SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

บอสใหญ่ Ducati ยอมรับความแข็งแกร่งของ Aprilia พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ทีมพลาดเป้า และยืนยันว่าอันดับความแรงที่แท้จริงยังต้องรอดูในสนามถัดไป

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29 แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส

สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร หวังหนุนรายได้เข้ารัฐบาล สรรพาสามิตประกาศขึ้นภาษีน้ำมัน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 42) พ.ศ. 2568 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (7 พฤษภาคม 2568) เป็นต้นไป พร้อมระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สมควรเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล เพื่อให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อันเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า “เป็นการช่วยให้สถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตดีขึ้น เนื่องจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทำให้รายได้ยังต่ำกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก โดยการปรับขึ้นภาษีน้ำมันสูงสุดลิตรละ 1 บาท จะช่วยให้กรมจัดเก็บรายได้เพิ่มเดือนละ 2,900 ล้านบาท” ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีน้ำมันไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีก เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้กระทรวงพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเพื่อปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีผลกระทบต่อราคาขายปลีก อัตราการขึ้นภาษีราคาน้ำมันที่ประกาศใหม่ ประเภทน้ำมัน อัตราภาษีเดิม อัตราภาษีใหม่ ส่วนต่าง น้ำมันเบนซิน 95 6.50 บาท/ลิตร 7.50 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 1 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) 5.85 บาท/ลิตร 6.75 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.90 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) 5.20 บาท/ลิตร 6.00 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.80 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E85) 0.975 บาท/ลิตร 1.125 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.15 บาท น้ำมันดีเซล 5.99 บาท/ลิตร 6.92 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 0.93 บาท แม้ทางรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่กระทบประชาชนแน่นอนสำหรับการขึ้นภาษีในครั้งนี้ สาวก SuperBike Thailand คิดเห็นกันอย่างไรก็มาพูดคุยกันได้นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สรุปมหากาพย์ข่าวลือ All New Toyota Fortuner 2026 เปลี่ยนแพลตฟอร์ม GA-F พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Mild Hybrid เจาะลึกก่อนเปิดตัวที่นี่!

Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 เอาใจไบค์เกอร์ทั้งสายสปอร์ต สายซิ่ง และสายคลาสสิค บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว 3 โมเดลใหม่ล่าสุด อย่าง Z650RS พร้อมด้วย Ninja ZX-10R ใหม่ และ Z900 SE ACC รุ่นพิเศษที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดไฮเกรดติดรถ ภายในงาน Motor Expo 2021 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในบูธคาวาซากิ ท่านจะได้พบกับรถจักรยานยนต์คาวาซากิหลากหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตจากตระกูล Ninja สายพันธุ์ซูเปอร์เน็คเก็ตจากตระกูล Z สายพันธุ์แอดเวนเจอร์จากตระกูล Versys สายพันธ์ุออฟโรดจากตระกูล KLX รวมไปถึงสายพันธ์คลาสสิคจากตระกูล W และ Vulcan Z650RS ไฮไลท์ของงานหนีไม่พ้น Z650RS เรโทรสปอร์ตเน็คเก็ตพิกัดกลางขนานแท้ สำหรับผู้ใช้ในทุกระดับทักษะ รูปลักษณ์อันสวยงามเหนือกาลเวลาสืบทอดจาก Z900RS เข้ากับรูปทรงอันกะทัดรัด ควบคุมง่าย ที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน โดดเด่นด้วยความสวยงามเป็นอมตะของรถจักรยานยนต์สไตล์ดั้งเดิม โดยมาพร้อมรายละเอียดที่แตกต่างจากพี่ใหญ่ อย่างถังน้ำมันที่คอดกระชับและท้ายสั้น กะทัดรัด ให้ความรู้สึกง่ายต่อการควบคุม ไม่ต้องออกแรงมาก สามารถสัมผัสได้ถึงความเบาของตัวรถ และคาแรคเตอร์ด้านการตอบสนองที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพื่อเสริมตัวตนความเป็นรถจักรยานยนต์เรโทรสปอร์ตขนานแท้ ความร่วมสมัยและความเรียบง่ายที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน ราคาเปิดตัว 319,400 บาท พิเศษช่วงวันงาน 1-12 ธ.ค.64 สำหรับ 20คันแรกเพียง 299,400 บาท Ninja ZX-10R Ninja ZX-10R บทพิสูจน์ของสมรรถนะอันเหนือชั้นกับการครองบัลลังค์แชมป์เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง สร้างปรากฎการณ์ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้ประจักษ์ พร้อมให้คุณได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง และโครงสร้างแชสซีที่ผ่านการพัฒนาจากสนามแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการลดแรงต้านอากาศด้วยการออกแบบรูปทรงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายกับการขับขี่ระยะทางไกลด้วยระบบครูซคอนโทรล และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างครบครัน ราคาเปิดตัว 859,000 บาท Z900 SE ACC สุดท้ายกับ Z900 SE ACC อีกหนึ่งรูปแบบของ Z900 ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติขั้นสูง ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ & สวยสะกดทุกสายตามากยิ่งขึ้น Z900 SE ACC ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z900 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คืออีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นและแตกต่างในปี 2022 ด้วยคอนเซ็ปต์ “เร้าใจและควบคุมง่าย” Z900 SE ACC มาพร้อมชุดแต่งระบบเบรก Brembo ใหม่, องค์ประกอบภายในระบบกันสะเทือนหน้าเกรดสูงขึ้น รวมถึงโช้คหลัง Öhlins ซึ่งไม่เพียงยกระดับคาแรคเตอร์การควบคุมและความตื่นเต้นในการขับขี่ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังเสริมให้สไตล์ของตัวรถดูโดดเด่นสะกดทุกสายตายิ่งขึ้นด้วย ราคาเปิดตัว 512,000 บาท นายกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “คาวาซากิเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมด 3 รุ่น มีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์คันใหม่ อีกทั้งภายในงาน Motor Expo ครั้งนี้ คาวาซากิจัดโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ มากมายไว้รอคอยทุกท่าน แล้วพบกันให้ได้นะครับ ” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของคาวาซากิ และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่านทาง Kawasaki Motors Thailand Fanpage / www.kawasaki.co.th โทรศัพท์ 02-018-4999 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Motor Expo 2021 บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ อย่างเป็นทางการ มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพ และสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ภายในงาน Motor Expo 2021 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2564 แนวคิดในการออกแบบบูธ “ซูซูกิ” ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Suzuki Modern Japanese DNA โดยคุมโทนด้วยสีดำเป็น Base ตัดด้วยสีน้ำเงิน Highlight แสดงออกถึงการผสมผสาน ความพัฒนาที่ไร้ขีดจำกัด และพร้อมแสดงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของ ซูซูกิ โดยเน้นในเรื่องของความทันสมัย ทั้งนี้ภายในบูธได้แบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Suzuki Sport Area กับการยลโฉมตัวจริงครั้งแรกของ “The Legend is Back” All New Suzuki Hayabusa พญาเหยี่ยวเจ้าแห่งความเร็ว และครั้งแรกกับตัวจริงของ New Suzuki Burgman 400 ที่ Suzuki Street Area และที่พลาดไม่ได้กับไฮไลท์เด่นในงานนี้ซึ่งคือ การผจญภัยสุดมันไปกับ Suzuki Adventure Area ที่ ซูซูกิ ยังคงสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น เริ่มที่รุ่นใหญ่อย่าง New Suzuki V-Strom 650XT รถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ กับสีใหม่ถึง 4 สี ได้แก่ Pearl Vigor Blue / Metallic Mat Sword Silver สีน้ำเงินตัดสีเงินด้าน Pearl Brilliant White สีขาวประกายมุข Glass Sparkle Black สีดำเข้ม และกับสีเหลืองที่เป็นเอกลักษณ์ของ V-Strom อย่าง Champion Yellow No.2 ที่จะพาคุณพร้อมลุยไปทุกที่ และกับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ขี่ง่าย ลุยได้ทุกทางกับ All New Suzuki Nex Crossover รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์สไตล์ ครอสโอเวอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกภายในงาน ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย สนุกทุกการขับขี่ พร้อมจะพาลุยไปได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง ทั้งยังทำเซอร์ไพรส์สาวกคนรักซูด้วยการนำรถจักรยานยนต์ พรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่าง Suzuki Saluto 125 มาโชว์ในงาน ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ทุกท่านจะได้เห็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ Suzuki Saluto 125 กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อตอบสนองการใช้งาน และเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคุณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเงื่อนไขสุดพิเศษทุกรุ่น ที่จะทำให้คุณสามารถเลือกรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่ใช่ได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายนี้ยังเปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ พิเศษสุดกับการ Collaboration ที่ลงตัวภายใต้โปรเจ็กต์ “Suzuki X Racewear” ซูซูกิแบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นแนวหน้า ที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกมาหลาย Generation เปิดตัวเสื้อ Limited Edition 2022 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด โดยจับมือกับแบรนด์เสื้อแนว Street ชื่อดัง ที่ได้รับความนิยมในวงการแต่งรถ ที่มีความเข้าใจในเรื่องของรูปทรง สรีระ และไลฟ์สไตล์การแต่งตัว โปรเจ็คเสื้อสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Suzuki X Racewear” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นภายในงาน Motor Expo 2021 ในครั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในงานนี้เท่านั้น ยังไม่หมดเพียงเท่านี้สำหรับบูธ ซูซูกิ กับดีลพิเศษ โปรโมชั่นร้อนแรงส่งท้ายปี ครบทุกรุ่นทุกสไตล์ ตอบโจทย์ความต้องการ

Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวบิ๊กไบค์ 2 โมเดลใหม่ ในงาน Motor Expo 2021 Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวอีก 2 โมเดลระดับแฟลกชิพในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 ได้แก่ All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสุดล้ำ และ All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตมาดเข้มดำดุดัน รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเดินหน้ารุกตลาดบิ๊กไบค์ช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่นในงาน Motor Expo 2021 นำทัพโดย All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งดีไซน์ใหม่ทั้งคันมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ All New CB1000R Black Edition เน็คเก็ตสปอร์ตสายเข้ม สไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ ที่ให้ทั้งความดุดัน และสมรรถนะสุดเร้าใจ มร.ทาคาโนริ มารุยามะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนารถฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น คือ การส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าของเรา ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมจะพาไปพบกับความน่าตื่นตาตื่นใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้” “เราได้นำเสนอบิ๊กไบค์อีก 2 รุ่น ซึ่งต่างก็เป็นรถระดับแฟลกชิพของเรา เริ่มจาก All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งรุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางไกลทุกรูปแบบ และ All New CB1000R Black Edition ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความเข้มดุดันเป็นพิเศษ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ยุคใหม่อย่างลงตัว อยากให้คนไทยได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเองที่บูธฮอนด้า” All New NC750X All New NC750X แอดเวนเจอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซปต์ “Endless Route Await” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน สะดุดตาไปกับเส้นสายและรูปทรงที่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟ LED ทั้งคัน ให้ความเฉียบคมทุกมุมมอง หน้าจอ LCD ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง แบบ SOHC 8 วาล์ว ขนาด 745 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์แบบ DCT (Dual Clutch Transmission) เลือกเปลี่ยนได้ทั้ง MT/AT ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะขับขี่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 23 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการออกแบบตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมถึง 6 กิโลกรัม ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ท่านั่งการควบคุมให้ความกระชับ มั่นใจ และนั่งสบายด้วยความสูงเบาะเพียง 800 ม.ม.อ โดยเปิดจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 365,000 บาท CB1000R Black Edition อีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุด All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ระดับท็อปคลาส ในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ มาพร้อมคอนเซปต์ “Engineering with a Soul” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าใหม่ ยกระดับความดุดันรอบคันด้วยสีดำ เร้าใจด้วยสุดยอดสมรรถนะจากขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC ขนาด 998 ซีซี หัวฉีด PGM-DSFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถปรับการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard,

Ducati รุกหนัก ขน 5 รุ่นใหม่เผยโฉมที่ไทยก่อนใครในโลกที่ Motor Expo 2021 ล่าสุด Ducati รุกหนัก ขน 3 โมเดลใหม่เปิดตัวที่ไทยครั้งแรก ก่อนใครในโลกที่งาน Motor Expo 2021 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำขบวนมาโดย Panigale V2 Troy Bayliss โมเดลพิเศษฉลองตำนานชื่อดัง, Scrambler 1100 Tribute Pro รุ่นพิเศษครบรอบ 50 ปี และ Scrambler Urban Motard พร้อมกันนี้ยังได้ทำการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่อย่าง Diavel 1260 S Black & Steel และ Hypermotard 950 SP พร้อมกับเตรียมแคมเปญและข้อเสนอพิเศษไว้รองรับไบค์เกอร์ที่สนใจจะเป็นชาวดูคาทิสต้าเอาไว้ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อฉลองครั้งแรกของการร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 หรืองาน Motor Expo 2021 จะเป็นครั้งแรกที่ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีโอกาสเจอเหล่าดูคาทิสต้า และพี่ ๆ น้อง ๆ เหล่าไบค์เกอร์ แบบเต็ม ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้คอนเซปต์ “Ducati x Audi Brand Integration” “เชื่อว่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญแห่งวงการยนตรกรรมที่น่าจดจำ ทุกคนที่มาบูธของดูคาติในงานนี้จะได้มีความสุขกับสุดยอดแห่งเทคโนโลยีโลกยนตรกรรมพรีเมียมของทั้งแบรนด์ Ducati และ Audi โดยไฮไลท์เด่นของดูคาติ คือ 3 รุ่น Ducati World Premiere 2022 ที่เผยโฉมในไทยเป็นที่แรกในโลก และ อีก 2 รุ่นใหม่ และ 7 รุ่นยอดนิยม จัดมาให้ลูกค้าได้มีอิสระในการเลือกเพื่อนคู่ใจคันใหม่ ไปเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนสุดท้ายของปี 2564 เป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลแห่งความสุข ดูคาติ ได้เตรียมข้อเสนอพิเศษและแคมเปญโดนๆ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดูคาติได้อย่างง่ายดายมากขึ้น” มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ครั้งแรกของงาน Motor Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม ดูคาติ ไม่รีรอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และความคึกคักให้กับวงการยานยนต์ โดยได้นำ Ducati World Premiere 2022 ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองตำนานความสำเร็จระดับโลกของดูคาติ มาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นที่แรก ก่อนเริ่มวางตลาดทั่วโลกในต้นปีหน้า” เริ่มต้นด้วย Panigale V2 Bayliss 1st championship 20th anniversary ซูเปอร์ไบค์เร้าใจสายสปอร์ตรุ่นฉลองแชมป์ครบรอบ 20 ปี ของนักแข่งชื่อดังอย่าง ทรอย เบย์ลิสส์ มาพร้อมกับลวดลายเดียวกันกับ Ducati 996R ที่เขาใช้คว้าชัย พร้อมยกสมรรถนะของรถไปอีกขั้น ด้วยโช้คอัพ Ohlins ทั้งหน้าและหลัง พิเศษด้วยแผงคออลูมิเนียมสุดหรู และยังคงความพิเศษด้วยการยิงเลเซอร์เลขซีเรียลนัมเบอร์อีกด้วย ตามมาด้วยโมเดลสำหรับสายลุยฝุ่นกับ Scrambler 1100 Tribute PRO ที่ผลิตขึ้นเป็นรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ Scrambler รุ่นแรกเริ่มปรากฏในปี 1971 พร้อมสีพิเศษอย่าง “Giallo Orca” ที่ใช้ใน Model รุ่น 450 Desmo mono และ 750 sport อีกด้วย อีกทั้งทาง Ducati เองยังเลือกใช้ Logo อย่าง Ducati Logo 70S ที่พาเราย้อนกลับไปในสมัยยุค 70 ได้อย่างคลาสสิคและลงตัว ถือเป็นไอคอนโมเดลที่บอกเล่าความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีสองสูบแบรนด์แรกที่วางจำหน่ายในปี 1971 ได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วย Ducati

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับโมโตครอสไฟฟ้า พวกเราไบเกอร์น่าจะเคยได้เห็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้าจากทาง Yamaha ไปหลายตัวแล้ว แล้วเจ้าสิทธิบัตรล่าสุดเนี่ยก็ยังเกี่ยวข้องกับโมเดลโมโตครอสไฟฟ้าที่เผยให้เห็นถึงอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งที่แฮนด์บาร์เพื่อทำหน้าที่จำลองผลของคลัตช์หรือพูดง่าย ๆ ว่า Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับรถโมโตครอสไฟฟ้านั่นเอง ยามาฮ่าได้ตะหนักอย่างชัดเจนเลยว่ารถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขัน จะขับขี่ได้ดีขึ้นจากการมีคลัตช์ สังเกตได้จาก TY-E รถไทรอัลไฟฟ้าของทางค่ายที่มีฟลายวีลและคลัตช์คั่นกลางระหว่างมอเตอร์กับระบบเกียร์ 1 สปีด มันช่วยให้ผู้ขับขี่หมุนมอเตอร์และฟลายวีลได้โดยที่ล้อไม่ต้องหมุนตามได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความเสถียรจากการอาศัยหลักของแรงเฉื่อยของมวลหมุน และสามารถใช้ฟลายวีลเป็นเสมือนแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวเพื่อเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์และปล่อยคลัตช์ซึ่งช่วยสร้างพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเพียงลำพังจะทำได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าระบบคลัตช์แบบกลไกและฟลายวีลได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อที่จะให้รถมีความกะทัดรัด และเบามากขึ้น และแทนที่มันด้วยตัวหน่วงการสั่นสะเทือนเชิงบิด โดยใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นที่เชื่อมต่อกันด้วยสปริงซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนกับแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวได้ ยามที่เปิดคันเร่งเล็กน้อยขณะที่กำลังกดเบรกอยู่เพื่อบังคับให้สปริงโช้คยุบตัว จากนั้นก็ปล่อยเบรกเพื่อให้สามารถปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงออกมาได้มาเป็นพิเศษ สิทธิบัตรล่าสุดนี้มีการเพิ่มก้านคลัตช์หลอก ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าควบคุมการส่งกำลังของรถได้มากขึ้น และมีรีเจ็นเนอเรทีฟเบรกกิ้งในระดับที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ว่ามันมีผลแบบเดียวกับการมีคลัตช์จริง ๆ โดยไม่ต้องแยกเครื่องยนต์ออกจากระบบส่งกำลังจริง ๆ ทว่าในปีนี้เราได้เห็นไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้มาแล้วมาจากหลาย ๆ ค่าย เช่น Kymco ที่ไม่เพียงแต่จำลองระบบคลัตช์แต่ยังจำลองระบบเกียร์มาด้วย ขณะที่การควบคุมอะไรที่มันง่าย ๆ แบบบิดแล้วก็ไปของรถไฟฟ้านั้นเป็นอะไรที่ตลาดรถใช้งานในชีวิตประจำวันต้องการมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไรเดอร์อีกกลุ่มที่ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาของการแข่งขันรถโมโตครอสไฟฟ้าของยามาฮ่าก็ต้องถูกคาดหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถสันดาป แน่นอนว่าการควบคุมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการเพิ่มคลัตช์เข้ามาดูจะสมเหตุสมผลมาก แล้วเจ้าสิทธิบัตรใหม่ที่ว่านี้ก็เจาะจงไปว่าก้านคลัตช์ที่ว่านี้ติดตั้งและทำงานยังไง แม้ว่ามันจะอยู่ที่แฮนด์ด้านซ้ายอย่างที่คิด แต่มันไม่ใช่คลัตช์ มันคือเบรกหลัง ก้านคลัตช์ที่ควบคุมรถจริง ๆ คือก้านเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านบนเบรกอีก ใช้นิ้วชี้ควบคุมอย่างเดียว ผลของการใช้คลัตช์นี้ต่อกำลังของมอเตอร์และแรงจากระบบรีเจอเนเรทีฟจะเทียบเท่ากับเอ็นจิ้นเบรกของรถสันดาป สิทธิบัตรนี้อธิบายความรู้สึกของการควบคุมและแสดงให้เห็นถึงเดดโซนที่ปลายทั้งสองด้านของระยะการเคลื่อนที่ และมีแรงต้านแบบก้าวหน้าที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเหนี่ยวก้านเข้ามาและจะลดลงเมื่อดึงจนสุด แบบเดียวกับคลัตช์ปกติเลย ทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก แม้สิทธิบัตรนี้จะใช้กับรถโมโตครอสไฟฟ้าและกำลังพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดก็ชัดเจนว่ามันน่าจะนำไปใช้กับสตรีทไบค์ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย และจะช่วยดึงดูดนักบิดที่อยากจะสนุกกับกลไกต่าง ๆ แบบที่เขาเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro ผลงานสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์คันล่าสุด แห่งเจ้าตำรับ ‘Motorcycle Art’ ศิลปกรรมแห่งโลกสองล้อ MV Agusta ‘ซุปเปอร์เวโลเซ่ 1000 เซเรีย โอโร่’ MV Agusta สร้างสรรค์สุนทรียภาพผสมผสานเทคโนโลยี จากสนามแข่งขันนับจาก MV Agusta GP 1972 สู่ Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นใหม่ 500 คันทั่วโลก ประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยช่างผู้ชำนาญจากเมืองวาเรเซ่ โรงงานหลักของทางค่ายผสมผสานความคลาสสิคจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยไฟหน้าทรงกลมแต่ผสานเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบแอโรไดนามิค โดดเด่นด้วยปีกที่ได้รับการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์จากอุโมงค์ลมที่เคลมไว้ว่า เสถียรอย่างเหลือเชื่อ จากเครื่องยนต์4สูบเรียง 998 c.c. ให้พละกำลัง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิด 116.5 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที วาล์วไทเทเนี่ยม ก้านสูบไทเทเนี่ยม หัวฉีด 8 หัว ล่าง 4 บน 4 เพลาลูกเบี้ยวเคลือบสาร DLC เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องทำงานได้อย่างราบรื่น แม้รอบสูงจัด แสดงผลผ่านจอ TFT 5.5 นิ้ว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครันเท่าที่ Superbike พึงจะมี รวมถึงระบบ FLC (front lift control) กันยกล้อลอย เพื่อการเร่งเร็วอย่างสมบูรณ์ โหมดขับขี่ 4 แบบ Race, Sport, Rain และ Custom ที่เปิดโอกาสให้ปรับแต่งตั้งแต่ คันเร่ง แรงบิด ระบบเบรค ไปถึงการการตั้งค่าโช้คอัพ ที่แน่นอนต้องเป็น Ohlins ทั้งหน้าหลัง รวมไปถึงกันสะบัด ปรับแบบไฟฟ้าได้ มี Cruise Control มี GPS ทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชั่น MV RIDE ลงมาที่เบรค Brembo เรเดียลเมาท์ Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 mm. และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 mm. กับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบมั่นใจสุดๆ เสริมด้วยอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยมทั้งชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ลายพิเศษ 41 ชิ้น! เบาะหนัง Alcantara คาดเข็มขัดถังน้ำมันที่ทำจากหนังแท้ ท่อ Akrapovic Titanium ออก 4 ‘Organ Style’ รวมไปถึง ‘ล้อดาว’ สุดคลาสสิคที่นำมาจาก MV Agusta F4 750 Serie Oro อันเป็น Signature รุ่นตำนานของ MV Agusta รัดด้วยยาง Pirelli Diablo SuperCorsa SP V4 รุ่นพิเศษ Red logo โดดเด่น เพื่อชิ้นงานศิลปะของ Superveloce 1000 Serie Oro คันนี้กันเลยทีเดียว สีสันที่แต่งแต้มบนเรือนร่างเป็นสีสัน Signature สุดคลาสสิคอย่าง สีเงิน Ago Silver, สีแดงมุก Pearl Shock Red และทอง Ciclistica Gold ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ครบไลน์อัพ พิถีพิถันทุกจุด เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ให้ความประทับใจสูงสุดเท่าที่ Premium Superbike คันนึงพึงมี ทั้งหมดนี้ MV Agusta จะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น สามารถเป็นเจ้าของด้วยราคาเพียง 110,895 เหรียญสหรัฐ ตีกลม ๆ 4 ล้าน

BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูล BMW CE 02 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสายสตรีทที่โคตรคูลเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายใบพัดสีฟ้าหลังจากที่ทางค่ายเคยเปิดตัว CE 04 ไปเมื่อราว 2 ปีก่อน สำหรับโมเดลนี้บอกเลยว่าโดดเด่นและแตกต่าง ไม่เหมือนใครด้วยแนวคิดและตัวตนที่บอกว่ารถของตัวเองนั้นไม่ใช่ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่เป็นนักปาร์กัวร์สายไฟฟ้า งงใช่มั้ยล่ะ ใช่สิผมก็งง แต่ช่างเหอะเราไปดูการออกแบบและสเปกส่วนอื่น ๆ กันดีกว่า ดีไซน์ของรถบอกเลยว่าล้ำมาก ๆ ขณะเดียวกันก็ให้ความเท่ในแบบที่ทุกคนที่เห็นต่างต้องชอบใจ และก็คงเอาไว้ซึ่งดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดมาอย่างรุ่นพี่ CE 04 อีกด้วย ตัวรถออกแบบมาให้มีความคล่องตัว แม่นยำ ทนทานและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่ออกแบบมาแล้วเกินเลย เทอะทะ ไร้ซิ่งชิ้นส่วนที่ไม่มีความจำเป็น ตัวรถเลือกใช้สีดำเป็นหลักในหลาย ๆ ชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าจนถึงแฟริ่งแผงคอด้านบน เลือกใช้สีเทาเมทัลลิกแบบด้านสำหรับฝาครอบมอเตอร์เพื่อสร้างคอนทราสต์และลูกเล่นระหว่างสีแบบด้านและสีแบบเงา อีกทั้งยังมีโมเดลเวอร์ชัน Highline ที่มีการขับเน้นสีสันให้เหมาะสมกับเจ้าของรถที่ชอบเข้าสังคมและชอบความมีสีสัน โดยโมเดลนี้จะอโนไดซ์โช้คให้เป็นสีทองโดดเด่น และเล่นลายกราฟิกแบบเทปด้วยสีเขียวตัดกับตัวรถเพิ่มเติม มาถึงส่วนที่หลาย ๆ คนใส่ใจกันมาก ๆ ก็คือมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของตัวรถ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องใบขับขี่ของทางยุโรป ซึ่งแบบแรกคือมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนสายพาน โดยมีกำลังที่ 11 กิโลวัตต์หรือ 15 แรงม้า สำหรับใบขับขี่ A1ของนักบิดอายุ 16 ปีขึ้นไป และเวอร์ชันจำกัดสำหรับใบขับขี่แบบ AM หรือนักบิดที่อายุน้อยกว่านั้น โดยจะจำกัดไว้ที่ 4 กิโลวัตต์หรือ 4 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วได้สูงสุด 45 กม./ชม. ทั้งนี้ก็แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศอีกที อย่างไรก็ดีสำหรับรุ่นปกติสมรรถนะเต็มกำลังนั้นเคลมท็อปสปีดมาถึง 95 กม./ชม. และเคลมระยะการใช้งานมาได้มากถึง 90 กิโลเมตร (WMTC) และยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Flow และ Surf ซึ่งโหมดแรกจะเหมาะการขับขี่แบบไหล ๆ ไปตามถนนในชานเมือง ส่วนโหมดที่ 2 สำหรับการขับขี่ที่ต้องการความลื่นไหลซึ่งก็คือการซอกแซกไปในเมืองที่รถหนาแน่น ส่วนต่อมาที่หลาย ๆ คนสนใจอีกไม่แพ้กันก็คือแบตเตอรี่และการชาร์จ ซึ่งใช้แบตเตอรีขนาด 3.92 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตัวรถจะมาพร้อมที่ชาร์จแบบภายนอกที่จ่ายไฟได้ 0.9 กิโลวัตต์โดยสามารถเสียบกับปลั๊กไฟบ้านได้เลย เรียกว่าสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเลือกจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อตัวชาร์จแบบควิกชาร์จที่จ่ายไฟได้ 1.5 กิโลวัตต์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิลลูปทำจากเหล็กกล้า มีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และด้านหลังมีสวิงอาร์มเดี่ยวที่ยีดเข้ากับโช้คเดี่ยว ส่วนล้อเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบาในแบบของล้อดิสก์พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังและระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้า โดยที่ตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 132 กก. และมีเบาะนั่งต่ำเพียง 750 ม.ม. จึงตอบโจทย์นักขี่ได้หลากหลายเรียกว่าทุกเพศและเกือบจะทุกวัยเลยทีเดียว ต่อกันในเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยสมกับเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า ตัวรถมีหน้าเรือนไมล์สี TFT ขนาด 3.5 นิ้ว แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน ซึ่งรวมไปถึงสถานะแบตเตอรี่อีกด้วย มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C จ่ายไฟให้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นได้แรงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชีน BMW Motorrad ได้ ช่วยให้ใช้ฟังก์ชันเสริมอย่างการบันทึกเส้นทางการเดินทางได้ด้วย และยังมีระบบช่วยถอยหลังอีกด้วย ส่วนเรื่องของความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพของรถโดยอัตโนมัติและระบบควบคุมเสถียรภาพให้กลับเป็นปกติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถเปิดราคาเริ่มต้นที่ 8,500 ยูโรคิดเป็นเงินตรง ๆ เลยก็ราว ๆ 328,000 บาท แต่ถ้าหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ CE 04 ที่เปิดราคาไทยแล้วล่ะก็ สนนราคาก็น่าจะกระโดดไปที่ 569,000 บาทเลยทีเดียว (ราคานี้เป็นเพียงราคาคาดการณ์เท่านั้น) ซึ่งน่าจะทำให้รถคันนี้เป็นโมเดลที่อาจจะไม่คุ้มในการทำตลาดบ้านเราเท่าไหร่ อาจจะทำให้ไม่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา หรืออาจจะเข้ามาจำนวนน้อย งานนี้ใครเงินเหลือล่ะก็จัดเลย เท่ไม่หยอกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Disney Mickey Mouse Edition ฉลองร้อยปีดิสนีย์ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแบรนด์ระดับไอคอนิกสองแบรนด์จับมือกันสร้างสรรค์ผลงาน แน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นอะไรที่หลาย ๆ คนต้องร้องว้าวอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบในแบรนด์ดังกล่าว และล่าสุดก็คือ Vespa Disney Mickey Mouse Edition ผลงานการรังสรรค์ร่วมกันระหว่างเวสป้าและดิสนีย์นั่นเอง การมาร่วมมือกันครั้งนี้เป็นอะไรที่พิเศษสุด ๆ เนื่องจากเป็นโปรเจ็กต์ Disney 100 ซึ่งเวสป้าเองก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของทางดิสนีย์ด้วยการส่งอิดิชันพิเศษออกมาในสไตล์ของมิกกี้เมาส์ ตัวการ์ตูนสุดไอคอนิกที่โด่งดังและเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย เป็นอมตะไร้ซึ่งกาลเวลา ตัวรถมาในโทนสีดำแดงแบบทูโทนเป็นเมนหลักซึ่งเป็นสีมาจากเจ้าหนูมิกกี้เมาส์ ตัวกระจกมองข้างทรงกลมสีดำเปรียบเสมือนหูของเจ้ามิกกี้ ตัดด้วยสีเหลืองที่บังโคลนหน้าและขอบล้อแม็กที่เป็นสีของรองเท้า โดดเด่นด้วยสีสันภายนอกที่สะดุดตาแล้วยังมีลวดลายกราฟิกมิกกี้เมาส์ที่ตัวเฟรมด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองด้าน ตัวเบาะมีการปั๊มจมเป็นลายเซ็นส์ของมิกกี้เมาส์เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมสติกเกอร์เจ้าหนูหูกลมบริเวณช่องเซอร์วิส โดยอิดิชันพิเศษนี้จะมีมาในรุ่น Primavera 50 ซีซี 125 ซีซี และ 150 ซีซี ส่วนในเรื่องของสนนราคาและจำนวนที่ผลิตนั้นยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าจะมีจำนวนไม่มากและราคาค่อนข้างแรง อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่ามันจะต้องมีมาจำหน่ายในไทยบ้างล่ะ ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norden 901 ไวกิ้งสายลุยจาก Husqvarna Norden 901 สายลุยเเดนไวกิ้ง เปิดไทยไม่ถึง 6 เเสน..!! – YouTube เปิดตัวที่ยุโรปกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งจะได้ฤกษ์เปิดตัวที่ประเทศไทยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เองสำหรับเจ้า Husqvarna Norden 901 ไวกิ้งสายลุย แอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกและยังเป็นรถไซสใหญ่สุดเท่าที่ทางค่ายเคยสร้างมา ถ้าไม่นับเจ้าของใหญ่อย่าง KTM น่ะนะ สำหรับเจ้านอร์เด็น 901 คันนี้ถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากเป็นครั้งแรกเลยสำหรับค่ายนี้ที่ปกติแล้วเชี่ยวชาญช่ำชองและโชกโชนในมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่และโมโตครอสอย่างมาก และขึ้นชื่อเรื่องออปชันแน่นกับราคาที่แรงตามสมรรถนะของรถ และเมื่อค่ายไวกิ้งหันมาทำแอดเวนเจอร์หรือรถสายลุยมันจึงน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ เรื่องของดีไซน์จัดว่าโดดเด่นแปลกตา แต่ก็เป็นไปตาม DNA ของทางค่ายเช่นเดิม เด่นด้วยไฟหน้า LED และชิลด์บังลมทรงตัด ทั้งยังให้ไฟตัดหมอกมาด้วยเลยซึ่งเป็นแบบที่แอดเวนเจอร์ค่ายอื่นไม่ทำกัน แฟริ่งด้านข้างเด่นด้วยโลโก้ค่ายขนาดใหญ่พร้อมเส้นสายลายกราฟิกในแบบแผนที่ทางภูมิศาสตร์สื่อถึงการผจญภัย ตัดด้วยสีเหลืองเลม่อนสดใสและสีขาวสีประจำค่ายดูลงตัวแบบไม่ทิ้งตัวตน ตัวรถใช้ขุมพลัง 2 สูบเรียงขนาด 889 ซีซีที่ใคร ๆ ต่างรู้ว่าเครื่องนี้มาจากทางค่ายสีส้ม วางเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเฟรมโครโมลีที่น้ำหนักเบาแต่ก็ยังแข็งแรง โดยเคลมกำลังสูงสุดมาที่ 105 แรงม้าและแรงบิดที่ 100 นิวตันเมตร อาศัยเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่ 19 ลิตรที่ทางค่ายเคลมว่าช่วยให้วิ่งได้ไกลมาถึง 400 กม. ตัวเครื่องยนต์เร่งแรงด้วยการสั่งการด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า แถมพ่วงมาด้วยโหมดการขับขี่ 3 โหมด ทั้ง Street, Rain และ Offroad ทางค่ายยังติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ 6 สปีดที่ให้มาได้ไหลลื่น และแน่นอนว่ามาพร้อมกับระบบพาวเวอร์แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้คุมล้อหลังได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างโดดเด่นและตอบโจทย์การขับขี่แบบลุย ๆ ด้วยระบบกันสะเทือนแบรนด์คู่บุญอย่าง WP ซึ่งด้านหน้าให้โช้ค WP APEX ขนาด 43 ม.ม.ที่เป็นโช้คหัวกลับ ระยะยุบมากถึง 220 ม.ม. สามารถปรับแต่งค่าจ่าง ๆ ได้ครบถ้วนเพียงแค่หมุนปรับคลิกเกอร์ไดอัล ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว WP APEX ระยะยุบตัวรวม 215 ม.ม. ซึ่งก็สามารถปรับแต่งได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของระบบเบรกก็จะค่อนข้างลงตัวด้วยระบบเบรกจาก J.Jaun ด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรก 320 ม.ม.ส่วนด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ Cornering ABS จากบอร์ชที่มีโหมด Offroad มาให้ด้วย เรื่องสุดท้ายของช่วงล่างคือล้อและยาง ตัวรถจะให้ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช้ยางในขนาด 21 และ 19 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ให้คุณลุยผ่านได้แทบทุกอุปสรรค รวมไปถึงขี่ทางไกลถนนดำก็ไม่มีปัญหา และในเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาแบบแน่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์เนอริ่ง ABS ที่มาพร้อม Offroad โหมดที่พูดถึงไปแล้ว ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรกที่ทางค่ายเรียกว่าส MSR หรือมอเตอร์สลิปเรกูเลชัน ระบบแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ และแน่นอนว่ามีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายเปิดราคาที่ 599,800 บาท กับสีสันเดียวกับคันที่เราเห็นกันอยู่นี้ไม่ได้มีสีอะไรให้เลือก แต่ก็บอกเลยว่าเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์แท้ ๆ ที่ให้ออปชันมาดี เมื่อเทียบกับราคาคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันนั้นจัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับสำหรับโมเดลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก