SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

วิเคราะห์นัยแฝง Marc Marquez ทำนายรายชื่อนักแข่งปี 2027 สุดช็อก ไร้ชื่อตัวเองบนกริด พร้อมดันน้องชายขึ้นทีมโรงงาน Ducati สัญญาณนี้บอกอะไรเรา?

Italjet Gresini Moto2 รุ่นรอง..พร้อมซิ่ง เปิดตัวแล้ว เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับความร่วมมือกันครั้งใหญ่ของ Italjet และ Gresini ที่จัดตั้งทีม 2025 Italjet Gresini Moto2 ขึ้นในฤดูกาลปี 2025 นี้ ซึ่ง Italjet แบรนด์รถจักรยานยนต์เก่าแก่จากเมืองโบโลญญา ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกตั้งแต่ปี 1959 โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การออกแบบ และเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของ Gresini Racing อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ฤดูกาลนี้เป็นต้นไป Albert Arenas #75 Darryn Binder #15 โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสร้างทีมนี้ โดยมี Albert Arenas #75 และ Darryn Binder #15 พร้อมลงสนามด้วยเป้าหมายในการแข่งขันเพื่ออยู่กลุ่มแนวหน้าของ Moto2 อย่างที่เคยประสบความสำเร็จในปี 2024 มาแล้ว LUCA GRESINI – ผู้จัดการทีม Italjet Gresini Moto2 ได้กล่าวไว้ว่า “ปีนี้เรามีนักแข่งที่มีประสบการณ์มากมาย… Arenas จะลงแข่งขัน Moto2 เป็นฤดูกาลที่ห้า และ Binder ก็มีประสบการณ์หนึ่งปีใน MotoGP (2022) เช่นกัน เรารู้ว่าศักยภาพของ Albert ที่ยังต้องรอการค้นหาอยู่ และปี 2025 จะเป็นปีที่สมบูรณ์แบบสำหรับสิ่งนั้น Darryn เป็นนักแข่งที่มีความสามารถอย่างแน่นอน และเราคิดว่าเขาสามารถก้าวไปอีกขั้นใน Gresini ได้ เราพร้อมที่จะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหนังสือ Gresini Moto2 โดยมี Italjet เป็นผู้สนับสนุนหลักเพื่อผลงานที่ดีขึ้นของทีม” MASSIMO TARTARINI – ซีอีโอและประธาน Italjet (กลาง) “การเปิดตัวทีม Italjet Gresini Moto2 เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเรา และเป็นหนทางที่จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ในเวทีการแข่งขันระดับโลก ความหลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ตและแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นแรงบันดาลใจให้การเดินทางของเรามาโดยตลอด ความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงเรากับทีม Gresini รวมถึงความรู้สึกผูกพันกับดินแดน Motor Valley แห่งอิตาลี ทำให้การเข้าร่วมการแข่งขัน Moto2 World Championship ของเรามีความหมายยิ่งขึ้น” คุณ Massimo กล่าว ถึงแม้ Italjet จะเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Moto2 แต่ในส่วนของ MotoGP นั้นก็ยังเป็นผู้สนับสนุนในด้าน Technical Sponsor เช่นเดิม อยากรู้จักแบรนด์ Italjet หรือดูโมเดลเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่ อ่านรีวิว Italjet Dragster 300 คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สหรัฐขึ้นภาษี 25% ไทยเข้าข่าย รถมอเตอร์ไซค์อาจแพงขึ้น เตรียมตัวกันให้ดี..ราคารถอาจแพงขึ้น โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ล่าสุด สหรัฐขึ้นภาษี 25% ประเภทเหล็ก ผลิตภัณฑ์เหล็กและอลูมิเนียมทั่วโลก ซึ่งประเทศคู่ค้าที่โดนเต็ม ๆ ในครั้งนี้ก็คือ จีน แคนาดา เม็กซิโกและสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทย ก็ถูกพิษกำแพงภาษีที่เพิ่มขึ้นเต็ม ๆ จากชาติมหาอำนาจในครั้งนี้ เพราะอะไรกัน?จากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบครั้งใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ และยังเดินหน้าภารกิจคงสานต่อโยบาย America First หรือ อเมริกาต้องมาก่อน เหมือนที่เคยทำไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2017-2021 ซึ่งมาตรการการเพิ่มภาษีนำเข้าจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษกิจภายในประเทศ (สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น ผลักดันประชาชนอุดหนุนสินค้าภายในประเทศ) ซึ่งดีสำหรับเขา แต่คนอื่นเดือดร้อนกันทั่วหน้าหล่ะครับ การเคลื่อนไหวนี้มีผลกระทบกว้างไกลไม่เพียงแต่ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศต่าง ๆ และสถานการณ์ในตอนนี้ ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยโดนเต็ม ๆ เพราะไทยเรานั้นเป็นประเทศส่งออกอลูมิเนียมไปยังสหรัฐมากเป็นอันดับ 10 ซึ่งรวมมูลค่าราว ๆ 270 ล้านดอลลาร์ (ปี 2567) รวมถึงสินค้าวัตถุดิบอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งกำแพงภาษีส่งผลให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนจ์เป็นวงกว้าง นอกจากนี้ทางรัฐบาลของอเมริกา (ทรัมป์) เตรียมที่จะเก็บภาษีในสินค้าส่วนอื่น ๆ เพิ่ม อาทิ ยานยนต์, เภสัชกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์และชิปคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เอาที่พี่ทรัมป์สบายใจเลยจ้า แล้วมอเตอร์ไซค์มีผลกระทบอย่างไร ด้วยภาษีที่เพิ่มขึ้นต่อการนำเข้าของวัตถุดิบจึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น อย่างจำพวก เหล็ก อลูมิเนียม พาร์ทชิ้นส่วน CNC สำเร็จรูป แบริ่ง ลูกปืนและส่วนประกอบต่าง ๆ อาจมีราคาสูงขึ้นและส่งผลให้ผลิตภัณฑ์โปรดักท์สินค้ามีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และผู้ผลิตจะต้องขายสินค้าในราคาที่แพงขึ้นเพื่อรักษากำไร หรืออาจได้กำไรที่ลดลงในราคาเดิม ซึ่งแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ก็คือ Haley-Davidsion, Indian Motorcycle รวมถึงแบรนด์อื่น ๆ ในบ้านเขาหล่ะครับ จากสาเหตุเหล่านี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาของรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตในอเมริกา อาจมีราคาขึ้น โดยเฉพาะรถใหม่นำเข้าสำเร็จรูป ยกเคสตัวอย่างของค่ายฮาร์ลี่ย์ เดวิดสัน ที่เป็นแบรนด์ที่นิยมค่อนข้างมากในบ้านเรา มีฐานการผลิตที่จ.ระยอง ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะผลิตในบ้านเราใช่ไหมหล่ะครับ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับรถรุ่นใหม่ ๆ ปีใหม่อัพเดตล่าสุด อาจยังต้องชิปปิ้งนำเข้าร้อยเปอร์เซ็นต์ (รุ่นปีใหม่ ๆ ยังต้องประกอบบ้านเขาแล้วส่งเข้าไทย) ซึ่งอาจต้องควักตังจ่ายเพิ่ม และอาจสาวทอดถึงค่ายแบรนด์อื่น ๆ จากผลกระทบของสงครามทางการค้าดังกล่าว การตั้งกำแพงภาษีที่สูงตระหง่านขนาดนี้ มิใช่ไทยที่ต้องอาจเดือดร้อนเพียงประเทศเดียว ยังคงมีผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก สำหรับใครที่เป็นแฟน ๆ สาวกมอเตอร์ไซค์ต้องเตรียมตัวรับมือไว้ให้ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโร่ จากตระกูล GS ด้วยการอวดโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ยกระดับประสบการณ์และความสนุกในแบบ GS ขึ้นไปอีก โดยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความเร้าใจให้กับนักบิดสายผจญภัย ด้วยการควบคุมที่เชื่อมั่นได้ในหลากหลายเส้นทางและสภาพถนน และขุมพลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกโอกาส บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงพร้อมสานต่อตำนานของตระกูล GS ด้วยรุ่นใหม่ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโรทั้งสาม ที่ยกระดับทั้งการออกแบบและสมรรถนะอย่างรอบด้าน มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความนิยมในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เหมาะเป็นคู่หูสำหรับนักบิดเริ่มต้นที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความเป็นเลิศ เราได้ออกแบบและผลิตแต่ละรุ่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เรามั่นใจว่า BMW 40 Years Edition นี้คือมอเตอร์ไซค์ที่ผู้รักมอเตอร์ไซค์ชาวไทยสามารถรู้สึกถึงการผจญภัยที่สุดยอดได้” บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ใหม่ ราคา 625,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เติมเต็มด้วยดีไซน์เทปใหม่พร้อมดีไซน์ใหม่บนแผงด้านข้างแฟริ่ง มาพร้อมกับจอแสดงผล TFT พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งไฟเลี้ยว LED ได้เพิ่มมาเป็นมาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล TFT ด้วยขุมกำลังมหาศาลขนาดเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีดในทั้งสามรุ่น ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance เสริมความนุ่มนวล ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS รุ่น BMW 40 Years GS Edition” มาร่วมฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล GS ในโฉม Black Storm Metallic พร้อมโลโก้ “40 Years GS” ที่แผงข้างแฟริ่ง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และเบาะที่นั่งหนังสีดำ/เหลืองพร้อมโลโก้ GS เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 40 ปี ความสูงเบาะ 860 มม. ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่พิเศษของ รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventureท่อโช้คแบบตายตัวสีดำและครอบหม้อน้ำเคลือบเมทาลิคเป็นจุดเด่นของรุ่นฉลองครบรอบนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure มาพร้อมชุดอุปกรณ์ Pro riding modes ที่มีคุณสมบัติใหม่มากมาย โดยในโหมด DYNAMIC ทั้งสามรุ่นจะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร้าใจ เพื่อเสริมความคล่องตัว เติมความสนุกสนานเมื่อโลดแล่นไปบนท้องถนน ส่วนระบบควบคุมการลดความเร็วด้วยการหน่วงเครื่องยนต์ และระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในชุดอุปกรณ์นี้ เช่นเดียวกับปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมดที่บริเวณแฮนด์ด้านขวา ในเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยปัจจุบันไม่รองรับการปิดระบบเบรก ABS โดยสมบูรณ์อีกต่อไป โหมดการขับขี่แบบ Enduro และ Enduro Pro จึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ขับขี่จะสามารถเลือกปิดระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหลังได้ เมื่อเลือกใช้โหมด Enduro Pro ในรุ่น F

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้ ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษ ลายลุง Max เปิดตัวกันไปแล้วในช่วงระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่ Austin ประเทศอเมริกา กับ Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษฉลองชัยครั้งแรกในศึก WSBK ภายใต้ชื่อ RSV4 จนนับเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตครั้งสำคัญของค่ายสามตาอะพริเลียนั่นเอง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2009 ลุง Max Biaggi ที่ลงทำการแข่งขันในศึก WorldSBK ที่สนาม Brno สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกกับรถ RSV4 ซึ่งในเวลานั้นเองไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่นั่นเป็นบทแรกของเรื่องราวเรื่องนึงที่เป็นตำนานต่อมาในภายหลัง มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของโมเดลที่มีชัยชนะมากที่สุด ทำให้รถภายใต้ชื่อนี้มีประวัติการคว้าแชมป์โลกมามากถึง 7 สมัย จากนักแข่ง 3 คน คว้าชัยไปรวมกันมากถึง 44 ครั้งกับอีก 102 โพเดียม และเพื่อเฉลิมฉลองวันอันน่าจดจำดังกล่าว จึงได้นำชุดสีสุดไอคอนิกในตอนนั้นมาไว้ในโมเดลใหม่ทั้งในตัวซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ระดับเรือธงของทางค่าย และเพิ่มแรมแอร์เบรกคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปพร้อมกับบังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพิ่มความพิเศษ ตลอดไปจนถึงการรันตัวเลขไม่ซ้ำกันบนถังน้ำมันอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Tuono V4 Factory SE-09 ที่เป็นสปอร์ตเน็กเก็ตแฝดคนละฝาด้วย แต่ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องสเปกยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมาไทยนั้นก็คงยากหน่อย หรือถ้ามาได้ล่ะก็ราคาก็คงไม่เบาอีกเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 Super Four SP 2024 อัปเดตสีใหม่ ขายญี่ปุ่นเท่านั้น แฟน ๆ ไบเกอร์รุ่นใหญ่ หรือรุ่นใหม่ที่ชอบความคลาสสิค ความเรโทร หรือสตอรี่หรือตำนาน คงจะต้องรู้จักโมเดลระดับตำนานอย่างเจ้าซูเปอร์โฟนจากค่ายปีกนก แลเมื่อไม่นานมานี้ค่ายปีกนกเองก็เพิ่งเปิดตัว Honda CB1300 Super Four SP 2024 ไปทว่าที่น่าเจ็บใจล่ะก็คงจะเป็นการที่ล็อตผลิตนี้ขายแต่ในเจแปนแดนปลาดิบเพียงแค่ 1500 คันเท่านั้นครับ เจ้าโมเดลใหม่นี้จะเป็นโมเดลพิเศษซึ่งก็จะมาในเฉดสี Pearl Sunbeam White หรือขาวมุกตัดแต้มด้วยสีแดง มีดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสีน้ำเงินและสีทอง แบบเดียวกันกับที่เคยขายในบ้านเรานี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าด้วยความเป็นโมเดล SP หรือ Special ก็เลยมีการอัปเกรดเพิ่มเติมความพิเศษหน่อย ซึ่งก็คือช่วงล่าง โดยระบบกันสะเทือนจะโดดเด่นเป็นสง่าด้วยโช้คจากทาง Ohlins สีเหลืองทองสุดเท่ และคาลิเปอร์เบรกหน้าจากทาง Brembo แบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ยางและล้อยังไม่เปลี่ยนยังเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมียางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ ส่วนสเปกอื่น ๆ จะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ยังคงใช้ขุมพลังเดิมคือเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 1,284 ซีซี ให้กำลังแรง 111.3 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แต่ถ้าอยากขี่มันกว่านี้มีอ็อปชันเสริมเพิ่มเงินเป็นควิกชิฟเตอร์ให้ด้วย ขณะที่เทคโนโลยีเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เหมือนตัวต้นตำรับ ทางค่ายก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ใส่มาให้เหมือนกัน แม้ว่าบางส่วนจะใส่มาแบบคลาสสิกเหมือนต้นตำรับก็ตามที่ ตัวรถมีไฟแบบ LED เต็มระบบตามแบบสมัยใหม่เพียงแต่ภายนอกมาในดีไซน์คลาสสิค มีโหมดการขับขี่ 3 โหมดคือ Standard, Sport และ Rain มีระบบอุ่นมือ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB Type C ใต้เบาะ มีระบบครูซคอนโทรลให้ด้วย ถือว่ามีของดี ๆ มาให้ใช้งานเวลาออกทริปกันด้วย ส่วนราคานั้นตั้งต้นมาที่ 1,936,000 เยน หรือราว ๆ 460,000 บาท แต่ถ้าจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็คงจะแพงกว่านี้อีก คงจะมีราคาโดดไป 6 แสนกว่า ๆ แน่นอน งานนี้คนไทยอาจจะไม่ได้สัมผัสตัวนี้ได้ง่าย ๆ คงได้แค่ลุ้นว่า Thai Honda จะนำเข้ามาขายเอาใจลูกค้ารุ่นใหญ่ใจเก๋ากันบ้างสักเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมว่าส่วนตัวแล้วความเป็นไปได้ก็มีไม่มากนัก ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Honda คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco KRV200 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ฟีเจอร์แน่น ขายยุโรปแล้ว เผยโฉมพร้อมขายกันแล้วสำหรับ Kymco KRV200 สกู๊ตเตอร์ดีไซน์สปอร์ตสัญชาติไต้หวันแต่ไปขายกันที่ยุโรป ซึ่งแบรนด์นี้เมื่อพูดถึงแล้วก็ย่อมจะต้องมีภาพของสกู๊ตเตอร์ลอยเข้ามาในทันที โดยเฉพาะแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ซึ่งเป็นกลุ่มรถที่คนยุโรปชอบใช้ ซึ่งเจ้าคันนี้ก็ขนฟีเจอร์มาครบครันและน่าสนใจทีเดียวครับ สำหรับโมเดลนี้แม้จะมีขนาดเล็กไม่ใช่บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ขายดีและเป็นที่นิยมอย่างรุ่นพี่ของมันที่ชื่อว่า AK550 แต่ก็มีสไตล์แบบสปอร์ตและโมเดิร์นในแบบเดียวกันและมีลูกเล่นและฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยแบบเดียวกัน โดยมีราคาที่เป็นมิตรกับเงินในกระเป๋ากว่า ในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกจะเห็นได้ถึงเส้นสายที่ดูดุดันในแบบของรถสปอร์ตแบบนรุ่นพี่ แต่มาในขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่า และตัวรถให้ทัศนวิสัยที่ดีด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ที่มีรูปทรงคล้ายกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่ ๆ ของทางค่ายเอง สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 175 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำที่สามารถปั่นแรงม้าออกมาได้ 17 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดที่ 15.6 นิวตันเมตร โดยใช้น้ำมันจากถังขนาด 7.4 ลิตร ซึ่งทางค่ายเคลมอัตราสิ้นเปลืองที่ 33 กม./ลิตร และท็อปสปีดมาที่ 107 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดู ๆ อาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับนักบิดชาวไทย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นถือว่าโดดเด่นเลยทีเดียว โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา แต่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวซึ่งแตกต่างกับสกู๊ตเตอร์ในพิกัดนี้ทั่วไปซึ่งมักจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันแต่มีขนาด 234 ม.ม. โดยจะมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 110/70 R13 และ 130/70 R13 หน้าและหลังตามลำดับโดยจะเป็นยางแบบไม่ต้องใช้ยางในรัดบนล้ออัลลอยแบบ 5 ก้าน มาต่อกันที่ฟีเจอร์อื่น ๆ กันบ้าง ตัวรถจะมาพร้อมเรือนไมล์แบบ LCD ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน ระบบสตาร์ทรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือคีย์เลส ช่องจ่ายไฟแบบ USB ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะที่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ 1 ใบ ตลอดไปจนถึงตะขอแขวนสัมภาระที่ดูแล้วเหมาะกับบ้านเราเหลือเกิน สุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย โมเดลนี้จะอยู่ที่ 4,890 ยูโรหรือราว ๆ 182,000 บาท ซึ่งถือว่าราคาแรงเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่หล่อเหลาเอาการอยู่นะ ส่วนการจำหน่ายในไทยนี่คงเป็นไปได้ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FANTIC CABALLERO 700 อิตาเลียนสแครมเบลอร์หัวใจ CP2 เอาใจคนชอบความแรงด้วยการอัปเกรดดีกรีความมันส์เพิ่มไซส์ของอิตาเลียนสแครมเบลอร์อย่าง Fantic Caballero 700 ที่เพิ่มไซส์มาจาก 500 ซีซี แต่ทว่าเจ้าคันนี้กลับใช้ขุมพลังจากค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Yamaha ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้วหลาย ๆ คนน่าจะเดาได้ว่า มันคือเครื่อง CP2 ที่ใช้ในรถ MT-07, YZF-R7 และ XSR700 นั่นเอง สำหรับคนที่ยังไม่รู้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางค่ายนี้ร่วมงานกับยามาฮ่า ก่อนหน้านี้ก็เคยจอยกันมาก่อนเพื่อทำรถในแนวเดิร์ตไบค์มาแล้ว โดยดีไซน์คันนี้ก็มาในแบบของสแครมเบลอร์เต็มขั้นเด่นที่ปลายท่อคู่ยกสูงตามแบบเฉพาะของรถในสไตล์นี้นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ขุมพลัง CP2 ก็จะเท่ากับว่ารถคันนี้แรง 74 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 70 นิวตันเมตรซึ่งถือว่าทรงพลังใช้ได้เลยทีเดียว และเพื่อที่จะหยุดกำลังแรงขนาดนี้ ทางค่ายได้ให้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 ม.ม.ดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.มา โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็นของ Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเลย และมาพร้อมกับระบบเบรกแบบ Cornering ABS จาก Continental ส่วนช่วงล่างนั้นจะเป็นโช้คจากทาง Marzzocchi โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ช่วยในเรื่องความปลอดภัยแล้วยังมีระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับผ่านโหมดการขับขี่ที่มีมาให้ 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Street, Offroad และ Custom ที่ให้ผู้ใช้ได้ปรับแต่งค่าต่าง ๆ เอง โดยสามารถปรับใช้งานและดูการแสดงผลต่าง ๆ ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 3.5 นิ้วได้สะดวก สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่ายจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ สีแดง Iconic Red และสี Historic Blue โดยวางจำหน่ายที่ราคา 9,900 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 370,000 บาท ซึ่งก็ถือได้ว่าราคาค่อนข้างแรงเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Tornado 402 พายุลูกใหม่ที่หล่อล้ำกว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2005 ที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแผ่นดินใหญ่อย่าง Qianjiang ได้เข้ามาเทคโอเวอร์เบเนลลีค่ายรถอิตาลีระดับตำนานก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาและออกแบบจากทางสำนักงานใหญ่ที่เมือง Pesaro ประเทศอิตาลีก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่ามีเพียงไม่กี่โมเดลเท่านั้นที่ทำแบบดังกล่าว ส่วนรถรุ่นอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้า Benelli Tornado 402 ที่พัฒนาและผลิตกันที่จีนเองเลย เจ้าทอร์นาโดลูกใหม่นี้เป็นสปอร์ตไบค์เต็มตัวที่มาพร้อมแฮนด์แบบจับโช้คที่สมควรจะต้องหันมาสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าสำหรับสปอร์ตไบค์ที่มีพิกัดเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซีนั้นมักจะขายในประเทศที่มองว่ารถกลุ่มนี้เป็นรถแบบพรีเมียมหน่อย หรือไม่ก็ถูกจำกัดด้วยใบขับขี่เพราะรถมีขนาดใหญ่ ซึ่งผมเองก็หวังว่ามันน่าจะมาขายในไทย ถ้าตัวแทนไม่ยอมแพ้ตลาดในไทยไปก่อนน่ะนะ สำหรับขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่ให้กำลังมากถึง 48 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดที่ 3 นิวตันเมตรที่ 8,000 นาที ซึ่งถ้าจำหน่ายในยุโรปล่ะก็จะต้องใช้ใบขับขี่ประเภท A2 ซึ่งมันเป็นเครื่องบล็อกใหม่ไม่ใช่เครื่องบล็อกเดิมจากทาง QJ Motor แต่อย่างใด เพราะเครื่องเดิมนั้นแรงสุดแค่เพียง 41.5 แรงม้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังไม่ได้เอ่ยถึงและน่าสนใจมาก ๆ เลยก็คือการมีกล้องติดรถมาให้ด้วยเลย โดยถูกบิลต์อินมาให้ที่ด้านหลังชิลด์หน้าเพื่อบันทึกภาพการจราจร โดยสามารถดาวน์โหลดลงสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันได้ ซึ่งฟังก์ชันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบันทึกคลิปการขับขี่ที่สนุก ๆ ของคุณแต่ยังส่วนช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและใช้บันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานเวลาขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่น ๆ บนท้องถนนอีกด้วย ส่วนช่วงล่างที่ให้มานั้นถือว่าแน่น ๆ ตามสไตล์ของทางค่าย โช้คหน้าแบบหัวกลับ โช้คหลังเดี่ยว ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่และคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 150/60 R17 และ 110/70 R17 ตามลำดับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นเปิดราคาจำหน่ายที่ 31,800 หยวนหรือแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ราว ๆ 157,000 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกพอสมควร แต่ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะดีไซน์เองก็ได้กลิ่นอายความล้ำ ความหล่อที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ๆ แต่ก็นั่นแหละจะมาขายไทยหรือเปล่าก็ต้องลุ้นกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก