SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข้อมูล GR Garage ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ GR Performance อย่างเป็นทางการในไทย พร้อมสรุปความแตกต่างที่สายซิ่งต้องรู้ก่อนเข้าใช้บริการ

Aprilia เผย “ยังไม่สน” ร่วมแข่ง WSBK ตอนนี้พรี่จะขอโลดแล่นโมโตจีพีเพียงรายเดียว ไม่เหลียวสาวใด หรือว่าทีมงานฝ่ายแข่งขันไม่พอหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจ สำหรับ Missimo Rivola ซีอีโอแห่ง Aprilia เผย ได้ออกมาเผยว่าทางค่ายนั้น “ยังไม่สนใจ” ที่จะเข้าร่วมศึกรถโปรดัทก์ชันอย่าง WorldSBK หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จกับชัยชนะในปี 2010 ปี 2012 ด้วยนักแข่งตำนานอย่าง Max Biaggi และในปี 2014 กับ Sylvain Guintoli แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสที่ทางแบรนด์นั้นถอนตัวจากการแข่งขันมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด เพื่อมาพัฒนาทีมแข่งในสังเวียนโมโตจีพี จวบจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งหลังจากถอนตัวจาก WSBK ทางทีมนั้นสามารถทำผลงานชัยชนะครั้งแรกในรุ่นพรีเมียร์คลาสในปี 2022 อีกสองครั้งในปี 2023 รวมถึงปัจจุบันที่ทางค่ายได้นักแข่งแชมป์โลกคนปัจจุบันอย่างฮอร์เก้ มาร์ติน เข้ามาเสริมทัพ ก็สื่อเห็นแล้วว่าทางทีมจริงจังและพร้อมที่จะคว้าแชมป์โลกแล้ว โดยในอนาคตของ WSBK ยังคงไม่แน่ชัด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎของโมโตจีพีในปี 2027 ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกัน เพื่อไม่ให้รถโปรดักท์ชันนั้นดูเร็วกว่ารถโปรโตไทป์ในกรังปรีซ์ อาพริเลีย ไม่เห็นว่ากฎระเบียบทางเทคนิคในปัจจุบันของ WSBK จะเหมาะสมกับการเข้าร่วม และ Rivola ก็เชื่อว่าซีรี่ย์ดังกล่าวจะต้องนำกฎของ SuperStock มาใช้เพื่อควบคุมต้นทุนใช้จ่ายสำหรับอนาคต “อนาคตเดียวที่ผมนึกออกสำหรับซี่รี่ย์นี้ก็คือกฎระเบียบในรุ่น SuperStock ควรมีกฎบังคับแค่ถอดไฟเลี้ยวและกระจกข้างออกแล้วก็แข่งขันตามนั้น นี่แหล่ะ..สิ่งที่ผู้ผลิตอยากได้และเชื่อว่าส่งทีมเข้าร่วมแน่นอน มันจะช่วยโปรโมทให้พวกเขาขายรถได้ และ..จำเป็นต้องกำหนดงบเพดานต้นทุน เพราะการให้รถราคา 45,000 ยูโร มาแข่งกับรถราคา 25,000 ยูโร มันไร้สาระ!!” “ตอนนี้ยังไม่สนใจหรอกครับ WSBK มันคงดูเป็นคลาส B สำหรับโมโตจีพี แต่ถ้าหากมีการปรับกฎให้เหมาะสม เราคงยินดีมากที่จะเข้าร่วม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Speed Triple RR Supercharged ปีศาจ 400 แรงม้า พร้อมขาย!! มีใครให้บ้ากว่านี้ไหม ? กับโปรเจ็กต์สุดเพี้ยนของมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ปกติรถทุกรุ่นมันจะต้องออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่พอดีในพิกัดอยู่แล้ว แต่การมาของเจ้า Speed Triple RR Supercharged พร้อมเทคโนโลยีซูเปอร์ชาร์จ 400 แรงม้าในครั้งนี้ อาจทำให้สาวกมอเตอร์ไซค์หลายคนเกิดการตั้งคำถามว่า “เอ็งจะผลิตมาเพื่ออะไร” ซึ่งมันไม่ควรจะมีเลยด้วยซ้ำ ด้วยไอเดียที่อยากจะสร้างรถมอเตอร์ไซค์ให้มีสมรรถนะแบบไร้ขีดจำกัด ของสำนักแต่งชื่อดังจากอังกฤษอย่าง Thornton Hundred Motorcycle ได้เผยไว้ว่า “อยากมีรถมอเตอร์ไซค์ที่สามารถวิ่งได้เร็วกว่าเครื่องบิน อารมณ์ความเร็วระดับที่นักบินยังต้องกลัว” จึงเป็นที่มาของเจ้าปีศาจสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเดิม ๆ มันก็แรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กับเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 1,160 ซีซี มีมีกำลัง 177 แรงม้า แต่นี่นำกลับมาโมดิฟายใหม่ยัดม้าเพิ่มเป็น 400 ตัว โอ้ว..แม่เจ้า จากส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ทางสำนักได้ออกแบบพร้อมติดตั้งมาไว้ในรุ่นนี้ ประกอบไปด้วย ซูเปอร์ชาร์จ Rotrex C30, สวิงอาร์มอลูมิเนียม Billet CNC ชิ้นใหม่ยาวกว่าเดิม 180 มม. ถังเมทานอล 5 ลิตร ซึ่งส่วนแค่นั้นยังไม่พอต่อด้วยส่วนประกอบด้านนอกอย่าง ชุดแฟริ่งคาร์บอนไล่เบารอบคัน ปีกวิงก์เล็ตแบบแอคทีฟและล้อคาร์บอนน้ำหนักเบาพิเศษติดตั้งมาให้ไว้ในรุ่นนี้ ถึงแม้จะมีความป่าเถื่อนสุด ๆ แต่ทว่าโปรโตไทป์รุ่นนี้ มันสามารถขี่บนท้องถนนได้แถมไม่ผิดกฎหมาย ถ้าขับขี่แบบทั่วไปความเร็วไม่เกินกฎหมายกำหนดไว้อ่านะ แต่ถ้าบิดเร็ว ๆ ก็ย่อมทำได้ (ที่ไหนซักที่แหล่ะ) แต่ไม่รับประกันนะว่าความเร็วในระดับนี้คอจะหักมั้ย ? รวมถึงมันจะมีใครบ้าที่อยากได้มอเตอร์ไซค์เหล่านี้กันหล่ะ…ถ้าไม่นับ Guy Martin ที่ชื่นชอบการพิชิตสถิติระดับโลก ก็คงจะเป็นสายฮาร์ดคอที่คลั่งไคล้ในความเร็วเป็นพิเศษแน่ ๆ พร้อมกับข่าวดีว่าทางสำนักแต่งนั้นสามารถเนรมิตพร้อมขายในราคา 55,000 ปอนด์ หรือเกือบราว ๆ 2.4 ล้านบาท ถ้าหากถามว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ ก็ลองคิดเอา รถมอเตอร์ไซค์ 400 ซูเปอร์ชาร์จแรงม้า ผ่านการปรับจูนด้วยระบบวิศวกรรมขั้นสูง พร้อมของแต่งหายาก ยังรวมไปถึงสามารถเอาไปขิงทางตรงกับใครก็ได้ถ้าใจคุณหนักแน่นพอ และด้วยเหตุผลดังกล่าวคาดว่าน่าจะมีคนที่สนใจอยู่ไม่น้อย กับความบ้าบอ แปลกใหม่ เพราะมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับตรรกะ แต่มันเกี่ยวกับ..แพทชัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO หล่อในแบบย้อนยุค ล่าสุดทางค่ายแดงอย่างดูคาติก็ได้ทำการเปิดตัว Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO โมเดลธรรมดา แต่มีความพิเศษเนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อเป็นการชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของเครื่องยนต์สองสูบระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งหลังจากนั้นนานถึง 50 ปีก็ถูกนำมาใช้ในรถดูคาติเมื่อปี 1971 โดยโมเดลนี้มีพื้นฐานมาจากเจ้าดูคาติสแครมเบลอร์ ออกแบบโดยใช้มุมมองของคนที่รักรถสไตล์โมเดิร์นคลาสสิคและคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของมอเตอร์ไซค์ เพื่อเป็นเกียรติให้กับประวัติศาสตร์และความสำเร็จของบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีถิ่นฐานอยู่ในเขต Borgo Panigale ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลนี้ Centro Stile หรือแผนกออกแบบของทางค่ายได้รับแรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบระดับไอคอนิกของมอเตอร์ไซค์ดูคาติในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งได้แก่ เฉดสี “Giallo Ocra” โลโก้ดูคาติที่ออกแบบโดย Giugiaro และการใช้ล้อแบบซี่ลวด ซึ่งถูกทำสีดำให้เข้ากับชุดสีเหลืองพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มรายละเอียดให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้กระจกมองหลังทรงกลมและเลือกใช้เบาะนั่งสีน้ำตาลซึ่งมีการเย็บด้ายยังปราณีตและพิถีพิถัน ส่วนในเรื่องของทางเทคนิคนั้นตัวรถมีพื้นฐานจากรุ่น Pro ซึ่งใช้เครื่องยนต์สองสูบขนาด 1,079 ซีซีที่ให้กำลัง 86 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 90.22 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ โดยให้กำลังแรงบิดดี ๆ ตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำ ๆ ทั้งนี้ Ducati Scrambler 1100 Tribute PRO จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 3 โหมด โดยแต่ละโหมดจะมีโหมด Power และระดับของแทร็คชันคอนโทรลที่แตกต่างกัน ตลอดไปจนถึงระบบความปลอดภัยอย่างระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ นอกจากนี้ด้านหน้ายังมีระบบไฟแบบ LED และเดย์ไทม์รันนิงไลม์แล้ว ดังนั้นจึงการันตีความชัดเจนในทุกสภาพแสงรวมถึงเป็นจุดเด่นให้น่าจดจำอีกด้วย และระบบเพื่อความสะดวกสบายอย่างระบบ DMS หรือดูคาติมัลติมีเดียซิสเต็ม ที่ช่วยให้สามารถรถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ สุดท้ายคือมีช่องชาร์จไฟแบบ USB อยู่ใต้เบาะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ของทีมโรงงาน เท่แค่ไหนไปชม Ninja ZX-10RR ลายพิเศษ ไม่ใช่รถขายจริง แต่ให้นักแข่งแข่งโชว์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปีการก่อตั้งบริษัท Kawasaki และเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทาง Kawasaki โดยมีการนำโลโก้ River Mark มาใช้รวมไปถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทที่จะมุ่งเน้นในธุรกิจมอเตอร์ไซค์มากยิ่งขึ้นในอนาคต ในโอกาสนี้ทาง Kawasaki Racing Team เลยเตรียมรถแข่ง Ninja ZX-10RR ลายพิเศษดังกล่าวให้กับทาง Jonathan Rea และ Alex Lowes ใช้ลงแข่งในศึก WSBK ที่อาร์เจนตินา ลืมเรื่องการใช้ชุดสีรถจากทางสปอนเซอร์ของทางทีมทั้งหมดไปก่อน แล้วทางค่ายยักษ์เขียวก็เปิดโอกาสให้นักแข่งทั้งคู่เลือกชุดสีรถในตำนานของทางค่ายในอดีตมา จากนั้นก็มีการใช้ดีไซน์ดังกล่าวถ่ายทอดมายังรถแข่งคันปัจจุบันของพวกเขาพร้อม ๆ กับโลโก้ River Mark ที่คุณจะเห็นได้ในเจ้า H2 ของทางค่าย นอกจากลวดลายพิเศษบนตัวรถแล้ว นักแข่งทั้งสองยังใส่ชุดแข่งและแว่นกัดแดดในสไตล์ย้อนยุคที่ทางสปอนเซอร์เตรียมไว้ให้อีกด้วย เพื่อให้ดูเข้ากันอย่างลงตัวที่สุด สำหรับการเลือกของ Jonathan นั้นไม่ยากอะไร โดยเขาเลือกรถต้นแบบเป็น ZXR750-H ตำนานจากต้นยุค 90 มาใช้ โดยตัวรถจะมาในชุดสีขาว น้ำเงินและเขียว ส่วนทางด้านของ Alex นั้นเป็นอะไรเรียบ ๆ ง่าย ๆ ในการที่จะแปลงมาใส่ในรถสมัยใหม่ โดยเขาเลือกรถในตำนานที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมการแข่งขันของโลกสองล้ออย่างเจ้า GPz900R ที่เปิดตัวในอเมริกาในปี 1984 และเป็นรถคันแรกที่ใช้ชื่อนินจา 125 ปีที่ผ่านมาที่ Kawasaki ได้ออกเดินทางผจญภัยในโลกแห่งธุรกิจ ทางค่ายก็ได้พยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นและผลงานทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยนำพาความสุขและสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาโดยตลอด และในตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ตั้งใจที่จะทุ่มเทในเรื่องของมอเตอร์ไซค์เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยตั้งบริษัท Kawasaki Motor Ltd ขึ้นมา โดยบริษัทใหม่นี้จะใช้โลโก้ River Mark เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคุณภาพพร้อมกับแท็กไลน์ใหม่ว่า “Let the Good Times Roll” ว่าแต่คุณล่ะครับชอบเจ้านินจาลายพิเศษคันไหน? อนาคตอาจจะมาเป็นเฉดสีพิเศษขายจริงก็เป็นได้ ลองส่องลองเลือกดูกันก่อนก็ได้นะครับ ส่วนตัวผมว่าน่าจะมีมาจำหน่ายแน่ ๆ แต่ถ้าไม่มาจริง ๆ อาจจะนำไปเป็นไอเดียในการแต่งรถของตัวเองก็ได้นะครับ ว่ามั้ยครับสาวกค่ายเขียว! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 ในศึก MXGP ที่สเปน ล่าสุดชัยชนะของ Jeffrey Herlings ในศึก MXGP ก็ช่วยยืนยันความเป็นผู้นำของเขาในการแข่งขันรายการนี้ ด้าน Maxime Renaux ชนะในศึก MX2 และยืนหยัดเป็นหัวแถวของตารางคะแนนรวม ทำให้เมื่อคำนวณแล้วการที่ Maxime คว้าชัยใน MX2 สนามนี้ ยังผลให้ Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 อีกด้วย การแข่งขันรอบ Spanish Grandprix ระเบิดศึกขึ้นที่สนาม Arroyomolinos ประเทศสเปนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันสนามที่ 13 ของการแข่งขันโมโตครอสชิงแชมป์โลกหรือ FIM Motocross World Championship สนามแห่งนี้เป็นสนามที่ยากและต้องใช้ยางที่เหมาะสมรวมถึงทักษะที่ยอดเยี่ยมของนักแข่ง ลักษณะพื้นแทร็กเป็นดินแข็งปานกลาง นักแข่งที่เลือกใช้ยางพีเรลลี่สามารถเลือกใช้ยาง SCORPION MX32 Mid Soft ทั้งในส่วนของยางหน้าและยางหลัง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสนามนี้มากที่สุด เมื่อบวกรวมเข้ากับยางมูสแบบแข็งปานกลางก็ช่วยให้นักแข่งหลายคนจากทุกคลาสที่เลือกใช้ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันรุ่นใหญ่อย่าง MXGP เป็น Jeffrey Herlings ที่สามารถคว้าชัยชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำบนตารางคะแนนรวมไว้ได้ โดยมี Jorge Prado จบเป็นอันดับ 2 นำหน้า Tim Gajser และมี Antonio Cairoli คว้าลำดับที่ 5 ส่วนในรุ่นรองอย่าง MX2 เป็นฝ่าย Maxime Renaux ที่ชนะและรักษาตำแหน่งผู้นำตารางคะแนนไว้ได้ โดยมี Tom Vialle และ Jed Beaton คว้าที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ช่วยให้แบรนด์ยางอิตาลีตัวพียาวเฟื้อยนี้เหมาหมดยกโพเดียมในพิกัดนี้ นอกจากนี้ยังมี Mattia Guadagnini, Rene Hofer, Jago Geerts, Ruben Fernandez และ Thibault Benistant ที่จบอันดับที่ 4 ไล่ไปจนถึงอันดับ 8 อีกด้วย แม้การแข่งขันจะยังเหลืออีกถึง 5 สนาม แต่จากการคำนวณแล้วถือว่า Pirelli คว้าแชมป์โมโตครอสโลกครั้งที่ 75 แล้ว ผลการแข่งขัน (นักแข่งที่ใช้ Pirelli จะเป็นตัวพิมพ์หนา): MXGP race 1 FEBVRE Romain (ฝรั่งเศส) PRADO Jorge (สเปน) HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) SEEWER Jeremy (สวิตเซอร์แลนด์) MXGP race 2 HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) GAJSER Tim (สโลเวเนีย) PRADO Jorge (สเปน) CAIROLI Antonio (อิตาลี) JONASS Pauls (ลัตเวีย) MX2 race 1 VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GUADAGNINI Mattia (อิตาลี) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) HOFER Rene (ออสเตรีย) MX2 race 2 RENAUX Maxime (ฝรั่งเศส) GEERTS Jago (เบลเยี่ยม) VIALLE Tom (ฝรั่งเศส) BEATON Jed (ออสเตรเลีย) FERNANDEZ Ruben (สเปน) อันดับในสนามนี้: MXGP HERLINGS Jeffrey (เนเธอร์แลนด์) PRADO Jorge

Classic 500 Tribute Black Limited Edition พร้อมขายไทยแล้ว ล่าสุดวันนี้รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง ประกาศเปิดตัว พร้อมวางจำหน่าย Classic 500 Tribute Black Limited Edition ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยโมเดลนี้คือหนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี สูบเดียวแบบช่วงชักยาวรุ่นสุดท้าย ซึ่งถูกผลิตแบบตามสั่งอย่างเดียวและจำนวนจำกัด โดยมีเพลตหมายเลขซีเรียลแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ทั้งนี้ในไทยมีวางจำหน่ายเพียง 30 คันเท่านั้น เดิมทีเมื่อปีค.ศ. 2008 รอยัล เอนฟิลด์เปิดตัวรถในตระกูลนี้เป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500 ซีซี เป็นเครื่องสูบเดียวอันโดดเด่นของแบรนด์และเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จทั่วโลกของทางค่าย ถึงแม้รอยัล เอนฟิลด์จะประกาศยุติการขายปลีกรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์บล็อกนี้ในประเทศอินเดียไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2020 แล้ว แต่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ก็ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ที่ต่างประเทศ สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีลายเส้นแถบบางวาดมือที่โดดเด่นเหมือนกับรถที่ออกมาจากโรงงานรอยัล เอนฟิลด์ที่เขตฐิรูโวตติยูร์ ในปีค.ศ. 2009 เช่นเคย แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่มีสีแบบทูโทนบนถังน้ำมันที่มีบังโคลนสีดำเงาและสีดำด้าน เฉดสีดำล้วนและเฉดสีคู่อันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยเพิ่มสัมผัสที่ไม่เหมือนใครให้กับความสวยงามเหนือกาลเวลาของตัวรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ตรา End of Builds Special Edition ยังเสริมให้ตัวรถจักรยานยนต์ดูเหมาะสำหรับนักสะสมมากยิ่งขึ้น ความคลาสสิค ความมีสเน่ห์ ความเหนือกาลเวลา และโครงสร้างที่โดดเด่น ทั้งหมดนี้มีอยู่ในรถจักรยานยนต์สุดคลาสสิกโมเดลพิเศษนี้ที่มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยทั้งหมด 30 คัน จะวางจำหน่ายราคาคันละ 205,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่แพงเลยสำหรับรถที่มีความพิเศษแบบนี้ สำหรับนักสะสมและแฟนพันธ์ุแท้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Lambretta G350 Series II สกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับไฮเอนด์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เพียงแค่การถ่ายทอด DNA แท้ของ LAMBRETTA เอาไว้ในตัวตน แต่ยังเติมเต็มด้วยงานดีไซน์สไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่น ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในความงดงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว กับการกลับมาในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น สำหรับเจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนานจากประเทศอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 77 ปี อย่างแบรนด์แลมเบรตต้า (LAMBRETTA) กับการทำตลาดในเมืองไทย ณ ขณะนี้ ที่ประกอบไปด้วย 3 ซีรีย์หลัก ได้แก่ รหัส V , X และ G ซึ่งอาจเรียกได้ว่า มีรหัส G คือรุ่น G350 เป็นพี่ใหญ่ หรือรุ่น TOP สุด ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันของแบรนด์แลมเบรตต้า ณ ขณะนี้ สำหรับรุ่น G350 ถือกำเนิดครั้งแรกขึ้นในปี 2022 ในวาระพิเศษของการเฉลิมฉลองปีที่ 75 ของแบรนด์แลมเบรตต้า ที่จัดขึ้นภายในงานศิลปะชื่อดัง อย่างงาน Milan Design Week 2022 ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสะท้อนความเหนือระดับของสกู๊ตเตอร์ที่ให้มากกว่าแค่การขับขี่ แต่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชที่ขับเคลื่อนได้ ก่อนที่ G350 จะบินมาเปิดตัวในบ้านเราภายในงาน Motor Expo 2022 และเริ่มส่งมอบรถสู่ท้องถนนเมืองไทยกันไปในช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสาวกแฟนแลมเบรตต้าตัวจริงหรือที่เรียกกันว่าชาวแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ต่างไม่พลาดที่จะหามาไว้ในครอบครอง ล่าสุด! กับการเปิดตัว “G350 Series II” (จี สามห้าศูนย์ ซีรีย์สอง) กับการสานต่อความสำเร็จจากรุ่นแรก สู่การกลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ของ “Remaster Collection” ในดีไซน์ที่ยกระดับความคลาสสิกเข้าสู่ความเป็นตำนานของแลมเบรตต้ามากยิ่งขึ้น กับ 4 คู่สีสัน สไตล์ทูโทน ที่แต่ละสีล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความเรียบหรูและสง่างาม อีกทั้งยังมีการนำ Iconic badge ที่เคยปรากฏในรุ่นตำนานในอดีต มารีดีไซน์และประดับไว้ใน G350 Series II ได้อย่างลงตัว ยิ่งเป็นการเติมเสน่ห์ให้รุ่น G350 Series II และตอกย้ำว่า มันไม่ใช่แค่เพียงรถสกู๊ตเตอร์ แต่ยังเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญที่สะท้อนถึงมรดกและความงดงามแห่งวัฒนธรรมอิตาลีอีกด้วย โอกาสนี้ คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถแลมเบรตต้าในประเทศไทย ได้เผยถึงการทำตลาดในประเทศไทย ว่า “ ในปีนี้แบรนด์แลมเบรตต้า ถือเป็นการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 77 แล้ว ส่วนการเดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยโดยบริษัท ไดนามิคฯ เรามีการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2018 มาจนถึงปีนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับ Product Line-up ทั้ง 3 ซีรีย์ในปัจจุบัน และเมื่อเทียบตัวเลขยอดขายของปี 2022 ที่เรามีเพียงโมเดลในซีรีย์ V-Special ทำตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 5,890 คัน และเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมานี้ เรามีโมเดลในตะกูล X และ G เข้ามาเสริมทัพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถจบตัวเลขยอดจดทะเบียนในปีทีผ่านมาไปที่ 13,347 คัน ซึ่งหากเทียบกับปีก่อนหน้า ถือได้ว่าเรามีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 126.6% ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกชาวแลมเบรตติสต้าที่ให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยในปีนี้ เรายังคงเดินหน้า พัฒนาทั้งในเรื่องของการนำเสนอ Product ที่น่าสนใจ อย่าง G350 Series II คอลเลคชั่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าพัฒนาในส่วนของการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น” สำหรับ LAMBRETTA G350 Series II ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นเอกลักษณ์สุดพรีเมียม กับเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว ที่มีคาแรคเตอร์การขับขี่ที่ให้ความสมูท ตอบโจทย์ผู้นิยมความคลาสสิก พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี เผยโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลลวดลายสีใหม่ สายพันธุ์สปอร์ต ในรุ่น Ducati SuperSport 950S มาพร้อมลายกราฟิกใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น และออปชั่นต่าง ๆ ในตัวรถอีกมากมาย เชื่อได้เลยว่า เหล่าแฟน ๆ สายรถสปอร์ตจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น โดยเริ่มจากตัวแฟริ่ง ออกแบบรูปทรงให้มีความปราดเปรียว และสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ ให้คาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แบบเดียวกันกับเจ้า Ducati Panigale V4 พร้อมไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บิ้วอินท์เข้าไปในตัวแฟริ่งดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมแรมแอร์ด้านข้างที่พร้อมรับอากาศสู่การเผาไหม้ในเครื่องยนต์อีกด้วย บวกกับแฟริ่งด้านข้างจะมีช่องระบายอากาศแบบคู่ ผสมกับลายกราฟิกแนวตรงเฉียงลงไปด้านหน้า ได้อย่างสวยงาม อีกทั้ง ยังมีชิลด์หน้าออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด สามารถบังลมและใช้งานได้อย่างดีเสริมด้วยหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้วพร้อมถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เบาะนั่งเดี่ยวผู้ขับขี่แบบเดี่ยว เพิ่มความสะดวกสบายในการนั่ง รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ให้ความเท่ไปอีกขั้น ในด้านของขุมพลังสำหรับโมเดลนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ L-Twin 2 สูบ 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทางกับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรอง Euro 5 ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับระบบช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว โดยจะเป็นโช้คอัพจาก Ohlins ทั้งคู่ พร้อมระบบเบรกกับเบรกหน้าดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. เป็นจานเบรกโฟลทติ้ง พร้อมคาลิเปอร์ Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 180/55 จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Pirelli Diablo Rosso III โดยน้ำหนักตัวรถรวมอยู่ที่ 210 กก. ในเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มจากระบบ IMU 6 แกน ระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกทั้งทางตรงและทางโค้งระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอย โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ระบบควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง และแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Ducati Multimedia System ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้ สามารถรับสายโทรศัพท์ ดูข้อความ และเล่นเพลงโดยใช้ปุ่มควบคุมตรงแฮนด์ได้เลยอีกด้วย ทั้งความ สปอร์ต สวยงามและดุดัน เหมาะกับเป็นม้าสีหมอกตัวแรงของค่ายนี้จริง ๆ อย่างไรก็ดี เราก็ยังไม่ทราบว่าโมเดลจะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ คงต้องอดใจรอกันไปก่อน ไว้คราวหน้าถ้ามีอัปเดตอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวแอดมินจะรีบมาแจ้งให้ทราบนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก