SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

รุ่นโปร พร้อมแข่ง Husqvarna FE350 Pro MY25 ถึงไลน์อัพโมเดลปี 2025 จะถูกทยอยเปิดตัวออกมาให้ชมกันบ้างแล้ว แต่สำหรับในบทความนี้ เราจะพามาชมโมเดลสายลุยที่น่าสนใจจากค่ายไวกิ้งกับ 2025 Husqvarna FE350 Pro โปรเอนดูโร่ในรุ่น 4 จังหวะที่ถูกอัปเกรดและพัฒนามาเพื่อความสมบูรณ์แบบของการแข่งขันบนเส้นทางออฟโร้ด ด้วยแชสซีออกแบบให้มีความหยืดหยุ่นเพื่อการควบคุมที่ง่ายดาย กับถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรสีขาวออกแบบใหม่ เข้ากับชุดสีแฟริ่ง การ์ดแฮนด์ ครอบแกนโช้คและบังโคลนหน้า ในขณะที่บังโคลนหลังและเบาะใช้เป็นสีเทา แบบเดียวกันกับลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งขันทางฝุ่นประดับไว้บริเวณด้านข้าง ดูมีความคลีนแต่แฝงไปด้วยความดุร้าย พร้อมโลโก้ฮุสควาน่าเด่น ๆ สมกับเป็นรุ่นโปรตัวชูโรงบนทางฝุ่นนั่นเอง 2025 Husqvarna FE350 Pro ปรับมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ สำหรับรุ่น 4 จังหวะอย่าง FE350 Pro 2025 เป็นอีกหนึ่งรุ่นพัฒนามาจากรุ่น Standard มาพร้อมกับการปรับปรุงพัฒนาในด้านเทคนิคมามาเพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวมเต็มระดับ ทั้งยังเพิ่มความทนทานให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย และยังให้ความแข็งแรงและเบาด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมเคลือบโพลีเอมายด์ ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 1.8 กก. รวมถึงพักเท้าออกแบบดีไซน์ใหม่ช่วยเสริมการยึดเกาะสัมผัส แถมสามารถปรับไดนามิคท่วงท่าขับขี่ได้อย่างอิสระ รายละเอียดสำหรับรุ่น Pro Series ที่ติดตั้งมาในรุ่นนี้ประกอบไปด้วย เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ถังน้ำมันออกแบบใหม่ขนาด 8 ลิตร สเตอร์หลัง Supersprox ลวดลายกราฟิกแบบใหม่ เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ การ์ดแฮนด์ จานเบรก Galfer หน้าและหลัง การ์ดจานเบรกหน้า-หลังคาร์บอน สเตอร์หลัง Supersprox แฮนด์บาร์ ProTaper พร้อมทริปเปิ้ลแคลมป์ ปลอกแฮนด์ ODI แบบซอฟต์คอมปาวด์ ชุดล้อซี่ลวด Factory Racing จาก Excel Takasago แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนน้ำหนักเบา ขนาด 2.0 Ah Spec ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 349.7 ซีซี พร้อมระบบวาล์วไทเทเนียม DOHC ลูกสูบเคลือบไดอะซิล ขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ตอบสนองแรงบิดได้อย่างทันใจด้วยชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 42 มม. จาก Kelihin ทั้งยังออกแบบโปรไฟล์ของเพลาลูกเบี้ยวให้ระบบวาล์วเปิดได้นานขึ้น รอบมาไวมากขึ้น สอดคล้องกับกำลังอัดในอัตราส่วน 13.7 : 1 โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 51 ตัว พร้อมชุดแอร์บ็อกซ์ที่ช่วยเสริมการไหลเวียนอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โช้คหน้าหัวกลับ WP XACT-USD ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 300 มม. ปรับพรีโหลดได้ โช้คเดียวซับแทงค์ WP AXCT ระยะยุบ 300 มม. พร้อมสมรรถนะช่วงล่างขั้นเทพด้วยโช้ค WP XACT-USD ขนาด 48 มม.ปรับปรุงใหม่เพื่อลดแรงกระแทกที่แม่นยำในความเร็วสูง ทั้งนี้ยังสามารถปรับค่าพรีโหลดความตึงของตัวสปริงได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซับแทงค์ WP AXCT สามารถปรับได้เช่นเดียวกัน โดยให้ระยะยุบมาทั้งหน้า-หลังที่ 300 มม. พร้อมจานดิสก์เบรกและระบบเบรกที่ติดตั้งมาให้เป็น Brembo กับขนาดล้อและยางหนามรัดมาให้ขนาด 90/90 และ 140/80 ตามลำดับ ดิสก์เบรก พร้อมการ์ดลายคาร์บอน คาลิเปอร์เบรก Brembo ล้อซี่ลวดเกรดแข่งขัน Excel Takasago ยางหนามขนาด 90/90 ระบบไฟส่องสว่าง LED การ์ดแฮนด์ติดตั้งจากโรงงาน ส่วนในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งมาให้มีหลายแบบเช่นเดียวกัน อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง LED ปุ่ม Map Select Switch ที่สามารถปรับแต่งได้ตามสถานการ์การใช้งานผู้ขับขี่ ระบบแทร็คชันคอนโทรลและควิกชิฟเตอร์เรียกว่าครบสูตรพร้อมของแต่งและสามารถรถแข่งได้ทันที สำหรับเรื่องการจำหน่ายคงมีขายสีเดียวนั่นก็คือ สีขาวนั่นแหล่ะครับ มาพร้อมชุดแต่งดุดันในราคาค่าตัวที่ 12,199 ยูโร หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท และคาดว่าไม่น่าเข้าไทย นอกเหนือจากรุ่นตัวแสตนดาร์ดที่อาจมีโอกาสเป็นไปได้นั่นเอง เพราะอย่างไรตอนนี้ในบ้านเรานั้นมีผู้แทนจำหน่ายรายใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีอะไรให้เซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน อย่างไรต้องรออัปเดตอีกครั้งให้ทราบทั่วกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT Replica สกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ ลายแข่ง MotoGP ล่าสุดทางค่ายสามตา ประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษกับ Aprilia SR GT Replica Edition โดยครั้งนี้มาพร้อมด้วยเส้นลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่งทีมโรงงานใน MotoGP ที่มีมาให้เลือกทั้งรุ่น 125 และรุ่น 200 ซีซี สำหรับลวดลายกราฟิกนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการดีไซน์ของ Noale Team ด้วยไฮไลท์สุดพิเศษกับชุดสีดำด้าน ตัดกับลายกราฟิกสีแดงและสีม่วงแนวทแยงมุม 45 องศา รวมไปถึงแถบสีแดงที่ขอบล้อหน้าเพิ่มลุคความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ยังใส่ลวดลายกราฟิก Aprilia สีขาว ไว้ที่คอนโซลกลางตัวรถ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ม้าศึกโปรโตไทป์ขุมพลัง V4 ที่พึ่งชนะการแข่งขัน MotoGP ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา โดยนักบิดพ่อลูกอ่อนอย่าง Aleix Espargaro โดยเจ้าสกู๊ตเตอร์ SR GT นั้นถูกเผยโฉมครั้งแรกที่งาน EICMA เมื่อปี 2021 และประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มพิอาจิโอ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ Aprilia และแบรนด์สกู๊ตเตอร์คลาสิกที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Vespa แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์แบรนด์อาพริเลียนั้น ให้คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และเห็นได้ชัดจากเจ้า SR GT รุ่นนี้ ทั้งสไตล์ตัวรถ ระยะแฮนด์ และยางใหม่ขนาดกว้าง ที่พร้อมลุยอุปสรรคได้ทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานเดียวกันกับรุ่นสแตนดาร์ด กับเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ แถมผ่าน Euro5 โดยรุ่น 125 ซีซี มาพร้อมกับกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขณะที่รุ่น 200 ซีซี มาพร้อมแรงม้าที่ 17.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ พร้อมระบบช่วงล่างที่ติดมาเดิม ๆ จากโรงงานด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิกจาก Showa ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า 260 มม. ดิสก์เบรกหลัง 220 มม. ล้อหน้า 14 นิ้วและล้อหลัง 13 นิ้ว ยางหน้า 110/80 ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน พร้อมด้วยฟังก์ชันในตัวรถทั้งระบบไฟ LED ระบบเบรก ABS ล้อหน้า หน้าจอ Full Digital และระบบเครื่องยนต์อัตโนมัติหรือ Start&Stop System สำหรับโมเดลอิดิชันรุ่นนี้ พร้อมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยราคาค่าตัวรุ่น SR GT 125 อยู่ที่ 4,449 ยูโร หรือราว ๆ เกือบ 1.7 แสนบาท ส่วนรุ่น SR GT 200 เปิดราคาที่ 4,749 ยูโร หรือ 1.81 แสนบาท อย่างไรก็ดี ก็แอบคาดหวังว่าทางค่ายจะใจดี นำโมเดลรุ่นพิเศษเข้ามาขายในบ้านเรา ก็คงจะดีไม่น้อย แต่มีรุ่นแสตนดาร์ดขายนะครับ รับชม รีวิว Aprilia SR GT 200 รับชม สเปค Aprilia SR GT 200 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สองนักแข่ง Honda บิด CRF450R คว้าโพเดียมคู่ MXGP ที่อิตาลี สองนักแข่ง Honda Tim Gajser หมายเลข 243 และ Tim Fernandez หมายเลข 70 ร้อนแรงต่อเนื่องในการแข่งขัน MXGP หลังการคว้าชัยชนะในสนามที่ 17 ที่ประเทศตุรกี ล่าสุดการแข่งขันสนามที่ 18 ที่ประเทศอิตาลี (Maggiora, Italy) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บิดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF450R คว้าโพเดียมได้ทั้ง 2 คน Race1 การแข่งขันดวลกัน 2 เรซ โดยเรซแรกสภาพสนามนั้นสร้างความยากลำบากอย่างมากจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้า รูเบน เฟอร์นานเดซ ต่อสู้ไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่จะจบการแข่งขันในอันดับที่ 5 ทางด้านของ ทิม ไกจ์เซอร์ น่าเสียดายที่พลาดล้มในช่วงต้น ก่อนที่จะยกรถแข่งกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง ไล่แซงคู่แข่งจากอันดับที่ 20 จนกระทั่งจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 ได้สำเร็จ Race2 การแข่งขันเรซที่ 2 เป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งของ 2 นักบิดฮอนด้าและยอดรถแข่ง Honda CRF450R ทิม ไกจ์เซอร์ บดกับคู่แข่งระดับท็อปได้อย่างดุเดือด คว้าอันดับที่ 2 บนโพเดียมแบบห่างจากชัยชนะแบบเฉียดฉิวเท่านั้น ขณะที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ คัมแบ็กกลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้งในอันดับที่ 3 ของการแข่งขัน การแข่งขันสนามนี้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการคว้าผลการแข่งขันที่ดีของสองนักบิดฮอนด้า หลังจากที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ กลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้ง และ ทิม ไกจ์เซอร์ เริ่มที่จะกลับมาสู่ฟอร์มอันแข็งแกร่งแล้วหลังจากที่ผ่านการบาดเจ็บอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ขณะที่โปรแกรมการแข่งขัน MXGP สนาม 19 จะไปแข่งขันกันที่สหราชอาณาจักร (Matterley Basin, United Kingdom) ในระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 นี้ อย่าลืมติดตามเชียร์กันได้สำหรับแฟน ๆ ค่ายปีกนก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NMAX Connected 2023 เปิดตัวแล้ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 เฉดสี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เดินหน้าเต็มแม็กซ์! ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกตัวจริงของเมืองไทย ส่ง Yamaha NMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกพรีเมียม 155 ซีซี พร้อมเฉดสีใหม่เอาใจวัยแม็กซ์ 3 เฉดสีด้วยกัน โดยยังคงเหนือระดับด้วยดีไซน์พรีเมียมสปอร์ต สีสันเร้าใจสไตล์ MAX Series ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วย VVA และ ABS Dual Channel เพียงหนึ่งเดียวในคลาส เหนือชั้นไปอีกขั้นด้วย Y-Connect และ Traction Control ในรุ่น NMAX Connected เพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตเต็มแม็กซ์ และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร* เอ็นแม็กซ์ล้ำสุดแม็กซ์ด้วยเทคโนโลยี Max Technology เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทขึ้นอีกขั้น ด้วย Y-Connect Application (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ และการขับขี่ของรถ ได้บนมือถืออย่างง่ายดาย ด้วยโหมดต่าง ๆ 9 ฟังก์ชันในการใช้งานอย่างครบครัน Meter Indicator – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนหน้าจอเรือนไมล์ Maintenance Recommend – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา Malfunction Notification – แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา Fuel Consumption – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง Revs Dashboard – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ Parking Location – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด Ranking – แสดงอันดับในการขับขี่ Riding Log – บันทึกประวัติการขับขี่ Contact Form – ช่องทางการติดต่อกับยามาฮ่า ยังคงให้ความสุดเร้าในการขับขี่ด้วย MAX POWER แรงเต็มกำลัง เพื่อกำลังอัดสูงสุด ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี 4 วาล์ว ระบบออโตเมติกหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมลูกสูบฟอร์จ แข็งแกร่ง ทนทาน อีกทั้งยังให้อัตราเร่งดี บิดติดมือ ด้วยการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่ให้การตอบสนองดี ทุกแรงบิดทั้งรอบต่ำและสูง ทันใจทั้งออกตัวและเร่งแซง เปี่ยมด้วยสมรรถนะแบบ Max Performance ด้วยการติดตั้งระบบดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS Dual Channel ให้ความมั่นใจในความปลอดภัยได้มากกว่าด้วยการควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติ ป้องกันล้อล็อกทั้ง 2 ล้อ โดยมาพร้อมระบบแทร็คชันคอนโทรล (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) ซึ่งช่วยป้องกันล้อลื่นไถล มั่นใจกว่า ด้วยการปรับสมดุลความเร็วล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กันทุกสถานการณ์การขับขี่ และให้ความประหยัดเต็มแม็กซ์ด้วยระบบ ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop & Start System ที่มาพร้อม Smart Motor Generator ซึ่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที หรือกรณีเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และยังเท่เต็มแม็กซ์ Max Styling ด้วยไฟหน้า-ไฟท้าย FULL LED พร้อมสัญญาณไฟฉุกเฉิน ดีไซน์ดีเอ็นเอตระกูล MAX Series สว่างชัดเจน พร้อมให้ความสมาร์ทเต็มแม็กซ์ด้วย Max Function ด้วย Digital Meter สไตล์สปอร์ต ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์, กุญแจรีโมท Smart Key System ที่ทำหน้าที่สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์รถ ปลดล็อกเบาะ ปลดล็อกฝาถังน้ำมัน และสัญญาณตอบรับ Answer Back ถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ และช่องชาร์จแบตมือถือพร้อมช่องเก็บของด้านหน้า ที่สำคัญคือมาพร้อมกับสีสันใหม่! เร้าใจสไตล์ MAX Series