SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ Honda ล่าสุด 2026

  • All Posts
  • Honda News
Honda Monkey Chrome Legacy โฉมพิเศษฉลอง 60 ปีไทยฮอนด้า

Honda Monkey Chrome Legacy โฉมพิเศษฉลอง 60 ปีไทยฮอนด้า Honda Monkey Chrome Legacy โฉมพิเศษจากซีรีย์ของเจ้ามังกี้ รถจักรยานยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัน ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีขนาดที่กระทัดรัด พร้อมให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้เดินทาง   เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้า ขอนำเสนอโมเดลพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองไปกับเจ้ามังกี้ตัวใหม่ที่มาในรุ่น Limited Edition ที่คัสตอมขึ้นมาพิเศษ โดดเด่นด้วยสีโครเมียมทั้งคัน ตั้งแต่ตัวถังน้ำมันโครเมียมสวยสะดุดตาสไตล์กคลาสสิก และฝาครอบข้างที่เป็นโครเมียม ตัดกับเบาะหนังสีดำที่โชว์หมุดสแตนแลสให้ความหรูหราคลาสสิก พร้อมแสดงเอกลักษณ์ความซนในตำนานกับ 3D Soft Emblem โลโก้เจ้าลิงซนครบรอบ 60 ปีไทยฮอนด้า เสริมความลิมิเต็ดด้วย Chrome Edition Serial Number รันเลขตามจำนวนคันที่ผลิต   และไม่เพียงแค่รถที่มาพร้อมความเป็นโครเมียม ที่ในโมเดลนี้ยังมาพร้อมกับหมวกกันน็อกสีเงินเมทัลลิค ที่เข้าเซ็ตกับตัวรถได้อย่างลงตัว โดยเครื่องยนต์ก็ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมแบบเดียวกับโฉมปกติที่วางจำหน่ายในประเทศไทย เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 123.9 ซีซี มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 5 สปีด จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าโช้คอัพแบบหัวกลับขนาดแกน 31 มม. ด้านหลังโช้คอัพคู่ พร้อมด้วยระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น สำหรับแฟนคลับสาวก Honda Monkey ท่านไหนที่สนใจอยากเป็นเจ้าของ หรือสะสมโมเดลนี้ มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 117,000 บาท โดยเปิดพรีออเดอร์ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2025 และสามารถจองได้ที่ CUB House Flagship Store ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 เท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda Scoopy X Kuromi จอมแสบลิมิเต็ด 2000 คันเท่านั้น

All New Honda Scoopy X Kuromi จอมแสบลิมิเต็ด 2000 คันเท่านั้น All New Honda Scoopy x Kuromi ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วสำหรับการนำรถจักรยานยนต์ของค่ายฮอนด้า มาร่วม Collab กับการ์ตูนดังต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้ง Donald Duck และพ่อมด Mickey Mouse ที่มาวาดลวดลายอยู่บนรถจักรยนต์ Honda Giorno ซึ่งในครั้งนี้ก็ถึงคราวเจ้า Honda Scoopy โฉมล่าสุดที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมา Collab กับวายร้ายจอมแสบจากเรื่อง My Melody อย่าง Kuromi ที่ในปีนี้ก็ครบรอบ 20 ขวบแบบพอดิบพอดี สีสันอันเป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบดีไซน์ ตัวรถยังคงเป็นพื้นฐานเดิมของเจ้า Scoopy ที่พึ่งเปิดตัว และวางจำหน่ายในประเทศไทยทุกประการ ซึ่งตัวรถมีสีดำ ตัดสลับกับสีม่วงที่เป็นสีเอกลักษณ์ของเจ้าคุโรมิ ด้านหน้าของตัวรถบริเวณใต้ไฟหน้าเติมความแสบซ่าด้วยสติ๊กเกอร์แบบ 3D ฉลองครบรอบ 20 ปี Kuromi   ถัดมากับบริเวณด้านข้างของตัวรถมาพร้อม Kuromi Sticker ทั้งสองฝั่งเพื่อเพิ่มความน่ารักให้กับตัวรถ และบริเวณที่วางเท้าของผู้ขับขี่ก็มาพร้อมแผ่นยางรองเท้า ‘Kuromi 20th Anniversary’ ไม่เพียงแค่นั้นยังเสริมความลิมิเต็ดขั้นสุดกับสติกเกอร์ Serial Number รันเลขที่ตั้งแต่ 0001 – 2000 คัน มาพร้อม Box set สุดป่วน ได้แก่ Honda Smart Key พร้อมเคสลาย Kuromi ครบรอบ 20 ปี อีกทั้งหมวกกันน็อก และเสื้อยืดแขนยาวลาย Kuromi   เครื่องยนต์ และช่วงล่าง จอมแสบลิมิเต็ดคันนี้มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของลวดลาย และสีสันของตัวรถเท่านั้น ในเรื่องของเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่องยนต์เทคโนโลยี eSP แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 109.51 ซีซี พละกำลัง 9 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 9.2 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI พร้อมเคลมอัตราการประหยัดอยู่ที่ 58.8 กิโลเมตร/ลิตร  ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังแบบยูนิตสวิง โช้คอัพเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และด้านหลังมารูปแบบของดรัมเบรก ซึ่งระบบเบรกของรถมาพร้อมกับเทคโนโลยี Combi – Break ที่จะช่วยกระจายแรงเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ในส่วนของราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 60,800 บาท หากสนใจอยากชมคันจริงสามารถไปได้ที่งาน BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW 2025 ที่อาคารชาเลนเจอร์ (ฮอลล์ 1-3) และ Exhibition Hall 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายนนี้ และศูนย์บริการตัวแทนจำหน่าย Honda ทุกสาขาใกล้บ้านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

X-ADV 750

Honda X-ADV 750 2025 สเปค ราคา และรายละเอียด แม๊กซี่สกูตเตอร์พี่ใหญ่เจ็น 25 กับเครื่องยนต์สองสูบเรียง 745 ซีซี และพร้อมฝ่าทุกเส้นทางอุปสรรค

Honda C125 Custom Edition 2025 ขาว เนียน หรูหรา ราคาไม่ถึงแสน

Honda C125 Custom Edition ขาว เนียน หรูหรา   Honda C125 Custom Edition 2025 ส่งต่อความพรีเมียมในแบบไม่ซ้ำใคร โดย ฮอนด้าคลับเฮ้าส์ เปิดตัวโมเดลแฟมิลีสุดหรูในรุ่นคลาส 125 ซีซี นำเสนอความหรูหราไปกับ  พร้อมคู่สีใหม่อย่าง สีขาว (Original White) และสีแดง (Artisan Red) ที่ผสมความหรูหราและความหลงใหลเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในคอนเซ็ปต์ “The Craftpiece” พร้อมราคาแนะนำ 94,600 บาท Honda C125 Custom Edition 2025 คลาสสิกในยุคปลายปี 50 ภายใต้การคัสตอม ตกแต่งด้วยความประณีต เสมือนงานศิลปะสุดคลาสสิกเมื่อปลายยุคปี 50 สะท้อนความคราฟต์เหนือระดับสำหรับคนมีคลาสและสร้างสรรค์ด้วยวัสดุระดับพรีเมียม อีกทั้งยังคงทิ้งไว้ด้วยความเสน่ห์ในแบบคลาสสิกไว้อย่างเต็มเปี่ยมด้วย “S-Shape Design” รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาตามแบบ Honda Super Cub ปี 1958 สไตล์เรโทรคลาสสิก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัล LCD สีสันสวยงาม เบาะหนังสีแดง Double Seat สุดคลาสสิก สวยงามตั้งแต่แฮนด์บาร์จรดบังโคลนล้อหลังผสมกลมกลืนคู่กับ Double Seat เบาะสองตอนสุดคลาสสิกสีแดงใหม่ (Artisan Red) ตัดกับสีขาวที่เสริมความหรูหราอย่างมีระดับ หรูหรา งานดี อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี พร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi ระบายความร้อนด้วยอากาศ ผ่านระบบส่งกำลังด้วยเกียร์วน 5 สปีด อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีครบครัน ทั้งระบบไฟส่องสว่าง LED หน้าจอดิจิทัล LCD Meter และระบบสมาร์ทคีย์ที่เพิ่มความสะดวกสบายได้มากยิ่งขึ้น มอบความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยระบบช่วงล่างกับโช้คเทเลสปิกและโช้คคู่ ระบบเบรกเป็นจานดิสก์เบรกส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก รวมถึงตัวล้อที่เป็นล้อแม็กและยางแบบไม่ใช้ยางใน กับ ราคาแนะนำที่ 94,600 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 Final Edition 2025 ไฟนอลอิดิชัน สืบตำนาน BIG-1

Honda CB1300 Final Edition 2025 ไฟนอลอิดิชัน สืบตำนาน BIG-1 โฉมสุดท้ายรุ่นพิเศษ Final Edition เปิดตัวแล้วในญี่ปุ่นกับตำนานโร้ดสปอร์ตคลาสสิก สี่สูบเรียงเสียงหล่อตลอดกาลอย่าง Honda CB1300 Final Edition 2025 หนึ่งในไลน์อัพอันทรงพลังที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1,300 ซีซี พร้อมกับ 2 รุ่นให้เลือกทั้ง Super Four และ Super Bol D’or รวมถึงยังมีเวอร์ชันรหัส SP ที่เพิ่มความสปอร์ตด้วยของแต่งและชุดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลรุ่นแรก ๆ อีกด้วย สำหรับซีรีย์ CB1300 เป็นรถสปอร์ตเน็กเก็ดที่สืบทอดแนวคิด Project Big-1 และเดินรอยเส้นสายตามฉบับโมเดลรุ่นแรก ๆ อย่าง Big One ในปี 1992 กระทั่งรุ่นไฟนอลก็ยังคงสืบทอดความเป็นตำนานด้วยดีไซน์ผสมกับชุุดสีแบบเดียวกับเจ็นแรก ๆ เช่นเดียวกัน โดยรุ่น Standard จะให้เป็นชุดสีดำคมเข้ม พร้อมกับตราปีกนกบริเวณตัวถังผสมผสานกับชุดสีโครเมียมบริเวณชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเป็นคลาสสิกพรีเมียมที่แท้จริง ในขณะเดียวกันยังมาพร้อมด้วยรุ่นรหัส SP ที่เสริมความหล่อเข้มมากขึ้นด้วยระบบช่วงล่างที่ให้เป็นโช้คอัพจาก Ohlins สีทองหน้า-หลัง และคาลิเปอร์เบรก Brembo โลโก้แดง แบบเรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบ ล้อให้เป็นล้อแม็ก 17 นิ้วและยางสปอร์ตขนาดไซส์ 120/70 – 180/55 นอกเหนือจากนี้ยังคงมีส่วนอื่น ๆ ติดมาให้ทั้งชุดโซ่สีทอง สวิงอาร์ม แผงคอทำจากชุดสีซีลเวอร์ ติดสติกเกอร์ “Final Edition” ติดไว้บริเวณตัวถัง พร้อมผสมผสานของชุดสีขาวและสีแดงตัดแต้มกันอย่างกลมกลืน เครื่องยนต์สี่สูบเรียง และยังคงเอกลักษณ์ด้วยเครื่องยนต์สี่สูบเรียงขนาด 1,284 ซีซี DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีแรงม้าถึง 111.3 แรงม้าที่ 7,750 รอบ ส่วนแรงบิดอยู่ที่ 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ใช้ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด มีระบบคันเร่งไฟฟ้า ระบบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ พร้อมเปิดตัวราคาดังนี้ รุ่น CB1300 SUPER FOUR Final Edition ราคา 1,727,000 เยน (ราว ๆ 4 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER BOL D’OR Final Edition ราคา 1,837,000 เยน (ราว ๆ 4.2 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER FOUR SP Final Edition ราคา 2,101,000 เยน (ราว ๆ 4.8 แสนบาท) รุ่น CB1300 SUPER FOUR SP Final Edition ราคา 2,101,000 เยน (ราว ๆ 4.8 แสนบาท) โดยอิดิชันนี้ผลิตขึ้นมาเพียงยูนิตละ 3,400 คันเท่านั้น และก็ขายเฉพาะในญี่ปุ่นอีกด้วย จะเข้าไทยไหม..ต้องลุ้นแหล่ะครับ และนี่ก็คือสิ่งที่ปรับเพิ่มมาใหม่ โดยภาพรวมก็ถือว่ายังคงเป็นไมเนอร์เชนจ์ที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เปลี่ยนไปมากมายอะไรนัก ซึ่งบ้านเรามีขายสำหรับรุ่นปี 2024 (สีคล้ายกัน) ในราคา 575,000 บาท แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ รหัสความเป็นรุ่น ไฟนอลอิดิชัน ที่คิดว่าหลังจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว ตำนาน CB1300 รถคลาสิกแห่งความทรงจำของคนยุคปี 80 ได้เดินมาจนถึงปลายแห่งแสงแดนทิพย์อุทัยเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda CBR250RR เปิดสีใหม่ วางจำหน่ายเฉพาะญี่ปุ่น

2025 Honda CBR250RR เปิดสีใหม่ วางจำหน่ายเฉพาะญี่ปุ่น 2025 Honda CBR250RR สปอร์ตเรซซิ่งโฉมใหม่ล่าสุดจากค่ายฮอนด้า ที่ยังคงการออกแบบดีไซน์โฉมเดียวกับปี 2024 แต่จะแตกต่างกันตรงที่โฉมใหม่ปี 2025 นี้มาพร้อมกับกราฟิกสีสันใหม่ และขุมพลังเครื่องยนต์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่อันแสนเร้าใจในทุกการเดินทาง การออกแบบดีไซน์ ดีไซน์ของโฉมโมเดล 2025 นี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถที่ขยับไปด้านหน้า ตำแหน่งของไฟส่องสว่างยังคงความเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเฉียบคม และมีความล้ำสมัย พื้นผิวตัวถังถูกออกแบบมาโดยเน้นพื้นผิวที่มีความเรียบ และในด้านของฟังก์ชันเทคโนโลยีด้านอากาศพลศาสตร์ เช่น แฟริ่งกลางที่มีครีบตรงช่องระบายอากาศ และแฟริ่งเบาะที่มีช่องดักอากาศ ช่วยลดแรงต้านลมขณะขับขี่ และมอบการป้องกันลมในดักอากาศ ช่วยลดแรงต้านลมขณะขับขี่ โดยไฮไลท์เด่นของโฉมปี 2025 นี้คือสี Honda Glare White หรือสีขาวมุก ซึ่งเป็นโทนสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก CBR250RR ที่เปิดตัวในปี 1994 สะท้อนถึงความเร้าใจ พร้อมกระตุ้นจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 249 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ แรงม้า (เคลม) 41 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 25 นิวตันเมตรที่ 10,750 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 62 x 41.3 มม. อัตราส่วนการอัด 12.5 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ระบบกันสะเทือนด้านหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนด้านหลัง โช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ยางหน้า 110/70-R17 M/C ยางหลัง 140/70-R17 M/C ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin กว้าง x ยาว x สูง 725 x 2,065 x 1,110 มม. ระยะฐานล้อ 1,390 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 148 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 168 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน N/A ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Comfort, Sport และ Sport+ ระบบป้องกันการลื่นไถล Honda HSTC ระบบเบรก ABS Quick Shifter  ระบบ Assist & Slipper มาให้จากโรงงาน ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ (Emergency Stop Signal)   สีสันที่วางจำหน่าย Honda GrandPrix Red Honda Glare White Honda Matte Bullet Silver   และในส่วนของราคาวางจำหน่ายจะแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับสีสัน สี Matte Bullet Silver วางจำหน่ายที่ราคา 902,000 เยน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 205,800 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และในรุ่นสี Glare White และ GrandPrix Red วางจำหน่ายที่ราคา 940,500 เยน หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 214,600 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  หากตั้งข้อสงสัยว่าจะเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่นั้น มีความเป็นไปได้สูงที่แฟน ๆ

