SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะลึกวิวัฒนาการรถ Bumblebee ทุกลุคตั้งแต่อดีตถึงปี 2569 ส่องความลับ Volkswagen Beetle และ Chevrolet Camaro ที่กลายเป็นตำนานรถหนังตลอดกาล

KTM ยืนยัน ลุยตามแผน ล่าแชมป์โมโตจีพี 2025 ถึงแม้จะมีข่าวดราม่าประโคมมากมายสำหรับพรีเมียร์ โมบิลิตี้ หรือทางเคทีเอ็มที่มีประกาศการปรับปรุงโครงสร้างภายในไปเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา และแน่นอน KTM ยืนยัน ว่าแผนยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามที่ซีอีโออย่าง Sfefan Pierer ได้กล่าวไว้ อ่านที่นี่ ซึ่งล่าสุดทางค่ายนั้นเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการแข่งขันโมโตจีพีฤดูกาล 2025 โดยแหล่งข่าวจาก Speedweek ได้เผยแพร่ข้อมูลการยืนยันจาก Wolfgang Felber หัวหน้าฝ่ายเทคนิคอลของทางเคทีเอ็ม ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่าโปรเจ็กต์การแข่งขันโมโตจีพียังคงดำเนินการไปตามแผนทุกอย่างที่วางไว้ “ในส่วนของการเตรียมความพร้อม ทุกอย่างคงดำเนินไปตามปกติ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้พยายามลดขั้นตอนเพื่อเน้นพัฒนารถแข่งอย่างเต็มกำลัง เช่นเดียวกันในปี 2025 เราจะเริ่มพัฒนารถแข่งในอาทิตย์หน้าก่อนนำส่งไปเทสที่เซปัง มาเลเซียในช่วงสิ้นเดือน” พร้อมกับข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ค่ายส้ม โดยมีรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ว่ายังไม่มีแผนการถอดถอนออกจากการแข่งขันโมโตจีพีในฤดูกาล 2026 ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวอื่น ๆ แต่อย่างใด ถือเป็นการสยบข่าวดราม่าต่าง ๆ และความไขข้อข้องใจจากแฟน ๆ ทั่วโลก โดยการแข่งขันโมโตจีพีฤดูกาล 2025 จะเริ่มแข่งขันสนามแรกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่ จ. บุรีรัมย์ แฟน ๆ ค่ายส้มเตรียมลุ้นและรอชมเจ้า RC16 เวอร์ชันพัฒนาโลดแล่นในสนามกันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bosch2025 ปฏิวัติการผลิตยานยนต์ ทุ่มทุนพัฒนา 3D Printing Bosch2025 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมนี ที่พัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ ได้ทำการลงทุนมากกว่า 6 ล้านยูโรในด้านของเทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ด้วยแนวคิดที่เป็นรากฐาน ‘ความเร็ว ความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน’ ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานใหม่ในการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยยานยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้ก็เป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านของระบบควบคุมเครื่องยนต์, ระบบเบรก ABS, ระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง, เรดาห์ความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายทั้งในบ้าน และโรงรถของผู้ขับขี่ ในปัจจุบัน Bosch ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทางเทคนิคระดับเบอร์ต้น ๆ ของวงการ สร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่พร้อมบรรจุลงในรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จนถึงตัวแข่งที่มีสมรรถนะระดับสูง โดยในครั้งนี้บอซได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติรุ่น Nikon SLM Solutions NXG XII 600 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการพิมพ์แบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) ที่มีประสิทธิภาพสูง และทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งการที่ Bosch ได้เริ่มพัฒนาเกี่ยวกับการพิมพ์โลหะ 3 มิตินั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่จะได้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิมพร้อมชิ้นงานที่มีความถูกต้อง เพราะสิ่งสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้จึงอาจช่วยให้กระบวนการพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ผลิตได้ทำการทดลองออกแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการรีดน้ำหนักของเฟรมตัวถังให้เบาขึ้น และแข็งแรงกว่าเดิม หรือการลดน้ำหนักของเครื่องยนต์เพื่อให้รถมีความคล่องตัวมากขึ้น Alexander Weischel ผู้จัดการโรงงาน Bosch ในเมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนียังได้ออกมาเผยว่าการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะช่วยให้การผลิตชิ้นส่วนสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถให้บริการแบบครบวงจรได้ในที่เดียว “ด้วยการทำให้การผลิตชิ้นส่วนโลหะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ศูนย์ผลิตแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเรา การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตชิ้นส่วนไม่เพียงเพิ่มความยั่งยืนในสายการผลิต แต่ยังทำให้ Bosch สามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการผลิต และสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว” Jörg Luntz ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของโรงงาน Bosch ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางบอซนั้นตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ พร้อมกับสิ่งนี้ยังทำให้สามารถผลิตได้เร็วมากขึ้นกว่าเก่าจากหลักเดือน เหลือเพียงหลักวันเท่านั้น “ด้วยศูนย์นี้ เรากำลังตั้งมาตรฐานสูงสุดสำหรับการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ในการผลิตจำนวนมาก สิ่งนี้เปิดประตูใหม่ให้กับเราโดยสิ้นเชิง หนึ่งในตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดคือการผลิตบล็อกเครื่องยนต์ ซึ่งปกติต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงในการสร้างแม่พิมพ์—บางครั้งใช้เวลานานถึง 18 เดือน แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ของ Bosch ขั้นตอนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ และลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก 3 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน” “เราต้องการเร็วกว่าวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ไวขึ้น แม้ในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทที่สามารถผลิตเทคโนโลยีในระดับอุตสาหกรรมได้เหมือนที่ Bosch ทำ ตอนนี้เรากำลังยกระดับการพิมพ์โลหะ 3 มิติไปสู่ระดับยานยนต์แล้ว” ในอนาคตก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นเฟรมรถจักรยานยนต์ เบาและแข็งแรงคล้าย ๆ กับเฟรมจักรยาน หรือการรีดน้ำหนัก และลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่สามารถสร้างพละกำลังได้อย่างมหาศาล ว่าไหม ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition 4000 คันเท่านั้น ฮอนด้า ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ให้วัยรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถแฟชั่น เอ.ที. ของเมืองไทย ด้วยการ เปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition รถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษที่เกิดจากการครอสแบรนด์กันระหว่าง Scoopy และ Snoopy โดยจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น! โมเดลพิเศษนี้ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “สนู๊ป…หลุดกรอบ” ครั้งแรกของโลกกับการผสาน 2 ไอคอนแห่งความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นั่นคือ Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่โดนใจวัยรุ่นไทย และ Snoopy ไอดอลแห่งความกวนจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน ตัวรถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Snoopy และ Charlie Brown อย่างเด่นชัดด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้านหนึ่งเป็นตัวการ์ตูน Snoopy ที่มาในชุดนักบินมาดเท่ ส่วนอีกด้านเป็นเพื่อนซี้คู่ใจอย่าง Charlie Brown เสริมความเท่ด้วยการเล่นแถบสีเหลือง แดง และน้ำเงินบนพื้นสีขาวของตัวรถ พร้อมกับบ่งบอกความเป็นลิมิเต็ดด้วยแบดจ์ Scoopy x Snoopy ด้านหน้าตัวรถ นอกจากลวดลายที่โดดเด่นแล้ว New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ยังทันสมัยด้วยไฟหน้า LED ช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key และกล่องเก็บของ U Box ที่มีความจุถึง 15.4 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System และระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายคู่กับหมวกกันน็อกลายพิเศษ Scoopy x Snoopy สีดำเงาสุดพรีเมียม ด้วยราคาแนะนำ 54,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th หรือเฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuareg 660 แอดเวนเจอร์ไซส์กลางของ Aprilia แง้มโฉมหน้ามายั่วน้ำลายแล้ว เรียกได้ว่าเป็นรถที่ขี้อายพอสมควรเลยสำหรับ Aprilia Tuareg 660 แม้ว่าเราจะรู้มาพักนึงแล้วว่าทางค่ายจะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีผลิตรถหลายๆ โมเดลด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงแอดเวนเจอร์ไบค์ด้วย แรกเริ่มเดิมทีเราได้เห็นต้นแบบของโมเดลนี้ในงาน EICMA 2019 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์จำลองตั้งอยู่ในกล่องจัดแสดงไว้ในบูทของทางค่าย ทำให้พอได้รู้ว่าทางค่ายกำลังจะทำแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง และตอนนี้ทางค่ายก็เริ่มแง้มๆ ให้เราได้เห็นสิ่งที่พวกเขาบรรจงสร้างขึ้นมาให้เราได้เห็นรูปโฉมกันบ้างแล้ว (แบบ CG) โดยสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือเครื่องยนต์สองสูบ 660 ซีซีบล็อกนี้ได้ถูกปรับจูนให้มีแรงม้า 80 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 70 นิวตันเมตร โดยเน้นไปที่กำลังความแรงในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ ทางค่ายระบุมาว่าตัวรถจะมีน้ำหนักรถเปล่า 187 กก. แต่เมื่อรวมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 18 ลิตรก็จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักทะลุ 200 กก.ไปอย่างแน่นอน แต่ทางค่ายก็ยังเคลมมาว่าเจ้า Tuareg คันนี้ถูกออกแบบให้มีศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ต่ำและตกที่กลางตัวรถ นอกจากนี้ยังมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม.เพื่อให้ลุยได้สมบุกสมบันสมกับสไตล์รถ แต่ที่น่าสนใจจริงๆ คือเบาะนั่งสูงเพียง 860 ม.ม. แม้ว่าจะมีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นถึง 240 ม.ม. ในเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถมาพร้อมหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว มีระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด (ปรับแต่งได้เอง 2 โหมด) ระบบเบรก ABS ปิดเปิดได้ หรือจะเปิดแต่ล้อหน้าก็ได้ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ครูซคอนโทรล และเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่เชื่อว่าราคาอาจจะแพงกว่าเจ้า Yamaha Tenere 700 ที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกันเป็นแน่ แต่ราคาจะแพงกว่า KTM 890 Adventure หรือไม่ต้องติดตามกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 B แบ็กเกอร์สุดคูลจากเมืองเบียร์ที่หวังเอาใจชาวลุงแซม เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แตกไลน์เพิ่มเติมมาจาก R18 ครูเซอร์ไบค์ที่ใช้เครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ขนาด 1,802 ซีซี คราวนี้มาเป็น BMW R18 B ซึ่งตัวอักษร B ในที่นี้คือแบ็กเกอร์นั่นเอง ซึ่งก็เป็นครูเซอร์ไบค์ที่มีกระเป๋าข้างสำหรับใช้ใส่สัมภาระเพิ่มเติมนั่นเองครับ เจ้าแบ็กเกอร์คันนี้ก็จะเป็นรถที่เหมาะกับคนที่ชอบขับขี่เดินทางบนทางหลวงหรือทางไกล เนื่องด้วยตัวรถมีแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์หน้าด้วยแม้จะไม่สูงมากนัก และยังมีกล่องข้างตัวรถอีกด้วย สำหรับโมเดลแบ็กเกอร์คันนี้จะมีจุดเด่นคือแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ มีชิลด์แบบต่ำ เบาะนั่งแบบเพรียว ตัวเครื่องสีดำเมทัลลิกด้าน กระเป๋าข้าง มีเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลม 4 เรือน และหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 10.25 นิ้ว จุดที่จะแตกต่างจาก Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์ที่เปิดตัวในวันเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดสุดคือจะไม่มีพนักพิงหลังของคนซ้อน แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก โดยจะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้ามาเล็กน้อย และนั่งได้ 2 คนด้วยเบาะตอนเดียวแบบ 2 ระดับ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์พ่อบ้านมากขึ้น จะได้อ้างได้ว่าซ้อนได้ด้วยนะต่างจากตัวสแตนดาร์ดที่จะนั่งได้คนเดียวถ้าจะซ้อนต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม และมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์ สุดท้ายนี้ R18 B จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 26,600 ยูโร หรือราวๆ 1.04 ล้านบาท ถูกกว่า Transcontinental เล็กน้อย สีดำ Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R18 Transcontinental แกรนด์ทัวเรอร์สำหรับคนหรูหรามีสไตล์ ล่าสุดค่ายใบพัดสีฟ้าก็ได้ทำการแตกไลน์ต่อยอดโมเดลใหม่กับเครื่องบิ๊กบอกเซอร์ของทางค่ายเพิ่มมาอีก 2 โมเดล เป็นแบ็กเกอร์ 1 คัน และเป็นแกรนด์อเมริกันทัวเรอร์อีก 1 คัน ซึ่งก็คือ BMW R18 Transcontinental ที่เราจะพูดถึงในข่าวนี้ครับ เจ้าแกรนด์ทัวเรอร์กลิ่นอายอเมริกันคันนี้เป็นรถที่เหมาะกับนักบิดที่ชอบเดินทางไกลโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าขนาดใหญ่ เบาะพิงคนซ้อนและกระเป๋าสัมภาระด้านข้าง โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็จะมี แฟริ่งและชิลด์หน้าขนาดใหญ่ แผ่นตัดลมด้านข้าง เรือนไมล์อนาล็อก 4 เรือนพร้อมกับหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 10.25 นิ้ว ไฟหน้าเสริม ระบบเครื่องเสียงจาก Marshall แครชบาร์กันเครื่อง กล่องข้าง กล่องท้าย อุ่นมือ อุ่นเบาะ สวิตช์ปรับเลือกแบบหมุน ล้อโครมและเครื่องทำสีเงินเมทัลลิก แน่นอนว่าตัวรถมีพื้นฐานจากโมเดล R18 รุ่นสแตนดาร์ดดังนั้นก็จะยังใช้ขุมพลังบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบขนาด 1,802 ซีซีและใช้เฟรมแบบดับเบิลลูบทูบเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องช่วงล่างก็ยังเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่จะไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่เรื่องของน้ำหนักที่เพิ่มเข้ามา แต่ก็จะมีข้อดีเรื่องการขับขี่ทางไกลที่ความเร็วสูงๆ เพราะจะตัดลมได้ดีกว่า ทำให้ผู้ขับขี่เมื่อยล้าน้อยลง แน่นอนว่าตัวรถก็ยังมีเทคโนโลยีจัดเต็มในแบบบีเอ็มดับเบิลยู ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS ระบบไดนามิกครูซคอนโทรล (อะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลต้องติดตั้งเพิ่ม) ระบบไฟ LED ทั้งคัน ระบบคีย์เลส โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ ระบบป้องกันล้อหลังสไลด์ สุดท้ายนี้ R18 Transcontinental จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน คือ สีดำ Black storm metallic, สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic และสี Manhattan metallic matt และรุ่น First Edition ที่จะมาในตัวรถสีดำพร้อมลายเส้นพินสไตรป์และชิ้นส่วนสีโครเมียมในหลายๆ จุด โดยจะจำหน่ายเริ่มต้นที่ราคา 27,650 ยูโร หรือราวๆ 1.08 ล้านบาท สี Black storm metallic สี Manhattan metallic matt สีม่วง Option 719 Galaxy dust metallic/Titan silver 2 metallic รุ่น First Edition อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lexmoto SRT 125 สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กสำหรับคนเมือง และนี่คือสกู๊ตเตอร์ไซส์เล็กคันใหม่ที่ชื่อว่า Lexmoto SRT 125 จากแบรนด์สัญชาติจีนที่เชี่ยวชาญเรื่องรถพิกัดเล็ก ๆ แบบนี้ โดยผ่านมาตรฐาน Euro5 และสนนราคาก็แค่ราว ๆ 93,000 บาท (ราคาคำนวณจากเงินปอนด์) สำหรับดีไซน์ของเจ้าคันนี้ก็ถือว่าทำออกมาได้ดี มีกลิ่นอายของความเป็นสปอร์ต ตัวรถมีมิติที่ปราดเปรียวมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 124 ซีซี ที่มีกำลังสูงถึง 8.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบ โดยมีถังน้ำมันจุได้ถึง 6 ลิตร และแน่นอนว่าขับขี่ง่ายขี่สะดวกเพียงแค่บิดก็พร้อมทะยาน ซึ่งเคลมมาว่าสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 105 กม./ชม. ฟังดูอาจจะเวอร์ไป แต่มันไม่แปลกเลยหากคุณรู้ตัวเลขน้ำหนักซึ่งรถนั้นหนักเพียง 115 กิโลกรัมเท่านั้น มาดูกันต่อที่ด้านหน้าจะมีโช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คหลังคู่ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และแน่นอนว่าจุดเด่นของสกู๊ตเตอร์คือการมีช่องเก็บของใต้เบาะ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร เพียงพอต่อการใส่ข้าวของจำเป็น แม้ว่าทางค่ายจะไม่ได้ระบุว่าจุกี่ลิตรก็ตาม สุดท้ายนี้ตัวรถมีให้เลือก 2 เฉดสี โดยจะมีสีแดงกับเทา และสีเหลืองสะท้อนแสงกับเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bonneville T120 Black DGR Limited Edition รุ่นพิเศษสำหรับลูกผู้ชายแท้ ๆ เมื่อราวต้นเดือนที่ผ่านมาทางค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph ก็ได้ฤกษ์เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของการร่วมเป็นผู้สนับสนุนในกิจกรรม The Distinguished Gentlemen’s Ride (DGR) ซึ่งเป็นกิจกรรมขับขี่รถเพื่อการรณรงค์เพื่อให้ตระหนักถึงโรคร้ายอย่างมะเร็งอัณฑะของเหล่าลูกผู้ชายและยังมีการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ทำงานในด้านนี้ ด้วยการเปิดตัว ที่แน่นอนว่ามีจำนวนจำกัด โดยจะจำหน่ายแค่เพียง 250 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลสุดพิเศษนี้โดดเด่นสะดุดตาด้วยการตกแต่งภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่มีการปรับแต่งในส่วนภายใน โดยตัวรถจะมาในเฉดสีดำเมทัลลิคตัดกับสีขาว พร้อมกับการใส่โลโก้ The Distinguished Gentlemen’s Ride บนถังน้ำมันและด้านข้างตัวรถและเสริมความหรูหราลงตัวด้วยเส้นสายสีทอง เติมเอกลักษณ์อีกจุดด้วยเบาะนั่งหนังสีน้ำตาลธรรมชาติได้กลิ่นอายความวินเทจมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายแต่ละคันจะมีเลขนัมเบอร์รถของตัวเองและเซอร์ติฟิเคตหรือเอกสารรับรองว่าเป็นของแท้ ทั้งนี้หมายเลข 001 จะเป็นของผู้ที่สามารถระดมทุนได้มากที่สุดสำหรับงานขับขี่ของลูกผู้ชายในปี 2023 นี้ ส่วนเรื่องของพื้นฐานเครื่องยนต์ก็จะยังคงเดิมอย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น โดยจะเป็นเครื่องไฮทอร์ค 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 80 แรงม้าที่ 6,550 รอบ และให้แรงบิดสูงที่ 105 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบ สมชื่อจริง ๆ นอกจากนี้ยังทนทานจนต้องไปเช็คระยะใหญ่กันทุก ๆ 16,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ขณะที่ช่วงล่างก็จะมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว คาลิเปอร์เบรก Nissin 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามี ABS มาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปิดท้ายด้วยเรื่องของล้อและยางจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมรัดด้วยยางขนาด 100/90 – 18 และ 150/70 – R17 หน้าหลังตามลำดับ สุดท้ายนี้ราคาแนะนำจะอยู่ที่ราว ๆ 465,000 บาทโดยประมาณ งานนี้ใครเป็นสาวกรถจากแดนผู้ดีและชื่นชอบในกิจกรรมนี้ก็ควรมีเจ้าคันนี้ไว้สะสมจริง ๆ นะเออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lead 4 วาล์ว เครื่อง eSP+ แต่งยังไงให้แรง นับว่าเป็นกระแสรถจิ้งหลีดที่กำลังร้อนแรงสุด ๆ ในตอนนี้ กับรถจักรยานยนต์ Honda Lead 125 4 วาล์ว สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกรุ่นแรกในพิกัด 125 ซีซี กับสุดยอดเครื่อง eSP+ 4 วาล์ว เทคโนโลยีความแรงใหม่ล่าสุดจากทาง Honda นำมาปรับแต่งเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ ขับขี่สนุก มันส์ เทียบกับรถรุ่นใหญ่ได้เลยทีเดียว หลังจากเกิดกระแสไม่นาน ทาง SuperBike Thailand ก็ไม่นิ่งรอช้า เดินทางมาเยือนถึงถิ่น TSP Motorsport สำนักแต่งรถที่เรียกได้ว่า ฮอตที่สุดกับการโมดิฟายรถจิ้งหลีด 4 วาล์ว มากที่สุดอันดับต้นของประเทศ และขึ้นชื่อสำหรับการทำรถเล็กสเปคซิ่ง งบไม่แพง ทำเครื่องแล้วขี่สนุกขึ้นแบบทันตาทีเดียว และในโอกาสนี้ เราจะมาสัมภาษณ์คุณธีรพล สุศิลาภรณ์ หรือคุณตุ้ม เจ้าของสำนักแต่ง T-Speed ตัวเป็น ๆ ที่จับหลัก จับทาง รถโมเดลรุ่นนี้ได้ว่า ควรปรับเพิ่มอะไร แต่งเพิ่มตรงไหน ที่ทำให้แรงได้ขนาดนี้ พร้อมกับนำรถมาแต่งให้ดูกันเห็น ๆ ว่าโมดิฟายแล้ว จะแรงแค่ไหน มีสเต็ปอะไรบ้าง ไปติดตามดูกันครับ พูดถึงกระแสรถ Honda Lead 125 กันซักนิด อยู่ดี ๆ มาได้อย่างไร เต็มอู่ขนาดนี้ ? ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง กับการโมดิฟายรุ่นนี้อยู่ในหัวเลย บังเอิญลูกน้องช่างที่อู่ ได้ชักชวนให้ซื้อรุ่นนี้มาอยู่ซักระยะหนึ่ง ก็เลยจัดนำมาปรับแต่ง และด้วยประสบการณ์การแต่งรถ โมดิฟายเครื่องยนต์รถรุ่นเล็กมาหลายรุ่น หลังจากโมดิฟาย ปรับแต่ง และรีแมพรอบเครื่องยนต์แล้ว ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างตกใจ สำหรับโมเดลพิกัด 125 ซีซี ที่รีดประสิทธิภาพออกมาได้ดีขนาดนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วในโมเดลนี้ด้วยครับ หลังจากปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำไปเทสความเร็วเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ในสนามแข่ง ปรากฎว่าผลลัพธ์ออกมาได้ดีเลยทีเดียว และผู้คนเริ่มหันมาสนใจในโมเดลนี้กันมากขึ้น หลังจากกระแสหลีด 4 วาล์วเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีลูกค้าส่งรถมาให้เราทำเยอะขึ้นเช่นเดียวกัน แค่นั้นยังไม่พอลูกค้าบางท่านใจปล้ำ ถอยรถออกมาแล้ว ส่งมาให้เราทำเลยก็มี สำหรับเหตุการณ์ที่พีคสุด ๆ คือในช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ เราโมดิฟาย Lead 4 วาล์ว เยอะที่สุดถึง 100 คันเลยในช่วงนั้น ซึ่งถือว่ากระแสรถจิ้งหรีดกำลังมาแรงเลยทีเดียวครับ สำหรับเครื่องยนต์ eSP+ และ Piston Oil Jet มีส่วนไหมที่ทำให้ Honda Lead 4 วาล์ว นั้นแรงยิ่งขึ้น ? สำหรับเครื่องยนต์ และเทคโนโลยี eSP+ รุ่นนี้ มีส่วนช่วยได้มากครับ ทั้งกระบอกสูบที่กว้างขึ้น ก้านสูบขนาดใหญ่และเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ทั้งยังมีการนำเพลาบาลานซ์เซอร์ (เทคโนโลยีที่ใช้ใน Honda Goldwing) มาช่วยลดการสั่นในเครื่องยนต์รุ่นนี้อีกด้วย รวมไปถึงเทคโนโลยี Piston Oil Jet ที่ทำให้เครื่องยนต์ลื่นขึ้นด้วย ระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นใต้ลูกสูบ สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของลูกสูบติดในช่วงเครื่องยนต์ฮีทหรือร้อนจัด ๆ ได้เป็นอย่างดี และเป็นเรื่องที่ดี ที่ทางค่าย Honda ออกแบบโมเดลรถมาได้ตอบโจทย์ ซึ่งถือว่าเป็นคาแรคเตอร์ตัวรถเลย ก็คือถ้ายิ่งเร่งรอบขึ้นไป แรงม้าจะเพิ่มขึ้นแบบทันที ไม่ต้องรีดนาน สเต็ปการแต่งรถ มีกี่สเต็ป อะไรบ้าง สำหรับโมเดลนี้ เดิม ๆ วิ่งความเร็วได้ไม่เกิน 110 กม/ชม. ถือว่าค่อนข้างอืดพอสมควร ฉะนั้น สเต็ปแรก (ชุดจมหน้าไมล์) ทำเลยก็คือ ปรับองศาชาม ไล่น้ำหนักเม็ด ปรับแต่งให้รถออกมาให้มีแรงต้นที่ดีก่อน พอรอบต้นได้ รอบกลางได้ ทีนี้มาทำรอบปลาย ปรับองศาชามให้ได้รอบตามที่วางเป้าไว้ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ สำหรับความเร็วที่ทำได้ ของการแต่งสเตปเริ่มต้น คือ 135 – 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สเต็ป 2 (ชุดลูกเดิม ข้างโอเพ่น แคมป์) พอไล่รถให้ความเร็วจมหน้าไมล์แล้ว เราก็เริ่มอัพสเต็ปมาเป็นการทำ ข้างโอเพ่น