SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
CEO Porsche รับสารภาพ! คิดผิดที่เลิกผลิต “Macan เบนซิน”

ในโลกธุรกิจ การยอมรับความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับแบรนด์รถสปอร์ตระดับโลกอย่าง Porsche (ปอร์เช่) แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา วงการยานยนต์ต้องสั่นสะเทือนเมื่อ Oliver Blume หัวเรือใหญ่ของ Volkswagen Group ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือก

  • All Posts
  • MOTOGP
Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม

Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม Jorge Martin นักแข่งแชมป์โลกสมัยล่าสุดที่ย้ายไปเข้าร่วมทีมโรงงานค่าย Aprilia Racing โดยปัจจุบันเจ้าตัวนั้นอยู่ช่วงระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทดสอบได้เพียง 13 รอบเท่านั้น อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัด และพลาดการสอบอย่างเป็นทางการในรอบสุดท้ายที่สนามจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็เหมือนได้อย่างเสียอย่าง ขณะที่ทีมเมทของมาร์ตินอย่าง ‘Marco Bezzecchi’ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมได้รอบ FP4 ด้วยเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:29.060 นาที จบด้วยอันดับ 1 ของตาราง โดยผู้จัดการทีมของ Aprilia อย่าง Paolo Bonora เผยว่า หลังจากที่ฆอร์เก้ มาร์ตินได้รับบาดเจ็บที่สนามเซปัง ทำให้ทางทีมต้องมีการปรับแผนการซ้อมใหม่ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่เบซเซคคี่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนักทดสอบก็ยังเค้นประสิทธิภาพเพื่อปรับแต่งบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขี่ของมาร์ตินได้อีกด้วย  “หลังจากที่ Jorge ได้รับบาดเจ็บที่เซปัง เราต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เรามีหลายอย่างที่ต้องทดสอบ และโชคดีที่เราสามารถทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน เราผ่านรายการทดสอบที่ยาวนานของเราได้สำเร็จ” “Marco ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถกำหนดเซ็ตอัพพื้นฐาน ทั้งในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์และแชสซีได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมี Lorenzo Savadori (นักบิดทดสอบของ Aprilia) มาช่วย ยังทำให้เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้กับ Jorge ได้อีกด้วย” “ตอนนี้เรากำลังรอ Jorge กลับมา เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับเซ็ตอัพพื้นฐานที่เราค้นพบในช่วงฤดูหนาว เราหวังว่าในสนามแรก เขาจะสามารถปรับตัวและสร้างความมั่นใจกับตัวรถได้อย่างรวดเร็ว” “ขณะนี้ แผนการฟื้นตัวทางการแพทย์ของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด อาการของเขาดีขึ้นทุกวัน และเราตั้งตารอที่จะได้เขากลับมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด” และผู้จัดการทีมของ Aprilia เองก็ยอมรับว่าการที่พลาดการทดสอบไปหลายร้อยรอบสนามนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอากลับมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นทางทีมจะยึดถือว่าการแข่งในนัดเปิดสนามทั้ง 4 สนาม (สนามประเทศไทย, สนามอาร์เจนติน่า, สนามประเทศสหรัฐอเมริกา และสนามประเทศการ์ตาร์) จะถือว่าเป็นสนามสำหรับทดสอบของแชมป์โลกคนล่าสุด “พูดตามตรง เรามองว่าสี่สนามแรกที่แข่งนอกยุโรปเป็นเหมือนการทดสอบสำหรับ Jorge เพราะเขาพลาดโอกาสทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์” “ใน MotoGP เมื่อนักแข่งเปลี่ยนจากรถคันหนึ่งไปสู่อีกคันหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเขา” “เราสังเกตเห็นว่า Marco สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างรวดเร็วที่บุรีรัมย์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะสามารถส่งมอบรถที่ดีให้กับ Jorge ได้” การแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

19 February 2025
กฏการแข่ง motogp และ wsbk ที่คุณอาจ(ไม่)รู้

กฏการแข่ง motogp และ wsbk ที่คุณอาจ(ไม่)รู้ เคยสังเกตไหมหล่ะครับ ว่าการแข่งขันสองล้อระดับเวิร์ลคลาสที่หลาย ๆ คนรู้จัก และได้รับการยอมรับจากแฟน ๆ ทั่วโลกทั้งศึกโปรโตไทป์ MotoGP และโปรดักท์ชัน WorldSBK ที่จัดขึ้นโดยผู้จัดเจ้าเดียวกันอย่าง ดอร์น่า สปอร์ต ซึ่งในประเด็นนี้ คุณผู้ชมอาจรู้จักกันหมดแล้ว ดังนั้น เรามาเจาะจุด กฏการแข่ง motogp และ wsbk ความต่างระหว่างตัวแข่งของทั้งสองรายการว่ามีข้อกฎการแข่งที่คุณอาจไม่รู้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง ? ระบบกันสะเทือน (Active) – ช่วงล่างปรับแต่งเองโดยผู้ขับขี่ MotoGP : แบน ไม่อนุญาตให้ใช้ เพื่อลดความยุ่งยากและกลไกความซับซ้อน ทางดอร์น่าจึงไม่อนุญาตให้ทีมแข่งขันใช้ระบบช่วงล่างที่สามารถปรับแต่งเองได้โดยผู้ขับขี่ หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่าโช้คไฟฟ้านั่นแหล่ะ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีสำหรับการเก็บข้อมูลเชิงลึกในการแข่งขัน ให้ฝ่ายเทคนิคของแต่ละทีมได้แก้โจทย์ปัญหาต่าง ๆ ภายใต้เวลาที่จำกัด WSBK : ถึงแม้ว่าการแข่งขันเวิร์ลซูเปอร์ไบค์จะกำหนดให้ใช้สเปคตัวแข่งเวอร์ชันโรงงาน แต่ทว่าในเรื่องของช่วงล่างไฟฟ้าที่ติดมาให้อยู่แล้วในบางรุ่นอย่าง CBR1000RR-R SP หรือ Ducati Panigale V4R ก็ถูกแบนเช่นเดียวกัน ให้ใช้ช่วงล่างที่ปรับด้วยเครื่องมือเท่านั้น เครื่องยนต์ 2 จังหวะ MotoGP : (แบน) จากตำนานตัวแข่ง 2 จังหวะถูกยกเลิกใช้แข่งขันไปเมื่อปี 2002 และทดแทนด้วยสเปคเครื่องยนต์ใหม่ ด้วยปริมาตรกระบอกสูบ 990 ซีซี 4 จังหวะ เพื่อลดมลพิษทางอากาศและสอดคล้องกับเทคโนโลยีใช้งานบนท้องถนน *โดยปัจจุบันได้มีการลดสเปคสำหรับตัวแข่งขันในปี 2027 โดยลดปริมาตรกระบอกสูบซีซีจากเดิม 1,000 ซีซี ลดลงเหลือเพียง 850 ซีซี เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งทำลายสุขภาพและยังเป็นการลดต้นทุนให้กับแบรนด์ค่ายรถอีกด้วย WSBK : ถึงแม้จะถอดรูปแบบการแข่งขันรถ 2 จังหวะจากศึกตำนานอันโด่งดังอย่าง Formula TT แต่ World SuperBike Championship หรือ WSBK นั้นสร้างปฐมบทเรื่องราวด้วยตัวแข่ง 4 จังหวะอย่างเครื่องยนต์ V-Twin ของค่ายดูคาติ อาพริเลีย และฮอนด้า และตัวแข่งคลาส 750 ซีซี 4 เม็ดเรียงจากผู้ผลิตญี่ปุ่น จนกระทั่งปรับขึ้นมาเป็นรุ่น 1,000 ซีซีในปัจจุบัน ระบบ Seamless gearbox ระบบส่งกำลัง Seamless-Shift Transmissions หรือระบบเกียร์แบบไร้รอยต่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชนเกียร์+/- อย่างสเถียรโดยไม่ต้องรอรอบและไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถ่ายทอดถอดแบบมาจากโมโตจีพี ในเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ MotoGP ในรายการโมโตจีพีอนุญาตให้ใช้ในการแข่งขัน WSBK แบน ให้ใช้ชุดเกียร์ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเท่านั้น คันเร่งไฟฟ้า กับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล MotoGP ไม่อนุญาตให้ใช้คันเร่งไฟฟ้า แต่ระบบแทร็คชันคอนโทรลอนุโลมให้ใช้บางส่วนเท่านั้น (อยู่ภายในการควบคุม)  WSBK สามารถใช้ได้เฉพาะเวอร์ชันที่ติดตั้งจากโรงงานเท่านั้น   วิงก์เล็ต -เทคโนโลยียอดฮิตที่นิยมใช้ในปัจจุบัน MotoGP  อนุญาตให้ใช้ แต่ปีกชิ้นส่วนต่าง ๆ ต้องยึดติดกับแฟริ่งกับตัวรถเท่านั้น WSBK ให้ใช้ปีกวิงก์เล็ตเฉพาะเวอร์ชันที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ไม่สามารถติดในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมได้   สูตรน้ำมันเบนซิน (ห้ามใช้สารเชื้อเพลิงที่มีสารตะกั่ว) MotoGP : เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ในปี 2024 โมโตจีพีได้เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์และเชื้อเพลิงชีวภาพ ทดแทนเชื้อเพลิงที่มีสารตะกั่วซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกาย *และมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการใช้น้ำมันมาจากฟอสซิล อาจจะเป็นน้ำมันไบโอฟิวหรือไม่ก็เป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาด 100% ในอนาคต WSBK : มีการปรับเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากแหล่งฟอสซิล 40% ในปัจจุบันและคาดว่าจะมีการปรับมาใช้เชื้อเพลิงพลังงานสะอาดในเร็ว ๆ นี้ ระบบจุดเบิด Screamer ทางดอร์น่าได้ยกเลิก ให้ใช้เครื่องยนต์ที่จุดระเบิดแบบ Screamer ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่กระจายการจุดระเบิดที่สม่ำเสมอ (ให้กำลังในรอบสูง) ซึ่งส่งผลให้ตัวรถนั้นควบคุมได้ยากและกินเนื้อยาง จึงให้ปรับมาใช้การจุดระเบิดแบบ Big Bang ซึ่งให้การควบคุมที่ง่ายกว่า MotoGP : แบน WSBK : แบน จากเบรกคาร์บอน MotoGP : อนุญาตให้ใช้จานคาร์บอน (เฉพาะสนามแห้ง) ส่วนสนามเปียกให้ใช้เป็นจานดิสก์เบรก (เนื้อโลหะ)

17 February 2025
  • All Posts
  • MOTOGP
Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง

Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของสปอนเซอร์อย่าง Cryptodata RNF บวกกับ Oliveira เองก็มาบาดเจ็บ งานนี้เฟอร์นานเดซก็เลยต้องมาทดสอบรถ RS-GP 2023 ในตอนทดสอบที่วาเลนเซียจน Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ กับทางสื่อ นักแข่งหนุ่มชาวสเปนผู้นี้จบการทดสอบในอันดับที่ 5 โดยทำเวลาห่างจาก Maverick Vinales ที่ขี่ให้กับทีมโรงงานของทางอาพริเลียผู้นำในการทดสอบเพียง 0.263 วินาทีเท่านั้น “เราเริ่มทดสอบกันด้วยรถเก่าปี 2022 และก็ทำเวลาได้ดีขึ้นบ้างช้าลงบ้างสลับกันไปตามสปีดของผม แต่พอผมได้โดดไปขี่คันใหม่ปี 2023 ผมก็เริ่มทำเวลาได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเองก็ยังงงและไม่เข้าใจมันได้ดี”  โดยที่ทาง Espargaro และ Vinales เคยอธิบายรถปี 2023 ไว้แค่ว่ามันพัฒนาขึ้นมาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ Fernandez กลับสัมผัสว่ามันได้พัฒนามามาก “ผมเร็วกว่าเดิมเกือบ 1 วินาที ผมรู้สึกได้ และเราก็เห็นหลักฐานได้จากข้อมูล!” “ด้านหน้าคือส่วนที่พัฒนาขึ้นมามากที่สุดจนผมรู้สึกได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ จนผมสัมผัสฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ชัดขึ้น ผมสามารถรุกไล่ได้มากขึ้นเวลาผมเข้าโค้ง” “โดยทั่วไปแล้วผมก็รู้สึกโอเคกับรถมาก ๆ นะ ผมรู้สึกได้เลยว่า Aprilia ทำรถออกมาได้ดีมาก ๆ เลย” เขายังเสริมอีกว่า “ผมไม่ค่อยชอบรถตอนที่ผมแตะคันเร่งเพราะว่ามันยากมากที่จะเข้าโค้ง แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่บางทีเราอาจจะพัฒนาตรงนี้ให้เทียบชั้นกับดูคาติได้ แต่โดยทั่วไปผมว่ามันก็ดีจริง ๆ นะ” และเมื่อมีการเข้ามาของสปอนเซอร์ใหม่อย่าง Trackhouse ซึ่งมาพร้อมผู้จัดการทีมใหม่ Justin Mark เองก็ตั้งเป้าหมายว่าจะสอย RS-GP 2024 ที่ Aleix Espargaro และ  Maverick Vinales ขี่ มาให้ได้ “ผมต้องการที่จะได้รถแบบเดียวกับนักแข่งทีมโรงงานมี ซึ่งเรื่องนี้น่าจะช่วยให้ผลงานโดยรวมของทางค่ายดีขึ้นด้วย แล้วผมเองก็ไม่อยากจะทำทีมแบบประหยัด ๆ ผมอยากจะทำให้ทุกคนประทับใจด้วยการเป็นทีมอิสระที่ดีและทุ่มเททำงานกับทางทีมโรงงานอย่างใกล้ชิด” ผู้จัดการทีมคนใหม่กล่าว งานนี้บอกเลย MotoGP ปีหน้าเดือดแน่นอนครับ รถก็เรื่องนึง แต่ฝีมือและความขิงของนักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงก็เดือดพล่านกันจริง ๆ ครับ แต่ต้องมาพิสูจน์กันว่า “ไม่ได้โม้” แบบพี่สมรักษ์หรือเปล่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ล่าสุดทาง Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ซึ่งเป็นรถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อย่างที่หลาย ๆ คนคาดการณ์กัน ดังนั้นการแข่งขันในปี 2024 นั้นทางทีม Gresini จะยังใช้รถสเปกเก่าลงแข่ง ส่วนทีมโรงงานและทีม Pramac จะได้ใช้รถที่มีการอัปเดตใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่ารถเก่าอย่างแน่นอน “มาร์กจะเป็นเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่จะได้ใช้รถ Desmosedici GP23 ซึ่งจะเป็นของซาร์โก้ที่ใช้แข่งปีที่แล้ว” Gigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปของดูคาติให้ข่าว “ส่วนรถของ Pecco Bagnaia, Jorge Martin และ Enea Bastianini จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีก แต่เราก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกันในเรื่องของความเหนียวและสมรรถนะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการพัฒนานี้ไม่เหมาะกับทีมอิสระแน่ เราเลยเลือกที่จะไม่เอาของใหม่ให้พวกเขาในเคสนี้” “เรายังคงกระหายที่จะทุ่มเทให้สุดตัวเพื่อให้นักบิดทุกคนที่มีโลโก้ดูคาติอยู่บนถังน้ำมัน ในท้ายที่สุดเราจะรับฟังนักแข่งทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เราจะไม่ยึดโยงกับคนใดคนนึงเพียงคนเดียว”  สรุปว่ารถที่ Marquez จะได้เริ่มออกผจญภัยกับทางดูคาตินั้นจะไม่ได้มีการอัปเดตแบบที่รถของแชมป์โลกและผู้ท้าชิงคนสำคัญมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ช่วยออกตัวใหม่หรือว่าวิงก์เล็ตที่โช้คหน้า แน่นอนว่าฝ่ายหลังจะได้รถแข่งที่อัปเดตใหม่เพิ่มเติมด้วย แต่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า #93 น่าจะมีฝีมือมากพอที่จะทำให้แชมป์โลกคนปัจจุบันสั่นคลอนได้อย่างแน่นอนครับ เกมปีหน้าน่าจะสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์

Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ ล่าสุดนักแข่งสัญชาติสเปนอีกคนนึงอย่าง Alex Rins เผยเปลี่ยนรถใหม่ ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องเครื่องยนต์ แต่กลับเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกมีผลมาก ในศึก MotoGP มากเสียกว่าเรื่องของเครื่องยนต์ แฟน ๆ ที่ตามข่าวอยู่ตลอดน่าจะทราบกันดีว่าในปี 2024 นี้เขาจะย้ายมาขี่ให้กับทาง Monster Yamaha team ซึ่งเรื่องนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างเลยทีเดียว นักแข่งชาวสเปนผู้นี้เคยขี่รถที่มีเครื่องยนต์ทั้งแบบ V4 และสี่สูบเรียงมาแล้วภายในไม่กี่ปีให้หลังมานี้ เขาเคยชนะการแข่งขันมา 5 เรซกับ Suzuki ที่ใช้เครื่องแบบสูบเรียงในช่วงปี 2017 – 2022 จากนั้นเขาก็ย้ายมาขี่เครื่อง V4 กับ LCR Honda และมาคว้าชัยชนะที่อเมริกาในปี 2023 นี้นี่เอง อย่างไรก็ดีโชคไม่ค่อยเข้าข้างนักแข่งวัย 27 ปีผู้นี้หลังจากที่เขาต้องมารักษาอาการกระดูกขาแตกจากศึกที่ Mugello แต่ตอนนี้เขาก็จะกลับมาขี่สี่สูบเรียงกับทางยามาฮ่าอีกครั้ง หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าจุดหลักในการออกแบบของ GSX-RR และ YZR-M1 นั้นอาจจะคล้ายคลึงกันเมื่อดูจากสเปกชีต แต่เขากลับบอกว่ายามาฮ่าคือรถแข่งที่ไม่เหมือนกับ Suzuki เลยสักนิด “ยกตัวอย่างเช่น ตอนผมเขาโค้งผมเบรกหน้าได้มากขึ้น และมันเป็นเรื่องดีเพราะคุณสามารถทำเวลาต่อแล็ปได้ดี” จากนั้นเขาก็อธิบายต่ออีกว่า “ผมคิดว่าตอนนี้เลยสิ่งที่แตกต่างระหว่างเครื่องยนต์ V4 และ 4 สูบเรียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดของรถ ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งที่แตกต่างที่สุดคือเรื่องแอโรไดนามิก จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าแอโรไดนามิกมันช่วยให้คุณเข้าโค้งได้ดีหรือไม่ดีก็ได้” “เช่นตอนผมขี่ยามาฮ่าที่วาเลนเซีย ผมขี่กับรถที่ใช้แฟริ่งเดิม ล้อหน้าผมลอยเยอะมากเวลาเจอลม และเมื่อเราลองใช้แฟริ่งใหม่ ผมรู้สึกว่าหน้าลอยน้อยลงและเข้าโค้งได้ดีขึ้น กลายเป็นว่าความต่างเรื่องการออกแบบเครื่องยนต์นั้นหายไปเลย” ในการทดสอบนั้นเขาทำเวลาได้เร็วเป็นอันดับที่ 19 กับการได้ลองขี่รถแข่งของยามาฮ่าเป็นครั้งแรก แต่ก็ทำเวลาช้ากว่าเพื่อร่วมทีมอย่าง Fabio Quartararo เพียง 0.5 วินาทีเท่านั้น “มันดีมาก ๆ เลยนะ ผมรู้สึกค่อนข้างโอเคกับรถเลย เราแบ่งวันทดสอบเป็น 2 ช่วง ในช่วงเช้าพวกเขาให้ผมลองเซ็ตอัพของ Fabio ที่เขาใช้ตอนแข่ง และผมก็ลองขี่ไปหลาย ๆ แล็ปเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับรถ” “พอช่วงบ่ายเราก็ทดสอบแฟริ่งใหม่หลายชุดด้วยกัน เท่าที่ผมรู้มีชุดนึงที่ใช้งานได้ดีกว่าของเดิม ดังนั้นผมก็เลยรู้สึกแฮปปี้ดี” งานนี้ก็ต้องมาตามดูกันต่อไปครับว่าจะเป็นไงสำหรับ Alex Rins เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวกับรถใหม่แต่อย่างใด ผมคาดว่าการกลับมาทดสอบอีกครั้งช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเขาหน้าจะทำผลงานได้ดีขึ้นไปอีก แล้วการกลับมาสู้ศึก MotoGP ของเขาให้กับยามาฮ่าน่าจะสร้างสีสันและความสนุกให้กับการแข่งขันไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • MOTOGP
Alex Marquez ยังไม่ขึ้นมา MotoGP ในปี 2020!!

น้องชายของแชมป์โลกหลายสมัย Marc Marquez อย่าง Alex Marquez นั้นจะยังคงไม่ขึ้นมาแข่งขันในรายการ MotoGP คู่กับพี่ชายหลังจากที่เขานั้นได้เซ็นสัญญากับทีมคู่บุญของเขาอย่างทีม Estrella Galicia 0,0 Marc VDS ไปเรียบร้อยแล้ว โดย Alex นั้นได้เซ็นสัญญาและอยู่คู่กันกับทีมนี้มาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว และในขณะนี้เขามีคะแนนที่นำโด่งเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันประเภท Moto2 ด้วยคะแนน 181 คะแนน โดยคะแนนของเขานั้นอยู่เหนือกว่าอันดับสองอย่าง Thomas Lüthi ถึง 43 คะแนน และเขานั้นยังมีแววที่จะขึ้นไปแข่งในรายการ MotoGP อีกด้วย อย่างไรก็ตามแล้วจากการให้สัมภาษณ์ดูเหมือนว่า Alex จะเลือกแข่งในรายการ Moto2 อีกปีนึงเพื่อเป็นการพัฒนาฝีมือและทักษะการขับขี่ของเขาก่อนก้าวเข้าสู่รายการ MotoGP อย่างเต็มตัวในปี 2021 อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้ 

Bautista อาจเข้าร่วมกับ Honda ในรายการ WSBK

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีกระแสข่าวลือมาว่านักแข่งชาวสเปนอย่าง Alvaro Bautista นั้นเตรียมที่จะย้ายไปอยู่กับทาง HRC ในรายการแข่งขัน WSBK โดยก่อนหน้านี้ Bautista นั้นลงแข่งอยู่ในฐานะส่วนนึงของทีม Ducati และแม้ว่าเขาจะแฮปปี้กับการอยู่แบบนี้ (เพราะเขากำลังชนะ) แต่อันที่จริงแล้วนั้นดูเหมือนว่าเขาอยากที่จะกลับเข้าไปแข่งในรายการ MotoGP เสียมากกว่า แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีวี่แววและหนทางเลยที่ทาง Ducati จะทำให้เข้าสามารถกลับเข้าไปแข่งในรายการ MotoGP ได้ แถมยังมีข่าวลือเมื่อไม่นานมานี้มาอีกว่า Lorenzo นั้นอาจย้ายไปซบทีม Pramac Ducati ทำให้ความหวังของเขานั้นยิ่งดูจะริบหรี่ขึ้นไปอีก ในทางกลับกันหากเขาเข้าร่วมกับทาง HRC แล้วดูเหมือนว่าทาง Honda นั้นดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจาก Honda นั้นยังพอมีความหวังให้ Bautista สามารถกลับเข้ามาแข่งในรายการ MotoGP ได้นั้นเองครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้ 

ยืนยันแล้ว!! Zarco จะออกจาก KTM หลังจบฤดูกาลนี้

รอบการแข่ง MotoGP ที่สนาม AustrianGP ในครั้งนี้นั้นถือว่าเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์เลยทีเดียวเพราะนอกจากข่าวลือที่ว่าทาง Lorenzo อาจย้ายจากทีม Repsol Honda ไปซบทีม Pramac Ducati แล้วนั้นล่าสุดยังได้มีข่าวแบบยืนยันมาแล้วว่าอดีตแชมป์ Moto2 อย่าง Johann Zarco นั้นเตรียมแยกทางกับทางทีม KTM หลังจบฤดูกาลนี้ โดยการออกจากการแข่งขันในครั้งนี้นั้นถือว่าเป็นการออกก่อนจะหมดสัญญาเดิมที่ทาง Zarco นั้นได้เคยเซ็นไว้ โดยสัญญาจริงๆ แล้วทาง Zarco จะยังคงอยู่กับทาง KTM จนถึงปี 2021 ทว่าคราวนี้เขาจะอยู่จนถึงเพียงปี 2020 เท่านั้น คราวนี้เราต้องมาติดตามกันว่าใครจะเป็นคนมาแทนที่ Zarco ให้ทางทีม KTM หลังจากเขาได้ออกไปแล้ว อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้ 

คิงคอง ก้อง สมเกียรติ คว้ากริดประวัติศาสตร์ สตาร์ทที่ 3 ศึก Moto2

คิงคอง ก้อง สมเกียรติ จันทรา ผลผลิตจาก “เรซ ทู เดอะดรีม” โดย เอ.พี. ฮอนด้า ฟอร์มสุดจัดจ้าน ควอลิฟายด์คว้ากริดสตาร์ทที่ 3 ออกตัวแถวแรกในการแข่งขันโมโตทูวันอาทิตย์นี้ หลังจากพักฟื้นจากการผ่าตัดกลับมาแม้จะมีอาการเจ็บติดตัวอยู่บ้างก็ตาม แต่ก้อง สมเกียรติยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง คว้าคะแนนจากการแข่งขันที่เบอร์โน่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และในการซ้อมที่เรดบูล ริงเมื่อเวลารวมของ FP1 – FP3 เวลาของก้องนั้นตีตั๋วสู่การควอลิฟาย Q2 ได้โดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะลงบิดคว้ากริดที่ 3 มาครองได้ในที่สุดแบบสุดสะใจกองเชียร์ชาวไทย ติดตามให้กำลังใจเจ้าก้องในการแข่งขันวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคมนี้ 17.20 น. ตามเวลาประเทศไทยในการถ่ายทอดสดทางช่อง ฟ็อกซ์ สปอร์ต และ พีพีทีวี เอชดี 36 พร้อมทั้งติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวหนึ่งเดียวของไทยคนนี้ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า (Honda Motorcycle Thailand) www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/ #WhatStopsYou #มุ่งสู่เส้นชัยอย่าให้อะไรมาหยุด #MotorSport #APhonda #APhondaracingthailand#moto2 อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้  ติดตามข่าวสารในเพจ Facebook คลิกทีนี้ 

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Bajaj Freedom 125 CNG มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส

Bajaj Freedom 125 มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส เรียกว่านวัตกรรมได้หรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ แต่เอาเป็นว่า Bajaj Freedom 125 CNG คือมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊สธรรมชาติ และยังปรับมาใช้น้ำมันตามปกติได้อีกด้วย ทางบาจาจเผยว่าการผลิตโมเดลนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก้าวเข้าสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าอย่างแก๊สธรรมชาติ ยั่งยืนกว่า เพื่อโลกและอากาศที่สะอาดกว่า ในขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนยังเข้าไม่ถึงในตอนนี้ ตัวรถมีดีไซน์ในแบบของโมเดิร์นเรโทร มีไฟหน้าทรงกลมพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งแบบราบ แฮนด์บาร์แบบกว้าง ให้ท่านั่งหลังตรง ดูบังคับเลี้ยวและควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ส่วนเรือนไมล์ด้านหน้าจะเป็นกึ่งดิจิทัลกึ่งอนาล็อกพร้อมไฟแจ้งเตือนเมื่อแก๊สใกล้หมด ดูเรียบง่ายประหยัดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ คือทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ เพียงแค่กดปุ่มสลับโหมด โดยจะมีความจุถังน้ำมันแค่เพียง 2 ลิตร และเติมแก๊สได้ทั้งหมด 2 กิโลกรัม ตัวถังแก๊สจะอยู่ด้านใต้เบาะ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 9.3 แรงม้า แรงบิดที่ 9.7 นิวตันเมตร จุดเด่นของระบบแก๊สที่ทางค่ายเคลมเอาไว้คือจะสามารถวิ่งใช้งานได้มากถึง 213 กม. โดยใช้เพียงระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว และถ้ารวมกับน้ำมันด้วยก็ใช้งานได้เพิ่มอีก 117 กิโลเมตร รวมกันเป็น 330 กิโลเมตรเลยทีเดียว ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบเฟรมถัก โดยจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว (เฉพาะรุ่น) ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ล้อจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่มีอะไรให้มา เนื่องจากเป็นรถที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยในแบบที่รถสมัยใหม่เป็นกัน และตัวรถเองก็ไม่ได้ให้พละกำลังอะไรมากนักด้วย สุดท้ายเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่เพียง 42,000 บาทเท่านั้น ส่วยเรื่องการจำหน่ายในบ้านเรานั้น คงไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเป็นแน่แท้ ภาพจาก ndtvprofit.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์จากจีน

Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์จากจีน Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์ ดีไซน์แหวกขนบจากแดนมังกร แม้ว่าจะมีบางส่วนบางตอนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Honda Zoomer X ก็เถอะ แต่ทางค่ายไม่ใช่แค่ก็อปปี้เพสต์มาง่าย ๆ มีการดัดแปลงแหวกให้มันออกไปมีดีไซน์แบบคัสตอมครูเซอร์ ซึ่งก็ดูแปลกตาและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปมันเป็นสกู๊ตเตอร์แต่มีสไตล์แบบครูเซอร์ไบค์ และก็มีอะไรที่ดูน่าสนใจหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในด้านการออกแบบ ตัวรถเด่นด้วยโม่งและไฟหน้ากลมสไตล์คาเฟ่ ล้อหน้าหลังที่ดีไซน์แตกต่างกัน ด้านหน้าจะเป็นล้ออลูมิเนียมหลายก้านที่ให้ฟีลลิ่งคล้ายล้อซี่ลวด ขณะที่ล้อหลังจะเป็นดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทั้งยังมีการวางโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างไปจากสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป มีแฮนด์บาร์แบบยกสูงทรงตัวยูพร้อมมีบาร์กลางเหมาะสำหรับใช้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ได้สะดวก เครื่องยนต์เป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.6 ซีซี ให้กำลังแรงสูงสุด 14 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 4.8 ลิตรที่เพียงพอกับระยะการใช้งานที่ราว ๆ 200 กม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบวางกลาง ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้า ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-12 และ 165/55-12 ซึ่งยางหลังได้ความใหญ่โตให้ฟีลลิ่งแบบครูเซอร์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ก็จะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ด้วย และฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายก็เห็นจะมีช่องเก็บของใต้เบาะขนาดไม่ใหญ่มาก โดยเพียงพอที่จะใส่ของอย่างเสื้อกันฝน กระบอกน้ำ หรือว่าถุงมือได้ ราคาเปิดที่ 13,980 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 70,500 บาท ถือว่าราคาไม่แรงเลยเพราะตัวรถให้หน้าจอสี TFT มาด้วย แต่เรื่องของการมาจำหน่ายไทยอาจจะยากหน่อย ทว่าเจ้าโมเดลนี้ก็น่าสนใจตรงที่กล้าฉีกขนบสกู๊ตเตอร์มาทำในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ ซึ่งปกติแล้วยังไม่มีเจ้าไหนทำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 150SC

CFMoto 150SC เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สกู๊ตเตอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้าเตรียมเปิดตัวแล้วภายใต้ชื่อว่า CFMoto 150SC นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์เลยที่บุกเข้าสู่ตลาดสกู๊ตเตอร์ แต่มีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถมาบ้างแล้ว สเปกเป็นยังไงบ้าง ไปส่องกันได้เลย สำหรับสกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายคันนี้จะมาในดีไซน์สปอร์ต มีเส้นสายออกไปทางโค้งมน ดูลื่นไหลปราดเปรียวคล่องตัว พร้อมดีเอ็นเอแบบซีเอฟโมโตที่ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ คาดขวางไปตามโคมไฟหน้า เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ 2 วาล์ว จากทาง Loncin มาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ให้กำลังสูงสุดที่ 14.58 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 14.2 นิวตันเมตร ใช้น้ำมันจากังขนาด 8.5 ลิตร อาจจะดูไม่มากแต่ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถใช้งานชิลล์ ๆ ได้กว่า 300 กม.เลยทีเดียว แชสซีของโมเดลนี้เลือกใช้เฟรมแบบพิเศษไม่เหมือนสกู๊ตเตอร์ทั่วไป ใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลเฮดไปป์ ที่ส่วนกลางและท้ายของเฟรมมีลักษณะแบบเฟรมถักที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับแชสซี ตัวรถจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-14 และ 130/70-16 เรื่องของความสะดวกสบาย ตัวรถมีช่องเก็บของขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตรสามารถใส่หมวกแบบบั๊กเก็ตได้พร้อม ๆ กับสัมภาระอื่น ๆ อีกจำนวนนึง แม้ว่าจะใส่หมวกเต็มใบไม่ได้ก็ตาม แต่สำหรับพิกัดนี้ก็ถือว่ายอมรับได้ ด้านหน้าเองก็จะมีช่องสำหรับใส่ของเช่นกัน โดยสามารถใส่น้ำขนาด 500 มล. ได้ หรือจะใส่ถุงมือ หรือมือถือที่มีขนาดหน้าจอไม่เกิน 6 นิ้วก็ได้เช่นกัน รวมไปถึงระบบกุญแจแบบคีย์เลสช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ครบครัน นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และถ้าสังเกตจากหน้าจอจะเห็นระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบ ESS สุดท้ายนี้สื่อจีนคาดกันว่าจะจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 13,680 หยวน หรือราว ๆ 70,000 บาท มาจำหน่ายในบ้านเราได้จริง ๆ ก็น่าจะแพงขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ไม่น่าจะเกิน 90,000 บาท เพื่อให้สามารถทำตลาดแข่งกับโมเดลอื่น ๆ ในบ้านเราได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะต้องรอยืนยันสเปกในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2/3 ใช้

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2 Moto3 ใช้ ข่าวล่าสุด จาก Pirelli โดย Giorgio Barbier เป็นผู้ตัดสินใจฟันธงส่งยางซ้อมเป็นตัวเลือกให้นักแข่งทั้งในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรก บนสนาม Sachsenring (ซัคเซนริง) ที่เยอรมันในสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลในการเลือกยาง จาก บทสัมภาษณ์ ของ Giorgio Barbier “ซัคเซนริงเป็นสนามแข่งที่เรามีความรู้เพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยแข่งที่นั่น หมายถึงความรู้ในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติอื่นๆ เราไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน เราเพียงแต่มีข้อมูลคอมเม้นท์จากนักแข่งที่เคยลงแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งบอกเราว่าสนามนี้เป็นสนามที่มีความต้องการยางเป็นพิเศษเนื่องจากรูปแบบของสนาม โดยมีโค้งซ้ายความเร็วสูงจำนวนมาก พื้นสนามที่หยาบทำให้การยึดเกาะต่ำ และมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจขยายการจัดสรรยาง โดยเสริมด้วยคอมปาวด์ยางที่ทนการสึกหรอมากขึ้น” จากข้อความข่าววงใน คอมปาวด์ยางที่เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม คือยาง Hard รหัสยาง SC3 หรือที่รู้จักในนาม “ยางซ้อม” จากเหตุผลที่พอสรุปจากบทสัมภาษณ์คือ สนามหยาบ เลยเอาติดไปเผื่อไว้ก่อน ในสนามซัคเซนริงปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะอาจจะได้เห็น คอมปาวด์ SC3 ลงแข่งขันจากทั้งสองรุ่น และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยางโปรโตไทป์ตัวใหม่ SC3 C0196 ในยางหลังของรุ่น Moto3 แถมในรุ่น Moto2 จะมียางหลัง SC0 D0532 ที่เป็นโปรโตไทป์เช่นกัน ยางจาก Pirelli SC3 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลือกไม่ได้บังคับ เราจะได้เห็นผลทดสอบในเร็วๆ นี้ว่า Free Practice จะมีทีมไหนทดลองเอายางตัวนี้มาเล่น แต่ถ้าเอาชัวร์ ก็มียางสเปคเดิมจากสนามที่แล้วให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าเกมการแข่งขันจะต้องมีลุ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยยางไม่เหมือนสนามที่แล้ว ส่วนเรื่องสถิติ Pirelli จะทุบยาง Dunlop ได้รึเปล่า ต้องมาดูกันอีกที

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Bajaj Freedom 125 CNG มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส

Bajaj Freedom 125 มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส เรียกว่านวัตกรรมได้หรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ แต่เอาเป็นว่า Bajaj Freedom 125 CNG คือมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊สธรรมชาติ และยังปรับมาใช้น้ำมันตามปกติได้อีกด้วย ทางบาจาจเผยว่าการผลิตโมเดลนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก้าวเข้าสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าอย่างแก๊สธรรมชาติ ยั่งยืนกว่า เพื่อโลกและอากาศที่สะอาดกว่า ในขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนยังเข้าไม่ถึงในตอนนี้ ตัวรถมีดีไซน์ในแบบของโมเดิร์นเรโทร มีไฟหน้าทรงกลมพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งแบบราบ แฮนด์บาร์แบบกว้าง ให้ท่านั่งหลังตรง ดูบังคับเลี้ยวและควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ส่วนเรือนไมล์ด้านหน้าจะเป็นกึ่งดิจิทัลกึ่งอนาล็อกพร้อมไฟแจ้งเตือนเมื่อแก๊สใกล้หมด ดูเรียบง่ายประหยัดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ คือทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ เพียงแค่กดปุ่มสลับโหมด โดยจะมีความจุถังน้ำมันแค่เพียง 2 ลิตร และเติมแก๊สได้ทั้งหมด 2 กิโลกรัม ตัวถังแก๊สจะอยู่ด้านใต้เบาะ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 9.3 แรงม้า แรงบิดที่ 9.7 นิวตันเมตร จุดเด่นของระบบแก๊สที่ทางค่ายเคลมเอาไว้คือจะสามารถวิ่งใช้งานได้มากถึง 213 กม. โดยใช้เพียงระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว และถ้ารวมกับน้ำมันด้วยก็ใช้งานได้เพิ่มอีก 117 กิโลเมตร รวมกันเป็น 330 กิโลเมตรเลยทีเดียว ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบเฟรมถัก โดยจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว (เฉพาะรุ่น) ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ล้อจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่มีอะไรให้มา เนื่องจากเป็นรถที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยในแบบที่รถสมัยใหม่เป็นกัน และตัวรถเองก็ไม่ได้ให้พละกำลังอะไรมากนักด้วย สุดท้ายเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่เพียง 42,000 บาทเท่านั้น ส่วยเรื่องการจำหน่ายในบ้านเรานั้น คงไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเป็นแน่แท้ ภาพจาก ndtvprofit.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 July 2024
Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์จากจีน

Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์จากจีน Haochen HS150T-B สกู๊ตเตอร์สไตล์ครูเซอร์ ดีไซน์แหวกขนบจากแดนมังกร แม้ว่าจะมีบางส่วนบางตอนหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ Honda Zoomer X ก็เถอะ แต่ทางค่ายไม่ใช่แค่ก็อปปี้เพสต์มาง่าย ๆ มีการดัดแปลงแหวกให้มันออกไปมีดีไซน์แบบคัสตอมครูเซอร์ ซึ่งก็ดูแปลกตาและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์ก็อย่างที่เกริ่นไปมันเป็นสกู๊ตเตอร์แต่มีสไตล์แบบครูเซอร์ไบค์ และก็มีอะไรที่ดูน่าสนใจหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในด้านการออกแบบ ตัวรถเด่นด้วยโม่งและไฟหน้ากลมสไตล์คาเฟ่ ล้อหน้าหลังที่ดีไซน์แตกต่างกัน ด้านหน้าจะเป็นล้ออลูมิเนียมหลายก้านที่ให้ฟีลลิ่งคล้ายล้อซี่ลวด ขณะที่ล้อหลังจะเป็นดีไซน์แบบ 5 ก้าน ทั้งยังมีการวางโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างไปจากสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป มีแฮนด์บาร์แบบยกสูงทรงตัวยูพร้อมมีบาร์กลางเหมาะสำหรับใช้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ได้สะดวก เครื่องยนต์เป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 149.6 ซีซี ให้กำลังแรงสูงสุด 14 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตร มีถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 4.8 ลิตรที่เพียงพอกับระยะการใช้งานที่ราว ๆ 200 กม. ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบวางกลาง ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก โดยจะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้า ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-12 และ 165/55-12 ซึ่งยางหลังได้ความใหญ่โตให้ฟีลลิ่งแบบครูเซอร์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนอกจากระบบเบรก ABS ก็จะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ด้วย และฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายก็เห็นจะมีช่องเก็บของใต้เบาะขนาดไม่ใหญ่มาก โดยเพียงพอที่จะใส่ของอย่างเสื้อกันฝน กระบอกน้ำ หรือว่าถุงมือได้ ราคาเปิดที่ 13,980 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 70,500 บาท ถือว่าราคาไม่แรงเลยเพราะตัวรถให้หน้าจอสี TFT มาด้วย แต่เรื่องของการมาจำหน่ายไทยอาจจะยากหน่อย ทว่าเจ้าโมเดลนี้ก็น่าสนใจตรงที่กล้าฉีกขนบสกู๊ตเตอร์มาทำในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ ซึ่งปกติแล้วยังไม่มีเจ้าไหนทำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 July 2024
CFMoto 150SC

CFMoto 150SC เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สกู๊ตเตอร์คันแรกจากค่ายมังกรฟ้าเตรียมเปิดตัวแล้วภายใต้ชื่อว่า CFMoto 150SC นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์เลยที่บุกเข้าสู่ตลาดสกู๊ตเตอร์ แต่มีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถมาบ้างแล้ว สเปกเป็นยังไงบ้าง ไปส่องกันได้เลย สำหรับสกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายคันนี้จะมาในดีไซน์สปอร์ต มีเส้นสายออกไปทางโค้งมน ดูลื่นไหลปราดเปรียวคล่องตัว พร้อมดีเอ็นเอแบบซีเอฟโมโตที่ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ คาดขวางไปตามโคมไฟหน้า เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ 2 วาล์ว จากทาง Loncin มาพร้อมระบบหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ให้กำลังสูงสุดที่ 14.58 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 14.2 นิวตันเมตร ใช้น้ำมันจากังขนาด 8.5 ลิตร อาจจะดูไม่มากแต่ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถใช้งานชิลล์ ๆ ได้กว่า 300 กม.เลยทีเดียว แชสซีของโมเดลนี้เลือกใช้เฟรมแบบพิเศษไม่เหมือนสกู๊ตเตอร์ทั่วไป ใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลเฮดไปป์ ที่ส่วนกลางและท้ายของเฟรมมีลักษณะแบบเฟรมถักที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับแชสซี ตัวรถจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-14 และ 130/70-16 เรื่องของความสะดวกสบาย ตัวรถมีช่องเก็บของขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตรสามารถใส่หมวกแบบบั๊กเก็ตได้พร้อม ๆ กับสัมภาระอื่น ๆ อีกจำนวนนึง แม้ว่าจะใส่หมวกเต็มใบไม่ได้ก็ตาม แต่สำหรับพิกัดนี้ก็ถือว่ายอมรับได้ ด้านหน้าเองก็จะมีช่องสำหรับใส่ของเช่นกัน โดยสามารถใส่น้ำขนาด 500 มล. ได้ หรือจะใส่ถุงมือ หรือมือถือที่มีขนาดหน้าจอไม่เกิน 6 นิ้วก็ได้เช่นกัน รวมไปถึงระบบกุญแจแบบคีย์เลสช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ครบครัน นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และถ้าสังเกตจากหน้าจอจะเห็นระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบ ESS สุดท้ายนี้สื่อจีนคาดกันว่าจะจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 13,680 หยวน หรือราว ๆ 70,000 บาท มาจำหน่ายในบ้านเราได้จริง ๆ ก็น่าจะแพงขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ไม่น่าจะเกิน 90,000 บาท เพื่อให้สามารถทำตลาดแข่งกับโมเดลอื่น ๆ ในบ้านเราได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะต้องรอยืนยันสเปกในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

4 July 2024
Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2/3 ใช้

Pirelli ส่งยางซ้อมให้นักแข่ง Moto2 Moto3 ใช้ ข่าวล่าสุด จาก Pirelli โดย Giorgio Barbier เป็นผู้ตัดสินใจฟันธงส่งยางซ้อมเป็นตัวเลือกให้นักแข่งทั้งในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ ใช้ในการแข่งขันเป็นครั้งแรก บนสนาม Sachsenring (ซัคเซนริง) ที่เยอรมันในสุดสัปดาห์นี้ เหตุผลในการเลือกยาง จาก บทสัมภาษณ์ ของ Giorgio Barbier “ซัคเซนริงเป็นสนามแข่งที่เรามีความรู้เพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยแข่งที่นั่น หมายถึงความรู้ในรุ่น Moto2™ และ Moto3™ รวมถึงการแข่งขันชิงแชมป์ระดับนานาชาติอื่นๆ เราไม่มีข้อมูลที่หนักแน่นพอเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน เราเพียงแต่มีข้อมูลคอมเม้นท์จากนักแข่งที่เคยลงแข่งในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งบอกเราว่าสนามนี้เป็นสนามที่มีความต้องการยางเป็นพิเศษเนื่องจากรูปแบบของสนาม โดยมีโค้งซ้ายความเร็วสูงจำนวนมาก พื้นสนามที่หยาบทำให้การยึดเกาะต่ำ และมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจขยายการจัดสรรยาง โดยเสริมด้วยคอมปาวด์ยางที่ทนการสึกหรอมากขึ้น” จากข้อความข่าววงใน คอมปาวด์ยางที่เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม คือยาง Hard รหัสยาง SC3 หรือที่รู้จักในนาม “ยางซ้อม” จากเหตุผลที่พอสรุปจากบทสัมภาษณ์คือ สนามหยาบ เลยเอาติดไปเผื่อไว้ก่อน ในสนามซัคเซนริงปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะอาจจะได้เห็น คอมปาวด์ SC3 ลงแข่งขันจากทั้งสองรุ่น และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยางโปรโตไทป์ตัวใหม่ SC3 C0196 ในยางหลังของรุ่น Moto3 แถมในรุ่น Moto2 จะมียางหลัง SC0 D0532 ที่เป็นโปรโตไทป์เช่นกัน ยางจาก Pirelli SC3 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแค่ตัวเลือกไม่ได้บังคับ เราจะได้เห็นผลทดสอบในเร็วๆ นี้ว่า Free Practice จะมีทีมไหนทดลองเอายางตัวนี้มาเล่น แต่ถ้าเอาชัวร์ ก็มียางสเปคเดิมจากสนามที่แล้วให้เลือกอยู่แล้ว แน่นอนว่าเกมการแข่งขันจะต้องมีลุ้นมากกว่าเดิม เพราะปัจจัยยางไม่เหมือนสนามที่แล้ว ส่วนเรื่องสถิติ Pirelli จะทุบยาง Dunlop ได้รึเปล่า ต้องมาดูกันอีกที

4 July 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Pirelli ส่งทัพยางใหม่ ลุยทดสอบใน Portuguese WorldSBK

Pirelli ส่งทัพยางใหม่ ลุยทดสอบใน Portuguese WorldSBK Pirelli ส่งทัพยางใหม่ บุกทดสอบสนามแข่งขันที่ปอร์ติเมาด้วยยาง SC0 รุ่นใหม่ในรหัส D0640 และยางโปรโตไทป์ 2 รุ่น แบ่งเป็นยางหลังซอฟต์ E0125 และยางฝน E0158 พร้อมจัดเต็มและตั้งเป้าสถิติใหม่ในการแข่งขันครั้งนี้  ยางหลัง SC0 รุ่นใหม่ นับตั้งแต่การแข่งขันที่โปรตุเกสเป็นต้นไป Pirelli จะใช้ยางสเปค D0640 เป็น SC0 รุ่นมาตรฐานสำหรับการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ซึ่งยางรุ่นนี้เคยเปิดตัวและทดสอบมาเมื่อปีก่อนที่สนาม Aragon และได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักแข่งในหลายรายการ และด้วยฟีดแบคที่น่าพอใจ พีเรลลีจึงตัดสินใจยกระดับเจ้า D0640 ให้เป็นคอมปาวด์มาตรฐานสำหรับการแข่งขัน และนักแข่งทั่วไปจะสามารถหาซื้อยางรุ่นนี้ตามท้องตลาดได้ในเร็ว ๆ นี้ ตามแนวทางของพีเรลลีที่นำประสบการณ์จากสนามแข่งและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ อีกหนึ่งรุ่นโปรโตไทป์ กับ E0125 นอกจากยางซอร์ฟตัวใหม่แล้ว นักแข่ง WorldSBK หลาย ๆ คนยังได้ลองยางซอร์ฟรุ่นอื่นอย่าง E0125 ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสนามแห่งนี้ โดยยางรุ่นนี้ใช้เนื้อยางเดียวกันกับ SC0 แต่มีโครงสร้างภายในที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มความมั่นคงและให้สมรรถนะคงที่ตลอดระยะทางของการแข่งขัน มีสเปคให้เลือก สำหรับยาง Wet หากกรณีฝนตก นักแข่งจะสามารถเลือกใช้ยางหน้าได้ถึง 2 สเปคก็คือยางรหัส SCR1และยางโปรโตไทป์รุ่นใหม่ E0158 กับการออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับพื้นถนน และยังเสริมความมั่นคงในการขับขี่ทางเปียกมากยิ่งขึ้น ในแต่ละรุ่น จะได้ยางอะไรบ้าง ? สำหรับนักแข่ง WorldSBK จะมียางให้เลือกหลายแบบ ทั้งยางหน้า SC1 มิเดียมและยาง SC2 ฮาร์ท ส่วนยางหลังจะมีถึง 4 ตัวเลือกประกอบไปด้วย SCX ซุปเปอร์ซอร์ฟ SC0 (2 รุ่น ทั้งรุ่นมาตรฐานและตัวพัฒนา E0125) และ SC1 สำหรับคลาส WorldSSP จะให้ยางหน้าแบบเดียวกันกับ WorldSBK และจับคู่กับยาง SC0 หรือ SC1 ที่ด้านหลัง ส่วนคลาส WorldSSP จะใช้ SC1 ด้านหน้าและ SC2 ด้านหลัง ส่วนการแข่งขัน R3 bLU cRU World Cup จะใช้ยาง SC1 ทั้งหน้า-หลังตลอดทั้งฤดูกาล สนามปอร์ติเมา คือจุดรวมของการพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับอนาคต สำหรับสนามปอร์ติเมา เป็นสนามที่ไม่โหดจนเกินไปแต่ก็มีจุดที่ท้าทายหลายจุด จึงทำให้เหมาะกับการทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ ตามหลักแนวทางของพีเรลลีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเราจึงตัดสินยกระดับเจ้า D0640 เป็นยาง SC0 รุ่นมาตรฐานหลังจากที่ได้สร้างความประทับใจให้กับนักแข่งมากมายที่ Aragon รวมถึงสนามแข่งขันที่ Jerez และ Portimao เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา และยังใช้ในการแข่งขัน Moto2 ที่ Misano ทดสอบก่อนฤดูกาลที่ Jerez เพราะฉะนั้นการยกระดับจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะมันให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่ารุ่นก่อน นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยาง E0125 พร้อมโครงสร้างภายในแตกต่างแต่ใช้เนื้อยางเดียวกัน เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความสม่ำเสมอในการแข่งขัน ด้วยผิวแทร็็กที่ค่อนข้างขรุขระ เราจึงเลือกใช้ SCX แทน SCQ สำหรับรอบฝึกซ้อม รอบควอลิฟายและรอบซุปเปอร์โพล แค่นั้นยังไม่พอ หากเกิดกรณีฝนตก นักแข่งยังสามารถเลือกสเปคยางหน้า E0158 จับคู่กับ SCR1 มาตรฐานได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

26 March 2025
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 Yamaha Y/AI สองล้อ 100 ปีข้างหน้า..ได้ขี่แน่

2025 Yamaha Y/AI สองล้อ 100 ปีข้างหน้า..ได้ขี่แน่ อีกหนึ่งความสำเร็จที่บ่งชี้ถึงแนวทางของยนตกรรมยานยนต์ในโลกอนาคต อันเป็นเป้าหมายหลักสำคัญกับการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนวงการสองล้อสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืน และ ยามาฮ่า มอเตอร์ หนึ่งในผู้ผลิตที่มีทักษะความรู้ประสบการณ์ผสมผสานกับจินตนาการสุดลึกล้ำ กับการปลูกปั้นโปรเจ็กต์ที่ล้ำที่สุดแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ในโฉมรถต้นในอนาคต 100 ปีข้างหน้า มาให้พวกเราชมกันแล้วกับ Yamaha Y/AI @superbikethailand รถต้นแบบ 100 ปีข้างหน้า..!! YAMAHA Y/AI คอนเซ็ปต์ไบค์จากซีรี่ย์อานิเมะ ไซ-ไฟ “Tokyo Override” สู่การสรรค์สร้างนวัตกรรมสุดล้ำ แห่งโลกอนาคต.. เตรียมเผยโฉมตัวจริงที่บูธยามาฮ่า ภายในงาน Motor Expo 2024 วันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. นี้ หรือนี่อาจจะเป็นโฉมตัวแข่ง M1 ในอีก 100 ปีข้างหน้า..ก็เป็นไปได้ #SuperBikeThailand #SuperBikeMag #YamahaXTokyoOverride #TokyoOverride #Netflix#เทรนด์วันนี้ #เปิดการมองเห็น #fypシ ♬ เสียงต้นฉบับ – SuperBike Thailand – SuperBike Thailand โดยนวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากการร่วมมือร่วมกันระหว่าง ยามาฮ่า มอเตอร์ กับ Netflix เพื่อหวังยกระดับการออกแบบโมเดลให้สอดคล้อง และพร้อมตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรูปลักษณ์หน้าตาการดีไซน์หากใครเคยเห็นที่บูธยามาฮ่าภายในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โปรที่ผ่านมา ก็คงอุทานพร้อมว่า นี่มันรถ..อะไรวะ มันทั้งแปลกและล้ำสมัย ผิดธรรมชาติไปจากรถโปรดักท์ชันในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งสิ่งที่แปลกตาเปลี่ยนไปคงเป็นในเรื่องของเส้นสายการออกแบบ แฟริ่งอันน้อยชิ้นบวกกับการวางระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์และระบบช่วงล่างที่คัดค้านหลักกฎฟิสิกส์แบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ทว่ายามาฮ่านั้นทำได้และทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว มร.ซาโตชิ นากามูระ ฝ่ายออกแบบและวางแผน ยามาฮ่า มอเตอร์ จากญี่ปุ่นได้เผยถึงการออกแบบเจ้า Y/AI ไว้ว่า “สำหรับ YAMAHA Y/AI เป็นรถแข่งแห่งอนาคตในอีก 100 ปี ข้างหน้า ขับเคลื่อนด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยามาฮ่าให้ความสำคัญกับฟีลลิ่งการขับขี่ที่ยังคงเป็นการควบคุมโดยมนุษย์ ซึ่งส่วนที่เป็น Soft Part (สีแดง) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ได้รับการออกแบบเน้นความอ่อนโยน ขณะที่ส่วนที่เป็น Hard Part ด้านล่าง สื่อถึงเครื่องจักรเครื่องยนต์” พร้อมออกแบบท่านั่งสรีรศาสตร์การขับขี่ โดยดึง DNA มาจากตัวท็อปซูเปอร์ไบค์อย่าง R1 และเจ้า VMAX ที่ให้ฟีลลิ่งถึงความเป็นสปอร์ตเต็มพิกัด ขับเคลื่อนลงสู่โฉม AI โดยเชื่อว่ารถต้นแบบสไตล์เรซไบค์นี้จะสามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนารถแข่งและหวังว่าในอีก 100 ปีข้างหน้า จะยังคงมีการขับเคี่ยวบนสังเวียนความเร็ว และเป็นหนึ่งในเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ในอนาคต โดย มร.คิโนชิตะ ทาคูยะ Executive Officer & Chief General Manager of Creative Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า “สำหรับ “YAMAHA Y/AI” เป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ได้มีการนำรุ่นไหนมาเป็นต้นแบบ ทว่ายังคงไว้ซึ่งปรัชญาของยามาฮ่าอยู่ในการออกแบบรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับ Y/AI นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการผสานความร่วมมือกับ Netflix ซึ่งทีมออกแบบได้คาดหวังไว้ 2 เรื่อง ส่วนแรกก็คือคนที่ไม่เคยใช้รถจักรยานยนต์ได้ดูแล้วรู้สึกอยากลองสัมผัส ลองใช้งานดู พร้อมเก็บรายละเอียดลูกค้าที่เข้ามาดู Netflix เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาในอนาคต และส่วนที่ 2 คือ อยากให้โฉมต้นแบบเป็นที่จดจำ สร้างตัวตนของตนเองที่ชัดเจน” “และจากผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมในการร่วมกับ Netflix ส่งผลให้ ยามาฮ่าพร้อมสานต่อแนวทางดังกล่าว และมองถึงการร่วมงานที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยในอนาคตจะมีการร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 3 เซ็กเมนต์ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน ได้แก่ 1. เชิงธุรกิจ อยากพัฒนาต่อยอดในเรื่องของรถอีวี ทั้งยังมองถึงความจำเป็นและความสำคัญของ infrastructure ที่ต้องดีไซน์ควบคู่ไปด้วย 2. เชิงสังคม เน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาร่วมกัน เนื่องจากสินค้าของเราตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทั่วโลก ดังนั้น พื้นที่ต่าง ๆ จึงถือเป็นสนามทดสอบสำหรับรถของเรา ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Mountain Bike ในญี่ปุ่นที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากท่องเที่ยวในแนวทางดังกล่าวมากยิ่งขึ้น และ 3.เชิงสร้างสรรค์

Gigi Dall’Igna พันธมิตรสำคัญสำหรับนักแข่ง Ducati

Gigi Dall’Igna พันธมิตรสำคัญสำหรับนักแข่ง Ducati Gigi Dall’Igna (จิจี้ ดัลลิญญ่า) ผู้จัดการทีมของ Ducati ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จต่าง ๆ ของทีมในช่วงหลังมานี้ ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการสร้าง Ducati รูปแบบใหม่ให้กลายเป็นทีมที่มีโอกาสขึ้นโพเดียม และชนะการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะกลายร่างแบรนด์นี้ให้กลายเป็นทีมที่ทรงพลังที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ในการแข่งขัน MotoGP Ducati สามารถคว้าแชมป์ได้ติดต่อกันสามฤดูกาลที่ผ่านมา และในปี 2024 ยังครองความเป็นผู้นำอย่างเหนือชั้นด้วยการชนะ 19 จาก 20 การแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ซึ่งอเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งจากทีม Gresini Racing ได้ออกมาให้เหตุผลว่าทำไม ‘จีจี้’ ถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับนักแข่ง “เขา (จีจี้) ใส่ใจในทุกเรื่อง อีกทั้งยังมอบความมั่นใจอย่างมากให้กับเรา เขาเป็นผู้สนับสนุนที่ตรงไปตรงมาเป็นอย่างมากสำหรับนักแข่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ช่วยเหลือที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าปัญหาจะเล็กแค่ไหน เขาก็ใส่ใจ และพร้อมให้การช่วยเหลือ “พวกเขาไม่ได้มาบอกว่าคุณต้องทำอะไร แต่เขาจะคอยให้ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเทคนิคอะไรบ้างที่จะสามารถใช้แล้วได้ผล จากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละคน และทีมหัวหน้าช่างของพวกเขาที่จะต้องตัดสินใจในแนวทางของตัวเอง” จำนวนรถในกริดที่ลดลง ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า จำนวนรถ Ducati ในกริดจะมีจำนวนลดลงจาก 8 คันเหลือ 6 คันเท่านั้น หลังจากที่ทาง Pramac ย้ายค่ายไปใช้รถจากทางค่าย Yamaha ในปีหน้า โดยจำนวนรถในกริดที่ลดลง จีจี้มองว่าไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับ Ducati แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคือไลน์อัพนักบิดจากทีมคู่แข่ง ซึ่งจะมี GP25 แบบเดียวกับทีมโรงงาน 3 คันเท่านั้นสำหรับ ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า และมาร์ก มาร์เกซ สองหนุ่มทางจากทีมโรงงาน Ducati Lenovo Team และ ฟาบิโอ ดิ จานนานโตนิโอ จากทีม VR46 และ GP24 จำนวน 3 คัน สำหรับสองนักบิดอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ และ เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini และ ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี จากทีม VR46  Ducati Lenovo Team จะลงสนามทำการทดสอบรถที่ใช้ในการแข่งขันฤดูกาลหน้าอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MAXX Scooter ศูนย์เซอร์วิสตัวจบ ครบทุกบริการ

MAXX Scooter ศูนย์เซอร์วิสตัวจบ ครบทุกบริการ ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ วลีสั้น ๆ แต่เปรียบได้ดั่งความหมายที่ว่า “ความสวยงามเกิดจากการปรุงแต่ง” ไม่เพียงแค่มนุษย์แต่รถจักรยานยนต์เองก็เช่นกัน หากผู้ที่รักในการโมดิฟาย หรือดูแลรถจักรยานยนต์ แล้วพักอาศัยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ มีหนึ่งพิกัดสำหรับสาวกเวสป้า หรือรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังมองหาร้านเซอร์วิส หรืออุปกรณ์อะไหล่แต่งเทพ ๆ ในบทความนี้ทาง Superbike Thailand จะขอแนะนำหนึ่งศูนย์บริการเซอร์วิสแบบครบครันที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่กับร้านที่มีชื่อว่า MAXX Scooter สำหรับที่มาของคำว่า แม็กซ์ สกูตเตอร์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ชื่อเจ้าของร้านนี่เองแหล่ะครับคุณ แม็กซ์ เสี่ยหนุ่มรูปงามขนานแท้เมคอินเชียงใหม่ จะเรียกพ่อใหญ่ก็หรือ Sugar Daddy ก็กลัวจะทำบ้านเขาแตก (ล้อเล่น) เอาเป็นว่าเรียกเสี่ยให้สมฐานะแล้วกัน สำหรับร้านนี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ศูนย์บริการครบวงจรในเรื่องการตกแต่ง รถสกูตเตอร์ จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกัน อะไหล่ต่าง ๆ..จัดเต็ม เริ่มกันที่โซนแรกของร้าน เมื่อเข้าประตูร้านมา ผู้เข้ามาใช้บริการก็จะถูกต้อนรับไปด้วยอะไหล่แต่งตัวจบต่าง ๆ มากมายที่มีให้ได้เลือกสรร พร้อมราคาสุดเร้าใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โช้คอัพจากแบรนด์ต่าง ๆ ปั้มเบรก Brembo จานเบรก สายเบรกจาก HEL รวมถึงของแต่งอื่น ๆ อีกเพียบ สำหรับสายแต่งรถอยากได้อะไหล่เท่ ๆ ไปประดับรถคู่ใจบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือถ้าไบค์เกอร์ท่านไหนที่พึ่งจะเริ่มเข้าสู่วงการแต่งรถ หรือไม่มีความรู้ในเรื่องของแต่งเลยทางร้านเองก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษา และคอยแนะนำ หรือให้ความรู้เกี่ยวกับอะไหล่ที่ต้องการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่จะได้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง ตรงตามใจ ในราคาสบายกระเป๋ามากที่สุด เริ่ดเกิน โซนเซอร์วิสพร้อมให้บริการ เมื่อผ่านโซนสุดเย้ายวนใจไปแล้ว ถัดมาเป็นส่วนของโซนเซอร์วิส ที่พร้อมให้บริการครบทุกวงจร ไม่ว่าจะเป็นซ่อมบำรุง ทำสี ถ่ายน้ำมันเครื่อง เติมลม เปลี่ยนยาง ใส่อะไหล่แต่งหรือโมดิฟายต่าง ๆ อาการจะหนักหรือจะเบามากน้อยสักเพียงไหน ทางทีมก็พร้อมซัพพอร์ตลูกค้าทุกท่าน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเวสป้าเท่านั้น แต่รถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้เช่นเดียวกัน ทางพี่แม็กซ์ และทีมช่างเซอร์วิสพร้อมให้บริการ ยางคุณภาพจากทาง Pirelli ไม่เพียงแค่อะไหล่แต่งคุณภาพที่มีให้เลือกสรร ในส่วนของยางเองก็เช่นกัน เพราะยางเป็นส่วนที่เกาะกับถนน จึงเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ ฉะนั้นเองจึงต้องเลือกยางที่มีคุณภาพ และที่สำคัญร้านนี้ยังเป็นดีลเลอร์เจ้าหลักของผลิตภัณฑ์ยางสัญชาติอิตาลีอย่าง ‘Pirelli’ ยางคุณภาพที่มีวางจำหน่ายมาอย่างยาวนาน สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจอยากจะเปลี่ยนยางก็สามารถเข้ามารับบริการได้เลย มียางจากทาง Pirelli ให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลากขนาด หลายไซส์ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่เข้ากับผู้ขับขี่มากที่สุด เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทาง SuperBike Thailand แนะนำ กับร้านที่ครบครับในส่วนของการให้บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คู่ใจของท่านให้ดูหล่อ ดูเท่ สมาร์ท เพอร์เฟค มากยิ่งขึ้น หากเทียบเป็นคนเราก็ให้อารมณ์ ชุดส่งผม ผมส่งหน้า หน้าส่งคน คนส่งของ ยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว และการันตีได้เลยว่าทางร้านพร้อมให้บริการกับผู้เข้ารับบริการได้อย่างประทับใจอย่างแน่นอน หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากจะแวะไปใช้จ่ายสามารถวอคอินเข้าไปที่ร้าน หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางเพจ คลิ๊กที่นี่ พิกัดร้าน : Maxx Scooter ตั้งอยู่ที่ 160 ถนนบำรุงราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 เปิดให้บริการวันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 19.00 น. ร้านหยุดทุกวันอาทิตย์ หรือสามารถค้นหาผ่าน Google Map โดยค้นหาคำว่า 69 Tires Chiang Mai คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
Ducati เขย่า Motor Show ลุยเปิดรถใหม่

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4  Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น  ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี  สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต  ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว  มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท  Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

23 March 2023
Kawasaki จัดเต็ม ! ลุยเปิดโมเดลใหม่ ในงาน Motor Show 2023

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023  มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R  Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย    ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

22 March 2023
  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
2020 Honda Africa Twin 1100 DCT ที่หลายคนพร้อมที่จะลุย!!

หลังจากเปิดตัวไป เสียงตอบรับก็ไม่น้อย วันนี้ได้มีโอกาสเห็น 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT ตัวจริงเสียที ต้องบอกเลยว่าสวยสำคำร่ำรือ และตัวรถเองมีการอัพสเปคซีซี เพิ่มมากขึ้นพร้อมยัดเทคโนโลยีใหม่ๆใส่เข้าไปเพียบเลย ทางด้านรูปร่างหน้าตา ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่พอสังเกตได้ แต่ก็ยังอยู่ในเค้าโครงเดิมไม่เปลี่ยนไปมาก ไฟหน้าเปลี่ยนใหม่ที่มี เดย์ไลท์เพิ่มเข้ามาให้มีแววตาความดุ มากขึ้น และก็สวยมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับระบบส่องสว่างที่เป็นแบบ ไฟ LED ทั้งคัน แฟริ่งตัวรถมีการออกแบบใหม่เกือบจะทั้งหมด ทำให้น้ำหนักตัวรถลดลงเกือบ 2 กิโลกรัม จะอยู่ที่ 226 กิโลกรัมในรุ่นของเกียร์ธรรมดา สำหรับรุ่น DCT จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 236 กิโลกรัม ส่วนเพิ่มเติมจากรุ่นธรรมดาอยู่ที่ 10 กิโลกรัม เลือกเอาตามใจได้เลย คนละฟิว!! สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของคันนี้เลยก็ว่าได้นั้นก็คือเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่สามารถเอานิ้วสัมผัสเลือกเมนูและเปลี่ยนการตั่งค่าต่างๆได้อย่างง่ายๆ พร้อมกับรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เห็นจอแล้วใจสั่น มาดูต่อที่เครื่องยนต์ที่มี ขนาดความจุซีซีที่เพิ่มขึ้นเป็น 1084 ซีซี จำนวนลูกสูบเท่าเดิม 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 101 แรงม้าที่ 7500 รอบ/นาที แรงบิด 105 นิวตันเมตร ที่ 6250 รอบ/นาที ตัวธรรมดาเป็นเกียร์ 6 สปีด สำหรับ DCT ก็มีเกียร์เท่ากัน พร้อมกับมี โหมด Sports มาให้เล่นเพิ่มอีก 3 ระดับ ในรุ่นใหม่ 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT มีแกน IMU เข้ามาช่วยการจับการเคลื่อนไหว คำนวนค่าองศาต่างๆของตัวรถอีกด้วย ทำให้เราสามารถที่จะขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบ HSTC ที่มาช่วยให้เพิ่มกำลังได้อีก 7 ระดับ รับรองได้เลยว่า ขับขี่ได้สนุกขึ้นกว่าตัวเก่าอย่างแน่นอน Riding Mode อีก 4 โหมด  – Urban – Tour – Gravel – Off Road เพิ่มเทคโนโลยี Wheelie Control กันยกที่สามารถปรับได้ 3 ระดับ (นึกว่ารถ สปอร์ต) ถังบรรจุเชื้อเพลิงมีขนาด 18.8 ลิตร ระบบช่วงล่างหน้าแบบ Up side down 45 มิลลิเมตร ของ Showa สวิงอาร์มหลังแบบคู่ทำงานคู่กับโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa เช่นเดียวกับโช้คหน้า ระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ เหมาะสำหรับสายลุย เซอร์วิสง่าย วงหน้าหน้ามีขนาด 21 นิ้ว มาพร้อมกับเบรคหน้าแบบดิสคู่ Floating เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 310 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรคหน้าแบบ เรเดี้ยนเมาส์ nissin 4 พอร์ท และล้อหลังที่มีขนาด 18 นิ้ว ที่ติดเบรคหลังแบบดิส ขนาด 256 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ 1 สูบพร้อมกับระบบ ABS แบบเปิดปิดได้ มาจากโรงงาน สำหรับคนไทยที่รอเจ้า CRF1100L 2020 อดใจรออีกหน่อยของดีฟังก์ชั่นเต็มกำลังจะมา                          แล้วพวกคุณจะเอ็นจอยกับมันไม่ใช่น้อยเลยละครับ ซีซีเพิ่มขึ้น ลูกเล่นเทคโนโลยีจัดมาให้เต็มๆจากโรงงาน ทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะตัวรถ ต้องตอบโจทย์สายลุยอย่างแน่นอนรอฟังราคา อย่างเดียวมีสะดุ้งแน่นอน รู้มือ..สายนี้!!   อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้  ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

รีวิว Kawasaki Z900 2020 พร้อมกับจอ TFT และ Power Modes

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยในงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับการ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ในครั้งนี้ที่ถูกแต่งหน้า เสริมหล่อ ต้องบอกว่าดูดีขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง สำหรับรถ Naked คันนี้ถือว่าดูดีขึ้นจริงๆ มาดูกันที่รุปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ไฟหน้าที่ดูเหมือนจะคล้ายๆกับทรงเดิมแต่มีการเพิ่มเดย์ไลท์เข้ามาเสริมหล่อ รวมไปถึงสีตัวแฟริ่งและโครงที่เป็นเฟรมทักออกแบบมาให้ลงตัวกับ สีขาว เขียว ดำ ดูหรูหรามากขึ้นเป็นกอง มาดูกันต่อ สำหรับเรือนใหม่ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เป็นหน้าจอสีแบบ TFT ที่ให้ความสว่าง ชัดเจน ล้ำสมัยอินเทรนกันไปในยุคนี้ ออกแบบมาได้อย่างอย่างลงตัวสวยงาม ยังมีเพียงแค่ไฟสถานะบางจุด ยังอยู่บนขอบหน้าจอเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ดูหล่อไม่แพ้ใครแล้ว มาดูกันที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมือที่มีปุ่ม Key ไว้กดเลื่อนการตั้งค่าบนหน้าจอ TFT เพิ่มขึ้น ง่ายต่อการใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งไฟเลี้ยว แตร ไฟสูง และไฟฉุกเฉิน แถมยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั้นก็คือ สามารถที่จะเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่าน Smart phone ง่ายต่อการสื่อสารขณะขับขี่ ปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน ยังคงไว้ซึ้งความเป็น Z Edition ไฟท้าย LED รูปตัว Z ที่มองยังไงก็รู้ว่าเป็น Z Edition ดูหรูหรา มาดูกันที่เครื่องยนต์ ที่เป้นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีกำลังอัด 11.8.1 มีแรงม้าจากเครื่องยนต์ 125 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 9500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 98.6 นิวตันเมตร ที่ 7700 รอบ/นาที เกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมกับถังบรรจุเชื้อเพลิงขนาด 17 ลิตร Riding mode ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับตัว Z900 2020 – Road – Sport ตัวเฟรมถัก มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาออกแบบมาได้สวยงาม รวมไปถึงการทำสีเขียวเหลือบมุกเหลือง ทำให้รู้สึกมีสีสันสวยงามมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 212 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้า ที่เป็นแบบ UP side down ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.ที่สามารถปรับค่าความหนืดและความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ทำให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้เหมาะสมกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ระบบเบรคหน้า แบบดิสเบรค Floating ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหน้ามีขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 120/70 ZR มาจากโรงงานรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆ ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยว back-link ที่มีตำแหน่งการวางโช้คแบบ ZX10 R สามารถปรับค่าความหนืดและค่าความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ระบบเบรคหลังแบบดิสเบรค จานดิสมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 250 มม คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 1 สูบพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหลังขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 180/55 ZR เป็นเกรดเดียวกับล้อหน้าที่สามารถรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆไร้กังวล นี้ก็ถือได้ว่าเป็นการรีวิวสเปคคราวๆที่เราได้เอามาให้คนไทยได้ชมกันก่อนเปิดตัวปลายปีนี้ เป็นยังไงกันบ้างละครับ สำหรับ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในงานระดับโลกอย่าง Eicma 2019 ถูกตา ถูกใจ สาวก kawasaki กันบ้างไหมละครับ ติดตามกันให้ดีสิ้นปีนี้ อาจมีเซอร์ไพส์!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้  ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้  

All-new 2020 Yamaha Tracer 700

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ..     อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้  ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้    

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
Yamaha Finn 2020 สเปกและราคา

Yamaha Finn 2020 รถครอบครัวระดับพรีเมี่ยม มาพร้อมสีสันกราฟิกใหม่ โดดเด่นทุกสีสัน สวยล้ำสไตล์โมเดิร์น ใช้งานง่ายไม่จุกจิก ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 91.18 กม. พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ให้ความสะดวกสบาย ทั้งสวย ทั้งทน ทั้งประหยัดแบบนี้ ขี่ไปไหนก็ฟินน์ ราคาแนะนำ 44,800 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Finn 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 115 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.3:1 ความกว้างกระบอกสูบ 50.0 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม NA ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช้คอัพคู่ ยางหน้า 70/90 – 17MC / 38 P ยางหลัง 80/90 – 17MC / 50 P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 775 มม. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

1 February 2020
Yamaha GT125 2020

Yamaha GT125 2020 Yamaha GT125 2020 สีสันใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น กับออโตเมติกหัวฉีด 125 ซีซี สไตล์สปอร์ต ออกตัวได้แรง ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ พร้อมเทคโนโลยี Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดยิ่งขึ้น แต่ยังบิดสนุกเร้าใจเช่นเคย ราคาแนะนำ 47,100 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha GT125 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 52.4 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบคลัทช์ คลัทช์แห้งชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม อันเดอร์โบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง ยางหน้า 80/80R-14M/C 43P ยางหลัง 100/70R-14M/C 51P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 760 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

1 February 2020
Yamaha Exciter 150 2020 สเปกและราคา

Yamaha Exciter 150 2020 Yamaha Exciter 150 2020 ดีไซน์ใหม่ ดุดัน ขั้นสุดแห่งความเร้าใจ สปอร์ตโมเป็ด พิกัด 150 ซีซี ออกตัวได้เร็ว เร่งแซงได้ดี คล่องตัวด้วยเฟรมใหม่ น้ำหนักเบา ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร่์ สมดุลดี เร้าใจในทุกย่านความเร็ว ราคาแนะนำ 64,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Exciter 150 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบาความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 150ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 57.0 มม. ระยะชัก 58.7 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน แชสซี เฟรม แบ็คโบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 119 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

1 February 2020