SuperBikeMag.Com ข่าวรถยนต์ รีวิวรถใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถจักรยานยนต์

Speed Twin 2021 แรงขึ้น 3 ม้า พร้อมอัปเกรดช่วงล่างใหม่ เรียกว่าทยอยกันอัปเกรดรับ Euro5 กันทีละรุ่นๆ จนแทบจะครบทุกโมเดลแล้ว สำหรับรถจากแดนผู้ดี Triumph และในครั้งนี้เป็นคิวของเจ้า Speed Twin โมเดิร์นคลาสสิครุ่นใหญ่ที่ครั้งนี้ไม่ได้แค่ปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์เพื่อให้ผ่าน Euro5 และสีสันภายนอกเท่านั้น ทางค่ายยังได้ทำการปรับปรุงช่วงล่างในหลายๆ จุดให้ดีขึ้นอีกด้วย ขุมพลังแรงไม่ตก เครื่องยนต์หรือขุมพลังนั้นจะยังคงเป็นเครื่องสองสูบเรียบขนาด 1,200 ซีซี มีการปรับปรุงในหลายจุดด้วยกัน อาทิ เพลาข้อเหวี่ยงน้ำหนักเบา อัลเทอร์เนเตอร์จากแร่แรร์เอิร์ธใหม่ มีการใช้ลูกสูบใหม่กำลังอัดสูงขึ้น ปรับปรุงพอร์ตไอดี ปรับแคมโปรไฟล์ใหม่ และเพิ่มระบบอากาศที่ 2 เข้ามา ทั้งหมดนี้ช่วยให้ไอเสียผ่านมาตรฐานใหม่ มีท่อไอเสียใหม่ที่เป็นทรงเมก้าโฟนหรือทรงปลายขยาย เชิดขึ้นปลายขึ้น และเปลี่ยนมาเป็นดีไซน์แบบปัดเงา มีดีไซน์แบบซ่อนตัวแคตไว้ด้านหลัง ทำให้ไม่โผล่ออกมาให้เกะกะสายตา ผลที่ได้จากการปรับปรุงในครั้งนี้ช่วยให้มีแรงเฉื่อยในระบบน้อยลง 17% จึงปั่นรอบได้เร็วขึ้น เร่งได้นานขึ้นจากเรดไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ได้แรงม้ามากขึ้นอีก 3 แรงม้า รวมเป็น 100 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และมีแรงบิดที่กระจายตัวดีขึ้นในรอบกลางและรอบปลาย โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ซึ่งเทียบกับโมเดลเก่าแล้วจะพบว่าแรงบิดสูงสุดนั้นมาไวขึ้นกว่าเดิม 500 รอบ ช่วงล่างยกระดับ สำหรับช่วงล่างนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนหลายจุดเช่นกัน เริ่มกันที่ระบบกันสะเทือน มีการอัปเกรดโช้คหน้า เป็นโช้คหน้าหัวกลับจาด Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.พร้อมระยะยุบ 120 ม.ม. ซึ่งวิศวกรของทางค่ายเคลมมาว่าตอบสนองการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนด้านหลังยังคงเป็นโช้คหลังคู่สามารถปรับพรีโหลดได้พร้อมระยะยุบ 120 ม.ม. เช่นกัน ระบบเบรกเองก็เป็นส่วนที่ได้รับการอัปเกรดเช่นเดียวกัน โดยตอนนี้ใช้ระบบเบรกเป็น คาลิเปอร์เบรก Brembo M50 แบบ 4 พ็อดคู่กับจานเบรกคู่ Brembo ขนาด 320 ม.ม. ส่วนด้านหลังยังคงเป็น Nissin แบบ 2 พ็อดกับจานเบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. ซึ่งแน่นอนว่าให้แรงเบรกแรงจิกที่ดีขึ้น ยางเองก็เป็นอีกส่วนนึงที่มีการเปลี่ยน โดยหันมาใช้ Metzeler Racetec RR ซึ่งเป็นเกรดสูงกว่าเดิม ล้อเองก็เป็นล้อดีไซน์ใหม่แบบ 12 ก้าน ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เทคโนโลยี ตัวรถมีเทคโนโลยีหลากหลาย แต่ยังถือว่าไม่สุด ไม่ท็อปตามแบบยุคสมัยนี้ แต่ก็ถือว่าไม่ขี้ริ้วขี่เหร่ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ตอบสนองได้ดี พร้อมกันนี้ยังได้ให้โหมดการขับขี่ที่หลากหลายสอดคล้องกับการใช้งานในสภาวะต่างๆ ทั้งยังปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกด้วย โดยมี 3 โหมด ได้แก่ Rain, Road และ Sport ซึ่งก็จะมีแม็พที่แตกต่างกันออกไป และสามารถเปลี่ยนโหมดได้ง่ายอีกด้วย มีระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ช่วยลดภาระ ผ่อนมือคลัตช์ที่หนักให้เบาลง ช่วยให้ขับขี่ทางไกล หรือขับขี่ระยะเวลานานๆ สบายขึ้น นอกจากนี้ยังมีชุดคลัตช์ที่เล็กลงช่วยให้มิติตัวรถตรงช่วงเครื่องยนต์นั้นแคบลง และยังช่วยป้องกันอาการล้อหลังสลิปเวลาเชนเกียร์ลงเร็วๆ อีกด้วย ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS และระบบแทร็คชันคอนโทรล ที่สามารถเปิดปิดได้อีกด้วย หน้าจอเรือนไมล์แบบผสม โดยจะมีดีไซน์แบบทรงกลมคู่ บอกข้อม฿ลต่างๆ ครบถ้วน พร้อมปรับเปลี่ยนการแสดงผลผ่านปุ่มที่แฮนด์บาร์ได้อย่างง่ายดาย ระบบไฟส่องสว่างด้านหน้าเป็นฮาโลเจน ส่วนไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ไฟท้ายและไฟเลี้ยวเป็น LED นอกจากนี้ก็จะมีส่วนของฟังก์ชันความสะดวกสบายอาทิ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และกุญแจอิมโมบิไลเซอรื หรือกุญแจฝังชิพ ดีไซน์พรีเมียม ในส่วนของรูปลักษณ์ดีไซน์นั้นมีการปรับเปลี่ยนในหลายๆ จุดช่วยเพิ่มความสวยงามแบบโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น โดยตัวยึดไฟหน้าก็จะทำสีอโนไดซ์มาเลย มีตัวยึดบังโคลนแบบใหม่ มีลายกราฟิกบนถังน้ำมันใหม่ ฝาถังน้ำมันมอนซ่า พร้อมถังน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์ของทางค่ายขนาด 14.5 ลิตร เบาะนั่งแบบตอนเดียวยาว และกระจกปลายแฮนด์เช่นเดิม สำหรับโมเดลนี้ในส่วนของการออกแบบท่านั่งนั้นมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น นั่งสบายมากขึ้นจากการปรับตำแหน่งของพักเท้า โดยยื่นไปด้านหน้า 38 ม.ม. และลดต่ำลง 4 ม.ม. ซึ่งให้ท่านั่งที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเหมาะกับคนร่างโย่งมากขึ้นด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งเองก็ต่ำเพียง 809 ม.ม. ช่วยให้นั่งได้สบายและขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น เพราะขาคุณจะถึงพื้นได้มากขึ้น โดย Triumph Speed Twin 2021 จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สีสัน โดยสีสันจะมีให้เลือก 3 สีด้วยกัน สีสแตนดาร์ดจะเป็นสีดำ Jet Black ส่วนสีพรีเมียมเพิ่มเงินจะเป็นสีแดง Red Hopper

Ohvale GP-O Special Edition รุ่นพิเศษลาย Petronas ขายแค่ 46 คันเท่านั้น และนี่คือรถ Ohvale GP-O Special Edition รถแข่ง MiniGP รุ่นพิเศษลาย Petronas Sepang RacingTeam (PSRT) ที่จะขายแค่เพียง 46 คันเท่านั้น และจะจำหน่ายที่ราคา 9,600 ยูโร หรือราวๆ 366,000 บาท โดยสามารถสั่งได้ที่เว็บไซต์ www.ohvale.com เจ้าคันเล็กนี่มีเครื่องยนต์ขนาด 160 ซีซี วางบนแชสซีที่ถูกอัปเกรดขึ้นมาให้เหมาะกับนักบิดที่มีร่างกายสูงใหญ่ขึ้นมาหน่อย โดยจะมาในชุดสีแบบเดียวกับทีมแข่ง Petronas Sepang Racing Team ใน MotoGP ทั้งยังมีวิงก์เล็ต บังโคลนหน้าและแฟริ่งด้านหน้าทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ นอกจากนี้ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใส่เข้าไปจะเป็นชิ้นส่วนที่ทำขึ้นจากการ CNC และมีการเคลือบสีดำเพื่อให้เหมือนกับรถแข่งจากทีมมากที่สุด เครื่องยนต์สูบเดียวนี้จะใช้คาร์บูเรตเตอร์จาก Dell’ orto ส่วนในท่อไอเสียจะเป็นของทาง Arrow และที่สำคัญคือรถทุกคันจะมาพร้อมอะไหล่สำรองและเครื่องมือต่างๆ อีกด้วย และที่แผงคอจะมีตัวเลขของแต่ละคันสลักอยู่โดยไม่ซ้ำกันอีกด้วย ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คของ Mupo และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนของระบบเบรกนั้น คาลิเปอร์เบรกและดิสก์เบรกจะเป็นของ J.Juan ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนยางจะเป็นยาง Pirelli Diablo Superbike กับล้อขนาด 10 นิ้ว ส่วนหน้าจอแสดงผลจะเป็น Alfano ซึ่งเป็นจอดิจิตอลสามารถเชื่อมต่อบลูทูธและมีระบบ GPS เพื่อบันทึกเวลาแล็ปได้ เรียกว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ สำหรับรถแข่ง MiniGP คันนี้ ใครเงินเหลืออยากให้ลูกหลานเป็นนักแข่งลองซื้อคันนี้มาฝึกซ้อมกันได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jason Dupasquier จากไปหลังอุบัติเหตุระหว่างควอลิฟาย 2 ในศึก Moto3 ที่ Mugello ขณะที่กำลังอยู่ในรอบควอลิฟายที่ 2 ของการแข่งขัน Moto3 ที่ Gran Premio d’Italia Oakley หรือที่ Mugello ก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นและทำให้ Jason Dupasquier นักแข่งดาวรุ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ได้จากโลกใบนี้ไป Dupasquier เป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่อยู่ในอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างโค้งที่ 9 และ 10 และหลังจากนั้นก็มีการให้สัญญาณธงแดงตามมา หน่วยแพทย์และรถฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือทันทีและได้นำตัวเขาส่งโรงพยาบาล Careggi ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ในเมืองฟลอเรนซ์ แม้ว่าเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยเหลือเขา แต่สุดท้ายทางโรงพยาบาลก็ได้ประกาศในเวลาต่อมาว่านักแข่งดาวรุ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ได้จากเราไปแล้ว เขาเป็นนักแข่งที่เริ่มต้นฤดูกาลที่สองของเขาในการแข่งขัน Moto3 สามารถทำคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง และยังสามารถรั้งอยู่ในท็อป 10 ของตารางคะแนนได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ทางทีมงานก็ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 Rosso 2021 ปรับใหม่ เสริมเทคฯ เสริมแดง แต่ยังแรงเท่าเดิม ค่ายรถอิตาลีอย่าง MV Agusta เดินหน้าปรับปรุงโมเดลต่างๆ ในค่ายเพื่อให้รองรับ Euro5 ที่บังคับใช้ในปี 2021 นี้อย่างต่อเนื่อง และคราวนี้เป็นคิวของ MV Agusta F3 Rosso 2021 ซึ่งก็เหมือนโมเดลอื่นๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียง ที่การปรับปรุงหลักๆ จะเป็นเรื่อง Euro5 และได้รับระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เจ้าหนูแดงคันนี้จะได้ใช้เฟรมที่มีการเสริมความแข็งแรงเช่นเดียวกันกับโมเดลอื่นๆ และในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็จะมีการปรับแต่งให้รองรับ Euro5 ด้วยการปรับปรุงระบบหัวฉีดเพิ่มแรงดันมากขึ้น ออกแบบระบบไอเสียใหม่ และจูน ECU ใหม่ โดยแรงม้ายังคงเดิมที่ 148 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ส่วนแรงบิดที่ 88 นิวตันเมตรก็ยังคงเดิม แต่มาถึงไวขึ้นที่ 10,100 รอบ (เร็วกว่าเดิม 500 รอบ) ออยล์คูลเลอร์แบบแผงคู่ นอกจากนี้แล้วยังมีปรับปรุงควิกชิฟเตอร์และแต่งชามคลัตช์ใหม่ ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีการอัปเกรดเพิ่มเติม ตอนนี้จะเป็นระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งและแทร็คชันคอนโทรลใหม่ที่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงแล้ว นอกจากนี้ก็จะมีระบบกันล้อลอยตัว ระบบช่วยออกตัวและระบบครูซคอนโทรล หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน MyRide ผ่านบลูทูธเข้ากับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อใช้งานฟังก์ชันนำทาง ปรับแต่งค่าต่างๆ ของรถ และสามารถบันทึกข้อมูล ดึงข้อมูลมากใช้วิเคราะห์อาการต่างๆ รวมถึงแชร์ให้คนอื่นดูได้อีกด้วย เรื่องของดีไซน์ยังคงเป็นสไตล์สปอร์ตเต็มขั้น แต่มีความแดง แดง แดงยิ่งกว่าเดิม เป็นสีแดง Ago Red ตัดด้วยเครื่องยนต์และล้อสีดำ และปลายท่อสีทองแดง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม เตือนภัยสำหรับชาวไบค์เกอร์..!! กับภัยเงียบสุดแสนอันตรายอย่าง PM.2.5 เริ่มคืบคลานกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยผลกระทบคราวนี้คงไม่พ้นพวกเราเหล่าไบค์เกอร์ชาว 2 ล้อที่ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน แล้วฝุ่นพวกนี้มันคืออะไร จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แล้วจะต้องเตรียมตัวป้องกันอย่างไรบ้าง ไปดูกัน PM2.5 คืออะไร สำหรับ PM. 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ ควันไอเสียจากรถยนต์ ควันมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ไซส์งานก่อสร้างตามถนน อาคาร รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยเจ้า PM. 2.5 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอนหากไม่เห็นภาพให้ลองเทียบกับเส้นผมของเราที่มีขนาด 50-70 ไมครอน ซึ่งเจ้าฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่าถึง 20-30 เท่าเลยทีเดียว ลองคิดดูสิครับ ถ้าฝุ่นละอองพวกนี้เล็ดลอดเข้าดวงตา ผ่านรูจมูกเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบที่ได้รับ ในระยะสั้น มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หายใจลำบาก เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง และรู้สึกแสบร้อนบริเวณดวงตา มีอาการเวียงเวียนศีรษะ ปวดหัว ร่างกายอ่อนล้าและเพลียง่าย ในระยะยาว หากสูดอากาศที่เป็นมลพิษสะสมเข้าไปนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายทั้ง โรคระบบหายใจเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด สำหรับปัญหาของดังกล่าว คงเป็นเรื่องที่คงหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับสายบิด 2 ล้อ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นอันดับต้น ถึงแม้จะสวมหมวกกันน็อกใส่โม่งปกปิดมิดชิดก็ตาม แต่อย่างไรฝุ่นละอองพวกนี้ก็สามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปข้างในอยู่ดี แล้วชาว 2 ล้อ มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง วิธีป้องกัน อันดับแรก ให้เช็คสภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชันในโทรศัพท์ก่อนเตรียมตัวเดินทาง *แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน IQ Air อัปเดตค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์* สวมหน้ากากอนามัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ถ้าจะให้ดีควรหาหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพสูง อาทิ หน้ากาก N95 แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ให้นำหน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อนทิชชู่เข้าไปอีกชั้น ซึ่งจะเพิ่มการป้องกันฝุ่นละอองได้ดียิ่งขึ้น สวมแว่นตากันลมทุกครั้ง สำหรับนักบิดที่ใช้หมวกกันน็อกประเภทครึ่งใบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตาแล้ว แถมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อลมได้อีกด้วย สวมเสื้อผ้าแขนยาว ปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่เกาะติดตามผิวหนังและอาจเข้าสู่ร่างกายได้ วางแผนการเดินทางให้ดี และหลีกเลียงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่น ดูแลรถให้พร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ถ้าไม่มีความจำเป็น ควรงดเดินทางออกจากบ้านหรือที่พักอาศัย เพื่อลดความเสี่ยงในสถานการณ์เช่นนี้ แล้วนอกเวลาขับขี่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร รักษาความสะอาดเป็นประจำ หมั่นล้างมือ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และไม่จับสิ่งสกปรกหรือของแปลกปลอมใด ๆ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และนี่ก็คือวิธีการป้องกันเบื้องต้น สำหรับชาวไบค์เกอร์ โดยสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และแน่นอนว่าอย่าลืมทำหมั่นรักษาความสะอาด สวมอุปกรณ์เซฟตี้ สวมไรดิ้งเกียร์และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกเดินทาง และขอให้สนุกกับการขับขี่เจ้า 2 ล้อนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Z500 2024 เน็กเก็ดพิกัดใหม่จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ส่ง Z500 2024 ซึ่งเป็นเน็กเก็ดพิกัดใหม่ของทางค่ายออกมาสู่ตลาดยุโรป เคียงคู่กับสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง Ninja 500 โดยโมเดลใหม่นี้ให้สมรรถนะที่แรงขึ้นและดุดันมากขึ้นในสไตล์ของสตรีทไบค์ที่พร้อมจะซิ่งบนเส้นทางในเมือง ดีไซน์ สำหรับเรื่องของดีไซน์นั้นมีความดุดันด้วยเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมมุมที่นำมาจาก Z900 บวกกับการเผยให้เห็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ดิบ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเดียวกับของเจ้านินจา โดยจะเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 14 ลิตร นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 168 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าเหมือนกับเจ้านินจา 500 เลยล่ะครับ เทคโนโลยี นอกจากระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปแล้วตัวรถยังมีการใส่หน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ (เฉพาะรุ่น SE) การจำหน่าย โมเดลนี้จะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือตัวสแตนดาร์ดและตัว SE ซึ่งก็แน่นอนว่าเวอร์ชันหลังแพงกว่า แต่อย่างไรก็ทางค่ายยังไม่ได้เผยราคาออกมา และผมเองก็เชื่อว่าถ้ามาขายไทยจริงล่ะก็ราคาต้องถูกมากหน่อย เพราะสเปกแบบนี้แล้วราคาไม่โอเคล่ะก็ ยากที่จะแย่งลูกค้าจากค่ายอื่นจริง ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Supercorsa V4 ยางใหม่สุดหนึบเหมือนยกยางแข่ง WSBK มา ในที่สุดก็พร้อมจำหน่ายแล้วสำหรับยางเจเนอเรชันที่ 4 อย่าง Pirelli Diablo Supercorsa V4 สายพันธุ์ยางที่ขายดีที่สุดซึ่งทำยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 3.5 ล้านเส้นนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 สำหรับเจ้าซูเปอร์คอร์ซ่าเจ็นฯ ล่าสุดนี้เมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้าอย่างเจ้า V3 นั้นเรียกได้ว่าใหม่หมดจดเลยก็ว่าได้ ทั้งลายดอกยาง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง โครงสร้าง และโปรไฟล์ยาง โดยในครั้งนี้มาใหม่ทั้งตัวยาง SC ที่เหมาะสำหรับใช้งานในแทร็กหรือในการแข่งขัน และตัวยาง SP ที่เหมาะกับการขี่ถนน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดยางในตระกูลนี้คือสุดยอดยางที่รวบรวมดีเอ็นเอสายพันธุ์ซิ่งของพีเรลลี่ไว้มากที่สุด จึงมีสมรรถนะสูงพร้อมซิ่งที่สุด ความแตกต่างของ SC และ SP สำหรับยางรหัส SC V4 นั้นรหัส SC นั้นย่อมาจาก Special Compound สื่อถึงยางที่มีคอมปาวด์พิเศษ สื่อถึงยางสำหรับขี่สนามที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดที่พีเรลลี่ผลิตออกมา เหมาะสำหรับนักแข่งทั้งมืออาชีพ ตลอดไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสนามเป็นชีวิตจิตใจ หรือคนที่อยากที่จะเพิ่มสมรรถนะให้กับรถโดยที่ไม่อยากเซ็ตติ้งหรือปรับจูนรถใด ๆ จุดเด่นของยาง SC มีคอมปาวด์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุด เพื่อให้มีสมรรถนะและการยึดเกาะที่เยี่ยมยอด มีโครงสร้างแบบเรซซิ่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เร่งความเร็วออกจากโค้งได้ดียิ่งขึ้น มีโปรไฟล์แบบเรซซิ่ง เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี รักษาไลน์ได้แม่นยำ ตลอดไปจนถึงให้ความนิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูง ๆ ดอกยางสายฟ้าเอกลักษณ์ของทางค่าย ช่วยให้ส่งกำลังสู่พื้นแทร็กได้นุ่มนวลขึ้นเวลาเข้าโค้งและช่วยรักษาสมรรถนะของยางไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีคอมปาวด์แยกย่อยไปอีก 3 คอมปาวด์คือ SC1, SC2 และ SC3 ซึ่งตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งสือถึงสมรรถนะที่มากยิ่งขึ้น ขณะที่รหัส SP V4 นั้น รหัส SP ย่อมาจาก Sport Production สื่อว่าเป็นยางสำหรับใช้งานบนท้องถนนที่มีความสปอร์ตมากที่สุดนั่นเอง โดยยางตัวนี้จะเป็นยางที่สามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายนั่นเอง ทั้งนี้ยางตัวนี้จะอ่อนไหวกับอุณหภูมิน้อยกว่าตัว SC รวมไปถึงร้อนไวและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเนื่องจากมีคอมปาวด์ยางที่แตกต่างออกไป ตัวยางจะเหมาะสำหรับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่ตื่นเต้นเร้าใจ และไม่จำกัดแต่ในสนาม ยังรวมไปถึงถนนอีกด้วย ซึ่งนับรวมไปถึงผู้ใช้รถสปอร์ตแบบเดียวกับที่มีแข่งขันในรายการ WorldSBK และผู้ที่ชอบการขับขี่ในสนามแต่ไม่ยากเปลี่ยนยางไปมาหรือไม่ยากจะต้องชิปรถไปมาระหว่างบ้านกับสนาม จุดเด่นของยาง SP มีเนื้อยาง 2 แบบทั้งในยางหน้าและยางหลัง เพื่อให้การยึดเกาะขั้นสุดเวลาเข้าโค้งและเร่งออกจากโค้งได้ดี โดยที่ยางไม่หมดไวจนเกินไปนัก มีโครงสร้างยางใหม่ล่าสุดที่สามารถให้สมรรถนะที่ดีทั้งเวลาขับขี่ในสนามและบนท้องถนนเพียงแต่ปรับเปลี่ยนแรงดันลมยางเท่านั้น มีโปรไฟล์แบบเดียวกันกับ SC ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการขับขี่นั้นเรียบง่ายและการตอบสนองของยางที่ดีที่สุด ดอกยางแบบเดียวกันกับ SC มีลายฟ้าเอกลักษณ์เฉพาะค่ายเช่นเดียวกัน โดยมีพื้นที่สลิก (ไม่มีดอกยาง) เพื่อให้เข้าโค้งได้ดีทุกองศาและให้สมรรถนะที่มั่นคงมากขึ้น สรุปสั้น ๆ ว่านี่คือยางสปอร์ตที่สุดและใหม่ที่สุดของทางค่ายยางตัวพียาว การันตีว่าสมรรถนะดีที่สุดของทางค่ายที่เคยผลิตออกมาจำหน่าย โดยมีให้เลือกสองเวอร์ชันคือ SC (ยางสำหรับแข่ง) และ SP (ยางสปอร์ตถนน วิ่งถนนได้ถูกกฏหมาย หรือจะใช้ขี่สนามก็ยังได้) เรียกได้ว่าสายซิ่งไม่ควรพลาดกับยางหนึบ ๆ แบบนี้ ข้อติเดียวก็เห็นจะเป็นเรื่องราคา เพราะว่าราคาสูงแน่นอน เพราะนี่คือตัวสุดยอดของทางค่ายแล้วครับ แต่ถ้าคุณใส่ใจทุกวินาทีหรือในทุกโค้ง ยางนี้คือคำตอบครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HARLEY-DAVIDSON ฉลอง 120 ปี เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ เพียบ!! มาแล้ว!! กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี กับเจ้าพ่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson โดยปี 2023 นี้ ทาง ฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ได้เปิดไลน์อัพมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดในหลายรุ่นด้วยกัน รวมไปถึงรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ซึ่งนำโดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่น CVO™ Road Glide Limited Anniversary จัดเต็มมาพร้อมดีเทล สไตล์ และขุมพลังในแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 120 ปี และรถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีกจำนวน 5 รุ่น ที่มาในสี ลวดลาย และดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปีโดยเฉพาะ เสริมด้วยรถรุ่น Breakout® และรุ่น Nightster® Special ด้วยกัน ถือว่าเป็นการเปิดตัวรถแบบจัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 12 ทศวรรษ ด้วยสีสันและลวดลายเอาใจแฟน ๆ เหล่าวสาวกชาวฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน ทั่วโลก มาดูกันซิว่า ดีไซน์ของแต่ละรุ่นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary มาพบกับเจ้าพ่อคันใหญ่อย่าง CVO™ Road Glide Limited Anniversary รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ระดับซูเปอร์พรีเมียม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมกับการนำเสนอโครงสีที่ซับซ้อนที่สุดจาก ฮาร์ลี่ย์เริ่มจากตัวพื้นสีดำ Anniversary Black ที่จะถูกพาดทับด้วยแผงสีแดง Heirloom Red ตกแต่งลายเส้นด้วยสีแดงสด และฝีมือการวาดลายหยักสีทองปิดท้าย อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แผงตัวรถดูเหมือนส่วนหัวและปีกของนกอินทรีที่กำลังโบยบิน ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งทำจากผ้ากำมะหยี่สุดหรู มีลายตะเข็บสีทองและสีแดงตัดกันอย่างลงตัว ชุดเกียร์ส่งกำลังโทนสีทอง กล่องคันโยกสีและปลอกท่อก้านกระทุ้งสีแดงสด สำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษรุ่นนี้ จะผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 1,500 คันทั่วโลก ซึ่งแต่ละคันจะถูกสลักหมายเลขซีเรียล ด้วยเลเซอร์ไว้บนคอนโซลถังน้ำมันด้วยกัน รถมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฉลอง 120 ปี สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันอีก 5 รุ่น ที่ผลิตพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี มาในสีและดีเทลที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับการผสมผสานของสีและการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์ในยุคก่อน ประกอบด้วยการใช้โครงสีแบบคลาสสิก พร้อมสีพื้นแดงมันวาว Heirloom Red ตัวรถถูกตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดงสดและแต่งเติมความเข้มด้วยสี Midnight Crimson แบบเฟด และรายละเอียดพิเศษอื่นๆ ได้แก่ ตรานกอินทรีสีทองบนตัวถังในสไตล์ Art Deco ที่หุ้มเบาะนั่งพร้อมกรอบสีแดงและโลโก้ Harley-Davidson ที่ปักด้วยด้ายสีทอง และส่วนเครื่องยนต์ที่มีสีแดงแบบเฟด เรามาชมรถมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่น ลิมิเต็ดอิดิชั่นของทางฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ว่าจะมีรุ่นอะไรที่อัพเดตใหม่ๆกันบ้าง 1.Ultra Limited Anniversary (ผลิตเพียง 1,300 คันทั่วโลก) 2.Street Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 3.Road Glide® Special Anniversary (ผลิตเพียง 1,600 คัน) 4.Fat Boy® 114 Anniversary (ผลิตเพียง 3,000 คัน) 5.Heritage Classic 114 Anniversary (ผลิตเพียง 1,700 คัน) รุ่น Breakout® สำหรับรุ่น Breakout® กลับมาอีกครั้งในไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มความดุดันของเครื่องยนต์และปรับโฉมไฟหน้าแบบใหม่ ให้รับกับรูปทรงรถที่ยาวและเพรียว ขับเคลื่อนเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight(R) 117 แบบ V-Twin ด้วยแรงบิดเต็มกำลัง และระบบส่งกำลังของ Harley-Davidson ที่ติดตั้งจากโรงงาน ส่งพลังให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Breakout พร้อมที่จะสะกดทุกสายตาบนท้องถนน รุ่น Nightster® Special ในรูปแบบใหม่ รถมอเตอร์ไซค์น้ำหนักปานกลางโฉมใหม่ กับการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถมอเตอร์ไซค์ Nightster ด้วยความลงตัวด้านสไตล์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่เหนือชั้นขึ้น ขับเคลื่อนอย่างเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Revolution(R) Max 975T แบบ V Twin ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว ถูกปรับแรงบิดให้มีจำนวนรอบต่ำ เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถ โดยน้ำหนักของเครื่องยนต์จะผนวกรวมกับแชสซีช่วงกลาง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ จากค่าย Harley-Davidson

BKX 250 S 2023 เน็กเก็ดดีไซน์เฉี่ยวจากค่ายสิงโต ก่อนหน้านี้เราได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเจ้าแอดเวนเจอร์น้องเล็กจากค่ายสิงโตอิตาลี Benelli ในพิกัดเดียวกันไปก่อนแล้ว วันนี้เราขอนำเสนอโมเดลใหม่สไตล์เน็กเก็ดที่เปรียบเสมือนกับแฝดคนละฝากับสายลุยคันก่อนหน้านี้ ซึ่งคันใหม่นี้ก็คือเจ้า Benelli BKX 250 S 2023 ที่บอกได้เลยว่าคล้ายกันเหมือนแกะ เหมือนดั่งแฝดคนละฝาก็ไม่ผิดนัก สำหรับเจ้าเน็กเก็ดคันนี้ถูกออกแบบมาในแนวทางการดีไซน์แบบใหม่ของทางค่ายให้มีความโดดเด่นในแบบสมัยใหม่ ไปไหนมาไหนใครก็ต้องหันมามอง ดีไซน์ก็จะคล้ายกับฝาแฝดของมันที่เป็นรถแอดเวนเจอร์ ตัวรถจะมีความโดดเด่นที่ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ดีไซน์ไม่เหมือนใครยกเว้นแฝดของมัน และแน่นอนว่าไฟท้ายก็คล้ายกับฝาแฝดของมันคือเป็นไฟแบบ LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟท้าย ไฟเบรกและไฟเลี้ยวในชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แหวกแนวมาก ๆ สำหรับขุมพลังแน่นอนว่าเป็นขุมพลังเดียวกันกับสายลุยที่เป็นแฝดของมัน กล่าวคือมันใช้เครื่องยนต์สูบเดียว 250 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 โดยทางค่ายเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 25.8 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดมาที่ 21.1 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร โดยส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดและขับเคลื่อนด้วยโซ่ ไม่ต่างไปจากตัวลุยของค่ายที่อยู่ในพิกัดเดียวกันเลย ในส่วนของแชสซีเองก็เช่นเดียวกัน ตัวรถเลือกใช้เฟรมถักที่ให้ความแข็งแรงขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่น ตัวระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าก็จะเป็นโช้คแบบหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ซึ่งทำงานร่วมกันกับกระเดื่องและสวิงอาร์ม ไม่ต่างอะไรกับแฝดของมัน เว้นแต่เพียงว่ามีระยะยุบน้อยกว่า เพราะเจ้านี่เป็นรถขี่ถนน ต่อกันที่ระบบเบรกตัวรถก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล โดยด้านหน้าจะมีคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบจับกับจานเบรกขนาด 280 ม.ม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียวจับกับจานเบรกขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อนั้นต่างกันออกไปเพราะเป็นรถขี่ถนนใช้งานในเมือง ตัวล้อจึงเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วทั้งสองล้อ โดยมียางขนาด 110/70-ZR17 และ 150/60-ZR17 ตามลำดับ ส่วนเทคโนโลยีนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD ที่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน แล้วก็จะมีพอร์ต USB สำหรับไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ เวลาเดินทาง แบบเดียวกับฝาแฝดมีเป๊ะ ๆ สุดท้ายนี้สนนราคานั้นยังไม่มีการระบุ และแน่นอนว่าจะมีรุ่น 125 ซีซีจำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจทีเดียว ราคาหน้าจะโอเค น่าลุ้นน่าคบหาเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก