SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Wuling Starlight Darion EV รถ MPV ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุดในไทย เปิดตัว 2 รุ่นย่อย Comfort และ Premium ราคเริ่ม 7.99 แสนบาท วิ่งไกล 540 กม.

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Isle of Man TT ประกาศจับมือ BMW ยกระดับ Safety Car Isle of Man TT การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบสุดโหด ที่ถูกจัดการแข่งขันขึ้นทุกปีบนเกาะไอล์ออฟแมน ซึ่งเป็นเกาะกึ่งอิสระระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ โดยจุดเด่นของการแข่งขันรายการนี้คือการใช้สนามแข่งที่เป็นถนนสาธารณะของเกาะไอล์ออฟแมนเป็นสนามจริง ด้วยระยะทางความยาวต่อรอบกว่า 60.72 กิโลเมตร ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในการเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัย โดยพาร์ทเนอร์รายใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่จะเข้ามาแทนที่ค่ายรถดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ หลังจากที่แบรนด์ผู้ผลิตรายนี้ดำรงตำแหน่งพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยของการแข่งขันมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ปี 1977) โดยค่ายรถสัญชาติเยอรมันจะเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งตามข้อตกลงทาง BMW จะเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้กับเจ้าหน้าที่มาร์แชลประจำรายการ รวมไปถึงการจัดหารถยนต์หลากหลายประเภทสำหรับการใช้ในภารกิจด้านความปลอดภัยต่าง ๆ พอล ฟิลลิปส์ หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต Isle of Man กล่าวถึงข้อตกลงใหม่กับบีเอ็มดับเบิลยูว่า “ความปลอดภัยคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำในรายการ TT และการมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถช่วยเราทำให้คำมั่นนั้นเป็นจริงได้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของงานนี้” “ทีมแพทย์ของเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย และการที่พวกเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่และมาร์แชลทุกคน ได้รับอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด” “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเราในการพัฒนารายการแข่งในอนาคต” นอกเหนือจากการสนับสนุนด้วยรถจักรยานยนต์แล้ว BMW ยังจัดหารถ SUV รุ่น X5 และ X3 หลายคัน รวมถึง X5M ขุมพลัง 616 แรงม้า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน (Medical Fast Response Car) ของการแข่งขันอีกด้วย โดย Safety Car คันนี้จะลงทำหน้าที่ในฤดูกาล 2025 ทันทีเป็นฤดูกาลแรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

กรมการขนส่งทางบกเผยตัวเลขสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ประจำปี 2568 (ค.ศ. 2025) ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) ซึ่งสะท้อนความนิยมของผู้ใช้รถชาวไทยได้แม่นยำที่สุด

Triumph Tiger 1200 2022 อัปเกรดใหม่หมดทั้งคัน เปิดทีเดียว 5 รุ่นย่อย ล่าสุดไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิล อังกฤษ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลระดับเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่างเจ้า All New Triumph Tiger 1200 2022 ที่ในครั้งนี้ปรับปรุงอัปเกรดใหม่หมดยกทั้งคัน แถมยังมีให้เลือกใช้มากถึง 2 ตระกูลหลักแบ่งเป็น 5 รุ่นย่อยกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายสไตล์มากยิ่งขึ้น หลัก ๆ ในโมเดลใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การรีดน้ำหนักตัวรถและการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้มีการควบคุมที่ดีและมีสเปกที่สูงในระดับเบอร์ต้น ๆ ของคลาส จุดเด่นที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเครื่องยนต์แบบ T-plane ที่พัฒนามาใหม่ของทางค่ายที่เคลมมาว่าออกแบบให้เจ้าเสือตัวใหม่นี้เป็นรถแอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ที่ทรงพลังและคล่องตัวมากที่สุด มีรุ่นย่อยอะไรบ้าง ตระกูล GT สำหรับขับขี่ผจญภัยที่เน้นถนนหรือทางดำเป็นหลัก จะมีล้ออลูมิเนียม ด้านหน้าขนาด 19 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ GT (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร) ตระกูล Rally สำหรับขับขี่ผจญภัยในทุก ๆ เส้นทาง ไม่เกี่ยงแม้เป็นทางฝุ่น โดยจะมีล้อแบบซี่ลวด ด้านหน้าขนาด 21 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Rally Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) Rally Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร) ดีไซน์ใหม่ แน่นอนว่าดีไซน์ใหม่หมดทั้งคัน โดยเน้นหนักไปในลักษณะของรถแอดเวนเจอร์ที่มีดีไซน์แบบพุ่ง ๆ ไปด้านหน้า มีแฟริ่งออกแบบใหม่ พร้อมแผงหม้อน้ำระบายความร้อนแบบคู่ดีไซน์และท่อไอเสียดีไซน์มินิมอลดูสวยงามลงตัว และเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดูพรีเมียมในแบบของผู้ดีอังกฤษ ตลอดไปจนถึงสีสันและกราฟิกใหม่ที่ดูเท่ดูดีไม่แพ้ใคร น้ำหนักเบา ประเด็นนี้ถือเป็นจุดขายหลักของโมเดลใหม่นี้เลยก็ว่าได้ โดยน้ำหนักของตัวรถนั้นถูกไล่เบามาจากแชสซีใหม่และอุปกรณ์ระดับชั้นนำของคลาส เริ่มจากเฟรมน้ำหนักเบาพร้อมกับซับเฟรมและที่จับคนซ้อนแบบอลูมิเนียม มีสวิงอาร์มแบบใหม่ Tri link น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาเองก็มีน้ำหนักเบาด้วยเช่นกัน คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo Stylema ซึ่งก็จะมีน้ำหนักเบา โดยมาพร้อมกับระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU และสุดท้ายระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Showa ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถแต่ละตระกูลโดยตรง ปรับท่านั่งใหม่ ตัวรถมีการดีไซน์โพสิชันหรือตำแหน่งท่านั่งใหม่เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี นั่งได้สบาย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง โดยตัวรถมีดีไซน์ปราดเปรียวเพรียวมากขึ้น มีการออกแบบการยศาสตร์ใหม่ให้นั่งขับขี่ได้สบายและสมดุลรถดี เท่านั้นยังไม่พอยังมีการปรับตำแหน่งของแฮนด์บาร์ พักเท้า รวมไปถึงมีเบาะนั่งสามารถปรับระดับความสูงได้ และมีตัวอ็อปชันเป็นเบาะเตี้ยพิเศษให้เลือกใช้งานกันได้อีกด้วย ขุมพลังใหม่ ทั้งนี้ในแต่ละรุ่นย่อยก็จะมีอ็อปชันปลีกย่อยแตกต่างลึกลงไปอีก แต่ก็จะมีพื้นฐานหลักเดียวกันคือเครื่องยนต์ ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าใช้เครื่องยนต์ T-plane ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 150 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 130 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งนับว่าเพิ่มจากเจ็นฯ เก่ามากถึง 9 แรงม้า และหากเทียบกับคู่แข่งที่ใช้ระบบขับเพลาแบบเดียวกันถึง 14 แรงม้า ส่วนแรงบิดนั้นเพิ่มมาก 8 นิวตันเมตรจากโมเดลเก่า โดยจุดเด่นของเครื่องยนต์ใหม่นี้คือการจุดระเบิดแบบไม่เรียง เป็นการจุดระเบิดแบบสูบ 1, 3 และ 2 จากลูกเบี้ยวที่ทำองศา 180, 270 และ 270 องศา ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าให้เอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้กำลังดีตั้งแต่รอบต่ำ ขณะเดียวกันก็ให้แรงบิดในรอบกลางและรอบปลายดี ขับขี่ทางวิบากได้ดีขึ้นจากการฟีลลิ่งที่ล้อหลังชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ขับขี่ทางถนนก็ดีขึ้นตามไปด้วย และสุดท้ายคือสุ้มเสียงที่โดดเด่น เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับ Triumph Tiger 1200 2022 นั้นถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริงไบค์พิกัดเรือธงของทางค่าย แน่นอนว่าเทคโนโลยีก็ต้องมาแบบแน่น ๆ โดยในเฉพาะในรุ่นย่อย Explorer ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบแจ้งเตือนมุมอับด้วยเรดาห์ หรือ Blind Spot Radar

Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022 Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022 หลังจากทางผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ก็จะเป็นการพูดสรุปถึงครึ่งปีที่ผ่านมา ภายหลังเข้ามารับช่วงต่อ พร้อมเผยแนวทางการดำเนินงานในปี 2022 ซึ่งระบุดชัดเจนว่าพร้อมเดินหน้ารุกเต็มระบบ เพื่อผลักดันตัวแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไบค์เกอร์ทุกกลุ่ม ทุกสไตล์ ในการสัมภาษณ์ทีมผู้บริหาร ดูคาติ ไทยแลนด์ ภายใต้การดำเนินงาน บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย นายพรเทพ โชตินุชิต CEO / ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหารฯ และ มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก และ คุณดอม เหตระกูล กรรมการบริหารฯ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์พิเศษก่อนเปิดงานบูท Ducati ในงาน Motor Expo 2021 อย่างเป็นทางการ ยอดขายในปี 2021 เป็นยังไงบ้าง? สำหรับปีนี้ทางเราเองก็ตั้งเป้าคาดหวังไว้กับ All New Monster ตัวใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวและจัดจำหน่ายในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าไว้ในปีนี้ 400 กว่าคัน แต่อย่างไรก็ดีในปีนี้ภาพรวมของตลาดบิ๊กไบค์ลดลงกว่าปีที่แล้วมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์ Covid-19 แต่อย่างไรก็ต้องมาดูในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีนี้อีกทีครับ เมื่อคู่แข่งมากขึ้น มีแผนดึงดูดลูกค้าอย่างไร? เราได้มีการเริ่มจัดกิจกรรมให้กับลูกค้ากันบ้างแล้ว อย่างที่ผ่านมา เราก็มีกิจกรรม Morning Ride เป็นทริปพาลูกค้าดื่มกาแฟ มีการทดสอบรถในสถานที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีพาไป คาเฟ่ ออนสะพาน ที่ชลบุรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า โดยตรงนี้ก็ถือว่าเป็นโครงการนำร่องเป็นเหมือนกิจกรรมมารองรับลูกค้าที่ใช้รถดูคาติ และสำหรับในส่วนของ DRE หรือ Ducati Riding Experience ที่เป็นกิจกรรมการเรียนขับขี่ เราย้ำว่าปีหน้ามีแน่นอน เป็นกิจกรรมที่ลูกค้าทุกคนอยากเข้าร่วม และสำหรับตัวรถที่ขายดีทั่วโลกอย่าง Multistrada V4 , V4 S ก็ขาดไม่ได้ที่จะมีทริปท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ ทั้งนี้ในปี 2022 ทางเราเชื่อมันว่าเราจะสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และดึงดูดลูกค้าใหม่ให้หันมาขี่ดูคาติเพิ่มขึ้น ด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่มีแค่เฉพาะในสนามแข่งอย่างเดียว โดยจะมีกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับโมเดล Desert Sled รุ่นที่หลายคนรอคอย อย่างวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ก็จะมีรุ่น Desert X ที่จะเปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์ ซึ่งก็จะเป็นเซกเมนท์ใหม่ที่เป็นแนวเอ็นดูโร่ ซึ่งดูคาติเองก็จะจัดกิจกรรมในสไตล์เอ็นดูโร่เพิ่มเข้ามาด้วย นอกเหนือไปจากกิจกรรมขับขี่ในแบบเรซซิ่ง แบบสปอร์ตทัวริ่ง ที่มักจะเป็นแนวทริปเดินทาง แน่นอนว่าในปี 2022 ไบค์เกอร์ที่ขี่ดูคาติก็จะมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ร่วมมากมายเลย นอกจากจะเน้นการจัดกิจกรรมให้กับทางลูกค้าแล้ว ทางเรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากร การบริการหลังการขาย เพราะลูกค้าคือบุคคลสำคัญสำหรับพวกเรา ซึ่งทางดูคาติเร่งที่จะพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ในส่วนของการเทรนนิ่งระหว่างโรงงาน ก็มีมาตรฐานเทียบเท่าที่อิตาลี และเนื่องจากที่เราเพิ่งจะเริ่มเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราเองก็เลยต้องอาศัยช่วงเวลาที่ผ่านมาในการเก็บข้อมูลมาพัฒนา ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปในทางที่ดี ลูกค้าสามารถที่จะเข้าถึงเราได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ Ducati ทุกรุ่นสามารถจองสั่งซื้อได้แล้วที่ Lazada ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม สรุปสั้น ๆ งานนี้สาวกดูคาติน่าจะมั่นใจกับแบรนด์ดูคาติได้มากขึ้น ซื้อรถแล้วมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วม มีศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน และมีบริการหลังการขายที่ดีอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น พร้อมให้เป็นเจ้าของในงาน Motor Expo 2021 Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น ครบทุกไลน์อัพมาให้เลือกเป็นเจ้าของกันแบบอัดแน่นในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 3 โมเดลในนั้นเป็นโมเดลใหม่ที่มีการเผยโฉมครั้งแรก ได้แก่ Tiger Sport 660 แอดเวนเจอร์สปอร์ตขุมกำลังสามสูบ ขนาด 660 ซีซี ที่ทุกคนรอคอย รวมถึงยังเปิดตัว Speed Triple 1200 RR และ Speed Triple 1200 RS ซึ่งถือเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ในไทย โดดเด่นขุมพลังสามสูบอันขนาด 1160 ซีซี อันเป็นเอกลักษณ์เด่นของทางค่ายอีกด้วย รวมไปถึงพร้อมพรั่งไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย นอกจากนี้ยังมี Speed Twin 2021 และ Bonneville Goldline Edition อีก 8 โมเดลด้วยกัน ซึ่งได้แก่ Bonneville T100 Goldine Edition, Street Scrambler Goldine Edition, Bonneville Speedmaster Goldine Edition, Bonneville Bobber Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Scrambler 1200 XC Goldine Edition และ Scrambler 1200 XE Goldine Edition ซึ่งทุกโมเดลล้วนโดดเด่นด้วยเส้นสายลายเส้นเพ้นท์ด้วยมืออย่างปราณีตสีทองไม่เหมือนใคร โปรโมชัน ซึ่งทางไทรอัมพ์ขนมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมเปิดรับจองเป็นครั้งแรก พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมายให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น อาทิ ข้อเสนอทางการเงินมูลค่าสูงสุดถึง 50,000 บาท ดาวน์ต่ำเริ่มต้นเพียง 29,999 บาท ฟรีประกันภัยชั้น1 ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งรถทุกรุ่นจะได้รับฟรี Triumph Service Package พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Triumph Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 2 ปี และรับประกันคุณภาพ 2 ปีไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย ในขณะเดียวกันภายในงานยังพบกับส่วนลดสูงสุด 70% สำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าที่นำมาให้เลือกเสริมลุคกันอย่างจุใจครบเครื่อง โดยท่านที่สนใจสามารถพบกันได้ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” หรือมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ณ บูธไทรอัมพ์ G13 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 และสำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนทดลองขี่รถรุ่นที่สนใจได้ที่โชว์รูมไทรอัมพ์ ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ต้องการข้อมูลติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th ตลอดจนติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 เอาใจไบค์เกอร์ทั้งสายสปอร์ต สายซิ่ง และสายคลาสสิค บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว 3 โมเดลใหม่ล่าสุด อย่าง Z650RS พร้อมด้วย Ninja ZX-10R ใหม่ และ Z900 SE ACC รุ่นพิเศษที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดไฮเกรดติดรถ ภายในงาน Motor Expo 2021 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในบูธคาวาซากิ ท่านจะได้พบกับรถจักรยานยนต์คาวาซากิหลากหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตจากตระกูล Ninja สายพันธุ์ซูเปอร์เน็คเก็ตจากตระกูล Z สายพันธุ์แอดเวนเจอร์จากตระกูล Versys สายพันธ์ุออฟโรดจากตระกูล KLX รวมไปถึงสายพันธ์คลาสสิคจากตระกูล W และ Vulcan Z650RS ไฮไลท์ของงานหนีไม่พ้น Z650RS เรโทรสปอร์ตเน็คเก็ตพิกัดกลางขนานแท้ สำหรับผู้ใช้ในทุกระดับทักษะ รูปลักษณ์อันสวยงามเหนือกาลเวลาสืบทอดจาก Z900RS เข้ากับรูปทรงอันกะทัดรัด ควบคุมง่าย ที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน โดดเด่นด้วยความสวยงามเป็นอมตะของรถจักรยานยนต์สไตล์ดั้งเดิม โดยมาพร้อมรายละเอียดที่แตกต่างจากพี่ใหญ่ อย่างถังน้ำมันที่คอดกระชับและท้ายสั้น กะทัดรัด ให้ความรู้สึกง่ายต่อการควบคุม ไม่ต้องออกแรงมาก สามารถสัมผัสได้ถึงความเบาของตัวรถ และคาแรคเตอร์ด้านการตอบสนองที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพื่อเสริมตัวตนความเป็นรถจักรยานยนต์เรโทรสปอร์ตขนานแท้ ความร่วมสมัยและความเรียบง่ายที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน ราคาเปิดตัว 319,400 บาท พิเศษช่วงวันงาน 1-12 ธ.ค.64 สำหรับ 20คันแรกเพียง 299,400 บาท Ninja ZX-10R Ninja ZX-10R บทพิสูจน์ของสมรรถนะอันเหนือชั้นกับการครองบัลลังค์แชมป์เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง สร้างปรากฎการณ์ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้ประจักษ์ พร้อมให้คุณได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง และโครงสร้างแชสซีที่ผ่านการพัฒนาจากสนามแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการลดแรงต้านอากาศด้วยการออกแบบรูปทรงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายกับการขับขี่ระยะทางไกลด้วยระบบครูซคอนโทรล และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างครบครัน ราคาเปิดตัว 859,000 บาท Z900 SE ACC สุดท้ายกับ Z900 SE ACC อีกหนึ่งรูปแบบของ Z900 ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติขั้นสูง ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ & สวยสะกดทุกสายตามากยิ่งขึ้น Z900 SE ACC ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z900 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คืออีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นและแตกต่างในปี 2022 ด้วยคอนเซ็ปต์ “เร้าใจและควบคุมง่าย” Z900 SE ACC มาพร้อมชุดแต่งระบบเบรก Brembo ใหม่, องค์ประกอบภายในระบบกันสะเทือนหน้าเกรดสูงขึ้น รวมถึงโช้คหลัง Öhlins ซึ่งไม่เพียงยกระดับคาแรคเตอร์การควบคุมและความตื่นเต้นในการขับขี่ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังเสริมให้สไตล์ของตัวรถดูโดดเด่นสะกดทุกสายตายิ่งขึ้นด้วย ราคาเปิดตัว 512,000 บาท นายกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “คาวาซากิเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมด 3 รุ่น มีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์คันใหม่ อีกทั้งภายในงาน Motor Expo ครั้งนี้ คาวาซากิจัดโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ มากมายไว้รอคอยทุกท่าน แล้วพบกันให้ได้นะครับ ” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของคาวาซากิ และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่านทาง Kawasaki Motors Thailand Fanpage / www.kawasaki.co.th โทรศัพท์ 02-018-4999 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ ในที่สุดก็อัปเดตข้อมูลพร้อมราคามาจนครบสักทีสำหรับเจ้า Italjet Dragster 700 Twin บิ๊กไบค์ในร่างสกู๊ตเตอร์ คราวนี้มาครบทั้งตัวพิเศษทั้งตัวสแตนดาร์ด ครั้งนี้เราก็เลยจะอัปเดตให้แบบครบ ๆ ไปเลย แม้ว่าทางค่ายจะกั๊ก ๆ รูปไว้ ไม่ปล่อยให้เห็นทุกมุมก็เถอะ โดยตัวรถจะมีสเปกดังนี้ เครื่องยนต์สองสูบเรียงจากทาง Benelli ขนาด 692 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดจาก Delphi EFI ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยระบบโซ่ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 16 ลิตร เคลมอัตราสิ้นเปลืองมาที่ 27.6 กิโลเมตรต่อลิตร โดยมีตัวเลขเกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่น่าสนใจ อาทิ กำลังแรงม้าที่ 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ส่วนแรงบิดยังไม่ได้ระบุ ทางค่ายยังอ้างว่าสามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 190 กม./ชม. แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักมากถึง 190 ลิตร ช่วงล่างของรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับจากทาง Marzocchi และด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้และปรับความสูงได้ มีกันสะบัดจากทาง Ohlins ด้วย ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70-R15 และ 160/60-R15 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของการค่าตัว โมเดลพิเศษ Limited Edition จะมีราคาเริ่มต้นที่ 14,900 ยูโร หรือราว ๆ 587,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) มาไทยก็น่าจะทะลุไปกระโดดไปอีก น่าจะอยู่ที่ 700,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้โมเดลพิเศษจะจำหน่ายเพียง 700 คันเท่านั้น ส่วนโมเดลพื้นฐานจะอยู่ที่ราคา 12,900 ยูโร หรือราว ๆ 508,000 บาท (ราคาต่างประเทศ ยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) ซึ่งจะไม่ได้โช้คและกันสะบัดจาก Ohlins ท่อ Akrapovich และครอบคลัตช์ Ducabike โดยจะเริ่มจำหน่ายหลังจากโมเดลพิเศษ ทั้งนี้จะเริ่มเปิดให้จองวันนี้ผ่านทางเว็บไซต์ www.italjetshop.com/collections/700twin-info ได้ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของบ้านเรา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V2 Superquadro Final Edition รุ่นพิเศษ 555 คันเท่านั้น มาอีกแล้วกับโมเดลพิเศษจากค่ายแดง Ducati กับ Panigale V2 Superquadro Final Edition โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 555 คัน ที่สร้างออกมาเพื่อระลึกถึงเครื่องยนต์วีทวินที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา และใช้งานมานานกว่า 30 ปี เจ้าเครื่องซูเปอร์ควอโดก็คือเครื่องวีทวิน 90 องศาของทางค่ายนั้นช่วยให้กำเนิดโมเดลระดับไอคอนมามากมาย ทั้ง 748, 749, 848, 899 และ 959 มาจนถึงโมเดลปัจจุบันอย่าง Panigale V2 และเคยเป็นส่วนนึงที่ทำให้ Nicolò Bulega คว้าแชมป์โลก World Supersport สมัยแรกมาได้ ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลพิเศษนี้ก็คือเครื่องซูเปอร์ควอโดที่พัฒนาและต่อยอดมาจนถึงตอนนี้ เป็นเครื่องขนาด 955 ซีซี พร้อมสมรรถนะที่ให้คุณขับขี่ได้สนุกทั้งบนถนนและบนแทร็ก ด้วยแรงม้าขนาด 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และแรงบิด 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ขณะที่เรื่องของการออกแบบดีไซน์และสีสันนั้นเป็นทาง Drudi Performance จัดการร่วมกับทาง Centro Stile Ducati โดยยังได้สไตล์แบบดูคาติอย่างครบถ้วน โดยมีการเลือกใช้สีขาว แดง ดำและเทา โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยลวดลายเครื่องยนต์กลไกที่แฟริ่งด้านข้างทั้งสองข้างในแบบที่ตำแหน่งตรงกันเป๊ะ ๆ กับเครื่องยนต์ที่ซ่อนใต้แฟริ่ง และยังมีการใช้ถังน้ำมันสีเทาขนาด 17 ลิตร ที่ดีไซน์ดูแปลกตาไม่เหมือนใครอีกด้วย ช่วงล่างก็จะมีการใช้เฟรมแบบโมโนค็อก ใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับภาระโหลดน้ำหนัก ระบบกันสะเทือนและกันสะบัดปรับแต่งได้จากทาง Ohlins ระบบเบรกจากทาง Brembo ยางจาก Pirelli Diablo Rosso Corsa II โดยมีขนาดล้อและยางขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ยังมีดีเทลพิเศษอื่น ๆ เช่น พักเท้าอลูมิเนียม CNC จาก Rizoma บังโคลนหน้าหลัง ปลายท่อไอเสีย การ์ดโซ่ การ์ดฝาคลัตช์ การ์ดสวิงอาร์มและการ์ดโช้ค ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แบตเตอรีลิเทียมไอออน และยังสามารถปรับเป็นแบบเบาะเดียวสำหรับขี่คนเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีอนิเมชันพิเศษเวลาบิดกุญแจอีกด้วย ตัวรถปลอดภัยและเอาอยู่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มากมาย โดยอาศัยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน โดยจะมีระบบต่าง ๆ ดังนี้ ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก สำหรับคนที่อยากจลงสนามไปซิ่ง ตัวรถจะสามารถติดตั้งชุดคิทที่จะสามารถถอดแผ่นป้ายทะเบียนและกระจกมองหลังออกได้ มีฝาถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบเรซซิ่ง รวมถึงระบบโมดูล GPS สำหรับเก็บข้อมูลการขับขี่ในสนาม ซึ่งแถมมาจากโรงงานให้เลย และเหมือนกับทุก ๆ โมเดลพิเศษสำหรับคนชอบสะสม แต่ละคันจะมีซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันบนแผงคอบน มีใบเซอร์ฯ รับรองความเป็นของแท้และผ้าคลุมมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมสนนราคาค่าตัวที่ 28,000 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยเลยก็ราว ๆ 1.1 ล้านบาท มาจำหน่ายในไทยก็อาจจะได้เห็นที่ราคาล้านกลาง ๆ ก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki มีเฮ FIM ปรับลดรอบค่ายแดง เพิ่มรอบค่ายเขียวอีก Kawasaki มีเฮ FIM ปรับลดรอบค่ายแดง Ducati เพิ่มรอบค่ายเขียวอีก หลังล่าสุด Bautista ทำผลงานยึดครองอันดับ 1 มาแทบจะทุกเรซทุกสนาม ทำให้มีการปรับลดรอบลง 250 รอบต่อนาที ตามข้อบังคับของทางสมาพันธ์ฯ ส่วนทางคาวาซากิจะได้ปรับขึ้น 250 รอบแทน โดยการบังคับนี้จะเริ่มมีผลทันทีตั้งแต่ที่สนาม Imola เลย ตอนนี้ Panigale V4R มีรอบสูงสุดอยู่ที่ 15,600 รอบ ลดลงมาจาก 500 รอบ ขณะที่คาวาซากิ ZX-10RR เมื่อเพิ่มรอบเป็น 15,100 รอบ เพิ่มขึ้นมาแล้ว 500 รอบ นับจากตอนเปิดฤดูกาล ซึ่งถ้าเทียบสเปกรถแข่งกับรถสแตนดาร์ดแล้วฝั่งค่ายแดงนั้นรอบลงมาถึง 900 รอบ ขณะที่ค่ายเขียวเพิ่มมาถึง 1,100 รอบจากรถเดิมที่ 14,000 รอบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นั้นอย่าเพิ่งไปว่าคาวาซากิเขาเป็นลูกรักนะครับ จริง ๆ แล้วมันเป็นระบบและกติกาของทาง WorldSBK เขาอยู่แล้ว หากไม่นับซูเปอร์โพลเรซ Bautista นั้นชนะไปแล้ว 12 เรซ ทั้งยังมีดูคาติคันที่ 2 อยู่บนโพเดียมอีก 4 เรซจากทั้งหมด 6 เรซล่าสุด นอกจากนี้ Bautista ยังนำตลอด โดยที่ Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea ได้แต่มอง ซึ่งนั่นทำให้เกิดการลดรอบครั้งนี้ขึ้นตามกติกา และทางด้าน Kawasaki เองก็ต้องดิ้นรนมากเพราะ Jonathan Rea ได้มาแค่เพียง 2 โพเดียมจากสามสนามล่าสุด ส่วน Alex Lowes ทีมเมตทำได้แค่เพียงติดท็อป 5 เพียงครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่มากเกินไประหว่างสองค่ายนี้ทำให้สามารถเพิ่มลิมิตของรอบสูงสุดของเครื่องยนต์ได้ อย่างไรก็ดีเรื่องการเปลี่ยนแปลงรอบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ Bautista นั้นช้าลง และอาจจะส่งผลเสียกับนักแข่งที่ใช้ Ducati คันอื่น ๆ อีกด้วย เพราะนักแข่งสเปนผู้นี้ทำเวลาได้ดีจากการเร่งออกจากโค้งและเปิดคันเร่งหนัก ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นการใช้รอบปลาย กลับกันนักแข่งคนอื่น ๆ นั้นได้ประโยชน์จากรอบปลาย ๆ ที่มีแรงม้ามาก แต่คราวนี้จะต้องเสียไปเพราะรอบที่โดนลดลงมา ทว่าที่แน่ ๆ เป็นทางค่ายเขียวที่จะได้ประโยชน์เพราะรอบที่มากขึ้นจะทำให้มีแรงม้ามากขึ้นตามมาด้วย และยังให้อิสระในการเลือกเกียร์ในบ้างโค้ง Rea และ Lowes อาจจะลากเกียร์ใดเกียร์นึงในโค้ง แทนที่จะชิฟต์เกียร์ขึ้นและเสียแรงบิดไป ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความแตกต่างในตอนออกโค้ง ทว่าแค่ 250 รอบนั้นไม่ใช่อะไรที่จะการันตีผลลัพธ์ที่จะดีขึ้นได้ครับ งานนี้ก็ต้องตามลุ้นกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี ตอกย้ำความสวยงามกับโมเดลที่งดงามดุจดั่งงานศิลปะของมอเตอร์ไซค์กับ MV Agusta Dragster RR SCS America โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 300 คันพร้อมรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันด้วยการเลเซอร์บนแผงคอ พร้อมจำหน่ายในโซนอเมริกาเหนือ และยังเป็นส่วนนึงในแผนการรุกตลาดในอนาคตของทางค่ายอีกด้วย อย่างที่เห็น ๆ เลยครับ โมเดลนี้เป็นโมเดลสุดพิเศษที่มาพร้อมชุดสีธงชาติอเมริกาเพื่อคนอเมริกา แต่จริง ๆ ผมว่ามาขายคนไทยก็ได้นะสีคล้ายกัน อิอิ ตัวรถนั้นมีรายละเอียดปราณีตมากมาย ที่เด่น ๆ ก็เช่นล้อหลังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก พร้อมชุดสีพิเศษซึ่งรวมถังน้ำมันสีพิเศษเข้าไปด้วย และแน่นอนว่ามีรันนัมเบอร์ที่แผงคอบนอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยชิ้นส่วนพิเศษอย่างครอบคลัตช์ใส่ของ SCS ผู้ซื้อยังได้ใบรับรองความพิเศษและความเป็นของแท้ของโฒเดลนี้อีกด้วย และหากเท่าที่คุณเห็นยังไม่ถูกใจไม่โดดเด่นมากพอคุณสามารถจ่ายเงินเพิ่มความสปอร์ตและความแรงด้วยการติดตั้งท่อไทเทเนียมของ Akrapovič ซึ่งสามารถช่วยให้แรงม้าโดดขึ้นไปเป็น 148 แรงม้าที่12,800 รอบ ในส่วนของตัวรถพื้นฐานนั้นแน่นอนว่ามาจากเจ้า Dragster RR SCS ที่มีชิ้นส่วนเดิมที่พรีเมียมมากมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเจ้าระบบคลัตช์อัตโนมัติของ SCS ที่พัฒนาร่วมกับทาง Rekluse ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องใช้คลัตช์พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากสนามแข่ง MotoGP ซึ่งก็คือเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและเกียร์บ็อกซ์แบบถอดออกได้ และระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ของ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ตัวรถยังมีคันเร่งไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาให้ควบคุมและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และยกเลิกครูซคอนโทรลได้ดีขึ้น มีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่ช่วยให้ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอยตัวและระบบเบรก ABS ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น กันสะบัดปรับได้ 8 ระดับมาช่วยเพิ่มความเสถียร และหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5.5 นิ้วที่ปรับปรุงซอฟต์แวร์มาใหม่ สุดท้ายนี้เจ้าแดร็กสเตอร์อเมริกาเวอร์ชันคันนี้จะจำหน่ายในตัวแทนที่อเมริกาเหนือตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ส่วนเมืองไทยนั้นคงหายากและราคาแพงหน้าดูเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 800NK เน็กเก็ดแดนมังกรดีไซน์ดุ หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นกันไปแล้วสำหรับโมเดลนี้ CFMoto 800NK ซึ่งเปิดตัวกันไปแล้วที่ประเทศจีน แต่ตอนนี้มาบุกตลาดยุโรปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วยังมันเป็นรถคอนเซ็ปต์ภายใต้ชื่อว่า NK-C22 อยู่เลย มาตอนนี้ก็กลายเป็นรถพร้อมขายถึงทางยุโรปแล้ว แต่บ้านเรานั้นยังคงต้องลุ้นกันไปยาว ๆ สำหรับดีไซน์เจ้าคันนี้มาในรูปแบบเน็กเก็ดไบค์ที่ดูดุดัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์แบบหัวลูกศร ท้ายสั้น และเส้นสายเฉียบคมทั่วทั้งคันรถ และไม่เพียงแต่หน้าตาที่มีดี ตัวรถยังคำนึงถึงเรื่องของความสบายในการขับขี่หรือในเรื่องการยศาสตร์ แน่นอนว่าตัวรถออกแบบให้มีท่านั่งหลังตรง และยังให้เบาะนั่งที่ความสูงเหมาะสมที่ 795 ม.ม. ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าขับขี่ได้มั่นใจทุกความสูง มาที่เรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง โมเดลนี้ใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียง 799 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำวางบนเฟรมแบบท่อโลหะโครโมลี่ ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้ามาที่ 95 แรงม้า และดุดันด้วยแรงบิด 79 นิวตันเมตร แต่มีน้ำหนักตัวรถเพียง 186 กก.เท่านั้น ส่วนช่วงล่างนั้นถือว่าค่อนข้างให้มาดี ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังก็จะให้มาเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบอีกเช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจากทาง J.Juan ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก J.Juan เช่นกัน พร้อมกับระบบเบรก ABS จาก Bosch ปิดท้ายด้วยล้อที่ให้มาเป็นจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 120/60 ZR17 และ 180/55 ZR17 ต่อกันในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ตัวรถนั้นมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ครูซคอนโทรล และโหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Sport, Street และ Rain ส่วนในรุ่น Advance ก็จะมีกันสะบัด ควิกชิฟเตอร์พร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พร้อมระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะเพิ่มเข้ามา สุดท้ายเรื่องการจำหน่ายนั้นวางจำหน่ายในยุโรปเริ่มต้นที่ 7,390 ยูโรหรือราว ๆ 284,000 บาท ส่วนบ้านเราก็อย่างที่บอกไปครับว่าลุ้นกันยากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก