SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

2025 Buriram Test ครั้งสุดท้ายก่อนเปิดการแข่งขัน MotoGP25 2025 Buriram Test การทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มการแข่งขันฤดูกาล 2025 อย่างเป็นทางการในช่วงปลายกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งการทดสอบครั้งนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับทีม และนักแข่ง MotoGP ในการทดสอบรถแข่งก่อนที่การแข่งขันสนามแรกของฤดูกาลกำลังจะเริ่มขึ้น หลากหลายค่ายเองก็มีเรื่องต่าง ๆ ให้คิด และพิจารณาต่าง ๆ ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Ducati’ ที่ตอนนี้กำลังคิดว่าจะใช้เครื่องยนต์ปี 2024 หรือ 2025 สำหรับการลงแข่งฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าเครื่องยนต์ของทาง Ducati เองก็มีพละกำลัง และเทคโนโลยีที่ค่ายอื่นยากที่จะตามทัน อีกทั้งยังการันตีความสำเร็จมากมายในการแข่งขันฤดูกาลที่ผ่านมา และมีข่าวจากวงในมาว่าตอนนี้เครื่องยนต์ของโมเดล GP25 ยังขาดอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะหมายถึงความไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ก็เป็นได้ ทางด้านของค่ายรถ Yamaha เองนั้นก็สามารถสร้างความประหลาดใจได้ในการทดสอบในรอบเซปัง เทสที่ผ่านมา นักบิดเจ้าของหมายเลข 20 อย่าง ‘แฟ้บ’ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ สามารถกดเวลาได้ติดอันดับ Top 3 ตลอดการซ้อมในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ทีมจากค่ายส้อมเสียงนี้จะมาเป็นม้ามืดของฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ วันที่ลงทำการซ้อม เวลาที่สามารถทำได้ดีที่สุด รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 1 01:57.5550 นาที (อันดับที่ 1) รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 2 01:57.3240 นาที (อันดับที่ 2) รอบการซ้อมเซปัง เทสในวันที่ 3 01:56.7240 นาที (อันดับที่ 3) ทางฝั่งของทีม Aprilia จะไม่มีแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ร่วมลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย ทีม VR46 จะไม่มี ‘ดิเจีย’ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ และ Trackhouse Racing จะไม่มี ราอูล เฟอร์นันเดซ ซึ่งทั้งสามคนที่ได้กล่าวไปนั้นได้รับอาการบาดเจ็บจากการซ้อมในรอบเซปัง เทสที่ผ่านมา ตารางเวลาการทดสอบรอบ Buriram Test วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 10.00 – 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 10.00 – 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยการซ้อมในรอบนี้จะไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ หากแฟน ๆ ถ้าไม่อยากพลาดข่าวสารก็ติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลยจะรายงานให้ทราบในทุกเหตุการณ์แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปโดร อคอสต้า เชื่อ ไลน์อัพปีนี้จะพา KTM กลับสู่ความยิ่งใหญ่ เปโดร อคอสต้า นักบิดจากทีมโรงงานของ KTM อย่าง ‘Redbull KTM Factory Racing’ ออกมาเผยว่า การที่ทีมเก่าของเจ้าตัวอย่าง ‘KTM Tech3’ ที่มีการดึงนักแข่งประสบการณ์สูงสองรายเข้ามาร่วมทีมอย่าง ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ และ มาร์เวอริค บีญาเลส เชื่อว่าจะเป็นการสร้างไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ให้กับแบรนด์จากออสเตรียรายนี้ ในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ทีมแข่ง KTM ทั้งทีมโรงงาน และทีมรองมีการเผยไลน์อัพนักแข่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยทีมโรงงานมีสองนักบิดอย่าง แบรด บินเดอร์ และเปโดร อคอสต้า และในส่วนของทีมรองอย่าง Redbull KTM Tech3 ได้แก่เอเนีย บาสเตียนินี่ และมาร์เวอริค บีญาเลส ซึ่งไลน์อัพถ้าดูจากชื่อชั้นก็ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดา เพราะนักแข่งแต่ละคนก็มีประสบการณ์การแข่งมาแล้วมากมาย มาเวอริค บีญาเลส คว้าชัยในการแข่งขันแต่ละสนามมาแล้วถึง 26 ครั้ง ทางด้านของ ‘The Beast’ หรือเอเนีย บาสเตียนินี่ ก็สามารถคว้าชัยในการแข่งขันแต่ละสนามมาได้ถึง 13 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของทีม Ducati ที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ ‘BabyShark’ มั่นใจว่าประสบการณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาจะสามารถช่วยทีมได้ “พวกเขาจะช่วยเราได้แน่นอน” “เรามีไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KTM และผมจะบอกว่าเราเป็นไลน์อัพที่แข็งแกร่งที่สุดในการแข่งขันฤดูกาลนี้ มันเป็นความจริงที่พวกเขายังไม่มีประสบการณ์มากนักกับ KTM แต่ในอีกแง่หนึ่ง ตัวอย่างเช่น มาเวอริค (บีญาเลส) ชนะการแข่งขันกับสามผู้ผลิตมาแล้ว ส่วน (เอเนีย) บาสเตียนินี มีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ Ducati อยู่ในหัวของเขา และเขาก็สามารถทำเวลาได้ดีมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา” “ดังนั้นผมคิดว่า ด้วยประสบการณ์และความรู้ทั้งหมดของพวกเขา พวกเขาจะช่วยชี้แนวทางให้เราว่าต้องปรับปรุงอะไร และเราต้องทำอะไรเพื่อก้าวกระโดดครั้งใหญ่ และเมื่อเราปรับแนวทางตามสิ่งที่เขาแนะนำ เราก็น่าจะสามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด ผมคิดว่ามันจะเป็นผลดีสำหรับเรามาก” Redbull KTM Factory Racing และ Redbull KTM Tech3 จะลงทดสอบอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในการทดสอบ Buriram Test ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนามกับการแข่งขัน ThaiGP25 ที่สนามเดียวกันในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ เหล่าสาวก KTM ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Triumph Speed Twin 900 สเปค และรายละเอียด 2025 Triumph Speed Twin 900 สปอร์ตคลาสสิค 2 สูบเรียงขนาดเครื่องยนต์ 900 ซีซี มาพร้อมสไตล์ใหม่ที่ผสมผสาน DNA การออกแบบของ Speed Twin เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่เพรียวบาง สปอร์ต และมีไดนามิกมากขึ้น รวมถึงระบบฟีเจอร์การใช้งานต่าง ๆ ระบบช่วงล่าง อีกทั้งยังเสริมความคล่องตัวไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปทางไกล ซึ่งรถคันนี้พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน และน่าหลงใหลให้กับผู้ขับขี่มากกว่าเดิม ราคา : คาดการณ์ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 415,000 บาท ระบบไฟ Full LED สว่างชัด ฝาถังน้ำมันพร้อมโลโก้ของไทรอัมพ์ ถังน้ำมันพร้อมกราฟิกสีสัน และโลโก้ไทรอัมพ์ เพลท Speed Twin 900 ด้านข้างรถ ขุมกำลังขนาด 900 ซีซี โช้คอัพคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์ 2025 Triumph Speed Twin 900 ข้อมูล และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 900 ซีซี แรงม้า (เคลม) 65 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 80 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 84.6 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 11.0:1 ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 100/90-R18 ยางหลัง 150/70 R17 ระบบกันสะเทือนหน้า ระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 มม. โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง ระบบกันสะเทือนหลังคู่จาก Marzocchi พร้อมซับแทงค์ และสามารถปรับตั้งค่าพรีโหลดได้ โดยมีระยะยุบตัวอยู่ที่ 116 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 4 พอต ขนาด 320 มม. (OC-ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ 2 พอตขนาด 255 มม. (OC-ABS) กว้าง X ยาว X สูง 777 x 2,090 x 1,115 มม. ระยะฐานล้อ 1,435 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ N/A ความสูงเบาะ 780 มม. น้ำหนักรถ 216 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี โหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Road และ Rain Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Cruise Control ช่องเสียบ USB Type-C ระบบไฟ Full LED ABS Traction Control สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Pure White) สีดำ (Phantom Black)

Yamaha Grand Filano 2025 เปิด 2 รุ่นใหม่ Hybrid Connected และ Special Edition ยกระดับความแกรนด์อย่างมีระดับ ราคาเริ่มต้น 6.5 หมื่นเท่านั้น

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี 2025 Piaggio MP3 310 สกูตเตอร์สามล้อรุ่นใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นพี่อย่าง MP3 400 และ MP3 530 สไตล์ตัวรถที่โดดเด่น แฟริ่งด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีขนาดที่กว้างขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ตรงกลางแผงหน้ามีช่องดักอากาศขนาดเล็กที่ดูสปอร์ต พร้อมกับกระจังหน้าแบบรังผึ้งสามมิติ พร้อมสปอยเลอร์แนวตั้งซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้า ด้านอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ร่วมกับแผ่นบังลมด้านข้างใหม่ ให้ความเสถียรมากขึ้น ชิลด์บังลมได้รับการออกแบบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถกันลมได้เป็นอย่างดี ส่วนหน้ามีความสปอร์ตและดุดัน ไปจนถึงบังโคลนที่มีองค์ประกอบสีเดียวกับตัวรถในรุ่น Sport ล้อที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่แบบก้านแยก 5 ก้าน ให้ความรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตหรู ส่วนหน้าที่ดูเด่นสะดุดตานั้นตัดกับท้ายรถที่ดูเพรียวลม ซึ่งออกแบบอย่างลงตัวด้วยแถบจับด้านท้าย สำหรับผู้โดยสารที่สะดวกสบาย และจบด้วยไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน เบาะนั่งที่มีระดับสองชั้นได้รับการออกแบบใหม่ นั่งสบาย และมีรูปทรงที่ช่วยให้เท้าผู้ขับขี่สามารถสัมผัสกับพื้นได้ง่ายและปลอดภัย พร้อมตำแหน่งของผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสบายขึ้น โดยมีแผ่นพักเท้าพับได้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งเมื่อพับเก็บแล้วจะผสานเข้ากับแฟริ่งของตัวรถอย่างลงตัว ช่องเก็บของใต้เบาะมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้หนึ่งใบ หรือหมวกแบบครึ่งใบสองใบ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ เครื่องยนต์ใหม่ ใหญ่ขึ้น แถมรักษ์โลก เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดในตระกูล HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Euro 5+ เมีความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้น จากเดิม 278 ซีซี เป็น 310 ซีซี รวมถึงมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่ ไม่เพียงแค่ด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่และความคล่องตัว ทั้งหมดนี้ยังช่วยให้รถประหยัดน้ำมันขึ้นอีกด้วย โดยอยู่ที่ 32.2 กม./ลิตร โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้ เป็นเครืองยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ให้พละกำลังเเรงม้าสูงสุดที่ 26.4 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 27.3 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดก็เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ โดยจากเดิมที่เคยทำความเร็วได้ 120 กม./ชม. เพิ่มเป็น 129 กม./ชม ช่วงล่างปรับใหม่ อัพเกรดความปลอดภัยเต็มขั้น ระบบเบรกมาพร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกที่ผสานกับระบบควบคุมการลื่นไถล ASR (Acceleration Slip Regulation) ระบบ ASR (ซึ่ง Piaggio เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในสกู๊ตเตอร์) สามารถปิดการใช้งานได้ง่าย และช่วยรับประกันความปลอดภัยโดยป้องกันไม่ให้ล้อหลังลื่นไถลบนพื้นผิวที่อันตราย เช่น แอสฟัลต์เปียก ระบบ ABS แบบสามช่อง ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Continental ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเชิงป้องกัน โดยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกเมื่อเบรกและให้การควบคุมรถที่สมบูรณ์ตลอดเวลา Piaggio MP3 ติดตั้งระบบเบรกแบบดิสก์ทั้งสามล้อ โดยมีขนาดดิสก์ 258 มม. ที่ล้อหน้า และ 240 มม. ที่ล้อหลัง ความปลอดภัยที่มากขึ้นและการขับขี่ที่ราบรื่นขึ้นยังมาจากล้อหน้าขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว ส่วนล้อหลังขนาด 14 นิ้ว ระบบล็อคช่วงล่างด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์สามล้อสัญชาติอิตาลีรุ่นนี้ ช่วยเปลี่ยนสมดุลแบบไดนามิกเป็นสมดุลแบบสแตติก เมื่อสตาร์ทรถแล้ว มันจะรักษาสมดุลอยู่บนล้อทั้งสามโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง (แม้ว่าจะติดตั้งมาให้) เมื่อต้องการกลับสู่การทำงานปกติ เพียงแค่เร่งความเร็วหรือใช้ปุ่มกดเฉพาะ นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องวางเท้าลงพื้น และสามารถจอดได้ทุกที่อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีจัดเต็มพร้อมอำนวยความสะดวก มาพร้อมกับ หน้าจอ LCD ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล มาตรวัดรอบที่อยู่ตรงกลาง พร้อมกับตัวบอกระยะทางรวม และระยะทางทริป อุณหภูมิอากาศ นาฬิกาดิจิทัล ตัวบอกระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และตัวบอกอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น ซึ่งสามารถเลือกดูได้โดยใช้ปุ่ม MODE บนแผงควบคุมด้านขวา เช่น ความเร็วสูงสุด ความเร็วเฉลี่ย การใช้เชื้อเพลิงแบบทันที การใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะทางแบตเตอรี่ และระดับการชาร์จ ส่วนไฟเตือนจะแสดงการทำงานต่าง ๆ เช่น “ตรวจสอบการฉีดเชื้อเพลิง” น้ำมันสำรอง ความดันน้ำมัน การทำงานของ ABS และระบบป้องกันการโจรกรรม การควบคุมบนแฮนด์และแผงหน้าปัดได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท สเปค, สเป็ก วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น M1000R 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cub House Fun day วันเดย์ทริปของคนวัยมันส์ วันนี้ทาง Superbike Thailand ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ในกิจกรรม Cub House Fun day One day Trip กับทริปกับการขับขี่ 1 วัน ในสไตล์วัยรุ่น ก็เลยถือโอกาสแต่งตัวให้เข้ากับธีมงานกันซักนิดนึง แล้วจะเป็นอย่างไร ไปชมกัน สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย CUB House ณ คอฟฟี่ แอน ชาบู แคมป์ เพื่อร่วมสนุกกับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ ใน 1 วัน กับรถ Honda Monkey สายซน และรถจักรยานยนต์ Honda CT125 สายลุย ไปพร้อมกับการถ่ายแบบแฟชันในสไตล์ Cub House อีกด้วย สำหรับบรรยากาศภายในวันนี้ เมื่อเช็คกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้กล่าวเปิดงานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมกับบรีฟเส้นทางก่อนออกเดินทาง เผื่อขับไปแล้วหลง จากนั้นแบ่งกลุ่มรอบการขับขี่เป็น 3 รอบด้วยกัน เพื่อให้สื่อมวลชนได้สนุกไปกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออกสตาร์ทเดินทาง โดยแอดมินได้เลือกเจ้า Honda CT125 สีเขียวขี้ม้า ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์สายลุยในทุกเส้นทาง ขับขี่แบบชิลล์ ๆ คูล ๆ แล้วมาขี่ลุยบนเส้นทางขรุขระกันซักหน่อย ซึ่งแอดขอบอกตรง ๆ เลยว่า แอบเกรงนิดหน่อย แต่เจ้า CT125 มีการออกแบบสมรรถนะเครื่องยนต์และดีไซน์ที่สามารถคอนโทรลตัวรถได้ง่าย ซึ่งเอาอยู่แน่นอน ขับรถสายลุยกันไปแล้ว ลองมาเปลี่ยนฟีลขับขี่รถคาแรคเตอร์สายซนและโลดแล่นกันบ้าง กับเจ้า Honda Monkey คันนี้ บอกเลยขับขี่สนุกและคล่องตัวมาก สมกับเป็นรถจักรยานยนต์สายซนเลยทีเดียว แล้วแวะมาถ่ายแบบกันซักนิด บนกราฟิตี้สวย ๆ ซึ่งเข้ากับสไตล์ตัวรถได้ดีเลยทีเดียว เมื่อทริปจบแล้ว ขอพามาดูรถจักรยานยนต์ที่โชว์กันในงานนี้ ซึ่งมีรถรุ่น Honda Monkey, Honda C125 และ Honda CT125 จอดสวย ๆ ให้ชมกัน สำหรับใครที่สนใจรถจักรยานยนต์รถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าว ภายในงาน แอดจึงขออนุญาตแนะนำราคา รุ่น Monkey ราคาแนะนำอยู่ที่ 99,700 บาท, รุ่น C125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 89,600 บาท และรุ่น CT125 ราคาแนะนำอยู่ที่ 84,900 บาท ก็ขอสรุปเลยว่า วันนี้ทาง ซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสมาทดลองขับขี่ พร้อมกับการถ่ายแบบตามสไตล์ Cub House ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทางคลับเฮาส์ ที่ให้โอกาสไปร่วมกิจกรรม กับทริปการขับขี่รถจักรยานยนต์ในครั้งนี้ด้วยครับ #CUBHouseFundayOnedayRide #NewMonkey #NAUGHTYGOROUND #NewC125 #RideTheMasterpiece #CT125 #MyHiddenPleasure อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

การทดสอบในครั้งนี้กับการ รีวิว Honda CB300R สปอร์ตคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ และช่วงล่างที่ทำให้ตอนทดสอบต้องบอกเลยว่าเหลือเฟือ ที่สุดสำหรับสปอร์ตคาเฟ่ในคลาส 300 ซีซี หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café นั้นเอง.. มาส่องโฉม กันก่อน ดีไซน์โดดเด่นเป็นสง่ารูปร่างดี สมส่วนด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ตามดีไซน์ Japan craft ดูดี เป็นศรีแกผู้ขับขี่ มาพร้อมแฮนก์บาร์ยกกระชับขับง่ายตามสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลดูล้ำสมัยที่จะแสดงผลทั้งหมดทั้งมวลของรถคันนี้ เช่น ความเร็วขับขี่ รอบเครื่องยนต์ ปริมาณน้ำมัน การวัดระยะทางแบบทริป และสถานะไฟเลี้ยว ไฟสูง เวลา อุณหภูมิเครื่องยนต์ รวมไปถึงสถานะการเปลี่ยนเกียร์ Shift Light เอาจริงๆก็เกือบจะครบถ้วน ขาดแค่ไฟบอกเกียร์เพียงอย่างเดียว มาต่อที่โช้คหน้า ที่เป็นจุดเด่นสง่าสีทอง แบรนด์ดังอย่าง SHOWA ที่เป็นแบบ UPside-down ขนาด 41 มม. และ โช้คหลังเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เฟรมถักที่ทำให้ดูเพียวร่างบางเบาแข็งแรง ดูทันสมัยสวยงาม ระบบเบรค ดิสเบรคหน้า-หลัง ABS คาลิปเปอร์ Nissin แบบเรเดี้ยนเมาส์ที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยี SuperBike อย่าง CBR1000RR ที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นพร้อมกับให้จานดิสเบรค Floating ขนาดใหญ่แบบ WaveDisk ที่ดีไซน์เป็นคลื่นรอบวงของตัวจานเบรค และเบรคหลังที่เป็นของ Nissin เช่นกัน และอย่างแน่นอนที่ Honda ยัดมาให้เสมอนั้นก็คือระบบเบรค ABS และ G sensor จากโรงงานมั่นใจหายห่วง ขนาดของล้อแม็ก 5 ก้านคู่(Y)ที่ให้มาทางด้านหน้ามีขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางขนาด 110/70 และขนาดล้อด้านหลัง 17 นิ้วให้ขนาดยางมาที่ 150/60 ที่มีขนาดหน้ายางกว้าง ใหญ่ ดูสมส่วน และทำให้การขับขี่คันนี้ รู้สึก นุ่มนวล มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ขุมพลัง 1 สูบ 286 ซีซี เครื่องยนต์สูบเดียว มีความจุปริมาตรกระบอกสูบที่ 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ หัวฉีด DOCH (แคมคู่) ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 X 63.0 อัตราส่วนกำลังอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ แบบ 6 สปีด คลัทซ์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ฟิวลิ่งการขับขี่ รีวิว Honda CB300R 2019 ในการขับขี่ในครั้งนี้ได้ทดสอบการขับขี่กันภายในเมืองย่าน พระราม9-เรียบทางด่วน รามอินทรา ได้ฟิวของการซอกแซกภายในเมือง ทำได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นอื่นๆในคลาส ที่มีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมรวมของเหลวที่มีน้ำมันในถังถึง 10 ลิตร (เต็มถัง) สามารถที่จะพลิกรถทั้งซ้ายและขวาง่ายมากๆ ด้วยขนาดยางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้การเลี้ยวโค้งสามารถทำได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านั่งการขับขี่ ด้วยตัวรถที่เป็นทรงแฮนด์บาร์ทำให้ท่านั่งนั้นเรียบง่าย สบายๆอย่างเห็นได้ชัดไม่ต้องก้มคอม งอหลังให้ปวดเมื้อยระหว่างขาสามารถที่จะหนีบตัวถังน้ำมันได้อย่างดี กระชับหน้าขามั่นใจทั้งการเบรคและเปิดคันเร่งรวมไปถึงเบาะนั่งที่ไม่สูงมาก ทำให้ควบคลุมรถได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ครั้งนี้ทางเราจะให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบช่วงล่างเพราะถือว่าเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้สำหรับช่วงล่างด้านหน้าแบบ UPside-down ของ Showa ที่ถูกติดตั้งมาจากโรงงานที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 41 มม. และโช้คหลังที่เป็นแบบเดี่ยว สามารถปรับพรีโหลดได้ ถือว่าเป็นช่วงล่าง ที่ดีที่สุดในคลาสตอนนี้ ซับแรงกระแทรกได้เป็นอย่างดี แม้กระทั้งการเบรคหนักๆแบบฉุกเฉิน หรืออาจจะมีคนซ้อนเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็ทำงานได้เป็นอย่างดี เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนถนนเมืองไทย สำหรับตัวเครื่องยนต์ต้องบอกก่อนเลยว่า แม้จะเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบในแบบเดียวที่ใช้ใน CBR300R ได้ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้ดีมากในช่วงรอบต้น และกลาง ตามสไตล์เครื่องยนต์สูบเดียว บิดติดมือ บิดคันเร่งตอบสนองได้เป็นอย่างดีเร่งแซงได้ดั่งใจ เสียงท่อไอเสียที่เครื่องยนต์ ขนาด 286 ซีซี ถือว่าทำได้ดีเร้าใจ ปลอดภัยคุณตำรวจ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง หรืออาจจะมีการออกทริปเอาสังคมสองล้อกันบ้างก็ สบายๆ ไร้กังวลอย่างแน่นอน ฟันธง สปอร์ตคาเฟ่ CB300R 2019

ยูโรเปี้ยน เรดบูล สร้างประสบการณ์ให้ลุกเป็นไฟ เยี่ยมชมโรงรถ Redbull KTM ทีมดังระดับโลก ขุมพลังที่ซุ่มความแรงในตระกูล 2 ล้อ ผ่านไปแล้วสำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (โมโตจีพี) ภายใต้ชื่อ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 ณ เวทีประลองความเร็วระดับโลก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดย มาร์ค มาร์เกซ (Marc Marquez) นักบิดชาวสแปนิช นักบิดเจ้าของฉายาเด็กระเบิด ไม่ทำให้ผิดหวัง โชว์บิดแซงหน้า Fabio กวาร์ตาราโร ในโค้งสุดท้ายเข้าเส้นชัยเป็นอับดับ 1 ฉลองแชมป์โลกรวมสมัยที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ ยูโรเปี้ยน เรดบูล พาเกาะติดขอบสนามการแข่งขันโมโตจีพี ศึกมอเตอร์สปอร์ตอันดับหนึ่งของโลก ชมการขับเคี่ยวที่เร้าใจของรถแข่งจักรยานยนต์ที่ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากการประลองความเร็วของยอดนักบิดระดับโลกแล้ว ยูโรเปี้ยน เรดบูล ยังอัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายไม่ว่าจะเป็นการาจทัวร์ เผยความลับแห่งขุมพลังความเร็ว แบบเจาะลึกทุกรายละเอียดตลอดการทัวร์โรงรถของทีม Red Bull KTM พร้อมทั้งกระทบใหล่กับนักบิดในสังกัด อย่าง มิเกล โอลิเวียร่า (Miguel Oliveira) ฮาฟิช ซยาห์ริน (Hafizh Syahrin) มิกา คาลิโอ (Mika Kallio) และ โปล เอสปาร์กาโร (Pol Espargaro) ตบท้ายด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเรดบูลที่มี ดีเจบอมเบอร์ ซีเล็คต้า2x (Bomber Selecta 2x) ดีกรีแชมป์สองสมัยติดจากเวที Red Bull Thre3Style มาเอนเตอร์เทนสร้างความประทับใจปิดท้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ สเปก Kawasaki Ninja 650 2020 ที่แฟนๆชาวไทยต่างก็อดใจรอกันอยู่พักใหญ่ๆสำหรับรถ บิ๊กไบค์ สายสปอร์ตขนาดกลาง เครื่องยนต์ 650 ซีซี ที่จะมีลูกเล่นอะไรใหม่มาให้สายเขียวได้ลอง ได้ชมกันบ้าง สำหรับ สเปก Kawasaki ninja 650 2020 มาดูกันที่รูปร่างหน้าตา ที่มีการอัพเกรดไฟหน้าคู่แบบใหม่เป็น LED ทั้งคู่สว่างกว่าเดิมอย่างแน่นอน รวมไปถึงหน้าจอเรือนไมล์ที่เป็น TFT จอสีแสดงมาตรวัดทุกอย่างแบบดิจิทัลทั้งหมด ที่แสดงผลรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ ความร้อนเครื่องยนต์ มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน และยังสามารถเชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนได้ผ่านทาง Bluetooth โดยสามารถควบคุมทั้งหมดผ่านทางแอฟพลิเคชั่น RIDEOLOGY นั้นเรามาดูกันที่เครื่องยนต์กันต่อ เพราะน่าจะเป้นหัวใจหลักที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อรถคันนี้ เครื่องยนต์ ขนาด 2 สูบ 649 ซีซี DOCH 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ 6 Speed ตัวรถคันนี้จะสามารถบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 15 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าแบบ เทเลสโคปิค ยังคงไม่อัพเกรดเป็นแบบ Up-side down แต่มีแกนโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ 41 มิลลิเมตร ไม่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้ ส่วนโช้คอัพด้านหลังเป็นแบบเดี่ยว สามารถที่จะปรับค่าพรีโหลดได้ มาพร้อมกับยางสายสปอร์ตที่ติดมาให้จากโรงงาน อย่าง Dunlop Sportmax Roadsport2 ที่มีขนาดยางหน้า 120/770 17 และยางหลัง 160/60 17 สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรคคาลิปเปอร์หน้าอย่าง nissin จับกับจานเบรคแบบดิสคู่ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 300 มิลลิเมตร เบรคหลังคาลิบเปอร์เบรค จับกับจานดิสเส้นผ่านศูนยืกลางขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมระบบความปลอดภัย ABS จาก Kawasaki ทางด้านน้ำหนักรวม 419 ปอนด์หรือราว 190 กิโลกรัมและสำหรับรุ่นที่มี ABS จะมีน้ำหนักรวมที่ 423 ปอนด์หรือราวๆ 192 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือเป็นน้ำหนักที่รวมของเหลวภายในตัวรถแล้วมีน้ำหนักที่ไม่มากจนเกินไป สำหรับสีที่เพิ่งจะเปิดตัวไปนั้นมี 3 สี ได้แก่ สีดำ,สีขาว,และสีพิเศษ ลวดลายตัวแข่งอย่าง Kawasaki Racing Team KRT สำหรับทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานั้นคือสเปกที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จากฝั่งยุโรป ส่วนประเทศไทยคงจะรออีกไม่นานนี้อาจจะได้เห็นตัวเป็นๆกันในงานใหญ่ปลายปีรึป่าวก็ต้องรอชมกันต่อไป ส่วนใครสาวกสายเขียว กำเงินรอได้เลย มาแน่!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยในงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับการ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ในครั้งนี้ที่ถูกแต่งหน้า เสริมหล่อ ต้องบอกว่าดูดีขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง สำหรับรถ Naked คันนี้ถือว่าดูดีขึ้นจริงๆ มาดูกันที่รุปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ไฟหน้าที่ดูเหมือนจะคล้ายๆกับทรงเดิมแต่มีการเพิ่มเดย์ไลท์เข้ามาเสริมหล่อ รวมไปถึงสีตัวแฟริ่งและโครงที่เป็นเฟรมทักออกแบบมาให้ลงตัวกับ สีขาว เขียว ดำ ดูหรูหรามากขึ้นเป็นกอง มาดูกันต่อ สำหรับเรือนใหม่ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เป็นหน้าจอสีแบบ TFT ที่ให้ความสว่าง ชัดเจน ล้ำสมัยอินเทรนกันไปในยุคนี้ ออกแบบมาได้อย่างอย่างลงตัวสวยงาม ยังมีเพียงแค่ไฟสถานะบางจุด ยังอยู่บนขอบหน้าจอเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ดูหล่อไม่แพ้ใครแล้ว มาดูกันที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมือที่มีปุ่ม Key ไว้กดเลื่อนการตั้งค่าบนหน้าจอ TFT เพิ่มขึ้น ง่ายต่อการใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งไฟเลี้ยว แตร ไฟสูง และไฟฉุกเฉิน แถมยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั้นก็คือ สามารถที่จะเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่าน Smart phone ง่ายต่อการสื่อสารขณะขับขี่ ปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน ยังคงไว้ซึ้งความเป็น Z Edition ไฟท้าย LED รูปตัว Z ที่มองยังไงก็รู้ว่าเป็น Z Edition ดูหรูหรา มาดูกันที่เครื่องยนต์ ที่เป้นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีกำลังอัด 11.8.1 มีแรงม้าจากเครื่องยนต์ 125 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 9500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 98.6 นิวตันเมตร ที่ 7700 รอบ/นาที เกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมกับถังบรรจุเชื้อเพลิงขนาด 17 ลิตร Riding mode ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับตัว Z900 2020 – Road – Sport ตัวเฟรมถัก มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาออกแบบมาได้สวยงาม รวมไปถึงการทำสีเขียวเหลือบมุกเหลือง ทำให้รู้สึกมีสีสันสวยงามมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 212 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้า ที่เป็นแบบ UP side down ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.ที่สามารถปรับค่าความหนืดและความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ทำให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้เหมาะสมกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ระบบเบรคหน้า แบบดิสเบรค Floating ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหน้ามีขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 120/70 ZR มาจากโรงงานรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆ ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยว back-link ที่มีตำแหน่งการวางโช้คแบบ ZX10 R สามารถปรับค่าความหนืดและค่าความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ระบบเบรคหลังแบบดิสเบรค จานดิสมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 250 มม คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 1 สูบพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหลังขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 180/55 ZR เป็นเกรดเดียวกับล้อหน้าที่สามารถรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆไร้กังวล นี้ก็ถือได้ว่าเป็นการรีวิวสเปคคราวๆที่เราได้เอามาให้คนไทยได้ชมกันก่อนเปิดตัวปลายปีนี้ เป็นยังไงกันบ้างละครับ สำหรับ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในงานระดับโลกอย่าง Eicma 2019 ถูกตา ถูกใจ สาวก kawasaki กันบ้างไหมละครับ ติดตามกันให้ดีสิ้นปีนี้ อาจมีเซอร์ไพส์!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้