SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Hazan Motorwork เผยผลงานสองล้อ พ่วงเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ นี่ไม่ใช่ข่าวจากทางออฟฟิเชียลของทางเฟอร์รารี่ แต่เป็นเพียงโปรเจ็กต์มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวจากสำนักคัสตอมชื่อดังในอเมริกาอย่าง Hazen Motorwork ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำขึ้นเพื่อบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊คซะยังไงอย่างงั้น กับรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ใช้บล็อกเครื่องยนต์ V8 จากโฉมซูเปอร์คาร์ชื่อดังอย่าง Ferrari F355 มันจะพิเศษแค่ไหนกันเชียว ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3,495 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้ามากถึง 370 แรงม้า กับผลงานประดิษฐ์และออกแบบหมด ไม่ว่าจะแชสซีหรือสวิงอาร์ม ซึ่งจากภาพตัวโมเดลที่เห็นครั้งแรก ค่อนข้างดูเหมือนกันกับเจ้า Millyard Viper V10 อันทรงพลัง หรือรถทรงบ๊อบเบอร์อย่าง Boss Hoss ที่ใช้บล็อก V8 F355 แบบเดียวกับที่เขาใช้อีกด้วย คาดว่าน่าจะเป็นโฉมสปอร์ต แต่จริง ๆ แล้วไม่แทบจะเหมือนกันเลย ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือระยะฐานล้อที่สั้นกว่า แฮนด์จับโช้ค โหลดหน้าต่ำ ซับเฟรมด้านท้าย ใส่ระบบเบรกดิสก์คู่ ปั๊มและคาลิเปอร์ Brembo โช้คหน้า Ohlins และรัดยางสนามแข่ง Pirelli Diablo Superbike ยังไรเรายังไม่ได้เห็นถึงรูปทรงแฟริ่งและถังน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นโมเดลสายสปอร์ตอย่างแน่นอน หรือไม่ก็อาจเป็นเดลแปลก ๆ แหวกแนวตามสไตล์อาร์ทติสก็เป็นไปได้ สำหรับตัวรถนั้นยังไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรเราอาจได้เห็นโฉมที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยสามารถติดตามผ่านช่องทาง Hazem’s social Media อยากเห็นซะแล้วว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 World Ducati Week กับศึก Panigale V4S แข่งเสร็จพร้อมขาย นับว่าเป็นการปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับงานอีเว้นต์ระดับเวิร์ลคลาสอย่าง 2024 World Ducati Week กิจกรรมแห่งการรวมพลของชาวดูคาทิสต้ามากที่สุดในโลก ที่มิซาโน่ เวิร์ล เซอร์กิต ประเทศอิตาลี โดยภายในงานล้วนเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งในโซน Paddock, ในแทร็กรวมถึงบริเวณโซนพื้นที่ Out Doors ให้เหล่าสาวกดูคาติได้ร่วมสนุกแบบเต็มพิกัด และพิเศษกับไฮไลท์ของการแข่งขัน Lenovo Race of Champions ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย กับการรวมนักแข่งระดับแนวหน้าในวงการมอเตอร์สปอร์ตจากทีม Ducati ซึ่งนำทัพโดยแชมป์โลกทางฝั่ง MotoGP อย่าง Francesco Bagnaia, Marc Márquez, Jorge Martìn รวมถึงดาวบิดจากทางฝั่ง WSBK อย่าง Álvaro Bautista, Nicolò Bulega, Andrea Iannone และคนอื่น ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกภายในงาน กับการแข่งขัน Ducati One Make Race ประชันฝีมือบนรถโปรดักท์ชันโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 อีกด้วย และพิเศษสุด ๆ สำหรับแฟน ๆ VIP โดยทางดูคาติพร้อมให้ให้จับจองเจ้า Panigale V4S 2025 โฉมใหม่ล่าสุด กับลายทีมแข่งตัวเดียวกับที่เหล่านักแข่งใช้แข่งขันในอีเว้นต์นี้นั่นเอง เรียกได้ว่าขี่เสร็จ พิสูจน์แล้ว ขาย..เอาไปเลย ซึ่งมีทั้งหมด 20 คัน แบ่งเป็นของนักแข่ง 15 คัน และ Spare Bike อีกจำนวน 5 คัน เดี๋ยวมาดูค่าตัวรถแข่งของนักแข่งแต่ละคน ว่าจะมีราคาเท่าไหร่กันเชียว *บวกค่าตำแหน่ง สำหรับรถแข่งที่ขึ้นโพเดี้ยมในครั้งนี้* Ducati Panigale V45 2025 MOTOGP Ducati Lenovo Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Francesco Bagnaia 108,500 4.2 ล้านบาท 1st Podium (+8,500 euro) Enea Bastainini 82,000 3.1 ล้านบาท Michele Pirro 58,000 2.2 ล้านบาท Prima Pramac Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Jorge Martìn 82,000 3.1 ล้านบาท Franco Morbidelli 62,000 2.4 ล้านบาท VR46 Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marco Bezzecchi 66,000 2.5 ล้านบาท Fabio Di Giannantonio 62,000 2.4 ล้านบาท Gresini Racing MotoGP Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marc Márquez 84,500 3.2 ล้านบาท 3rd Podium (+2,500 euro) Alex Márquez 62,000 2.4 ล้านบาท

KTM EXC 2024 อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ทั้ง 2 และ 4 จังหวะ หลังจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ โดยเฉพาะซูเปอร์โมโตมาอย่างต่อเนื่อง มาคราวนี้ก็ถึงคิวของเอ็นดูโร่ไบค์กันบ้าง หรือก็คือ KTM EXC 2024 นั่นเอง โดยคราวนี้อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ไม่เว้นว่าจะ 2 จังหวะหรือ 4 จังหวะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ กว่า 95% เลยทีเดียว ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันนานกว่า 3 ทศวรรษและแชมป์โลกเอ็นดูโร่กว่า 126 ถ้วยในชั้นวางโทรฟี่ ทำให้เคทีเอ็มถือเป็นเบอร์ต้น ๆ เวลาจะต้องลุยศึกหฤโหด และสำหรับโมเดลใหม่นี้ทางค่ายก็ยังไม่หยุดพัฒนา ทำการยกระดับสมรรถนะ การพัฒนาและนวัตกรรมของรถเอ็นดูโรของตัวเองให้ทันสมัยถึงที่สุด ด้านนอกมีชิ้นส่วนชุดสีใหม่ที่พัฒนาโดยข้อมูลจากนักแข่งทีม Red Bull KTM Factory เพื่อให้ผู้ขับขี่หนีบเข่าควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะเวลายืนขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้าจะมีบังโคลนหน้าใหม่ที่ออกแบบมามีฟินเพื่อสลัดดินและโคลนไม่ให้มาโดนตัวผู้ขับขี่หรือว่าหม้อน้ำ ยังมีถังน้ำมันโพลีธีนแบบใสขนาด 8.3 ลิตรสำหรับตัว 4 จังหวะ และ 8.9 ลิตรสำหรับ 2 จังหวะ เพื่อให้เช็คระดับน้ำมันได้สะดวก ทว่าคีย์หลักเลยคือการใช้เฟรมใหม่ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการไฮดรอฟอร์ม เลเซอร์คัทและใช้หุ่นยนต์เชื่อม ทำให้ได้เฟรมที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับรถ เพื่อให้ตอบสนองฟีลลิ่งการขับขี่ ดูดซับแรงกระแทก และรักษาไลน์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีซับเฟรม 2 ชิ้นที่ออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการเลือกใช้อลูมิเนียมเสริมแรงผสมกับโพลีเอไมด์ และยังใช้เป็นที่ติดตั้งชิ้นส่วนเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยควบคุมการขับขี่แบบออฟโร้ด Offroad Control Unit หรือ OCU ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสและป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งไอ้ตัว OCU ที่อยู่ใต้เบาะนี้มาแทนที่การใช้ฟิวส์และรีเลย์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากมีการเสียหายของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมีไฟ LED แจ้งเตือนเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวคือระบบปกติ นั่นทำให้ง่ายต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น จุดต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ WP XACT ขนาด 48 ม.ม.ที่มาพร้อมวาล์วกลางลูกสูบตัวใหม่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำมันในกระบอกโช้ค ส่วนด้านหลังจะใช้โช้ค WP XPLOR PDS ที่มีการปรับปรุงมาใหม่อีกด้วย ซึ่งโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะสามารถปรับแต่งคอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ด้วยมือเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และก็สามารถปรับเซ็ตพรีโหลดโช้คหลังได้ง่ายอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ โมเดล 2 จังหวะ มาถึงเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง สำหรับโมเดล 2 จังหวะมีการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังที่สมู้ทสุด ๆ เกือบเท่ากับระบบคาร์บูเรเตอร์ แต่ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์เมื่อขับขี่ที่ระดับความสูงน้ำทะเลต่าง ๆ กัน ยังมีการดีไซน์เคสรีดวาล์วใหม่เพื่อป้องกันการจ่ายน้ำมันเกินเวลาขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ได้คือสามารถติดตั้งตัวควบคุมไอเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ช่วยให้รถมีเอ็นจิ้นแม็ปสองชุดที่แตกต่างกันโดยสามารถเลือกได้เมื่อติดตั้งออปชันเสริม สำหรับโมเดล 2 จังหวะจะได้แก่ 150 EXC, 250 EXC และ 300 EXC โมเดล 4 จังหวะ สำหรับตัว 4 จังหวะนั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้คว้าชัยในการแข่งขัน ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อให้ได้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และพลังแรงม้าที่ดุดันที่รอบสูง ๆ ขึ้นไป ตัวรถยังมีการวางเครื่องเอียงกลับหลังไป 2 องศาและปรับตำแหน่งของสเตอร์หน้าให้ต่ำลงมาอีก 3 ม.ม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เบาลงก็จะยิ่งทำให้การยึดเกาะดีขึ้นเมื่อไต่เนินชัน ๆ รวมถึงสามารถออกจากโค้งเวลาขับขี่สเตจแบบเอ็นดูโรได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัว 4 จังหวะยังสามารถติดตั้งแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับควิกชิฟเตอร์ก็สามารถติดตั้งได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถเอ็นดูโร่ สำหรับโมเดล 4 จังหวะจะได้แก่ 250 EXC-F, 350 EXC-F, 450 EXC-F และ 500 EXC-F งานนี้ใครชอบเอ็นดูโร่ไบค์ล่ะก็บอกเลยตอนนี้ถือว่าเฟี้ยวมาก ๆ เพราะนี่คือการยกระดับรถในสไตล์นี้อย่างแท้จริง แต่ราคาก็น่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Verge Mika Häkkinen Edition รถไฟฟ้าสุดแรงโดยอดีตแชมป์ F1 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Verge TS โดยบริษัทผู้ผลิตสัญชาติฟินแลนด์ ที่มีสมรรถนะสูงมากทีเดียว และต่อมาก็มีรุ่น Ultra ออกมาซึ่งมีสมรรถนะสูงเทียบกับกับรถซูเปอร์ไบค์ที่ใช้น้ำมันเลยทีเดียว ซึ่งก็คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในปีนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอทางค่ายยังได้เตรียมส่ง Verge Mika Häkkinen Signature Edition ที่เป็นผลงานร่วมกันกับอดีตแชมป์โลก F1 สองสมัยที่จะผลิตขึ้นจำหน่ายแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรุ่น TS Pro ที่เดิมก็มีดีไซน์ที่ปราดเปรียว ล้ำสมัย สื่อถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและความเป็นรถไฟฟ้าที่โดดเด่น และมีการดีไซน์ปรับปรุงเพิ่มเติมในแบบที่อดีตแชมป์โลก F1 มาดีไซน์เพิ่มเติมให้มีความพิเศษและลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งโมเดลนี้จะมีจุดเด่นคือระบบกันสะเทือนทั้งหมดทำสีดำทั้งหมด มีเพลตลายเซ็นพร้อมรันซีเรียลนัมเบอร์จาก 001 – 100 ไม่ซ้ำกัน ตัวรถมาในชุดสีเทาเข้มและสีเงิน มีชิ้นส่วนที่โชว์เนื้องานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความดุดัน ตัวรถเคลือบเซรามิกมาให้เลย เบาะหนังเกรดไฮเอนด์สองเนื้อ และพิเศษสุดซองหนังสุดพรีเมี่ยมสำหรับใส่คีย์การ์ดสำหรับใช้งานแทนกุญแจรถปกติ ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับเลสที่อยู่ในตัวล้อหลังเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้ตัวรถมีพื้นที่สำหรับเก็บแบตเตอรี่มากขึ้น รวมถึงมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ อีกทั้งยังทำให้ไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจำพวกโซ่ เฟืองหรือสายพานอีกด้วย ทำให้รถดูคลีนและเท่ยิ่งขึ้นไปอีก โดยเจ้ามอเตอร์ดังกล่าวมีขนาด 102 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่า 136.8 แรงม้า และยังให้กำลังแรงบิดสูงถึง 1000 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าส่วนมาก ทางค่ายเคลมมาว่ามีความเร็วสูงสุดถึง 200 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที ตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0 – 80% หรือชาร์จแบบฟาส์ตชาร์จได้ในเวลาเพียง 35 นาที โดยแบตเตอรี่ดังกล่าวให้ระยะพิสัยการใช้งานอยู่ที่ 350 กม.เลยทีเดียว สำหรับช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับ และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกที่ใช้หยุดรถสุดแรงคันนี้จะเป็นดิสก์เบรกคู่จาก Galfer ขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 ซึ่งมี 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก Galfer เฉพาะรอบนอกขนาด 380 ม.ม.ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกของทาง Verge เอง ส่วนยางจะเป็น Pirelli Diablo Rosso III เรียกว่าเป็นรถไฟฟ้าที่ดีไซน์ล้ำ นวัตกรรมสุดทันสมัย ตลอดไปจนถึงความแรงที่น่าจะตอบโจทย์ผู้ชอบความเร็วกันอย่างแน่นอน แต่ราคานั้นสตาร์ทที่ 80,000 ยูโร หรือราว ๆ 3 ล้านบาทแบบยังไม่รวมภาษี งานนี้ใครเงินเหลือก็ซื้อมาอวดสาวกันได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volantis HORIZON 150 สวย เว้า รูปร่างดี และเซ็ตสีใหม่ น่าสนใจเลยทีเดียว กับโมเดลสกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Alpha Volantis รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Alpha Volantis HORIZON 150 มาพร้อมกับคอลเลคชันใหม่สุดพิเศษ มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ตามฉบับโมเดิร์นคลาสสิก ไม่ทิ้งลายโมเดลรุ่นพี่อย่าง Horizon 300 ทั้งรูปร่าง การดีไซน์ที่ให้ความพรีเมียม หรูหรา รวม ๆ แล้ว สวยทั้งพี่ ดีทั้งน้อง รักทั้งสองเลยครับ สำหรับความพิเศษในโมลนี้ คงจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนรูปร่างการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับคอนเซ็ปต์ความพรีเมียม หรูหรา ด้วยชุดแต่งโครเมียมรอบคัน วาดส่วนเส้นลายและส่วนเว้าโค้งได้อย่างลงตัว บวกกับระบบไฟทรงโตโมเดิร์นตามฉบับ Horizon ผสมกับเพลทอลูมิเนียมประทับตราโลโก้เรียบ ๆ ให้ดูมีระดับขึ้นไปอีกแบบ ในด้านขุมพลังจะเป็นเครื่องยนต์ 4 วาล์วขนาด 149 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ เคลมกำลังแรงม้ามาให้ที่ 10.1 แรงม้าที่ 8,400 รอบ พร้อมแรงบิด 8.5 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ อีกทั้งยังการันตีความเร็ว Top Speed ที่ 110 กม./ชม. และนอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบคาบูเรเตอร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งใช้งาน เข้ากับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย และแน่นอนยังมาพร้อมกับความประหยัด กับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 3.16 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือ 31.64 กม.ต่อน้ำมัน 1 ลิตรนั่นเอง ซึ่งถ้าลองคำนวณแล้ว กับความจุถังน้ำมันของรุ่นนี้ มาให้ขนาด 6.8 ลิตร สามารถวิ่งไปได้ไกลถึง 215 กม.เลยทีเดียว มาต่อที่ระบบช่วงล่าง ที่พร้อมซับแรงกระแทกด้วยโช้คคู่ เทเลสโคปิกด้านหน้า และ โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ ปรับได้ 5 ระดับ พร้อมคอนโทรลการหยุดด้วยระบบเบรก กับดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 มม.และ 200 มม.ตามลำดับ อีกทั้งยังมีระบบ SBS หรือ Share Brake System ที่เข้ามาช่วยกระจายแรงเบรกและเพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ประกบจานเบรกด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยหน้า-หลังขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์ 10 ก้าน รัดแน่นด้วยยางหน้า-หลังขนาด 110/70 และ 120/70 สำหรับเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้ในรุ่นนี้ เริ่มจากระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ที่ชาร์จไฟอเนกประสงค์ USB 2 ช่อง ใช้กันให้แบบจุก ๆ ช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมบรรจุสัมภาระสำหรับเดินทาง มาตรวัดความเร็วดิจิทัล 2 สไตล์ครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน ชุดตะแกรงระบายความร้อนด้านข้างพร้อมโลโก้สามมิติสวย ๆ อีกทั้งยังมี Ubox ใต้เบาะใส่หมวกกันน็อกได้เต็มใบ ซึ่งถือว่ามีให้จบ ครบให้พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า สำหรับโมเดล Alpha Volantis Horizon 150 คอลเลคชันใหม่ มีให้จำหน่ายถึง 4 สีได้แก่ สีฟ้า Vivid Blue สีแดง Deeply Red สีขาว Crystal White และสีดำ Deep Space Black กับราคาเปิดตัวที่ 72,900 บาท พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษต้อนรับหน้าฝน โดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,9XX บาท/เดือน ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 – ฟรี Voucher ส่วนลด มูลค่า 2,400 บาท – ฟรี ประกันภัยรถหาย 1 ปี – ฟรี ค่าจดทะเบียน และ พรบ. *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด *เงื่อนไขเป็นไปตามสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ หากใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายได้ทุกสาขาทั่วประเทศ รถสวย ๆ ทรวดทรงแบบนี้ อีกทั้งความเร็ว ช่วงล่าง สิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้

สองนักบิดทีม Monster Energy Yamaha อย่างพ่อหมอ Valentino Rossi และ Top Gun Maverick Viñales เตรียมทดสอบรุ่น Prototype ของรถแข่ง YZR-M1 2020 ที่ Brno ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งกำหนดการทดสอบเอาไว้ 1 วันหลังการแข่ง CzechGP 2019 และจะทดสอบกันที่ Brno โดยการทดสอบรถแข่งเวอร์ชั่นปี 2020 ในครั้งนี้นั้นถือว่าค่อนข้างจะเร็วหากเทียบกับปีอื่นๆ โดยจะทดสอบกันทันที่หลังการแข่งที่สาธารณรัฐเช็ก เราคงต้องมารอลุ้นดูติดตามกันว่าการทดสอบเจ้า YZR-M1 ในครั้งนี้ของสองนักบิดทีม Monster Energy Yamaha จะเป็นอย่างไรกันครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสาร MotoGP เพิ่มเติม คลิกทีนี้

ดาวรุ่งหน้าใหม่แห่งทีม Petronas Yamaha SRT อย่าง Fabio Quartararo ทำเวลาได้ดีที่สุดในการซ้อมวันแรกของศึก CzechGP 2019 แถมยังสามารถทำเวลาได้เร็วกว่าเด็กระเบิด Marc Marquez ในเศษเสี้ยววินาทีอีกด้วย โดยผลของ 2019 CzechGP FP2 มีดังนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสาร MotoGP เพิ่มเติม คลิกทีนี้