moto2 ไทยจีพี “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม”​ ทำสำเร็จ! ทะยานคว้าโพเดียมโฮมเรซต่อหน้าแฟนความเร็วชาวไทยนับแสนที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หลังบิดคว้าอันดับ 3 ในศึกโมโตทู เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2023 สนาม 17 รายการ โออาร์ ไทยแลนด์​ กรังด์ปรีซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดย สมเกียรติ จันทรา คว้าโพเดี้ยม Moto2 ได้ถือว่าทำสถิติ เป็นนักบิดไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าโพเดียมใน “โฮม กรังด์ปรีซ์” สำหรับการแข่งขัน โมโตทู อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม ปล่อยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด สำหรับทางค่ายปีกนกประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Honda SH Series ทั้ง SH125i Vetro, Honda SH125i 2024, SH350i และ SH Mode 125 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กับโฉมเฉดสีใหม่ ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น สำหรับ Honda SH Series จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์เรโทรจากยุโรป ที่มีการจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ซึ่งกลุ่มโปรดักต์อาจเป็นรองกลุ่มสกู๊ตเตอร์แถวหน้าอย่าง X-ADV, Forza 350 และ PCX125 อย่างไรก็ตามทางค่ายการันตียอดขายโมเดลรุ่นนี้มากกว่า 1 ล้านคันเลยทีเดียว เดี๋ยวไปชมโมเดลแต่ละรุ่นกันว่าจะมีอะไรอัปเดตใหม่มาบ้าง Honda SH125i Vetro 2024 เปิดประเดิมด้วยเฮดไลน์โมเดลไปกับ SH125i Vetro 2024 อิดิชันพิเศษมาพร้อมกับสีเขียวโปร่งแสง โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าแบบสูง และติดกล่องท้ายด้านหลัง รวมถึงการ์ดแฮนด์แบบใส ซึ่งโดยรวมแล้ว การดีไซน์นั้นถูกออกแบบมาให้ดูลงตัว สมกับโมเดลแห่งแฟชัน และเหมาะแก่การใช้ขี่ออกทริปทางไกลเลยทีเดียว Honda SH125i 2024 ต่อด้วยโมเดลรุ่นมาตรฐานในเวอร์ชัน 2024 โดยมาพร้อมกับเฉดสีใหม่ สี ประกอบไปด้วย สีขาวมุก (Matt Pearl Cool White), สีเทา (Pearl Falcon Grey) ,สีน้ำเงิน (Matt Pearl Pacific Blue) และสีดำ (Pearl Nightstar Black) มาพร้อมล้อแบบสีใหม่ ดูเข้มมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 รุ่นใช้ขุมพลังแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 1 สูบ พิกัด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 12.06 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด 11.4 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 44.6 กม./ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 7 ลิตร  และยังคงโดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน ด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก มีขนาดแกน 33 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบสปริงคู่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเท่ากันที่ 240 มม. คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว ล้อเท่ากันขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 100/80 และ 120/80 ตามลำดับ และใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบกุญแจคีย์เลส ช่องเสียบชาร์จ USB พร้อมด้วยระบบอำนวยการขับขี่ ประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบ Iding Stop หรือระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (HSTC) สำหรับราคาเปิดตัวที่ 3,999 ปอนด์สเตอลิงหรือราว ๆ 1.7 แสนบาท ถือว่าเอาเรื่องอยู่พอสมควร  Honda SH350i 2024 มาถึงรุ่นพี่ใหญ่กับ Honda SH350i ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มกับสีใหม่เช่นเดียวกัน กับสีฟ้า (Zefiro Blue Metallic) และสีเงิน (Matt Techno Silver Metallic) มาพร้อมล้อสีใหม่แบบเดียวกันกับรุ่นเล็กนั่นเอง รวมไปถึงจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ ทั้ง หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน และช่องเสียบ USB

Honda Monkey Limited Edition เปิดลายพิเศษฉลองครบรอบ 56 ปี

Honda Monkey Limited Edition เปิดลายพิเศษฉลองครบรอบ 56 ปี CUB House by ฮอนด้า ทำการเปิดตัว ‘Honda Monkey Limited Edition’ รถคัสต้อมตัวใหม่ล่าสุด เนื่องในโอกาสครบรอบ 56 ปี ของ Monkey ความซนระดับตำนานของเจ้าลิงสุดซ่าที่มีมาตั้งแต่ปี 1967 โดยครั้งนี้มาในธีมสีเทาใหม่ ‘Grey Ray’ พร้อมกับลายมังกี้ลิมิเต็ดอิดิชัน 56 ปี เอาใจแฟนคลับสาวกลิงให้ได้สะสม สำหรับโมเดลดังกล่าวมาพร้อมคอนเซปต์ ‘Born to Be New Grey Ray’ กับสีเทาใหม่ “Grey Ray” เท่  ขรึม อย่างแตกต่าง ให้อารมณ์สปอร์ต์ด้วย Silver Chrome ลุคสปอร์ตพรีเมียม แต่ไม่ทิ้งลายความแสบซุกซน มาพร้อมกับ Soft Emblem เจ้าลิงสุดซ่าใส่แว่น ก๊อกเกิ้ล ที่เป็นเอกลักษณ์ของความซนที่ไม่เคยเก่า เข้าคู่กับเบาะลายตารางหมากรุกที่สะท้อนความซนของรถได้เป็นอย่างดี สำหรับสาวก Monkey ที่ต้องการเป็นเจ้าของก่อนใคร สามารถเข้าไปชมรถคันจริงได้ที่ CUB House Flagship Store ทั้ง 15 สาขา และ CUB House Corner ทั้ง 23 สาขาทั่วประเทศไทย ในราคาแนะนำ 109,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel500 2024 ครูเซอร์ไซส์กลาง สุดเท่ เผยโฉมเรียบร้อย

Rebel500 2024 ครูเซอร์ไซส์กลาง สุดเท่ เผยโฉมเรียบร้อย นอกจากรถบิ๊กไบค์ตัว 1100 ซีซีโฉมปี 2024 ที่เผยออกมาเป็นทอด ๆ แบบรุ่นต่อรุ่นแล้ว ทางค่ายปีกนกยังมีโมเดลไซส์กลางมาให้เลือกใช้กันอีกรุ่น กับ Honda Rebel500 2024 ครูเซอร์ไซส์กลางสุดหล่อ ทรงเบาะต่ำที่เราคุ้นเคยนั่นเอง โดยครั้งนี้มีการอัปเดตเพิ่มเติมมาใหม่ รวมถึงจุดเด่นต่าง ๆ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันดีกว่า   เฉดสีใหม่ คุมโทน จัดเต็มกับเฉดสีใหม่ ดูคุมโทน คมเข้มมากยิ่งขึ้น ทั้งสีเงิน (Seal Silver Metallic) และสีเขียวขี้ม้า (Matt Laurel Green Metallic) ในรุ่นธรรมดา รวมถึงสีดำ (Pearl Shining Black) สำหรับรุ่นอิดิชันรหัส “S” โดดเด่นด้วยลายปีกนกด้านข้างถังน้ำมัน สมกับเป็นครูเซอร์สุดเท่ของแบรนด์ ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์คลาสสิก นอกจากออกแบบการดีไซน์ที่มีทั้งความหล่อ และคลาสสิกในแบบอมตะแล้ว ตัวรถยังโดดเด่นด้วยสไตล์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยตัวรถที่มีขนาดยาว และมีศูนย์ถ่วงต่ำ มีขนาดความสูงเบาะที่ 690 มม. บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างจนเกินไปและตำแหน่งของที่พักเท้า ทำให้นั่งการขับขี่นั้นสบาย วางขาแตะถึงพื้น อีกทั้งโครงสร้างตัวรถยังดูแข็งแรงด้วยการใช้เฟรมถักสีดำ เสริมความมั่นคงในการขับขี่มากยิ่งขึ้น โดยตัวรถเคลมน้ำหนักมาที่ 191 กก.   เครื่องยนต์ตอบโจทย์การใช้งาน สำหรับเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบ 8 วาล์ว ขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 180 องศา พร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 6 สปีดติดมากับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ รวมถึงระบบหัวฉีด PGM-Fi เฉลี่ยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 27 กม./ลิตร และมีถังน้ำมันขนาด 11.2 ลิตร เคลมแรงม้าสูงสุดได้ที่ 46.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ พร้อมแรงบิด 43.3 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ แถมเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน EURO5 อีกด้วย   ช่วงล่างใหญ่ ต่อด้วยระบบช่วงล่างที่เสริมความนุ่มนวลด้วยโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 มม.โช้คสปริงคู่ด้านหลังจาก Showa สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ปรับได้ตามต้องการใช้งาน โดยทำงานร่วมสวิงอาร์มคู่ขนาด 45 มม. รวมถึงระบบเบรก กับดิสก์เบรกหน้า-หลัง ด้านหลังใช้คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นลูกสูบเดียว และยังเสริมความปลอดภัยอีกขั้นด้วยระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel มีขนาดล้อเท่ากันที่ 16 นิ้ว และยาง 130/90, 150/80 ตามลำดับ   ฟีเจอร์เพียงพอใช้งาน แน่นอนว่าตัวรถนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเน้นภาพลักษณ์และสไตล์การขับขี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเรื่องของระบบต่าง ๆ จึงไม่ค่อยจำเป็นซักเท่าไหร่ แต่ยังมีพื้นฐานพออยู่ให้ใช้บ้าง เช่น ระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED หน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัล LCD แสดงผลต่าง ๆ ครบครันทั้งเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ความจุน้ำมัน เวลา เป็นต้น สรุปโดยรวมกับ Rebel500 โฉมปี 2024 สิ่งที่อัปเดตมาใหม่นั่นก็คือเฉดสีใหม่ แบบกับโมเดลรุ่นพี่ Rebel1100 ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบสายคัสตอมหรือขับขี่รถสไตล์ครูเซอร์ไซส์กลาง ๆ ที่มีกำลังเครื่องยนต์เพียงพอต่อการใช้งานไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปทางไกลได้สะดวกนั่นเอง โดยเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ในราคาเริ่มต้นที่ 6,399 ปอนด์เสตอร์ลิงค์หรือราว ๆ 2.8 แสนบาท ซึ่งกระโดดห่างจากโฉมบ้านเราอยู่พอสมควร หากมีการนำเข้ามาจัดหน่ายไทยละก็ จะอัปเดตให้ทราบอีกครั้ง หากใครสนใจโมเดล โฉมปี 2023 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaihonda.co.th/hondabigbike/ หรือชมตัวจริงได้ที่ศูนยบริการฮอนด้า บิ๊กวิงค์สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Rebel 2024 เพิ่มสีใหม่ สุดเท่ สไตล์ครูเซอร์

Honda Rebel 2024 เพิ่มสีใหม่ สุดเท่ สไตล์ครูเซอร์ เผยโฉมต่อเนื่อง ต่อคิวหลังจากเจ้า Gold Wing นั่นก็คือ Honda Rebel 2024 ครูเซอร์ตัวท็อปจากทางค่าย โดยครั้งนี้เจ้าครูเซอร์สุดเท่รุ่นนี้มาพร้อมเฉดสีใหม่เช่นเดียวกัน นับว่าทางค่ายปีกนกจัดรีเมกชุดใหญ่ ไฟกระพริบ ปล่อยโมเดลสีสันใหม่ รุกตลาดบิ๊กไบค์กันเต็มสูบเลยทีเดียว  โดยเฉดสีที่มีเพิ่มมาในรุ่น Rebel1100 ได้แก่สีน้ำเงินเมทัลลิก (Glint Wave Blue Metallic) และสีเทาเมทัลลิก (Iridium Gray Metallic) ส่วนเวอร์ชันทัวริ่งในรุ่น Rebel1100T เปิดมาในชุดสีดำเงา (Gunmetal Black Metallic) พร้อมกับการเพิ่มสีบรอนซ์ในส่วนล้อนั่นเอง สำหรับเจ้า Rebel1100 เปิดตัวเมื่อปี 2021 และถือว่าเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยสไตล์ตัวรถที่ออกแบบมาให้มีกลิ่นอายของความคลาสสิก ความดั้งเดิมของรถในยุคสมัยก่อนผสมผสานกับเทคโนโลยีการออกแบบที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น  และรุ่น Rebel1100T ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว กับรูปลักษณ์หน้าตาที่ตกแต่งมาใหม่ทั้งโม่งครอบไฟหน้า กระเป๋าสัมภาระด้านข้าง การออกแบบเบาะและที่พิงหลังสำหรับคนซ้อน การติดแร็คท้ายไว้ที่ด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่คนเดียว รวมไปถึงการใช้สีตัวล้อให้แมตช์กับตัวรถ ดูสวยงาม ลงตัว รวมถึงเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ 8 วาล์วแบบ Unicam ขนาด 1,084 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า CRF1100L Africa Twin และ NT1100 ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 64 แรงม้าที่ 7,000 รอบและแรงบิด 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ พร้อมชุดเกียร์อัจฉิรยะ Dual-Clutch ทำงานร่วมกับระบบคันเร่งไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13.6 ลิตร น้ำหนักเคลม 233 กก. แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยผ่านการรับรอง EURO5  พร้อมระบบช่วงล่างที่ตอบโจทย์ด้วยโช้คหน้าสีดำขนาด 43 มม. และโช้คคู่ด้านหลังปรับพรีโหลด ได้ตามความถนัดของผู้ใช้งาน ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 330 มม. ใช้ปั๊มเบรกโมโนบล็อกแบบ 4 พอต ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์ขนาด 256 มม. ใช้ปั๊มเบรกพอตเดียว โดยใช้ล้อและยางหน้าขนาด 130/70-18 ส่วนด้านหลัง 180/65-16  ในด้านเทคโนโลยีของครูเซอร์รุ่นนี้จะประกอบไปด้วย ระบบไฟ LED หน้าจอดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบช่วยการขับขี่ทั้ง ระบบครูซคอนโทรล ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบเบรก ABS และโหมดการขับขี่ 3 โหมด (User, Sport, Rain)  จึงทำให้โมเดลรุ่นนี้ดูมีคลาส ไม่ตกรุ่น แถมมีสมรรถนะที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งาน พร้อมทั้งเทคโนโลยีรองรับการขับขี่ จึงถึงทำให้เจ้า Rebel1100 เป็นรถที่สามารถขี่ได้ง่าย เหมาะกับการใช้งาน โดยเฉพาะออกทริปทางไกลได้สบาย ๆ  ตอบโจทย์แน่นอน แถมยังดูเท่ มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย  สำหรับ Rebel โฉมปี 2024 มีราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 11,716 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 4.2 แสนบาท ส่วนการนำเข้ามาจัดจำหน่ายในไทยก็คงต้องลุ้นกันอีกทีว่าจะมาหรือไม่มา หากไม่มาก็ไม่เป็นไร ทางศูนย์ Honda BigWing บ้านเรามีโมเดล Rebel1100 ให้จัดจำหน่ายทั้งสีแดง (BORDEAUX RED)และสีดำ (GUN METAL BLACK METTALIC) ในราคาเริ่มต้นที่ 399,000 บาท สามารถเข้าไปรับชมตัวจริงหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ https://www.thaihonda.co.th/hondabigbike/  สีดำ (GUN METAL BLACK METTALIC) สีแดง (BORDEAUX RED) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย

Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย แน่นอนแล้วว่าปีหน้าฟ้าใหม่ 2024 พี่น้องมาร์เกซจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้งในทีมแซทเทิลไลท์ที่ใช้ Ducati หลังจากข่าวคราวที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการเผยว่า Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย นับเป็นการเดิมพันของ Marc และตอนนี้แต้มเดิมพันก็สูงมากขึ้นหลังจากที่พี่น้องได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เมื่อมีคนถาม Alex ว่าพี่ของเขาอยากที่จะอยู่นานกว่าสัญญา 1 ปีหรือไม่ น้องชายได้ตอบกลับมาว่า “เราจะได้รู้กัน มันคล้ายกับว่าคุณเหลือเวลาอีกแค่ 1 ปีที่จะได้สนุกกับโลกนี้อีกครั้ง เขาบอกอีกว่าถ้ามันไม่สนุก ก็จะรีไทร์ มันก็แบบนี้แหละ เพราะงั้นมันมีความเป็นไปได้” “เขาอยากที่จะสนุกไปกับการแข่งอีกครั้ง ถ้าเขายังขี่ได้เร็วอย่างที่ต้องการแม้ว่าจะมีอาการบาดเจ็บแบบที่ผ่านมา ผมไม่สงสัยเลย แต่ตัวเขาเองเริ่มสงสัยตัวเอง เขามีเหตุผลที่จะสงสัยเพราะผมเองก็สงสัยตอนที่ผมขี่ Honda เมื่อปีที่แล้ว” “ผมมั่นใจว่าเมื่อไปถึงที่วาเลนเซียแล้ว เขาจะสนุกกับการแข่งรถอีกครั้ง สิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ในหัวจะหายไปอย่างรวดเร็วเลยแหละ” Alex อดีตนักแข่งจากทีม LCR Honda ที่ตอนนี้อยู่กับทาง Gresini Ducati ยังถูกถามอีกว่าเขาคิดยังไงกับการตัดสินใจของพี่ชายของเขา “ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่ก็อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ เขาเปลี่ยนใจและความคิดของเขาไปเรื่อย ผมบอกเขาว่า พี่เปลี่ยนไปมากนะ ผมขอพูดกับพี่ในฐานะน้องชายนะ ไม่ใช่นักแข่งทีม Gresini Ducati” “เขาต้องเปลี่ยน ต้องเรียกฟีลลิ่ง แพชชันที่จะเป็นแชมป์โลกกลับมาให้ได้ ซึ่งตอนที่เห็นเขายืนบนโพเดียมที่โมเตกิ ที่ญี่ปุ่น เขากลับไม่ดีใจเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา” “เขาย้ายมาอยู่ทีมเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมจะไม่เป็นมืออาชีพ แต่เป็นเหมือนครอบครัวเล็ก ๆ ซึ่งเมื่อเราอยู่ด้วยกัน นี่อาจจะช่วยให้เขากลับมาสนุกกับการขี่รถ กับการได้ลงแทร็กอีกครั้งก็ได้” แล้วรถแข่ง Ducati ที่เก่ากว่ารถของทีมโรงงาน 1 ปีมีอะไรให้คาดหวังได้บ้าง? “แน่นอนว่าเป็นเครื่องที่ดีจริง ๆ เป็นอะไรที่คาดหวังได้” Alex บอก “รถที่ให้ฟีลลิ่งได้ชัดเจน แต่ว่าเขาขี่รถที่เหมือน ๆ เดิมมาตลอด 11 ปี ดังนั้นจะต้องปรับอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเลยล่ะ ผมเองก็เปลี่ยน แต่ผมแค่ขี่ Honda มาแค่ 3 ปีไง ดังนั้นลองคิดดูว่า 11 ปี จะเป็นยังไง แต่เขาเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับอะไรได้เร็วนะ คงไม่มีปัญหาหรอก แล้วก็น่าจะขี่ได้เร็วเลยแหละ” Alex ยังยืนยันปิดท้ายอีกว่าพี่ชายของเขากำลังจะได้มีรถที่ช่วยพิสูจน์ได้ว่าพี่ชายของเขาคือนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน MotoGP อีกด้วยว่า “มันเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้แสดงศักยภาพตรงนั้นให้เห็น มันเป็นเพราะว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ปีหน้าเขาจะมีโอกาสแสดงศักยภาพให้เราเห็นอีกครั้ง”   ก็นั่นล่ะครับ งานนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปยาว ๆ ครับว่า #93 นักแข่งขวัญใจคนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนจะคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ เดินหน้าสานต่อทำสถิติไปเทียบกับตำนานตลอดกาลอย่าง #46 Valentino Rossi ที่เป็นขวัญใจหลาย ๆ คนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก๋าได้หรือไม่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

2024 Honda Gold Wing เผยเฉดสีใหม่ เข้ม ดุดัน

2024 Honda Gold Wing เผยเฉดสีใหม่ เข้ม ดุดัน ต้อนรับเซอร์ไพรส์ช่วงท้ายปี กับการเผยโฉมโมเดลเวอร์ชันใหม่จากค่ายปีกนกอย่าง 2024 Honda Gold Wing แกรนด์ทัวริ่งรุ่นท็อปขุมพลัง 6 สูบ มาพร้อมกับชุดสีใหม่ เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบขับขี่ทางไกล โดยชุดสีมีการอัปเดตใหม่มาทั้งในรุ่น GL1800 Gold Wing DCT และ GL1800 Gold Wing Tour DCT สำหรับรุ่น GL1800 Gold Wing DCT มาในชุดสีเขียวเมทัลลิก (Matt Armoured Green Metallic) ผสมผสานกับโทนสีดำในชิ้นส่วนตัวเครื่องและอะไหล่ต่าง ๆ พร้อมกิมมิกพิเศษกับสีบรอนซ์บริเวณฝาเครื่อง ดูพรีเมียมและดุดันมากยิ่งขึ้น ขณะที่รุ่น GL1800 Gold Wing Tour DCT มาในเฉดสีเทาเมทัลลิก (Heavy Gray Metallic) พร้อมฝาเครื่องสีบรอนซ์ และสีขาวมุก (Pearl Glare White) พร้อมกับการเพิ่มลูกเล่นด้วยลายกราฟิกสีดำเทาที่ทำให้ตัวรถดูมีมิติมากยิ่งขึ้น  ในส่วนอื่น ๆ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันจากรุ่นเจ็นก่อน ๆ  ทั้งเครื่องยนต์แบบ 6 สูบแนวนอน มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 1,833 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ และถังน้ำมันขนาด 21.1 ลิตร โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 126.4 แรงม้าที่ 5,500 รอบพร้อมแรงบิด 170 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ และระบบขับเคลื่อนชุดเกียร์อัจฉริยะ DCT 7 สปีดและวอร์กกิ้งโหมดที่เป็นหัวใจหลักในรุ่นนี้ ต่อด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบ Double Wishbone ด้านหลังใช้โช้คเดี่ยว ProLink ปรับเซ็ตตั้งค่าได้ ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์ 6 ลูกสูบ และดิสก์เดี่ยวด้านหลังขนาด 316 มม.คาลิเปอร์ 3 ลูกสูบ เสริมด้วยระบบเบรก Dual Combined Braking System และระบบ ABS มาให้ ล้อและยางหน้า 130/70-18 ส่วนด้านหลัง 200/55-16 โดยมีขนาดน้ำหนักตัวที่ 367 กก. รวมถึงฟีเจอร์ที่อำนวยความสะดวกทั้งหน้าจอสี TFT 7 นิ้วรองรับระบบ Android Auto และ Apple Carplay ™ ทั้งยังมีระบบนำทาง Navigation Map ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ช่องเสียบ USB Type C ลำโพงขนาด 45 วัตต์ Top Box ใต้เบาะขนาดความจุ 61 ลิตร ช่องเก็บสัมภาระด้านข้างควบคุมการเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และระบบสมาร์ทคีย์เลส  รวมถึงระบบช่วยกับขับขี่ทั้ง คันเร่งไฟฟ้า ระบบครูซคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน ระบบช่วยตรวจเช็คแรงดันลมยาง โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Tour, Sport, Econ และ Rain) รวมถึงกล่องสัมภาระด้านหลังสำหรับรุ่น Tour และถุงลมนิรภัยหรือ Airbag System เสริมความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น สำหรับรุ่นดังกล่าวเปิดตัวจำหน่ายในตลาดยุโรป โดยรุ่น GL1800 Gold Wing DCT เปิดจำหน่ายในราคาที่ 30,815 ดอลลาร์สหรัฐหรือตีเป็นเงินราว ๆ 1.1 ล้านบาท ส่วนรุ่น GL1800 Gold Wing DCT ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาแน่ชัดว่าราคาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คงไม่แต่ต่างจากเจ็นเดิมไปมากนัก  หากมีการนำเข้ามาขายในไทยราคาคงกระโดดขึ้นไปอีก หากใครสนใจในไทยทางค่ายมีตัวโฉม 2023 ให้เลือก พร้อมจำหน่ายในราคาที่ 1,355,000 บาท โดยสามารถติดต่อชมตัวจริงได้ที่ Honda Big Wing

Honda-E-Clutch

Honda E-Clutch เทคฯ ใหม่ เปลี่ยนเกียร์ได้ไม่ต้องกำคลัตช์   ล่าสุดทางฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดเผยเทคโนโลยีใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อว่า Honda E-Clutch เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคลัตช์ได้ดียิ่งขึ้น ในการขับขี่ช่วงเวลาที่มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ หรือว่าหยุดรถ เทคโนโลยีที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้จะช่วยควบคุมคลัตช์ให้ทำงานอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทำให้มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ รวมถึงหยุดได้อย่างนุ่มนวลราบรื่น โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยกำคลัตช์แต่อย่างใด แต่แม้ว่าจะมีระบบนี้เข้ามาช่วยควบคุมคลัตช์แล้ว ผู้ขับขี่ก็ยังสามารถที่จะใช้คลัตช์ในแบบปกติได้เลยเพียงแค่กำคลัตช์ไปตามปกติ ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่ในทุกระดับฝีมือและประสบการณ์ จะมือใหม่หรือมือเก๋าให้สามารถขับขี่ได้ง่ายดายมากขึ้น และสามารถสนุกไปกับการขับขี่ได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี ล่าสุดทาง Honda Philippines ทำการเปิดตัวโมเดล Click125 50th Anniversary Limited Edition ปล่อยสู่ตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย กับความพิเศษด้วยลวดลายแห่งหารฉลองครบรอบ 50 ปีที่ออกแบบดีไซน์มาดูสวยงาม โดดเด่น จนอยากให้นำเข้ามาขายในบ้านเราซะเหลือเกิน     โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color กับเฉดสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง พร้อมลวดลายสติ๊กเกอร์ไล่ตามขอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูสะอาด ไม่เทอะทะจนเกินไป รวมถึงติดสติ๊กเกอร์ครบรอบ 50 ปี ที่บริเวณบังลมหน้าและแฟริ่งด้านท้าย เพิ่มความพรีเมียม น่าสะสม ผสมผสานความสปอร์ตที่น่าจับมาใช้งานอีกด้วย ส่วนเรื่องสเปคตัวรถยังคงใช้เบสเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยเครื่องยนต์ eSP สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะแบบ SOHC เคลมอัตราการประหยัดมาที่ 50.3 กม./ลิตร ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ให้กำลังแรงม้าที่ 10 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ ต่อด้วยระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลัง ต่อด้วยระบบเบรกกับดิส์กเบรกหน้า พร้อมระบบ CBS หรือ Combi Brake ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก ต่อด้วยล้อแม็กสีใหม่ขนาด 14 นิ้ว เข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม รัดด้วยยางขนาด 90/80 และ 100/80 รวมถึงออปชันในตัวรถทั้งระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED,หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD, USB ชาร์จเจอร์, ช่องเก็บด้านหน้า และพื้นที่ใต้เบาะขนาด 18 ลิตร พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,476 USD หรือประมาณ 5.4 หมื่นบาท โดยตอนนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าน่าจะไม่เข้าไทยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง  และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports  สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

CBR1000RRR ThaiGP Edition เพียง 3 คันในโลกเท่านั้น

CBR1000RRR ThaiGP Edition เพียง 3 คันในโลกเท่านั้น ไทยฮอนด้า เปิดตัวโมเดล CBR1000RRR ThaiGP Edition อิดิชันพิเศษเพียง 3 คันในโลกเท่านั้น ในลวดลายเดียวกันกับโฉมตัวแข่ง Moto2 ของ”ก้อง สมเกียรติ จันทรา” ที่จะลงสังเวียนในศึก ไทยแลนด์กรังปรีซ์ 2023 ที่สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์ วันที่ 27-29 ตุลาคม 66 นี้ สำหรับที่มาของลวดลายหนุมาน นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากนักบิดขวัญใจชาวไทยนั่นเอง โดยบ่งบอกถึงความคล่องแคล่ว ว่องไว และเจ้าตัวเองก็ชื่นชอบหนุมานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งสามารถสังเกตุได้จากลายสักที่แขนของเจ้าตัวนะ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมลายไทยอันสวยงามบริเวณแฟริ่งด้านข้าง ไปจนถึงถังน้ำมัน และแบ่งสีต่าง ๆ สื่อความหมายออกมาได้อย่างชัดเจน สำหรับสีขาว-สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของรถฮอนด้า และสีทองสื่อถึงความรุ่งโรจน์ ผสมผสานความสปอร์ตกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีกิมมิกจุดอื่น ๆ ช่วงบริเวณอกล่าง บ่งบอกถึงของความเป็นไทยมากขึ้น ทั้งลวดลายรถตุ๊กตุ๊ก, เสาชิงช้า, มวยไทย, ช้าง รวมไปถึงเมือง Pattaya City ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ก้อง-สมเกียรติ รวมไปถึงปรับฟ้อนใหม่สำหรับหมายเลข 35 ให้ดูเป็นธีมเดียมกัน สติ๊กเกอร์ Chantra พร้อมปักธงชาติไทยบริเวณวินชิลล์และ ซีเรียลนัมเบอร์ 1/3 ตรงปีกแฟริ่ง ดูลิมิเต็ดมากขึ้นไปอีกเท่า โดยรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันจะเปิดให้ประมูลในวันที่ 24 ต.ค. 66 นี้ ที่ Honda BigWing กรุงเทพ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ?

 X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ? หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ X-ADV 750 โฉมปี 2024 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรูปหลุดพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรใหม่สำหรับรุ่นอัปเดตที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวกับรายละเอียดของโมเดลอัปเกรดรุ่นนี้ จากการสังเกตุล่าสุดเหมือนจะมีการอัปเดตใหม่เพิ่มเติม ไหนขอลองไปสำรวจก่อน ว่ามีอะไรบ้าง สำหรับจุดแรกที่มีการปรับใหม่นั่นก็คือคอนโทรลหน้า พร้อมตำแหน่งของแผงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับขยับลงมาจากเดิม ทั้งไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงเพิ่มไฟ Conering light เข้ามาช่วยส่องสว่างในเวลาขับขี่ในเวลาเข้าโค้ง ดูโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นในสไตล์รถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ ในจุดต่อมาจะเป็นในส่วนของท่อไอเสียที่ปรับมาใหม่ ด้วยการเดินคอท่อยาวขึ้น ยกสูงยิ่งขึ้นและออกแบบปลายท่อขนานกับเบาะคนซ้อน ซึ่งดูคล้ายกับโมเดลแสครมเบลอร์ในรุ่น CL500 ซึ่งจะช่วยปรับทิศทางของการปล่อยไอเสียไปทางด้านหลัง แถมยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทางฝุ่น สามารถลุยดิน ลุยน้ำ ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านขุมพลังยังคงไม่อัปเดตอะไรเพิ่ม กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 270 องศา ขนาด 745 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 มาพร้อมกำลังแรงม้าที่ 58.6 และแรงบิดที่ 67.8 นิวตันเมตร เสริมด้วย 5 โหมดการขับขี่ ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ในด้านฟีเจอร์ยังคงไม่มีอะไรอัปเพิ่ม ซึ่งเดิม ๆ อัดมาให้แน่นอยู่แล้วสำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตขึ้นในปีหน้า ยังไงก็มารอลุ้นกันว่าโฉมจริงรุ่นอัปเดตหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่แอดเชื่อว่าจะต้องถูกใจสาวกค่ายปีกนกอย่างแน่นอน  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง ที่ Motegi ในศึก Moto2 2023

ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง ที่ Motegi ในศึก Moto2 2023 แฟน ๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักแข่งหมายเลข 35 จากสังกัด IDEMITSU Honda Team Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแข่งจากโครงการ Race to The Dream ของทาง Thai Honda ที่ได้คว้าชัยในศึก Japanese Grand Prix สนาม Mobility Resort Motegi รุ่น Moto2 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เจ้าคิงคองก้องนั้นไม่ได้แค่ชนะ แต่ยังมีการทำสถิติที่น่าทึ่งไว้อีก 5 สถิติกันด้วย เราไปดูกันดีกว่ามีอะไรกันบ้าง สถิติแรกคือการทำเวลาควอลิฟายในรอบ Q2 ได้ดีที่สุดและได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลด้วยเวลา 1:49.898 นาที เวลานี้ได้กลายเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล (Best Pole) ของสนามแห่งนี้ ทำลายสถิติเดิมของทางสนาม สถิติที่ 2 ยังเป็นตัวเลขเดิมคือ 1:49.898 นาที ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล แต่ยังควบสถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ของสนามแห่งนี้อีกด้วย (All Time Lap Record) สถิติที่ 3 เจ้าก้องออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลและคว้าชัยชนะในการแข่งขันแบบขึ้นนำม้วนเดียวจบจนกระทั่งเข้าเส้นชัย เรียกว่าเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 ทุกแล็ป สถิติที่ 4 นอกจากจะคว้าชัยชนะมาแล้ว ยังทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันที่ดีที่สุดของสนามนี้ด้วยเวลา 1:50.679 นาที (Best Race Lap) สถิติที่ 5 เจ้าก้องยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชนะ Japanese Grand Prix ในรุ่น Moto2 และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของเจ้าก้อง นับจากชัยชนะครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วที่อินโดนีเซีย เรียกว่าสนามแห่งนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ สำหรับ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ส่วนสนามหน้าที่สนาม Pertamina Mandalika International Circuit ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 13 – 15 ตุลาคมนี้ แฟน ๆ ชาวไทยก็อย่าลืม “เชียร์ให้ก้อง” กันด้วยนะครับ ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

New CT125 สีเหลือง Yellow SunGlow สีใหม่ล่าสุด 2023

CUB House by Honda เปิดตัว New CT125 สีเหลือง Yellow SunGlow สีใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถตระกูล CT ของฮอนด้าในยุค 60’s ลงตัวกับความเป็นรถสไตล์เทรลที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มสีสันให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม New Honda CT125 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Time to Trail ได้เวลาออกนอกเส้นทาง’ นำเสนอมุมมองของไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่โดดเด่น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในเมือง และนอกเมือง พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนถนนทั่วไป หรือบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย นอกจากสีเหลืองใหม่แล้ว New Honda CT125 ยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคลาสสิคแบบ FULL LED พร้อมไฟเลี้ยวทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรือนไมล์ LCD เต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีแร็คหลังขนาดใหญ่ แข็งแรง เหมาะสำหรับบรรทุกสัมภาระ รวมถึงท่อไอเสียพร้อมกรองอากาศยกสูง ตามแบบฉบับ CT Series New CT125 ยังมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ที่ให้แรงบิดสูง อัตราเร่งดี พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง Adjustable Rear Suspension ที่สามารถปรับค่า Preload ได้ถึง 5 ระดับ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda CT125 ‘สีเหลือง Yellow SunGlow’ พร้อมกับอีก 3 เฉดสี ได้แก่ สีเทา สีแดง และ สีเขียว ราคาแนะนำที่ 88,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NT1100 2024 ทัวริ่งไซส์ใหญ่ อัปสีใหม่ จัดจ้านกว่าเดิม

Honda NT1100 2024 ทัวริ่งไซส์ใหญ่ อัปสีใหม่ จัดจ้านกว่าเดิม หลังจากที่ขายดิบขายดีอย่างต่อเนื่องในตลาดยุโรป สำหรับ Honda NT1100 ทัวริ่งไบค์จากค่ายปีกนก โดยล่าสุดทางค่ายพร้อมต่อยอดประกาศเปิดตัวเวอร์ชันโฉมปี 2024 เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาพร้อม 2 สีใหม่กับสีแดง (Candy Chromosphere Red) และสีน้ำเงินเมทาลิก (Matt Jeans Blue Metallic)  สีแดง Candy Chromosphere Red สีน้ำเงินเมทาลิก Matt Jeans Blue Metallic  สำหรับไลน์ผลิตในโมเดลรุ่นนี้จะเป็นการผลิตครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2022 ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกและสามารถกวาดยอดขายในแถบยุโรปได้มากกว่า 12,000 คันเลยทีเดียว โดยเวอร์ชันล่าสุดจะมีเปลี่ยนแปลงเฉพาะชุดสี รวมถึงการรีเมคสีใหม่ในเจ็นก่อนอย่างสีเทาเมทาลิก (Matt Iridium Gray Metallic) ให้มีความเงามากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการดีไซน์คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม และยังคงโดดเด่นเอกลักษณ์ด้วยแฟริ่งขนาดใหญ่ มีการออกแบบสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ไฟหน้าออกแบบเฉียบคม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์วาดเส้นไว้อย่างสวยงาม ชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ ประดับปีกชิลด์ด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกที่ดูเรียบหรูเหมือนไฮโซผู้ดี รวมถึงติดโลโก้ปีกนกสีแดงไว้ด้านข้าง เบาะดีไซน์ 2 ระดับขนาดกว้าง พร้อมติดตั้งมือจับคนซ้อนมาให้ เสริมด้วยแร็คท้ายเอาไว้บรรทุกสัมภาระได้เต็มพิกัด ดูโดดเด่นสมกับเป็นทัวริ่งไบค์ที่ขายดีที่สุดในเวลานี้ ในด้านขุมพลังจะใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า CRF1100L Africa Twin กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 1,084 ซีซี พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 100.58 แรงม้าที่ 7,250 รอบ แรงบิดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ เสริมด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กและซับเฟรมอลูมิเนียมที่ให้ความแข็งแรง ทนทาน พร้อมถังน้ำมันขนาด 20.4 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพ Showa แบบหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ และระบบเบรก กับดิสก์หน้าแบบคู่ขนาด 310 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 256 มม. พร้อมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว แถมยังมาพร้อมระบบเบรก ABS และล้อขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ ต่อด้วยเทคโนโลยีทางค่ายนั้นก็จัดมาให้เต็มพิกัด กับระบบคันเร่งไฟฟ้าสามารถควบคุมการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบป้องกันล้อหน้าลอย ระบบแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Urban, Rain, Tour) และปรับได้เองอีก 2 โหมด (User1, User2) ระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ (DTC) สามารถปรับใช้งานตามความต้องการของผู้ขับขี่อีกด้วย นอกนี้ยังมาพร้อมกับระบบไฟ LED รอบคัน ระบบไฟเตือนฉุกเฉิน ESS กล่องสัมภาระความจุรวมขนาด 65 ลิตร อุ่นมือ ระบบครูซคอนโทรล ช่องเสียบ USB Type A หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว รองรับแอป Apple CarPlay® และ  Android Auto® โดยเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ สามารถเปิด Map ดูเส้นทาง ฟังเพลงได้สะดวกสบายและเพลิดเพลินไปกับการขับขี่อีกด้วย สำหรับราคานั้นทางออฟฟิเชียลยังไม่ได้เปิดเผยออกมา และยังไม่มีข้อมูลแน่นอนว่าจะเข้ามาขายในไทยหรือไม่ แต่ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ในบ้านเรายังมีโฉมเจ็นก่อนพร้อมจำหน่ายในราคา 515,000 บาท สามารถเข้าไปดูตัวจริงได้ที่ Honda BigWing สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Giorno+ 2023

รีวิว Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกที่แอบแรงไม่เบา เรียกว่าร้อนแรงจริง ๆ สำหรับโมเดิร์นสกู๊ตเตอร์คลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดของ Honda แน่นอนว่าเราจึงต้องรีบทำการ รีวิว Giorno+ 2023 อย่างรวดเร็ว ให้รู้กันไปเลยว่ามันมีอะไรดี มีอะไรให้ใช้ ตอบโจทย์แค่ไหน ตอบโจทย์ใครกันบ้าง ไปดูกันเลย  สวยงามไร้กาลเวลา เริ่มต้นกันด้วยการดีไซน์ แน่นอนว่าหลาย ๆ คนจะต้องถูกใจในความสวยงามของเจ้าจีออร์โน่พลัสคันนี้ เจ้านี่มาในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่เป็นการผสมผสานกันรูปทรงและเส้นสายโค้งมนสวยงามแบบคลาสสิก มีคลาส ดูน่าขับขี่ใช้งาน ขณะเดียวกันก็มีการใส่ความทันสมัยเข้าไปในส่วนของเครื่องยนต์และเทคโนโลยีลูกเล่นการใช้งานให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมมนเสริมด้วยคิ้วสีโครเมียมเพิ่มมิติให้ดูลงตัว พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ในตัว ไฟเลี้ยวแบบแยกไว้ที่แฟริ่งด้านหน้าส่วนล่างใกล้ซุ้มล้อหน้าเปรียบ มองแล้วคล้ายแววตา ดูแล้วมีมิติลงตัว ไฟท้าย LED ขนาดใหญ่ ดีไซน์รับกันกับไฟเลี้ยวท้ายที่ดูคล้าย ๆ กับแววตาที่กำลังจ้องมองมาเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างมองเห็นได้ชัดเจนปลอดภัย ขณะที่หน้าจอนั้นจะเป็นหน้าจอดิจิทัล LCD แสดงผลข้อมูลจำเป็นครบถ้วน แรงด้วยเทคโนโลยี eSP+ ต่อกันที่เรื่องของขุมพลังที่ถือเป็นจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญสำหรับโมเดลนี้ ด้วย เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีดีที่ระบบวาล์ว 4 วาล์วจ่ายเชื้อเพลิงและระบายไอเสียได้ดีขึ้น บวกกับหัวฉีดใต้ลูกสูบหรือ Piston Oil Jet ช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและทนทาน โดยจะมีระบบเกียร์อัตโนมัติส่งกำลังผ่านระบบสายพาน CVT ตามแบบของสกู๊ตเตอร์ทั่วไป และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตรที่มีช่องเติมอยู่ด้านหน้าไม่จำเป็นต้องเปิดเบาะเติม ช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วงล่างลงตัวได้มาตรฐาน สำหรับเรื่องของแชสซี ตัวรถใช้เฟรม eSAF ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ซึ่งเป็นพัฒนาขึ้นมาให้มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทนทาน และให้ความคล่องตัวเวลาขับขี่ ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบยูนิตสวิง  ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่นสแตนดาร์ดจะมาพร้อมระบบเบรก CBS หรือระบบเบรกแบบกระจายแรงเบรก ซึ่งก็ช่วยในความปลอดภัยได้อีกระดับ สุดท้ายในเรื่องของช่วงล่างจะเป็นเรื่องของล้อและยางทางค่ายจะให้ล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบที่ไม่ต้องใช้ยางในและยางจะมีขนาดดังนี้ 100/90-12 และ 110/90-12 หน้าหลังตามลำดับ ฟีเจอร์ครบครันทันสมัย ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมาตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบของสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็ค่อนข้างครบครับทันสมัยเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียบกุญแจเพียงพกไว้ก็สามารถเปิดสวิตช์รถเพื่อปลดล็อครถ สตาร์ท เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยสะดวก ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลหน้าพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ตะขอแขวนสัมภาระด้านหน้าแบบพับเก็บได้ และที่สำคัญคือช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 30 ลิตรจุใจ ใส่สัมภาระได้มากมายและสะดวกจริง ๆ ครับ  ฟีลลิ่งการขับขี่  ด้วยความที่ Giorno+ เป็นซิตี้สกู๊ตเตอร์ ท่าทางการขับขี่จึงดูเรียบร้อยเฟรนด์ลี่กับยูสเซอร์เกือบจะทุกเพศทุกวัย ขึ้นรถ ลงรถ ง่ายมาก ๆ ถ้าพูดถึงท่านั่งขณะขับขี่ คันนี้ก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ เบาะใหญ่สบายนั่งได้เต็มก้น ที่วางเท้ากว้าง ไม่ชันเข่ามากจนเกินไป แต่ถ้าคนตัวสูงหรือขายาวก็อาจจะชันบ้างเล็กน้อยลองเขยิบตำแหน่งนั่งดูจะช่วยได้ ส่วนตำแหน่งแฮนด์ไม่กว้างมาก ช่วงที่มุดเปลี่ยนเลนส์ทำได้ไม่ลำบากติดขัดอะไร แต่ถ้าช่วงที่ต้องซอกแซกในเมืองมุดไปมาช่วงรถติด ๆ อาจจะต้องทำความคุ้นชินสักหน่อย รับรองขี่ง่ายขึ้นกว่าเดิม    ส่วนตัวมองภาพรวมว่าช่วงรถ ความยาว ความกว้าง สามารถใช้งานในเมืองได้ดีเลยทีเดียว บังคับเลี้ยวง่าย ไม่เหนื่อย และที่สำคัญด้วยรูปทรงและรูปร่างของมันยังเป็นของสดใหม่ในสายตาคนรอบข้างมากมาย ของใหม่ ขี่ไปไหนใคร ๆ ก็มอง  ขี่สนุกติดมือ คุ้นมืออยู่ สำหรับเจ้าเครื่องตัวนี้เพราะปัจจุบันตัวผมเองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เครื่องรหัส eSP+ 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้งานในเมืองเรียกได้ว่าสบายแบบหายห่วง จะร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่ อัตราเร่ง 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับผมถือว่าโอเคเลย เร่งแซง ออกตัวใช้งานในเมืองได้ดี ความเร็วปลายทำได้ก็ 105 – 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่อาจจะต้องใช้ระยะหน่อย แต่นี่คือเครื่องเดิม ๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไร ถ้าไปเห็นคลิปพวกที่วิ่งกัน 140 – 160 นั้นเขาไปทำกันมาแล้ว ปรับองศา ขยายลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับการสั่งจ่ายน้ำมัน ทำให้ตัวรถวิ่งได้ดีขึ้น ในพื้นฐานเครื่องเดิม ดังนั้นเครื่องตัวนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ แรงสั่งได้ แต่ถ้า เดิม ๆ สำหรับผมแล้ว ก็มีกำลังที่ดี ทั้งยังมีความประหยัด ใครที่ซื่อมาเน้นใช้งาน ตอบโจทย์เลยตรงนี้

Honda Super Cub 2023 สีใหม่ คลาสสิก สมชื่อ

Honda Super Cub 2023 สีใหม่ คลาสสิก สมชื่อ สาวกซูเปอร์คัพเตรียมเฮ ! ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทยเปิดตัว Honda Super Cub 2023 2 สีใหม่ กับ “สีเขียว Pearl Organic Green” และ “สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray” มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “ALLRIGINAL ทุกคุณคือออริจินัล” เพิ่มเสน่ห์ของความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลาด้วยสีที่ฮิตติดเทรนด์ และโลโก้ดีไซน์ใหม่สะท้อนความเป็นคลาสสิกแฟชัน มาพร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ที่ประหยัด แรง ทนทาน พร้อมฟีเจอร์ความสะดวกครบครัน สำหรับ New Honda Super Cub โดนเด่นด้วยสไตล์วินเทจที่ยังคงความออริจินัล ด้วยดีไซน์ไฟหน้า LED ทรงกลมและกระจกมองข้างที่ดีไซน์เข้าคู่กันเสริมความเป็นออริจินัลในแบบฉบับของ Super Cub พร้อมกับสีที่เพิ่มความโดดเด่นอย่าง “สีเขียว Pearl Organic Green” โมโนโทน และ “สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray” ที่หยิบคู่สีทูโทนมาเติมเสน่ห์ให้น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงตัวเรือนไมล์สไตล์เรโทรผสานเทคโนโลยีแสดงผล ผ่านจอ Digital LCD New Super Cub มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Honda Smart Engine 110 ซีซี เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ฮอนด้าพัฒนาเพื่อตอบโจทย์เรื่องการประหยัดน้ำมัน พร้อมทำงานร่วมกับระบบหัวฉีดแบบ PGM-FI ทำให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 71.4 กิโลเมตร/ลิตร (มาตรฐานไอเสียระดับ 7 จากการทดสอบโดยสถาบันยานยนต์) อีกทั้งยังขับขี่ง่าย คล่องตัว ด้วยโครงตัวรถที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย New Super Cub สีเขียว Pearl Organic Green และ สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray พร้อมกับอีก 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ และ สีแดง-ขาว ราคาแนะนำ 48,400 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

รีวิวมอเตอร์ไซค์

หมวดหมู่