SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

George Russell นักขับ Mercedes ออกโรงเตือนทีมห้ามประมาท Ferrari ในศึก Chinese GP 2026 ชี้คู่แข่งยังมีพิษสงรอบด้านแม้สนามก่อนหน้าจะตามหลัง

2025 ArgentineGP แทร็กคมล้มกระจาย ทำความรู้จักสนาม Termas de Río Hondo ในรายการ 2025 ArgentineGP การแข่งขัน Gran Premio YPF Energía de Argentina เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่อยู่ในปฏิทินการแข่งขัน MotoGP จัดขึ้นที่ Autódromo Termas de Río Hondo ในเมือง Termas de Río Hondo เมืองซานติอาโก เดล เอสเตโร ประเทศอาร์เจนตินา ข้อมูลสนาม 2025 ArgentineGP ที่ตั้ง: เมือง Termas de Río Hondo, ประเทศอาร์เจนตินา เปิดใช้งาน: ปี 2008 เริ่มใช้กับ MotoGP: ปี 2014 ความยาวสนาม: 4.806 กิโลเมตร (2.986 ไมล์) จำนวนโค้ง: 14 โค้ง (ซ้าย 5 โค้ง, ขวา 9 โค้ง) ทางตรงยาวที่สุด: 1.076 กิโลเมตร ความกว้างสนาม: 16 เมตร สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่เร็วและมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะโค้งความเร็วสูงและทางตรงยาวที่ช่วยให้รถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ ความท้าทายของสนาม การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม สนามตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง และอาจมีฝนตก ส่งผลต่อการเลือกยางและกลยุทธ์การแข่งขัน 2. สภาพแทร็กที่แตกต่างกันในแต่ละปี เนื่องจากสนามไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยนัก การจับยึดของยางและสภาพพื้นผิวอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงสุดสัปดาห์การแข่งขัน 3. โค้งยาวและทางตรงยาว นักแข่งต้องมีความสมดุลระหว่างความเร็วและการควบคุมรถ โดยเฉพาะในโค้งที่ต้องเบรกหนักและเร่งออกจากโค้ง สถิติใน MotoGP เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 1:37.683 นาที โดย Marc Márquez (Honda) ปี 2014 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 1:39.019 นาที โดย Valentino Rossi (Yamaha) ปี 2015 ผู้ชนะล่าสุด (2023): Marco Bezzecchi (Ducati – Mooney VR46 Racing Team) สถิติใน Moto2 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:42.472 นาที โดย Alonso Lopez ปี 2023 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:42.829 นาที โดย Celestino Vietti ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tony Arbolino) จากทีม Elf Marc VDS Racing Team สถิติใน Moto3 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:48.429 นาที โดย Sergio Garcia ปี 2022 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:48.834 นาที โดย Andrea Migno ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tatsuki Suzuki) จากทีม Leopard Racing และในปี 2024 Argentine Republic Grand Prix ไม่สามารถจัดการแข่งขันได้เนี่ยจาก วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา และปัญหาทางด้านสปอนเซอร์และงบประมาณ

Jack Miller ออกมาเผยว่าเจ้าตัวรู้สึกแฮปปี้ที่ตัวแข่งคันใหม่อย่าง YZR-M1 ไม่มีการสั่นแล้ว เพราะเขาเคยเจอปัญหานี้เมื่อครั้งยังอยู่กับ KTM

