SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
2025 MotoGP Presentation ปฎิทินเปิดตัวทีมแข่ง มาแล้ว

ปักหมุดให้พร้อม !! ปฎิทินเปิดตัวทีม MotoGP 2025 มาแล้ว เข้าสู่ปี 2568 ของการเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขันโมโตจีพี 2025 อย่างเป็นทางการ สำหรับแฟน ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นกับ 2025 MotoGP Presentation ว่าจะมาเมื่อไหร่ ซึ่งล่าสุด..ทางผู้จัดการแข่งขันอย่างดอร์น่า สปอร์ต ได้เผยตารางเปิดตัวทีมใหม่เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแต่ละทีมมีกำหนดการเปิดตัวทีมแข่งพร้อมไลน์อัพนักบิดดังนี้ 2025 MotoGP Presentation TrackHouse Racing MotoGP (วันที่ 14 มกราคม 2568) Raul Fernandez #25 Ai Ogura #79   Aprilia Racing (วันที่ 16 มกราคม 2568) Jorge Martin #89 Marco Bezzecchi #72   Gresini Racing MotoGP (วันที่ 18 มกราคม 2568) Alex Marquez #73 Fermin Aldeguer #54 Ducati Factory Team (วันที่ 20 มกราคม 2568) Marc Marquez #93 Francesco Bagnaia #63   Red bull KTM Factory Racing / Tech 3 (วันที่ 30 มกราคม 2568) Brad Binder # 33 (Red bull KTM Factory Racing) Pedro Acosta #37 (Red bull KTM Factory Racing) Enea Bastianini #23 (Red Bull KTM Tech3) Maverick Viñales #12 (Red Bull KTM Tech3)   Monster Energy Yamaha MotoGP / Prima Pramac (วันที่ 31 มกราคม 2568) Fabio Quartararo #20 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Alex Rins #42 (Monster Energy Yamaha MotoGP) Jack Miller #43 (Prima Pramac Yamaha) Miguel Oliveira #88 (Prima Pramac Yamaha)   LCR Honda (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568) Johann Zarco #25 ก้อง สมเกียรติ จันทรา #35   Pertamina Enduro VR46 Racing Team (TBC) Franco Morbidelli #21 Fabio Di Giannantonio #49   Repsol Honda Team (TBC) Luca Marini #10 Joan Mir #36 (อัปเดตล่าสุด

2025 BMW R12 S หวนคืนอดีต พร้อมสไตล์โมเดิร์น เรโทร

2025 BMW R12 S หวนคืนอดีต พร้อมสไตล์โมเดิร์น เรโทร 2025 BMW R12 S โมลเดลล่าสุดที่ทาง BMW Motorrad ขยายไลน์ Heritage ซึ่งผลิตมาเพื่อเป็นการยกย่อง R90 S รุ่นตำนาน ในปี 1973 ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ พละกำลัง 67 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสปอร์ตของ BMW Motorrad อย่างแท้จริง ประวัติความสำเร็จของ BMW R90 S ก่อนจะมาเป็น R12 S ก็มีในรุ่นโมเดลของ R90 S ที่ได้สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์อันโดดเด่นจากความสำเร็จในสนามแข่งอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ในปี 1976 Hans-Otto Butenuth และ Helmut Dahne สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันรายการ Production TT  และในปีเดียวกัน Steve McLaughlin ยังคว้าชัยชนะในรายการ 200 Miles of Daytona อันทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมทีมของเขา Reg Pridmore ได้กลายเป็นแชมป์ AMA Superbike คนแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ R 90 S ยังคงเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ BMW ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เครื่องยนต์เดียวกับ R Nine T พื้นฐานเครื่องยนต์ R12 S นั้นใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับรุ่น R NineT เครื่องยนต์ Boxer ขนาดเครื่องยนต์ 1,170 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 115 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ช่วงล่างเพียงพอต่อการใช้งาน ในของส่วนระบบช่วงล่างจะใช้พื้นฐานเดียวกันกับ R 12 ติดตั้งโช้ค USD ขนาด 45 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้า สามารถปรับระดับได้ ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ Paralever และปรับพรีโหลดได้  ระบบเบรก ด้านหน้าให้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์โมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลัง ให้ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 มิลลิเมตร คาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ เป็นมาตรฐานเเบบเดียวกัน การออกแบบดีไซน์ เนื่องจากเป็นโมเดลที่เน้นไปที่การหวนคืนอดีตซึ่งเน้นองค์ประกอบการออกแบบที่โดดเด่นของ R12 S ได้แก่ แฟริ่งติดแฮนด์บาร์พร้อมกระจกบังลมสีเข้ม เบาะนั่งที่เย็บตัดขอบอย่างประณีต  และสีตัวถัง Lavaorange Metallic ซึ่งเป็นการรำลึกถึงสี Daytona Orange อันเลื่องชื่อของ R 90 S ในปี 1975 การออกแบบนี้ยังเพิ่มความพิเศษด้วยรายละเอียด เช่น ตัวอักษร ‘S’ สีแดงบนแผงด้านข้าง เส้นคู่สีแดง และพื้นผิวอะลูมิเนียมขัดเงาเคลือบใสที่ถังน้ำมันและส่วนท้ายเบาะ เพิ่มความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างลงตัว R12 S โดดเด่นในฐานะรถสปอร์ตเรโทรด้วยคุณสมบัติมาตรฐานที่ครบครัน เช่น ล้อ Option 719 Classic II แบบซี่ลวด พร้อมขอบล้ออะลูมิเนียมอโนไดซ์สีธรรมชาติเงางาม ไฟหน้า Headlight Pro เทคโนโลยีล้ำสมัย ถึงแม้ตัวรถคันนี้จะถูกออกแบบดีไซน์ให้มีสไตล์โมเดิร์น-เรโทร และหน้าจอเรือนไมล์ก็คงความเป็นอนาล็อคเอาไว้ แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับรถคันนี้จัดมาให้แบบไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Control), ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ (Shift Assistant Pro), มือจับอุ่น (Heated Grips) และระบบควบคุมความเร็ว (Cruise Control)  นอกจากนี้

CRF50F 2025

CRF50F 2025 ออฟโรดอนุบาล CRF50F 2025 เปิดประตูสู่ความสนุกและความตื่นเต้นที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับนักขับขี่รุ่นเยาว์ ใช้งานง่าย สตาร์ทง่าย และสนุกสนานตลอดเวลา CRF50F ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะมินิไบค์ ดีไซน์วัยมันส์ CRF50F มาพร้อมกับสีสันใหม่อันโดดเด่นในสไตล์ตระกูล CRF และกราฟิกใหม่สุดเท่ เพื่อเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Honda ในการแข่งขันออฟโรด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศที่เชื่อถือได้ และระบบจุดระเบิดแบบ Capacitor Discharge Ignition (CDI) ที่ไม่ต้องการการบำรุงรักษา แฮนด์บาร์สไตล์โมโตครอสมาพร้อมกับตัวป้องกันแฮนด์บาร์แบบมีเบาะรองจับ, กริปโฟมนุ่ม และก้านเบรกขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ ที่พักเท้าแบบพับได้พร้อมพื้นผิวหยักยังช่วยให้การวางเท้ามั่นคง แม้ในสภาพพื้นโคลน เครื่องยนต์เล็กกะทัดรัด เครื่องยนต์ 49cc SOHC 4 จังหวะแรงม้าสูงสุดที่ 3.1 แรงม้า ระบบเกียร์ 3 สปีด พร้อมคลัตช์อัตโนมัติ และ สามารถควบคุมตัวปรับลิมิตเตอร์คันเร่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ของเด็ก ๆ มอบพละกำลังที่นุ่มนวล นอกจากนี้ยังมีสวิตช์สตาร์ทที่ใช้กุญแจเพื่อป้องกันการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย ช่วงล่างแบบน่ารักๆ โช้คแบบเทเลสโคปิกกลับด้าน และโช้คหลังเดี่ยว แข็งแรงแน่นอนและลุคที่ดูทรงพลัง ด้วยน้ำหนักรวมเพียง 50 กิโลกรัม ทำให้เด็ก ๆ สามารถควบคุมได้อย่างง่ายดาย และ ล้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว แบบ 28 ซี่ พร้อมดุมล้ออะลูมิเนียมหล่อให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และเบาะนั่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันมีความกว้างเพียง 110 มม. และความสูงจากพื้นเพียง 548 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักขับขี่รุ่นเยาว์ ไม่ว่าจะยืนหรือนั่งขับขี่   มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว   สีแดง ตอนนี้ไทยเรายังไม่ได้มีขายอย่างเป็นทางการ แต่ราคาเปิดมาที่ $1,700 หรือ ประมาณ 62,000 บาทไทย ถ้าเข้าไทยเมื่อไหร่เราจะมาอัพเดทให้ฟังอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Himalayan 650 2025 บังบอกขอเทสก่อน..

Himalayan 650 2025 บังบอกขอเทสก่อน เห็นโฉมแรกละต้องบอกเลยว่า เขาแอบทดสอบเจ้า Norden ตัวใหม่ป่ะหว่าา.. ทำไมโมเดลมันพิลึกแปลก ๆ แต่พอเห็นแร็คท้ายอาร์มก็รู้เลยว่ารถอังกฤษสัญชาติอินเดียแน่นอน และนี่ก็คือรถแกงกระหรี่ หรือ Himalayan 650 2025 เจ้าหิมาลายันพี่ใหญ่ในเวอร์ชันเดโม่ หลุดทดสอบมาให้ชมกันแล้ว รุ่นนี้ไม่ใช่ฮัสกี้ อย่าเข้าใจผิด จากภาพสปายช็อตและข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งวงในอ้างอิงมาว่า รุ่นนี้อาจจะเป็นเจ้าหิมาลายัน 650 หรือไม่ก็อาจจะเป็นคลาส 750 ซีซีหรือมากกว่านั้น เนื่องด้วยตัวบอดี้ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ บวกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงเจ้า Norden 901 อย่างไรก็ดีก็คงต้องยึดสเปค 650 ตามหลักแหล่งข้อมูลเบื้องต้น และแน่นอนว่า การออกแบบสไตล์ RE ก็ยังคงทิ้งเป็นเอกลักษณ์ตามฉบับทางค่ายไว้ทุกประการ ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสมผสานระหว่างแอดเวนเจอร์ทัวริ่งกับความหล่อเหลาคลาสสิกในแบบรอยัลเอ็นฟิลด์ ทำให้รุ่นเดโม่ 650 คันนี้ ค่อนข้างมีสไตล์และเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ด้วยไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ยัดแฟริ่งด้านข้างออกแบบให้มีความสูงเพรียว เว้าช่องถังน้ำมันด้านข้าง ติดแฮนด์ยกเยื้องคู่กับตัวเบาะออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงเบาะหลังสำหรับคนซ้อน ให้ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกล เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 648 ซีซี   ผนวกกับเครื่องยนต์วางมุม 90 องศาขนาด 2 สูบเรียง 648 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าที่ 47 แรงม้าและแรงบิด 52 นิวตันเมตร ชุดเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีด และติดอกล่างกันชนมาให้ โดยยึดแพลตฟอร์มตัวเลขแรงม้า และแรงบิดแบบเดียวกันกับโมเดลอื่น ๆ ในคลาส 650 ซีซี ทั้ง Interceptor 650, Continental GT 650, Super Meteor 650 และ Shotgun 650 แต่คงปรับช่วงอัตราทดเกียร์ให้เข้ากับสไตล์ตัวรถในแบบแอดเวนเจอร์ทัวริ่งนั่นเอง และระบบช่วงล่างที่เป็นอัปไซส์ดาวน์ด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลัง สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ทั้งยังใส่ระบบเบรก เป็นดิสก์คู่พร้อมคาลิเปอร์จาก Bybre พร้อมระบบ ABS ล้อหน้า 19 นิ้ว ล้อหลัง 17 นิ้ว แบบซี่ลวดและรัดมาด้วยยางออลเทอร์เรน ในเรื่องของระบบเทคโนโลยียังคงไม่มีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติม ต้องรอทางค่ายอัปเดตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และนี่อาจเป็นโฉมเดโม่เวอร์ชันสุดท้ายก่อนผลิตจริง แต่และคาดการณ์น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ พร้อมราคาคาดการณ์ราว ๆ 4 แสนรูปี หรือประมาณ 1.5 แสนบาท ถ้าหากมาไทยราคาอาจกระโดดไปถึง 2 แสนกลาง ๆ อย่างไรต้องรอเฟิร์มอีกครั้งแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ หรือดูรีวิว Himalayan 450 คลิ๊กที่นี่  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Triumph Tiger 900 Bond Edition

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007  และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Honda CBR150R 2021

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี  เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน  และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Classic 350

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้  Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE  นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้   ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน  กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze  Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya จบไปแล้วกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 9 กับการแข่งขันที่สนาม Barcelona Circuit – Catalunya ประเทศสเปน ซึ่งสำหรับการแข่งขันในรอบนี้ก็ถือว่าดุเดือดอีกเช่นกัน ได้เห็นหลายทีมเดินหน้าขึ้นโพเดียม และจบการแข่งขันสนามนี้ด้วยคะแนนที่ยังคงสูสีคู่คี่อีกเช่นเดิม ทำให้ต้องลุ้นแชมป์โลกกันไปอีกยาว ๆ เลยล่ะครับ   WorldSBK Race 1: ในเรซแรกนั้นออกสตาร์ทกันในตอนช่วงบ่าย 3 โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้ทุกคนต้องเลือกใช้ยางฝนในการแข่งขัน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) เป็นคนที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดและขึ้นนำหน้า Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ซึ่งพลาดตำแหน่งอันมีค่าไปในช่วงต้น ๆ ทั้งยังต้องมาดวลกับนักแข่งจากดูคาติ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) แบบผลัดกันแซงไปมา นักแข่งอิตาเลียนกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและขึ้นเป็นที่ 2 นำหน้าผู้ครองหัวแถวตารางคะแนนสะสมและเริ่มไปไล่บี้ Rea ส่วนด้านหลังของกลุ่มนำเป็น Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ดวลกันแย่งอันดับที่ 5   ในช่วงครึ่งหลังของเรซตำแหน่งบนโพเดียมนั้นมี Rea จองอยู่แต่ร่วงลงมาที่อันดับ 3 หลังจากถูกแซงโดย Razgatlioglu และต่อมาก็ถูก Bassani อีกครั้ง แต่ระหว่างการแข่งขันในแล็ปที่ 15 นักแข่งยามาฮ่าก็ต้องรีไทร์ออกไปด้วยปัญหาทางเทคนิค หลัง จากนั้นอีก 3 แล็ปที่เหลือ นักแข่งดูคาติทั้ง 3 คนก็กลายเป็นฝ่ายขึ้นนำ โดยมี Bassani ขึ้นเป็นจ่าฝูงดวลกันกับ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ซึ่งหลังจากที่ออกสตาร์ทไม่ดีนัก แต่ก็สามารถคัมแบ็กไล่แซงคืนมา 8 อันดับ และทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดได้ในแล็ปที่ 17 ตามมาด้วย Rinaldi ที่แซง Rea ทำให้แชมป์โลกหล่นมาอันดับที่ 4 และถูกบังคับให้ต้องป้องกันการจู่โจมจาก Van der Mark  และในแล็ปสุดท้าย นักแข่งดูคาติก็ต้องด้วยกันเองและเป็น Redding ที่เหนือกว่าและเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Bassani และ Rinaldi    WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) 3 M. Rinaldi (ARUBA.IT

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Triumph Tiger 900 Bond Edition

Triumph Tiger 900 Bond Edition หล่อแบบสายลับจากอังกฤษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือกันระหว่างไทรอัมพ์และภาพยนต์ James Bond ซึ่งถือเป็น 2 ไอคอนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ ทางค่ายจึงได้ประกาศเปิดตัวโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัดอย่าง Triumph Tiger 900 Bond Edition ที่มีพื้นฐานมาจากตัว 900 Rally Pro ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซีนสตันท์สุดน่าทึ่งในภาพยนต์ James Bond ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง No Time To Die สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สุดพิเศานี้ยังคงใช้ขุมพลัง 3 สูบเรียงขนาด 888 ซีซีที่ให้กำลังแรง 94 แรงม้า และแรงบิด 86.77 นิวตันเมตร แต่จะมาเฉดสีใหม่เป็นสีดำ Matt Sapphire Black พร้อมกับเส้นสายและลวดลายกราฟิกสีทองพร้อมกับโลโก้ 007  และเพื่อที่จะให้สีดำนั้นดูดียิ่งขึ้น ทางค่ายเลยจัดการทำสีเฟรม ครอบไฟหน้า แฟริ่งข้าง การ์ดอ่างน้ำมันเครื่อง แผงยึดพักเท้า ครอบไฟเสริม และการ์ดเครื่องยนต์เป็นสีดำเช่นกัน จากนั้นยังเพิ่มความพิเศษเข้าไปด้วยการใช้แคลมป์จับแฮนด์บาร์ CNC และยิงเลเซอร์บ่งบอกชื่อรุ่นและนัมเบอร์ของรถแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น นอกจากเรื่องของหน้าตาแล้ว ตัวรถยังมีการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นอีก อาทิ ปลายท่อจาก Arrow และยางบั้งแบบพล้อมลุยที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถยังมีฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายอย่างอุ่นเบาะคนขับและคนซ้อน และยังแอบใส่ลูกเล่นไว้ในหน้าจอเรือนไมล์ตอนสตาร์ทเครื่องก็จะได้เห็นหน้าจออนิเมชัน 007 แบบฉากเปิดตัวในหนังอีกด้วย อย่างไรก็ดีตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงราคาจำหน่าย และอ้อเกือบลืมไปคนซื้อจะได้ใบเซอร์ฯ ไว้การันตียืนยันความลิมิเต็ดอีกด้วยนะ งานนี้แฟนพันธ์ุแท้หนังสายลับน่าจะต้องมีไว้สักคันแล้วกระมั้งเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

22 September 2021
All New Honda CBR150R 2021

All New Honda CBR150R 2021 มาพร้อมโช้คหัวกลับและสลิปเปอร์คลัตช์ ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับโมเดลที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนรอคอย โดยเฉพาะไบค์เกอร์หน้าใหม่ กับสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น สปอร์ตไบค์ที่เป็นขวัญใจชาวไทยมาช้านาน ซึ่งก็คือเจ้า All New Honda CBR150R 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายที่แดนอิเหนากันไปก่อนแล้ว ทิ้งให้แฟน ๆ ชาวไทย นั่งรอเหงือกเกือบจะแห้งอยู่พอดี  เจ้า CBR150R คันใหม่นี้มีดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตดุดันเต็มขั้น พร้อมออกแบบให้รองรับในเรื่องของแอโรไดนามิกอีกด้วย โดยดีไซน์จะละม้ายคล้ายกับรุ่นพี่อย่าง CBR250RR มาก ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าคู่แบบ LED ด้านหน้าแบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคม เครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 17.1 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.4 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้ขี่ได้สนุกและป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเชนเกียร์อย่างรวดเร็ว ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เดี่ยวแบบคลื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมีระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินหรือ ESS ที่จะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างรวดเร็วเวลาเบรกกะทันหัน  และที่สำคัญที่เหล่าสาวกเรียกร้องกันมามากก็คือโช้คหน้าที่ตอนนี้เป็นโช้คหน้าแบบหัวกลับอย่างที่สาวกต้องการแล้ว ดิสก์เบรกก็มาเป็นแบบเวฟดิสก์ทำงานคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พอร์ตซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับรถระดับนี้ สำหรับ All New Honda CBR150R 2021 จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Standard จะมีจำหน่าย 3 สี ได้แก่ ดำ-แดง Mat-Gunpowder, สีแดง-ดำ Millennium และสีเทา-เหลือง Mat-Axis Greyโดยเปิดราคาแนะนำที่ 92,900 รุ่น ABS จะมีจำหน่ายสีแดง Tri Color และ สีดำ Matt Gunpowder โดยเปิดราคาแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New CBR150R ได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

21 September 2021
Royal Enfield Classic 350

Royal Enfield Classic 350 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วที่อินเดีย ในโอกาสฉลองครบรอบปีที่ 120 นี้ รอยัล เอนฟิลด์ได้คิดค้นและสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองในมุมใหม่ ออกมาเป็น All-New Royal Enfield Classic 350 คลาสสิกเหนือกาลเวลาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอีกขั้น รอยัล เอนฟิลด์นั้นสร้างรถจักรยานยนต์ตามแบบฉบับของอังกฤษยุคหลังสงคราม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบไปทั่วโลก สำหรับโมเดลนี้มีความเป็นมาย้อนไปได้ถึงปี 1948 ซึ่งทางค่ายมีรถสุดล้ำในช่วงเวลานั้นอย่าง Model G2 ซึ่งเป็นรุ่นโปรดักชันรุ่นแรกที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์ม ซึ่งทั้งสวยงามและมีสมรรถนะที่เชื่อถือได้  Model G2 จึงเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโมเดล Classic 500 และ Classic 350 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 ด้วยปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายหาก แต่ดูสง่างามพร้อมรายละเอียดต่าง ๆ ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับการขับขี่ได้สะดวกสบายและวางใจได้ด้วย เครื่องยนต์ UCE  นับตั้งแต่เปิดตัวรถในตระกูลคลาสสิค ก็ก่อให้เกิดการฟื้นคืนชีพของรอยัล เอนฟิลด์ โดยเริ่มก้าวเป็นผู้นำระดับโลกในเซกเมนต์นี้ และในอีก 12 ปีต่อมา หลังจากจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคัน ก็ถึงเวลาที่โมเดลใหม่นี้จะสานต่อตำนานบทนี้   ตัวรถมีดีไซน์แบบคลาสสิคเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งคัน ทำให้ดูสดใหม่ไม่ซ้ำกับรุ่นก่อน ๆ ให้กลิ่นอายรถจักรยานยนต์อังกฤษยุคหลังสงครามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่นด้วยถังทรงหยดน้ำแบบ Casquette ที่เป็นซิกเนเจอร์สไตล์ของรอยัล เอนฟิลด์ และมีไฟหน้า รวมถึงไฟสัญญาณนำร่องแบบใหม่อีกด้วย โมเดลใหม่นี้มีเบาะนั่งใหม่ที่กว้างขึ้นพร้อมเบาะรองนั่งบุด้วยโฟมนุ่ม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฮนด์แบบใหม่ นั่งขับขี่ได้นุ่มและสบาย แผงหน้าปัดแบบ digi-analog ใหม่ มีจอแสดงผล LCD ที่ทันสมัย มีจุดชาร์จ USB อยู่ใต้แฮนด์เพื่อความสะดวกในการชาร์จอย่างรวดเร็วขณะเดินทาง ตัวรถใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อกเดียวกับของเจ้า Meteor ตัวเครื่องยนต์มีความนุ่มนวล ด้วยการจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ทางค่ายเคลมมาว่ามีกำลัง 20.2 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้เกิดเสียงดังรบกวนน้อย ให้กำลังต่อเนื่องนุ่มนวล ส่งกำลังอย่างราบรื่น ทำให้การขับขี่สนุกและง่าย และด้วยเพลาบาลานเซอร์หลักที่ลดการสั่นสะเทือน ทำให้ Classic ใหม่ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมีทรงตัวดีบนท้องถนน  กระปุกเกียร์ 5 สปีดที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำและราบรื่น และเพื่อความสุขไบค์เกอร์ ทางค่ายยังได้รักษาเสียงกระหึ่มของท่อไอเสียไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวรถมีแชสซีที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความคล่องตัวและแข็งแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการออกจากโค้ง และให้ความรู้สึกมั่นคงและยึดเกาะถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังได้รับการพัฒนาให้ขับขี่ได้นุ่มสบาย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการใช้หลักการยศาสตร์ในการขับขี่ที่ดีขึ้นและการเบรกที่มั่นใจมากขึ้น Classic ให้ความรู้สึกคล่องตัวและตอบสนองได้ดี จึงมั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่ในแต่ละครั้งจะเป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยโทนสี 11 สี เริ่มด้วย Redditch series, the Halcyon series, the Classic Signals, the Dark series และ Classic Chrome Classic Chrome series เป็นรุ่นพรีเมี่ยมที่โดดเด่น ชวนให้นึกถึงความคลาสสิคและความงามแบบรถอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1950 มีให้เลือกในสีทูโทนสี คือ Chrome Red และ Chrome Bronze  Classic Dark series เป็นรุ่นที่ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบฉบับชีวิตเมือง โดยมาในสี Stealth Black และ Gunmetal Grey และมาพร้อมกับล้ออัลลอยด์และยางแบบไม่มียางใน Classic Signals series มีให้เลือก 2 สีคือสี Marsh Grey และ Desert Sand ส่วนรูปลักษณ์จะให้กลิ่นอายของกองทัพ แต่ละคันจะมาพร้อมกับตราสัญลักษณ์และกราฟิก รวมถึงติดหมายเลขเฉพาะที่จะพิมพ์ลายฉลุบนถังน้ำมัน Halcyon series ตามชื่อคือการเฉลิมฉลองมรดกตกทอดของรุ่นคลาสสิคและสื่อถึงรูปลักษณ์คลาสสิกย้อนยุคอันรุ่งโรจน์ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Grey และ Black Classic 350 Redditch series ได้รับแรงบันดาลใจจากความคลาสสิกที่แท้จริงในอดีตและมาพร้อมสีรถถัง ได้แก่ Redditch

20 September 2021
Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya

Ducati ฟอร์มเดือดคว้า 2 ชัยจาก 3 เรซที่ Catalunya จบไปแล้วกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 9 กับการแข่งขันที่สนาม Barcelona Circuit – Catalunya ประเทศสเปน ซึ่งสำหรับการแข่งขันในรอบนี้ก็ถือว่าดุเดือดอีกเช่นกัน ได้เห็นหลายทีมเดินหน้าขึ้นโพเดียม และจบการแข่งขันสนามนี้ด้วยคะแนนที่ยังคงสูสีคู่คี่อีกเช่นเดิม ทำให้ต้องลุ้นแชมป์โลกกันไปอีกยาว ๆ เลยล่ะครับ   WorldSBK Race 1: ในเรซแรกนั้นออกสตาร์ทกันในตอนช่วงบ่าย 3 โมง 15 นาทีตามเวลาท้องถิ่นท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาทำให้ทุกคนต้องเลือกใช้ยางฝนในการแข่งขัน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) เป็นคนที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดและขึ้นนำหน้า Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ซึ่งพลาดตำแหน่งอันมีค่าไปในช่วงต้น ๆ ทั้งยังต้องมาดวลกับนักแข่งจากดูคาติ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) แบบผลัดกันแซงไปมา นักแข่งอิตาเลียนกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบและขึ้นเป็นที่ 2 นำหน้าผู้ครองหัวแถวตารางคะแนนสะสมและเริ่มไปไล่บี้ Rea ส่วนด้านหลังของกลุ่มนำเป็น Michael van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR), Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่ดวลกันแย่งอันดับที่ 5   ในช่วงครึ่งหลังของเรซตำแหน่งบนโพเดียมนั้นมี Rea จองอยู่แต่ร่วงลงมาที่อันดับ 3 หลังจากถูกแซงโดย Razgatlioglu และต่อมาก็ถูก Bassani อีกครั้ง แต่ระหว่างการแข่งขันในแล็ปที่ 15 นักแข่งยามาฮ่าก็ต้องรีไทร์ออกไปด้วยปัญหาทางเทคนิค หลัง จากนั้นอีก 3 แล็ปที่เหลือ นักแข่งดูคาติทั้ง 3 คนก็กลายเป็นฝ่ายขึ้นนำ โดยมี Bassani ขึ้นเป็นจ่าฝูงดวลกันกับ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ซึ่งหลังจากที่ออกสตาร์ทไม่ดีนัก แต่ก็สามารถคัมแบ็กไล่แซงคืนมา 8 อันดับ และทำสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดได้ในแล็ปที่ 17 ตามมาด้วย Rinaldi ที่แซง Rea ทำให้แชมป์โลกหล่นมาอันดับที่ 4 และถูกบังคับให้ต้องป้องกันการจู่โจมจาก Van der Mark  และในแล็ปสุดท้าย นักแข่งดูคาติก็ต้องด้วยกันเองและเป็น Redding ที่เหนือกว่าและเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Bassani และ Rinaldi    WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 2 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) 3 M. Rinaldi (ARUBA.IT

20 September 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN รวมเวสป้า 10,196 คัน

ทำลายสถิติรวมพลเวสป้าเยอะที่สุดในเอเชีย ร่วมเฉลิมฉลองกับเฟสติวัล VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 พร้อมส่งคำขอบคุณให้กับเวสป้าทุกคันในประเทศไทย งานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่รับต้นปีจากเวสป้า VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2024 เรียกรวมพล แสดงพลังพร้อมเหล่าสาวกทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยกว่า 13 เวที เต็มไปด้วยบรรยากาศ แห่งความสุข และความประทับใจ ปิดแคมเปญ 77 ปี พร้อมเดินหน้าเติบโตก้าวสู่ปีที่ 78 ในปี 2024 ต่อไป โดยส่งมอบความสุขครั้งใหม่ไซซ์ใหญ่ตลอดทั้งปีที่เวสป้าตั้งใจสร้างสรรค์แทนคำขอบคุณเพื่อ คนรักเวสป้าทุกคน เมื่อวันที่ 9 – 10 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสกู๊ตเตอร์พรีเมียมชั้นนำ และมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ภายใต้การดูแลของ คุณพรนฎา นิวาตวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด จัดรวมพลครั้งใหญ่ต้อนรับครอบครัวคนรักเวสป้า กับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL AND CARAVAN 2024 เทศกาลเฟสติวัลแห่งปีที่รวมพลเวสปิสตี้ ณ สวนสนุก Wonder World Extreme Park ปักหมุดความสุขทุกตารางนิ้วด้วยไลฟ์สไตล์ แพสชั่น และความรักในสกู๊ตเตอร์ พร้อมบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ครั้งใหญ่ในหัวใจเหล่าเวสปิสตี้ ด้วยจำนวนมหาศาลถึง“10,196 คัน” อลังการกับการรวมพลเหล่าเวสป้าทั่วประเทศไทย เจอกันแบบเต็มพื้นที่ในงาน เหมือนกลับบ้านมาเจอหน้ากันให้หายคิดถึง พร้อมเพรียงกันใน 13 เวที กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ระยอง บุรีรัมย์ ชะอำ น่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก ภูเก็ต สกลนคร และ สุราษฎร์ธานี มีลูกค้าให้ความสนใจร่วมกิจกรรมมากกว่า 26,000 คน เฟสติวัลแห่งความสุขแทนคำขอบคุณจากเวสป้าครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเวสป้าเป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับความนิยมและอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานนอกจากนั้นงานครั้งนี้ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันและตอบแทนสังคม ที่ทางบริษัทฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิโรคหัวใจในเด็ก จำนวน 3 มูลนิธิ โดยทางบริษัทฯ จะบริจาค 100 บาทต่อรถสกู๊ตเตอร์เวสป้า 1 คันที่ลงทะเบียนมาร่วมงาน เพื่อมอบอิสระและรอยยิ้มให้แก่เด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจได้รับการรักษาที่เร็วขึ้น สำหรับงาน VIVA LA VESPA FESTIVAL & CARAVAN 2024 เวสป้ายังคงจัดใหญ่จัดเต็มเช่นเคย โดยรวบรวมทุกความสนุกในปี 2023 ไม่ว่าจะเป็น VESPANISTA, VESPAFESTA, VESPARTÉ, VESPA VILLAGE, FAMILY AREA, FOOD ZONE, PARADE NIGHT SHOW และ VESPA PARKING AREA ที่จัดเต็มไว้รองรับแบบเหลือเฟือ โดยนอกจะมีแฟนพันธุ์แท้เวสป้าและพิอาจิโอทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัยร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ในงานนี้แล้ว ยังมีเหล่าศิลปิน ดารา และผู้มีชื่อเสียง มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้อีกเป็นจำนวนมาก นำทัพโดย เวสปิสตี้ ไบร์ท วชิรวิชญ์, วิน เมธวิน, โบกี้ไลอ้อน, เรย์ แมคโดนัลด์, ลีโอพุฒ, ต้าร์ เผ่าพล และ เจ มณฑล พร้อมกับการเปิดตัว ‘Vespisti Club Thailand’ และเวสปิสตี้ลำดับที่ 8 ของประเทศไทย อย่างศิลปิน LOMOSONIC และเพิ่มความสนุกด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย อาทิ KATSUE, MODERNDOG, KLEAR, SILLY FOOLS, LUSS, DEPT, PHUM VIPHURIT, AOF PONGSAK และ AE JIRAKORN ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้าในครั้งนี้ตอกย้ำจุดยืนความเป็นแบรนด์พรีเมียมสกู๊ตเตอร์สัญชาติอิตาเลียน อันดับ1 ของโลก ทำให้เวสป้าได้แสดงศักยภาพความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา ซึ่งยืนยันได้จากเสียงตอบรับการกลับมาของคาราวานอย่างยิ่งใหญ่ในกลุ่มผู้ใช้จริง

28 March 2024
ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ

ยางซอฟต์จาก Pirelli หนุนนักแข่ง Moto2, Moto3 ทุบสถิติ   นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพและสมรรถนะของยางแบรนด์อิตาลีอย่างพีเรลลีที่ปีนี้ได้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางสำหรับการแข่งขันในรายการ Moto2 และ Moto3 ได้เป็นอย่างดี หลังจากการแข่งขัน MotoGP 2024 ที่โปรตุเกสจบลง โดย ยางซอฟต์จาก Pirelli มีส่วนช่วยหนุนนักแข่งทั้งในพิกัด Moto2 และ Moto3 ทำลายสถิติเวลาของสนามนี้ทั้งสถิติเวลาสนามและสถิติเวลาแข่ง ทุบสถิติสนาม สำหรับรอบควอลิฟาย Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) เป็นคนที่เร็วที่สุดในคลาส โดยทำเวลาได้ที่ 1’41.514 นาที จัดเป็นสถิติสนามใหม่ในรุ่นนี้ และได้ตำแหน่งโพลไปครอง เช่นเดียวกันกับ Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ได้ตำแหน่งโพลในรุ่น Moto3 ด้วยสถิติเวลาใหม่ของสนามเช่นกัน โดยทำเวลาได้ที่ 1’46.379 นาที ซึ่งทั้งสองรุ่นดังกล่าวนักแข่งล้วนมั่นใจในยางซอฟต์ โดยรุ่น Moto2 นิยมเลือกยางหน้า SC1 และยางหลัง SC0 ขณะที่รุ่น Moto3 เลือกใช้ SC1 ทั้งในยางหน้าและยางหลัง สถิติที่ว่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรือได้มาโดยง่าย โดยในช่วงเช้าวันศุกร์นั้นแทร็กค่อนข้างจะสกปรกเนื่องจากฝนและทรายผสมปนเปกันในตอนกลางคืน และทำให้ต้องมีการยกเลิกช่วงซ้อมอิสระของทาง Moto3 ไป แต่หลังจากที่นักแข่งค่อย ๆ ขี่ไปได้สักแล็ปสองแล็ป แทร็กก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้สามารถที่จะรีดเวลาแล็ปได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงของการควอลิฟาย ในรอบของการควอลิฟาย Moto3 จัดขึ้นขณะที่มีอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 23 องศา ส่วนผิวแทร็กอยู่ที่ราว ๆ 32 – 35 องศา โดยเริ่มแรกมี Joel Kelso (BOE Motorsports/KTM) เป็นคนแรกที่ประเดิมการทำลายสถิติสนามที่ Ayumu SASAKI ทำไว้ในปี 2023 และเมื่อจบการควอลิฟาย นักแข่งที่มีชื่ออยู่ใน 4 อันดับแรก Rueda, Kelso, Alonso, และ Holgado ตามลำดับล้วนแล้วแต่ ทำเวลาทะลุสถิติเดิม โดย Jose Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) โพลแมน ทำสถิติเวลาดีที่สุดในแล็ปที่ 7 ทำสถิติสนามใหม่ โดยดีกว่าสถิติเดิมเกือบ ๆ 0.4 วินาที แน่นอนว่าทุกคนใช้ยางหลังแบบซอฟต์หรือ SC1 แต่ตัวเลือกยางหน้านั้นต่างกันออกไป มาดูรุ่น Moto2 กันบ้าง นักแข่งหัวแถวทั้ง 4 คน เลือกยางเหมือนกันคือเลือกยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มีให้ โดยเลือกยางหน้าเป็น SC1 และยางหลัง SC0 แม้ว่าใน Q1 จะเลือกยางต่างกันก็ตาม โดย สมเกียรติ, Angius และ Ogura ใช้ยางหน้าเป็น SC2 แต่ต่อมาก็เปลี่ยน โดยในการควอลิฟายเป็น Manuel Gonzalez (QJMOTOR Gresini Moto2/Kalex) ที่เซ็ตสถิติของสนามในพิกัดนี้เสียใหม่ในแล็ปที่ 7 ด้วยเวลา 1’41.514 คว้าตำแหน่งโพลไปครอง นอกจากนี้แล้วทั้ง 4 คนนี้ยังทำเวลาทะลุสถิติสนามเดิมที่ Aron Canet เคยทำไว้ในปี 2023 ทุบสถิติเวลาแข่ง และเมื่อการแข่งขันจริงของทั้งสองรุ่นภายใต้การซัพพอร์ตของพีเรลลี่จบลง ผลออกมาก็คือสองนักแข่งจากสเปน ทั้ง Aron Canet (Fantic Racing/Kalex) ในรุ่น Moto2 และ Daniel Holgado (Red Bull GASGAS Tech3/GASGAS) ในรุ่น Moto3 เป็นผู้ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะในพิกัดของตัวเองไป ในรุ่น Moto2 นั้นการเลือกยางหลังนั้นทุกคนใจตรงกันหมด โดยทุกคนเลือกใช้ยางหลังเป็น SC0 ยางซอฟต์ที่สุดที่มีให้ใช้ในสนามแห่งนี้ ในขณะที่รุ่น Moto3 ยาง SC1 เป็นยางที่นักแข่งเลือกใช้มากที่สุด 17 คนจาก 27

26 March 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
KLX230SM 2023 สเปค ราคา ซูเปอร์โมโตตัวจี๊ด เอาใจสายทางเรียบ

KLX230SM 2023 สเปค ราคา ซูเปอร์โมโตตัวจี๊ด เอาใจสายทางเรียบ     KLX230SM 2023 โมเดลซูเปอร์โมโตค่ายเขียวกับโฉมสีดำตัดกับสายลายกราฟิกสีทองสวยงาม พร้อมเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 233 ซีซีที่ถูกติดตั้งบนเฟรมทรงเลขาคณิตขนาดกระทัดรัด ให้น้ำหนักเบา ควบคุมง่าย ถูกใจสายบิดทางเรียบอย่างแน่นอน ราคาแนะนำ รุ่นธรรมดา 156,600 บาท รุ่น ABS 165,600 บาท ​     ไฟ LED ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS)     เรือนไมล์ดิจิทัล LCD โช้คอัพหน้าหัวกลับจาก Showa   สเปค KLX230 SM ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 19 แรงม้าที่ 7,600 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 19 นิวตันเมตรที่ 6,100 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. อัตราส่วนการอัด 9.4 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด ดิจิทัล ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 110/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ยางหลัง 120/70 ล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว แบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 37 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวแบบ Semi-floating ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 สูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 1 สูบ กว้าง X ยาว X สูง 940 x 2,050 x 1,145 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 230 มม. ความสูงเบาะ 845 มม น้ำหนักรถ 138 กก. ความจุถังน้ำมัน 7.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) เรือนไมล์ดิจิทัล LCD   สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น KLX230SM 2023 สี EBONY (รุ่นธรรมดาและ ABS)     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หาไซซ์หมวกกันน็อก ง่าย ๆ เพียงขั้นตอนเดียว

หาไซซ์หมวกกันน็อก ง่าย ๆ เพียงขั้นตอนเดียว หากคุณกำลังประสบปัญหาอยากซื้อหมวกกันน็อกออนไลน์ แต่ไม่รู้ไซซ์ และไม่รู้ว่าจะเลือกไซซ์ไหนดี ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป วันนี้ทางซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ จะมาเผยทริค เล็ก ๆ สำหรับวิธีการวัดไซซ์หมวกกันน็อกง่าย ๆ เพียงคุณทำตามเราในขั้นตอนเดียว !! วิธีการวัด สำหรับวิธีการวัดง่าย ๆ เพียงใช้สายวัด วัดรอบศีรษะเหนือคิ้วเพียงเล็กน้อย ตามนี้เลยจ้า  แล้วนำขนาดที่ได้ไปเทียบกับตาราง Size ขนาดหมวกกันน็อกตามนี้เลย เราได้นำตารางไซซ์มาให้ทุกคนได้เปรียบเทียบกัน เพื่อความสะดวกสบาย เราจัดให้ หรือถ้าหากได้หมวกกันน็อกมาแล้ว สามารถเช็คได้ว่าเหมาะสมกับศีรษะของเราหรือไม่ โดยลองใส่แล้วลองขยับศีรษะไปมา ว่าหมวกยึดติดกับศีรษะดี ไม่ส่ายไปมาตามแรง และนวมตรงแก้มกระชับดี ไม่บีบจนเกินไป  ข้อควรระวัง ไม่ควรสวมใส่หมวกกันน็อกที่คับแน่นจนปวดขมับเกินไป เพราะอาจทำให้เสียสมาธิในการขับขี่ได้ เพียงแค่นี้ เราก็จะได้ไซซ์ที่เหมาะสมในการเลือกซื้อหมวกกันน็อกแล้วจ้า เพื่อไม่ให้พลาดสาระน่ารู้ หรือเทคนิคดี ๆ จากทางซูเปอร์ไบค์ ไทยแลนด์ สามารถกดติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia เปิดตัว 2 โมเดลพิเศษบุกตลาดอเมริกาเหนือ

Aprilia เปิดตัว 2 โมเดลพิเศษบุกตลาดอเมริกาเหนือ ล่าสุดระหว่างการแข่งขัน MotoGP 2023 ที่สนาม Austin ที่ผ่านมา ค่ายรถจากเมือง Noale อย่าง Aprilia เปิดตัว 2 โมเดลพิเศษบุกตลาดอเมริกาเหนือ เป็นการทำเซอร์ไพรส์ โดยสองโมเดลพิเศษดังกล่าวคือโมเดลระดับเรือธงอย่าง RSV4 Factory และ Touno V4 Factory รุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่โดดเด่นด้วยเฉดสีขาว ตัดแต่งด้วยสีแดง น้ำเงิน และตัวอักษรบอกชื่อค่ายเป็นสีเงิน โดยพื้นฐานของ RSV4 Factory นี้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ V4 65 องศา ขนาด 1,099 ซีซีที่เคลมแรงม้ามามากถึง 217 แรงม้า ส่วน Tuono V4 Factory ก็จะปรับลดดีกรีความแรงลงมาเล็กน้อย โดยจะมีเครื่องยนต์ขนาด 1,077 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าที่ 175 แรงม้าแทน เพื่อความสุดยอดสมกับเป็นโมเดลพิเศษทั้งสองคันจึงมาพร้อมช่วงล่างไฟฟ้าระดับท็อปอย่าง Öhlins Smart EC 2.0 และระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าจะได้เป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema ด้วย ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียมฟอร์จที่รัดมาด้วยยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP สุดหนึบ ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นทั้ง 2 โมเดลจะได้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลแบบ 6 แกนจากทาง Marelli คันเร่งไฟฟ้าเต็มระยย ระบบช่วยเหลือในการขับขี่อย่าง Aprilia Performance Ride Control (APRC) ก็มาครบชุด โดยจะมีโหมดการขับขี่ 6 โหมด แบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามและสามโหมดสำหรับขับขี่บนถนน โดย 3 โหมดจากทั้งหมดนี้สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ และยังสามารถปรับแต่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก และระบบเบรก ABS ได้อีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นจะมีจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือหรือก็คืออเมริกาและแคนาดา โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 26,499 ดอลลาร์หรือราว ๆ 913,000 บาทสำหรับเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย และสำหรับเจ้าเน็กเก็ดพิกัดเรือธงล่ะก็จะมีราคาที่ถูกลงมาอยู่ที่ 20,099 ดอลลาร์หรือราว ๆ 692,000 บาท  ซึ่งถ้าหลุดมาจำหน่ายไทยได้ล่ะก็ราคาคงดีดไปอีกไกลเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!