SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในกลุ่ม Kawasaki Ninja ZX25R-ZX4R Club Thailand ได้โพสต์ภาพของ ปริศนา ZX-6R จอดทิ้ง อยู่ริมฟุตบาทบริเวณย่านหมอชิต

Motogp 2027 คอนเฟิร์มแล้ว Pirelli เหมาหมด! Pirelli เหมาหมด!! หลังปิดดีลลับหลังบ้านบุรีรัมย์ พร้อมเซ็นสัญญาการเป็นซัพพลายเออร์หรือผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันรุ่น Motogp 2027 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2027 เป็นต้นไป นับว่าเป็นปฐมบทของประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนจุดสูงสุดของเส้นทางการแข่งขัน จากแรกเริ่มของการเป็นผู้สนับสนุนยางในรายการเวิร์ล ซูเปอร์ไบค์ (WSBK) ขยับก้าวเข้าสู่รายการ Moto2 และ Moto3 ในปี 2024 จนกระทั่งล่าสุด ยาง Pirelli สามารถสร้างผลงานให้กับนักแข่งมากมายและทำลายสถิติในทุกสนาม และพร้อมที่จะปูเส้นทางใหม่บนการแข่งขันสูงสุดระดับโลก โดยพีเรลลีจะเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์รายหลักและเพียงรายเดียวในรุ่น MotoGP ตั้งแต่ปี 2027 จนถึงปี 2031 (รวมระยะสัญญา 5 ปี) ยังรวมไปถึงรุ่น MotoE ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์โลกสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า กับการซัพพอร์ตยางแข่งขันให้กับนักแข่งรวมถึงการวิจัย พัฒนาโซลูชันใหม่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการ การรีดสมรรถนะในการแข่งขันได้อย่างสูงสุด อย่างไรก็ตาม Michelin จะยังคงเป็นซัพพลายเออร์แต่เพียงผู้เดียวของ MotoGP และ MotoE จนกว่าสิ้นสุดกฎระเบียบทางเทคนิคปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายฤดูกาล 2026 และนี่ก็คือประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ กับความสำเร็จสูงสุดของยางระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ตมากแล้วมากมายทั้งรถ 4 ล้ออย่าง Formula1,World Rally Championship,SRO GT, Ferrari Challenge, Trans AM, SVRA, GT CELEBRATION และ PORSCHE CLUB และรายการสองล้ออย่าง WSBK, Bennetts BSB, ASBK, Moto2, Moto3 และ MotoGP หรือนี่..อาจเป็นยุคทองของ Pirelli ก็อาจจะใช่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เสริมทัพส้ม!! KTM ประกาศร่วมพาร์ทเนอร์กับ WRS อีกหนึ่งข่าวดีสำหรับค่ายส้ม KTM ประกาศร่วมพาร์ทเนอร์กับ WRS สำหรับการซัพพอร์ตการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตให้กับทีม KTM Factory Racing โดยทางแบรนด์พร้อมสนับสนุนวินชิลด์สำหรับการแข่งขัน พร้อมติดตั้งบนตัวแข่ง RC16 ของสองนักแข่งทีมโรงงานอย่าง Brad Binder และ Pedro Acosta ในฤดูกาลนี้ “ขอขอบคุณ WRS และทีมงานที่ช่วยซัพพอร์ตสนับสนุนการแข่งขันโมโตจีพีในปี 2025 สำหรับชิลด์หน้าซึ่งนอกจากใช้ในการแข่งขันแล้ว ยังถูกบรรจุติดตั้งลงในตัวเทสสำหรับการทดสอบ โดยรวมแล้ว ชิ้้นส่วนต่าง ๆ มีคุณภาพสูงและตรงสเปคตามความต้องการของเราอีกด้วย นอกจากนี้ เราขอชื่นชมสำหรับการทำงานเชิงรุกและการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ยอดเยี่ยม หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายไปพร้อมกัน” Aki Ajo ผู้จัดการ Red Bull KTM Factory Racing กล่าว โดยพาร์ทดังกล่าวจะช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น อย่างที่กล่าวไปแบรนด์ของ WRS จะถูกโปรโมทบนตัวแข่งขันหมายเลข 33 และ 37 รวมถึงจุดอื่น ๆ ตลอดทั้งฤดูกาลแข่งขัน “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมพาร์ทเนอร์กับ Red Bull KTM Factory Racing โดยการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันสู่การพัฒนานวัตกรรมของเรา และความร่วมมือครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอโซลูชันสมรรถนะสูงให้กับทีมแข่งระดับแนวหน้า ไปพร้อมกับนักแข่งหัวแถวอย่างเปรโด อคอสต้าและแบรด บินเดอร์ แน่นอนว่าจะต้องเป็นการแข่งขันที่สนุก” Nicolas Zavoli, CEO ของ WRS กล่าว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย ผู้ชนะการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 ในเรซแรกที่มียางพีเรลลี่เป็นผู้ซัพพอร์ต ก็คือ Alonso Lopez (Sync SpeedUP / Boscoscuro) ในรุ่น Moto2 และ David Alonso (CFMOTO Aspar Team) ในรุ่น Moto3 ซึ่งเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะไปในศึก Qatar Grand Prix ซึ่งเป็นสนามแข่งของรายการ MotoGP 2024 ถือว่า Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย เลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จากยางถือว่าออกมาในแง่บวกและก็เป็นพึงพอใจมากสำหรับทางพีเรลลี่กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ สถิติเวลาแล็ปมากมายถูกทำลายกันตั้งแต่เซสชันแรกเมื่อวันศุกร์ และประสิทธิภาพยางที่คงเส้นคงวาก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้วกับการแข่งขันในสนามแรกบนสนามที่ต้องการยางคุณภาพดีมากที่สุดสนามนึง เราพอใจกับผลลัพธ์ที่เราได้มาภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก “เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่านี่คือการแข่งขันระดับกรังปรีซ์ครั้งแรกของทางเรา และสนามแห่งนี้ยังเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับยางรถแข่งมากที่สุดสนามนึงในฤดูกาลนี้ ในรุ่น Moto3 เราได้เห็นการแข่งขันที่เร็วมาก ๆ โดยมีเวลาแล็ปเร็วขึ้นเกือบ 2 วินาทีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งคำถามอะไรอีกเลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีแค่ไหน และในคลาส Moto2 นี้เรายังได้เห็นการเลือกยางแข่งที่แปลกมาก ๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่น Moto2 แต่อย่างที่เราแจงไปเมื่อวาน นักแข่งมีเวลาฝึกซ้อมน้อย โดยมีแค่ตอนทดสอบที่ Portimão และการซ้อมในรอบ Practise แรกในวันศุกร์ช่วงเย็นแค่นั้น พวกเขาได้ขี่กันไม่กี่แล็ปเนื่องจากสภาพอากาศ และยังทำให้การเลือกยางนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้มียางหลากหลายสูตรผสมถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน ใครที่ใช้ยางหลัง SC1 ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันเมื่อวันก่อน กลับกลายเป็นยางที่ไม่ดีสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์ และเสียเปรียบให้กับนักแข่งที่เลือกยาง SC0 ซึ่งนักแข่งที่ได้ขึ้นโพเดียมเลือกใช้กันทุกคน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราตระหนักดีว่ายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้สำหรับรุ่น Moto2 มันอาจจะต้องใช้เวลาซักสองหรือสามสนามเพื่อที่จะเซ็ตอัปรถให้ลงตัว และให้นักแข่งได้ปรับตัวเข้ากับยางใหม่สักหน่อย ผมเองอยากจะบอกว่าพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ที่ดุดันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนได้แล้ว และนี่คือสัญญาณที่ดี และสำหรับการแข่งขัน Asia Talent Cup ผลการแข่งขันก็ได้พูดแทนตัวมันเองแล้ว แถมยังมีรอยยิ้มของนักแข่งในช่วงท้ายของการแข่งขันให้เราเห็นอีกด้วย มันเหมือนเป็นดั่งของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราเลย การเลือกยางและการแข่งขัน การแข่งขันในรุ่น Moto2 เป็นรุ่นที่มีการเลือกยางที่หลากหลายมากที่สุด มีการผสมกันระหว่างยางหน้าและยางหลังออกมาหลายรูปแบบ แม้ว่ายาง SC1 จะเป็นตัวเลือกหลัก มีนักแข่งหลายคนเลือกใช้ (ทั้งในยางหน้าและยางหลัง) แต่ SC0 กลับเป็นยางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยางหลังที่ได้รับชัยชนะ โดยมีนักแข่งบนโพเดียทั้ง 3 คนเลือกใช้ ซึ่งได้แก่ Lopez (อันดับ 1) และ Garcia (อันดับ 3) ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC1 ขณะที่ Baltus (อันดับ 2) เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC2 ขณะที่การเลือกยางในรุ่น Moto3 นั้นค่อนข้างชัดเจนและเป็นเอกฉันท์มากกว่า โดยนักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยาง SC2 + SC2 กัน มีเพียง Matteo Bertelle (Rivacold Snipers Team / Honda), Nicola Carraro (LEVELUP – MTA / KTM) และ ก๊อง ธัชกร บัวศรี (Honda Team Asia / Honda) เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหลัง ยังมีนักแข่งผู้แปลกแยกอย่าง Joel Kelso (BOE Motorsports / KTM) ที่พอใจเลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง นอกจากนี้ในรุ่น Moto3 นักแข่งนั้นทำเวลาได้เร็วขึ้นมาก โดยเวลาแข่งนั้นจบลงเร็วกว่าฤดูกาลที่แล้ว 2023 ถึงครึ่งนาที โดย Tatsuki Suzuki (Liqui Moly Husqvarna Intact GP / Husqvarna) เป็นคนที่ทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดในแล็ปที่ 3 ของเขา โดยได้เวลา 2’03.135 นาที ทำลายสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันเดิมมากกว่า 2 วินาที งานนี้เราก็ต้องดูกันต่อไปว่าสนามต่อ ๆ ไป เมื่อนักแข่งทั้งหลายได้มีเวลาซ้อมและเซ็ตรถมากเพียงพอแล้ว ผลงานจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ยางพีเรลลี่จะสามารถพิสูจน์ตนเองในรุ่น Moto2 ได้ชัดเจนมากขึ้นมั้ย

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati จับมือ Pecco ลุยต่อเนื่องถึงปี 2026 ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ค่ายปีศาจแดง โดยดูคาติประกาศเดินหน้าต่อสัญญากับ Francesco Bagnaia นักบิดแชมป์โลก MotoGP ชาวอิตาลีจาก Ducati Lenovo Team ต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งทำให้เจ้าตัวยังครองตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 ด้วยผลงานคะแนนรวมสูงสุดจนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัย “เป็กโก้” นับว่าเป็นนักบิดที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกของการแข่งขันโมโตจีพีปี 2019 และย้ายสู่ทีมโรงงานในปี 2021 และแล้วก็ฉายแววดาวรุ่งด้วยการคว้ารองแชมป์โลกในฤดูกาลนั้น จนกระทั่งปัจจุบันกับตำแหน่งอันดับ 1 หัวแถวของตารางที่ทำให้เขาเป็นนักบิดที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าช่วงเวลานี้ นักบิดชาวอิตาลีกับรถแข่ง Desmosedici GP นับว่าเป็นคู่หู คู่บุญที่แข็งแกร่งที่สุด แถมเป็นตัวแข่งรุ่นที่มีการอัปเกรดล่าสุดที่เจ้าตัวการันตีอีกด้วยว่าดีกว่าทุกด้าน พร้อมโชว์ให้เห็นกับการทดสอบในช่วงพรีซีซั่นที่ผ่านมา โดยทำเวลาได้ดีที่สุดทั้งในสนามเซปังฯ และโลเซล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นที่ดี ยังไงเราก็มารอลุ้นกันกับการแข่งขันในสนามแรกที่จะเกิดขึ้นในการ์ตา อาทิตย์ที่ 8-10 มีนาคมนี้ รอชมได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Valentino Rossi Ducati MotoGP 2027 รอสซี่รับมั่นใจ ยุคเครื่องยนต์ 850cc พร้อมวิเคราะห์นักบิดปริศนาที่อาจย้ายซบทีม VR46

Street Triple 765RX รถ 3 สูบโมโตทูรุ่นเติมของ อัปเกรดสมรรถนะใหม่โดยเฉพาะระบบช่วงล่าง ให้พละกำลัง 128.2 แรงม้า เหมาะสำหรับซิ่งสนามมากที่สุด

เซฟวันโกบางนา แก้ดราม่ารถติด! ทุ่มงบเช่าพื้นที่จอดรถสำรองที่ SB Design Square เพิ่ม 1,000 คัน พร้อมบริการรถรับส่งฟรี สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม

SC-01 โรดสเตอร์ไฟฟ้า จากจีน พละกำลัง 429 แรงม้า อัตราเร่ง 3.5 วินาที เตรียมบุกตลาดยุโรป จำกัดจำนวนเพียง 1,000 คันทั่วโลก

VESPARTE : HEARTBEAT ได้บุญแถมได้รถ VIVA LA VESPA แคมเปญจากทางเวสป้าที่เฉลิมฉลองให้กับ เวสป้า ประเทศไทย โดยคอนเซ็ปต์ของ VIVA LA VESPA ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ขับขี่เวสป้า หรือ Vespisti (เวสปิสตี้) ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น Vespanista (Fashion) , Vespafesta (Music) และ Vesparte (ART) และ Phase ของ VESPARTE กับคอนเซปต์ Vesparte Heartbeat ที่จัดเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25-29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่จะพาเหล่าเวสปิสตี้โลดแล่นเข้าไปสู่โลกของงานศิลปะในทุกรูปแบบ โดยในครั้งนี้ทางเวสป้าได้ร่วมมือกับศิลปินไทยในแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างผลงานที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาพิเศษในครั้งนี้ โดยจุดประสงค์การจัดงานครั้งนี้คือ การร่วมประมูลรถเวสป้าเพื่อนำรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด โดยรายได้จากการประมูลผลงานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปมอบให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจแห่งประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, มูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก และ โครงการหนึ่งหัวใจ สู่ชีวิตใหม่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ATT 19 ศูนย์รวมแกลอรีชื่อดังมากมาย สำหรับสถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อยู่ที่ ATT19 แถวย่านเจริญกรุง และพรั่งพร้อมไปด้วยโมเดลรถเวสป้าที่ถูกวาดลวดลายด้วยศิลปินทั้ง 7 ท่าน ได้แก่ Benzilla (เบนซิลล่า), Nanzo (แนนโซ่), Yoon Phanaphast (ยูน ปัณพัท), Poorboy (พูลบอย), Thaiwijit (ไทยวิจิต), Gongkan (ก้องกาน) และ Mackcha (แม็กชา) ที่มาร่วมส่งต่อโอกาสให้กับเด็ก ๆ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่ยังรอการรักษาในประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสและใช้ชีวิต เดินตามความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ เดี๋ยวเรามาชมเวสป้าที่ประดับด้วยลวดลายศิลปะแต่ละคันว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน VESPA LX 125 I-GET BY Benzilla สำหรับสาวกเวสปิสตี้ หรือผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะในวงการสตรีทอาร์ตน่าจะรู้จักกับ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla กับคอนเซ็ปต์การออกแบบเวสป้า LX125 i-Get มาในลวดลายของตัวการ์ตูนสุดน่ารักอย่าง LOOOK เปรียบเสมือนตัวแทนของเด็ก ๆ ที่พร้อมจะออกเผชิญโลกกว้างนั่นเอง ชื่อผลงาน : Blomming โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : การขับขี่เวสป้าก็เหมือนการได้แล่นไปกลางทุ่งดอกไม้ผ่านสายลมในทุกช่วงวินาทีของการเดินทาง จึงหยิบใช้ดอกไม้และองค์ประกอบของธรรมชาติมาใส่ไว้บนรถเวสป้า เลือกสีที่ใช้มีความน่ารักด้วยความ ตั้งใจที่อยากจะส่งต่อความสดใส ความหวัง และมุมมองในการใช้ชีวิตในแง่บวก แบบเจ้า LOOOK และตัวละครอื่น ๆ โดยเปรียบเจ้า LOOOK เป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เหมือนใคร แต่ก็พยายามที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ทําความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยดวงตาใหญ่ ๆ ที่มีไว้มองสิ่งที่เกิดขึ้น คล้ายกับเป็นผู้สังเกตการณ์ เรียนรู้จากทุกปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยมุมมองที่เป็นบวก สร้าง ความรู้สึกสบายท่ามกลางสายลมอิสระ VESPA LX 125 I-GET BY Nanzo ต่อด้วย โมเดลสุดพิเศษของศิลปินสาวสวยอย่าง แนน – วราภรณ์ เหมรัตน หรือ Nanzo ศิลปิน Art ชื่อดังกับรถเวสป้า LX 125 i-Get มาพร้อมลวดลายสุดคลีนแต่เต็มไปด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความอิสระแห่งการปลอดปล่อยตัวเองไปกับธรรมชาติ Project : THE JOYFUL RIDE โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : ถ่ายทอดบรรยากาศของการท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงการเต้นรําและอิสระ การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ดื่มดําไปกับธรรมชาติรอบตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรง ของมนุษย์กับธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ภูเขา

Zontes 368E บิ๊กสกูตเตอร์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ 368 ซีซี พร้อมฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบจัดเต็ม เหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบความสะดวกสบาย

Royal Enfield Himalayan 450 อีกหนึ่งโมเดลรถที่พร้อมผจญภัยในสภาพถนน มาพร้อมการขับขี่ที่นุ่มสบาย พร้อมลุยในทุกสภาพถนน

Zontes 368G 2025 สกูตเตอร์แอดเวนเจอร์ ที่มีภาพหลุดออกมาแล้วสำหรับการทดสอบวิ่งที่ประเทศไทย คาดการณ์อาจมีการเปิดตัวปลายปีนี้

Honda PCX สกูตเตอร์พรีเมียมที่ครองใจคนไทยมามากกว่า 10 ปี Honda PCX ถ้าในเวลานี้พูดชื่อโมเดลนี้ออกไปก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นรถอีกหนึ่งโมเดลที่ครองใจประชาชนในหลายช่วงวัยมาอย่างยาวนาน ซึ่งเจ้ารถคันนี้จัดเป็นรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์พรีเมียมที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี โดยโมเดลนี้เริ่มทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2552 ซึ่งบวกลบคูณหารดูแล้วก็มีอายุกว่า 16 ปีเข้าไปแล้ว การันตีความขายดีอย่างเทน้ำ เทท่า ด้วยจำนวนรถที่เห็นด้วยสายตาบนท้องถนนว่ารถจักรยานยนต์โมเดลนี้มันยอดฮิตมากขนาดไหน ซึ่งในบทความนี้จะมาพูดถึงวิวัฒนาการทั้ง 5 โฉมของเจ้ารุ่นนี้กัน ย้อนช่วงเวลากลับไปในปี 2552 ถ้าหากให้ยกตัวอย่างรถจักรยานยนต์ประเภทสกูตเตอร์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยเอาแบบชนิดที่ว่ารถจักรยานยนต์คันนี้เปรียบเป็น ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ก็คงจะหนีไม่พ้นรถไซส์เล็กขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 125 ซีซีอย่าง Honda Scoopy หรือไม่ก็เป็น Honda Click ซึ่งก็ครองใจประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน อาจจะด้วยเพราะเหตุผลของความเป็นรถขนาดเล็กที่เน้นความคล่องตัว รวมไปถึงการขับขี่ใช้สอยในชีวิตประจำวันก็อาจจะมองว่า ‘เพียงพอแล้ว’ สำหรับเครื่องยนต์ไซส์นี้ Honda PCX 125 ช่วงปี 2010-2012 แต่แล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2552 ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ส่งหนึ่งโมเดลมาเขย่าวงการรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์พิกัด 125 ซีซี กับรถจักรยานยนต์ที่มีชื่อว่า ‘Honda PCX’ โดยเจ้าสกูตเตอร์คันนี้มาพร้อมดีไซน์ที่ออกแนวเน้นไปทางความเป็นพรีเมียม หรูหรา และพ่วงมาด้วยความทันสมัย ซึ่งสร้างความฮือฮาได้พอสมควร ซึ่งขุมพลังของรถคันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาดเครื่องยนต์ 124.9 ซีซี พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 11.17 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 11.56 นิวตันเมตร โดยจุดเด่นไฮไลท์ของรถในโมเดลดังกล่าวมาพร้อมเทคโนโลยีหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง (idling Stop System) เพื่อประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ราคาเปิดตัว : ไม่มีข้อมูลปรากฎ Honda PCX 150 Generation 1 ช่วงปี 2012-2014 หลังจากที่กระแสตอบรับจากเจนแรกไปในทิศทางที่ดี สองปีให้หลังจากการเปิดตัวเจนแรก ทางบริษัทไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงเจ้าพีซีเอ็กซ์คันนี้ด้วยการขยายความจุมากยิ่งขึ้น จากเครื่องยนต์ 125 ซีซีเป็นเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 13.4 แรงม้าพร้อมแรงบิด 13.1 นิวตันเมตร Honda PCX 150 Generation 2 ช่วงปี 2014-2017 เมื่อระยะเวลาการทำตลาดของเจนแรกผ่านมาได้พอสมควร และผลตอบรับก็ถือว่าใช้ได้ ทางไทยฮอนด้าเห็นความยอดนิยมของรถในโมเดลนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่จะทำการ ‘ปรับปรุงใบหน้าใหม่’ เพราะในเจนที่ 3 ของรถจักรยานยนต์โมเดลนี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนหน้าใหม่ให้หล่อเหลายิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่ในเจนก่อนส่วนของบริเวณด้านหน้าของตัวรถก็ดูเหมือนจะอ้วน ๆ กลม ๆ แต่เมื่อได้ถึงคราวไมเนอร์เชนจ์ทางฮอนด้าก็ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ มิติตัวรถเหมือนถูกรีดให้มีเส้นสายเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าของตัวรถมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟหน้าแบบ Dual LED Head Light ที่มาพร้อมไฟเลี้ยว และไฟท้ายแบบ LED ทั้งหมด บริเวณหน้าจอเรือนไมล์มีการปรับเปลี่ยน และจัดวางตำแหน่งใหม่ผสมความเป็นจอแบบอนาล็อก และดิจิตอล ด้านซ้ายหน้าของตัวรถมีช่องสำหรับใส่ของพร้อมช่องจ่ายไฟ รายละเอียดของเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์ขนาด 149.3 ซีซี พละกำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 13.1 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.4 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร และในโฉมปี 2016 โมเดลนี้ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ความล้ำสมัยอีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนจากไขกุญแจสตาร์ทเป็นระบบสมาร์ทคีย์ ไม่ต้องเสียบกุญแจอีกต่อไป เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ เพียงแค่พกรีโมทไว้กับตัว สามารถสตาร์ทรถ ปลดล็อกเบาะ และเปิดฝาถังน้ำมันได้ง่ายดาย อีกทั้งยังมาด้วยระบบสัญญาณกันขโมย และฟังก์ชันค้นหารถซึ่งสามารถกดปุ่มบนรีโมทเพื่อส่งสัญญาณเสียงและไฟ เพื่อระบุตำแหน่งรถในที่จอด ราคาเปิดตัว : 82,300 บาท Honda PCX 150 Generation 3 ช่วงปี 2018-2021 ยังคงพัฒนากันอย่างต่อเนื่องสำหรับสกูตเตอร์พรีเมียมยอดนิยมในประเทศไทยในปี 2018 ทางไทยฮอนด้าก็ได้ทำการปรับปรุงใหญ่อีกครั้ง โดยในหนนี้ก็มีการปรับหน้าใหม่ให้ดูมีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมไฟท้ายที่มีการปรับใหม่เช่นเดียวกันเป็นรูปแบบอักษร X และในส่วนของเรือนไมล์ในเจนที่ 3 นี้เรียกได้ว่าเป็นดิจิตอลแบบเต็มระบบอีกทั้งยังแสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน อีกทั้งยังมีการออกแบบหน้าจอที่มองง่ายมากขึ้นกว่าเดิมรับกับระดับสายตาของผู้ขับขี่ มิติตัวรถในเจนที่ 3 นี้เพิ่มเส้นสายความเป็นสปอร์ต แต่ก็ยังคงความพรีเมียม ดูผิวเผินเหมือนจะดูมีน้ำมีนวลมากกว่าเจนที่ 2 อยู่เล็กน้อย และในส่วนของเครื่องยนต์ขุมพลังก็เป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับเจนที่ 2 ทุกประการ และในเจนที่ 3

Arm Pump เล่นงาน ‘ก้อง สมเกียรติ’ กระทบมากน้อยขนาดไหน ในการแข่งขัน MotoGP สนามที่ห้าของฤดูกาล 2025 ซึ่งทำการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน โดยหนึ่งในนักแข่งสัญชาติไทยจากทีม IDEMITSU Honda LCR อย่าง ‘ก้อง’ สมเกียรติ จันทรา นักบิดเจ้าของหมายเลข 35 ก็ได้ลงทำศึกนี้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า ‘เจ้าก้อง’ ของเราก็ไม่สามารถขี่จนจบการแข่งขันได้ และวิ่งไปเพียง 11 รอบสนามเท่านั้น ซึ่งปัญหาที่ทำให้แข่งขันต่อไม่ได้ก็เพราะเกิดปัญหาอาการ ‘Arm Pump’ ว่าแต่อาการนี้มันคืออาการอะไร ? สามารถอ่านรายละเอียดอาการนี้แบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ (คลิ๊ก) ซึ่งก้อง สมเกียรติได้ออกมาเผยว่าตัวเขานั้นประสบปัญหาอาร์มปั๊มมาเป็นระยะเวลาร่วมสัปดาห์ก่อนการแข่งขันที่สนามเฆเรซ ซึ่งเจ้าตัวเขาคิดว่ามันน่าจะหายเอง แต่แล้วอาการดังกล่าวก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง วิธีการรักษา การรักษาอาการ Arm Pump สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อคลายพังผืด (เยื่อหุ้มเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของกล้ามเนื้อ) โดยทั่วไปจะทำภายใต้การดมยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดนี้อาจเป็นการผ่าแยกพังผืดหรือการตัดพังผืดออก ความท้าทายอยู่ที่การวินิจฉัยโรค แต่ผลลัพธ์ของการรักษานั้นถือว่าประสบความสำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ประมาณ 80-90%) การปฏิบัติหลังการผ่าตัด หลังจากทำการผ่าตัดคลายพังผืด (fasciectomy/fasciotomy) ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักการใช้งานแขน แขนจะถูกพันผ้าไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือก และต้องดูแลแผลผ่าตัดให้แห้งอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งถ้า ก้อง สมเกียรติ ใช้วิธีผ่าตัดในการรักษาอาร์มปั๊ม จากข้อมูลการรักษาทั่วไปจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นจนกว่าจะกลับมาแข่งขันได้อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้น 6-8 สัปดาห์ หรือประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งจากตารางการแข่งขัน MotoGP ในช่วง 2 เดือนนี้ ก้องจะพลาดลงทำศึก MotoGP ถึง 5 สนามการแข่งขันดังนี้ สนามที่ทำการแข่งขัน วันที่ทำการแข่งขัน Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส 09 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคม Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ 23 พฤษภาคม – 25 พฤษภาคม GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand Aragón ประเทศสเปน 06 มิถุนายน – 08 มิถุนายน Brembo Grand Prix of Italy สนาม Autodromo Internazionale del Mugello ประเทศอิตาลี 20 มิถุนายน – 22 มิถุนายน Motul TT Assen สนาม TT Circuit Assen ประเทศเนเธอร์แลนด์ 27 มิถุนายน – 29 มิถุนายน ซึ่งดูจากชื่อในการแข่งขันแต่ละสนามแล้วนั้นก็ค่อนข้าง ‘น่าเสียดายไม่น้อย’ เพราะชื่อชั้นของแต่ละสนามที่ก้องพลาดลงแข่ง (หากผ่าตัด) ก็ถือว่าเป็นสนามที่มีความน่าสนใจ เพราะเมื่อครั้งที่ก้องยังโลดแล่นอยู่ใน Moto2 สนามดังกล่าวก็เป็นสนามที่นักแข่งชาวไทยรายนี้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม สามารถคว้าท็อป 10 ได้ในทุกสนาม เว้นแต่สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษที่ก้องไม่จบการแข่งขัน สนามที่ทำการแข่งขัน อันดับที่ทำได้ Michelin® Grand Prix de France สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส อันดับที่ 5 Tissot British Grand Prix สนาม Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ ไม่จบการแข่งขัน GoPro Grand Prix of Aragon สนาม MotorLand

Moto Evo 2025 แปลงรถไทรอัมพ์ ให้เป็น Moto 2 ผ่านสำนักแต่งออนไลน์ หากไบค์เกอร์ท่านไหนที่อยากอัปเกรดรถซูเปอร์ไบค์ของท่าน แปลงโฉมให้เป็นตัวแข่ง Moto2 ทั้งในเรื่องชุดแต่งและสมรรถนะ บทความนี้เราจะขอแนะนำกับ Moto Evo 2025 แพลตฟอร์มที่พึ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งพร้อมที่จะสานฝันให้ท่านเป็นนักแข่งระดับโลกอย่างเต็มตัว สำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อตั้งโดย Tony Scott Motorsport สำนักแต่งรถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอังกฤษ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี ในวงการแข่งขัน British SuperSport Championship – GP2 ซึ่งเชี่ยวชาญความรู้ในอะไหล่ตกแต่งและการออกแบบตัวรถ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตโปรเจ็กต์ของลูกค้าให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าหรือเจ้าของรถนั้นสามารถเนรมิตโมเดลในแบบที่ตนเองต้องการ ผ่านไดอะแกรมรูปทรงสามมิติโดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ Moto2 ของไทรอัมพ์ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นจะทำหน้าที่ช่วยคอนเซ้าท์หรือให้คำแนะนำ รวมไปถึงการหาพาร์ทอะไหล่ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งอะไหล่ที่สามารถหาได้ในท้องตลาด หรือใครที่อยากได้พาร์ทตัวแต่งระดับใช้แข่งขัน สำนักเจ้านี้ย่อมจัดให้ได้เช่นกัน นอกจากในเรื่องของพาร์ทอะไหล่แล้ว เรื่องของการเซ็ตติ้งตัวรถ ทางสำนักก็พร้อมจะให้คำแนะนำเช่นกัน ซึ่งลูกค้าอยากเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแข่งแบบไหน โมโตอีโวพร้อมยินดีให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เพิ่มประสบการณ์การขับขี่ระดับเวิร์ลคลาส ลดปัญหากวนใจสำหรับสายช่างและยังช่วยลดความซับซ้อนดังกล่าวได้มาก โดยชิ้นส่วนที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้เฉพาะในส่วนที่ลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนโดยไม่กระทบชิ้นส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังช่วยเซ็ตติ้งให้เข้ากับสนามแทร็กที่คดเคี้ยวหรือแทร็กขนาดกว้างได้เช่นกัน โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก 3 รุ่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย Triumph Daytona 675/R (2013-2017) Triumph 765 LE Moto 2 Triumph 765 Street Triple แบ่งเป็น 3 ออปชันให้ลูกค้า ประกอบไปด้วย ออกแบบพาร์ทและสร้างโมเดลตัวอย่าง ออกแบบพาร์ทและช่วยหาอะไหล่ให้ลูกค้า ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่จาก TSM และอัปเกรดรถของลูกค้า พร้อมให้บริการต่าง ๆ อาทิ ออกแบบโครงสร้าง โดยโปรแกรมของ มอเตอร์ อีโว จะช่วยออกแบบหาไดเมนชันที่เข้ากับตัวผู้ขับขี่มากที่สุด ผ่านรูปทรงเลขาคณิตหรือโปรแกรมออกแบบสามมิติสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของลูกค้า ยังรวมไปถึงของแต่งจากทางสำนักแบบสำเร็จรูป อาทิ เครื่องยนต์ Moto2 ขนาด 765 ซีซี 140 แรงม้า กล่อง ECU โช้คอัพ คาลิเปอร์ ล้อ และอื่น ๆ อีกมากมาย แทร็ก ซัพพอร์ต ช่วยรวบรวมข้อมูลเซ็ตติ้งของตัวรถ ทั้งแชสซี ตัวถัง ช่วงล่างและข้อมูลดาต้าต่าง ๆ รวมถึงปรับเซ็ตให้ตรงตามความถนัดของผู้ขับขี่ในแต่ละสนามนั้น ๆ Rider Coaching โค้ชชิ่งสำหรับการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ครบสูตรตัวแต่งอย่างแน่นอน หากไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีรถแต่งสมรรถนะจัดจ้านซักคัน ให้ลองติดต่อทางสำนักแต่งหรือส่งรายละเอียดไปได้ที่ [email protected] หรือทางเว็บไซค์ https://tonyscottmotorsport.com/ แล้วก็เตรียมกำเงินไว้ให้ดี น่าจะใช้จ่ายเยอะอยู่พอสมควร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Öhlins พัฒนาโช้คอัพสำหรับ Ducati Lenovo 2025 Öhlins แบรนด์โช้คอัพคู่ใจของทีม Ducati Lenovo 2025 ยอดทีมประจำศึกการแข่งขัน MotoGP เจ้าของแชมป์ประเภทนักแข่ง 3 สมัย โดยทีมนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของการแข่งขันได้เพราะการทีมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของตัวรถ Desmosedici GP ที่เปลี่ยนจาก “ตัวแข่งธรรมดา” เป็น “ตัวแข่งที่มีจุดประสงค์ในการไล่ล่าโพเดียม” ไม่เพียงแค่การพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีความยอดเยี่ยม แอโร่ไดนามิกที่เหนือชั้น ที่ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้นขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่น้อยก็เป็นระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนา ซึ่งเดิมทีเป็นโช้คอัพรุ่น TSB46 Carbon Front Fork ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขัน MotoGP เพราะทางผู้ผลิตได้เล็งเห็น และเข้าใจว่าการแข่งขัน MotoGP เป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความกดดันสูง ทั้งจากทีมแข่งและสภาพการแข่งขันที่ต้องการความสมบูรณ์แบบอย่างมาก โดยมีช่องว่างให้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ผู้ผลิตจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งขันที่มีความแม่นยำสูงและสมรรถนะในระดับสูง โช้คอัพ Öhlins – MotoGP™ Fork Bottoms โช้คอัพด้านหน้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดเป็นโช้คอัพแบบ UP-Side down ที่ถูกออกแบบดีไซน์ใหม่ จุดที่แตกต่างจากตัวก่อนหน้าเป็นการตัดซับแทงค์ออกไป โดยโช้คต้นนี้จะถูกนำไปใช้ลงสนามในการแข่งขัน MotoGP กับ DUCATI LENOVO TEAM แม้จะพึ่งเปิดตัวทีมไปไม่นาน โช้คอัพเจนใหม่ของทีมโรงงานก็เผยโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโช้คอัพคู่นี้คาดการณ์ว่าจะถูกติดตั้ง และนำลงไปทดสอบในช่วงทดสอบ Winter test ที่กำลังจะมาถึงนี้ และไม่เพียงแค่โช้คอัพคู่นี้ แต่ในช่วงนี้ก็เตรียมพบกับเทคโนโลยีช่วยเหลือการแข่งขัน หรือของแต่งระดับเทพตัวใหม่ที่จะออกมาเผยโฉมอีกเรื่อย ๆ โดยโช้คอัพคู่หน้าเจเนอเรชั่นใหม่คู่นี้ อยู่ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ก่อนนำไปทดสอบการใช้งานต่อไป เรียกได้เลยว่าเข้าโค้งหนนี้ Ducati Lenovo จัดให้แบบเนียนกริ๊บชนิดที่ว่าแฟน ๆ ต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29 แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส

CB750 Hornet สเปค เน็กเก็ดไบค์รุ่นใหม่ จากค่ายปีกนก มาพร้อมดีไซน์เท่ เร้าใจ ขับขี่สนุกคล่องตัว ด้วยเครื่องยนต์ 755 ซีซี แรงเต็มอารมณ์สปอร์ต

Kawasaki Eliminator สเปค ราคาและข้อมูล Kawasaki Eliminator รถครูเซอร์รุ่นใหม่ขนาด 400 ซีซี ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja 400 และเฟรมโครงตาข่ายที่มีน้ำหนักเบา พร้อมกับการออกแบบให้ความโมเดิร์นและคอมแพค ดูดีอย่างลงตัว ราคาแนะนำ 224,900 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอดิจิทัล LCD เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ Ninja 400 เบาะ 2 ชิ้น ระบบไฟ LED สเปค Kawasaki Eliminator ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 399 ซีซี แรงม้า (เคลม) 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 70.0 x 51.8 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 130/70-18M/C 63H ยางหลัง 150/80-16M/C 71H ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง X ยาว X สูง 785 x 2,250 x 1,100 มม. ระยะฐานล้อ 1,520 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 735 มม. น้ำหนักรถ 176 กก. ความจุถังน้ำมัน 13 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E10, E20 เทคโนโลยี หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบไฟ LED รอบคัน สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Kawasaki Eliminator อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

XPENG MONA M03 รถไฟฟ้าค่ายจีน วิ่งไกล 620 กม. พร้อมสู้ศึกโมเดลยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย สรุปราคา สเปกและรายละเอียดต่าง ๆ

สรุปดราม่า BMW ยื่นจดสิทธิบัตรสกรูดีไซน์โลโก้ Roundel ที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการไขเท่านั้น ส่อแววปิดกั้นสิทธิการซ่อมรถด้วยตัวเอง

Honda CRF1100L AFRICA TWIN ADVENTURE SPORTS (DCT) (2020) สเปกและราคา เหนือสุดทุกเส้นทางกับ Honda CRF1100L AFRICA TWIN Adventure Sports ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงใหม่ ขนาด 1100 ซีซี ราคา 699,000 บาท สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1084 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 92.0 X 81.4 มม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ DCT ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-21M/C 54H แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 150/70R18M/C 70H แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 45 มม.ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 230 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 220 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 256 มม. พร้อมระบบเบรก ABS และปิดเฉพาะล้อหลังได้ ยาว X กว้าง X สูง 2,310X 960 X 1,520 มม. ระยะฐานล้อ 1,560 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 248 กก. ความจุถังน้ำมัน 24.8 ลิตร อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF1100L AFRICA TWIN (MT) (2020) สเปกและราคา Honda CRF1100L AFRICA TWIN (MT) (2020) ที่สุดแห่งความภูมิใจครั้งใหม่กับ Honda CRF1100L AFRICA TWIN ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงใหม่ ขนาด 1100 ซีซี ราคา 559,000 สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิค เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1084 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 92.0 X 81.4 มม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-21M/C 54H ยางหลัง 150/70R18M/C 70H ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 45 มม.ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 230 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 220 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 256 มม. พร้อมระบบเบรก ABS และปิดเฉพาะล้อหลังได้ ยาว X กว้าง X สูง 2,310X 960 X 1,355 มม. ระยะฐานล้อ 1,560 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 226 กก. ความจุถังน้ำมัน 18.8 ลิตร สีอื่นๆ ที่ให้เลือก อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ย้อนเวลากลับสู่ยุค 60s ช่วงเวลารุ่งเรืองอันเป็นตำนานของการแข่งรถเรซซิ่ง กับ“Vespa Racing Sixties” โมเดลที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่งแห่งยุค 60s สู่ดีไซน์สปอร์ตสุดคลาสสิกที่พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้ จากตำนานการแข่งขันในยุค 60s ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานดีไซน์ “เวสป้า เรซซิ่ง ซิกส์ตี้” กับ 2 รุ่นพิเศษ ทั้ง “เวสป้า สปริ้นท์ 150 ไอ-เก็ต เอบีเอส เรซซิ่ง ซิกส์ตี้” (Vespa Sprint 150 i-Get ABS Racing Sixties) และ เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 300 เอชพีอี เรซซิ่ง ซิกส์ตี้ (Vespa GTS Super 300 HPE Racing Sixties) ด้วยคาแรคเตอร์สปอร์ตที่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิกเอาไว้ ผ่านลวดลายกราฟิกบนตัวรถทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น ลายกราฟิกสีเหลืองและทองบนรถสีเขียวเมทัลลิก (สี กรีน เรซซิ่ง ซิกส์ตี้) และลายกราฟิกสีแดงและทองบนรถสีขาว (สี ไวท์ เรซซิ่ง ซิกส์ตี้) เติมเต็มลุคสปอร์ตกับดีไซน์ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งสีดำด้านรอบคันที่ กรอบไฟหน้า – ไฟหลัง กระจกมองหลัง คิ้วตัวถังหน้ารถ ฝาครอบท่อไอเสีย ที่พักเท้า และที่จับสำหรับผู้โดยสารรวมถึงเบาะนั่งที่ยังได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ต แต่แฝงลูกเล่นความคลาสสิกด้วยการเลือกใช้วัสดุหนังกลับนูบัคโดดเด่นด้วยล้อแม็กสีทองเมทัลลิก บ่งบอกกลิ่นอายความเป็นรถสปอร์ตคลาสสิกได้เป็นอย่างดี และยังเป็นครั้งแรกของเวสป้าที่ทำล้อแม็กให้เป็นสีทองอีกด้วย Vespa Sprint 150 i-Get ABS Racing Sixtie พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ชอบออกไปสนุกกับการใช้ชีวิตในเมือง และต้องการการขับขี่ที่คล่องตัว มาพร้อมกับ เครื่องยนต์ i-Get (ไอ-เก็ต) 150 ซีซี สูบเดี่ยว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและลดเสียงของเครื่องยนต์ ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Injection) ความจุ 154.8 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 9.5 กิโลวัตต์ ที่ 8,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดที่ 12.5 นม. ที่ 6,750 รอบ/นาที สูงที่สุด เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน ระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมระบายอากาศแบบหมุนวน ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT โช๊คอัพหน้าไฮดรอลิคแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทางและโช๊คอัพหลังแบบไฮดรอลิคเดี่ยว ปรับระดับการ รองรับน้ำหนักได้ 4 ระดับ มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยดิสก์เบรกหน้า ABS และ ดรัมเบรกหลัง สำหรับ Vespa GTS Super 300 HPE Racing Sixties พร้อมตอบสนองทุกการใช้ชีวิตทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยเครื่องยนต์ HPE ใหม่ ที่พัฒนาให้มีสมรรถนะและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ขับขี่สนุก นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย เครื่องยนต์ Piaggio HPE (High Performance Engine) ขนาด 300 ซีซี แบบลูกสูบเดี่ยว (Single-Cylinder) 4 จังหวะ ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Injection) ความจุ3 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 17 กิโลวัตต์ ที่ 8,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 25.5 นม. ที่ 5,500 รอบ/นาที ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT พร้อม Torque Server โช๊คอัพหน้าไฮดรอลิคแบบแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง และ โช๊คอัพหลังแบบไฮดรอลิคคู่ ปรับระดับการรองรับได้ 4 ระดับ ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนล พร้อมเบรกหน้าและเบรกหลังแบบดิสก์เบรก พร้อมระบบควบคุมแบบไฮดรอลิค ABS ระบบป้องกันการลื่นไถล ASR (Anti-Slip Regulation)