SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข้อมูลล่าสุด New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% จากฮอนด้า เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ไทย สเปกวิ่งไกล 122 กม. ชาร์จไฟบ้านได้ เปิด 1.3 แสนบาท

อัปเดตล่าสุด! FIM ประกาศ กฎใหม่ MotoGP 2026 ห้ามรีสตาร์ทรถแข่งในพื้นที่สนาม ต้องเข็นเข้าหลังแบริเออร์เท่านั้น เช็กรายละเอียดได้ที่นี่

Toyota Sienta 2026 จากญี่ปุ่น อัดออปชันเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมรุ่นพิเศษ JUNO สุดมินิมอล สรุปสเปคเครื่องยนต์ไฮบริดและราคาจำหน่ายที่นี่

เทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่จาก Toyota ขนาด 1.5 และ 2.0 ลิตร ที่คาดว่าจะทำความประหยัดน้ำมันได้สูงถึง 46 กม./ลิตร พร้อมรองรับเชื้อเพลิงสะอาด ท้าชนกระแสรถยนต์ไฟฟ้า EV

มาเวอริค บีญาเลส มั่นใจ! ปรับตัวกับ KTM ได้ดีขึ้นทุกวัน มาเวอริค บีญาเลส นักแข่งรายใหม่ล่าสุดจากทีม Redbull KTM Tech3 ออกมาเผยว่าการทดสอบในช่วง Pre-Season Test ของการแข่งขัน MotoGP ในช่วงที่ผ่านมานั้น มันกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเขากับรถแข่ง RC16 สามารถเข้ากันได้ดี และมีการพัฒนาได้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ในการทดสอบ Pre-Season Test ที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมรรถนะของ KTM RC16 เหมือนจะมีปัญหาการสึกของยางอย่างรุนแรงในการวิ่งทดสอบระยะยาวที่สนามบุรีรัมย์ โดยยางจะมีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถกระทบกับฟอร์มการขับขี่ของ ‘TopGun’ ได้ เพระาดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะสามารถพัฒนาลีลากับขับขี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันสุดท้ายของการทดสอบ ด้วยการขี่ RC16 ของทีม Redbull KTM Tech3 ขึ้นมาจบในอันดับที่ 9 ของตารางเวลารวมในการทดสอบวันสุดท้าย โดยบีญาเลสมองว่ากาปรับตัวเป็นไปได้ดี และคิดว่าการขับขี่ของเจ้าตัวเข้าใกล้กับดาวรุ่งของทีมอย่าง เปโดร อคอสต้า ไปทีละก้าว “การปรับตัวของผมกับรถเป็นไปได้ดี อีกทั้งพวกเรายังเข้าใกล้กับ KTM คันที่เร็วที่สุดไปทีละก้าวทุกวัน ซึ่งผมมองว่ามันไม่ง่ายอย่างแน่นอน มันเป็นรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างออกไปมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ ผมมองว่าตอนนี้พัฒนาการก็กำลังเกิดขึ้น” “ดังนั้นทุกครั้งที่ผมขี่ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวรถ” “ตอนนี้พวกเรากำลังจริงจังกับการจำลองการสปรินท์ระยะยาว และได้ทดลองขี่แบบ flying lap ถึงสองรอบเพื่อให้ผมสามารถเข้าใจตัวรถได้ดีมากยิ่งขึ้น” บีญาเลสยังเสริมอีกว่าการทดสอบที่บุรีรัมย์ในครั้งนี้ดูเป็นไปในทางบวกมากกว่าการทดสอบแรกที่สนามเซปัง เพราะเจ้าตัวมีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจในตัวแข่ง RC16 มากขึ้นเรื่อย ๆ “ผมพอใจกับการทดสอบครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน (ที่สนามเซปัง)” “ซึ่งการพอใจครั้งนี้มันทำให้ผมสามารถขี่รถได้เร็วขึ้น อีกทั้งทีมยังมีแรงจูงใจสูงมาก พวกเขาสามารถทำงานได้ดีจริง ๆ โดยเฉพาะการเลือกสิ่งที่ถูกต้องในการทดสอบ เพราะพวกเราพยายามโฟกัสกับสิ่งที่ต้องปรับปรุงอยู่เสมอ และคิดว่าในช่วงแรกของฤดูกาลจะเป็นช่วงของการปรับตัว” “ดังนั้นผมจึงต้องอดทน และเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ต่อไป” บีญาเลสจะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการกับทีม Redbull KTM Tech3 ในการแข่งขันนัดเปิดสนาม MotoGP ในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2025 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin คิดว่าการแข่ง 4 สนามแรกแค่น้ำจิ้ม Jorge Martin นักแข่งแชมป์โลกสมัยล่าสุดที่ย้ายไปเข้าร่วมทีมโรงงานค่าย Aprilia Racing โดยปัจจุบันเจ้าตัวนั้นอยู่ช่วงระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทดสอบได้เพียง 13 รอบเท่านั้น อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ‘มาร์ติเนเตอร์’ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัด และพลาดการสอบอย่างเป็นทางการในรอบสุดท้ายที่สนามจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็เหมือนได้อย่างเสียอย่าง ขณะที่ทีมเมทของมาร์ตินอย่าง ‘Marco Bezzecchi’ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมได้รอบ FP4 ด้วยเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:29.060 นาที จบด้วยอันดับ 1 ของตาราง โดยผู้จัดการทีมของ Aprilia อย่าง Paolo Bonora เผยว่า หลังจากที่ฆอร์เก้ มาร์ตินได้รับบาดเจ็บที่สนามเซปัง ทำให้ทางทีมต้องมีการปรับแผนการซ้อมใหม่ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่เบซเซคคี่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และนักทดสอบก็ยังเค้นประสิทธิภาพเพื่อปรับแต่งบางอย่างเพื่อให้เข้ากับสไตล์การขี่ของมาร์ตินได้อีกด้วย “หลังจากที่ Jorge ได้รับบาดเจ็บที่เซปัง เราต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด เรามีหลายอย่างที่ต้องทดสอบ และโชคดีที่เราสามารถทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้นตามแผน เราผ่านรายการทดสอบที่ยาวนานของเราได้สำเร็จ” “Marco ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาสามารถกำหนดเซ็ตอัพพื้นฐาน ทั้งในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์และแชสซีได้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมี Lorenzo Savadori (นักบิดทดสอบของ Aprilia) มาช่วย ยังทำให้เราสามารถปรับแต่งทุกอย่างให้กับ Jorge ได้อีกด้วย” “ตอนนี้เรากำลังรอ Jorge กลับมา เพราะจำเป็นที่เขาจะต้องได้รับเซ็ตอัพพื้นฐานที่เราค้นพบในช่วงฤดูหนาว เราหวังว่าในสนามแรก เขาจะสามารถปรับตัวและสร้างความมั่นใจกับตัวรถได้อย่างรวดเร็ว” “ขณะนี้ แผนการฟื้นตัวทางการแพทย์ของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด อาการของเขาดีขึ้นทุกวัน และเราตั้งตารอที่จะได้เขากลับมาร่วมทีมโดยเร็วที่สุด” และผู้จัดการทีมของ Aprilia เองก็ยอมรับว่าการที่พลาดการทดสอบไปหลายร้อยรอบสนามนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเอากลับมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นทางทีมจะยึดถือว่าการแข่งในนัดเปิดสนามทั้ง 4 สนาม (สนามประเทศไทย, สนามอาร์เจนติน่า, สนามประเทศสหรัฐอเมริกา และสนามประเทศการ์ตาร์) จะถือว่าเป็นสนามสำหรับทดสอบของแชมป์โลกคนล่าสุด “พูดตามตรง เรามองว่าสี่สนามแรกที่แข่งนอกยุโรปเป็นเหมือนการทดสอบสำหรับ Jorge เพราะเขาพลาดโอกาสทดสอบที่เซปังและบุรีรัมย์” “ใน MotoGP เมื่อนักแข่งเปลี่ยนจากรถคันหนึ่งไปสู่อีกคันหนึ่ง พวกเขาต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจ มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเขา” “เราสังเกตเห็นว่า Marco สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างรวดเร็วที่บุรีรัมย์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะสามารถส่งมอบรถที่ดีให้กับ Jorge ได้” การแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากการแข่งขันอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เมื่อปีใหม่มาถึงก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นสัญญาใหม่ของ Marquez กับทาง Gresini Ducati หลังจากที่สัญญาเดิมกับทาง Honda ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ได้เวลาที่ Marc เล่าความรู้สึกตอนที่ได้ขี่ Ducati ครั้งแรก เขาเฉิดฉายมากตอนทดสอบช่วงท้ายฤดูกาลกับทางดูคาติครั้งแรก แต่ไม่มีโอกาสได้พูดจนกระทั่งเดือนมกราคม ตอนที่เขาย้ายทีมได้อย่างเป็นทางการ “ผมค่อนข้างกังวลนะและก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แม้ว่าผมจะแข่งมาแล้วหลายปี แต่นี่มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเย็นลงและผ่อนคลายมากขึ้น ผมพยายามทำความเข้าใจตัวเองกับทีมช่างเทคนิคทีมใหม่และรถคันใหม่ของผม” มาร์ก กล่าว ในท้ายที่สุดคุณก็ย้ายมาสู่รถค่ายที่เป็นแชมป์ตอนนี้ ดังนั้นโอกาสมันอยู่ในมือคุณแล้วสินะ “ตอนแรกนั้นมันคือการปรับตัวให้เข้ากับท่านั่งขับขี่ เราเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง เพราะบางจุด ผมไม่รู้สึกสบายเอาซะเลย แต่ความเร็วมันได้ มันมีอยู่ จนผมเริ่มเข้าใจรถ และรู้ว่าต้องจัดการยังไง แต่ผมก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ อาจจะไม่ได้ขี่เร็วขึ้น แต่จะรักษาเวลาไว้ได้ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น” นอกจากนี้เขายังทิ้งท้ายเกี่ยวกับฮอนด้าของเขาไว้อีกว่า “ผมไม่ชอบที่จะเปรียบเทียบรถเลย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่สาธารณะ รถมันคนละคันกันเลย แถมยังมีสไตล์การขี่ที่ต่างกันอีก” “ผมปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาดเพราะผมรู้สึกดีมาก ๆ ทันทีที่ลองขี่เลย มันให้ฟีลลิ่งชัดเจนมาก และเวลาก็ช่วยให้รับรู้ได้โดยไม่ต้องพยายามตามหามัน” “ในการทดสอบตอนช่วงท้ายของวันเรามีโอกาสได้ลองยางซอฟต์ตัวใหม่แล้วผมก็ว่ามันดีนะ มันมีหลายอย่างที่ผมต้องทำความเข้าใจ ทั้งเรื่องระดับของตำแหน่งและการสื่อสารในทีม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลนะ เพราะผมทำงานกับคนกลุ่มเดิมมานานกว่า 11 ปี แต่เขาก็ต้อนรับผมดีมาก ๆ เลย และเรื่องนี้ก็ช่วยให้ผมสบายใจมากขึ้น” การเปิดตัวทีม Gresini Ducati 2024 อย่างเป็นทางการนั้นจะจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ ส่วนด้านเจ้ามดแดงนั้นจะกลับคืนแทร็กอีกครั้งในวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์นี้กับการทดสอบที่เซปัง โดยเขาจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ Alex Marquez ในปีนี้ หลังจากการย้ายทีมครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP ทั้งนี้ Marquez แชมป์โลกรวม 8 สมัยได้ออกจาก Honda หลังจากสามปีของการบาดเจ็บและผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากรถของเขา หลังจากนี้ไปเขาจะขี่รถแข่งดูคาติอายุ 1 ปี หรือ Desmosedici GP23 และคู่แข่งของเขาเองก็คาดการณ์กันแล้วว่าเขาผู้นี้น่าจะออกล่าแชมป์ปี 2024 ได้อย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน ตัวผมเองก็คาดว่าการแข่งขันในปีนี้ของเจ้าเด็กระเบิดคนนี้น่าจะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าดูคาติจะทำรถปีใหม่ได้เหนือกว่าเดิมมาก ๆ ก็จะกลายเป็นอีกเรื่องนั่นล่ะครับ อย่างไรก็อย่าลืมติดตามชม และตามผลรวมถึงตามข่าวทางเว็บไซต์ได้เช่นเดิม สุดท้ายนี้เราชาวไทยชอบคนไหนเชียร์คนนั้นครับ แต่ที่สำคัญอย่าลืมเชียร์ ก้อง สมเกียรติ จันทราใน Moto2 ด้วยนะเออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของสปอนเซอร์อย่าง Cryptodata RNF บวกกับ Oliveira เองก็มาบาดเจ็บ งานนี้เฟอร์นานเดซก็เลยต้องมาทดสอบรถ RS-GP 2023 ในตอนทดสอบที่วาเลนเซียจน Raul Fernandez บอก Aprilia คันใหม่ แรงจริง ๆ กับทางสื่อ นักแข่งหนุ่มชาวสเปนผู้นี้จบการทดสอบในอันดับที่ 5 โดยทำเวลาห่างจาก Maverick Vinales ที่ขี่ให้กับทีมโรงงานของทางอาพริเลียผู้นำในการทดสอบเพียง 0.263 วินาทีเท่านั้น “เราเริ่มทดสอบกันด้วยรถเก่าปี 2022 และก็ทำเวลาได้ดีขึ้นบ้างช้าลงบ้างสลับกันไปตามสปีดของผม แต่พอผมได้โดดไปขี่คันใหม่ปี 2023 ผมก็เริ่มทำเวลาได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเองก็ยังงงและไม่เข้าใจมันได้ดี” โดยที่ทาง Espargaro และ Vinales เคยอธิบายรถปี 2023 ไว้แค่ว่ามันพัฒนาขึ้นมาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ Fernandez กลับสัมผัสว่ามันได้พัฒนามามาก “ผมเร็วกว่าเดิมเกือบ 1 วินาที ผมรู้สึกได้ และเราก็เห็นหลักฐานได้จากข้อมูล!” “ด้านหน้าคือส่วนที่พัฒนาขึ้นมามากที่สุดจนผมรู้สึกได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของแอโรไดนามิกที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ จนผมสัมผัสฟีลลิ่งที่ด้านหน้าได้ชัดขึ้น ผมสามารถรุกไล่ได้มากขึ้นเวลาผมเข้าโค้ง” “โดยทั่วไปแล้วผมก็รู้สึกโอเคกับรถมาก ๆ นะ ผมรู้สึกได้เลยว่า Aprilia ทำรถออกมาได้ดีมาก ๆ เลย” เขายังเสริมอีกว่า “ผมไม่ค่อยชอบรถตอนที่ผมแตะคันเร่งเพราะว่ามันยากมากที่จะเข้าโค้ง แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่บางทีเราอาจจะพัฒนาตรงนี้ให้เทียบชั้นกับดูคาติได้ แต่โดยทั่วไปผมว่ามันก็ดีจริง ๆ นะ” และเมื่อมีการเข้ามาของสปอนเซอร์ใหม่อย่าง Trackhouse ซึ่งมาพร้อมผู้จัดการทีมใหม่ Justin Mark เองก็ตั้งเป้าหมายว่าจะสอย RS-GP 2024 ที่ Aleix Espargaro และ Maverick Vinales ขี่ มาให้ได้ “ผมต้องการที่จะได้รถแบบเดียวกับนักแข่งทีมโรงงานมี ซึ่งเรื่องนี้น่าจะช่วยให้ผลงานโดยรวมของทางค่ายดีขึ้นด้วย แล้วผมเองก็ไม่อยากจะทำทีมแบบประหยัด ๆ ผมอยากจะทำให้ทุกคนประทับใจด้วยการเป็นทีมอิสระที่ดีและทุ่มเททำงานกับทางทีมโรงงานอย่างใกล้ชิด” ผู้จัดการทีมคนใหม่กล่าว งานนี้บอกเลย MotoGP ปีหน้าเดือดแน่นอนครับ รถก็เรื่องนึง แต่ฝีมือและความขิงของนักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงก็เดือดพล่านกันจริง ๆ ครับ แต่ต้องมาพิสูจน์กันว่า “ไม่ได้โม้” แบบพี่สมรักษ์หรือเปล่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ล่าสุดทาง Ducati ยัน Marquez จะได้ขี่รถของ Zarco ไม่ใช่ของ Bagnaia หรือ Martin ซึ่งเป็นรถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อย่างที่หลาย ๆ คนคาดการณ์กัน ดังนั้นการแข่งขันในปี 2024 นั้นทางทีม Gresini จะยังใช้รถสเปกเก่าลงแข่ง ส่วนทีมโรงงานและทีม Pramac จะได้ใช้รถที่มีการอัปเดตใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่ารถเก่าอย่างแน่นอน “มาร์กจะเป็นเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่จะได้ใช้รถ Desmosedici GP23 ซึ่งจะเป็นของซาร์โก้ที่ใช้แข่งปีที่แล้ว” Gigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปของดูคาติให้ข่าว “ส่วนรถของ Pecco Bagnaia, Jorge Martin และ Enea Bastianini จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีก แต่เราก็มีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกันในเรื่องของความเหนียวและสมรรถนะ ดังนั้นเราจึงคิดว่าการพัฒนานี้ไม่เหมาะกับทีมอิสระแน่ เราเลยเลือกที่จะไม่เอาของใหม่ให้พวกเขาในเคสนี้” “เรายังคงกระหายที่จะทุ่มเทให้สุดตัวเพื่อให้นักบิดทุกคนที่มีโลโก้ดูคาติอยู่บนถังน้ำมัน ในท้ายที่สุดเราจะรับฟังนักแข่งทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เราจะไม่ยึดโยงกับคนใดคนนึงเพียงคนเดียว” สรุปว่ารถที่ Marquez จะได้เริ่มออกผจญภัยกับทางดูคาตินั้นจะไม่ได้มีการอัปเดตแบบที่รถของแชมป์โลกและผู้ท้าชิงคนสำคัญมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ช่วยออกตัวใหม่หรือว่าวิงก์เล็ตที่โช้คหน้า แน่นอนว่าฝ่ายหลังจะได้รถแข่งที่อัปเดตใหม่เพิ่มเติมด้วย แต่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า #93 น่าจะมีฝีมือมากพอที่จะทำให้แชมป์โลกคนปัจจุบันสั่นคลอนได้อย่างแน่นอนครับ เกมปีหน้าน่าจะสนุกมากขึ้นแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Andrea Dovizioso ได้ชนะ Marc Marquez ไปในสนามล่าสุดในศึก Austrian GP โดย Dovizioso นั้นสามารถเอาชนะเด็กระเบิดไปได้ในโค้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม Dovizioso ได้กล่าวว่าผลการแข่งขันยังคงไม่จบหลังจากรอบการแข่งสองรอบที่ผ่านมา นอกจากนี้ Dovizioso ยังได้กล่าวอีกว่าการแข่งขันในปีนี้กับ Marc นั้นยากกว่าปีที่แล้วเสียอีกผมจึงคาดว่าเขาจะเป็นแบบนี้ในทุกๆ สนาม มันยากมาก เราชนะการแข่งขันแต่ก็จะยังคงปรับปรุงมอเตอร์ไซค์ของเราอย่างต่อเนื่อง และหากพูดกันตามจริงแล้วการแข่งกับ Marquez นั้นเป็นอะไรที่ยากมากแต่เราก็จะยังคงพัฒนารถของเราต่อไป อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้

น้องชายของแชมป์โลกหลายสมัย Marc Marquez อย่าง Alex Marquez นั้นจะยังคงไม่ขึ้นมาแข่งขันในรายการ MotoGP คู่กับพี่ชายหลังจากที่เขานั้นได้เซ็นสัญญากับทีมคู่บุญของเขาอย่างทีม Estrella Galicia 0,0 Marc VDS ไปเรียบร้อยแล้ว โดย Alex นั้นได้เซ็นสัญญาและอยู่คู่กันกับทีมนี้มาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว และในขณะนี้เขามีคะแนนที่นำโด่งเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันประเภท Moto2 ด้วยคะแนน 181 คะแนน โดยคะแนนของเขานั้นอยู่เหนือกว่าอันดับสองอย่าง Thomas Lüthi ถึง 43 คะแนน และเขานั้นยังมีแววที่จะขึ้นไปแข่งในรายการ MotoGP อีกด้วย อย่างไรก็ตามแล้วจากการให้สัมภาษณ์ดูเหมือนว่า Alex จะเลือกแข่งในรายการ Moto2 อีกปีนึงเพื่อเป็นการพัฒนาฝีมือและทักษะการขับขี่ของเขาก่อนก้าวเข้าสู่รายการ MotoGP อย่างเต็มตัวในปี 2021 อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีกระแสข่าวลือมาว่านักแข่งชาวสเปนอย่าง Alvaro Bautista นั้นเตรียมที่จะย้ายไปอยู่กับทาง HRC ในรายการแข่งขัน WSBK โดยก่อนหน้านี้ Bautista นั้นลงแข่งอยู่ในฐานะส่วนนึงของทีม Ducati และแม้ว่าเขาจะแฮปปี้กับการอยู่แบบนี้ (เพราะเขากำลังชนะ) แต่อันที่จริงแล้วนั้นดูเหมือนว่าเขาอยากที่จะกลับเข้าไปแข่งในรายการ MotoGP เสียมากกว่า แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีวี่แววและหนทางเลยที่ทาง Ducati จะทำให้เข้าสามารถกลับเข้าไปแข่งในรายการ MotoGP ได้ แถมยังมีข่าวลือเมื่อไม่นานมานี้มาอีกว่า Lorenzo นั้นอาจย้ายไปซบทีม Pramac Ducati ทำให้ความหวังของเขานั้นยิ่งดูจะริบหรี่ขึ้นไปอีก ในทางกลับกันหากเขาเข้าร่วมกับทาง HRC แล้วดูเหมือนว่าทาง Honda นั้นดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจาก Honda นั้นยังพอมีความหวังให้ Bautista สามารถกลับเข้ามาแข่งในรายการ MotoGP ได้นั้นเองครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้

รอบการแข่ง MotoGP ที่สนาม AustrianGP ในครั้งนี้นั้นถือว่าเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์เลยทีเดียวเพราะนอกจากข่าวลือที่ว่าทาง Lorenzo อาจย้ายจากทีม Repsol Honda ไปซบทีม Pramac Ducati แล้วนั้นล่าสุดยังได้มีข่าวแบบยืนยันมาแล้วว่าอดีตแชมป์ Moto2 อย่าง Johann Zarco นั้นเตรียมแยกทางกับทางทีม KTM หลังจบฤดูกาลนี้ โดยการออกจากการแข่งขันในครั้งนี้นั้นถือว่าเป็นการออกก่อนจะหมดสัญญาเดิมที่ทาง Zarco นั้นได้เคยเซ็นไว้ โดยสัญญาจริงๆ แล้วทาง Zarco จะยังคงอยู่กับทาง KTM จนถึงปี 2021 ทว่าคราวนี้เขาจะอยู่จนถึงเพียงปี 2020 เท่านั้น คราวนี้เราต้องมาติดตามกันว่าใครจะเป็นคนมาแทนที่ Zarco ให้ทางทีม KTM หลังจากเขาได้ออกไปแล้ว อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้

Trident Triple Tribute เปิดราคาไทย 319,000 บาท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เปิดตัว Trident Triple Tribute โมเดลพิเศษสุดโดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเครื่องยนต์สามสูบระดับตำนานของไทรอัมพ์ และจะวางจำหน่ายเพียง 1 ปีเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้มาในรูปแบบลายกราฟิกอันโดดเด่น ในสไตล์เรซซิ่ง เน้นการใช้สีขาว น้ำเงิน และแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ และสะดุดตาหมายเลข ’67’ อันโดดเด่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดับอยู่บนรถจักรยานยนต์ไทรเดนท์ ‘Slippery Sam’ อันโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคันเดียวที่ชนะการแข่งขัน TT ถึง 5 ครั้งเป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1975 ตัวรถยังมีชิลด์หน้าและแผงใต้ท้องรถที่สีเข้าชุดกัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์โลโก้ไทรอัมพ์ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และการติดโลโก้บนฝาปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แคลมป์แฮนด์และแผงหน้าปัด รวมถึงตราสัญลักษณ์ Trident อะลูมิเนียมฝังพร้อมการตกแต่งรายละเอียด ฝาครอบหม้อน้ำสีเดียวกับตัวรถ ปลอกแฮนด์และการ์ดพักเท้าแบบอะลูมิเนียม ตัวป้องกันโช้คสีเดียวกับตัวรถ แฮนด์รถอะลูมิเนียมทรงเรียว และกระจกทรงหยดน้ำ พร้อมล้ออะลูมิเนียมหล่อแบบห้าก้านสีดำ น้ำหนักเบา ช่วยเติมเต็มลุคที่สะดุดตา เครื่องยนต์สามสูบเรียง 660 ซีซี ให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของแรงบิดรอบต่ำ ช่วงกลาง และพละกำลังสูงสุด อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์สามจังหวะที่ทุ้มลึกโดดเด่นมาจากท่อขนาดเล็กและมินิมอล พร้อมด้วยปลายท่อสเตนเลสสตีลระดับพรีเมียม และยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ พร้อมการส่งผ่านราบรื่น รวมถึงให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ มีระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน ทั้งยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และมีระบบ Autoblipper เมื่อเปลี่ยนเกียร์ลง เพื่อความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa สีดำที่ให้ระยะยุบตัวของล้อหน้า 120 มม. และโช้คหลัง RSU แบบโมโนช็อคของ Showa รองรับการปรับตั้งค่าพรีโหลด ซึ่งมีระยะยุบตัวของล้อหลังที่ 133.5 มม. ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin สองลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin กับดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออะลูมิเนียมหล่อน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 ตัวรถยังมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อบลูทูธมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ My Triumph Connectivity โดยสามารถใช้งานระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เชื่อมต่อการใช้โทรศัพท์และฟังเพลง เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น Trident 660 มีไฟ LED ระบบ ABS โหมดการขี่ Road และ Rain ระบบแทร็คชันคอนโทรล แบบเปิดปิดได้ และคันเร่งไฟฟ้า เพื่อการตอบสนองของคันเร่งที่คมชัดและแม่นยำ รวมถึงหน้าจอสี TFT เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีการติดตั้งระบบป้องกันการโจรกรรมเครื่องยนต์ไว้ในกุญแจ ทั้งนี้ Trident Triple Tribute รุ่นพิเศษ วางจำหน่ายในราคา 319,000 บาท พิเศษ! รับข้อเสนอทางการเงิน 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ 12 แห่งทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Batik สวยแปลกตาด้วยสไตล์จากผ้าบาติก Vespa Primavera Batik เป็นเวสป้าอิดิชันพิเศษที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมแตกต่างและห่างกันไกล กลายเป็นโมเดลที่พิเศษและสวยงามแปลกตาไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์อันสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลาของ เวสป้า Primavera ได้ถูกนำไปผสมผสานเข้ากับลวดลายและธีมของผ้าบาติก เทคนิคการย้อมผ้าและขึ้นลวดลายผ้าของทางอินโดนีเซียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงคุณค่าจนได้รับรางวัลมรดกโลกทางด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากทาง UNESCO จนกลายเป็นโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมา โดยตัวรถจะเลือกใช้สีเขียว Batik Green เป็นสีพื้น พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายจากผ้าบาติกมากถึง 7 แพทเทิร์น ซึ่งเป็นลวดลายที่สื่อถึงความหมายอันเป็นมงคล ได้แก่ ความรุ่งเรืองและต้นกำเนิดของชีวิต พละกำลังและอายุที่ยืนยาว ความเคารพที่มีต่อบรรพบุรุษ สเน่ห์และแรงดึงดูด ความเป็นผู้นำและภูมิปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของทางเวสป้า และเกี่ยวพันลึกซึ้งไปถึงแนวคิดแบบพหุวัฒนธรรม โดยการตกแต่งลวดลายบาติกบนตัวรถเวสป้สนั้นใช้เทคนิคที่เรียกว่า Water Transfer Technology หรือการพิมพ์แบบถ่ายโอนน้ำ หรือแบบฟิล์มลอยน้ำที่ไบเกอร์อย่าง ๆ เราน่าจะรู้จักกันดี โดยมีการตกแต่งในหลายจุด เริ่มต้นกันที่ เนกไทด้านหน้า ฝาช่องเก็บของด้านหน้า บริเวณด้านข้างฟุตบอร์ด และตัวถังด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีเบาะหนังสีน้ำตาลอ่อนเย็บด้วยด้ายสีเขียวให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและสีสันจากชายหาดในวันที่ท้องฟ้าสดใสเป็นใจ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 155 ซีซี 12 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และ แรงบิด 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวและดรัมเบรกที่ด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบไม่ต้องใช้ยางใน และมียางขนาด 110/70 – 12” และ 120/70 – 12” หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการกำหนดราคาแต่อย่างใด แต่คาดว่าคงไม่น่าจะแพงไปกว่าโมเดลปกติมากนัก ทั้งนี้ในไทยเราจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 134,400 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS Adventure ดีไซน์ใหม่ ให้คุณไปได้ไกลกว่า เปิดตัวมาตามนัดกับ BMW R1300GS Adventure ที่ไม่เพียงแค่เพิ่มออปชันเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมเข้ามาด้วย และก็เพื่อให้ไบเกอร์สายลุยหรือสายทัวริ่งไปได้ไกลขึ้น ไปได้สบายขึ้น อย่างเหนือระดับ ไฮไลท์เด่นของเจ้า GSA แบบที่เรานิยมเรียกกันย่อ ๆ โมเดลนี้คือการออกแบบเพื่อให้สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้น และลุยไปได้ไกลยิ่งกว่า ตัวรถก็เลยจะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 ลิตรจากเดิม 19 ลิตร เพื่อให้เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งการดีไซน์ให้มีถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นไปจากโมเดลพื้นฐานแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็ดูแปลกตากว่าที่ผ่าน ๆ มาทุกครั้ง มันโดดเด่นออกมาจากโมเดลพื้นฐานมาก ๆ โดยถังน้ำมันอลูมิเนียมนั้นถูกออกแบบมาให้มันดูบึกบึนแข็งแรงทนทาน ไม่ทำให้ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น แต่เลือกที่จะใช้งานวัสดุที่ดีและใช้งานได้จริง นอกจากนี้จะมีเรื่องของระยะยุบของช่วงล่างที่เพิ่มมากขึ้นอีก 20 ม.ม. เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องของน้ำหนัก และชิลด์หน้าที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงแผ่นกันลมบริเวณด้านข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยป้องกันและสภาพอากาศเลวร้ายได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้มีเสียงลมกวนน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นน้ำหนักของตัวรถก็เลยจะหนักขึ้นเป็น 269 กิโลกรัม (รวมของเหลวและน้ำมัน 90%) เพิ่มขึ้นจากโมเดลพื้นฐานมา 32 กิโลกรัม จากขนาดของถังน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและออปชันเสริมที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นเอง ทั้งนี้ยังมีเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มเข้ามา คือ ระบบ Dynamic Suspension Adjustment หรือระบบโช้คปรับไฟฟ้าอัตโนมัติที่ปรับปรุงใหม่มาให้อีกด้วย (DSA) ซึ่งจะสามารถปรับความหนืด ความแข็ง และชดเชยโหลดได้โดยอัติโนมัติ โดยจะสัมพันธ์กับโหมดการขับขี่ที่เลือกไว้ด้วย นอกจากนี้บีเอ็มดับเบิลยูเองก็มีการเปิดตัวระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์แบบอัตโนมัติหรือ Automated Shift Assistant (ASA) ให้กับรุ่นนี้ด้วยเป็นครั้งแรก แต่จะเป็นออปชันเสริมที่ต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคลัตช์โดยอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อัตโนมัติโดยระบบนี้จะทำงานอิงกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่ได้เลือกไว้ โดยระบบ ASA ที่ว่านี้จะมีโหมดการชิฟต์เกียร์ 2 โหมดด้วยกันคือ โหมด M หรือแมนวลสำหรับให้ผู้ขับขี่ได้เข้าเกียร์เอง ส่วนโหมด D คือโหมดอัตโนมัติ ระบบจะคำนวณหาจุดที่จะเปลี่ยนเกียร์เองด้วยระบบควบคุมเครื่องยนต์ และมีตัวกลไกควบคุมระบบคลัตช์และกลไกการเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ และระบบควบคุมเครื่องยนต์ ประโยชน์ก็คือ ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะสามารถเปลี่ยนได้อย่างสมู้ทราบลื่นไร้การสะดุด ทำให้เร่งความเร็วได้ดีมีประสิทธิภาพหรือว่าขับขี่ได้นิ่งเสถียร มีสมดุลดี และแน่นอนว่าทำให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่นั้นยากลำบาก การที่ไม่ต้องคอยควบคุมคลัตช์ก็ช่วยลดความยากลำบากลงไปด้วย ทั้งนี้ระบบดังกล่าวนี้จะสามารถเลือกติดตั้งกับโมเดลสแตนดาร์ดที่จะจำหน่ายในปี 2025 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ส่วนเรื่องขุมพลังยังคงเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบนอนเช่นเดิม โดยให้กำลังสูงสุดที่ 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งถือว่าทรงพลังที่สุดในตระกูล GS แล้ว เคลมอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ไว้ที่ 3.4 วินาที และท็อปสปีดไม่ได้ระบุชัดเจนทว่าจะได้เกิน 200 กม./ชม. อย่างแน่นอน ขณะที่ระบบกันสะเทือนเองก็จะเหมือนเดิม ด้านหน้าจะเป็นระบบกันสะเทือนแบบ EVO telelever ขณะที่ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบ EVO Paralever มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบที่ด้านหน้า และดิสก์หลังเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ที่ด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบล้อซี่แบบไม่ต้องใช้ยางใน มาพร้อมยางขนาด 120/70 R19 และ 170/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลือก็จะเหมือนกันกับโมเดลแสตนดาร์ด ได้แก่ ระบบไฟ LED รอบคันพร้อมไฟเสริม หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบควบคุมเบรกแบบไดนามิก ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบไดนามิกครูซคอนโทรลพร้อมระบบเบรก ระบบเบรก ABS Pro โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบอุ่นมือ ระบบคีย์เลสไรด์ และระบบตรวจวัดลมยาง สุดท้ายนี้เรื่องของสนนราคาค่าตัวนั้นเริ่มต้นที่ 22,335 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 881,000 บาท ซึ่งเมื่อลองดีดลูกคิดเคาะเครื่องคิดเลขแล้ว มาจำหน่ายในบ้านเราก็น่าจะเริ่มต้นที่ราว ๆ 1,275,000 บาทโดยประมาณ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bajaj Freedom 125 มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส เรียกว่านวัตกรรมได้หรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ แต่เอาเป็นว่า Bajaj Freedom 125 CNG คือมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊สธรรมชาติ และยังปรับมาใช้น้ำมันตามปกติได้อีกด้วย ทางบาจาจเผยว่าการผลิตโมเดลนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก้าวเข้าสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าอย่างแก๊สธรรมชาติ ยั่งยืนกว่า เพื่อโลกและอากาศที่สะอาดกว่า ในขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนยังเข้าไม่ถึงในตอนนี้ ตัวรถมีดีไซน์ในแบบของโมเดิร์นเรโทร มีไฟหน้าทรงกลมพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งแบบราบ แฮนด์บาร์แบบกว้าง ให้ท่านั่งหลังตรง ดูบังคับเลี้ยวและควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ส่วนเรือนไมล์ด้านหน้าจะเป็นกึ่งดิจิทัลกึ่งอนาล็อกพร้อมไฟแจ้งเตือนเมื่อแก๊สใกล้หมด ดูเรียบง่ายประหยัดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ คือทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ เพียงแค่กดปุ่มสลับโหมด โดยจะมีความจุถังน้ำมันแค่เพียง 2 ลิตร และเติมแก๊สได้ทั้งหมด 2 กิโลกรัม ตัวถังแก๊สจะอยู่ด้านใต้เบาะ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 9.3 แรงม้า แรงบิดที่ 9.7 นิวตันเมตร จุดเด่นของระบบแก๊สที่ทางค่ายเคลมเอาไว้คือจะสามารถวิ่งใช้งานได้มากถึง 213 กม. โดยใช้เพียงระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว และถ้ารวมกับน้ำมันด้วยก็ใช้งานได้เพิ่มอีก 117 กิโลเมตร รวมกันเป็น 330 กิโลเมตรเลยทีเดียว ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบเฟรมถัก โดยจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว (เฉพาะรุ่น) ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ล้อจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่มีอะไรให้มา เนื่องจากเป็นรถที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยในแบบที่รถสมัยใหม่เป็นกัน และตัวรถเองก็ไม่ได้ให้พละกำลังอะไรมากนักด้วย สุดท้ายเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่เพียง 42,000 บาทเท่านั้น ส่วยเรื่องการจำหน่ายในบ้านเรานั้น คงไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเป็นแน่แท้ ภาพจาก ndtvprofit.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Trident Triple Tribute เปิดราคาไทย 319,000 บาท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เปิดตัว Trident Triple Tribute โมเดลพิเศษสุดโดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเครื่องยนต์สามสูบระดับตำนานของไทรอัมพ์ และจะวางจำหน่ายเพียง 1 ปีเท่านั้น โมเดลพิเศษนี้มาในรูปแบบลายกราฟิกอันโดดเด่น ในสไตล์เรซซิ่ง เน้นการใช้สีขาว น้ำเงิน และแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ และสะดุดตาหมายเลข ’67’ อันโดดเด่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดับอยู่บนรถจักรยานยนต์ไทรเดนท์ ‘Slippery Sam’ อันโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคันเดียวที่ชนะการแข่งขัน TT ถึง 5 ครั้งเป็นระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1975 ตัวรถยังมีชิลด์หน้าและแผงใต้ท้องรถที่สีเข้าชุดกัน นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์โลโก้ไทรอัมพ์ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และการติดโลโก้บนฝาปิดช่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แคลมป์แฮนด์และแผงหน้าปัด รวมถึงตราสัญลักษณ์ Trident อะลูมิเนียมฝังพร้อมการตกแต่งรายละเอียด ฝาครอบหม้อน้ำสีเดียวกับตัวรถ ปลอกแฮนด์และการ์ดพักเท้าแบบอะลูมิเนียม ตัวป้องกันโช้คสีเดียวกับตัวรถ แฮนด์รถอะลูมิเนียมทรงเรียว และกระจกทรงหยดน้ำ พร้อมล้ออะลูมิเนียมหล่อแบบห้าก้านสีดำ น้ำหนักเบา ช่วยเติมเต็มลุคที่สะดุดตา เครื่องยนต์สามสูบเรียง 660 ซีซี ให้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของแรงบิดรอบต่ำ ช่วงกลาง และพละกำลังสูงสุด อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์สามจังหวะที่ทุ้มลึกโดดเด่นมาจากท่อขนาดเล็กและมินิมอล พร้อมด้วยปลายท่อสเตนเลสสตีลระดับพรีเมียม และยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบ พร้อมการส่งผ่านราบรื่น รวมถึงให้แรงบิดสูงสุด 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ มีระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมอัตราทดเกียร์ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่เป็นเรื่องง่ายและสนุกสนาน ทั้งยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และมีระบบ Autoblipper เมื่อเปลี่ยนเกียร์ลง เพื่อความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa สีดำที่ให้ระยะยุบตัวของล้อหน้า 120 มม. และโช้คหลัง RSU แบบโมโนช็อคของ Showa รองรับการปรับตั้งค่าพรีโหลด ซึ่งมีระยะยุบตัวของล้อหลังที่ 133.5 มม. ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin สองลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม. ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Nissin กับดิสก์เบรกเดี่ยว ส่วนล้อจะเป็นล้ออะลูมิเนียมหล่อน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้วกับยางขนาด 120/70 R17 และ 180/55 R17 ตัวรถยังมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อบลูทูธมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ My Triumph Connectivity โดยสามารถใช้งานระบบนำทางแบบ Turn-by-turn เชื่อมต่อการใช้โทรศัพท์และฟังเพลง เป็นการยกระดับเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับผู้ขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น Trident 660 มีไฟ LED ระบบ ABS โหมดการขี่ Road และ Rain ระบบแทร็คชันคอนโทรล แบบเปิดปิดได้ และคันเร่งไฟฟ้า เพื่อการตอบสนองของคันเร่งที่คมชัดและแม่นยำ รวมถึงหน้าจอสี TFT เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มีการติดตั้งระบบป้องกันการโจรกรรมเครื่องยนต์ไว้ในกุญแจ ทั้งนี้ Trident Triple Tribute รุ่นพิเศษ วางจำหน่ายในราคา 319,000 บาท พิเศษ! รับข้อเสนอทางการเงิน 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 – 31 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ 12 แห่งทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Batik สวยแปลกตาด้วยสไตล์จากผ้าบาติก Vespa Primavera Batik เป็นเวสป้าอิดิชันพิเศษที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมแตกต่างและห่างกันไกล กลายเป็นโมเดลที่พิเศษและสวยงามแปลกตาไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์อันสวยงามไร้ซึ่งกาลเวลาของ เวสป้า Primavera ได้ถูกนำไปผสมผสานเข้ากับลวดลายและธีมของผ้าบาติก เทคนิคการย้อมผ้าและขึ้นลวดลายผ้าของทางอินโดนีเซียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและทรงคุณค่าจนได้รับรางวัลมรดกโลกทางด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากทาง UNESCO จนกลายเป็นโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมา โดยตัวรถจะเลือกใช้สีเขียว Batik Green เป็นสีพื้น พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายจากผ้าบาติกมากถึง 7 แพทเทิร์น ซึ่งเป็นลวดลายที่สื่อถึงความหมายอันเป็นมงคล ได้แก่ ความรุ่งเรืองและต้นกำเนิดของชีวิต พละกำลังและอายุที่ยืนยาว ความเคารพที่มีต่อบรรพบุรุษ สเน่ห์และแรงดึงดูด ความเป็นผู้นำและภูมิปัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับค่านิยมของทางเวสป้า และเกี่ยวพันลึกซึ้งไปถึงแนวคิดแบบพหุวัฒนธรรม โดยการตกแต่งลวดลายบาติกบนตัวรถเวสป้สนั้นใช้เทคนิคที่เรียกว่า Water Transfer Technology หรือการพิมพ์แบบถ่ายโอนน้ำ หรือแบบฟิล์มลอยน้ำที่ไบเกอร์อย่าง ๆ เราน่าจะรู้จักกันดี โดยมีการตกแต่งในหลายจุด เริ่มต้นกันที่ เนกไทด้านหน้า ฝาช่องเก็บของด้านหน้า บริเวณด้านข้างฟุตบอร์ด และตัวถังด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีเบาะหนังสีน้ำตาลอ่อนเย็บด้วยด้ายสีเขียวให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและสีสันจากชายหาดในวันที่ท้องฟ้าสดใสเป็นใจ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 155 ซีซี 12 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และ แรงบิด 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีถังน้ำมันขนาด 8 ลิตร ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวและดรัมเบรกที่ด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบไม่ต้องใช้ยางใน และมียางขนาด 110/70 – 12” และ 120/70 – 12” หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการกำหนดราคาแต่อย่างใด แต่คาดว่าคงไม่น่าจะแพงไปกว่าโมเดลปกติมากนัก ทั้งนี้ในไทยเราจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 134,400 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS Adventure ดีไซน์ใหม่ ให้คุณไปได้ไกลกว่า เปิดตัวมาตามนัดกับ BMW R1300GS Adventure ที่ไม่เพียงแค่เพิ่มออปชันเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมเข้ามาด้วย และก็เพื่อให้ไบเกอร์สายลุยหรือสายทัวริ่งไปได้ไกลขึ้น ไปได้สบายขึ้น อย่างเหนือระดับ ไฮไลท์เด่นของเจ้า GSA แบบที่เรานิยมเรียกกันย่อ ๆ โมเดลนี้คือการออกแบบเพื่อให้สามารถขับขี่เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้น และลุยไปได้ไกลยิ่งกว่า ตัวรถก็เลยจะมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 ลิตรจากเดิม 19 ลิตร เพื่อให้เดินทางได้ไกลยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งการดีไซน์ให้มีถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นไปจากโมเดลพื้นฐานแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็ดูแปลกตากว่าที่ผ่าน ๆ มาทุกครั้ง มันโดดเด่นออกมาจากโมเดลพื้นฐานมาก ๆ โดยถังน้ำมันอลูมิเนียมนั้นถูกออกแบบมาให้มันดูบึกบึนแข็งแรงทนทาน ไม่ทำให้ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น แต่เลือกที่จะใช้งานวัสดุที่ดีและใช้งานได้จริง นอกจากนี้จะมีเรื่องของระยะยุบของช่วงล่างที่เพิ่มมากขึ้นอีก 20 ม.ม. เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องของน้ำหนัก และชิลด์หน้าที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงแผ่นกันลมบริเวณด้านข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยป้องกันและสภาพอากาศเลวร้ายได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้มีเสียงลมกวนน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นน้ำหนักของตัวรถก็เลยจะหนักขึ้นเป็น 269 กิโลกรัม (รวมของเหลวและน้ำมัน 90%) เพิ่มขึ้นจากโมเดลพื้นฐานมา 32 กิโลกรัม จากขนาดของถังน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและออปชันเสริมที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นเอง ทั้งนี้ยังมีเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มเข้ามา คือ ระบบ Dynamic Suspension Adjustment หรือระบบโช้คปรับไฟฟ้าอัตโนมัติที่ปรับปรุงใหม่มาให้อีกด้วย (DSA) ซึ่งจะสามารถปรับความหนืด ความแข็ง และชดเชยโหลดได้โดยอัติโนมัติ โดยจะสัมพันธ์กับโหมดการขับขี่ที่เลือกไว้ด้วย นอกจากนี้บีเอ็มดับเบิลยูเองก็มีการเปิดตัวระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์แบบอัตโนมัติหรือ Automated Shift Assistant (ASA) ให้กับรุ่นนี้ด้วยเป็นครั้งแรก แต่จะเป็นออปชันเสริมที่ต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคลัตช์โดยอัตโนมัติ พูดง่าย ๆ คือไม่ต้องกำคลัตช์อีกต่อไป ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อัตโนมัติโดยระบบนี้จะทำงานอิงกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่ได้เลือกไว้ โดยระบบ ASA ที่ว่านี้จะมีโหมดการชิฟต์เกียร์ 2 โหมดด้วยกันคือ โหมด M หรือแมนวลสำหรับให้ผู้ขับขี่ได้เข้าเกียร์เอง ส่วนโหมด D คือโหมดอัตโนมัติ ระบบจะคำนวณหาจุดที่จะเปลี่ยนเกียร์เองด้วยระบบควบคุมเครื่องยนต์ และมีตัวกลไกควบคุมระบบคลัตช์และกลไกการเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ และระบบควบคุมเครื่องยนต์ ประโยชน์ก็คือ ไม่ว่าจะโหมดไหนก็จะสามารถเปลี่ยนได้อย่างสมู้ทราบลื่นไร้การสะดุด ทำให้เร่งความเร็วได้ดีมีประสิทธิภาพหรือว่าขับขี่ได้นิ่งเสถียร มีสมดุลดี และแน่นอนว่าทำให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงในกรณีที่สถานการณ์การขับขี่นั้นยากลำบาก การที่ไม่ต้องคอยควบคุมคลัตช์ก็ช่วยลดความยากลำบากลงไปด้วย ทั้งนี้ระบบดังกล่าวนี้จะสามารถเลือกติดตั้งกับโมเดลสแตนดาร์ดที่จะจำหน่ายในปี 2025 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ส่วนเรื่องขุมพลังยังคงเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ 2 สูบนอนเช่นเดิม โดยให้กำลังสูงสุดที่ 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งถือว่าทรงพลังที่สุดในตระกูล GS แล้ว เคลมอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ไว้ที่ 3.4 วินาที และท็อปสปีดไม่ได้ระบุชัดเจนทว่าจะได้เกิน 200 กม./ชม. อย่างแน่นอน ขณะที่ระบบกันสะเทือนเองก็จะเหมือนเดิม ด้านหน้าจะเป็นระบบกันสะเทือนแบบ EVO telelever ขณะที่ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบ EVO Paralever มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบที่ด้านหน้า และดิสก์หลังเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ที่ด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อแบบล้อซี่แบบไม่ต้องใช้ยางใน มาพร้อมยางขนาด 120/70 R19 และ 170/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เหลือก็จะเหมือนกันกับโมเดลแสตนดาร์ด ได้แก่ ระบบไฟ LED รอบคันพร้อมไฟเสริม หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบควบคุมเบรกแบบไดนามิก ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบไดนามิกครูซคอนโทรลพร้อมระบบเบรก ระบบเบรก ABS Pro โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบอุ่นมือ ระบบคีย์เลสไรด์ และระบบตรวจวัดลมยาง สุดท้ายนี้เรื่องของสนนราคาค่าตัวนั้นเริ่มต้นที่ 22,335 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 881,000 บาท ซึ่งเมื่อลองดีดลูกคิดเคาะเครื่องคิดเลขแล้ว มาจำหน่ายในบ้านเราก็น่าจะเริ่มต้นที่ราว ๆ 1,275,000 บาทโดยประมาณ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bajaj Freedom 125 มอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊ส เรียกว่านวัตกรรมได้หรือไม่ เราก็ไม่แน่ใจ แต่เอาเป็นว่า Bajaj Freedom 125 CNG คือมอเตอร์ไซค์คันแรกของโลกที่ใช้แก๊สธรรมชาติ และยังปรับมาใช้น้ำมันตามปกติได้อีกด้วย ทางบาจาจเผยว่าการผลิตโมเดลนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นอิสระจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก้าวเข้าสู่เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าอย่างแก๊สธรรมชาติ ยั่งยืนกว่า เพื่อโลกและอากาศที่สะอาดกว่า ในขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าที่หลาย ๆ คนยังเข้าไม่ถึงในตอนนี้ ตัวรถมีดีไซน์ในแบบของโมเดิร์นเรโทร มีไฟหน้าทรงกลมพร้อมกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ตัวรถมีเบาะนั่งแบบราบ แฮนด์บาร์แบบกว้าง ให้ท่านั่งหลังตรง ดูบังคับเลี้ยวและควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ส่วนเรือนไมล์ด้านหน้าจะเป็นกึ่งดิจิทัลกึ่งอนาล็อกพร้อมไฟแจ้งเตือนเมื่อแก๊สใกล้หมด ดูเรียบง่ายประหยัดและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ระบบ คือทั้งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ เพียงแค่กดปุ่มสลับโหมด โดยจะมีความจุถังน้ำมันแค่เพียง 2 ลิตร และเติมแก๊สได้ทั้งหมด 2 กิโลกรัม ตัวถังแก๊สจะอยู่ด้านใต้เบาะ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 9.3 แรงม้า แรงบิดที่ 9.7 นิวตันเมตร จุดเด่นของระบบแก๊สที่ทางค่ายเคลมเอาไว้คือจะสามารถวิ่งใช้งานได้มากถึง 213 กม. โดยใช้เพียงระบบแก๊สเพียงอย่างเดียว และถ้ารวมกับน้ำมันด้วยก็ใช้งานได้เพิ่มอีก 117 กิโลเมตร รวมกันเป็น 330 กิโลเมตรเลยทีเดียว ช่วงล่างไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบเฟรมถัก โดยจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกและโช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว (เฉพาะรุ่น) ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ล้อจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่มีอะไรให้มา เนื่องจากเป็นรถที่เน้นความประหยัดเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยในแบบที่รถสมัยใหม่เป็นกัน และตัวรถเองก็ไม่ได้ให้พละกำลังอะไรมากนักด้วย สุดท้ายเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 95,000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่เพียง 42,000 บาทเท่านั้น ส่วยเรื่องการจำหน่ายในบ้านเรานั้น คงไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายเป็นแน่แท้ ภาพจาก ndtvprofit.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Panigale V4 Tricolore Italia 163 คันทั่วโลก คันนี้ 5.3 ล้าน มีเจ้าของแล้ว สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการเปิดตัวซูเปอร์ไบค์รุ่นพิเศษ 2025 Panigale V4 Tricolore Italia ซึ่งเป็นมากกว่ารถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของแบรนด์อิตาลีบนเวทีระดับโลก โดยผลิตเพียง 163 คันทั่วโลก และเพื่อเป็นเกียรติแก่ 163 โพเดียม ที่ Ducati สามารถกวาดชัยชนะมาได้ในปี 2023 ทั้งจากการแข่งขันทั้งใน MotoGP และ WorldSBK ดีไซน์: สะท้อนจิตวิญญาณความเป็นอิตาเลียนพร้อมชุดสีไตรคัลเลอร์ Panigale V4 Tricolore Italia โดดเด่นด้วยชุดแฟริ่งลวดลาย ธงชาติอิตาลี (Tricolore) ซึ่งพัฒนามาจากรถแข่ง Desmosedici GP23 และ Panigale V4 R ของทีมโรงงาน ทั้งใน MotoGP และ WorldSBK โดยผสมผสานความงามในแบบ “Racing DNA” และความภาคภูมิใจในชาติอิตาลี ลายกราฟิก Mugello ที่ใส่ในสีของรถแข่ง MotoGP 2024 เบาะนั่งพิเศษปักคำว่า “Campioni del Mondo” พร้อมปีแห่งชัยชนะ โลโก้ “Ducati Corse” พิเศษบนถังน้ำมัน แผงคอบนแกะสลักหมายเลขประจำคัน (Limited Number) เครื่องยนต์และเทคโนโลยี: สมรรถนะระดับแชมป์โลก รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานจาก Panigale V4 S MY25 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V4 Desmosedici Stradale 1,103 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังทะลุ 215 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที โช้คหน้า Öhlins NPX-30 ขนาด 43 มม. ปรับได้เต็มที่พร้อมการเคลือบ TiN ระบบปรับการบีบอัดและการคืนตัวแบบอิเล็กทรอนิกส์ โช้คหลัง Öhlins TTX36 (SV) S-EC 3.0 ที่ปรับได้เต็มที่ ระบบปรับการหน่วงการบีบอัดและการคืนตัวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ล้อฟอร์จอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาพร้อมยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP-V4 ระบบเบรกหน้า Brembo Stylema R กันสะบัด Öhlins ความพิเศษแบบ “คันเดียวในไทย” พร้อมกันนี้ เราได้รับข้อมูลภายในมาว่า ในจำนวนทั้ง 163 คันทั่วโลก Ducati ประเทศไทยได้รับโควตาเพียง 1 คันเท่านั้น ทำให้ Panigale V4 Tricolore Italia กลายเป็นสุดยอดของหายากสำหรับนักสะสมและแฟน Ducati ตัวจริง ด้วยราคาประมาณ 5.3 ล้านบาท พร้อมทะเบียนแท้ เอาหล่ะ..ไม่ลุ้นกันใครจะได้ไป!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville Bobber TFC พรีเมียม โครตแรร์เพียง 750 ในโลก จัดว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงานมอเตอร์โชว์ 2025 สำหรับรถครูเซอร์รุ่นตำนานจากค่ายผู้ดีอังกฤษอย่าง Triumph Bonneville Bobber TFC ลิมิเต็ดอิดิชันสุดพิเศษเพียง 750 คันในโลก พร้อมเปิดให้จองภายในงานกับราคาเพียง 789,000 บาท ถูกสาวกสายคัสตอมอย่างแน่นอน เพื่อที่จะสืบทอดมรดกจาก Triumph Factory Custom แสดงถึงความเป็นบ็อบเบอร์คัสตอมอย่างแท้จริง โมเดลรุ่นดังกล่าวมาพร้อมกับลักษณะที่โดดเด่นด้วยลวดลายสุดพรีเมียม ออกแบบสีทูโทนที่จัดทำขึ้นพิเศษ เน้นลวดลายสีทองวาดด้วยมือ ซึ่งช่วยยกระดับความงามของรุ่นนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เอาหล่ะพรรณนามานาน ง่าย ๆ ก็คือ สีดำคาดทองนั่นแหล่ะครับ แต่มันสวยจริง ๆ สำหรับใครที่เป็นเอฟซีสาย Bonneville หรือรถครูเซอร์ คาดว่าน่าจะชอบรุ่นนี้ อย่างที่ตาเห็น..รถครูเซอร์กับความงดงามมักเป็นของอะไรที่คู่กันเหมือนคู่รักหนุุ่มสาว และรุ่นนี้ออกแบบถือว่าตอบโจทย์ตรงประเด็นทุกความต้องการ แถมใส่ใจในรายละเอียดด้วยการออกแบบส่วนประกอบอาทิ ตัวถังคาร์บอนเคลือบเงา พาร์ทชุบผิวสีทอง ใส่ท่อ Akrapovic ทรงใหม่ตรงรุ่น เบาะหนังลายนูนประทับตราไทรอัมพ์ ถังน้ำมันมีลายเซ็นศิลปิน ล้อซี่ คาร์ลิเปอร์ Brembo โช้คอโนไดซ์สีทอง โช้คเดี่ยวสีดำรุ่น Ohlins พร้อมเพลทรันนัมเบอร์พิเศษเพียง 750 คันเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์สูบคู่ขนาด 1,200 ซีซี สามารถให้กำลังสูงสุดได้ที่ช่วงรอบต่ำ มีแรงม้าสูงสุดที่ 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบ แรงบิด 106 นิวตันเมตรที่ 3,750 เพื่อการตอบสนองที่เหลือเฟือและเร้าใจ นอกจากนี้ยังมีคันเร่งไฟฟ้า มีโหมดการขับขี่สามารถคัสตอมได้ 3 แบบทั้ง Road,Rain และโหมด Sport ใหม่ เพื่อตอบสนองคันเร่งได้ในทันที โดยรุ่น TFC นี้ได้รับการปรับจูนให้พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวและอารมณ์ของผู้ขับขี่ เครื่องยนต์ยังคงร้อนแรง เป็นเสน่ห์เอกลักษณ์ตามฉบับรถค่ายผู้ดีจากอังกฤษ เสริมด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเพื่อการควบคุมที่ง่ายดายขึ้น ทั้งระบบควบคุมการยึดเกาะถนนหรือแทร็คชันคอนโทรลช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยและหน้าจออนาล็อกผสมแอลซีดี ไฟท้ายมัลติฟังก์ชันติดตั้งมาให้ รวมถึงระบบอื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น ให้มันดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นี่คือครูเซอร์ที่น่าสะสมอีกหนึ่งรุ่นหรือจะเอาไปขี่หล่อ ๆ ก็แมทกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมกันนี้ทางบูธไทนอัมพ์ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับโปรโมชันรถ หากใครที่กำลังสนใจรถ Bonneville รุ่นนี้ก็ลองไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานได้ที่บูธภายในงาน หรือติดต่อศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิลส์ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Aleix Espargaro จากนักบิด MotoGP สู่ Pro-Tour 2025 Aleix Espargaro จาก MotoGP สู่ Pro-Tour อดีตนักบิด MotoGP ทีมชาติอาพริเลีย เตรียมเข้าร่วมทีมปั่นจักรยาน Lidl-Trek ในปีหน้า หลังเพิ่งประกาศเลิกแข่งมอเตอร์ไซค์เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งอเล็กซ์ เคยคว้าชัยชนะใน MotoGP ได้ 3 ครั้งตลอดอาชีพ 15 ปีบนรถจักรยานยนต์ @aleixespargaro Hello @Lidl-Trek family 💙❤️💛 . Muy feliz de formar parte de este proyecto en este mundo que tanto me mola!! Let’s go buddies 🚀. #aleixespargaro #deportesentiktok #ciclismo #41 #lidltrek #procycling ♬ Get Ready – Steve Aoki Vocal Radio Edit – 2 Unlimited นักบิดวัย 35 ปีจะเริ่มสัญญากับ Lidl-Trek ตั้งแต่ต้นปี โดยเขาจะเข้าร่วมทีมในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์สำหรับการแข่งขันจักรยานระดับ “Prestigious” ซึ่งยังไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน นอกจากหน้าที่ในทีม Lidl-Trek แล้ว เขายังรับตำแหน่งใหม่ในฐานะนักทดสอบให้กับโครงการ MotoGP ของ HRC อีกด้วย ซึ่งเขาเริ่มต้นบทบาทนี้ในการทดสอบอย่างเป็นทางการที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจบการแข่งขัน Solidarity Grand Prix ซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล MotoGP “ผมตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมครอบครัว Lidl-Trek ซึ่งเป็นบ้านของนักปั่นจักรยานที่ดีที่สุดในโลกบางคน” เอสปาร์กาโรกล่าว “หลังจากที่ผมบาดเจ็บที่หลังจนต้องเลิกวิ่ง ผมจึงหันมาปั่นจักรยานเพื่อการฟื้นฟูและการฝึกซ้อม “เมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นมากกว่าการเตรียมตัว แต่มันกลายเป็นความหลงใหลของผม “การใช้ชีวิตในอันดอร์รา ทำให้ผมได้สร้างมิตรภาพกับนักปั่นมืออาชีพหลายคน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมฝึกซ้อมในระดับที่สูงขึ้น” เพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาประกอบด้วยผู้ชนะ Giro d’Italia อย่าง เทา จีโอเกแกน ฮาร์ต, นักปั่นชาวเบลเยียม ทิม เดอแคลร์ค และแชมป์โลกประเภทถนนปี 2019 แมดส์ พีเดอร์เซน “การทำงานร่วมกับ อเล็กซ์ จะเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักปั่นรุ่นใหม่ของเรา” ลูกา เกอร์ซิเลนา ผู้จัดการทั่วไปของ Lidl-Trek กล่าว “เรารู้ว่าเขาเป็นนักปั่นที่แข็งแกร่งและมีความหลงใหล แต่เขายังนำประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างมาสู่ทีมได้ เขาสามารถช่วยให้นักกีฬารุ่นใหม่ของเราเข้าใจและรับมือกับความกดดันที่มาพร้อมกับการแข่งขันในระดับสูงสุด” การแข่งขันใหญ่รายการแรกของฤดูกาลปั่นจักรยานปี 2025 คือ Tour Down Under ในออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 21-26 มกราคม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin เผยสามนักบิดมีส่วนทำให้แกร่งขึ้น Jorge Martin แชมป์โลกคนล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาเผยถึงสามนักแข่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เจ้าตัวแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถเค้นฟอร์มเก่ง แล้วทะยานไปสู่ตำแหน่งแชมป์ MotoGP ฤดูกาล 2024 ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาให้เครดิตแก่นักแข่งสามคนที่เป็นคู่แข่งในศึกชิงแชมป์ MotoGP ในฤดูกาลที่ผ่านมาที่ทำให้เจ้าตัว ‘เป็นนักแข่งที่แกร่งขึ้น’ ระหว่างเส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์โลกปี 2024 ซึ่งการคว้าแชมป์ในหนนี้ เป็นการได้แชมป์ในการแข่งขันคลาสสูงสุดครั้งแรกของเจ้าตัวโดยอดีตนักแข่งทีม Pramac สามารถคว้าแชมป์ได้เหนือคู่แข่งด้วยคะแนนนำ 10 แต้ม 5 อันดับแรกของการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2024 อันดับ นักแข่ง ทีม คะแนน 1 Jorge Martín Prima Pramac Racing 508 คะแนน 2 Francesco Bagnaia Ducati Lenovo Team 498 คะแนน 3 Marc Márquez Gresini Racing MotoGP 392 คะแนน 4 Enea Bastianini Ducati Lenovo Team 386 คะแนน 5 Brad Binder Red Bull KTM Factory Racing 217 คะแนน เป้กโก้ บัญญาย่า, มาร์ก มาร์เกซ และ อิเนีย บาสเตียนินี่ สามนักแข่งที่มาร์ตินออกมาเผยว่า เป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์รายการ MotoGP เป็นหนแรกของเจ้าตัว “เป้กโก้, มาร์ก และอิเนีย ทั้งสามคนทำให้ผมเป็นนักแข่งที่เก่งขึ้น พวกเราทำให้ผมต้องทุ่มเททุกอย่างที่มี เมื่อไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ก็จะมีอีกคนที่ผมต้องเอาชนะให้ได้ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด “มันเป็นตำแหน่งแชมป์ที่สามารถคว้าชัยมาได้อย่างยากลำบาก เราสามารถสร้างสถิติเก็บคะแนนเป็นประวัติศาสตร์ (สามารถคว้าแชมป์ด้วยคะแนน 508 คะแนน) ซึ่งผมสามารถบอกได้เลยว่าความเข้มข้นของการแข่งขันนั้นสูงมาก การที่ผมสามารถเอาชนะพวกเขาได้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก” การแข่งขันในฤดูกาลหน้า แชมป์โลกคนปัจจุบันได้ย้ายต้นสังกัดไปอยู่กับ Aprilia Racing ในการป้องกันแชมป์ในปี 2025 ซึ่งการเปิดตัวทีมแข่งในฤดูกาล 2025 อย่างเป็นทางการของทีม Aprilia Racing จะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนมกราคม 2025 ซึ่งคาดการณ์ว่านักแข่งชาวสเปนรายนี้อาจเปลี่ยนหมายเลขจาก #89 เป็นหมายเลข #1 พร้อมเปิดตัวทีมเมทอย่าง มาร์โก เบซเซคคี่ นักบิดชาวอิตาเลียน ที่ย้ายมาจากทีม VR46 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ana Carrasco ย้ายซบรังนก ยกระดับสู่ WorldSSP 2025 ถึงข่าวคราวของฝั่งนักบิดหญิงแกร่ง Ana Carrasco 2025 ที่เคยคว้าแชมป์ WorldSSP300 ในปี 2018 และพึ่งประเดิมคว้าแชมป์โลกหญิง WorldWCR คนแรก ครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมาหยก ๆ ล่าสุด เจ้าตัวก็พร้อมที่จะลุยตามความฝันด้วยการยกระดับเพื่อร่วมแข่งขันในศึกระดับโลกจากทางฝั่งซูเปอร์สปอร์ตอย่าง WorldSSP ฤดูกาล 2025 ด้วยตัวแข่ง CBR600RR ร่วมกับทีม Honda France ถือเป็นการย้ายจากบ้านเก่าสู่บ้านใหม่ ซึ่งเอฟซีจากทางฝั่งส้อมเสียงอาจมีนอยบ้างเล็กน้อย เพราะต้องสูญนักบิดฝ่ายหญิงทัพหน้าของวงการไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งโปรเจ็กต์ครั้งนี้เธอจะร่วมกับนักบิดทีมเมทชาวฝรั่งเศสวัย 26 ปี อย่าง Corentin Perolari ผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนในวงการ World SSP มาก่อน และเคยทำผลงานอันน่าประทับใจในปี 2019 และปี 2020 “ฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกับฮอนด้าในโปรเจ็กต์นี้ ฮอนด้าเป็นโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเกียรติสำหรับฉันที่ได้แข่งในฤดูกาลนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับทีมแข่งสังกัดใหม่ อย่างไรต้องขอขอบคุณทางฮอนด้าทางฝั่งยุโรปและฝรั่งเศสที่เชื่อมั่นในฝีมือ ฉันต้องการเรียนรู้ให้เร็วที่สุดในระหว่างฤดูกาลและทำอันดับผลงานให้ดีที่สุด” แอนนา กล่าว Perolari กล่าวว่า “ผมดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน World Supersport โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นตัวแทนของแบรนด์ Honda ซึ่งผมชื่นชอบมาก ทีมงานทุกคนสามารถไว้วางใจผมในการทำผลงานที่ดีที่สุดในทุกการแข่งขัน” Bruno Skotnicki ผู้รับผิดชอบด้านการแข่งขันของ Honda France กล่าวว่า “ฮอนด้า กำลังเซ็ตติ้งโปรแกรมในระยะ Long Term โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์ นักแข่ง และทีมงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสูงสุดของประเภทนี้” การเข้าร่วมของ Carrasco และ Perolari ภายใต้สังกัดทีม Honda France ใน WorldSSP 2025 จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความมุ่งมั่นที่จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จในฤดูกาลที่จะมาถึง โดยการแข่งขันในฤดูกาล 2025 จะเริ่มแข่งสนามแรกที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ ออสเตรเลีย วันที่ 21 – 23 กุมภาพันธ์ 2568 อย่าลืมเชียร์และติดตามนักแข่งในดวงใจของท่าน แล้วพบกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4 Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

หลังจากเปิดตัวไป เสียงตอบรับก็ไม่น้อย วันนี้ได้มีโอกาสเห็น 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT ตัวจริงเสียที ต้องบอกเลยว่าสวยสำคำร่ำรือ และตัวรถเองมีการอัพสเปคซีซี เพิ่มมากขึ้นพร้อมยัดเทคโนโลยีใหม่ๆใส่เข้าไปเพียบเลย ทางด้านรูปร่างหน้าตา ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่พอสังเกตได้ แต่ก็ยังอยู่ในเค้าโครงเดิมไม่เปลี่ยนไปมาก ไฟหน้าเปลี่ยนใหม่ที่มี เดย์ไลท์เพิ่มเข้ามาให้มีแววตาความดุ มากขึ้น และก็สวยมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับระบบส่องสว่างที่เป็นแบบ ไฟ LED ทั้งคัน แฟริ่งตัวรถมีการออกแบบใหม่เกือบจะทั้งหมด ทำให้น้ำหนักตัวรถลดลงเกือบ 2 กิโลกรัม จะอยู่ที่ 226 กิโลกรัมในรุ่นของเกียร์ธรรมดา สำหรับรุ่น DCT จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 236 กิโลกรัม ส่วนเพิ่มเติมจากรุ่นธรรมดาอยู่ที่ 10 กิโลกรัม เลือกเอาตามใจได้เลย คนละฟิว!! สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของคันนี้เลยก็ว่าได้นั้นก็คือเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่สามารถเอานิ้วสัมผัสเลือกเมนูและเปลี่ยนการตั่งค่าต่างๆได้อย่างง่ายๆ พร้อมกับรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เห็นจอแล้วใจสั่น มาดูต่อที่เครื่องยนต์ที่มี ขนาดความจุซีซีที่เพิ่มขึ้นเป็น 1084 ซีซี จำนวนลูกสูบเท่าเดิม 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 101 แรงม้าที่ 7500 รอบ/นาที แรงบิด 105 นิวตันเมตร ที่ 6250 รอบ/นาที ตัวธรรมดาเป็นเกียร์ 6 สปีด สำหรับ DCT ก็มีเกียร์เท่ากัน พร้อมกับมี โหมด Sports มาให้เล่นเพิ่มอีก 3 ระดับ ในรุ่นใหม่ 2020 Honda Africa Twin 1100 DCT มีแกน IMU เข้ามาช่วยการจับการเคลื่อนไหว คำนวนค่าองศาต่างๆของตัวรถอีกด้วย ทำให้เราสามารถที่จะขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบ HSTC ที่มาช่วยให้เพิ่มกำลังได้อีก 7 ระดับ รับรองได้เลยว่า ขับขี่ได้สนุกขึ้นกว่าตัวเก่าอย่างแน่นอน Riding Mode อีก 4 โหมด – Urban – Tour – Gravel – Off Road เพิ่มเทคโนโลยี Wheelie Control กันยกที่สามารถปรับได้ 3 ระดับ (นึกว่ารถ สปอร์ต) ถังบรรจุเชื้อเพลิงมีขนาด 18.8 ลิตร ระบบช่วงล่างหน้าแบบ Up side down 45 มิลลิเมตร ของ Showa สวิงอาร์มหลังแบบคู่ทำงานคู่กับโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa เช่นเดียวกับโช้คหน้า ระบบขับเคลื่อนด้วยโซ่ เหมาะสำหรับสายลุย เซอร์วิสง่าย วงหน้าหน้ามีขนาด 21 นิ้ว มาพร้อมกับเบรคหน้าแบบดิสคู่ Floating เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 310 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์เบรคหน้าแบบ เรเดี้ยนเมาส์ nissin 4 พอร์ท และล้อหลังที่มีขนาด 18 นิ้ว ที่ติดเบรคหลังแบบดิส ขนาด 256 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ 1 สูบพร้อมกับระบบ ABS แบบเปิดปิดได้ มาจากโรงงาน สำหรับคนไทยที่รอเจ้า CRF1100L 2020 อดใจรออีกหน่อยของดีฟังก์ชั่นเต็มกำลังจะมา แล้วพวกคุณจะเอ็นจอยกับมันไม่ใช่น้อยเลยละครับ ซีซีเพิ่มขึ้น ลูกเล่นเทคโนโลยีจัดมาให้เต็มๆจากโรงงาน ทั้งความปลอดภัยและสมรรถนะตัวรถ ต้องตอบโจทย์สายลุยอย่างแน่นอนรอฟังราคา อย่างเดียวมีสะดุ้งแน่นอน รู้มือ..สายนี้!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยในงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับการ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ในครั้งนี้ที่ถูกแต่งหน้า เสริมหล่อ ต้องบอกว่าดูดีขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง สำหรับรถ Naked คันนี้ถือว่าดูดีขึ้นจริงๆ มาดูกันที่รุปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ไฟหน้าที่ดูเหมือนจะคล้ายๆกับทรงเดิมแต่มีการเพิ่มเดย์ไลท์เข้ามาเสริมหล่อ รวมไปถึงสีตัวแฟริ่งและโครงที่เป็นเฟรมทักออกแบบมาให้ลงตัวกับ สีขาว เขียว ดำ ดูหรูหรามากขึ้นเป็นกอง มาดูกันต่อ สำหรับเรือนใหม่ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เป็นหน้าจอสีแบบ TFT ที่ให้ความสว่าง ชัดเจน ล้ำสมัยอินเทรนกันไปในยุคนี้ ออกแบบมาได้อย่างอย่างลงตัวสวยงาม ยังมีเพียงแค่ไฟสถานะบางจุด ยังอยู่บนขอบหน้าจอเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ดูหล่อไม่แพ้ใครแล้ว มาดูกันที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมือที่มีปุ่ม Key ไว้กดเลื่อนการตั้งค่าบนหน้าจอ TFT เพิ่มขึ้น ง่ายต่อการใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งไฟเลี้ยว แตร ไฟสูง และไฟฉุกเฉิน แถมยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั้นก็คือ สามารถที่จะเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่าน Smart phone ง่ายต่อการสื่อสารขณะขับขี่ ปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน ยังคงไว้ซึ้งความเป็น Z Edition ไฟท้าย LED รูปตัว Z ที่มองยังไงก็รู้ว่าเป็น Z Edition ดูหรูหรา มาดูกันที่เครื่องยนต์ ที่เป้นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีกำลังอัด 11.8.1 มีแรงม้าจากเครื่องยนต์ 125 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 9500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 98.6 นิวตันเมตร ที่ 7700 รอบ/นาที เกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมกับถังบรรจุเชื้อเพลิงขนาด 17 ลิตร Riding mode ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับตัว Z900 2020 – Road – Sport ตัวเฟรมถัก มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาออกแบบมาได้สวยงาม รวมไปถึงการทำสีเขียวเหลือบมุกเหลือง ทำให้รู้สึกมีสีสันสวยงามมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 212 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้า ที่เป็นแบบ UP side down ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.ที่สามารถปรับค่าความหนืดและความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ทำให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้เหมาะสมกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ระบบเบรคหน้า แบบดิสเบรค Floating ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหน้ามีขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 120/70 ZR มาจากโรงงานรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆ ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยว back-link ที่มีตำแหน่งการวางโช้คแบบ ZX10 R สามารถปรับค่าความหนืดและค่าความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ระบบเบรคหลังแบบดิสเบรค จานดิสมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 250 มม คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 1 สูบพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหลังขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 180/55 ZR เป็นเกรดเดียวกับล้อหน้าที่สามารถรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆไร้กังวล นี้ก็ถือได้ว่าเป็นการรีวิวสเปคคราวๆที่เราได้เอามาให้คนไทยได้ชมกันก่อนเปิดตัวปลายปีนี้ เป็นยังไงกันบ้างละครับ สำหรับ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในงานระดับโลกอย่าง Eicma 2019 ถูกตา ถูกใจ สาวก kawasaki กันบ้างไหมละครับ ติดตามกันให้ดีสิ้นปีนี้ อาจมีเซอร์ไพส์!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Yamaha Finn 2020 รถครอบครัวระดับพรีเมี่ยม มาพร้อมสีสันกราฟิกใหม่ โดดเด่นทุกสีสัน สวยล้ำสไตล์โมเดิร์น ใช้งานง่ายไม่จุกจิก ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 91.18 กม. พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ให้ความสะดวกสบาย ทั้งสวย ทั้งทน ทั้งประหยัดแบบนี้ ขี่ไปไหนก็ฟินน์ ราคาแนะนำ 44,800 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Finn 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 115 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.3:1 ความกว้างกระบอกสูบ 50.0 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม NA ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช้คอัพคู่ ยางหน้า 70/90 – 17MC / 38 P ยางหลัง 80/90 – 17MC / 50 P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 775 มม. ความจุถังน้ำมัน 4 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

Yamaha GT125 2020 Yamaha GT125 2020 สีสันใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น กับออโตเมติกหัวฉีด 125 ซีซี สไตล์สปอร์ต ออกตัวได้แรง ขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ พร้อมเทคโนโลยี Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดยิ่งขึ้น แต่ยังบิดสนุกเร้าใจเช่นเคย ราคาแนะนำ 47,100 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha GT125 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาดความจุ 125 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 52.4 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบคลัทช์ คลัทช์แห้งชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม อันเดอร์โบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง ยางหน้า 80/80R-14M/C 43P ยางหลัง 100/70R-14M/C 51P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 760 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 98 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก

Yamaha Exciter 150 2020 Yamaha Exciter 150 2020 ดีไซน์ใหม่ ดุดัน ขั้นสุดแห่งความเร้าใจ สปอร์ตโมเป็ด พิกัด 150 ซีซี ออกตัวได้เร็ว เร่งแซงได้ดี คล่องตัวด้วยเฟรมใหม่ น้ำหนักเบา ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร่์ สมดุลดี เร้าใจในทุกย่านความเร็ว ราคาแนะนำ 64,000 บาท รายละเอียดทางเทคนิคของ Yamaha Exciter 150 2020 เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบาความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 150ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 57.0 มม. ระยะชัก 58.7 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน แชสซี เฟรม แบ็คโบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 155 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. ความจุถังน้ำมัน 4.2 ลิตร น้ำหนัก 119 กก. (รวมของเหลว) สนใจติดต่อ บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด โทร 02-263-9999 สนใจติดต่อ โทร 02-263-9999 ดูบทความเกี่ยวกับ Yamaha คลิกที่นี่ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางแฟนเพจคลิก