SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่ นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

2025 KTM 1390 Super Duke R EVO แรงเหมือนเดิม เพิ่มเติมฉลาดขึ้น ให้มันสุดขึ้นไปอีกเท่า..!! ของการกำเนิดอสูรกายจากไร่ส้ม 2025 KTM 1390 Super Duke R EVO สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ดสายพันธุ์อัลฟ่ามาพร้อมกับการปรับปรุงสำคัญในหลายจุด แต่ยังคงความดิบความเถื่อนพร้อมชวนกระชากวิญญาณกับฉายา “The Beast” ถ้าหากให้นับว่าเป็นผู้ชายแล้วหล่ะก็..ไอ้นี่แม่งโครตแบดบอยเลย สิ่งที่อัปเพิ่มใหม่ สำหรับรุ่นเจนเนอเรชันใหม่นี้หากดูภายนอกคงอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยรูปร่างหน้าตายังเอกลักษณ์คงเดิมสไตล์พี่ใหญ่ของตระกูล Super Duke สุดยอดเน็กเก็ดที่เน้นความดิบเปลือยไม่เหมือนใครแถมหลอกตาอีกด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่ดูสติ๊กเกอร์หรือตัวเครื่องจริง ๆ ก็อาจจะเดาว่าเป็นรุ่นไซส์กลางตัว 890 ก็เป็นไปได้เพราะเขาออกแบบมาให้ดูกระชับ คล่องตัวและสามารถควบคุมได้ง่าย (หรือเปล่านะ) ต้องพิจารณาดี ๆ แต่สิ่งสำคัญคงไม่ใช่เรื่องดีไซน์ซักเท่าไหร่เท่ากับการปรับ “ภายใน” ทั้งระบบแรมแอร์และแอร์บ็อกซ์เก็บอากาศได้มากถึง 10 ลิตร ปรับในเรื่องของระบบชิฟแคมป์เพิ่มความสเถียรภาพการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น มันจึงเป็นรถบล็อกวี LC8 ที่ให้แรงบิดสูง ทรงพลัง ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเกือบ 1:1 กับพละกำลัง 190 แรงม้าและแรงบิด 145 นิวตันเมตร มาพร้อมการรับรองมาตรฐาน Euro5+ เป็นที่เรียบร้อย มีวิงก์เล็ตด้านหน้า นอกจากนี้ยังเสริมความแอโรไดนามิกด้วยวิงก์เล็ตหน้าเครื่องสอดรับกับถังน้ำมันในแบบสปอร์ต (ความจุ 19 ลิตร) หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วรีเฟรชกราฟิกใหม่ ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอป KTMConnect และมีช่องชาร์ USB-C ติดตั้งมาให้อีกด้วย สุดล้ำกับหน้าจอสี เพิ่มโหมดขับขี่เป็น 5 โหมด รุ่นก่อนมีโหมดขับขี่ 3 โหมด รุ่นปัจจุบันเพิ่มให้เป็น 5 โหมดไปใช้กันแบบจุก ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยโหมด Street, Sport, Rain, Performance และโหมด Track คันเร่งไฟฟ้า รวมถึงระบบครูซคอนโทรล Telemetry ระบบช่วยออกตัว Lap Timer โดดเด่นด้วยโช้คคู่บุญ WP Apex เอ๊ะ..อาจลืมแจ้งไปว่ารุ่นนี้เขาออกแบบมา 2 เวอร์ชันเช่นเดียวกับเจ็นปี 2024 ก็คือรุ่น Standard และ รุ่น Evo และสิ่งที่แกต่างระหว่าง 2 รุ่นนี้เด่น ๆ เลยก็คือช่วงล่างที่ติดตั้งมาให้ โดยรุ่น Standard ให้โช้ค WP Apex ขนาด 48 มม. และโช้คโมโนช็อค WP ปรับได้เต็มระบบทั้งไฮสปรีดและโลว? (ปรับมือ) แต่สำหรับรุ่น EVO จะให้โช้คอัปเวอร์ชันของไฟฟ้ามาให้ทั้ง WP Apex Semi-Active Tech (SAT) และโช้คโมโนช็อค WP Semi Active ส่วนระบบอื่น ๆ ให้มาเหมือนกันอาทิ คาลิเปอร์โมโนบล็อก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ จับคู่จานหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์สูบคู่กับจานเบรกหลัง 240 มม. ล้อ 17 นิ้ว ซึ่งสรุปทั้งหมดได้เลยว่าไอหนุ่มแบดบอยรุ่นเจ็น 2025 นี้คือการรีเฟรชครั้งใหญ่ของ “The Beast” ทั้งอัปเกรดระบบไหลเวียนอากาศ ช่วงล่างรุ่นใหม่ ไฟหน้า LED มีลูกเล่นมากขึ้น และระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบเครื่องกว่า แม้ว่าการปรับปรุงในครั้งนี้แรงม้าไม่ได้เพิ่ม แต่ความสามารถในการควบคุมและประสิทธิภาพโดยรวมถือว่าอัปเกรดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อยกับ 2 สีได้แก่ Standard Evo โดยเปิดราคาสำหรับรุ่น Evo กับราคาแนะนำที่ 21,499 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 7 แสนต้น ๆ (รุ่น Standard ยังไม่เผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าถูกกว่าไม่เกิน 2 หมื่น) อย่างไรก็ดีราคาที่เปิดตัวมานั้นยังไม่รวมภาษีนำเข้า บวกกับค่าดีลเลอร์ก็น่าจะอัปพอตัวถ้าหากเข้าไทยจริง ๆ ครับ ส่วนใครที่ชื่นชอบความดิบ ความเป็นนักล่าตัวจริงก็ลองพิจารณากันดูครับ หรือถ้าใจร้อนอยากเป็นเจ้าของ Duke

เลี้ยวไม่คม พัดลมช่วยได้ ด้วยเทคโนโลยีรุ่นใหม่จาก BMW เอาจริงดิ.. BMW เตรียมติดพัดลมช่วยเลี้ยว !! ให้กับรถบิ๊กไบค์ สายบิดสิงห์สนามคงเฮเพราะไม่ต้องกังวลเครื่องพังในโค้งอีกต่อไป..พัดลมจะช่วยเป่าให้รถเลี้ยวเอง..เป็นยังไงหล่ะ ไฮเทคสุด ๆ ! คงไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดหรือจินตนาการอันล้ำลึกในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในวงการสองล้อก็เช่นกัน หลังจากที่ช่วงหลัง ๆ รถบิ๊กไบค์แข่งกันงอกปีก งอกครีบ ใส่โน้นนี่นั่นจนกลายเป็นโมโนบอทที่เพียงอาศัยคนมานั่งเฉย ๆ เดี๋ยวรถจัดการให้ทุกอย่างเองไปซะแล้ว และล่าสุดทางค่ายใบพัดสีฟ้าเตรียมที่จะส่งไม้เด็ดใหม่สู่วงการกับ “พัดลมช่วยเลี้ยว” ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิด พัดลมจริง ๆ ที่ไม่ใช่พัดลมในบ้านไว้ดับคลายร้อน แต่เป็นพัดลมที่ช่วยให้รถเลี้ยวได้ไวขึ้น เร็วขึ้นและเท่ขึ้น จาก “ครีบปีก” สู่ “พลังลมเป่า” จากเทคโนโลยีแอโรไดนามิกใน F1 ที่ปรับมาใช้ในยุคสองล้อ และก็มีค่ายรถเพียงค่ายเดียวที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลอย่างโดดเด่น (ตอนนี้ครองยุค MotoGP อยู่) เพราะเหตุนี้ทางค่ายใบพัดจึงมองว่า แค่นี้..มันไม่พอหรอก มีแค่ปีกมันธรรมดาไป ฉะนั้นต้องมีแรงดันลม มาช่วยเสริมเพอร์ฟอร์แมนซ์การขับขี่ให้โหดขึ้นไปอีกเท่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร ? โดยข้อมูลแบบร่างเผยถึงรายละเอียดบางส่วนซึ่งให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางค่ายได้ออกแบบเจ้าระบบรุ่นนี้โดยใช้พัดลมไฟฟ้าแรงดันสูงที่ติดอยู่ภายในตัวรถ เป็นลักษณะท่อลมปล่อยออกผ่านหัวฉีดลมตามจุดต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งออกแบบทิศทางลมให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดังนี้ เร่งเครื่องทางตรง : ลมเป่าไปด้านหลัง เพิ่มความแรงแบบ Jet Mode เบรกแรง : ลมเป่าไปด้านหน้า สร้างแรงต้านอากาศและลดแรงเฉื่อย เข้าโค้ง : ลมเป่าออกด้านข้าง ดันให้รถหมุนหรือเอียงได้ไวขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่ระบบเป่าตามใจชอบของคนขี่ เผื่อมือพลั้งพลาดไปปรับมั่วซั่วอาจทำให้เสียโอกาสได้เปรียบในสนามหรือเกิดอุบัติเหตุเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทางค่ายจึงตั้งใจออกแบบเจ้าระบบนี้ให้มันเป่าแบบ “มีสติ” ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยระบบคอมที่เชื่อมกับ IMU วัดองศาหรือลักษณะท่าทางการขี่จากตัวเซ็นเซอร์นั่นเอง แล้วจะใส่กับรถรุ่นอะไร ? จากภาพในพิมพ์เขียวก็พอรู้หล่ะว่าเป็นรุ่นอะไร (ฮ่าๆ) ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยสายสปอร์ตไลน์ไฮโซกระเป๋าหนักอย่างเจ้า S1000RR หรือ M1000RR แน่นอน ให้ลองนึกภาพตอนขี่เข้าโค้งแล้วจู่ ๆ ก็มีลมเป่า ฟิ้ววว ออกมาจากแฟริ่งด้านข้าง หรือถ้าแรงดันอัดอั้นหนักหน่อยอาจจะเป็นเสียง แพร๊ดด ที่เราคุ้นหูอยู่ทุกวันก็เป็นไปได้ จากการคาดเดาถึงประโยชน์และความเป็นไปได้ของเจ้าระบบรุ่นนี้ถือว่ายังต้องศึกษาในอีกหลาย ๆ จุดทีเดียวว่าจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของต้นทุน น้ำหนัก บวกกับระยะเวลาในการทดสอบ แต่อย่างไรก็ดีถือว่ามีความคืบหน้าไม่มากก็น้อย วันนี้คุณอาจจะขี่รถที่มีวิงก์เล็ต แทร็คชัน หรือ IMU แต่พรุ่งนี้อาจได้ขี่รถที่มีระบบเป่าลมที่ช่วยให้คุณเป็นนักซิ่งมือใหม่โดยไม่รู้ตัว.. อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟรานโก้ โมบิเดลี ยืดอกขอโทษ เหตุดราม่าสนามมูเจลโล ฟรานโก้ โมบิเดลี นักแข่งจอมเก๋าจากทีม Pertamina Enduro VR46 Racing Team ที่ออกมาขอโทษนักแข่งหนึ่งรายจากค่ายไร่ส้ม ที่เจ้าตัวนั้นเป็นเหตุทำให้นักแข่งคนดังกล่าวต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย ในการแข่งขันสนามที่ 9 ของฤดูกาล กับรายการ Brembo Grand Prix of Italy 2025 ในช่วงระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันในรอบเรซเดย์ ‘แฟรงกี้’ ต้องโทษการวิ่ง Long Lap เหตุจากการที่พยายามแซงมาเวริค บีญาเลส นักบิดจากทีม Tech3 KTM แต่ไม่สำเร็จจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันของนักแข่งทั้งสองคน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่บีญาเลสเพิ่งแซงมอร์บิเดลลี่ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 โดยมอร์บิเดลลี่พยายามสวนกลับเข้าโค้งด้านใน แต่บีญาเลสไม่ทันเห็นการบุกจู่โจม ทำให้ทั้งสองชนกัน และบีญาเลสล้มลงจนทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย “ผมพอใจกับความเร็วของเรา เราทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้” “ผมพยายามจัดการยางให้ดีที่สุด แต่ผมพลาดที่โค้ง 1 แล้วผมเข้าไปมีปะทะกับมาเวริค ตอนที่เรากำลังแย่งชิงตำแหน่งกัน เราชนกัน และเขาก็ล้มลงไป” “ขอโทษจริง ๆ สำหรับเรื่องนั้น เสียดายมากเลยครับ ผมดีใจที่เขาไม่บาดเจ็บ เพราะคุณก็รู้ว่า ในสถานการณ์แบบนี้ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เขาปลอดภัยดีแล้ว” “ผมต้องชดใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น – ต้องขี่รอบยาวหนึ่งครั้ง แล้วก็พลาดอีกครั้ง ทำให้ต้องขี่รอบยาวเพิ่มอีกหนึ่งรอบ หลังจากนั้นผมก็แค่พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็คือจบที่อันดับ 6” ทางด้านของเจ้าทุกข์ผู้ถูกกระทำอย่าง ‘ท็อปกัน’ มาเวอริค บีญาเลส แม้ในช่วงการแข่งขันจะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ตัวเขานั้นต้องออกจากการแข่งขันด้วยอุบัติเหตุที่ไม่น่าเกิด แต่ก็ยอมรับคำขอโทษ และเข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่มีใครอยากให้เกิด “เขาขอโทษแล้ว ผมก็ยอมรับ มันคือการแข่งขัน พวกเราเป็นนักแข่ง บางครั้งมันก็เป็นใจให้คุณ บางครั้งมันก็ไม่ใช่” “สำหรับผม การแข่งขันก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อคุณกำลังต่อสู้อยู่ในกลุ่มหน้า แล้วเหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้น คุณก็ต้องก้าวต่อไป” “แต่สิ่งที่ดีคือ เรามีความเร็วที่ยอดเยี่ยม และระดับการแข่งขันของเราก็อยู่ในจุดที่ดีแล้ว” โมบิเดลี และมาเวอริค บีญาเลส จะลงทำการแข่งขันในสนามที่ 10 ของฤดูกาล กับรายการ Motul Grand Prix of the Netherlands ที่สนาม TT Circuit Assen ในช่วงระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc Marquez รับ เป้าตอนนี้คือแข่งกับน้องชาย ไม่ใช่แชมป์สมัยที่ 9 Marc Marquez นักบิดเจ้าของหมายเลข 93 จากทีมโรงงานคูคาติ ‘Ducati Lenovo Team’ ที่ในปัจจุบันตอนนี้เจ้าตัวเป็นเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย ซึ่งถ้าในฤดูกาลนี้เจ้าตัวสามารถซิวแชมป์โลก MotoGP ได้ก็จะมีจำนวนแชมป์ MotoGP เท่ากับวาเลนติโน่ รอสซี่ ที่ 9 สมัย ในตารางคะแนนแชมป์โลกของฤดูกาล 2025 หลังผ่านไป 8 สนามผู้นำตอนนี้ก็ยังคงเป็นมาร์ก มาร์เกซ ด้วยคะแนนสะสม 233 คะแนน ห่างจากอันดับที่ 2 ‘อเล็กซ์ มาร์เกซ’ ถึง 32 คะแนนหลังโชว์ฟอร์มสุดแกร่งในการแข่งขันที่อารากอน โดยสถานการณ์ในปัจจุบันมาร์กก็ยังคงเป็นตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ ซึ่งถ้ามาร์กสามารถทำได้ก็จะทำให้เขามีจำนวนแชมป์รวมเท่ากับรอสซี่ และยังจะกลายเป็นนักแข่งที่ได้แชมป์กับสองแบรนด์ต่างกัน เช่นเดียวกับที่รอสซี่เคยทำไว้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อาจจะไม่พ้นสื่อที่อยากจะสอบถามว่า ‘คิดถึงเรื่องของการเทียบ หรือแซงสถิติของรอสซี่หรือไม่’ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ยังคงคิดว่าการกลับมาจากอาการบาดเจ็บรุนแรงได้ถือว่าเป็นเรื่องประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตนักแข่งของเจ้าตัว “สำหรับผมแล้ว จะได้แชมป์โลกสมัยที่ 9 หรือไม่ได้ก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม ผมได้ผ่านมันมาแล้ว นั่นคือการกลับมาหลังจากช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาก” “ผมคิดว่าเรายกระดับการแข่งขันกันระหว่างผมกับอเล็กซ์ (มาร์เกซ) ขึ้นมาอีกนิด เพราะเราทั้งคู่กำลังผลักดันกันอย่างเต็มที่ และอเล็กซ์ก็กำลังอยู่ในปีที่ดีที่สุดของเขาในแชมเปี้ยนชิพนี้ด้วย” “เพราะฉะนั้น ผมผ่านความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาแล้ว ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มีอาการบาดเจ็บ สไตล์การขี่ และบุคลิกที่ต่างกัน แต่ผมพอใจกับความท้าทายนั้น และตอนนี้ผมแค่สนุกกับมัน แน่นอนว่า ในฐานะนักบิดของดูคาติ ผมรู้สึกถึงแรงกดดัน และผมจะพยายามคว้าแชมป์ให้ได้ แต่บางทีมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘อยาก’ หรือ ‘พยายาม’ อย่างเดียวเสมอไป” ซึ่งอีกหนึ่งโจทย์ที่น่าสนใจของมาร์ก มาร์เกซกับการแข่งขันที่สนามมูเจลโลคือการหาวิธีปราบความร้อนแรงของทีมเมทอย่าง ‘ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า’ ที่ดูเหมือนว่าการลงแข่งขันในสนามประเทศบ้านเกิดจะสามารถรีดฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างน่าเร้าใจ โดยในการแข่งขันสามหนล่าสุดก็เป็นทางด้านเป้กโก้ที่สามารถคว้าชัยได้ทั้งหมด และด้านมาร์ก มาร์เกซ การคว้าชัยในสนามแห่งนี้ต้องกลับไปถึงปี 2014 “ผมจะพยายามเข้าใจให้ได้ในปีนี้” “ปีที่แล้วผมมีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลของเขาเล็กน้อย แต่ตอนนั้นรถยังต่างกันอยู่มาก ทำให้เลียนแบบได้ยาก” “ปีนี้เราจะพยายามเข้าใจให้ลึกยิ่งขึ้น และผมจะพยายามใช้ประโยชน์จากข้อมูลของเขา ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่รวมถึงอเล็กซ์ด้วย เพราะปกติทั้งสองคนนี้เร็วมากที่สนามนี้” Marc Marquez และทีมเมทของเจ้าตัวอย่างฟรานเชสโก้ บัญญาย่า จะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ หวังคืนฟอร์มที่มูเจลโล เซ่น DNF 3 เรซติด ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักบิดสัญชาติฝรั่งเศสจากทีมโรงงานยามาฮ่า ‘Monster Energy Yamaha MotoGP’ ออกมาตั้งเป้าผลงานก่อนการแข่งขันที่สนามมูเจลโลประเทศอิตาลี หลังจากที่การแข่งขันก่อนหน้านี้ถึง 3 สนามเจ้าตัวไม่สามารถจบการแข่งขันได้เลย ‘เราจะทุ่มเททุกอย่างที่เรามี’ เป็นเหมือนคำมั่นของเจ้าตัวในช่วงก่อนการแข่งขัน ซึ่งในปัจจุบันตำแหน่งในตารางคะแนนแชมป์โลก ‘เอลดิอาโบล’ อยู่ในอันดับ 10 สะสมได้ 59 คะแนน ตามหลังอันดับที่ 1 อย่างมาร์ก มาร์เกซ อยู่ที่ 174 คะแนน ย้อนกลับไปในการแข่งขันสนามที่ 5 ของฤดูกาล สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ‘เอลดิอาโบล’ กลับขึ้นโพเดียมได้สำเร็จด้วยการคว้าโพเดียมอันดับสอง แต่หลังจากนั้นก็เหมือนโชคชะตาจ้องจะทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเริ่มต้นจากสนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศสเจ้าตัวพลาดท่าล้มเพราะฝนตก ถัดมากับการแข่งขันในสนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวก็ต้องจำเป็นที่จะต้องออกจากการแข่งขันไปเนื่องจากระบบ ride-height ของตัวรถเกิดขัดข้อง ไม่เพียงแค่นั้นกับการแข่งขันในสนามล่าสุด ผลงานยังคงย่ำแย่ต่อเนื่องที่อารากอน ซึ่งเป็นสนามที่มีแรงยึดเกาะต่ำ โดยเจ้าตัวล้มในช่วงท้ายสุดของการแข่งขัน ซึ่งหลังจบการทดสอบที่สนามอารากอน ทางทีมโรงงานยามาฮ่าก็ได้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวแข่งของทีมเพื่อให้สามารถสู้กับค่ายอื่น ๆ ได้อย่างสูสี โดยการแข่งขันในสนามมูเจลโลนี้ทางค่ายอาจมีการใช้อะไหล่ใหม่ที่อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน “จากการทดสอบที่อารากอน เราเห็นว่าบางชิ้นส่วนที่ลองใช้นั้นดูมีแนวโน้มว่าจะได้ผลดีที่มูเจลโลด้วย ดังนั้นผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองอีกครั้งที่นี่” “ผมชอบสนามนี้มาก และโดยทั่วไปแล้วพื้นสนามที่นี่จะมีแรงยึดเกาะดีกว่าอารากอนด้วย มารอดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนว่าเราจะทุ่มสุดตัวเหมือนเช่นเคย” เหล่านักแข่งทีมโรงงานยามาฮ่าจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FUCHS Silkolene สนับสนุนรุ่น SuperBike 1000CC นักแข่งได้อะไร? FUCHS Silkolene แบรนด์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องชื่อดังจากประเทศเยอรมนี ซึ่งในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทางแบรนด์ก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ โดยเข้ามาสนับสนุนในรุ่นของ ‘คลาสพันซีซี’ โดยใช้ชื่อการแข่งขันในรุ่น ‘FUCHS Silkolene Superbike 1000CC’ แน่นอนว่าการแข่งขันการภายในแทร็คถือเป็นสมรภูมิประลองความเร็ว และสมรรถนะขั้นสูงสุดของโลกสองล้อ ซึ่งนอกจากนักแข่ง รถแข่ง และทีมช่างแล้ว “น้ำมันเครื่อง” ก็คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแข่งขันอยู่ไม่น้อย โดยในบทความนี้จะมาเล่าให้ผู้อ่านทุกท่านได้เข้าใจว่าการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกเข้ามาร่วมสนับสนุนในหนนี้ ‘เหล่านักแข่ง’ จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ? ซึ่งการเข้ามาร่วมสนับสนุนของแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกนี้ไม่ได้เข้ามาเพียง ‘แปะโลโก้’ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสุดพรีเมียมที่จะช่วยให้เหล่านักแข่งสามารถรีดพละกำลังของตัวแข่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น FUCHS Silkolene คือใคร แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องระดับโลกแบรนด์นี้มีจุดกำเนิดจากประเทศเยอรมนี ที่ได้ทำการพัฒนา ผลิต และจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นชนิดพิเศษ รวมไปถึงน้ำมันเครื่องประสิทธิภาพสูง จากสนามแข่งระดับโลกที่ผลิต วิจัย และพัฒนา เพื่อรถจักรยานยนต์แบบ 100% แน่นอนว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ต้องขอบอกเลยว่าในการแข่งขันระดับโลก แบรนด์น้ำมันเครื่องเจ้านี้ยังเข้าร่วมสนับสนุนในรายการต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น MotoGP, World Superbikes, British Superbikes และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งทีม Motocross และ Karting ซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมในการแข่งขันชั้นนำทั้งหมด เพราะสนามแข่งคือ Tester ที่ดีที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนด์น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมนีแบรนด์นี้ไม่เพียงแค่คิดค้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของน้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องแลปเพียงอย่างเดียวแต่ต้องพิสูจน์จริงใน “สนามแข่ง” ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้ความรุนแรงสูงสุด เพราะทุกการแข่งขัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงสนาม ‘ต้องใส่สุด’ เครื่องยนต์ต้องทำงานด้วยรอบสูงอย่างต่อเนื่อง มีแรงบิด และแรงม้ามหาศาล การเร่งความเร็ว การเบรก การเอียงรถเข้าโค้ง ทุกองค์ประกอบล้วนสร้างภาระอย่างหนักให้กับน้ำมันเครื่อง ดังนั้น การเข้าสนับสนุนการแข่งขันนี้จึงเท่ากับการนำสูตรน้ำมันที่ดีที่สุดของทางแบรนด์ลงไปทดสอบในสนามจริง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวช่วยยืนยันได้ว่าสินค้าที่วางจำหน่ายนั้น “ผ่านสนาม” มาแล้ว ไม่ใช่แค่ผ่านมาตรฐาน ได้เข้าถึงประสิทธิภาพระดับสูงสุดของการแข่งขัน เพราะการแข่งขันการที่ตัวแข่งมีสมรรถนะดีนั้นก็คงไม่พอ แต่ต้อง ‘เสถียร’ ด้วย ซึ่งเหล่านักแข่งภายในงาน SuperBikeMag.com Trackday&Trophy ก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มผู้ขับขี่ และนักแข่งที่มีความรู้ เข้าใจในเทคโนโลยีการแข่งขันอยู่ไม่น้อย พร้อมหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวแข่งสำหรับใช้ในการแข่งขัน ซึ่งการเข้ามาสนับสนุนในสนามนี้ทำให้ทางแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นนักแข่ง ทีมแข่ง ร้านเซอร์วิส หรือผู้ขับขี่ทั่วไปที่หลงใหลในความแรง เร้าใจ หรือผู้ที่พร้อมรีดกำลังเครื่องยนต์อย่างสูงสุด น้ำมันที่ทนทานต่อความร้อน ไม่เสื่อมในช่วงท้ายเรซ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเร็วรอบสม่ำเสมอ และป้องกันปัญหาเครื่องยนต์พังในจังหวะสำคัญ ไม่เพียงแค่นำเสนอสิ่งดี ๆ ให้กับเหล่านักแข่ง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ในฐานะ “พาร์ทเนอร์ด้านสมรรถนะ” ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น “สนามแข่งไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่โฆษณา แต่มันคือพื้นที่ที่แบรนด์ต้องแสดงศักยภาพจริง” สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ใช้งาน สิ่งที่สนามแข่งให้นอกเหนือจากชื่อเสียง และผลลัพธ์ในวันแข่งขัน อีกหนึ่งอย่างที่เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ความเชื่อมั่น” เมื่อน้ำมันเครื่องผ่านสนามที่โหดที่สุด และยังได้รับการเลือกใช้จากนักแข่งระดับแชมป์ ก็เท่ากับเป็นการการันตีคุณภาพจากผู้ใช้งานจริงในสถานการณ์จริง ผู้บริโภคทั่วไปจึงมั่นใจได้ว่า น้ำมันเครื่องในขวดเดียวกับที่นักแข่งใช้บนแทร็ก ก็พร้อมปกป้องเครื่องยนต์ของคุณในทุกวัน และการที่แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกค่ายนี้เข้ามาสนับสนุนรุ่นการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่มาเพียงแค่การนำเสนอโลโก้ แต่คือการลงสนามร่วมกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับการเข้าถึงกลุ่มที่ต้องการรีดประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องสูงสุด และสร้างความมั่นใจในแบรนด์อย่างยั่งยืน และที่สำคัญแบรนด์น้ำมันเครื่องสัญชาติเยอรมนีรายนี้จะเข้ามาร่วมสนับสนุนในการแข่งขันรุ่น SuperBike 1000CC ในการแข่งขันรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ทั้งสามสนาม เตรียมพบกับแบรนด์น้ำมันเครื่องแบรนด์นี้ได้ในสนามที่ 2 ของฤดูกาลวันที่ 8-10 สิงหาคมนี้ สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองหามาใช้ ก็สามารถสอบถาม ได้ที่ห้างร้านต่าง ๆ ใกล้บ้านท่านได้เลย มีหลายเกรด หลายรุ่น พร้อมรีดพละกำลังสูงสุดของเครื่องยนต์ของเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า รับ ไม่อยากวาดฝันตัวเองกับ ‘Ducati’ เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน ‘ไร้ส้ม’ Red bull KTM Factory Racing ในศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบอย่าง MotoGP ที่ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นไม่อยากที่จะจินตนาการ และวาดฝันว่าตัวเองอยู่บนตัวแข่ง Desmosedici ของค่าย Ducati เจ้าของแชมป์โลก Moto2 หนึ่งสมัย ที่ในช่วงหลังมานี้มีกระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมออกมาอย่างหนาหู ซึ่งอาจเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากที่ต้นสังกัดของเจ้าตัวมีข่าวปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งถ้าให้พูดถึงความเก่งกาจ หรือความเป็นสุดยอดในกลุ่มผู้นำของแบรนด์ Ducati ก็ต้องขอย้อนไปในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ค่ายรถสัญชาติอิตาลีแบรนด์นี้สามารถเก็บชัยชนะในรอบเรซได้ ‘เกือบ’ จะทุกสนามที่ลงทำการแข่งขัน ซึ่งพลาดท่าให้กับทีม Aprilia ไปในการแข่งขันสนามที่ 3 ของฤดูกาลเพียงเท่านั้น ขณะที่ในปี 2025 หลังผ่านไป 8 สนาม พวกเขาโดนโค่นแชมป์ไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ที่ ฝรั่งเศส (โยฮันน์ ซาร์โก้ ชนะด้วย Honda) และ อังกฤษ (มาร์โก เบซเซคคี คว้าชัยให้กับ Aprilia) อย่างไรก็ตาม แม้จะพลาดบางสนาม แต่ Ducati ก็ยังคว้าชัยได้ถึง 6 จาก 8 สนามแรกของปี และยังคงรักษาสถิติชนะ 100% ในการแข่งขัน Sprint Race ถัดมาทางด้านของต้นสังกัดอย่าง Red bull KTM Factory Racing อาจจะยังไม่เข้าใกล้กับตำแหน่งโพเดียมมากนัก ซึ่งผลงานที่ทีมสามารถทำได้ดีที่สุดของปีนี้เกิดขึ้นที่สนามอารากอนในช่วงวันที่ 6-8 มิถุนายนที่ผ่านมา ‘เบบี้ชาร์ค’ สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการจบอันดับที่ 4 แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว เปโดร อคอสต้า ก็ถูกสื่อเชื่อมโยงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการไปขี่ให้กับค่าย Ducati “ผมไม่อยากจินตนาการครับ” เมื่อมีกระแสย้ายค่าย ก็พ่วงมาถึงเรื่องของสไตล์การขับขี่ซึ่ง RC16 ของ KTM กับ Desmosedici GP ของ Ducati ก็มีสไตล์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน และการขับขี่ของ ‘เบบี้ชาร์ค’ ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดุดัน มีลูกเล่นในการขับขี่ จะสามารถปรับตัวกับ Ducati ได้หรือไม่หากต้องย้ายจริง “ผมไม่รู้เหมือนกันครับ” “ผมเชื่อว่ามนุษย์ต้องเป็นเหมือนน้ำ — ไม่ว่าจะเทใส่ภาชนะแบบไหน น้ำก็จะเปลี่ยนรูปร่างให้เข้ากับสิ่งนั้นได้” หากมีการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จุดหมายปลายทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ VR46 Racing Team ซึ่งตอนนี้ฟาบิโอ ดิ จินันอันโตนิโอ มีสัญญาโรงงานอยู่ถึงสิ้นปี 2026 แต่ทางด้านของฟรานโก้ โมบิเดลี มีสัญญาอยู่จนถึงสิ้นปี 2025 นี้เท่านั้น อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หนุ่มออสเตรีย บิดปิดตายกล้อ..วิ่งไกลสุดในโลก กับระยะทางเท่านี้ ? การทำอะไรให้มันสุดติ่งในชีวิต..คงจะเป็นเรื่องที่บ้าบองมงาย และยิ่งทำอะไรก็ไม่รู้และไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร ใครเห็นก็ต้องมีสบดด่า ฟักทองบ้าง ลูกชิดบ้าง แต่ส่วนหนึ่งของการกระทำเหล่านี้เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่กำลังแอคชั่นอยู่นั้นจะต้องมีแพทชันใจรักอย่างแน่วแน่ ซึ่งถ้าให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คงอาจทำให้นึกถึงชายที่บ้าพลังที่สุดในโลกอย่าง Guy Martin หรือดูโอ้ตาลุง Alan Millyard, Heny Cole แต่มีอีกคนนึงเช่นกันที่กล้าทำอะไรบ้าบิ่นอย่าง Guenter Schachermayr สตั้นเนอร์ชื่อดังจากออสเตรียที่ขี่รถเวสป้าที่ไม่มีล้อหน้า ไม่มองทาง และวิ่งบนเขา บันทึกสถิติอย่างไม่เป็นทางการครั้งใหม่กันให้ดูแล้ว Guenter Schachermayr ชายผู้บ้าพลังยิ่งกว่า เห็นแล้วก็ต้องอึ้ง..โดยเฉพาะคนไม่ได้ค่อยได้ดูอะไรบ้าบอ ๆ อย่างเราที่จะได้เห็นบุรุษผู้คลั่งไคล้ในการขับขี่เวสป้ามายกล้อโชว์บนรูทเส้นทางภูเขาพร้อม “ปิดตาคลุมหัว” ใช้เพียงประสาทสัมผัสจากการได้รับรู้ทางเสียงที่ได้ยินในการบังคับทิศทางรถ บวกกับฟีลลิ่งขับขี่ที่จะต้องยกล้อตลอดเวลาไม่ให้รถตก “บนเขา” นั่นเอง ใช้หูขับ..และสัมผัสด้วยความรู้สึก! โดยระยะทางที่ Guanter สามารถทำได้ก็คือ 4.5 กม. (2.7 ไมล์) ซึ่งแม้จะแทบไม่ได้กับ Wheelie King อย่าง Masaru Abe (ทำสถิติเวิร์ลเรคอร์ดขี่ยกล้อ 500 กม.) แต่เชื่อเถอะว่าถ้าให้ลองมาปิดตา ขี่ยกล้อลงถนนแถมเป็นทางชันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ยกล้อแค่น้ำจิ้ม บ้ากว่านี้ก็ทำมาแล้ว นับเป็นประสบการณ์อะไรที่ท้าทายและเชื่อว่าน้อยคนที่จะทำได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจังเหมือนอย่างชายคนนี้ ซึ่งนอกจากเรื่องขี่ยกล้อขึ้นเขาแล้ว เขายังทำโปรเจ็กต์สุดท้าท้ายมากมาย อาทิ ขี่เวสป้าลากเครื่องบิน ขี่รถใต้น้ำ ขี่บนรางรถไฟ ขี่โชว์ใส่ล้อ (สรรหา) และที่สุดก็คงขี่ลุยเหนือเมฆ เรียกได้ว่าสุดเอ็กซ์ตรีมในทุก ๆ ด้านทีเดียว RedBull ต้องเข้าแล้วนะ (ฮ่าๆ) สุดท้ายใครสนใจผลงานจาก Guenter Schachermayr ก็สามารถติดตามผ่านช่องทางเว็บไซค์ คลิ๊กที่นี่ เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสนุก ๆ หรือใครอยากจะลองชาแลนจ์ยกล้อที่ทำได้ “มากกว่า” ก็ลองมาโชว์สกิลกันดูเผื่อทีมงานสนใจทำคอนเทนต์ลงช่องโปรโมทให้ ไหน..มีใครทำได้มากกว่านี้มั้ย ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Officina8 โฉมพิเศษเพื่อจิตวิญญาณแห่งโรงช่าง Vespa Officina8 คอลเลคชันพิเศษล่าสุดจากค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลีอย่าง ‘เวสป้า’ ที่ได้พาเหล่าเวสปิสตี้ย้อนเวลาไปสู่ช่วงหลังสงครามโลกที่ทางเวสป้าได้ทำการผสานเทคโนโลยี และความงดงามร่วมสมัย ณ ขณะนั้น Officina8 คืออะไร ? ถ้าจะตอบคำถามนี้ก็อาจจะต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่โลกกำลังฟื้นฟูจากภาวะสงคราม และในช่วงเวลาดังกล่าวแบรนด์ Piaggio ก็มีความริเริ่มในการสร้างรถจักรยานยนต์เวสป้า โดยตั้งเป้าว่านี่คือ ‘นวัตกรรมที่จะปฏิวัติวงการ’ โดยทีมผู้ผลิตในขณะนั้นก็มีหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักออกแบบ ช่างเครื่อง และช่างโลหะ รวมทีมกันในมุมเล็ก ๆ ของโรงงานแล้วตั้งชื่อว่า Officina 8 กลุ่มช่างเทคนิคทีมนี้จะมีเอกลักษณ์ในการทำงานคือการสวม ‘ชุดเอี๊ยมสีน้ำเงิน’ พร้อมเข็มกลัดทองเหลืองที่สลักคำว่า ‘Piaggio 8’ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องหมายเกียรติยศสำหรับผู้ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงงาน Vespa Primavera และ GTV สองโมเดลพิเศษ เพื่อการเฉลิมฉลองให้สมกับความเป็นตำนาน ทางแบรนด์เวสป้าจึงเลือกโมเดล Primavera และ GTV ที่เป็นสองรุ่นจากคลาส 300 ซีซี มาแปลงโฉมในสไตล์ Officina8 อย่างเต็มรูปแบบ โดยโฉม Primavera ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาดได้แก่ 50ซีซี, 125ซีซี และ 150ซีซี โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกน้ำหนักเบา เหมาะกับการใช้งานภายในเมือง และ Vespa GTV เน้นการออกแบบที่คงเสน่ห์แบบวินเทจ ด้วยไฟหน้าทรงต่ำ โดยทั้งสองรุ่นจะมาในชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า ‘Blu Officina 8’ เป็นเฉดสีน้ำเงินแบบเดียวกับชุดในโรงงานอุตสาหกรรมของ Piaggio ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนสีของโรงงานในศตวรรษที่ 20 เพิ่มความโดดเด่นด้วยขอบตัวรถอลูมิเนียมรอบตัวถัง เสริมด้วยดีเทลสีทองเหลืองบริเวณกระจังหน้า และล้อของตัวรถ รวมไปถึงเบาะนั่งของตัวรถที่ทำขึ้นมาด้วยงานหุ้มเบาะแบบสองชั้น เย็บเส้นแนวนอนแบบตัดสี และยึดด้วยหมุดทองเหลืองขัดเงา สำหรับรุ่น GTV ยังมาพร้อมแฟริ่งหน้าเข้าชุดสีเดียวกับตัวรถ สำหรับสาวกเวสปิสตี้ชาวไหนคนไหนที่สนใจอยากร่วมสานต่อรำลึกถึงความเป็นตำนาน ด้วยการหามาจอดในโรงรถที่บ้านก็อาจจะต้องรอการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่บอกว่าสองโมเดลนี้ควรค่าแก่การเก็บอย่างยิ่ง บอกเลย … อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Racing รับ พัฒนา RS-GP เพื่อเบซเซคคี่โดยเฉพาะ Aprilia Racing ทีมดังจากการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางทีมกำลังมุ่งพัฒนาตัวแข่งของทางค่ายอย่าง Aprilia RS-GP อีกทั้งทางด้านของผู้จัดการทีมอย่าง Paolo Bonora (เปาโล โบนอร่า) ก็ยังแสดงถึงความพึงพอใจของกับความก้าวหน้าในการพัฒนาตัวแข่งของทางค่าย การทดสอบหลังการแข่งขันที่สนามอารากอนประเทศสเปน ผู้จัดการทีมของทางค่ายก็แสดงความพึงพอใจไม่น้อย โดยระบุว่าการพัฒนาในด้านแอโรไดนามิกและอิเล็กทรอนิกส์ชุดใหม่ มีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ซึ่งทีมดังสัญชาติอิตาลีแบรนด์นี้ไม่สามารถต่อยอดจากชัยชนะสุดเซอร์ไพรส์ที่สนามซิลเวอร์สโตนในรายการ British MotoGP ได้ในสนามล่าสุดที่อารากอน หลังจากที่มาร์โก เบซเซ็คกีล้มในรอบควอลิฟาย ทำให้ต้องออกสตาร์ตจากกริดที่ 21 และจบการแข่งขันทั้งสองเรซในอันดับที่ 8 แม้จะคว้าชัยชนะที่ซิลเวอร์สโตนได้ แต่ฤดูกาลนี้ก็ยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ Aprilia ซึ่งก่อนเปิดฤดูกาล 2025 เคยถูกคาดหมายว่าจะเป็นทีมลุ้นแชมป์จากการได้ตัวเบซเซ็คกี และแชมป์โลกคนล่าสุด ฆอร์เก้ มาร์ติน มาร่วมทีม อย่างไรก็ตาม เมื่อมาร์ตินต้องพักแบบไม่มีกำหนดจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ความหวังทั้งหมดตกไปอยู่ที่ผลงานของเบซเซคคีแต่เพียงผู้เดียวอย่างไร้ข้อกังขา อีกทั้งตอนนี้ทางค่ายยังพัฒนาตัวรถเพื่อเบซเซคคี่โดยเฉพาะ เพื่อให้นักแข่งเจ้าของหมายเลข 72 รายนี้รีดผลงานออกมาให้ดีมากที่สุด “อย่างที่เห็นกันว่าหลังจบเรซ สภาพแทร็กมักจะดี เราจึงมุ่งเน้นที่การไทม์แอทแทคของมาร์โกเป็นหลักและ เราลงมือปรับปรุงหลายอย่าง โดยเฉพาะในด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมช่วงออกตัวจากโค้งให้ดีขึ้น รักษาเสถียรภาพของรถ และให้สามารถควบคุมได้มากขึ้น” นอกจากเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว Aprilia ยังได้นำแฟริ่งหน้าชุดใหม่มาใช้ในการทดสอบ ซึ่งโบนอร่าเผยว่าอาจได้เห็นใช้จริงในการแข่งขันอีกไม่กี่สนามข้างหน้า “เรายังได้ทดสอบบางอย่างที่เกี่ยวกับแอโรไดนามิก มันให้ผลลัพธ์ที่ดี นั่นคือความเห็นแรก [แต่] เรายังต้องนำไปให้กับนักแข่งทุกคนได้ลอง เพื่อเก็บความคิดเห็นจากแต่ละคน ตอนนี้ดูแล้วมีแนวโน้มที่ดี และน่าจะได้เห็นมันถูกใช้งานในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลนี้” “และในส่วนของสิ่งที่เราต้องปรับปรุง นั้นไม่ใช่แค่ในรอบควอลิฟาย แต่รวมถึงแอโรไดนามิกของตัวรถตลอดทั้งเรซ และในช่วงไทม์แอทแทคด้วย เรายังต้องจัดการเรื่องยางใหม่ให้ลงตัวสำหรับมาร์โก” “เราปรับได้บ้างแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะฟีดแบ็กในช่วงเบรกของเขาออกมาดี แต่เรายังต้องทำงานต่อในช่วงออกจากโค้ง ดังนั้นถ้าเราต้องการดึงศักยภาพสูงสุดจากพรสวรรค์ของเขาออกมาให้ได้ เราต้องพัฒนาช่วงเร่งออกจากโค้งให้ดียิ่งขึ้น” เหล่านักแข่งทีมอาพริเลียจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Alberto Puig เผย ‘พวกเรารู้ดีว่าปัญหาตอนนี้คืออะไร’ Alberto Puig (อัลเบอร์โต พูอิก) นายใหญ่ของทีมโรงงาน Honda ค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นในการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางค่าย และตัวเขาเองนั้นรู้ดีว่าปัญหาหลัก ๆ ตอนนี้ของทางทีม และตัวแข่งอย่าง RC213V คืออะไร รับกำลังปรับ และกำลังจะพาทีมกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ย้อนกลับไปในการแข่งขันที่สนามเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส โยฮันน์ ซาร์โก้ สามารถรีดฟอร์มเก่งในการแข่งขันพร้อมพาทีมฮอนด้ากลับสู่โพเดียมในตำแหน่งหมายเลข 1 หลังที่ทางทีมหายจากการขึ้นโพเดียมไปนานกว่า 980 วัน ซึ่งโพเดียมครั้งสุดท้าย ของฮอนด้าเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2022 โดยมาร์ก มาร์เกซ ที่สนามฟิลลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะโชว์ความสุดยอดอีกครั้งในการแข่งขันที่สนามถัดมาที่สนาม ‘ซิลเวอร์สโตน’ ในการแข่งขันเรซหลักก็สามารถพาทีม Castrol Honda LCR กลับสู่โพเดียมได้อีกครั้งในตำแหน่งอันดับที่ 2 ซึ่งในการทดสอบตัวแข่งหลังจากจบการแข่งขันรายการ Aragon Grand Prix แต่ละทีมก็ได้ทำการลงทดสอบตัวแข่งที่สนาม MotorLand ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้แต่ละทีมได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่พบในช่วง 8 สนามแรกของฤดูกาล 2025 รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันที่สนามอารากอนเองด้วย อย่างไรก็ตาม อัลเบอร์โต ปุยก์ หัวหน้าทีม Honda HRC Castrol ยืนยันว่าทางโรงงานญี่ปุ่น “เข้าใจปัญหาของเราอย่างชัดเจน” “พวกเรากำลังทดลองสิ่งต่าง ๆ ตามปกติ ทั้งของเล็ก ๆ และของใหญ่บางอย่าง คุณคงอาจะได้เห็นว่าเราทดลองสวิงอาร์มใหม่ รวมถึงส่วนอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถให้ทิศทางกับเราได้” “น่าเสียดายที่เรายังไม่มีลูก้าในตอนนี้ แต่โจอัน [เมียร์] กับโยฮัน [ซาร์โก้] จะได้ลองใช้อุปกรณ์ใหม่ และสมเกียรติ จันทราก็จะได้ทดลองสิ่งอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน” “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะเปรียบเทียบอะไรได้ แต่สำหรับผม สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเราได้ชิ้นส่วนใหม่ ก็คือเวลาต่อรอบ ถ้าเวลาต่อรอบดีขึ้น อย่างน้อยคุณก็ควรจะพอใจในระดับหนึ่ง” ซึ่งในช่วงหลังมานี้ ทางค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ก็อาจจะดูตามหลังค่ายทางฝั่งยุโรปอยู่หลายก้าว แต่ผู้จัดการทีม และทางค่ายก็ออกมาเผยว่าทางฮอนด้าก็ไม่ได้ติดหล่มอยู่กับที่ และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนา “เราไม่ได้ติดอยู่กับจุดเดิม เรากำลังก้าวไปทีละขั้น ตอนนี้พวกเรามองเห็นว่ารถกำลังพัฒนาดีขึ้น และนักแข่งก็รับรู้ถึงสิ่งนี้ เรารู้ดีว่าปัญหาใหญ่ของเราคืออะไร และที่ญี่ปุ่นก็มีการทำงานอย่างหนักเพื่อลงมือแก้ไข” “เราจะไม่มีวันยอมแพ้” เหล่านักแข่งทีมฮอนด้าจะลงแข่งขันในช่วงปลายสุดสัปดาห์นี้ ในการแข่งขันรายการ Brembo Grand Prix of Italy ในช่วงระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak Razgatlioglu ร่วมจอย MotoGP ก็ดีนะ แต่ !? Toprak Razgatlioglu นักแข่งสัญชาติตุรกีจากค่าย ROKIT BMW MOTORRAD WORLDSBK TEAM ยอดทีมจากศึกการแข่งขัน WSBK ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ช่องทางสื่อออนไลน์อย่างเป็นทางการของ MotoGP ก็ได้ออกมาโพสต์เปิดตัวอย่างเป็นทางการของนักแข่งรายนี้ที่จะมาร่วมแข่งขันในฤดูกาล 2026 ซึ่งโทปรัคจะเข้ามาร่วมแข่งขัน MotoGP ในฤดูกาล 2026 ภายใต้ทีม Prima Pramac Yamaha ซึ่งการขยับเข้ามาแข่งในรายการนี้ยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของนักบิดสัญชาติตุรกีอีกด้วย โดยโทปรัคสร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นนักแข่งชาวตุรกีคนแรกที่แข่งขันในรายการ MotoGP แน่นอนว่าการขยับเข้ามาแข่งขันในการแข่งขันรายการ MotoGP เปรียบเป็นการเติมเต็มความฝันให้กับเจ้าตัว แต่ทางด้านของอดีตแชมป์ MotoGP 3 สมัยอย่าง ‘ฆอร์เก้ ลอเรนโซ’ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านช่องทาง Instagram ของเจ้าตัวว่าการย้ายมาแข่งให้ทีมรองของยามาฮ่าก็ดีนะ แต่ไปทีมอื่นจะดีกว่านี้หรือไม่ ซึ่งมีเนื้อหาในความดังนี้ “ว้าว! นี่คือข่าวที่สุดยอดสำหรับแฟน ๆ โมโตจีพีทุกคน มันคือสิ่งที่เราเฝ้ารออ่านกัน” “แม้ว่าผมจะคิดว่าสไตล์การขี่ของเขาน่าจะเข้ากับดูคาติหรือแม้แต่ฮอนด้ามากกว่า แต่ผมก็มั่นใจว่า ด้วยความอดทนและเวลา ท็อปรัคจะประสบความสำเร็จในโมโตจีพีได้เช่นกัน ความสามารถและทักษะการเบรกของเขานั้นปฏิเสธไม่ได้เลย” “ขอแสดงความยินดีกับท็อปรัค, ทีมพรามัค และยามาฮ่าสำหรับดีลครั้งนี้” การย้ายมาร่วมแข่งขัน MotoGP ของโทปรัคจะช่วยให้ทีม Prima Pramac ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของรายการอีกหรือไม่ หลังจากที่ทีมเคยคว้าแชมป์ MotoGP ในปี 2024 ร่วมกับฆอร์เก้ มาร์ติน จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ต้องติดตามกันต่อไป อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

7 ประเด็นน่าสนใจ ทำไมต้องเลือก Dragster ซิ่งในงานแทร็กเดย์? เราอาจปฎิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ งานแทร็กเดย์นั้นกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของชาวสองล้อยุคใหม่ไปซะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายที่ขี่รถบิ๊กไบค์ รถสปอร์ตไบค์ หรือแม้แต่สายสกูตเตอร์ ก็ล้วนอยากปล่อยของกันในสนามแข่งขันที่ปลอดภัยและควบคุมได้ แต่ถ้าหากจะพูดถึง “รถออโต้ที่เกิดมาเพื่อสนาม” ก็คงนึกชื่อไปในทางเดียวกันก็คือเจ้า Italjet Dragster นั่นเอง แต่เดี๋ยวก่อน..ทำไมเจ้าแดร็กสเตอร์ มีดีอะไรถึงได้ดังขึ้นชื่อขนาดนี้ เรามาดูคำตอบในแบบ 7 ข้อสงสัยยอดฮิตที่จะทำให้เอฟซีเข้าใจว่า ทำไม Italjet Dragster จึงเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่คลั่งความมันส์ในสนามกันครับ 1.Italjet Dragster ไม่ใช่รถสกูตเตอร์ธรรมดา ถ้าหากจะเรียกว่ารถสกูตเตอร์..คุณอาจจะโดนซีเล็งโดยไม่รู้ตัว เพราะเจ้ารุ่นนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้มีเค้าโครงและระบบช่วงล่างแบบเดียวกันกับรถสปอร์ต และให้ฟีลลิ่งที่คล้ายคลึงกันแทบจะทั้งหมดแต่ต่างกันในเรื่องของระบบขับเคลื่อนที่เป็นสายพาน ประกอบกับตัวบอดี้และส่วนต่าง ๆ ก็คือเป็นรถออโต้แต่เป็นออโต้ที่ถูกออกแบบไม่เหมือนใคร ด้วยองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้ ดีไซน์ ‘แปลก’ จากคอนเซ็ปต์ความล้ำสมัย งานอิตาลีทั้งคัน เฟรมถัก แลดูผ่าน ๆ เหมือน Bimota ย่อส่วน โช้คหน้าอยู่ที่แกนกลางลำตัว ส่วนโช้คหลังจะอยู่บริเวณด้านหลัง มีสวิงอาร์มหน้า รายละเอียดชิ้นส่วนต่าง ๆ พรีเมียมทุกจุด แม้แต่ยางยังให้เป็นยาง Pirelli สัญชาติอิตาลี เครื่องยนต์พื้นฐาน Vespa GTS 300 วางบล็อกเครื่องไว้ด้านหลัง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่ ‘ดูเท่’ แต่ใช้งานได้จริงทีเดียวครับ 2.รถพิกัด 300 ซีซี มันจะมันส์หรอ ? หากคนที่ลงแข่งขันรุ่นเล็ก 125 ซีซี 150 ซีซี หรือ Scooter Open 200 cc อาจไม่มีปัญหาในส่วนนี้ แต่ถ้าใครมือตึง ๆ ชอบขี่บิ๊กสกูตเตอร์คลาส 300 – 350 ซีซี แล้วมองว่า Dragster กำลังเครื่องมันจะพอหรือไม่ ? ขอตอบเลยว่าเพียงพออย่างแน่นอน และอาจสนุกมากกว่าเพราะได้เปรียบในช่วงทางโค้งซะด้วย เพราะในเรื่องจุดเด่นช่วงล่างและฟีลลิ่งการสัมผัสที่ให้ความสปอร์ตพิกัดและแตกต่างกว่ารถสกูตเตอร์ทั่วไปนั่นเองครับ 3.ขี่ในเมืองก็แรงอยู่แล้ว และลงสนาม..มันต่างกันยังไง? ต่างอย่างแน่นอน !! ในแทร็กคือพื้นที่ให้คุณแสดงศักยภาพได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกลัวรถติด ไม่ต้องห่วงถนนลื่น (ถ้าฝนไม่ตก) บิดให้เต็มที่ เอาให้กระหน่ำ และที่สำคัญคุณจะได้ลองสัมผัส การเข้าโค้งด้วยความเร็ว เบรกลึก และเดินคันเร่งเต็มแรง ได้ในแบบรถบนถนนทั่วไปไม่สามารถทำได้ 4.ขี่ยากไหม? ด้วยผลลัพธ์ความเป็นสปอร์ตในการขับขี่ อาจเป็นเหตุเนื่องมาจากการออกแบบตัวโมเดลที่ไม่เหมือนใคร ช่วงแรกผู้ขับขี่อาจรู้สึกแปลกมือ เพราะการแฮนด์เดอริ่งบังคับของรถรุ่นนี้จะไม่เหมือนกับรถสกูตเตอร์ทั่วไปที่สามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายกว่า แต่ถ้าคุณใช้สกิลการขับขี่เรซซิ่งผสมผสานเข้าไปละก็.. มันจะกลายเป็นรถที่พาคุณไปในเส้นไลน์ที่ต้องการได้ดี การเข้าโค้งที่นิ่ง คม โดยไม่ต้องฝืนตัวเองเลยแม้แต่น้อย 5.ถ้าลงแทร็ก..จะต้องแต่งเพิ่มหรือไม่ ? ขอตอบเลยว่า..ไม่จำเป็น เพราะว่ารถแดร็กสเตอร์นั้นเกิดมาเพื่อสนามอยู่แล้ว ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโช้ค เบรก หรือโครงสร้างใด ๆ เลย แต่ถ้าอยากแรงขึ้นสามารถไล่สเต็ปเครื่องได้ หรือเสริมอุปกรณ์รองรับเพอร์ฟอร์มานซ์และความปลอดภัยในสนาม อาทิ ยาง Pirelli Rosso Scooter กันล้ม (ติดเพิ่มก็ดี) หรือท่อแต่ง เพื่ออยากได้เสียงเร้า ๆ หรืออัตราเร่งที่ดีขึ้น เอาตามความต้องการของผู้ขับขี่นั่นแหล่ะครับ แต่ถ้าเอารถเดิม ๆ ไปลงขี่สนาม มันก็พร้อมซิ่งอยู่แล้ว 6.ครั้งแรกของมือใหม่..จะเกร็งไหม ? สำหรับใครที่เป็นชาวแดร็กสเตอร์มือใหม่ที่พึ่งถอยรถและยังไม่เคยมาขี่ในแทร็ก ไม่ต้องกังวัลไปว่าจะเป็นก้างขวางไลน์รถคันอื่นในสนามหรือไม่ ที่งาน SuperBikeMag Trackday ก็พร้อมต้อนรับนักบิดหน้าใหม่ และให้คำแนะนำการขับขี่ในสนามอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและสร้างการรับรู้การขี่ในแทร็กผ่านสัญญาณธงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเปิดรุ่นรองรับการแข่งขันเฉพาะรุ่นรถออโตเมติก และรุ่น Dragster โดยเฉพาะ อีกทั้งการแข่งขันรถแดร็กสเตอร์จัดขึ้นในงานนี้เป็นงานแรกนับตั้งแต่เข้ามาขายในไทย เพราะฉะนั้นจึงวางใจได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่ารถแดรกสเตอร์คือรถที่ “คนมอง” มากที่สุดในสนาม เพราะมันแตกต่างอย่างมีสไตล์ ดีไซน์ไม่เหมือนใครและเสียงเครื่องก็ดุดันในแบบของมันเอง 7.ถ้าอยากเริ่ม ต้องเริ่มยังไง ? เตรียมรถให้พร้อมและตรวจเช็คสภาพของเหลว ยาง เบรก อุปกรณ์ขับขี่ ไรดิ้งเกียร์ และที่สำคัญ เตรียมใจให้สนุกเพราะงานแทร็กเดย์คือสนามที่คุณจะได้รู้จักรถตัวเอง และพัฒนาทักษะการขับขี่แบบปลอดภัยและมีสไตล์ รวมไปถึงได้แข่งขันสำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทายเพื่อล่าโพเดี้ยมในสนามนั้น ๆ สำหรับสนามที่ 2 จะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน ช่องทางเว็บไซค์ https://www.superbikemag.com/trackday/ ได้โดยตรง หรือผ่านทางตัวแทน Italjet Thailand เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในการร่วมลงกิจกรรมสนุก ๆ ในครั้งนี้

จิ๋วซ่า..ประลองแทร็ก Honda Minibike Trophy 2025 เปิดสนามแรกที่พีระ อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์พิเศษที่เข้ามาสร้างสีสันภายในงาน SuperBikeMag Trackday 2025 ในปีนี้เลยก็คือ เหล่าขบวนรถมินิไบค์จาก CUB House ของเหล่าสาวกที่มาร่วมสนุกในงานแทร็กเดย์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Honda Minibike Trophy 2025 เพื่อตามหาแชมป์โพเดี้ยมสนามแรกที่พีระ เซอร์กิต พัทยา รองรับพื้นที่สำหรับพิทลูกค้า นับว่าเป็นกิจกรรมสุดพิเศษที่ทางไทยฮอนด้าได้จัดสรรขึ้นเพื่อให้สาวกชาวฮอนด้าคลับเฮ้าส์ได้มาร่วมสนุกกับการขับขี่ในสนามแข่งที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยและดูแลอย่างใกล้ชิด ร่วมกับโมเดลคลับเฮ้าส์ทั้ง Honda Monkey, Honda CT125 และ Honda Dax125 โดยผ่านรูปแบบของการซ้อมในรอบแทร็กเดย์และการแข่งขันในรุ่น Minibike Trophy ตลอดทั้ง 3 สนามในปีนี้ เซอร์วิสเต็มระบบจากทีมงานฮอนด้า โดยสิทธิพิเศษที่สาวกฮอนด้าจะได้รับก็คือพื้นที่จอดรถในพิทพร้อมช่างชำนาญการจากทางไทยฮอนด้า คอยให้บริการดูแลรถของท่านอย่างใกล้ชิด และจัดสภาพให้พร้อมใช้งานในสนามแข่งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับเซ็ตช่วงล่าง ร้อยลวดฐานน้ำมันเครื่อง บริการเติมน้ำมัน ซึ่งเรียกได้ว่าพร้อมเสิร์ฟความประทับใจให้ลูกค้ายันหน้ากริดสตาร์ทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังให้สาวกได้สัมผัสถึงการขับขี่ในแทร็กกันแบบอิ่มหนำจุก ๆ ตลอดทั้ง 3 วัน แบ่งเป็นรอบแทร็กเดย์ในช่วงบ่ายวันศุกร์และรอบเช้าวันเสาร์ (รวม 10 เซสซัน) รอบควอลิฟายจัดลำดับกริดสตาร์ท และรอบโทรฟี่ในการแข่งขันของวันอาทิตย์ ไฮไลท์ในงาน โดยในงานดังกล่าวได้รับความไว้วางใจจากเหล่าสาวกฮอนด้ามากมายที่นำรถของตนเองในงานที่เรียกได้ว่า เอารถมาแข่งหรือเอามาโชว์อวดในงานกันแน่ Monkey ‘Astro Boy’ ตัวแต่ง ลิงซ่าทีเด็ดที่พีระ หากใครที่เป็นสายแต่งรถมังกี้แล้วหล่ะก็ ที่นี่ก็คือศูนย์รวมรถแต่งที่ย่อม ๆ เลยก็ว่าได้อย่าง Honda Monkey สีขาวคันนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตองอูหรือเจ้าลิงซ่าระดับหัวแถวเลยก็ว่าได้ เพราะจัดของแต่งมาให้เรียกได้ว่า..เหลืออะไรให้แต่งเพิ่มบ้าง!! ซึ่งนอกจากผู้ชมจะได้รับชมการแข่งขันมินิไบค์รุ่นพิเศษแล้ว ยังได้รับชมรถแต่งเผื่อเอาไปแต่งเป็นแนวทางแต่งรถในแบบตนเองก็เป็นได้ NSR50 สปอร์ตตัวจิ๋ว 2 จังหวะในตำนาน นอกจากโมเดลคลับเฮ้าส์แล้ว ยังมีสปอร์ตไบค์ตัวจิ๋วในตำนานอย่าง Honda NSR50 มาร่วมแอบโผล่เซอร์ไพรส์ภายในงานอีกด้วย ทำเอาคิดถึงรถสองจังหวะกลิ่นน้ำมันควันขาวในยุคก่อน ๆ เลยทีเดียว ศึกปีกนก Mini bike Trophy 125cc การันตีความยอดฮิตไม่แพ้รุ่น Sportbike 400cc Open B. เลยแม้แต่น้อย สำหรับศึกรถเล็ก 125 ซีซี ที่ได้รับเกียรติจากอดีตนักแข่งระดับเอเชียอย่าง บอล ดอนตูม มาร่วมสร้างความสนุกในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย ผลการแข่งขัน ส่วนโพเดี้ยมในรุ่นฮอนด้า มินิไบค์ ถ้วยรางวัลอันดับ 1 ประจำสนามตกเป็นของคุณธนากฤต โดยทำ Best Lap ดีสุดที่ 1:31.534 นาที กับ Honda Monkey 125 อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 ธนากฤษ 48 Honda Monkey 2 ภักดี วงศ์มงคล 57 Honda Monkey 3 เอกยุทธ 46 Honda Monkey 4 สมบูรณ์ วงศ์ไวพันธ์ 43 Honda Monkey 5 กฤติน พิชัยศรแปลง 52 Honda Monkey ต้องขอแสดงความยินดีสำหรับนักแข่งที่สามารถคว้าโพเดี้ยมได้ในครั้งนี้ สำหรับสนามถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 แฟน ๆ สาวกฮอนด้าคลับเฮ้าส์ห้ามพลาด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ Honda CubHouse หรือติดตามข่าวสารบนช่องทาง SuperBikeMag Trackday เพื่อไม่พลาดสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในสนามถัดไป ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดี ๆ ที่ไทยฮอนด้าส่งมอบให้กับลูกค้านอกเหนือจาก Honda Mini Track และเป็นการขยายช่องทางเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารถเล็กได้มากยิ่งขึ้นและสร้างมิตรภาพดี ๆ ให้กับชาวสองล้อ สำหรับสนามต่อไป..ห้ามพลาด จัดยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda มาเหนือ รวมพลนักบิดกว่าร้อยคัน ลุยงาน SuperBikeMag Trackday ที่พีระ หนึ่งผู้สนับสนุนหลักที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะจัดในปีไหน ๆ ในงาน SuperBikeMag Trackday เลยก็คือ ค่ายปีกนกอย่าง Honda มาเหนือ จัดใหญ่อีกเช่นเคยด้วยการพาลูกค้าชาวฮอนด้าบิ๊กไบค์มาร่วมกิจกรรมความสนุกภายในงานแทร็กเดย์และโทรฟี่ที่มันส์ที่สุดในปี 2025 ที่สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา Honda มีผู้ลงทะเบียนแข่งขันมากที่สุด ด้วยการพาเหล่าสาวกทั้งมือใหม่หรือสายซิ่งมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ในสนามแข่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ หรือมาฝึกสกิลขับขี่ในสนามเพื่อพัฒนาและต่อยอดฝีมือในอนาคต โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ก็คือ การซ้อมในรอบแทร็กเดย์และการแข่งขันในรอบโทรฟี่ แบ่งระดับความมันส์ให้สาวกได้สัมผัสอย่างเต็มที่ ซึ่งสมกับความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของตลาดสองล้อในไทย ทั้งเรื่องของการบริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจครอบคลุมการเซอร์วิสถึงที่ ซึ่งครั้งนี้ทางไทยฮอนด้าก็พร้อมที่จะรองรับบริการลูกค้าด้วยพิทจอดรถถึง 4 พิท แบ่งเป็น 2 โซนสำหรับลูกค้าชาวฮอนด้าบิ๊กไบค์และลูกค้าฮอนด้าคลับเฮ้าส์ พร้อมเอาใจลูกค้าด้วยช่างชำนาญการบริการเซอร์วิสอย่างใกล้ชิด ดูแลถึงรถทุกคันและลูกค้าทุกท่าน ตั้งแต่การจัดเตรียมรถ ถ่ายของเหลว ร้อยลวดอกล่าง วอร์มยางก่อนลงแทร็ค ซึ่งนอกจากบริการในเรื่องของตัวแข่งที่ในสนามของลูกค้าแล้ว ยังมีบริการด้านอื่น ๆ อาทิ บริการให้ยืมชุดเรซซิ่งสูทสำหรับขับขี่ในสนาม ส่วนลดต่าง ๆ ค่าอาหารและเครื่องดื่มภายในงาน เพราะฉะนั้นส่วนนี้เองจึงทำให้มีผู้ร่วมลงทะเบียนแข่งขันมากที่สุดเป็นจำนวน 82 คัน รวมถึงรถฮอนด้าที่มาร่วมงานก็ร่วมนับร้อยคันเลยทีเดียว โดยบิ๊กไบค์เองมีโมเดลที่เรียกได้จัดแต่งเติมมาเต็มทีเดียว ทั้งสปอร์ตตัวแรงอย่าง CBR 1000RR-R Fireblade, CBR1000RR, CBR600RR, CBR650F,CBR650R และ CBR500R เรียกได้ว่าจัดซีบีอาร์ซีรี่ย์เต็มแทร็กขนาดนี้ อยากมีสปอร์ตไบค์เป็นของตัวเองซะแล้วสิ จัดรุ่นสุดพิเศษกับ Honda Cup Honda ยังเฉิดฉายในการแข่งขันรุ่นอื่น ๆ นอกเหนือจากทั้งสองรุ่นแข่งขันแล้ว..ยังมีโมเดลสายปีกนกที่ลงรุ่นแข่งขันอื่น ๆ ได้แก่ Honda CRF300L, CRF250L,CRF250M (ลงแข่งขันรุ่น SuperMoto 300cc. Open) และ CBR250RR (ลงแข่งขันในรุ่น SuperSport 400cc. Open B) ผลการแข่งขันรุ่น Honda Cup สำหรับโพเดี้ยมของการแข่งขันรุ่น Honda Cup อันดับ 1 ได้แก่ Mike Weller จาก Buvado Racing แชมป์สนามก่อนเจ้าเดิมกับผลเวลา Best Lap ที่เจ้าตัวสามารถทำได้ที่ 1:09.305 นาที ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับถ้วนรางวัลที่ได้ไปครั้งนี้ อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 Mike Weller 67 CBR1000RR 2 Thomas Johansson 64 CBR600RR 3 สมบัติ โพธารินทร์ 4 CBR1000RR-R 4 ธวัชชัย ไทยกุล 339 CB650F 5 ธนโชติ มังคลาคีรี 188 CBR1000RR พร้อมให้สัมผัสกับรถ CBR Series ภายในงาน หากลูกค้าฮอนด้าท่านไหน สนใจอยากปรับเปลี่ยนสัมผัสโมเดลลรุ่นอื่น ๆ ทางฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมตอบสนองการบริการให้ยืมรถขี่ในแทร็กในรอบแทร็กเดย์ได้เช่นกัน โดยมีทั้ง CBR1000RR-R, 600RR, 650R และรุ่น 500R ซึ่งมีทุกเซ็กเมนต์สำหรับสายสปอร์ตที่ต้องการขับขี่ในแทร็กอีกด้วย นับว่าครบครันเรื่องการบริการเต็มระบบ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า สมกับเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ใคร ๆ ต้องยกนิ้วให้จริง ๆ สำหรับสนามถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 ที่สนามพีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี หากลูกค้าท่านไหนสนใจอยากมาลงขับขี่ในสนามกับทางฮอนด้า สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเพจฮอนด้าบิ๊กไบค์ แล้วท่านจะไม่เสียสิทธิ์ในการร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป แล้วเจอกัน..สนามหน้า อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โคตรมันส์!! คลาสใหญ่สุดของรายการ ‘FUCHS Silkolene Superbike 1,000CC’ แม้จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ความสนุกความเร้าใจของกิจกรรมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามแรกของฤดูกาล ยังคงอยู่ในดวงจิตดวงใจของเหล่านักซิ่งอยู่ ซึ่งก็ได้ทำการประเดิมการแข่งขันกันที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรีเช่นเคย และแน่นอนว่ารุ่นไฮไลท์ของการแข่งขันอย่าง SuperBike 1000CC ในการแข่งขันฤดูกาลนี้ก็มีสปอนเซอร์รุ่นแข่งอีกด้วย ! แน่นอนว่าความดุเดือด เร้าใจของรุ่นการแข่งขัน ‘ตัวพัน’ ของรายการมันร้อนแรงเกินกว่าจะอดใจไหว ซึ่งในการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี้ ในรุ่นของตัวพันซีซีก็ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลก ประสิทธิภาพสูงจากสนามแข่งระดับโลกที่ได้รับการผลิต-วิจัย และพัฒนาในเยอรมนี สำหรับรถจักรยานยนต์แบบ 100% อย่าง ‘FUCHS Silkolene’ และที่สำคัญคือแบรนด์น้ำมันเครื่องเจ้านี้จะมาเป็นสปอนเซอร์ให้กับรุ่นพันซีซีถึงสามสนามอีกด้วย ! ยกขบวนสินค้าน้ำมันเครื่องระดับโลกมาไว้ในงาน แน่นอนว่าแบรนด์น้ำมันเครื่องจากประเทศเยอรมนีค่ายนี้ไม่ได้เข้ามาเพียงแค่สนับสนุนรุ่นแข่งขันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังยกขบวนสินค้าต่าง ๆ ของทางแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องเกรดต่าง ๆ ของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าของรถเล็ก รถใหญ่ เกียร์แมนนวล หรือเกียร์ออโต้ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ ก็มาร่วมจำหน่ายภายในงานให้เหล่าไบค์เกอร์มาเลือกสรรกัน เพราะการแข่งขันนี้มี ‘โพเดียม’ เป็นเดิมพัน อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 67 ไมค์ เวลเลอร์ Buvado Racing 2 994 จาตุรนต์ เลิศมุธากร Updej Racing Team 3 919 นพพร สุทธิกาปลูก ID Helmet CP2 Racing Team 4 51 อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช REPSOL R-SERIES TEAM 5 8 วัชรพงศ์ ไชยเสริม Zipper & Raceline By.40 Garage 6 69 ณัฐกร อิ่มใจสุข Orchid Palm Homes Hua Hin iD Helmet CP2 Racing Team 7 720 ณัฐวัฒน์ วาริชชูชัยตระกูล CHERPOND โดยผลการแข่งขันในรุ่นใหญ่สุดของรายการในคลาส ‘พันซีซี’ อันดับที่ 1 ได้แก่ ไมค์ เวลเลอร์ จากทีม Buvado Racing ที่ควบคู่ใจอย่าง Honda CBR1000RR-R สามารถประเดิมคว้าแชมป์ในการแข่งขันสนามแรกไปครองได้สำเร็จ ทางด้านของ ‘เบนซ์ เรซซิ่ง’ อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช ก็ได้มาเข้าร่วมการแข่งขันในรุ่นพันซีซีเช่นเดียวกัน ควบ YZF-R1 และสามารถคว้าโพเดียมอันดับ 4 ไปครองได้สำเร็จ โดยผู้ที่ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดของการแข่งขันในรุ่นนี้ตกเป็นของนักบิดหมายเลข 994 คุณจาตุรนต์ เลิศมุธากร จากทีม Updej Racing Team โดยกดเวลาอยู่ที่ 1:06.763 นาที ทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 129.413 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแน่นอนว่าน้ำมันเครื่องจากประเทศเยอรมนีค่ายนี้ก็ยังเป็นแบรนด์น้ำมันเครื่องที่นักแข่งในรายการ SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 ได้เลือกใช้จริง ๆ ซึ่งคุณศุภลาภ แสงจริง นักแข่งหมายเลข 161 ในรุ่น Scooter 300-350cc OPEN จากทีม N Bike Pro Shop Chonburi ก็ได้ออกมายืนยันว่าน้ำมันเครื่องของทางแบรนด์จะใช้งานหนักแค่ไหนก็เอาอยู่ ไม่มีปัญหา “รถแข่งทุกคันเราใช้น้ำมันเครื่อง FUCHS Silkolene ทุกลำ รถโมดิฟาย และเอาไปซัดแช่คันเร่งในสนามอย่างหนัก เอาอยู่สบาย ๆ จ้า ขอบคุณสปอนเซอร์น้ำมันเครื่องดีๆให้เราใช้ทำผลงานดีๆ FUCHS Silkolene ” อ่านต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) สำหรับการแข่งขันในรุ่นพันซีซี ‘FUCHS Silkolene Superbike 1,000CC’ จะยังคงความสนุกเร้าใจกันอย่างต่อเนื่องในการแข่งขันสนามที่สองของฤดูกาล

Aprilia Racing สู่ขอดาวเด่น Moto2 แทนที่ “มาร์ติน” Aprilia Racing ต้นสังกัดปัจจุบันของแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘มาร์ติเนเตอร์’ ฆอร์เก้ มาร์ติน ออกมาให้ความสนใจดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษหนึ่งคน ขึ้นมาเป็นตัวแข่งของทีมโรงงาน ซึ่งอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะให้มาแทนที่ของฆอร์เก้ มาร์ติน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมาโพสต์ผ่านในช่องทาง Instagram ส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับการตัดสินใจในการ ‘บอกลา’ ทีมโรงงานของค่ายเทพสามตา โดยมีเนื้อหาในความดังนี้ “สวัสดีทุกคน, ผมอยากจะแชร์คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ของผมกับ Aprilia ให้กับแฟน ๆ สื่อมวลชน และทุกคนที่ติดตามเส้นทางอาชีพของผม ผมไม่เคยละเมิดสัญญาแต่อย่างใด เมื่อตอนที่เราเซ็นสัญญากัน ผมได้ตกลงกับ Aprilia ว่า หากเงื่อนไขบางประการไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ผมขอสงวนสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของผมในปี 2026 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจยอมรับข้อเสนอในสัญญาฉบับนั้น ตอนที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนทีมผู้ผลิตเมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในข้อกำหนดของผมก็คือ การมีโอกาสทดสอบรถแข่งในสถานการณ์จริง และเข้าใจทีมงานรวมถึงวิธีการทำงานของพวกเขา เพื่อให้ผมรู้สึกมั่นใจที่จะเซ็นสัญญา 2 ปีแทนที่จะเป็นเพียงปีเดียว เราจึงใส่เงื่อนไขข้อนี้ไว้ในสัญญาด้วย เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจตามวันที่กำหนดไว้ในสัญญา ผมจึงตัดสินใจใช้สิทธิ์ในการยุติสัญญาของผมสำหรับฤดูกาล 2026 ผมดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความเคารพ ชัดเจน และมีเจตนาเพียงอย่างเดียว คือการควบคุมอนาคตของตัวเองในฐานะนักกีฬาอาชีพ น่าเสียดายที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุล้ม แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วจะไม่ได้กระทบกับข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันไว้ แต่ก็ส่งผลต่อช่วงเวลานี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเปิดรับการพูดคุยกับทาง Aprilia มาโดยตลอด เพื่อขยายระยะเวลานี้ออกไปจนถึงการแข่งขันกรังด์ปรีซ์จำนวนหนึ่ง หลังจากที่ผมกลับมาลงแข่งอีกครั้ง เป้าหมายคือให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสให้กันและกันอีกครั้ง และรู้สึกมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจสำหรับฤดูกาล 2026 ผมซื่อสัตย์กับ Aprilia มาโดยตลอด ผมให้คุณค่ากับตัวรถ ทีมงาน และความทุ่มเทของทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ สิ่งเดียวที่ผมขอคือให้ความตั้งใจและจิตวิญญาณของข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้กับ Aprilia ได้รับการเคารพ ไม่มีความขัดแย้งหรือการตำหนิใด ๆ ผมแค่ต้องการมองไปข้างหน้าอย่างชัดเจน หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากและบาดเจ็บอย่างรุนแรง และยังคงมุ่งมั่นที่จะทุ่มเททุกสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งในและนอกสนาม ขอบคุณทุกคนสำหรับความเข้าใจและความเคารพ ฆอร์เก้ มาร์ติน” โดยฆอร์เก้ มาร์ติน กับทีมโรงงานของค่ายเทพสามตานี้อาจจะยังดูไม่ค่อยมีความเข้ากันเท่าที่ควร โดยย้อนกลับไปในช่วงทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย มาร์ตินเองก็ประสบอุบัติเหตุหนัก หลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงก่อนเปิดการแข่งขันฤดูกาล 2025 มาร์ตินก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกครั้ง และเมื่อได้โอกาสกลับเข้ามาลงสนามในการแข่งขัน Qatar Airways Grand Prix of Qatar 2025 เจ้าตัวก็ไม่สามารถแข่งขันได้จบ เพราะเกิดอุบัติเหตุล้มหลังจากวิ่งได้เพียง 13 รอบเท่านั้น โดยการประสบอุบัติเหตุของเจ้าตัว ทำให้ไม่สามารถกลับเข้ามาแข่งขันได้อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจในการบอกลาทีม แน่นอนว่าการออกมาบอกลาที่ ‘ชัดขนาดนี้’ ของฆอร์เก้ มาร์ติน ก็เป็นเรื่องที่ทางอะพริเลียไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ แต่หากค่ายก็เหมือนว่าจะมีแผนรับมือรอไว้อยู่แล้ว ซึ่งเป้าหมายที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนักบิดสัญชาติอังกฤษในการแข่งขัน Moto2 อย่าง ‘Jake Dixon’ (เจค ดิกสัน) จากทีม Elf Marc VDS Racing ตามรายงานของ Motosprint ปัจจุบันดิกสันอยู่ในอันดับที่ 3 สะสมได้ 82 คะแนน แม้จะมีความสนใจมากน้อยแค่ไหน แต่เส้นทางของดิกสันในการเข้าสู่ทีมโรงงานของ Aprilia ยังเต็มไปด้วยความซับซ้อน และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เป็นหลัก หากเก้าอี้ที่จำเป็นต้องว่าง คงเป็นเครื่องหมายตัวใหญ่ของทางทีม ตำแหน่งนักแข่งของทีมจะลงเอยอย่างไรนั้น ก็คงจะต้องหาผู้ที่คู่ควรต่อไป อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 งานซิ่งสุดขีด..ของเหล่าสายเลือดผู้ดี นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญและไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เลย สำหรับการพาแฟน ๆ และเหล่าสาวกมอเตอร์ไซค์สายเลือดแดนผู้ดีอังกฤษมาร่วมกิจกรรมแทร็กเดย์ใน Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 กับหนึ่งค่ายผู้ผลิตขวัญใจแฟน ๆ ทั่วประเทศอย่างไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ขนทัพเหล่านักบิดมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ มาร่วมจอยส์ความสนุกในกิจกรรมครั้งนี้ที่สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา เปิดพิทพร้อมบริการเซอร์วิส..เต็มระบบ ยกระดับของงานไปอีกขั้นกับการสนับสนุนของผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังจากยุโรปอย่าง Triumph มาเปิดพื้นที่เพื่อรองรับบริการลูกค้าไทรอัมพ์ทุกท่าน รวมถึงทีมช่างเซอร์วิสรองรับซัพพอร์ตสำหรับเซ็ตติ้งตัวรถเพื่อลงในแทร็กเต็มระบบตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งกิจกรรมภายในแบ่งออกเป็นช่วงแทร็กเดย์และโทรฟี่ เพื่อให้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กสำหรับลูกค้ามือใหม่ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์ในสนามกับรุ่นแข่งขันเฉพาะที่ทางไทรอัมพ์จัดให้อย่าง Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. เสียงสูบเอกลักษณ์จากอังกฤษ อย่างที่กล่าวมาคือมันไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นฝูงแตนสายพันธุ์อังกฤษ บวกกับโมเดลสามสูบเสียงเอกลักษณ์หลายคัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า Daytona 660, Street Triple 765, Speed Triple 1200RR หรือแม้กระทั่งเจ้า Speed Twin คลาสสิกสุดเท่ (โมเดลขวัญใจแอด) มาร่วมโชว์หล่อกันภายในงานนี้อีกด้วย ให้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน ให้ได้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดรอบคัดเวลาสำหรับการควอลิฟายเพื่อจัดลำกับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ ให้นักบิดได้จัดไลน์ขับขี่ในสนามแข่งรวมถึงเปิดลิมิตตัวแข่งในรูทขับขี่ที่รับรองความปลอดภัยที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด นับได้ว่ามาสนามครั้งนี้..คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม อิงค์ อัศวานันท์ ร่วมโผล่เซอร์ไพรส์งานนี้ เรียกเสียงกรี๊ดฮือฮา..โดยเฉพาะสาววาย และพร้อมชวนโดนตกกับความน่ารัก สำหรับดารานักแสดงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้นิดหน่อยอย่าง อิงค์ อัศวานันท์ ที่แอบโผล่มาร่วมเซอร์ไพรส์ในงานแทร็กเดย์ครั้งนี้ ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 แถมกดเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:06 นาที ซึ่งเร็วกว่า Best Lap ในรุ่น 1,000 cc. เลยหล่ะครับ นอกจากจะหล่อแล้ว..แถมขี่รถได้นิดหน่อยจริง ๆ ผลการแข่งขัน Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 Graham Kinght 92 Street Triple 765 2 กษิดิศ ไตรรัตนมงคล 710 Street Triple 765 3 Nigel Curtis 30 Street Triple 765 4 ธรรมวุฒิ ปรีชาธรรมรัช 777 Street Triple 765 5 Tath Siribodhi 660 Daytona 660 โดยอันดับผลการแข่งขัน ผู้ที่ชนะเลิศได้แก่ Graham Kinght ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมประจำสนามครั้งนี้ไปได้ พร้อมเวลา Best lap ต่อรอบแข่งขันในเวลาที่ 1.11.898 นาที ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้ง บูธสินค้าจากไทรอัมพ์..มากมาย นอกจากนี้ยังเปิดบูธสินค้าบริการภายในงาน กับ แอสเซสเซอรีไอเท็ม เสื้อผ้า หมวก รองเท้าและชุดขับขี่จากแบรนด์ Triumph มากมายมาให้เลือกแถมส่วนลดพิเศษเฉพาะภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากจะลงแทร็กไปพร้อมกับโมเดลสายเลือดผู้ดีแล้วหล่ะก็..ลองติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางแบรนด์ได้สำหรับโอกาสครั้งต่อไป โดย SuperBikeMag Trackday สนามหน้าจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 ห้ามพลาดสำหรับการติดตาม..แล้วเจอกัน สามารถรับชมอัลบั้มภาพกิจกรรม คลิ๊กที่นี่ อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet SuperBike Trackday 2025 ศึกแข่งแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในไทย? เป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ กับค่ายผู้ผลิตรถแดรกสเตอร์สัญชาติอิตาลีอย่าง Italjet ได้เชิญชวนสาวกแฟน ๆ ชาวแดรกสเตอร์ทั่วประเทศ มาร่วมกิจกรรมความมันส์กันภายใน Italjet SuperBike Trackday 2025 สนามแรกที่พีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี แม้ว่าพึ่งมาทำตลาดในไทยได้ไม่นานถ้าเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ แต่ทว่ากระแสความฮิตนิยมกลับเพิ่มทวีคูณด้วยความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใครในตัวโมเดล จึงทำให้เป็นที่น่าจดจำได้ง่ายเพียงเห็นแวบเดียวก็พาชวนตกหลงใหลในความเป็นรถอิตาลีซะทีเดียว ประกอบกับสตอรี่เรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร ถ้าหากให้พูดก็คือ..มันคือรถใช้สำหรับในแทร็กและก็ได้มาใช้ในแทร็กที่พีระจริง ๆ จัดใหญ่ให้ลูกค้า..มากถึง 4 พิท โดยงานครั้งนี้ทาง Italjet เองก็ใจปล้ำเป็นพิเศษ ด้วยการพาลูกค้าอิตัลเจ็ทมาร่วมกิจกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดพิทบริการลูกค้ามากถึง 4 พิท อัดแน่นด้วยเจ้า Dragster 300 ราว ๆ เกือบ 30 คัน อิ่มคุ้ม..กับกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอด 3 วัน โดยภายในกิจกรรม ประกอบไปด้วยการพาเหล่าสายบิดไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ มือเก๋า มาเปิดประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กซึ่งสนามพีระเซอร์กิตก็นับว่าเป็นสนามแข่งเบอร์ต้นในประเทศไทย โดยช่วงการซ้อมในรอบแทร็กเดย์จะแบ่งเป็น 2 วันก็คือเที่ยงวันศุกร์จนถึงเย็นและเช้าวันเสาร์ (ครึ่งวัน) ก่อนสู่รอบโทรฟี่ ในการควอลิฟายเพื่อจัดลำดับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ และสุดพิเศษไปกว่านั้นก็คือการเปิดรุ่นแข่งขันเฉพาะรุ่น Italjet Dragster 300 ซึ่งเราจะได้เห็นการแข่งขันรถแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในประเทศไทยตลอดทั้ง 7 รอบ โดยเวลาผู้ที่สามารถทำเวลาดีที่สุดในการแข่งขันและสามารถคว้าแชมป์ประจำสนาม 1 ได้แก่ คุณ สรวิศ ปุณณหิตานนท์ กับ Best Lap Record เวลาที่ 1.29.888 นาที และต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมไปได้ในครั้งนี้ อันดับผลการแข่งขัน อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 สรวิศ ปุณณหิตานนท์ 302 Italjet Dragster 300 2 พันธุ์เทพ สอนประสม 304 Italjet Dragster 300 3 เกียรติศักดิ์ สานนอก 301 Italjet Dragster 300 4 Chen Po Yu 22 Italjet Dragster 300 5 วิทยา สิริปฐมจันทร์ 300 Italjet Dragster 300 พร้อมบูธสินค้าของแต่งจากอิตาลี นอกเหนือในเรื่องของการแข่งขันแล้ว ทางแบรนด์ยังขนสินค้ามากมายมาบริการภายในบูธ อาทิ ชุดชาม Malossi ผ้าเบรก Brembo กรอง BMC กันสะบัดแต่ง ชุดหางปลา,น็อต Bonamici Racing และปลอกแฮนด์ Domino ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบูธรวมสินค้าของแต่งนำเข้าจากอิตาลีทั้งลำทีเดียว แถมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษมากมายอีกด้วย สนาม2..เจอกัน ภายใต้กิจกรรมสุดพิเศษในครั้งนี้ที่ทาง Italjet มอบให้กับสาวกลูกค้าทุกท่านได้มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่มีที่ไหนมาก่อน สำหรับกิจกรรมของคนวัยมันส์กับ SuperBikeMag Trackday ในสนามที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา หากใครที่ไม่ได้มาสนามนี้…สนามหน้า ห้ามพลาด!! ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางเพจ Italjet Dragster Thailand รับชมอัลบั้มภาพเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่ อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ซาร์โก้ เลือกแล้ว? ตั้งเป้าเพื่อทีมรอง ไม่ขอทีมโรงงาน โยฮันน์ ซาร์โก้ นักบิดจอมเก๋าของทีม Castrol LCR Honda ทีมแซทเทิลไลท์จากค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Honda ซึ่งก่อนหน้านี้ทางนักบิดสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้คาดหวังว่าในช่วงปี 2026 ตัวเขานั้นจะได้รับโอกาสในการโปรโมตขึ้นสู่ทีมโรงงาน HRC แต่สุดท้ายแล้วก็มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจที่จะอยู่กับทีมปัจจุบัน โดยผลงานสุดร้อนแรงของเจ้าตัวคือการทะย้านคว้าโพเดียมในการแข่งขันที่สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสนามโฮมเรซของเจ้าตัว และต่อเนื่องผลงานแจ่มด้วยการขึ้นโพเดียมอีกครั้งในการแข่งขันที่สนามซิลเวอร์สโตน ซึ่งผลการแข่งขันล่าสุดทั้งสองครั้งของเจ้าตัวเหมือนเป็นการชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของนักแข่งที่อายุมากที่สุดในการแข่งขัน MotoGP และยังบ่งบอกถึงศักยภาพของการพัฒนาเจ้า RC213V อีกด้วย ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ หลังการแข่งขันที่สนาม Le Mans นักบิดเจ้าของหมายเลข 5 รายนี้ก็คาดหวังว่าการสร้างผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้จะช่วยให้เขาได้รับโอกาสในการเลื่อนขึ้นสู่ทีมโรงงานของฮอนด้าในปี 2026 ที่ว่าเจ้าตัวทำไมถึงมีโอกาสในการก้าวขึ้นสู่ทีมโรงงานนั้น ก็เพราะนักแข่งทีมโรงงานคนปัจจุบันอย่างลูก้า มารินี่ กำลังจะหมดสัญญาหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ แต่แล้วความคิดของเจ้าตัวก็เปลี่ยนไป เพราะจากบทสัมภาษณ์ล่าสุดที่เขาให้กับสื่อ Sky Italia หลังจากการแข่งขันที่สนามซิลเวอร์สโตน ซาร์โก้ยอมรับว่าอยากที่จะอยู่ที่เดิมต่อไปมากกว่า “ความสัมพันธ์ของผมกับ Honda และเซ็กคิเนลโล่ดีมากเลยครับ” “แม้จะอยู่ในทีมของลูซิโอ เราก็ยังสามารถได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม และกลายเป็นเหมือนรถโรงงานคันที่สามได้ นั่นคือสถานการณ์ในอุดมคติ เรากำลังคิดกันอยู่ว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปยังไง และเป็นเบอร์หนึ่งตัวจริงของ Honda ให้ได้” ในปัจจุบันสถานการณ์ในตารางคะแนนชิงแชมป์โลก ซาร์โก้ อยู่ในอันดับ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งถ้าโยฮันน์ ซาร์โก้เลือกอยู่กับทีมกับ LCR ต่อไป นั่นอาจเปิดทางให้ฆอร์เก้ มาร์ติน ย้ายมาสู่ทีมโรงงาน Honda หากเขาตัดสินใจอำลา Aprilia อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM ไม่ถอน MotoGP ถ้าในบัญชีมีพอ KTM ค่ายรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศออสเตรีย ออกมายืนยันว่าทางค่ายพร้อมไปต่อในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอย่าง MotoGP การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกต่อไป แม้สถานการณ์ของทางค่ายจะมีบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง Gottfried Neumeister (ก็อตต์ฟรีด นอยไมสเตอร์) CEO คนปัจจุบันของ KTM AG และ PIERER Mobility AG ได้ออกมาตั้งความหวังไว้กับผู้จัดรายใหม่ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาดูแลการแข่งขัน MotoGP อย่าง Liberty Media อีกทั้งยังยืนยันอีกว่าบริษัทจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปจนจบฤดูกาล 2026 อย่างแน่นอน พร้อมรับว่า ‘สิ่งที่จะเกิดหลังจากปี 2026’ จะยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน หลังจากที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติออสเตรียนี้ก็ได้ประกาศว่าทางแบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก Bajaj Auto ค่ายรถจักรยานยนต์จากประเทศอินเดีย โดย Bajaj ได้จัดหาเงินทุนจำนวน 800 ล้านยูโร (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง ซึ่ง CEO ของทาง KTM ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตในวงการมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ผู้ผลิต พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเข้าร่วมแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 “เรามีสัญญาที่มีอยู่แล้ว และเราจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” “ตอนนี้ผมยังไม่สามารถพูดได้เกี่ยวกับทุกรุ่นและทุกประเภทการแข่งขันของทุกแบรนด์ แต่ขอให้ชัดเจนไว้หนึ่งอย่าง: เราจะยังคงอยู่กับวงการมอเตอร์สปอร์ต” “โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นแฟนตัวยงของ MotoGP และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเมื่อ Liberty Media เข้ามาเป็นผู้จัดการแข่งขันรายใหม่” แม้ว่าขณะนี้การเข้าซื้อกิจการ Dorna Sports โดย Liberty Media จะยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรป แต่หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแข่งขันเองก็หวังว่าดีลนี้จะช่วยยกระดับการตลาดของการแข่งขัน MotoGP ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ใครต่อหลายคนตั้งคำถามว่ายุคใหม่ของการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 ทางค่ายจะยังคงส่งทีมเข้าแข่งขันอยู่หรือไม่ เพราะในฤดูกาลดังกล่าวเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ หลัก ๆ จะเป็นการลดขนาดเครื่องยนต์ลงเหลือเพียง 850 ซีซีเท่านั้น และช่วยลดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเหล่านักแข่ง เมื่อคำถามดังกล่าวได้ถูกถามออกไป ซีอีโอของทางค่ายเองก็ไม่รอช้าพร้อมตอบคำถามดังกล่าวทันที “ถ้าเราสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายไหว” “เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตอนนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องประเมินอย่างรอบคอบ หาก Liberty Media เข้ามาจริง เราก็คาดหวังได้ว่าการแข่งขัน MotoGP จะมีความสนใจเพิ่มขึ้น” “Liberty น่าจะพยายามจัดการแข่งขันให้มากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดเดี่ยวที่สำคัญที่สุดของเรา ดังนั้นเราจะไม่ตัดสินใจถอนตัวจาก MotoGP อย่างง่าย ๆ แน่นอน และทุกอย่างต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น แนวคิดใหม่ของการแข่งขันจะเป็นอย่างไร? ค่าใช้จ่ายจะเท่าไร? จะมีการกำหนดงบประมาณสูงสุดหรือไม่?” และในขณะเดียวกัน Pit Beirer (พิท ไบเรอร์) หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM ก็ให้สัมภาษณ์กับ Dorna ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างการแข่งขัน British Grand Prix โดยกล่าวว่า ทีมอิสระของทางค่ายอย่าง Tech3 ก็ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนผู้ผลิต แม้จะมีข่าวความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของทีมแข่งก็ตาม “แผนของเราตอนนี้ชัดเจนมากว่า มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงให้กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และวางรากฐานสำหรับอนาคตจากจุดนี้” “ดังนั้น ตอนนี้ไม่มีแผนใด ๆ ที่จะลดเหลือแค่สองคัน และในแง่ของสัญญาก็เช่นกัน เรามีนักบิด 4 คนภายใต้สัญญา และเราก็มีข้อตกลงที่ยังดำเนินอยู่กับพาร์ทเนอร์คนสำคัญอย่าง Tech3 อีกหนึ่งปี” “ผมขอยืนยันว่า ไม่ว่าอนาคตของ MotoGP จะเป็นอย่างไร แม้ยุคใหม่จะเริ่มต้นในปี 2027 แต่เราต้องการทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ และโฟกัสกับการแข่งขันอย่างจริงจัง ทั้งทีมโรงงาน และ Tech 3 จะเป็นแผนที่ต้องพัฒนากันต่อไปในการแข่งขันฤดูกาลหน้า” สามารถอ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM จัดใหญ่ ชวนสาวกเลือดส้มซิ่งงาน SuperBikeMag Trackday 2025 ผ่านไปแล้วกับแล้วกับกิจกรรม SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 1 ของฤดูกาล เมื่อวันที่ 23 – 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันนัดเปิดสนามประจำฤดูกาลนี้ เหล่าสาวกผู้หลงใหลในความเร็วก็ได้ไปประลองความเร็วกันที่สนามพีระเซอร์กิต จังหวัดชลบุรีเช่นเคย แน่นอนว่ากิจกรรมสนามแรกของปี 2025 นี้ก็มีค่ายรถหลากหลายแบรนด์เข้ามาร่วมเป็นสปอนเซอร์ภายในงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีค่ายสัญชาติออสเตรียอย่าง KTM เข้ามาเปิดรุ่นการแข่งขันพิเศษภายใต้ชื่อ KTM 390 Series เพื่อให้สาวกเลือดส้มได้ซิ่งกันในสนาม พร้อมล่ารางวัลแชมป์ประจำปีไปครองกันอีกด้วย ค่ายใจดี.. จัดพิทให้สำหรับลูกค้า ไม่เพียงแค่มาเป็นสปอนเซอร์รายการแล้วเปิดรุ่นแข่งให้เท่านั้น แต่ทาง ค่ายเลือดส้มนี้ยังใจดีกับสาวก พร้อมเซอร์วิสเหล่านักแข่งที่จะเข้ามาร่วมแข่งขันในรุ่น KTM 390 Series ด้วยการเปิดพิทรองรับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้เหล่านักแข่งมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน และการเซอร์วิสตัวแข่งของนักแข่งในแต่ละท่าน บูธสินค้าพรีเมียมจากแบรนด์สัญชาติออสเตรีย ไม่เพียงแค่มาเปิดรุ่นการแข่งขันเท่านั้น แต่ทางค่ายรถจากประเทศออสเตรียก็ยังยกขบวนสินค้าต่าง ๆ ของทางแบรนด์มาร่วมจัดจำหน่ายภายในงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมสุดเท่, หมวกแก๊ป, ร่ม ลิขสิทธิ์แท้จากทีมโรงงานอย่าง Red bull KTM Factory Racing ในการแข่งขัน MotoGP โดยความพิเศษนอกจากนั้น ภายในบูธจำหน่ายสินค้าพรีเมียมก็ไม่ได้เพียงแค่เสื้อผ้า หรือ Accessory เท่านั้นแต่ยังมีก๊วน 4 หนุ่มสุดเท่มาให้ชาวเลือดส้มได้สัมผัสคันเป็น ๆ กันถึงในงาน ไม่ว่าจะเป็น KTM RC 390, KTM 390 DUKE และ Husqvarna SVARTPILEN 401 เพิ่มความมันส์.. กับการลุ้นแชมป์ประจำสนาม ที่ว่าเปิดรุ่นให้ขับขี่ ก็ไม่ได้ให้มาขี่กันเฉย ๆ เพียงอย่างเดียว สำหรับเหล่านักแข่งที่สมัครเข้ามาลงทะเบียนยังมีโอกาสในการลุ้นขึ้นโพเดียม แน่นอนว่าได้แชมป์สนามแล้วยังมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ประจำปีอีกด้วย สรุปผลการแข่งขันในรุ่น 390 Series อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 444 ธุรกฤต บัวผา Hi speed racing team 2 32 ชนะชัย บุญงาม Giga Bike Racing team 3 75 ยรรยง ไชยดารา ร่าเริงไรเดอร์ ID Helmet Wangnoi racing team 4 789 นภัสดล เหล็กดี Artshop racing team 5 365 นิติพงศ์ แสงสว่าง 65 Shop ลำลูกกา คลอง2 โดยเวลา Best Lap ที่ทำได้ดีที่สุดในการแข่งขันรอบนี้ตกเป็นของนักแข่งหมายเลข 444 คุณธุรกฤต บัวผา จากทีม Hi speed racing team กดเวลาต่อรอบดีสุดอยู่ที่ 1:11.494 นาที อีกทั้งยังสามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ในการแข่งขันอยู่ที่ 120.849 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับในการแข่งขันสนามที่ 2 จะลงสนามทำการแข่งขันกันในระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเจอกันได้เลยที่งานจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta X300 Casa Limited Edition 999 คันทั่วโลก Lambretta X300 Casa Limited Edition เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยการเปิดตัวในครั้งนี้ก็ยังคงเป็นนิยามของสกูตเตอร์สายแฟชั่นไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งในครั้งนี้ก็เช่นกัน แลมแบรตต้าได้ทำการออกคอลเลคชันของ X300 ใหม่ซึ่งพื้นฐานการตกแต่งของรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Lambretta Casa Racing Team ทีมแข่งที่ก่อตั้งขึ้นโดย Casa Performance หรือ Casa Lambretta Performance ลวดลายการตกแต่งต่าง ๆ ของตัวรถจะเน้นไปในสไตล์ของทีมแข่ง โดดเด่นด้วยโทนสี Super Black ผสานชิ้นงาน Carbon Fiber พิเศษ ทั้ง Carbon Fiber Windscreen, Carbon Fiber Rear Spoiler และ Carbon Fiber Front Shock Cover จุดเด่นของตัวรถ รันนัมเบอร์เพิ่มความเป็นลิมิเต็ดของตัวรถ มาพร้อมยาง Pirelli Angle Scooter มาพร้อมชิลด์หน้ากันลมลายคาร์บอน หมายเลข 47 สื่อถึงปีเกิดของแบรนด์คือ 1947 ฝาครอบโช้คอัพหน้าลวดลายคาร์บอน เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 275 ซีซี แรงม้า (เคลม) 25.1 แรงม้าที่ 8,250 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 24.5 แรงม้าที่ 6,250 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก N/A อัตราส่วนการอัด 11.5:1 ระบบเกียร์ CVT ระบบจุดระเบิด ระบบควบคุมการจุดระเบิดล่วงหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า Bosch ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพานวีเบลต์ ยางหน้า Pirelli 120/70-12 51M ยางหลัง Pirelli 130/70-12 56M ระบบกันสะเทือนหน้า Double Arm-Link ระบบกันสะเทือนหลัง Double spring suspension เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบสองลูกสูบ มาพร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว แบบลูกสูบเดี่ยว มาพร้อมระบบเบรก ABS กว้าง x ยาว x สูง 741 x 1,922 x 1,117 มม. ระยะฐานล้อ 1,370 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ N/A ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 160 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 91,95 เทคโนโลยี ระบบสมาร์ทคีย์ หน้าจอสีแบบ TFT รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบ ABS แบบ Dual Channel ระบบไฟ LED รอบคัน ช่องจ่ายไฟแบบ USB-C โดยราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 169,000 บาท สำหรับเหล่าสาวก แลมเบรตต้าคนไหนที่อยากเป็นเจ้าของ หรือครอบครองโมเดลลิมิเต็ดคันนี้ก็สามารถสอบถามศูนย์บริการ หรือตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์แลมเบรตต้าใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก