SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

CEO Formula E ตอกกลับ Max Verstappen หลังโดนวิจารณ์กฎ F1 2026 เหมือนรถไฟฟ้ากินสเตียรอยด์ พร้อมส่งข้อความท้าให้มาลองขับของจริงที่เจดดาห์

มาร์โก เบซเซคคี่ เผย รู้สึกโชคดีเมื่อได้เคียงข้างมาร์ติน มาร์โก เบซเซคคี่ นักบิดจากทีม Aprilia Racing ได้ออกมาเผยว่าตนนั้นพร้อมแล้วที่จะลงแข่งให้กับทีมโรงงานของ Aprilia และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ‘รู้สึกโชคดี’ ที่จะร่วมเป็นทีมเมทกับแชมป์โลกคนล่าสุดอย่างฆอร์เก้ มาร์ติน บัญญาย่าทำได้ดี แต่มาร์ตินคู่ควรกับแชมป์มากกว่า อดีตนักแข่งทีม VR46 รายนี้เตรียมย้ายเข้าไปแข่งทีมโรงงานเป็นครั้งแรกในอาชีพกับ Aprilia โดยเบซเซคคี่จะเข้ามาเป็นทีมเมทร่วมกับ ฆอร์เก้ มาร์ติน แชมป์โลกคนล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP ซึ่งเขาเองชื่นชมทั้ง บัญญาย่า และ มาร์ติน ที่สามารถเค้นฟอร์มเก่ง ขับเคี่ยวแย่งแชมป์ในฤดูกาล 2024 ได้อย่างสูสี แต่ก็ยอมรับว่าทีมเมทคนใหม่ของเจ้าตัวคู่ควรกับตำแหน่งแชมป์มากกว่า “มาร์ตินทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (2024) เขามีความสม่ำเสมอ เร็ว และมีเทคนิคความสามารถในตลอดการแข่งขัน เขาอาจจะไม่ชนะเท่าบัญญาย่า แต่สุดท้ายแล้วมาร์ตินก็สามารถคว้าแชมป์ได้ เพราะการคว้าแชมป์ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วเพียงอย่างเดียว” และยังเผยว่าตนนั้นโชคดีที่ได้เป็นทีมเมทกับฆอร์เก้ มาร์ติน เพราะเจ้าตัวมองว่าการได้ร่วมทีมด้วยกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ และได้เก็บเกี่ยวข้อมูลที่สำคัญจากนักบิดที่เป็นแชมป์ประจำรายการคนล่าสุด “การได้ร่วมทีมฆอร์เก้ถือเป็นโชคดีครั้งใหญ่ เพราะเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นนี่จะถือเป็นโอกาสเรียนรู้ และเป็นโอกาสที่จะได้รับข้อมูลสำคัญจากนักบิดที่เก่งที่สุดในโลก” 2024 ฤดูกาลที่ไม่ค่อยน่าจดจำ เบซเซคคี่ในการแข่งขันฤดูกาล 2024 อาจจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเจ้าตัวนั้นเจออุปสรรคต่าง ๆ มาตลอดฤดูกาลกับรถ GP23 โดยความสำเร็จที่ทำได้กับทีม VR46 ในการแข่งขันฤดูกาล 2024 สามารถทำได้หนึ่งโพเดียมด้วยการจบอันดับที่ 3 ในการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาล อีกทั้งยังจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 12 สะสมได้ 153 คะแนน ตามหลังเพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟาบิโอ ดิ จานนานโตนิโอ อยู่ที่ 12 คะแนน “มันเป็นฤดูกาลที่ยากมาก ผมไม่คิดว่าผมจะต้องเจอความยากลำบากขนาดนี้ ตั้งแต่การทดสอบตัวรถครั้งแรก ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวรถแล้ว” “ผมมั่นใจว่าผมเติบโตขึ้นมากในปีนี้ ทั้งชีวิตส่วนตัว และชีวิตนักแข่ง เพราะตลอดฤดูกาลที่ผ่านผมไม่เคยรู้สึกดีบนตัวรถเลย ต้องปรับตัวอยู่ตลอด และแน่นอนว่าผมคาดหวังเรื่องผลงานมากกว่านี้ และผมก็อยากทำให้ได้ดีมากกว่านี้” การลงทดสอบตัวแข่งในสนามถัดไปจะลงทดสอบกันที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยจะแบ่งเป็นรอบ Shakedown Test ที่ให้เฉพาะนักแข่งที่เข้ามาแข่งขันในฤดูกาล 2025 ครั้งแรกลงทดสอบ และTest Riders ของทีม โดยจะทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2025 และการทดสอบ Sepang Test จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4 25 เตรียมลง “แข่งอึด” ครั้งแรก รอแล้ว รอเล่า..ว่าจะลงสนามแข่งเมื่อไหร่ สำหรับเจ้า Ducati Panigale V4 25 ปีศาจอาร์มคู่ V4 หลังชวดในสนามแข่งขัน WorldSBK ฤดูกาล 2025 ไปอย่างน่าเสียดาย (ยังไม่มีรุ่นในเวอร์ชัน V4R) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายได้ยืนยันแล้วว่าเจ้าดูคาติรุ่นล่าสุด จะถูกส่งแข่งขัน โชว์ความอึดในรายการ Endurance World Championship (EWC) 2025 ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวในสนามแข่งครั้งแรกของซูเปอร์ไบค์รุ่นนี้ โดยดูคาติจะส่ง Panigale V4 เวอร์ชันปีล่าสุดทำการลงศึกกับสังกัดทีม Aviobike WRS โดยมีนักแข่งฝีมือดีอย่าง Luca Bernardi อดีตนักแข่งจาก World SuperBike ร่วมด้วย Akito Haga ถึงแม้ว่าทีม Aviobike WRS จะเป็นทีมหลักในรายการแข่งขันเวิร์ล เอ็นดูรานซ์ มาหลายปี แต่ทีมนี้จะเป็นทีมแรกที่ได้ใช้ พานิกาเล่ V4 เวอร์ชันปีล่าสุดในการแข่งขัน ทำเอาทีมอื่น ๆ อิจฉาตาร้อนกันเลยทีเดียว ด้วยสมรรถนะอันร้อนแรงที่ได้รับปรับปรุงมาใหม่ กับเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale V4 ขนาด 1,103 ซีซี พร้อมการปรับปรุงระบบวาล์ว ทำให้มีแรงม้ามากถึง 216 แรงม้า และแรงบิดขนาด 121 นิวตันเมตร บวกกับชุดแอโรไดนามิกชิ้นใหม่ ดีไซน์ใหม่รอบคัน รวมถึงช่วงล่างตัวเทพกับสวิงอาร์มคู่ที่ทางค่ายการันตีขี่เร็วกว่าตัวเก่าถึง 1 วินาทีโดยนักทดสอบจากดูคาติ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ติดตั้งมามากมายแต่สำหรับการแข่งขันคงมีตัดทอนให้ใช้ในบางส่วน แต่ก็ได้เปรียบอยู่ดีหล่ะครับ ถ้านักขี่ไม่กากเกินไปซะก่อน เตรียมลงสู่สนามครั้งแรกที่ Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 19 เมษายนนี้ “พวกเราจะเป็นทีมแรก และเป็นทีมเดียวที่ใช้เจ้า Panigale V4 รุ่นใหม่ ในการแข่งขัน EWC นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีจากโรงงาน Borgo Panigale รวมทั้งยังเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิด “Made in Italy, สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสามแนวคิดหลักของ WRS และผมแทบจะรอไม่ไหวแล้ว อยากอยู่ในสนามแข่งท่ามกลางผู้ชมมากมาย และผมมั่นใจว่า ด้วยรถที่มีสมรรถนะสูง บวกกับนักแข่งที่มีพรสวรรค์และทีมที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เราจะสามารถขึ้นนำได้ตั้งแต่ต้น” Nicolas Zavoli CEO ของ WRS กล่าว นับว่าเป็นข่าวดี สำหรับแฟน ๆ ดูคาติ และเหมือนจะเห็นข่าวแว่ว ๆ ว่าฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า นักบิดจากโมโตจีพีสนใจที่จะเข้ามาแข่งขันในรายการนี้อีกด้วย ซึ่ง..จริงไม่จริงเราไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ เอ็นดูรานซ์ในปีนี้สนุกเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Exciter 155 VVA 2021 โฉมใหม่เปิดตัวแล้ว ในที่สุดก็เปิดตัวสักทีกับ All New Yamaha Exciter 155 VVA 2021 ซึ่งเปิดตัวในวันเลขสวยอย่างวันที่ 7 เดือน 7 กับรูปแบบการเปิดตัวแบบออนไลน์ผ่านทาง Facebook ของทาง Yamaha Society Thailand โดยเป็นการเปิดตัวถึง 6 โมเดลด้วยกัน และ 1 ในนั้นคือเจ้าเอ็กซ์ไซเตอร์ที่เปิดตัวมาในรูปแบบของ All New โมเดลครับ สำหรับเอ็กซ์ไซเตอร์โมเดลใหม่นี้ ไม่เพียงแต่จะมีดีไซน์ใหม่ที่ใช้คอนเซ็ปต์ R-Series DNA ที่ทำให้ตัวรถมีรูปทรงแบบแอโรไดนามิกแล้ว ก็ยังมีจุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน อาทิเครื่องยนต์ 155 ซีซี VVA พร้อมกับเกียร์สปอร์ต 6 สปีดพร้อมคลัตช์มือและระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์สมกับเป็นสปอร์ตโมเป็ดที่แท้ทรู ตัวรถยังดีไซน์เฟรมใหม่เป็นรูปตัว Y ที่มีน้ำหนักเบา เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น โดยทำงานสัมพันธ์กับโช้คหน้าเทเลสโคปิคที่ปรับระยะยุบใหม่ให้มากขึ้น ช่วยให้ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น และยังนุ่มนวลและเกาะถนนมากขึ้น ด้านหลังมีโช้คเดี่ยวที่ได้รับการออกแบบตามหลัก “คันโนะเฮียวกะ”* พร้อมส่วนป้องกันโช้คอัพที่แผงกันล้อหลัง ผสานการทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ช่วยลดแรงกระแทก ขับขี่นุ่ม นั่งสบาย ทรงตัวดี *ประเมินสมรรถนะการขับขี่จากมุมมองและความรู้สึกของนักขี่ทดสอบ เจ้าโฉมใหม่คันนี้ยังมีความทันสมัยตั้งแต่หัวจดท้าย ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ แบบแยกโคมไฟสูงและไฟต่ำ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ พร้อมด้วยไฟท้าย ดีไซน์ใหม่แบบ LED โฉบเฉี่ยวเร้าใจทุกมุมมอง ส่วนไฟเลี้ยวจะแบบแยกชิ้นสไตล์สปอร์ต สว่างปลอดภัย ตัวรถด้านหน้ายังมีหน้าจอเรือนไมล์ Full LCD แบบดิจิทัล Full LCD ดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย แสดงฟังก์ชันการทำงานที่ครบครัน พร้อมตอบสนองทุกการเดินทางไกลด้วย ถังน้ำมัน ความจุมากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น ด้วยถังน้ำมันขนาดความจุ 5.4 ลิตร สุดท้ายนี้เจ้าสปอร์ตโมเป็ดคันนี้จะมาพร้อมกับสีสันใหม่ด้วยกัน 2 สี 2 สไตล์ คือ สีน้ำเงิน GP BLUE และสีดำ RC BLACK และวางจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 68,000 บาท ติดตามข่าว Yamaha ได้ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZF-R3 2021 เพิ่มสีใหม่ โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ล่าสุดวันนี้ยามาฮ่า มอเตอร์ ประเทศไทยก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่มากถึง 6 โมเดลด้วยกัน โดยโมเดลที่จะพูดถึงในบทความนี้จะเป็นเจ้า Yamaha YZF-R3 2021 ซึ่งจะเป็นสีใหม่ 1 สี และสีเดิมยังคงจำหน่ายต่ออีก 2 สี โดยสีใหม่ที่ว่าคือสีฟ้าเมทัลลิก Cyan Metallic ครับ และสีเดิมที่ยังจำหน่ายต่อจะเป็นสีน้ำเงิน-เทา Yamaha Racing Blue และสีดำด้าน Matt Black ส่วนสีเดิมอย่างสีเทา-ดำนั้นไม่ได้ไปต่อครับ รายละเอียดในส่วนของสเปกนั้นยังคงเดิมครับ ยังคงใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 321 ซีซี พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ให้ความแรงระดับแถวหน้าของคลาส จุดเด่นอื่นๆ ก็จะมีโช้คหน้าหัวกลับ แฟริ่งดีไซน์รองรับอากาศพลศาสตร์ ไฟหน้าแบบ Full LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลและชิฟต์ไลท์ นอกจากยังมีระบบเบรกแบบ ABS อีกด้วย ส่วนราคานั้นจะแนะนำอยู่ที่ 198,200 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Grand Filano Hybrid 2021 ปรับสีใหม่ ถูกใจวัยรุ่น ล่าสุดวันนี้ Yamaha ประเทศไทยก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Yamaha Grand Filano Hybrid 2021 และ Grand Filano Hybrid ABS 2021 ซึ่งก็จะเป็นสีใหม่นั่นเอง แต่ในส่วนของสเปกนั้นยังคงเดิมไม่ได้ดีการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ สำหรับรุ่นสแตนดาร์ดนั้นจะมีสีใหม่ให้เลือกทั้งหมด 4 เฉดสีด้วยกันครับ ได้แก่ สีแดง Energetic Red, สีเทา Luxury Grey, สีน้ำเงิน Fresh Blue และสีดำ Majestic Black โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 58,600 บาท (แพงขึ้น 400 บาท) และสำหรับรุ่น ABS ก็จะมีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ สีชมพู Chaming Old Rose และสีน้ำตาล Earth Brown โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 63,100 บาท (แพงขึ้น 400 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VESPA S125 สกู๊ตเตอร์ขวัญใจวัยรุ่น อีกหนึ่งโมเดลยอดนิยมจากเวสป้า กลับมาสร้างความสนุกบนเส้นทางแห่งสีสันอีกครั้งกับเฉดสีและดีเทลที่อินสไปร์ให้ทุกคนสัมผัสถึงอารมณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวสุดขั้ว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมืองได้อย่างลงตัว พร้อมสะกดทุกสายตาให้จับจ้องกับ 2 เฉดสีใหม่ ได้แก่ สีส้ม ORANGE TAORMINA และ สีแดง RED PASSIONE มาพร้อมกับการตกแต่งด้วยเฉดสีดำและลวดลายกราฟิกที่พร้อมสะกดทุกสายตาให้จับจ้อง สำหรับ VESPA S125 I-GET สี ORANGE TAORMINA คือเฉดสีที่บ่งบอกถึงความทันสมัย เปรียบเสมือนอะดรีนาลินที่คอยขับเคลื่อนพลังให้ออกไปสนุกกับกิจกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ รอบตัว พร้อมสะท้อนบุคลิกมั่นใจ โดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง ต้องการความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครด้วยสีจัดจ้านและพร้อมเป็นจุดสนใจของผู้คนอย่างง่ายดาย VESPA S125 I-GET สี ORANGE TAORMINA ราคา 98,900 บาท* และอีกหนึ่งในเฉดสียอดนิยมตลอดกาลกับ สีแดง RED PASSIONE สีที่ขับเน้นความโดดเด่นชัดเจน สีแดงยังนับว่าเป็น สีที่สะท้อนความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง กระตุ้นอารมณ์ให้รู้สึกถึงความรวดเร็วและปราดเปรียว เข้ากับบุคลิกของ VESPA S ที่เป็นสกู๊ตเตอร์สายสปอร์ตได้เป็นอย่างดี VESPA S 125 I-GET สี RED PASSIONE ราคา 98,900 บาท* *ราคานี้เป็นราคา ON THE ROAD PRICE ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ. ประกันรถหายและ Welcome kit ไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบ LED และดีไซน์เนกไท โฉบเฉี่ยวกว่าที่เคยกับดีไซน์ไฟหน้าทรงเหลี่ยมที่มาพร้อมหลอดไฟแบบ LED ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ขณะขับขี่ทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน มาพร้อมดีไซน์เนกไทที่ช่วยเพิ่มมิติความโดดเด่น ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเวสป้าได้อย่างชัดเจน แผงหน้าปัดเรือนไมล์ แสดงผลการใช้งานขณะขับขี่ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การบอกความเร็ว สัญญาณเตือนต่างๆ และจอแสดงผลข้อมูลสำคัญ เช่น ระยะทาง, รอบระยะ (Trip), ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง, และนาฬิกา ที่พักเท้า ลดความกว้างของพื้นที่วางเท้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขณะขับขี่และจอดที่พักเท้าของ รุ่น S ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อผู้ขับขี่ที่วางเท้าไม่ถึงพื้นขณะจอด โดยการลดความกว้างจะช่วยให้ ผู้ขับขี่สามารถวางเท้าบนพื้นได้ถนัดและทรงตัวได้ดีมากยิ่งขึ้น ช่องสายชาร์จ USB เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น เมื่อต้องการชาร์จโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ขนาดเล็ก ที่มาพร้อมฝาปิด เพิ่มความสปอร์ต ด้วยเฉดสีดำ ด้วยการนำเฉดสีดำมาตกแต่งพาร์ทต่างๆ ของรถ ไม่ว่าจะเป็น กรอบไฟหน้า กรอบไฟท้าย บังแตร กระจกมองหลัง คิ้วตัวถังด้านหน้า ล้อแม็กซ์ ที่จับของ ผู้โดยสาร ฝาครอบท่อไอเสีย และเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยสติกเกอร์ลายกราฟิกที่ข้างตัวถัง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account : vespathailand รวมถึงติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Vespa และอินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT พี่เบิ้มคันใหม่จาก Triumph 20 ปีแล้วที่ Rocket III เปิดตัวพร้อมทำลายสถิติในโลกมอเตอร์ไซค์ในฐานโร้ดสเตอร์สุดล่ำ มาวันนี้ค่ายรถเมืองผู้ดีได้โอกาสเผยโฉมใหม่พี่ใหญ่นักกล้ามทีเดียว 2 รุ่น คือ Rocket 3 Storm R และ Rocket 3 Storm GT ครูเซอร์ไซส์เบ้อเร่อที่แรงทะลุทะลวง แรงจนทำลายสถิติ แถมยังแรงกว่าเดิมอีก มีอะไรยังไงเดี๋ยวผม เหลาให้ฟังเอง ดีไซน์ รูปโฉมดีไซน์ยังคงดุดันทรงพลังด้วยสไตล์ตามแบบฉบับของทางค่ายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก หากมองผ่าน ๆ แต่ถ้ามองให้เจาะลึกลงไปเราจะเห็นรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งก็คือส่วนของล้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีการเปลี่ยนมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 10 ก้านที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิมซึ่งนอกจากจะสวยหล่อกว่าเดิมแล้วยังช่วยในเรื่องของการขับขี่ที่ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยั้งมีพร้อมโทนสีที่มีความเข้มขรึมดุดันกว่าเดิม ถังน้ำมันขนาด 18 ลิตรเพิ่มคำว่า Strom ตามชื่อใหม่ลงไป พร้อมตัวสีแบบทูโทน ขณะที่ตัว GT จะกลับสีถังน้ำมันแบบทูโทนให้ดูแตกต่างออกไปยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือตัวรถส่วนใหญ่จะถูกทำสีดำแทบจะทั้งคันเพิ่มความดุดันสมชื่อพายุนั่นเอง เครื่องยนต์ สำหรับขุมพลังก็ใหญ่ที่สุดของโลกสองล้อ โดยจะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่าน Euro5b แล้ว เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 182 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดมหาศาลแบบทุบสถิติสองล้อที่ 225 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบเท่านั้น โดยแรงขึ้นกว่าเดิมถึง 15 แรงม้า กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 4 นิวตันเมตร เรียกว่าโคตรดุดัน ตัวเครื่องยนต์นั้นสั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มีท่อไอเสียแบบ 3 รวม 1 ออก 3 แบบเดิมแต่ทำสีดำดุดันอย่างที่เกริ่นไปแล้ว ช่วงล่าง ส่วนนี้ก็เป็นอีกจุดนึงที่ทางค่ายตั้งใจทำเพื่อให้การขับขี่ออกมาดียิ่งขึ้น ตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาดใหญ่ 47 ม.ม.จากทาง Showa ที่ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้ง ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวร่วมกับโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์จากทาง Showa ซึ่งสามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบเบรกนั้นด้านหน้ามาพร้อมดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 เพื่อให้เหมาะสมกับพละกำลังและขนาดตัวรถ และสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยางจะมีขนาด 150/80 R17 V และ 240/50 R16 V หน้าและหลังตามลำดับ เทคโนโลยี พูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีกันบ้าง ก็บอกเลยว่าให้มาแน่น ๆ อยู่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ไฟ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบช่วยหยุดรถบนเนิน ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก Conering ABS ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU ระบบคีย์เลส ไฟแบ็กไลท์สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ช่องจ่ายไฟแบบ USB และอุ่นมือสำหรับรุ่น GT สุดท้ายเรื่องของการวางจำหน่าย สำหรับตัว R หรือตัวโร้ดสเตอร์นั้นมีราคาที่ 23,195 ปอนด์หรือราว ๆ 1,070,000 บาท ส่วนตัว GT ก็จะมีราคาที่ 1,100,000 บาท ถ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก็น่าจะมีราคาแพงขึ้นไปอีกพอสมควร เนื่องจากโมเดลปัจจุบันที่ขายไทยในตอนนี้เริ่มต้นที่ 955,000 บาท โดยส่วนตัวคาดว่าจะบวกขึ้นไปอีกสักประมาณ 1-2 แสนบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดใจรอราคาประเทศไทยเอานะครับ สำหรับสาวกครูเซอร์ไซส์เบิ้ม คันนี้เรียกว่าขี่ไปไหนใครก็ต้องเหลียวแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Star Wars เผยโฉมขายไทยแค่ลายละ 150 คันเท่านั้นเปิดตัวเผยโฉมกันให้แล้วกับ Honda Monkey Star Wars ผลงานจากการคอลแล็บกันระหว่าง CUB House และ Star Wars ภาพยนต์ดังระดับตำนานของทางลูคัสฟิล์ม นำเสนอในคอนเซปต์ Choose Your Side ถ่ายทอดเอกลักษณ์จักรวาลของ Star Wars ผ่านคาแรกเตอร์ 2 ฝั่งหลักอย่างเหล่าเจได (Light Side) และด้านมืดฐานทัพซิธ (Dark Side) ที่โด่งดังระดับตำนาน ลงบน Monkey อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงฝั่งละ 150 คัน รวม 300 คันเท่านั้น เรียกได้ว่าได้ใจสาวกสตาร์วอร์สยิ่งนัก สำหรับดีไซน์ของโมเดลนี้ก็เป็นจุดขายหลัก ดังนั้นเราจะขอลงรายละเอียดตรงนี้กันเยอะหน่อย ส่วนเรื่องสมรรถนะและส่วนอื่น ๆ นั้นเราก็จะขอรวบรัดให้สั้นก็แล้วกันนะครับ ทั้งสองโมเดลจะมีรายละเอียดในส่วนที่มีการตกแต่งพิเศษเหมือนกัน โดยจะอยู่ที่บริเวณถังน้ำมัน ครอบกรองอากาศ ครอบข้าง บังโช้คหน้า สวิงอาร์ม และปลอกแฮนด์ แต่จะไปแตกต่างกันที่สีสันและดีเทลตามจุดต่าง ๆ ดังที่บอกมานี่ล่ะครับ Light Side สำหรับฝั่ง Light Side หรือด้านสว่างนั้นตัวรถจะมาในโทนสีขาวและฟ้า แสดงถึงฝ่ายเจไดนั่นเอง โดดเด่นด้วยดีไซน์กราฟิกบนตัวถังน้ำมันโทนสีขาว-น้ำเงิน หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาในธีมยานอวกาศ พร้อม Emblem โลโก้ Star Wars แสดงถึงเอกลักษณ์ของพลังที่โดดเด่น มาพร้อมฝาครอบข้างหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์สีน้ำเงิน ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ยาน X-Wing ของฝั่ง Light Side เข้าคู่กับครอบกรองอากาศสีเทาที่มีตัวละคร R2-D2 เพิ่มเข้ามาทำให้โดดเด่นคู่กับสีสันที่ลงตัว ตลอดไปจนถึงปลอกแฮนด์สีฟ้า Dark Side นำเสนอด้วยเหล่าด้านมืด ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ ที่ทรงพลัง น่าเกรงขาม ตัวรถมาในโทนสีดำดุดัน มาพร้อมลวดลายดวงดาวในกาแล็กซี่ ที่ใช้เทคนิคการพ่นสีวาดลวดลายบนตัวถังน้ำมัน คู่ไปกับฝาครอบข้างหุ้ม คาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความสวยงามมีมิติ พร้อมสติกเกอร์ Monkey ที่สามารถเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน และสติกเกอร์ดาวมรณะ หรือ Death Star ของฝั่ง Dark Side สะท้อนตัวตนและรถเข้ากันอย่างลงตัว รวมทั้งครอบกรองอากาศดีไซน์พิเศษหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความพรีเมียม และสติกเกอร์ขอบล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดาบไลท์เซเบอร์ และปลอกแฮนด์สีแดง สะท้อนความเป็น Dark Side ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสองโมเดลนี้วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 169,900 บาท มาพร้อมกับพรีเมียมบอกซ์เซทสำหรับแฟน Star Wars พันธุ์แท้ ประกอบด้วยเสื้อแจ็คเกตหนังสุดเท่ และไอเทมไลท์เซเบอร์เรืองแสง พร้อมกับพวงกุญแจ Star Wars Limited Edition ให้ผู้ที่จองเป็นเจ้าของรถได้นำไปเป็นของสะสม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงไปลองกันได้ที่งานมอเตอร์โชว์ 2024 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมนี้เป็นต้นไป และสำหรับรถที่มี Serial Number หมายเลข 004 และ 066 ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในความทรงจำของเหล่าสาวกและแฟน ๆ Star Wars จะถูกนำมาประมูลครั้งแรก ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 วันที่ 30 มีนาคมนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับเหล่าสาวก และแฟนๆ ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse/ เฟซบุ๊ก CUB House : fb.com/cubhousebyhonda เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Avenis 125 2023 สเปค ราคาและข้อมูล Suzuki Avenis 125 2023 รถสกู๊ตเตอร์ตัวใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์รถออโตเมติกทรงสปอร์ต ปราดเปรียว และฟีเจอร์โดดเด่นรอบคัน ในสมรรถนะรถพิกัด 125 ซีซี ราคาแนะนำ 64,000 บาท สเปค, สเป็ก ไฟ LED รอบคัน เรือนไมล์ ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB ฝั่งซ้าย ถังน้ำมันฝั่งท้าย Suzuki Avenis 125 สเปคตัวใหม่ ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 124 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.7 แรงม้าที่ 6,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 10 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52.5 x 57.4 ม.ม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ ออโตเมติก ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 90/90-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 90/100-10 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 710 X 1,895 X 1,175 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,265 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 160 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 106 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 5.2 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี เรือนไมล์ LCD ช่องเสียบ USB ระบบไฟ LED รอบคัน สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Suzuki Avenis 125 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati เขย่า Motor Show 2023 พร้อมเปิดโมเดลใหม่ ราคาสุดคุ้ม ไม่ควรพลาด กับค่ายรถบิ๊กไบค์ระดับโลกจากประเทศอิตาลี ที่ใคร ๆ ต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน กับค่ายรถ Ducati เขย่า Motor Show 2023 ด้วยการเปิด 3 โมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งนำทัพโดยโมเดลชูโรงอย่าง Ducati Diavel V4 บิ๊กไบค์สายสปอร์ตครูเซอร์ ที่จัดเต็มด้านเทคโนโลยี และจุดเด่นที่สุดกับเครื่องยนต์ตัวใหม่อย่าง V4 Granturismo ต่อมาเป็นรุ่น Monster SP ที่ได้รับการถ่ายทอด DNA และเทคโนโลยีจากสนามแข่ง มาพร้อมการเพิ่มเติมประสิทธิภาพในการขับขี่ขั้นสูง ทางด้านฝั่ง เอ็นดูโร แอดเวนเจอร์ ก็ไม่ควรพลาดกับ ดูคาติ Desert X Black รุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ที่มีการปรับโฉมและปรับเครื่องใหม่ล่าสุด และสีใหม่ที่ดุดันมากกว่าเดิม รวมไปถึงไรดิ้งเกียร์ อุปกรณ์ตกแต่งในบูธอีกมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์อย่างแน่นอน Ducati Diavel V4 Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ โดยเริ่มจากรุ่นแรกกับ Ducati Diavel V4 สปอร์ตครูเซอร์ที่มีความหรูหรา พร้อมเครื่องยนต์ตัวใหม่ ขณะที่ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง เริ่มจากไฟหน้า เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รูปทรงตัว C แบบคู่ พร้อมไฟท้ายแบบ LED โดดเด่นไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับความพิเศษคือ เมื่อมีการเบรกฉุกเฉินเกิดขึ้น ไฟท้ายจะกระพริบเตือนคันหลังทันที ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ถึงระบบความปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ไฟเลี้ยวแบบไดนามิกที่ติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บาร์บริเวณด้านหน้าปั๊มเบรกและปั๊มคลัตซ์ พิเศษด้วยยางหลังขนาดใหญ่ดีกรีสนามแข่งด้วย Pirelli Rosso lll ขนาด 240/45 ที่เผยให้เห็นล้อ 5 ก้านอย่างชัดเจน รวมถึงจุดเด่นของท่อไอเสีย 4 ท่อเล็กในปลายท่อใหญ่ใบเดียวกัน ทำให้มีเสียงดุดันและแสดงถึงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ V4 ได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ Ducati Diavel V4 ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเครื่องยนต์ 2 สูบ เป็นเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ที่ใช้ชื่อว่า V4 Granturismo ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกับ Mulstistrada V4 โดยได้รับการปรับจูนให้กับเข้ากับสไตล์ของรถมากขึ้น เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,158 ซีซี ให้กำลัง 168 แรงม้าและแรงบิด สูงสุดที่ 126 นิวตันเมตรนั่นเอง ขณะที่ช่วงล่างได้ปรับปรุงเพิ่มมาใหม่ โช้คหน้าหัวกลับขนาด 50 มม. มีระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลังใหม่ มีระยะยุบ 145 มม. ระบบเบรกจาก Brembo มีคาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็น Brembo Stylema และดิสก์เบรกคู่ ขนาด 330 มม. แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์สปอร์ต ในด้านเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า ประเดิมด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มากับฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานต่าง ๆ ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล เพื่อขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล ระบบช่วยออกตัว ระบบควิกชิฟเตอร์ ครบครันเลยทีเดียว มาพร้อมระบบการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ที่เป็นโหมดใหม่ ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในทางโค้งได้ และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ โดยโมเดลนี้มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่ สีแดง Ducati Red และสีดำ Thrilling Black ในราคาคุ้มค่า เปิดตัวที่ 1,299,000 บาท Monster SP อีกหนึ่งโมเดลที่ถูกถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งรถระดับโลก กับรุ่น Monster SP ที่ถูกพัฒนาโดยเน้นประสิทธิภาพของช่วงล่าง การลดน้ำหนักตัวรถถึง 1.7 กก. และการควบคุมเป็นหลัก โดยตัวรถจะยังคงใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก

Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 Thai Yamaha จัดทัพใหญ่เขย่าเวที Motor Show 2023 ครบครันด้วยยนตกรรมอันทันสมัยภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE จัดเต็มโปรโมชัน พร้อมอวดโฉมรถต้นแบบตอกย้ำแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทัพยนตกรรมอันทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ครบครันในงาน Motor Show 2023 ภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE – คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้า ยามาฮ่า พร้อมโชว์ยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำทิศทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน มาพร้อมแคมเปญพิเศษระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “สำหรับการออกแบบบูธและการนำเสนอของยามาฮ่าในปีนี้มีชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “YAMAHA Community of PRIDE” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เสริมสร้าง แบรนด์ตามปรัชญา “คันโด” และ “5 Unique Styles” วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า และต่อยอดทิศทางของแบรนด์คอนเซ็ปต์ในปีนี้ คือ “Restart & Revs Up” เพื่อให้ลูกค้าได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจให้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลง ซึ่งยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมอันทันสมัยและส่งต่อคุณค่าแห่งสินค้ามาให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเราได้นำยนตกรรมต้นแบบที่ถูกพัฒนาและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเป็นสินค้าในอนาคตมาโชว์ที่โซน Zero Carbon Community ตามวิสัยทัศน์ของ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการเกี่ยวกับ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และโซนอื่นๆ ที่ยามาฮ่านำเสนอสินค้าและบริการ ที่ส่งมอบทั้งความมั่นใจ และสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอนครับ” มร. โคมัสซึ เคนจิ Chief General Manager of Technical Research & Development Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึง Zero Carbon Community Zone ว่า“ยามาฮ่ามอเตอร์ กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการซึ่งความเป็นกลางทางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050 ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ที่สำนักงานใหญ่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เราได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์แบบใหม่เพิ่มขึ้นหลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ตรวจวัดและทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์จ่ายก๊าซไฮโดเจน และถังเก็บเชื้อเพลิง Carbon-Neutral โดยทั้งหมดได้ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้วและเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินกิจการตามมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยในขณะนี้เราได้ทำการวิจัย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ในวันนี้ เมื่อความร่วมมือกันระหว่างสายการผลิตในปัจจุบัน และเทคโนโลยี Blue Core ที่มีอยู่ในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของยามาฮ่า ทำให้วันนี้เราจะได้เห็น Product Concept อย่างเช่น เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ EV ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสนุกสนานจากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่จาก บูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานวันนี้ ขอบคุณครับ” นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร Thai Yamaha Motor กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “สำหรับบูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในปีนี้ เราออกแบบและดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA Community of PRIDE” คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ที่ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อลูกค้ายามาฮ่า ซึ่งเราก็ได้แบ่งโซนต่าง ๆ ถึง 7 โซนดังนี้ 1.Zero Carbon Community Zone ตามที่ มร.โคมัสซึ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้ทางยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ยามาฮ่ามีเจตนารมย์ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยในปีที่ผ่านมายามาฮ่าได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เราได้นำรถคอนเซ็ปต์