SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda e:NP2 รถยนต์ไฟฟ้า 100% วิ่งไกล 545 กม. มาพร้อมมอเตอร์ 204 แรงม้า ดีไซน์สปอร์ต และเทคโนโลยี Honda CONNECT 4.0 ล่าสุด

มาร์ก มาร์เกซ เผย Gresini ทำให้หลงใหลในการแข่งขันอีกครั้ง มาร์ก มาร์เกซ นักแข่งจากทีม Ducati Lenovo Team ในการแข่งขัน MotoGP ได้ออกมาพูดถึงทีมเก่าของเขาอย่าง “Gresini Racing” ที่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกถึงอารมณ์ความหลงไหลในการแข่งรถจักรยานยนต์อีกครั้ง และเปรียบบรรยากาศภายในทีมเหมือนกับตอนที่ตนแข่งขันอยู่ใน Moto2 บรรยากาศในทีมแสนอบอุ่น “ที่นี่มีบรรยากาศสบาย ๆ อีกทั้งยังมีความเป็นกันเองอย่างมาก ทุกอย่างมันชวนให้ผมนึกถึงตอนแข่งขันอยู่ที่ Moto2 ที่ผมสามารถพูดคุยกับหัวหน้าทีมได้โดยตรง เช่น ผมสามารถเข้าไปพูดคุยกับนาเดีย ปาโดวานี่ (เจ้าของทีม Gresini Racing) และบอกเธอว่าผมมีความคิดกับบางเรื่องแบบนี้ เธอก็มักจะ ‘โอเค เราทำแบบนั้นได้’ และเธอไม่ปิดกั้นความคิดผม” “การอยู่ในทีมแซทเทิลไลท์ (ทีม Gresini Racing) มันทำให้ผมรู้สึกถึงความหลงใหลในการแข่งรถจักรยานยนต์อีกครั้ง แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ผมขี่ให้กับทีม Honda ผมมีเพื่อน และทีมงานที่ดีมากอยู่ที่นั่น แต่แล้วความจริงคือ การที่เราขี่อยู่ทีมโรงงานทุกอย่างในนั้นจะดูจริงจังไปหมด” คว้าชัยโพเดียมอีกครั้งในรอบ 1,043 วัน ในช่วงที่เป็นนักบิดให้กับทีมรองอย่าง Gresini Racing เจ้าตัวสามารถเก็บชัยชนะอันดับที่ 1 ในการแข่งขันรอบ Grandpix ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกของเจ้าตัวนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งสามารถเก็บชัยชนะได้ 3 สนาม ในฤดูกาลที่ผ่านมา ได้แก่ สนามอารากอนประเทศสเปน, สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี และสนามฟิลิปไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งความสำเร็จทั้งสามครั้งดังกล่าวเป็นความสำเร็จสำคัญที่ช่วยฟื้นความมั่นใจของเจ้าตัวหลังจากที่มีช่วงเวลาที่ยากลำบากกับทีม Honda ในช่วงท้าย โดยนักบิดสายเลือดกระทิงดุรายนี้จะกลับมาวาดลวดลายบนสนามอีกครั้งในรอบซ้อม ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2025 แฟน ๆ ของ MM93 รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์ แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ” “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย” นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นจากแดนมังกร ล่าสุด Voge แบรนด์รถสัญชาติจีนก็ได้ทำการเปิดตัว Voge 650 DSX แอดเวนเจอร์ไซส์กลางอ็อปชันแน่นเพื่อจำหน่ายในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจเลยไม่น้อยหากคุณได้ลองชมรายละเอียดของมันสักหน่อย เจ้าแอดเวนเจอร์ลูกโตคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาดใหญ่ถึง 651 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แต่ให้แรงบิดสูงถึง 59.66 นิวตันเมตร ซึ่งต่างจากโมเดลอื่นๆ ในค่ายในพิกัดใกล้เคียงกันที่จะใช้เครื่องยนต์แบบ 2 สูบ นอกจากนี้ยังเด่นที่ใช้ระบบบาลานซ์ชาฟต์ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องที่มีลูกสูบขนาดใหญ่ พร้อมกับหัวฉีดจาก Bosch ที่ทันสมัยอีกด้วย ตัวเครื่องยนต์นั้นวางบนเฟรมถัก มีระบบกันสะเทือนจาก KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมาพร้อมล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมกับยางแบบกึ่งถนนกึ่งออฟโร้ด ระบบเบรกจาก Nissin ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก 2 พ็อด ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ซึ่งเป็นชุดที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโร้ด ตัวรถมีเบาะนั่งสูง 851 ม.ม.ซึ่งไม่สูงมากนักสำหรับรถสไตล์นี้ ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่ 230 ม.ม.ช่วยให้ข้ามผ่านอุปสรรค์ได้มากขึ้นเวลาขับขี่ออฟโร้ด กล่องข้างและกล่องท้ายช่วยให้ใส่สัมภาะได้มากเหมาะกับการขับขี่ผจญภัย ตัวรถยังมีขาตั้งคู่และแครชบาร์ซึ่งเป็นของที่แอดเวนเจอร์ไบค์ควรจะมี นั่งสบายทั้งคนขี่และคนซ้อนด้วยเบาะนั่งสองระดับ พักเท้าอลูมิเนียมและที่พิงหลังสำหรับคนซ้อน นอกจากนี้ยังเด่นด้วยหน้าจอเรือนไมล์เป็นจอสี TFT พร้อมระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วยบลูทูธ รายงานข้อมูลได้ครบถ้วน แม้กระทั่งความดันลมยาง ทั้งนี้ราคาจำหน่ายในยุโรปจะอยู่ที่ 8195 ยูโร หรือราวๆ 310,000 บาท แต่ถ้ามีคนนำเข้าไทยจริงๆ ราคาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉม Ninja ZX-25R 2021 ครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ล่าสุดค่ายยักษ์เขียวอย่าง Kawasaki ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่กันที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยทำการ เผยโฉม Ninja ZX-25R ABS SE ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS และควิกชิฟเตอร์ และจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี คือ สีแดงตัดด้วยสีขาว สีเทาด้านตัดด้วยสีดำ และสีดำ และโมเดลพิเศษ KRT Edition ซึ่งก็จะมาในเฉดสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง ซึ่งเจ้านินจาสุดซิ่งไซส์เล็กสเปกอินโดฯ นั้นจะต่างจากของประเทศอื่นอยู่ โดยจะแรงกว่าสเปกญี่ปุ่น โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมามากถึง 50 แรงม้าที่ 15,500 รอบ และเพิ่มเป็น 51 แรงม้าเมื่อบวกกับแรมแอร์ ต่างจากญี่ปุ่นที่มีเพียง 45 แรงม้าเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าจะมีชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เหมือนกัน แต่ในส่วนของไอดีและไอเสียรวมถึงระบบควบคุมหัวฉีด และสเตอร์รนั้นต่างออกไป สำหรับสาวกนินจาบ้านเราก็คงต้องรอต่อไปล่ะครับ แต่คาดว่าคงไม่เกินปีนี้แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลัตช์ไฟฟ้า สิทธิบัตรใหม่จาก Honda ตอกย้ำความเหนือล้ำทางเทคโนโลยี ล่าสุดทางสำนักงานสิทธิบัตรของอเมริกาก็มีการเผยให้เราได้รับรู้ว่าทางค่ายปีกนกนั้นกำลังพัฒนาระบบคลัตช์ไฟฟ้าหรือ Clutch-by-Wire ที่มีศักยภาพช่วยให้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีสิทธิบัตรที่ยื่นนั้นเข้าใจได้ลำบากนิดนึง ดังนั้นเราจะขออธิบายให้เข้าใจพื้นฐานง่ายๆ ก่อน ลองคิดถึงระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเปลี่ยนเอาสายคันเร่งออกไป แทนที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เซ็นเซอร์และหัวขับมาควบคุมหัวฉีดเชื้อเพลิงแทน และด้วยหลัการคล้ายๆ กันนี้ ระบบ Clutch-by-Wire ทำให้ไม่ต้องใช้สายคลัตช์หรือระบบไฮดรอลิกเลย แต่มีการตรวจจับระยะการบีบคลัตช์ด้วยระบบอิเล็กทรอกนิกส์ และข้อมูลดังกล่าวก็จะป้อนไปสู่ระบบประมวลผลเพื่อให้ควบคุมคลัตช์ โดยที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างมือคลัตช์และคลัตช์แบบกายภาพเลย ในภาพร่างสิทธิบัตรนั้นแสดงให้เห็นว่าตัวควบคุมแรงไฮดรอลิกซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบนี้ เจ้าตัวควบคุมนี้จะรับข้อมูลจากระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลจำพวกความเร็วรอบต่อนาที องศาการเปิดคันเร่ง และความเร็วรถมาคำนวณด้วย ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือจะช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ดีและสมู้ทขึ้นที่ความเร็วต่ำ เหมาะกับนักบิดหน้าใหม่ และน่าจะช่วยให้นักบิดหน้าใหม่นั้นก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้นก็ได้ สำหรับนักบิดที่มีประสบการณ์และยังต้องการฟีลลิ่งจากมือคลัตช์ ทางฮอนด้าเองก็คำนึงถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว และสร้างอุปกรณ์ที่จะช่วยสร้างแรงตอบสนอง เพื่อเลียนแบบฟีลลิ่งเวลากำคลัตช์ตามปกติ ตามแผนภาพสิทธิบัตรนั้นจะแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะมีการติดตั้งคลัตช์ที่แฮนด์บาร์คตามปกติ ยังมีการใช้แรงไฮดรอลิกเพื่อให้คลัตช์จับอยู่ อย่างไรก็ตามจะเป็นการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแทนที่จะเป็นแรงทางกายภาพจากมือของคุณ เจ๋งดีใช่มั้ยล่ะครับ? ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วการติดตั้งแบบนี้เปิดโอกาสใหม่ๆ ได้หลายอย่าง ยกตัวอย่าง กรณีระบบคันเร่งไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้รถมีโหมดการขับขี่ แทร็คชันคอนโทรล และระบบช่วยออกตัว แน่นอนว่าระบบคลัตช์ไฟฟ้าของค่ายปีกนกก็จะช่วยในเรื่องการเข้าเกียร์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และเมื่อเราลองคิดถึงระบบช่วยออกตัว ตัวรถก็จะสามารถคำนวณได้เองว่าต้องใช้คลัตช์อย่างไรให้สัมพันธ์กับความเร็ว ความเร็วรอบและอาจจะกระทั่งความสูงของการลอยตัวของล้อซึ่งจะช่วยในการออกตัวได้ดีและเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต ก็เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ ก็ต้องมาดูกันว่าฮอนด้าจะนำมาใช้ในรถโปรดักชันอย่างไรและเมื่อไหร่กันล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่นๆ ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ยังแรง 208 ม้า พร้อมอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่ หลังจากทยอยปรับปรุงโมเดลในพิกัด 800 ซีซีกันไปจนครบ คราวนี้ก็เป็นทีของรถตัวพันกันบ้าง สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากเมือง Varese โดยในการปรับปรุงอัปเกรดคราวนี้ก็ยังเป็นประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องของ Euro5 มีการปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานในระบบด้วยการใช้วาล์วไทเทเนียม วาล์วไกด์ใหม่และลูกกระทุ้งลิ้นเคลือบ DLC ทั้งยังออกแบบระบบไอเสียใหม่เพิ่้มเติม แต่ที่สำคัญคือกำลังเครื่องยนต์จากขุมพลัง 4 สูบ 998 ซีซีนั้นไม่ลดลงเลย ยังคงอยู่ที่ 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ ตัวรถโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบสลิปเปอร์คลัตช์ มีระบบควบคุมแรงบิด 4 ระดับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบประมวลผลแรงเฉื่อยที่ช่วยให้ระบบอื่นๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างเด่นที่ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins Nix EC ที่ด้านหน้า Ohlins TTX EC ที่ด้านหลัง พร้อมกันสะบัดปรับไฟฟ้า ระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema 4 พ็อดกับจานเบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.แบบโฟลตติ้ง ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อด พร้อมจานเบรกขนาด 260 ม.ม. นอกจากนี้ก็จะยังมีในส่วนของความสวยงามก็จะมีสีสันใหม่ให้เลือก 2เฉดสี ได้แก่สีแดงเพลิงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกแบบด้าน และสีเทาเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทาเข้มเมทัลลิกแบบด้าน ส่วนสนนราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 32,300 ยูโร หรือราวๆ 1.224 ล้านบาทครับ งานนี้ไบค์เกอร์เน็กเก็ดที่มีเงินถุงเงินถังขับรถไปคุยกับทาง MV Agusta สั่งจองรถกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WorldWCR 2024 เผยไลน์อัพนักบิดหญิงชิงแชมป์โลก มาดูคราวฝั่งของทางผู้หญิงกันบ้าง กับการแข่งขัน 2 ล้อชิงแชมป์โลกอย่าง FIM Women’s Motorcycling World Championship หรือ WorldWCR 2024 ที่จะเริ่มแข่งขันครั้งแรกในปีนี้ และล่าสุดทางผู้จัดได้เผยไลน์อัพทีมแข่งและนักแข่งหญิงเป็นที่เรียบร้อย จะมีทีมแข่งและนักแข่งสาวคนไหนที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามดูกันเลย สำหรับการแข่งขันในฤดูกาลนี้มีทีมแข่งเข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 21 ทีม โดยมีนักแข่งจำนวน 24 คน จากการคัดเลือกผู้สมัครจากทั้งหมด 40 คน โดยจะมีทั้งนักแข่งระดับโนเนมยันไปจนถึงนักแข่งที่เคยแข่งขันในเวทีระดับโลกมาแล้วอย่าง Ana Carrasco นักแข่งหญิงคนแรกที่สามารถคว้าชัยในการแข่งขัน WorldSBK ในรุ่น World Supersport 300 ในปี 2018 ซึ่งปีนี้เธอร่วมการแข่งขันและแข่งให้กับทีม Evan Bros. โดยนักแข่งทั้ง 24 คนจะใช้รถแข่งโปรดักท์ชันรุ่นเดียวกันทั้งหมดอย่าง Yamaha YZF-R7 ซึ่งแต่ละทีมสามารถนำไปปรับเซ็ตได้อย่างเต็มรูปแบบและการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะจัดขึ้นทั้งหมด 6 สนามด้วยกัน โดยรายชื่อนักแข่งของแต่ละทีมมีดังนี้ 1.511 Terra&Vita Racing Team Ran Yochay #10 Sara Sánchez Tamayo #64 2. Isis Carreno Avila #33 – AD78 FIM Latinoamerica by Team GP3 3.Nicole Van Aswegen #21 – Andalaft Racing 4.Lena Kemmer #35 – Berti K. Racing Team 5. Adela Ourednickova #19 – DaFitMotoracing 6.Andrea Sibaja Moreno #7 – Deza-Box 77 Racing Team 7.Ana Carrasco #22 – Evan Bros. Racing Yamaha Team 8.ITALIKA Racing FIMLA Sarah Varon #15 Astrid Madrigal #83 9.Beatriz Neila #36 – Pata Prometeon Yamaha 10.Mia Stenseth Rusthen #29 – Rushten Racing 11.Sekhmet Motorcycle Racing Team Mallory Dobbs #14 Alyssia Whitmore #34 12.Tayla Relph #8 – TAYCO Motorsport 13.Ornella Ongaro #28 – Team Flembbo PL Performances 14.Luna Hirano #44 – Team Luna 15.Jessica Howden #52 – Team Trasimeno 16. Lucy Michel #16 – TSL-Racing 17.Chun Mei Liu #33 – WT Racing Team Taiwan 18.Roberta Ponziani #96 – Yamaha Motoxracing WCR Team 19.Emily Bondi #4 – YART Zelos

Sergio Bonfanti ผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Yamaha วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักและพูดคุยกับ Sergio Bonfanti ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์ไซค์ของทาง Ferodo Racing ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ Ferodo และทีม Pata Yamaha WorldSBK Team ช่วยแนะนำตัวเองเกี่ยวกับ Ferodo และบทบาทหน้าที่ของคุณหน่อยครับ เชา (สวัสดี) ทุกคน ดีใจจริง ๆ ที่ได้คุยกับพวกคุณ! เป็นเวลานานมากแล้วที่ผมทำงานกับทาง Ferodo Racing ซึ่งต้องย้อนไปยันศตววรษที่แล้วเลยล่ะครับ ตอนที่ผมเริ่มทำงานก็ปี 1995 เลย เราทำงานบนหลักพื้นฐานธุรกิจซึ่งก็คือการที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนรวมกับการแข่งขันทุกประเภท ซึ่งมีตั้งแต่การแข่งขัน WorldSBK และการแข่งขัน UK MX National Championships ซึ่งเรามีความสำพันธ์อันยอดเยี่ยมและยาวนานกับทางทีม Yamaha ทั้งสองทีมอย่างทีม Pata Yamaha WorldSBK และทีม Yamaha Crescent ทาง Ferodo คิดยังไงกับสไตล์การเบรกของ Toprak กับ R1? เขาเป็นนักแข่งที่พิเศษมาก ๆ ซึ่งเขาสามารถสร้างข้อได้เปรียบเมื่ออยู่ในสนามด้วยวิธีการใช้เบรกของเขา ความรู้สึกไวของเขาโดดเด่นไม่เหมือนใครในแพ็ดด็อก WorldSBK นั่นทำให้เขาสามารถใช้เบรกได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เรซไหนใน WorldSBK ที่คุณคิดว่าสนุกมากที่สุดในปีนี้ครับ? เรซแรกของฤดูกาลคือเรซที่ผมคิดว่าสนุกมากกว่าเรซอื่น ๆ ครับ มันเป็นเรซที่ให้กลิ่นอายที่ทำให้เราคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในฤดูกาลนั้น ๆ ครับ! ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นปีไหน ๆ ก็ตาม ธุรกิจช่วงโควิดเป็นยังไงบ้างครับ? วิกฤติเรื่องโรคระบาดนั้นเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เราต้องทำการบ้านเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคต เราใช้เวลาของเราในช่วงแรกเหมือนกับที่ชาวประมงใช้ตอนที่พวกเขาไม่ได้ออกไปจับปลาตอนที่มีพายุใหญ่ เราได้ทำการซ่อมแซมตาข่ายของเราให้พร้อมที่จะจับปลาให้มากยิ่งกว่าเดิมในตอนที่เราจะกลับไปที่ทะเลอีกครั้งหลังจากพายุจางหายไป! ทำไมไบเกอร์ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก Ferodo กับรถขี่ถนนหรือรถขี่สนามของพวกเขา? ความปลอดภัยและสมรรถนะที่เป็นเหมือนกับหน้าที่ของพวกเรา และนี่คือจุดเด่นสำคัญที่เรามอบให้ลูกค้าทั่วโลกที่ใช้สินค้าเกี่ยวกับระบบเบรกของพวกเราเสมอมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Maverix Group รุกตลาด จัดทัพของแต่งบิ๊กไบค์ เพียบ!! Maverix Group ขับเคลื่อนธุรกิจรถมอเตอร์ไซค์ ตอกย้ำการเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชิ้นส่วน อะไหล่ตกแต่ง รายเดียวในประเทศไทย ที่รวมแบรนด์คุณภาพระดับโลก พร้อมส่งเสริมสมรรถนะการขับขี่ปลอดภัย บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายชื้นส่วนจักรยานยนต์สมรรถนะสูงและอะไหล่แต่งรถมอเตอร์ไซค์ Superbike แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ เพียงรายเดียวในประเทศไทย อาทิ Brembo, Domino Racing, Allegri, Matris, BMC, Austin Racing, Bonamici, Zuper Flo เป็นต้น ล่าสุด มาเวอร์ริค กรุ๊ป ได้จัดกิจกรรม Maverix Group Press Conference 2023 ประกาศวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดแห่งการขับขี่ปลอดภัยอย่างมั่นใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้า พร้อมด้วยกิจกรรมฝึกอบรมวิธีการใช้งานผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์พันธมิตร และกิจกรรมทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัย ณ สนาม Motor Sport Park สุวรรณภูมิ คุณนรวิชญ์ ภทรธนกฤต กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป เกิดจากแพชชั่น และความชอบในการขับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ทั้งรถญี่ปุ่นและยุโรปมากว่า 15 ปี รวมถึงการขับขี่แบบโรดทริป และในสนามแข่ง ซึ่งเคยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมแข่งขันทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษอีกด้วย รวมไปถึงการดูแลรถ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาด้วยตนเอง ประกอบกับในสมัยก่อน อะไหล่ที่ดีหาได้ค่อนข้างน้อย จำนวนรถจักรยานยนต์และศูนย์บริการมีไม่เยอะเท่าในปัจจุบัน ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ สนใจที่จะทำตลาดในประเทศไทย จึงเริ่มทดลองตลาดและตัดสินใจนำเข้าสินค้ามาขายเองโดยตรง โดยสินค้าที่นำเข้ามานั้นมีหลากหลายแบรนด์ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เทรนด์ความชอบ สภาวะทางเศรษฐกิจ รถจักรยานยนต์ที่มีขายในตลาดอยู่ ณ ตอนนั้น ทำให้เราต้องมีสินค้าครบทุกประเภท เพื่อตอบโจทย์ตลาดและสภาวะการณ์ดังกล่าว หลังลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าก็เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นสิ่งที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ร้านค้าเริ่มมาติดต่อรับสินค้าไปขาย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป ในที่สุด ซึ่งถือว่าเราได้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์เฉพาะของ มาเวอร์ริค กรุ๊ป ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีมุมมองและแนวคิดการทำธุรกิจที่แปลกใหม่ โดยหลังจากนี้ เชื่อว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์จะยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยส่วนมากมีพื้นฐานการขับขี่มอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว คาดว่าปีนี้ จะเป็นปีที่ดีและฟื้นตัวขึ้นกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เห็นได้จากยอดขายและยอดจองรถของปีที่แล้วสูงถึง 1.8 ล้านคัน เติบโตจากปี 2021 ถึง 11.5% และรถใหม่ก็คงทยอยออกมาภายในปีนี้เช่นกัน” คุณนรวิชญ์กล่าวต่อว่า “ชิ้นส่วนอะไหล่ตกแต่งรถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ มีฐานการผลิตในประเทศอิตาลี ซึ่งถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าได้เป็นอย่างดีในแง่ของคุณภาพ เรามีมุมมองการทำธุรกิจกับร้านค้า ตัวแทนจำหน่ายที่แตกต่างไปจากผู้นำเข้ารายอื่น โดยมีการแบ่งปันความรู้ของสินค้าและประสบการณ์ รวมถึงการบริการ โดยทีมช่างเทคนิคที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ จึงเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกัน ในปัจจุบันเรากำลังขยายฐานลูกค้าตัวแทนจำหน่ายมากยิ่งขึ้น” นอกจากนี้ บริษัทฯ ขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด Safe & Fun เล็งเห็นความสำคัญของคนที่ใข้รถจักรยานยนต์ ซึ่งจะต้องรู้สึกสบายและปลอดภัยทุกครั้งที่ขับขี่ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ของลูกค้า รวมถึงเรื่อง Performance & Reliable การเพิ่มสมรรถนะและความปลอดภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันอีกด้วย ทั้งนี้ยังมีคอร์ส Maverix Group Expert หรือการอบรมเชิงลึกให้กับคู่ค้าทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการรับรองร่วมถ่ายทอดวิธีการติดตั้งและใช้งานอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังได้วางกลยุทธ์การบริหารงานในอีกหลายส่วน อาทิ การขยายขอบเขตพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าในทวีปเอเชีย การกระจายสินค้า และโลจิสติกส์ พร้อมกับพัฒนาระบบจัดการให้เป็นไปได้ง่ายขึ้น สำหรับกลุ่มเป้าหมาย มีตั้งแต่รถจักรยานยนต์ที่ใช้งานทั่วไป จนถึงรถในสนามแข่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับแบรนด์สินค้า ทั้งนี้ยังมองว่าตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะพัฒนาและเติบโตได้อีกในอนาคต และยินดีเปิดรับผู้ค้าธุรกิจที่จะจับมือร่วมกันเพื่อพัฒนาตลาดจักรยานยนต์ในประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ สำหรับกิจกรรมภายในงานนี้ สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศวิสัยทัศน์ของแบรนด์ เพื่อสร้างโอกาสในการเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมด้วยกัน อีกทั้งเป็นการเปิดตัวสินค้าของแต่ละแบรนด์ โดยมุ่งว่าองค์กรจะสามารถเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในประเทศไทย ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฯ และพันธมิตรทางธุรกิจในด้านการเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าคุณภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้ยังให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในข้อมูลสินค้าและวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วย Brembo, Domino Racing, Allegri, Matris, BMC, Austin Racing, Bonamici และ Zuper Flo โดยผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์พันธมิตร ให้สื่อและลูกค้าได้ทำความเข้าใจถึงโปรดักส์แบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นที่ทางบริษัทฯ เลือกมานั้น คำนึงถึงผู้ที่ใช้งานจริงเป็นหลัก จึงต้องเป็นของที่ปลอดภัย ได้คุณภาพระดับพรีเมียม ในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงการบริการ หลังการขายในกรณีที่สินค้าเกิดมีปัญหา

BMW รุกศักราชใหม่ เปิดบิ๊กไบค์ 3 โมเดล พร้อมขยายรับประกันเป็น 5 ปี บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ฉลองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สาม จากผลลัพธ์แห่งความทุ่มเทของบริษัทด้านความพึงพอใจของลูกค้า นวัตกรรม และยนตรกรรมศาสตร์แห่งศิลป์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทำผลงานยอดจดทะเบียนรถยนต์อย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในตลาดรถยนต์พรีเมียมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 46.6% เพิ่มขึ้น 36.1% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย วางแผนต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่มากมาย นำทัพโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายโมเดลและรถยนต์มินิ รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R, R 1250 GS และ R1250 GS Adventure ในตัวเลือกสีใหม่ BMW รุกศักราชใหม่ มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย การมุ่งสู่อนาคตคือนิยามของทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีที่เราทำธุรกิจ หรือการมอบสิ่งดี ๆ คืนให้กับโลก ความมุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมและความเป็นเลิศตลอดทั้งปี 2565 ส่งผลให้ลูกค้ามอบความไว้วางใจให้กับเรา เราภูมิใจที่จะประกาศว่าเรายังคงครองตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์พรีเมียมอีกครั้ง และด้วยความสำเร็จและการเติบโตตลอดปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Luxury Class และรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเปิดตัวรุ่นรถยนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู XM, X7 หรือซีรีส์ 7 อย่างไรก็ตาม พลังแห่งการเลือกยังคงเป็นปรัชญาที่เราภาคภูมิใจ และพร้อมแนะนำหลากหลายยนตรกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปจนถึงบริการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ เรายังมุ่งมั่นเดินหน้าธุรกิจอย่างยั่งยืน อย่างที่เห็นได้จากหลากหลายโครงการด้านความยั่งยืนที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและพาร์ทเนอร์ของเรา เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนสำคัญของเราทุกคน” อุ่นใจในทุกเส้นทางกับการขยายการรับประกันและแพ็คเกจบำรุงรักษาใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สิงห์นักบิดอุ่นใจกว่าที่เคย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ขยายการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางและบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินหรือ โมบิลิตี้ เซอร์วิส เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับลูกค้าที่รับมอบมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 (เข้าถึงการรับประกันได้ทั่วโลกกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) ในขณะเดียวกัน แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad Service Inclusive (BMSI) ยังพร้อมให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเป็น ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป ซึ่งสามารถเลือกได้ระหว่างแพ็คเกจบำรุงรักษาครอบคลุม 3 ปี / 30,000 กิโลเมตร หรือแพ็คเกจ 5 ปี / 50,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)* โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รุ่น การรับประกันและ โมบิลิตี้ เซอร์วิส ราคาแพ็คเกจ BMSI 3 ปี/30,000 กม. (บาท) ราคาแพ็คเกจ BMSI 5 ปี/50,000 กม. (บาท) CE04 5 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง 13,000 19,000 C 400 19,000 31,000 G 310 28,000 36,000 F 750, F 850, F 900 27,000 40,000 S 1000 31,000 46,000 K 1600 34,000 48,000 R nineT, R 1250 33,000 48,000 R 18 32,000 50,000 แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad

งานนี้ถูกใจสาย บิ๊กสกู๊ตเตอร์ ที่สุดแล้ว กับงาน TMax Racing Experience 2023 เป็นกิจกรรมที่ทาง Yamaha Riders’ club จัดให้สำหรับลูกค้าที่ใช้รถยามาฮ่า TMax ทุกรุ่น ทุกอิดิชั่น จะใหม่จะเก่ามาได้ทั้งหมด เพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่อย่างถูกต้องในสนาม แก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัด เพชรบุรี ถ้าให้พูดถึงรถสกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูง ซีซีเยอะ ช่วงล่างดี เทคโนโลยีเพียบ ตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น Yamaha Tmax อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าท็อป ๆ ในคลาสเลยละ แต่ในเมื่อแรงแล้ว ทักษะการขับขี่ ยังได้ไม่เต็มที่ ยังไม่รู้จักตัวรถจริง ๆ ก็คงจะเสียดายเมื่อเรารีดสมรรถนะออกมาได้ไม่หมด Yamaha Riders’ club เห็นถึงส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในส่วนนี้ งานมันส์ ๆ ดี ๆ แบบนี้จึงเกิดขึ้นมา ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก ๆ เลยก็เพื่อที่จะให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้รถบิ๊กสกู๊ตเตอร์ สามารถขับขี่รถของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้อง พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการขับขี่บิ๊กไบค์ ไทย ยามาฮ่า ที่นำทีมโดย อาจารย์เป็ด วรวุฒิ พุทโธ อาจารย์เบิร์ด ประวัติ ญาณวุฒิ ดีกรีแชมป์ประเทศไทย อ.เป็ด วรวุฒิ พุทโธ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการขับขี่บิ๊กไบค์ สาวกบิ๊กสกู๊ตเตอร์ Tmax อ.เบิร์ด ประวัติ ญาณวุฒิ ดีกรีแชมป์ประเทศไทย รุ่น SS1 ท่าทางการขับขี่สำคัญ ต้องรู้..!! และทีมงานผู้ช่วยครูฝึก แนะนำการขับขี่ ดูแลความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างมืออาชีพตลอดทั้งวัน เรามาดูรายละเอียดงานครั้งนี้กันดีกว่า ว่า บิ๊กสกู๊ตเตอร์ ที่เข้าร่วมงานเกือบ 50 คัน ทำอะไรกันบ้าง ในการเรียนการสอนครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เท่า ๆ กัน พร้อมกับ แบ่งสัดส่วนของสนามเป็น 2 ช่วง เพื่อที่เพิ่มความเข้นข้นในการสอน การแนะนำมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการจัดเตรียมวางไพลอนภายในสนาม เพื่อที่จะเป็นจุดสังเกตในสถานีต่าง ๆ การเลี้ยว การเบรก และ การเติมคันเร่ง ได้อย่างถูกต้อง และในช่วงบ่าย เซสชั่นสุดท้าย เปิดแบบเต็มสนาม ให้ได้วิ่งแบบเต็มที่ นำความรู้ที่ได้จากช่วงเช้ามาใช้ขับขี่ รีดสมรรถนะได้อย่างเต็มที่ทั้งผู้ขับขี่และตัวรถ ในงาน TMAX Racing Experience 2023 ครั้งนี้ถือว่า ยามาฮ่าไรเดอร์คลับ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งกับการพากลุ่มลูกค้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้วิธีการขับขี่อย่างถูกต้อง ได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่ใช้รถรุ่นเดียวกัน การแนะนำจากผู้ชำนาญการ คุ้มค่ากับการมางานครั้งนี้ ขี่กลับบ้าน ทักษะ ทัศนคติ ความรู้ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ครั้งต่อไป มีงานเมื่อไร ที่ไหน ติดตามข่าวสารได้ทาง Yamaha Riders’ club เจอกันงานต่อไป…!! อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก