SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
Honda NC750X ปี 2025 ปรับหน้าใหม่ ใส่ดิสก์คู่

Honda NC750X ปี 2025 ปรับหน้าใหม่ ใส่ดิสก์คู่ Honda NC750X ปี 2025 แอดเวนเจอร์ทัวริ่งไซส์กลางที่ถูกออกแบบดีไซน์ให้เหมาะสมกับการขี่ในเมือง และการขับขี่ออกทริปไกล ๆ อีกทั้งยังมีการปรับเฉดสีใหม่ ปรับไฟหน้าใหม่ เพิ่มดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้มีการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้นในช่วงรอบต่ำ และจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแบบใหม่ รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เกียร์ DCT ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นแม้ในรอบต่ำ โฉมหน้าที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ ดิสก์เบรกคู่หน้า   2025 Honda NC750X สเปค และรายละเอียดต่าง ๆ Honda NC750X Honda NC750X DCT เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 745 ซีซี แรงม้า (เคลม) 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที 57.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 8 วาล์ว SOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77 x 80 มม. 77 x 80 มม. อัตราส่วนการอัด 10.7 : 1 10.7 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์แมนนวล 6 สปีด เกียร์ 6 สปีดพร้อมระบบ DCT ระบบจุดระเบิด Electronic Electronic ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ ขนาดล้อและยางหน้า 120/70-ZR17 120/70-ZR17 ขนาดล้อและยางหลัง 160/60-ZR17 160/60-ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะแกน 41 มม. ระยะยุบ 120 มม. โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ระยะแกน 41 มม. ระยะยุบ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 120 มม. โช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 120 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่หน้า ขนาด 296 มม. ดิสก์เบรกคู่หน้า ขนาด 296 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. กว้าง x ยาว x สูง 846 x 2,210 x 1,330 มม. 846 x 2,210 x 1,330 มม. ระยะฐานล้อ 1,525 มม.

KTM ต่อสัญญา ดานี่ เปโดรซ่า เป็นฤดูกาลที่ 7

KTM ต่อสัญญา ดานี่ เปโดรซ่า เป็นฤดูกาลที่ 7 KTM ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเรื่องยืนยันการต่อสัญญา ดานี่ เปโดรซ่า นักทดสอบระดับตำนานของวงการ MotoGP โดยการต่อสัญญาหนนี้เป็นการต่อสัญญาฤดูกาลที่ 7 ติดต่อกัน และการเซ็นสัญญาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับทีมทดสอบของ KTM ที่ต้องการการพัฒนาและการปรับปรุงเพื่อต่อสู้ในระดับสูงสุดในวงการ ดานี่ เปโดรซ่า อดีตแชมป์ในคลาส 250 ซีซี ที่มีผลงานโดดเด่นกับ KTM นับตั้งแต่เข้าร่วมในฐานะนักทดสอบ ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั้งแฟน ๆ และทีมงาน ด้วยทักษะและประสบการณ์ของเขาที่ช่วยผลักดันรถ RC16 ของ KTM ให้ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Ducati ซึ่งเป็นทีมที่ครองตำแหน่งสูงสุดได้อย่างสูสี Pit Beirer ผู้อำนวยการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM กล่าวถึงการต่อสัญญาครั้งนี้ว่า “การเซ็นสัญญากับเปโดรซ่าอีกครั้งเป็นการตัดสินใจที่ง่ายดายสำหรับทั้งสองฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งและความไว้วางใจระหว่างกัน เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ดานี่นำมาให้กับโปรแกรม MotoGP ของเราในหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ในฐานะนักบิด แต่ยังรวมถึงการพัฒนารถรุ่นถัดไปของเราอีกด้วย การมีเขาอยู่ในทีมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการมาถึงได้เร็วขึ้น” แม้ KTM ยังไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ในฤดูกาล 2024 แต่ด้วยการที่เปโดรซ่าจะยังคงเป็นผู้นำทีมทดสอบในฤดูกาลหน้า ทีมจึงตั้งเป้าที่จะพัฒนารถให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมต่อสู้กับทีมคู่แข่งเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งใน MotoGP โดยแฟน ๆ จะได้เห็น KTM กับเปโดรซ่าในบทบาทสำคัญของการพัฒนารถ RC16 ในฤดูกาลที่ 7 ของเขาต่อไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda CB750 Hornet อัปหน้าใหม่ เพิ่มสีสัน

2025 Honda CB750 Hornet อัปหน้าใหม่ เพิ่มสีสัน 2025 Honda CB750 Hornet เนคเก็ตไบค์ไซส์กลางมาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบที่ทรงพลัง เพิ่มความเป็นโมเดลใหม่ด้วยการออกแบบที่ดุดันมากยิ่งขึ้น มาพร้อมชุดไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED คู่ดีไซน์ใหม่และครอบหน้าปัดที่ดูโฉบเฉี่ยว และสปอร์ตมากกว่าเดิม มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 755 ซีซี สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 90.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนนาที แรงบิดอยู่ที่ 75 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด ระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15.2 ลิตร  ระบบช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมระบบกันสะเทือนจาก Showa SFF-BP แบบ USD ระยะแกนที่ 41 มม.ระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. โช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแบบโปรลิงค์ มีระยะยุบอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบสี่ลูกสูบ ขนาด 296 มม. มาพร้อมล้อขนาด 120/70-ZR17 ระบบเบรกด้านหลังให้มาแบบดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 240 มม. มาพร้อมล้อขนาด 160/60-ZR17 โดยระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมกับความปลอดภัย ABS ที่มาพร้อมการทำงานแบบ Dual -Channel ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ที่ปรับใหม่เพิ่มความเร้าใจ ในส่วนของเทคโนโลยีที่มากับรถคันนี้ให้มาแบบสมัยนิยม หน้าจอกลางแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเจนใหม่ล่าสุดจากทางฮอนด้าพร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync โหมดการขับขี่ 4 โหมดได้แก่ Rain, Standard, Sport และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งได้เอง ระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) Engine Braking Emergency Stop Signal (ESS) และช่องชาร์จไฟแบบ USB-C สีสันที่วางจำหน่าย สีขาว (Matte Pearl Glare White) สีดำ (Matte Ballistic Black Metallic) สีเงิน (Digital Silver Metallic) สีน้ำเงิน (Glint Wave Blue Metallic)   ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลใหม่นี้จะยังไม่มีการเปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะไม่ห่างจากเดิมมาก เพราะส่วนที่แตกต่างมีแค่สีสันเท่านั้น หากเข้าไทยราคาวางจำหน่ายน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 319,000 บาท (ราคาจากโมเดลก่อนที่วางขายอยู่ในประเทศไทย) สำหรับในโมเดลนี้ขี่เจนไหนก็หล่อ บอกเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda GB350S โร้ดสเตอร์ย้อนยุค ยัดระบบเซฟตี้

2025 Honda GB350S โร้ดสเตอร์ย้อนยุค ยัดระบบเซฟตี้ หนึ่งในไลน์อัพโมเดลรุ่นปี 2025 ในสไตล์เรโทรคลาสสิก เปิดตัวพร้อมกันภายในงาน EICMA 2024 ณ เมือง มิลาน อิตาลี กับ 2025 Honda GB350S ครูเซอร์พิกัดสูบเดียว 350 ซีซีที่ใช้ระบบแอร์คูล มาพร้อมกับความหล่อเหลา ผสมกับระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ติดตั้งมาเพื่อการเข้าถึงการใช้งานของผู้ขับขี่ได้ง่ายมากขึ้น ดีไซน์เอกลักษณ์ ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบดีไซน์ที่เป็นดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ชวนนึกถึงโฉมรุ่นก่อน ๆ ภายใต้รหัส GB350 โดดเด่นด้วยตัวเฟรมแบบเปลคู่ และมิติโค้งมนตามสัดส่วนต่าง ๆ ทั้ง ไฟหน้า ถังน้ำมัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD กระจกข้างและตัวท่อไอเสีย มาพร้อมกับเพลทโลโก้บริเวณข้างถังและครอบกรองอากาศ รวมถึงเสื้อสูบครอบอลูมิเนียมวิบวับ เงางาม ซึ่งดูรวม ๆ แล้วมีเสน่ห์ในแบบคลาสสิกเสียจริง ขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 348 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ใช้ระบบวาล์ว SOHC ระบบหัวฉีด PGM-Fi ระบบเกียร์ 5 สปีดพร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ โดยให้พละกำลังม้าสูงสุด 21 แรงม้าที่ 5,500 รอบ และแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ ให้กำลังได้ดีในรอบต่ำไปจนถึงรอบกลาง พร้อมขนาดความจุของถังน้ำมันที่ 15 ลิตร ระบบช่วงล่าง แอบขัดใจ ส่วนช่วงล่างซึ่งเห็นแล้วแอบขัดใจเบา ๆ โดยเฉพาะโช้คหน้าที่ยังคงเป็นเทเลสโคปิกขนาด 41 มม. ติดมาพร้อมยางหุ้มโช้ค ส่วนด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกด้านหน้ามีขนาด 310 มม. (คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ) และดิสก์เบรกหลัง 240 มม. (คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว) ใช้ล้อขนาด 19 นิ้ว(หน้า) และ 17 นิ้ว(หลัง) และรัดยางขนาดไซส์ 100/90 และ 150/70 ตามลำดับ  โดยเคลมน้ำหนักรวมที่ 178 กก. หากมองจุดเด่นซึ่งนอกจากในเรื่องของดีไซน์แล้ว ระบบความปลอดภัยให้มาดีเช่นเดียวกันกับ ระบบ ABS Dual Channel ระบบไฟกระพริบเมื่อเบรกฉุกเฉิน ถือเป็นฟีเจอร์ติดตั้งมาเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานง่ายมากยิ่งขึ้น สีที่จำหน่าย สีน้ำเงิน (Puco Blue) สีดำ (Gunmetal Black Metallic) สีดำ (Gunmetal Black Metallic) โดยมีสีจำหน่ายทั้งหมด 3 สี ประกอบไปด้วย สีน้ำเงิน (Puco Blue), สีดำ (Gunmetal Black Metallic) และสีเทา (Pearl Deep Mud Gray) ในราคา 3,949 ปอนด์หรือราว ๆ 1.76 แสนบาท นับว่าเป็นราคาค่อนข้างสมเหตุสมผล แต่ถ้าหากเทียบกับรถค่าบยุโรปอาจจะเสียเปรียบค่อนข้างเล็กน้อยในเรื่องของสมรรถนะต่าง ๆ แต่เรื่องความคลาสสิกกินขาดแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
C 400 GT 2021

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR500R 2022

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย  ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500F 2022

Honda CB500F 2022 อัปเกรดช่วงล่างเอาใจสายเน็กเก็ด Honda CB500F 2022 เป็น 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CBR500R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ที่พอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก ทั้งราคาเองก็เป็นมิตร ดูแลรักษาก็ไม่ยาก เรียกว่าเป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่อยากอัปเกรดซีซีกันอยู่ไม่น้อย   หลังจากปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่พอสมควร โดยจะเด่นที่ช่วงล่างซะมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการลดน้ำหนักตัวรถลงมาในหลาย ๆ จุด แม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่  เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันแล้ว  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่ และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย  มาดูกันที่ไฮไลท์เด็ดของโมเดลนี้กันบ้าง นั่นคือระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ตอนนี้ด้านหน้าจะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่าเดิม แต่ มีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีเทาเมทัลลิก Matt Axis Grey Metallic, สีเทาสโม้ก Pearl Smokey Gray และสีเหลือง Pearl Dusk Yellow อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB500X 2022

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น  ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
C 400 GT 2021

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

3 September 2021
Honda CBR500R 2022

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย  ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2 September 2021
Honda CB500F 2022

Honda CB500F 2022 อัปเกรดช่วงล่างเอาใจสายเน็กเก็ด Honda CB500F 2022 เป็น 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CBR500R ที่เป็นสปอร์ตไบค์ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์ที่พอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก ทั้งราคาเองก็เป็นมิตร ดูแลรักษาก็ไม่ยาก เรียกว่าเป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่อยากอัปเกรดซีซีกันอยู่ไม่น้อย   หลังจากปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่พอสมควร โดยจะเด่นที่ช่วงล่างซะมาก นอกจากนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เล็กน้อย มีการลดน้ำหนักตัวรถลงมาในหลาย ๆ จุด แม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี และสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของระบบไฟส่องสว่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่  เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันแล้ว  มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่ และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย  มาดูกันที่ไฮไลท์เด็ดของโมเดลนี้กันบ้าง นั่นคือระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ตอนนี้ด้านหน้าจะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 189 กิโลกรัมเท่าเดิม แต่ มีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีเทาเมทัลลิก Matt Axis Grey Metallic, สีเทาสโม้ก Pearl Smokey Gray และสีเหลือง Pearl Dusk Yellow อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2 September 2021
Honda CB500X 2022

Honda CB500X 2022 เด่นด้วยโช้คหัวกลับและดิสก์หน้าคู่ Honda CB500X 2022 เปิดตัววันนี้แล้วที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์และ CBR500R ที่กำลังเครื่องพอดิบพอดีให้ขี่ได้ง่ายขี่สนุก และแน่นอนว่าก็ได้ใจไบเกอร์ไปมากมาย เพราะตอบโจทย์ได้หลากหลาย มาคราวนี้ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของช่วงล่าง และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างให้ดีให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น  ในส่วนของรูปลักษณ์มีการปรับเปลี่ยนสไตล์เล็กน้อยโดยมีล้อหน้าใหม่และบังโคลนหน้าใหญ่ขึ้น หน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ)และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี สามารถเคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ด้วย ออกนอกจากเรื่องนี้ไปก็เห็นจะมีเรื่องของช่วงล่างนี่แหละครับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนและน่าจะถูกใจนักบิดหลาย ๆ คนยิ่งขึ้น  ระบบกันสะเทือนนั้นตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ  ต่อมาเรื่องของระบบเบรก ด้านหน้าตอนนี้จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย  ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านที่เพรียวบางขึ้นทำให้น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่เพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง และตอนนี้น้ำหนักรถก็เหลือเพียง 199 กิโลกรัมแล้ว  สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี คือแดง Grand Prix Red, สีดำเมทัลลิก Matt Gunpowder Black Metallic และสีเขียว Pearl Organic Green อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

1 September 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Keeway V302N

Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน เปิดตัวกันมาแล้วกับ Keeway V302N สตรีทไฟเตอร์ไซส์เล็กเครื่องวีทวิน มอเตอร์ไบค์สไตล์เน็กเก็ดที่พร้อมจะเปิดเผยให้เห็นถึงขุมพลังและเฟรมแบบไม่ปกปิด ให้ภาพลักษณ์ดุดันสไตล์นักสู้ พร้อมให้เจ้าของได้รู้สึกเป็นส่วนเดียวกับรถจากการที่ไม่มีชิลด์บังลมหน้า ให้คุณได้สัมผัสกระแสลม ดีไซนนั้นด้วยตัวรถที่เป็นเน็กเก็ดจึงมีการออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรงสบาย ๆ พร้อมออกแบบเบาะนั่งมาให้นุ่มสบายแม้จะขี่เป็นระยะเวลานาน ไฟด้านหน้ามีขนาดใหญ่ดีไซน์คุ้นตา เรือนไมล์ทรงกลมเดี่ยวแบบดิจิทัลดูแปลกตาไม่เหมือนใคร ตัวรถนอกจากจะมีเรื่องอาร์มเดี่ยวที่เป็นจุดเด่นลื้วยังมีท่อไอเสียแบบปลายคู่แบบสั้นที่อยู่ต่ำเชิดปลายสูงดูสวยงามลงตัวใช้ได้เลยทีเดียว ตัวรถใช้ขุมพลังวีทวินขนาด 298 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 29.5 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 26.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งทางโรงงานเคลมท็อปสปีดมามากถึง 129 กม./ชม. โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 16 ลิตรซึ่งใหญ่มาก ๆ ช่วงล่างของรถนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว แต่ที่เด่นเลยก็จะเป็นอาร์มเดี่ยวแทนที่จะเป็นอาร์มคู่ ซึ่งปกติรถในพิกัดนี้จะไม่มีให้เห็นกัน ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 296.5 ม.ม. และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกมีขนาด 240 ม.ม. พร้อมกับระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล  มีล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันหน้าหลัง รัดด้วยยางขนาด 110/70-17 และ 150/60-17 ตามลำดับ สรุปแล้วโดยรวมแล้วถือเป็นเน็กเก็ดที่มีดีไซน์เท่ใช้ได้ แม้ว่าบางทีมันก็อาจจะคล้าย ๆ ไปทางรถยุโรปก็ตาม แต่ก็ดูเป็นรถเน็กเก็ดราคาไม่แพงที่น่าสนใจอีกคันนึง ถ้าโชคดีคุณอาจจะได้เห็นมันเข้ามาขายในไทยด้วยก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ทางคีเวย์ประเทศไทย เพิ่งจะนำแฝดคนละฝาซึ่งมีชื่อว่า V302C มาขายในไทยโดยเปิดราคาที่ 177,900 บาท งานนี้เราก็อาจจะได้เห็นโมเดลนี้คลายในราคาใกล้เคียงกันก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 March 2024
Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน

Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน ข่าวใหญ่รับต้นปีกันเลยทีเดียวหลังทางแบรนด์เบรกชื่อดัง Brembo บุกตั้งโรงงานที่ไทย หวังรุกตลาดอาเซียน โดยมีการเปิดตัวเลขลงทุนเบื้องต้นกว่า 40 ล้านยูโรหรือเกินกว่า 1,500 ล้านบาท เลยทีเดียว ใคร ๆ ที่เป็นคนรักมอเตอร์ไซค์น่าจะรู้จักแบรนด์ระบบเบรกเจ้านี้ดีว่ามีชื่อเสียงอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ทางค่ายนี้เน้นแต่ของสำหรับรถพรีเมียม แต่อย่างไรก็ตามเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่ทางค่ายได้ไปเทคกิจการของแบรน์ระบบเบรกเจ้าอื่น ๆ มา ทั้ง Bybre หรือจะเป็น J.Juan แบรนด์ระบบเบรกสัญชาติสเปน ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าเบรมโบ้นั้นพยายามจะรุกตลาดรถทั่วไปมากขึ้น และนั่นยิ่งชัดเจนมากขึ้นหลังมีข่าวว่าทางค่ายกำลังจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศไทยเรา และจะอาศัยเป็นฮับสำหรับผลิตและส่งออกไปยังตลาดอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง โดยทางเบรมโบ้มีการระบุว่าใช้เงินลงทุนกว่า 40 ล้านยูโรหรือกว่า 1,500 ล้านบาทเพื่อตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งโรงงานนี้จะผลิตระบบเบรกมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก เพื่อป้อนให้กับค่ายรถที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยนั่นเอง โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะมีการจ้างงานประมาณ 150 คน โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 โดย Daniele Schillaci ซีอีโอของทางแบรนด์ได้ให้เหตุผลว่าตลาดอาเซียนคือกุญแจสำคัญของการริเริ่มที่จะขยายธุรกิจของทางแบรนด์ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่นั้นหลาย ๆ ประเทศนั้นมีปริมาณของรถมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก มากกว่ารถยนต์หลายเท่า งานนี้บอกได้เลยว่าตลาดมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะในส่วนของของแต่งนั้นจะต้องมีความคึกครื้นมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ เจ้าดังมาเยือน เจ้าอื่นก็ต้องปรับตัวกันล่ะครับ ไม่งั้นได้รับผลกระทบเต็ม ๆ อย่างแน่นอน แต่แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อไบเกอร์แน่นอนครับ ถ้าการแข่งขันมันเพิ่มสูงมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

4 March 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์ ถ้าให้พูดถึงศูนย์บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คุณภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศ “Club moto” คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน กับศูนย์บริการอะไหล่ของแต่งและเซอร์วิสรถจักรยานยนต์ครบวงจร ที่เปิดให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ มีข่าวดีเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์ เอาใจคนรัก 2 ล้อ ที่จะเข้ามารับประทานอาหารหรือจิบกาแฟชิล ๆ ชมบรรยากาศภายในร้าน ที่มีกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์ พร้อมของประดับตกแต่งอย่างรถมอเตอร์ไซค์คัสตอม ที่เรียกได้ว่าหายากที่สุด มารวมอยู่ที่เดียวกันในที่แห่งนี้ กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)”  และในโอกาสนี้ทีมงาน SuperBike Thailand จะพามาส่องสำรวจ Tough Cafe แห่งนี้ ไปพร้อมกับการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเป็นกันเอง สบาย ๆ กับบอสใหญ่ หัวใจไบค์เกอร์อย่าง ดร.อรรถพงษ์ สกุลศรีประเสริฐ หรือดร.ป๊อป ที่จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปและความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเฟ่แห่งนี้ ว่ามีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไปชมกัน  ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์     สำหรับคอมมูนิตี้แห่งนี้ มีการดีไซน์ออกมาในสไตล์ Factory Loft กับโทนสีเข้ม รวมไปถึงวัสดุตกแต่งและรถคัสตอม ที่ให้บรรยากาศกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์สไตล์เมืองนอก ที่จะสื่อถึงผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์หรือคนที่ไม่ค่อยขับขี่รถ 2 ล้อ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับสังคม “มอเตอร์ไซต์” ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์ ลงตัวสุด ๆ เมนูคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟ  นอกจากนี้ ทัฟ คาเฟ่ ยังคัดสรรเมนูสุดพิเศษพร้อมเสิร์ฟลูกค้า โดยเมล็ดกาแฟทางร้านได้คัดเกรดระดับท็อบของประเทศจาก Bottomless รวมไปถึงเครื่องดื่มต่าง ๆ เบเกอรี ในราคาที่ถือว่าตอบโจทย์ ไม่แพง และในอนาคตเร็ว ๆ นี้ ทางร้านจะมีเมนูอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์กับเมนูสุดพิเศษ Off The Day อิมพอร์ตจากท้องถื่น ซึ่งจะเป็นรายการอาหารภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ เครื่องแกงสมุนไพร เมนูเห็ดโคน ฉู่ฉี่ห่อหมก ประมาณ 2-3 เมนู เป็นต้น         อีกทั้ง ทางร้านยังให้บริการเช่าพื้นที่จัดเพื่ออีเว้นท์ต่าง ๆ สำหรับลูกค้าที่ทำกิจกรรมมีตติ้งสนุก ๆ รวมไปถึง กิจกรรมคอนเสิร์ตดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดนตรีสด, แทร็ป, EDM ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับโปรโมชั่นจากร้าน สำหรับลูกค้าที่เข้ามาบริการเซอร์วิสที่คลับโมโต เช่น เอารถมาเช็คระยะ ทางร้านมีเมนูเครื่องดื่มให้ฟรี นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นบริการล้างรถฟรีสำหรับลูกค้าอีกด้วย เมื่อรู้จักคอมมูนิตี้แห่งนี้กันพอสมควรแล้ว ตอนนี้เรามาดูบทสัมภาษณ์ของ ดร.ป๊อป กันบ้าง ว่าคาเฟ่สุดชิคแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก่อนจะมาเป็น Tough Cafe  สำหรับ ทัฟ คาเฟ่ เรามีความคิดที่จะเริ่มทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ซึ่งเดิมสถานที่แห่งนี้ ก่อนมาเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ในตอนนั้นเราอยากจะทำรถคัสตอม ทำร้านคาเฟ่แบบแนวสุดโต่ง แต่ทว่าช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาตลาด จึงคิดว่ายังไม่น่าคุ้มที่จะลงทุน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวแบบของร้านคาเฟ่ที่อยากจะทำ อยากจะทำคาเฟ่แนวคล้าย ๆ ร้าน Deus, Ace Cafe สไตล์อังกฤษ ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งรถคัสตอม แอกเซสเซอรี่ เสื้อผ้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ครบจบหมดที่เดียว รวมไปถึง อยากจะทำคาเฟ่ให้เป็นสไตล์ของการเป็น Cafe Racer ให้เป็นสถานที่ของการรวมพลเหล่าไบค์เกอร์หลากหลายกลุ่มมาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่น การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการเดิมพันอย่างสนุกสนาน มันเป็นความสนุกที่อยากจะหยิบยื่นเอามาทำในประเทศไทย โดยทั้งหมดนี้ เป็นแพลนที่เราจะทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว แต่ต้องพับโปรเจกต์ไปก่อน เพราะว่าทำแล้วกลัวไม่เกิด  แต่ปัจจุบัน พอเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ขึ้นมาแล้ว เราก็อยากทำร้าน ทัฟ คาเฟ่ แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผมจะทำเป็นสเกลขนาดเล็ก แต่ด้วยความชื่นชอบที่จะใส่กลิ่นอายความเป็นไบค์เกอร์เข้าไป จึงออกมาเป็นรูปแบบคอมมูนิตี้อย่างที่เห็น  จะมีการขยับขยายสาขาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ? สำหรับการขยับขยายในอนาคตคิดว่าไม่มี เพราะหัวใจหลักของการเปิดร้านคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมาก็คือ การพบปะกับลูกค้า หรือคนไม่ค่อยรู้จักมอเตอร์ไซค์ มาสัมผัสกับสไตล์คาเฟ่ไบค์เกอร์ มาสัมผัสกับสังคมแห่งนี้ ว่ามันมีอะไรที่พิเศษ มันมีความสนุก มันมีสไตล์ของมัน ตามเป้าหมายของเรานั่นก็คือการเนรมิตที่แห่งนี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ของคนรักมอเตอร์ไซค์ครับ “ส่วนตัวไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ามาเพื่อนั่งคาเฟ่อย่างเดียว อย่างคอนเซ็ปต์ที่กล่าวมาข้างต้น ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของคนรักมอเตอร์ไซค์ หรือคนที่สนใจในเรื่องมอเตอร์ไซค์ สร้างสังคมสำหรับคนรักรถ 2 ล้อ ได้มาพบปะพูดคุย

Honda Wave 110i 2023 เปิดตัวใหม่ล่าสุด

Honda Wave 110i 2023 กับการเปิดตัวครั้งใหม่ ในลุคสปอร์ตพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ประหยัด แรง ทนทาน ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของ Honda Wave 110i 2023 โมเดลที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทุกภาคทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งยังครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave110i ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “ทุกทิศทั่วไทย เชื่อใจที่ 1” New Honda Wave110i มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นลายด้านข้าง หรือด้านหน้า ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทั้งเพิ่มความโดดเด่นด้วยเบาะสีแดง (เฉพาะรุ่นล้อแม็กสีขาว) สะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว หน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟส่องสว่าง ถังน้ำมัน ความจุ 5 ลิตร กล่อง U Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความประหยัด แรง ทนทาน กับขุมพลัง Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM – FI ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลอย่างต่อเนื่องด้วย Fuel Tank ความจุ 5 ลิตร ให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็เป็นเรื่องง่าย สบายใจเสมอ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัล และกล่อง U-box ขนาดใหญ่ 10 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ New Honda Wave110i พร้อมให้คนไทยเลือกเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่นล้อแม็ก สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 4 สี ได้แก่ สีขาว-แดง สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-เทา และสีแดง ราคาแนะนำที่ 46,400 บาท           2.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,400 บาท 3.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,500 บาท     4.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดรัมเบรก มี 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง ราคาแนะนำที่ 37,100 บาท หากใครที่สนใจ สามารถไปชมรถ New Honda Wave110i ได้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand #NewWave110i #ทุกทิศทั่วไทยเชื่อใจที่1 #Honda #HondaMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sondors-Metabeast

Sondors Metabeast เอ็นดูโร่ไฟฟ้าจากเมืองลุงแซมเผยภาพเรนเดอร์แล้ว Sondors Metabeast เปิดให้พรีออเดอร์แล้วแม้จะยังมีแค่เพียงภาพเรนเดอร์ก็ตาม สำหรับใครที่ยังรู้จักค่ายนี้นั้น ก็บอกให้สั้น ๆ ว่านี่คือค่ายรถจักรยานไฟฟ้าสัญชาติอเมริกาที่หันมาเปิดไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยโมเดลแรกก็จะเป็นในสไตล์ของออฟโร้ดหรือดูอัลสปอร์ต หรือที่บ้านเรานิยมเรียกกันว่าสไตล์เอ็นดูโร่นั่นเอง โดยเจ้าเมต้าบีสต์คันนี้ให้กำลัง 6 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้าประมาณ 8 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 40 นิวตันเมตร โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ราว ๆ 80 กม./ชม. ระยะการทำการได้ที่ราว ๆ 70 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 40 กม./ชม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 72 โวลต์ โดยมีน้ำหนักตัวรถที่เบาเพียง 55.8 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นอัปเกรดโดยการเพิ่มรหัส X ต่อท้ายซึ่งจะให้กำลังมากกว่า โดยมีกำลังขนาด 18 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 24 แรงม้ากับแรงบิดสูงถึง 60 นิวตันเมตร โดยเคลมความเร็วสูงสุดมาที่ 120 กม./ชม. และสามารถใช้งานได้ที่ 125 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งและวิ่งที่ความเร็วเฉลี่ย 50 กม. โดยอาศัยพลังงานจากแบตฯ ขนาด 55 แอมป์ชั่วโมง 96 โวลต์ ซึ่งใหญ่กว่าและนั่นทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 90.7 กก. โดยรูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ทางค่ายประเมินว่าทั้งสองโมเดลจะพร้อมส่งมอบได้ช่วงเดือนตุลาคม 2023 นี้ แต่ก็อาจจะไม่ตรงตามนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งสองโมเดลนี้จะจำหน่ายในอเมริกาและประเทศใกล้เคียง ส่วนประเทศอื่น ๆ คงต้องรอไปก่อนนะครับ    สุดท้ายนี้การขายแบบพรีออเดอร์ไว้ก่อนนี้ทางค่ายเคยทำสำเร็จมาแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเปิดให้พรีออเดอร์ทั้งสองโมเดลนี้ในเว็บไซต์ โดยราคาอยู่ที่ 4,500 เหรียญหรือราว ๆ 155,000 บาท และรุ่น X จะอยู่ที่ 8,000 เหรียญหรือราว ๆ 275,000 บาท ทั้งนี้ราคายังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ส่วนผู้ที่สนใจในบ้านเราอาจจะต้องนำเข้ามาเองซึ่งราคาก็คงจะเอาเรื่องเลยล่ะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!