SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ Honda ล่าสุด 2026

  • All Posts
  • Honda News
2023 Honda CB200X ปรับใหม่ สมูทยิ่งขึ้น

2023 Honda CB200X ปรับใหม่ สมูทยิ่งขึ้น   หลังจากเปิดตัวไปแล้วเมื่อปี 2021 ที่ประเทศอินเดีย สำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์น้องเล็กสายรหัส X จากค่ายปีกนกอย่าง 2023 Honda CB200X โดยครั้งนี้การกลับมาครั้งใหม่ของเจ้า 200X ทางค่ายได้ปรับแต่ง และเพิ่มระบบเซฟตี้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบสายผจญภัยรุ่นมินิมอล ได้เอ็นจอยกับการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับการคัมแบคในครั้งนี้ มาพร้อมกับการติดตั้งระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ที่ช่วยลดอาการกระตุกของเครื่องยนต์ในเวลาเชนเกียร์ลง รวมถึงตัว OBD-2 ซึ่งเป็นพอร์ตไว้ใช้ตรวจสอบความผิดพลาดของเครื่องยนต์ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการเซอร์วิสและซ่อมบำรุงได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย  โดยใช้เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Honda Hornet 2.0 ด้วยพละกำลังสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 184.4 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมหัวฉีด PGM-Fi ให้กำลังแรงม้าที่ 17 แรงม้าที่ 8,500 รอบ พร้อมแรงบิด 16 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ ต่อด้วยระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 5 สปีด และเครื่องยนต์มีการปรับระบบไอเสียเล็กน้อย ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ต่อด้วยในส่วนรูปลักษณ์ตัวรถที่ยังคงเดิม กับความหล่อ เท่ และดุดัน ด้วยเส้นลายและลวดลายตามฉบับ CB200X ในเจ็นก่อน รวมไปถึงแฟริ่ง ชิลด์หน้า การ์ดแฮนด์ติดไฟเลี้ยวเท่ ๆ เบาะ 2 ตอน อกล่าง ดูสวยงาม ลงตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  นอกจากตัวเฟรมจะใช้เป็นเหล็กรอบคัน ที่ให้ความแข็งแรงและทนทานแล้ว ระบบช่วงล่างใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีทอง โช้คเดี่ยวด้านหลังปรับค่าพรีโหลดได้ ต่อด้วยระบบหยุดรถกับดิสก์เบรกหน้า-หลัง ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ล้อคู่ขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว และรัดยางขนาด 110/70 และ 140/70 ตามลำดับ สำหรับเจ้า CB200X รุ่นปี 2023 มีการปรับราคาใหม่ขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันเปิดราคาที่ 146,999 รูปี หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 6.4 หมื่นบาท โดยปรับขึ้นมาเพียง 2,499 รูปี หรือพันกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเทียบกับระบบความปลอดภัยที่ทางค่ายติดตั้งเพิ่มมาให้ ถือว่าคุ้มมาก ๆ อย่างไรก็ตามโมเดลรุ่นนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในประเทศอินเดียเท่านั้น ก็ขอภาวนาให้ทางค่ายใจดี เอามาขายในไทยด้วย อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Motocompacto

Honda Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋ง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้า Honda Motorcompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋งคันนี้ เพราะจริง ๆ เจ้าคันนี้มีต้นแบบมาจาก Motocompo สกู๊ตเตอร์จากยุค 80 ของทางค่ายปีกนกนั่นเอง ซึ่งนี้จะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลแรกที่มีขนาดกะทัดรัดมาก ๆ แล้วน้ำหนักเบารวมถึงสามารถพับและเก็บซ้อนกับของอื่น ๆ ได้ สำหรับดีไซน์ก็จะสังเกตเห็นได้ว่ามันเพรียวบางและเรียบง่ายคล้ายคลึงกับกระเป๋าเดินทางนั่นเอง ตัวรถจะมีไฟหน้า LED อยู่ที่ตัวรถด้านล่างใกล้กับจุดชาร์จ ไม่ได้อยู่ใกล้กับบริเวณแฮนด์บาร์ ด้านท้ายเองก็จะมีไฟท้าย LED ที่ระนาบเดียวกับไฟหน้า มีหน้าจอขนาดเล็กบอกระดับแบตแตอรี่และความเร็วแบบดิจิทัลที่บริเวณตรงกลางแฮนด์บาร์ โดยทางค่ายจะออกแบบให้มันพับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างแฮนด์ เบาะนั่ง พักเท้า ขาตั้งและล้อหลัง ให้ซ่อนกลับเข้าไปในตัวรถได้ และมีหูหิ้ว หรือจะใช้เข็นมันด้วยล้อทั้ง 2 ล้อก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรขับเคลื่อนแบบไดเร็กต์ไดร์ฟอยู่ที่บริเวณล้อหน้า ไม่ได้ใช้สายพาน ส่วนระบบเบรกนั้นจะมีดรัมเบรกอยู่ที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 490 วัตต์ แรงบิดที่ 16 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 24 กม./ชม. และใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 20 กม. ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงครึ่งโดยอาศัยเพียงปลั๊กไฟบ้านแรงดัน 110 โวลต์เท่านั้น (ส่วนบ้านเรานั้นอาจจะต้องใช้ตัวแปลงไฟ) โดยตัวรถหนักเพียง 18.73 กิโลกรัม ซึ่งเบาเนื่องจากตัวบอดี้และล้อของมันทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่แข็งแรงทนทาน และยังเล็กพอที่จะพับใส่ท้ายรถเก๋งได้ เรียกว่าไปได้แทบทุกที่ในเมืองเลยล่ะครับ เจ้านี่ยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ หลากหลาย ตัวชาร์จเจอร์ที่เป็นของติดรถนั้นเล็กพอที่จะใส่เข้าไปในตัวรถได้สบาย ช่วยให้พกพาไปชาร์จในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ที่ขาตั้งของรถเองก็มีรูสำหรับใช้ล็อกรถซึ่งสามารถใช้ที่ล็อกรถจักรยานทั่ว ๆ ไปล็อกได้ ยังมีเทคโนโลยีบลูทูธเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถเพื่อเลือกโหมดการขับขี่และโหมดไฟได้ ส่วนสนนราคาการจำหน่ายจะอยู่ที่ 995 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 35,000 บาท ส่วนการจำหน่ายในไทยนั้นคงยากครับ ยกเว้นจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

สองนักแข่ง Honda

สองนักแข่ง Honda บิด CRF450R คว้าโพเดียมคู่ MXGP ที่อิตาลี สองนักแข่ง Honda Tim Gajser หมายเลข 243 และ Tim Fernandez หมายเลข 70 ร้อนแรงต่อเนื่องในการแข่งขัน MXGP หลังการคว้าชัยชนะในสนามที่ 17 ที่ประเทศตุรกี ล่าสุดการแข่งขันสนามที่ 18 ที่ประเทศอิตาลี (Maggiora, Italy) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บิดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF450R คว้าโพเดียมได้ทั้ง 2 คน  Race1 การแข่งขันดวลกัน 2 เรซ โดยเรซแรกสภาพสนามนั้นสร้างความยากลำบากอย่างมากจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้า รูเบน เฟอร์นานเดซ ต่อสู้ไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่จะจบการแข่งขันในอันดับที่ 5 ทางด้านของ ทิม ไกจ์เซอร์ น่าเสียดายที่พลาดล้มในช่วงต้น ก่อนที่จะยกรถแข่งกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง ไล่แซงคู่แข่งจากอันดับที่ 20 จนกระทั่งจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 ได้สำเร็จ Race2 การแข่งขันเรซที่ 2 เป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งของ 2 นักบิดฮอนด้าและยอดรถแข่ง Honda CRF450R ทิม ไกจ์เซอร์ บดกับคู่แข่งระดับท็อปได้อย่างดุเดือด คว้าอันดับที่ 2 บนโพเดียมแบบห่างจากชัยชนะแบบเฉียดฉิวเท่านั้น ขณะที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ คัมแบ็กกลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้งในอันดับที่ 3 ของการแข่งขัน การแข่งขันสนามนี้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการคว้าผลการแข่งขันที่ดีของสองนักบิดฮอนด้า หลังจากที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ กลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้ง และ ทิม ไกจ์เซอร์ เริ่มที่จะกลับมาสู่ฟอร์มอันแข็งแกร่งแล้วหลังจากที่ผ่านการบาดเจ็บอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ขณะที่โปรแกรมการแข่งขัน MXGP สนาม 19 จะไปแข่งขันกันที่สหราชอาณาจักร (Matterley Basin, United Kingdom) ในระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 นี้ อย่าลืมติดตามเชียร์กันได้สำหรับแฟน ๆ ค่ายปีกนก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

New Forza350 Dark Gravity 2023

New Forza350 Dark Gravity Special Edition 2023 อัปเกรดช่วงล่าง ให้ขับขี่ดีขึ้นไปอีกระดับ เรียกว่าเดือดจริง ๆ สำหรับวันนี้ นอกจากฮอนด้าจะเปิดตัว Giorno+ 2023 แล้วยังเปิดตัวโมเดลใหม่สุดพิเศษอย่าง New Forza350 Dark Gravity Special Edition 2023 ที่เป็นผลงานความร่วมมือกับ H2C และ HYPERPRO Suspension Technology กลายเป็นโมเดลพิเศษในสไตล์ม่วงมหากาฬที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนจากทาง Hyperpro ที่เห็นโดดเด่นอยู่ที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังพร้อมซับแทงค์ปรับแต่งได้เต็มระบบ หรือ ปรับ 4 จุดกันเลยทีเดียว นอกจากตัวช่วงล่างหรือระบบกันสะเทือนที่ได้รับการอัปเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังได้มีการเพิ่มโลโก้สีม่วงพิเศษและสติ๊กเกอร์ลวดลายกราฟิกพิเศษบนตัวรถสีดำเข้ม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนตกแต่งจากทาง H2C ให้เข้ากับธีมสีม่วงมหากาฬสุดดุดันคันนี้เพิ่มเติมเข้าไปอีกด้วยครับ โดยจะมีเพลตวางเท้าสเตนเลสสีม่วงจาก H2C จับคู่เข้ากันกับลายกราฟิกสีม่วงที่ตัวรถ และสติกเกอร์ขอบล้อสีม่วงสลับขาว เข้าชุดกันอย่างลงตัว ส่วนตัวรถนั้นหลัก ๆ ก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเรื่องของช่วงล่างและสีสันลายกราฟิกด้านนอก รวมถึงของตกแต่งของ H2C ครับ สุดท้ายเปิดตัวพร้อมสนนราคาแนะนำที่ 231,900 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno+ 2023

Honda Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันงามจากค่ายปีกนก ไทยฮอนด้าผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว Honda Giorno+ 2023 (จีออโน่ พลัส) ออโตเมติกแนวโมเดิร์นคลาสสิก ในสไตล์ High Fashion พร้อมแนวคิด “The New High ทุกสไตล์ไปได้ไกลกว่า” ผสมผสานดีไซน์โดดเด่นเด่นเข้ากับเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัยอย่างลงตัว   สำหรับโมเดลนี้เน้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทย คนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ ซึ่งตัวรถจะได้รับการออกแบบให้แสดงถึงความมีสไตล์ด้วยรูปทรงและเส้นสายที่สวยงาม ไปจนถึงสีสันที่โดดเด่นเข้ากับดีไซน์ของรถ กลายเป็นความลงตัวที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีคลาสไม่เพียงเท่านั้น รถรุ่นนี้ยังถูกสร้างเพื่อส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่เหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์และเทคโนโลยีล้ำสมัย นี่คือรถที่จะถ่ายทอดอีกนิยามของความเป็นแฟชันเสมือนงานศิลปะบนรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้การขับขี่ที่สนุก อัตราเร่งดี บิดติดมือ ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้เป็นอย่างดี ปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้า และระบบเบรก ABS เฉพาะรุ่น และระบบกระจายแรงเบรกหน้าหลัง Combi Brake System นอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยลูกเล่นในการใช้งาน ทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะ U-Box หรือกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตร ติดตั้ง USB Socket ที่คอนโซลด้านหน้าให้ชาร์จไฟได้สะดวก จุดเติมน้ำมันด้านหน้าที่ให้คุณสะดวกไม่ต้องเปิดเบาะ ส่วนการวางจำหน่ายจะมีหลากหลายรุ่นดังนี้ รุ่น ABS มี 3 ชุดสีได้แก่ สีขาว-ดำ, สีเทา-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 66,900 บาท รุ่น Standard มี 4 ชุดสีได้แก่ สีขาว-ดำ, สีเหลือง-ดำ, สีเขียว-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ  ราคาแนะนำที่ 61,900 บาท และยังมีรุ่นพิเศษ Special Edition จากสำนักแต่ง H2C By Honda อีก 3 รุ่นย่อยได้แก่ Bianco Pearl Edition ตกแต่งในสไตล์ Urban Rider ทันสมัยในแบบคนเมืองรุ่นใหม่ ราคาแนะนำที่ 72,900  บาท Glamorous Nero Edition ตกแต่งในสไตล์ Casual Weekender ราคาแนะนำที่ 75,900 บาท Ruby Russo Edition ตกแต่งในแบบ Street Strider สปอร์ตโดนใจ ราคาแนะนำที่ 78,900 บาท พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมโปรโมชันพิเศษ สำหรับ 10,000 คันแรก ด้วยแพ็กเกจ HSP (Honda Service Premium Package) ตรวจเช็คระยะฟรีตลอดเวลา 2 ปี หรือ 18,000 กม. โดยกดรับสิทธิ์ผ่านแอพลิเคชัน My Honda Moto โดยดาวน์โหลดได้ที่ https://myhonda.page.link/invite อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Giorno+-2023-สเปก-ราคา

Honda Giorno+ 2023 สกู๊ตเตอร์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกคันใหม่ล่าสุดของค่ายปีกนก โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ eSP+ และดีไซน์แบบอิตาเลียนสไตล์ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 61,900  บาท รุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 66,900 บาท รุ่น Bianco Pearl Edition ราคาแนะนำที่ 72,900 บาท รุ่น Ruby Russo Edition ราคาแนะนำที่ 75,900 บาท และ รุ่น Glamorous Nero Edition ราคาแนะนำที่ 78,900 บาท หน้าจอ LCD ดิจิทัล แสดงผลข้อมูลครบถ้วน สวิตช์คอนโทรลที่ใช้งานร่วมกับสมาร์ทคีย์ ใช้งานง่ายสะดวก ทั้งเปิดบน เปิดฝาถัง ล็อครถ ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า สะดวกไม่ต้องเปิดเบาะ U-Box ขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตร ช่องเก็บของด้านหน้าผมช่องจ่ายไฟ USB Honda Giorno+ 2023 สเปก ราคา และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124.77 ซีซี แรงม้า (เคลม) 10.73 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 53.5 X 55.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์อัตโนมัติ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน ยางหน้า 100/90-12 59J แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 110/90-12 64J แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. เบรกหลัง ดรัมเบรก ยาว X กว้าง X สูง 1,902 X 681 X 1,144 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,312 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 155 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 118 ก.ก. 120 ก.ก. (ABS) ความจุถังน้ำมัน 5.4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95, E20 เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS เฉพาะรุ่น ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบสมาร์ทคีย์ ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type A เรือนไมล์ดิจิทัล LCD   รุ่นสแตนดาร์ด   รุ่น ABS   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023 “อินทรีแซงค์” – กฤษฎา จำรูญจารีต ยอดนักบิดขวัญใจกองเชียร์ทางฝุ่นจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” เจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมด้วยสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF250R หมายเลข 17 สังกัดทีม Honda Racing Thailand S Motor สู้สุดใจสมศักดิ์ศรีแชมป์ประเทศไทยในศึก FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย  แต่ด้วยอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในสนามออกมาได้ดีที่สุด ถึงแม้จะพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกันจากโอกาสที่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวลั่นพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งในฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขัน FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย ดวลกัน ณ สนามเสี่ยน้องสิงห์สองฝั่ง จ.มุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อินทรีแซงค์-กฤษฎา มีคะแนนสะสมอยู่ 128 แต้ม รั้งอันดับที่ 2 ตามคู่แข่งอยู่ 6 คะแนน โดยยอดนักบิดดาวรุ่งหมายเลข 17 ได้ต่อสู้สุดใจจนสามารถคว้าโพเดียม สนามส่งท้าย FMSCT Thailand Motocross 2023 สำเร็จ แม้ในท้ายที่สุดจะพลาดแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 5 ด้วยคะแนนห่างเพียง 4 คะแนน แต่เจ้าตัวได้ฝืนอาการบาดเจ็บ สู้เต็มที่ในสนามนี้แล้ว และพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน โดยเริ่มออกสตาร์ตจากตำแหน่งที่ 3 พร้อมรถแข่งคู่ใจ Honda CRF250R หมายเลข 17 เปิดการ์ดสู้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถขึ้นเป็นผู้นำ ในสถานการณ์ของการแข่งขัน “อินทรีแซงค์-กฤษฎา” ถึงจะคว้าผลงานดีที่สุดมาก็ยังต้องลุ้นผลงานของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับทุกข้อจำกัดทั้งอาการบาดเจ็บและโอกาสที่เป็นรอง  ซึ่งยอดนักบิดจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” นับได้ว่าสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แบกอาการบาดเจ็บเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คู่แข่งตามมาเป็นอันดับ 3 แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันเจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกันต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการที่บาดเจ็บ พร้อมพบกับความท้าทายครั้งใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์อีกครั้งใน FMSCT Thailand Motocross ฤดูกาลหน้า โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าทุกคนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มมากฝีมือ เสียชีวิตแล้ว

Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มมากฝีมือ เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 สิงหาคม 2563 Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มชาวญี่ปุ่นมากฝีมือได้เสียชีวิตลงแล้ว หลังจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2023 สนามที่ 4 ที่ Pertamina Mandalika International Circuit โค้ง 10 ในแล็ปที่ 4 รุ่น Asia Superbike 1000cc จนต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ศูนย์การแพทย์ของสนามก่อนจะย้ายไปรักษายังโรงพยาบาล Public Hospital of Nusa Tenggara Barat ในท้องถิ่น และแม้ทีมแพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ ประวัติ ฮารุกิ โนกุจิ เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2001 จังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น 2017 Asia Talent Cup อันดับ 2 2018 Asia Talent Cup อันดับ 2 และ All Japan Road Race Championship รุ่น J-GP3 อันดับ 12 2019 Red Bull Rookies Cup อันดับ 3 และ FIM CEV Repsol International อันดับ 15 2020 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 อันดับ 14 2021 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 แชมป์เปี้ยน 2022 FIM Asia Road Racing อันดับ 2 2023 FIM Asia Road Racing ยังไม่จบการแ่งขัน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ สำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮารุกิ โนกุจิมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก น่าขี่ จากค่ายปีกนก

ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ จากค่ายปีกนก ของดีที่ไม่มีขายในบ้านเรา ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนที่เป็นวัยรุ่นยุค 90 หรือวัยที่อายุมากหรือน้อยกว่านี้บวกลบไปอีกสักนิดหน่อย น่าจะเคยได้ยินคำว่ารถป๊อปกันมาบ้าง มันก็คือมอเตอร์ไซค์จำพวกสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กนั่นเอง เชื่อมั้ยว่าสมัยนี้ก็ยังมีกลุ่มคนที่ “ชอบ” และ “เล่น” รถจำพวกนี้อยู่เลย มาวันนี้ผมก็เลยจะพาไปดูไป ส่อง 3 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กน่าขี่ แต่ดันไม่ขายในบ้านเรากันครับ  ขยายความอีกสักนิดเกี่ยวกับรถป๊อปที่บ้านเรานิยมกันอยู่ในยุคนึงนั้นมันจะเป็นรถที่มีขนาดเล็ก เครื่องยนต์มีความจุไม่เกิน 50 ซีซี ซึ่งมักนิยมใช้กันในระยะทางใกล้ ๆ อย่างในหมู่บ้านใหญ่ ๆ หรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานมาก เนื่องจากขี่ง่ายขี่สะดวก รถเล็กน้ำหนักเบา บางรุ่นก็มีความสวย มีความน่ารัก ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขี่ได้ แต่ก็จะติดตรงที่ว่าไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากขนาดความจุน้อยเกินไป แต่ยังทำประกันภัยและพ.ร.บ.ได้ตามปกตินะ  1.Honda Tact สำหรับรุ่นแรกจะเป็น Honda Tact สกู๊ตเตอร์ 50 ซีซีที่มาในสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ให้ภาพที่ดูเหมาะกับการใช้งานในเมือง ดีไซน์เรียบง่ายเน้นการใช้งานได้จริง มิติที่มีความคล่องตัว เส้นสายดูเป็นเหลี่ยมสันให้ความโฉบเฉี่ยว แต่ไม่ดุดันมากนัก เหมาะกับการขี่ได้ทุกเพศทุกวัย เจ้าคันนี้โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของด้านหน้าทางซ้าย ตะขอแขวนของสำหรับแขวนถุงผ้าหรือสัมภาระอื่น ๆ ที่สามารถพับเก็บได้ ช่องเติมน้ำมันบริเวณที่วางเท้าช่วยให้เติมน้ำมันได้สะดวกไม่ต้องลงจากรถ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะขนาด 20 ลิตรที่เพียงพอกับสัมภาระขนาดเล็ก หรือจะหมวกกันน็อกแบบเปิดหน้า 1 ใบ และปิดท้ายด้วยตะแกรงท้ายรถสำหรับมัดและบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่อง eSP ขนาด 50 ซีซี 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้กำลังดีและมีความประหยัด ทั้งยังมีระบบ Idiling Stop ช่วยดับเครื่องเวลาหยุดรถรอคนข้ามหรือติดไฟแดง และแค่บิดคันเร่งก็พร้อมออกตัวไปต่อได้ในทันที สะดวกว่ารถและประหยัดกว่ารถป๊อปสมัยก่อนมาก ๆ ครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียม 8 ก้านขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบคอมบายเบรก เวลากำเบรกหลังระบบจะช่วยกระจายเบรกไปยังเบรกหน้าให้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้   สำหรับการวางจำหน่ายนั้นจะมี 5 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงินเดนิมเมทัลลิก สีเทาด้าน สีขาว สีดำกราไฟต์ และสีแดงเมทัลลิก โดยมีสนนราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 179,300 เยน คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 44,000 บาทเท่านั้น 2.Honda Giorno รุ่นที่ 2 จะเป็นเจ้า Honda Giorno สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กในสไตล์คลาสสิควินเทจ ฮิตมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นที่นิยม โดดเด่นด้วยดีไซน์มุ้งมิ้ง กลม ๆ มน ๆ โดนใจคนชอบความมินิมัล ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว เรือนไมล์อนาล็อก และกระจกมองหลังก็ออกแบบมาในแบบกลม ๆ มน ๆ เส้นสายของตัวรถก็เต็มไปด้วยเส้นโค้งดูสวยงามลงตัว นอกจากดีไซน์คลาสสิกกลิ่นอายอิตาเลียนสมชื่อที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแล้ว ตัวรถยังมีลูกเล่นการใช้งานที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะที่ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่เพียงพอจะใส่เอกสารหรือสัมภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้สบาย ๆ หรือจะใส่หมวกแบบเปิดหน้า 1 ใบก็ทำได้เช่นกัน  ในส่วนสำคัญอย่างเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องขนาด 50 ซีซี 2 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ สำหรับคันนี้เรียกว่าคลาสสิคย้อนยุค ย้อนกันไปสมัยวัยเด็กวัยรุ่นกันเลยทีเดียวครับ ต่อมาเรื่องของช่วงล่างก็จะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียมขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  พูดถึงเรื่องของการจำหน่ายสำหรับโมเดลนี้จะเป็นโมเดลเก่าแล้ว และทางฮอนด้า ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นำเข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด Honda GYRO X มาต่อกันที่สุดท้ายที่แปลกแหวกแนวกว่าคันอื่น เพราะเจ้า GYRO X นั้นมี 3 ล้อ และออกแบบมาเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจเสียมากกว่า แต่มันก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน ขนาดผมเองยังอยากได้เลย และย้อนไปในตอนสมัยที่ผมยังเป็นเด็กประถม ผมยังจำได้เลยว่าคุณครูของผมก็ใช้รถสไตล์นี้แหละขนสัมภาระต่าง ๆ สะดวกสบายมาก ๆ เลยครับ สำหรับการดีไซน์นั้นไม่มีอะไรที่ออกไปในทางสวยงามมากนัก แต่เป็นไปในทางที่เรียบง่ายและเน้นการใช้สอยเป็นหลักซะมากกว่า ทว่ามันก็ได้อารมณ์ที่แปลกแตกต่างไม่เหมือนใคร ทั้งจากการที่มันเป็นสามล้อและความเป็นเหลี่ยมเป็นสันได้กลิ่นอายความเรโทรไปอีกแบบ  ด้านหน้ารถดูเรียบง่ายแต่เด่นด้วยพื้นที่สำหรับวางสัมภาระนาดใหญ่ เหมาะกับการของจำพวกกล่องหรือลัง แบบเดียวกับด้านท้ายรถ แต่ด้านท้ายจะมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ส่วนดีไซน์ของไฟต่าง ๆ ออกแบบมาในลักษณะเรียบง่ายเน้นการใช้งานเป็นหลัก มองเห็นได้ชัดแม้ยามฝนตกในเวลาค่ำคืน

CT125 2023 รีวิว 7 จุดเด่น ทางเลือกของคนเมืองกรุง

CT125 2023 รีวิว 7 จุดเด่น ทางเลือกของคนเมืองกรุง พบปะผู้ชมและแฟน ๆ ซูเปอร์ไบค์กันอีกเช่นเคย ในครั้งนี้ พวกเรา SuperBike Thailand ก็ได้มีโอกาสนำโมเดลเทรลไบค์สายลุยจากค่ายปีกนกอย่าง CT125 2023 สลัดคราบจากรถลุยป่า เอามาขี่ใช้งานในเมือง โดยเส้นทางการทดสอบขับขี่ในครั้งนี้ ขับขี่ผ่านถนนเส้นศรีนครินทร์ – พระราม9 – ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ โดยเน้นเส้นทางการใช้งานในเมืองเป็นหลัก และอุปสรรคในครั้งนี้ นอกจากการจราจรที่ค่อนข้างแน่นพอสมควรแล้ว ยังมีฝนโปรยปรายตกลงมาเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีส่งผลต่อการทอสอบขับขี่ในครั้งนี้ซักเท่าไหร่ เพราะรถมันสายลุยอยู่แล้วใช่ไหมหล่ะ (ฮ่าๆ) เอาหล่ะ หลังจากที่ได้ขับขี่ไปแล้วก็ได้พบกับ 7 จุดเด่น ที่น่าสนใจ เดี๋ยวไปดูกันว่า เจ้าโมเดลรุ่นนี้จะมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดีไซน์เอกลักษณ์ ตามฉบับ CT125 ไฟหน้าทรงกลม ท่ออลูยกสูงตามสไตล์สายลุย แฮนด์บาร์ยกสูง คอนโทรลง่าย แร็คท้ายพร้อมกล่องติดมาจากโรงงาน 1.ดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ด้วยตัวรถออกแบบมามีความเป็นโมเดิร์นคลาสสิก ดูหล่อ เท่ มีสไตล์ แถมสามารถคอลแลปส์กับสไตล์แฟชันได้อย่างลงตัว โดยรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่นของเจ้าโมเดลรุ่นนี้ เราอาจสังเกตได้ง่าย ๆ จากไฟหน้าทรงกลม แฮนด์ยกสูง แฟริ่ง ท่อไอเสียและแร็คท้ายที่ติดมาให้จากโรงงาน แถมมีอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เรือนไมล์ดิจิทัลทรงกลม ตัวเบาะชิ้นเดียวสีดำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังติดแครชบาร์กันล้ม และกล่องใส่ของขนาดใหญ่บริเวณแร็คท้าย ไว้ใส่สัมภาระอุปกรณ์ต่าง ๆ ขี่ไปทำงานหรือใช้ขี่ออกทริปในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อีกด้วย และแน่นอนว่าตัวรถมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยังสามารถทำต่อได้ ด้วยอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น H2C หรืองานคัสตอมจากสำนักแต่งต่าง ๆ ก็สามารถทำออกมาได้ทุกแนว หน้าจอ LCD ทรงกลม แครชบาร์กันชน 2.แข็งแกร่ง ทนทาน ด้วยวัสดุตัวรถ ทั้งแชสซี แฟริ่ง ตัวถังที่แข็งแรง และแครชบาร์กันล้มที่ติดมาให้ เพื่อลุยทางสมบุกสมบันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามองรวม ๆ จากภายนอกอาจจะดูเหมือนเป็นรถโครงเหล็กทั้งคันเลยก็ว่าได้ จึงถือว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งข้อสำหรับโมเดลคันนี้ในด้านของความแข็งแรง และทนทานต่อการใช้งานอีกด้วย   ขี่สบาย คล่องตัว 3.คล่องตัว ทุกเส้นทาง ด้วยมิติตัวรถ ที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก แถมมีน้ำหนักเพียง 118 กก.เท่านั้น และตัวแฮนด์ออกแบบยกสูงทำให้คอนโทรลตัวรถได้ง่าย แถมยังนั่งขับขี่สบาย จึงทำให้โมเดลรุ่นนี้เป็นรถที่มีความคล่องตัว ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานในเมือง ในช่วงรถติดหรือขี่ในซอยแคบ ๆ ทำได้แน่นอน อีกทั้งคนที่ส่วนสูงช่วง 160 ซม. หรือสาว ๆ ไซส์มินิ ที่อยากจะลองขับขี่เทรลไบค์สุดเท่คันนี้ บอกเลยว่าหายห่วง ขี่ง่าย นั่งสบายอย่างแน่นอน  เครื่องยนต์ 4 จังหวะ พร้อมหัวฉีด PGM-Fi การันตีประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125 ซีซี ถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตร 4.ประหยัดน้ำมันขั้นสุด กับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ มาพร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-Fi และเทคโนโลยี Piston Oil Jet หรือระบบหัวฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตร เคลมการใช้งานถึง 360 กม.เลยทีเดียว แถมสามารถเติม E20 ได้อีกด้วย ดังนั้นเจ้า CT125 จึงเป็นโมเดลอีกหนึ่งรุ่นที่ประหยัดน้ำมันและทนทานต่อการใช้งาน 5.ขี่ง่าย ไม่ต้องกำคลัตช์ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่ยังไม่เคยลองขับขี่รุ่นนี้ เข้าใจผิดว่ามีคลัตช์ เพราะฉะนั้น ลืมความคิดแบบนั้นไปได้เลยครับ โดยโมเดลรุ่นนี้ใช้ระบบเกียร์วน 4 สปีด ซึ่งใช้งานเหมือนกันกับเจ้า Honda Wave นั่นเอง บอกเลยว่าใช้งานง่าย มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองอีกด้วย พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ปั๊มเบรกหลัง ดิสก์เบรกหน้า พร้อมระบบเบรก ABS ล้อซี่ลวด และยางแบบ Dual Purpose โช้คหลังสปริงคู่ 6.พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ด้วยระบบช่วงล่างเต็มระบบ ซึ่งถือว่าเป็นพ้อยท์เด่นหลัก ๆ ของโมเดลรุ่นนี้อีกหนึ่งจุด กับระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คสปริงคู่ด้านหลังทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ที่ให้ระยะยุบค่อนข้างมากเลยทีเดียว มาพร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลัง

Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน

Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy R.2 Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy สนามที่ 2 ที่พีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 – 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กิจกรรมสุดมันส์ที่ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,300 คน พร้อมรถลงสนามอีกกว่า 400 คัน ซึ่งในวันเสาร์ที่ 5 นั้นลูกค้าจะได้ร่วมกิจกรรมขับขี่ในสนามในรูปแบบของแทร็กเดย์กันก่อน โดยทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เหมาพิทสำหรับรับรองนักแข่งไว้มากถึง 4 พิท พร้อมกันนั้นได้เตรียมทีมงานมาช่วยรับรองลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมีการให้คำแนะนำเทคนิคการขับขี่จากอาจารย์แมน กิตติ แจ่มสาคร อดีตแชมป์ประเทศไทย รวมถึงทีมช่างที่พร้อมจะช่วยลูกค้าปรับเซ็ตรถของลูกค้าทุกคันให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามมากที่สุด หลังจากหมดกิจกรรมแทร็กเดย์ในช่วงเช้าวันที่ 5 แล้ว ช่วงบ่ายก็จะเป็นช่วงของการควอลิฟาย เพื่อเข้าแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 6 ซึ่งในครั้งนี้พิเศษกว่าสนามที่ผ่านมา โดยมามันส์กันในงานของทางซูเปอร์ไบค์ ซึ่งแต่เดิมในงานก็มีรุ่นการแข่งขันอย่าง Honda Cup ให้ลูกค้าได้ลองมาสวมวิญญาณนักแข่งลงไปขับขี่ในสนามอยู่แล้ว ซึ่งในรุ่นฮอนด้าโทรฟี่นี้จะเป็นการแข่งขันโดยใช้รถ Honda CBR500R ทั้งหมด แต่จะมีคลาสการแข่งขันแบ่งออกเป็น A และ B ซึ่งแบ่งตามประสบการณ์การขับขี่ของแต่ละคน ซึ่งมีผู้สมัครเข้าแข่งขันมากมาย โดยผู้ชนะ 5 อันดับแรกจะได้เงินรางวัลพร้อมถ้วยเกียรติยศสุดสวยงามไปครอบครองให้ได้ภาคภูมิใจกันอีกด้วย ส่วนรุ่น Honda Cup ก็จะแข่งขันต่อเนื่องจากกิจกรรมแทร็กเดย์แอนด์โทรฟี่สนามแรก และมีการเก็บคะแนนสะสมเพื่อชิงรางวัลประจำปีนอกไปจากรางวัลแต่ละสนามที่ได้รับจากสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนใจดีหลายสิบแบรนด์ที่ร่วมกันช่วยให้กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์อีกครั้งที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสำหรับแฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ก็อย่าลืมไปติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp

9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp เปิดตัวไปนานแล้ว แต่เพิ่งเปิดราคามานี้เองสำหรับสายลุยไซส์กลางของทางค่ายปีกนก แถมยังมาพร้อมราคาเร้าใจแบบสี่แสนมีทอน หรือที่ราคา 389,000 บาท งานนี้ทางเราก็เลยขอเรียบเรียง 9 จุดเด่น Honda XL750 Transalp มาช่วยให้คนที่กำลังลังเล เก้ ๆ กัง ๆ ได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นกันครับ จุดที่ 1 สวยโดดเด่น อันนี้การันตีด้วยรางวัล Reddot Winner 2023 ด้านการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งรางวัลนี้รถต้องสวยจริง ๆ ถึงจะได้รางวัลนะเออ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกคันแบบง่าย ๆ นะ ซึ่งดีไซน์ก็ออกมาในแบบที่ดูเรียบง่ายลงตัว ไร้ซึ่งส่วนเกินที่จะทำให้ดูเทอะทะ จุดที่ 2 ชิลด์หน้ากันลมได้เยี่ยม โดยมีการออกแบบชิลด์หน้าให้ป้องกันลมปะทะ และตัดลมเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ดี ช่วยให้เวลาขับขี่ทางไกลไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และขับขี่ได้อย่างผ่อนคลายสบายใจยิ่งขึ้น จุดที่ 3 หน้าจอสีทันสมัย สำหรับโมเดลนี้มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านการใช้งาน Honda Road Sync ที่ช่วยให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อรับสาย โทรออก ส่งข้อความ หรือฟังเพลงได้อีกด้วย ตอบโจทย์การเดินทางที่แสนสะดวกสบายจริง ๆ อีกทั้งยังปรับรูปแบบการแสดงผลหน้าจอได้มากถึง 4 แบบเลยทีเดียว จุดที่ 4 ขุมพลังแรงด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของทางค่าย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 755 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ของเจ้าทรานส์แอลป์คันนี้ให้กำลังแรงถึง 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดสูงมากถึง 77 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ความแรงดังกล่าวได้มากด้วยการใช้เทคโนโลยีแอร์วอร์เท็กซ์ดึงอากาศป้อนเข้าสู้ห้องเผาไหม้ได้เร็วและมาก ทำให้ได้รอบต่ำที่นุ่มนวล ขณะเดียวกันรอบกลางก็ตอบสนองได้ทันใจ นอกจากนี้ตัวกระบอกสูบเองก็ใช้เทคโนโลยีการเคลือบสารนิกเกิ้ลและซิลิคอนคาร์บอน ช่วยให้มีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกหรอและยังช่วยลดแรงเสียดทานในระบบได้เป็นอย่างดี และจุดนี้เองที่ช่วยให้เครื่องยนต์แรงขึ้นที่รอบสูง ๆ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งทางดำและทางดินเลยทีเดียว จุดที่ 5 ตัวรถน้ำหนักเบา ตัวรถมีน้ำหนักรวมของเหลวแล้วเพียง 208 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถสายลุยนั้นปกติแล้วส่วนใหญ่มักจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่เจ้าคันนี้มี้น้ำหนักที่เบาแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีหลากหลายและมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ การที่ตัวรถน้ำหนักเบาจะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ขับขี่ได้สบาย และแน่นอนว่ามันให้ความคล่องตัวที่ดี จุดที่ 6 โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย โดยมีให้เลือกถึง 5 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Gravel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถตั้งค่าเองได้ ซึ่งการมีโหมดที่ให้มาหลากหลายทำให้สะดวกและง่ายต่อการเลือกใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่แบบต่าง ๆ หรือจะใช้โหมด User และปรับตั้งค่าต่าง ๆ เองก็ย่อมทำได้เช่นกัน จุดที่ 7 มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย คุณลองคิดดูสิครับราคารถไม่ถึงสี่แสนแต่ได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในเรื่องของการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ หน้าจอสี TFT ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นยังไม่หมดเลยนะครับ ยังมีระบบเบรก ABS ที่เปิดปิดเฉพาะที่ล้อหลังได้ มีระบบ HSTC หรือระบบแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่อีกด้วย จุดที่ 8 มีช่องชาร์จไฟแบบ USB Type C โดยจะอยู่ใต้เบาะ ให้เราชาร์จอุปกรณ์หรือแก็ดเจ็ดต่าง ๆ ได้เร็วแรงยิ่งขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นแค่เพียง USB Type A หรือเป็นช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์ธรรมดา จุดที่ 9 ราคาคุ้มค่ามาก ๆ สำหรับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์ใกล้เคียงกันนี้บอกเลยว่าคันนี้ราคาดีมาก ๆ ยิ่งหากเทียบกันในเรื่องของออปชันที่ให้มารวมถึงสมรรถนะแล้วบอกเลยว่าราคา 389,000 บาทนั้นเป็นราคาที่คุ้มค่ามาก ๆ ราคาดีมาก ๆ จริง ๆ ครับ ถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังหาแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ อ่านมาครบเก้าข้อแล้วผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะตัดสินใจกันได้แล้วครับว่าคันนี้เป็นยังไง โดนใจพอหรือยังนะครับ หวังว่าคอนเทนต์นี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda Lead สีดำ 2024 เรียบหรู สุดเท่ 

Honda Lead สีดำ 2024 เรียบหรู สุดเท่  ดีเกินคาด ! กับกระแสจิ้งหรีดในบ้านเรา เรียกได้ว่าจะแวะผ่านทางไหน ก็เจอแต่คนขี่ Lead เต็มไปหมด อันนี้ผมพูดจริง ๆ นะ ไม่เชื่อลองสังเกตุดู และด้วยกระแสที่ตอบรับดีเกินคาดขนาดนี้ ล่าสุด ไทยฮอนด้า ประกาศเปิดตัว Lead125 สีดำ สีใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Be More in minimal เป็นได้มากกว่า ในสไตล์ที่ใช่” ให้ความเท่ โดดเด่น มีพลัง ผสานความมินิมอลและความทันสมัยกับเทคโนโลยีสุดล้ำ และฟังก์ชันการใช้งานรอบคันที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างลงตัว  โดยโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมคาแรคเตอร์ที่เรียบง่ายแต่ดูเท่ ด้วยดีไซน์ด้านหน้าเป็นเส้นสายโครเมียม ทำให้รถดูโดดเด่นกับรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร ขับความเป็นตัวตนให้ดูมีสไตล์ได้ไม่หลุดโทน  นอกจากตัวดีไซน์ที่ตอบโจทย์ ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ LEAD125 ยังมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี เคลมอัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 52.6 กม./ลิตร จากการทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 รับรองโดยสถาบันยานยนต์ พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง  และยังคงความล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีฟังก์ชันการใช้งานที่ให้ความสะดวกสบายรอบคัน ด้วยกุญแจรีโมตอัจฉริยะที่สตาร์ตรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจ ช่องเสียบสายชาร์จ และช่องเก็บของใต้เบาะที่ใหญ่ที่สุดในรถตระกูลออโตเมติกคลาส 125 ซีซี ของเมืองไทย ที่สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ถึง 2 ใบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จบ ครบ ในคันเดียว  นอกจากสีดำแล้ว Honda LEAD125 ยังมีสีอื่นให้เลือกอีกหลายสีรวม 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว, สีแดง, สีน้ำเงิน พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ   รับชมสเปคได้ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปย่อกรุงเทพให้เล็กลง..!!

วันนี้ได้มีโอกาสมาขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok ทริปที่ย่อกรุงเทพให้เล็กลงในวันเดียว โดยครั้งนี้จะเริ่มต้นทริปกันที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัย กรุงเทพมหานคร ขับขี่ ลัดเลาะ ซิกแซก ซอกแซก ไปในเมืองหลวง ทำให้เมืองใหญ่ๆ กลายเป็นเมืองเล็กๆ ได้ในวันเดียว วันนี้เราจะไปไหนกันบ้าง ติดตามกันเลย..!! ก่อนอื่นก็ต้องมาทดสอบความแรงความคล่องตัวของเจ้า Lead คันนี้กันก่อนเลย โดยการจัดชาเลนจ์ทางตรง โชว์สมรรถนะความแรงของเครื่องยนต์ 4 วาล์ว ESP+ เครื่องตัวใหม่ ที่แต่ละคนก็ล้วนทำได้ดีเลยทีเดียว พร้อมกับวอร์มขับขี่ในสนามได้พร้อมก่อนที่จะลงถนน ลุยในเมืองหลวงต่อไป   โดยการขับขี่ครั้งนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม A B และ C ตามระยะทางที่กำหนดไว้ แต่เนื่องเราเอง ได้ซื้อรถ Honda Lead ใช้เองส่วนตัว เลยนำรถตัวเองร่วมทริปครั้งนี้ไปด้วยแบบจัดเต็มรูท ขี่กันให้หน่ำใจไปเลย เริ่มกันที่รูทแรก มาร์แชลพาผ่ารถติดช่วง เสรีไทย ตัดเส้นช๊อกโกแลตวิว เกษตรนวมินทร์ วิ่งเข้าเส้นเรียบทางด่วนรามอินทรา – เอกมัย เลี้ยวขวาพระราม 9 ขึ้นสะพานยาวมาลงถนนพญาไท ราชเทวี มุ่งหน้าเข้าสู่ ปทุมวัน ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ตรงขึ้นไป สามย่าน หัวลำโพง ถือว่าเป็นเส้นทางพิสูจน์ความคล่องตัว อัตราการตอบสนองคันเร่ง ช่วงล่าง รู้สึกได้เลยว่าตัวรถเล็ก กะทัดรัด แล้วต้องมาผ่าช่วงเช้ารถติด ยิ่งคิดถูกเลยที่เลือกคันนี้มาช่วงเวลาเร่งรีบ แวะถ่ายรูปเล่นกันที่หัวลำโพง     เราก็ไปทานหมูสะเต๊ะร้านสีมรกต อยู่ในซอยสุกร ในซอยนี้ร้านอาหารเพียบเลย ว่างๆ จะมาลองใหม่ จบมื้อทานเล่น ก็ไปลุยกันต่อกับเส้นทาง ไซน่าทาว เยาวราช วิ่งเข้ามาเส้นรอบสนามหลวง รถเริ่มเบาบางรถ เราก็เริ่มได้ถ่ายรูปกันบาง ก่อนที่จะถึงร้านอาหาร โคโค่ เจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่ ท่าพระอาทิตย์ ก่อนที่จะทานอาหารเที่ยง และ เปลี่ยนกลุ่มขับขี่ต่อไป     กลุ่ม B ก็สวยไม่แพ้กลุ่มแรกเลย ออกจากร้าน ข้ามสะพานปิ่นเกล้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปฝั่งโรงบาลศิริราช มุ่งหน้าไปยังถนนอักษะ พุทธมลฑลสาย 4 ตรงนี้ถือว่าเป็นอีก 1 จุด ที่สายไบค์เกอร์ชอบมากๆ เส้นถนนตรงนี้สำหรับผมถือว่าได้ทดสอบความแรงของตัวเครื่องยนต์ eSP+ ได้เป็นอย่างดี ทางตรง ยาวๆ ของถนนเส้นนี้ พิสูจน์ได้เลยว่าแรงจริง ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่ร้านกาแฟ Scene Bangkok คาเฟ่เวทย์มนต์ อยู่ที่พุทธมลฑลสาย 4  ก่อนที่จะสลับกลุ่มสุดท้ายของวันนี้ และแน่นอน เราเอารถเรามาเอง เราก็ยังอยู่ต่อ ตอนนี้เราขับมา ร้อยกว่าโลแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงยังเหลือครึ่งถัง ไปต่อสบายๆ   กลุ่ม C ออกจากร้านกาแฟ ขับขี่บนนถนนพรานนก  ต่อด้วยถนนอิสรภาพ เลี้ยวซ้ายตัดเข้าสะพานพุทธ วนเข้าปากคลองตลาด การจราจรเริ่มหนาแน่น เพราะว่าโรงเรียนเริ่มเลิกเรียนแล้ว ช่วงนี้ละ ที่จะกลับเข้ามาท้าทาย พิสูจน์ความคล่องตัว เราพิสูจน์มาเมื่อเช้าแล้ว แต่สำหรับกลุ่มนี้ จะได้สัมผัสความคล่องตัวที่แท้ทรู เราขับขี่ต่อมาที่ เสาชิงช้า อีก 1 จุดไฮไลท์ในกรุงเทพ และมุ่งหน้าราชปรารถ พระราม 9  ก่อนที่เราจะย้อนกลับเข้าไปในจุดเริ่มต้นที่ศูนย์   สำหรับทริปครั้งนี้ ตัวผมเองก็ได้มีโอกาสรวมขับขี่ทริป Honda Lead 125 Minimize Bangkok แบบวันเดย์ทริป รวดเดียว ด้วยรถของตัวเอง สิ่งแรกที่จะบอกเลยคือ 150 โล น้ำมันยังเหลือในถัง 1 ขีด การใช้งานจริง บิดจริง ความเร็วเฉลี่ย 80-100 กิโลเมตร เร่งบ้าง ช้าบ้าง สภาพการจราจรจริงแบบใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือว่าทริปนี้ ตรงตามคอนเซป “ย่อกรุงเทพให้เล็กลง” เหมือนกับตัวรถ Hond Lead ที่ออกแบบทุกอย่างมาอยู่ในคันนี้คันเดียว ไม่ว่าจะสายขน สายแรง สายประหยัด ก็มีให้ครบครัน เอาเป็นว่าทริปต่อไป จะไปย่อที่ไหนให้เล็กลงติดตามกันได้เลย..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Shadow Phantom 2024 หล่อเข้มเต็มสไตล์อเมริกันครูเซอร์

Honda Shadow Phantom 2024 หล่อเข้มเต็มสไตล์อเมริกันครูเซอร์ ล่าสุดก็มีการเปิดตัวครูเซอร์ไบค์เครื่องยนต์วีทวินจากค่ายปีกนกไปอีก 1 โมเดล ที่ถึงแม้จะไม่ขายที่ประเทศไทย แต่ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจอีกโมเดลนึงเลยสำหรับเจ้า Honda Shadow Phantom 2024 ที่เปิดตัวและทำตลาดที่ประเทศอเมริกา ที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงสีสันลวดลายภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับปรุงและอัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น เริ่มแรกสิ่งที่เปลี่ยนไปเลยก็คือรูปลักษณ์ภายนอกโดยมีการเปลี่ยนแปลงสีสันและลวดลายกราฟิกใหม่ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น มาในรูปแบบของสีแบบทูโทนแทนที่จะเป็นสีเดียวแบบแต่ก่อน มีการปรับครอบโช้คแบบรถปี 50 มาเป็นปลอกยางหุ้มโช้คแบบรถวินเทจปี 60 เผยให้เห็นแกนโช้คสีโครมที่อยู่ด้านบนแทน ยังปรับเปลี่ยนไฟเลี้ยว LED ใหม่ให้มีหน้าเลนส์เป็นสีขาว บังโคลนหน้าตัดสั้นและทำสีเดียวกับสีถังน้ำมัน ขณะที่บังโคลนท้ายมีจุดยึดป้ายทะเบียนแบบใหม่ ท่อไอเสียจากสีโครมก็เปลี่ยนเป็นสีดำ และสุดท้ายคือเปลี่ยนครอบกรองอากาศเป็นดีไซน์ใหม่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ส่งผลต่อสมรรถนะของรถและการขับขี่อีกด้วย อย่างแรกที่สำคัญมาก ๆ คือการเปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกแทนที่ดรัมเบรกหลัง หลังจากที่ใช้มาตั้งแต่โมเดลแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 2010 พร้อม ABS มาให้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ทว่าในส่วนของเครื่องยนต์ยังคงเดิม โดยเป็นเครื่องวีทวิน 52 องศาระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 745 ซีซี อย่างไรก็ดียังมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยางก็เปลี่ยนมาใช้ยางใหม่ที่ดีขึ้น แต่ยังใช้ล้อซี่ลวดขนาดเดิมคือ 17 นิ้วและ 15 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ในส่วนของเบาะนั่งเองก็เปลี่ยนมาเป็นเบาะนั่งตอนเดียวให้ภาพลักษณ์ที่ดูดุดันมากขึ้น (สามารถใส่เบาะคนซ้อนเพิ่มได้) มีการปรับตำแหน่งแฮนด์บาร์ใหม่ให้สูงขึ้นและยื่นไปข้างหน้ามากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อท่านั่งโดยรวมที่เป็นไปในแบบที่สบายมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีเทาดีพเพิร์ล และสีส้มเมทัลลิกในสนนราคาที่ 8,399 เหรียญหรือราว ๆ 295,000 บาท (เพิ่ม 300 เหรียญสำหรับ ABS) แต่น่าเสียดายที่โมเดลนี้ไม่ได้จำหน่ายในไทย ซึ่งสาวกครูเซอร์ก็ต้องหันไปพิจารณา Rebel แทน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy

Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy ผ่านไปแล้วกับกิจกรรมมันส์ ๆ ที่ทาง Honda พาสาวกร่วมซิ่งในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2023 สนามที่ 1 ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เองก็ได้มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมงานนี้กันอย่างคับคั่ง ในงานทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ได้ทำการจัดพิทไว้รองรับลูกค้ามากถึง 4 พิทด้วยกัน พร้อมกันนี้ยังมีทีมงานที่จะมาคอยให้คำแนะนำเรื่องการขับขี่ตลอดไปจนถึงเรื่องของการเซ็ตติ้งรถให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ยังเปิดรอบการแข่งขันพิเศษในชื่อรุ่นว่า Honda Cup เพื่อให้สาวกฮอนด้าได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ในสนาม สวมจิตวิญญาณนักแข่ง ได้ลองไปซิ่งกันแบบถึงอกถึงใจแบบเดียวกันกับนักแข่งเลยก็ว่าได้ งานนี้ก็ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้นด้วย แฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมสนามที่ 2 อย่างมี ติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

2023 CBR250RR SP สปอร์ตเรซซิ่ง โฉมใหม่ล่าสุด

2023 CBR250RR SP สปอร์ตเรซซิ่ง โฉมใหม่ล่าสุด ไทยฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถสปอร์ตอีกครั้ง เปิดตัว 2023 CBR250RR SP ใหม่ รถสปอร์ตตระกูล RR (Racing Replica) ที่มาพร้อมลวดลาย Tri-Color แบบใหม่ของ ฮอนด้า เรซซิ่ง และล้อสีทอง ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรถแข่งระดับโลกสู่ท้องถนน อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อประสบการณ์ในการขับขี่แบบเรซซิ่งสปอร์ตขนานแท้ พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ ฮอนด้า วิง เซ็นเตอร์ และ ฮอนด้า บิ๊กวิง ตั้งแต่ 24 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป สำหรับโมเดล New CBR250RR SP ใหม่ มาพร้อมคอนเซปต์ “เร่งทะยานสู่โลกความแรง – The Rush To The Race” ซึ่งถ่ายทอด DNA จาก CBR Fireblade ซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงของฮอนด้า ด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวแบบ Tri-Color ลายใหม่ที่ตัดกับตัวรถสีแดงอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยกราฟิก RR ที่สะท้อนความเป็นเรซซิ่งสปอร์ตตัวจริง  และยังมาพร้อมกับระบบไฟ LED รอบคัน พร้อมไฟสูงดีไซน์ใหม่ เพิ่มความมั่นใจให้ทุกการขับขี่ ติดตั้งโช้คอัพคู่หน้าแบบหัวกลับแบรนด์ Showa ช่วยซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม ให้การขับขี่นุ่มนวล ยึดเกาะถนนได้ดีทุกการเข้าโค้ง และล้ออัลลอยอะลูมิเนียมสีทองใหม่ น้ำหนักเบา อีกทั้ง ยังแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 250 ซีซี 4 วาล์ว ที่ได้รับการปรับจูนใหม่ให้ทรงพลังมากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง RC213V ตั้งแต่ระบบส่งกำลังเทคโนโลยีระดับท็อปคลาสด้วยควิกชิฟเตอร์ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเปลี่ยนเกียร์ แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ลดอาการท้ายสะบัด ไปจนถึงระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ APS ตรวจจัดแรงบิดคันเร่ง และนอกจากนี้ยังรองรับทุกการเดินทางด้วยโหมดการขับขี่ปรับได้ 3 รูปแบบ (Comfort , Sport และ Sport+) โดยรุ่นนี้วางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 269,000 บาท พร้อมให้สัมผัสดีเอ็นเอความเร้าใจได้แล้วที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป หรือดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th, www.hondabigbike.com เฟซบุ๊ค : fb.com/hondamotorcyclethailand เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : fb.com/hondabigbike #NewHondaCBR250RRSP #CBR250RRSP#HondaCBR250RRSP #WhatStopsYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #ThaiHonda  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทดสอบ Honda CL Series

ทดสอบ Honda CL Series แบบออกทริป จะหมู่หรือจ่าเดี๋ยวรู้เลย ล่าสุดผมได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CL Series ซึ่งก็จะมีอยู่สองพิกัดด้วยกันคือ CL300 และ CL500 ในทริปสุดพิเศษ The Honda Scrambler Press Trip โดยการขับขี่ทดสอบวันนี้จะเป็นการออกทริปท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครไปถึง ระยอง ทั้งนี้การขับขี่จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้ กลุ่มที่ 1 (สายเดินทาง) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 140 ก.ม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 20 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำรัชชโลธร)จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ที่ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า รามคำแหง มาทางมีนบุรี มุ่งหน้ามาทางอ.บ่อทอง จ.ชลบุรี โดยมีเป้าหมายแรกคือร้านกาแฟ บ่อทองบุรี เพื่อจิบกาแฟ เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเย็น ๆ กัน กลุ่มที่ 2 (สายลุย) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 110 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. (ช่วงอ่างเก็บน้ำประแสร์) กลุ่มนี้เริ่มเดินทางจาก ร้านกาแฟ บ่อทองบุรีมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำคลองกระแส จนไปถึงร้านอาหารครัวชาวไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จะได้เติมพลังด้วยอาหารกลาวันอร่อย ๆ ให้กองทัพสื่อได้ทดสอบรถกันได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลุ่มที่ 3 (สายชิลล์) รูตนี้จะมีระยะทางประมาณ 92 กม. โดยมีเส้นทางออฟโร้ดสอดแทรกอยู่ประมาณ 25 กม. กลุ่มที่ 3 นี้เองเป็นกลุ่มที่ผมได้ร่วมทดสอบขับขี่ไปด้วย หลังจากที่แอดมินได้รับประทานอาหารเสร็จ ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออ่าวไข่ซึ่งจะเป็นสถานที่ทานมื้อเย็น ตลอดไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางฮอนด้าจัดไว้ให้สื่อได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน หลังจากขับขี่เดินทางกันมาทั้งวัน ขี่ง่าย สบายทุกสภาพทาง ช่วงออกเดินทางบนถนนทางดำ ส่วนตัวแล้วแอดมินถือว่า ใช้งานได้อย่างดี ท่านั่งการขับขี่สบาย แฮนด์บาร์ที่ยกสูงขึ้นทำให้รู้สึกไม่เมื่อยแขนเลย ทั้งตัว CL300 และ CL500 เพราะตัวรถมีพื้นฐานเดียวกันเลย แตกต่างกันที่เครื่องยนต์เท่านั้น อัตราเร่ง และพละกำลังของเครื่องยนต์ ถือว่าทำได้ดีทั้ง CL300 และ CL500 เลย แต่ส่วนตัวแอดมินว่าถ้าจะเน้นออกเดินทางไกล ออกทริป แอดมินแนะนำเป็น CL500 จะตอบโจทย์เรื่องของการเดินทางมากกว่า ช่วงระหว่างทางจะเข้าอ่างเก็บน้ำเขาจุก ผมบอกเลยว่าได้ใช้ประสิทธิภาพ ของช่วงล่างได้แบบเต็มระบบ ทั้งเจอหลุม ทั้งหิน ช่วงล่างของ CL Series ถือว่าทำมาได้ดีมาก ๆ ตอบโจทย์สายลุยจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมาก ในการซับแรงกระแทกได้ดี ขี่ได้นุ่มนวลและไม่แข็งกระด้าง และด้วยล้อที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เวลาลุยรถทรงตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ถ้าเอาไปขึ้นเขา แอดบอกเลยสบายมาก หลังจากที่เราขี่ลุยกันมาจนมาถึงอ่างเก็บน้ำเขาจุก กลุ่มเราได้จอดรถถ่ายรูป กับวิวสวย ๆ ของอ่างเก็บน้ำเขาจุก ตัวรถกับบรรยากาศธรรมชาติมันเข้ากันดีจริง ๆ กับสไตล์ตัวรถ จากนั้นพวกเราได้เดินทางกันต่อ เพื่อไปหาดอ่าวไข่ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้สบายมากขึ้น หลังจากอากาศร้อนมานาน เราเดินทางกันมาได้สักพักก็มาถึงหาดอ่าวไข่ และทาง Honda ได้มีปาร์ตี้ และกิจกรรมสนุก ๆ ริมชายหาดอีกมากมาย ให้เราได้ร่วมสนุกเช่น เซิร์ฟบอร์ด  สกิมบอร์ด วินช์เวคบอร์ด เป็นต้น สุดท้ายนี้ ทางผมและทีม SuperBikeThailand ต้องขอขอบคุณ Honda ที่จัดทริปสนุก ๆ ให้ได้ ทดสอบ Honda CL Series รวมไปถึงกิจกรรมดี ๆ มากมาย ให้กับสื่อมวลชนด้วยนะครับ โอกาสหน้าจะมีทริปทดสอบอะไรกันอีกรอติดตามกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  #SuperBikeMag #SuperBikeThailand #CLseriesPressTrip #TheHondaScramblerPressTrip #CL500 #CL300 #TheHondaScrambler #CLSeries #Scrambler #AReflectionOfYou #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaBigBike  

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

รีวิวมอเตอร์ไซค์

หมวดหมู่