2025 Honda BigBike เซอร์ไพรส์เปิดโมเดล 750 Series !?

2025 Honda BigBike เซอร์ไพรส์เปิดโมเดล 750 Series !? 2025 Honda BigBike แคมเปญจากทางไทยฮอนด้า ซึ่งเมื่อวันที่อังคารที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ทางเฟซบุ๊ก แฟนเพจของ Honda Bigbike ได้โพสต์ภาพถึงการเปิดตัวในรุ่นของ ‘750 Series’ ที่จะทำการเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ในประเทศไทย ซึ่งจากโพสต์ดังกล่าวก็ทำให้หลายคนต่างออกมาทำนายกันว่า ‘แล้ว 750 ที่ว่ามันจะเป็นโมเดลอะไรกัน ?’ ซึ่งในบทความนี้ก็จะ ‘ยกตัวอย่าง’ โมเดลที่คาดว่าจะมีความเป็นไปได้ในการเปิดตัวหนนี้ว่าจะมีโมเดลไหนบ้าง อาจจะมีความเป็นไปได้ทั้งรถสปอร์ต และโมเดลสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แล้วมันจะเป็นโมเดลไหนได้บ้างล่ะ ? โดยจะขอเริ่มที่เครื่องยนต์ในกลุ่มที่ใช้เกียร์แบบ Dual Clutch Transmission (DCT) ก่อน ซึ่งเจ้าเกียร์ที่ว่านี้หากเป็นรถคลาส 750 Series จะอยู่ในโมเดลของ Honda Forza 750, Honda X-ADV750 และ Honda NC750X โดยมีรายละเอียดเครื่องยนต์ดังนี้  มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 745 ซีซี พละกำลัง 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ Dual Clutch Transmission (DCT) ส่งกำลังสุดท้ายไปยังล้อหลังด้วยระบบโซ่ พร้อมจ่ายน้ำมันระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI ลิขสิทธิ์เฉพาะจากทางฮอนด้า Honda Forza 750 เมื่อพูดถึงรถจักรยานยนต์ของค่ายฮอนด้า ในซีรีย์ 750 ซีซี ชื่อที่โผล่มาเป็นอันดับแรก ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์คันนี้ ที่จ่อเปิดตัวในไทยมาอย่างนานแสนนาน โฉบไปโฉบมาจนหลายคนอาจจะคิดว่า ไม่น่าจะทำตลาดในประเทศไทยแล้วสำหรับโมเดลนี้  ซึ่งรุ่นน้องของตระกูลนี้อย่าง Honda Forza 350 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็เรียกได้ว่าขายดีอย่างเทน้ำเทท่า ทุกคน ทุกช่วงวัย และในหลาย ๆ บ้านก็เลือกซื้อเจ้าฟอร์ซ่าคันนี้ไปเป็นรถประจำบ้าน ด้วยเอกลักษณ์ที่ใต้เบาะความจุเยอะ ดีไซน์ล้ำสมัย อีกทั้งยังมาพร้อมเครื่องยนต์ที่ไปได้ในทุกเส้นทาง จึงมีความเป็นไปได้เมื่อจะเปิดตัว 750 ซีรีย์ ก็อาจจะนำโมเดลนี้เข้ามาทำตลาด อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) Honda XADV750 อีกหนึ่งโมเดลที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้กับโมเดล XADV750 เพราะโมเดลนี้มีวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นโมเดลที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 ก็ที่จะปรับโฉมที่สองในปี 2021 และโฉมที่ 3 ในปี 2024 ซึ่งการปรับปรุงรอบล่าสุดก็มีการปรับในเรื่องของดีไซน์ และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งก็ถือว่า ‘เข้าข่าย’ ที่ถึงเวลาอันสมควรในการปรับโฉมอีกครั้ง ที่ในการเปิดตัวทางฝั่งยุโรปก็มีการปรับในเรื่องของไฟหน้าใหม่ ระบบเกียร์ DCT ที่พัฒนาใหม่ และที่สำคัญยังมาพร้อมหน้าสีแบบ TFT ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ และที่สำคัญพร้อมลุยทุกเส้นทาง อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) Honda NC750X ถัดมาจากรุ่นสกู๊ตเตอร์ก็เป็นรถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตทัวร์ริ่ง ที่โฉมใหม่ที่วางจำหน่ายในต่างประเทศนั้นมีการปรับในเรื่องของหน้าตาใหม่ ไฟหน้าดูมีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในส่วนของเบรกหน้ายังมาพร้อมกับดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมหน้าจอแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วที่รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และระบบนำทางแบบ Turn by turn ที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งโฉมที่วางขายอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ Honda Bigbike ก็เป็นโมเดลที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2022 แล้ว นับนิ้วดี ๆ ก็มีระยะเวลาร่วม ๆ 4 ปีพอดิบพอดี ถึงเวลาสู่การเปลี่ยนแปลงโมเดล  อ่านรายละเอียดสเปคของตัวรถแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) ถัดมากับกลุ่มที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ที่ใช้เกียร์ DCT กันบ้าง ซึ่งผู้ที่เข้าข่ายในข้อนี้ก็จะมี CB750 Hornet และ XL750 Transalp Honda CB750 Hornet เน็กเก็ตไบค์คันนี้ ก็ตกเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่แฟน ๆ ลุ้นให้มีการเปิดตัวใหม่สำหรับการวางจำหน่ายในประเทศไทย เพราะในประเทศไทยก็เป็นโมเดลที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2023 แล้ว ซึ่งโฉมใหม่ที่เปิดตัว และวางจำหน่ายทางฝั่งยุโรปก็มาพร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ เน้นเส้นสายให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ

Honda Koraidon Project แปลงร่างโปเกม่อน สู่รถต้นแบบ จากตัวละครในโลกของเกมสู่นวัตกรรมใหม่กับโมเดลต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริง กับโปรเจ็กต์ยักษ์ใหญ่ของการคอลแลปร่วมระหว่างสองค่ายผู้ผลิตอย่าง ฮอนด้า โกลบอล ประเทศญี่ปุ่น และ The Pokémon Company ร่วมกันสรรสร้างผลงานชิ้นใหม่ภายใต้โปรเจ็กต์ Honda Koraidon Project “โคไรดอน” จากโลกแห่งเกม Pokémon Scarlet   สำหรับ ไคโรดอน คือยานพาหนะคู่ใจของผู้เล่นในเกม Pokémon Scarlet ซึ่งเป็นสัตว์ปีกประเภทมังกรที่สามารถพาผู้เล่นเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในโลกของเกมได้ ซึ่งเจ้าตัวนี้นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบและพัฒนาตามเลเวลของผู้เล่น ซึ่งประกอบไปด้วย เดิน – วิ่ง – ว่ายน้ำ และบิน โดยความเป็นมาของโครงการดังกล่าวนับเป็นสานต่อโปรเจ็กต์ที่เคยทำไว้เพื่อส่งมอบความฝันแก่น้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความทุ่มเทของผู้ใหญ่ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา โดยมีแนวคิดที่ว่าฮอนด้าสามารถสร้างโคไรดอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้วิศวกรราว ๆ 40คน ที่คัดเลือกพิเศษจากฝ่ายธุรกิจรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์ ยังรวมไปถึงฝ่าย Innovative Research Excellence ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในโปรเจ็กต์นี้  ภายใต้สโลแกน “ความทุ่มเทของฮอนด้า ทำให้ความฝันของเด็กเป็นจริง” ทีมพัฒนาจึงได้นำ ปรัชญาการออกแบบและเทคโนโลยีการจำลองที่ฮอนด้าได้สั่งสมมาใช้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีการทรงตัวอัตโนมัติขั้นสูงของ Innovative Research Excellence จะถูกนำมาใช้กับโมเดลนี้ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความเป็นโคไรดอน จากโลกของเกมให้ออกมาในรูปแบบที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการขับเคลื่อนของฮอนด้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อย่างไรก็ตามคอนเซ็ปต์ดังกล่าวจะถูกเผยโฉมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 7 มีนาคมนี้เป็นต้นไป ใครที่เป็นสาวกโปรเกมอนแล้วหล่ะก็ คงได้เห็นโฉมคันจริงในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Hornet 2.0 แตนสปอร์ต จากแดนภารตะ

2025 Honda Hornet 2.0 แตนสปอร์ต จากแดนภารตะ 2025 Honda Hornet 2.0 เน็กเก็ดไบค์จากค่ายปีกนกโฉมใหม่ เปิดตัวมาพร้อมการปรับปรุงอัปเดตในด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ เพื่อครอบคลุมและรองรับการใช้งาน สำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ พร้อมที่จะถ่ายทอดความแรงและความเร้าใจ โดยเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในอินเดีย ดำมุก (Pearl Igneous Black) สีแดงเมทัลลิก (Radiant Red) สีน้ำเงินเมทัลลิก (Athletic Blue Metallic) สีเทาแมต (Mat Axis Gray Metallic) สำหรับโฉมเวอร์ชัน 2025 มีการปรับในเรื่องของเพาเวอร์เทรน ดีไซน์ ฟีเจอร์และอื่น ๆ  เริ่มด้วยที่ดีไซน์ลวดลายพร้อมกราฟิกใหม่บริเวณด้านข้าง ใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มคัน ส่วนบอดี้รูปร่างยังคงสไตล์เดิม แต่กลับมาได้ชุดสีให้เลือกมากถึง 4 สี ได้แก่ สีดำมุก (Pearl Igneous Black), สีแดงเมทัลลิก (Radiant Red), สีน้ำเงินเมทัลลิก (Athletic Blue Metallic) และสีเทาแมต (Mat Axis Gray Metallic) โดยผ่านมาตรฐานไอเสีย OBD2B เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ผ่านเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 184.4 ซีซี ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 5 สปีด มีแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ เรื่องของแรงม้าและแรงบิดลดลงจากรุ่นเดิมเล็กน้อยจาก 17.2 อยู่ที่ 17 แรงม้า แรงบิด 15.9 เหลือ 15.7 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าแทบจะไม่เห็นผลเลยก็ว่าได้ อีกสิ่งหนึ่งปรับปรุงใหม่และค่อนข้างตอบโจทย์ทีเดียวเลยก็คือ หน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ พอร์ตชาร์จ USB Type C สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเสริมความปลอดภัยด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรลและ ABS Dual Channel สำหรับช่วงล่างใช้เป็นโช้คอัพด้านหน้าแบบหัวกลับ และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ระบบเบรกดิสก์เบรกด้านขนาด 276 มม. ด้านหลัง 220 มม. คาลิเปอร์ Nissin ใส่ล้อแม็ก 17 นิ้วและยางขนาดไซส์ 110 และ 140 ตามลำดับ  นับว่าเป็นโมเดลที่ค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับมือใหม่ เพราะราคาขายอยู่ที่ 156,953 รูปี หรือราว ๆ 6 หมื่นต้น ๆ ได้สเปคตัวเริ่มต้นที่ดี และคาดว่าเป็นแนว ๆ เดียวกันกับเวอร์ชัน A2 ในตลาดยุโรป สู้ได้แน่นอน..แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคลาส 200 ในตลาดอย่าง TVS Apache RTR 200 4V, Bajaj Pulsar NS200 หรือแม้กระทั่ง Yamaha MT-15 ก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน

Honda RS-X Winner พ่อบ้านไบค์ สไตล์สปอร์ต-อัลเดอร์โบน Honda RS-X Winner โมเดลใหม่จากฮอนด้าทางฝั่งประเทศมาเลเซีย หรือ Boonsiew Honda (BSA) ที่เป็นรถครอบครัวสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบน ที่ในโมเดลนี้มีการปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างเพียงเล็กน้อย พร้อมกับการใส่ออปชั่นฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ และระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.2 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 15.8 แรงม้าที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 13.6 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมระบบ Assist & Slipper Clutch จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 4.5 ลิตร ระบบช่วงล่างของตัวรถคันนี้ด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกด้านหน้าของรถคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมระบบ ABS (มีให้เฉพาะด้านหน้า) ติดตั้งอยู่บนล้อขนาด 90/80-17 M/C และ 120/70-17 M/C ทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามลำดับ ฟีเจอร์การใช้งาน และเทคโนโลยี แม้จะเป็นรถบ้านในพิกัดไม่เกิน 150 ซีซี แต่ก็มาพร้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเริ่มที่ระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED รอบคัน ระบบความปลอดภัยแบบ ABS ที่มีติดตั้งมาให้เฉพาะล้อหน้า ระบบสตาร์ทแบบ Smart Key System เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมช่องชาร์จไฟแบบ USB บริเวณช่องเก็บของด้านหน้า ช่องจ่ายไฟแบบ USB ระบบกุญแจ Smart Key   สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีแดง-ดำ สีเหลือง สีเขียว   เห็นรถโมเดล Honda RS-X Winter ที่เปิดขายอย่างเป็นทางการในประเทศมาเลเซียก็อดทำให้นึกถึงอีกหนึ่งรุ่นจากค่ายส้อมเสียงไม่ได้  ‘Yamaha Exciter155’ รถสไตล์สปอร์ต อัลเดอร์โบนแบบเดียวกันกับ RS-X เป๊ะ ๆ ดีไซน์ก็มีความใกล้เคียงกัน ขนาดเครื่องยนต์ก็ดีขนาดใกล้กัน แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทางไทยฮอนด้าไม่ประสงค์ที่จะทำตลาดรถโมเดลนี้ในบ้านเรา  ในส่วนของราคาวางจำหน่าย Honda RS-X Winter มีราคาอยู่ที่ 9,998 ริงกิตมาเลเซีย ตีมูลค่าเป็นไทยประมาณ 75,900 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แฟน ๆ ชาวไทยที่อยากขี่รถโมเดลนี้ของฮอนด้าก็อาจจะทำได้แค่มอง เพราะมันไม่มาจำหน่ายในไทยแน่นอนจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 LCR Honda เปิดตัว ‘ก้อง-ซาร์โก้’ ลุย MotoGP 2025

2025 LCR Honda เปิดตัว ‘ก้อง-ซาร์โก้’ ลุย MotoGP 2025 2025 LCR Honda เผยโฉมทีมแข่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัวทีมทำการเปิดที่ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า Honda Safety Riding Park Bangkok ถนนรามคำแหง ประเทศไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่าแฟนคลับที่มาต้อนรับแสนอบอุ่น พร้อมรอชมการเปิดตัวสองนักบิดอย่าง ‘ก้อง-สมเกียรติ จันทรา’ นักบิดชาวไทยคนแรกที่ได้แข่งขันในเมเจอร์สูงสุด และจอมเก๋าอย่างโยฮันน์ ซาร์โก้ ซึ่งการเข้ามาร่วมทีม LCR Honda ของสมเกียรติ จันทราในฤดูกาลนี้ จะเข้ามาแทนที่ของ ‘พ่อนาค’ ทาคาอากิ นาคากามิ ที่ได้ประกาศรีไทร์จากการแข่งขัน แล้วขยับบทบาทของตัวเองขึ้นไปเป็นเทสไรเดอร์ให้กับทีมโรงงาน Honda ที่จะทำงานร่วมกับอดีตแชมป์โลก Moto2 สองสมัย ‘โยฮันน์ ซารโก้’ ในการแย่งชิงโพเดียมเพื่อทวงความยิ่งใหญ่กลับสู่ทีมฮอนด้าอีกครั้ง RC213V ลวดลายใหม่ เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทางอิสระอย่าง LCR จะควบเจ้า RC213V ในการไล่ล่าโพเดียมในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2025 ซึ่งตัวแข่งของทั้งสองนักบิดอย่าง ‘โยฮันน์ ซาร์โก้’ และ ‘สมเกียรติ จันทรา’ ก็จะมีสีสัน และลวดลายของแต่ละคันที่มีความแตกต่างกันออกไป RC213V ของโยฮันน์ ซาร์โก้ ในฤดูกาลนี้ก็จะคงเน้นไปที่สีขาว และสีเขียวตามปกติ แต่จะมีเฉดสีแดงที่เพิ่มเติมขึ้นมาในบริเวณส่วนหน้าของตัวรถ พร้อมวิงก์เล็ตที่มีการปรับขนาดให้ดูเล็กลง ด้านข้างมาพร้อมโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับทางซาร์โก้ และด้านท้ายมีการปรับบางส่วนเพื่อให้สามารถขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถัดมากับตัวแข่งของ ‘สมเกียรติ จันทรา’ รูปแบบของตัวถังมีความคล้ายคลึงกับของซาร์โก้ทุกประการ จะแตกต่างกันเพียงแค่สีสัน และลวดลายกราฟิกเท่านั้น ซึ่งตัวแข่งของ ‘เจ้าก้อง’ ตัวรถจะเน้นไปที่สีแดง และสีขาวเป็นหลัก ด้านข้างมาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Idemitsu ที่จะเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับก้อง สมเกียรติ ก้อง สมเกียรติพร้อมสู้เพื่อแฟน ๆ นักบิดชาวไทยออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้น พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังใกล้จะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เจ้าตัวจะทำผลงานให้เต็มที่ที่สุด และขอบคุณแฟน ๆ ชาวไทยที่สนับสนุนเจ้าตัวมาโดยตลอด ยอมรับว่าในช่วง Shakedown Test ลงซ้อมหนักมาก แต่ก็เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาบอกกับทีมงานให้ได้มากที่สุด  รู้สึกตื่นเต้น กับการที่ทีม LCR ได้เปิดตัวในบ้านเรา ในปีนี้ผมจะสู้และทำผลงานให้ดีที่สุด อยากขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยที่สนับสนุน และเป็นกำลังใจในทุกๆ เรซ ยอมรับช่วงเช็คดาวน์เทสต์ร่างกายหนักมาก หลังไม่ได้จับรถมานาน ทำให้ร่างกายดาวน์ลง แต่มาในช่วงออฟฟิเชียลเทสต์ มาปรับตัวเก็บรายละเอียดได้และมาบอกทีมงานให้มากที่สุด โยฮันน์ ซาร์โก้ และก้อง สมเกียรติ จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในการทดสอบ ‘Buriram Test’ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะลงแข่งขันในสนามแรกกับการแข่งขัน ThaiGP25 ในสนามเดียวกัน ซึ่งจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ ก้อง สมเกียรติ และผู้รักในกีฬามอเตอร์สปอร์ตบอกเลยห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Xplorer 2025 ตะลุยทางฝุ่น 800 โล ไปกับ CRF300 Rally

Honda Xplorer 2025 ตะลุยทางฝุ่น 800 โล ไปกับ CRF300 Rally พร้อมผจญภัยในต่างแดนไปกับเหล่าลูกค้าโดย Honda BigBike สานต่อกิจกรรมแห่งความสนุก กับการพาเหล่ายูสเซอร์ร่วมเปิดประสบการณ์ทางฝุ่นที่ประเทศลาวกับ Honda Xplorer 2025 กับโมเดลสายลุยโฉมใหม่อย่างเจ้า Honda CRF300L & CRF300 Rally โดยครั้งนี้แอดมินจะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปร่วมสัมผัสในกิจกรรม ควบคู่กับสมรรถนะของแรลลี่ทางฝุ่นรุ่นนี้ว่าจะเป็นอย่างไร จะตอบโจทย์มากน้อยแค่ไหน รวมพลสายลุย CRF300 Rally CRF300L สำหรับรูปแบบของกิจกรรมจะเป็นการขับขี่ผจญภัยเหมือนเช่นดั่งทุกปี แต่สิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือการนำเจ้า Honda CRF โฉมใหม มาร่วมทดสอบขับขี่ กับระยะทางทั้งหมด 800 กม. ซึ่งเริ่มจากจุดสตาร์ทที่อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย ข้ามแดนไปยังอุดมไชย – หลวงพระบาง ที่สปป.ลาว แล้วขี่กลับสู่จ.น่าน โดยครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand เเละคณะสื่อต่าง ๆ ก็ได้เข้าร่วมทริปนี้ด้วยเช่นกัน แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เราได้รับเลือกให้ขับขี่ทดสอบเจ้า Honda CRF300L & CRF300 Rally  โมเดล 2025 ตัวจี๊ดประจำค่ายที่สายลุยจะต้องอินกับคำว่า “ไปทุกที่ ที่ไม่มีทาง” เเละเราจะต้องใช้ชีวิตกับเจ้า CRF ตลอดทริป ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ฟีลเเฟน…ไปไหนไปกัน เเละเราก็ได้เลือกรุ่นตัวแรลลี่ ที่ตอบโจทย์การขี่ทางไกลกับกิจกรรมครั้งนี้ (รุ่น 300L เคยลองมาแล้ว เลยอยากเทสรุ่นแรลลี่ว่ามันจะเป็นยังไง)   DAY 1 – เดินทางสู่อุดมไชย  ภารกิจวันแรกได้เริ่มต้นขึ้นจากจุดสตาร์ทที่อำเภอเชียงของ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับรถสายลุยของเหล่ายูสเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรมมากมายนับหลายสิบคัน ไม่ว่าจะเป็น X-ADV 750, NX500, 500X, NC750X, CRF1000L และ CRF1100L เป็นต้น พร้อมวอร์มเครื่องเดินทางมุ่งสู่ชายแดนและข้ามฝั่งไปยังเมืองห้วยชายใน สปป.ลาว   เข้าสู่เขตต่างแดน เส้นทางช่วงเช้าจะเป็นทาง On Road (120 กม.) โดยขับขี่ลัดเลาะชุมชนหมู่บ้านเเละพื้นที่เขาสูง เพื่อจะไปพักทานข้าวเที่ยงที่หลวงน้ำทา ความเร็วที่ใช้ในการเดินทางอยู่ที่ 90-100 กม./ชม. ซึ่งลักษณะเส้นทางที่เป็นอุปสรรคเล็กน้อย กับถนนยางมะตอยผสมกับดินข้างทางทับถมจาง ๆ บวกกับน้ำตามทางลาดชันที่รถสิบล้อชอบลาดพื้นเพื่อระบายความร้อน ซึ่งสามอย่างนี้ฟีเจอริ่งกันมันก็ย่อมเป็นอะไรที่แอบลื่นเล็กน้อยโดยเฉพาะผู้ขับขี่สองล้อ แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น..มิใช่ปัญหาของเจ้า CRF รุ่นนี้ “โอ้ววว…ผมอยากลื่นครับ ผมอยากลื่นน” อยากลองทดสอบระบบ ABS ที่ติดตั้งมาใหม่ในรุ่นนี้ว่ามันทำงานยังไง แต่ก็ไม่ทันได้ใช้ ยางคู่นี้เกาะถนนใช้ได้เลย หรือแม้กระทั่งการเข้าโค้งก็ไม่เป็นปัญหาเลย ช่วงล่างติดมาจากโรงงาน ไม่ย้วยโหยง ๆ ยุบ ๆ แบบรุ่นก่อนหน้านี้แล้ว   ถังน้ำมัน 12.8 ลิตร หลงป่าได้นานขึ้น  หลังจากขับขี่มาซักพัก ก็เเวะเติมน้ำมันอัดให้เต็มถังซึ่งตัวแรลลี่รุ่นนี้ ให้ขนาดถังน้ำมันมาที่ 12.8 ลิตร ซึ่งจะมีขนาดความจุมากกว่า 300 L ถึง 5 ลิตร ถามว่าดีไหม…ก็ดีหน่ะสิ เต็มทีเดียว เข้าป่านาน ๆ แต่ก็ต้องแลกพร้อมน้ำหนักหน่ะเด้อ ซึ่ง..มิใช่อุปสรรค เข้าสู่ไฺฮไลท์วันแรกนั้นก็คือเส้นทาง Off-Road ที่พร้อมจะวัดใจคนขี่ ลัดเลาะผ่านตามภูเขากับสภาพดินแดงและมีทรายในบ้างช่วง โดยเส้นทางออฟโร้ดที่เราลุยวันแรกรวมระยะทั้งหมด 180 กม. เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางพักแคมป์ ที่น้ำกัดยอละปา อุดมไชย  สำหรับใครหลาย ๆ คนที่บอกว่ารถสูงนั้น ผมก็ไม่เถียง 55+ คือ..มันไม่ได้สูงขนาดนั้น ต้องลองมาคร่อมก่อน ส่วนตัวแอดมินสูงอยู่ประมาณ 177 ซม. ยืนคร่อมโครตสบาย ส่วนสูง 170 ซม. ขึ้นคิดว่าไม่น่ามีปัญหาใครช่วงขายาวก็ได้เปรียบ แต่ถ้าเอาที่สบายใจก็ลองโหลดเตี้ยดูได้      ช่วงล่างสายลุย จอ LCD เพิ่มฟังก์ชัน ABS โช้คหัวกลับ ของใหม่จากโรงงาน ปุ่มเปิด-ปิด ABS ล้อหลัง และรุ่นนี้ให้โช้คอัพด้านหน้าเป็น เทเลสโคปิคแบบหัวกลับ แกน 43 มม. ด้านหลังเป็นแบบ Pro-link ซับแรงดีกว่ารุ่นก่อน แต่ถ้าหากให้เทียบกับโช้ค Ohlins ก็คงไม่ใช่ แต่แน่นอนว่าหลุมไหนก็ไม่กลัวพื้นฐานให้มาโอเค

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ

2025 Honda DAX125 แสบซ่าส์ สไตล์หมาล่าเนื้อ ตัวแสบ จอมซ่าส์ กับไลฟ์สไตล์แบบนอกกรอบ 2025 Honda DAX125 ที่เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป ที่ยังคงดีไซน์ตั้งแต่ปี 1969 ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะปรับปรุงในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ด้านแชสซี เครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์เดิมเฟรมแบบ T-Bone ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดีไซน์ตัวรถมีลักษณ์คล้ายกับสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน ที่มีลำตัวยาว แต่ขาสั้นกระทัดรัด ที่จะดึงดูดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองเห็น ด้านข้างรถมีเพลท ST125 พร้อมสุนัขสายพันธุ์ดัชชุน พร้อมเบาะนั่งทรงยาวที่ขี่คนเดียวก็เร้าใจ หรือซ้อนท้ายก็สามารถนั่งได้อย่างสบาย ๆ เครื่องยนต์ และช่วงล่างเหมือนเดิม เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 9.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยโซ่พร้อมระบบเกียร์วนแบบ 4 สปีด (หากนึกไม่ออกก็เกียร์ Honda Wave นั่นแหละ) เครื่องยนต์มีการพัฒนาการปล่อยไอเสีย เผื่อให้ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าอัจฉริยะ PGM-FI เอกสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะจากทางฮอนด้า มาพร้อมถังน้ำมันขนาดนั้น 3.8 ลิตร สามารถวิ่งความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบกันสะเทือนด้านล่างให้มาแบบไม่น่าเกลียด โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 31 มม. โดยมีระยะยุบอยู่ที่ 100 มม. และด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพแบบสปริงคู่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม โดยด้านหลังจะขนาบด้วยท่อไอเสียแบบยกสูงพร้อมแผ่นกันความร้อน ที่ติดตั้งลงไปบนตัวรถแล้วก็เพิ่มความหล่อ และมีสไตล์อย่างทวีคูณ ในส่วนของระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาในรูปแบบของดิสก์เบรกเดี่ยวโดยด้านหน้ามีขนาด 220 มม.มาคู่กันกับระบบ ABS พร้อมล้อขนาด 120/70-12 M/C และด้านหลังมีขนาด 190 มม.  ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงติดตั้งมาให้ตามสมัยนิยมในศตวรรษที่ 21 อาทิ ระบบไฟแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบ สีสันที่เปิดตัวใหม่ สีดำ   เปิดตัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ไม่ต้องคาดการณ์เพราะยังไงทางฮอนด้าก็นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยราคาวางจำหน่ายอาจจะอยู่ที่ราว ๆ 84,900 บาท (ราคานี้แหละ เพราะโฉมปัจจุบันที่วางจำหน่ายในประเทศไทยก็ราคานี้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติรับ ยังต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้

ก้อง สมเกียรติรับ ต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้ ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดจากทีม LCR Honda ได้ออกมาเผยว่าเขานั้นต้องพัฒนา และเรียนรู้ในการขับขี่เจ้า RC213V ให้มากกว่านี้ เพราะการขับขี่ในระดับ MotoGP นั้นแตกต่างกับตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง เพราะมันมีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด  “พวกเรามีเวลาสามวันสำหรับการทดสอบในรอบ Shakedown Test แต่ผมนั้นได้มีโอกาสลงซ้อมแค่สองวันเท่านั้น และรถของผมที่ใช้ซ้อมเป็นรถใหม่ทั้งหมดเมื่อเทียบกับการซ้อมที่บาร์เซโลน่า เนื่องจากทีมของผมอยากให้ผมได้เริ่มทดสอบกับรถปี 2025 และเปรียบเทียบว่ามันแตกต่างกับรถปี 2024 อย่างไรบ้าง” ในการทดสอบวันแรกในรอบ Shakedown Test ก้อง สมเกียรติก็ได้ทำการเช็ครายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ รวมไปถึงการทดลองในการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ โดยเจ้าตัวยังบอกอีกว่าสิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการควบคุมความเร็ว และการคำนวนในจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะมันมีความแตกต่างจากตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง “ในการทดสอบวันแรกที่ผมได้พบกับรถใหม่ ผมก็เริ่มจากการตรวจเช็ครายละเอียดต่าง ๆ และพยายามเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ” “ผมพยายามใช้ตัวช่วยของรถในจุดที่จำเป็น เพราะเมื่อผมเทียบกับทาคา (ทาคาอากิ นาคากามิ) เมื่อปีที่แล้ว ยังมีบางจุดที่ผมช้ากว่าเขาในการใช้ตัวช่วยที่ล้อหลัง แต่ผมคิดว่าตอนนี้พวกเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น” “สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือการใช้ความเร็ว รวมไปถึงจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้เบรกคาร์บอน ทำให้จุดเบรกของผมแตกต่างจาก Moto2 และความเร็วในการเข้าโค้งนั้นก็แตกต่างจากตอนที่ขี่ Moto2 ด้วย” เวลาที่ทำได้ดีที่สุดต่อรอบของ ก้อง สมเกียรติ ใน Shakedown Test2025 การซ้อมวันที่ 2 2:01.028 การซ้อมวันที่ 3 2:00.550   ก้องจะลงทดสอบ RC213V อย่างเป็นทางการอีกครั้งในการทดสอบรอบ Sepang Test ที่ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะแข่งขันในโฮมเรซเป็นสนามแรกระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว

Honda HRC Castrol โรงงานฮอนด้า พร้อมล่าโพเดียมแล้ว Honda HRC Castrol ทีมจากค่ายฮอนด้าเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการเปิดตัวทีมแข่งหนนี้ มาพร้อมกับภารกิจสำคัญคือการไล่ล่าความสำเร็จให้กับทางฮอนด้าอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาห่างคำว่าแชมป์โลกตั้งแต่ฤดูกาล 2019  การเปิดตัวทีมแข่งประจำฤดูกาล 2025 มาพร้อมกับสองนักบิดคู่ขวัญอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ที่พร้อมเค้นฟอร์มเก่งในการพาทีมโรงงานฮอนด้ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่มาร์ก มาร์เกซได้ออกจากทีมไป RC213V ที่ไม่มี Repsol อาจจะแปลกหูแปลกตาไม่น้อยสำหรับลายของ ‘ตัวแข่ง’ ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึง เมื่อแบรนด์น้ำมันเครื่องจากประเทศสเปนอย่าง ‘Repsol’ ได้ออกมาประกาศยุติการสนับสนุนทีมโรงงานฮอนด้า หลังจากที่ทั้งสองแบรนด์ร่วมงานกันมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่ปี 1995 เมื่อแยกทางไปทีมก็ต้องเดินหน้าไปต่อ โดยทางฮอนด้าได้ประกาศความร่วมมือร่วมแบรนด์น้ำมันเครื่องจากสหราชอาณาจักร อย่าง ‘Castrol’  โดยตัวแข่งอย่าง ‘RC213V’ มาพร้อมกับลวดลาย และสีสันใหม่ชนิดที่ว่าทิ้งลวดลายเก่าแบบหมดจด ซึ่งลวดลายใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมกับสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์จากทางฮอนด้าพร้อมคาดตัวอักษรสีขาว มาพร้อมกับโลโก้แบรนด์น้ำมันเครื่อง Castrol บริเวณแฟริ่งด้านล่างของตัวรถ ด้านบนบริเวณถังน้ำมันมีสีน้ำเงินมาตัดสลับบ้างเล็กน้อย บริเวณวิงก์เล็ตด้านหน้ามีขนาดที่ลดลงจากฤดูกาลก่อน พร้อมกับด้านท้ายที่มีการปรับดีไซน์ใหม่เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Joan Mir และ Luca Marini พร้อมสู้เพื่อฮอนด้า สองนักแข่งของทีมอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ ก็ออกมาเผยว่าพวกเขาประทับใจในลวดลายใหม่ของรถแข่ง RC213V ที่จะใช้ในฤดูกาล 2025 ที่จะมาถึงนี้พร้อมทั้งบอกว่าพวกเขานั้นตั้งเป้าในฤดูกาลใหม่ พร้อมทุ่มเทการซ้อมมากยิ่งขึ้น Joan Mirr : “ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่ารถจักรยานยนต์ดูน่าทึ่งมาก สีใหม่ดูแตกต่างจากที่เราเคยเห็นในอดีต แต่ก็มีความแข็งแกร่งและมันจะเป็นความสุขที่ได้สวมใส่ ผมเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงานต่อไปเพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์ ทีมงาน และตัวเราเอง มันจะเป็นการเริ่มต้นปีที่เข้มข้น ทันทีที่มีการทดสอบสองครั้งหลังจากฤดูหนาว แต่สิ่งนี้จะช่วยให้เรากลับมาอยู่ในจังหวะได้อย่างรวดเร็ว ผมรอคอยที่จะได้เห็นสิ่งที่วิศวกรของเราและพันธมิตรใหม่ของเราที่ Castrol ได้ทำงานร่วมกันในช่วงฤดูหนาว” Luca Marini : “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มาที่จาการ์ตา, อินโดนีเซีย เพื่อเปิดเผยสีใหม่เหล่านี้ – คนที่นี่มีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์, MotoGP และ Honda อย่างมาก ตั้งแต่ฤดูกาล 2024 เราได้เรียนรู้มากมาย และเราสามารถจบฤดูกาลได้ดีขึ้น การพัฒนาต่อไปยังคงเป็นเป้าหมายหลักของฤดูกาล 2025 นี้ ผมรู้ดีว่าทุกคนในโครงการนี้ทำงานหนักแค่ไหน และผมมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดบนแทร็กเพื่อช่วยเหลือ ทุกๆ ปีที่แล้วเราก็ได้เห็นความก้าวหน้า และผมมั่นใจว่าเราจะทำได้เช่นเดียวกันในปีนี้ในสีสันที่สวยงามเหล่านี้” มุมอื่น ๆ ของ RC213V   สองนักแข่งอย่างโจอัน เมียร์ และลูก้า มารินี่ จะลงทดสอบ RC213V กับทางฮอนด้าในการซ้อมรอบ Shakedown Test จนถึงวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงทดสอบอีกครั้งในรอบ Sepang Test ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์นี้ RC213V จะกดเวลาได้ดีขนาดนั้น แฟน ๆ ฮอนด้าห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda Activa 110 รุ่นนี้ แม่บ้านน่าจะชอบ

2025 Honda Activa 110 รุ่นนี้ แม่บ้านน่าจะชอบ เพื่อการใช้งานเอนกประสงค์ของผู้ขับขี่สองล้อได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จึงเป็นโจทย์วัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ตัวใหม่จากค่ายปีกนก รวมถึงราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตรต่อผู้บริโภค โดยล่าสุดฮอนด้าจากทางฝั่งอินเดีย ประกาศเปิดตัวโมเดลใหม่ในกลุ่มสกูตเตอร์เอนกประสงค์กับ 2025 Honda Activa 110 พร้อมราคาแนะนำที่ 80,950 รูปี หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 30,000 ต้น ๆ ถูกมากก.!! ฟีเจอร์ครอบคลุมการใช้งาน เปิดมาราคาดีขนาดนี้..ไหนต้องขอดูรายละเอียดซักหน่อยกันแล้วว่ามีอะไรให้มาบ้าง อย่างแรกก็คือ จอสี TFT ดิสก์เพลย์ขนาด 4.2 นิ้ว พร้อมปุ่มคอนโทรลแบบ 4 ทิศทางสามารถคอนเน็คเชื่อมต่อข้อมูลผ่านทางบลูทูธ มีระบบนำทาง ระบบเดินรอบต่ำเมื่อจอดรถอยู่กับที่ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน และช่องเสียบ USB-C สำหรับชาร์จไฟติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้ นอกเหนือในเรื่องของระบบฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งมาให้แล้ว เรื่องของการดีไซน์ถือว่าสวยงามในแบบรถแม่บ้าน มีไฟ LED Headlight ระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ติดตั้งมาให้ และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาก็คือระบบ OBD2B หรือระบบ On-Board Diagnostics ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาเครื่องยนต์หรือระบบอื่น ๆ ของรถมอเตอร์ไซค์ เช่น ค่าไอเสีย ระบบไฟฟ้าภายใน แบตเตอรี เป็นต้น โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบผ่านข้อมูล เพื่อให้ช่างชำนาญการสามารถซ่อมแซมได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรเพิ่มเติม กับเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะ 109.51 ซีซี พร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi ที่ให้แรงม้าเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันที่ 7.8 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 9.05 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ เปิดจำหน่ายถึง 6 สี ขณะที่ช่วงล่างนั้นให้มาตามราคาแหล่ะครับ โช้คเทเลสโคปิก และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ใช้ระบบดรัมเบรกหน้าหลัง โดยเปิดจำหน่ายทั้งหมด 6 สี ประกอบไปด้วย สีขาว, สีน้ำเงิน, สีดำ, สีเทา, สีแดงและสีฟ้า ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจสำหรับสายแม่บ้าน และแน่นอนว่าไม่เข้าไทยหล่ะครับ ที่เอามาเขียนเพราะว่าราคาใช้ได้เลย แม่บ้านน่าจะชอบ!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Alberto Puig เผยทีม HRC Honda ต้องพัฒนาก่อนปี 2027

Alberto Puig เผยทีม HRC Honda ต้องพัฒนาก่อนปี 2027 Alberto Puig (อัลแบร์โต้ พูอิก) ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีม HRC Honda ทีมจากในการแข่ง MotoGP ได้ออกมาเผยว่าทีมของตนนั้นไม่สามารถรอช่วงเปลี่ยนกฎในการแข่งขันปี 2027 ได้ ต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ตอนนี้เลย หลังจากที่ทีมของเขาได้เผชิญกับความยากลำบากมาหลายปีของตัวรถ RC213V ทีมโรงงานกำลังเผชิญกับความยากลำบาก และวิกฤตครั้งใหญ่ของทีมในการแข่งขันในรูปแบบกรังด์ปรีซ์ โดยในการแข่งขันปี 2024 ทีมรถแข่งจากค่ายฮอนด้าจบในอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนในประเภทผู้ผลิต ด้วยคะแนนรวมเพียง 75 คะแนนเท่านั้น ซึ่งอันดับของนักแข่งที่ใช้รถฮอนด้าที่มีคะแนนสะสมในฤดูกาล 2024 ได้แก่ ‘โยฮันน์ ซาร์โก้’ จากทีม LCR Honda ที่ทำได้เพียงแค่จบในอันดับ 17 มี 55 คะแนนเท่านั้น  โดยการเปลี่ยนแปลงกฎการแข่งขันในปี 2027 ที่จะมีการลดขนาดของเครื่องยนต์ลงจาก 1,000 ซีซีเหลือเพียง 850 ซีซีเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายก็มองว่าทางฮอนด้าอาจจะรอให้ถึงช่วงนั้น เพื่อทำการทุ่มพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เผชิญในปัจจุบันโดยเป็นลงทุนแค่เพียงรอบเดียวแบบสุดตัว แต่ทางด้านของผู้จัดการทีมอย่าง ‘อัลแบร์โต้ พูอิก’ ได้ออกมาบอกว่าการรอให้ถึงปี 2027 แล้วค่อยพัฒนาเป็นเรื่องที่ช้าเกินไป “แบรนด์ต่าง ๆ จะหาทางทำให้รถจักรยานยนต์เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะมีการควบคุมที่น้อยลง หรือไม่มีอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ก็ตาม แต่นั่นไม่สำคัญ ซึ่งมันยากที่จะให้คำตอบที่แน่ชัดในตอนนี้ แต่ฮอนด้าไม่สามารถรอถึงปี 2027 เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องคิดถึงปีหน้า” โดยพูอิกยังเผยอีกว่าสิ่งเดียวที่ฮอนด้าควรทำมากที่สุดตอนนี้คือ การปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์สำหรับแข่งขัน และการว่าจ้างผู้ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมเป็นทีมพัฒนาของทีม  “กลยุทธ์เดียวที่เราวางไว้ในตอนนี้คือการปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์ โดยนั่นคือจุดเริ่มต้น และเพื่อบรรลุสิ่งนี้ ฮอนด้ากำลังจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ รวมถึงเทคโนโลยีของเรา โดยผมไม่ได้หมายถึงแค่ทรัพยากรทางการเงิน แต่ยังรวมถึงทรัพยากรมนุษย์ด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจจ้างโรมาโน (อดีตหัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Aprilia) สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์” “ตอนนี้พวกเรายังไม่มีแผนที่แน่นอน เรากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้ในแต่ละวัน เพราะเราตระหนักว่าระดับของเราตอนนี้ยังไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น” ทางทีมโรงงานฮอนด้า ‘HRC Honda’ จะเปิดตัวทีมแข่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 และทีม ‘LCR Honda’ จะเปิดตัวทีมอย่างเป็นทางการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 สาวกค่ายปีกนก รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

รีวิวมอเตอร์ไซค์

หมวดหมู่