
Quickshifter 300 ซีซี คลาสนี้จำเป็นไหม!? เจาะความคุ้มค่าแบบจัดเต็ม
Quickshifter 300 ซีซี จำเป็นหรือไม่? ช่วยให้รถแรงขึ้นจริงไหม พร้อมสรุปข้อดี-ข้อเสีย และความคุ้มค่าในปี 2026
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Quickshifter 300 ซีซี จำเป็นหรือไม่? ช่วยให้รถแรงขึ้นจริงไหม พร้อมสรุปข้อดี-ข้อเสีย และความคุ้มค่าในปี 2026

ารเดินทางข้ามจังหวัดของคนไทยกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อปั๊มน้ำมันที่เป็นเพียงจุดแวะพักเติมพลังงาน เติมเสบียง และเข้าห้องน้ำ กำลังจะถูกยกระดับให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนข้ามคืนอย่างเต็มรูปแบบ

อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%

Honda Giorno+ 2026 เจาะเหตุผลทำไมถึงครองใจวัยรุ่นไทย ด้วย 7 เฉดสีใหม่ ดีไซน์พรีเมียม และเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วที่ทั้งแรงและประหยัด

MG สร้างประวัติศาสตร์เป็นแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกที่มียอดขายสะสมในยุโรปและอังกฤษเกิน 1 ล้านคัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด

สรุปผล MotoGP เทสต์บุรีรัมย์ วันแรก Alex Marquez รั้ง P1 โชว์ฟอร์มดุเหนือพี่ชาย Marc Marquez ที่พลาดล้ม 2 ครั้งรวดที่สนามช้างฯ ติดตามรายละเอียดที่นี่

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริงใน Moto2 และ Moto3 ปี 2024 Pirelli Diablo Superbike (SC=Special Compound) ยางหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 ฤดูกาล 2024 ทำเวลาในการแข่งได้เร็วกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ Pirelli ได้เป็นผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวในปีนี้ โดยนักแข่งในทั้งสองคลาสได้ทำลายสถิติเดิมในหลายสนาม เช่น Silverstone, Austria และ Valencia ซึ่งทำเวลาที่ดีกว่าจากฤดูกาล 2020-2023 ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 2 ในการแข่งขันรายการ Moto2 นักบิดสัญชาติสเปนอย่าง Alonso Lopez จากทีม SpeedUp Racing ทำลายสถิติในการแข่งขันที่ Valencia ด้วยเวลา 1’33.061 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเวลาที่ดีขึ้นอย่างมากจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ Jake Dixon จากทีม CFMOTO Aspar Team ก็สามารถกดเวลาในการแข่งที่ Silverstone ต่อรอบได้เร็วขึ้นประมาณ 0.7 วินาทีโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้เวลาแข่งขันรวมลดลงถึง 12.5 วินาที ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 3 ในการแข่งขันรายการ Moto3 นักแข่งก็ทำเวลาที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ทำเวลา 1’37.300 ที่ Valencia ซึ่งสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาได้ โดยรวมแล้วการแข่งขัน Moto3 ในบางสนาม เช่น Silverstone ทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 วินาทีจากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากยางรุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันในสนามต่างๆ จุดเปลี่ยนคือยาง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะและความทนทานของยาง Pirelli ที่ดีขึ้น ทำให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าในยุคของยาง Dunlop ความก้าวหน้าทางสมรรถนะเหล่านี้ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ Pirelli รวบรวมข้อมูลจากแต่ละการแข่งขันเพื่อปรับปรุงยางรุ่นใหม่ออกมาในปีหน้า และเชื่ออย่างยิ่งว่า จะทำให้ผลเวลา เร็วขึ้นอีก สรุปผลเวลาของแต่ละสนาม สถิติผลเวลา ของการแข่งขันในฤดูกาล 2024 แบรนด์ยาง Pirelli ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการทุบสถิติเวลา แทบจะทุกสนามก็ว่าได้ และเราได้รวบรวมผลสถิติ ของแต่ละสนามมาไว้ให้แล้ว สถิติเดิม (Moto3) สถิติใหม่ (Moto3) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) สถิติเดิม (Moto2) สถิติใหม่ (Moto2) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) Lusail International Circuit 2’04.742 2’02.276 2.466 1’57.305 1’56.788 0.517 Chang International Circuit 1’41.907 1’40.544 1.362 1’35.297 1’34.595 0.701 Autódromo Internacional do Algarve 1’46.798 1’46.379 0.418 1’42.003 1’41.514 0.489 Phillip Island 1’36.403 1’35.370 1.33 1’31.888 1’30.816 1.72 Circuit Of The Americas 2’16.250 2’14.153 2.97 2’09.385 2’07.543 1.841 Circuito de Jerez 1’45.401 1’43.710 1.691 1’40.640 – – Le Mans 1’41.476 1’40.114 1.361 1’35.791 1’34.868 0.923 Circuit de Barcelona-Catalunya 1’48.003 1’46.111 1.891 1’43.983 1’41.894 2.88 TT

2025 CBR1000RR-R SP เปิดตัวในไทย พร้อมราคา 1.13 ล้านบาท ฮอนด้า กระหึ่มงาน Thailand GP ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ระดับซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงกับ 2025 CBR1000RR-R SP พร้อมสมรรถนะระดับท็อปคลาสของสายโปรดักท์ชันที่ใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกอย่าง WorldSBK ในราคาค่าตัวสวย ๆ เพียง 1.13 ล้านบาท นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับกระแสความสนใจจากสาวกมอเตอร์สปอร์ตเลยไม่น้อย กับความน่าสนใจของซูเปอร์ไบค์รุ่นนี้ มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนดีเทลรายละเอียดหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะอันยอดเยี่ยมให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัด ด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Born to Race” ซึ่งเปรียบอีกนัยหนึ่งว่า หากคุณมีโมเดลรุ่นนี้ไว้ครอบครองแล้วหล่ะก็ คุณสามารถลงแทร็กเดย์กับนักแข่งระดับโลกได้ทันที โดยสิ่งที่น่าสนใจสำหรับโมเดลรุ่นนี้อยากแรกก็คือเรื่องของการดีไซน์ที่ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว มากกว่าเดิม แฟริ่งออกแบบใหม่ที่ผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อความแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น รวมถึงแรมแอร์บริเวณตรงกลาง และวิงก์เล็ตด้านหน้าดีไซน์ใหม่ถอดแบบเทคโนโลยีมาจาก RC213V-S เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องแรงกด ลดการยกตัวของล้อหน้าเมื่ออกตัวด้วยความเร็วสูง พร้อมด้วย Wind Protection ดีไซน์ใหม่ สะท้อนความเป็น Racing Replica ช่วยลดการปะทะแรงลม ลดการส่าย ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบสนองทุกความเร็วด้วยเบาะนั่งที่ออกแบบใหม่สามารถหมอบได้ต่ำกว่าเดิม พร้อบปรับองศา Handlebar และที่วางเท้าใหม่เพื่อท่านั่งที่ Racing มากยิ่งขึ้น พร้อมขุมพลังกับเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 1,000 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมการปรับปรุงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชิ้นส่วนภายใน ทั้งระบบวาล์วใหม่ เพลาข้อเหวี่ยง ฝาสูบ ก้านสูบไทเทเนียม รวมทั้งปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ รอบมาไวขึ้นและเพื่อการออกโค้งได้ดีขึ้นนั่นเอง โดยขุมพลังดังกล่าวให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 215 แรงม้าที่ 14,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ ให้สุ้มเสียงเร้าใจด้วย ท่อ Akrapovic ไทเทเนียม ช่วงล่างเต็มระบบ เสริมด้วยเทคโนโลยีอันเร้าใจด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า (TBW) โดยแยกมอเตอร์ออกเป็น 2 ตัว ควบคุมการทำงานของกระบอกสูบออกจากกันและตอบสนองแรงบิดได้อย่างทันใจ ควบคู่กับควิกชิฟเตอร์สองทางติดตั้วมาให้อีกด้วย ยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP ตามต่อกับระบบช่วงล่างสำหรับรุ่นนี้ให้โช้ค Ohlins S-EC3.0(SV) NPX แบบ USD และโช้คเดี่ยว TTX36 S-EC3.0 ที่เป็นโช้คปรับไฟฟ้า ระบบเบรกให้ Brembo มาเต็มชุดทั้งปั๊มบน ปั๊มหน้า Stylema R 4 ลูกสูบ เรเดียลเม้าท์ และปั๊มหลังเช่นเดียวกัน ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม 5 ก้าน 17 นิ้ว และยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP ขนาด 120/70 และ 200/55 CBR1000RR-R SP 2025 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999.9 ซีซี แรงม้า (เคลม) 215 แรงม้าที่ 14,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 81 x 48.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Fuel injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน (ยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3) ยางหลัง 200/55-17 แบบไม่ใช้ยางใน (ยาง Pirelli Diablo Supercorsa

BIMOTA KB998 ตัวแข่งคันใหม่จาก Kawasaki Bimota KB998 ตัวแข่งคันใหม่ของ Kawasaki ในการแข่งขันรายการ 2025 Motul FIM WorldSBK Championship โดย Bimota แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี เป็นที่รู้จักในประเภทของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง (แถมยังมีราคาแพง) อีกทั้งยังมีการออกแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทางแบรนด์กำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่โดยการโดดเข้าร่วมการแข่งขันในรายการระดับโลก เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า Kawasaki Racing Team (KRT) ในรายการแข่งขัน WorldSBK ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bimota by Kawasaki Racing Team (BbRT) เพื่อสะท้อนความร่วมมือระหว่างสองบริษัท Bimota และ Kawasaki ได้ร่วมมือกันสร้าง และพัฒนามอเตอร์ไซค์ใหม่ทั้งหมดสำหรับการแข่งขัน ซึ่งผสมผสานจุดเด่นจากทั้งสองผู้ผลิต ที่ไม่ได้เป็นการนำ Kawasaki Ninja ZX-10RR มาเปลี่ยนชุดตกแต่งใหม่ แต่พัฒนารถแข่งรุ่นพิเศษขึ้นมาเอง 2025 Bimota KB998 2024 Kawasaki ZX-10R ซึ่งรายละเอียดสเปคยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่ามาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 998 ซีซี จาก Kawasaki ZX-10RR ที่มีกำลังมากกว่า 200 แรงม้า โช้คอัพหน้าจาก Showa คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (ถึงแม้ว่าจะแปะด้วยตัวอักษร J.JUAN ก็เถอะ) และระบบท่อไอเสียของ Akrapovič แฟริ่งถูกออกแบบใหม่ แม้ด้านหน้าจะยังคงมีเค้าโครงสไตล์ Kawasaki Ninja มาพร้อมปีกแอโรไดนามิกเช่นเดียวกับรถแข่งในสมัยใหม่ โดยตัวแข่งคันใหม่นี้ได้ทำการลงวิ่งทดสอบที่ Circuit de Jerez ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสนามเดียวกับการแข่งขันในรอบสุดท้ายของฤดูกาล 2024 แม้โมเดลรถคันนี้จะถูกพัฒนามาได้ไม่นาน แต่ด้วยการขับขี่ของ Alex Lowes และ Axel Bassani สองนักบิดของทีม ทำให้ KB998 ได้แสดงศักยภาพของมันออกมาสามารถทำเวลาได้อย่างน่าประทับใจบนสนาม Jerez พร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะที่ดุดัน โดย Axel Bassani ทำเวลาได้ 1:38.478 นาที และ Alex Lowes ทำเวลาได้ 1:38.679 นาที แน่นอนว่า KB998 คันนี้จะผลิตออกมาแค่รุ่นสำหรับทำการแข่งขันเท่านั้น จะยังไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของการแข่งขัน WorldSBK รถที่จะเข้าร่วมแข่งขันในรายการ จะต้องมีการผลิตในรูปแบบของ Production Bike วางจำหน่ายโดยมีจำนวนการผลิตอย่างน้อย 500 คันเป็นข้อบังคับมาตรฐาน อย่าง BMW M 1000 RR, Ducati Panigale V4 R และ Honda CBR1000RR-R Fireblade SP ที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทาง Bimota ยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า จะมีรุ่น KB998 วางจำหน่ายต่อสาธารณะชน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Bimota จะผลิตออกมาแค่ในจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผ่านข้อพิจารณา หากผลิตออกมาแค่ตามยอดเกณฑ์ที่กำหนด โมเดลนี้อาจจะถูกยกเป็นรถที่โคตรแรร์อีกหนึ่งรุ่น และในโมเดลคันจริงนั้นอาจจะมีไปตั้งโชว์ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 sประเทศอิตาลีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หรือการร่วมมือของทั้งสองค่ายนี้จะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับ Kawasaki ในการแข่งขัน 2025 Motul FIM WorldSBK Championship ฤดูกาลหน้าหรือเปล่า ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป 2025 KTM 1390 Super Adventure S อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายส้ม KTM กับรถแนวสปอร์ต แอดเวนเจอร์ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักขี่ที่ต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น และพลังที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างกับตัวท็อปสุดตารางอย่าง ‘S EVO’ จะแตกต่างก็มีเพียงแค่รายละเอียดบางจุดเท่านั้น เครื่องยนต์ในรุ่นตัวรองนี้มีเครื่องยนต์กับตัว ‘S EVO’ แทบจะทุกจุด เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ได้รับการขยายปริมาตรกระบอกสูบจาก 1,300 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 173 แรงม้าที่ ที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เพิ่มเทคโนโลยี CAMSHIFT ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่ในช่วงรอบต่ำ อีกทั้งยังปรับปรุงในเรื่องของการปล่อยมลพิษ และพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยจุดที่แตกต่างระหว่างรุ่น ‘S’ และ ‘S EVO’ คือ ระบบเกียร์ โดยในรุ่น S จะใช้คลัตซ์แบบธรรมดามาพร้อมชุดเกียร์แมนนวล 6 สปีด ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับของโมเดล ‘S EVO’ ที่ให้โช้คอัพด้านหน้าแบบ UpSide Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน และโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับโช้คอัพหน้า ทั้งสองด้านมีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ระบบเบรกด้านหลังมาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวสองลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. และขนาดล้ออยู่ที่ 170/60-17 ในส่วนของเทคโนโลยีเรียกได้ว่า ‘S EVO’ มีอะไร ‘S’ ก็มีแบบนั้นเว้นแค่ระบบเกียร์ AMT ตัวใหม่จากทางค่ายที่ในรุ่นรองจะไม่ได้ใส่มาให้ แต่ในส่วนที่เหลือม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด Rain, Street, Sport, Offroad และ Rally , ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง เรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch ซึ่งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้ยังครอบคลุมไปในส่วนของ ระบบช่วยรักษาระยะห่าง, ระบบช่วยเบรก, และ การเตือนการชน โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีส้ม สีดำ ในส่วนของราคาจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เรียกได้ว่าเป็นรถตัวรองที่สเปคไม่แพ้ตัวท็อปเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็เพียงระบบเกียร์ ที่ตัว ‘S’ ให้คลัตซ์แบบธรรมดาพร้อมเกียร์ 6 สปีด แต่ในส่วนของ ‘S EVO’ มาพร้อมเกียร์ใหม่ของทางค่ายอย่าง AMT หากใครที่ชื่นชอบการขับรถแล้วต้อง ‘กำคลัตซ์’ ก่อนเข้าเกียร์ บอกเลยว่าตัว S นี่แหละ ตอบโจทย์สุด ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางฝนสูตรใหม่ รับศึก WSBK ที่ Magny-Cours สุดสัปดาห์นี้เตรียมพบกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 8 ที่ Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศส ค่ายยางตัว P ยาวเหยียดแจงชัด เตรียมยางฝนสำหรับล้อหน้าสูตรใหม่สำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK ไว้รอ ทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมีเพียงสูตรมาตรฐานเท่านั้น หลังจากผ่านการแข่งขันไปแล้ว 21 เรซ ตารางคะแนนรวมในคลาส WorldSBK ก็เกิดปรากฎการณ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) มีคะแนนเท่ากันที่ 311 คะแนน โดยอันดับถัดมาเป็นของ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่มี 273 คะแนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทุกคน ขณะที่ในพิกัด WorldSSP เป็น Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha / Yamaha YZF R6) นำหัวตารางด้วยคะแนน 257 คะแนน นำห่าง Steven Odendaal (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team / Yamaha YZF R6) ถึง 47 คะแนน ส่วนรุ่น WorldSSP300 มี Adrian Huertas (MTM Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) นำเป็นอันดับ 1 ที่ 129 คะแนน นำอันดับ 2 อย่าง Tom Booth-Amos (Fusport – RT Motorsports by SKM – Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) อยู่ 11 คะแนนเท่านั้น สำหรับสนาม Nevers Magny-Cours นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใช้มานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยเปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ซึ่งเป็นสนามที่มีความยาว 4.411 กม. มีโค้งขวา 9 โค้งและโค้งซ้าย 8 โค้ง พร้อมกับโค้งแคบสุดที่รัศมีเพียง 5 เมตร และโค้งกว้างสุดที่ 474.45 ม. และทางตรงยาวหน้าเส้นวัดได้ 250 ม. ความชันสูงสุดของสโลปขึ้นอยู่ที่ 2.38% และลาดลงสูงสุดที่ 2.68% สนามแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่การที่นักแข่งต้องลดความเร็วกะทันหันจากนั้นเร่งความเร็วอีกครั้ง ทั้งตัวแทร็กยังมีทางตรงความยาวปานกลางกระจายตัวไปทั่วพร้อมกับความชันที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายจุด รวมถึงมีโค้งหักศอก (Adelaide) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้เบรกหนักที่สุดในบรรดาสนามแข่งระดับนานาชาติทั้งหลาย ที่ดันไปอยู่กับทางตรงที่ทำความเร็วได้มาก ตัวพื้นผิวแทร็กค่อนข้างเรียบเนียนแบบทั่ว ๆ ไป ให้การยึดเกาะไม่มากนัก โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิต่ำและเปียกชื้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางจุดนักแข่งจะต้องเบรกในขณะที่กำลังลงเนินซึ่งทำให้ยางหน้านั้นรับความเครียดมากกว่าปกติอีกด้วย สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับพิกัด WorldSBK นักแข่งจะมียางหน้าและยางหลังให้เลือก 5 สูตรและ 6 สูตรตามลำดับ ซึ่งมีทั้งยางสลิก ยางกึ่ง และยางฝน ยางสลิกสำหรับยางหน้าจะมีให้เลือก 2 สูตรคือ ยาง SC1 สูตรมาตรฐานและยาง

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17% ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น 2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak มาแรง แซงขึ้นหัวตารางหลังจบศึก Navarra จบกันไปแล้วกับศึกดวลรถแข่งที่มีพื้นฐานมาจากรถโปรดักชันหรือการแข่งขัน WorldSBK กับสนามแห่งใหม่ Navarra (ประเทศสเปน) ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นสนามที่ 7 แล้วของฤดูกาล 2021 ซึ่งถือว่าสนามนี้แข่งขันกันสนุกตื่นเต้นเร้าใจกว่าที่คิด เพราะทุกคนล้วนต้องเจอกับแทร็กแห่งใหม่ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเคยเจอกับสนามนี้มาก่อน หนทางเดียวที่จะทำความคุ้นเคยกับแทร็กนี้ได้มีเพียงช่วงเวลาฝึกซ้อมเท่านั้น WorldSBK Race 1: เป็น Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ออกตัวจากกริดที่ 2 และขึ้นนำทันที แต่ในช่วงแล็ปแรกนั้น Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่ออกตัวจากโพลโพซิชันได้แซงเขาขึ้นมานำแทน ด้านหลังที่ตามมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) กับเพื่อนร่วมทีม Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR), Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) และ Chaz Davies (Team GOELEVEN / Ducati Panigale V4 R) เกาะกลุ่มกันมา ในช่วงแล็ปที่ 6 เป็นนักแข่งจากดูคาติที่สามารถแซงขึ้นมานำและทิ้งห่างนักแข่งคู่หูจากยามาฮ่าเกือบ 3 วินาที และเมื่อการแข่งขันผ่านไปราว ๆ 2 ใน 3 ของเรซ Scott ก็ยังคงโชว์ความดุดันได้อยู่ แถมยังยืดระยะห่างจากอันดับ 2 และ 3 ที่ตอนนี้กลายเป็น Rea และ Toprak ที่เพิ่งจะ มาแรง แซงเพื่อนร่วมทีมมา กระทั่งแล็ปสุดท้ายอันดับโพเดียมก็ยังไม่เปลี่ยนไป จบเรซเป็น Scott Redding ขึ้นโพเดียมตำแหน่งสูงสุด ตามมาด้วย Jonathan Rea และ Toprak Razgatlioglu ทำให้คะแนนของแต่ละคนสูสีและทุกคนต่างมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์โลกกันได้ทั้งนั้น WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 5 A. Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR)

Pirelli เตรียมยางฝนสูตรใหม่ รับศึก WSBK ที่ Magny-Cours สุดสัปดาห์นี้เตรียมพบกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 8 ที่ Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศส ค่ายยางตัว P ยาวเหยียดแจงชัด เตรียมยางฝนสำหรับล้อหน้าสูตรใหม่สำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK ไว้รอ ทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมีเพียงสูตรมาตรฐานเท่านั้น หลังจากผ่านการแข่งขันไปแล้ว 21 เรซ ตารางคะแนนรวมในคลาส WorldSBK ก็เกิดปรากฎการณ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) มีคะแนนเท่ากันที่ 311 คะแนน โดยอันดับถัดมาเป็นของ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่มี 273 คะแนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทุกคน ขณะที่ในพิกัด WorldSSP เป็น Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha / Yamaha YZF R6) นำหัวตารางด้วยคะแนน 257 คะแนน นำห่าง Steven Odendaal (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team / Yamaha YZF R6) ถึง 47 คะแนน ส่วนรุ่น WorldSSP300 มี Adrian Huertas (MTM Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) นำเป็นอันดับ 1 ที่ 129 คะแนน นำอันดับ 2 อย่าง Tom Booth-Amos (Fusport – RT Motorsports by SKM – Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) อยู่ 11 คะแนนเท่านั้น สำหรับสนาม Nevers Magny-Cours นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใช้มานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยเปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ซึ่งเป็นสนามที่มีความยาว 4.411 กม. มีโค้งขวา 9 โค้งและโค้งซ้าย 8 โค้ง พร้อมกับโค้งแคบสุดที่รัศมีเพียง 5 เมตร และโค้งกว้างสุดที่ 474.45 ม. และทางตรงยาวหน้าเส้นวัดได้ 250 ม. ความชันสูงสุดของสโลปขึ้นอยู่ที่ 2.38% และลาดลงสูงสุดที่ 2.68% สนามแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่การที่นักแข่งต้องลดความเร็วกะทันหันจากนั้นเร่งความเร็วอีกครั้ง ทั้งตัวแทร็กยังมีทางตรงความยาวปานกลางกระจายตัวไปทั่วพร้อมกับความชันที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายจุด รวมถึงมีโค้งหักศอก (Adelaide) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้เบรกหนักที่สุดในบรรดาสนามแข่งระดับนานาชาติทั้งหลาย ที่ดันไปอยู่กับทางตรงที่ทำความเร็วได้มาก ตัวพื้นผิวแทร็กค่อนข้างเรียบเนียนแบบทั่ว ๆ ไป ให้การยึดเกาะไม่มากนัก โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิต่ำและเปียกชื้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางจุดนักแข่งจะต้องเบรกในขณะที่กำลังลงเนินซึ่งทำให้ยางหน้านั้นรับความเครียดมากกว่าปกติอีกด้วย สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับพิกัด WorldSBK นักแข่งจะมียางหน้าและยางหลังให้เลือก 5 สูตรและ 6 สูตรตามลำดับ ซึ่งมีทั้งยางสลิก ยางกึ่ง และยางฝน ยางสลิกสำหรับยางหน้าจะมีให้เลือก 2 สูตรคือ ยาง SC1 สูตรมาตรฐานและยาง

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17% ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น 2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak มาแรง แซงขึ้นหัวตารางหลังจบศึก Navarra จบกันไปแล้วกับศึกดวลรถแข่งที่มีพื้นฐานมาจากรถโปรดักชันหรือการแข่งขัน WorldSBK กับสนามแห่งใหม่ Navarra (ประเทศสเปน) ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นสนามที่ 7 แล้วของฤดูกาล 2021 ซึ่งถือว่าสนามนี้แข่งขันกันสนุกตื่นเต้นเร้าใจกว่าที่คิด เพราะทุกคนล้วนต้องเจอกับแทร็กแห่งใหม่ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเคยเจอกับสนามนี้มาก่อน หนทางเดียวที่จะทำความคุ้นเคยกับแทร็กนี้ได้มีเพียงช่วงเวลาฝึกซ้อมเท่านั้น WorldSBK Race 1: เป็น Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ออกตัวจากกริดที่ 2 และขึ้นนำทันที แต่ในช่วงแล็ปแรกนั้น Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่ออกตัวจากโพลโพซิชันได้แซงเขาขึ้นมานำแทน ด้านหลังที่ตามมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) กับเพื่อนร่วมทีม Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR), Tom Sykes (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) และ Chaz Davies (Team GOELEVEN / Ducati Panigale V4 R) เกาะกลุ่มกันมา ในช่วงแล็ปที่ 6 เป็นนักแข่งจากดูคาติที่สามารถแซงขึ้นมานำและทิ้งห่างนักแข่งคู่หูจากยามาฮ่าเกือบ 3 วินาที และเมื่อการแข่งขันผ่านไปราว ๆ 2 ใน 3 ของเรซ Scott ก็ยังคงโชว์ความดุดันได้อยู่ แถมยังยืดระยะห่างจากอันดับ 2 และ 3 ที่ตอนนี้กลายเป็น Rea และ Toprak ที่เพิ่งจะ มาแรง แซงเพื่อนร่วมทีมมา กระทั่งแล็ปสุดท้ายอันดับโพเดียมก็ยังไม่เปลี่ยนไป จบเรซเป็น Scott Redding ขึ้นโพเดียมตำแหน่งสูงสุด ตามมาด้วย Jonathan Rea และ Toprak Razgatlioglu ทำให้คะแนนของแต่ละคนสูสีและทุกคนต่างมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์โลกกันได้ทั้งนั้น WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 5 A. Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR)

S1000RR 2024 สีขาว Light White พร้อมชุดแต่ง M Motorsport ขายไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งมอบสมรรถนะในแบบซูเปอร์ไบค์มาท้าทายขีดจำกัดนักบิดอีกครั้งกับ S1000RR 2024 สีขาว Light White/M Motorsport ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานจิตวิญญาณ #NeverStopChallenging เหมาะสำหรับการขี่ทุกรูปแบบทั้งบนท้องถนน ในสนามแข่ง หรือทั้งสองสไตล์ร่วมกัน ด้านดีไซน์ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ฝาครอบเบาะนั่งซ้อนท้ายที่หรูหรา และส่วนท้ายที่ดูปราดเปรียว เบากว่าและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับตัวสี Light White/M Motorsport ก็มาพร้อมกับแถบสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของของโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมตกแต่งด้วยแถบสีขาวดำตัดกับส่วนที่เหลือของตัวรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ระบบวาล์วไทเทเนียม 4 วาล์วต่อสูบ DOHC และเทคโนโลยี BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ โครงสร้างตัวถังแบบ “Flex Frame” อันก้าวล้ำ ซึ่งเป็นแชสซีและระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย มีโหมดการขับขี่ที่สามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ โหมดการขับขี่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ “Pro” ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ในทำนองเดียวกัน ระบบ ABS ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันระบบควบคุมการเลื่อนเบรก Slide Control ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ามุมดริฟท์เฉพาะสำหรับสไตล์การขับที่เรียกว่าการดริฟต์เบรก ขณะที่ไถลเข้าโค้งด้วยความเร็วคงที่ สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเร้าใจที่ 1,005,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวสแตนดาร์ดที่มีราคา 984,000 บาท ถือว่าเพิ่มเงินเพียง 21,000 บาทเท่านั้น กับสีพิเศษสุดเท่พร้อมสไตล์ที่โดดเด่นและสตอรี่เรื่องราวจากมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ถือว่าไม่แพงเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

𝗟𝗔𝗠𝗕𝗥𝗘𝗧𝗧𝗔 𝗫𝟯𝟬𝟬 𝟳𝟳𝘁𝗵 (𝗟𝗶𝗺𝗶𝘁𝗲𝗱 𝗘𝗱𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻) ฉลอง 77 ปีแลมเบรตต้า แลมเบรตต้า แบรนด์สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานสัญชาติอิตาลี เอกลักษณ์เฉพาะตัวจนเรียกได้ว่าเป็นไอคอนนิคของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวความคลาสสิกจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และหลังจากเดินทางผ่านกาลเวลาจนกลับมาขึ้นแท่นฮอตฮิตในเมืองไทยอีกครั้ง กับรุ่นดัง X300 ที่กลายเป็นไอคอนของคนคูลมีสไตล์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ล่าสุด!พร้อมนำเสนอความพิเศษครั้งใหม่ กับการเปิดตัว คอลเลคชั่นลิมิเต็ด LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION ที่ผลิตขึ้นพิเศษเพียง 777 คันในโลกและพิเศษมีจำหน่ายเฉพาะในไทยเท่านั้น เพื่อฉลองวาระครบรอบ 77 ปีของแบรนด์แลมเบรตต้า จุดเริ่มต้นสู่ตำนาน แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) สกู๊ตเตอร์ที่ผ่านกาลเวลาสู่เรื่องราวอันทรงคุณค่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ ในปี ค.ศ. 1947 หรือเมื่อ 77 ปีที่แล้ว ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยผู้ก่อตั้ง คือ Mr.Ferdinando Innocenti (เฟอร์ดินานโดอินโนเซนติ) หรือที่ได้รับฉายาว่าบิดาแห่งแลมเบรตต้า จนราวช่วงปี ค.ศ.1961 หรือตรงกับปี พ.ศ. 2504 แลมเบรตต้าได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมจากหน่วยงานราชการและบุคคลทั่วไป จนประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น แต่อย่างไรก็ตามกระแสของแลมเบรตต้าได้ห่างหายจากเมืองไทยไปสักพักใหญ่ ก่อนที่จะกลับมาทวงบัลลังก์ตำนานความคลาสิกในประเทศไทยอีกครั้งอย่างทุกวันนี้ พร้อมกับโมเดลใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษา DNA จากตำนานไว้อย่างครบถ้วน “77th ANNIVERSARY” เรื่องราวตามความเชื่อของชาวยุโรป เลข 7 ถือว่าเป็นเลขมงคล ที่สื่อถึงโชคลาภ และความมีอำนาจพิเศษ ยิ่งถ้าหากมีหลาย ๆ ตัว ก็จะยิ่งทำให้เกิดโชคดีมากขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบปีที่ 77 ของแลมเบรตต้าที่พร้อมนำพาประสบการณ์ดี ๆ มาสู่ชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ที่ได้ครอบครอง สำหรับ LAMBRETTA X300 77th ANNIVERSARY LIMITED EDITION หรือ รุ่น X300 77th เปิดตัวภายใต้แคมเปญ #LiveWithPassion สะท้อนจิตวิญาณที่ยังคงขับเคลื่อนความหลงใหลบนเส้นทางของตำนานความคลาสสิกที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมามากว่า 77 ปีมาแล้ว สำหรับรุ่น X300 77th ในคอลเลคชั่นลิมิเต็ดนี้ นอกจากจะมาพร้อมความพิเศษที่มีทั้งหมดเพียง 777 คันเท่านั้น ยังมาพร้อมงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดสีสไตล์ทูโทน ออกแบบมาให้ชุดสีบนตัวรถมีสีขาวและสีดำสลับกันไปในชิ้นส่วนที่แตกต่างกัน กับ 2 สีสันที่มีชื่อสีพิเศษว่า – BLACK GOLD (แบล็ค โกลด์) – WHITE GOLD (ไวท์ โกลด์) ที่เสริมความพิเศษด้วยโลโก้สีทองบนตัวรถ และหมายเลข 77th เพื่อรำลึกถึง Golden Age ที่อยู่ในเรื่องราวกว่า 77 ปีที่ผ่านมา พร้อมไฮไลท์ของการดีไซน์ Typography หรือการจัดวางตัวอักษร “Seventy Seven” บริเวณทั้งสองข้างของตัวรถ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ให้ความโดดเด่นที่แตกต่างจากทุกรุ่นที่เคยมีมา และนอกเหนือจากความพิเศษในงานดีไซน์แล้ว ในรุ่นลิมิเต็ด X300 77th ก็ยังเสริมด้วยยางติดรถจากแบรนด์สัญชาติอิตาลีเช่นเดียวกัน คือยางจากแบรนด์ Pirelli ในรุ่น Angel Scooter และยังไม่หมดเพียงเท่านี้! เพราะยังท็อปอัพความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับชาวแลมเบรตติสต้า ด้วย “77th Celebration set” ของขวัญสุดพิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองปีที่ 77 ของแลมเบรตต้า ที่ผลิตมาพิเศษลิมิเต็ดเฉพาะในรุ่น X300 77th เท่านั้น โดยภายในเซ็ทจะประกอบไปด้วยไอเทมสุดสเปเชียลทั้งหมด 7 อย่าง รวมไว้ด้วยกัน ได้แก่… Certificate: The Special One of 777 หนังสือรับรองความพิเศษจำนวนจำกัด 77th badge plate แผ่นแพลทติดรถเฉพาะรุ่น 77th PIN พินเข็มกลัดแลมเบรตต้า 77 ปี 77th celebrate T-Shirt เสื้อยืดสีดำ ด้านหน้าดีไซน์ Typography ตัวอักษร “Seventy Seven” และด้านหลังดีไซน์โลโก้ LAMBRETTA พร้อม หมายเลข “77th” 77th Key

Honda Adventure Mania 2023 กับ 5 ความเฟี้ยวที่ไม่เหมือนใคร ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะห่างหายกันไปนานกับงานที่รวมเหล่าไบค์เกอร์ไม่ว่าจะเป็นสายแอดเวนเจอร์หรือเอ็นดูโร่ไว้มากที่สุด ครั้งนี้กลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมกับงาน Honda Adventure Mania 2023 เรามาดูจุดเด่นกันดีกว่าว่างานนี้มันเฟี้ยวไม่เหมือนใครยังไงกันบ้างดีกว่าครับ!! 1 สเตจสุดอลังการ ครั้งนี้ Honda Adventure Mania จัดขึ้นที่ Sam Canyon Lagoon สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศงานที่บ่งบอกถึงสายลุยได้อย่างชัดเจน ด้วยสถานที่เต็มไปด้วยภูเขา หิน ทราย และบ่อน้ำ รวมไปถึงเลย์เอาท์สนามเเข่งขันในงานที่ให้กลิ่นอายความเป็นแอดเวนเจอร์ และฮาร์ดเอ็นดูโร่ซึ่งเหมาะเเก่การประลองฝีมือของสายลุยจริง ๆ 2 กิจกรรมจัดหนักจัดเต็ม ภายในงานก็จัดเต็มทั้งวัน กิจกรรมสำหรับ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไปเเละผู้เข้าเเข่งขัน ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม กว่า 200,000 บาท ซึ่งแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ส่วน คือ Race, Ride, Meeting และ Party Race : แน่นอนว่าก็ตรงตามชื่อ นี่คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สาวกฮอนด้าได้มาประลองฝีมือการขับขี่ของสายลุยแบบสุดดุเด็ดเผ็ดมันส์ ทั้งในแบบแอดเวนเจอร์และเอ็นดูโรกันเลย Ride : สำหรับกิจกรรมนี้ก็จะเป็นการเอาใจสายขับขี่ท่องเที่ยวเเบบสายลุย สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ขับขี่กันเเบบจุใจกับระยะทาง 20 กม. ซึ่งมีทั้งแบบออนโร้ดเเละเส้นทางแบบเทรล พร้อมลุ้นรับรางวัลเเละของที่ระลึกต่าง ๆ มากมาย Meeting : ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของการแข่งขันและการขับขี่ ตัวงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานสายลุยได้พบปะพูดคุยเเละร่วมกิจกรรมสุดมันส์อื่น ๆ ทั้ง ยิงธนู ปั่นจักรยาน พายซับบอร์ด เเละอื่น ๆ รวมไปถึงมีบูธจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายลุยมาออกงานให้ผู้คนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม Party : และสำหรับกิจกรรมสุดท้ายก็เป็นกิจกรรมที่เปิดให้สนุกสนานแบบสุด ๆ ไปกับกิจกรรม Camping Party พร้อมทั้งวงดนตรีเเละเหล่า DJ ที่มาเสิร์ฟความมันส์ให้กับผู้ร่วมงานพร้อมทั้งร่วมลุ้นผลการเเข่งขันรอบไฟนอลไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่ามีกิจกรรมที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดกับเฉพาะคนที่ไปแข่งเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมให้กับคนที่ไปชมและไปเชียร์ได้สนุกกันด้วย 3 ครบรสสายลุย งานครั้งนี้ถือว่าครบรสชาติสำหรับสายลุยที่อยากปลดปล่อยความมันส์เพราะเส้นทางเเข่งขันมีทั้งแบบแอดเวนเจอร์และแบบเอ็นดูโร่ โดยมีการเปิดรุ่นการเเข่งขันถึง 6 รุ่นหลัก ได้แก่ Africa Twin, 750 Series, CB500X, CRF450RL, CRF L, CRF Rally เเละอีก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Adventure 50+, Adventure Lady, Enduro 50+ และ Enduro Lady บอกได้เลยว่า หลากหลายเเละอัดเเน่นความดุเดือด ปลดปล่อยความมันส์ ไปกับการแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ไปเลย 4 Night Race สุดท้าทาย นี่คือไฮไลท์สำคัญสำหรับงาน Adventure Mania 2023 นี้เลยก็ว่าได้ การเเข่งขันรอบชิงจะเป็นไปในรูปแบบ Night Race ทั้งประเภทแอดเวนเจอร์ เเละเอ็นดูโร่ บอกเลยว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าร่วมงานเเละผู้เเข่งขันจะได้สัมผัสสนามที่ทางทีมงานได้จัดไว้ในแบบตอนกลางคืน ซึ่งทำให้การเเข่งมีสีสันเเละเพิ่มความท้าทาย ด้วยความมืด ทั้งสเตจต่าง ๆ ที่มีทั้งหิน โดดเนิน หลุมทราย ข้ามขอนไม้ เเละซุ้มประตูป่า ช่วยเพิ่มความยากให้กับการเเข่งขัน ซึ่งผู้เเข่งขันต้องต่อสู้กับความมืดเเละเอาชนะไปให้ได้ 5 ใจกว้างไม่จำกัดค่ายรถ กิจกรรมครั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดเเค่เพียงค่าย Honda เท่านั้นผู้ร่วมกิจกรรมที่ใช้รถแบรนด์อื่นก็สามารถเข้าร่วมเเละทำกิจกรรมภายในงานได้ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีเลยทีเดียว โดยภายในงานเปิดโอกาสให้สายลุยที่แม้จะต่างค่ายก็สามารถมาร่วม Meeting เเละขับขี่ในงานนี้ได้อีกทั้งยังมีกิจกรรมรองรับ ทั้งการขับขี่ท่องเที่ยวแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ซึ่งนำทีมโดยครูฝึกจาก Honda Sefety Thailand รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการ Party เเละเเจกของรางวัลในงาน เว้นก็แต่งการกิจกรรมการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่ากิจกรรมครั้งนี้ ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการผจญภัยจริง ๆ ครับ กิจกรรมHonda Adventure Mania ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเเละข่าวสาร ได้ทางเพจ Facebook : HondaBigBikeTH , hondamotorcyclethailand หรือติดตามได้ทางเพจ Facebook : SuperBikeMagazineTH เว็บไซต์ https://www.superbikemag.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ทางเลือกใหม่ของรถสันดาปเพื่ออนาคต Image by Freepik เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันนั้นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ตั้งเป้ากันว่าจะลดปริมาณคาร์บอนที่จะปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เชื้อเพลิงหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทนกลายเป็นส่วนนึงของทางเลือกที่กำลังมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และอีกสิ่งนึงที่เป็นเหมือนความหวังซึ่งกำลังพัฒนาขึ้นก็คือ น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ซึ่งก็คือน้ำมันที่ถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยแหล่งพลังงานหมุนเวียน น้ำมันสังเคราะห์คืออะไร น้ำมันสังเคราะห์มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า eFuels หรือ อีฟิวส์ หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ คือน้ำมันสังเคราะห์ประเภทนึงที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี เป็นการผสมเอาคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้ากับไฮโดรเจนที่ได้มาจากวิธีอิเล็กโทรไลสิสซึ่งใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้สร้างน้ำมันสังเคราะห์ที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในตอนนี้ได้โดยต้องดัดแปลงใด ๆ แล้วมันสำคัญยังไง? กระบวนการผลิตและการใช้น้ำมันสังเคราะห์สามารถลดคาร์บอนที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การบิน การขนส่งหนัก การขนส่งทางเรือ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นสต็อกวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมี ใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม ๆ และยังช่วยลดมลภาวะได้มาก เท่านั้นยังไม่พอน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ยังใช้แก้ปัญหาการเก็บสำรองพลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นอย่างพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่มักจะมีปัญหาในเรื่องของความไม่ต่อเนื่อง ซึ่งพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินที่ได้มาสามารถนำไปผลิตน้ำมันสังเคราะห์ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้และนำมาใช้เมื่อพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่พร้อมใช้งาน ทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น อะไรคือความท้าทายในการผลิต? ความท้าทายหลัก ๆ ของการผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นคือต้นทุน ณ ปัจจุบันนี้การผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นแพงกว่าการกลั่นน้ำมันแบบเดิม ๆ อยู่มาก และจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อที่จะผลิตและกระจายน้ำมันสังเคราะห์ในสเกลใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามต้นทุนที่ใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนนั้นก็เริ่มที่จะลดลงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ ซึ่งต่างก็คาดกันว่าในอนาคตต้นทุนส่วนนี้จะลดลงอย่างมาก ความท้าทายอย่างเรื่องก็คือปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะมีอยู่บนชั้นบรรยากาศมากมาย แต่การจะดักจับและขนส่งมันในปริมาณมาก ๆ เพื่อนำมาใช้ผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เลยทีเดียว สรุป Image by Freepik น้ำมันสังเคราะห์นั้นเป็นทางแก้ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมบางชนิดที่ยากต่อการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ก็ยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายแพงกว่าน้ำมันแบบเดิม ๆ แต่ข้อดีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานนั้นทำให้มันเป็นอะไรที่ควรจะต้องวิจัยและพัฒนา และในอนาคตน้ำมันสังเคราะห์นี้ก็อาจจะกลายเป็นส่วนสำคัญในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Burgman Street 125EX เบิร์กแมนไซส์เล็กที่คนไทยได้แต่ดูเฉย ๆ Burgman Street 125EX จัดเป็นสกู๊ตเตอร์ในสไตล์ลักชัวรีคันใหม่ล่าสุดของทางค่ายคนซ่าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Suzuki ที่ตั้งใจว่าจะเพิ่มยอดขายของกลุ่มรถขนาดเล็กในปี 2023 นี้ สำหรับโมเดลนี้รูปโฉมดูหรูหรา ดูพรีเมียมมีสไตล์ด้วยเส้นสายที่โดดเด่นและแฟริ่งที่สวยงามดึงดูดทุกสายตา พร้อมรายละเอียดปราณีตและใส่ใจ เช่น ตะเข็บเบาะสีแดง ไฟหน้าที่สวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ผนวกเอาไฟเลี้ยวไว้ในตัวอีกด้วย ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์สุดรักษ์โลก สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 125 ซีซี ที่ใช้ในรถซูซูกิทั่วโลกมาแล้วกว่า 5 ล้านคัน โดยมีกำลังสูงสุดที่ 8.6 แรงม้าที่ 6,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ยังประหยัดน้ำมันด้วยระบบออโต้สตาร์ท-สต็อป และไฟแจ้งเตือนว่ากำลังขับขี่แบบประหยัดน้ำมันบนหน้าจอ LCD สุดเนี้ยบที่ช่วยชักจูงให้ขับแบบประหยัดมากขึ้น เจ้าเบิร์กแมนน้องเล็กคันนี้เหมาะกับการเป็นรถของคนสมาร์ท ๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง ใช้รถขับขี่เดินทางในทุก ๆ วัน เนื่องด้วยตัวรถมีสไตล์ที่หรูหราสวยงาม ขณะเดียวกันมีสมรรถนะดี สะดวกสบาย และใช้งานได้จริง เด่นด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ถึง 21.5 ลิตรพร้อมตะขอแขวนหมวก 2 ชุด รวมไปถึงตะขออเนกประสงค์สำหรับแขวนของเพิ่มเติมอีก 2 ชุดเช่นกัน ด้านหน้าตัวรถยังมีช่องใส่ของที่มาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB และยั้งมีช่องเก็บของที่ใช้งานได้สะดวกถัดจากช่องกุญแจที่สามารถปิดช่องได้ด้วยกลไกระบบแม่เหล็กที่เข้าคู่กันกับกุญแจรถโดยเฉพาะ ตัวรถยังนั่งขับขี่ได้สบายด้วยเบาะนั่งแบบยาวบุด้วยฟ้องน้ำอย่างดี ที่วางเท้าคนขี่เองก็กว้างขวางอีกทั้งยังยาวไปทางด้านหน้าให้สามารถเหยียดขาไปวางเท้าคลายเมื่อยได้ด้วย สนนราคาวางจำหน่ายที่อังกฤษนั้นอยู่ที่ 2999 ยูโร แพงกว่า Avenis 125 อยู่ 300 ยูโร ซึ่งถ้าเจ้า Burgman Street 125EX เปิดราคาแล้วก็น่าจะมีราคาแพงกว่า แต่คาดว่าน่าจะอยู่ไม่เกินหกหมื่นกลาง ๆ โดยประมาณ ซึ่งทางซูซูกิประเทศไทย เปิดให้จองในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งก็มีคนจองไปค่อนข้างเยอะ คนที่ไม่จองในงานแล้วอยากเป็นเจ้าของอาจจะต้องรอรถกันนานจนเหงือกแห้งก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก