SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
Aprilia เผย “ยังไม่สน” ร่วมแข่ง WSBK

Aprilia เผย “ยังไม่สน” ร่วมแข่ง WSBK ตอนนี้พรี่จะขอโลดแล่นโมโตจีพีเพียงรายเดียว ไม่เหลียวสาวใด หรือว่าทีมงานฝ่ายแข่งขันไม่พอหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจ สำหรับ Missimo Rivola ซีอีโอแห่ง Aprilia เผย ได้ออกมาเผยว่าทางค่ายนั้น “ยังไม่สนใจ” ที่จะเข้าร่วมศึกรถโปรดัทก์ชันอย่าง WorldSBK  หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จกับชัยชนะในปี 2010 ปี 2012 ด้วยนักแข่งตำนานอย่าง Max Biaggi และในปี 2014 กับ Sylvain Guintoli แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสที่ทางแบรนด์นั้นถอนตัวจากการแข่งขันมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด เพื่อมาพัฒนาทีมแข่งในสังเวียนโมโตจีพี จวบจนมาถึงปัจจุบัน  ซึ่งหลังจากถอนตัวจาก WSBK ทางทีมนั้นสามารถทำผลงานชัยชนะครั้งแรกในรุ่นพรีเมียร์คลาสในปี 2022 อีกสองครั้งในปี 2023 รวมถึงปัจจุบันที่ทางค่ายได้นักแข่งแชมป์โลกคนปัจจุบันอย่างฮอร์เก้ มาร์ติน เข้ามาเสริมทัพ ก็สื่อเห็นแล้วว่าทางทีมจริงจังและพร้อมที่จะคว้าแชมป์โลกแล้ว โดยในอนาคตของ WSBK ยังคงไม่แน่ชัด แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎของโมโตจีพีในปี 2027 ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกัน เพื่อไม่ให้รถโปรดักท์ชันนั้นดูเร็วกว่ารถโปรโตไทป์ในกรังปรีซ์ อาพริเลีย ไม่เห็นว่ากฎระเบียบทางเทคนิคในปัจจุบันของ WSBK จะเหมาะสมกับการเข้าร่วม และ Rivola ก็เชื่อว่าซีรี่ย์ดังกล่าวจะต้องนำกฎของ SuperStock มาใช้เพื่อควบคุมต้นทุนใช้จ่ายสำหรับอนาคต “อนาคตเดียวที่ผมนึกออกสำหรับซี่รี่ย์นี้ก็คือกฎระเบียบในรุ่น SuperStock ควรมีกฎบังคับแค่ถอดไฟเลี้ยวและกระจกข้างออกแล้วก็แข่งขันตามนั้น นี่แหล่ะ..สิ่งที่ผู้ผลิตอยากได้และเชื่อว่าส่งทีมเข้าร่วมแน่นอน มันจะช่วยโปรโมทให้พวกเขาขายรถได้ และ..จำเป็นต้องกำหนดงบเพดานต้นทุน เพราะการให้รถราคา 45,000 ยูโร มาแข่งกับรถราคา 25,000 ยูโร มันไร้สาระ!!”  “ตอนนี้ยังไม่สนใจหรอกครับ WSBK มันคงดูเป็นคลาส B สำหรับโมโตจีพี แต่ถ้าหากมีการปรับกฎให้เหมาะสม เราคงยินดีมากที่จะเข้าร่วม” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Jorge Martin ผ่าตัดผ่านฉลุย รอกำหนดคืนสนาม

Jorge Martin ผ่าตัดผ่านฉลุย รอกำหนดคืนสนาม Jorge Martin เจ้าของแชมป์โลกสมัยล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาเผยถึงการรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวว่าการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุถึงสองครั้งในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน  อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘มาร์ติเนเตอร์’ เกิดอุบัติเหตุใหญ่ในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในช่วงรอบการซ้อมเซปัง เทสต์ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวในครั้งนั้นได้แก่ กระดูกเรเดียสบริเวณข้อมือซ้ายไปยังศอกแตกหลายจุด และกระดูกส้นเท้าแตกข้างเดียวกัน ทำให้เขาพลาดการซ้อมทั้งที่เซปัง และบุรีรัมย์ เทสต์ จนกระทั่งใกล้เปิดฉากการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล 2025 นักบิดเจ้าของหมายเลข 89 รายนี้ก็ประสบอุบัติเหตุอีกครั้งในระหว่างการฝึกซ้อมที่ประเทศสเปนส่งผลให้กระดูกเท้าซ้ายหัก และกระดูกมือซ้ายหักสามตำแหน่ง ซึ่งการรักษาก็เป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้เขาก็อยู่ระหว่างพักฟื้นตัว โดยในงานเปิดตัวโมเดลใหม่จากค่าย Aprilia อย่าง Aprilia Tuono 457 ที่ Milan Motoplex Centre ซึ่งนอกจากจะมาพบปะแฟน ๆ และแจกลายเซ็นต์แล้วนั้น เจ้าตัวยังออกมาเผยว่าอดใจไม่ไหวแล้ว ที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง  “ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว ผมขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง” “ผมกำลังทำงานอย่างหนัก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผมพยายามจะกลับมาให้เร็วที่สุด เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าผมจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ผมจะพยายามให้เร็วที่สุด ผมหวังว่าจะได้เจอทุกคนเร็ว ๆ นี้” โดยกำหนดการกลับมาแข่งขันในฐานะของนักแข่งทีมโรงงาน Aprilia จะยังไม่มีกำหนดออกมา ซึ่งการแข่งขันสนามที่สองของฤดูกาล Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงวันที่ 14-16 มีนาคมนี้มาร์ตินจะคงพลาดการแข่งขันเป็นที่แน่นอนแล้ว ในส่วนของสนามที่ 3 ของฤดูกาลนั้นก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่าเจ้าตัวจะพร้อมแล้วหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GSX-R1000R Phantom

GSX-R1000R Phantom สายเดือดรุ่นพิเศษ 100 คันเท่านั้น สำหรับค่ายรถคนดีเดือดอย่าง Suzuki นั้นนอกจากจะอัปเดต GSX-S1000 และเปิดตัว Hayabusa เจ็นฯ ใหม่ รวมถึงอัปเดตโมเดลอื่น ๆ ในไลน์อัพแล้ว การเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ในปี 2022 นั้นก็มีหลายโมเดลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงพิกัด 1,000 ซีซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่นานมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามะมัตซึก็ได้ทำการเพิ่มพลังให้กับโมเดลเรือธงที่อายุยาวนานอีกนิดด้วยการจัดทำรุ่นพิเศษซะ กลายเป็น GSX-R1000R Phantom  เดิมทีเคยมีการใช้ชื่อนี้มาแล้วในปี 2006 กับโมเดล GSX-R1000 K6 Phantom ซึ่งโมเดลนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ขับขี่บนถนนทั่วไปและกระทั่งในสนาม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สีเงินและดำแล้ว โดยจะมาในสีดำเมทัลลิกแบบด้านแทน พร้อมกับล้อสีทองและโช้คหน้า Showa BFF กระบอกสีทองแทน ทว่า Suzuki ไม่ทำแค่สีสันใหม่เท่านั้น ยังมีการเพิ่มของตกแต่งเข้ามาอย่างเช่น การ์ดมือคลัตช์มือเบรก กันรอยถังน้ำมัน และกันรอยฝาถังน้ำมัน แม้ว่าชิลด์หน้าแบบสโม้คอาจจะลดทัศนวิสัยเวลาขับขี่ในสนามไปบ้าง แต่มันทำให้รถดูดำดุดันดีไม่ใช่น้อย  ส่วนในด้านของสมรรถนะก็มีเช่นกัน โดยมีท่อของ Yoshimura R11 ซึ่งมาช่วยเสริมแรงม้าให้อีกเล็กน้อย พร้อมกับแผ่นชิลด์กันความร้อนสีดำและปลายคาร์บอนทำให้คันนี้จบแบบสีดำดุดันลงตัวทั้งคันอย่างแท้จริง ภายใต้แฟริ่งสีดำเมทัลลิกแบบด้านยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 199 ตัวและแรงบิดที่ 117.55 นิวตันเมตรเช่นเดิม  ทั้งนี้รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำหน่ายขึ้นเพียง 100 คันและเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,499 ปอนด์หรือราว ๆ 800,000 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย  แม้ว่าจะไม่ใช่โมเดลใหม่หมดจดอะไร แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความสดใหม่จากสีสันและของแต่งในรถที่ทางค่ายให้มา แฟน ๆ ซู ที่ชื่นชอบก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ แต่ชาวไทยคงจะลำบากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 October 2021
Brutale 1000 Nurburgring

Brutale 1000 Nurburgring ไฮเปอร์เน็กเก็ดตัวสุด ขายแค่ 150 คันเท่านั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก Nürburgring เพราะชื่อนี้คือชื่อสนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในวงการมอเตอร์สปอร์ต มันคือแทร็กในตำนานที่จัดการแข่งขันมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน F1, MotoGP ยัน WorldSBK แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางรายการจะไม่ได้ไปจัดแข่งในสนามดังกล่าวแล้วก็ตาม  แม้ว่าในปัจจุบันนี้สนามในเยอรมนีแห่งนี้จะไม่ได้เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกต่อไป แต่หลาย ๆ คนก็ยังมองสนามแห่งนี้ว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ด้วยเหตุนี้เองทาง MV Agusta จึงได้จับมือกับทางสนามแห่งนี้ผลิตรถสุดพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นมา ซึ่งก็คือเจ้า Brutale 1000 Nurburgring นั่นเองครับ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับสนามแห่งนี้ โดยเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดรุ่นนี้จะผลิตขึ้นเพียง 150 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรหัส RR ที่เป็นตัวท็อป โดยจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แต่จะมีชุดเรซคิตให้ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งมีการพัฒนาโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันใน WorldSBK โดยจะเป็นท่อไอเสียแบบเต็มระบบของ Arrow ซึ่งเป็นไทเทเนียมแบบ 4-2-1 ซึ่งมีข้อดีจากการที่มีคอท่อหลักยาวขึ้น ทำให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่อไอเสียแล้วจะยังมีแม็ป ECU ที่ทำงานร่วมกับท่อใหม่นี้ทำให้มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นอีกจากเดิม 208 ตัวไปเป็น 215 ตัว  ไฮเปอร์เน็กเก็ดคันพิเศษนี้ไม่เพียงแต่แรงเท่านั้น มันยังเบาอีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่เพียงล้อเท่านั้น ยังมีแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ แผ่นกันความร้อน และฟลายสกรีนที่ตัดแต่งมาอย่างดี ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าฟลายสกรีนที่ว่านี้ช่วยลดแรงยกตัวที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ และยังช่วยตกแต่งไฟหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ทาง MV ได้ตกแต่งเจ้าสัตว์ร้ายคันนี้ออกมาในเฉดสีเงินพร้อมกับแต่งแต้มด้วยสีแดงพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามนี้ และจำหน่ายในราคา 39,900 ยูโร หรือราว ๆ 1.56 ล้านบาท งานนี้ใครรักจริงชอบจริงน่าจะต้องกำเงินไว้หนักมากครับ เข้าไทยน่าจะมี 2 ล้านอัพแน่นอน แต่รับรองว่าคุณจะหล่อมาก ๆ แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

8 October 2021
Triumph Tiger Sport 660

Triumph Tiger Sport 660 เปิดตัวพี่เสือชอบเที่ยวระดับกลางแดนผู้ดี ได้ฤกษ์เปิดตัวกันเสียทีกับพี่เสือสายเที่ยวระดับกลางกับ Triumph Tiger Sport 660 กับขุมพลังสามสูบ 660 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า Trident นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้คือทัวริ่งไบค์ที่เหมาะกับการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเจ้า Trident แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!! สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้จะมีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Trident เลย แต่สำหรับโมเดลนี้จะเน้นความคล่องตัวในทุก ๆ การขับขี่ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และเดินทางท่องเที่ยว  ดีไซน์ของมันแน่นอนว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มันดูมีความลื่นไหล คล่องตัวและขับขี่ได้สบาย เน้นเส้นสายโค้งมน แต่ก็มีความโฉบเฉี่ยวในแบบสมัยใหม่ดูลงตัว มีการออกแบบไฟหน้าและไฟเลี้ยวใหม่ดูสวยงามและแนบเนียนดีให้ความรู้สึกสปอร์ตค่อนข้างมากเลยทีเดียว มีชิลด์หน้าสูงป้องกันลมได้มาก สามารถปรับระดับได้ด้วยมือเดียว ขุมพลังของมันเป็นขุมพลังสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีจุดเด่นคือมีแรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ กำลังเครื่องยนต์ในรอบกลาง ๆ ก็ดี และปลายก็ไหล ๆ ได้บ้าง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ซึ่งทางค่ายบอกว่าแม้จะแบกคนซ้อนหรือสัมภาระก็ยังมีกำลังเพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ทุ้มลึกเร้าใจอีกด้วย ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ปรับอัตราทดมาให้ขี่ได้สนุกและใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ถังน้ำมันของมันมีขนาดใหญ่ถึง 17 ลิตรเหมาะกับการเดินทางไกล ในเรื่องการขับขี่นั้นตัวรถเลือกใช้แฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายเพื่อการควบคุมที่ง่ายและแม่นยำ เบาะนั่งแบบไล่สเต็ปนั้นมีความนุ่มสบายสูง 835 ม.ม.อาจจะสูงไปนิดสำหรับบางคน แต่โดยปกติแล้วยุคนี้ก็ถือว่าไม่สูงมากจนเกินไป แต่ตัวรถก็มีความเปรียวเพรียวบางช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายกว่าทัวริ่งทั่วไป  ช่วงล่างนั้นออกแบบมาอย่างดีให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างขับขี่คนเดียว แต่ก็นุ่มนวลแม้จะต้องขับขี่ทางไกลหรือมีคนซ้อน โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว Showa ที่มีสปริงโช้คแบบดูอัลสปริงเรทที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ขับขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนก็ทำได้ดี นอกจากนี้ยังมีรีโมตสำหรับปรับพรีโหลดให้เหมาะสมกับโหลดน้ำหนักอีกด้วย   ส่วนล้อเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา 5 ก้านขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดใหญ่ถึง 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมมือเบรกที่สามารถปรับระยะได้  นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยค่อนข้างครบครันสำหรับรถพิกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่ค่ายอื่นในพิกัดนี้ยังไม่ค่อยมี สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ รวมถึงสั่งงาน GoPro หรือใช้งานสมาร์ทโฟนได้ผ่านการควบคุมที่แผงสวิตช์ที่แฮนด์บาร์  แน่นอนว่ารถมีคันเร่งไฟฟ้า ตัวรถก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ด้วย โดยจะมีมาให้ 2 โหมด คือ Road และ Rain ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและแทร็คชันคอนโทรลให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ทั้งนี้แทร็คชันคอนโทรลเองก็ปิดเปิดได้อีกด้วย  ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้กำคลัตช์ได้ง่ายลดอาการมือล้า และช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED รอบคันแถมยังมาพร้อมไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินตัดด้วยสีดำ สีแดงตัดด้วยสีกราไฟต์ และสีกราไฟต์ตัดด้วยสีดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

6 October 2021
BMW R18 Riding Experience

BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 รถเก๋า ๆ กับ เมืองเก่าช่างดูเข้ากันอย่างลงตัว ล่าสุด BMW Motorrad BKK Motorcycle พระราม 3 ได้จัดกิจกรรม BMW R18 Riding Experience, The getaway Thailand #3 ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่ทดสอบรถจักรยานยนต์ BMW R18 และ R18 Classic คลาสสิค ให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจได้ทดลองขับขี่รถสวยสุดเซอร์ สุดเท่ห์ กับเครื่องบ็อกซ์เซอร์คลาสสิคสวยงามและทรงพลัง 1,802 ซีซี ที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะตัวของค่าย BMW  โดยกิจกรรมขับขี่ออกทริปครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 10 คัน ซึ่งจะเป็นทริปขับขี่เดินทางทดสอบตัวรถด้วยทริปสั้น ๆ แบบวันเดย์ทริป ไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยา เพื่อให้ได้ทดสอบขับขี่ใช้งานจริงบนเส้นทางภายในเมืองไปจนถึงถนนโล่ง ๆแถบย่านชานเมือง ประมาณร้อยกว่ากิโลเมตร แบบพอหอมปากหอมคอ ให้ได้รับรู้ถึงสมรรถนะที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงสไตล์ภายนอกเท่านั้น เริ่มต้นเช้าแห่งการขับขี่รถที่ไบค์เกอร์ทุกคนต่างถวิลหา จากพิษของโควิด-19 ที่ทำเอาต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับบ้านไปไหนไม่ได้มานาน มาคราวนี้สบโอกาสได้ฤกษ์งามออกทริปก็มีสายฝนบาง ๆ โปรยปรายลงมาต้อนรับเรา ทำให้อากาศไม่ร้อนนัก  ผมเดินทางมาถึง ที่ BKK Motorcycle พระราม 3 ด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้คือ ต้องเข้ารับการตรวจ Swab Antigen Rapid Test กันก่อนเลย เล่นเอามีน้ำตาซึมกันไป แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ซึ่งทาง BMW Motorrad ให้ความสำคัญมาก ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและผู้เข้าร่วมทริปทุกท่าน  ตรวจเสร็จนั่งรอผลเล็กน้อย ปลอดภัยปลอดเชื้อก็พร้อมลุย โดยผู้เข้าร่วมทดสอบจะได้ทดลองขี่เจ้า BMW R18 ทั้ง 2 รุ่น สลับรถกันตามที่ชอบได้เลย ซึ่งทางเราได้เคยทดสอบเจ้า R18 ในรุ่นธรรมดามาแล้ว ทำให้พอคุ้นเคยกันมาบ้าง  แต่ในคราวนี้ มีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เนื่องด้วยมรสุมจากพายุ ทำให้ตลอดเส้นทางนั้นเปียกชื้นอยู่ตลอด เราจึงได้เริ่มต้นการขี่ด้วยโหมด Rain ก่อนเลย  พวกเราขี่เดินทางกันเป็นขบวนฝ่าการจราจรที่ค่อนข้างหน้าแน่น แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เจ้า R18 ที่รูปทรงอาจจะดูใหญ่กลับไม่เป็นอุปสรรคในการขี่ซอกแซกในเมืองที่รถค่อนข้างติด พอแทรกผ่านช่องไปได้ง่ายตามมิติของตัวรถ ไปกันแบบเย็น ๆ สบาย ๆ  พอถึงแถบชานเมืองถนนเริ่มโล่งบ้าง แต่ก็ยังชุ่มฉ่ำอยู่กับสายฝนที่ตกมาตลอด  ด้วยความเมื่อยมือกับถนนที่รถแน่นมาตลอด ขอสะบัดข้อมือเปิดคันเร่งสักหน่อย เรียกพลัง 1,800 ซีซีแก้เมื่อย ขอบอกเลยว่าแค่บิดเพียงนิดเดียว ขุมพลังถ่ายทอดลงล้อหลังเท่านั้นแหละครับ อาการแถมาทันทีให้กล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานชั่วขณะ  “ล้อหลังกวาดออกทันทีด้วยถนนที่ลื่นเป็นพิเศษจากฝนที่ตกประปรายทำให้น้ำเมื่อผสมกับเศษฝุ่นบนผิวถนนก็เปลี่ยนเป็นโคลนบาง ๆ เคลือบหน้าถนน ในเวลานั้น ผมคิดว่าจะได้เป็นเจ้าของ R18 คันนี้แน่นอน ยังไงก็ล้มแน่ๆ แต่พระเจ้า!! บุญผมคงยังไม่ถึงแทร็คชันคอนโทรล ทำงานทันที อาการลื่นหายไป กลับมาเป็นปกติโดยฉับพลัน R18 ของผมหลุดลอยไปในพริบตา ช่างโชคดีของผมเหลือเกิน”  หลังจากนั้นความมันเกิดขึ้นทันที อาจจะเป็นเสน่ห์ของเขาเลยกับถนนเปียก ๆ ลื่น ๆ ตูดแถ ๆ ให้ได้เร้าใจทั้งไปและกลับ เพราะฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งวันที่ได้ทดสอบกับโหมด Rain ทั้งทริป เป็นการทดสอบขับขี่รถที่เย็นสบายมาก เปียกทุกรูขุมขนแต่ทำให้รู้ว่าเจ้า R18 ที่ทรงพลังคันนี้ไม่ได้เป็นรถที่คลาสสิคหรือแรงเพียงเท่านั้น แต่ยังขับขี่สนุกมากและปลอดภัยด้วย ซึ่งส่วนตัวผมว่าเจ้าตัว Classic จะขี่ค่อนข้างง่ายกว่าด้วยที่ล้อหน้าเล็กกว่าตัวธรรมดา ทำให้การบังคับเลี้ยวค่อนข้างคล่องตัวและเบากว่าแถมมีชิลด์บังฝนให้อีกด้วย สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทาง BMW Motorrad Thailand และ BMW Motorrad BKK พระราม 3 ที่ให้ทางเราได้ร่วมทริปทดสอบรถในครั้งนี้ ส่วนใครที่สนใจตัวรถ R18 ทั้ง 2 รุ่น อยากให้ผู้ที่สนใจเข้าไปลองดูลองทดสอบขับขี่ด้วยตัวเองเสียก่อน ถ้าใครชอบสไตล์นี้หรือเป็นนสาวกค่ายนี้…ผมบอกเลยว่าถ้าได้ลองขี่ล่ะก็หลงรักแน่นอน Special Thank ขอขอบคุณ BMW Motorrad Thailand สำหรับกิจกรรมขี่รถดี ๆ ในครั้งนี้ ขอขอบคุณ Just1 สำหรับหมวกกันน็อคสุดเท่สายซิ่ง Just1 J-GPR  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 October 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
New Honda DAX 1978 ยอดจองทะลุ 678 คัน ในงานมอเตอร์โชว์ 2024

หลังจากที่ไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ New Honda DAX 1978 Special Edition โมเดลพิเศษจากคับเฮาส์ ที่ดึงกลิ่นอายความคลาสสิกเหนือกาลเวลาจากปี 1978 กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์ ‘DAX to 1978 The Time Traveler’ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สามารถคว้ายอดจองภายในงาน ฯ ได้สูงถึง 678 คัน นับเป็นการตอกย้ำกระแสความร้อนแรง จากความลงตัวของโมเดลระดับไอคอนิกอย่าง DAX กับความคลาสสิกในตำนาน ‘New Honda DAX 1978 Special Edition’ สะท้อนกลิ่นอายจากปี 1978 โดดเด่นลวดลายกราฟิกแนวเรโทรลงบนเฟรมตัวถังทรง T-Bone เสริมความพรีเมียมด้วย Soft Emblem มาพร้อมชุดแต่ง Dax Rear Rack Stainless และบังโคลนหน้าโครเมี่ยม รวมถึงชุดขายึดไฟสะท้อนแสง จาก KITACO สำหรับผู้ที่สนใจ CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda DAX 1978 Special Edition ราคาแนะนำที่ 94,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

9 April 2024
YAMAHA PG-1 Dusty Tracker สายลุยเจอแนวนี้เข้าไป.. ไม่รัก ก็บ้าแล้ว!

Yamaha PG-1 Dusty Tracker เรียกได้ว่าครบเครื่องแบบฉบับสายลุยกันเลยทีเดียว สำหรับ All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker ที่ตกแต่งมาจากโรงงาน ให้ได้เลือกตามสไตล์ที่ชอบ โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker มาพร้อมของแต่งตลอดทั้งคัน เริ่มจากด้านหน้าทำการติดตั้งชิลด์แต่งลายเบอร์ 55 พร้อมขายึด ชุดควบคุมเสริมการ์ดแฮนด์อะลูมิเนียมโดยมีขายึดเข้ากับแฮนด์บาร์ และอีกจุดยึดเข้ากับปลายแฮนด์ ทั้งด้านซ้าย-ขวา บังโคลนหน้ายกสูงขึ้นด้วยขายึดอะลูมิเนียม เข้ากับแกนโช้คหน้า ด้านข้างคอนโซลแต่งลายหมากรุกเพิ่มความซิ่งแนวเรโทร ใกล้กันในส่วนท้ายตัวรถทั้ง 2 ข้าง ทำการเสริมแผ่นป้ายเพลตทรงกลมพร้อมสติกเกอร์เบอร์ 55 แบบลวดลายเดียวกับชิลด์แต่งด้านหน้า   ไล่ลงมาที่ด้านล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์เสริมบาร์ค้ำกันกระแทก พร้อมแผ่นกันกระแทกอะลูมิเนียมด้านล่างเครื่องยนต์ นอกจากความสวยงามแล้วยังช่วยป้องกันคอท่อได้อีกด้วย ปิดท้ายที่ฝาครอบท่อสีเงินเจาะลายรูปแบบใหม่ ให้เข้ากับอะไหล่แต่งอื่นๆ รอบคัน โดย All New Yamaha PG-1 Limited Edition คอนเซ็ปต์ Dusty Tracker พร้อมกับราคาแนะนำที่ 73,500 บาท มีให้คุณเลือกสนุกได้ 2 สี คือ สีเหลือง และ สีดำ ซึ่งสีของชิลด์แต่ง แผ่นเพลตด้านข้าง และลายสติกเกอร์ก็จะจัดสีให้เหมาะสมกับตัวรถแต่ละสี ส่วนใครชอบสีไหนในคอนเซ็ปต์นี้ก็ไปจัดกันได้เลยที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ ซื้อวันนี้รับฟรี! ชุดโต๊ะ และเก้าอี้จาก Coleman มูลค่า 1,800 บาท (จำนวนจำกัด 100 คัน แรกเท่านั้น)   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

3 April 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Harley-Davidson-X500

Harley-Davidson X500 ครูเซอร์มะกันไซส์กลาง แต่ผลิตจีน Harley-Davidson X500 ครูเซอร์ไบค์คันล่าสุดสไตล์อเมริกันมัสเซิลก็เผยโฉมออกมาแล้ว ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือจากผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ในจีนอย่าง QJ Motor ซึ่งบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทแม่ผลิตรถให้กับแบรนด์มอเตอร์ไซค์อีกหลาย ๆ แบรนด์ เช่น Benelli, Keeway และ QJ Motor เองเป็นต้น แถมยังพาร์ทเนอร์กับอีกหลายแบรนด์อาทิ MV Agusta และแน่นอนฮาร์ลีย์ฯ เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายคนตั้งตารอมาก ๆ โมเดลนึง ซึ่งโมเดลนี้แตกต่างจากครูเซอร์ไบค์ในแบบฉบับของทางฮาร์ลีย์ดั้งเดิมอย่างมาก กลับมามีกลิ่นอายแบบโร้ดสเตอร์ที่เน้นใช้งานในเมืองเป็นหลักไป โดย X500 เปิดตัวในงาน Shanghai Auto Show 2023 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าเอ็กซ์ 500 คันนี้มีอะไรหลาย ๆ ส่วนเหมือนกับเจ้า Benelli Leoncino 500 อย่างมากแบบที่หลาย ๆ สื่อคาดเอาไว้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วทางนักออกแบบเองก็ได้มีการทำอะไรขึ้นมาเพื่อแอบซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เฟรม ล้อ และรูปทรงโดยรวม ทำให้เจ้า 500 คันนี้หน้าตาไม่สมกับเป็น Harley แบบเดียวกับเจ้า Pan America มาดูกันในส่วนของสมรรถนะ ถ้าคุณคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ของ Benelli ในพิกัด 500 ซีซีแล้วล่ะก็ข้ามไปได้เลย แต่ถ้าไม่คุ้นอ่านต่อได้ครับ ฮา ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 500 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด เคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 47 ตัว และแรงบิดมาที่ 44.74 นิวตันเมตร ส่วนช่วงล่างนั้นรถเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็ก ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ถึง 50 ม.ม.กับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกคู่ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและดิสก์เบรกเดี่ยว ล้อมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้นตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบผสมดิจิทัลและอนาล็อกขนาดกะทัดรัด ไฟหน้าทรงกลม LED ส่วนไฟท้ายเป็นแบบมีไฟเลี้ยวในตัว ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็จะมีระบบเบรก ABS เพียงอย่างเดียว สุดท้ายตอนนี้ตัวรถจะยังจำหน่ายแค่ที่ประเทศจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องรอลุ้นกันต่อไปในภายภาคหน้าว่าจะมาขายไทยบ้างหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta-X300-SR

Lambretta X300 SR รหัสใหม่พร้อมสีสันใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Colors of Time” มาวันนี้แลมเบรตต้าจะพาย้อนเวลาไปเสพความคลาสสิกของตำนานอีกครั้ง กับคอลเลคชั่นใหม่ Lambretta X300 SR รหัสโมเดลใหม่ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่ความคลาสสิกแบบฉบับ Super Retro จากแรงบันดาลใจของโมเดลในตำนานอย่าง DL/GP ในปี 1969 ถูกนำมาถ่ายทอด DNA ผ่านลวดลายในอดีตกับเอกลักษณ์ Side Panel Stripes ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต เช่นเดียวกับสาวกแลมเบรตติสต้า ที่หลงใหลในความคลาสสิก พร้อมมีภาพความทรงจำดีๆ กับรถคู่ใจในสีสันที่แตกต่างกันไปในห้วงเวลาเหล่านั้น และอยากให้อยู่คู่ความทรงจำไปตลอด โดยยังคงมาพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่รู้กันดีว่า นอกจากจะเป็นนักสะสมรถวินเทจแล้ว ก็ยังเป็นสาวกแลมเบรตติสต้าตัวจริง ที่สะสมแลมเบรตต้าทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามารอบนี้พร้อมเล่นใหญ่ ให้ทุกคนได้ยลโฉม กับการบุกบิลบอร์ดทั่วกรุงฯ เผยโฉมความพิเศษในรอบนี้ ด้วยลุคใหม่ของหนุ่มมาริโอ้ ที่เติมเต็มสีสันและอารมณ์ความคลาสสิก ให้แมทช์ลุคกับคอลเลคชั่นใหม่ สมกับคอนเซปต์ Colors of Time ได้อย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ แต่เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดี ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งตำนานสกู๊ตเตอร์ที่ยิ่งนานไปมูลค่าทางใจยิ่งเพิ่มขึ้น สาวกตัวจริงจึงไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง!  เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วยังมาพร้อมสีสันความคลาสสิก ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมในช่วงรอยต่อของยุค 60s และยุค 70s เป็นยุคร่วมสมัยแนว Pop Culture สะท้อนความสดใสของวัยรุ่นในยุคนั้น ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่โลกใหม่ในช่วงยุคหลังสงครามโลก โดยความคลาสสิกจะถูกถ่ายทอดผ่าน 3 สีสันยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่ – YELLOW MUSTARD (Hi-Gloss) – WHITE LATTE (Hi-Gloss) – RED AMARO (Hi-Gloss)   พร้อมกันนี้ยังไม่ทิ้งจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของดีไซน์ คือ Side Panel Stripes ลายคลาสสิก DNA ที่อยู่ในโมเดลระดับตำนาน พร้อมการใส่กิมมิคขอบคิ้วสีดำรอบคันตัดกับสีบอดี้รถทั้ง 3 สี ที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันดีไซน์ร่วมสมัยอาทิ ไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่าย โดยออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน อีกทั้งยังเติมความหรูหราด้วยการปักโลโก้ของทางค่ายด้วยด้ายสีแดงในส่วนท้ายบนเบาะหนังสีดำดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตอบสนองการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบสมาร์ทคีย์ที่เพียงแค่พกพาสมาร์ทคีย์เอาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานมาไว้ในโมเดลนี้กับการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้น ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายในประเทศไทยที่ 156,900 บาท พิเศษ! *ข้อเสนอดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 2,242 บาท/เดือน หรือดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี (*เฉพาะจัดไฟแนนซ์กับกรุงศรีออโต้) ซึ่งพร้อมให้สัมผัสกับความคลาสสิกนี้ด้วยตัวเองได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://lambretta.co.th ที่สำคัญ! ชาวแลมเบรตติสต้า เตรียมพบกันในงาน The Scooter Fest กับความมันส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี  สามารถติดตามอัพเดทได้ที่  https://www.facebook.com/lambretta.th

เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีกที่สเปน

เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีกที่สเปน ในศึก WSBK 2023 สนามที่ 4 การแข่งขัน WorldSBK 2023 ดำเนินมาถึงสนามที่ 4 ที่สนาม Barcelona-Catalunya แล้ว ทว่าชัยชนะส่วนใหญ่แทบจะไม่เปลี่ยนไปจากมือของ Álvaro Bautista (Aruba.It Racing – Ducati) เลย ยิ่งสนามนี้ด้วยแล้ว เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีก กับสนามบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง Superpole   แม้ว่าจะมีธงแดงตีขึ้นในรอบซูเปอร์โพล แต่ Bautista กลับยังทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’40.264 นาทีคว้าตำแหน่งโพลในเรซแรกไปก่อน โดยมี Dominique Aegerter (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ทำผลงานได้โดดเด่นออกจากสตาร์ทจากเส้นเป็นอันดับ 2 รองจากแชมป์โลกคนล่าสุด และปิดท้ายกริดสตาร์ทแถวแรกด้วย Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ส่วนทางด้าน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) กลับตกไปถึงอันดับแปด โดยนักแข่งทุกคนล้วนเลือกใช้ยางหลังสูตร SCQ ขณะที่ยางหน้านั้นนักแข่งที่ออกสตาร์ทจากกริดแถวหน้าต่างเลือกใช้ยาง SC1 ซึ่งในรอบควอลิฟายนี้จัดขึ้นท่ามกลางแสงแดดพร้อมกับอุณหภูมิแทร็กค่อนข้างสูงที่ 40 องศา Race 1 บนกริดสตาร์ทของเรซแรก นักแข่งส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ยางหลังสูตรกำลังพัฒนา SCX B0800 และยางหน้าสูตร SC2 แต่อย่างไรก็ตามนักแข่งดูคาติก็เลือกยางต่างกันออกไป ซึ่งรวมไปถึง Bautista ที่เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหน้า ระหว่างการแข่งขันแล็ปที่ 4 มีธงแดงสะบัดขึ้น จนต้องออกสตาร์ทกันใหม่และลดรอบลงเหลือ 17 แล็ป อย่างไรก็ดี Bautista ก็ยังคงฉายเดี่ยวนำม้วนเดียวจนจบ ทั้งยังทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 8 วินาที ยังไม่พอทำสถิติเวลาแล็ปอีกด้วย ถัดมาเป็นการดวลแย่งที่สองกันระหว่าง Razgatlioglu และ Rea แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายยามาฮ่าที่เข้าเส้นได้ก่อนตามมาด้วยนักแข่งจากค่ายเขียว Superpole Race การแข่งขันในรอบซูเปอร์โพลเรซมีการเลือกยางที่ค่อนข้างซับซ้อนไปกว่าการแข่งขันปกติเนื่องจากมีฝนโปรยลงมาเบา ๆ ทำให้แทร็กชื้นในช่วงราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น นักแข่งบางคนออกไปขี่ในแล็ปไซติ้งด้วยยางกึ่งหรือยางฝน แต่พอเห็นแทร็กครบแล็ปแล้วว่ามันแห้งเกือบทั้งหมด พอจะแข่งก็รีบเปลี่ยนเป็นยางสลิกกันทั้งหมด โดยนักแข่งส่วนใหญ่เลือกใช้ SC1 ในยางหน้า แต่ก็มีนักแข่ง 7 คนที่เลือก SC0 ส่วนยางหลังนักแข่งส่วนใหญ่เลือก SCX กลับมาเป็นดาวเด่นอีกครั้ง แทนที่จะเป็น B0800 เหมือนอย่างในเรซแรก ชัยชนะในเรซนี้ตกเป็นของ Bautista ทำยังสถิติเวลาแล็ปอีกแล้ว ส่วนอันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 เป็นของ Razgatlioglu และ Andrea Locatelli เพื่อนร่วมทีมของ Toprak ส่วน Rea กลับเองพลาดล้มไปในแล็ปสุดท้ายเมื่อฝนกลับมาตกอีกครั้ง Race 2 การแข่งขันในเรซที่ 2 ยางหลังสูตรพัฒนา SCX B0800 กลับมาเป็นยางตัวฮิตอีกครั้ง ส่วนยางหน้ากลับเป็น SC2 ที่ได้รับความนิยม แต่อย่างไรก็ตามนักแข่งดูคาติทุกคนกลับเลือก SC1 สูตรมาตรฐาน และเป็นอีกครั้งที่ Bautista เดินเกมเร็วขึ้นนำเดี่ยวตั้งแต่ต้นจนจบ โดยทิ้งระยะห่างคู่แข่งกว่า 8 วินาที โดย Toprak Razgatlioglu แย่งที่ 2 มาจาก Rinaldi ได้ในช่วงทางตรง ทำลายการยืนอันดับ 1 – 2 ของดูคาติไปได้ และเป็นอีกครั้งที่ Bautista ทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งเร็วที่สุดที่ 1’41.730 นาที จบการแข่งขันสนามที่ 4 เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีกที่สเปน ทำให้มีคะแนนนำโด่งที่ 236 คะแนน ทิ้งห่างจาก Razgatlioglu ที่มี 167 คะแนนอยู่มากถึง  ส่วนอันดับ 3 เป็น Andrea Locatelli จากยามาฮ่าอีกเช่นกันที่ 133 คะแนน

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!