SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

KTM New TFT Display จอใหม่ ใหญ่เท่า iPad KTM New TFT Display เทคโนโลยีใหม่จากค่าย KTM พร้อมสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบใหม่ และหน่วยการเชื่อมต่อใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับ HMI (Human-Machine Interface) หรือ อุปกรณ์แสดงผลที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปสู่ความสามารถในการใช้งานที่เหนือชั้น ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต KTM New TFT Display มีด้วยกันสองรูปแบบ ได้แก่ รุ่น V80 ขนาดหน้าจอ 8.0 นิ้ว เป็นหน้าจอในรูปแบบแนวตั้ง และรุ่น H88 ที่มีขนาดหน้าจอ 8.8 นิ้ว เป็นจอในรูปแบบแนวนอน ซึ่งหน้าจอของทั้งสองรุ่นมีความละเอียดเท่ากันอยู่ที่ 1280×720 พิกเซล และสามารถทัชสกรีนได้ พร้อมกับเทคโนโลยีจอแบบ Bonded ที่มีเทคโนโลยีการเคลือบป้องกันแสงสะท้อน ป้องกันรอยนิ้วมือ และป้องกันแสงจ้า ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจนจากทุกมุมมอง และฟังก์ชันทัชสกรีนที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถใช้งานได้ทั้งแม้กระทั่งสวมถุงมือ โดยสามารถแสดงสีได้ถึง 256,000 สี ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนเกือบ 4 เท่า ทำให้คงรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาพแสง หน้าจอสามารถปรับแต่งได้เองตามความถนัดของผู้ขับขี่ พร้อมตัวเลือกการจัดหน้าจอ 5 รูปแบบ มีตัวเลือกหน้าจอที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ฟังก์ชันหลักได้ตามต้องการ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ การนำทางด้วยแผนที่ รายการโปรด หรือการเล่นเพลง รวมทั้งยังมีโหมดที่แสดงข้อมูลพื้นฐานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยตอนนี้มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดการขับขี่ A/M (อัตโนมัติ/แมนนวล) สำหรับรุ่นที่ติดตั้งระบบ AMT จอยสติ๊ก 5 ทิศทางพร้อมปุ่มย้อนกลับ ปุ่มควบคุมระบบครูซคอนโทรล สวิตช์ไฟ และปุ่มสตาร์ท และปุ่มแพดเดิ้ลชิฟต์แบบใหม่ที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับรุ่นที่ไม่มีระบบ AMT ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง การเปิด/ปิดการอุ่นมือจับ การอุ่นเบาะนั่ง และไฟตัดหมอก ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ และปุ่มทั้งหมดนี้ยังมีไฟส่องสว่าง และการออกแบบกราฟิกที่วางในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายในทุกสภาพการขับขี่ ระบบนำทางด้วยแผนที่ออฟไลน์ที่ถูกติดตั้งมาในจอใหม่นี้ ทำให้สามารถใช้งานนำทางแบบเรียลไทม์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนเส้นทางในการขับขี่จากจุด A ไปยังจุด B หรือไปตามจุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น ระบบ CCU3.0 ที่มาพร้อมกับจอที่ถูกพัฒนาใหม่จะทำให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้อย่างราบรื่นทุกครั้งที่มีการสตาร์ทรถ ง่ายชนิดที่ว่าถ้าผู้ขับขี่ฟังเพลงค้างไว้บนมือถือ แล้วมาสตาร์ทรถเพลงนั้นจะเด้งมาที่หน้าจอกลาง และสามารถเล่นเพลงต่อได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดจากโทรศัพท์ได้ การมาของเทคโนโลยีหน้าจอใหม่นี้จะทำให้การอัปเดตซอฟต์แวร์ระบบของมอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงแรกการอัปเดตซอฟต์แวร์ทั้งหมดจะต้องดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายของ KTM ก่อน แต่ในอนาคตสามารถอัปเดตผ่านระบบ Over-the-Air (OTA) ได้โดยตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ คุณสมบัติเด่น ระบบปฏิบัติการ Android Automotive รองรับการสตรีมแอปพลิเคชันจากสมาร์ทโฟนไปยังแผงหน้าปัด รองรับการอัปเดตระบบ Over-the-Air ในอนาคต หน่วยความจำของระบบขนาด 32 GB มาพร้อม RAM ขนาด 3 GB รองรับ IoT (Internet of Things) eSim ระบบ GPS Bluetooth Wi-Fi ฟังก์ชันการควบคุมระดับเสียงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ แผงหน้าปัดที่พัฒนาใหม่นี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในมอเตอร์ไซค์ แต่ยังเปิดประตูสู่ยุคของเทคโนโลยีแบบเต็มรูปแบบ เมื่อจับคู่กับ DNA “READY TO RACE” ของ KTM จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น KTM TFT ที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปใช้กับรถรุ่นเรือธงในปี 2025 โดยคาดว่าจะมาในรุ่น 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO ที่จะเปิดตัวใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF R7 อัพสเปค เพิ่มสีใหม่ 2025 Yamaha YZF R7 อีกหนึ่งโมเดลที่เปิดตัวใหม่เช่นเดียวกับน้องใหม่ในตระกูล R-Series อย่าง R9 เท่านั้น แน่นอนว่าคันนี้เองก็มีดีกรีร้อนแรงไม่แพ้รุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง พิกัด 700CC (CP2) มาพร้อมสีสันใหม่ เปิดราคาโมเดลใหม่ที่ 9,199 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 309,000 บาท เครื่องยนต์สองสูบจี๊ดจ๊าดถึงใจ ขุมพลัง CP2 พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี DOHC มอบพลังและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจและแท้จริงในแบบ Supersport เพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ช่วยให้มีแรงบิดที่ต่อเนื่องเพื่อการเร่งที่เร้าใจ และลดการสั่นสะเทือน ช่วงล่างปรับใหม่ มั่นใจทุกโค้ง ระบบกันสะเทือนหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่มีการปรับอัตราสปริง และการหน่วงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง ระบบช่วงล่างด้านหลังมาแบบระบบโช้คเดี่ยว Monocross สามารถปรับพรีโหลดสปริง และให้ความสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างขับขี่ โดยช่วงออกแบบมาให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการขี่ในสนามแข่ง ในส่วนของระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นระบบเบรก OEM จากโรงงานที่มีประสิทธิภาพการเบรกไม่แพ้ค่ายดัง ระบบ Assist slipper clutch สามารถช่วยลดแรงกดที่ก้านคลัตช์ขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยให้เชนจ์เกียร์ไว ไม่กระชาก ให้ความรู้สึกที่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ให้ประสบการณ์การขับขี่แบบ Supersport ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Quick Shift System (QSS) ที่ทำให้การเข้าเกียร์ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องกำคลัตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้มากับ YZF-R7 2025 Yamaha YZF R7 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ CP2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Assist Slipper clutch ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 180/55 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ ร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก OEM จากโรงงาน เบรกหลัง ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 706 x 2,070 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,394 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 134 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 187.7 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12.8 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้

Hayabusa ทำสถิติใหม่ แรงทะลุ 440 กม./ชม. หากคุณคิดว่ารถคุณเร็วแล้ว แรงแล้ว บางทีคุณอาจจะต้องกลับมานั่งพิจารณาตัวเองเสียใหม่ให้ดี เพราะล่าสุด Suzuki Hayabusa ทำสถิติใหม่แรงทะลุ 440 กม./ชม. ซึ่งหลาย ๆ คนที่มีอายุสักหน่อยน่าจะรับรู้กันได้ดีว่าเจ้าเหยี่ยวย้อนกลับเจ้าคันนี้เคยเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นู่นเลย และนั่นแหละที่ทำให้เจ้าคันนี้เป็นรถที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันและอยากเป็นเจ้าของ รวมไปถึงมีแฟนคลับอยู่เหนียวแน่นมาโดยตลอด สำหรับสถิติความเร็วในครั้งนี้เป็นการทำสถิติทำความเร็วในทางตรงที่ประเทศอังกฤษ โดยมี Jarrod Frost หรือฉายาว่า Jack Frost ผู้ก่อตั้งสำนัก Holeshot Racing เป็นผู้ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 274.926 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือเท่ากับ 442.450 กม./ชม. ซึ่งความเร็วดังกล่าวนั้นเร็วกว่าความเร็วที่เครื่องบินโดยสารเทคออฟจากกราวด์เสียอีก รายละเอียดในการทำสถิติครั้งนี้มีคร่าว ๆ ดังนี้ โดยมีการทำสถิติที่สนามบิน Elvington Airfield และสามารถทำลายสถิติเดิมที่ Guy Martin คนบ้าความเร็วทำเอาไว้ที่ 270.9 ไมล์ต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือ 435.971 กม./ชม. ที่ทำสถิติไว้ปีที่แล้ว ณ สนามบินแห่งเดียวกันนี้ โดยก่อนหน้านี้เขาก็พยายามทำสถิติอยู่หลายรันด้วยกันกระทั่งสามารถทำให้ Hayabusa ทำสถิติใหม่ ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจแห่งความแรงเห็นจะหนีไม่พ้นเทอร์โบชาร์จเจอร์ AET ที่คัสตอมพิเศษ ร่วมกับวาล์วโบลว์ออฟ Turbosmart ชุดระบายความร้อนที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ก้านสูบ Carillo ลูกสูบอัปสเป็คพิเศษ แคม Kent Performance ปิดท้ายด้วยชุดเกียร์บ็อกซ์และชามคลัตช์ CNC พิเศษ ทั้งหมดนี้ช่วยให้รีดแรงม้าได้ราว ๆ 700 – 750 แรงม้าเลยทีเดียว โดยทีไม่มีการเปลี่ยนห้องข้อเหวี่ยง ความกว้างกระบอกสูบ และระยะชักเลย ง่าย ๆ ว่าความจุเท่าเดิม และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ช่วยส่งเสริมอย่างล้อคาร์บอน BST และแฟริ่งคัสตอมที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำแฟริ่งด้านหน้า GSX-R1000R เสริมด้วยปีกแอโรไดนามิก ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins สวิงอาร์มสั่งทำพิเศษ และคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 RX เห็นตัวเลขแบบนี้รถของคุณน่าจะต้องชิดซ้ายไปหน่อย แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับ ยังไงเสียรถคันโปรดของคุณก็เป็นไปในแบบที่คุณชอบ ส่วนเจ้านี่มันคือรถที่ไว้ทำสถิติครับ ไปขี่ที่อื่นก็รับรองว่าลำบากกว่ารถคันโปรดของคุณแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023 “อินทรีแซงค์” – กฤษฎา จำรูญจารีต ยอดนักบิดขวัญใจกองเชียร์ทางฝุ่นจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” เจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมด้วยสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF250R หมายเลข 17 สังกัดทีม Honda Racing Thailand S Motor สู้สุดใจสมศักดิ์ศรีแชมป์ประเทศไทยในศึก FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย แต่ด้วยอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในสนามออกมาได้ดีที่สุด ถึงแม้จะพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกันจากโอกาสที่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวลั่นพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งในฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขัน FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย ดวลกัน ณ สนามเสี่ยน้องสิงห์สองฝั่ง จ.มุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อินทรีแซงค์-กฤษฎา มีคะแนนสะสมอยู่ 128 แต้ม รั้งอันดับที่ 2 ตามคู่แข่งอยู่ 6 คะแนน โดยยอดนักบิดดาวรุ่งหมายเลข 17 ได้ต่อสู้สุดใจจนสามารถคว้าโพเดียม สนามส่งท้าย FMSCT Thailand Motocross 2023 สำเร็จ แม้ในท้ายที่สุดจะพลาดแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 5 ด้วยคะแนนห่างเพียง 4 คะแนน แต่เจ้าตัวได้ฝืนอาการบาดเจ็บ สู้เต็มที่ในสนามนี้แล้ว และพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน โดยเริ่มออกสตาร์ตจากตำแหน่งที่ 3 พร้อมรถแข่งคู่ใจ Honda CRF250R หมายเลข 17 เปิดการ์ดสู้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถขึ้นเป็นผู้นำ ในสถานการณ์ของการแข่งขัน “อินทรีแซงค์-กฤษฎา” ถึงจะคว้าผลงานดีที่สุดมาก็ยังต้องลุ้นผลงานของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับทุกข้อจำกัดทั้งอาการบาดเจ็บและโอกาสที่เป็นรอง ซึ่งยอดนักบิดจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” นับได้ว่าสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แบกอาการบาดเจ็บเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คู่แข่งตามมาเป็นอันดับ 3 แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันเจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกันต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการที่บาดเจ็บ พร้อมพบกับความท้าทายครั้งใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์อีกครั้งใน FMSCT Thailand Motocross ฤดูกาลหน้า โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าทุกคนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR WSBK Edition ตัวสุดสายเขียว ขายแค่ 10 คัน ล่าสุดก็มีโมเดลพิเศษจากทางค่ายเขียวมายั่ว ๆ สาวกนินจากันซึ่งก็คือเจ้า Kawasaki Ninja ZX-10RR WSBK Edition ที่แน่นอนว่าจะหน้าตาละม้ายคล้ายกับรถแข่งทีมโรงงานแบบแยกแทบไม่ออกกันเลยทีเดียว แถมเพื่อให้ออกมายอดเยี่ยมที่สุดรถที่ว่านี้ยังใช้ผู้เชี่ยวชาญจากทางทีมแข่งของทางคาวาซากิมาช่วยจัดการให้อีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับรถแข่งในศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ของ Jonathan Rea และ Alex Lowes มากที่สุด ซึ่งโมเดลพื้นฐานอย่างเจ้า R เดี่ยวยังจัดเต็มฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างเกือบทุกแบบที่ซูเปอร์ไบค์สมัยใหม่เขามี และเมื่อเป็นดับเบิ้ลอาร์ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการขับขี่ในสนามเข้าไปอีก เช่น ลูกสูบน้ำหนักเบาและก้านสูบไทเทเนียมจาก Pankl Racing System แคมชาฟต์ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ สลักลูกสูบเคลือบ DLC และสปริงวาล์วแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี มีแรงม้าทะลุ 200 ตัวไปได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังมีล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini ที่ส่งผลดีต่อการขับขี่ในสนามมาก ๆ และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมาพร้อมปลายท่อไอเสียคาร์บอนจาก Akrapovic และวินด์ชิลด์หน้าแบบย้อมสีอีกด้วย แต่ที่สำคัญคือการมีระบบรับอากาศดีแบบแปรผัน ด้วยการมีกรวยไอดีที่มีความยาวแปรผันได้ ติดตั้งอยู่ในแอร์บ็อกซ์สำหรับใช้ในการแข่งขัน โดยสามารถสั่งให้ทำงานได้โดยใช้ชุดเรซซิ่งคิท ชุดไฟพิเศษและตัวควบคุม ซึ่งจะระบบนี้จะยกปากแตรไอดีด้วยมอเตอร์เซอร์โวที่รอบเครื่องยนต์สูงๆ ทำให้สามารถดูดอากาศเข้ามาได้มากขึ้น และที่รอบต่ำและรอบกลาง กรวยไอดีก็จะอยู่ที่ระดับเดิมเพื่อให้อากาศเข้ามาอย่างเหมาะสม จากการที่มีทางเดินไอดีที่ยาวและมีความเร็วของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ว้ำกันของแต่ละคันบนเพลทที่ถังน้ำมัน และชุดบ็อกซ์พิเศษที่ด้านในจะประกอบไปด้วยใบเซอร์ 2 ชุดพร้อมลายเซ็นของ Jonathan Rea และ Alex Lowes บล็อกแก้วสลักด้วยเนเซอร์เป็นรูปโมเดลรถ กุญแจรถคัสตอมพิเศษและคลิปสำหรับหนีบเงินพิเศษ นอกจากนี้จะยังได้รับชุดสติกเกอร์เบอร์แข่งของนักแข่งทั้งสอง คือ Jonathan Rea เบอร์ 65 และ Alex Lowes เบอร์ 22 เพื่อใช้ตกแต่งรถของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสนนราคานั้นจะอยู่ที่ 33,145 ยูโรหรือราว ๆ 1.24 ล้านบาทครับ หากมีมีขายในไทยล่ะก็ราคาไม่เบาแน่นอนครับ เพราะมีแค่ 10 คันเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทาง Yamaha กำลังเตรียมที่จะส่งชุดอุปกรณ์การอัปเกรดให้แก่ YZR-M1 ของ พ่อหมอ Valentino Rossi หลังจากที่พ่อหมอ Valentino Rossi ได้ออกมาโชว์ลวดลายและฟอร์มอันร้อนแรงไปเมื่อสัปดาห์ก่อนในการแข่งขันที่สนาม Silverstone นั้นก็ได้ออกมาบอกว่าทางทีมโรงงานกำลังส่งชุดอุปกรณ์อัปเกรดให้กับรถของเขาหลังจากที่ขอมาแล้วเป็นเวลากว่าสองปี!! โดยพ่อหมอของเราได้กล่าวว่า “Yamaha นั้นกำลังเริ่มทำสิ่งที่ฉลาด เช่นอัตราการเร่งและระบบไฟฟ้าเพื่อจัดการกับยางด้านหลังให้ดีขึ้น” “นี้เป็นสิ่งที่ผมร้องขอมาแล้วเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบเลยก่อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา” “เราอาจจะสามารถปรับปรุงและแข่งขันได้อย่างดีขึ้นในปลายปีนี้และปีหน้า” “เราได้พัฒนาขึ้นมาบ้างแล้วแต่ยังเหลือหนทางอยู่อีกยาวไกล” Rossi กล่าวเพิ่ม นอกจากนั้นพ่อหมอ Rossi ยังกล่าวถึงอุปกรณ์อัปเกรดอีกชิ้นนึงด้วยที่เขาได้เคยร้องขอไปยังทาง Yamaha คือสวิงอาร์มแบบคาร์บอนที่ตอนนี้ยังคงใช้เป็นแบบอลูมิเนียม โดย Rossi ได้กล่าวเกี่ยวกับการมาของสวิงอาร์มแบบคาร์บอนเอาไว้ว่า “ผมยังไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นสวิงอาร์มใหม่นี้เมื่อไหร่ แต่ผมก็คิดและหวังว่าจะไม่ต้องรอนานหนักในการที่จะได้เห็นมัน” อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

หลังจากที่ ซูซูกิ ประกาศศักดาในการคว้าแชมป์ การแข่งขันรายการรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการที่ใหญ่ที่สุดอย่าง MotoGP สนามที่ผ่านมา ณ สนาม ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ซึ่งในปีนี้ ซูซูกิ ได้แชมป์รายการ MotoGP นี้ ถึง 2 สนาม และสามารถขึ้นโพเดียม รวม 7 สนาม จากการแข่งขัน 12 สนามที่ผ่านมา ในปี 2019 เส้นทางการกลับมาสู่สังเวียน MotoGP ครั้งนี้เป็นอย่างไร ติดตามกันได้เลย ซูซูกิ ได้กลับเข้ามาร่วมในการแข่งขันรายการรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP ในปี 2015 ภายใต้ทีมโรงงาน นามว่า Team Suzuki Ecstar ที่ได้ผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องอย่าง ดาวิเด เบริโว่ มานั่งแท่นบริหาร และจัดการทีม พร้อมทั้งทีมงานคุณภาพจากที่ต่างๆ มารวมตัวกัน เพื่อสร้างโปรเจคที่ทุกคนรอคอย กับการเป็นจ้าวแห่งสนามแข่งอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ซูซูกิได้กลับมาพร้อมกับ รถจักรยานยนต์สูตรเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งรหัสความแรงในครั้งนี้คือ GSX-RR ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ ขนาด 1,000 ซีซี ที่นำเทคโนโลยีอันล้ำสมัย มาบรรจุ เพื่อให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่แรง และล้ำสมัยที่สุด แต่ละชิ้นส่วนที่สุดยอด ถูกนำมาคัดสรร ทำให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 340 กม./ชม. ในเวลาไม่กี่วินาที อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบาเพียง 157 กก. เท่านั้น แต่มีความทนทานเป็นเยี่ยม ซึ่งทำให้สามารถคว้าแชมป์กลับมาครองได้ ในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ต่อมาในปี 2017 ซูซูกิ ได้เรียกเสียง ฮือฮา ด้วยการเซ็นสัญญากับ 2 นักแข่งใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักแข่งดาวรุ่งจาก Moto2 อย่าง อเล็กซ์ รินส์ หมายเลข 42 ที่กำลังเป็นที่จับตามอง อีกทั้งยังพัฒนา ซูซูกิ GSX-RR ให้ทรงประสิทธิภาพขึ้นไปอีก ซึ่งในปี 2018 นั้น 2 นักแข่งจาก Team Suzuki Ecstar สร้างปรากฏการณ์ ขึ้นโพเดียมถึง 9 ครั้ง จาก 17 สนาม ซูซูกิ ยังคงไม่หยุดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสมรรถนะ ของ GSX-RR และก้าวขึ้นเป็นจ้าวแห่งสนามแข่ง ด้วยการเซ็นสัญญานักแข่งดาวรุ่ง เข้ามาร่วมทีมอย่าง โจน เมียร์ เจ้าของหมายเลข 36 มาเสริมความแกร่ง ให้กับ Team Suzuki Ecstar ปี 2019 และเพียง 3 สนามเท่านั้น ซูซูกิ ก็แผลงฤทธิ์ อเล็กซ์ รินส์ ได้ระเบิด ฟอร์มการขับขี่ GSX-RR อย่างร้อนแรงคว้าแชมป์ที่สนาม เรดบูล กรังด์ปรีซ์ ออฟ อเมริกา อีกทั้ง ยังขึ้นโพเดียมในอันดับที่ 2 ในสนามถัดมาที่ Jerez พร้อมทำคะแนนการแข่งขัน อยู่ในกลุ่มผู้นำ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดคว้าแชมป์ที่สนาม ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ อีกครั้ง อย่างเร้าใจ แบบสุดมันส์ ทำให้คะแนนรวม ณ ปัจจุบันเป็นอันดับที่ 3 ในขณะนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแบบก้าวกระโดด จากผลงานทั้งหมดที่ผ่านมา โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ก็คว้าแชมป์ และโพเดียมมาครองอย่างมากมาย และเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ทำให้มีสาวกซูซูกิ และแฟนคลับของ อเล็กซ์ รินส์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในปีนี้ยังเหลือ อีก 7 สนาม ซึ่ง 1 ในนั้นคือ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่ประเทศไทยนั่นเอง เรามาดูกันว่า Team Suzuki Ecstar / อเล็กซ์ รินส์ หมายเลข 42 และ โจน เมียร์