SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Trackhouse Racing 2025 ร่วมดีล Gulf Oil ลุยโมโตจีพี 2025 ข่าวการเข้าร่วมหรือถอดถอนสปอนเซอร์ทีมแข่งในโมโตจีพียังคงเผยแพร่ออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ ซึ่งแฟน ๆ สาวกหลาย ๆ คนยังคงเห็นรถแข่งของทีมในดวงใจยังใช้สปอนเซอร์เจ้าเดิมหรือปรับเปลี่ยนใหม่มากมายหลายเจ้าก็เป็นไปตามวัฎจักรของวงการแข่งขัน ก็ขึ้นอยู่ว่าทีมแข่งนั้น ๆ มีแววที่จะสร้างผลงานอันโดดเด่นออกมาให้ชมมากน้อยแค่ไหน และหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ใครกับทีมเซทเทอร์ไลท์ที่พึ่งคว้าตัวแชมป์โลกโมโตทูคนล่าสุดมาร่วมแข่งขันในฤดูกาล 2025 อย่าง TrackHouse Racing ก็มีข่าวการดีลร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันกับสปอนเซอร์ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องยักษ์ใหญ่อย่าง Gulf Oil International เรียบร้อยแล้ว โดย Gulf Oil International ได้กลายมาเป็นพันธมิตรรายใหม่ของทีม Trackhouse Racing โดยความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีมสัญชาติมะกัน ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2025 จากการคอลแลปครั้งนี้ ส่งผลให้รถแข่งเวอร์ชันใหม่อย่าง Aprilia RS-GP25 มีสัญลักษณ์โลโก้สีฟ้า-ส้ม เพิ่มในบริเวณแฟริ่งด้านข้างใหญ่ ๆ รวมถึงชุดแข่งของนักบิดทั้งสองคนได้เแก่ Raul Fernandez และ Ai Ogura นักบิดชาวญี่ปุ่นผู้เป็นแชมป์โลก Moto2 โดยการปรากฏของโลโก้นี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของทีมในสายตาแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก Gulf Oil กับประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต สำหรับ Gulf Oil ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เคยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะช่วงปี 1960 กับโลโก้แบรนด์บนตัวรถแข่งระดับตำนานอย่าง Ford GT40 และ Porsche 917 ซึ่งเป็นที่จดจำของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกในยุคก่อน ๆ โดยโลโก้ของ Gulf กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตจดจำได้ทันที และถือเป็นหนึ่งในโลโก้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในวงการเลยไม่น้อย ซึ่งการที่ Gulf เลือกจะขยายความร่วมมือเข้าสู่ MotoGP ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะขยายตลาดในอุตสาหกรรมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ MotoGP มีฐานแฟนคลับจำนวนมาก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดทำเลสำคัญของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์และการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่นิยมมากที่สุดในโลก Justin Marks เจ้าของทีม Trackhouse Racing กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Gulf เป็นพันธมิตรรายใหญ่ โลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ Gulf ได้ปรากฏบนโครงการมอเตอร์สปอร์ตที่น่าจดจำมากมาย และการที่โลโก้นี้จะอยู่บนรถ Aprilia RS-GP25 ของเราถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง” Mike Jones ซีอีโอของ Gulf Oil International UK Limited ได้แสดงความตื่นเต้นกับความร่วมมือนี้เช่นกัน โดยระบุว่า “Gulf มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในมอเตอร์สปอร์ต และเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับทีมแข่งรถจักรยานยนต์ที่มีความทะเยอทะยานและมีพลังอย่าง Trackhouse Racing เรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการให้ความสำคัญกับแฟน ๆ และนำพวกเขาเข้าใกล้การแข่งขันมากยิ่งขึ้น” การร่วมมือกับ Trackhouse Racing จะช่วยให้ Gulf ขยายแบรนด์ของตนในประเทศต่าง ๆ ที่ MotoGP จัดการแข่งขัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของโมโตจีพี ทั้งยังเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมาก โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Gulf มีโอกาสขยายการรับรู้แบรนด์ไปยังผู้บริโภคในภูมิภาคดังกล่าวได้มากขึ้น สำหรับฤดูกาล MotoGP 2025 จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเปิดตัวรถแข่ง Aprilia RS-GP25 ที่จะมาพร้อมกับโลโก้สีฟ้า-ส้มของ Gulf บนตัวรถและชุดแข่งของนักบิด Raul Fernandez และ Ai Ogura ซึ่งคาดว่าจะทำให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกตื่นเต้นและเฝ้ารอชมการแข่งขันครั้งนี้อย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 All New Aerox Alpha นี่แหละออลนิวของจริง 2025 All New Aerox Alpha เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้า Aerox นี้ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในบทความนี้จะมานำเสนอในสิ่งที่แตกต่างว่ามีอะไรบ้าง ดีไซน์แบบฉบับจากรุ่นพี่ โดย Aerox Alpha 2025 มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต R1M ขี่ไปไหนก็หล่อ แอคหน้าตึงได้แน่นอน ไฟหน้าใหม่สว่างชัดกว่าเดิม ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่ดูเฉียบคม และดุดัน สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งพร้อมกับความทรงพลัง มาพร้อมกับระบบไฟ LED แบบดับเบิลโปรเจคเตอร์ ที่ให้แสงสว่างชัดเจน และไฟท้ายใหม่ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้น เพราะไฟท้ายแอบมีความคล้ายคลึงกับ Yamaha Exciter 155 เลยทีเดียว จอกลางแบบใหม่ หน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT และมาตรวัดความเร็วสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต ดีไซน์ใหม่ แบบหน้าจอ Full LCD ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เร้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ขับขี่ แถมยังสามารถเปลื่ยนการแสดงผลหน้าจอได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ มาตรฐาน (Standard), ไดนามิก (Dynamic) และสปอร์ต (Sports) อีกทั้งยังสามารถปรับความสว่างขอหน้าจอได้ตามต้องการ หรือจะปรับอัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างได้อีกด้วย ที่สำคัญเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเช็ครายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกเครื่องใหม่ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core ขนาด 155 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี Yamaha Electric CVT (YECVT) ที่แรงเหมือนติด เทอร์โบ ยังมาพร้อมด้วยกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ พ่วงด้วยความจุของถังน้ำมันขนาด 5.5 ลิตร โหมดการขับขี่สุดเร้าใจ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมด สำหรับรุ่น Turbo ขึ้นไป โดยมีโหมด “T” สำหรับการขับขี่ในเมือง และโหมด “S” หรือโหมดสปอร์ตเร่งรอบมาไวขึ้นนั่นเอง แถมยังสามารถซิ่งไปต่อได้อีก กับโหมดการเพิ่มอัตราการเร่งด้วยระบบ Y-Shift แบ่งเป็น 3 ระดับ (1=ต่ำ, 2=กลาง, 3=สูง) ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเก่าแน่นอนรับประกัน เบรกใหม่ เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ดิสก์เบรกคู่ (Double Disc Brake) จากเดิมที่เบรกหลังในรุ่นเก่าเป็น ดรัมเบรก แต่ในโมเดล 2025 ให้เป็นดิสก์เบรกหลังเรียบร้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก ให้ผู้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น แถมด้วย ระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) ไฟท้ายจะกระพริบฉุกเฉิน ในขณะเบรกรถ กระทันหัน ช่วยเตือนผู้ขับขี่คันหลังให้รู้ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น สีสันที่วางจำหน่ายทั้ง 4 รุ่นย่อย รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำที่ 29,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6.3 หมื่นบาท Silver Yellow Matte Blue Red Black รุ่น CyberCity เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 33,999,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 7.2 หมื่นบาท CyberCity Matte Blue Yellow รุ่น TURBO เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 39,550,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8.4 หมื่นบาท Matte Dark Grey และรุ่นท็อปสุดอย่าง TURBO Ultimate เปิดราคาอยู่ 41,730,000 รูเปียห์หรือตีเป็นเงินไทย ประมาณ 8.8 หมื่นบาท Matte Dark Grey ซึ่งถ้านำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคาดการณ์ว่าบวกรุ่นละประมาณเกือบ

Yamaha V4 2025 (อาจ) มาทดสอบแน่ต้นปีหน้า Yamaha V4 2025 เครื่องยนต์ใหม่ที่ทางค่ายส้อมเสียงจะนำมาใช้ในการแข่งขัน MotoGP อาจเปิดตัวลงทดสอบ Sepang Shakedown ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ยามาฮ่ายังคงเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งในปัจจุบันยังคงหลงใหลในมนต์เสน่ห์กลิ่นอายของเครื่องยนต์แบบสี่สูบเรียง (Inline-Four) โดยแนวคิดเครื่องยนต์ V4 ตัวใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่นนี้แม้ว่าจะมีความคืบหน้าโปรเจคอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีรายละเอียดในบางอย่างที่ยังคงต้องปรับแก้จึงทำให้ไม่สามารถเปิดตัวได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การทดสอบที่จัดขึ้นโดย KTM ที่สนามเฆเรซ (Jerez) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเครื่องยนต์ V4 ใหม่ของยามาฮ่าอาจจะเปิดตัวในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์ รินส์ (Alex Rins) นักบิดจากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ซึ่งยืนยันว่าแผนในการเปิดตัวเครื่องยนต์ดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ก็ยอมรับในพอดแคสต์ “Por Orejas” ของ Motorsport Network ว่าเครื่องยนต์ยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดตัวในช่วงนั้น อาจเปิดตัวเครื่องใหม่ที่สนามมาเลเซีย ซึ่งก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าในการทดสอบ Shakedown ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เพราะทางยามาฮ่าไม่มีแผนที่จะทำการทดสอบเพิ่มเติมใด ๆ อีกแล้วในปี 2024 ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์มากขึ้นว่าการเปิดตัวเครื่องยนต์ V4 ที่เซปัง (Sepang) อาจเกิดขึ้นจริง ตามรายงานของ Autosport เดิมทีมีแผนให้อันเดรีย โดวิซิโอโซ (Andrea Dovizioso) เป็นผู้ทดลองใช้เครื่องยนต์ V4 ใหม่นี้เป็นครั้งแรก แต่เมื่อการทดสอบถูกยกเลิก การทดสอบครั้งล่าสุดที่กำลังจะมาถึงน่าจะตกเป็นของนักทดสอบคนใหม่อย่าง ออกุสโต้ เฟอร์นันเดซ (Augusto Fernandez) แทน สี่สูบเรียงอาจไปต่อไม่ไหว แม้ว่าฟาบิโอ กวาร์ตาราโร (Fabio Quartararo) และยามาฮ่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ที่ไม่ใช่ Ducati ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ MotoGP ได้ในปี 2021 แต่ความสามารถในการแข่งขันของยามาฮ่ากลับลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 จึงอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ยามาฮ่าเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญ คือการตั้งค่าเครื่องยนต์ โดยในขณะที่ Ducati, Aprilia และ KTM ต่างใช้เครื่องยนต์แบบ V4 ซึ่งมีผลงานดีกว่า Yamaha อยู่หลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ยามาฮ่าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทีมงานโดยมีการดึงวิศวกร และช่างเทคนิคจำนวนมากเข้ามาเสริมทีม ซึ่งบางส่วนย้ายมาจากดูคาติ นอกจากนี้ ยามาฮ่ายังได้จ้างที่ปรึกษาด้านเครื่องยนต์จาก Formula 1 คือ ลูก้า มาร์มอรินี (Luca Marmorini) ซึ่งเคยทำงานกับ Aprilia เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ ในช่วงแรกมีการคาดการณ์ว่าเครื่องยนต์ V4 ใหม่ของยามาฮ่าจะเปิดตัวในสนามแข่งช่วงกลางฤดูกาล 2025 แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกระบวนการพัฒนาเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้น ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวถูกย่นลง อาจใช้ V4 ลงแข่งขันในปี 2027 เครื่องยนต์ V4 ใหม่จากค่ายส้อมเสียงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาใช้แข่งขันอย่างเป็นทางการ ในการแข่ง MotoGP ฤดูกาล 2027 ที่ในฤดูกาลดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ที่ต้องลดขนาดเครื่องยนต์ลงเหลือเพียง 850 ซีซี “ในความคิดเห็นของเรา คิดว่าเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงยังมีศักยภาพอีกมากมายที่ต้องพัฒนา และปรับปรุง แต่ในเมื่อคู่แข่งทั้งหมดของเราตอนนี้ใช้เครื่องยนต์ V4 และเราได้มองถึงกฎกติกาของการแข่งขันรายการ MotoGP ในปี 2027 เราจึงเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ V4” “ซึ่งในการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 มันก็ยังอีกไกลสำหรับเรา เราจึงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ V4 ตั้งแต่ตอนนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เห็นเครื่องยนต์นี้ลงแข่งขันเมื่อไหร่ แต่สำหรับการทดสอบในสนามคงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแล้ว” – ลิน จาร์วิส เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ Yamaha ถึงเวลาพัฒนาเครื่องยนต์ V4 การทดสอบ Shakedown Test ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย จะเริ่มทำการทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2025 (นักแข่งฟูลซีชั่นที่ไม่ได้ขับในฤดูกาล 2025 เป็นปีแรกจะไม่สามารถลงทดสอบได้) และการทดสอบอย่างเป็นทางการจะอยู่ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

2025 Yamaha Aerox ดีไซน์ในแบบ Super Sport สกูตตี้พันธุ์อัลฟ่า โฉมใหม่พร้อมจุดเด่นที่น่าสนใจหลากหลายส่วน

BMW Vision AMBY นี่มันมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันแน่? เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ทำการเปิดตัวรถแนวคิดใหม่ ๆ สุดล้ำหลายคัน และเจ้า BMW Vision AMBY ก็เป็นหนึ่งในนั้น (โดยคำว่า AMBY ย่อมาจาก Adaptive Mobility หรือยานพาหนะที่ปรับตัวได้) มันเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างสมัยนิยมนี่แหละครับ เพียงแต่ว่ามันมาในขนาดและรูปร่างที่เหมือนกับจักรยานเสือภูเขาซะอย่างนั้น ตัวรถนั้นมีระดับความเร็วให้เลือก 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับแรก 24 กม./ชม.สำหรับขับขี่ในทางจักรยาน ระดับที่ 2 43.2 กม./ชม.สำหรับขับขี่บนท้องถนนในตัวเมืองชั้นใน และระดับที่ 3 59.2 กม./ชม.สำหรับใช้งานบนถนนขนาดใหญ่หลายเลน และสำหรับขับขี่นอกเมือง ซึ่งถือว่าจุดนี้ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานได้ระดับนึงเลยทีเดียว สำหรับคอนเซ็ปต์ไบค์คันเล็กคันนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคันนี้จะใช้งานในแบบที่ควรจะเป็น มันจึงมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า Geofencing ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมต่อกับระบบแผนที่ GPS ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าหรือความเร็วของรถได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงยังช่วยให้รถสามารถรับรู้ถึงประเภทถนนว่ากำลังใช้เส้นทางแบบไหน เช่น เลนจักรยาน หรือถนนในเมือง ซึ่งทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยและใช้ความเร็วได้ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย สำหรับบางคนฟังดูเข้าที แต่สำหรับบางคนก็อาจจะหงุดหงิด แต่หากเราคิดถึงเรื่องความปลอดภัยเข้าแล้วล่ะก็ระบบนี้ก็น่าจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! การได้ขี่ยานพาหนะที่มันคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ทั่ว ๆ ไป มีคันเร่งให้บิด มีพักเท้าแบบปกติธรรมดามาแทนที่บันไดปั่น เบรกที่เหมือนกับสกู๊ตเตอร์หรือจักรยาน พร้อมกับดิสก์เบรกขนาดใหญ่ แต่มาในน้ำหนักที่เบาเพียง 65 กก. และทำระยะทางได้ราว 110 กม. คุณคิดว่ามันจะดีสักแค่ไหนครับ อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์ไบค์แนวคิดใหม่จากทางค่ายรถบาวาเรียน และเรายังไม่เห็นตัวเลขสำคัญ ๆ อย่างขนาดความจุของแบตเตอรี่ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และระยะเวลาในการชาร์จ เราก็คงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้จะกลายเป็นรถผลิตขายจริงต่อไปหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าทำขายจริงก็น่าสนใจไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เปิดตัว Brutale 1000 RS รุ่นรองท็อป ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ล่าสุด MV AGUSTA ก็เพิ่งทำการเข็นเน็กเก็ดไบค์ตัวพันมาเพิ่มอีก 1 โมเดล ซึ่งก็คือ เปิดตัว Brutale 1000 RS นั่นเอง ซึ่งหากมองดูภายนอกแล้วก็จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่ตัวท็อปอย่าง RR ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า แต่ราคาก็จะถูกกว่าพอสมควรเลยทีเดียว! จุดที่แตกต่างจากตัวท็อปรหัส RR นั้น คือช่วงล่างนั้นเอง ซึ่งในตัวท็อปจะเป็นโช้คอัพไฟฟ้าจาก Ohlins แต่ในโมเดลรองท็อปนี้จะเป็นโช้คปรับมือจาก Marzocchi ที่ด้านหน้าและ Sachs ที่ด้านหลังแทน ระบบเบรกยังเป็นตัวท็อปของรถโปรดักชันอย่าง Brembo Stylema และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนเช่นเดิม ส่วนอื่น ๆ ที่แตกต่างอีกก็จะเป็นเรื่องของการยศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ มีแฮนด์จับโช้คที่สูงขึ้น มีเบาะนั่งใหม่ พักเท้าแบบฟอร์จ และกระจกมองหลังใหม่ ในด้านของเครื่องยนต์ยังคงมีพื้นฐานเดียวกับตัวท็อป แต่โมเดลปีใหม่ตัวรองท็อปคันนี้มีการอัปเกรดชิ้นส่วนภายในเพิ่มเติมอีกด้วย แท็ปเพ็ทหรือขาส่งวาล์วเคลือบ DLC ปลอกวาล์วซินเทอร์ แค็มโปรไฟล์ใหม่ และท่อรวมไอเสียใมห่ที่ช่วยเรื่องระบายความร้อน โดยตอนนี้เคลมแรงม้ามาที่ 208 แรงม้า ในขณะที่น้ำหนักตัวรถเปล่าเหลือเพียง 186 กก. เท่านั้น หน้าจอเรือนไมล์เป็นจอ TFT สีที่สามารถเชื่อมต่อแอ็ปพลิเคชัน MV Ride App ได้เช่นเดิม พร้อมมีการอัปเดตการเซ็ตติ้งของระบบ IMU ที่ควบคุมตัวระบบเบรก ABS ในโค้ง สุดท้ายเปิดราคาเริ่มต้นที่ 25,500 ยูโรหรือราว ๆ 987,000 บาท แต่ถ้ามาไทยคงไม่ต้องบอกว่าทะลุไปอีกพอสมควรแน่ แต่มันหล่อจริง ๆ นะ ใครอยากได้เน็กเก็ดตัวพัน แต่ไม่ไหวตัวท็อปหันมาครบตัวนี้ก็โอเคดีนะ อาจจะได้โช้คไม่เทพเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใส่เทคโนโลยีล้ำสมัยครบครัน เริ่มต้น 739,000 ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง ด้วยการ เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใหม่ถึง 4 รุ่นรวด หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 หรือปี 2013 R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ ตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก ทีมีทั้งเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวหรือคัสตอมรถด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เข้าไปได้ หลังจากนั้นก็จะมีโมเดลที่ใช้พื้นฐานเดียวกันเปิดตัวตามมา โดยมีจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Urban G/S ที่สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S และ Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และ Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบมินิมอลที่สุดเพื่อสะดวกต่อการนำไปคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม และสำหรับการโมเดลใหม่ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีพื้นฐานเดียวกัน และได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า แตกต่างกันในรายของช่วงล่างบางจุดเท่านั้น โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศปรับจูนมาใหม่ให้ผ่าน EU-5 โดยใช้หัวฉีด วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่มลพิษน้อยลงกว่าเดิม โดยเคลมพละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ในส่วนของเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามานั้นมีทั้งโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด ทั้งนี้ R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่ R nineT เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ (ถังน้ำมันสีดำ) พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ราคา 859,000 บาท R nineT Pure ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic มีความเรียบง่าย เหมาะแก่การนำไปคัสตอมเพิ่มเติม ราคา 739,000 บาท R nineT Scrambler สไตล์สแครมเบลอร์พร้อมลุย สะกดทุกสายตาด้วยสี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Urban G/S มาในสไตล์แรลลี่ไบค์ ตัวรถมีสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Option 719 สำหรับโมเดลนี้ก็คือรุ่นพิเศษ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT เด่นสุดด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา ราคา 919,000 บาท ทั้ง 2 สี ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว New Forza 350 2022 สีใหม่พร้อมรุ่น Roadsync Type ล่าสุดทาง Thai Honda ก็ได้ทำการปล่อยคลิป เปิดตัว New Forza 350 2021 ผ่านทางแฟนเพจ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า (Honda Motorcycle Thailand) พร้อมชูคอนเซ็ปต์ Only For The Greatest เพราะที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว โดยในครั้งนี้เจ้าพรีเมียม AT คันนี้มาพร้อม 2 โมเดลย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type ที่มาพร้อมกับเฉดสีใหม่โลโก้สีโครม ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน-ดำ, สีแดง-ดำ, สีเทา-ดำ และสีดำล้วน และรุ่น Roadsync Type ที่โดดเด่นกว่าด้วยระบบ พร้อม New HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ระบบสั่งการด้วยเสียงและควบคุมสมาร์ทโฟนจากแฮนด์ โลโก้และล้อแม็กสีทองสุดเท่ มีทั้งหมด 2 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ และสีเทา-ดำ ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นยังคงใช้เครื่องเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 327 ซีซี เช่นเดิม อ่านรีวิวเพิ่มเติมของฟอร์ซ่า350 ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสีสันของชิ้นส่วนที่เดิมเป็นสีเทาให้กลายเป็นสีดำ เพิ่มความเรียบหรูไปอีกระดับ ส่วนสนนราคาแนะนำมีดังนี้ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 175,500 บาท รุ่น Roadsync ราคาแนะนำที่ 177,500 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW Vision AMBY นี่มันมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันแน่? เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ทำการเปิดตัวรถแนวคิดใหม่ ๆ สุดล้ำหลายคัน และเจ้า BMW Vision AMBY ก็เป็นหนึ่งในนั้น (โดยคำว่า AMBY ย่อมาจาก Adaptive Mobility หรือยานพาหนะที่ปรับตัวได้) มันเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างสมัยนิยมนี่แหละครับ เพียงแต่ว่ามันมาในขนาดและรูปร่างที่เหมือนกับจักรยานเสือภูเขาซะอย่างนั้น ตัวรถนั้นมีระดับความเร็วให้เลือก 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับแรก 24 กม./ชม.สำหรับขับขี่ในทางจักรยาน ระดับที่ 2 43.2 กม./ชม.สำหรับขับขี่บนท้องถนนในตัวเมืองชั้นใน และระดับที่ 3 59.2 กม./ชม.สำหรับใช้งานบนถนนขนาดใหญ่หลายเลน และสำหรับขับขี่นอกเมือง ซึ่งถือว่าจุดนี้ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานได้ระดับนึงเลยทีเดียว สำหรับคอนเซ็ปต์ไบค์คันเล็กคันนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคันนี้จะใช้งานในแบบที่ควรจะเป็น มันจึงมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า Geofencing ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมต่อกับระบบแผนที่ GPS ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าหรือความเร็วของรถได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงยังช่วยให้รถสามารถรับรู้ถึงประเภทถนนว่ากำลังใช้เส้นทางแบบไหน เช่น เลนจักรยาน หรือถนนในเมือง ซึ่งทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยและใช้ความเร็วได้ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย สำหรับบางคนฟังดูเข้าที แต่สำหรับบางคนก็อาจจะหงุดหงิด แต่หากเราคิดถึงเรื่องความปลอดภัยเข้าแล้วล่ะก็ระบบนี้ก็น่าจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! การได้ขี่ยานพาหนะที่มันคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ทั่ว ๆ ไป มีคันเร่งให้บิด มีพักเท้าแบบปกติธรรมดามาแทนที่บันไดปั่น เบรกที่เหมือนกับสกู๊ตเตอร์หรือจักรยาน พร้อมกับดิสก์เบรกขนาดใหญ่ แต่มาในน้ำหนักที่เบาเพียง 65 กก. และทำระยะทางได้ราว 110 กม. คุณคิดว่ามันจะดีสักแค่ไหนครับ อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์ไบค์แนวคิดใหม่จากทางค่ายรถบาวาเรียน และเรายังไม่เห็นตัวเลขสำคัญ ๆ อย่างขนาดความจุของแบตเตอรี่ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และระยะเวลาในการชาร์จ เราก็คงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้จะกลายเป็นรถผลิตขายจริงต่อไปหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าทำขายจริงก็น่าสนใจไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เปิดตัว Brutale 1000 RS รุ่นรองท็อป ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ล่าสุด MV AGUSTA ก็เพิ่งทำการเข็นเน็กเก็ดไบค์ตัวพันมาเพิ่มอีก 1 โมเดล ซึ่งก็คือ เปิดตัว Brutale 1000 RS นั่นเอง ซึ่งหากมองดูภายนอกแล้วก็จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่ตัวท็อปอย่าง RR ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า แต่ราคาก็จะถูกกว่าพอสมควรเลยทีเดียว! จุดที่แตกต่างจากตัวท็อปรหัส RR นั้น คือช่วงล่างนั้นเอง ซึ่งในตัวท็อปจะเป็นโช้คอัพไฟฟ้าจาก Ohlins แต่ในโมเดลรองท็อปนี้จะเป็นโช้คปรับมือจาก Marzocchi ที่ด้านหน้าและ Sachs ที่ด้านหลังแทน ระบบเบรกยังเป็นตัวท็อปของรถโปรดักชันอย่าง Brembo Stylema และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนเช่นเดิม ส่วนอื่น ๆ ที่แตกต่างอีกก็จะเป็นเรื่องของการยศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ มีแฮนด์จับโช้คที่สูงขึ้น มีเบาะนั่งใหม่ พักเท้าแบบฟอร์จ และกระจกมองหลังใหม่ ในด้านของเครื่องยนต์ยังคงมีพื้นฐานเดียวกับตัวท็อป แต่โมเดลปีใหม่ตัวรองท็อปคันนี้มีการอัปเกรดชิ้นส่วนภายในเพิ่มเติมอีกด้วย แท็ปเพ็ทหรือขาส่งวาล์วเคลือบ DLC ปลอกวาล์วซินเทอร์ แค็มโปรไฟล์ใหม่ และท่อรวมไอเสียใมห่ที่ช่วยเรื่องระบายความร้อน โดยตอนนี้เคลมแรงม้ามาที่ 208 แรงม้า ในขณะที่น้ำหนักตัวรถเปล่าเหลือเพียง 186 กก. เท่านั้น หน้าจอเรือนไมล์เป็นจอ TFT สีที่สามารถเชื่อมต่อแอ็ปพลิเคชัน MV Ride App ได้เช่นเดิม พร้อมมีการอัปเดตการเซ็ตติ้งของระบบ IMU ที่ควบคุมตัวระบบเบรก ABS ในโค้ง สุดท้ายเปิดราคาเริ่มต้นที่ 25,500 ยูโรหรือราว ๆ 987,000 บาท แต่ถ้ามาไทยคงไม่ต้องบอกว่าทะลุไปอีกพอสมควรแน่ แต่มันหล่อจริง ๆ นะ ใครอยากได้เน็กเก็ดตัวพัน แต่ไม่ไหวตัวท็อปหันมาครบตัวนี้ก็โอเคดีนะ อาจจะได้โช้คไม่เทพเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใส่เทคโนโลยีล้ำสมัยครบครัน เริ่มต้น 739,000 ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง ด้วยการ เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใหม่ถึง 4 รุ่นรวด หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 หรือปี 2013 R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ ตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก ทีมีทั้งเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวหรือคัสตอมรถด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เข้าไปได้ หลังจากนั้นก็จะมีโมเดลที่ใช้พื้นฐานเดียวกันเปิดตัวตามมา โดยมีจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Urban G/S ที่สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S และ Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และ Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบมินิมอลที่สุดเพื่อสะดวกต่อการนำไปคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม และสำหรับการโมเดลใหม่ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีพื้นฐานเดียวกัน และได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า แตกต่างกันในรายของช่วงล่างบางจุดเท่านั้น โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศปรับจูนมาใหม่ให้ผ่าน EU-5 โดยใช้หัวฉีด วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่มลพิษน้อยลงกว่าเดิม โดยเคลมพละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ในส่วนของเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามานั้นมีทั้งโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด ทั้งนี้ R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่ R nineT เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ (ถังน้ำมันสีดำ) พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ราคา 859,000 บาท R nineT Pure ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic มีความเรียบง่าย เหมาะแก่การนำไปคัสตอมเพิ่มเติม ราคา 739,000 บาท R nineT Scrambler สไตล์สแครมเบลอร์พร้อมลุย สะกดทุกสายตาด้วยสี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Urban G/S มาในสไตล์แรลลี่ไบค์ ตัวรถมีสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Option 719 สำหรับโมเดลนี้ก็คือรุ่นพิเศษ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT เด่นสุดด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา ราคา 919,000 บาท ทั้ง 2 สี ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว New Forza 350 2022 สีใหม่พร้อมรุ่น Roadsync Type ล่าสุดทาง Thai Honda ก็ได้ทำการปล่อยคลิป เปิดตัว New Forza 350 2021 ผ่านทางแฟนเพจ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า (Honda Motorcycle Thailand) พร้อมชูคอนเซ็ปต์ Only For The Greatest เพราะที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว โดยในครั้งนี้เจ้าพรีเมียม AT คันนี้มาพร้อม 2 โมเดลย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type ที่มาพร้อมกับเฉดสีใหม่โลโก้สีโครม ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน-ดำ, สีแดง-ดำ, สีเทา-ดำ และสีดำล้วน และรุ่น Roadsync Type ที่โดดเด่นกว่าด้วยระบบ พร้อม New HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ระบบสั่งการด้วยเสียงและควบคุมสมาร์ทโฟนจากแฮนด์ โลโก้และล้อแม็กสีทองสุดเท่ มีทั้งหมด 2 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ และสีเทา-ดำ ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นยังคงใช้เครื่องเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 327 ซีซี เช่นเดิม อ่านรีวิวเพิ่มเติมของฟอร์ซ่า350 ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสีสันของชิ้นส่วนที่เดิมเป็นสีเทาให้กลายเป็นสีดำ เพิ่มความเรียบหรูไปอีกระดับ ส่วนสนนราคาแนะนำมีดังนี้ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 175,500 บาท รุ่น Roadsync ราคาแนะนำที่ 177,500 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Schuberth C5 หมวกยกคางที่ดีที่สุดจากนิตยสารเยอรมัน Schuberth C5 คือหมวกกันน็อกแบบฟลิพอัปหรือยกคางใบแรกในท้องตลาดที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ ECE-R 22.06 และทางนิตยสารชื่อดังจากเยอรมันอย่าง Motorrad ทดสอบและให้คะแนนว่าเป็นหมวกยกคางที่ดีที่สุดอีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับหมวกกันน็อกแบรนด์อื่น ๆ รวมกันทั้งหมด 7 ใบด้วยกัน เราไปดูกันดีกว่าว่าเจ้าหมวกใบนี้มันมีอะไรยังไงกันบ้าง ข้อมูลคุณสมบัติ ตัวหมวกทำจากวัสดุไฟเบอร์กลาสหรือคาร์บอน แล้วแต่รุ่น ผลิตขึ้นในประเทศเยอรมนี ตัวหมวกจะมีตัวตัดลมหรือวินด์ดีเฟล็กเตอร์ที่คาง มีแว่นกันแดด และตัวกันฝ้า พร้อมรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารแบบบลูทูธ มีการทดสอบวัดเสียงรบกวนภายในหมวกได้ที่ 87.9 เดซิเบล ขนาด: XS (53) ถึง XXXL (65), โดยมีขนาด 2 เชลล์ไซส์ น้ำหนัก: 1,640 +/- 50 กรัม /1,710 กรัม (สเปกโรงงาน/ ชั่งจริงไซส์ L) สี: ขาว, ดำ, ดำด้าน, เงิน, เทา, เหลืองสะท้อนแสง และลายกราฟิกอีก 8 ลาย จุดเด่น เหมาะสำหรับคนใส่แว่นมาก ๆ ให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้างและคมชัด มีช่องไหลเวียนอากาศที่ใช้งานง่ายและใช้งานได้ดีมาก กลไกตัวแว่นกันแดดคุณภาพดีมาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยม ให้เสียงรบกวนน้อย งานประกอบและวัสดุดี นอกจากนี้ยังเปลี่ยนชิลด์เองได้ง่ายมาก ๆ จุดสังเกต คู่มือผู้ใช้สั้นไปหน่อย แต่ดาวน์โหลดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ได้ และราคาที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ทางนิตยสารได้จำทดสอบทั้งในห้องแล็ปและทดสอบขับขี่ใช้งานบนถนนจริง ทั้งขับขี่ถนนในเมืองหรือว่าทางหลวงไฮเวย์ ด้วยความเร็วกว่า 180 กม./ชม.กับรถ Husqvarna Norden 901 แต่ส่วนมากจะเป็น 160 กม./ชม. ตลอดไปจนถึงทดสอบจำลองฝนตกด้วยการทดสอบในแล็ปที่สามารถจำลองฝนตกหนักออกมาได้ด้วย รวมไปถึงมีการทดสอบวัดเสียงในอุโมงค์ลม และอื่น ๆ และผลก็คือหมวกแบรนด์เยอรมันอย่าง C5 ก็เป็นผู้ชนะไปครับ งานนี้ใครที่กำลังมองหาหมวกยกคางคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ก็คงต้องมองใบนี้ไว้แล้วล่ะครับ ทั้งนี้ทาง Panda Rider ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก็มีจำหน่ายในราคา 25,900 บาทเท่านั้นสำหรับหมวกสีพื้น หมวกลายกราฟิกราคา 28,500 บาท และรุ่นคาร์บอนที่จะมีน้ำหนักเบามากกว่า ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น จำหน่ายในราคา 55,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelli การแข่งขัน MotoGP 2024 สนามแรกเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วที่สนาม Lusail Internation Circuit ประเทศกาตาร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็จะเป็นช่วงของการซ้อม และที่น่าจับตามองคือการแข่งขันในพิกัดเล็กอย่าง Moto3 เดือด ทุบสถิติสนามตั้งแต่รอบซ้อม ด้วยยาง Pirelliหลาย ๆ ท่านที่ติดตามข่าวสารการแข่งขันรายการ MotoGP มาตลอด น่าจะพอทราบกันดีว่าปี 2024 ปีนี้จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนยางมาเป็น Pirelli เป็นครั้งแรก และสนามนี้จะเป็นการเดบิวต์ยาง Pirelli ในการแข่งขันรายการนี้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเลย และเมื่อสถิติเวลาการฝึกซ้อมออกมาก็ออกมายืนยันคอนเฟิร์มว่าการเปลี่ยนยางนั้นส่งผลต่อเวลาอย่างแท้จริง โดย Daniel Holgado นักแข่งจากแดนกระทิงสังกัดทีม Red Bull GASGAS Tech3 หมายเลข 96 สามารถกดเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 02:03.606 เร็วกว่าสถิติสนามที่ทาง Daryn Binder เคยทำไว้ด้วยเวลา 2:04.075 นาที เมื่อปี 2021 กับรถ Honda ซะอีก โดยเร็วกว่าถึง 0.469 วินาที ขณะเดียวกันถ้าเทียบกับ Deniz Öncü นักแข่งชาวตุรกีจากทีม Red Bull KTM Ajo ที่เคยทำสถิติเวลาในรอบ Practise 1 ได้เป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2:09.404 นาที ซึ่งต่างจากสถิติของทาง Holgado มากถึง 5.798 วินาที เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่สภาพแทร็กของปี 2024 นี้มีอุณหภูมิที่เย็นกว่ามากถึง 16 องศา โดยอุณหภูมิแทร็กปี 2023 อยู่ที่ 44 องศา ขณะที่ปี 2024 อยู่ที่ 28 องศาเท่านั้น ด้วยตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเวลานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมากหากเทียบกับเวลาที่ดีที่สุดในช่วงการซ้อมเหมือนกัน แม้ว่าอุณหภูมินั้นเย็นกว่ามาก แสดงให้เห็นว่ายาง Pirelli ที่เข้ามาซัพพอร์ตให้นั้นมีผลช่วยให้นักแข่งสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทั้งนี้นักแข่งได้ใช้ยาง Pirelli Diablo Superbike ขนาด 110/70 R17 และ 120/70 R17 โดยมีสูตรยางให้เลือกตามภาพด้านบนเลยครับ งานนี้รอติดตามกันอีกทีหลังจบการแข่งขัน มาดูกันว่าเวลาจริงที่ทำได้ตอนแข่งขันนั้นจะดีแค่ไหน มารอลุ้นไปด้วยกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lead 4 วาล์ว เครื่อง eSP+ แต่งยังไงให้แรง นับว่าเป็นกระแสรถจิ้งหลีดที่กำลังร้อนแรงสุด ๆ ในตอนนี้ กับรถจักรยานยนต์ Honda Lead 125 4 วาล์ว สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกรุ่นแรกในพิกัด 125 ซีซี กับสุดยอดเครื่อง eSP+ 4 วาล์ว เทคโนโลยีความแรงใหม่ล่าสุดจากทาง Honda นำมาปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ ขับขี่สนุก มันส์ เทียบกับรถรุ่นใหญ่ได้เลยทีเดียว หลังจากเกิดกระแสไม่นาน ทาง SuperBike Thailand ก็ไม่นิ่งรอช้า เดินทางมาเยือนถึงถิ่น TSP Motorsport สำนักแต่งรถที่เรียกได้ว่า ฮอตที่สุดกับการโมดิฟายรถจิ้งหลีด 4 วาล์ว มากที่สุดอันดับต้นของประเทศ และขึ้นชื่อสำหรับการทำรถเล็กสเปคซิ่ง งบไม่แพง ทำเครื่องแล้วขี่สนุกขึ้นแบบทันตาทีเดียว และในโอกาสนี้ เราจะมาสัมภาษณ์คุณธีรพล สุศิลาภรณ์ หรือคุณตุ้ม เจ้าของสำนักแต่ง T-Speed ตัวเป็น ๆ ที่จับหลัก จับทาง รถโมเดลรุ่นนี้ได้ว่า ควรปรับเพิ่มอะไร แต่งเพิ่มตรงไหน ที่ทำให้แรงได้ขนาดนี้ พร้อมกับนำรถมาแต่งให้ดูกันเห็น ๆ ว่าโมดิฟายแล้ว จะแรงแค่ไหน มีสเต็ปอะไรบ้าง ไปติดตามดูกันครับ พูดถึงกระแสรถ Honda Lead 125 กันซักนิด อยู่ดี ๆ มาได้อย่างไร เต็มอู่ขนาดนี้ ? ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง กับการโมดิฟายรุ่นนี้อยู่ในหัวเลย บังเอิญลูกน้องช่างที่อู่ ได้ชักชวนให้ซื้อรุ่นนี้มาอยู่ซักระยะหนึ่ง ก็เลยจัดนำมาปรับแต่ง และด้วยประสบการณ์การแต่งรถ โมดิฟายเครื่องยนต์รถรุ่นเล็กมาหลายรุ่น หลังจากโมดิฟาย ปรับแต่ง และรีแมพรอบเครื่องยนต์แล้ว ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างตกใจ สำหรับโมเดลพิกัด 125 ซีซี ที่รีดประสิทธิภาพออกมาได้ดีขนาดนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วในโมเดลนี้ด้วยครับ หลังจากปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำไปเทสความเร็วเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ในสนามแข่ง ปรากฎว่าผลลัพธ์ออกมาได้ดีเลยทีเดียว และผู้คนเริ่มหันมาสนใจในโมเดลนี้กันมากขึ้น หลังจากกระแสหลีด 4 วาล์วเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีลูกค้าส่งรถมาให้เราทำเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน แค่นั้นยังไม่พอลูกค้าบางท่านใจปล้ำ ถอยรถออกมาแล้ว ส่งมาให้เราทำเลยก็มี สำหรับเหตุการณ์ที่พีคสุด ๆ คือในช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ เราโมดิฟาย Lead 4 วาล์ว เยอะที่สุดถึง 100 คันเลยในช่วงนั้น ซึ่งถือว่ากระแสรถจิ้งหรีดกำลังมาแรงเลยทีเดียวครับ สำหรับเครื่องยนต์ eSP+ และ Piston Oil Jet มีส่วนไหมที่ทำให้ Honda Lead 4 วาล์ว นั้นแรงยิ่งขึ้น ? สำหรับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยี eSP+ รุ่นนี้ มีส่วนช่วยได้มากครับ ทั้งกระบอกสูบที่กว้างขึ้น ก้านสูบขนาดใหญ่และเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ทั้งยังมีการนำเพลาบาลานซ์เซอร์ (เทคโนโลยีที่ใช้ใน Honda Goldwing) มาช่วยลดการสั่นในเครื่องยนต์รุ่นนี้อีกด้วย รวมไปถึงเทคโนโลยี Piston Oil Jet ที่ทำให้เครื่องยนต์ลื่นขึ้นด้วย ระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นใต้ลูกสูบ สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของลูกสูบติดในช่วงเครื่องยนต์ฮีทหรือร้อนจัด ๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นเรื่องที่ดี ที่ทางค่าย Honda ออกแบบโมเดลรถมาได้ตอบโจทย์ ซึ่งถือว่าเป็นคาแรคเตอร์ตัวรถเลย ก็คือถ้ายิ่งเร่งรอบขึ้นไป แรงม้าจะเพิ่มขึ้นแบบทันที ไม่ต้องรีดนาน สเต็ปการแต่งรถ มีกี่สเต็ป อะไรบ้าง สำหรับโมเดลนี้ เดิม ๆ วิ่งความเร็วได้ไม่เกิน 110 กม/ชม. ถือว่าค่อนข้างอืดพอสมควร ฉะนั้น สเต็ปแรก (ชุดจมหน้าไมล์) ทำเลยก็คือ ปรับองศาชาม ไล่น้ำหนักเม็ด ปรับแต่งให้รถออกมาให้มีแรงต้นที่ดีก่อน พอรอบต้นได้ รอบกลางได้ ทีนี้มาทำรอบปลาย ปรับองศาชามให้ได้รอบตามที่วางเป้าไว้ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ สำหรับความเร็วที่ทำได้ ของการแต่งสเตปเริ่มต้น คือ 135 – 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สเต็ป 2 (ชุดลูกเดิม ข้างโอเพ่น แคมป์) พอไล่รถให้ความเร็วจมหน้าไมล์แล้ว เราก็เริ่มอัพสเต็ปมาเป็นการทำ ข้างโอเพ่น

Buell SuperTouring 1190 เผยโฉมพร้อมให้พรี คาดส่งมอบ 2025 เผยโฉมมาอีกหนึ่งโมเดลสำหรับค่ายรถสัญชาติมะกันอย่างบูเอล ครั้งนี้เป็นเจ้า Buell SuperTouring 1190 ที่แค่ได้ยินชื่อรุ่นแล้วก็รู้ได้ทันที่ว่าเป็นมอเตอร์ไบค์ประเภทไหน ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่โมเดลโปรโตไทป์หรือรถต้นแบบแต่เป็นโมเดลที่พร้อมที่จะผลิตเพื่อส่งขายแล้วนั่นเอง แม้ว่าตัวแฟริ่ง รูปลักษณายนอกจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปเสียเป็นส่วนมาก แต่ด้านหน้ารถใหม่เปลี่ยนรถแทบจะเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิมไปเลย ซึ่งโมเดลนี้มีการพัฒนาร่วมกับทาง J. Ruiter ที่เป็นดีไซเนอร์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แฟริ่งด้านหน้าทำให้โมเดลนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากตัวรถต้นแบบอย่างชัดเจน จะเห็นได้จากปีกหรือวิงก์เล็ตที่ทำให้โมเดลซูเปอร์ทัวริ่งคันนี้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้แฟริ่งลงมาก็คือขุมพลังเดิมที่เป็นเหมือนหัวใจหลักของทางค่ายในตอนนี้ ซึ่งก็คือเครื่อง ET-V2 ขนาด 1,190 ซีซี ที่เป็นเครื่องวีทวินขนาด 72 องศา ที่มีกำลังอัดสูงจากการใช้ลูกสูบขนาดใหญ่ โดยตัวเครื่องให้กำลังสูงสุดที่ 185 แรงม้าที่ 10,600 รอบ และแรงบิดที่ 138.3 นิวตันเมตรที่ 8,200 รอบ ก็เรียกได้ว่าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ กับค่ายรถอเมริกันค่ายนี้ โดยค่อย ๆ เริ่มกอบกู้ชื่อเสียงขึ้นมาทีละเล็กละน้อย ด้วยการผลิตรถขึ้นมาตามสั่งและส่งมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้ใช้ ซึ่งโมเดลนี้ก็เช่นกัน มีการเปิดให้พรีออเดอร์ก่อน และจะเริ่มส่งมอบภายในปี 2025 โดยที่ทางแบรนด์ไม่ลืมที่จะใส่ DNA ความเป็นตัวตนของทางบูเอลเข้าไปและปรุงให้มันเข้ากับเซ็กเมนต์ของรถ จนได้เป็นทัวริ่งระดับท็อปของทางค่ายที่จะพาตลาดรถอเมริกันให้มันมีความเร็ว มันคล่องตัว และมันมีสมรรถนะที่ดี อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายยังไม่ได้ระบุสเปกเต็ม ๆ แต่ได้ประกาศแล้วว่าราคาจะเริ่มต้นที่ 21,995 ดอลลาร์หรือราว ๆ 760,000 บาท โดยพร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ด้วยการจ่ายเงินจองเพียง 25 ดอลลาร์เท่านั้น และสำหรับโมเดลนี้ถ้ามีอัปเดตอะไรเราก็จะนำมานำเสนอต่อให้ทุกท่านได้รับทราบกันครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shark Skwal i3 หมวกอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบไฟเบรก หมวกกันน็อคสัญชาติฝรั่งเศสแต่ผลิตไทยล่าสุดโชว์เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยให้กับหมวกกันน็อกของตัวเอง เปิดตัว Shark Skwal-i3 หมวกเต็มใบที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งก็คือระบบไฟเบรกในตัวที่ไม่จำเป็นต้องต่อสายหรือเชื่อมต่ออะไรกับรถ ซื้อมาก็สามารถใช้ได้เลย เดิมทีหมวกรุ่นนี้เคยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2015 และมาพร้อมกับไฟ LED 4 ตำแหน่งที่ด้านหน้าตัวหมวกซึ่งสามารถปรับให้ติดค้างหรือกระพริบได้ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ มองเห็นเจ้าของหมวกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับเจ้าหมวกที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้เป็นเจเนอเรชันที่ 2 ที่มาพร้อมกับไฟเบรก 2 จุดซึ่งติดตั้งที่ด้านหลังส่วนบนของช่องลม ซึ่งตรงจุดนี้ทางค่ายบอกว่าตั้งใจให้ท้ายดูปราดเปรียวเหมือนกับไฮเปอร์คาร์ ทว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดคือระบบนี้ไม่ต้องการการเชื่อมต่ออะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะแอพพลิเคชันหรือจะต้องโยงสายอะไรมาจากรถเลย ระบบจะตรวจจับแรงเบรกผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร่งแบบสามแกน ซึ่งจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถทั้งสามแกน ผลที่ได้คือระบบอัจฉริยะที่จะกระพริบไฟเบรก 3 ครั้งต่อวินาทีเวลาเบรกปกติ และ 5 ครั้งต่อวินาทีเมื่อเบรกหนัก ๆ หรือเบรกฉุกเฉินนั่นเอง ซึ่งช่วยเตือนให้ผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ ที่ตามมารู้ได้ว่าผู้ที่ใส่หมวกใบนี้นั้นเบรกหนักอยู่นะ ผู้ใช้หมวกสามารถปรับแต่งไฟ LED ด้านหน้าได้ 3 โหมดเช่นเดียวกับเจ็นฯ ก่อนหน้า ขณะที่ไฟเบรกจะไม่สามารถปรับแต่งได้ ทั้งนี้ระบบไฟทั้งหมดจะใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้ผ่านพอร์ต USB และใช้งานได้นาน 12 ชม.เมื่อชาร์จเต็ม 3 ชม. และโหมด Sleep จะเริ่มทำงานหลังจากไม่เคลื่อนที่ใด ๆ 2 นาที และหลังจากครบ 24 ชม.จะปิดระบบทั้งหมดเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ นอกจากระบบอัจฉริยะดังกล่าวแล้วหมวกใบนี้ยังมีลูกเล่นดี ๆ อย่าง การถอดชิลด์หน้าได้ไวโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เพียงแค่ยกชิลด์หน้าขึ้นและกดปุ่มสองปุ่มเท่านั้น รองรับมาตรฐาน ECE 22:06 ซึ่งจะช่วยลดอาการบาดเจ็บเวลาเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นอีกด้วย สุดท้ายนี้หมวกวางจำหน่ายด้วยราคาประมาณ 11,000 บาทเท่านั้น (ราคาต่างในยุโรป) ราคาไทยยังไม่เปิดเผย เรียกได้ว่าฟีเจอร์อย่างล้ำ แต่ราคาไม่แพง ถือว่าน่าคบหา และน่าจะเป็นแบบอย่างให้ค่ายอื่นทำอะไรล้ำ ๆ มาแข่งขันกันบ้างนะครับเนี่ย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก