SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Guy Martin ผู้บ้าคลั่ง Fastest Everything กับสถิติขี่รถแทรกเตอร์ "เร็วที่สุดในโลก" กับขุมพลังผ่านการโมดิฟาย 1,016 แรงม้า แรงบิด 2,500 nm.

หน้าใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยว2025 Kawasaki Z900 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับรถเนกเก็ตไบค์ ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับแรกคือหน้าตาที่ปรับใหม่ มาพร้อมระบบไฟแบบ LED รอบคัน เส้นสายรอบคันเพิ่มความสปอร์ต ปรับปรุงการระบายไอเสียใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5+ และมาพร้อมกับสองรุ่นย่อยได้แก่ ตัวธรรมดา และตัวพิเศษ (SE) จุดเด่นไฮไลท์ หน้าตาใหม่ดุดันมากขึ้น พร้อมไฟ Full LED รอบคัน หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง รองรับระบบนำทางจากสมาร์ทโฟน ปุ่มฟังก์ชันควบคุมการขับขี่ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้าย เบรกหน้าจาก Brembo พร้อมโช้คอัพหลังจาก Öhlins (เฉพาะรุ่น SE) 2025 Kawasaki Z900 สเปค และรายละเอียด Kawasaki Z900 ABS Kawasaki Z900 SE ABS เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 948 ซีซี 948 ซีซี แรงม้า (เคลม) 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที 123 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที 99 นิวตันเมตรที่ 7,700 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ / ช่วงชัก 73.4 x 56 มม. 73.4 x 56 มม. อัตราส่วนการอัด 11.8:1 11.8:1 ระบบเกียร์ เกียร์ 6 สปีด เกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCBI TCBI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ยางหน้า 120/70-17 120/70-17 ยางหลัง 180/55-17 180/55-17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบ 199 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จาก Öhlins S46 ปรับรีบาวด์ และพรีโหลดได้ ระยะยุบตัว 139 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo M4.32 พร้อมจานเบรกขนาด 300 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมจานเบรกขนาด 250 มม. กว้าง x ยาว x สูง 830 x 2,065 x 1,099

Petronas Sepang International Circuit สนามเซปัง ทำพังมาแล้วหลายราย สนามเซปัง (Petronas Sepang International Circuit) เป็นสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ตที่ตั้งอยู่ในเมืองเซปัง รัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย สนามนี้เป็นสนามที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในการจัดการแข่งขัน MotoGP และการแข่งขันรถยนต์ระดับโลกอื่น ๆ และสนามนี้ยังมีประวัติของ รอสซี่ และ มาร์ค ที่บวกกันมาตั้งแต่ต้นจนเกิดไม่คาดคิด บ้างก็ว่า มาร์ค เกี่ยวรอสซี่ล้ม บ้างก็ว่า รอสซี่สะกิด มาร์ค ล้ม แต่ยังไงก็ตามถือว่าเป็นการแข่งขัน เรามาทำความรู้จักสนามเซปังกันดีกว่า ข้อมูลสนามเซปัง ที่ตั้ง: เมืองเซปัง รัฐสลังงอร์ ใกล้สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport) ความยาวของสนาม: 5.543 กิโลเมตร (3.444 ไมล์) จำนวนโค้ง: 15 โค้ง แบ่งเป็นโค้งซ้าย 5 โค้ง และโค้งขวา 10 โค้ง ทางตรง: มีทางตรงยาว 920 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่นักแข่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ เปิดให้บริการครั้งแรก: พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ความท้าทายของสนามนี้ 1. ทางตรงหลัก (Main Straight) ทางตรงยาวประมาณ 920 เมตร เป็นจุดที่นักแข่งสามารถทำความเร็วสูงสุดของรถแข่งได้ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการแซงคู่แข่งก่อนเข้าสู่โค้งแรก แต่ด้วยความเร็วสูง การควบคุมและเบรกให้ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น 2. โค้งที่ 1 และ โค้งที่ 2 โค้งแรกเป็นโค้งซ้ายที่ต้องลดความเร็วจากทางตรง ทำให้นักแข่งต้องเบรกหนักก่อนเข้าสู่โค้งนี้ จากนั้นเข้าสู่โค้งที่ 2 ซึ่งเป็นโค้งขวา จุดนี้ท้าทายการควบคุมรถและการเบรกอย่างมาก นักแข่งสามารถใช้จุดนี้เป็นโอกาสในการแซงคู่แข่งที่อยู่ในระยะใกล้เคียง 3. โค้งที่ 4 โค้งขวานี้มักจะเห็นการแซงเกิดขึ้นเพราะนักแข่งต้องใช้การเบรกหนักและการเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสม โค้งที่ 4 จึงเป็นจุดที่หลายคนเลือกใช้สำหรับการแซงและการสร้างความได้เปรียบ 4. โค้งที่ 9 เป็นโค้งแคบซึ่งต้องการการลดความเร็วอย่างมากก่อนเข้าโค้ง นักแข่งต้องควบคุมการเบรกและความเร็วได้ดีเพื่อไม่ให้เสียจังหวะและเวลา จุดนี้ท้าทายการทรงตัวและการควบคุมรถแข่ง และยังเป็นโอกาสในการแซงหากคู่แข่งเข้าช้าเกินไป 5. โค้งที่ 12 และ โค้งที่ 13 โค้งคู่ที่มีความเร็วสูงซึ่งต้องใช้การเข้าโค้งที่แม่นยำ จุดนี้เป็นช่วงที่นักแข่งต้องเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาจังหวะก่อนเข้าสู่โค้งถัดไป ทำให้โค้งนี้ท้าทายทั้งด้านการทรงตัวและการคำนวณระยะเข้าโค้ง 6. โค้งที่ 14 โค้งขวาก่อนเข้าสู่ทางตรงสุดท้าย นักแข่งต้องเตรียมการเร่งความเร็วหลังจากผ่านโค้งนี้เพื่อเข้าสู่ทางตรงสุดท้าย จุดนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบก่อนเข้าสู่ทางตรงและเส้นชัย 7. ทางตรงสุดท้าย (Back Straight) และโค้งที่ 15 ทางตรงสุดท้ายนี้นำไปสู่โค้งที่ 15 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของสนาม นักแข่งต้องเร่งความเร็วให้เต็มที่และใช้ความแม่นยำในการเบรกก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้าเส้นชัย โค้งที่ 15 เป็นจุดที่มักเห็นการแซงสำคัญเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย ตารางการแข่งขัน Petronas Sepang International Circuit วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เวลา รุ่น ประเภท 08:00-08:35 Moto3 Free Practice 08:50-09:30 Moto2 Free Practice 09:45-10:30 MotoGP Free Practice Nr.1 12:15-12:50 Moto3 Practice Nr.1 13:05-13:45 Moto2 Practice Nr.1 14:00-15:00 MotoGP Practice วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 เวลา รุ่น ประเภท 07:40-08:10 Moto3 Practice Nr. 2 08:25-08:55 Moto2 Practice Nr. 2 09:10-09:40 MotoGP Free Practice Nr. 2 09:50-10:05 MotoGP Qualifying Nr. 1 10:15-10:30 MotoGP Qualifying Nr.

Martin vs Pecco ใครจะได้แชมป์โลก..!! โค้ง (เกือบ) สุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลก Martin vs Pecco World Champion MotoGP 2024 นั้นใกล้เข้ามาถึงทุกที และเข้าสู่สนามที่ 19 อย่างเป็นทางการ ที่เหลือผู้ท้าชิงเพียงสองคนสำหรับตำแหน่งแชมป์ปี 2024 นั่นคือผู้นำคะแนนชิงแชมป์อย่าง ฮอร์เก้ มาร์ติน (Prima Pramac Racing) ปะทะ ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า (Ducati Lenovo Team) โดยทั้งคู่มีคะแนนห่างกันเพียง 17 คะแนน เท่านั้น และนี่ก็คือภาพของผู้ท้าชิงแชมป์โลก บนด่านฟ้าพร้อมกับวิวยอดตึกเปรโตนาส ทาวเวอร์ ให้อารมณ์เสมือนเล่นเกมสตรีทไฟเตอร์ ระหว่าง ริว VS เคน โดยการต่อสู้ครั้งนี้ ใครจะชนะ..!! @motogp All set for an EPIC #MalaysianGP 🇲🇾🔥 Who’s ready for the weekend? 🙌 #TheRematch #MotoGP #Motorsport #Motorcycle #Racing ♬ original sound – MotoGP™ เมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา ทั้งคู่เดินทางถึงใจกลางกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อถ่ายภาพและถ่ายทำวิดีโอก่อนการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #TheRematch แฟนๆ ยังสามารถใช้ #VamosJorge และ #ForzaPecco เพื่อแสดงการสนับสนุนบนโซเชียลมีเดีย และเพลิดเพลินกับฟิลเตอร์ TikTok ได้อีกด้วย ทั้งยังมีกิจกรรมอีกมากมายตลอดสุดสัปดาห์นี้ ระหว่างนี้เพลิดเพลินกับภาพถ่าย แล้วคอยติดตามความมันส์ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นที่ MalaysiaGP อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางฝนสูตรใหม่ รับศึก WSBK ที่ Magny-Cours สุดสัปดาห์นี้เตรียมพบกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 8 ที่ Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศส ค่ายยางตัว P ยาวเหยียดแจงชัด เตรียมยางฝนสำหรับล้อหน้าสูตรใหม่สำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK ไว้รอ ทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมีเพียงสูตรมาตรฐานเท่านั้น หลังจากผ่านการแข่งขันไปแล้ว 21 เรซ ตารางคะแนนรวมในคลาส WorldSBK ก็เกิดปรากฎการณ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) มีคะแนนเท่ากันที่ 311 คะแนน โดยอันดับถัดมาเป็นของ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่มี 273 คะแนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทุกคน ขณะที่ในพิกัด WorldSSP เป็น Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha / Yamaha YZF R6) นำหัวตารางด้วยคะแนน 257 คะแนน นำห่าง Steven Odendaal (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team / Yamaha YZF R6) ถึง 47 คะแนน ส่วนรุ่น WorldSSP300 มี Adrian Huertas (MTM Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) นำเป็นอันดับ 1 ที่ 129 คะแนน นำอันดับ 2 อย่าง Tom Booth-Amos (Fusport – RT Motorsports by SKM – Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) อยู่ 11 คะแนนเท่านั้น สำหรับสนาม Nevers Magny-Cours นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใช้มานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยเปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ซึ่งเป็นสนามที่มีความยาว 4.411 กม. มีโค้งขวา 9 โค้งและโค้งซ้าย 8 โค้ง พร้อมกับโค้งแคบสุดที่รัศมีเพียง 5 เมตร และโค้งกว้างสุดที่ 474.45 ม. และทางตรงยาวหน้าเส้นวัดได้ 250 ม. ความชันสูงสุดของสโลปขึ้นอยู่ที่ 2.38% และลาดลงสูงสุดที่ 2.68% สนามแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่การที่นักแข่งต้องลดความเร็วกะทันหันจากนั้นเร่งความเร็วอีกครั้ง ทั้งตัวแทร็กยังมีทางตรงความยาวปานกลางกระจายตัวไปทั่วพร้อมกับความชันที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายจุด รวมถึงมีโค้งหักศอก (Adelaide) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้เบรกหนักที่สุดในบรรดาสนามแข่งระดับนานาชาติทั้งหลาย ที่ดันไปอยู่กับทางตรงที่ทำความเร็วได้มาก ตัวพื้นผิวแทร็กค่อนข้างเรียบเนียนแบบทั่ว ๆ ไป ให้การยึดเกาะไม่มากนัก โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิต่ำและเปียกชื้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางจุดนักแข่งจะต้องเบรกในขณะที่กำลังลงเนินซึ่งทำให้ยางหน้านั้นรับความเครียดมากกว่าปกติอีกด้วย สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับพิกัด WorldSBK นักแข่งจะมียางหน้าและยางหลังให้เลือก 5 สูตรและ 6 สูตรตามลำดับ ซึ่งมีทั้งยางสลิก ยางกึ่ง และยางฝน ยางสลิกสำหรับยางหน้าจะมีให้เลือก 2 สูตรคือ ยาง SC1 สูตรมาตรฐานและยาง

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17% ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น 2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมยางฝนสูตรใหม่ รับศึก WSBK ที่ Magny-Cours สุดสัปดาห์นี้เตรียมพบกับการแข่งขัน WorldSBK สนามที่ 8 ที่ Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศส ค่ายยางตัว P ยาวเหยียดแจงชัด เตรียมยางฝนสำหรับล้อหน้าสูตรใหม่สำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK ไว้รอ ทั้งสูตรมาตรฐานและสูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ในรุ่น WorldSSP จะมีเพียงสูตรมาตรฐานเท่านั้น หลังจากผ่านการแข่งขันไปแล้ว 21 เรซ ตารางคะแนนรวมในคลาส WorldSBK ก็เกิดปรากฎการณ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จากการที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) มีคะแนนเท่ากันที่ 311 คะแนน โดยอันดับถัดมาเป็นของ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ที่มี 273 คะแนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก และมีโอกาสลุ้นแชมป์ทุกคน ขณะที่ในพิกัด WorldSSP เป็น Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha / Yamaha YZF R6) นำหัวตารางด้วยคะแนน 257 คะแนน นำห่าง Steven Odendaal (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team / Yamaha YZF R6) ถึง 47 คะแนน ส่วนรุ่น WorldSSP300 มี Adrian Huertas (MTM Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) นำเป็นอันดับ 1 ที่ 129 คะแนน นำอันดับ 2 อย่าง Tom Booth-Amos (Fusport – RT Motorsports by SKM – Kawasaki / Kawasaki Ninja 400) อยู่ 11 คะแนนเท่านั้น สำหรับสนาม Nevers Magny-Cours นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใช้มานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยเปิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 ซึ่งเป็นสนามที่มีความยาว 4.411 กม. มีโค้งขวา 9 โค้งและโค้งซ้าย 8 โค้ง พร้อมกับโค้งแคบสุดที่รัศมีเพียง 5 เมตร และโค้งกว้างสุดที่ 474.45 ม. และทางตรงยาวหน้าเส้นวัดได้ 250 ม. ความชันสูงสุดของสโลปขึ้นอยู่ที่ 2.38% และลาดลงสูงสุดที่ 2.68% สนามแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่การที่นักแข่งต้องลดความเร็วกะทันหันจากนั้นเร่งความเร็วอีกครั้ง ทั้งตัวแทร็กยังมีทางตรงความยาวปานกลางกระจายตัวไปทั่วพร้อมกับความชันที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายจุด รวมถึงมีโค้งหักศอก (Adelaide) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้เบรกหนักที่สุดในบรรดาสนามแข่งระดับนานาชาติทั้งหลาย ที่ดันไปอยู่กับทางตรงที่ทำความเร็วได้มาก ตัวพื้นผิวแทร็กค่อนข้างเรียบเนียนแบบทั่ว ๆ ไป ให้การยึดเกาะไม่มากนัก โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิต่ำและเปียกชื้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางจุดนักแข่งจะต้องเบรกในขณะที่กำลังลงเนินซึ่งทำให้ยางหน้านั้นรับความเครียดมากกว่าปกติอีกด้วย สูตรยางสำหรับการแข่งขันในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP สำหรับพิกัด WorldSBK นักแข่งจะมียางหน้าและยางหลังให้เลือก 5 สูตรและ 6 สูตรตามลำดับ ซึ่งมีทั้งยางสลิก ยางกึ่ง และยางฝน ยางสลิกสำหรับยางหน้าจะมีให้เลือก 2 สูตรคือ ยาง SC1 สูตรมาตรฐานและยาง

KTM RC 390 2022 ปรับใหม่หมด เน้นไล่เบา อัปเกรดโช้คและเทคโนโลยี ล่าสุดมาตรฐานของสปอร์ตไบค์ในระดับพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ค่ายรถสีส้มจากออสเตรียได้ทำการเปิดตัว All New KTM RC 390 2020 ที่คราวนี้ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในแบบที่แฟนค่ายสีส้มต้องอึ้ง คู่แข่งต้องปวดหัว (ตลาดรถบ้านเราคงไม่ปวดหัวเท่าไหร่) เพราะอัปเกรดขนานใหญ่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คราวนี้จัดเต็มจริง ๆ สำหรับ KTM RC 390 2022 นั้น มีดีไซน์ความเป็นสปอร์ตแบบเน้น ๆ พร้อมกลิ่นอายของรถแข่ง MotoGP ที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมระบบไฟ LED ทั้งหมด แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไลท์ด้วย ถัดเข้ามาอีกนิดเป็นหน้าจอสี TFT ที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วนพร้อมปรับความสว่างตามสภาพแสงแวดล้อม และยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และยังไม่ได้มีดีแค่สวยงามภายนอก แต่ยังคำนึงถึงแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้รถทำท็อปสปีดได้สูงขึ้นอีกด้วย ส่วนท้ายรถเองก็ปรับให้มีความเรียวแหลมเพิ่มความดุดันและเผยให้เห็นซับเฟรมถักที่ดีไซน์มาใหม่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าตัวแฟริ่งเองก็ออกแบบมาให้ถอดออกได้ง่าย โดยลดจำนวนสกรูลงและออกแบบระบบยึดใหม่ ทำให้สามารถใส่แฟริ่งสนามได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของท่านั่งขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ โดยตำแหน่งของเข่าตอนนี้ถูกพัฒนาให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถด้วยการหนีบถังได้ง่ายขึ้นจากตัวรถที่แคบลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลื่นเพราะมีพื้นที่ให้ใช้เข่าหนีบตัวรถเพื่อควบคุมตัวรถได้มากขึ้น ทางค่ายยังเผยอีกว่าโมเดลในตระกูลสปอร์ตไบค์นั้นจะมีการเน้นไปในเรื่องของการไล่เบา หรือลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลง โดยหลัก ๆ จะได้มาจากตัวช่วงล่างของรถ โดยล้อที่ดีไซน์มาใหม่ช่วยให้น้ำหนักใต้สปริงเบาลงกว่าเดิม 3.4 กก.เมื่อเทียบกับเจนฯ เก่า ระบบเบรก ByBre ที่เบากว่าเดิม 960 กรัม รวมถึงเฟรมเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่และรีดน้ำหนักไปได้มากถึง 1.5 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ ใช้โช้ค WP APEX แบบหัวกลับ ปรับคอมเพรสชันและรีบาวด์ได้ 30 ระดับ ขณะที่โช้คหลัง WP APEX ปรับพรีโหลดได้รวมถึงปรับรีบาวด์ได้ 5 ระดับ พูดถึงส่วนหัวใจหลักกันบ้าง เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ มีการปรับดีไซน์ของแอร์บ็อกซ์ใหม่ใหญ่ขึ้น และยังปรับแม็ปปิ้งใหม่ช่วยให้ได้แรงบิดที่ดีมากขึ้น โดยทางค่ายให้กำลังสูงสุด 42.91 แรงม้า และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตร และที่สำคัญและเป็นการยกมาตรฐานของคลาสนี้เลยคือการที่ทาง KTM ใส่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาแบบจัดเต็มในแบบเดียวกับรถบิ๊กไบค์ขนาดใหญ่ มีระบบ Supermoto ABS ที่ทำงาน 3 รูปแบบ 1 คือปิด ABS ที่ล้อหลัง ช่วยให้สไลด์เข้าโค้งได้ 2 คือ ปิดการทำงานของระบบควบคุมล้อหลังลอยตัว ช่วยให้เบรกได้หนักกระทั่งล้อหลังสลิป และสุดท้ายคือ ระบบเบรก ABS ขณะเข้าโค้งหรือ Cornering ABS และตัวรถยังมีแทร็คชันคอนโทรลพร้อมเซ็นเซอร์แบบ 3 มิติอีกด้วย ก็เรียกได้ว่าตรงระบบอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับที่จัดเต็มระดับบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ เลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูเรื่องของสนนราคากันว่าจะทำตลาดที่บ้านเราได้หรือไม่นี่ล่ะครับ เพราะทุกวันนี้ ทางค่ายส้มในบ้านเรานี่ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนมือไปหลายครั้ง จนแฟน ๆ สองล้อไทยน่าจะขาดความมั่นใจไปหลายอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRIUMPH ต่อสัญญาสนับสนุน MOTO2 ไปอีก 3 ปี ล่าสุดทาง Triumph Motorcycles ก็ได้ทำการ ต่อสัญญาสนับสนุน Moto2 ด้วยการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765 ซีซีให้กับการแข่งขัน FIM Moto2 World Championship ไปอีก 3 ฤดูกาลด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2022 – 2024 นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิลส์ได้ทำการเตรียมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซี (เครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน Street Triple RS) ที่ปรับจูนมาพร้อมลงแข่งให้กับทีมต่าง ๆ ทุกทีม โดยมีการพัฒนาให้เครื่องยนต์สามารถดึงอากาศเข้าระบบได้ดีขึ้น รอบจัดมากขึ้น และให้แรงม้าสูงสุดเกินกว่า 170 ตัว หรือมากกว่าเครื่องยนต์ในรถโปรดักชันถึง 17% ผลที่ได้คือเครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยยกระดับการแข่งขันให้มีความเร็วมากขึ้น สมรรถนะดีขึ้น หรือกล่าวคือระดับของการแข่งขันโดยรวมนั้นสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของทาง Dorna ที่หวังจะยกระดับการแข่งขันในคลาสนี้ให้ใกล้เคียงกับ MotoGP มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่แรงม้าและแรงบิด รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำหน้ามากขึ้น 2 ปีหลังมานี้ นักแข่งที่เคยแข่งขันในการแข่งขันโมโตทูมาก่อนล้วนแล้วแต่สามารถคว้าโพเดียมและคว้าชัยชนะแรกในการแข่งขันระดับสูงสุดอย่าง MotoGP ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เช่น Alex Marquez ที่เป็นแชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 สามารถคว้าอันดับที่ 1 ได้ 1 ครั้งใน MotoGP 2020 และ Brad Binder ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขาเองก็สามารถคว้าชัยชนะได้ในปี 2020 และในปี 2021 ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ Jorge Martin ที่เคยชนะการแข่งขันโมโตทูในปี 2020 และในปีนี้ก็เปิดซิงกับ MotoGP ก็สามารถชนะมาได้ 1 ครั้งกับอีก 2 โพเดียม ซึ่งผลงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการแข่งขันในคลาสรองนี้ถือเป็นเหมือนสปริงบอร์ดหรือเวทีฝึกให้เติบโตขึ้นไปแข่งใน MotoGP ได้อย่างยอดเยี่ยมในอนาคต นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนในคลาสนี้ส่งผลต่าง ๆ ที่ยืนยันให้เห็นว่าเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ในปี 2019 มีผู้ชนะมากถึง 14 คน มีการทำสถิติใหม่มากถึง 34 ครั้ง รวมไปถึงสถิติเดิมที่ถูกทำลายจากการถูกทำลายซ้ำอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่คลาสนี้สามารถทำความเร็วทะลุ 300 กม./ชม. โดยทำสถิติ 301.8 กม./ชม.ที่ Philip Island ที่ออสเตรเลีย การต่อสัญญาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งทางผู้จัด ทั้งทีมแข่ง ทั้งทางไทรอัมพ์ กระทั่งคนชมอย่างเรา ๆ ก็ด้วย ซึ่งโดยเฉพาะกับทางไทรอัมพ์ที่น่าจะได้ข้อมูลไปพัฒนารถสปอร์ตมาตีตลาดค่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคนชมอย่างเราได้ประโยชน์ตามไปด้วยครับ อาจจะได้รถสปอร์ตจากไทรอัมพ์ที่ถูกจริตมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่ม 1.125 ล้านบาท BMW R1300GS เปิดราคาไทยแล้ว เริ่มต้น 1.125 ล้านบาทเท่านั้น การันตีสมรรถนะที่เหนือไปอีกขั้นในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง เอนดูโร จากตระกูล GS กับการปรับโฉมใหม่เกือบทั้งหมด ด้วยการลดทอนน้ำหนักลงถึง 12 กิโลกรัม สำหรับเจ้าราชันสายลุยคันนี้ได้ปรับโฉมรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS แบบดั้งเดิม สู่สไตล์การออกแบบที่ปราดเปรียวยิ่งกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบถังเชื้อเพลิงอลูมิเนียมใหม่ให้แบนราบลง มอบรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full-LED ขนาดกะทัดรัด พร้อมไฟรูปแบบใหม่ที่ดูแตกต่าง ออกแบบให้ดูทันสมัยโดดเด่นตามมาตรฐาน ด้วยไฟ LED สองดวงสำหรับไฟต่ำและสูง นอกจากนี้ ยังมีไฟ LED เพิ่มเติมอีกสี่ดวงสำหรับใช้เป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟส่องสว่างด้านข้าง ช่วยมอบทัศนวิสัยที่เหนือชั้นกว่าที่เคยในทุกการขับขี่ ยังมีฟีเจอร์ Headlight Pro ยังช่วยปรับลำแสงจากไฟหน้า LED ตามการเข้าโค้ง เพื่อการขับขี่อย่างมั่นใจ ไฟเลี้ยวแบบ LED ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ติดตั้งที่บริเวณแฮนด์การ์ดพร้อมฟังก์ชันครบครัน มอบความสมบูรณ์แบบให้กับระบบไฟส่องสว่าง พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบวางเรียงระดับตำนานของตระกูล GS ที่ออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัดยิ่งกว่าที่เคย พร้อมความจุ 1,300 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 107 กิโลวัตต์ (145 แรงม้า) ที่ 7,750 รอบต่อนาที มอบแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที นับว่าเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่บีเอ็มดับเบิลยูเคยมีมา แชสซีใหม่มีแกนหลักขึ้นรูปจากแผ่นเหล็กกล้า ซึ่งนอกจากจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพในแง่ของตำแหน่งการติดตั้ง ยังมอบความหน่วงที่มากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ชุดเฟรมด้านหลังผลิตจากอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป แทนชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นแบบเดิม ยังมีระบบกันสะเทือน EVO Telelever ใหม่ที่ล้อหน้า ส่วนระบบกันสะเทือนล้อหลังมาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ มอบจังหวะการบังคับเลี้ยวที่ เฉียบคมและเสถียรภาพในการทรงตัวที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) ใหม่ ซึ่งปรับความหนืดของระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลังให้เข้ากับอัตราการยุบตัวของสปริง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือก สภาพถนนและลักษณะการขับขี่ ระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานในเวลานั้น ๆ การันตีความสะดวกสบายสูงสุดให้การขับขี่เต็มไปด้วยสีสัน สำหรับสายผจญภัยทางวิบากสามารถเลือกโหมดการขี่ “Enduro” ใหม่ ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นระหว่างการผจญภัยบนเส้นทางวิบากโดยเฉพาะ โหมดการขับขี่ “Rain” และ “Road” ปรับแต่งเพื่อรองรับการขับขี่บนสภาพท้องถนนหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่โหมด “Eco” จะมอบการขับขี่ที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัดน้ำมันเพื่อระยะการเดินทางสูงสุด และแน่นอนว่าโมเดลใหม่นี้ยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงแบบใหม่ ประกอบด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแอ็กทีฟ Active Cruise Control (ACC), ระบบเตือนการชนด้านหน้า Front Collision Warning (FCW) และ ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลน Lane Change Warning (SWW) โดยระบบควบคุมความเร็วคงที่มาพร้อมระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ทำให้ตั้งค่าความเร็วรวมถึงระยะห่างจากรถคันหน้าได้ตามความต้องการ ระบบเตือนการชนด้านหน้ามาพร้อมระบบเบรก ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการชนและช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในขณะที่ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลนจะช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางบริเวณเลนซ้ายและขวา เมื่อใช้ร่วมกับกระจกมองหลังจะยิ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในขณะเปลี่ยนเลน สุดท้ายนี้พร้อมให้เหล่านักบิดจับจองเป็นเจ้าของได้ใน 3 เฉดสีสุดโดดเด่น ได้แก่ สีดำ Triple Black ราคา 1,125,000 บาท สีน้ำเงิน GS Trophy ราคา 1,125,000 บาท และ สีเขียว Option 719 ราคา 1,205,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

S1000RR 2024 สีขาว Light White พร้อมชุดแต่ง M Motorsport ขายไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งมอบสมรรถนะในแบบซูเปอร์ไบค์มาท้าทายขีดจำกัดนักบิดอีกครั้งกับ S1000RR 2024 สีขาว Light White/M Motorsport ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานจิตวิญญาณ #NeverStopChallenging เหมาะสำหรับการขี่ทุกรูปแบบทั้งบนท้องถนน ในสนามแข่ง หรือทั้งสองสไตล์ร่วมกัน ด้านดีไซน์ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าสไตล์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ฝาครอบเบาะนั่งซ้อนท้ายที่หรูหรา และส่วนท้ายที่ดูปราดเปรียว เบากว่าและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น สำหรับตัวสี Light White/M Motorsport ก็มาพร้อมกับแถบสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของของโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมตกแต่งด้วยแถบสีขาวดำตัดกับส่วนที่เหลือของตัวรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ระบบวาล์วไทเทเนียม 4 วาล์วต่อสูบ DOHC และเทคโนโลยี BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือ โครงสร้างตัวถังแบบ “Flex Frame” อันก้าวล้ำ ซึ่งเป็นแชสซีและระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย มีโหมดการขับขี่ที่สามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ โหมดการขับขี่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ “Pro” ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ในทำนองเดียวกัน ระบบ ABS ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันระบบควบคุมการเลื่อนเบรก Slide Control ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่ามุมดริฟท์เฉพาะสำหรับสไตล์การขับที่เรียกว่าการดริฟต์เบรก ขณะที่ไถลเข้าโค้งด้วยความเร็วคงที่ สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเร้าใจที่ 1,005,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวสแตนดาร์ดที่มีราคา 984,000 บาท ถือว่าเพิ่มเงินเพียง 21,000 บาทเท่านั้น กับสีพิเศษสุดเท่พร้อมสไตล์ที่โดดเด่นและสตอรี่เรื่องราวจากมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ถือว่าไม่แพงเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถไฟฟ้า BMW ในร่างของ G310R มีสิทธิบัตรออกมาแล้ว สำหรับค่ายใบพัดสีฟ้านั้นถือว่าเป็นค่ายรถที่ยืนอยู่แถวหน้าของวงการสองล้อไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเจ้าที่บุกเบิกเรื่องนี้มาก่อนใครนานหลายปี จะเห็นได้จากเจ้า C-Evolution รถไฟฟ้า BMW คันแรก ซึ่งก็เปิดตัวมานานนับสิบปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้เห็นว่าทางค่ายจะทำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจริง ๆ นอกเหนือไปจากสกู๊ตเตอร์สักทีนึง แต่ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นคันจริงแล้วก็ได้ครับ ตอนนี้มีภาพพิมพ์เขียวสำหรับใช้จดสิทธิบัตรที่เผยให้เห็นภาพลักษณะของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วของทางค่ายผสมเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าที่นำมาจากสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลล่าสุดของทางค่ายซึ่งก็คือเจ้า CE-04 นั่นเอง โดยนำมอเตอร์ไฟฟ้าย้ายมาใส่ในแพ็กเกจใหม่อย่าง G310R โดยมีการวางเพลาขับของมอเตอร์ในแนวยาวตามตัวรถแทนที่จะวางแนวขวางตามปกติ ซึ่งทำให้สามารถวางมอเตอร์ขนาดใหญ่ได้โดยที่ตัวรถยังคงมีมิติที่แคบพอที่จะทำให้คนขับนั่งคร่อมขี่รถได้ แบตเตอรี่เองก็สามารถวางในตำแหน่งที่อิสระมากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นเครื่องยนต์ อย่างไรก็ดีในภาพไม่มีการระบุส่วนของเฟรม แต่เนื่องจากโมเดล G310R นั้นวางเครื่องแตกต่างจากค่ายอื่น ๆ ดังนั้นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันใหม่นี้น่าจะใช้เฟรมและช่วงล่างเดิมของ G310R ไม่ได้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง ตัวแพ็คแบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดไฟที่เชื่อมต่อทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งยังดูเหมือนว่าจะยกมาจาก CE-04 มาเลย แต่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่งให้ลงตัวกับรถใหม่ ซึ่งเดิมแบตจะติดตั้งในแนวขนานไปกับพื้น ขณะที่มอเตอร์ก็จะวางแนวขวางกับตัวรถอยู่ด้านหลัง และชุดควบคุมจะซ้อนกันอยู่ภายใต้เบาะนั่งคนขับซึ่งมันเหมาะกับสกู๊ตเตอร์ แต่ไม่เหมาะกับมอเตอร์ไซค์ปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการปรับตำแหน่งและองศาของการติดตั้งชิ้นส่วนเหล่านี้ เนื่องจากฐานล้อของรถนั้นสั้นกว่ามากและตัวจุดศูนย์ถ่วงของรถที่สูงกว่า อย่างที่เห็นในภาพพิมพ์เขียวตัวแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นนำมาจาก CE-04 ดังนั้นสมรรถนะก็น่าจะไม่ต่างกันกับตัว CE-04 ซึ่งก็คือ 42 แรงม้าและแรงบิด 62.36 นิวตันเมตร ซึ่งในเวอร์ชันสกู๊ตเตอร์จะถูกระบบล็อกความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม.เท่านั้น แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่ถูกจำกัด ส่วนระยะการใช้งานน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1280 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือตำแหน่งของการวางมอเตอร์จากแนวขวางมาเป็นวางตามแนวยาว และขับเคลื่อนผ่านชุดเกียร์ใหม่เพื่อถ่ายทอดกำลังไปสู่เฟืองหน้า และเลือกใช้ระบบขับสายพานส่งกำลังไปยังล้อหลัง เพื่อลดการดูแลรักษาและเสียงเมื่อเทียบกับแบบขับโซ่ ตัวเลย์เอาท์ใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่เก็บของที่กว้างขวางอีกด้วย เนื่องจากบริเวณที่เป็นถังน้ำมันเดิมนั้นสามารถใช้เป็นที่เก็บของได้ และใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกได้ ถ้าภาพวาดดังกล่าวใช้สัดส่วนตรงตามจริง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ทำออกมาได้หลากหลายโมเดลแบบเดียวกับรถในตระกูล G อีกด้วย ซึ่งในภาพร่างจะเห็นได้ว่าล้อหน้ามีขนาดใหญ่แบบ GS ที่เป็นแอดเวนเจอร์ ขณะที่ไฟหน้านำมาจากรหัส R ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ นอกจากนี้รหัส RR ก็ยังเป็นไปได้ เพราะแฟริ่งที่มาช่วยเรื่องแอโรไดนามิกก็น่าจะช่วยให้รีดระยะทางการใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย งานนี้สาวกก็คงได้แต่เฝ้ารอล่ะครับว่าโมเดลไฟฟ้าคันใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้าค่ายนี้จะทำออกมาได้ดี ได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Adventure Mania 2023 กับ 5 ความเฟี้ยวที่ไม่เหมือนใคร ก็ต้องบอกเลยว่าแทบจะห่างหายกันไปนานกับงานที่รวมเหล่าไบค์เกอร์ไม่ว่าจะเป็นสายแอดเวนเจอร์หรือเอ็นดูโร่ไว้มากที่สุด ครั้งนี้กลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมกับงาน Honda Adventure Mania 2023 เรามาดูจุดเด่นกันดีกว่าว่างานนี้มันเฟี้ยวไม่เหมือนใครยังไงกันบ้างดีกว่าครับ!! 1 สเตจสุดอลังการ ครั้งนี้ Honda Adventure Mania จัดขึ้นที่ Sam Canyon Lagoon สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศงานที่บ่งบอกถึงสายลุยได้อย่างชัดเจน ด้วยสถานที่เต็มไปด้วยภูเขา หิน ทราย และบ่อน้ำ รวมไปถึงเลย์เอาท์สนามเเข่งขันในงานที่ให้กลิ่นอายความเป็นแอดเวนเจอร์ และฮาร์ดเอ็นดูโร่ซึ่งเหมาะเเก่การประลองฝีมือของสายลุยจริง ๆ 2 กิจกรรมจัดหนักจัดเต็ม ภายในงานก็จัดเต็มทั้งวัน กิจกรรมสำหรับ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไปเเละผู้เข้าเเข่งขัน ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม กว่า 200,000 บาท ซึ่งแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ส่วน คือ Race, Ride, Meeting และ Party Race : แน่นอนว่าก็ตรงตามชื่อ นี่คือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สาวกฮอนด้าได้มาประลองฝีมือการขับขี่ของสายลุยแบบสุดดุเด็ดเผ็ดมันส์ ทั้งในแบบแอดเวนเจอร์และเอ็นดูโรกันเลย Ride : สำหรับกิจกรรมนี้ก็จะเป็นการเอาใจสายขับขี่ท่องเที่ยวเเบบสายลุย สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ขับขี่กันเเบบจุใจกับระยะทาง 20 กม. ซึ่งมีทั้งแบบออนโร้ดเเละเส้นทางแบบเทรล พร้อมลุ้นรับรางวัลเเละของที่ระลึกต่าง ๆ มากมาย Meeting : ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของการแข่งขันและการขับขี่ ตัวงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานสายลุยได้พบปะพูดคุยเเละร่วมกิจกรรมสุดมันส์อื่น ๆ ทั้ง ยิงธนู ปั่นจักรยาน พายซับบอร์ด เเละอื่น ๆ รวมไปถึงมีบูธจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายลุยมาออกงานให้ผู้คนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม Party : และสำหรับกิจกรรมสุดท้ายก็เป็นกิจกรรมที่เปิดให้สนุกสนานแบบสุด ๆ ไปกับกิจกรรม Camping Party พร้อมทั้งวงดนตรีเเละเหล่า DJ ที่มาเสิร์ฟความมันส์ให้กับผู้ร่วมงานพร้อมทั้งร่วมลุ้นผลการเเข่งขันรอบไฟนอลไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่ามีกิจกรรมที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดกับเฉพาะคนที่ไปแข่งเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมให้กับคนที่ไปชมและไปเชียร์ได้สนุกกันด้วย 3 ครบรสสายลุย งานครั้งนี้ถือว่าครบรสชาติสำหรับสายลุยที่อยากปลดปล่อยความมันส์เพราะเส้นทางเเข่งขันมีทั้งแบบแอดเวนเจอร์และแบบเอ็นดูโร่ โดยมีการเปิดรุ่นการเเข่งขันถึง 6 รุ่นหลัก ได้แก่ Africa Twin, 750 Series, CB500X, CRF450RL, CRF L, CRF Rally เเละอีก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Adventure 50+, Adventure Lady, Enduro 50+ และ Enduro Lady บอกได้เลยว่า หลากหลายเเละอัดเเน่นความดุเดือด ปลดปล่อยความมันส์ ไปกับการแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ไปเลย 4 Night Race สุดท้าทาย นี่คือไฮไลท์สำคัญสำหรับงาน Adventure Mania 2023 นี้เลยก็ว่าได้ การเเข่งขันรอบชิงจะเป็นไปในรูปแบบ Night Race ทั้งประเภทแอดเวนเจอร์ เเละเอ็นดูโร่ บอกเลยว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าร่วมงานเเละผู้เเข่งขันจะได้สัมผัสสนามที่ทางทีมงานได้จัดไว้ในแบบตอนกลางคืน ซึ่งทำให้การเเข่งมีสีสันเเละเพิ่มความท้าทาย ด้วยความมืด ทั้งสเตจต่าง ๆ ที่มีทั้งหิน โดดเนิน หลุมทราย ข้ามขอนไม้ เเละซุ้มประตูป่า ช่วยเพิ่มความยากให้กับการเเข่งขัน ซึ่งผู้เเข่งขันต้องต่อสู้กับความมืดเเละเอาชนะไปให้ได้ 5 ใจกว้างไม่จำกัดค่ายรถ กิจกรรมครั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดเเค่เพียงค่าย Honda เท่านั้นผู้ร่วมกิจกรรมที่ใช้รถแบรนด์อื่นก็สามารถเข้าร่วมเเละทำกิจกรรมภายในงานได้ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีเลยทีเดียว โดยภายในงานเปิดโอกาสให้สายลุยที่แม้จะต่างค่ายก็สามารถมาร่วม Meeting เเละขับขี่ในงานนี้ได้อีกทั้งยังมีกิจกรรมรองรับ ทั้งการขับขี่ท่องเที่ยวแบบออนโร้ดและออฟโร้ด ซึ่งนำทีมโดยครูฝึกจาก Honda Sefety Thailand รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการ Party เเละเเจกของรางวัลในงาน เว้นก็แต่งการกิจกรรมการแข่งขันเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่ากิจกรรมครั้งนี้ ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการผจญภัยจริง ๆ ครับ กิจกรรมHonda Adventure Mania ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเเละข่าวสาร ได้ทางเพจ Facebook : HondaBigBikeTH , hondamotorcyclethailand หรือติดตามได้ทางเพจ Facebook : SuperBikeMagazineTH เว็บไซต์ https://www.superbikemag.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ทางเลือกใหม่ของรถสันดาปเพื่ออนาคต Image by Freepik เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันนั้นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ตั้งเป้ากันว่าจะลดปริมาณคาร์บอนที่จะปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เชื้อเพลิงหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานทดแทนกลายเป็นส่วนนึงของทางเลือกที่กำลังมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และอีกสิ่งนึงที่เป็นเหมือนความหวังซึ่งกำลังพัฒนาขึ้นก็คือ น้ำมันสังเคราะห์ eFuels ซึ่งก็คือน้ำมันที่ถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยแหล่งพลังงานหมุนเวียน น้ำมันสังเคราะห์คืออะไร น้ำมันสังเคราะห์มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า eFuels หรือ อีฟิวส์ หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ คือน้ำมันสังเคราะห์ประเภทนึงที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี เป็นการผสมเอาคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้ากับไฮโดรเจนที่ได้มาจากวิธีอิเล็กโทรไลสิสซึ่งใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้สร้างน้ำมันสังเคราะห์ที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในตอนนี้ได้โดยต้องดัดแปลงใด ๆ แล้วมันสำคัญยังไง? กระบวนการผลิตและการใช้น้ำมันสังเคราะห์สามารถลดคาร์บอนที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การบิน การขนส่งหนัก การขนส่งทางเรือ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นสต็อกวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมี ใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม ๆ และยังช่วยลดมลภาวะได้มาก เท่านั้นยังไม่พอน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ยังใช้แก้ปัญหาการเก็บสำรองพลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นอย่างพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่มักจะมีปัญหาในเรื่องของความไม่ต่อเนื่อง ซึ่งพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินที่ได้มาสามารถนำไปผลิตน้ำมันสังเคราะห์ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้และนำมาใช้เมื่อพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่พร้อมใช้งาน ทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น อะไรคือความท้าทายในการผลิต? ความท้าทายหลัก ๆ ของการผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นคือต้นทุน ณ ปัจจุบันนี้การผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นแพงกว่าการกลั่นน้ำมันแบบเดิม ๆ อยู่มาก และจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อที่จะผลิตและกระจายน้ำมันสังเคราะห์ในสเกลใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามต้นทุนที่ใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทนนั้นก็เริ่มที่จะลดลงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ ซึ่งต่างก็คาดกันว่าในอนาคตต้นทุนส่วนนี้จะลดลงอย่างมาก ความท้าทายอย่างเรื่องก็คือปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ แม้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะมีอยู่บนชั้นบรรยากาศมากมาย แต่การจะดักจับและขนส่งมันในปริมาณมาก ๆ เพื่อนำมาใช้ผลิตน้ำมันสังเคราะห์นั้นต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เลยทีเดียว สรุป Image by Freepik น้ำมันสังเคราะห์นั้นเป็นทางแก้ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมบางชนิดที่ยากต่อการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันสังเคราะห์ที่ว่านี้ก็ยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายแพงกว่าน้ำมันแบบเดิม ๆ แต่ข้อดีที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานนั้นทำให้มันเป็นอะไรที่ควรจะต้องวิจัยและพัฒนา และในอนาคตน้ำมันสังเคราะห์นี้ก็อาจจะกลายเป็นส่วนสำคัญในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก