SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda CB500 Super Four 2026 เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีที่ประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง E-Clutch รุ่นที่สอง

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีมของ ‘พ่อหมอ’ Pertamina Enduro VR46 Racing Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นเหมือนเริ่มจากศูนย์ในการแข่งขันนัดเปิดสนามที่ประเทศไทยกับการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 เพราะตัวเขาไม่ได้ลงซ้อมเนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บในรอบการซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่ประเทศมาเลเซีย ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกของการทดสอบ MotoGP 2025 ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 ขี่ไปทั้งหมด 49 รอบและทำดีที่สุดเป็นอันดับ 7 ของการซ้อมในวันนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มระหว่างการซ้อมออกตัว ทำให้เขากระดูกไหปลาร้าหักแล้วต้องพักยาว แต่อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติอิตาลีรายนี้จะกลับสู่การแข่งขันนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ในวันศุกร์นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ตัวเขานั้นจะต้องผ่านการตรวจร่างกายจากแพทย์เสียก่อน “ผมดีใจมากที่ได้ขึ้นเครื่องบินไปสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ การพักฟื้นของผมเป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้ผมรู้สึกพร้อมแล้วกับการเริ่มต้นใหม่” จิอันนันโตนิโอพลาดการซ้อมสองวันสุดท้ายของการทดสอบที่สนามเซปัง และการทดสอบทั้งหมดที่สนามประเทศบุรีรัมย์ ส่งผลให้การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคนิคภายในทีมเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเจ้าตัวเป็นส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เจ้าตัวก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้รถที่เป็นสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานที่ใช้ “ผมตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับทีม และได้เรียนรู้กับรถคันใหม่มากขึ้น ผมพร้อม และมีแรงกระตุ้นเต็มที่ แน่นอนว่าการแข่งขันนัดแรกในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาของการพัฒนา ผมจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และทำความเข้าใจในหลาย ๆ อย่าง” การแข่งขันสนามแรกอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากในศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Officina8 โฉมพิเศษเพื่อจิตวิญญาณแห่งโรงช่าง Vespa Officina8 คอลเลคชันพิเศษล่าสุดจากค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลีอย่าง ‘เวสป้า’ ที่ได้พาเหล่าเวสปิสตี้ย้อนเวลาไปสู่ช่วงหลังสงครามโลกที่ทางเวสป้าได้ทำการผสานเทคโนโลยี และความงดงามร่วมสมัย ณ ขณะนั้น Officina8 คืออะไร ? ถ้าจะตอบคำถามนี้ก็อาจจะต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่โลกกำลังฟื้นฟูจากภาวะสงคราม และในช่วงเวลาดังกล่าวแบรนด์ Piaggio ก็มีความริเริ่มในการสร้างรถจักรยานยนต์เวสป้า โดยตั้งเป้าว่านี่คือ ‘นวัตกรรมที่จะปฏิวัติวงการ’ โดยทีมผู้ผลิตในขณะนั้นก็มีหลากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักออกแบบ ช่างเครื่อง และช่างโลหะ รวมทีมกันในมุมเล็ก ๆ ของโรงงานแล้วตั้งชื่อว่า Officina 8 กลุ่มช่างเทคนิคทีมนี้จะมีเอกลักษณ์ในการทำงานคือการสวม ‘ชุดเอี๊ยมสีน้ำเงิน’ พร้อมเข็มกลัดทองเหลืองที่สลักคำว่า ‘Piaggio 8’ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องหมายเกียรติยศสำหรับผู้ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงงาน Vespa Primavera และ GTV สองโมเดลพิเศษ เพื่อการเฉลิมฉลองให้สมกับความเป็นตำนาน ทางแบรนด์เวสป้าจึงเลือกโมเดล Primavera และ GTV ที่เป็นสองรุ่นจากคลาส 300 ซีซี มาแปลงโฉมในสไตล์ Officina8 อย่างเต็มรูปแบบ โดยโฉม Primavera ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาดได้แก่ 50ซีซี, 125ซีซี และ 150ซีซี โดดเด่นด้วยดีไซน์คลาสสิกน้ำหนักเบา เหมาะกับการใช้งานภายในเมือง และ Vespa GTV เน้นการออกแบบที่คงเสน่ห์แบบวินเทจ ด้วยไฟหน้าทรงต่ำ โดยทั้งสองรุ่นจะมาในชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า ‘Blu Officina 8’ เป็นเฉดสีน้ำเงินแบบเดียวกับชุดในโรงงานอุตสาหกรรมของ Piaggio ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนสีของโรงงานในศตวรรษที่ 20 เพิ่มความโดดเด่นด้วยขอบตัวรถอลูมิเนียมรอบตัวถัง เสริมด้วยดีเทลสีทองเหลืองบริเวณกระจังหน้า และล้อของตัวรถ รวมไปถึงเบาะนั่งของตัวรถที่ทำขึ้นมาด้วยงานหุ้มเบาะแบบสองชั้น เย็บเส้นแนวนอนแบบตัดสี และยึดด้วยหมุดทองเหลืองขัดเงา สำหรับรุ่น GTV ยังมาพร้อมแฟริ่งหน้าเข้าชุดสีเดียวกับตัวรถ สำหรับสาวกเวสปิสตี้ชาวไหนคนไหนที่สนใจอยากร่วมสานต่อรำลึกถึงความเป็นตำนาน ด้วยการหามาจอดในโรงรถที่บ้านก็อาจจะต้องรอการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่บอกว่าสองโมเดลนี้ควรค่าแก่การเก็บอย่างยิ่ง บอกเลย … อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Ignis 2026 รถ Ultra-Compact SUV จิ๋วแต่ลุยได้จริง ประหยัดน้ำมัน 20.4 กม./ลิตร พร้อมสรุปราคาขายจริงในออสเตรเลีย

ชม CBR1000RR-R Fireblade SP แต่งลายพิเศษของ John McGuiness เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมากับการแข่งขัน RST Superbike TT Race ที่แข่งกันทั้งหมด 6 แล็ปนั้นถือเป็นมุดหมายสำคัญในชีวิตของ John McGuiness กับการแข่งขันโร้ดเรซซิ่งที่อันตรายที่สุดรายการนึงอย่าง Isle of Man TT และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสสุดพิเศษนี้ Honda Racing UK และสปอนเซอร์ของจอห์นเองก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันออกแบบรถแข่งลายพิเศษให้กับเขา ลองไป ชม CBR1000RR-R Fireblade SP สุดพิเศษคันนี้กันเลยครับ สำหรับรถแข่ง John นั้นจะมาในลวดลายกราฟิกและสีสันพิเศษ โดดเด่นด้วยลวดลายฟิล์มภาพซึ่ง ในแต่ละภาพนั้นเป็นภาพจากการแข่งขันของเขาเมื่อ 99 เรซที่ผ่านมา ย้อนรอยไปได้ถึงการแข่งขันครั้งแรกของเขาในการแข่งขันรุ่น Lightweight TT ในปี 1996 ซึ่งเขาได้อันดับที่ 15 กับรถ Honda RS250 ซึ่งตอนนั้นการแข่งขันรุ่นนั้นมีฮีโร่ในดวงใจของเขาเป็นผู้ชนะซึ่งก็คือ Joey Dunlop ส่วนสีสันที่ใช้ในตัวรถจะเป็นสีขาวแต่งแต้มด้วยสีแดงและสีทองสื่อถึงการเฉลิมฉลอง และภาพบนถังน้ำมันที่เป็นเหรียญรางวัลของเขาที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันวิเศษยิ่งแห่งจักรวรรดิบริติชที่ได้รับจากควีนเมื่อปี 2021 ปี 2022 นี้ยังเป็นมุดหมายสำคัญของฮอนด้า ซึ่งก็คือเจ้าไฟร์เบลดนั้นครบรอบ 30 ปี อีกด้วย โดยชัยชนะในการแข่งขัน TT นั้น เป็นผลงานที่เกิดจากเจ้าดาบเพลิงคันนี้มากถึง 23 ครั้ง โดย 12 ครั้งนั้นเป็นของ John นั่นเอง นับตั้งแต่เริ่มแข่งครั้งแรกในปี 1959 ฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันและชนะมาแล้วกว่า 189 เรซ ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสต์การแข่งขันรายการนี้เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX ซุ่มเงียบ เปิดตัวโฉมใหม่ NEW LEGEND 250 TWIN 3 ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น! ก่อนเปิดจำหน่ายในไทย ในคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ BLACK NIGHT เฉดสีดำ , WHITE EVEREST เฉดสีขาว และ GREEN FOREST เฉดสีเขียว ที่มาพร้อมวงล้อแบบซี่ลวด ให้เหล่าไบค์เกอร์ได้สัมผัสกับอารมณ์ความคลาสสิกอย่างเต็มสูบ พร้อมออกเดินทางไปกับโฉมใหม่! ที่จะกลับมาปลุกไฟในตัวคุณให้ออกเดินทางครั้งใหม่ ไปสร้างตำนานร่วมกันอีกครั้ง กับ NEW LEGEND 250TWIN III สมกับคอนเซปต์ “ THE LEGEND FOREVER ” ที่พร้อมพาคุณออกไปค้นหาประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่ ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ที่จะเป็นความยิ่งใหญ่ในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณตลอดไป ด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน ที่พร้อมให้คุณได้ปลดปล่อยอิสระแห่งการเดินทางไปกับรถคู่ใจ และปลดล็อกความท้าทายใหม่ๆ สู่เส้นทางที่ไปได้ไกลกว่าที่เคย! ถือเป็นบทพิสูจน์ของรถในรหัสตำนาน ‘LEGEND’ ตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX ที่เดินทางก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 นับตั้งแต่ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 2015 กับเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรุ่น จนได้รับการยอมรับจากเหล่า ไบค์เกอร์สายคลาสสิกทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสตอบรับรถตระกูล LEGEND ในญี่ปุ่น จนทำให้รุ่นล่าสุด กับ NEW LEGEND 250TWIN III โฉมใหม่! ได้บินลัดฟ้า ไปเปิดตัวให้ได้ยลโฉมกันครั้งแรก ณ เมืองปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน Tokyo Motorcycle Show 2022 กันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีกันอีกเช่นเคย ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและเปิดจำหน่ายในประเทศไทยให้ได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ววันนี้! NEW LEGEND 250TWIN III โฉมใหม่! กับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่… BLACK NIGHT เฉดสีดำ (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีแดง) สีดำมาดเข้ม ดูดุดัน แต่แฝงด้วยเสน่ห์น่าค้นหาจากประกายสีแดงที่สะท้อนในตัวเสมือนการเดินทางที่ได้ดื่มด่ำกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืน WHITE EVEREST เฉดสีขาว (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน) สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะที่ปกคลุมอยู่บนเทือกเขา สะท้อนแสงแดดยามเช้าให้เห็นเป็นประกาย สื่อถึงจุดหมายแห่งความท้าทาย ที่รอให้เราได้ไปเยือนสักครั้งในชีวิต GREEN FOREST เฉดสีเขียว (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน) สีเขียว อันน่าค้นหา เสมือนการเดินทางท่ามกลางป่าและธรรมชาติที่สวยงามตอบรับอิสระแห่งการเดินทาง สู่เส้นทางใหม่ ที่จะเป็นตำนานของคุณตลอดไป NEW LEGEND 250TWIN III โฉมใหม่! โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดคลาสสิก กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม เสริมให้ลุคใหม่นี้ เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกแบบสุดขั้ว แถมยังเพิ่มความเก๋าแบบฉบับดั้งเดิมความคลาสสิกด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION พร้อมเสริมทัพด้วยฟังก์ชั่นแน่นๆเต็มลำ ที่พร้อมพาคุณออกเดินทางไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยขุมกำลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2 สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi (แบรนด์ Delphi อเมริกา) พร้อมให้คุณออกเดินทางสร้างตำนานครั้งใหม่ได้อย่างเป็นอิสระ และส่งพลังการขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ยังดีไซน์บอดี้ตัวรถมาให้ตอบโจทย์ในการเดินทาง ด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย ง่ายทุกการคอนโทรลด้วยแฮนด์บาร์ในองศาที่รับกับช่วงแขน จะเดินทางไกลก็ไม่หวั่นเพราะมาพร้อมเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทาง ก็คือเรื่องช่วงล่าง ซึ่ง NEW LEGEND 250TWIN III โฉมใหม่นี้ ก็จัดเต็มของติดรถมาให้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series โช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการออกแบบตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง

Z650RS 50th ANNIVERSARY มีอะไรต่างจากตัวธรรมดา เมื่องาน BMF 2022 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้ทาง Kawasaki ประเทศไทยได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการครบรอบของรถตระกูล Z ด้วยโมเดลพิเศษอย่าง Kawasaki Z650RS 50th ANNIVERSARY สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้มีการนำสีสุดโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ Z1 อย่างสีไฟร์บอล Fireball มาใช้กับโมเดลนี้นั่นเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของ Z1 ได้ส่งต่อและถ่ายทอดไปยังอนาคตให้ทุกคนได้มองเห็น เส้นสายที่โค้งได้รูปสวยงามกับสีสันแบบเงาที่ดูลุ่มลึก เป็นอะไรที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเฉลิมฉลองครบรอบห้าสิบปีของประวัติศาสตร์รถในตระกูล Z โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็มีดังนี้ สีพิเศษน้ำตาล Candy Diamond Brown พร้อมเฟรมที่ทำสีดำเงา ล้ออลูมิเนียมก้านเล็กคล้ายซี่ลวดสีทอง โลโก้พิเศษฉลองครบรอบห้าสิบปีด้านบนถังน้ำมัน หนังหุ้มเบาะผิวสัมผัสพิเศษพร้อมเย็บด้วยด้ายสีที่คอนทราสต์กับตัวรถ ส่วนอื่น ๆ ที่ยังคงเดิมก็คือท่านั่งสบาย ๆ เวลาขับขี่รถที่ใช้ขุมพลังขนาด 649 ซีซีแบบสองสูบเรียซึ่งวางบนเฟรมถักน้ำหนักเบา ช่วงล่างด้านหลังแบบโช้คเดี่ยววางนอนพร้อมกระเดื่อง เรือนไมล์ทรงกลมคู่สุดคลาสสิคพร้อมหน้าจอ LCD ที่ใช้งานได้หลากหลาย ไฟหน้ากลมพร้อมระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดแบบ LED สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายที่ 344,600 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย (ตัวปกติขาย 319,400 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว CRF450R 2023 รุ่นพิเศษฉลองครบ 50 ปีให้กับโมโตครอสคันแรกของทาง Honda เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับรถโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนก Honda จึงได้ทำการเปิดตัว CRF450R 2023 ซึ่งมีแรงบิดมากขึ้น มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวสุดของสายโมโตครอสของค่ายปีกนกเมื่อเทียบกับ CRF450L แต่ก็ต้องแลกกับเรื่องจดทะเบียนขี่ถนนไม่ได้ ซึ่งคันนี้เหมาะกับพวกเดนตายสายฝุ่นเท่านั้นจริง ๆ ครับ ทางค่ายเคลมมาว่าเครื่องยนต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการที่มีแรงบิดมากขึ้นที่ความเร็วรอบต่ำ โดยมีแรงบิดมากขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ที่ช่วงรอบประมาณ 5,000 รอบ หรือคิดเป็นประมาณ 5 นิวตันเมตร ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะสนุกกับคันเร่งที่ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ไม่ต้องเชนเกียร์ลงต่ำ ๆ มาก ๆ เวลาเข้าโค้ง อย่างไรก็ดีมันส่งผลให้มีแรงม้าน้อยลงเล็กน้อย สำหรับโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปีโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนกซึ่งก็คือเจ้า CR250M Elsinore ซึ่งเป็นคันแรกที่เป็นรถผลิตขึ้นมาให้พร้อมใช้ในการแข่งขัน โดยโมเดลพิเศษจะมาพร้อมเบาะนั่งสีน้ำเงิน แฟริ่งสีขาวด้านหน้าและด้านข้างสำหรับแปะเบอร์แข่ง ลวดลายกราฟิกใหม่บริเวณกาบข้างแผงหม้อน้ำ และทำสีทองที่แฮนด์บาร์และล้อ แผงคอสีเทา พร้อมโลโก้ปีกของทางค่ายที่บังโคลนหน้าเติมเต็มความสวยงาม สุดท้ายสนนราคานั้นจะแพงกว่าตัวปกติอยู่ประมาณ 300 เหรียญ เป็น 9,899 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 340,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VESPARTE : HEARTBEAT ได้บุญแถมได้รถ VIVA LA VESPA แคมเปญจากทางเวสป้าที่เฉลิมฉลองให้กับ เวสป้า ประเทศไทย โดยคอนเซ็ปต์ของ VIVA LA VESPA ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ขับขี่เวสป้า หรือ Vespisti (เวสปิสตี้) ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น Vespanista (Fashion) , Vespafesta (Music) และ Vesparte (ART) และ Phase ของ VESPARTE กับคอนเซปต์ Vesparte Heartbeat ที่จัดเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25-29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่จะพาเหล่าเวสปิสตี้โลดแล่นเข้าไปสู่โลกของงานศิลปะในทุกรูปแบบ โดยในครั้งนี้ทางเวสป้าได้ร่วมมือกับศิลปินไทยในแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างผลงานที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาพิเศษในครั้งนี้ โดยจุดประสงค์การจัดงานครั้งนี้คือ การร่วมประมูลรถเวสป้าเพื่อนำรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด โดยรายได้จากการประมูลผลงานหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปมอบให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจแห่งประเทศไทยทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, มูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก และ โครงการหนึ่งหัวใจ สู่ชีวิตใหม่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ATT 19 ศูนย์รวมแกลอรีชื่อดังมากมาย สำหรับสถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อยู่ที่ ATT19 แถวย่านเจริญกรุง และพรั่งพร้อมไปด้วยโมเดลรถเวสป้าที่ถูกวาดลวดลายด้วยศิลปินทั้ง 7 ท่าน ได้แก่ Benzilla (เบนซิลล่า), Nanzo (แนนโซ่), Yoon Phanaphast (ยูน ปัณพัท), Poorboy (พูลบอย), Thaiwijit (ไทยวิจิต), Gongkan (ก้องกาน) และ Mackcha (แม็กชา) ที่มาร่วมส่งต่อโอกาสให้กับเด็ก ๆ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่ยังรอการรักษาในประเทศไทย เพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านั้นได้มีโอกาสและใช้ชีวิต เดินตามความฝันของตัวเองได้อย่างอิสระ เดี๋ยวเรามาชมเวสป้าที่ประดับด้วยลวดลายศิลปะแต่ละคันว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน VESPA LX 125 I-GET BY Benzilla สำหรับสาวกเวสปิสตี้ หรือผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะในวงการสตรีทอาร์ตน่าจะรู้จักกับ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla กับคอนเซ็ปต์การออกแบบเวสป้า LX125 i-Get มาในลวดลายของตัวการ์ตูนสุดน่ารักอย่าง LOOOK เปรียบเสมือนตัวแทนของเด็ก ๆ ที่พร้อมจะออกเผชิญโลกกว้างนั่นเอง ชื่อผลงาน : Blomming โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : การขับขี่เวสป้าก็เหมือนการได้แล่นไปกลางทุ่งดอกไม้ผ่านสายลมในทุกช่วงวินาทีของการเดินทาง จึงหยิบใช้ดอกไม้และองค์ประกอบของธรรมชาติมาใส่ไว้บนรถเวสป้า เลือกสีที่ใช้มีความน่ารักด้วยความ ตั้งใจที่อยากจะส่งต่อความสดใส ความหวัง และมุมมองในการใช้ชีวิตในแง่บวก แบบเจ้า LOOOK และตัวละครอื่น ๆ โดยเปรียบเจ้า LOOOK เป็นเหมือนเด็กคนหนึ่งที่หน้าตาไม่เหมือนใคร แต่ก็พยายามที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งต่าง ๆ ทําความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยดวงตาใหญ่ ๆ ที่มีไว้มองสิ่งที่เกิดขึ้น คล้ายกับเป็นผู้สังเกตการณ์ เรียนรู้จากทุกปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยมุมมองที่เป็นบวก สร้าง ความรู้สึกสบายท่ามกลางสายลมอิสระ VESPA LX 125 I-GET BY Nanzo ต่อด้วย โมเดลสุดพิเศษของศิลปินสาวสวยอย่าง แนน – วราภรณ์ เหมรัตน หรือ Nanzo ศิลปิน Art ชื่อดังกับรถเวสป้า LX 125 i-Get มาพร้อมลวดลายสุดคลีนแต่เต็มไปด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความอิสระแห่งการปลอดปล่อยตัวเองไปกับธรรมชาติ Project : THE JOYFUL RIDE โมเดล : VESPA LX 125 I-GET คอนเซปต์ : ถ่ายทอดบรรยากาศของการท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงการเต้นรําและอิสระ การเดินทางที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ดื่มดําไปกับธรรมชาติรอบตัว ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรง ของมนุษย์กับธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ภูเขา

Zontes 368E บิ๊กสกูตเตอร์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่ 368 ซีซี พร้อมฟังก์ชัน และเทคโนโลยีที่ให้มาแบบจัดเต็ม เหมาะกับไบค์เกอร์ที่ชอบความสะดวกสบาย

Ninja E-1 2024 รถไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษแล้ว เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็ต้องเชื่อครับงานนี้บอกเลยว่างานเร็วงานไวจริง ๆ สำหรับค่ายญี่ปุ่นค่ายเขียว Kawasaki ที่เปิดตัว Ninja E-1 หรือเจ้านินจาไฟฟ้าพร้อมจ่อคิวขายที่อังกฤษเดือนหน้า เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่างจากนินจา สปอร์ตไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 140 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 88 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 64 กม./ชม.แต่เดี๋ยวก่อนยังฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ สำหรับ Ninja E-1 2024 แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร มีข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ของ Roof Helmet แบรนด์หมวกกันน็อกสุดเอกลักษณ์จากสัญชาติฝรั่งเศส มาพร้อมกับการเปิดตัวหมวกกันน็อกรุ่นใหม่แบบเปิดคางได้อย่าง Roof Boxxer 2 เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในความแหวกแนวและมีสไตล์เอกที่เป็นลักษณ์เฉพาะ สำหรับหมวกรุ่น Boxxer 2 นั้น เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Boxxer รุ่นแรก และยังถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ ผสมผสานระหว่างความเป็นเรโทรและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน และให้ได้ตรงตามมาตรฐาน ECE R22.06 โดยชิ้นส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน และมีระบบ FleXLocker ใหม่ ซึ่งจะล็อกแถบคางให้อยู่ในตำแหน่งเปิด โดยตัวหมวกมีน้ำหนักเพียง 1.6 กก. เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ หมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 โดยมีน้ำหนักเบาเหมือนรุ่นก่อน ๆ อีกด้วย สำหรับภายในหมวก มีผ้าซับในที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ถอดออกได้และล้างทำความสะอาดได้ รวมถึงฟองน้ำด้านในออกแบบมาให้สวมใส่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยฝาครอบพร้อมนวมปรับความหนาได้ และยังมีแผ่นรองแก้มให้เลือกจากแบรนด์อีกด้วย ฝาปิดมีชิลด์หน้าป้องกันรอยขีดข่วนแบบใสพร้อมแผ่นกันฝ้า แถมยังรองรับการติดตั้งหูฟังบลูทูธเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ สีดำ สีเทา สีแดง โดยหมวก Boxxer 2 เปิดจำหน่ายถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ สีเทาและสีแดง รวมถึงตัวเลือกลายกราฟิกต่างๆ โดยเปิดราคาอยู่ที่ 536 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 1.9 หมื่นบาท โดยสามารถติดต่อสั่งจองผ่านทางเว็บไซด์ https://www.roof.fr/en/content/10-products Roof Helmet หรือผ่านทางเพจเฟสบุ๊ก ROOF International Officiel หากมีหมวกรุ่นไหนที่น่าสนใจอีกหล่ะก็ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 Stone Corsa ตัวเป็นคลาสสิกไบค์แต่ใจมันเป็นสปอร์ต เปิดเผยโฉมหน้าโมเดลใหม่อีกครั้งสำหรับแบรนด์รถสัญชาติอิตาเลียนที่มีอายุอานามกว่า 70 ปี กับ Moto Guzzi V7 Stone Corsa ซึ่งยังคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใครไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ถูกตีความใหม่เพิ่มความเป็นสปอร์ตเข้าไปในโมเดลที่สุดแสนจะคลาสสิกระดับตำนาน ในแบบที่น่าจะถูกใจชาว Guzzisti ทั่วโลก เจ้าสโตนคอร์ซ่าคันนี้ขับเน้นความเป็นสปอร์ตออกมาด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลจากแฟริ่งด้านหน้ามายันเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่ดูเหมือนสำหรับนั่งคนเดียวแต่จริง ๆ แล้วนั่งได้สองคน ให้ผู้ที่มองเห็นได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านออกมาจากขุมพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความลุ่มหลงที่แฝงอยู่ภายในจิตวิญญาณกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2019 กับรายการแข่ง Moto Guzzi Fast Endurance การแข่งขันที่ให้โอกาสนักบิดมากหน้าหลายตาได้มาแข่งขันกันในสนาม ได้สนุกไปกับรถวีเซเว่นที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เผยให้เห็นถึงความซิ่งที่มีซุกซ่อนอยู่ในแบบที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมาในเฉดสีแบบทูโทนสื่อถึงยุคทองของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ สีเทาเมทัลลิกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นด้วยแถบสีแดงดุดันที่ถอดยาวตามขวางตลอดตัวรถตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้า พาดยาวมายังถังน้ำมันด้านล่างและแผงแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถยังปรับมาใช้กระจกแบบปลายแฮนด์ที่ทำให้ดูปราดเปรียวและคล่องตัวมากขึ้น ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม CNC อะโนไดซ์สีดำ และเพื่อให้เข้ากันกับลุคแบบมินิมัลของโมเดลนี้ซึ่งเป็นจุดเด่นตามแบบฉบับของวีเซเว่นมาโดยตลอด ส่วนของโช้คหน้าก็มาแบบเปลือย ๆ ไม่มีปลอกยางกันฝุ่น แต่ไปมีเพลทบนแผงคอด้านบนเพื่อบ่งบอกความเป็นโมเดลพิเศษแทน ส่วนเรื่องของสเปกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงเป็นเครื่องสองสูบวีวางขวางบล็อกเดิมที่มีขนาด 853 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 73 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มีระบบกันสะเทือนที่เรียบง่าย ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ที่ทำงานร่วมกันกับสวิงอาร์มคู่ มีระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS ล้อจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยางขนาด 100/90-18” และ 150/70-17” หน้าหลังตามลำดับ ขณะที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก มีระบบไฟ LED และไฟ DRL เต็มระบบ หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดาแต่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคา แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อย หากประเมินจากราคาโมเดลที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 649,000 บาท โมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 6 แสนปลาย ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก