SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Norden 901 Expedition MY25 ตัวสุดสายลุย จากแดนไวกิ้ง Husqvarna แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์จากสัญชาติสวีเดน เดินหน้าต่อยอดรหัสสายพันธุ์ 901 กับโมเดลเซ็กเมนต์สายลุยอย่าง Norden 901 Expedition 2025 ตัวเต็งจากแดนไวกิ้งในเวอร์ชัน 2025 พร้อมออปชันเสริมใหม่เต็มลำ ทั้งฟีเจอร์ ช่วงล่างและสมรรถนะ เพิ่มขีดความสามารถกับประสบการณ์ในเส้นทางฝุ่นให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ โดยความน่าสนใจนั้นมีหลายจุดด้วยกันอย่างจุดแรกก็คือ ชุดสีและตัวถังที่ถูกปรับปรุงมาใหม่ ดูมีลูกเล่น และมีสีสันมากยิ่งขึ้น ลายกราฟิกออกแบบใหม่ดูสดขึ้นกว่าแต่ก่อน พร้อมภาพลักษณ์ความเป็นตัวแข่งของทางค่ายดี ๆ นี่เอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์สำหรับเดินทางทั้งชุดกระเป๋าด้านข้างสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 36 ลิตร สำหรับดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดความเป็นเอกลักษณ์โมเดลสายลุยสไตล์เรโทรฉบับค่าย กับไฟหน้าทรงกลมพร้อมชิลด์ขนาดใหญ่สไตล์ทัวริ่งที่คอนโซนหน้า ถังน้ำมันขนาดใหญ่ เบาะ ท่อ อกล่าง การ์ดแฮนด์และกระจกข้าง Norden 901 Expedition 2025 มีระบบ Cornering Traction Control (MTC) ทั้งยังให้ผู้ขับขี่ได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ทางฝุ่นอย่างเต็มพิกัด กับระบบ Cornering Traction Control ปรับปรุงใหม่สามารถปรับค่าได้ถึง 10 ระดับ เรียกได้ว่ามือใหม่หัดลุย สามารถดริฟต์ล้อหลังหล่อ ๆ หน้ามอนิเตอร์ได้เลยทีเดียว ยังรวมไปถึงฟีเจอร์ใช้งานทั้ง USB-C หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอพลิเคชัน Ride Husqvarna Motorcycle สามารถใช้ระบบนำทาง (Turn by Turn) แบบเรียลไทม์ รวมถึงการโทรออก รับสายและฟังเพลงได้เช่นกัน พร้อมโหมดการขับขี่ (Street, Rain, Off-Road และ Explorer) มีให้เลือกใช้งานและตอบสนองความแรงบิดที่แม่นยำด้วยคันเร่งไฟฟ้า พาวเวอร์สลิปเปอร์คลัตช์ และยังเพิ่มความสะดวกสบายอีกขั้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยฮีตกริปและอุ่นเบาะ ช่วงล่างใหม่ WP XPLOR Suspension และออกแบบช่วงล่างมาพิเศษ ด้วยระบบกันสะเทือนจาก WP XPLOR โช้คหน้า USD ขนาด 48 มม. โช้คเดี่ยวด้านหลัง พร้อมระยะยุบเท่ากันที่ 240 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน จับคู่กับจานดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์ 4 พอต จานดิสก์เบรกหลัง 260 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ พร้อมเทคโนโลยีห้ามล้อ Cornering ABS จาก Bosch ล้อซี่ลวด 21 -18 นิ้วและยางทูปเลส Pirelli Scorpion Rally STR เครื่องยนต์ยังคงเป็น 2 สูบขนาด 889 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 100 นิวตันเมตร ถังน้ำมัน 22 ลิตร ที่เคลมระยะทางได้มากถึง 400 กม. และยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ อีกด้วย ถือว่าเป็นเวอร์ชันที่น่าสนใจสำหรับสายลุยเลยก็ว่าได้ สวยไม่แพ้ KTM เลยทีเดียวและราคาคงไม่ทิ้งห่างมากนักจากโฉมก่อน ๆ อย่างไรต้องรอชมราคากันอีกครั้ง และอาจมีโอกาสเข้ามาขาในไทยก็เป็นไปได้ แต่เปอร์เซ็นต์คงน้อยกว่ารุ่นแสตนดาร์ดหล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki Z650 โฉมใหม่ เปลี่ยนแค่สี 2025 Kawasaki Z650 เป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์เน็กเก็ดไบค์ (Naked Bike) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา หรืออาจคงคุ้นเคยชื่อของ ER-6N ก่อนที่จะเปลื่ยนมาเป็น Z650 ในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียว สมรรถนะอันยอดเยี่ยม และการควบคุมที่ง่าย ทำให้ Z650 เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทั้งนักขี่มือใหม่และนักขี่ที่มีประสบการณ์ 2025 Kawasaki Z650 สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) 68 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิด (เคลม) 64 นิวตันเมตร ที่ 6,700 รอบ/นาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83.0 x 60.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.8:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด (Fuel Injection) ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 160/60 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Horizontal Back-link ปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 1 ลูกสูบ กว้าง X ยาว X สูง 765 x2,055×1,065 มม. ระยะฐานล้อ 1,410 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 188 กก. (รวมของเหลว) ความจุถังน้ำมัน 15 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี หน้าจอสี TFT 4.3 นิ้ว ระบบไฟ LED รอบคัน ระบบ ABS (Anti-lock Braking System) ระบบ Traction Control (KTRC) โหมดการขับขี่ (Riding Modes) แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ โหมดประหยัดน้ำมัน (Eco Riding Indicator) สีสันที่วางจำหน่าย Metallic Spark Black / Green Metallic Spark Black / Red Metallic Matte Dark Gray / Metallic Spark Black อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดูคาติกังวล Marc อาจจะแวะมาดึงความลับรถแรงของเรา แชมป์โลก MotoGP 6 สมัย Marc Marquez ที่เชื่อกันว่าจะไปจอยกับทีม Gresini Ducati ในฤดูกาลหน้า 2024 หลังจากคอนเฟิร์มว่าความสัมพันธ์อันดีกับทาง Honda ที่ยาวนานถึง 11 ปีได้จบลง และก็มีท่าทีที่ว่า ดูคาติกังวล Marc อาจจะแวะมาดึงความลับก่อนจะไปต่อกับทีมอื่น เรื่องนี้เกิดขึ้นจากผู้จัดการทั่วไปของ Ducati หรือก็คือ Gigi Dall’Igna นั้นเคยออกมาเผยถึงความคิดที่เขามีต่อ Marquez ที่กำลังจะเซ็นสัญญา 1 ปีกับทาง Gresini ซึ่งนั่นทำให้เขาจะกลายเป็นนักแข่งไร้สังกัดอีกทีปีในปี 2025 ซึ่งการที่เขาได้มาขี่ Desmosedici ของเรา 1 ปีและมาร่วมงานกับ Ducati ที่กำลังเป็นผู้นำ ที่มากทั้งประสบการณ์และความรู้อาจจะไปเป็นประโยชน์ให้กับทีมอื่นที่เลือกจ้างเขาไปขี่ให้ต่อในปี 2025 ก็เป็นได้ Dall’Igna เคยให้สัมภาษณ์กับทาง SKY ไว้ว่า “ผมเกรงว่าเขาอาจจะดึงความลับเราไปเพื่อไปดีกว่าในปี 2025?” “Johann Zarco เองก็จะย้ายไป Honda ในปีหน้า มันเป็นอะไรที่คล้ายกันเลย” “เขาจะต้องเอาข้อมูลและความรู้ไปด้วยแน่นอน แต่มันจะแย่กว่าถ้าวิศวกรออกตามไปด้วย” หลาย ๆ คนก็คาดว่า Marquez เองก็น่าจะย้ายมา Gresini คนเดียว โดยไม่มีคนจากวงในที่เคยเคียงข้างในช่วงเวลาอันรุ่นเรืองของเขามาด้วยแน่ ๆ อย่างหัวหน้าทีมช่าง Santi Hernandez จะไม่มาแน่ ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า Marc จะต้องได้รับการแนะนำและซัพพอร์ตจากคนใหม่ ๆ ซึ่งก็มาจากทางทีม และถ้าหากเขาเลือกที่จะทดสอบคุณค่าในตัวของเขาเองในช่วงที่เขายังไม่มีสัญญาในปี 2025 นั้น อย่างน้อย ๆ เลยทาง Ducati ก็น่าจะต้องส่งวิศวกรไปประกบและทำงานกับเขาอย่างใกล้ชิดตลอดปี 2024 เพื่อให้เขาไม่หลุดไปไหนเป็นแน่ งานนี้ก็ต้องมาดูกันล่ะครับว่า Marc Marquez ในปี 2024 และในอนาคตนั้นจะมีผลงานอย่างไร จะย้ายทีมอีกมั้ย นั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

V-Strom 800RE แอดเวนเจอร์ทัวริ่งน้องใหม่จาก Suzuki ตามมาติด ๆ หลังจากเปิดตัว V-Strom 800DE ไปได้ไม่นาน ล่าสุด Suzuki ก็ได้ทำการส่งน้องใหม่สายแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง V-Strom 800RE ที่ช่วยเติมเต็มรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของทางค่ายให้สมบูรณ์และลงตัวมากขึ้น สำหรับเจ้า RE นั้นย่อมาจาก Road Explorer หรือนักผจญภัยบนทางดำ เข้าใจง่าย ๆ ก็คือพร้อมจะออกเดินทางไปบนถนนเป็นหลักนั่นเอง จึงต่างไปจากเจ้า DE ที่มาจากคำว่า Dual Explorer คือพร้อมตะลุยไปบนทางฝุ่นหรือทางดำก็ได้ ด้วยอะไร ๆ ที่ปรับมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้นนั่นเองครับ เรื่องรูปโฉมนั้นคล้าคลึงกับเจ้า DE เลย โดยเฉพาะในเรื่องของปากนกและไฟหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็อย่างที่บอกเจ้าโมเดลนี้จะไปแตกต่างในส่วนอื่น ๆ ที่ทำให้ขับขี่บนท้องถนนได้ดีขึ้นเป็นหลักนั่นเอง ขุมพลังของมันยังคงใช้เครื่องสองสูบเรียงขนาด 776 ซีซีเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้า DE ซึ่งจะมาพร้อมกับเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา ที่ออกแบบมาให้มีแรงบิดกระจายตัวได้ดีในทุกย่านความเร็วรอบ โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 84.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ในส่วนของช่วงล่างก็จะมีเมนเฟรมเหล็กกล้าเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการออกแบบทางวิศวรกรรมให้มีความสมดุลกันระหว่างความสเถียรและความคล่องตัว ตัวท่อเหล็กกล้ามีความแคบลงช่วยให้วางถังน้ำมันที่มีขนาดความจุได้มากขึ้น โดยถังน้ำมันจะมีความจุมากถึง 20 ลิตร อย่างไรก็ตามเจ้า RE คันนี้ก็มีความแตกต่างจากตัว DE โดยจะเปลี่ยนจากล้อซี่ลวด 21 และ 17 นิ้วที่ต้องใช้ยางใน และมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วแบบไม่ต้องใช้ยางในแทน ขณะที่ระบบกันสะเทือนก็ยังคงให้ระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงจากทาง Showa แต่ปรับมาให้ใช้งานแบบออนโร้ดได้ดีขึ้น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับที่มีระยะยุบน้อยลงเป็น 150 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีการปรับส่วนต่าง ๆ ให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่สูง 825 ม.ม. พักเท้าอลูมิเนียมมียางรองเท้าก็เยื้องไปด้านหลัง 14 ม.ม. และสูงขึ้นอีก 7 ม.ม. เมื่อเทียบกับ DE ด้านหน้ามีแฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายที่ต่ำลง 13 ม.ม.และโน้มไปด้านหน้า 23 ม.ม. และแคบลง 15 ม.ม. เพื่อให้ท่าทางการขับขี่เหมาะกับการขับขี่แบบออนโร้ดอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าที่สูงและกว้างขึ้นเพื่อป้องกันลมและฝนได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เหมาะกับการเดินทางไกลมากยิ่งขึ้น มาเข้าเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ด้านหน้าตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มีโหมดการแสดงผลหน้าจอสองโหมดคือกลางวันและกลางคืน สามารถเลือกเมนูต่าง ๆ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมีพอร์ต USB สำหรับจ่ายไฟที่ด้านซ้ายมือของหน้าจออีกด้วย ยังมีส่วนที่ช่วยเหลือในการขับขี่ เช่น แทร็คชันคอนโทรล 3 โหมด เปิดปิดได้ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด Active (โหมดที่ตอบสนองคันเร่งฉับไว้แบบสปอร์ต), Basic (เหมาะสำหรับขี่ชิลล์ ๆ เดินทางไกล ๆ หรือขับขี่ในเมือง) และ Comfort (สำหรับถนนเปียกลื่น) ซึ่งทำได้เนื่องจากระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนคันเร่งสาย มีระบบเบรก ABS 2 ระดับ มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางเข้าคู่กันกับสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหล มีระบบ Low RPM Assist ช่วยป้องกันรถดับเมื่อรอบต่ำ และระบบ Easy Start สตาร์ทง่ายเพียงกดปุ่มครั้งเดียว เรื่องการเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้นก็คงต้องลุ้นกันครับว่าทางซูซูกิประเทศไทยจะนำเข้ามามั้ย มันมีความใกล้เคียงกันค่อนข้างมาก ราคาไทยเองถ้านำเข้ามาก็น่าจะถูกกว่าโมเดล DE ที่ขายอยู่ตอนนี้ที่ 479,000 บาท ราคาของโมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 4 แสนต้น ๆ ครับ ซึ่งโมเดลนี้จะตอบคนที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวบนทางดำมากกว่าทางฝุ่นนั่นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี ล่าสุดทาง Honda Philippines ทำการเปิดตัวโมเดล Click125 50th Anniversary Limited Edition ปล่อยสู่ตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย กับความพิเศษด้วยลวดลายแห่งหารฉลองครบรอบ 50 ปีที่ออกแบบดีไซน์มาดูสวยงาม โดดเด่น จนอยากให้นำเข้ามาขายในบ้านเราซะเหลือเกิน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color กับเฉดสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง พร้อมลวดลายสติ๊กเกอร์ไล่ตามขอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูสะอาด ไม่เทอะทะจนเกินไป รวมถึงติดสติ๊กเกอร์ครบรอบ 50 ปี ที่บริเวณบังลมหน้าและแฟริ่งด้านท้าย เพิ่มความพรีเมียม น่าสะสม ผสมผสานความสปอร์ตที่น่าจับมาใช้งานอีกด้วย ส่วนเรื่องสเปคตัวรถยังคงใช้เบสเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยเครื่องยนต์ eSP สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะแบบ SOHC เคลมอัตราการประหยัดมาที่ 50.3 กม./ลิตร ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ให้กำลังแรงม้าที่ 10 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ ต่อด้วยระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลัง ต่อด้วยระบบเบรกกับดิส์กเบรกหน้า พร้อมระบบ CBS หรือ Combi Brake ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก ต่อด้วยล้อแม็กสีใหม่ขนาด 14 นิ้ว เข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม รัดด้วยยางขนาด 90/80 และ 100/80 รวมถึงออปชันในตัวรถทั้งระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED,หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD, USB ชาร์จเจอร์, ช่องเก็บด้านหน้า และพื้นที่ใต้เบาะขนาด 18 ลิตร พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,476 USD หรือประมาณ 5.4 หมื่นบาท โดยตอนนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าน่าจะไม่เข้าไทยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP ได้เข้ามาสร้างสีสรรและความประทับใจให้กับแฟนๆชาวมอเตอร์สปอร์ตทั้งในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย Repsol Honda เป็นหนึ่งในทีมที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น

Ducati Desmosedici GP19 รถแข่ง MotoGP รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Ducati ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการแข่งขัน MotoGP ปี 2019 ที่จะเปิดฉากเรซแรกในศึก QATAR GP ที่สนาม Losail International Circuit ในวันที่ 10 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง Ducati ได้เผยโฉม Desmosedici GP19 รถแข่งที่จะใช้ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลปี 2019 ที่จะถึงนี้ จากภาพจะเห็นได้ว่าตัวรถมีการดีไซน์ที่เปลี่ยนไปพอสมควร รวมถึงสีที่เปลี่ยนมาใช้สีแดงเข้มทั้งคัน ( Desmosedici GP18 จะใช้สีแดงส้มตัดกับสีขาว ) เจ้า Ducati Desmosedici GP19 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1000 ซีซี แบบ V4 4 จังหวะ 16 วาล์วแบบ DOHC พร้อมด้วยชุดท่อไอเสียจาก Akrapovic ซึ่งทาง Ducati เคลมแรงม้าไว้ที่ 250 แรงม้า และสามารถทำความเร็ว Top Speed ได้มากกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างยังคงใช้เป็น Öhlins โดยโช้คหน้าเป็นแบบ Upside-down ขนาด 48 มม. โช้คหลัง Öhlins ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมกับระบบเบรคจาก Brembo และล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini อย่างที่เรารู้ๆกันว่ารถแข่ง MotoGP ของ Ducati นั้นขึ้นชื่อเรื่องความแรงและได้เปรียบในทางตรง ก็ต้องมาดูกันว่าเจ้า Ducati Desmosedici GP19 รุ่นใหม่นี้จะยังคงเอกลักษณ์และยังสามารถสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้เหมือนรุ่นก่อนหรือไม่ ต้องรอดูกันครับ รับชมข่าวสารอื่นๆของ Ducati คลิก ติดตามเราในแฟนเพจ คลิก