จบทุกข่าวลือ Fabio ต่อสัญญากับ Yamaha ถึง 2026 ยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด รู้สึกยินดีเป็นอย่างที่จะประกาศว่า Fabio Quartararo จะยังคงอยู่กับทีม Yamaha Factory Racing MotoGP ไปอีก 2 ปี เรียกว่า จบทุกข่าวลือ Fabio ต่อสัญญากับ Yamaha ยาวถึงปี 2026 การเหนี่ยวรั้งนักแข่งแดนน้ำหอมมากพรสวรรค์เป็นพิเศษผู้นี้ถือเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของโรงงานอิวาตะ โดยพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะสนับสนุนหรือว่าซัพพอร์ต Quartararo การตัดสินใจของเขาที่จะอยู่ต่อกับทีมสีน้ำเงินน่าจะได้รับอิทธิพลจากความมุ่งมั่นของยามาฮ่าที่จะกลับมาคว้าชัยอีกครั้งผ่านการพัฒนา YZR-M1 อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ 4 ปีที่อยู่ด้วยกัน แต่ส่วนผสมระหว่าง Quartararo-Yamaha ก็กลายเป็นที่ยอมรับในหมู่แฟน ๆ MotoGP ว่าเป็นส่วมผสมที่ลงตัว ความสำเร็จของการร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เขาคว้าแชมป์โลกครั้งแรกได้ในปี 2021 ตั้งแต่ฤดูกาลแรกของเขากับทีมโรงงาน และรองแชมป์โลกในปี 2022 ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานอันโดดเด่นของเขายังรวมไปถึงชัยชนะ 8 ครั้ง และโพเดียม 21 ครั้งกับทีมโรงงานตลอดปี 2021 – 2024 และยังมีชัยชนะอีก 3 ครั้งกับอีก 10 โพเดียมกับทีมอิสระ 2 ปีก่อนหน้านั้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านี้เขายังสามารถออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลได้มากถึง 16 ครั้ง จากแถว 41 ครั้ง จากการลงแข่งขันในระดับสูงสุด 93 ครั้งกับเจ้า YZR-M1 ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ ประกอบกับฝีมือที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ แรงจูงใจที่หาใครเทียบยาก และบุคลิกภาพที่ร่าเริงแจ่มใส ทำให้ยามาฮ่ามั่นใจเต็มเปี่ยมกับการร่วมมือของนักแข่งวัย 24 ปีผู้นี้นั่นมีให้ ความเห็นจาก #20 Fabio Quartararo ผมดีใจมาก ๆ ที่จะประกาศว่าผมจะผจญภัยในชุดสีน้ำเงินต่อไป! “เมื่อฤดูหนาวที่แล้ว ยามาฮ่าได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าพวกเขามีแนวทางใหม่ และแนวคิดที่ดุดัน ความมั่นใจของผมจึงสูงมาก เราจะกลับไปยืนยังแถวหน้าด้วยกันอีกแน่นอน!” “6 ปีก่อน พวกเขาให้โอกาสผมข้าวขึ้นมาแข่ง MotoGP และนับแต่นั้นมาเราก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน เรายังมีเส้นทางยาวไกลรออยู่ข้างหน้าให้เรากลับไปสู้เพื่อชัยชนะอีกครั้ง ผมจะตั้งใจทำงานให้จงหนัก และผมมั่นใจว่าเราจะทำความฝันของเราให้สำเร็จด้วยกันอีกครั้ง” อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย ผู้ชนะการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 ในเรซแรกที่มียางพีเรลลี่เป็นผู้ซัพพอร์ต ก็คือ Alonso Lopez (Sync SpeedUP / Boscoscuro) ในรุ่น Moto2 และ David Alonso (CFMOTO Aspar Team) ในรุ่น Moto3 ซึ่งเป็นผู้ที่คว้าชัยชนะไปในศึก Qatar Grand Prix ซึ่งเป็นสนามแข่งของรายการ MotoGP 2024 ถือว่า Pirelli เปิดตัวกับการแข่ง GP ที่กาตาร์ได้สวย เลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จากยางถือว่าออกมาในแง่บวกและก็เป็นพึงพอใจมากสำหรับทางพีเรลลี่กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ สถิติเวลาแล็ปมากมายถูกทำลายกันตั้งแต่เซสชันแรกเมื่อวันศุกร์ และประสิทธิภาพยางที่คงเส้นคงวาก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้วกับการแข่งขันในสนามแรกบนสนามที่ต้องการยางคุณภาพดีมากที่สุดสนามนึง เราพอใจกับผลลัพธ์ที่เราได้มาภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ง่ายนัก “เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่านี่คือการแข่งขันระดับกรังปรีซ์ครั้งแรกของทางเรา และสนามแห่งนี้ยังเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับยางรถแข่งมากที่สุดสนามนึงในฤดูกาลนี้ ในรุ่น Moto3 เราได้เห็นการแข่งขันที่เร็วมาก ๆ โดยมีเวลาแล็ปเร็วขึ้นเกือบ 2 วินาทีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งคำถามอะไรอีกเลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีแค่ไหน และในคลาส Moto2 นี้เรายังได้เห็นการเลือกยางแข่งที่แปลกมาก ๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่น Moto2 แต่อย่างที่เราแจงไปเมื่อวาน นักแข่งมีเวลาฝึกซ้อมน้อย โดยมีแค่ตอนทดสอบที่ Portimão และการซ้อมในรอบ Practise แรกในวันศุกร์ช่วงเย็นแค่นั้น พวกเขาได้ขี่กันไม่กี่แล็ปเนื่องจากสภาพอากาศ และยังทำให้การเลือกยางนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลให้มียางหลากหลายสูตรผสมถูกเลือกใช้ในการแข่งขัน ใครที่ใช้ยางหลัง SC1 ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแข่งขันเมื่อวันก่อน กลับกลายเป็นยางที่ไม่ดีสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์ และเสียเปรียบให้กับนักแข่งที่เลือกยาง SC0 ซึ่งนักแข่งที่ได้ขึ้นโพเดียมเลือกใช้กันทุกคน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราตระหนักดีว่ายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้สำหรับรุ่น Moto2 มันอาจจะต้องใช้เวลาซักสองหรือสามสนามเพื่อที่จะเซ็ตอัปรถให้ลงตัว และให้นักแข่งได้ปรับตัวเข้ากับยางใหม่สักหน่อย ผมเองอยากจะบอกว่าพวกเขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ที่ดุดันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนได้แล้ว และนี่คือสัญญาณที่ดี และสำหรับการแข่งขัน Asia Talent Cup ผลการแข่งขันก็ได้พูดแทนตัวมันเองแล้ว แถมยังมีรอยยิ้มของนักแข่งในช่วงท้ายของการแข่งขันให้เราเห็นอีกด้วย มันเหมือนเป็นดั่งของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับพวกเราเลย การเลือกยางและการแข่งขัน การแข่งขันในรุ่น Moto2 เป็นรุ่นที่มีการเลือกยางที่หลากหลายมากที่สุด มีการผสมกันระหว่างยางหน้าและยางหลังออกมาหลายรูปแบบ แม้ว่ายาง SC1 จะเป็นตัวเลือกหลัก มีนักแข่งหลายคนเลือกใช้ (ทั้งในยางหน้าและยางหลัง) แต่ SC0 กลับเป็นยางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยางหลังที่ได้รับชัยชนะ โดยมีนักแข่งบนโพเดียทั้ง 3 คนเลือกใช้ ซึ่งได้แก่ Lopez (อันดับ 1) และ Garcia (อันดับ 3) ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC1 ขณะที่ Baltus (อันดับ 2) เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC2 ขณะที่การเลือกยางในรุ่น Moto3 นั้นค่อนข้างชัดเจนและเป็นเอกฉันท์มากกว่า โดยนักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยาง SC2 + SC2 กัน มีเพียง Matteo Bertelle (Rivacold Snipers Team / Honda), Nicola Carraro (LEVELUP – MTA / KTM) และ ก๊อง ธัชกร บัวศรี (Honda Team Asia / Honda) เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหลัง ยังมีนักแข่งผู้แปลกแยกอย่าง Joel Kelso (BOE Motorsports / KTM) ที่พอใจเลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง นอกจากนี้ในรุ่น Moto3 นักแข่งนั้นทำเวลาได้เร็วขึ้นมาก โดยเวลาแข่งนั้นจบลงเร็วกว่าฤดูกาลที่แล้ว 2023 ถึงครึ่งนาที โดย Tatsuki Suzuki (Liqui Moly Husqvarna Intact GP / Husqvarna) เป็นคนที่ทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดในแล็ปที่ 3 ของเขา โดยได้เวลา 2’03.135 นาที ทำลายสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันเดิมมากกว่า 2 วินาที งานนี้เราก็ต้องดูกันต่อไปว่าสนามต่อ ๆ ไป เมื่อนักแข่งทั้งหลายได้มีเวลาซ้อมและเซ็ตรถมากเพียงพอแล้ว ผลงานจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน ยางพีเรลลี่จะสามารถพิสูจน์ตนเองในรุ่น Moto2 ได้ชัดเจนมากขึ้นมั้ย

วิเคราะห์เจาะลึก มาร์โก เบซเซคคี่ และ Aprilia RS-GP26 หลังเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ ลั่นพร้อมท้าชน มาร์ค มาร์เกซ เพื่อตำแหน่งแชมป์โลก

CUB House Let’s Ride Over JAPAN กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟต์กับการพาลูกค้า ตะลุยเส้นทางรอบเกาะคิวชูประเทศญี่ปุ่น พร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจ

เตรียมพบกับการเปิดตัว Changan Nevo Q05 ในไทย มีนาคม 2569 นี้ SUV ไฟฟ้าสเปกแรง ชิป 4nm วิ่งไกล 506 กม. พร้อมแบตเตอรี่ชาร์จไวจาก CATL

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการรถยนต์ขนาดเล็ก (Micro Car) ทั่วโลก เมื่อแบรนด์ Smart ได้ออกมาประกาศยืนยันความคืบหน้าล่าสุดของ Smart #2 ว่าที่ทายาทโดยตรงของ Smart Fortwo โดยระบุว่ารถรุ่นนี้ได้เข้าสู่กระบวนการ "วิ่งทดสอบบนถนนจริง"

Honda NT1100 2025 สปอร์ตทัวร์ริ่ง เน้นวิ่งทางดำ เปิดตัวแล้วกับรถทัวร์ริ่งบิ๊กไซส์จากค่ายปีกนกอย่าง 2025 Honda NT1100 ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘The New Touring Era’ มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ที่ไม่เหมือนใครเป็นทัวร์ริ่งไซส์ใหญ่ที่มีความคล่องตัวแถมขับขี่สนุกในทุกการเดินทาง โดยใน MY25 นี้ออกมาทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ NT1100 MT, NT1100 DCT และรุ่นท็อปสุดอย่าง NT1100 DCT Electronic Suspension 2025 Honda NT1100 เครื่องไซส์เดิมที่พัฒนาใหม่ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมเครื่องยนต์บล็อกเดิมขนาด 1,084 ซีซี 2 เรียงสูบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ Parallel Twin โดยเคลมแรงม้าอยู่ที่ 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดเคลมมาที่ 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบส่งกำลังอัจฉริยะ DCT (Dual Clutch Transmission) ที่มีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีการทำงานในรอบเครื่องยนต์ต่ำได้ดีขึ้น ช่วงล่างแบบอิเล็กทรอนิกส์จาก Showa ระบบกันสะเทือนช่วงล่างแบบไฟฟ้าจาก Showa โดยมีการตั้งค่าที่พัฒนามาเฉพาะสำหรับ NT1100 ระบบนี้สามารถปรับแรงหน่วงได้อย่างเหมาะสมในทันทีตามความเร็วของการยุบตัว การขับขี่ และท่าทางของรถที่ตรวจจับโดย IMU 6 แกน และเซนเซอร์อื่น ๆ ที่จะทำการปรับเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ ในขณะเบรก ระบบจะควบคุมการยุบตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพและการขับขี่ที่ระบบกันสะเทือนแบบปกติไม่สามารถเทียบเท่าได้ Showa-EERA™ ที่ถูกใส่มาในรุ่นย่อยที่เป็นตัว Honda NT1100 Electronic Suspension จะทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่โดยอัตโนมัติ โหมด TOUR จะให้แรงหน่วงที่แน่นมากขึ้นสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง, URBAN ให้ความสมดุลพร้อมความสะดวกสบาย และ RAIN ใช้แรงหน่วงที่น้อยลง เพื่อความนุ่มนวลในการตอบสนองและการสัมผัส นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ และพรีโหลดสปริงด้านหลังสามารถปรับได้ขณะขับขี่ ระบบช่วยเหลือแบบจัดเต็ม ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ Honda NT1100 มาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 6.5 นิ้วพร้อมระบบทัชสกรีน ที่สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถปรับโหมดมาตรฐาน 3 โหมดที่ช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่ โหมด Urban หรือโหมดปกติที่ให้ความสมดุลทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ และการเบรก โหมด Rain หรือโหมดที่ลดทอนกำลังของเครื่องยนต์ลงและเพิ่มกำลังการเบรกเพื่อการขับขี่บนพื้นผิวที่เปียก และโหมด Tour ที่ให้สามารถเค้นกำลังเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ระบบ Cruise Control, Traction Control, ระบบไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติ และระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกระทันหัน ข้อมูล สเปค และรายละเอียดอื่นๆ 2025 Honda NT1100 MT 2025 Honda NT1100 DCT 2025 Honda NT1100 Electronic Suspension เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ Parallel Twin ปริมาตรกระบอกสูบ 1,084 ซีซี 1,084 ซีซี 1,084 ซีซี แรงม้า (เคลม) 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

2025 Kawasaki Versys 1100 ยักษ์เขียวทัวร์ริ่ง เครื่องใหญ่กว่าเดิม เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรปกับ 2025 Kawasaki Versys 1100 ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้า พร้อมทั้งได้รับการอัพเกรดให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบดีไซน์ตัวถังของ Versys 1100 มีเส้นสายที่พลิ้วไหวให้รูปลักษณ์มีความสปอร์ต อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย โดยในโมเดล 2025 นี้มีการเปิดตัวออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ Kawasaki Versys 1100, Kawasaki Versys 1100S และ Kawasaki Versys 1100SE เครื่องยนต์อัพไซส์ ดีดม้าเพิ่ม 15 ตัว ซึ่งสิ่งที่อัพเกรดคือเครื่องยนต์ ใน Kawasaki Versys โมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันทั้งสามรุ่นย่อย คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเพิ่มขึ้นจาก 1,043 ซีซีเป็น 1,099 ซีซี ทำให้ได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 15 ตัวจาก 120 แรงม้าเป็น 135 แรงม้า ทำให้การขับขี่มีความสนุก และสบายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การเร่งจากรอบต่ำถึงรอบสูงเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นมากขึ้น อีกทั้งการตอบสนองของคันเร่งที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่แข็งแกร่งในทุกช่วงรอบ และเสียงดูดอากาศที่น่าดึงดูดยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่อีกด้วย Quick Shifter ปรับใหม่ 1,500 รอบก็ทำงานแล้ว Kawasaki Quick Shifter (KQS) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ เพื่อการเร่งความเร็วที่ราบรื่น และลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ระบบ KQS ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถทำงานในช่วงรอบต่อนาทีที่กว้างขึ้น โดยรอบต่อนาทีต่ำสุดจะเปลี่ยนจาก 2,500 รอบต่อนาที เป็น 1,500 รอบต่อนาที ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลแม้จะอยู่ในเมืองหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีแบบเต็มระบบ นอกจาก Quick Shifter ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับ Versys 1100 ในโมเดลใหม่นี้เรียกได้ว่าให้มาแบบครบครัน สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัดไม่ว่าจะเป็น IMU หรือหน่วยประมวลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทรคชันคอนโทรล 3 โหมด ได้แก่ โหมดเพิ่มความเสียรภาพในถนนลื่นไม่ให้ล้อหมุนฟรี โหมดในการรักษาแรงยึดเกาะที่เหมาะสมขณะเข้าโค้ง และโหมดในการลดกำลังเครื่องเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหลังหมุนฟรี ระบบควบคุมเบรก ระบบเบรก ABS ระบบ Cruise control (ครูซ คอนโทรล) และช่องจ่ายไฟแบบ USB-Type C นอกจากฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วยังเพิ่มความสามารถให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอปด้วยคำสั่งเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE ซึ่งช่วยให้สามารถปรับการตั้งค่ามอเตอร์ไซค์และฟังก์ชันอื่นๆ ด้วยการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะสามารถใช้ได้แค่ในรุ่น S และ SE เท่านั้น ซึ่งจุดพิจารณาคือ อาจจะยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกเสียงสำเนียงในแต่ละท่านอาจจะทำให้การรับคำสั่งบางคนไม่ตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร https://www.youtube.com/watch?v=EH-Fz8lK7N0 2025 Kawasaki Versys 1100 สเปคพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ 2025 Kawasaki Versys 2025 Kawasaki Versys S 2025 Kawasaki Versys SE เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี แรงม้า (เคลม) 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

KTM 1390 Adventure จับมือ Bosch เตรียมเปิดตัวระบบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ ในปี 2025 ที่จะช่วยในการลดการเกิดอุบัติเหตุ

Gigi Dall’Igna ผิดหวังเป้กโก้ เหตุฟอร์มไม่เป็นไปตามที่หวัง Gigi Dall’Igna นายใหญ่หัวเรือของทีม Ducati ออกมาเผยประเมินฟอร์มการขับขี่ของสามนักแข่งที่โดดเด่นมากที่สุดในชั่วโมงนี้อย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า, อเล็กซ์ มาร์เกซ และนักแข่งเจ้าของหมายเลข 93 อย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ สองพี่น้องตระกูลมาร์เกซ อย่าง ‘อเล็กซ์ และมาร์ก’ ทำผลงานอย่างโดดเด่นแม้จะผ่านการแข่งขันไปเพียง 5 สนามในฤดูกาล 2025 แต่อีกฟากนึงกับนักแข่งสัญชาติอิตาลีอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ที่ดูเหมือนว่าการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ออกมาดีเท่าที่ควร แม้จะการันตีด้วยการที่ได้ยืนโพเดียม (เกือบทุกสนาม พลาดในสนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำได้ที่สุดเพียงแค่จบอันดับ 4 เท่านั้น) และยืนอยู่ในอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนแชมป์โลกสะสมได้ 120 คะแนน ก็ตามที “เป็กโก้ทำผลงานได้ต่ำกว่าคาด เนื่องจากเขาเคยทำให้เราคุ้นเคยกับฟอร์มที่แข็งแกร่งในวันอาทิตย์ มากกว่าวันเสาร์” ดัลลิญญากล่าว “แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือ แม้เขาจะแสดงความมุ่งมั่นและดุดันอย่างยอดเยี่ยมในรอบแรกของการแข่งขัน แต่ในจังหวะเพซเรซ เขากลับขาดความเฉียบคมที่เราทุกคนคาดหวังไว้ รวมถึงไม่มีช่วงฟอร์มพีคที่จำเป็นในการกลับมาท้าทายตำแหน่งแชมป์ แต่อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของคะแนนสะสม เขาได้อันดับสามซึ่งเป็นแต้มที่มีค่า แต่ความจริงก็คือเราจำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอย่างเร่งด่วน” โดยปัจจุบันจ่าฝูงในอันดับตารางคะแนนตอนนี้ได้แก่ อเล็กซ์ มาร์เกซ ด้วยคะแนนสะสม 140 คะแนนนำหน้าพี่ชายของเจ้าตัวอย่างมาร์ก มาร์เกซ เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ทางด้านของนักแข่งสัญชาติอิตาลีหมายเลข 63 ที่เปิดฤดูกาล 2025 ด้วยฟอร์มที่ยังไม่ค่อยร้อนแรงนัก ปัจจุบันตามหลังจ่าฝูงอยู่ 20 คะแนนก่อนการแข่งขันที่สนาม Le Mans ในช่วงระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เธอต้องมีฉัน ! LCR Team ยันอยู่คู่ฮอนด้าต่อไปแม้จะมีเปลี่ยนกฎในปี 2027 LCR Team และค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ถือเป็นพันธมิตรน้ำดีกันมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มที่จะเป็นคู่บุญกันแบบนี้ต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนกฎการแข่งขันใหม่ในปี 2027 ก็ตาม ลูซิโอ เชคคิเนลโล อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี และหัวหน้าทีม LCR ได้ออกมาเผยกับสื่อตาลี GPOne เกี่ยวกับการที่ทีมได้ต่อสัญญาปัจจุบันกับ Honda ไปจนถึงสิ้นปี 2026 และมีตัวเลือกในการอยู่ต่อในปี 2027 หากมีการลงนามในข้อตกลงใหม่กับ Dorna Sports “สัญญาของเรากับทีม HRC (Honda Racing Corporation) ตามเดิมจะหมดสัญญาลงในช่วงสิ้นปี 2024 แต่เราก็ไม่รอช้าสำหรับเรื่องนี้ ทางเรา (LCR) ต่อสัญญาไปแล้วตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา สำหรับอีกสองปีข้่างหน้าคือปี 2025 และ 2026” “ไม่เพียงแค่ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี แต่เรายังมีสัญญาข้อตกลงสำหรับปี 2027 เพิ่มอีกด้วย แต่ข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อทางเราได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport ให้ทีมเข้าร่วมแข่งขันภายใต้กฎใหม่ในปี 2027” “และเมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้รับการยินยอม จะทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของกริดสตาร์ทในการแข่งขัน MotoGP ต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2027 ถึงปี 2031” ซึ่งข้อตกลงในการเข้าร่วมการแข่งขันไม่เพียงเฉพาะทีม LCR แต่ทีมอื่น ๆ เองก็ต้องได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport เช่นเดียวกัน ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนกฎการแข่งขันจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันจากเดิม 1000 ซีซี เหลือเพียง 850 ซีซี เท่านั้น และยังรวมไปถึงการลดบทบาทในด้านของอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ในด้านของอากาศพลศาสตร์ (Aero Dynamic) และการห้ามใช้ในส่วนของอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถ โดยทางค่ายปีกนกเองก็หวังว่าภายในการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ในการแข่งขันปี 2027 นี้จะทำให้ทางค่ายได้กลับมายืนอยู่ในจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงหลังมานี้ทางค่ายเองก็ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับตัวรถ และเทคนิคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามในการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี้หลังผ่านการแข่งขันไปทั้งสิ้น 5 สนาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปฏิทินการแข่งขันได้อย่างน่าสนใจ เพราะนักแข่งหมายเลข 5 ของทีม Castrol Honda LCR อย่าง โยฮันน์ ซาร์โก้ก็สามารถฝ่าธงหมากรุกในตำแหน่งท็อปไฟว์ได้ในการแข่งขันสนามที่ประเทศกาตาร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ? Shakedown Test2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยการทดสอบรอบนี้จะเป็นการทดสอบเฉพาะกลุ่มเทสไรเดอร์ และเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP ฤดูกาล 2025 เป็นครั้งแรก โดยการทดสอบในรอบ Shakedown Test ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นจะเป็นการทดสอบเพื่อให้เหล่าเทสไรเดอร์ และทีมช่างของแต่ละทีมได้ทำการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ ก่อนที่จะส่งต่อรถให้กับนักแข่งของแต่ละทีม เพื่อให้สามารถแข่งขันในช่วงเรซจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Honda และ Yamaha ร่วมจอยในรอบ Shakedown Test ซึ่งการทดสอบในรอบนี้ทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า และยามาฮ่า ก็จะได้สิทธิพิเศษในการลงทดสอบ ที่สามารถนำนักแข่งลงไปร่วมทดสอบได้ในรอบ Shakedown ที่ค่ายญี่ปุ่นสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะรถแข่งจากค่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์สามารถทำคะแนนได้อยู่ในอันดับสุดท้าย และรองสุดท้าย ทางฝั่งฮอนด้าสามารถทำคะแนนได้เพียง 75 คะแนน และยามาฮ่าทำได้เพียง 124 คะแนน ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ถึง 35% ของคะแนนรวมทั้งหมดตลอดซีซันที่ 728 คะแนน (แบ่งเป็น (คะแนนการแข่งวันอาทิตย์ 25 คะแนน) x (20 สนาม)) + ((การแข่งขันในวันเสาร์ 12 คะแนน) x (20 สนาม)) และไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยในตลอดซีซั่น 2024 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองค่ายจึงทำให้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตทั้งสองรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อสู้กับรถแข่งทางฝั่งยุโรปได้อย่างสูสี นักแข่งหน้าใหม่ลงครบ และการซ้อมรอบนี้จะรวมไปถึงเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่ได้ขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP2025 เป็นฤดูกาลแรกได้แก่ ไอ โอกูระ จากทีม Trackhouse Racing, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing และสมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda นอกเหนือจากสามรายที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีเหล่าเทสไรเดอร์ หรือนักทดสอบรถแข่งของแต่ละค่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นอดีตที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมมาก่อน ในช่วงที่ตัวเองแข่งขัน ร่วมลงทดสอบในรอบนี้อีกด้วย ดังนี้ ค่าย Ducati Michele Pirro (มิเคเล่ ปีร์โร) นักทดสอบหลักของทีม Ducati (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีในปี 2004) Fermin Aldeguer (เฟอร์มิน อัลเดเกร์) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Gresini Racing ค่าย Aprilia Lorenzo Savadori (โลเรนโซ ซาวาดอรี) นักทดสอบหลักของทีม Aprilia Ai Ogura (ไอ โอกูระ) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Trackhouse Racing ค่าย KTM Dani Pedrosa (ดานี่ เปโดรซ่า) นักทดสอบหลักของทีม KTM (อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซีในปี 2005 ปัจจุบันทำหน้าที่หัวหน้าทีมทดสอบ) Pol Espargaro (โปล เอสปาร์กาโร) นักทดสอบของค่าย KTM (อดีตแชมป์โลก Moto2 ปี 2013) ค่าย Yamaha Andrea Dovizioso (อันเดรีย โดวิซิโอโซ) นักทดสอบของทีม Yamaha (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี) Augusto Fernandez (อากุสโต้ เฟร์นันเดซ) นักทดสอบของค่าย Yamaha (แชมป์โลก Moto2 ปี 2022) Fabio Quartararo (ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Alex Rins (อเล็กซ์ รินส์) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Jack Miller (แจ็ค มิลเลอร์) นักแข่งสังกัดทีม Prima

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว เข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2025 กับอีกหนึ่งรายการแข่งขันสองล้อสุดเดือดจากสหราชอาณาจักรอย่าง Bennetts British Superbikes Calendar 2025 พร้อมเผยปฎิทินการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งหมด 11 สนาม ปักหมุดวันให้พร้อม!! ปฏิทินแข่งขัน BSB ฤดูกาล 2025 Round Date Circuit Official Test 6-7 เมษายน Circuito de Navarra, สเปน Official Test 18-19 เมษายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร Official Test 23-24 เมษายน Oulton Park, สหราชอาณาจักร 1 3-5 พฤษภาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 2 16-18 พฤษภาคม Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 3 20-22 มิถุนายน Snetterton, สหราชอาณาจักร 4 4-6 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 5 25-27 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 6 8-10 สิงหาคม Thruxton, สหราชอาณาจักร 7 23-25 สิงหาคม Cadwell Park, สหราชอาณาจักร 8 5-7 กันยายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 9 19-21 กันยายน TT Circuit Assen, เนเธอร์แลนด์ 10 3-5 ตุลาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 11 17-19 ตุลาคม Brands Hatch (GP Circuit), สหราชอาณาจักร ตัวตึงที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้ ไคล์ ไรด์ (Kyle Ryde) – แชมป์ BSB 2024 จากทีม OMG GRILLA Yamaha Racing ทอมมี่ ไบรด์เวลล์ (Tommy Bridewell) – อดีตแชมป์ปี 2023 จากทีม BeerMonster Ducati แบรดลีย์ เรย์ (Bradley Ray) – อดีตแชมป์ปี 2022 ที่อาจกลับมาแข่งขันอีกครั้ง การชิงแชมป์เมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงนักแข่งที่มาร่วมแข่งขันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักบิดจากโมโตจีพี หรือ WorldSBK กับกฎการแข่งขันสุดเดือด โดยออกแบบให้ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีในตัวรถ อาทิการห้ามใช้ระบบแทร็กชันคอนโทรล จึงต้องอาศัยทักษะความสามารถของนักแข่งล้วน ๆ ประกอบกับสนามที่จัดแข่งขันล้วนเป็นสนามที่ได้รับการรองรับในระดับสากล หรือแม้กระทั่งบางสนามก็เคยแข่งขันในรายการระดับโลก อาทิ Brands Hatch, Donington Park, และ TT Circuit Assen ซึ่งเต็มไปด้วยความเร็วและความท้าทาย โดยมีรุ่นแข่งขันทั้งหมดประกอบไปด้วย British Superbike Championship (BSB) รุ่นซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุด British Supersport Championship รุ่นรองลงมาที่ใช้เครื่องยนต์พิกัด 600 – 700 ซีซี แบบเดียวกับการแข่งขันรุ่น SuperSport ใน WSBK British Superstock

CB750 Hornet สเปค เน็กเก็ดไบค์รุ่นใหม่ จากค่ายปีกนก มาพร้อมดีไซน์เท่ เร้าใจ ขับขี่สนุกคล่องตัว ด้วยเครื่องยนต์ 755 ซีซี แรงเต็มอารมณ์สปอร์ต

Kawasaki Eliminator สเปค ราคาและข้อมูล Kawasaki Eliminator รถครูเซอร์รุ่นใหม่ขนาด 400 ซีซี ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันกับ Ninja 400 และเฟรมโครงตาข่ายที่มีน้ำหนักเบา พร้อมกับการออกแบบให้ความโมเดิร์นและคอมแพค ดูดีอย่างลงตัว ราคาแนะนำ 224,900 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอดิจิทัล LCD เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ Ninja 400 เบาะ 2 ชิ้น ระบบไฟ LED สเปค Kawasaki Eliminator ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 399 ซีซี แรงม้า (เคลม) 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 70.0 x 51.8 มม. อัตราส่วนการอัด 11.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 130/70-18M/C 63H ยางหลัง 150/80-16M/C 71H ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง X ยาว X สูง 785 x 2,250 x 1,100 มม. ระยะฐานล้อ 1,520 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 150 มม. ความสูงเบาะ 735 มม. น้ำหนักรถ 176 กก. ความจุถังน้ำมัน 13 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ E10, E20 เทคโนโลยี หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบไฟ LED รอบคัน สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Kawasaki Eliminator อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับคันนี้ Yamaha MT-10 SP ที่จอดโชว์อยู่ในงาน Eicma 2019 ถือว่าเป็น SuperNaked อีก 1 คันที่ได้รับความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีของแต่งสเปค R1M ทั้งโช้ค และท่อ ที่ถูกแต่งเสริม เติมหล่อ มาจากโรงงานเต็มๆ คันนี้เป็นสี Icon Performance ที่ตัวถังน้ำมันเป็นสีอลูมิเนียม ขัดเงาตัดกับสีน้ำเงิน มาพร้อมกับล้อ 5 ก้านสีน้ำเงิน และโช้คหน้าสีทอง Ohlins ที่จะมีทองตัดทำให้ดู สปอร์ต มายิ่งขึ้น การออกแบบเป็นโทนเดียวกับ Yamaha R1M มาพร้อมกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีชิวขนาดเล็กติดมาดูดุลงตัว ในส่วนของเรือนไมล์ เป็นแบบ TFT มีความคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ฟังก์ชั่น และลูกเล่นสวยงาม ชุดแฮนด์บาร์ถูกเสริมหล่อด้วยชุดปะกับของ Yamaha R1M พร้อมกับมือเบรค และมือคลัทช์ที่เปลี่ยนจากเดิมเป็นของ Lightech มาดูที่เครื่องยนต์ 4 สูบ Crossplane ขนาดความจุ 998 ซีซี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางยามาฮ่า ให้กำลังแรงม้าที่ 158 แรงม้าที่ 11,500 รอบ/นาที แรงบิดอยู่ที่ 111 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด สามารถใส่เกียร์ได้เลย ไม่ต้องกำคลัทช์เพราะมี Quick shifter ช่วงล่างเอาของ Yamaha R1M มาใส่เลยก็ว่าได้ สำหรับโช้คหน้าไฟฟ้า Ohlins แบบ up-side down เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 43 มิลลิเมตร และโช้คหลังกึ่งไฟฟ้า Ohlins แบบ Subtank ที่ยึดอยู่ระหว่างเฟรมกับสวิงอาร์มแบบอลูมิเมียน น้ำหนักเบา ระบบเบรคหน้าแบบดับเบิ้ลดิส floating ขนาด 320 มิลลิเมตร พร้อมกับคาลิปเปอร์เบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ 4 พอร์ท ขนาดของวงล้อแม็กหน้า 17 นิ้ว ที่ให้มากับยางสปอร์ตขนาด 120/70 ZR เบรคหลังเป็นแบบดิสเบรคขนาด 220 มิลลิเมตรจับด้วยคาลิปเปอร์ 1 พอร์ทของ Nissin ขนาดของวงล้อแม็กด้านหลังมีขนาด 17 นิ้ว ให้ยางสปอร์ตติดมาขนาด 190/55 ZR เสริมหล่อด้วยท่อ Akrapovic ที่เลเซอร์ MT-10 มาให้ด้วยเลยจากโรงงาน สำหรับ Yamaha MT-10 SP คันนี้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 17 ลิตร มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 212 กิโลกรัม ต้องบอกว่าคันนี้คือ SuperNaked อีก 1 คันที่น่าสนใจเลยละครับ ทั้งหล่อ แรง ราศีจับแน่นอนถ้าได้มาครอบครอง สำหรับคันนี้ถูกเสนอค่าตัวที่ประเทศอิตาลีเป็นเงิน ยูโร ที่ 16,499 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินแล้วจะอยู่ที่ 5 แสน (ไม่รวมภาษี) ถือว่าเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้เลยละครับ สำหรับรถ SuperNaked สเปคเทพแบบนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อ่านไม่ผิด นี้คือ Yamaha Aerox 4 มินิสกู๊ตเตอร์จากยามาฮ่า คันนี้ถูกจอดโชว์ที่งาน Eicma 2019 เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ที่ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่แพ้รถบิ๊กไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยทีเดียว สำหรับคันจิ๋วนี้ เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 3 วาล์ว แคมเดี่ยว ให้กำลังเครื่องยนต์ที่ 4.9 แรงม้าที่ 7,250 รอบ/นาที และให้แรงบิดที่ 3.3 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐาน Euro 4 และขับเคลื่อนด้วยสายพาน ระบบช่วงล่างแบบเทเลสโคปิด (ตะเกียบคู่) และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวคอล์ยสปริง ระบบเบรคแบบดิสเบรค หน้า-หลัง ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิสที่ 190 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรค JOG แบบ 1 พอร์ททั้งหน้าและหลัง มั่นใจได้ ยางหน้าที่ให้ขนาด 120/70-13 ยางหลัง 130/60-13 เป็นยางแบบ Tubless ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวล้อแม็กลาย 5 ก้าน พอดิบพอดี สมส่วนทั้งคัน พร้อมกับถังน้ำมันขนาด 6 ลิตร น้ำหนักรวมทั้งหมด 97 กิโลกรัม ตัวเรือนไมล์แบบกลมดูทันสมัย มาพร้อมกับปั๊มมือเบรคซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าชุดแฮนด์ด้านบนมีความสมดุลองค์ประกอบเต็มไม่แพ้บิ๊กสกู๊ตเตอร์เลยละครับ ไฟท้ายดีไซน์ได้สวยงามมีความคล้ายคลึงกับ ไฟท้าย Tmax Iron max ที่มีรูปร่างคล้ายกับเพชรเจียรไน แบบ 8 เหลี่ยม ดุเป็นเอกลักษณ์ในรุ่น Yamaha Aerox 4 สำหรับเบาะคนซ้อนที่ออกแบบให้ดูสปอร์ต แบบ 2 ชิ้นแบ่งคนขับกับคนซ้อน ทำให้ดูเพียวบางร่างเล็กกันเข้าไปอีก สำหรับใครที่สนใจ และรอเข้าไทย ขออนุญาตตอบว่า โมเดลนี้ไม่สามารถเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางด้านเครื่องยนต์ ที่ไม่สามารถจดทะเบียน จึงส่งผลให้ไม่สามารถจำหน่ายได้ในประเทศไทย สำหรับผมแล้วขอให้การดีไซน์และออฟชั่นโมเดลตัวนี้มาอยู่ใน Aerox 155 บ้านเราก็ดีใจสุดๆแล้วละครับ ส่วนราคาคันนี้ที่ขายยุโรปอยู่ 2,990 ยูโร หรือเป็นราคาเงินบาทประมาณ 98,000 บาท และมีจำหน่าย 2 สี Mattle Grey และ Yamaha Blue อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Honda Collection Hall คือพิพิธภัณฑ์รวบรวมเอารถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ตลอดไปจนถึงสิ่งของต่างๆ ที่ช่วยเรียงร้อยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของฮอนด้าเอาไว้เข้าด้วยกัน มีตั้งแต่รถในช่วงสมัยยุคเริ่มต้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงประวัติศาสตร์การแข่งขันรายการต่างๆ ถูกรวมเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผู้ที่เข้าชมจะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวที่ Honda มุ่งหวังจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาความเป็นมาของ Honda ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สำหรับในครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้รับเกียรติร่วมทริป Japan Passion year2 กับทางฮอนด้า ที่ให้เราได้ร่วมเก็บภาพเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มาประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับตามหา Passion ไปด้วยกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ใกล้กับสนามแข่ง Twin Ring Motegi ที่ปัจจุบันยังคงเอาไว้ใช้แข่งขันกี่ฬาการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP ในวันนั้นเราจึงได้มีโอกาสชมทั้งพิพิธภัณฑ์ และMotoGP เลยทีเดียว แค่คนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง Honda Collection Hall จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ไว้ให้เดินดูได้อย่างสะดวก ชัดเจน และน่าสนใจมากๆเลยครับ ถือว่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้ามาเลยก็ว่าได้ เพราะในนี้ คือความฝันของใครหลายๆคน ที่ทุกคนอยากสะสม และครอบครองรถที่อยู่ในนี้ตามยุคตามสมัยของตนเอง เข้าประตูมาเจอก่อนเลยคันแรก Honda RC143 ปี 1960 คันนี้เป็นรถแข่งคันแรกของทางฮอนด้า เครื่องยนต์ 125 ซีซี 22 แรงม้า ที่ลงแข่งในรายการ WGP ปัจจุบันถ้าเทียบเท่ารายการนี้ก็ MotoGP นั้นเอง คันนี้มีอายุรวมๆเกือบ 60 ปี ใครที่ชื่นชอบ 2 ล้อเป็นพิเศษผมแนะนำให้ขึ้นมาที่ชั้น 2 อย่างโดยด่วนเพราะว่าเป็นชั้นที่จัดแสดงโชว์รถที่สะสมโมเดลหายากรุ่นแรก ปีลึก สภาพดี หาชมได้ยากที่สุดแล้ว บางรุ่นผมเองก็ยังไม่เคยเห็น (เกิดไม่ทัน) แต่ก็พอที่จะได้ยินมาบ้าง ทาง APHonda เราเองก็เอามาโชว์บางเป็นงานๆ คงจะทำเรื่องกันยกใหญ่ ถ้าจะเอาออกมานอกประเทศล่าสุด ก็คันด้านบนละครับ (RC143) ที่เอามาจอดโชว์ในงาน ThaiGP เรามาดูต่อในชั้น 2 กันว่ามีอะไรโชว์บ้าง เริ่มที่คันนี้เป็น Honda CB1100R ปี 1981 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 105 แรงม้าที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 235 กิโลกรัม ถ้าเทียบกับรถรุ่นใหม่ๆตอนนี้ก็ถือว่าหนักพอสมควร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุด คันนี้คือต้นแบบของหลายๆรุ่นในปัจจุบัน คันนี้ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับ Honda CB1100R ปี 1983 เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง 120 แรงม้า ที่ 9000 รอบ/นาที น้ำหนักคันนี้อยู่ที่ 233 กิโลกรัม ในส่วนของมุมนี้จะมีแต่ CB ล้วนๆเลย ใครที่ชื่นชอบ จะหยุดอยู่ที่มุมนี้นานเป็นพิเศษ เดินมาต่อกันอีก 1 มุมสำหรับขาสะสมเลยก็ว่าได้ สำหรับคนไทยบางคน สายสะสมจริงๆอาจจะมีจอดประดับหิ้งไว้ที่บ้านแบบเงียบๆก็เป็นได้ มีทั้ง Honda DAX, Honda Gorila,Honda MOTRA ถัดไปอีก 1 มุมสำหรับ Honda Super Cup ที่ถูกจัดเก็บไว้มีสภาพที่สมบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าทุกรุ่น ทุกโมเดลที่จอดอยู่สมบูรณ์ 100% Honda Dream CL72 Scrambler ปี1962 มอเตอร์ไซค์ตระกูล CL Scrambler คันแรกของฮอนด้า โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้จะถูกส่งออกไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ในรูปเล็กอาจจะมีการบ่งบอกได้ว่า ถูกนำไปใส่ในสงคราม (เป็นเพียงการคาดเดา) เดินมาต่อกันอีกมุม ที่เป็นมุมที่ได้รับความสนใจเลยทีเดียวสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบและรักในความเร็วแรงของรถฮอนด้า สำหรับมุม Racing เป็นโมเดลที่ถูกจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น NSR20 คันเล็ก และคันใหญ่ อย่าง NSR250R ที่ตอนนี้มูลค่าคงไม่ต้องพูดถึง ในไทยเรายังเห็นอยู่บ้าง แต่ก็คงจะไม่ปล่อยต่อมือกันง่ายๆอย่างแน่นอน เยอะจริงๆสำหรับมุมนี้ ที่ได้รับความสนใจ ส่วนตัวผมเองจะหยุดดูและเสียเวลากับเจ้า Honda NR750 เป็นพิเศษ ด้วยเอกลักษณ์ต่างๆที่ค่อนข้างจะดูเด่นกว่าชาวบ้าน ทั้งเครื่องยนต์สูบวีที่มีลูกสูบ

BYD กัมพูชา (สีหนุวิลล์) ปี 2568 ตั้งเป้ากำลังผลิต 1 หมื่นคันต่อปี ไทยหวั่น พร้อมรอคำชี้แจงจาก BYD Thailand เกี่ยวกับการนำเข้า

XPENG MONA M03 รถไฟฟ้าค่ายจีน วิ่งไกล 620 กม. พร้อมสู้ศึกโมเดลยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย สรุปราคา สเปกและรายละเอียดต่าง ๆ

Honda CRF1100L AFRICA TWIN ADVENTURE SPORTS (DCT) (2020) สเปกและราคา เหนือสุดทุกเส้นทางกับ Honda CRF1100L AFRICA TWIN Adventure Sports ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงใหม่ ขนาด 1100 ซีซี ราคา 699,000 บาท สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1084 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 92.0 X 81.4 มม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ DCT ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-21M/C 54H แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 150/70R18M/C 70H แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 45 มม.ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 230 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 220 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 256 มม. พร้อมระบบเบรก ABS และปิดเฉพาะล้อหลังได้ ยาว X กว้าง X สูง 2,310X 960 X 1,520 มม. ระยะฐานล้อ 1,560 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 248 กก. ความจุถังน้ำมัน 24.8 ลิตร อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CRF1100L AFRICA TWIN (MT) (2020) สเปกและราคา Honda CRF1100L AFRICA TWIN (MT) (2020) ที่สุดแห่งความภูมิใจครั้งใหม่กับ Honda CRF1100L AFRICA TWIN ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงใหม่ ขนาด 1100 ซีซี ราคา 559,000 สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิค เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1084 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 92.0 X 81.4 มม. อัตราส่วนการอัด 10.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 90/90-21M/C 54H ยางหลัง 150/70R18M/C 70H ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 45 มม.ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 230 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa ปรับพรีโหลดและแดมปิ้งได้ ระยะยุบ 220 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบคลื่น ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 256 มม. พร้อมระบบเบรก ABS และปิดเฉพาะล้อหลังได้ ยาว X กว้าง X สูง 2,310X 960 X 1,355 มม. ระยะฐานล้อ 1,560 มม. ความสูงเบาะ 810 มม. น้ำหนักรถ 226 กก. ความจุถังน้ำมัน 18.8 ลิตร สีอื่นๆ ที่ให้เลือก อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ย้อนเวลากลับสู่ยุค 60s ช่วงเวลารุ่งเรืองอันเป็นตำนานของการแข่งรถเรซซิ่ง กับ“Vespa Racing Sixties” โมเดลที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่งแห่งยุค 60s สู่ดีไซน์สปอร์ตสุดคลาสสิกที่พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้ จากตำนานการแข่งขันในยุค 60s ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานดีไซน์ “เวสป้า เรซซิ่ง ซิกส์ตี้” กับ 2 รุ่นพิเศษ ทั้ง “เวสป้า สปริ้นท์ 150 ไอ-เก็ต เอบีเอส เรซซิ่ง ซิกส์ตี้” (Vespa Sprint 150 i-Get ABS Racing Sixties) และ เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 300 เอชพีอี เรซซิ่ง ซิกส์ตี้ (Vespa GTS Super 300 HPE Racing Sixties) ด้วยคาแรคเตอร์สปอร์ตที่ยังคงกลิ่นอายคลาสสิกเอาไว้ ผ่านลวดลายกราฟิกบนตัวรถทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น ลายกราฟิกสีเหลืองและทองบนรถสีเขียวเมทัลลิก (สี กรีน เรซซิ่ง ซิกส์ตี้) และลายกราฟิกสีแดงและทองบนรถสีขาว (สี ไวท์ เรซซิ่ง ซิกส์ตี้) เติมเต็มลุคสปอร์ตกับดีไซน์ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งสีดำด้านรอบคันที่ กรอบไฟหน้า – ไฟหลัง กระจกมองหลัง คิ้วตัวถังหน้ารถ ฝาครอบท่อไอเสีย ที่พักเท้า และที่จับสำหรับผู้โดยสารรวมถึงเบาะนั่งที่ยังได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ต แต่แฝงลูกเล่นความคลาสสิกด้วยการเลือกใช้วัสดุหนังกลับนูบัคโดดเด่นด้วยล้อแม็กสีทองเมทัลลิก บ่งบอกกลิ่นอายความเป็นรถสปอร์ตคลาสสิกได้เป็นอย่างดี และยังเป็นครั้งแรกของเวสป้าที่ทำล้อแม็กให้เป็นสีทองอีกด้วย Vespa Sprint 150 i-Get ABS Racing Sixtie พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ชอบออกไปสนุกกับการใช้ชีวิตในเมือง และต้องการการขับขี่ที่คล่องตัว มาพร้อมกับ เครื่องยนต์ i-Get (ไอ-เก็ต) 150 ซีซี สูบเดี่ยว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ที่ช่วยประหยัดน้ำมันและลดเสียงของเครื่องยนต์ ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Injection) ความจุ 154.8 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 9.5 กิโลวัตต์ ที่ 8,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดที่ 12.5 นม. ที่ 6,750 รอบ/นาที สูงที่สุด เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาดเดียวกัน ระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมระบายอากาศแบบหมุนวน ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT โช๊คอัพหน้าไฮดรอลิคแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทางและโช๊คอัพหลังแบบไฮดรอลิคเดี่ยว ปรับระดับการ รองรับน้ำหนักได้ 4 ระดับ มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยดิสก์เบรกหน้า ABS และ ดรัมเบรกหลัง สำหรับ Vespa GTS Super 300 HPE Racing Sixties พร้อมตอบสนองทุกการใช้ชีวิตทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยเครื่องยนต์ HPE ใหม่ ที่พัฒนาให้มีสมรรถนะและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ขับขี่สนุก นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย เครื่องยนต์ Piaggio HPE (High Performance Engine) ขนาด 300 ซีซี แบบลูกสูบเดี่ยว (Single-Cylinder) 4 จังหวะ ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Injection) ความจุ3 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 17 กิโลวัตต์ ที่ 8,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 25.5 นม. ที่ 5,500 รอบ/นาที ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ CVT พร้อม Torque Server โช๊คอัพหน้าไฮดรอลิคแบบแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง และ โช๊คอัพหลังแบบไฮดรอลิคคู่ ปรับระดับการรองรับได้ 4 ระดับ ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนเนล พร้อมเบรกหน้าและเบรกหลังแบบดิสก์เบรก พร้อมระบบควบคุมแบบไฮดรอลิค ABS ระบบป้องกันการลื่นไถล ASR (Anti-Slip Regulation)