
New Ducati Formula 73 2026 คืนชีพตำนานรถแข่งยุค 70 สเปคละเอียด
New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

เจาะลึก Avatr 06T รถ Wagon ไฟฟ้าทรงสปอร์ต พร้อม Lidar เจนใหม่จาก Huawei ตรวจจับไกล 250 เมตร และขุมพลัง 600 แรงม้า สวยล้ำเหนือระดับ

Moto3 2028 ถือเป็นปีแห่งการปรับเปลี่ยนในคลาส Moto3 โดยในปีดังกล่าวมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้เครื่องยนต์ของค่าย Yamaha

รีวิว Royal Enfield Classic 650 โมเดลคลาสสิกสองสูบ เปิดตัวครั้งแรกในไทยไปพร้อมกับการทดสอบขับขี่ที่เขาใหญ่ พร้อมรายละเอียดที่น่าสนใจ คลิ๊ก!

Luca Marini นักแข่งจากทีมโรงงานฮอนด้ารีดฟอร์มเก่งต่อเนื่อง โดยสามารถทำเวลาในรอบ FP ทะลุ Q2 ได้สำเร็จในศึกออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์

ก้อง สมเกียรติ ฟิตเต็มสูบพร้อมล่าแต้มโมโตจีพี ด้านก๊องส์ ธัชกร คัมแบ็กจากอาการบาดเจ็บรับการแข่งขันในศึกออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ ไม่เขียนถึงโมเดลนี้หน่อยเห็นจะไม่ได้ หลังจากที่กระแสรถสกู๊ตเตอร์แบรนด์ซอนเทสแรงเสียจริง ๆ ไปที่ไหนใครก็พูดถึง ทำเอาวงการมอไซค์ต้องสั่นสะเทือน เพราะงั้นผมก็เลยจะขอเขียนถึงเจ้า Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ สักหน่อย เผื่อว่าอนาคตทาง Zontes Thailand ตัวแทนใหม่รายนี้จะนำเข้ามาจำหน่ายสู้กับค่ายอื่นเพิ่มเติม สำหรับเจ้า 703F คันนี้มาในดีไซน์ที่ดูล้ำ ๆ หน่อย เต็มไปด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ไฟหน้าที่มีดีไซน์เหลี่ยม ๆ ซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมมีไฟเลี้ยวบิลต์อินไว้ในการ์ดแฮนด์ตามแบบรถหรู ๆ หรือรถยุโรปเขานิยมกัน ขณะที่ด้านท้ายก็ให้ไฟ LED มาแบบมินิมัล น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า เคลมกำลังเครื่องยนต์มาที่ 95.88 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ส่วนแรงบิดจะอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ มีถังน้ำมันใหญ่จุใจมากถึง 22 ลิตร ทั้งยังมีท่อไอเสียยกสูง เรียกว่าออกแบบมาให้พร้อมลุยกันเต็มที่ ขี่กันให้กระจายกันไปเลย ช่วงล่างของตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมสปาร์แบบคู่ มีระบบกันสะเทือนเป็นโช้คจากทาง Marzocchi ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจากทาง J.Juan เป็นตัวหยุด ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 90/90 – 21 และ 150/70 – 18 ตามแบบสายลุยเต็มขั้น เทคโนโลยีที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็มีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแจ้งเตือนในมุมอับ ส่วนระบบที่จะช่วยออำนวยความสะดวกสบายก็จะได้แก่ หน้าจอสี TFT เชื่อมต่อกับสมาร์ทดฟนได้ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างเวลาเลี้ยว ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ ระบบบันทึกการขับขี่ผ่านกล้องวิดีโอทั้ง 2 ตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบกุญแจแบบคีย์เลส พอร์ต USB แบบฟาสต์ชาร์จ เรียกว่าให้มาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการจำหน่าย ที่จีนตั้งราคาไว้ที่ 43,800 หยวน หรือราว ๆ 222,000 บาทเท่านั้น (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งถ้ามาไทยจริง ๆ คาดการณ์ว่าราคาน่าจะไม่เกิน 280,000 บาท และน่าจะส่งผลกระทบแบบเดียวกันกับตอนที่ 350E และ 350D เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ? ดราม่าประเด็นร้อน จากร้านขายยางมอเตอร์ไซค์ ร้านดังโซนอยุธยา-วังน้อย ได้แชร์ข้อมูลเรื่องยางโดยได้ลงเขียนในโพสว่า….. ข้อความแนวกระแทกแรงๆจากเพจ กระทบจิตใจคนใช้และคนขายยางสนามมือ 2 ไม่มากก็น้อย และคอมเมนต์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งส่วนมากจะไม่เห็นด้วยกับโพสของทางร้าน และมีคนกลุ่มน้อย ที่เห็นว่า ยางสนามควรใช้ในสนามจริงๆ คำถาม…แล้วยางสนามควรใช้แค่สนามเท่านั้นหรอ? คำตอบ…ใช่ แต่ ไม่เชิง บทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลยางแข่ง และ ยางถนน สำหรับมอเตอร์ไซค์ จาก Pirelli ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางมอเตอร์ไชค์ที่มียางให้เลือกตั้งแต่แข่งสนามแข่ง 100% ลงมาถึงรถแม่บ้านจ่ายตลาด ขยายข้อข้องใจเรื่องยางแข่ง ใช่…ยางแข่งผลิตออกมาเพื่อแข่งขัน โดยที่ยางสลิคของทุกยี่ห้อจะมีตัวอักษร NHS ซึ่งย่อมาจาก NOT FOR HIGHWAY SERVICE แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า ไม่ใช่ยางสำหรับใช้งานบนทางหลวง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยอีกทีคือ “ใช้งานบนถนนไม่ได้” หรือในยาง Pirelli จะเขียนว่า For Competition Only หรือ สำหรับแข่งขันเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของการใช้งานยางแข่งมีมากกว่ายางสำหรับขับขี่ถนน โดยจะแบ่งเป็นปัจจัยหลักๆ 4 ข้อดังนี้ 1.โครงสร้าง โครงสร้างของยางแข่งกับยางถนนนั้นต่างกันสิ้นเชิง เพราะด้วยการใช้งานบนความเร็วสูงในโค้งเป็นส่วนมาก การให้ตัวก็ต้องมากกว่ายางถนนปกติ อีกทั้งเรื่องของการเก็บความร้อน ให้ยางไม่เสียความร้อนขณะแข่ง ซึ่งโครงสร้างของยางสนาม จะถูกลดทอนชั้นกันรั่ว กันกระแทก หรือเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นในการแข่งขันออกไป และใช้วัสดุโครงสร้าง ที่ เบา บาง อายุการใช้งานที่ “พอดี” สำหรับ 1 การแข่งขัน หรือระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร เพราะถ้าระยะทางเกินกว่านั้นก็จะเป็นการแข่ง Endurance ซึ่งก็จะมีเวลาให้เข้า Pitstop เพื่อเปลี่ยนยางอยู่ดี 2.ลมยาง ลมยางและอุณหภูมิ คืออีกปัจจัยสำคัญ ยางสนามต้องปรับลมยางให้เหมาะสม ถ้าอ้างอิงจาก Pirelli คือ ยางหน้าหน้า 30 psi / หลัง 24 psi ขณะยางเย็น และต้องใช้เครื่องวอร์มยางเซ็ตอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80c ระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 50 นาที ก่อนแข่งขันทุกครั้งต้องควบคุมให้ลมยางและอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของยาง เพราะถ้าลมยาง หรืออุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยางจะเกิด “อาการ” ผิดปกติ และอาจจะส่งนักแข่งบินคว้าอากาศ หรือแวะเช็คอินที่กองกรวดได้ เทียบกับยางถนน ที่เติมลมยางหน้า 36psi หลัง 42psi ทุกสภาวะ ไม่ต้องห่มผ้าวอร์มยาง สตาร์ทรถแล้วขี่ได้เลย มันง่ายกับคนใช้งาน ไม่ต้องมาปวดหัวหรือเสียเวลา อีกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ที่น้ำมันหมดถังแล้วเปลี่ยนยางคู่ใหม่ มันเปลืองแบบไร้สาเหตุ 3.ลายยาง และ มาตรฐาน DOT ยางสลิคไม่ถูกกฎหมายสากล (แต่บ้านเราก็ยกข้อนี้ไป) กฎหมายสากลระบุไว้ว่า ยางต้องมีอัตราส่วนดอกยาง ไม่ต่ำกว่า 4% ถ้าอยากผ่านกฎหมาย และจะได้มาฐาน DOT มา ไว้ที่แก้มยาง จริงๆแล้วยางสลิคไม่จำเป็นต้องถูกกฎหมายก็ได้ เพราะใช้ในพื้นที่ปิด และแข่งบนสนามที่แห้งเท่านั้น ถ้าฝนตกก็มียาง Intermediate หรือ Rain รองรับอยู่ดี ขอแค่ขี่จบปลอดภัยยางไม่แหกถือว่าพอ แต่ยางถนนต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันระหว่างขับขี่แบบที่เลี่ยงไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ยางทัวริ่ง จะมีอัตราส่วนดอกยางที่มากกว่ายางสปอร์ต เพราะถึงเจอฝนก็ขี่ ในขณะที่ยางสปอร์ตอาจจะขี่เบาๆ หรือจอดแทน เหตุผลเดียวกัน คงจะไม่มีมีใครขี่ยางสลิคลุยฝน หรือใช้ยางสลิคแล้วเจอฝนตกแวะเข้าร้านยางเปลี่ยนยางฝนแล้วออกมาขี่ต่อ…ใช่ม่ะ 4.เนื้อยาง ยางสลิคจะมีคอมปาวด์ต่างๆให้เลือก ตั้งแต่ โคตรนิ่ม ยันแข็ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการแข่งขัน ความหยาบของผิวสนาม อุณหภูมิ และ ความชื้น อ้างอิงจาก Diablo Superbike อีกแหละ หรือรู้จักกันในนาม ยาง เอสซี ที่คำว่า SC มาจาก Special Compound แปลว่า “เนื้อยางพิเศษ” ซึ่งยางหน้า 3 เนื้อยางคือ SC1 SC2 SC3 และยางหลังอีก 6 เนื้อยาง

Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเมื่อดูคาติ ไทยแลนด์ เปิดให้จับจองรถ Ducati Monster Senna เปิดราคา 1.05 ล้าน บาท เท่านั้น (แพงกว่าโมเดลสแตนดาร์ดเกือบเท่าตัว Monster SP ราคา 619,000 บาท) แม้ว่าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมีจำหน่ายแค่เพียง 341 คันเท่านั้น เรียกว่าตัวลิมิเต็ดแค่ไหนค่ายแดงเขาพร้อมจัดหาให้ตลอด สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โมเดลนี้คือโมเดลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติให้กับตำนานแห่ง F1 Ayrton Senna อดีตแชมป์โลก 3 สมัยที่ได้จากโลกใบนี้ไปนานแล้ว ตัวรถโดดเด่นเรื่องสีสันที่ได้มาจากสีของหมวกกันน็อกของเซ็นน่าและธงชาติบราซิลที่เป็นบ้านเกิดของเขานั่นเอง นอกจากนี้ยังมีดีเทลพิเศษอย่างการ์ดเครื่องยนต์ และอนิเมชันบนหน้าจอสีพิเศษเวลาสตาร์ทรถ ในเรื่องของสเปกนั้นจะมีพื้นฐานมาจาก Monster SP นั่นเอง โดยจะมีเครื่องยนต์เป็นเครื่อง Testastretta 11 องศา (2 สูบวี) 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าสูงสุด 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแรงด้วยปลายท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ของ Termignoni ที่มีแทบสีเหลืองสวยสดอีกด้วย ช่วงล่าง ได้ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Öhlins ระบบเบรกจาก Brembo โดยตัวคาลิเปอร์เบรกหน้าจะเป็นโมโนบล็อก Stylema ล้อฟอร์จและยาง Pirelli Diablo Rosso III และแน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบครันระดับท็อป งานนี้เพื่อน ๆ คนไหนเป็นสาวกของ Senna และชื่นชอบดูคาติ มอนสเตอร์แล้วล่ะก็ นี่เป็นโอกาสดีมาก ๆ ครับ หากท่านใดสนใจสามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมดูคาติทั่วประเทศ หรือทาง Inbox / Line: @ducatithailand หรือ https://bit.ly/DucatiOA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ยาง สำนักข่าวมอเตอร์สปอร์ต Moto Sprint ของอิตาลี่ ได้ปล่อยข่าวลือวงใน ถึงการปรากฏตัวแบบได้นัดหมายของผู้บริหารระดับสูงหาตัวจับยาก 4 ฝ่าย ของ Pirelli มารวมตัวกันที่สนาม Mugello เพื่อดูงาน MotoGP เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ปัจจุบัน Pirelli เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ของยางที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก อย่าง F1, WorldSBK มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน และได้เริ่มก้าวเข้าวงการ MotoGP ในต้นปีที่ผ่านมา การพบปะครั้งนี้ นำทีมโดย Giorgio Barbier ผู้บริหารแผนกยางสำหรับแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ได้พาผู้บริหารท่านอื่นๆ เข้าชมความสำเร็จของการใช้ยาง Pirelli ที่ได้ใช้เป็นยางในการแข่งขันล่าสุดที่ได้เซ็นสัญญา คือ Moto 2 และ Moto 3 เป็นไปได้ว่าอาจะมีการเซ็นสัญญาใหม่ในรุ่น MotoGP ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาผู้สนับสนุนรายการ MotoGP ปัจจุบันของ “มิชลิน” จะหมดลงในปี 2569 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า และ Pirelli สามารถเข้าเสียบแทนได้ในปี 2570 ส่วนข่าวจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นคือผู้กำหนด

Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ ไม่เขียนถึงโมเดลนี้หน่อยเห็นจะไม่ได้ หลังจากที่กระแสรถสกู๊ตเตอร์แบรนด์ซอนเทสแรงเสียจริง ๆ ไปที่ไหนใครก็พูดถึง ทำเอาวงการมอไซค์ต้องสั่นสะเทือน เพราะงั้นผมก็เลยจะขอเขียนถึงเจ้า Zontes 703F แอดเวนเจอร์ไซส์กลางดีไซน์ล้ำลูกเล่นเยอะ สักหน่อย เผื่อว่าอนาคตทาง Zontes Thailand ตัวแทนใหม่รายนี้จะนำเข้ามาจำหน่ายสู้กับค่ายอื่นเพิ่มเติม สำหรับเจ้า 703F คันนี้มาในดีไซน์ที่ดูล้ำ ๆ หน่อย เต็มไปด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ไฟหน้าที่มีดีไซน์เหลี่ยม ๆ ซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมมีไฟเลี้ยวบิลต์อินไว้ในการ์ดแฮนด์ตามแบบรถหรู ๆ หรือรถยุโรปเขานิยมกัน ขณะที่ด้านท้ายก็ให้ไฟ LED มาแบบมินิมัล น่าจะถูกใจใครหลาย ๆ คน ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 699 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า เคลมกำลังเครื่องยนต์มาที่ 95.88 แรงม้าที่ 10,000 รอบ ส่วนแรงบิดจะอยู่ที่ 76 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ มีถังน้ำมันใหญ่จุใจมากถึง 22 ลิตร ทั้งยังมีท่อไอเสียยกสูง เรียกว่าออกแบบมาให้พร้อมลุยกันเต็มที่ ขี่กันให้กระจายกันไปเลย ช่วงล่างของตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมสปาร์แบบคู่ มีระบบกันสะเทือนเป็นโช้คจากทาง Marzocchi ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจากทาง J.Juan เป็นตัวหยุด ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 90/90 – 21 และ 150/70 – 18 ตามแบบสายลุยเต็มขั้น เทคโนโลยีที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็มีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบดูอัลแชนแนล ระบบแจ้งเตือนในมุมอับ ส่วนระบบที่จะช่วยออำนวยความสะดวกสบายก็จะได้แก่ หน้าจอสี TFT เชื่อมต่อกับสมาร์ทดฟนได้ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างเวลาเลี้ยว ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ ระบบบันทึกการขับขี่ผ่านกล้องวิดีโอทั้ง 2 ตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบกุญแจแบบคีย์เลส พอร์ต USB แบบฟาสต์ชาร์จ เรียกว่าให้มาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการจำหน่าย ที่จีนตั้งราคาไว้ที่ 43,800 หยวน หรือราว ๆ 222,000 บาทเท่านั้น (ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งถ้ามาไทยจริง ๆ คาดการณ์ว่าราคาน่าจะไม่เกิน 280,000 บาท และน่าจะส่งผลกระทบแบบเดียวกันกับตอนที่ 350E และ 350D เข้ามาจำหน่ายในบ้านเราแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยางสนาม ไม่ควรขี่ถนน จริงหรือ? ดราม่าประเด็นร้อน จากร้านขายยางมอเตอร์ไซค์ ร้านดังโซนอยุธยา-วังน้อย ได้แชร์ข้อมูลเรื่องยางโดยได้ลงเขียนในโพสว่า….. ข้อความแนวกระแทกแรงๆจากเพจ กระทบจิตใจคนใช้และคนขายยางสนามมือ 2 ไม่มากก็น้อย และคอมเมนต์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งส่วนมากจะไม่เห็นด้วยกับโพสของทางร้าน และมีคนกลุ่มน้อย ที่เห็นว่า ยางสนามควรใช้ในสนามจริงๆ คำถาม…แล้วยางสนามควรใช้แค่สนามเท่านั้นหรอ? คำตอบ…ใช่ แต่ ไม่เชิง บทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลยางแข่ง และ ยางถนน สำหรับมอเตอร์ไซค์ จาก Pirelli ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางมอเตอร์ไชค์ที่มียางให้เลือกตั้งแต่แข่งสนามแข่ง 100% ลงมาถึงรถแม่บ้านจ่ายตลาด ขยายข้อข้องใจเรื่องยางแข่ง ใช่…ยางแข่งผลิตออกมาเพื่อแข่งขัน โดยที่ยางสลิคของทุกยี่ห้อจะมีตัวอักษร NHS ซึ่งย่อมาจาก NOT FOR HIGHWAY SERVICE แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า ไม่ใช่ยางสำหรับใช้งานบนทางหลวง ถ้าแปลเป็นภาษาไทยอีกทีคือ “ใช้งานบนถนนไม่ได้” หรือในยาง Pirelli จะเขียนว่า For Competition Only หรือ สำหรับแข่งขันเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของการใช้งานยางแข่งมีมากกว่ายางสำหรับขับขี่ถนน โดยจะแบ่งเป็นปัจจัยหลักๆ 4 ข้อดังนี้ 1.โครงสร้าง โครงสร้างของยางแข่งกับยางถนนนั้นต่างกันสิ้นเชิง เพราะด้วยการใช้งานบนความเร็วสูงในโค้งเป็นส่วนมาก การให้ตัวก็ต้องมากกว่ายางถนนปกติ อีกทั้งเรื่องของการเก็บความร้อน ให้ยางไม่เสียความร้อนขณะแข่ง ซึ่งโครงสร้างของยางสนาม จะถูกลดทอนชั้นกันรั่ว กันกระแทก หรือเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นในการแข่งขันออกไป และใช้วัสดุโครงสร้าง ที่ เบา บาง อายุการใช้งานที่ “พอดี” สำหรับ 1 การแข่งขัน หรือระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร เพราะถ้าระยะทางเกินกว่านั้นก็จะเป็นการแข่ง Endurance ซึ่งก็จะมีเวลาให้เข้า Pitstop เพื่อเปลี่ยนยางอยู่ดี 2.ลมยาง ลมยางและอุณหภูมิ คืออีกปัจจัยสำคัญ ยางสนามต้องปรับลมยางให้เหมาะสม ถ้าอ้างอิงจาก Pirelli คือ ยางหน้าหน้า 30 psi / หลัง 24 psi ขณะยางเย็น และต้องใช้เครื่องวอร์มยางเซ็ตอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80c ระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 50 นาที ก่อนแข่งขันทุกครั้งต้องควบคุมให้ลมยางและอุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของยาง เพราะถ้าลมยาง หรืออุณหภูมิไม่ถูกต้อง ยางจะเกิด “อาการ” ผิดปกติ และอาจจะส่งนักแข่งบินคว้าอากาศ หรือแวะเช็คอินที่กองกรวดได้ เทียบกับยางถนน ที่เติมลมยางหน้า 36psi หลัง 42psi ทุกสภาวะ ไม่ต้องห่มผ้าวอร์มยาง สตาร์ทรถแล้วขี่ได้เลย มันง่ายกับคนใช้งาน ไม่ต้องมาปวดหัวหรือเสียเวลา อีกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ที่น้ำมันหมดถังแล้วเปลี่ยนยางคู่ใหม่ มันเปลืองแบบไร้สาเหตุ 3.ลายยาง และ มาตรฐาน DOT ยางสลิคไม่ถูกกฎหมายสากล (แต่บ้านเราก็ยกข้อนี้ไป) กฎหมายสากลระบุไว้ว่า ยางต้องมีอัตราส่วนดอกยาง ไม่ต่ำกว่า 4% ถ้าอยากผ่านกฎหมาย และจะได้มาฐาน DOT มา ไว้ที่แก้มยาง จริงๆแล้วยางสลิคไม่จำเป็นต้องถูกกฎหมายก็ได้ เพราะใช้ในพื้นที่ปิด และแข่งบนสนามที่แห้งเท่านั้น ถ้าฝนตกก็มียาง Intermediate หรือ Rain รองรับอยู่ดี ขอแค่ขี่จบปลอดภัยยางไม่แหกถือว่าพอ แต่ยางถนนต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันระหว่างขับขี่แบบที่เลี่ยงไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า ยางทัวริ่ง จะมีอัตราส่วนดอกยางที่มากกว่ายางสปอร์ต เพราะถึงเจอฝนก็ขี่ ในขณะที่ยางสปอร์ตอาจจะขี่เบาๆ หรือจอดแทน เหตุผลเดียวกัน คงจะไม่มีมีใครขี่ยางสลิคลุยฝน หรือใช้ยางสลิคแล้วเจอฝนตกแวะเข้าร้านยางเปลี่ยนยางฝนแล้วออกมาขี่ต่อ…ใช่ม่ะ 4.เนื้อยาง ยางสลิคจะมีคอมปาวด์ต่างๆให้เลือก ตั้งแต่ โคตรนิ่ม ยันแข็ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการแข่งขัน ความหยาบของผิวสนาม อุณหภูมิ และ ความชื้น อ้างอิงจาก Diablo Superbike อีกแหละ หรือรู้จักกันในนาม ยาง เอสซี ที่คำว่า SC มาจาก Special Compound แปลว่า “เนื้อยางพิเศษ” ซึ่งยางหน้า 3 เนื้อยางคือ SC1 SC2 SC3 และยางหลังอีก 6 เนื้อยาง

ไทย ต่อสัญญา MotoGP 2027 พร้อมเจรจาแล้ว ทนกระแสดราม่าไม่ไหว..!! ล่าสุด ไทย ต่อสัญญา MotoGP 2027 กำลังเตรียมการเจรจาภายใน 1-2 เดือนนี้ แนะดึงเอกชนร่วมลงทุน หลังมีกระแสดราม่าฮือฮามากมายกับการไม่ต่อสัญญาแข่งขันโมโตจีพีในปี 2027 เนื่องด้วยความสงสัยในตัวเลขที่มาข้อมูลและรายได้โดยรวมของการจัดงานแข่งขัน จนนำไปสู่การตั้งคำถามของหน่วยงานภาครัฐ จึงทำให้ยังไม่มีการสรุปข้อมูลที่ชัดเจน กระทั่งล่าสุดมีข่าวสำหรับการเตรียมเข้าเจรจาการต่อสัญญา MotoGP อีกครั้ง โดยคุณสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า เรื่องตัวเลขมีความชัดเจนว่าภาครัฐให้การสนับสนุนมากขึ้นทุกปี โดยเรื่องของกีฬาแบ่งเป็นสองอย่างคือ 1.กีฬาเพื่อความเป็นเลิศก็คือเด็กและเยาวชนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ 2.กีฬาอาชีพ เช่น มอเตอร์สปอร์ตหรือกีฬาประเภทใดก็แล้วแต่ที่ทำอาชีพ ดังนั้น หากภาครัฐคิดจะช่วยในการตั้งไข่กิจกรรมต่าง ๆ ได้ และร่วมงานกับภาคเอกชน “เรื่องของโมโตจีพีตลอด 7 ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยได้จัดการแข่งขัน โดยภาพรวมแล้ว..คนไทยได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการขณะนี้คือการเจรจากับดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP :ซึ่งเขาก็รอให้เราเจรจาและกำลังจะเริ่มในเร็ว ๆ นี้ โดยเรามีความต้องการที่จะต่อสัญญาอีก 5 ปี เหมือนครั้งที่แล้ว และจะมีสิทธิประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้กับภาพรวมได้หรือไม่ในฐานะที่ภาครัฐให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ต้องประสานงานกับภาคเอกชนในการลงทุนเพื่อลดภาระของภาครัฐให้เบาลงไป ทุกอย่างต้องเจรจาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเป็นลูกค้าเดิมและทำสัญญากับดอร์น่า สปอร์ต มาโดยตลอด ซึ่งหากเราจะต่อสัญญา ทุกครั้งต้องมีการพูดคุยเพราะหากไม่พูดคุยก็อาจทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ การลดค่าลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะจากเดิมที่ขึ้นปีละ 5% ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านการพูดคุยในช่วงต่อสัญญา และยืนยันว่า การจัดอีเว้นต์แบบนี้ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง” คุณสรวงศ์ กล่าว หากมีการต่อสัญญาขึ้นจริง แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตอย่างเรา ๆ อาจคงได้เห็นการแข่งขันสองระดับโลก พร้อมตัวแข่งขันในเวอร์ชันใหม่ ยังรวมไปถึงผู้สนับสนุนการแข่งขันหรือสปอนเซอร์รายใหม่ที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าอนาคตการแข่งขันในเส้นทางนี้ สามารถสร้างความสนใจและปูเส้นทางสำหรับสายอาชีพในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะน้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างแน่นอน ยังไงก็ต้องรอลุ้น จัดเถ๊อะ..!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

White Motorcycle จับมือ Pininfarina พัฒนารถจักรยานยนต์ไฮบริด White Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญในด้านของการพัฒนามอเตอร์ไซค์ประสิทธิภาพสูง และการออกแบบดีไซน์ล้ำ ๆ พร้อมจับมือกับแบรนด์ Pininfarina (อ่านว่าพินินฟารินา) สำนักออกแบบยานยนต์สัญชาติอิตาลีที่มีอายุแบรนด์กว่า 95 ปี ซึ่งในครั้งนี้ทั้งสองค่ายจับมือกันรวบรวมเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ที่ล้ำหน้าของ WMC เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับโลกของ Pininfarina ในด้านการออกแบบยานยนต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถจักรยานยนต์สองล้อ ซึ่งการจับมือถามว่าทำไมต้องเป็นค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลีแบรนด์นี้ ก็เพราะ Pininfarina สำนักแต่งยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลีที่มีผลงานการออกแบบดีไซน์ และตกแต่งรถยนต์หรูหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์รารี่ มาเซราติ คาดิแอค หรือแม้แต่จากัวร์ สำนักแต่งนี้ก็จัดการออกแบบดีไซน์มาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Robert White ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ White ต้องการให้สำนักแต่งค่ายนี้มาร่วมในการพัฒนาแนวคิดด้านอากาศพลศาสตร์ เพราะความเชียวชาญที่พินินฟารินามี อาจพลิกโฉมการออกแบบรถจักรยานยนต์อย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำอากาศพลศาสตร์มาเป็นหัวใจสำคัญ การขับเคลื่อนสองล้อในอนาคตจะไปกับลมได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการจับมือกันของทั้งสองค่าย CEO ของทาง WMC ก็เผยว่ารู้สึกยินดี และต้องการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีการยกระดับในส่วนของการออกแบบดีไซน์ อย่างน้อยตอนนี้ก็สำเร็จในด้านของการออกแบบแล้ว “เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Pininfarina ในการสร้างสรรค์แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการนำท่ออากาศที่จดสิทธิบัตรของเรามาผสานเข้ากับการออกแบบมอเตอร์ไซค์ใหม่ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดขนาดกะทัดรัดแบบอัดอากาศ ผมรู้สึกภาคภูมิใจเป็นพิเศษที่เราสามารถทำให้ท่ออากาศนี้กลายเป็นทั้งโครงสร้างสำคัญและองค์ประกอบด้านสไตล์ในการออกแบบมอเตอร์ไซค์ทั้งแบบมีแฟริ่งและแบบเน็กเก็ดได้สำเร็จ” “แนวคิดของท่ออากาศนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ว่าจะใช้แหล่งพลังงานแบบใดก็ตาม แต่ความร่วมมือในครั้งนี้ได้ยกระดับแนวคิดไปอีกขั้น โดยแสดงให้เห็นว่าท่ออากาศสามารถช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ได้จริง ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นองค์ประกอบด้านความสวยงามสำหรับมอเตอร์ไซค์ในอนาคตได้อีกด้วย” ตอนนี้ยังเป็นแค่เพียงคอนเซปต์เท่านั้น ยังไม่มีการผลิตในส่วนของชิ้นงานจริงออกมา ส่วนของจริงผลิตออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไปสำหรับการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่ล้ำสมัยในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการออกแบบล้ำ ๆ ของยานพาหนะสองล้อวิ่งอยู่เต็มท้องถนน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Ducati Multistrada V2 New Look & New Engine อีกหนึ่งรุ่นสำหรับไลน์อัพปี 2025 ของโฉมโมเดลจากค่ายดูคาติ ซึ่งนับจากรุ่น V4 ที่ทยอยเปิดตัวมาซักระยะ ต่อยอดด้วยโฉม V2 พร้อมเครื่องยนต์บล็อกใหม่ส่งต่อในรุ่น Panigale และ Streetfighter คราวนี้ถึงคิวของทางฝั่งสายทัวริ่งเดินทางอย่าง Ducati Multistrada V2 2025 ปรับลุคใหม่ครั้งสำคัญทั้ง เครื่องยนต์ เฟรมและการออกแบบใหม่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ดีในทุกเส้นทาง 2025 Ducati Multistrada V2 New Look โดยแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยทั้ง V2 รุ่น Standard รุ่น V2S และรุ่น V2 S Travel (รุ่นแต่ง) กับชุดสีแดงประจำค่าย Ducati Red และสีใหม่อย่าง Strom Green มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ในแบบรถครอสโอเวอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่มัลติสตราดร้า V4 อาทิ ไฟหน้า LED แบบคู่พร้อมไฟ DRL ดีไซน์ใหม่ ไฟเลี้ยวบิวอินต์มาพร้อมกับแฟริ่งด้านข้างปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากเดิมที่การ์ดแฮนด์ ปีกหน้าชิ้นใหม่ ให้ลักษณะรูปลักษณ์หน้าตาปรับเปลี่ยนไปจากเดิมแบบฉบับไลน์อัพปี 2025 ใช้โครงสร้างประกอบใหม่ ไล่น้ำหนัก เพิ่มความคล่องตัว และโครงสร้างประกอบขึ้นใหม่กับเฟรมอลูมิเนียมโมโนค็อกยึดต่อกับสวิงอาร์มคู่ด้านหลังเว้ารูตรงกลางขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักที่เบาลงพร้อมกับซับเฟรม ซึ่งให้ลักษณะการขับขี่และควบคุมค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ทั้งบนเส้นทางออนโร้ดและออฟโร้ด NEW Ducati V2 Engine และสิ่งที่สำคัญที่ทำให้คาแรคเตอร์ของมัลติสตราดร้าแตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ ก็คือเครื่องยนต์ V2 บล็อกใหม่ที่ไม่ได้ใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodomic แล้ว โดยปรับเปลี่ยนมาใช้วาล์วแบบปกติ คล้ายกับเครื่องแกรนด์ทัวริซโม่ มาพร้อมกับระบบเกียร์ 6 สปีด ควิกชิฟเตอร์ Up/Down 2.0 ปริมาตรกระบอกสูบขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 115 แรงม้าที่ 10,750 รอบ พร้อมแรงบิด 92.1 นิวตันเมตรที่ 8,250 รอบ กับขนาดความจุถังน้ำมันที่ 19 ลิตร เคลมอัตราเร่ง 13.1 x 1 สัดส่วนของกระบอกสูบและช่วงชัก 96 x 61.5 มม. และเรือนลิ้นเร่งขนาด 52 มม. ตอบสนองแรงบิดทันใจด้วยชุดคันเร่งไฟฟ้าผ่านการเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แต่แน่นอนว่ายังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองไอเสียที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งให้ประสิทธิภาพค่อนข้างคล้ายคลึงกับรุ่นสปอร์ตและเน็กเก็ดเพราะด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันที่มีน้ำหนักเบา ให้ความสมูทในช่วงเดินรอบต่ำ แต่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราทดเกียร์ในสไตล์ใครสไตล์มันนั่นเอง ช่วงล่างเต็มระบบ ควบคู่มากับระบบช่วงล่างซึ่งให้โช้คอัพด้านหน้าไซส์ใหญ่ขนาดแกน 45 มม. ระยะยุบ 170 มม. สามารถปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ โดยรุ่น Standard ติดตั้งรีโมทเพื่อการปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนรุ่น V2S เพิ่มฟังก์ชันในส่วนของการปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบเบรกที่ให้มาเป็นสเปคเดียวกันก็คือคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกขนาด 4 ลูกสูบจับคู่กับจานหน้าแบบดิสก์คู่ขนาด 320 มม. และคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบด้านหลังกับดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มม. พร้อมด้วยระบบ Cornering ABS 3 ระดับ รัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ขนาดไซส์ 120/70-19 และ 170/60-17 ระบบฟลูออปชัน และเทคโนโลยีทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด (Sport, Touring, Urban, Enduro และ Wet) พาวเวอร์โหมด เพิ่มความสะดวกสบายด้วยครูซคอนโทรล ระบบ Navigation หรือระบบนำทาง พอร์ตชาร์จไฟ USB และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกับระบบแทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ระบบป้องกันล้อหน้าลอย ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบเอ็นจิ้นเบรก ระบบไฟกระพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ส่วนฮีตกริปเป็นออปชันเสริมซึ่งในบ้านเราไม่จำเป็นต้องใช้…ส่วนนี้บอกไว้เฉย ๆ ครับ สุดท้ายในเรื่องของราคาสำหรับเจ้า V2

Pierer Mobility AG เตรียมปรับโครงสร้างภายใน ไม่กระทบถึงคนใช้ KTM Pierer Mobility AG ประกาศปรับปรุงระบบโครงสร้างภายใน ลั่นไม่กระทบถึงผู้ใช้งานหรือเหล่ายูสเซอร์ KTM ทั่วโลก ตลอดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจากจุดเริ่มต้นด้วยพนักงานกว่า 160 คนและปริมาณการผลิต 6,000 คันต่อปีตั้งแต่ในปี 1992 พรีเมียร์ โมบิลิตี้ เอจี หรือ KTM ได้ก้าวขึ้นเป็นค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำในยุโรป และเป็นแบรนด์ที่เหล่านักบิดและแฟน ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ด้วยความมุ่งมั่นและแพทชันอันเปี่ยมล้นจึงทำให้เคทีเอ็มได้ก้าวขึ้นสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่และมีการปรับปรุงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการตลาดในอนาคต ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหรือยูสเซอร์สาวก KTM ทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงวางใจและพร้อมคัมแบคใหม่ในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม Stefan Pierer ซีอีโอของ KTM AG ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพาแบรนด์กลับสู่ความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า KTM ยังคงเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากซีอีโอผู้ช่วยอย่าง Gottfried Neumeister ที่เข้ามาเสริมทัพให้กับค่ายส้มนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา และพร้อมนำประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ มาสู่บริษัท โดย Stefan ยังแสดงความมั่นใจอีกด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถนำพาแบรนด์กลับมาสู่บนเส้นทางของความสำเร็จอีกครั้ง Gottfried Neumeister กล่าวว่า ความกระตือรือร้นและความใส่ใจของพนักงานคือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนารถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความหลงใหลหรือแพทชันของพนักงานจะทำให้ KTM เป็นมากกว่าแค่บริษัทผลิตรถมอไซค์ แต่ยังเป็นพลังที่แท้จริงของความสำเร็จของเราในอนาคต สำหรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 90 วัน และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือสาวกค่ายส้มใด ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับทีมแข่งยังคงดำเนินแข่งขันตามปกติต่อเนื่องในฤดูกาล 2025 เพราะฉะนั้นผู้บริโภคที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์อย่างเรา ๆ หรือสาวกค่ายส้มอย่าได้วิตกกังวลเกินเหตุ อย่างไรก็ดีใครที่สนใจโมเดลจาก KTM ก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Superbusa Kevin Schwantz 2025 เหยี่ยวอ้วนจอมพลัง 400 แรงม้า จากจุดต้นกำเนิดของโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์โครตบ้าพลัง นี่คือพญาเหยี่ยวถูกขนานว่ารถสองล้อที่แรงที่สุดในโลก TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 อันโด่งดันในตำนานมาตั้งแต่ยุคปี 90 จนกระทั่งถูกต่อยอดพัฒนามาหลายรุ่นในด้านสมรรถนะและอัปเกรดลวดลาย เพื่อยังคงรักษาบันลังก์ความบ้าคลั่งแห่งวงการซูเปอร์ไบค์มานับไม่ถ้วน @ttsperformance Our 2025 TTS SuperBusa has been launched at motorcycle live! 🤩 The Kevin Schwantz, Lucky Strike livery is our favourite so far – what do you think? The 370+hp SuperBusa is available to order exclusively from TTS – contact us for more info! #tts #supercharged #rotrex #hayabusa #superbusa ♬ original sound – ttsperformance ด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นเพื่อที่จะต่อยอดพัฒนาเจ้าฮายาบุสะ ให้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะแรงที่สุดในโลกสองล้อ โดยสำนักแต่งชื่อดังในอังกฤษอย่าง TTS Performance และ Kardesign ก็พร้อมที่จะพัฒนาเจ้าพญาเหยี่ยวมานานนับต่อครั้งจนกระทั่งล่าสุดในปี 2022 ได้เผยโฉม Superbusa ซูเปอร์ชาร์จ รุ่นเจ็น 3 มาพร้อมกับกำลังมากถึง 342 แรงม้าซึ่งนับมีกำลังมหาศาลที่โครตะระพ่อ แรงง..!! TTS Superbusa Kevin Schwantz 2025 คัสตอมโดยTTS Performance สำหรับ TTS Performance เป็นผู้นำด้านการออกแบบพาร์ทชิ้นส่วนและชุดอุปกรณ์ซูเปอร์ชาร์จเจอร์อัดอากาศสำหรับรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องการอัปเกรดสมรรถนะตัวรถแต่ยังคงให้ความทนทานในขณะเดียวกัน โดยพัฒนาคัสตอมโมเดลมาหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Triumph Rocket 300, Haley Davision, CBR1000RR-R Fireblade และเจ้าพญาเหยี่ยวอย่าง Superbusa มาหลายรุ่นหลายเจ็นเช่นเดียวกัน TTS Superbusa โฉมคันจริงในงาน Eicma อิตาลี แต่และแล้วสถิติเหล่านั้นกลับถูกพิชิตด้วยโมเดลโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง TTS Superbuasa 2025 ในรุ่นอิดิชันพิเศษ เปิดออกมาล่าสุดมาพร้อมกับขุมพลังซูเปอร์ชาร์จที่มีแรงม้ามากที่สุด 400 แรงม้า นับว่าเป็นตำนานที่แรงที่สุดในโลก กับลวดลายขาวสลับแดงตัดแต้มกับสีน้ำตาลพร้อมหมายเลข 34 แบบรถแข่ง Suzuki RGV500 ของตำนานแชมป์โลกตลอดกาล Kevin Schwantz พร้อมปีกวิงก์เล็ตคาร์บอน สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ล้อคาร์บอน Rotobox และไฮไลท์ทีเด็ดตัวแรงกับเครื่องยนต์ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex เคลม Top Speed ทะลุ 350 กม./ชม. ผนวกกับขุมพลัง 4 สูบเรียง พร้อมการติดตั้งซูเปอร์ชาร์จเจอร์และปรับจูนกำลังเครื่องยนต์ที่สามารถรีดแรงม้าได้มากสุด 400 แรงม้า พร้อมกำลังแรงบิด 225 นิวตันเมตร โดยเคลมท็อปสปีดหลังจากทดสอบสามารถทำได้ที่ 218 ไมล์/ชม. หรือทะลุ 350 กม./ชม.ทีเดียว นับเป็นการทำลายสถิติครั้งใหม่ของพญาเหยี่ยวอ้วนรุ่นนี้ มีกำลังมากกว่าเจ็นก่อนถึง 48 แรงม้า จากโฉมคอนเซ็ปต์แนวคิดสู่โฉมจริงโดยเปิดตัวภายในงาน Eicma 2024 ประเทศอิตาลี จัดมาให้ชมกันเต็ม ๆ หากสาวกท่านใดสนใจก็สามารถสั่งทำโมเดลรุ่นนี้ได้ โดยจำกัดการผลิตเพียง 40 คันในโลกเท่านั้นกับราคา 30,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1.3 ล้านบาท ซึ่งราคาไล่เลี่ยกับเจ้าพานิกาเล่โฉมใหม่ล่าสุด เอาหล่ะ…ตัดสินใจยากขึ้นละทีนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400

BMW S1000RR สเปค โมเดลใหม่ 2023 จากค่ายเรือธง BMW S1000RR 2023 สปอร์ตไบค์ตระกูล S1000 ในพิกัด 1000 ซีซี จากค่ายใบพัดสีฟ้า พร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา กับสมรรถนะที่เหลือล้น ในเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ให้ความแรงถึง 210 แรงม้า และเทคโนโลยีเต็มขั้น ให้ความมันส์ทุกการขับขี่บนสนามแข่งและท้องถนน ราคาแนะนำ สีแดง Racing Red ราคา 999,000 บาท สีดำ Black Storm Metallic ราคา 984,000 บาท สเปค, สเป็ก หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว เกียร์โยง CNC ระบบเบรก ABS ปุ่มคอนโทรลโหมดการขับขี่ โช้คเดี่ยวไฟฟ้า วิงก์เล็ต BMW S1000RR สเปค 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Electronic injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 190/55-ZR17 แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ แบบเรเดียลเมาท์ 4 พอต (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พอต (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 848 x 2,073 x 1,204 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,458 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 824 ม.ม. น้ำหนักรถ 193.5 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ระบบเบรก C-ABS ไดนามิก แทรคชั่นคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSC) โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Rain, Road, Dynamic, Race)

เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อยในงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับการ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ในครั้งนี้ที่ถูกแต่งหน้า เสริมหล่อ ต้องบอกว่าดูดีขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง สำหรับรถ Naked คันนี้ถือว่าดูดีขึ้นจริงๆ มาดูกันที่รุปลักษณ์ภายนอกกันก่อน ไฟหน้าที่ดูเหมือนจะคล้ายๆกับทรงเดิมแต่มีการเพิ่มเดย์ไลท์เข้ามาเสริมหล่อ รวมไปถึงสีตัวแฟริ่งและโครงที่เป็นเฟรมทักออกแบบมาให้ลงตัวกับ สีขาว เขียว ดำ ดูหรูหรามากขึ้นเป็นกอง มาดูกันต่อ สำหรับเรือนใหม่ที่เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เป็นหน้าจอสีแบบ TFT ที่ให้ความสว่าง ชัดเจน ล้ำสมัยอินเทรนกันไปในยุคนี้ ออกแบบมาได้อย่างอย่างลงตัวสวยงาม ยังมีเพียงแค่ไฟสถานะบางจุด ยังอยู่บนขอบหน้าจอเท่านั้น แต่เท่านี้ก็ดูหล่อไม่แพ้ใครแล้ว มาดูกันที่ปะกับแฮนด์ฝั่งซ้ายมือที่มีปุ่ม Key ไว้กดเลื่อนการตั้งค่าบนหน้าจอ TFT เพิ่มขึ้น ง่ายต่อการใช้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งไฟเลี้ยว แตร ไฟสูง และไฟฉุกเฉิน แถมยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั้นก็คือ สามารถที่จะเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่าน Smart phone ง่ายต่อการสื่อสารขณะขับขี่ ปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน ยังคงไว้ซึ้งความเป็น Z Edition ไฟท้าย LED รูปตัว Z ที่มองยังไงก็รู้ว่าเป็น Z Edition ดูหรูหรา มาดูกันที่เครื่องยนต์ ที่เป้นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีกำลังอัด 11.8.1 มีแรงม้าจากเครื่องยนต์ 125 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 9500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 98.6 นิวตันเมตร ที่ 7700 รอบ/นาที เกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมกับถังบรรจุเชื้อเพลิงขนาด 17 ลิตร Riding mode ที่เพิ่มเข้ามาสำหรับตัว Z900 2020 – Road – Sport ตัวเฟรมถัก มีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาออกแบบมาได้สวยงาม รวมไปถึงการทำสีเขียวเหลือบมุกเหลือง ทำให้รู้สึกมีสีสันสวยงามมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 212 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้า ที่เป็นแบบ UP side down ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41 มม.ที่สามารถปรับค่าความหนืดและความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ทำให้สามารถปรับตั้งค่าต่างๆได้เหมาะสมกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ระบบเบรคหน้า แบบดิสเบรค Floating ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 300 มม. คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 4 สูบ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหน้ามีขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 120/70 ZR มาจากโรงงานรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆ ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยว back-link ที่มีตำแหน่งการวางโช้คแบบ ZX10 R สามารถปรับค่าความหนืดและค่าความแข็ง-อ่อนของตัวสปริงได้ ระบบเบรคหลังแบบดิสเบรค จานดิสมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 250 มม คาลิปเปอร์ Nissin แบบ 1 สูบพร้อมกับระบบความปลอดภัย ABS ล้อหลังขนาด 17 นิ้วให้ยางแบบ Tubless ขนาด 180/55 ZR เป็นเกรดเดียวกับล้อหน้าที่สามารถรองรับความเร็วสูงได้อย่างสบายๆไร้กังวล นี้ก็ถือได้ว่าเป็นการรีวิวสเปคคราวๆที่เราได้เอามาให้คนไทยได้ชมกันก่อนเปิดตัวปลายปีนี้ เป็นยังไงกันบ้างละครับ สำหรับ รีวิว Kawasaki Z900 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปในงานระดับโลกอย่าง Eicma 2019 ถูกตา ถูกใจ สาวก kawasaki กันบ้างไหมละครับ ติดตามกันให้ดีสิ้นปีนี้ อาจมีเซอร์ไพส์!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

ที่ 1 ไฮไลท์สำหรับ Yamaha ที่เปิดตัวกันไปสดๆร้อนๆในงาน Eicma 2019 นั้นก็คือ All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน ที่จับตามองรถคันนี้ ที่ถือว่าเป็นกระแสทัวร์ริ่งน้องใหม่ ในวงการบิ๊กไบค์ เลยทีเดียว ครั้งนี้ทางเรา SuperBikemag.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Eicma 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศบูท Yamaha รวมไปถึงเดินวนรถคันนี้มาประมาณนึง ก็พอจะได้ภาพและนำสเปคมาให้ชมกันครับ จุดเด่นของคันนี้เลยคงไม่พ้นหน้าตาที่ดูจะหล่อกว่าเพื่อนๆใน Hall เพราะว่ามันค่อนข้างที่ดูจะสปอร์ตไปด้วยซ้ำถ้าเรามองเห็นมาไกลๆ ผมเองยังรู้สึกหน้าตาคล้ายกับเจ้า R1 เลย เพราะตำแหน่งไฟโปรเจคเตอร์และเดย์ไลท์ที่ให้มา ดูสวยเตะตาจริงๆ เสริมความหล่อด้วยชิวบังลมขนาดใหญ่ สีแฟริ่งรอบคัน น้ำเงินด้าน มาพร้อมกับการ์ดแฮนด์กันกระแทก ที่มีไฟเลี้ยวในตัว ถือเป็นอีกส่วนนึงที่จะได้เลยว่า คันนี้ละที่เหมาะสำหรับสายทัวร์ริ่งจริงๆ เรือนไมล์แบบ Full Digital สวยงามล้ำสมัย อยู่ในระยะสายตาพอดีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันกลางคืน เบาะนั่งแบบชิ้นเดียว เดินตะเข็บคู่สวยงาม สบายทั้งคนขับขี่และคนซ้อน รูปทรงที่ออกแบบมาดูเข้ากับตัวรถและสรีระท่านั่งขับขี่ ได้ดี “ได้ลองนั่งดูรู้สึกได้ว่ากระชับ หน้าขาสัมผัสถัง มือจับที่แฮนด์บาร์ได้พอดี ถ้าตัวจริงมาไทย ลองนั่งดูได้ สำหรับคนสูง 170 เซนติเมตร” สำหรับสเปคคันนี้ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 700 ซีซี (689) 2 สูบ CP2 สังเกตุง่ายๆ จากคอท่อไอเสียได้เลย เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลัง 72 แรงม้าที่ 8750 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่ 67 นิวตัวเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 6500 รอบ/นาที พร้อมกับเกียร์ 6 สปีดและเครื่องตัวนี้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 เป็นที่เรียบร้อย มาดูที่ช่วงล่างกันบ้าง ที่โช้คหน้าให้มาแบบเทเลสโคปิค (ตะเกียบคู่) สามารถปรับความแข็ง-อ่อน ของสปริงได้ มาพร้อมกับดิสเบรคคู่หน้าขนาด 282 มิลลิเมตร มั่นใจยิ่งขึ้นในการออกทริปเดินทาง รวมถึงยางหน้าที่ให้มาขนาด 120/70 ขอบ 17 Tubeless แบบไร้ยางใน ช่วงล่างด้านหลัง เป็นโช้คเดี่ยวที่อยู่ตำแหน่งกลางตัวรถที่ยึดไว้ระหว่างโครงรถและสวิงอาร์มคู่ด้า่นท้าย ระบบเบรคแบบดิส ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางจานดิส 245 มิลลิเมตร พร้อมกับยางหลังขนาดใหญ่ 180/55 ขอบ17 แบบ Tubeless ไร้ยางใน พร้อมกับความปลอดภ้ยที่มี ระบบ ABS ให้มาจากโรงงาน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ สามารถบรรจุได้ 17 ลิตร ไว้สำหรับเดินทางได้สบาย น้ำหนักคันนี้รวมแล้วได้ 196 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเท่าไรนักสำหรับสายทัวร์ริ่งผู้หญิงขี่ได้ ผู้ชาย เท่ แน่นอน สำหรับค่าตัวนั้นยังไม่เปิดราคาในงานแต่ก็คิดว่าคงจะไม่ห่างจากเจ้า MT-07 ไม่มากก็น้อยคงต้องรอติดตามกันต่อไป และสำหรับสีที่เปิดตัว มีทั้งหมด 3 สี Sonic Grey (ส้ม-เทา) Phanton blue (สีน้ำเงิน) Icon grey (เทา-น้ำเงิน-ดำ) สุดท้ายนี้ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า All-new 2020 Yamaha Tracer 700 ยังไม่มีกำหนดเข้าประเทศไทยช่วง ปลายปี 2019 นี้อย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะมีสิทธิ์ในช่วงๆกลางปี 2020 ก็อาจจะเป็นได้ ใครอดใจรอได้ก็รอไป ใครอดใจไม่ได้ ผมแนะนำเลย T7 รหัสร้อนปีนี้ เจอกันแน่นอนครับ.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

สำหรับสายสกู๊ตเตอร์ที่ติดตามเจ้า Yamaha XMax 400 วันนี้ทางเรา SuperBikemag.com ก็ได้มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆในงาน Eicma Show 2019 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ไม่นานมานี้ ต้องบอกก็เลยนะครับว่า สเปคนี้จะมีจำหน่ายที่โซนยุโรปเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วก็มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้นที่ถูกแต่งเติม เพิ่มสี เข้าไปรวมไปถึง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เกิดขึ้นในโซนยุโรป มาดูกันว่าคันนี้มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง รูปร่าง หน้าตาไม่ต่างจากฝั่งเอเชียเลย ที่สังเกตเห็นก็จะมีเพียงดีไซน์ลายล้อแม็กที่แปลกตาไป และชุดแคร้งเครื่องขับสายพราน ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบดิสเบรคหน้าแบบ ดับเบิ้ลดิส ซ้ายและขวา พร้อมกับทับทิมสะท้อนแสงที่ติดอยู่กับตัวโช้คหน้า ตามมาตรฐานความปลอดภัยฝั่งยุโรป ทางด้านฝั่งขวา ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ กรองอากาศและท่อไอเสียที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่จนรู้สึกว่าทำให้ตัวรถใหญ่ขึ้น แต่จริงๆแล้ว รูปร่างมิติตัวรถ เท่าเดิมมีเพียงปลายท่อ และหม้อกรองที่ทำให้ดูแน่นขึ้น อีกลูกเล่นที่บ้านเราไม่มี นั้นก็คือ เบรคมือ จากที่ถามและพอจะเข้าใจได้คือ การจอดบนที่ราบหรือพื้นเนินลาดชัน ขาตั้งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการจอดให้หยุดนิ่ง จึงออกแบบเบรคมือเพิ่มขึ้นมา ไว้สำหรับการจอดไม่ให้ไหลลงเนิน เพิ่มความปลอดภัยในภูมิประเทศฝั่งโซนยุโรป เบรคมือ จึงมีความจำเป็นพอสมควร เบาะนั่งเป็นอีกชิ้นที่ดูแปลกตาไป ถูกตกแต่งด้วยเพลท Yamaha สีเงินมาจากโรงงานดีไซน์ตะเข็บสวย แถมได้ลองนั่งมา มันช่างสบายเหลือเกิน ทั้งนุ่ม และกระชับเข้ากันได้ดีจริงๆถ้าได้เดินทางไกล สิ่งนี้ที่อยากให้อยู่ในบ้านเรา เรือนไมล์เข็มที่ดีไซน์มาแบบสวยหรูดูดีมีราศีมาก เอาจริงๆคือมันคล้ายกับเรือนไมล์ Tmax พอสมควร จนรู้สึกอยากให้มีในฝั่งเอเชีย เช่นกัน จากเดิมที่ยอดขายถล่มทลายอยู่ ถ้ามาสเปคนี้ต้องบอกเลยว่า ขายดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าใครยังรอ Yamaha Xmax 400 สเปคนี้อยู่ ขอให้ถอนหายใจยาวๆไปก่อน ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าประเทศไทยเมื่อไร เพราะ ที่ขายตัว 300 อยู่ตอนนี้ก็เพียงพออยู่เเล้ว นอกจากจะเพิ่มพาร์ทอะไหล่บางชิ้นจากโซนยุโรปมาใส่ให้หายอยากไปก่อนก็ลองดู คิดว่าคงไม่ยาก สำหรับคนไทย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ที่ดูจำนวนซีซีที่มากกว่านั้น คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้เครื่อง 300 ซีซีบ้านเราก็วิ่งกันไม่แพ้ใครเลยละครับ งานมหกรรมใหญ่ปลายปีนี้คงต้องบอกว่าขอให้รอดูกันสำหรับโมเดล Xmax ที่จะมีสีใหม่ หรือว่ารุ่นใหม่ โปรคติดตามกันอย่างใกล้ชิดได้เลย มีแน่นอน.. อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

New Suzuki Smash Fi 2020 ลุคใหม่ คมเข้มโดนตา ปราดเปรียวโดนใจ รถจักรยานยนต์ครอบครัวสุดประหยัด สมรรถนะเกินราคา New Suzuki Smash Fi 2020 ลุคใหม่ ด้วยการดีไซน์ที่คมเข้มกว่าเดิม โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงที่ดูปราดเปรียวในทุกความเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกถึงความสมาร์ทในทุกการขับขี่ พร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น – ความโดดเด่นตั้งแต่ด้านหน้า เสริมความคมด้วยช่องลมด้านหน้าและด้านข้างโทนดำ ปรับลุคใหม่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ลงตัวทุกมุมมอง – ชุดเรือนไมล์ดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่มองเต็มตา พร้อมรายละเอียดในทุกความเคลื่อนไหวของการขับขี่ – เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก, ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด และดรัม เบรกสตาร์ท มือล้อซี่ลวด) – ปลอดภัยทุกครั้งที่จอดรถด้วยระบบกุญแจนิรภัย 2 ชั้น (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก, ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด และดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด) – เติมเต็มทุกความต้องการ ด้วยกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อคขนาดครึ่งใบได้สบาย – สั่งหยุดในทุกความเคลื่อนไหวด้วยระบบดิสก์เบรกหน้า (เฉพาะรุ่น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก และ ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด) – ด้านท้ายลงตัวด้วยชุดบาร์ท้าย กลมกลืนไปกับชุดไฟท้าย ที่มีความเพรียวบาง ครบเซ็ทด้วยฟีเจอร์การใช้งาน เต็มกำลังด้วยเครื่องยนต์ขนาด 112.8 ซีซี แบบหัวฉีด พร้อมเทคโนโลยี LEaP Technology (เอกสิทธิ์เฉพาะ ซูซูกิ) ที่มีการออกแบบชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้มีน้ำหนักเบา ทำให้ลดแรงเสียงทานของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ อีกทั้งมีการวางตำแหน่งหัวฉีดให้ใกล้กับห้องเผาไหม้มากที่สุด ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองในทุกอัตราเร่ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกรูปแบบทั้งในด้านความทนทาน และความประหยัดเป็นเยี่ยม New ซูซูกิ สแมช Fi คุ้มค่าเกินราคา พร้อมมี 4 รุ่นให้เลือกไม่ว่าจะเป็น ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก ราคา 44,500 บาท ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด ราคา 42,200 บาท ดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด ราคา 40,300 บาท ดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด ราคา 38,300 บาท ซูซูกิ คมเข้มด้วย 4 สี 4 สไตล์ สีน้ำเงิน-เทา, สีแดง, สีดำ-แดง และสีดำ-เหลือง New ซูซูกิ สแมช Fi พร้อมแล้วที่จะสมาร์ทไปกับคุณ สนใจสามารถสอบถามได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือติดต่อได้ที่ Suzuki Call Center 02-533-1170 และเข้าไปดูความเคลื่อนไหวได้ที่ www.thaisuzuki.co.th รวมทั้งเพจรถจักรยานยนต์ซูซูกิ fb.com/SUZUKI Society #ThaiSuzukiMotor #SuzukiNewSmash115Fi อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์

สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR Limited Edition เป็นอีกหนึ่งคันที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในงาน Eicma 2019 เพราะทุกคนอยากที่จะครอบครองคันนี้ ที่มีสเปคเหนือกว่าตัว YZF-R1 ตัวธรรมดา ก่อนอื่นเลยเรามาทำความเข้าใจ GYTR กันก่อนเลย อักษร 4 ตัวนี้ย่อมาจาก Genuine Yamaha Technology Racing คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนา พาร์ทและอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพของทางยามาฮ่า ที่คิดค้นพัฒนาทั้งทางฝุ่นและทางเรียบมากว่า 40 ปี ก็ต้องบอกเลยว่า R1 คันนี้ไม่ใช่คันแรกแน่ๆที่ถูกเสริมหล่อ แต่งออกมาขนาดนี้ สำหรับ Yamaha YZF-R1 GYTR คันนี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพาร์ทคาร์บอนเกือบจะทุกชิ้นเพื่อความเบา แข็งแรงและสวยงาม ถูกคาดด้วยลาย GYTR สีขาว-น้ำเงิน ดูดุลงตัว ถ้าสังเกตุไปที่ช่วงล่างด้านหน้าถูกปรับเปลี่ยนเป็นโช้คหน้า Ohlins และระเบรคแบบเรเดี้ยนเมาส์ตัว Racing จาก Brembo พร้อมจากเบรค Brenbo T-drive มาดูกันต่อที่ท่อไอเสีย Akrapovic ที่ถูกพัฒนามาเพื่อ R1 โดยเฉพาะกันเลย พร้อมกับโช้คหลัง Ohlins TTX ตัวท๊อปๆของทางค่ายอีกเช่นกัน ที่จะมาช่วยเสริมความเนียนในการเข้าโค้งให้ดียิ่งขึ้น ชุดแผงคอด้านหน้าถูกขึ้นรูปใหม่ดีไซน์เป็นร่องแข็งแรง น้ำหนักเบา พร้อมกับเลเซอร์ GYTR บนชุดแผงคอด้านบน ทางด้านแฮนด์ขวาถูกเปลี่ยนปั้มกระทุ้งหน้าเป็นของ Brembo RCS ที่สามารถปรับระยะได้ เสริมหล่อกันเข้าไปอีก ทางด้านซ้ายของแฮนด์ถูกปรับเปลี่ยนปะกับแฮนด์แบบ Racing ที่เพิ่มความเข้าให้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในสนามแข่ง เพียงแค่จำสีเท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวอักษารเล็กๆอยู่ ที่ง UP Down Map Mode และ Pit ได้อารมณ์ซิ่งกันเลยละครับ สุดท้ายนี้ อาจจะต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตัวสเปคเครื่องยนต์ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพราะทางเจ้าหน้าที่ยามาฮ่าเองก็ได้บอกไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็น ชุด KIT Racing ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขันเท่านั้น และคนที่ซื้อเวอร์ชั่นนี้ได้อาจจะต้องมีโปรไฟล์ทีมแข่ง หรือเป็นนักแข่งที่ใช้เพื่อการแข่งขันเท่านั้น ถือว่าเป็นการคาดเดาได้ว่ามันต้อง แรงกว่า ตัวขายปกติทั่วไปอย่างแน่นอน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก