SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป

2024 HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็ม สเปกตัวท็อป เข้าไทยมาแบบ สด ๆ ร้อน ๆ กับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง HJC RPHA1 Red Bull Misano GP แรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับลิขสิทธิ์ลวดลายแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Redbull มาพร้อมสเปกระดับตัวท็อปที่สามารถใช้ได้ในการแข่งขันระดับโลกทั้ง MotoGP WorldSBK และรายการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งหลังจากทราบข่าว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่รีรอช้า หยิบมาทำการพรีวิวเป็นเจ้าแรกก่อนใคร จะมีเท็กเจอร์และรายละเอียดที่น่าสนใจบ้าง แล้วราคามันจะเท่าไหร่กันเชียว ดีไซน์ & การออกแบบ โดยรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นอิดิชันพิเศษและนับเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากโฉมเจ้า Austin GP และ Jerez GP มาพร้อมลายกราฟิกที่ได้รับบันดาลใจมาจากลวดลายกระจกโมเสคของพระวิหารในเมืองซานมาริโน ประเทศอิตาลี สะท้อนถึงความงามศิลปะพื้นเมืองในแบบตะวันตก ผสมผสานกับความสปอร์ต ตั้งแต่การไล่เส้นจากด้านหน้าลากยาวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านหลัง อีกทั้งตัวหมวกยังลงดีเทลของรูทสนามแข่ง มิซาโน่ เวิลด์ เซอร์กิต ติดมาด้านข้าง ออกแบบมาค่อนข้างดูเนี๊ยบและมีการเล่นสีที่ดูมีสีสันสวยงามเลยไม่น้อย และสิ่งสำคัญที่ทำให้หมวกรุ่นนี้ดูมีมูลค่าและน่าสะสม กับลวดลายของ Redbull บริเวณด้านข้าง ซึ่งต้องขอบอกว่า Redbull ไม่ได้ทำคอลแลปกับแบรนด์ไหนง่าย ๆ จึงทำให้ดีเทลของหมวกรุ่นนี้ มีความแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย  วัสดุออกแบบ ด้วยรูปทรงของหมวกที่ออกแบบมาเพื่อเน้นใช้งานในแทร็กเป็นพิเศษ เหมาะกับการขับขี่ในความเร็ววสูง ๆ ตั้งแต่ 200 กม./ชม. ขึ้นไป ทั้งตัวเชลล์หมวกหรือเปลือกรุ่นนี้จะใช้วัสดุ P.I.M. PLUS (Premium Integrated Matrix) 5 วัสดุ ในเปลือกเดียว ที่มีส่วนผสมทั้งไฟเบอร์กลาส อารามิด ออแกนิคไฟเบอร์กลาส ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกของหมวกรุ่นนี้ มีเลเยอร์ทับซ้อนกันถึง 5 ชั้น ที่จะให้ความเบาและความแข็งแรงเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นวัสดุพิเศษของทาง HJC Helmets คิดค้นและพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถซับกระจายแรงกระแทกได้อย่างดี แน่นอนว่าหมวก HJC RPHA 1 รุ่นนี้ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกรุ่นท็อปสุด ที่ได้ผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ FIM Racing พร้อมการันตีได้ว่าหมวกรุ่นนี้ สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกทั้ง MotoGP, WorldSBK และรายการแข่งขันอื่น ๆ ได้นั่นเอง อีกทั้งยังพ่วงมาด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ECE R22.06 ที่เป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปตัวใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน รวมถึงอย่างผ่านการรับรอง มอก. ในบ้านเราอีกด้วยนะ และนอกจากนี้ยังออกแบบให้รองรับแอโรไดนามิกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการทดสอบหลักพลศาสตร์ผ่านอุโมงค์ลมใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังอัปเกรดระบบระบายอากาศภายในหมวกใหม่ด้วยช่องทางเดินอากาศที่ใหญ่ขึ้น ถึง 4 ช่อง เพิ่มการอัดอากาศเข้าไปถ่ายเทในตัวหมวกได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนภายในตัวหมวกได้อีกด้วย โดยฟังก์ชันของตัวเปิด-ปิดช่องลมหมวกรุ่นนี้จะมีทั้งหมด 5 ช่อง บริเวณด้านบน 3 ช่อง และบริเวณการ์ดเม้าท์อีก 2 ช่อง สามารถปรับแบบสไลด์ และดูเรียบเพื่อการตัดลมที่ดีที่สุด มาพร้อมกับช่องระบายอากาศหรือช่องลมออกอีก 4 ช่อง โดยแบ่งเป็น 2 ช่องใหญ่ด้านหลัง และอีก 2 ช่องตรงบริเวณแก้ม มาพร้อมสปอยเลอร์หลัง โดยสามารถใส่ติดและถอดออกได้ตามคู่มือใช้งาน  ชิลด์หน้า มาดูในส่วนของชิลด์ด้านหน้ารุ่นนี้จะให้มาขนาดค่อนข้างกว้างเลยไม่น้อย ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มมุมมอง วิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวชิลด์ยังมีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้ถึง 95% พร้อมกับตัวล็อกชิลด์สามารถปลดออกได้ง่าย เพียงใช้อุปกรณ์หรือมือดึงห่วงตัวล็อกแล้วบิดออกได้เช่นกัน และยังเสริมความปลอดภัยอีกระดับกับตัวล็อกชิลด์หน้า Double D-Ring Rapid Fire™ ช่วยป้องกันชิลด์หลุดเมื่อหมวกกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยตัวล็อกชิลด์จะอยู่บริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้าติดกับตัวชิลด์รองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบ ด้านใน ต่อด้วยดีไซน์ภายในเริ่มที่ตัวนวมดีไซน์ใหม่ ใช้เนื้อผ้าเคลือบสารป้องกันอาการแพ้ และยังป้องกันเชื้อแบคทีเรีย โดยตัวนวมออกแบบมาให้กระชับและรองรับศรีษะของผู้ขับขี่เป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นใต้คางแยกมาให้อีกชิ้น เอาไว้ใช้งานได้ตามสะดวกของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ภายในยังออกแบบให้มีช่องเว้าหู และยังมีพื้นที่ให้สามารถติดตั้งลำโพงบลูทูธได้อีกด้วย ต่อด้วยสายรัดคางรุ่นนี้ ใช้สายรัดคางแบบ DD Ring ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมป้ายแท็ก FIM ที่สายรัดคาง เพื่อการันตีได้ว่าเจ้า RPHA 1 รุ่นนี้สามารถใส่ใช้แข่งขันได้ทุกรายการ  สำหรับหมวกรุ่นนี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,500 กรัม (ไซส์ M) เพิ่มลดไซส์

Lambretta G350 Series II ดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิก มากยิ่งขึ้น 

เปิดตัว Lambretta G350 Series II สกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับไฮเอนด์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เพียงแค่การถ่ายทอด DNA แท้ของ LAMBRETTA เอาไว้ในตัวตน แต่ยังเติมเต็มด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในความงดงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว กับการกลับมาในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น  สำหรับเจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนานจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 77 ปี อย่างแบรนด์แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) กับการทำตลาดในเมืองไทย ณ ขณะนี้ ที่ประกอบไปด้วย 3 ซีรีย์หลัก ได้แก่  รหัส V , X และ G  ซึ่งอาจเรียกได้ว่า มีรหัส G คือรุ่น G350 เป็นพี่ใหญ่ หรือรุ่น TOP สุด ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันของแบรนด์แลมเบรตต้า ณ ขณะนี้  สำหรับรุ่น G350 ถือกำเนิดครั้งแรกขึ้นในปี 2022 ในวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองปีที่ 75 ของแบรนด์แลมเบรตต้า ที่จัดขึ้นภายในงานศิลปะชื่อดัง อย่างงาน Milan Design Week 2022 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสะท้อนความเหนือระดับของสกู๊ตเตอร์ที่ให้มากกว่าแค่การขับขี่ แต่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชที่ขับเคลื่อนได้  ก่อนที่ G350 จะบินมาเปิดตัวในบ้านเราภายในงาน Motor Expo 2022 และเริ่มส่งมอบรถสู่ท้องถนนเมืองไทยกันไปในช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา  เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสาวกแฟนแลมเบรตต้าตัวจริงหรือที่เรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ต่างไม่พลาดที่จะหามาไว้ในครอบครอง  ล่าสุด! กับการเปิดตัว  “G350 Series II” (จี สามห้าศูนย์ ซีรีย์สอง) กับการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นแรก สู่การกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น กับ 4 คู่สีสัน สไตล์ทูโทน ที่แต่ละสีล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเรียบหรูและสง่างาม อีกทั้งยังมีการนำ Iconic badge ที่เคยปรากฏในรุ่นตำนานในอดีต มารีดีไซน์และประดับไว้ใน G350 Series II ได้อย่างลงตัว ยิ่งเป็นการเติมเสน่ห์ให้รุ่น G350 Series II และตอกย้ำว่า มันไม่ใช่แค่เพียงรถสกู๊ตเตอร์ แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงมรดกและความงดงามแห่งวัฒนธรรมอิตาลีอีกด้วย   โอกาสนี้ คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้แทนจำหน่ายรถแลมเบรตต้าในประเทศไทย ได้เผยถึงการทำตลาดในประเทศไทย ว่า “ ในปีนี้แบรนด์แลมเบรตต้า ถือเป็นการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 77 แล้ว  ส่วนการเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยโดยบริษัท ไดนามิคฯ เรามีการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2018 มาจนถึงปีนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับ Product Line-up  ทั้ง 3 ซีรีย์ในปัจจุบัน และเมื่อเทียบตัวเลขยอดขายของปี 2022 ที่เรามีเพียงโมเดลในซีรีย์ V-Special ทำตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 5,890 คัน และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมานี้ เรามีโมเดลในตะกูล X และ G เข้ามาเสริมทัพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถจบตัวเลขยอดจดทะเบียนในปีทีผ่านมาไปที่ 13,347 คัน ซึ่งหากเทียบกับปีก่อนหน้า ถือได้ว่าเรามีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 126.6%  ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกชาวแลมเบรตติสต้าที่ให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยในปีนี้ เรายังคงเดินหน้า พัฒนาทั้งในเรื่องของการนำเสนอ Product ที่น่าสนใจ อย่าง G350 Series II คอลเลคชั่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น” สำหรับ LAMBRETTA G350 Series II  ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นเอกลักษณ์สุดพรีเมียม กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว ที่มีคาแรคเตอร์การขับขี่ที่ให้ความสมูท ตอบโจทย์ผู้นิยมความคลาสสิก  พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low

ข้าวกล้อง จักรีภัทร ประเดิมคว้าท็อป 16 จูเนียร์จีพี สนามแรก ประเทศอิตาลี 

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ระเบิดฟอร์ม! คว้าท็อป 5 เรซแรก R3 bLu cRU แอสเซ่น

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ มาพร้อม CBR1000RRR ควงมิกซ์บิด 600 ท็อป 5 ARRC

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“  รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024  สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Thailand Talent Cup 2024 มาพร้อมพาเหรด Honda NSF250R

“ไบร์ท – ไฮเปค” บิด Honda NSF250R พาเหรดคว้าดับเบิ้ลโพเดียม ศึก “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก ที่ จ.บุรีรัมย์ นักบิดเยาวชนไทยโชว์ทักษะบิดรถแข่ง Honda NSF250R จาก HRC ทำผลงานในการแข่งขัน 2 เรซ รายการ “Honda Thailand Talent Cup 2024” สนามแรก นำโดย “ไบร์ท” เตชินท์ เจ้าของรถหมายเลข 11 ทำผลงานครองชัยชนะกวาดดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค” กฤษฎา เจ้าของรถหมายเลข 18 คว้าดับเบิ้ลท็อป 2 ขณะที่โพเดียมตำแหน่งที่ 3 เรซที่ 1 ได้แก่ “อุ้ม” นพรุธพงษ์ เจ้าของรถหมายเลข 8 และ เรซที่ 2 ได้แก่ “กัน” พชรกร เจ้าของรถหมายเลข 17 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน ที่ผ่านมา การแข่งขันรายการ ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ สนามแรก มี 18 นักบิดเยาวชนจาก 5 ประเทศเข้าร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย และเวียดนาม ร่วมฉายแววนักบิดโดยใช้รถ Honda NSF250R รถแข่ง Race Machine จาก HRC ประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้ในรายการเดียวกับ Asia Talent Cup   ทำการลงดวลเกมกันอย่างสนุกเข้มข้นท่ามกลางอุณหภูมิสนามแข่งที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ศึก Plan B Media BRIC Superbike ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการแข่งขันเรซแรกจบลงโดย “ไบร์ท-เตชินท์” คว้าชัยชนะเฉือน “ไฮเปค-กฤษฎา” เข้าเส้นชัยในตำแหน่งที่ 2 ตามมาด้วย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ในอันดับที่ 3 ผลการแข่งขันเรซที่สอง เปิดเกมชิงเดอะวินเนอร์กันอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่ง “ไบร์ท-เตชินท์” สามารถคว้าชัยชนะอีกครั้งทำให้เป็นผู้ครองชัยชนะดับเบิ้ลโพเดียม ตามด้วย “ไฮเปค-กฤษฎา” ที่ตีคู่ทำผลงานดับเบิ้ลโพเดียมในตำแหน่งที่ 2 และ “กัน-พชรกร” ครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 3 ทั้งนี้ “ฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเลนจ์ คับ 2024” จะแข่งขันกันทั้งหมด 6 ครั้ง 4 สนาม โดยครั้งที่ 2-4 จะยังแข่งขันกันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ครั้งที่ 2 วันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน, ครั้งที่ 3 วันที่ 5-7 กรกฎาคม และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 กันยายน, ก่อนจะย้ายไปแข่งขัน สนามไทยแลนด์เซอร์กิต จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 20-22 กันยายนตามด้วยครั้งสุดท้าย วันที่ 24 พฤศจิกายน ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดชลบุรี   แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

MV AGUSTA ENDURO VELOCE

MV AGUSTA ENDURO VELOCE สายลุยไซส์กลางเลือดอิตาลี MV AGUSTA ENDURO VELOCE เผยโฉมออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาเซอร์ไพรส์แฟน ๆ สายแอดเวนเจอร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีโมเดลสายลุยรุ่นลิมิเต็ดอย่าง LXP Orioli ของแบรนด์อิตาลี เรียกว่าเป็นโมเดลที่จะมาสานต่อรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ของทางค่ายนั่นเอง   สไตล์  เจ้าสายลุยคันใหม่คันนี้ยังคงยึดหลักแนวทางตามแบบฉบับ MV Agusta 100% คือ ผลิตในอิตาลี ผลิตและประกอบดุจดั่งงานศิลปะ ละเอียดในทุกจุดในเชิงวิศวกรรมและที่สำคัญคือสมรรถนะสูง รวมกันอยู่ในโมเดลเดียวโมเดลเดียวนี้นั่นเอง   เพียงแค่คุณชายตามองแวบเดียวคุณจะรับรู้ได้เลยว่านี่คือรถจาก MV Agusta แบรนด์ที่สวยที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการออกแบบจากดีไซเนอร์ของทางค่ายโดยตรง เส้นสายทุกส่วนสัดถูกกำหนดออกมาว่าจะต้องลื่นไหลลงตัวอย่างไม่มีข้อแม้ ผลคือดีไซน์ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องสวยงาม แต่ยังมีเรื่องการใช้งานด้วย  ตัวรถมีท้ายที่กะทัดรัดคอนทราสต์กับด้านหน้าตัวรถที่มีความบึกบึนซึ่งช่วยป้องกันลมไม่ให้ปะทะผู้ขับขี่ขณะเดียวกันก็ให้ท่านั่งขับขี่ที่สบายและควบคุมรถได้เป็นอย่างดี แฟริ่งด้านหน้าสมบูรณ์แบบด้วยชิลด์หน้าที่ทำจากวัสดุเพล็กซี่กลาสที่ไม่เพียงแต่แข็งแรง ยังช่วยป้องกันกระแสลมปั่นป่วนบริเวณหมวกกันน็อกอีกด้วย   และแน่นอนว่าออกแบบตามหลักของอากาศพลศาสตร์ โดยมีการทดสอบและจำลองเพื่อให้ออกมาดีที่สุดในทุก ๆ รูปแบบการขับขี่ทั้งคนเดียวและมีคนซ้อน โดยเส้นสายแฟริ่งที่ด้านหน้าจะช่วยเพิ่มแอร์โฟลว์เข้าไปยังตัวแผงหม้อน้ำได้อย่างเต็มที่   หัวใจหลัก  เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 931 ซีซีแบบสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 20 ลิตร พร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ออกแบบ พัฒนาและสร้างขึ้นเองในโรงงานของตัวเอง โดดเด่นที่น้ำหนักเบาเพียง 57 กิโลกรัมและยังมีขนาดกะทัดรัดสุด ๆ เครื่องยนต์ให้แรงม้าสูงสุดถึง 124 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดี่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และยังเคลมมาว่ามีพละกำลังดีที่รอบสูง มีแรงบิดตึง ๆ ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ โดยสามารถรีดแรงบิดมากถึง 85% จากรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้นเอง สุดท้ายคือท็อปสปีดสูงถึง 240 กม./ชม.  และจากการที่มีตัวเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวน ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และนั่นทำให้ขับขี่ได้สบาย ขับทางไกลเหนื่อยน้อยลงอีกด้วย  ช่วงล่าง  เจ้า MV Agusta Enduro Veloce อยู่ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดที่มีอัตราการแข่งขันสูงดังนั้นทางค่ายก็เลยตั้งใจออกแบบมาให้คนที่ได้ลองขับขี่จะต้องตกหลุมรัก ด้วยช่วงล่างที่การันตีได้ว่าจะให้สมรรถนะสูงไม่ว่าจะทั้งในทางดำหรือทางฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องขับขี่ได้สบายแม้เดินทางไกล   ตัวเฟรมใช้หลักการออกแบบโครงสร้างแบบสมัยใหม่ มีเฟรมแบบเปลคู่ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่เลือกสรรมาแล้วว่ามีความบาลานซ์กันระหว่างความแข็งแรงเพื่อให้ความนิ่งเสถียนที่ย่านความเร็วสูง และความยืดหยุ่นเพื่อที่จะสามารถซับแรงกระแทกได้เมื่อขับขี่ออฟโร้ด  นอกจากนี้ยังออกช่วงล่างมาเพื่อรองรับการลุยแบบหนัก ๆ ตัวซับเฟรมท้ายสามารถถอดออกเพื่อทำการซ่อมแซมหรือว่าเปลี่ยนได้อีกด้วย สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนียมอัลลอยเพื่อรีดน้ำหนัก ช่วยให้มีความคล่องตัว ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Sachs ขนาด 48 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับกระเดื่องจาก Sachs ที่ปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดเช่นกัน เบาะนั่งปรับได้ 20 ม.ม. โดยสูงตั้งแต่ 850 – 870 ม.ม. และการันตีว่าจะนั่งได้สบาย ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่มีให้ 230 ม.ม.เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ด   ส่วนของระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema พร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่พร้อมจานเบรกขนาด 265 ม.ม. ยางและล้อจะมีขนาด 90/90-21 และ 150/70-18 โดยจะเลือกใช้ล้อ Takasago Excel ที่เป็นล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางในและทำสีดำดูเข้มขลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์  ในส่วนของการขับขี่ตัวรถมีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Urban, Touring, Off-Road และ Custom All Terrain มีระบบ Electronically Assisted Shift (EAS) เป็นระบบควิกชิฟเตอร์ที่จะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่ต้องปิดคันเร่ง มีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ที่จะช่วยสั่งการระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล เปิดปิดได้ ตั้งได้ 8 ระดับ 5 ระดับสำหรับการใช้งานบนถนน 2 ระดับสำหรับการขับขี่ทางฝุ่น และ 1  ระดับสำหรับถนนเปียกหรือทางลื่น ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกปรับได้ 2 ระดับ ระบบช่วยออกตัวที่จะช่วยให้คุณออกตัวเร่งทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.72 วินาที ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ระบบเบรก Cornering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหลัง ระบบครูซคอนโทรล   ในส่วนของความสะดวกสบาย แน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT

New Honda DAX 1978 ยอดจองทะลุ 678 คัน ในงานมอเตอร์โชว์ 2024

หลังจากที่ไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ New Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สามารถคว้ายอดจองภายในงาน ฯ ได้สูงถึง 678 คัน นับเป็นการตอกย้ำกระแสความร้อนแรง จากความลงตัวของโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง DAX กับความคลาสสิกในตำนาน ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สะท้อนกลิ่นอายจากปี 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO สำหรับผู้ที่สนใจ CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda DAX 1978 Special Edition ราคาแนะนำที่ 94,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YAMAHA PG-1 Dusty Tracker สายลุยเจอแนวนี้เข้าไป.. ไม่รัก ก็บ้าแล้ว!

Yamaha PG-1 Dusty Tracker เรียกได้ว่าครบเครื่องแบบฉบับสายลุยกันเลยทีเดียว สำหรับ All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker ที่ตกแต่งมาจากโรงงาน ให้ได้เลือกตามสไตล์ที่ชอบ โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker มาพร้อมของแต่งตลอดทั้งคัน เริ่มจากด้านหน้าทำการติดตั้งชิลด์แต่งลายเบอร์ 55 พร้อมขายึด ชุดควบคุมเสริมการ์ดแฮนด์อะลูมิเนียมโดยมีขายึดเข้ากับแฮนด์บาร์ และอีกจุดยึดเข้ากับปลายแฮนด์ ทั้งด้านซ้าย-ขวา บังโคลนหน้ายกสูงขึ้นด้วยขายึดอะลูมิเนียม เข้ากับแกนโช้คหน้า ด้านข้างคอนโซลแต่งลายหมากรุกเพิ่มความซิ่งแนวเรโทร ใกล้กันในส่วนท้ายตัวรถทั้ง 2 ข้าง ทำการเสริมแผ่นป้ายเพลตทรงกลมพร้อมสติกเกอร์เบอร์ 55 แบบลวดลายเดียวกับชิลด์แต่งด้านหน้า   ไล่ลงมาที่ด้านล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์เสริมบาร์ค้ำกันกระแทก พร้อมแผ่นกันกระแทกอะลูมิเนียมด้านล่างเครื่องยนต์ นอกจากความสวยงามแล้วยังช่วยป้องกันคอท่อได้อีกด้วย ปิดท้ายที่ฝาครอบท่อสีเงินเจาะลายรูปแบบใหม่ ให้เข้ากับอะไหล่แต่งอื่นๆ รอบคัน โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker พร้อมกับราคาแนะนำที่ 73,500 บาท มีให้คุณเลือกสนุกได้ 2 สี คือ สีเหลือง และ สีดำ ซึ่งสีของชิลด์แต่ง แผ่นเพลตด้านข้าง และลายสติกเกอร์ก็จะจัดสีให้เหมาะสมกับตัวรถแต่ละสี ส่วนใครชอบสีไหนในคอนเซ็ปต์นี้ก็ไปจัดกันได้เลยที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ ซื้อวันนี้รับฟรี! ชุดโต๊ะ และเก้าอี้จาก Coleman มูลค่า 1,800 บาท (จำนวนจำกัด 100 คัน แรกเท่านั้น)   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF450R คว้าโพเดียม เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์ ยึดจ่าฝูงตาราง AMA

พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R คว้าดับเบิ้ลโพเดียม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ยึดจ่าฝูงตารางคะแนนต่อเนื่อง ศึก AMA Supercross 2024 ที่เซนต์หลุยส์ พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” สังกัด Team Honda HRC บิดสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF 450R สร้างผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ควงคู่คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ขณะที่ตารางคะแนนสะสม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับ 1 ในการแข่งขันศึก AMA Supercross 2024 สนามที่ 12 ซึ่งดวลกันที่เซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา   การแข่งขันในสนามที่ 12 จัดกันในรูปแบบ Triple Crown โดยนำผลงานที่ดวลกันทั้ง 3 เรซมาตัดสิน โดย “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF 450R หมายเลข 96 ปลดล็อคคว้าโพเดียมมาครองได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับ 8 ในเรซแรก และการขึ้นโพเดียมอันดับ 2 ในเรซที่สอง ตามด้วยจบอันดับที่ 4 ในเรซที่สาม   ขณะที่ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R หมายเลข 18 บิดคว้าโพเดียมอันดับที่ 2 ในเรซแรก ส่วนเรซที่สองยังคงทำผลงานได้ดีแต่มีการปรับโทษจากอุบัติเหตุในการแข่งขันจึงอยู่ในโพเดียมอันดับที่ 3 โด ยในเรซที่สามโชคร้ายถูกชนระหว่างการแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บแต่ยกรถขึ้นบิดต่อจบในอันดับที่ 21 โดยผลการแข่งขันจัดลำดับแบบโอเวอร์ออล (Overall) “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 มาครอง และ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” รั้งอันดับที่ 8 สำหรับตารางแชมป์เปี้ยนชิพ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับที่ 1 ต่อเนื่องด้วยคะแนนสะสม 244 คะแนน ขณะที่ “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” ขยับขึ้นมารั้งท็อป 10 ได้เรียบร้อยด้วยคะแนนสะสม 133 คะแนน ทั้งนี้การแข่งขัน AMA Supercross 2024 สนามที่ 13 จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะไปดวลกันที่ Gillette Stadium ใน Foxborough, MA ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Dax125 1978 Special Edition

Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจาก Cub House เรียกว่ามากันอย่างต่อเนื่องสำหรับโมเดลพิเศษจากทางค่ายปีกนก ก่อนหน้านี้ทาง Cub House เพิ่งจะเปิดตัว Monkey Starwars ไปมาด ๆ มาตอนนี้เป็นคิวโมเดลพิเศาของเจ้า DAX125 กับชื่อโมเดลว่า Honda DAX 1978 Special Edition โดยทางค่ายปีกนกได้นำโมเดลยอดฮิตจากยุค 90 มาทำการคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ในคอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ กลายเป็นรถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากปี 1978 ซึ่งตัวรถจะโดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกแนวเรโทร โดยมีการทำลายกราฟิกลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone จากนั้นเสริมเติมแต่งความพรีเมียมด้วย Soft Emblem ยังมีการเพิ่มชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless หรือแร็คท้ายสแตนเลสเข้าไป  และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เพื่อให้รถมีความสมบูรณ์และลงตัวมากยิ่งขึ้น   ส่วนในเรื่องของรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวรถยังคงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันผ่านระบบหัวฉีด PGM-FI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 4  สปีด แขวนบนเฟรมแบบ T-Bone ที่ทำหน้าที่เป็นถังน้ำมันในตัว ซึ่งมีความจุขนาด 3.8 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่กับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีล้อและยางขนาด 120/70 – 12 และ 130/70 – 12 สุดท้ายนี้โมเดลนี้เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่ CUB House Flagship Store ทุกสาขาในราคาแนะนำ 94,900 บาท ใครอยากได้โมเดลพิเศษที่โดดเด่นตลอดไปจนถึงมาในรูปลักษณ์ที่ให้กลิ่นอายของความเก๋า ความคลาสสิค โมเดลนี้น่าจะมีให้คุณได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ฉลอง 90 ปี โดนัลด์ดั๊ก

Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ฉลอง 90 ปี โดนัลด์ดั๊ก เปิดตัวกันไปแล้วในงาน Motor Show 2024 กับเจ้า New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ ที่นำเอาคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบนตัวรถยอดนิยมรุ่นใหม่อย่างลงตัว สำหรับการดีไซน์ของโมเดลพิเศษนี้โดดเด่นแตกต่างด้วยสีสันและกราฟิกพิเศษ ตัวรถเด่นด้วยสีฟ้าและตัดไฮไลท์ด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck เป็นการบ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากนี้ยังมีการเสริมความเท่ สะดุดตาไปอีกขั้นด้วยครอบท่อไอเสียสแตนเลสและสติกเกอร์วงล้อ รวมไปถึงพวงกุญแจพิเศษเฉพาะโมเดลที่ช่วยเพิ่มความเก๋ไปอีกระดับ ในส่วนอื่น ๆ ของตัวรถนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ทั้งแรงทั้งประหยัด มีระบบ Idling Stop ช่วยเพิ่มความประหยัดไปอีกระดับเมื่อหยุดรถ มีถังน้ำมันขนาด 5.4 ลิตร ช่วงล่างของตัวรถด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะมีด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ตัวรถมีระบบเบรกคอมบายเบรกในรุ่น CBS สุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 100/90 – 12 และ 110/90 – 12 หน้าและหลังตามลำดับ มีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องใส่ของด้านหน้าและช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะมากถึง 30 ลิตร ที่เติมน้ำมันด้านหน้า ไปจนถึงระบบสมาร์ทคีย์อีกด้วย สุดท้ายนี้ ผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงาน Motor Show 2024 นี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท งานนี้ใครอยากได้รถใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องการความโดดเด่นไม่เหมือนใคร รวมไปถึงความสะดวกสบาย ใช้งานง่ายและหยัด โมเดลนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คาวาซากิ จัดทัพรถสุดล้ำ สร้างประสบการณ์ใหม่ใน Motor Show 2024 

คาวาซากิ จัดทัพรถสุดล้ำ สร้างประสบการณ์ใหม่ใน Motor Show 2024     คาวาซากิ จัดทัพรถสุดล้ำ หลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงนวัตวรรตกรรมใหม่ล่าสุดมานำเสนอแก่ผู้ขับขี่ชาวไทยให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดก่อนใครในภูมิภาคอาเซียน   “เริ่มด้วยตระกูลอันมีประวัติยาวนานมากว่า 100 ปี กับตระกูล W และ Meguro ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1924 แบรนด์ Meguro ได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักขับขี่ชาวญี่ปุ่น ในฐานะรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เปี่ยมพลัง และคุณภาพสูง หลังจากนั้น ในอีก 4 ทศวรรษถัดมา แบรนด์ Meguro ก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคาวาซากิ จึงเกิดการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ที่ Meguro โดดเด่นเหนือใคร รวมเข้ากับวิทยาการของ Kawasaki Aircraft จึงออกมาเป็น W1   โดยในช่วงปี 1960 รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ในตลาดของญี่ปุ่นเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กในรุ่น 125cc เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ความจุกระบอกสูบมหาศาลและกำลังอันมหาศาลของรถ 4 จังหวะ ของ W1 ทำให้สามารถยืนหยัดได้เหนือคู่แข่ง และกลายเป็นเป้าหมายที่นักบิดชาวญี่ปุ่นปรารถนา สำหรับคาวาซากิ W1 หมายถึงการได้รับการยอมรับในเวทีโลกในฐานะผู้ผลิตบิ๊กไบค์   นอกจากนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Quest for Speed ของคาวาซากิซึ่งเป็นความหลงใหลที่นำไปสู่การพัฒนาโมเดลในตำนานมากมาย รวมถึงเป็นต้นกำเนิดของตระกูล W มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย เอ่ยถึงต้นกำเนิดของหนึ่งในตำนานอันเก่าแก่ของคาวาซากิ   Meguro S1 และ W230 รถคลาสสิคขนาดเริ่มต้น 2 รุ่น 2 สไตล์ ที่ยังคงเอกลักษณ์จากต้นตระกูลไว้อย่างครบถ้วน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำแบบย้อนยุค เรือนไมล์คู่ ล้อซี่ลวด หรือแม้แต่บังโคลนเหล็ก ในขณะที่ยังมีความสนุกสนานแบบดั้งเดิม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถจักรยานยนต์คลาสสิก และสุนทรียภาพในการขับขี่ โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ จะพร้อมจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้   เช่นเดียวกัน นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงของ KLX230 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อความสนุกสุดมันส์โดยเฉพาะกับเครื่องยนต์และเฟรมที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้นการขับขี่ทางวิบากด้วยหัวใจ เครื่องยนต์ที่ให้ความรู้สึกรวดเร็ว เต็มไปด้วยประสิทธิภาพและความสามารถที่แน่นอนในการเคลื่อนที่เส้นทางอันหลากหลาย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมาถึงปี 2024 ถึงเวลาแล้วกับการเปิดตัวซีรีย์ใหม่รถจักรยานยนต์สำหรับเส้นทางวิบาก KLX230 ใหม่นี่ มาพร้อมคุณสมบัติที่ได้รับการอัพเกรดที่มุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งการขับขี่บนถนนและออฟโรดให้ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายยิ่งขึ้น   “คาวาซากิตื่นเต้นที่จะเปิดตัวผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ชื่นชอบการขับขี่เส้นทางวิบาก KLX230นี้ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพและความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้มีประสบการณ์การขับขี่เส้นทางวิบากมากยิ่งขึ้นและเป็นการสานต่อเป้าหมายของเราในการนำเสนอคุณค่าและความสำคัญของรถจักรยานยนต์อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้หลากหลายเส้นทางแก่ผู้ขับขี่กลุ่มนี้” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวเพิ่มเติม  KLX230 ใหม่นี้ จะมาในรุ่น Standard และ SE และจะพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เช่นกัน  ด้วยความมุ่งมั่นต่อการลดมลภาวะทางอากาศ หนึ่งในจำนวนของการแก้ไขปัญหา ทางคาวาซากิจึงได้นำเสนอรถจักรยานยนต์ EV อย่าง Ninja e-1 และ Z e-1 ไปแล้ว และตอนนี้คาวาซากิภูมิใจนำเสนอรถจักรยานยนต์สตรองไฮบริดคันแรกของโลก Ninja 7 Hybrid   “เรากำลังสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผสมผสานพละกำลังเครื่องยนต์อันแข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและการออกแบบที่สื่อถึงอนาคต ทุกส่วนหลักถูกนำเข้าสู่มิติใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มอารมณ์เข้าไปในคุณสมบัติที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของคาวาซากิ Ninja 7 Hybrid คันนี้ พร้อมแล้วที่จะปฏิวัติวงการและเปิดศักราชใหม่ให้กับนวัตกรรมรถจักรยานยนต์” คุณพรชัย ตั้งธันยมนย์ ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวถึง รถจักรยานยนต์สตรองไฮบริดจากคาวาซากิ    ไฮไลท์ที่จัดแสดงภายในบูธคาวาซากิ   ■ Ninja 7 Hybrid สามารถใช้งานในฐานะผู้สัญจรในเมืองที่ประหยัดเชื้อเพลิงและเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษซึ่งยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ถูกจำกัด ขณะเดียวกันก็มอบความตื่นเต้นในการขับขี่ตามแบบฉบับของรถจักรยานยนต์คาวาซากิที่มีความอเนกประสงค์สูง Ninja 7 Hybrid เป็นรถรุ่นแรกในประเภทนี้ที่สร้างมาตรฐานให้กับรถจักรยานยนต์ HEV นำเสนอองค์ประกอบที่ดีที่สุดของทั้งรุ่น ICE และ EV ปฏิวัติวงการนี้ยิ่งใหญ่กว่าการรวมชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ด้วยการผสมผสานกันเป็นครั้งแรกของพละกำลังเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 451 cc สูบคู่อันแข็งแกร่ง ผสานเข้ากับมอเตอร์ขนาดกระทัดรัด เพื่อพละกำลังบิดที่แข็งแกร่งในช่วงต้นและกลาง ที่ให้อัตราเร่งเทียบเท่ารถซุปเปอร์สปอร์ตขนาด 1000 cc ด้วยโหมด e-boost อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันเทียบเท่าได้กับรถในคลาส 250 cc.    นอกจากนี้ยังมีโหมดขับขี่และฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกปรับตั้งให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโหมดสปอร์ตไฮบริด, อีโคไฮบริด, และโหมดไฟฟ้าในระยะทางสั้นและความเร็วต่ำ และยังมีเกียร์ถอยหลังเพื่อความสะดวกสบายของผู้ขับขี่อีกด้วย ทั้งหมดนี้ นับเป็นนวัตกรรมและการออกแบบที่สื่อถึงอนาคต Ninja 7 Hybrid จึงพร้อมเป็นรถที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี การวางจำหน่ายยังไม่กำหนด  

ไทยยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 60 ปี

ไทยยามาฮ่า ฉลองครบรอบ 60 ปี โชว์นวัตกรรมสุดล้ำ พร้อมเปิดรถใหม่ 4 รุ่น บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ยกทัพนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำเข้าร่วมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ภายใต้แนวคิด “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” สื่อสารผ่านการออกแบบ และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด The Limitless Movement สะท้อนความอิสระ ไม่หยุดนิ่ง ผสมผสานเทคโนโลยี และนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาในการยกระดับสินค้า และบริการสู่ความพรีเมียม เพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุด นายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิด และการออกแบบบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า“ในโอกาสที่ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครบรอบ 60 ปี ในประเทศไทย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ เราจึงได้ทำการออกแบบ และการนำเสนอบูธยามาฮ่าอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีชื่อว่า “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD โลกแห่งยนตกรรมสุดพรีเมี่ยม สู่อิสรภาพแห่งความเร้าใจในการเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด” ซึ่งยามาฮ่าได้พยายามคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ เพื่อที่จะมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ให้มีความสะดวกสบาย และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยในปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยของยามาฮ่าจากงาน Japan Mobility Show 2023 ที่ประเทศญี่ปุ่น มาจัดแสดงให้กับชาวไทยได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าครั้งแรกในประเทศไทย ทั้ง MOTOROiD2 (โมโตรอยด์ทู) ยานยนต์แห่งอนาคตเหนือจินตนาการ ที่สามารถผสานความรู้สึกของมนุษย์ และเครื่องจักรไปพร้อมกัน มาพร้อมระบบการทรงตัวที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามผู้ขับขี่ เสมือนได้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทาง ด้วยการติดตั้งระบบควบคุม Active Mass Center (AMCES) เพื่อตรวจจับ และปรับสมดุลของตัวรถ ผสาน AI จดจำและตอบสนองต่อใบหน้าและท่าทางของผู้ขับขี่ พร้อมโครงสร้าง LEAF ที่มีคุณสมบัติตอบสนองการขึ้น /ลง ที่ไม่เคยมีในรถจักรยานยนต์มาก่อน และ YAMAHA ELOVE ยนตรกรรมที่ปฎิวัติวงการ ด้วยแนวคิดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบ AMSAS (Advanced Motorcycle Stabilization Assistant System) ช่วยให้รถจักรยานยนต์ทรงตัวได้เองในความเร็วต่ำ เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดความเหนื่อยล้าในขณะขับขี่ แต่ยังคงสามารถเดินทางต่อได้อย่างปลอดภัย และในครั้งนี้ เราได้นำ e-plegona เครื่องเล่นที่ออกแบบด้วยการผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ และศึกษาวิธีการสร้างประสบการณ์ “Kando*” ที่ใช้สื่อความหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และพึงพอใจอย่างมาก ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเมื่อได้เจอกับประสบการณ์ที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นปรัชญาองค์กรร่วมกันของ ยามาฮ่า มอเตอร์ และ ยามาฮ่า คอร์ปอร์เรชั่น พร้อมกันนี้ยังมียานยนต์ไฟฟ้า YAMAHA E01 และ YAMAHA NEO’s ยนตรกรรมแห่งยุคยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ ที่พร้อมเชื่อมทุกการเดินทาง รวมทั้งรถจักรยานเสือภูเขาแบบใช้แบตเตอรี่ YAMAHA YPJ-MT PRO นำมาจัดแสดงภายในบูธอีกด้วย สุดท้ายนี้ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้ามาร่วมสัมผัสกับความพรีเมี่ยมจากนวัตกรรมยานยนต์และประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจภายในบูธ “YAMAHA REV PREMIUM MOBILITY WORLD” ไปพร้อมๆ กันครับ“ นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ในบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่นภายในงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกๆ เซ็กเม้นท์ เริ่มด้วย NEW YAMAHA MT-09SP สุดยอดเครื่องยนต์แบบ CP3 ไฮเปอร์เน็กเก็ต  ขนาด 890 ซีซี ที่ปลุกเร้าความตื่นเต้นอย่างแท้จริง ด้วยสเปคระดับพรีเมียมที่ให้การควบคุม และความแม่นยำระดับซูเปอร์สปอร์ต มาพร้อมสีใหม่ Icon Performance พร้อมให้เป็นเจ้าของในราคาแนะนำที่ 489,000 บาท  และนอกจากนี้ ยังมี NEW YAMAHA MT-09 เพิ่มสมรรถนะของไฮเปอร์เน็กเก็ด พร้อมการควบคุมที่เฉียบคม เครื่องยนต์สามสูบ 890 ซีซี อันเร้าใจ เทคโนโลยีชั้นนำของคลาส และรูปลักษณ์ใหม่สุดขั้ว พร้อมเปิดให้จองในงานราคาแนะนำที่ 447,000

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978

Honda เปิดตัว New Giorno+ Donald Duck และ New DAX 1978 ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นำโดย New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition รถเอ.ที.ในสไตล์ไฮแฟชั่น ฉลองครบรอบ 90 ปี โดนัลด์ ดั๊ก ผลิตจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยโมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ New Honda DAX 1978 Special Edition ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นอกจากรถรุ่นใหม่แล้ว ไทยฮอนด้ายังได้นำ New Monkey Star Wars Limited Edition มาให้แฟนพันธุ์แท้ Star Wars ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด รวมถึงรถบิ๊กไบค์คลาส 650 ซีรีส์ ที่ติดตั้งนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology รวมถึงนำเสนอความหลากหลายผ่านโมเดลต่าง ๆ อีกมากมายภายในบูธ นาย ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามุ่งยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยด้วยเทคโนโลยี และการเพิ่มคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ ครั้งนี้เราส่งมอบนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Honda E-Clutch Technology ที่จะทำให้การขับขี่รถสปอร์ตเป็นเรื่องที่สนุกและง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ผ่านโมเดลพิเศษอย่าง New Giorno+ Donald Duck Special Edition และ New Honda DAX 1978 Special Edition พร้อมกันนี้ เรายังได้นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่ออนาคตที่เรียกว่า Honda Mobile Power Pack ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดสู่ยานพาหนะ EV ได้หลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือรถไฟฟ้าต้นแบบ Honda SC e: Concept ที่เรานำมาจัดแสดงให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ เรายังได้นำเครื่องยนต์ Outboard Engine ระดับเรือธงอย่าง All New Honda BF350 V8 ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกด้วย” New Honda Giorno+ Donald Duck Special Edition มาพร้อมคอนเซปต์ ‘แฟชั่นฤดูความดั๊ก’ โดยนำคาแรกเตอร์ยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ‘โดนัลด์ ดั๊ก’ มานำเสนอความสนุกสนาน และความน่ารักสุดป่วน ผ่านลวดลายกราฟิกลงบน Honda Giorno+ อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยสีฟ้า ตัดด้วยสีเหลือง ที่เป็นคู่สีของโดนัลด์ ดั๊ก ลงตัวกับชุดครอบไฟหน้าสีเหลือง เพิ่มความโดดเด่นด้วย 3D Emblem และลายเซ็น ฉลองครบรอบ 90 ปี Donald Duck บ่งบอกความเป็นตำนานของคอลเลกชันนี้ที่ไม่มีใครเหมือน โดยผลิตและวางจำหน่ายเพียง 2,000 คันเท่านั้น เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 67,900 บาท New Honda DAX 1978 Special Edition นำโมเดลยอดฮิตในยุค 90 มาคัสตอมใหม่ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครในคอนเซปต์ DAX to 1978 The Time Traveler รถมินิไบค์ที่สะท้อนกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO เปิดรับจองที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ หรือที่

VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN รวมเวสป้า 10,196 คัน

ทำลายสถิติรวมพลเวสป้าเยอะที่สุดในเอเชีย ร่วมเฉลิมฉลองกับเฟสติวัล VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 พร้อมส่งคำขอบคุณให้กับเวสป้าทุกคันในประเทศไทย งานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปีจากเวสป้า VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2024 เรียกรวมพล แสดงพลังพร้อมเหล่าสาวกทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 13 เวที เต็มไปด้วยบรรยากาศ แห่งความสุข และความประทับใจ ปิดแคมเปญ 77 ปี พร้อมเดินหน้าเติบโตก้าวสู่ปีที่ 78 ในปี 2024 ต่อไป โดยส่งมอบความสุขครั้งใหม่ไซซ์ใหญ่ตลอดทั้งปีที่เวสป้าตั้งใจสร้างสรรค์แทนคำขอบคุณเพื่อ คนรักเวสป้าทุกคน เมื่อวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำ และมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ภายใต้การดูแลของ คุณพรนฎา นิวาตวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด จัดรวมพลครั้งใหญ่ต้อนรับครอบครัวคนรักเวสป้า กับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เทศกาลเฟสติวัลแห่งปีที่รวมพลเวสปิสตี้ ณ สวนสนุก Wonder World Extreme Park ปักหมุดความสุขทุกตารางนิ้วด้วยไลฟ์สไตล์ แพสชั่น และความรักในสกู๊ตเตอร์ พร้อมบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ครั้งใหญ่ในหัวใจเหล่าเวสปิสตี้ ด้วยจำนวนมหาศาลถึง“10,196 คัน” อลังการกับการรวมพลเหล่าเวสป้าทั่วประเทศไทย เจอกันแบบเต็มพื้นที่ในงาน เหมือนกลับบ้านมาเจอหน้ากันให้หายคิดถึง พร้อมเพรียงกันใน 13 เวที กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ระยอง บุรีรัมย์ ชะอำ น่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก ภูเก็ต สกลนคร และ สุราษฎร์ธานี มีลูกค้าให้ความสนใจร่วมกิจกรรมมากกว่า 26,000 คน เฟสติวัลแห่งความสุขแทนคำขอบคุณจากเวสป้าครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเวสป้าเป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมและอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานนอกจากนั้นงานครั้งนี้ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันและตอบแทนสังคม ที่ทางบริษัทฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิโรคหัวใจในเด็ก จำนวน 3 มูลนิธิ โดยทางบริษัทฯ จะบริจาค 100 บาทต่อรถสกู๊ตเตอร์เวสป้า 1 คันที่ลงทะเบียนมาร่วมงาน เพื่อมอบอิสระและรอยยิ้มให้แก่เด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น สำหรับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 เวสป้ายังคงจัดใหญ่จัดเต็มเช่นเคย โดยรวบรวมทุกความสนุกในปี 2023 ไม่ว่าจะเป็น VESPANISTA, VESPAFESTA, VESPARTÉ, VESPA VILLAGE, FAMILY AREA, FOOD ZONE, PARADE NIGHT SHOW และ VESPA PARKING AREA ที่จัดเต็มไว้รองรับแบบเหลือเฟือ โดยนอกจะมีแฟนพันธุ์แท้เวสป้าและพิอาจิโอทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัยร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ในงานนี้แล้ว ยังมีเหล่าศิลปิน ดารา และผู้มีชื่อเสียง มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้อีกเป็นจำนวนมาก นำทัพโดย เวสปิสตี้ ไบร์ท วชิรวิชญ์, วิน เมธวิน, โบกี้ไลอ้อน, เรย์ แมคโดนัลด์, ลีโอพุฒ, ต้าร์ เผ่าพล และ เจ มณฑล พร้อมกับการเปิดตัว ‘Vespisti Club Thailand’ และเวสปิสตี้ลำดับที่ 8 ของประเทศไทย อย่างศิลปิน LOMOSONIC และเพิ่มความสนุกด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย อาทิ KATSUE, MODERNDOG, KLEAR, SILLY FOOLS, LUSS, DEPT, PHUM VIPHURIT, AOF PONGSAK และ AE JIRAKORN ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้าในครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนความเป็นแบรนด์พรีเมียมสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลียน อันดับ1 ของโลก ทำให้เวสป้าได้แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา ซึ่งยืนยันได้จากเสียงตอบรับการกลับมาของคาราวานอย่างยิ่งใหญ่ในกลุ่มผู้ใช้จริง

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT พี่เบิ้มคันใหม่จาก Triumph 20 ปีแล้วที่ Rocket III เปิดตัวพร้อมทำลายสถิติในโลกมอเตอร์ไซค์ในฐานโร้ดสเตอร์สุดล่ำ มาวันนี้ค่ายรถเมืองผู้ดีได้โอกาสเผยโฉมใหม่พี่ใหญ่นักกล้ามทีเดียว 2 รุ่น คือ Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT ครูเซอร์ไซส์เบ้อเร่อที่แรงทะลุทะลวง แรงจนทำลายสถิติ แถมยังแรงกว่าเดิมอีก มีอะไรยังไงเดี๋ยวผม เหลาให้ฟังเอง ดีไซน์ รูปโฉมดีไซน์ยังคงดุดันทรงพลังด้วยสไตล์ตามแบบฉบับของทางค่ายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก หากมองผ่าน ๆ แต่ถ้ามองให้เจาะลึกลงไปเราจะเห็นรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งก็คือส่วนของล้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีการเปลี่ยนมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 10 ก้านที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิมซึ่งนอกจากจะสวยหล่อกว่าเดิมแล้วยังช่วยในเรื่องของการขับขี่ที่ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยั้งมีพร้อมโทนสีที่มีความเข้มขรึมดุดันกว่าเดิม ถังน้ำมันขนาด 18 ลิตรเพิ่มคำว่า Strom ตามชื่อใหม่ลงไป พร้อมตัวสีแบบทูโทน ขณะที่ตัว GT จะกลับสีถังน้ำมันแบบทูโทนให้ดูแตกต่างออกไปยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือตัวรถส่วนใหญ่จะถูกทำสีดำแทบจะทั้งคันเพิ่มความดุดันสมชื่อพายุนั่นเอง เครื่องยนต์   สำหรับขุมพลังก็ใหญ่ที่สุดของโลกสองล้อ โดยจะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5b แล้ว เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 182 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดมหาศาลแบบทุบสถิติสองล้อที่ 225 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบเท่านั้น โดยแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 15 แรงม้า กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 4 นิวตันเมตร เรียกว่าโคตรดุดัน ตัวเครื่องยนต์นั้นสั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มีท่อไอเสียแบบ 3 รวม 1 ออก 3 แบบเดิมแต่ทำสีดำดุดันอย่างที่เกริ่นไปแล้ว ช่วงล่าง ส่วนนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ทางค่ายตั้งใจทำเพื่อให้การขับขี่ออกมาดียิ่งขึ้น ตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ 47 ม.ม.จากทาง Showa ที่ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้ง ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จากทาง Showa ซึ่งสามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบเบรกนั้นด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 เพื่อให้เหมาะสมกับพละกำลังและขนาดตัวรถ และสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 150/80 R17 V และ 240/50 R16 V หน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยี พูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง ก็บอกเลยว่าให้มาแน่น ๆ อยู่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ไฟ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก Conering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU ระบบคีย์เลส ไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และอุ่นมือสำหรับรุ่น GT สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่าย สำหรับตัว R หรือตัวโร้ดสเตอร์นั้นมีราคาที่ 23,195 ปอนด์หรือราว ๆ 1,070,000 บาท ส่วนตัว GT ก็จะมีราคาที่ 1,100,000 บาท ถ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็น่าจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกพอสมควร เนื่องจากโมเดลปัจจุบันที่ขายไทยในตอนนี้เริ่มต้นที่ 955,000 บาท โดยส่วนตัวคาดว่าจะบวกขึ้นไปอีกสักประมาณ 1-2 แสนบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดใจรอราคาประเทศไทยเอานะครับ สำหรับสาวกครูเซอร์ไซส์เบิ้ม คันนี้เรียกว่าขี่ไปไหนใครก็ต้องเหลียวแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Star Wars

Honda Monkey Star Wars เผยโฉมขายไทยแค่ลายละ 150 คันเท่านั้นเปิดตัวเผยโฉมกันให้แล้วกับ Honda Monkey Star Wars ผลงานจากการคอลแล็บกันระหว่าง CUB House และ Star Wars ภาพยนต์ดังระดับตำนานของทางลูคัสฟิล์ม นำเสนอในคอนเซปต์ Choose Your Side ถ่ายทอดเอกลักษณ์จักรวาลของ Star Wars ผ่านคาแรกเตอร์ 2 ฝั่งหลักอย่างเหล่าเจได (Light Side) และด้านมืดฐานทัพซิธ (Dark Side) ที่โด่งดังระดับตำนาน ลงบน Monkey อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงฝั่งละ 150 คัน รวม 300 คันเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ใจสาวกสตาร์วอร์สยิ่งนัก   สำหรับดีไซน์ของโมเดลนี้ก็เป็นจุดขายหลัก ดังนั้นเราจะขอลงรายละเอียดตรงนี้กันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องสมรรถนะและส่วนอื่น ๆ นั้นเราก็จะขอรวบรัดให้สั้นก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองโมเดลจะมีรายละเอียดในส่วนที่มีการตกแต่งพิเศษเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่บริเวณถังน้ำมัน ครอบกรองอากาศ ครอบข้าง บังโช้คหน้า สวิงอาร์ม และปลอกแฮนด์ แต่จะไปแตกต่างกันที่สีสันและดีเทลตามจุดต่าง ๆ ดังที่บอกมานี่ล่ะครับ Light Side สำหรับฝั่ง Light Side หรือด้านสว่างนั้นตัวรถจะมาในโทนสีขาวและฟ้า แสดงถึงฝ่ายเจไดนั่นเอง โดดเด่นด้วยดีไซน์กราฟิกบนตัวถังน้ำมันโทนสีขาว-น้ำเงิน หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาในธีมยานอวกาศ พร้อม Emblem โลโก้ Star Wars แสดงถึงเอกลักษณ์ของพลังที่โดดเด่น มาพร้อมฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์สีน้ำเงิน ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ยาน X-Wing ของฝั่ง Light Side เข้าคู่กับครอบกรองอากาศสีเทาที่มีตัวละคร R2-D2 เพิ่มเข้ามาทำให้โดดเด่นคู่กับสีสันที่ลงตัว ตลอดไปจนถึงปลอกแฮนด์สีฟ้า Dark Side นำเสนอด้วยเหล่าด้านมืด ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม ตัวรถมาในโทนสีดำดุดัน มาพร้อมลวดลายดวงดาวในกาแล็กซี่ ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีวาดลวดลายบนตัวถังน้ำมัน คู่ไปกับฝาครอบข้างหุ้ม คาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ดาวมรณะ หรือ Death Star ของฝั่ง Dark Side สะท้อนตัวตนและรถเข้ากันอย่างลงตัว รวมทั้งครอบกรองอากาศดีไซน์พิเศษหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความพรีเมียม และสติกเกอร์ขอบล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบไลท์เซเบอร์ และปลอกแฮนด์สีแดง สะท้อนความเป็น Dark Side ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองโมเดลนี้วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 169,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบอกซ์เซทสำหรับแฟน Star Wars พันธุ์แท้ ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเกตหนังสุดเท่ และไอเทมไลท์เซเบอร์เรืองแสง พร้อมกับพวงกุญแจ Star Wars Limited Edition ให้ผู้ที่จองเป็นเจ้าของรถได้นำไปเป็นของสะสม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงไปลองกันได้ที่งานมอเตอร์โชว์ 2024 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมนี้เป็นต้นไป และสำหรับรถที่มี Serial Number หมายเลข 004 และ 066 ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวกและแฟน ๆ Star Wars จะถูกนำมาประมูลครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 วันที่ 30 มีนาคมนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับเหล่าสาวก และแฟนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450MT

CFMoto 450MT แอดเวนเจอร์ไซส์กลางจากแดนมังกร เปิดตัวกันไปสักพักแล้วกับ CFMoto 450MT จัดเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ดีไซน์คุ้นหน้าคุ้นตา แต่ช่วงหลังมีข่าวว่าทางแบรนด์มังกรฟ้ากำลังจะกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง เราก็เลยเอามานำเสนอ เนื่องจากตอนเปิดตัวใหม่ ๆ เรายังไม่ได้นำเสนอข่าวโมเดลนี้ไป แอดมินสารภาพตรงนี้เลยว่า “ช้าเอง” ดีไซน์ก็บอกเลยว่าดูปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวแบบแอดเวนเจอร์สมัยใหม่ ขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 449 ซีซี ที่ใช้กันในหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย โดยมีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์หรือผจญภัย ทางค่ายเคลมตัวเลขสมรรถนะมาที่ 43.58 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดมากถึง 44 แรงม้าที่ 6,250 รอบ โดยให้กำลังมาในช่วงที่เหมาะสมกับการขับขี่ผจญภัย ตัวรถมีบาลานซ์ชาฟต์แบบคู่ช่วยเพิ่มการตอบสนองตค่อคันเร่งและลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ เพิ่มความสมู้ทและความสนุกในการขับขี่ ขณะเดียวกันตัวรถก็มีน้ำหนักเบา โดยรถเปล่าหนักเพียง 175 กิโลกรัมเท่านั้น ยิ่งเหมาะกับสายนี้มาก ๆ ช่วงล่างของทางค่ายให้มาเป็นของดีจาก Showa เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลังสามารถปรับได้ทั้งคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลด โดยมีระยะยุบที่ 200 ม.ม. เท่ากัน ล้อและยางจะมีขนาด 90/90-21 และ 140/70-18 หน้าหลังตามลำดับ พร้อมมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นเหลือ ๆ ที่ 220 ม.ม. และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขับขี่ ตัวรถให้ระบบเบรก ABS แบบดูอัลชาแนลจาก Bosch ที่สามารถปรับแต่งการทำงานของ ABS ที่ล้อหลังได้ นอกจากนี้ยังมีแทร็คชันคอนโทรลเปิดปิดได้ หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อบลูทูธ ส่วนเรื่องการจำหน่ายจะมีสองเฉดสีด้วยกันคือสีเทาตัดด้วยสีเหลืองสะท้อนแสง Tundra Grey with Fluorescent Yellow และสีฟ้าตัดด้วยสีแดงสะท้อนแสง Zephyr Blue with Fluorescent Red โดยราคาจำหน่ายอิงจากราคาของออสเตรเลียแล้วจะอยู่ที่ราว ๆ 211,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายไทยก็คงจะไม่หนีไปกว่ากันเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่ ล่าสุดมีเอกสารสิทธิบัตรใหม่ออกมาเผยให้เห็นว่า Honda ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าทางค่ายเขามีมอเตอร์ไซค์ที่มีการติดตั้งระบบแอร์แบ็กเพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งก็คือเจ้า Goldwing แล้วเจ้าแอร์แบ็กใหม่นี่ล่ะ ทำไมต้องมี มันต่างกันยังไง ไปดูรายละเอียดกันครับ เทคโนโลยีแอร์แบ็กนั้นมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 10-15 ปีก่อน ได้เปลี่ยนแปลงความปลอดภัยของวงการมอเตอร์ไซค์ และฮอนด้าก็กำลังจะยกระดับไปอีกขั้น ส่วนในด้านของไรดิ้งเกียร์เองก็มีเช่นกันโดยมีใช้ในการแข่งขัน MotoGP ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และกลายเป็นกุญแจสำคัญของความปลอดภัยสำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ในช่วงหลัง ๆ นี้ไปแล้ว และหลาย ๆ แบรนด์เองต่างก็มีระบบแอร์แบ็กนี้เป็นของตัวเอง ทว่าระบบแอร์แบ็กของฮอนด้านั้นต่างออกไป ทางค่ายสัญญาว่าจะสามารถติดตั้งไปในส่วนท้ายของรถบริเวณถังน้ำมันได้ โดยซ้อนอยู่ภายใต้ตัวแฟริ่ง ซึ่งจะแตกต่างกับของรถยนต์ซึ่งจะอยู่ที่ภายใต้คอนโซลด้านหน้าในตัวรถ พวงมาลัยและด้านข้างของผู้โดยสาร อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมอเตอร์ไซค์นั้นต่างกับรถยนต์ เพราะเวลาเกิดเหตุแทบจะ 100% เลยที่คนขับและผู้โดยสารจะหลุดออกจากตัวรถ ขณะที่รถยนต์นั้นคนขับและผู้โดยสารส่วนใหญ่จะอยู่ภายในรถ และนั่นทำให้การออกแบบระบบความปลอดภัยนั้นถึงได้แตกต่างกัน แล้วทีนี้ทำไมมอเตอร์ไซค์ต้องมีแอร์แบ็กด้วย? ก็เพราะว่าคนขับจะต้องหลุดออกจากรถเนี่ยล่ะ ถึงต้องมีแอร์แบ็กมาช่วยป้องกันก่อนที่ตัวคนขับจะกระแทกพื้นยังไงล่ะครับ โดยระบบของฮอนด้านั้นออกแบบมาโดยมีระบบตัวทำให้แอร์แบ็กพองลมสองชุดและซีลปิดให้มั่นใจว่าแอร์แบ็กจะพองลมไว้ตลอด ซึ่งตัวแอร์แบ็กจะพองลมในรูปร่างที่จะช่วยห่อตัวผู้ขับขี่เอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกได้มาก ซึ่งกุญแจสำคัญสำหรับดีไซน์นี้ก็คือการจะทำยังไงให้สามารถพร้อมใช้งานได้ยาวนาน การคงทีของการพองลมของตัวแอร์แบ็ก และค่าใช้จ่ายต้องไม่แพงจนเกินไป สุดท้ายนี้เทคโนโลยีแอร์แบ็กที่ว่านี้ถ้ามาถึงขั้นต้อนการผลิตและใช้จริงแล้ว มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ เราคงต้องลุ้นให้ฮอนด้าพัฒนาและนำออกมาใช้จริงกันไว ๆ ล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่น ๆ คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot SPX

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว

AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ว โอกาสที่คนเงินเหลือ ๆ แบบเรา ๆ (เหรอ?) จะได้เป็นเจ้าของเจ้า AMB 001 Pro รถสนามสุดแรร์จากผลงานการร่วมมือกันของ Aston Martin และ Brough Superior มาถึงแล้ว เมื่อทางเว็บ Brough Superior ได้เปิดโอกาสให้พรีออเดอร์ผ่านเว็บไซต์แล้ว สำหรับเจ้าแทร็กไบค์คันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากไฮเปอร์คาร์อย่าง Valkyrie AMR Pro จึงโดดเด่นทั้งในด้านของสีสันและดีไซน์ที่เกิดจากการร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์ระดับตำนาน สรรสร้างเจ้าคันนี้ขึ้นมาให้เป็นผู้สืบทอดจากโมเดลเก่าไร้คำว่า Pro ต่อท้ายที่ขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว ตัวรถมาในเฉดสีสุดซิ่งเป็นสีเขียวหยก Aston Martin Verdant Jade สลับด้วยชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์สีดำ และมีเครื่องยนต์และระบบกันสะเทือนที่เคลือบเซราโค้ตสีดำอีกด้วย จากนั้นขับเน้นด้วยสีเหลืองมะนาว Photon Lime ที่ได้มาจากรถไฮเปอร์ของทาง Aston Martin นั่นเอง เจ้าคันใหม่นี้แรงขึ้นกว่าโมเดลเดิม 25% ในแง่ของแรงม้ามันมีมากถึง 225 แรงม้า ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 1.28 แรงม้าต่อกิโลกรัม (น้ำหนักรถเปล่าอยู่ที่ 175 ก.ก.) ใกล้เคียงกับรถแข่ง Formula 1 เลยทีเดียว ซึ่งพละกำลังที่ได้มาจากเครื่องสองสูบวีขึ้นรูปจากอลูมิเนียม 5000 ทั้งก้อน ด้วยกรรมวิธี CNC ขนาด 997 ซีซี เพื่อเพิ่มความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของเครื่องยนต์ขณะเดียวกันก็มีการออกแบบกระบอกสูบใหม่ให้มีปลอกกระบอกสูบแบบเปียกเพื่อช่วยเพิ่มเรื่องการระบายความร้อน และเพื่อสะกดรถที่แรงขนาดนี้ ให้มีล้ออยู่กับพื้นก็ต้องอาศัยแรงดาวน์ฟอร์ซที่เพิ่มมากขึ้นด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและปีกที่ด้านข้าง แฟริ่งด้านหน้าตอนนี้ถูกยึดติดเข้ากับแฟริ่งเพื่อช่วยเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าของตัวรถอีกด้วย จากการทดสอบในอุโมงค์ลมจะใบมีดตัดอากาศด้านหน้าจะช่วยส่งลมให้ลอยข้ามตัวผู้ขับขี่ อากาศจะไหลผ่านช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านหน้าที่รวมเข้ากับปิดด้านหน้าจากนั้นส่งผ่านแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบมาใหม่ และส่งลมออกไปที่ชิลด์ไดนามิกด้านหน้า ขณะที่ครีบด้านหลังที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความเสถียรของการไหลของอากาศก็ยิ่งช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างของรถด้านหน้าเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทำงานร่วมกับอาร์มลิงก์ทรงสามเหลี่ยมคู่ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียม CNC ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อเป็นล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 10 ก้านที่ด้านหน้าและล้อหลังแบบดิสก์วีล ยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 200/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการเปิดให้พรีออเดอร์แล้วก็ตาม แต่ในเว็บไซต์ยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่าย แต่มีการบอกไว้ว่าจะจำหน่ายเพียง 88 คันเท่านั้น โดยจะผลิตและประกอบขึ้นด้วยมือที่เมืองตูลูซ ประเทศฝรั่งเศส โดยคาดว่าจะส่งมอบล็อคแรกได้ในไตรมาส 4 ของปี 2024 นี้นี่เอง มาถึงตรงนี้แล้วผมเองก็อยากจะรู้เลยว่าคันนี้จะมีคนไทยคนไหนได้เป็นเจ้าของมั้ยเนี่ย อยากจะไปสัมผัสคันจริงจังเลย รถอะไรทำไมมันดีไซน์ได้เลิศลอยขนาดนี้เนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Schuberth C5

Schuberth C5 หมวกยกคางที่ดีที่สุดจากนิตยสารเยอรมัน Schuberth C5 คือหมวกกันน็อกแบบฟลิพอัปหรือยกคางใบแรกในท้องตลาดที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ ECE-R 22.06 และทางนิตยสารชื่อดังจากเยอรมันอย่าง Motorrad ทดสอบและให้คะแนนว่าเป็นหมวกยกคางที่ดีที่สุดอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับหมวกกันน็อกแบรนด์อื่น ๆ รวมกันทั้งหมด 7 ใบด้วยกัน เราไปดูกันดีกว่าว่าเจ้าหมวกใบนี้มันมีอะไรยังไงกันบ้าง ข้อมูลคุณสมบัติ ตัวหมวกทำจากวัสดุไฟเบอร์กลาสหรือคาร์บอน แล้วแต่รุ่น ผลิตขึ้นในประเทศเยอรมนี ตัวหมวกจะมีตัวตัดลมหรือวินด์ดีเฟล็กเตอร์ที่คาง มีแว่นกันแดด และตัวกันฝ้า พร้อมรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารแบบบลูทูธ มีการทดสอบวัดเสียงรบกวนภายในหมวกได้ที่ 87.9 เดซิเบล ขนาด: XS (53) ถึง XXXL (65),  โดยมีขนาด 2 เชลล์ไซส์ น้ำหนัก: 1,640 +/- 50 กรัม /1,710 กรัม (สเปกโรงงาน/ ชั่งจริงไซส์ L) สี: ขาว, ดำ, ดำด้าน, เงิน, เทา, เหลืองสะท้อนแสง และลายกราฟิกอีก 8 ลาย จุดเด่น เหมาะสำหรับคนใส่แว่นมาก ๆ ให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้างและคมชัด มีช่องไหลเวียนอากาศที่ใช้งานง่ายและใช้งานได้ดีมาก กลไกตัวแว่นกันแดดคุณภาพดีมาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม ให้เสียงรบกวนน้อย งานประกอบและวัสดุดี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนชิลด์เองได้ง่ายมาก ๆ จุดสังเกต คู่มือผู้ใช้สั้นไปหน่อย แต่ดาวน์โหลดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ได้ และราคาที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ทางนิตยสารได้จำทดสอบทั้งในห้องแล็ปและทดสอบขับขี่ใช้งานบนถนนจริง ทั้งขับขี่ถนนในเมืองหรือว่าทางหลวงไฮเวย์ ด้วยความเร็วกว่า 180 กม./ชม.กับรถ Husqvarna Norden 901 แต่ส่วนมากจะเป็น 160 กม./ชม. ตลอดไปจนถึงทดสอบจำลองฝนตกด้วยการทดสอบในแล็ปที่สามารถจำลองฝนตกหนักออกมาได้ด้วย รวมไปถึงมีการทดสอบวัดเสียงในอุโมงค์ลม และอื่น ๆ และผลก็คือหมวกแบรนด์เยอรมันอย่าง C5 ก็เป็นผู้ชนะไปครับ งานนี้ใครที่กำลังมองหาหมวกยกคางคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ก็คงต้องมองใบนี้ไว้แล้วล่ะครับ ทั้งนี้ทาง Panda Rider ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก็มีจำหน่ายในราคา 25,900 บาทเท่านั้นสำหรับหมวกสีพื้น หมวกลายกราฟิกราคา 28,500 บาท และรุ่นคาร์บอนที่จะมีน้ำหนักเบามากกว่า ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น จำหน่ายในราคา 55,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Svartpilen 801

Svartpilen 801 จ่อคิวขายปี 2024 สาวกไวกิ้งรอได้เลย q Husqvarna เผยว่ากำลังเตรียมตัวที่จะเปิดตัว Svartpilen 801 สตรีทแมชชีนในสไตล์สแคลมเบลอร์มาดเข้มดุดันรุ่นล่าสุดและใหญ่ที่สุดของทางค่ายในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ซึ่งจัดเป็นโมเดลระดับกลางที่หลาย ๆ คนน่าจะคาดหวังกันไว้ แน่นอนว่ามันจะต้องแรง คล่องตัวและมีสไตล์ที่ร่วมสมัยเหมาะแก่สายถนนยิ่งนัก จุดเด่นที่เปิดเผยออกมาคือ ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 181 กิโลกรัมและมีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาดกะทัดรัด 105 แรงม้า ให้อัตราส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดี และจะยิ่งขี่ได้ดีขึ้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไปตลอดจนถึงระบบควิกชิฟเตอร์ การันตีว่าทันสมัยระดับแนวหน้าของคลาสทั้งในเรื่องประสบการณ์การขับขี่และความปลอดภัย ส่วนเรื่องสไตล์โดดเด่นและมินิมัลแม้จะพรางตัวไว้แต่ก็บอกเลยว่าไม่อาจปกปิดอะไรได้มากนัก ด้วยเส้นสายแบบสลิปไลน์ของตัวรถและเฟรมยิ่งแสดงให้เห็นสไตล์ที่ชัดเจนประกอบไปด้วยช่วงล่างที่ให้มาก็บอกเลยว่าสมรรถนะดีแน่นอน   มาถึงตอนนี้แล้วแฟน ๆ ไวกิ้งอาจจะต้องเฝ้ารอดีเทลรายละเอียดชัด ๆ ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ แล้วเราจะรีบมานำเสนออีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก