
GPX DX1 2026 ทดลองใช้จริง 1 วัน คุ้มไหม!?
GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE

Yamaha Tracer 9GT รถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นใหม่ของตำรวจทางหลวง ทล.1 กก.8 เครื่องยนต์ 890 ซีซี พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยครบมือ

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

GPX DZ2 เปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการกับสกู๊ตเตอร์จากค่าย GPX มาในคลาส 150 ซีซีที่มาพร้อมฟังก์ชั่นแบบเกินคลาส โดเด่นกว่าด้วยคาลิเปอร์แบบเรเดียล เมาท์

LCR Honda ปัดข้อเสนอ Harley Bagger Cup รายการที่จะมาแข่งร่วมโมโตจีพี 2026 พร้อมยื่นกราน ครูเซอร์ไม่ใช่รถแข่ง!

Honda CB125R 2026 เน็กเก็ตสไตล์ Neo Sports ปรับโฉมสีใหม่ อัดโช้คหน้า Showa SFF-BP จอ TFT พร้อมลุ้นดีไซน์นี้ข้ามมารุ่น 150 ซีซีในไทย

Honda Giorno+ ขึ้นแท่น รถสกูตเตอร์ขายดีที่สุดในปี 68 ด้วยยอดจดทะเบียนแซงเพื่อนร่วมข่ายทะลุแสนคันเป็นอันดับแรก แล้วเป็นเพราะอะไร ถึงขายดี ?

Ready.. Set , Go จับ Zontes350 แฝดพี่แฝดน้อง มาลง track กัน! จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม ถือเป็นการจับผู้เล่นใหม่! (ที่ไม่ใช่มือใหม่) ล่าสุดที่ลงสนามมาลุยตลาดที่พีคสุดๆ ในคลาสออโต้ 350 และกำลังเป็นกระแสในขณะนี้คงไม่พ้น Zontes ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แดนมังกร ที่ส่ง แฝดเล็ก -แฝดใหญ่ อย่าง Zontes 350E และ 350D ลงมาเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ในคลาสบิ๊กสกูตเกอร์ขนาดกลาง ยอดนิยมสุดๆ ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นใช้หัวใจเดียวกันที่350CC แต่ต่างกันที่แฟริ่ง และหุ่น ที่แฝดเล็ก 350D เพรียวบาง คล่องตัว น้ำหนักเบากว่า เหมาะกับการใช้งานที่จะเป็น Citylife ซอกแซ่ก คล่องตัว เบาะขนาดพอดี ขนาดตัวที่ใช้พื้นที่จอดน้อยกว่า ในขณะที่แฝดใหญ่ 350E หุ่นล่ำ หนานุ่ม ให้ความรู้สึกโอบอุ้ม นุ่มนวล ชิลด์สูง พร้อมตัดลมหมดจด เพื่อการเดินทางอย่างสะดวกสบาย โดย นอกเหนือจากภายนอกที่แตกต่างกัน แต่ภายในทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเลกทรอนิกส์นั้น เหมือนกัน โดนเฉพาะกิมมิก ที่เป็นTalk of the Town อย่างจอแสดงผล TFT ที่ให้มาอย่างเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ และด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดขายที่ทำให้หลายคนร้องWoW! กันไปแล้วตอนเปิดตัว และหลังจากที่ Superbike Thailand ได้ทำการรีวิวการใช้งานบนถนนในเมือง นอกเมืองกันไปแล้ว รวมถึง Spec ข้อมูล การใช้งาน ไปแล้วในคลิบที่ผ่านมา ดูรีวิวได้ที่ ✅ ในวันนี้เราเลยจับเจ้าคู่แฝด หนีถนนในเมือง และไฮเวย์ มาลงTrack ซะ ในภารกิจ”The Twin Zontes On Track ‘จับเจ้าแฝด มาทำ Tracktest กันซะเลย ณ สนาม พีระเซอร์กิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งใน Condition ง่ายๆเพียงอย่างเดียว คือ รถเดิมๆ ขอเปลี่ยนแค่ยางรุ่นเดียวกัน เพื่อความเสมอภาคทั้งสองคัน โดยเป็นยางสุดฮิตพร้อมลงสนาม ขวัญใจชาวสกูตเตอร์อย่าง Pirelli Diablo Scooter SC เพื่อเรียกสมรรถนะอย่างแตกต่างจากยางถนนให้มากที่สุด และ รวมถึงความปลอดภัยอีกด้วย โดยจะให้เวลาทั้งหมด คันละ1วันเต็ม 6 session เริ่มเลออออ ! Zontes 350D แฝดน้อง ผู้เพรียวบาง แบบหุ่นนักวิ่ง ที่ เพรียวกว่าแบบเห็นๆ ไม่ว่าจะมุมไหน เพรียวเหมือนรถไม่น่าเกิน150 บ้านเราเลยบอกเลยแต่แรกว่า ฟังก์ชั่น และกิมมิคท่วมๆที่ให้มาแบบต้องเปิดคู่มือศึกษาสักหน่อย ถึงจะใช้ฟังกชั่นได้ครบๆ เขาให้มาเยอะ ในราคาที่เป็นมิตรมากๆแล้ว สำหรับผู้ใช้นี่ ผมชอบอุปกรณ์ติดรถ เช่นก้านเบรคปรับได้ ไม่ต้องพึ่งของแต่ง มีเบรคมือมาให้แบบรถพิกัดเยอะๆรุ่นใหญ่จอแสดงผลที่แสดงอุณหภูมิลมยาง อันนี้ดีเลิศ เตือนด้วยเมื่อมันสูงหรือต่ำผิดปกติ ชิลด์350D เน้นใช้งานแบบCity use ชัดเจน เล็ก สั้น เลื่อนขึ้นลง พองาม อีกหน่อยมีของแต่ง สีสันรูปทรงสวยๆมาให้เลือกใส่แน่ๆ สำหรับวัยรุ่นชิลด์ไฟฟ้า เจ้าแฝดน้อง 350D แสดงออกชัดเจนว่าพริ้วกว่า แทบจะทั้งตัวด้วยหุ่นของมัน เบาะนั่ง นุ่มแต่บางกว่า แคบกว่า โอบสะโพกน้อยกว่า แต่ถอยก้น และวางเท้า จิกขาเพื่อแบนได้ง่าย มิติรถที่เล็กกว่า ทำให้รู้สึกเปรียวกว่า พลิกไว กระฉับกระเฉง แต่ด้วยความที่ช็อคอัพเดิมเนี่ย เหมาะกับการใช้งานแบบ“ปกติ ”ในเมือง เวลาเข้าออกโค้ง อาจจะมีย้วยๆ ไปบ้าง แต่ไม่น่าห่วง ของแต่งแทบจะพร้อมขายแล้วตอนนี้ เครื่องยนต์ความจุ349c.c. เกือบเต็มพิกัดความจุที่เคลมไว้ ให้แรงม้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย 38แรงม้า แรงนะครับ ผมเทียบความรู้สึกกับรถส่วนตัวของตัวเองเองในคลาสนี้้เช่นกัน เดิมๆ ผมว่า Zontes เหนือกว่าอยุ่ระดับนึง แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มันสมูทละ อันนี้ชัด ออกโค้งมาสุดทางตรงโค้งผมอยุ่ราวๆ145กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเบรคคคคค เสียงเบรคจากเจ ฮวน Monobloc ซึ่งแรกๆ เรามักจะเคยชินกับการเบรคแบบเน้นเบรคหน้า80% หลัง20% แบบรถSupersport

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5 แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ready.. Set , Go จับ Zontes350 แฝดพี่แฝดน้อง มาลง track กัน! จับคู่แฝดzontes350มาขี่สนาม ถือเป็นการจับผู้เล่นใหม่! (ที่ไม่ใช่มือใหม่) ล่าสุดที่ลงสนามมาลุยตลาดที่พีคสุดๆ ในคลาสออโต้ 350 และกำลังเป็นกระแสในขณะนี้คงไม่พ้น Zontes ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แดนมังกร ที่ส่ง แฝดเล็ก -แฝดใหญ่ อย่าง Zontes 350E และ 350D ลงมาเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ในคลาสบิ๊กสกูตเกอร์ขนาดกลาง ยอดนิยมสุดๆ ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นใช้หัวใจเดียวกันที่350CC แต่ต่างกันที่แฟริ่ง และหุ่น ที่แฝดเล็ก 350D เพรียวบาง คล่องตัว น้ำหนักเบากว่า เหมาะกับการใช้งานที่จะเป็น Citylife ซอกแซ่ก คล่องตัว เบาะขนาดพอดี ขนาดตัวที่ใช้พื้นที่จอดน้อยกว่า ในขณะที่แฝดใหญ่ 350E หุ่นล่ำ หนานุ่ม ให้ความรู้สึกโอบอุ้ม นุ่มนวล ชิลด์สูง พร้อมตัดลมหมดจด เพื่อการเดินทางอย่างสะดวกสบาย โดย นอกเหนือจากภายนอกที่แตกต่างกัน แต่ภายในทั้งเครื่องยนต์และระบบอิเลกทรอนิกส์นั้น เหมือนกัน โดนเฉพาะกิมมิก ที่เป็นTalk of the Town อย่างจอแสดงผล TFT ที่ให้มาอย่างเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ และด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างชัดเจน จึงเป็นจุดขายที่ทำให้หลายคนร้องWoW! กันไปแล้วตอนเปิดตัว และหลังจากที่ Superbike Thailand ได้ทำการรีวิวการใช้งานบนถนนในเมือง นอกเมืองกันไปแล้ว รวมถึง Spec ข้อมูล การใช้งาน ไปแล้วในคลิบที่ผ่านมา ดูรีวิวได้ที่ ✅ ในวันนี้เราเลยจับเจ้าคู่แฝด หนีถนนในเมือง และไฮเวย์ มาลงTrack ซะ ในภารกิจ”The Twin Zontes On Track ‘จับเจ้าแฝด มาทำ Tracktest กันซะเลย ณ สนาม พีระเซอร์กิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งใน Condition ง่ายๆเพียงอย่างเดียว คือ รถเดิมๆ ขอเปลี่ยนแค่ยางรุ่นเดียวกัน เพื่อความเสมอภาคทั้งสองคัน โดยเป็นยางสุดฮิตพร้อมลงสนาม ขวัญใจชาวสกูตเตอร์อย่าง Pirelli Diablo Scooter SC เพื่อเรียกสมรรถนะอย่างแตกต่างจากยางถนนให้มากที่สุด และ รวมถึงความปลอดภัยอีกด้วย โดยจะให้เวลาทั้งหมด คันละ1วันเต็ม 6 session เริ่มเลออออ ! Zontes 350D แฝดน้อง ผู้เพรียวบาง แบบหุ่นนักวิ่ง ที่ เพรียวกว่าแบบเห็นๆ ไม่ว่าจะมุมไหน เพรียวเหมือนรถไม่น่าเกิน150 บ้านเราเลยบอกเลยแต่แรกว่า ฟังก์ชั่น และกิมมิคท่วมๆที่ให้มาแบบต้องเปิดคู่มือศึกษาสักหน่อย ถึงจะใช้ฟังกชั่นได้ครบๆ เขาให้มาเยอะ ในราคาที่เป็นมิตรมากๆแล้ว สำหรับผู้ใช้นี่ ผมชอบอุปกรณ์ติดรถ เช่นก้านเบรคปรับได้ ไม่ต้องพึ่งของแต่ง มีเบรคมือมาให้แบบรถพิกัดเยอะๆรุ่นใหญ่จอแสดงผลที่แสดงอุณหภูมิลมยาง อันนี้ดีเลิศ เตือนด้วยเมื่อมันสูงหรือต่ำผิดปกติ ชิลด์350D เน้นใช้งานแบบCity use ชัดเจน เล็ก สั้น เลื่อนขึ้นลง พองาม อีกหน่อยมีของแต่ง สีสันรูปทรงสวยๆมาให้เลือกใส่แน่ๆ สำหรับวัยรุ่นชิลด์ไฟฟ้า เจ้าแฝดน้อง 350D แสดงออกชัดเจนว่าพริ้วกว่า แทบจะทั้งตัวด้วยหุ่นของมัน เบาะนั่ง นุ่มแต่บางกว่า แคบกว่า โอบสะโพกน้อยกว่า แต่ถอยก้น และวางเท้า จิกขาเพื่อแบนได้ง่าย มิติรถที่เล็กกว่า ทำให้รู้สึกเปรียวกว่า พลิกไว กระฉับกระเฉง แต่ด้วยความที่ช็อคอัพเดิมเนี่ย เหมาะกับการใช้งานแบบ“ปกติ ”ในเมือง เวลาเข้าออกโค้ง อาจจะมีย้วยๆ ไปบ้าง แต่ไม่น่าห่วง ของแต่งแทบจะพร้อมขายแล้วตอนนี้ เครื่องยนต์ความจุ349c.c. เกือบเต็มพิกัดความจุที่เคลมไว้ ให้แรงม้าเต็มเม็ดเต็มหน่วย 38แรงม้า แรงนะครับ ผมเทียบความรู้สึกกับรถส่วนตัวของตัวเองเองในคลาสนี้้เช่นกัน เดิมๆ ผมว่า Zontes เหนือกว่าอยุ่ระดับนึง แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจน คือ มันสมูทละ อันนี้ชัด ออกโค้งมาสุดทางตรงโค้งผมอยุ่ราวๆ145กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเบรคคคคค เสียงเบรคจากเจ ฮวน Monobloc ซึ่งแรกๆ เรามักจะเคยชินกับการเบรคแบบเน้นเบรคหน้า80% หลัง20% แบบรถSupersport

Praga ZS 800 Carbon Edition เรโทรไบค์ที่สุดทุกทางจากเช็ค จริง ๆ แล้วเราเคยทำข่าวเกี่ยวกับโมเดลนี้ไปแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ Praga ZS 800 Carbon Edition มันเป็นอีกขั้นของความสุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่แล้ว เพราะมันเป็นคาร์บอนแทบทั้งคันกันเลย ว่าแต่มันสุดทุกทางที่เกริ่นไปเนี่ย ทางไหนบ้าง จะพาเพื่อน ๆ สายเรโทรไปชมกัน สุดหรูหรา โดดเด่น ไม่แพ้ค่ายไหนเลย ด้วยดีกรีและชื่อชั้นจากประสบการณ์ที่ทางแบรนด์มี ซึ่งก็คือการสร้างไฮเปอร์คาร์สุดหรูสุดแรงนั่นเอง ดีไซน์ของรถมาในแบบของเรโทรไบค์ ที่มีดีเทลพรีเมียมขั้นสุดมากมายสมกับเป็นแบรนด์ที่ทำไฮเปอร์คาร์ มันหรูหราด้วยล้อคาร์บอนฟอร์จพร้อมซี่ลวดคาร์บอนพิเศษแบบมีดรัมเบรกในตัว ชิ้นส่วนคาร์บอนฟอร์จตามจุดต่าง ๆ ตัวเฟรมโครโมลี่สตีล น็อตไทเทเนียม และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ราคาแพงมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ขึ้นรูปขึ้นชิ้นงานต่าง ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ อย่างระบบ CNC แบบ 5 แกนในการสร้าง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความแม่นยำ ขณะเดียวกันสไตล์ที่เลือกใช้ก็คลาสสิกลงตัวเข้ากับรถ สุดคลาสสิกด้วยเครื่องยนต์ที่แม้ทางค่ายไม่ได้ผลิตเองแต่เป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki W800 ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 773 ซีซี ซึ่งให้กลิ่นอายของความคลาสสิกจากตัวก้านกระทุ้งวาล์วด้านขวา แต่ก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยให้มีความประหยัดและผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งให้กำลังสูงสุดที่ 50 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 65 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด และปิดท้ายด้วยการเลือกใช้ท่อไอเสียไทเทเนียมเต็มระบบ สุดที่ช่วงล่าง โดยช่วงล่างด้านหน้าที่โดดเด่นอย่างโช้คหน้าแบบเกอร์เดอร์ ไม่ใช่โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกทั่วไป โดนมีตัวคานโช้คที่ทำจากโลหะโครโมลี่และใช้โช้ค Ohlins พร้อมสปริงไทเทเนียมที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คแบบฮาร์ดเทลและแน่นอนว่าเป็นโช้ค Ohlins รุ่น TTX Air วางไว้ใต้เบาะ สุดเบาด้วยเทคโนโลยีการออกแบบมีการใช้ถังน้ำมันขนาด 11.5 ลิตรเป็นส่วนหนึ่งของเฟรมด้วย ทำให้ลดน้ำหนักของตัวรถได้มาก และยังพิเศษด้วยฝาครอบคาร์บอนฟอร์จ และเมื่อร่วมกับชิ้นส่วนราคาแพงและให้น้ำหนักเบาทั้งคันเข้าด้วยกัน ทำให้ตัวรถนั้นหนักเพียง 142 กิโลกรัม รวมของเหลวแล้วก็ยังหนักเพียง 158 กิโลกรัมเท่านั้น สุดพิเศษด้วยชิ้นส่วนสีดำบริเวณถังน้ำมันและบังโคลนด้วยคาร์บอนฟอร์จและสีทองที่ดุมล้อ แตกต่างจากโมเดลพื้นฐานที่จะมาในสีน้ำเงินและมีดุมล้อสีเงิน ซึ่งเพิ่มความเข้มขลังได้ดี และคาร์บอนอิดิชันนี้จะมีเพียงแค่ 5 คัน จากการที่ผลิตขึ้นทั้งหมด 28 คัน และสุดแพงด้วยสนนราคาค่าตัวที่แพงถึง 98,800 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3.9 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร เห็นชื่อแล้วก็อาจจะปวดหัวว่าอ่านว่าอะไร แต่แอดมินไปให้กูเกิ้ลออกเสียงให้ฟังก็พอจับได้เลา ๆ ว่า เซียงฉ่วย แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่เอาเป็น Xiangshuai Lonewolf 800 ครูเซอร์เครื่องวีทวินจากแดนมังกร คันนี้ก็มีอะไรที่สายคัสตอมต้องชอบอยู่หลายจุดเลยล่ะ ถ้าไม่นับเรื่องสัญชาติน่ะนะ สำหรับดีไซน์ของเจ้าหมาป่าเดียวดายคันนี้ถือว่า โดดเด่นแปลกตาและก็ดูดุดันอยู่มากเลยทีเดียว ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ที่มีเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ภายในตัว มีไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านนอก ซึ่งระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟท้ายเองก็ดีไซน์ออกมาได้ดูหรูหรา โดยแยกไฟเลี้ยวไปติดอยู่กับบริเวณกันดีดที่ทำหน้าที่เป็นที่ยึดเป็นป้ายทะเบียนด้วย ในส่วนค็อกพิทเด่นด้วยหน้าจอสี TFT แบบมัลติฟังก์ชันและแฮนด์บาร์แบบตัว Z หรือแฮนด์สายฟ้า เบาะนั่งเองก็มีดีเทลคล้ายรังผึ้งดูดีมีลูกเล่น และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือสวิงอาร์มเดี่ยวที่โชว์ให้ล้ออัลลอย 24 ก้าน (นั่งตาลายเพราะนับอยู่นาน) ดีไซน์คล้ายกับใบพัดของเครื่องเจ็ตของเครื่องบิน ดูแล้วก็เท่ดีไม่หยอก เครื่องยนต์ของเจ้าหมาป่าตัวใหญ่คันนี้จะเป็นเครื่องวีทวินขนาด 800 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 56.32 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 68 นิวตันเมตร ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานตามธรรมเนียมของสายคัสตอม มีถังน้ำมันใหญ่ถึง 22 ลิตรเหมาะกับสายเดินทางไกล ส่วนน้ำหนักตัวรถนั้นมากถึง 288 กิโลกรัมกันเลยทีเดียว ต่อกันที่เรื่องของช่วงล่าง ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบหัวกลับปรับแดมปิ้งได้ 7 ระดับ ส่วนโช้คหลังมาพร้อมเทคโนโลยี Air Suspension สามารถปรับระดับความสูงของโช้คได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ส่วนขนาดยางและล้อมีขนาด 140/70 – 17 และ 310/30 – 18 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าท้ายดูเบิ้มดูเต็มสมกับสไตล์ครูเซอร์แน่นอน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย ที่ประเทศจีนเปิดราคาขายที่ 59,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 303,000 บาท ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้นอาจจะยากสักหน่อย เพราะเป็นแบรนด์ที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันน้อย และราคาของโมเดลนี้ก็ค่อนข้างจะแรง บวกกับบ้านเราคนที่ขี่รถในสไตล์นี้มีไม่มาก อาจจะจุดกระแสและทำยอดขายได้ยาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ai Ogura พร้อมเผชิญ ความท้าทายครั้งใหม่ ใน ArgentinaGP 2025 หลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการจบอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน ThaiGP ในสนามแรก เป็นแค่รองหัวแถวอย่างสองพี่น้องมาร์เกซ เปกโก้ บัญญาญ่า และฟรานโก้ มอร์บิเดลลี เท่านั้น สำหรับว่าที่รุกกี้ออฟเดอะเยียร์จากแดนปลาดิบอย่างไอ โอกุระ ได้ออกมาเผยว่า Ai Ogura พร้อมเผชิญ สำหรับสนามแข่งขันใน Argentine Grand Prix ที่ประเทศอาเจนติน่านั้น เป็นสนามที่ตน ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่ก็อยากลองพิสูจน์ฝีมือและมั่นใจว่าจะสามารถทำอันดับได้ดีในสุดสัปดาห์นี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามอง หลังคว้าแชมป์โลก Moto2 เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกับการเดบิวต์ในรายการระดับใหญ่ให้กับทีมอิสระอย่าง TrackHouse Racing ภายใต้ตัวแข่งจากค่ายสามตาอิตาลี Aprilia RS-GP โดย ไอ โอกุระ สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในการแข่งขันโมโตจีพีสนามแรก ที่จ.บุรีรัมย์ ด้วยการจบอันดับ 4 รอบสปรินเรซ และอันดับที่ 5 ในรอบแข่งขัน ซึ่งสามารถนำ 1 อันดับจากทีมโรงงานร่วมค่ายอย่าง มาร์โก เบซเซคกี ไปได้ในสนามแรก @trackhousemotogp Feels like déjá vu… Ai, you’re a wizard 🪄 #ThaiGP #AO79 ♬ original sound – Trackhouse MotoGP สำหรับในสนามแห่งนี้ก็ถือว่าค่อนข้างกดดันสำหรับเจ้าตัว หลังทำผลงานดีสุดในหมู่ตัวแข่งสามตา (ไม่นับมาร์ติน มาร์ตินเจ็บอยู่) ซึ่ง โอกุระนั้นเคยคว้าโพเดี้ยมในสนามนี้มาแล้วสำหรับรุ่น Moto2 เมื่อฤดูกาล 2022 ที่ผ่านมา แล้วก็เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เจ้าตัวสามารถทำได้ บวกกับไม่มีรอบซ้อมก่อนแข่งขันเหมือนที่สนามบุรีรัมย์ (Winter Test) อาจทำให้ทำงานลำบากมากยิ่งขึ้น “ผมแฮปปี้กับผลงานที่ไทยนะแต่สำหรับสนาม Termas de Rio Hondo แห่งนี้ นี่ไม่ใช่สนามที่ผมชอบมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามในฐานรุกกี้ผมพร้อมเผชิญทุกอย่าง” “เราจะดูผลงานการซ้อมครั้งนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี เป้าหมายของผมก็คงเหมือนเดิมคือทำให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่ลงสนาม” โดยการแข่งขัน Argentina Grand Prix จะกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสามารถติดตามชมกันได้ แต่ก็อาจจะดึกไปหน่อยสำหรับบ้านเรา (แข่งตี 1) เอาหล่ะ..ใครใจสู้ก็ได้ดูแน่นอน แต่แอดคงนอนแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW 1300 Boxer 2025 เล็งปล่อยเพิ่ม 3 รุ่น ในปีหน้า หลังจากประสบความสำเร็จกับการเปิดตัวเจ้าราชันแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง BMW R1300 GS ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทางค่ายใบพัดสีฟ้าก็พร้อมที่จะส่งมอบสมรรถนะของ BMW 1300 Boxer 2025 อันเร้าใจของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน โดยเตรียมบรรจุในรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมพร้อมวางแพลนเปิดตัวในปี 2026 จากข้อมูลแหล่งข่าวจากอย่าง SoyMotero ได้อ้างอิงถึงเอกสารรับรองที่ยื่น EPA โดนระบุว่า BMW เตรียมเปิดตัวโมเดล 3 รุ่นซึ่งประกอบไปด้วยเจ้า R1300 R, R 1300 RS และ R 1300 RT (3 หนุ่มนุ่งบ็อกเซอร์) ภายในปี 2026 โดยทุกรุ่นจะมาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1,300 ซีซี ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและอากาศ สำหรับโฮโลโมเกรชันหรือการรับรองมาตรฐานของโมเดลดังกล่าวอาจจะเป็นแบบเดียวกันกับรุ่นโฉมก่อน R1300 GS และรุ่น GSA (สเปคเครื่องยนต์ แรงม้า แรงบิด บล็อกเดียวกัน) แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลข แรงม้าและแรงบิดต่างกันตามสไตล์คาแรคเตอร์ของแต่รุ่น ซึ่งขณะนี้ข้อมูลต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน คงต้องรอดูวันใกล้ ๆ เปิดตัว หรือมีข่าวหลุดออกมานั่นหล่ะครับ อย่างไรก็ตาม 3 รุ่นที่คาดว่าจะถูกเปิดตัวมาใหม่ ทางค่ายได้วางสไตล์ คาแรคเตอร์สำหรับการใช้งานไว้ดังนี้ R 1300 R จะเป็นโมเดลโรดสเตอร์ที่เน้นความคล่องตัว เหมาะกับการขับขี่ใช้งานทั่วไป R 1300 RS จะเน้นความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสะดวกสบาย R 1300 RT รุ่นนี้จะถูกปรับให้ดูมีเป็นสปอร์ตทัวเรอร์สำหรับสายทัวริ่งเดินทางไกล ในข้อมูลยังเผยอีกด้วยว่าทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว จะถูกติดตั้งมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติหรือระบบไร้คลัตช์ตัวใหม่จากทางค่าย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่อีกด้วย อย่างไรก็ดีรอชมอีกครั้งแต่คาดว่ามาแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สาวกเตรียมเฮ! Royal Enfield เปิดโรงงานผลิตในไทย สาวก Royal Enfield มีเฮ..ไม่ต้องรออะไหล่นานอีกต่อไปแล้ว สำหรับการขยายภาคการผลิตต่อเนื่องสำหรับแบรนด์รถจักรยานยนต์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ประกาศเดินหน้าขยายกำลังการผลิต พร้อมปักหมุดฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยและนับเป็นสาขาแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย บราซิล บังกลาเทศและเนปาล โดยฐานการผลิตเป็นโรงงานประกอบมอเตอร์ไซค์ระบบ CKD (Completely Knocked Down) ปักหมุดบนทำเลพื้นที่กว่า 5,200 ตารางเมตรในจังหวัดสมุทรปราการ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 คันต่อปี ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นศูนย์การผลิตที่ทันสมัยและล้ำหน้า และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งจะช่วยในเรื่องของการส่งมอบ การบริการเซอร์วิสลูกค้าครอบคลุมและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมพนักงานฝ่ายช่างเทคนิคของตัวแทนจำหน่ายและพนักงานภายใต้แบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์อีกด้วย และถือเป็นโรงงานแห่งแรกที่โรยัล เอ็นฟีลด์เป็นเจ้าของและดำเนินการเองในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของโรยัล เอ็นฟีลด์ในประเทศไทย รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยโรงงานประกอบแห่งใหม่นี้จะเริ่มต้นรองรับตลาดในประเทศไทยก่อนขายไปยังภูมิภาคถัดไปตามแผนงานที่วางไว้ คุณบี. โกวินดาราจัน ราจัน – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “โรยัล เอ็นฟีลด์ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในระดับโลก เราได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกที่ชื่นชอบสไตล์การขี่ของเรา ซึ่งสะท้อนผ่านความนิยมในรถมอเตอร์ไซค์ของเรา ด้วยรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ผู้ขี่จากทั่วโลก เราเชื่อว่าโรยัล เอ็นฟีลด์เป็นแบรนด์ระดับโลก และด้วยเหตุนี้เราจึงติดอันดับหนึ่งในแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางชั้นนำในตลาดสำคัญ อย่างสหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดยกลยุทธ์หลักของเราคือการขยายธุรกิจในระดับสากล โดยลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งโรงงานประกอบในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ ช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ได้สัมผัสกับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของโรยัล เอ็นฟีลด์ แบบ Pure Motorcycling” นอกจากนี้ คุณยาดิ ยาดวินเดอร์ ซิงห์ กูเลเรีย – ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีศักยภาพสูงสำหรับกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดตลาดเหล่านี้และการขยายธุรกิจ เราเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาจ้างผลิตและเปิดโรงงานประกอบรถมอเตอร์ไซค์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของตลาดและชุมชนผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเติบโต เรามั่นใจอย่างยิ่งว่าโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้เราขยายตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอนุจ ดัว – หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกของโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวถึงการเปิดโรงงานประกอบแห่งใหม่ในประเทศไทยว่า “ไม่เพียงแต่ยกระดับตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางในประเทศไทย แต่เรายังมุ่งมั่นจะขยายตลาดแห่งนี้ให้เติบโตด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับโรยัล เอ็นฟีลด์ และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ลูกค้าและชุมชนผู้รักในแบรนด์ของเราที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยต่างภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ ส่งผลให้มียอดการเติบโตมากกว่า 150% นับตั้งแต่เราเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยภูมิประเทศ วัฒนธรรม และความหลากหลายของประเทศไทยล้วนเป็นปัจจัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์ของเรา การเติบโตของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กำลังใจเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ลูกค้า ชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา เรายังคงตั้งใจที่จะส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับชุมชนผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ของเราในปี 2024 และต่อจากนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเราและสร้างการเติบโตที่มั่นคงต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Francesco Bagnaia เผยสิ่งที่ควรปรับใน MotoGP ฤดูกาลหน้า Francesco Bagnaia นักบิดสัญชาติอิตาลีจากทีม Ducati Lenovo Team ได้ออกมาพูดถึงจุดที่ตนผิดพลาดจนทำให้พลาดในการป้องกันแชมป์โลกสมัยล่าสุดไปอย่างน่าเสียดาย พลาดบ่อย จนพลาดแชมป์ แม้ว่าในฤดูกาล 2024 เจ้าตัวจะสามารถฝ่าธงหมากรุกคว้าอันดับหนึ่งได้ถึง 10 สนาม แต่เปกโก้ ได้ชี้ถึงจุดสำคัญที่เขาจำเป็นต้องปรับปรุงในการแข่งขันฤดูกาลหน้าเพื่อทวงตำแหน่งแชมป์ MotoGP คืน โดยการแข่งขันฤดูกาลที่แล้วเปกโก้ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ และเสียแชมป์ให้กับ ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ จากทีม Prima Pramac Racing ไปในที่สุด ซึ่งเปกโก้ก็ทราบดีว่าเจ้าตัวนั้นผิดพลาดตรงไหน และต้องการจะแก้ไขเรื่องเหล่านี้ในการแข่งขันฤดูกาลหน้า “ในบางสถานการณ์ ผมมักจะพยายามคว้าชัยชนะเสมอ อย่างที่เห็นในสนามมาเลเซีย มิซาโน และซิลเวอร์สโตน ซึ่งผมล้มเพราะไม่พอใจที่จะจบในตำแหน่งรอง” แชมป์โลกสองสมัยได้กล่าว “มันไม่ใช่ธรรมชาติของผมที่จะพอใจกับอะไรแบบนั้น ผมมักจะพยายามไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผมเชื่อแบบนั้นเสมอ” “แต่บางครั้งการยอมถอยสักนิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ และในปีนี้ แค่พลาดน้อยลงอีกนิดก็อาจเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์สุดท้ายได้ แต่คุณก็ต้องเจ็บปวดและล้มลงบ้าง เพื่อให้ได้บทเรียนสำคัญ” เสียใจเมื่อเห็น Verstappen รักษาแชมป์ F1 ได้ Max Verstappen นักแข่ง F1 จากทีม Red Bull Racing ที่สามารถป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 4 ของเจ้าตัว ซึ่งเปกโก้ออกมายอมรับว่าเขาติดตามนักแข่ง F1 รายนี้ และคิดว่าจะสามารถป้องกันแชมป์แบบเขาได้ “ผมแค่คิดว่าผมเองก็สามารถเป็นแชมป์โลก 4 สมัยได้เหมือนกัน และนั่นทำให้ผมหวนกลับมารู้สึกถึงความพ่ายแพ้อีกครั้ง” “การล้มหรือการเผชิญกับความโชคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยเราเลย แต่ในบางสถานการณ์ การพ่ายแพ้ถือเป็นบทเรียน และเรารู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือช่วงที่ผมเห็น Verstappen คว้าแชมป์โลก เพราะมันเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ของเขา” “ผมมีความสุขมากกับทีมของผมและ Ducati โดยรวม การพ่ายแพ้ในบางสถานการณ์ก็ช่วยให้เราได้รับประโยชน์ในแง่อื่นๆ เช่น หากผมคว้าแชมป์ได้ คุณจะไม่ได้เห็นสปิริตแห่งความเป็นนักกีฬาที่ Ducati แสดงให้เห็นมาตลอด ซึ่งเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” “ไม่ว่าจะดีหรือร้าย คุณก็ควรพยายามมองหาสิ่งดีๆ เสมอ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แสตมป์ อภิวัฒน์ ซัดคันเร่งฝ่าธงหมากรุกคว้าชัยในการแข่งขัน Asia Road Racing Championship 2024 รุ่นซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยในงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับการ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ในครั้งนี้ที่ถูกแต่งหน้า เสริมหล่อ ต้องบอกว่าดูดีขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง สำหรับรถ Naked คันนี้ถือว่าดูดีขึ้นจริงๆ มาดูกันที่รุปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ไฟหน้าที่ดูเหมือนจะคล้ายๆกับทรงเดิมแต่มีการเพิ่มเดย์ไลท์เข้ามาเสริมหล่อ รวมไปถึงสีตัวแฟริ่งและโครงที่เป็นเฟรมทักออกแบบมาให้ลงตัวกับ สีขาว เขียว ดำ ดูหรูหรามากขึ้นเป็นกอง มาดูกันต่อ สำหรับเรือนใหม่ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เป็นหน้าจอสีแบบ TFT ที่ให้ความสว่าง ชัดเจน ล้ำสมัยอินเทรนกันไปในยุคนี้ ออกแบบมาได้อย่างอย่างลงตัวสวยงาม ยังมีเพียงแค่ไฟสถานะบางจุด ยังอยู่บนขอบหน้าจอเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ดูหล่อไม่แพ้ใครแล้ว มาดูกันที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมือที่มีปุ่ม Key ไว้กดเลื่อนการตั้งค่าบนหน้าจอ TFT เพิ่มขึ้น ง่ายต่อการใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งไฟเลี้ยว แตร ไฟสูง และไฟฉุกเฉิน แถมยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั้นก็คือ สามารถที่จะเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่าน Smart phone ง่ายต่อการสื่อสารขณะขับขี่ ปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน ยังคงไว้ซึ้งความเป็น Z Edition ไฟท้าย LED รูปตัว Z ที่มองยังไงก็รู้ว่าเป็น Z Edition ดูหรูหรา มาดูกันที่เครื่องยนต์ ที่เป้นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีกำลังอัด 11.8.1 มีแรงม้าจากเครื่องยนต์ 125 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 9500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 98.6 นิวตันเมตร ที่ 7700 รอบ/นาที เกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมกับถังบรรจุเชื้อเพลิงขนาด 17 ลิตร Riding mode ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับตัว Z900 2020 – Road – Sport ตัวเฟรมถัก มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาออกแบบมาได้สวยงาม รวมไปถึงการทำสีเขียวเหลือบมุกเหลือง ทำให้รู้สึกมีสีสันสวยงามมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 212 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้า ที่เป็นแบบ UP side down ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.ที่สามารถปรับค่าความหนืดและความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ทำให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้เหมาะสมกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ระบบเบรคหน้า แบบดิสเบรค Floating ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหน้ามีขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 120/70 ZR มาจากโรงงานรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆ ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยว back-link ที่มีตำแหน่งการวางโช้คแบบ ZX10 R สามารถปรับค่าความหนืดและค่าความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ระบบเบรคหลังแบบดิสเบรค จานดิสมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 250 มม คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 1 สูบพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหลังขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 180/55 ZR เป็นเกรดเดียวกับล้อหน้าที่สามารถรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆไร้กังวล นี้ก็ถือได้ว่าเป็นการรีวิวสเปคคราวๆที่เราได้เอามาให้คนไทยได้ชมกันก่อนเปิดตัวปลายปีนี้ เป็นยังไงกันบ้างละครับ สำหรับ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในงานระดับโลกอย่าง Eicma 2019 ถูกตา ถูกใจ สาวก kawasaki กันบ้างไหมละครับ ติดตามกันให้ดีสิ้นปีนี้ อาจมีเซอร์ไพส์!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Yamaha GT125 2020 Yamaha GT125 2020 สีสันใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น กับออโตเมติกหัวฉีด 125 ซีซี สไตล์สปอร์ต ออกตัวได้แรง ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ พร้อมเทคโนโลยี Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดยิ่งขึ้น แต่ยังบิดสนุกเร้าใจเช่นเคย ราคาแนะนำ 47,100 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha GT125 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 52.4 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบคลัทช์ คลัทช์แห้งชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม อันเดอร์โบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง ยางหน้า 80/80R-14M/C 43P ยางหลัง 100/70R-14M/C 51P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 760 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

Yamaha Exciter 150 2020 Yamaha Exciter 150 2020 ดีไซน์ใหม่ ดุดัน ขั้นสุดแห่งความเร้าใจ สปอร์ตโมเป็ด พิกัด 150 ซีซี ออกตัวได้เร็ว เร่งแซงได้ดี คล่องตัวด้วยเฟรมใหม่ น้ำหนักเบา ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร่์ สมดุลดี เร้าใจในทุกย่านความเร็ว ราคาแนะนำ 64,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Exciter 150 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบาความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 150ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 57.0 มม. ระยะชัก 58.7 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน แชสซี เฟรม แบ็คโบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 119 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

New Suzuki Smash Fi 2020 ลุคใหม่ คมเข้มโดนตา ปราดเปรียวโดนใจ รถจักรยานยนต์ครอบครัวสุดประหยัด สมรรถนะเกินราคา New Suzuki Smash Fi 2020 ลุคใหม่ ด้วยการดีไซน์ที่คมเข้มกว่าเดิม โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงที่ดูปราดเปรียวในทุกความเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกถึงความสมาร์ทในทุกการขับขี่ พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น – ความโดดเด่นตั้งแต่ด้านหน้า เสริมความคมด้วยช่องลมด้านหน้าและด้านข้างโทนดำ ปรับลุคใหม่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ลงตัวทุกมุมมอง – ชุดเรือนไมล์ดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่มองเต็มตา พร้อมรายละเอียดในทุกความเคลื่อนไหวของการขับขี่ – เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก, ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด และดรัม เบรกสตาร์ท มือล้อซี่ลวด) – ปลอดภัยทุกครั้งที่จอดรถด้วยระบบกุญแจนิรภัย 2 ชั้น (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก, ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด และดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด) – เติมเต็มทุกความต้องการ ด้วยกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อคขนาดครึ่งใบได้สบาย – สั่งหยุดในทุกความเคลื่อนไหวด้วยระบบดิสก์เบรกหน้า (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก และ ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด) – ด้านท้ายลงตัวด้วยชุดบาร์ท้าย กลมกลืนไปกับชุดไฟท้าย ที่มีความเพรียวบาง ครบเซ็ทด้วยฟีเจอร์การใช้งาน เต็มกำลังด้วยเครื่องยนต์ขนาด 112.8 ซีซี แบบหัวฉีด พร้อมเทคโนโลยี LEaP Technology (เอกสิทธิ์เฉพาะ ซูซูกิ) ที่มีการออกแบบชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้มีน้ำหนักเบา ทำให้ลดแรงเสียงทานของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ อีกทั้งมีการวางตำแหน่งหัวฉีดให้ใกล้กับห้องเผาไหม้มากที่สุด ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองในทุกอัตราเร่ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกรูปแบบทั้งในด้านความทนทาน และความประหยัดเป็นเยี่ยม New ซูซูกิ สแมช Fi คุ้มค่าเกินราคา พร้อมมี 4 รุ่นให้เลือกไม่ว่าจะเป็น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก ราคา 44,500 บาท ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด ราคา 42,200 บาท ดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด ราคา 40,300 บาท ดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด ราคา 38,300 บาท ซูซูกิ คมเข้มด้วย 4 สี 4 สไตล์ สีน้ำเงิน-เทา, สีแดง, สีดำ-แดง และสีดำ-เหลือง New ซูซูกิ สแมช Fi พร้อมแล้วที่จะสมาร์ทไปกับคุณ สนใจสามารถสอบถามได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือติดต่อได้ที่ Suzuki Call Center 02-533-1170 และเข้าไปดูความเคลื่อนไหวได้ที่ www.thaisuzuki.co.th รวมทั้งเพจรถจักรยานยนต์ซูซูกิ fb.com/SUZUKI Society #ThaiSuzukiMotor #SuzukiNewSmash115Fi อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก