SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

มาร์ก มาร์เกซ โดนโทษ ปรับลด 1 ตำแหน่งในรอบสปรินท์เรซ ThaiGP 2026 ที่สนามช้างฯ พร้อมเปิดเกณฑ์การตัดสินของ FIM Stewards

Marc Marquez ลั่น “ผมพร้อมทำเพื่อทีม Ducati” Marc Marquez ลั่น พร้อมล่าแชมป์ให้ Ducati โดยนักบิดแชมป์โลก 8 สมัย ที่เปิดตัวเป็นนักแข่งของทีมโรงงาน Ducati อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวได้เผยถึงความรู้สึกในการเป็นนักแข่งของทีมแชมป์ 3 สมัยล่าสุดในการแข่งขัน MotoGP @ducaticorse One vision. 🔴 A Red vision for the 2025 #MotoGP season. Let us introduce the #DucatiLenovoTeam and our new riders Dream Team #Pecco63 and @Marc Márquez #CampioniInPista #Ducati #ForzaDucati @MotoGP™ @ducati @Lenovo ♬ suono originale – Ducati Corse “มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากที่ผมได้มาอยู่ที่นี่ในวันนี้ (งานเปิดตัวทีมแข่งโรงงาน Ducati รายการ MotoGP อย่างเป็นทางการ) เพื่อเปิดฤดูกาลใหม่ของการแข่งขัน MotoGP ซึ่งผมมองว่านี่เป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักแข่งของผม” “ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พักผ่อนบ้าง แต่ก็มีบางช่วงที่ได้ลงฝึกซ้อม และตอนนี้ผมเองก็รู้สึกว่าผมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันในฤดูกาลใหม่ที่มีความท้าทาย และน่าตื่นเต้น เพราะเราจะได้เริ่มกลับมาทดสอบอีกครั้งสนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย และต่อด้วยบุรีรัมย์” อีกทั้งเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยรายนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เจ้าตัวได้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นของตัวเองไว้ และยังรู้ตัวดีว่าเป้าหมายในการแข่งขันให้กับทีมโรงงานย่อมไม่ใช่เรื่องอะไรอื่น นอกจากการได้โพเดียมในทุกสนามที่ลงแข่งขัน “ผมตั้งเป้าหมายระยะสั้น ๆ ของผมก็คือการสนุกกับทุกการขับขี่ เพราะผมรู้ดีว่าถ้าผมทำได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตามมาเอง และอย่างที่ผมเคยพูดไว้หลายครั้งเมื่อคุณอยู่ในทีมโรงงาน เป้าหมายย่อมไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการแข่งขันให้ได้ในทุกสนาม การต่อสู้เพื่อโพเดียม และชัยชนะ และพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นตัวหลักในการแข่งขันชิงแชมป์โลก” “เราต้องการทำงานอย่างหนัก และสร้างชัยชนะร่วมกับทีม มันไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าใครในทีมจะชนะ แต่ขอแค่เป็นทีม และทุกคนใน Ducati สุดท้ายแล้วผลการแข่งขันจะเป็นตัวบอกเองว่าเราจะอยู่ตรงไหนในตารางคะแนนในช่วงเวลาที่ผมได้ใช้ร่วมกับทีมจนถึงตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่าบรรยากาศการทำงานนั้นยอดเยี่ยมมาก และผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้ขี่ Desmosedici GP อีกครั้ง” เหล่าสาวกของทีมโรงงาน Ducati สามารถติดตามผลงานการซ้อมรอบสนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และติดตามการแข่งขันนัดเปิดสนาม Thai GP ได้ในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่สนามช้าง จังหวัดบุรีรัมย์ แฟนคลับเป้กโก้ และมาร์ก เตรียมตัวรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจอกันกาตาร์ ! Aprilia Racing ยืนยันมาร์ติเนเตอร์พร้อมคืนสนาม Aprilia Racing ต้นสังกัดของแชมป์โลก MotoGP คนล่าสุดอย่าง ฆอร์เก้ มาร์ติน ได้ออกมายืนยันแล้วว่าการแข่งขันสนามที่ 4 ของฤดูกาลนี้ที่ประเทศกาตาร์ในรายการ Qatar Airways Grand Prix of Qatar ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ฆอร์เก้ มาร์ตินที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่การซ้อมในรอบทดสอบที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในช่วงวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเจ้าตัว ก่อนที่จะได้พักพื้นรักษาตัว และได้รับบาดเจ็บบริเวณมือซ้ายซ้ำอีกครั้งในการซ้อมแบบส่วนตัวที่ประเทศสเปน ก่อนเปิดฉากการแข่งขันที่ประเทศไทยในอีกไม่กี่วัน จากเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้มาร์ติเนเตอร์ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และหายไปจากการแข่งขันถึง 3 สนาม (สนามประเทศไทย , อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา) ทางต้นสังกัดของเจ้าตัว ‘ทีมอาพริเลีย’ ได้ยืนยันว่า หลังจากการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายที่ประเทศสเปน มาร์ตินจะเข้าร่วมการแข่งขันกาตาร์กรังด์ปรีซ์สุดสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดรายนี้ยังต้องผ่านการตรวจร่างกายโดยทีมแพทย์ของโมโตจีพีในวันพฤหัสบดีที่กาตาร์ ซึ่งการที่มาร์ตินร่วมเดินทางไปที่ประเทศกาตาร์ในหนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงแข่งในสนามที่ 4 ของฤดูกาล โดยมาร์ติเนเตอร์ได้ลองทดสอบขับขี่ตัวแข่ง RS-GP ไปเพียงแค่ 90 รอบเท่านั้นนับตั้งแต่การทดสอบที่บาร์เซโลนาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์ตินเองก็คิดว่าถ้าตนแข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว “แข่งจบได้ก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาลงสนาม และรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยจะได้ลองแข่งที่กาตาร์” “เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจกับ RS-GP25 ให้มากขึ้น และเริ่มต้นหมุนรอบสนามให้ได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าสภาพร่างกายของผมจะเป็นอย่างไร – แน่นอนว่าคงไม่สมบูรณ์ 100%” “เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด และพัฒนาทีละนิด ในแง่ของร่างกาย ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะสามารถแข่งจบได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้ มันก็จะเป็นชัยชนะ เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นฟื้นตัวของผม” “เราต้องเดินทีละก้าว เพื่อพยายามกลับคืนสู่ระดับฟอร์มปกติของเราให้เร็วที่สุด” ต้องยอมรับว่าการกลับมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์โลกในฤดูกาลนี้ของฆอร์เก้ มาร์ตินอาจจะดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวพอสมควร เมื่อเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง มาร์ก มาร์เกซ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงกับทีมโรงงาน Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และในกลุ่มหัวตารางคะแนนสะสมแชมป์โลกก็เป็นสองพี่น้องตระกูลมาร์เกซที่ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวตาราง ตามมาด้วยอันดับสามฟรานเชสโก้ บัญญาย่า การแข่งขันสนามที่สี่ของฤดูกาลจะทำการแข่งขันกันที่ประเทศกาตาร์ ที่สนามลูเซล อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW Vision AMBY นี่มันมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันแน่? เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้ทำการเปิดตัวรถแนวคิดใหม่ ๆ สุดล้ำหลายคัน และเจ้า BMW Vision AMBY ก็เป็นหนึ่งในนั้น (โดยคำว่า AMBY ย่อมาจาก Adaptive Mobility หรือยานพาหนะที่ปรับตัวได้) มันเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างสมัยนิยมนี่แหละครับ เพียงแต่ว่ามันมาในขนาดและรูปร่างที่เหมือนกับจักรยานเสือภูเขาซะอย่างนั้น ตัวรถนั้นมีระดับความเร็วให้เลือก 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ระดับแรก 24 กม./ชม.สำหรับขับขี่ในทางจักรยาน ระดับที่ 2 43.2 กม./ชม.สำหรับขับขี่บนท้องถนนในตัวเมืองชั้นใน และระดับที่ 3 59.2 กม./ชม.สำหรับใช้งานบนถนนขนาดใหญ่หลายเลน และสำหรับขับขี่นอกเมือง ซึ่งถือว่าจุดนี้ค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานได้ระดับนึงเลยทีเดียว สำหรับคอนเซ็ปต์ไบค์คันเล็กคันนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคันนี้จะใช้งานในแบบที่ควรจะเป็น มันจึงมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า Geofencing ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมต่อกับระบบแผนที่ GPS ที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าหรือความเร็วของรถได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงยังช่วยให้รถสามารถรับรู้ถึงประเภทถนนว่ากำลังใช้เส้นทางแบบไหน เช่น เลนจักรยาน หรือถนนในเมือง ซึ่งทำให้ขับขี่ได้ปลอดภัยและใช้ความเร็วได้ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย สำหรับบางคนฟังดูเข้าที แต่สำหรับบางคนก็อาจจะหงุดหงิด แต่หากเราคิดถึงเรื่องความปลอดภัยเข้าแล้วล่ะก็ระบบนี้ก็น่าจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! การได้ขี่ยานพาหนะที่มันคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ทั่ว ๆ ไป มีคันเร่งให้บิด มีพักเท้าแบบปกติธรรมดามาแทนที่บันไดปั่น เบรกที่เหมือนกับสกู๊ตเตอร์หรือจักรยาน พร้อมกับดิสก์เบรกขนาดใหญ่ แต่มาในน้ำหนักที่เบาเพียง 65 กก. และทำระยะทางได้ราว 110 กม. คุณคิดว่ามันจะดีสักแค่ไหนครับ อย่างไรก็ดีเจ้าคันนี้ยังเป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์ไบค์แนวคิดใหม่จากทางค่ายรถบาวาเรียน และเรายังไม่เห็นตัวเลขสำคัญ ๆ อย่างขนาดความจุของแบตเตอรี่ กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และระยะเวลาในการชาร์จ เราก็คงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้จะกลายเป็นรถผลิตขายจริงต่อไปหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าทำขายจริงก็น่าสนใจไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เปิดตัว Brutale 1000 RS รุ่นรองท็อป ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ล่าสุด MV AGUSTA ก็เพิ่งทำการเข็นเน็กเก็ดไบค์ตัวพันมาเพิ่มอีก 1 โมเดล ซึ่งก็คือ เปิดตัว Brutale 1000 RS นั่นเอง ซึ่งหากมองดูภายนอกแล้วก็จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่ตัวท็อปอย่าง RR ที่มีแรงม้าทะลุ 200 แรงม้า แต่ราคาก็จะถูกกว่าพอสมควรเลยทีเดียว! จุดที่แตกต่างจากตัวท็อปรหัส RR นั้น คือช่วงล่างนั้นเอง ซึ่งในตัวท็อปจะเป็นโช้คอัพไฟฟ้าจาก Ohlins แต่ในโมเดลรองท็อปนี้จะเป็นโช้คปรับมือจาก Marzocchi ที่ด้านหน้าและ Sachs ที่ด้านหลังแทน ระบบเบรกยังเป็นตัวท็อปของรถโปรดักชันอย่าง Brembo Stylema และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนเช่นเดิม ส่วนอื่น ๆ ที่แตกต่างอีกก็จะเป็นเรื่องของการยศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ มีแฮนด์จับโช้คที่สูงขึ้น มีเบาะนั่งใหม่ พักเท้าแบบฟอร์จ และกระจกมองหลังใหม่ ในด้านของเครื่องยนต์ยังคงมีพื้นฐานเดียวกับตัวท็อป แต่โมเดลปีใหม่ตัวรองท็อปคันนี้มีการอัปเกรดชิ้นส่วนภายในเพิ่มเติมอีกด้วย แท็ปเพ็ทหรือขาส่งวาล์วเคลือบ DLC ปลอกวาล์วซินเทอร์ แค็มโปรไฟล์ใหม่ และท่อรวมไอเสียใมห่ที่ช่วยเรื่องระบายความร้อน โดยตอนนี้เคลมแรงม้ามาที่ 208 แรงม้า ในขณะที่น้ำหนักตัวรถเปล่าเหลือเพียง 186 กก. เท่านั้น หน้าจอเรือนไมล์เป็นจอ TFT สีที่สามารถเชื่อมต่อแอ็ปพลิเคชัน MV Ride App ได้เช่นเดิม พร้อมมีการอัปเดตการเซ็ตติ้งของระบบ IMU ที่ควบคุมตัวระบบเบรก ABS ในโค้ง สุดท้ายเปิดราคาเริ่มต้นที่ 25,500 ยูโรหรือราว ๆ 987,000 บาท แต่ถ้ามาไทยคงไม่ต้องบอกว่าทะลุไปอีกพอสมควรแน่ แต่มันหล่อจริง ๆ นะ ใครอยากได้เน็กเก็ดตัวพัน แต่ไม่ไหวตัวท็อปหันมาครบตัวนี้ก็โอเคดีนะ อาจจะได้โช้คไม่เทพเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่

เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใส่เทคโนโลยีล้ำสมัยครบครัน เริ่มต้น 739,000 ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง ด้วยการ เผยโฉม BMW R nineT 2021 ใหม่ถึง 4 รุ่นรวด หลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 หรือปี 2013 R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ ตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก ทีมีทั้งเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวหรือคัสตอมรถด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เข้าไปได้ หลังจากนั้นก็จะมีโมเดลที่ใช้พื้นฐานเดียวกันเปิดตัวตามมา โดยมีจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Urban G/S ที่สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S และ Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และ Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบมินิมอลที่สุดเพื่อสะดวกต่อการนำไปคัสตอมตกแต่งเพิ่มเติม และสำหรับการโมเดลใหม่ทั้ง 4 รุ่นนี้ มีพื้นฐานเดียวกัน และได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า แตกต่างกันในรายของช่วงล่างบางจุดเท่านั้น โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศปรับจูนมาใหม่ให้ผ่าน EU-5 โดยใช้หัวฉีด วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่มลพิษน้อยลงกว่าเดิม โดยเคลมพละกำลังสูงสุดที่ 109 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ในส่วนของเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามานั้นมีทั้งโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด ทั้งนี้ R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่ R nineT เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ (ถังน้ำมันสีดำ) พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ ราคา 859,000 บาท R nineT Pure ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic มีความเรียบง่าย เหมาะแก่การนำไปคัสตอมเพิ่มเติม ราคา 739,000 บาท R nineT Scrambler สไตล์สแครมเบลอร์พร้อมลุย สะกดทุกสายตาด้วยสี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Urban G/S มาในสไตล์แรลลี่ไบค์ ตัวรถมีสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด ราคา 799,000 บาท R nineT Option 719 สำหรับโมเดลนี้ก็คือรุ่นพิเศษ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT เด่นสุดด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา ราคา 919,000 บาท ทั้ง 2 สี ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว New Forza 350 2022 สีใหม่พร้อมรุ่น Roadsync Type ล่าสุดทาง Thai Honda ก็ได้ทำการปล่อยคลิป เปิดตัว New Forza 350 2021 ผ่านทางแฟนเพจ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า (Honda Motorcycle Thailand) พร้อมชูคอนเซ็ปต์ Only For The Greatest เพราะที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียว โดยในครั้งนี้เจ้าพรีเมียม AT คันนี้มาพร้อม 2 โมเดลย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Type ที่มาพร้อมกับเฉดสีใหม่โลโก้สีโครม ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน-ดำ, สีแดง-ดำ, สีเทา-ดำ และสีดำล้วน และรุ่น Roadsync Type ที่โดดเด่นกว่าด้วยระบบ พร้อม New HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) ระบบสั่งการด้วยเสียงและควบคุมสมาร์ทโฟนจากแฮนด์ โลโก้และล้อแม็กสีทองสุดเท่ มีทั้งหมด 2 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ และสีเทา-ดำ ส่วนในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นยังคงใช้เครื่องเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 327 ซีซี เช่นเดิม อ่านรีวิวเพิ่มเติมของฟอร์ซ่า350 ได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสีสันของชิ้นส่วนที่เดิมเป็นสีเทาให้กลายเป็นสีดำ เพิ่มความเรียบหรูไปอีกระดับ ส่วนสนนราคาแนะนำมีดังนี้ รุ่น Standard ราคาแนะนำที่ 175,500 บาท รุ่น Roadsync ราคาแนะนำที่ 177,500 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 552X ทำหน้า อัปไซส์ ให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางใน เปิดตัวใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่สีใหม่สักทีกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางตัวยอดนิยมเชื้อสายอิตาลีอย่าง Benelli TRK 552X ที่ครั้งนี้หมอ เอ้ย วิศวกร ได้ทำการทำหน้า อัปไซส์ แถมให้ล้อซี่แบบไม่ใช้ยางในมาให้ด้วยเลย บอกเลยว่ารอบนี้ทำมาได้ถูกใจสาวกสายลุยจริง ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปโฉมที่ทำให้ดูหล่อขึ้นนั้นคือการทำหน้ามาใหม่ โดยอัปเกรดจากหลอดฮาโจเจนแบบเดิมมาเป็นระบบไฟ LED แล้ว ชิลด์หน้ามีขนาดใหญขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจมูกก็โด่งขึ้น เอ้ย ปากนกโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แฟริ่งหน้าและแฟริ่งข้างถังน้ำมันก็ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยให้ดูบึกบึนมากขึ้น แต่ส่วนท้ายรถเองนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในส่วนของการอัปไซส์นั้น มีการเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงให้กลายเป็น 550 ซีซี ทำให้มีกำลังแรงขึ้นเป็น 60 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร ซึ่งถ้าตัวเลขดังกล่าวนี้ทำให้มันกลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ทรงพลังที่สุดในเซ็กเมนต์นี้เลย ส่วนช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนจากทาง Marzocchi ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มีคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ทั้งระบบ โดยมีล้อซี่ลวดแบบไม่ต้องใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว ด้านหลัง 17 นิ้ว ซึ่งอาจจะแปลก ๆ ไปสักหน่อย เพราะถ้าให้ล้อซี่ลวดที่เหมาะกับออฟโร้ดมาแล้วก็ควรจะเป็นล้อ 21 นิ้วไปเลยสำหรับในส่วนของล้อหน้า ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีทางค่ายจัดหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาให้พร้อมระบบเชื่อมต่อกับมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ มีโหมดหน้าจอแสดงผลหลากหลายโหมด มีระบบตรวจวัดลมยาง ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล และมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ที่ปะกับแฮนด์ดูหรูหราผิดคลาส ทว่าน่าเสียดายที่ตัวรถไม่มีระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือว่าโหมดการขับขี่มาให้ สุดท้ายนี้ก็น่าจะเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน คาดว่าราคาก็น่าจะแพงขึ้นจากโมเดลปัจจุบันที่ขายในไทยขึ้นไปอีกเล็กน้อย ส่วนท่านที่สนใจ เราได้ทำตารางเปรียบเทียบสเปกคร่าว ๆ มาให้ว่าคู่แข่งในบ้านเราตอนนี้มีรุ่นไหนบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R20 Concept พี่เบิ้มคันงาม สัญญาณบอกใบ้พิกัดใหม่ ล่าสุดทางบีเอ็มดับเบิลยูโมโตราดได้ทำการเผยโฉมเจ้า BMW R20 Concept คอนเซ็ปต์ไบค์คันงามที่เฉลิมฉลองความเป็นเลิศในงานฝีมือและนำเสนอการออกแบบที่สื่อถึงความเท่และความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตลอดไปจนถึงความพิถีพิถันในทุก ๆ รายละเอียด หล่อเท่ ไฮคลาส นั่นคือคำนิยมของคอนเซ็ปต์ไบค์ไซส์เบิ้มที่สุดของทางค่ายเท่าที่เคยมีมา มันคือมอเตอร์ไซค์ที่จะทำให้คุณต้องทึ่งในรูปลักษณ์ที่ทรงพลังในสไตล์ของสุภาพบุรุษที่เรียบง่าย ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย ซึ่งก็คือ ดีไซน์ที่คลาสสิกและงานวิศวกรรมชั้นยอดผสมผสานเข้ากับกลไกเครื่องยนต์ที่น่าตื่นเต้น โดดเด่นตามสไตล์ ถังน้ำมันอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่พร้อมสีสันร้อนแรงสมชื่อ Hotter than Pink จากความนิยมในยุค 70 ตลอดไปจนถึงการเล่นสีสันกับฝาสูบ และท่อไอดีอลูมิเนียมที่ปัดเงา และสีดำกันเมทัลของตัวก้านพาราเลเวอร์ พักเท้าและคาลิเปอร์เบรก ไฟท้ายเองก็ถูกฝังเข้าไปในเบาะนั่งแบบตอนเดี่ยวที่บุด้วยหนังอัลคันทาร่าสีดำและหนังแท้เนื้อละเอียด ซึ่งขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นโร้ดสเตอร์ได้ดี ขณะที่ไฟหน้า LED ตามแบบสมัยใหม่ เด่นด้วยวงแหวนอลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ติดตั้งระบบเดย์ไทม์รันนิงไลท์เอาไว้ด้วย ส่วนไฟหน้าหลักจะลอยตัวอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวน ส่วนหัวใจหลักของโมเดลนี้หนีไม่พ้นเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ เบิ้มขึ้น เป็น 2,000 ซีซี ซึ่งแหล่งก่อกำเนิดความมันในการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ออกแบบได้สวยงามอย่างกับงานปฏิมากรรมชั้นยอด ท้ายของรถมีการลดทอนส่วนเกินออก เหลือไว้แต่ส่วนสำคัญ เพื่อขับเน้นเส้นสายที่คลีน ที่สะอาดและความทรงพลังดุดันของตัวรถได้อย่างดี ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 2 ออก 2 ที่ให้เสียงออกมาได้ทรงพลังและลงตัวกับโมเดลนี้ได้อย่างดี ช่วงล่างเองก็มีการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดอีกด้วย โดยเฟรมแบบดับเบิลลูพนั้นถูกทำขึ้นจากเหล็กโครโมลีและทำสีดำ เพื่อให้เข้าคู่กับล้อสีดำ โดยด้านหน้าเป็นล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว กับยางขนาด 120/70 ส่วนด้านหลังจะเป็นล้อดิสก์ขนาด 17 นิ้วเช่นกัน รัดด้วยยางขนาด 200/55 โมเดลนี้ยังมีสิ่งที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์น ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Paralever ที่ได้รับการพิสูจน์และยอมรับ ได้รับการออกแบบใหม่ในรูปแบบของแขนคู่สองแขน โดยสวิงอาร์มทำมาจากเหล็กโครโมลี่ ส่วนตัวสตรัททำมาจากอลูมิเนียม โดยออกแบบมาให้แรงขับเคลื่อนที่กระทำต่อระบบนั้นบาลานซ์กับทั้งสองส่วนอย่างลงตัว เพลาขับหลังสองตัวที่ขึ้นรูปจากอลูมิเนียมก็นับว่าเป็นอีกจุดนึงที่มีคุณภาพสูง การมีระบบเพลาขับแบบเปลือยสืบทอดต่อมาจาก R18 ซึ่งถือเป็นจุดเด่นภายนอกอันเป็นที่รู้จักกันดีของเจ้า R18 เลย แต่ในโมเดลนี้มีการทำให้สั้นลงเพื่อให้สามารถติดตั้งลงในโมเดลนี้ที่มีลักษณะของโร้ดสเตอร์ได้ ขณะที่ส่วนของระบบกันสะเทือนจะได้โช้คจากทาง Ohlins แบล็กไลน์มาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบเต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน โดยเป็นคาลิเปอร์เบรกจาก ISR ทั้งระบบ โดยด้านหน้ามี 6 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดใหม่ ๆ อย่างฝาสูบใหม่ ครอบสายพานใหม่และออยล์คูลเลอร์ใหม่ซึ่งออกแบบใหม่เพื่อให้สามารถติดตั้งท่อเดินน้ำมันได้โดยมีบางส่วนที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และมีจุดไฮไลท์พิเศษคือเมื่อมองจากด้านข้างตัวรถ และจินตนาการถึงอากาศที่ไหลผ่านตัวรถเข้าทางท่อดูดสดรับไอดีเข้าสู่เรือนลิ้นเร่งและกระบอกสูบ ก่อนที่จะถูกขับออกมาผ่านระบบไอเสียและปลายท่อทรงเมก้าโฟนก่อให้เกิดเสียงทรงพลังในแบบของบิ๊กบ็อกเซอร์ เรียกว่าเป็นโมเดลที่มีสไตล์โดดเด่นสวยงามจริง ๆ แถมยังเป็นเหมือนการบอกใบ้ถึงพิกัดใหม่ของเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ของทางค่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าหลังจากนี้ก็จาก R18 ก็จะกลายเป็น R20 ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 2,000 ซีซีแทน แน่นอนว่าโมเดลใหม่ที่จะมาในอนาคตคงออกแบบได้สวยขึ้นโดยมีพื้นฐานจากคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ แต่ก็จะต้องเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาหลายอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และนั่นอาจจะทำให้ความเรียบแต่โก้ของโมเดลนี้ลดลงไปบ้าง ทว่าก็นับเป็นการพยายามสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักถึง DNA การออกแบบของ BMW Motorrad ที่น่าทึ่งมากจริง ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R12 nineT คลาสสิกถึงแก่น ให้คุณแต่งในแบบของคุณเอง มาแล้วกับโมเดิร์นคลาสสิกไบค์คันล่าสุดจากค่ายใบพัดสีฟ้า BMW R12 nineT ที่เรียกได้ว่าเป็นโมเดลร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของ BMW Motorrad และยังเป็นผู้สืบทอดความสำเร็จจากเจ้า R nineT ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉลอง 90 ปีของ BMW Motorrad พอดิบพอดี เรียกว่าเหมาะเจาะลงตัวจริง ๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังคงเป็นคลาสสิกโรดสเตอร์ที่มาในแนวคิดเปิดกว้างพร้อมที่จะให้เจ้าของได้คัสตอมรถ ให้มันกลายเป็นรถในสไตล์ของตัวเองได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด และยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1200 ซีซี ทว่าครั้งนี้มาพร้อมแอร์บ็อกซ์และระบบไอเสียที่ออกแบบมาใหม่เพื่อส่งมอบอารมณ์การขับขี่ในแบบคลาสสิกที่หลาย ๆ คนต้องการ ส่วนตัวเลข 12 ที่หลายคนน่าจะสงสัยของโมเดลนี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์นั่นเอง ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ โมเดลของทางค่าย เช่น R18 เป็นต้น โดยจุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบที่เน้นถึงความเพียวหรือความบริสุทธิ์ที่ทำให้ตัวโมเดลนี้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด ดัดแปลง เติมแต่ง คัสตอมได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน เบาะ และส่วนท้ายของรถ ซึ่งเป็นสไตล์ในแบบดั้งเดิมของ R90 ในช่วงยุค 70 นั่นเอง อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อีกด้วย เช่น บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า LED ที่ตัวโคมทำสีดำล้อมรอบดวงไฟไว้ เรือนไมล์ทรงกลมคู่ตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนทางด้านไฟท้ายก็เป็นไฟ LED ที่ฝังไว้ในตัวเบาะ ทำให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้น และทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์เสริมสำหรับตกแต่งคัสตอมไว้อีกมากมาย ไฮไลท์ของโมเดล R12 nineT: – คลาสสิกและเรียบง่าย – ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1200 ซีซี – มุ่งเน้นให้เจ้าของรถคัสตอม – สเปซเฟรมแบบชิ้นเดียวพร้อมมีเฟรมท้ายยึดติดด้วยน็อต – ล้อแบบคลาสสิก โช้คหน้าหัวกลับและระบบพาราลีฟเวอร์ที่ด้านท้าย – ท่อไอเสียด้านซ้ายแบบปลายคู่ทรงกรวย – คาลิเปอร์เบรกหน้าโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ พร้อมสายเบรกถัก – ของแต่งคุณภาพสูงแท้ ๆ จากทางค่าย งานนี้ใครชอบความคลาสสิก ชอบการคัสตอม โมเดลนี้ถือว่าน่าสนใจเลยล่ะครับ อย่างไรก็ดีสาวกชาวไทยคงต้องรอกันไปก่อนนะครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุด สุดพิเศษคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Siam Niterra ชื่อใหม่พร้อมแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน หลาย ๆ คนอาจจะยังงง ๆ จนถึงขั้นไม่คุ้นหูคุ้นตากับชื่อ Siam Niterra (สยามนิเทระ) นัก แต่ถ้าพูดถึงชื่อ สยามเอ็นจีเค สปาร์คปลั๊ก (Siam NGK Spark Plugs) แล้วล่ะก็หลาย ๆ คนเป็นต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้นำด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านหัวเทียนที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1936 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สยามนิเทระ แล้วนั่นเอง เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ที่สดใส พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของทาง Niterra ซึ่งคำนี้มีที่มาจากภาษาลาตินสองคำผสมกันระหว่างคำว่า Niteo ที่หมายความว่า ส่องประกาย และคำว่า Terra ที่หมายความว่า โลก สื่อถึงโลกที่สดใสส่องประกาย หรือตีความออกมาได้เป็นโลกใบเดิมที่มีอนาคตที่สดใสจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทางบริษัทจะคิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้วิถีการคิดแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กัน แนวคิดใหม่ก็คือการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงร่วมรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ด้วยการเดินหน้าตามเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้วิธีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและนำมาผลิตเป็นแหล่งพลังงานใหม่ป้อนให้กับโรงงานและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ทางบริษัทไม่เพียงแต่จะผลิตและจำหน่ายหัวเทียนเพียงอย่างเดียวทางบริษัทยังจะช่วยส่งเสริมความฝันของหลาย ๆ คนให้กลายเป็นจริงด้วยเทคโนโลยีต่าง ที่ล้ำสมัย สร้างวันพรุ่งนี้ในแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีด้านเซรามิกที่พัฒนาขึ้นมาให้เหมาะกับทุก ๆ สภาพสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเซนเซอร์และพลาสม่าเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อสังคมที่อุดมไปด้วยคนที่สุขภาพดี เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยและมั่นคงทางอาหาร และที่ขาดไม่ได้เลยคือเทคโนโลยีและแนวคิดที่แตกต่างที่จะผลิตและพัฒนาหัวเทียนและออกซิเจนเซ็นเซอร์สำหรับยานยนต์ สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงการจัดกิจกรรมจากทางเพิ่มเติมได้ทาง เวปไซต์ : www.ngk-sparkplugs.co.th Line OA : https://lin.ee/iK1Knm6 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 SMT 2023 ตัวสุดสายซูเปอร์โมโต คมยิ่งกว่า เพรียวยิ่งกว่า และสปอร์ตยิ่งกว่ากับการกลับมาอีกครั้งของรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตกับเจ้า KTM 890 SMT 2023 อสูรร้ายสำหรับคนชอบความสนุก ที่เหมาะกับการขับขี่แบบมันส์ ๆ และยังสามารถนำไปออกทริปเดินทางไกลแบบทัวริ่งได้อีกด้วย พื้นฐานของเจ้าซูเปอร์โมโตคันนี้แน่นอนว่ามีต้นแบบมาจากเจ้าแอดเวนเจอร์รหัสเดียวกันนั้นเอง โดยจะมีขุมพลังที่ชื่อว่า LC8c ที่เป็นเครื่องสองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 889 ซีซี ที่มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในสไตล์ซูเปอร์โมโตและสปอร์ตทัวริ่ง โดยมีแรงม้าสูงถึง 105 ตัวที่ 8,000 รอบ ขณะที่แรงบิดก็มากถึง 100 นิวตันเมตร พร้อมให้ขับขี่กันยาว ๆ จากถังน้ำมันขนาด 15.8 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้เกินกว่า 300 กม.เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นจัดเต็มมาจาก WP ซี่รี่ส์ APEX ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว และแน่นอนว่าทั้งระบบปรับแต่งได้เต็มที่ ต่อมาในเรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเหมาะกับการขับขี่ในสไตล์เดียวกับรถอย่างยิ่ง ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้มาครบถ้วน เช่น โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Rain, Street, Sport) ระบบคอร์เนอริ่งแทร็คชันคอนโทรล ระบบ Cornering ABS และหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว เป็นต้น งานนี้ใครที่ชื่นชอบรถในสไตล์ซูเปอร์โมโตล่ะก็คันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวเลยล่ะครับ แต่คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก