SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

Piaggio MP3 310 สามล้อ แม่บ้านอิตาลี 2025 Piaggio MP3 310 สกูตเตอร์สามล้อรุ่นใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากรุ่นพี่อย่าง MP3 400 และ MP3 530 สไตล์ตัวรถที่โดดเด่น แฟริ่งด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีขนาดที่กว้างขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบ ตรงกลางแผงหน้ามีช่องดักอากาศขนาดเล็กที่ดูสปอร์ต พร้อมกับกระจังหน้าแบบรังผึ้งสามมิติ พร้อมสปอยเลอร์แนวตั้งซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้า ด้านอากาศพลศาสตร์อย่างพิถีพิถัน ร่วมกับแผ่นบังลมด้านข้างใหม่ ให้ความเสถียรมากขึ้น ชิลด์บังลมได้รับการออกแบบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถกันลมได้เป็นอย่างดี ส่วนหน้ามีความสปอร์ตและดุดัน ไปจนถึงบังโคลนที่มีองค์ประกอบสีเดียวกับตัวรถในรุ่น Sport ล้อที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่แบบก้านแยก 5 ก้าน ให้ความรู้สึกเหมือนรถสปอร์ตหรู ส่วนหน้าที่ดูเด่นสะดุดตานั้นตัดกับท้ายรถที่ดูเพรียวลม ซึ่งออกแบบอย่างลงตัวด้วยแถบจับด้านท้าย สำหรับผู้โดยสารที่สะดวกสบาย และจบด้วยไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน เบาะนั่งที่มีระดับสองชั้นได้รับการออกแบบใหม่ นั่งสบาย และมีรูปทรงที่ช่วยให้เท้าผู้ขับขี่สามารถสัมผัสกับพื้นได้ง่ายและปลอดภัย พร้อมตำแหน่งของผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสบายขึ้น โดยมีแผ่นพักเท้าพับได้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งเมื่อพับเก็บแล้วจะผสานเข้ากับแฟริ่งของตัวรถอย่างลงตัว ช่องเก็บของใต้เบาะมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้หนึ่งใบ หรือหมวกแบบครึ่งใบสองใบ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ เครื่องยนต์ใหม่ ใหญ่ขึ้น แถมรักษ์โลก เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดในตระกูล HPE (High Performance Engine) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Euro 5+ เมีความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้น จากเดิม 278 ซีซี เป็น 310 ซีซี รวมถึงมีคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่ ไม่เพียงแค่ด้านสมรรถนะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสะดวกสบายในการขับขี่และความคล่องตัว ทั้งหมดนี้ยังช่วยให้รถประหยัดน้ำมันขึ้นอีกด้วย โดยอยู่ที่ 32.2 กม./ลิตร โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้ เป็นเครืองยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ให้พละกำลังเเรงม้าสูงสุดที่ 26.4 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 27.3 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดก็เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ โดยจากเดิมที่เคยทำความเร็วได้ 120 กม./ชม. เพิ่มเป็น 129 กม./ชม ช่วงล่างปรับใหม่ อัพเกรดความปลอดภัยเต็มขั้น ระบบเบรกมาพร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อกที่ผสานกับระบบควบคุมการลื่นไถล ASR (Acceleration Slip Regulation) ระบบ ASR (ซึ่ง Piaggio เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในสกู๊ตเตอร์) สามารถปิดการใช้งานได้ง่าย และช่วยรับประกันความปลอดภัยโดยป้องกันไม่ให้ล้อหลังลื่นไถลบนพื้นผิวที่อันตราย เช่น แอสฟัลต์เปียก ระบบ ABS แบบสามช่อง ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Continental ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเชิงป้องกัน โดยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกเมื่อเบรกและให้การควบคุมรถที่สมบูรณ์ตลอดเวลา Piaggio MP3 ติดตั้งระบบเบรกแบบดิสก์ทั้งสามล้อ โดยมีขนาดดิสก์ 258 มม. ที่ล้อหน้า และ 240 มม. ที่ล้อหลัง ความปลอดภัยที่มากขึ้นและการขับขี่ที่ราบรื่นขึ้นยังมาจากล้อหน้าขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 นิ้ว ส่วนล้อหลังขนาด 14 นิ้ว ระบบล็อคช่วงล่างด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์สามล้อสัญชาติอิตาลีรุ่นนี้ ช่วยเปลี่ยนสมดุลแบบไดนามิกเป็นสมดุลแบบสแตติก เมื่อสตาร์ทรถแล้ว มันจะรักษาสมดุลอยู่บนล้อทั้งสามโดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง (แม้ว่าจะติดตั้งมาให้) เมื่อต้องการกลับสู่การทำงานปกติ เพียงแค่เร่งความเร็วหรือใช้ปุ่มกดเฉพาะ นั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องวางเท้าลงพื้น และสามารถจอดได้ทุกที่อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีจัดเต็มพร้อมอำนวยความสะดวก มาพร้อมกับ หน้าจอ LCD ขนาด 5 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัล มาตรวัดรอบที่อยู่ตรงกลาง พร้อมกับตัวบอกระยะทางรวม และระยะทางทริป อุณหภูมิอากาศ นาฬิกาดิจิทัล ตัวบอกระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และตัวบอกอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น ซึ่งสามารถเลือกดูได้โดยใช้ปุ่ม MODE บนแผงควบคุมด้านขวา เช่น ความเร็วสูงสุด ความเร็วเฉลี่ย การใช้เชื้อเพลิงแบบทันที การใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย ระยะทางแบตเตอรี่ และระดับการชาร์จ ส่วนไฟเตือนจะแสดงการทำงานต่าง ๆ เช่น “ตรวจสอบการฉีดเชื้อเพลิง” น้ำมันสำรอง ความดันน้ำมัน การทำงานของ ABS และระบบป้องกันการโจรกรรม การควบคุมบนแฮนด์และแผงหน้าปัดได้รับการจัดตำแหน่งใหม่ให้ใช้งานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

BMW C400 GT & C400 X 2025 ปรับใหม่ ผ่าน Euro5+ BMW Motorrad เปิดโฉมพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางสองรุ่น อย่าง BMW C400 GT & C400 X 2025 โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่เน้นความคล่องตัวเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง ส่วน BMW C400 GT ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Gran Turismo เหมาะสำหรับการออกทริป เดินทางไกล โดดเด่นด้วยความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น โดย ทาง BMW Motorrad ได้มีการปรับปรุงใหม่ นอกจากด้านเทคนิคแล้ว ยังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ สีสันใหม่ และอุปกรณ์เสริมใหม่ให้ด้วย BMW C400 X ออกแบบใหม่ พร้อมรุ่นย่อย นอกจากรุ่นพื้นฐาน Blackstorm metallic ที่มาพร้อมเบาะสีดำ/เทา ล้อสีดำ และคาลิปเปอร์เบรกด้านหน้าสีดำแล้ว BMW C 400 X ยังมีรุ่น “Rugged” ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่ออกแบบด้านหน้าให้ดูโฉบเฉี่ยวและมีความสปอร์ตมากขึ้น มาพร้อมสีตัวถัง Kalamata metallic matt ซึ่งให้ความรู้สึกตื่นเต้นและมีความสปอร์ต ล้อสีแดง แถบสีแดง และยางลายออฟโรด เสริมความดุดัน ผสมผสานกับคาลิปเปอร์เบรกสีทองด้านหน้า มีกระจกบังลมสีเข้ม เบาะนั่งสีแดง-ดำ แผ่นเหยียบสแตนเลส และการ์ดกันมือที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเติมเต็มลุคที่แข็งแกร่ง สำหรับแผ่นเหยียบ รวมถึงตุ้มปลายแฮนด์แบบอโนไดซ์ BMW C400 GT ปรับปรุงใหม่ ถูกใจสายเดินทาง BMW C 400 GT ได้รับการปรับปรุงให้เข้าถึงการขับขี่ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและปรับปรุงสรีรศาสตร์ในการขับขี่ นอกจากรุ่นพื้นฐาน Blackstorm metallic ที่มาพร้อมเบาะสีดำ ล้อสีดำ และคาลิปเปอร์เบรกสีดำด้านหน้าแล้ว BMW C 400 GT ยังมีรุ่นใหม่ “Exclusive” ให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม BMW C 400 GT มาพร้อมสีตัวถัง Diamondwhite metallic ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหรา ล้อสีทอง แถบสีทอง และเบาะนั่งสีดำที่ปักโลโก้เข้ากับสีล้อ ผสมผสานกับคาลิปเปอร์เบรกสีทองด้านหน้าและกระจกบังลมที่มีสีเข้มเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีไฟส่องพื้นพร้อมการฉายโลโก้ BMW และแผ่นเหยียบสแตนเลส ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถดูสมบูรณ์แบบมากขึ้น BMW C 400 X และ BMW C 400 GT ใหม่ มีพื้นที่เก็บของใต้เบาะมากขึ้น ทำให้สามารถเก็บสัมภาระได้มากขึ้น โดย BMW C 400 X มีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้น 3 ลิตร ส่วน BMW C 400 GT รวมกับช่องเก็บของด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 12 ลิตร นอกจากนี้ BMW C400 GT ยังมาพร้อมชิลด์บังลมด้านหน้าที่ปรับได้ด้วยมือเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถติดตั้งแร็คสำหรับบรรทุกสัมภาระเป็นอุปกรณ์เสริมได้ ด้วยพื้นที่เก็บของ 43.5 ลิตร กล่องท้ายรถใหม่ไม่เพียงแต่มีปริมาตรมากขึ้น 13.5 ลิตรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แต่ยังรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 10 กิโลกรัม จากเดิม 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีระบบไฟส่องสว่างภายใน และพอร์ตชาร์จ USB เป็นฟังก์ชันเสริม ติดมาให้พร้อมกับเเร็คท้ายจากโรงงาน เครื่องยนต์ ทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย ยังคงเป็นเครื่องยนต์หนึ่งสูบแบบเดิมขนาด 350 cc โดยมีกำลัง 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ CVT แบบเเปรผันต่อเนื่องเเละสวิงอาร์มพาวเวอร์เซ็ตที่มีความแข็งแรงต่อแรงบิดสูง พร้อมรับรองมาตรฐาน Euro5+ รุ่นล่าสุด ทำให้ BMW C 400 X และ BMW C 400 GT

Hayabusa จะมีวาล์วแปรผัน เพิ่มความแรงอีกระดับ ล่าสุดมีเอกสารการจดสิทธิบัตรเผยออกมาว่า Suzuki Hayabusa จะมีวาล์วแปรผันติดตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะได้มากยิ่งขึ้น และจะไม่ต้องหวั่นใจเรื่องของมาตรฐานไอเสียที่จะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต หลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีว่าเจ้าเหยี่ยวอ้วนของทางค่ายคนเดือดนั้นดำเนินมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว โดยเปิดตัวมาเมื่อปี 2021 โดยที่ยังมีหัวใจหลักเป็นเครื่องยนต์เดิม แต่มีการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก อัปเกรดช่วงล่าง ไปจนถึงเทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้น ทว่ากลับต้องมาเจอเรื่องของมาตรฐาน Euro5 ที่เข้มข้น จนทำให้ตัวเลขสมรรถนะลดลง ดังนั้นการเข้ามาของระบบวาล์วแปรผันก็น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีจากทางซูซูกิ โดยทางค่ายตั้งเป้าว่าจะให้กำลังแรง แต่ประหยัดน้ำมันและไอเสียน้อย โดยระบบนี้ของทางซูซูกิจะใช้แรงดันน้ำมันเพื่อเปลี่ยนจังหวะการทำงาน แค็มเฟเซอร์ที่อยู่ระหว่างเฟืองเพลาข้อเหวี่ยงฝั่งไอดีและตัวเพลาข้อเหวี่ยงจะยอมให้เพลาข้อเหวี่ยงมีองศาการหมุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยให้สัมพันธ์กับเฟืองเวลาที่มีแรงดำน้ำมันป้อนเข้ามา ซึ่งจะมีโซลีนอยด์ไฟฟ้าสั่งการ โดยได้รับคำสั่งจากกล่องควบคุมเครื่องยนต์อีกที โดยจะคล้าย ๆ ของ GSX-R1000 แต่มาใช้แรงดันน้ำมันแทนที่จะใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ งานนี้ก็ต้องรอลุ้นล่ะครับว่าจะใส่มาให้ฮายาบูสะโมเดลปีไหนกันล่ะครับ แล้วจะช่วยได้มากน้อยเพียงใดด้วยครับ แต่สาวกที่ซื้อไปก็มีน้อยใจแน่งานนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2024 ไลน์อัพ แต่ละทีม ตอนนี้เป็นยังไงบ้างไปดู ตอนนี้การแข่งขันโมโตจีพี 2023 ก็เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลแล้ว ตลาดนักแข่งก็เปิดกว้างถึงการแข่งขันในฤดูกาลหน้ากันแล้วหลายคนเริ่มมีการย้ายทีม แต่หลายคนก็ยังไม่แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ MotoGP 2024 ไลน์อัพของแต่ละทีมกันครับ คนที่ยังไม่ไปไหนแน่ ๆ เริ่มต้นกับคนที่ยังไม่ได้ย้ายไปทีมไหนยังอยู่ที่ทีมเดิม ก็จะมีแชมป์โลกคนปัจจุบันอย่าง Francesco Bagnaia ที่ยังอยู่กับ Ducati Lenovo Team ถัดมาก็จะเป็น Aleix Espargaro และ Maverick Vinales ที่ยังอยู่ใต้สังกัดเดิมอย่าง Aprilia Racing ต่อมาก็จะเป็นทีม Red Bull KTM Factory Racing ที่ก็ยังมี Brad Binder และ Jack Miller เป็นนักบิดให้ต่อไป และ Team Gresini Racing ก็จะยังมีนักบิดอย่าง Alex Marquez แข่งให้ต่อ ย้ายมาที่ฝั่งค่ายรถแดนตะวันออกกันบ้าง Monster Energy Yamaha มีเพียง Fabio Quartararo ที่ยังคงอยู่ครับ ทีนี้เรามาดูกันแต่ละค่ายกันบ้างว่าตามข่าวที่ออกมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงย้ายค่ายกันอย่างไรบ้าง Ducati ดูเหมือนว่า Enea Bastianini เองก็จะยังคงอยู่กับทีมโรงงานและ Bagnania ต่อไปอีกปี ส่วนทางด้าน Johann Zarco ก็จะออกจากทีม Prima Pramac Racing ไปอยู่กับ Honda กับทีม LCR Honda Castrol Team ส่วน Marco Bezzecchi (Mooney VR46 Racing Team) นั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปอยู่ทีมไหนต้องรอการแข่งขันที่สเปนอีกครั้ง Luca Marini คาดกันว่าน่าจะยังอยู่กับ Mooney เหมือนเดิม เช่นเดียวกับ Jorge Martin ที่จะยังอยู่กับ Prima Pramac สรุปทีมที่ใช้รถดูคาติตอนนี้ คือ Ducati Lenovo Team: Francesco Bagnaia & ยังไม่ชัดเจน Prima Pramac Racing: ยังไม่ชัดเจน Mooney VR46 Racing Team: ยังไม่ชัดเจน Gresini Racing MotoGP™: Alex Marquez & ยังไม่ชัดเจน KTM หลังจากจบ Austrain GP ทางค่ายสีส้มก็คอนเฟิร์มได้ว่า Binder ยังอยู่จนถึง 2026 แต่สำหรับทีม GASGAS Factory Racing Tech3 นั้นไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใครระหว่าง Pol Espargaro (GASGAS Factory Racing Tech3), Augusto Fernandez (GASGAS Factory Racing Tech3) และ Pedro Acosta (Red Bull KTM Ajo) สรุปทีมที่ใช้รถเคทีเอ็มตอนนี้ คือ Red Bull KTM Factory Racing: Brad Binder & Jack Miller GASGAS Factory Racing Tech3: ยังไม่ชัดเจน APRILIA สำหรับแคมป์จากเมือง Noale นั้นง่าย ๆ ตรง ๆ และชัดเจนกว่าค่ายอื่น ๆ โดยคอนเฟิร์มชัดเจนหมดแล้วว่า Miguel Oliveira และ Raul Fernandez จะยังได้ไปต่อในปีหน้า สรุปทีมที่ใช้รถอะพริเลียตอนนี้ คือ Aprilia Racing: Aleix Espargaro

KTM 390 Duke 2024 ใหม่ยกคัน ดุดันสุดคลาส ครั้งนี้ค่ายสีส้มอย่างเคทีเอ็มมาด้วยแนวคิดสุดทุกทางแบบไม่ยอมใคร เปิดตัวโมเดลใหม่ของ KTM 390 Duke 2024 แบบใหม่หมดยกคัน ดันสุดคลาส ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกใหม่หมด เครื่องยนต์ใหม่ และช่วงล่างใหม่ โดยเน้นไปที่ความดุดันในแบบที่ชาวดุคจะต้องไม่ผิดหวัง ภายนอกการันตีความโดดเด่นด้วยสีส้มสดเอกลักษณ์ของทางค่าย หรือจะเลือกสีน้ำเงินน้ำทะเลก็โดดเด่นสวยงามไม่แพ้ใครเช่นกัน ตัวรถมีสปอยเลอร์ด้านข้างถังน้ำมันที่ยาวขึ้นและใช้ส่วนนี้ในการป้อนอากาศเข้าระบบไอดี ครอบแผงหม้อน้ำขนาดใหญ่ขึ้น และยังมีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED ที่แยกตัวออกมาจากโคมไฟหน้าปกติ เพิ่มความโดดเด่นมากกว่าที่เคย ทีนี้พูดเรื่องขุมพลังกันบ้าง แน่นอนว่าใหม่อย่างที่เกริ่นไป โดยจะเป็นเครื่อง LC4c ที่เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีน้ำหนักเบากว่า และแรงกว่าเดิม ทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 5+ อีกด้วย ให้กำลังแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 44.25 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดเคลมมาที่ 39 นิวตันเมตร ควบคุมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด สำหรับช่วงล่างก็มาแบบจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ 5 ระดับ ขณะที่ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และพรีโหลดได้ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เพราะจะสามารถปรับให้เข้ากับเจ้าของรถได้ลงตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ในส่วนของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เด่น ๆ ก็จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ใช้งานได้สะดวก โดยมีหน้าจอแสดงผลในโหมด Track ที่จะปรับการแสดงผลให้เข้ากับการขับขี่แบบซิ่ง ๆ ซึ่งจะมีส่วนแสดงผลของความเร็วรอบที่ใหญ่ขึ้น และตัวจับเวลาแล็ป กระทั่งยังมีระบบช่วยออกตัวซึ่งจะทำงานเมื่อเปิดหน้าจอในโหมดแทร็กนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ ได้แก่ Street และ Rain พร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS และโหมด SuperMoto ABS ติดตั้งมาให้ด้วยเลย เรียกว่าเป็นรถเน็กเก็ดในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีที่มีออปชันครบครันเกินใคร ความแรงก็จัดจ้าน ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ แต่ราคาก็น่าจะแรงตามออปชันไปด้วย งานนี้ใครใจรัก ก็ต้องรอลุ้นว่าจะมาจำหน่ายในไทยช่วงไหนนั่นล่ะครับ แต่คาดว่าคงมาแน่ ๆ สำหรับพิกัดนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทางทีม Red Bull KTM Factory Racing ได้ถอด Johann Zarco ออกจากทีมแล้วอย่างเป็นทางการ ดูเหมือนว่าทาง KTM นั้นจะถอด Zarco ออกเร็วกว่าที่เราคิดไว้เมื่อทางทีมได้ประกาศออกมาแล้วอย่างเป็นทางการว่า Zarco จะถูกถอดออกจากทีมของตนในศึกการแข่งขัน MotoGP โดยทาง KTM ก็ได้เตรียม Mika Kallio เอาไว้เพื่อลงแข่งแทนที่ Johann Zarco เรียบร้อยแล้วด้วย อย่างไรก็ดี เราต้องมาติดตามรอดูไปด้วยกันว่าอนาคตของ Zarco นั้นจะไปอยู่ที่ไหนเพราะในตอนนี้ถึงแม้ว่าเจาจะถูกถอดออกจากการแข่งขัน MotoGP แล้วแต่ก็ยังมีสัญญา กับทาง KTM จนกว่าจะจบฤดูกาลนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

Herve Poncharal ผู้จัดการทีม Tech 3 ได้ออกมาบอกว่าเขาเชื่อว่า Quartararo นั้นสามารถที่จะแข่งแบบสูสีกับ Marc Marquez ได้และตัว Marc เองนั้นก็รู้ดี โดยเขายังได้บอกอีกว่าหนุ่มน้อยวัย 20 ปีคนนี้ได้แสดงศักยภาพให้เราได้เห็นกันไปบ้างแล้วว่าเขานั้นจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามคนนึงของ Marc Marquez ในอนาคตอันใกล้นี้ และ Poncharal ที่ รู้จักกับ Quartararo มาตั้งแต่เขายังแข่งขันอยู่ในรุ่น Junior ก็ได้บอกว่าเขาเชื่อว่า Marquez เองก็รู้ดีว่าหนุ่มชาวฝรั่งเศสคนนี้จะได้มาท้าชิงบัลลังก์ของเขาในศึก MotoGP “สิ่งที่ดีที่สุดกำลังจะมาและถ้าจะมีคนที่สามารถท้าแข่งกับ Marc Marquez ได้แบบคิดว่าเขาคนนั้นคือ Fabio และผมคิดว่า Marc เองก็รู้” Poncharal กล่าว เวลาได้ล่วงเลยไปแล้ว 6 เดือนสำหรับ Quartararo ผู้ซึ่งก้าวเข้ามาชนะในรายการ MotoGP จากคนที่อยู่นอก MotoGP และไม่มีชื่อเสียงเลย อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้