
เปิดราคาอย่างเปิดทางการ Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026
สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE

Yamaha Tracer 9GT รถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นใหม่ของตำรวจทางหลวง ทล.1 กก.8 เครื่องยนต์ 890 ซีซี พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยครบมือ

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

รุ่นโปร พร้อมแข่ง Husqvarna FE350 Pro MY25 ถึงไลน์อัพโมเดลปี 2025 จะถูกทยอยเปิดตัวออกมาให้ชมกันบ้างแล้ว แต่สำหรับในบทความนี้ เราจะพามาชมโมเดลสายลุยที่น่าสนใจจากค่ายไวกิ้งกับ 2025 Husqvarna FE350 Pro โปรเอนดูโร่ในรุ่น 4 จังหวะที่ถูกอัปเกรดและพัฒนามาเพื่อความสมบูรณ์แบบของการแข่งขันบนเส้นทางออฟโร้ด ด้วยแชสซีออกแบบให้มีความหยืดหยุ่นเพื่อการควบคุมที่ง่ายดาย กับถังน้ำมันขนาด 8 ลิตรสีขาวออกแบบใหม่ เข้ากับชุดสีแฟริ่ง การ์ดแฮนด์ ครอบแกนโช้คและบังโคลนหน้า ในขณะที่บังโคลนหลังและเบาะใช้เป็นสีเทา แบบเดียวกันกับลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งขันทางฝุ่นประดับไว้บริเวณด้านข้าง ดูมีความคลีนแต่แฝงไปด้วยความดุร้าย พร้อมโลโก้ฮุสควาน่าเด่น ๆ สมกับเป็นรุ่นโปรตัวชูโรงบนทางฝุ่นนั่นเอง 2025 Husqvarna FE350 Pro ปรับมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ สำหรับรุ่น 4 จังหวะอย่าง FE350 Pro 2025 เป็นอีกหนึ่งรุ่นพัฒนามาจากรุ่น Standard มาพร้อมกับการปรับปรุงพัฒนาในด้านเทคนิคมามาเพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวมเต็มระดับ ทั้งยังเพิ่มความทนทานให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย และยังให้ความแข็งแรงและเบาด้วยซับเฟรมอลูมิเนียมเคลือบโพลีเอมายด์ ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 1.8 กก. รวมถึงพักเท้าออกแบบดีไซน์ใหม่ช่วยเสริมการยึดเกาะสัมผัส แถมสามารถปรับไดนามิคท่วงท่าขับขี่ได้อย่างอิสระ รายละเอียดสำหรับรุ่น Pro Series ที่ติดตั้งมาในรุ่นนี้ประกอบไปด้วย เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ถังน้ำมันออกแบบใหม่ขนาด 8 ลิตร สเตอร์หลัง Supersprox ลวดลายกราฟิกแบบใหม่ เบาะนั่งสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ การ์ดแฮนด์ จานเบรก Galfer หน้าและหลัง การ์ดจานเบรกหน้า-หลังคาร์บอน สเตอร์หลัง Supersprox แฮนด์บาร์ ProTaper พร้อมทริปเปิ้ลแคลมป์ ปลอกแฮนด์ ODI แบบซอฟต์คอมปาวด์ ชุดล้อซี่ลวด Factory Racing จาก Excel Takasago แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนน้ำหนักเบา ขนาด 2.0 Ah Spec ในขณะที่เครื่องยนต์เป็นสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 349.7 ซีซี พร้อมระบบวาล์วไทเทเนียม DOHC ลูกสูบเคลือบไดอะซิล ขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ตอบสนองแรงบิดได้อย่างทันใจด้วยชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 42 มม. จาก Kelihin ทั้งยังออกแบบโปรไฟล์ของเพลาลูกเบี้ยวให้ระบบวาล์วเปิดได้นานขึ้น รอบมาไวมากขึ้น สอดคล้องกับกำลังอัดในอัตราส่วน 13.7 : 1 โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 51 ตัว พร้อมชุดแอร์บ็อกซ์ที่ช่วยเสริมการไหลเวียนอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โช้คหน้าหัวกลับ WP XACT-USD ขนาด 48 มม. มีระยะยุบ 300 มม. ปรับพรีโหลดได้ โช้คเดียวซับแทงค์ WP AXCT ระยะยุบ 300 มม. พร้อมสมรรถนะช่วงล่างขั้นเทพด้วยโช้ค WP XACT-USD ขนาด 48 มม.ปรับปรุงใหม่เพื่อลดแรงกระแทกที่แม่นยำในความเร็วสูง ทั้งนี้ยังสามารถปรับค่าพรีโหลดความตึงของตัวสปริงได้ ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซับแทงค์ WP AXCT สามารถปรับได้เช่นเดียวกัน โดยให้ระยะยุบมาทั้งหน้า-หลังที่ 300 มม. พร้อมจานดิสก์เบรกและระบบเบรกที่ติดตั้งมาให้เป็น Brembo กับขนาดล้อและยางหนามรัดมาให้ขนาด 90/90 และ 140/80 ตามลำดับ ดิสก์เบรก พร้อมการ์ดลายคาร์บอน คาลิเปอร์เบรก Brembo ล้อซี่ลวดเกรดแข่งขัน Excel Takasago ยางหนามขนาด 90/90 ระบบไฟส่องสว่าง LED การ์ดแฮนด์ติดตั้งจากโรงงาน ส่วนในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งมาให้มีหลายแบบเช่นเดียวกัน อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง LED ปุ่ม Map Select Switch ที่สามารถปรับแต่งได้ตามสถานการ์การใช้งานผู้ขับขี่ ระบบแทร็คชันคอนโทรลและควิกชิฟเตอร์เรียกว่าครบสูตรพร้อมของแต่งและสามารถรถแข่งได้ทันที สำหรับเรื่องการจำหน่ายคงมีขายสีเดียวนั่นก็คือ สีขาวนั่นแหล่ะครับ มาพร้อมชุดแต่งดุดันในราคาค่าตัวที่ 12,199 ยูโร หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท และคาดว่าไม่น่าเข้าไทย นอกเหนือจากรุ่นตัวแสตนดาร์ดที่อาจมีโอกาสเป็นไปได้นั่นเอง เพราะอย่างไรตอนนี้ในบ้านเรานั้นมีผู้แทนจำหน่ายรายใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีอะไรให้เซอร์ไพร์สอย่างแน่นอน อย่างไรต้องรออัปเดตอีกครั้งให้ทราบทั่วกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 1390 Adventure จับมือ Bosch เตรียมเปิดตัวระบบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ ในปี 2025 ที่จะช่วยในการลดการเกิดอุบัติเหตุ

Indonesian GP 2024 กับ 10 อันดับเวลาดี๊ดีในรอบการแข่งขัน หลังจากที่จบการแข่งขัน Indonesian GP 2024 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุป 10 อันดับรถที่ทำเวลาดีที่สุด และมาดูไฮไลท์ใน 17 โค้งนี้ ใครเร็วสุดและใครล้ม ที่สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย 10 อันดับเวลาดีที่สุดในรอบการแข่งขัน สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต อันดับ นักแข่ง ทีม เวลาดีที่สุด Topspeed 1 Enea BASTIANINI Ducati Lenovo Team 1:30.539 318.5 Km/H 2 Francesco BAGNAIA Ducati Lenovo Team 1:30.542 319.5 Km/H 3 Pedro ACOSTA Red Bull GASGAS Tech3 1:30.697 319.5 Km/H 4 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.697 316.7 Km/H 5 Jorge MARTIN Prima Pramac Racing 1:30.729 318.5 Km/H 6 Franco MORBIDELLI Prima Pramac Racing 1:30.790 316.7 Km/H 7 Marc MARQUEZ Gresini Racing MotoGP 1:30.809 314.8 Km/H 8 Fabio QUARTARARO Monster Energy Yamaha MotoGP T 1:30.816 309.4 Km/H 9 Maverick VIÑALES Aprilia Racing 1:30.940 313.9 Km/H 10 Johann ZARCO CASTROL Honda LCR 1:31.020 313 Km/H ไฮไลท์ใน IndonesianGP 2024 กลิ้ง ตั้งแต่โค้งแรก สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ถือเป็นสนามที่ท้าทายสำหรับนักแข่งเลยไม่น้อย เพราะสภาพไลน์แทร็คที่มีโค้งที่เยอะมากและที่สำคัญ โค้งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงเลยที่เดียว ทำให้หลาย ๆ ครั้งนักแข่งมีหลุดไลน์ออกโค้งไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และในรอบการแข่งขัน ก็ทำให้ล้มกันยกแผงถึง 4 คันด้วยกันในโค้ง 3 ของรอบแรกของการแข่งขัน ที่เรียกว่า เหงื่อยังไม่ทันออก ต้องกลับเข้าพิทซะแล้ว และ 1 ในตัวเต็งของบรรดานักบิดทั้งหมดอย่าง Enea BASTIANINI ก็ล้มในโค้ง 1 รอบ 21 ของการแข่งขัน รถส่ายมาเป็นงูเลย น่าเสียดายจัง อุส่าอยู่ในดันอับ 3 แล้ว ส่วน Marc MARQUEZ ไม่ได้ล้มครับ แต่ไฟเครื่องโชว์ครับ โชว์ ทั้งคันเลย TT ถือว่าสนามนี้ไม่ได้ขับขี่กันได้ง่าย ๆ โค้งเยอะ แต่ละโค้งก็ใช้ความเร็วสูงมาก และที่สำคัญเบรกกันหนักสุด ๆ อีกด้วย ในช่วงก่อนโค้ง 17 และก่อนเข้าโค้ง 1 ถือว่าเบรกกันจนหลังลอยเลยครับพี่น้อง ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็น 3 อันดับแรกได้แก่ 1.Jorge MARTIN 2. Pedro ACOSTA 3. Francesco BAGNAIA และสัปดาห์นี้ มีการแข่งขันที่ Motul Grand Prix of

Super Cub 125X ผลงานสุดแหวกจากการร่วมมือของ Honda อิตาลีและ MAAN Motocicli Audaci หลังจากที่ทาง Honda ในยุโรปเปิดตัว Super Cub C125 2022 ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งแบบ 2 ตอนพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ฮอนด้า อิตาลี ก็ได้ไว้วางใจให้สำนักแต่งอย่าง Motocicli Audaci จาก Cagliari ได้ทำการคัสตอมโมเดลใหม่นี้ในแบบที่สนุกยิ่งกว่าที่เคย โดยมี Nicola Manca รับผิดชอบออกแบบและประสานงานทั่วไป ขณะที่ Matteo Murgia ที่มีชื่อเรื่องผลงานกราฟิกมากมาย โดยมีพื้นฐานการตัดต่อตกแต่งรถของ Honda ให้กลายเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากมายอาทิ Tokyo Legend, Rebel Mask และ Crazy Monkey เป้าหมายของพวกเขาคือปรับคาแรกเตอร์ใหม่ให้กับรถ โดยให้มีความพอดิบพอดี ไม่มากจนเกินไป และการเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างของตัวรถ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนส่วนระบบกันสะเทือนและหน้าตาภายนอกอยู่หลายกระบวนท่า Super Cub 125X ที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่นั้นยังมีหลายชิ้นส่วนที่ยังคงเดิม อาทิไฟหน้า LED แต่ก็มีจุดเด่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามา เช่นเบาะนั่งแบบ 2 ตอน ตอนนี้ก็ถูกปรับเป็นเบาะหนังอัลคันทาราและเรียวมากขึ้น บังโคลนหน้าเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสไตล์ของรถมากขึ้น บังโคลนท้ายแบบตูดเป็ดก็เป็นงานโลหะคัสตอมจากทาง Serri Motorsport ซึ่งมีไฟท้าย LED อยู่ในตัว มีครอบดิสก์พลาสติกที่ออกแบบผ่านโปรแกรม CAD และพิมพ์แบบ 3 มิติออกมาจากทาง FabLab NAT14 ช่วยเสริมภาพลักษณ์ลุยๆ แบบเอ็นดูโร่ได้มากยิ่งขึ้นแถมยังกลมกลืนลงตัวกับครอบโช้คหน้าอีกด้วย ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นเป็นทาง Andreani Group ดูแลให้ มี Fabrizio Corda จาก Powermoto ทำหน้าที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถคันนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถที่จะขับขี่แบบออฟโร้ดได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระยะห่างระหว่างตัวรถถึงพื้นที่เหมาะสมด้วย การเซ็ตอัพครั้งนี้ทำให้มีระยะเพิ่มมากขึ้นถึง 40 ม.ม. อีกจุดนึงที่เด่นมากๆ คือท่อไอเสียพร้อมกับการ์ดที่ใช้ชิ้นส่วนด้านข้างตัวรถให้เป็นประโยชน์ โดยเลือกใช้คาร์บอนมาทำตรงการ์ดปลายท่อซึ่งไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังใช้งานได้จริง โดยเป็นผลงานจากทาง Il Sarto dei Metals ล้อนั้นถูกทำสีขึ้นใหม่เป็นสีดำดูดุดันไม่กลัวเลอะ พร้อมกับใส่ยางหนามที่มีขนาดพอเหมาะเข้ากับรถมากขึ้น ทั้งนี้รถเกือบทั้งคันใช้ของที่ทำขึ้นใน Sardinia และออกแบบมาให้สามารถลุยบนเส้นทางวิบากกว่า 500 กม.ของการแข่งขัน Dust’n Sardinia ได้อีกด้วย โดยการแข่งขันนี้จัดขึ้นโดย Audax1000 และยังเป็นสเตจแรกของการแข่งขันรายการ FMI Scrambler Trophy อีกด้วย แน่นอนว่าเจ้าคันนี้จะไปโชว์ในงานนี้ด้วย และหลังจากนั้นก็จะไปโชว์ตัวต่อใน EICMA อีกด้วยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สรุปผล WSBK ที่ Czech Toprak คว้าชัย 2 เรซ พร้อมชัยชนะของ Redding ในเรซ 2 สรุปผล WSBK ที่ Czech หรือที่สาธารณรัฐเช็คเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการแข่งขันที่สนาม Most ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกกับสนามใหม่แห่งนี้ ผลการแข่งขันนั้นเป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าหัวใจแทบหยุดเต้นกันเลยทีเดียว Race 1 Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF-R1) ออกสตาร์ทจากกริดที่ 2 ได้ดีมีแชมป์โลกอย่าง Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ตามบี้แบบติด ๆ และกลายเป็นกลุ่มนำ 3 คน พร้อมผลัดกันขึ้นนำไปมา ห่างจากกลุ่มนำ 2 วินาที มี Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) และ Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) กำลังดวลกันเพื่อแย่งอันดับที่ 4 หลังจากนั้นไม่นาน Redding มีโอกาสขึ้นนำและเริ่มทิ้งห่างคู่แข่งอีก 2 คน จนกลายเป็นผู้ชมมานั่งลุ้นกันว่าใครจะได้โพเดียมอันดับที่ 2 แทน เมื่อการแข่งขันมาถึงช่วงกลางเรซ กลายเป็นว่านักแข่งชาวตุรกีหรือ Razgatlioglu สามารถแซง Rea ขึ้นมารั้งอันดับ 2 และจากนั้น Rea ก็ล้มไปที่สุดทางตรงก่อนจะกลับเข้าแข่งอีกครั้งในอันดับที่ 11 ตามหลัง นักแข่งเยอรมัน Marvin Fritz (IXS-YART Yamaha / Yamaha YZF R1) ที่ได้ไวลด์การ์ดเข้ามาแข่งในรอบนี้ ทำให้ตอนนี้ Andrea Locatelli เขยิบมาอยู่บนโพเดี้ยม โดยมี Rinaldi กับ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) และ Garrett Gerloff (GRT Yamaha WorldSBK Team / Yamaha YZF R1) ที่ตามหลังอยู่ 3 วินาที พร้อมดวลกันแย่งอันดับที่ 4 และด้วยความเร็วของบัง Toprak ก็ทำให้ Redding ต้องลำบาก โดยทั้งคู่ต่างก็ทำให้คนดูแทบช็อกด้วยกันดวลกันจนแล็ปสุดท้ายก่อนที่ชัยชนะจะตกเป็นของ Razgatlioglu ที่เฉือนเอาชนะไปแบบเพียง 0.04 วินาทีเท่านั้น และอันดับที่ 3 เป็นของ Andrea Locatelli ผลการแข่งขัน Race 1: อันดับ นักแข่ง 1 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 2 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale

เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition 4000 คันเท่านั้น ฮอนด้า ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ให้วัยรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถแฟชั่น เอ.ที. ของเมืองไทย ด้วยการ เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition รถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษที่เกิดจากการครอสแบรนด์กันระหว่าง Scoopy และ Snoopy โดยจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น! โมเดลพิเศษนี้ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “สนู๊ป…หลุดกรอบ” ครั้งแรกของโลกกับการผสาน 2 ไอคอนแห่งความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นั่นคือ Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่โดนใจวัยรุ่นไทย และ Snoopy ไอดอลแห่งความกวนจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน ตัวรถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Snoopy และ Charlie Brown อย่างเด่นชัดด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้านหนึ่งเป็นตัวการ์ตูน Snoopy ที่มาในชุดนักบินมาดเท่ ส่วนอีกด้านเป็นเพื่อนซี้คู่ใจอย่าง Charlie Brown เสริมความเท่ด้วยการเล่นแถบสีเหลือง แดง และน้ำเงินบนพื้นสีขาวของตัวรถ พร้อมกับบ่งบอกความเป็นลิมิเต็ดด้วยแบดจ์ Scoopy x Snoopy ด้านหน้าตัวรถ นอกจากลวดลายที่โดดเด่นแล้ว New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ยังทันสมัยด้วยไฟหน้า LED ช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key และกล่องเก็บของ U Box ที่มีความจุถึง 15.4 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System และระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายคู่กับหมวกกันน็อกลายพิเศษ Scoopy x Snoopy สีดำเงาสุดพรีเมียม ด้วยราคาแนะนำ 54,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th หรือเฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuareg 660 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางของ Aprilia แง้มโฉมหน้ามายั่วน้ำลายแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขี้อายพอสมควรเลยสำหรับ Aprilia Tuareg 660 แม้ว่าเราจะรู้มาพักนึงแล้วว่าทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีผลิตรถหลายๆ โมเดลด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ด้วย แรกเริ่มเดิมทีเราได้เห็นต้นแบบของโมเดลนี้ในงาน EICMA 2019 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์จำลองตั้งอยู่ในกล่องจัดแสดงไว้ในบูทของทางค่าย ทำให้พอได้รู้ว่าทางค่ายกำลังจะทำแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง และตอนนี้ทางค่ายก็เริ่มแง้มๆ ให้เราได้เห็นสิ่งที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้นมาให้เราได้เห็นรูปโฉมกันบ้างแล้ว (แบบ CG) โดยสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือเครื่องยนต์สองสูบ 660 ซีซีบล็อกนี้ได้ถูกปรับจูนให้มีแรงม้า 80 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 70 นิวตันเมตร โดยเน้นไปที่กำลังความแรงในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ ทางค่ายระบุมาว่าตัวรถจะมีน้ำหนักรถเปล่า 187 กก. แต่เมื่อรวมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 18 ลิตรก็จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักทะลุ 200 กก.ไปอย่างแน่นอน แต่ทางค่ายก็ยังเคลมมาว่าเจ้า Tuareg คันนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ต่ำและตกที่กลางตัวรถ นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม.เพื่อให้ลุยได้สมบุกสมบันสมกับสไตล์รถ แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือเบาะนั่งสูงเพียง 860 ม.ม. แม้ว่าจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม. ในเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถมาพร้อมหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด (ปรับแต่งได้เอง 2 โหมด) ระบบเบรก ABS ปิดเปิดได้ หรือจะเปิดแต่ล้อหน้าก็ได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่เชื่อว่าราคาอาจจะแพงกว่าเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันเป็นแน่ แต่ราคาจะแพงกว่า KTM 890 Adventure หรือไม่ต้องติดตามกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Super Cub 125X ผลงานสุดแหวกจากการร่วมมือของ Honda อิตาลีและ MAAN Motocicli Audaci หลังจากที่ทาง Honda ในยุโรปเปิดตัว Super Cub C125 2022 ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งแบบ 2 ตอนพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ฮอนด้า อิตาลี ก็ได้ไว้วางใจให้สำนักแต่งอย่าง Motocicli Audaci จาก Cagliari ได้ทำการคัสตอมโมเดลใหม่นี้ในแบบที่สนุกยิ่งกว่าที่เคย โดยมี Nicola Manca รับผิดชอบออกแบบและประสานงานทั่วไป ขณะที่ Matteo Murgia ที่มีชื่อเรื่องผลงานกราฟิกมากมาย โดยมีพื้นฐานการตัดต่อตกแต่งรถของ Honda ให้กลายเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากมายอาทิ Tokyo Legend, Rebel Mask และ Crazy Monkey เป้าหมายของพวกเขาคือปรับคาแรกเตอร์ใหม่ให้กับรถ โดยให้มีความพอดิบพอดี ไม่มากจนเกินไป และการเปลี่ยนแปลงจะต้องไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างของตัวรถ แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนส่วนระบบกันสะเทือนและหน้าตาภายนอกอยู่หลายกระบวนท่า Super Cub 125X ที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่นั้นยังมีหลายชิ้นส่วนที่ยังคงเดิม อาทิไฟหน้า LED แต่ก็มีจุดเด่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามา เช่นเบาะนั่งแบบ 2 ตอน ตอนนี้ก็ถูกปรับเป็นเบาะหนังอัลคันทาราและเรียวมากขึ้น บังโคลนหน้าเองก็มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสไตล์ของรถมากขึ้น บังโคลนท้ายแบบตูดเป็ดก็เป็นงานโลหะคัสตอมจากทาง Serri Motorsport ซึ่งมีไฟท้าย LED อยู่ในตัว มีครอบดิสก์พลาสติกที่ออกแบบผ่านโปรแกรม CAD และพิมพ์แบบ 3 มิติออกมาจากทาง FabLab NAT14 ช่วยเสริมภาพลักษณ์ลุยๆ แบบเอ็นดูโร่ได้มากยิ่งขึ้นแถมยังกลมกลืนลงตัวกับครอบโช้คหน้าอีกด้วย ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นเป็นทาง Andreani Group ดูแลให้ มี Fabrizio Corda จาก Powermoto ทำหน้าที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถคันนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถที่จะขับขี่แบบออฟโร้ดได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีระยะห่างระหว่างตัวรถถึงพื้นที่เหมาะสมด้วย การเซ็ตอัพครั้งนี้ทำให้มีระยะเพิ่มมากขึ้นถึง 40 ม.ม. อีกจุดนึงที่เด่นมากๆ คือท่อไอเสียพร้อมกับการ์ดที่ใช้ชิ้นส่วนด้านข้างตัวรถให้เป็นประโยชน์ โดยเลือกใช้คาร์บอนมาทำตรงการ์ดปลายท่อซึ่งไม่เพียงแต่สวยงามแต่ยังใช้งานได้จริง โดยเป็นผลงานจากทาง Il Sarto dei Metals ล้อนั้นถูกทำสีขึ้นใหม่เป็นสีดำดูดุดันไม่กลัวเลอะ พร้อมกับใส่ยางหนามที่มีขนาดพอเหมาะเข้ากับรถมากขึ้น ทั้งนี้รถเกือบทั้งคันใช้ของที่ทำขึ้นใน Sardinia และออกแบบมาให้สามารถลุยบนเส้นทางวิบากกว่า 500 กม.ของการแข่งขัน Dust’n Sardinia ได้อีกด้วย โดยการแข่งขันนี้จัดขึ้นโดย Audax1000 และยังเป็นสเตจแรกของการแข่งขันรายการ FMI Scrambler Trophy อีกด้วย แน่นอนว่าเจ้าคันนี้จะไปโชว์ในงานนี้ด้วย และหลังจากนั้นก็จะไปโชว์ตัวต่อใน EICMA อีกด้วยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สรุปผล WSBK ที่ Czech Toprak คว้าชัย 2 เรซ พร้อมชัยชนะของ Redding ในเรซ 2 สรุปผล WSBK ที่ Czech หรือที่สาธารณรัฐเช็คเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการแข่งขันที่สนาม Most ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกกับสนามใหม่แห่งนี้ ผลการแข่งขันนั้นเป็นที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าหัวใจแทบหยุดเต้นกันเลยทีเดียว Race 1 Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF-R1) ออกสตาร์ทจากกริดที่ 2 ได้ดีมีแชมป์โลกอย่าง Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) และ Scott Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ตามบี้แบบติด ๆ และกลายเป็นกลุ่มนำ 3 คน พร้อมผลัดกันขึ้นนำไปมา ห่างจากกลุ่มนำ 2 วินาที มี Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) และ Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) กำลังดวลกันเพื่อแย่งอันดับที่ 4 หลังจากนั้นไม่นาน Redding มีโอกาสขึ้นนำและเริ่มทิ้งห่างคู่แข่งอีก 2 คน จนกลายเป็นผู้ชมมานั่งลุ้นกันว่าใครจะได้โพเดียมอันดับที่ 2 แทน เมื่อการแข่งขันมาถึงช่วงกลางเรซ กลายเป็นว่านักแข่งชาวตุรกีหรือ Razgatlioglu สามารถแซง Rea ขึ้นมารั้งอันดับ 2 และจากนั้น Rea ก็ล้มไปที่สุดทางตรงก่อนจะกลับเข้าแข่งอีกครั้งในอันดับที่ 11 ตามหลัง นักแข่งเยอรมัน Marvin Fritz (IXS-YART Yamaha / Yamaha YZF R1) ที่ได้ไวลด์การ์ดเข้ามาแข่งในรอบนี้ ทำให้ตอนนี้ Andrea Locatelli เขยิบมาอยู่บนโพเดี้ยม โดยมี Rinaldi กับ Axel Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R) และ Garrett Gerloff (GRT Yamaha WorldSBK Team / Yamaha YZF R1) ที่ตามหลังอยู่ 3 วินาที พร้อมดวลกันแย่งอันดับที่ 4 และด้วยความเร็วของบัง Toprak ก็ทำให้ Redding ต้องลำบาก โดยทั้งคู่ต่างก็ทำให้คนดูแทบช็อกด้วยกันดวลกันจนแล็ปสุดท้ายก่อนที่ชัยชนะจะตกเป็นของ Razgatlioglu ที่เฉือนเอาชนะไปแบบเพียง 0.04 วินาทีเท่านั้น และอันดับที่ 3 เป็นของ Andrea Locatelli ผลการแข่งขัน Race 1: อันดับ นักแข่ง 1 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 2 S. Redding (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale

เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition 4000 คันเท่านั้น ฮอนด้า ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ให้วัยรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถแฟชั่น เอ.ที. ของเมืองไทย ด้วยการ เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition รถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษที่เกิดจากการครอสแบรนด์กันระหว่าง Scoopy และ Snoopy โดยจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น! โมเดลพิเศษนี้ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “สนู๊ป…หลุดกรอบ” ครั้งแรกของโลกกับการผสาน 2 ไอคอนแห่งความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นั่นคือ Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่โดนใจวัยรุ่นไทย และ Snoopy ไอดอลแห่งความกวนจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน ตัวรถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Snoopy และ Charlie Brown อย่างเด่นชัดด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้านหนึ่งเป็นตัวการ์ตูน Snoopy ที่มาในชุดนักบินมาดเท่ ส่วนอีกด้านเป็นเพื่อนซี้คู่ใจอย่าง Charlie Brown เสริมความเท่ด้วยการเล่นแถบสีเหลือง แดง และน้ำเงินบนพื้นสีขาวของตัวรถ พร้อมกับบ่งบอกความเป็นลิมิเต็ดด้วยแบดจ์ Scoopy x Snoopy ด้านหน้าตัวรถ นอกจากลวดลายที่โดดเด่นแล้ว New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ยังทันสมัยด้วยไฟหน้า LED ช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key และกล่องเก็บของ U Box ที่มีความจุถึง 15.4 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System และระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายคู่กับหมวกกันน็อกลายพิเศษ Scoopy x Snoopy สีดำเงาสุดพรีเมียม ด้วยราคาแนะนำ 54,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th หรือเฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuareg 660 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางของ Aprilia แง้มโฉมหน้ามายั่วน้ำลายแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขี้อายพอสมควรเลยสำหรับ Aprilia Tuareg 660 แม้ว่าเราจะรู้มาพักนึงแล้วว่าทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีผลิตรถหลายๆ โมเดลด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ด้วย แรกเริ่มเดิมทีเราได้เห็นต้นแบบของโมเดลนี้ในงาน EICMA 2019 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์จำลองตั้งอยู่ในกล่องจัดแสดงไว้ในบูทของทางค่าย ทำให้พอได้รู้ว่าทางค่ายกำลังจะทำแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง และตอนนี้ทางค่ายก็เริ่มแง้มๆ ให้เราได้เห็นสิ่งที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้นมาให้เราได้เห็นรูปโฉมกันบ้างแล้ว (แบบ CG) โดยสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือเครื่องยนต์สองสูบ 660 ซีซีบล็อกนี้ได้ถูกปรับจูนให้มีแรงม้า 80 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 70 นิวตันเมตร โดยเน้นไปที่กำลังความแรงในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ ทางค่ายระบุมาว่าตัวรถจะมีน้ำหนักรถเปล่า 187 กก. แต่เมื่อรวมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 18 ลิตรก็จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักทะลุ 200 กก.ไปอย่างแน่นอน แต่ทางค่ายก็ยังเคลมมาว่าเจ้า Tuareg คันนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ต่ำและตกที่กลางตัวรถ นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม.เพื่อให้ลุยได้สมบุกสมบันสมกับสไตล์รถ แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือเบาะนั่งสูงเพียง 860 ม.ม. แม้ว่าจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม. ในเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถมาพร้อมหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด (ปรับแต่งได้เอง 2 โหมด) ระบบเบรก ABS ปิดเปิดได้ หรือจะเปิดแต่ล้อหน้าก็ได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่เชื่อว่าราคาอาจจะแพงกว่าเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันเป็นแน่ แต่ราคาจะแพงกว่า KTM 890 Adventure หรือไม่ต้องติดตามกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ยืนหยัดในการผลิตสินค้าคุณภาพ และอยู่คู่กับคนไทย ด้วยการส่งรถจักรยานยนต์ออโตเมติกโมเดลระดับตำนานอย่าง “ฟีโน่” ออกวางจำหน่ายในโอกาสสุดพิเศษนี้ นั่นคือ YAMAHA FINO FINAL EDITION ต้นกำเนิดแห่งรถออโตเมติกแฟชั่นจากยามาฮ่า ความคลาสสิกร่วมสมัยที่ครองใจคนไทยมา กว่า 18 ปี ที่ผลิตออกมาจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน ทรงคุณค่าด้วยโลโก้ Emblem สีทอง และเพลทระบุหมายเลขจำกัดเฉพาะแต่ละคันที่ผลิต เพิ่มความพิเศษอีกระดับด้วยหมวกกันน็อกลายพิเศษ และมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BLUE CORE 125 ซีซี เทคโนโลยีแห่งความประหยัด เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ ตอบโจทย์การใช้งานได้ครบทุกจังหวะการขับขี่ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังคงเสน่ห์ความโดดเด่นด้วย ไฟหน้า LED สไตล์โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่ Diamond Cut Lens ที่นอกจากจะให้ความสว่างชัดเจนแล้ว ยังเต็มไปด้วยความคลาสสิกร่วมสมัย รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครอย่าง DUO METER เรือนไมล์แยกส่วน พร้อมไฟแสดงการขับขี่แบบประหยัด เห็นชัดทุกองศาการมองในขณะขับขี่ นอกจากนี้ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ยังมาพร้อมกุญแจแบบ ANSWER BACK SYSTEM ที่สามารถเปิดช่องกุญแจได้แบบอัตโนมัติ พร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถช่วยให้มองหาตำแหน่งจอดรถได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อม LUGGAGE BOX 7.2L ที่เก็บของขนาด 7.2 ลิตร ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกครึ่งใบรวมถึงสัมภาระจำเป็นได้อย่างสบาย และปลอดภัยหายห่วง โดย “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” จะผลิตออกมาจำหน่าย จำนวน 999 คัน พร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ มาพร้อมกับโลโก้ Emblem สีทอง ที่ระบุหมายเลขการผลิตตัวรถ และเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ โดยจะนำรถจักรยานยนต์ที่ระบุหมายเลขสวย และหมายเลขมงคลออกมา ร่วมประมูลกับผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปร่วมผลิต และพัฒนาหมวกกันน็อกขนาดเล็กที่ออกแบบและผ่านมาตรฐาน มอก. ทั้งนี้ทางไทยยามาฮ่ามอเตอร์จะทำการบริจาคหมวกกันน็อกผ่านหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงบริจาคผ่านกิจกรรมของผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สำหรับ “ยามาฮ่า ฟีโน่ ไฟนอล อิดิชั่น” ผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 999 คัน และผลิตจำหน่ายเพียงสีเดียวเท่านั้น คือ สีดำ (Original Black) ที่ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วยโลโก้ Emblem สีทอง พร้อมวางจำหน่ายในราคา 50,900 บาท พร้อมการให้ความมั่นใจในการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดยสามารถเป็นเจ้าของ “YAMAHA FINO FINAL EDITION” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ พิเศษลูกค้ายามาฮ่าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Yamaha Smart Reward เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายจากยามาฮ่า สมาชิกใหม่รับฟรี 5,000 คะแนน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Website: www.yamaha-motor.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450 SR S สปอร์ตตัวจี๊ด เด่นด้วยอาร์มเดี่ยวและวิงก์เล็ต หลังจากที่ได้เห็นภาพโมเดลใหม่จากค่ายมังกรฟ้าอย่างเจ้า CFMoto 450 SR S 2024 สปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้น ก็บอกได้คำเดียวว่าเสียดายเลยสำหรับคันนี้ เพราะบ้านเราค่ายนี้ก็เงียบเชียบ ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรมานานมากแล้ว แต่เจ้าโมเดลนี้กลับมีอะไรแจ่มแจ๋วมากมายหลายอย่างเลยทีเดียวเชียวล่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่ามีอะไรแจ่มอย่างที่ผมได้โม้เอาไว้บ้าง สำหรับดีไซน์การออกแบบบอกเลยว่าโดดเด่นระดับตัวพัน ทั้งวิงก์เล็ตที่ด้านหน้า สวิงอาร์มเดี่ยว และปลายท่อแบบซ่อนอยู่ด้านล่างยิ่งขับเด่นด้านท้ายให้ดูดุดันสไตล์สปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 449.5 ซีซี ให้กำลังแรง 49.6 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิดที่ 39 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบ 6 สปีด พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วงล่างตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม.สามารถปรับแต่งแดมปิ้งได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Brembo M40ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ส่วนล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมอัลลอยและยางจะมีขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นมีมาให้พอสมควรไม่ได้มากมาย ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ตัวรถจะมีระบบแทร็คชันคอนโทรล และระบบเบรก ABS ซึ่งจะมาช่วยในเรื่องของความปลอดภัย สุดท้ายตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือสีดำ Zircon Black และสีเทา Tundra Grey เปิดราคาจำหน่ายที่ 33,580 หยวนหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 170,500 บาท ถ้ามาจำหน่ายในไทยจริง ๆ ก็น่าจะโดดไปอยู่ที่หลักสองแสนบาทเป็นต้นไป สำหรับโมเดลนี้ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับว่าน่าเสียดายจริง ๆ ที่ตัวแทนบ้านเราเงียบไปแล้ว ไม่งั้นก็จะได้เห็นโมเดลสวย ๆ อีกหลายคันเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 ครบครันด้วยยนตกรรมอันทันสมัยภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE จัดเต็มโปรโมชัน พร้อมอวดโฉมรถต้นแบบตอกย้ำแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทัพยนตกรรมอันทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ครบครันในงาน Motor Show 2023 ภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE – คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้า ยามาฮ่า พร้อมโชว์ยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำทิศทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน มาพร้อมแคมเปญพิเศษระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “สำหรับการออกแบบบูธและการนำเสนอของยามาฮ่าในปีนี้มีชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “YAMAHA Community of PRIDE” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เสริมสร้าง แบรนด์ตามปรัชญา “คันโด” และ “5 Unique Styles” วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า และต่อยอดทิศทางของแบรนด์คอนเซ็ปต์ในปีนี้ คือ “Restart & Revs Up” เพื่อให้ลูกค้าได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจให้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลง ซึ่งยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมอันทันสมัยและส่งต่อคุณค่าแห่งสินค้ามาให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเราได้นำยนตกรรมต้นแบบที่ถูกพัฒนาและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเป็นสินค้าในอนาคตมาโชว์ที่โซน Zero Carbon Community ตามวิสัยทัศน์ของ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการเกี่ยวกับ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และโซนอื่นๆ ที่ยามาฮ่านำเสนอสินค้าและบริการ ที่ส่งมอบทั้งความมั่นใจ และสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอนครับ” มร. โคมัสซึ เคนจิ Chief General Manager of Technical Research & Development Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึง Zero Carbon Community Zone ว่า“ยามาฮ่ามอเตอร์ กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการซึ่งความเป็นกลางทางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050 ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ที่สำนักงานใหญ่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เราได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์แบบใหม่เพิ่มขึ้นหลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ตรวจวัดและทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์จ่ายก๊าซไฮโดเจน และถังเก็บเชื้อเพลิง Carbon-Neutral โดยทั้งหมดได้ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้วและเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินกิจการตามมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยในขณะนี้เราได้ทำการวิจัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ในวันนี้ เมื่อความร่วมมือกันระหว่างสายการผลิตในปัจจุบัน และเทคโนโลยี Blue Core ที่มีอยู่ในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของยามาฮ่า ทำให้วันนี้เราจะได้เห็น Product Concept อย่างเช่น เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ EV ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสนุกสนานจากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่จาก บูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานวันนี้ ขอบคุณครับ” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร Thai Yamaha Motor กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สำหรับบูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในปีนี้ เราออกแบบและดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA Community of PRIDE” คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ที่ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อลูกค้ายามาฮ่า ซึ่งเราก็ได้แบ่งโซนต่าง ๆ ถึง 7 โซนดังนี้ 1.Zero Carbon Community Zone ตามที่ มร.โคมัสซึ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้ทางยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ยามาฮ่ามีเจตนารมย์ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยในปีที่ผ่านมายามาฮ่าได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เราได้นำรถคอนเซ็ปต์

Honda เปิด 4 รุ่นรวด ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กในงาน Motor Show 2023 เรียกว่าสนั่นลั่นงานเมื่อ Honda เปิด 4 รุ่นรวดในงาน Bangkok International Motor Show 2023 ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง นำโดย XL750 Transalp แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่พร้อมเผชิญหน้าทุกเส้นทางด้วยความแข็งแกร่ง และความแรงของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 750 ซีซี ตามมาด้วย Honda CB750 Hornet รถบิ๊กไบค์สไตล์สตรีทไฟต์เตอร์ที่มาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะขั้นสูง ตามด้วยรถเล็ก ๆ ที่ขี่ได้ทุกเพศทุกวัยซึ่งสร้างสรรค์มาจากการคอลแล็บร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลก ได้แก่ C125 Disney Limited Edition และ Dax Tamiya Limited Edition นับเป็นสองรุ่นพิเศษจาก CUB House by Honda ที่ผสานความเป็น Iconic Bike กับเรื่องราวและตำนานที่ครองใจคนทั้งโลก พร้อมจัดแสดงนวัตกรรม EV Ecosystem และเทคโนโลยีเครื่องยนต์เรืออันทรงพลังของฮอนด้า มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแรงขับเคลื่อนจากพลังแห่งความฝัน ฮอนด้าพร้อมเผชิญกับทุกความท้าทายเพื่อแบ่งปันความสุขและความน่าตื่นตาตื่นใจสู่ผู้คน เรานำเสนอความมุ่งมั่นนี้ ด้วยบูธที่มาพร้อมคอนเซปต์ Challenge the Horizon เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและนวัตกรรมเฉพาะตัวของการขับขี่ ไม่ว่าความฝันของลูกค้าคืออะไร เรานำสิ่งนั้นมารวมกันที่นี่ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมค้นหาไปกับเรา” “ในปีนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง เริ่มจาก New Honda XL750 Transalp รถที่พัฒนาสำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยการผจญภัย ควบคุมง่ายด้วยเฟรมที่มีน้ำหนักเบา และเครื่องยนต์ขนาด 750cc ที่ให้แรงบิดแบบไม่จำกัด ตามด้วย New Honda CB750 Hornet รถสตรีทไฟต์เตอร์ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ขับขี่คล่องตัว มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 750cc สมรรถนะสูง สร้างมาเพื่อไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ฮอนด้าบิ๊กไบค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครันสำหรับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ” “นอกจากนี้ เพื่อส่งมอบความสุขและความภาคภูมิใจให้กับผู้คนในแต่ละซับคัลเจอร์อย่างต่อเนื่อง เราได้คอลแลปกับแบรนด์ระดับโลกเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษ เริ่มจากการร่วมฉลอง 100 ปีดิสนีย์ ด้วย New Honda C125 Disney Limited Edition รถที่ผสานความคราฟท์และความคลาสสิคตลอดกาลของตระกูลคับ กับไอคอนที่อยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกมานับศตวรรษ พร้อมกันนี้ เรายังได้ร่วมกับ Tamiya ตำนานของเล่นญี่ปุ่น เพื่อนำเอาความทรงจำที่ยิ่งใหญ่จากยุค 90 มาสู่ไลฟ์สไตล์ของยุคนี้ เกิดเป็น New Honda Dax Tamiya Limited Edition เปิดจองให้เป็นเจ้าของเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์นี้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในความมุ่งมั่นของเราที่ไม่เคยหยุดที่จะเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงเพื่อให้ลูกค้าของเราได้พบกับสิ่งที่ดีที่สุด” Honda XL750 Transalp Honda XL750 Transalp รถบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและทางวิบาก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซี 2 สูบเรียง ให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินไปกับการผจญภัยด้วย 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Travel, Sport, Standard, Rain และ User ที่สามารถปรับค่าต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พ่วงด้วยระบบควบคุมการทำงานฟังก์ชันต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนด้วยเสียงขณะขับขี่ของฮอนด้า พร้อมเบาะนั่งที่ให้ความสบายสำหรับการขับขี่ในเมืองและการผจญภัยในทุกพื้นที่ได้อย่างไร้กังวล โดยจะมีจำหน่ายหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีดำ เปิดรับจองตั้งแต่ในงานนี้เป็นต้นไป Honda CB750 Hornet Honda CB750 Hornet บิ๊กไบค์สไตล์สตรีทไฟเตอร์หรือเน็กเก็ดไบค์ ที่มาพร้อมดีไซน์เท่ เฉียบคม เร้าใจ มาพร้อมสมรรถนะอันดุดัน ขับขี่สนุกคล่องตัว ปลดล็อกประสบการณ์การขับขี่ในเมืองไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซี 2 สูบเรียง แรงเต็มอารมณ์สปอร์ต ตัวรถมาพร้อมเฟรมรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ควบคุมง่าย กับ 4

Kawasaki จัดเต็ม เปิดตัวโมเดลใหม่ เอาใจสาวกบิ๊กไบค์ ในงาน Motor Show 2023 มาดูรถฝั่งค่ายยักษ์เขียวในงาน Motor Show 2023 ซึ่งจัดเต็มแบบไม่เป็นรองใคร รุกเปิดโมเดลใหม่ล่าสุด ประเดิมโดย Ninja ZX-4R รถซูเปอร์สปอร์ตทรงพลัง ในคลาส 400 ซีซี ที่มากับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง, Eliminator รถฟรีสไตล์ครูเซอร์ใหม่ขนาด 400 ซีซี และ Versys 650 รถทัวริ่งโฉมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง Versys 1000 พร้อมจัดแสดงสุดยอดยนตรกรรมอีกมากมาย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้ Ninja ZX-4R Kawasaki จัดเต็ม นำทัพรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น เข้าร่วมประชันโฉมภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทรงดุดันอย่าง Ninja ZX-4R ด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับในโมเดลนี้ คือเวอร์ชันรถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตขนาด 400 ซีซี ที่ให้ความเร้าใจที่ยากจะหาคู่เปรียบเทียบได้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง เป็นกุญแจสำคัญของความสนุกสนานในการขับขี่ ที่ได้ส่งผ่านประสิทธิภาพที่บดบัง รถรุ่นอื่นในคลาส 400 ซีซี ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ 75 แรงม้า และมีรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที ทำลายทุกขีดจำกัด ส่วนควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z H2 รุ่นเรือธงของคาวาซากิ ทั้งเกรี้ยวกราดและดุดัน โดยมี ETV (Electronics Throttle Valves) ที่มีขนาดใหญ่ถึง ø34 mm ที่ทำให้ตอบสนองการบิดคันเร่งอย่างดีเยี่ยม และทำให้ง่ายต่อการทำงานในส่วนของระบบต่าง ๆ ภายในรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ เช่น KTRC, การเลือกโหมดการขับขี่ และการใช้งานควิกชิพเตอร์ (ในรุ่น SE) กับเสียงอันเร้าใจของเครื่องยนต์ Ninja ZX-4R มาจากท่อไอเสียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Ninja ZX-6R เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและเสียงเร้าใจ โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย ด้านแรมแอร์ที่อยู่ตรงกลางเป็นฟีเจอร์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโมเดล Ninja ZX โดยช่องทางเดินอากาศของ Ninja ZX-4R ถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ Ninja H2 ซึ่ง Know-how นี้จะเพิ่มอัตราการไหลของอากาศและเพิ่มความดันอากาศทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นทุกความเร็วรอบ ทั้งยังออกแบบมาให้ป้องกันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ในการขับขี่ในขณะฝนตกด้วย ระบบกันสะเทือน High-Grade Suspension SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) Horizontal Back-link Rear Suspension ระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้าถูกติดตั้งมาเป็นระบบ SFF-BP ของ SHOWA ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถขับขี่ได้ทั้งในสนามแข่งและรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในส่วนของโช้คอัพหลัง เป็นแบบ Horizontal Back-Link ที่ออกแบบมาจาก Ninja ZX-10R (ในรุ่น SE สามารถปรับ Preload ที่โช้คอัพหน้าได้) เรือนไมล์ TFT Colour Instrumentation with Circuit Mode หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ผ่านระบบ Smartphone Connectivity โดยหน้าจอ TFT มี Built in Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของผู้ใช้รถโดยเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDEOLOGY” ซึ่งมีฟังก์ชั่นแสดงข้อมูลรถ และตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์ได้เลย ทำให้ Ninja ZX-4R สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น รองรับสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่มีพิษสงรอบตัวยิ่งกว่ารุ่นใด ๆ ในคลาส 400