SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ไขข้อสงสัย ขับรถเข้าซอยแคบแล้วถอยกลับรถในบ้านชาวบ้านผิดกฎหมายบุกรุกหรือไม่ พร้อมแนะนำมารยาทและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายจราจร 2569

Ducati Lenovo motogp 2025 เดือดระอุ ควงคู่ 2 แชมป์โลก ระอุร้อนแรงสมชื่อ!! ถึงเวลาแล้วคราวของทีมโรงงานอย่าง Ducati Lenovo motogp 2025 ทีมตัวเต็งสำคัญที่ใคร ๆ หลายคนกำลังตั้งตารอคอย และแล้วก็ได้เวลาเปิดผ้าคลุมพร้อม 2 นักบิดแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia และ Marc Marquez Ducati DesmosediciDucati GP25 ตัวแข่งเจ็นปี 2025 สำหรับบรรยากาศการเปิดตัวภายในงานค่อนข้างครึกครื้นเป็นพิเศษ อาจด้วยเพราะการมาของมาร์ค มาร์เกซ เข้ามาร่วมทัพทีมอย่างเป็นทางการในฤดูกาลนี้ เสริมด้วยนักแข่งที่กำลังร้อนแรงและได้รับความนิยมสุด ๆ ณ วินาทีนี้อย่างเป้กโก้ บัญญาญ่า โดยทั้งคู่จะมาพร้อมม้าศึกเวอร์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง GP25 มาในลวดลายสไตล์ดุจเดือดและร้อนแรงเหมือนเช่นเคย หากเทียบกับตัวแข่งรุ่นก่อน ๆ โฉมนี้ดูเหมือนมีอะไรปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะลวดลายที่ออกแบบดูมีความดุดันเรซซิ่งมากยิ่งขึ้น ประกอบกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาจากเจ็นก่อน ๆ สมกับคาแรคเตอร์การขับขี่อันสุดเดือดของแชมป์โลกทั้งคู่นั่นเอง มาร์ค กับภาพจำที่เปลี่ยนไป – ใครที่เป็นแฟน ๆ เด็กระเบิด เราอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยภาพจำเดิม จากนักแข่งแชมป์โลกพร้อมตัวแข่งสายสีส้ม แต่คราวนี้ปรับเปลี่ยนเป็นสีแดงล้วนทำให้ดูเป็นอะไรที่แตกต่างจากเดิม หรือนี่..อาจจะเป็นมาร์คในเวอร์ชันใหม่ ขณะเดียวกันแชมป์โลก 2 สมัยอย่างเปกโก้ บัญญาญ่าก็พร้อมที่จะพิสูจน์ฝีมือด้วยการเป็นแชมป์โลกอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะต้องแข่งกับคู่หูทีมเมทที่เคยเป็นแชมป์โลกมาหลายสมัยแล้วก็ตาม การจับคู่ของดูโอ้ทีมเมทของทีมโรงงานนี้ จึงเป็นจุดที่น่าสนใจแก่สาวกมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ต้องมาดูกันว่าทั้งคู่จะช่วยส่งเสริมกันมากน้อยแค่ไหน ยังไงต้องรอติดตามชม ใครที่ชื่นชอบทีมนี้ สามารถฝากติดตามชมการซ้อมเทสครั้งแรกที่เซปัง มาเลเซีย ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และการแข่งขันสนามแรก ThaiGP วันที่ 28 ก.พ. – 2 มี.ค. 68 ที่สนามช้างบุรีรัมย์ แฟน ๆ เปกโก้และมาร์ค รีบจองบัตรได้้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kymco Winglet เสริมปีก “ไฟฟ้า” ตอบโจทย์คนเหม็นควัน ความก้าวหน้าของระบบแอโรไดนามิกเริ่มเป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ชาวสองล้อทั่วโลก รวมไปถึงยังเป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่ควรมีโดยเฉพาะในรถคลาสซูเปอร์ไบค์เป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพื่อเสริมความเร็วเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันยังมีประโยชน์ในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และยังสวยงามอีกด้วย ซึ่งในช่วงหลัง ๆ มานี้ แอโรไดนามิก กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยเหตุนี้ ทางผู้ผลิตค่ายรถสัญชาติไต้หวันอย่าง Kymco Winglet ก็ให้ความสนใจในด้านนี้อย่างจริงจัง บวกกับกำลังพัฒนาปีกหน้าหรือวิงก์เล็ตแบบ ‘ปรับได้’ เพื่อความชัดเจนและไม่โกหกแก่เหล่าแฟน ๆ ชาวสองล้อ เรามีภาพ Patent จดสิทธิบัตรสำหรับระบบแอโร่ไดนามิกตัวใหม่มาให้ชม พร้อมแบบร่างของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่าง Super Nex สายสปอร์ตที่การันตีได้ว่ารุ่นเจนเนอเรชันถัดไปที่จะเปิดตัวออกมา น่าสนใจอย่างแน่นอน นี่คือวิงก์เล็ตแอคทีฟ โดยติดตั้งอยู่บริเวณหน้าตัวรถเหมือนพวกรถสปอร์ตหรืิอซูเปอร์ไบค์อย่างที่เห็นกัน แต่ในกรณีของ Kymco ชิ้นส่วนวิงก์เล็ตเหล่านี้จะถูกใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็น โดยถูกควบคุมด้วยชุดควบคุมการทำงาน มีเซ็นเซอร์ตำแหน่งคันเร่ง เซ็นเซอร์ความเร็วที่ล้อ ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อผ่าน ECU ด้วยระบบไฟฟ้า และปรับมุมของปีกให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ ณ ขณะนั้น มีแนวโน้มว่าจะใช้กับ 2 รุ่นนี้ โดนมีความเป็นไปได้สูงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้กับ รถสมรรถนะสูงหรือเน้นความสปอร์ตเป็นพิเศษ และมีแนวโน้มที่จะเป็น 2 รุ่นนี้ก็คือ Kymco SuperNEX มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต้นแบบที่มีสมรรถนะสูง และมีดีไซน์แบบรถสปอร์ตเต็มพิกัด อีกทั้งโมเดลดังกล่าวยังเหมาะสมกับระบบแอโรไดนามิกที่เน้นการควบคุมช่วงเร่งหนัก ๆ ส่วนอีกรุ่นก็คือ Kymco RevoNEX อีกหนึ่งโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะ บวกกับดีไซน์ล้ำ และมีโอกาสเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทดลองเทคใหม่อาทิ แกน IMU ระบบปีกวิงก์เล็ตเป็นต้น หรือเรียกง่าย ๆ มีคุณสมบัติพร้อมติดตั้งนั่นเองแหล่ะครับ อาจจะเป็นอีกออปชันหนึ่งที่น่าสนใจก็เป็นไปได้ ข้อดีและข้อเสียของระบบนี้ หากมีขึ้นจริง..!! ก็ย่อมมีฟีดแบคกลับมาทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อดีนั้นมีมากมายอย่างเช่น ลดอาการล้อหน้าลอย สร้างแรงดาวน์ฟอร์จ และสามารถปรับองศาของปีกได้ตามสถานการณ์โดยไม่ต้องจอด ซึ่งมันเหมาะสมกับรถไฟฟ้าที่มีแรงบิดสูงเลยทีเดียว ซึ่งไม่มีข้อเสียเลยนอกจากต้นทุนที่คุณจะต้องจ่ายมากขึ้นซึ่งหลัก ๆ ที่น่าห่วงก็น่าจะเป็นในเรื่องของการเซอร์วิสนั่นเองครับ สรุปก็คือ การมาของระบบแอโรไดนามิกที่คิมโค่เล็งพัฒนาขึ้น ก็เพื่อความสปอร์ต ความมันส์และความปลอดภัยของผู้ขับขี่นั่นเอง น้อยนักที่จะเห็นรถโมเดลไฟฟ้าติดปีกออกมาซิ่งกันให้เห็น อย่างไรก็ตามยังไม่มีการประการออกมาแต่อย่างใด รถก็เช่นกันยังอยู่ในคอนเซ็ปต์ของโมเดลต้นแบบอยู่ คาดว่าน่าจะเปิดตัวออกมาพร้อมกัน รถใหม่ ปีกใหม่ ระบบใหม่ ถูกใจวัยรุ่นเหม็นน้ำมันแล้วหล่ะทีนี้ ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 450 SMR 2022 โมตาร์ดตัวแข่งขั้นสุด เฉียบคมขั้นสุดกับ KTM 450 SMR 2022 โมตาร์ดหรือซูเปอร์โมโตสำหรับใช้ในสนามเท่านั้น คราวนี้อัปเดตใหม่ให้ใกล้เคียงกับรถแข่งทีมโรงงานมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยลวดลายกราฟิกสุดโฉบเฉี่ยว พร้อมพาคุณชิงชัยในการแข่งขันหรือขับขี่ในวันแทร็กเดย์ได้อย่างสนุกสนาน เจ้า 450 SMR คันนี้โดดเด่นที่สุดในคลาสนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งในเรื่องของพละกำลังและการควบคุม โดยจัดการปรับจูนเครื่องยนต์ให้ใกล้เคียงกับรถแข่งของ KTM มากที่สุด เลือกใช้เฟรมสีส้มพิเศษ เบาะสีน้ำเงิน และลายกราฟิกใหม่สุดเฉี่ยว เครื่องยนต์บล็อกนี้นำมาจากรถแข่งที่ชนะในศึกโมโตครอสและซูเปอร์ครอสของทาง KTM และนำมาปรับจูนและโมดิฟายให้เข้ากับการขับขี่แบบซูเปอร์โมโต โดยน้ำหนักเครื่องนั้นเบามาก ๆ เหลือเพียง 27 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ให้กำลังแรงม้ามากถึง 63 แรงม้า ตัวรถเลือกใช้ชุดเกียร์ตัวแข่งอย่าง Pankl Racing Systems แบบ 5 สปีดที่มีเซ็นเซอร์พิเศษช่วยให้สามารถเซ็ตแม็ปของเครื่องยนต์ของแต่ละเกียร์ได้อย่างอิสระ หัวฉีด Keihin ขนาด 44 มิลลิเมตรเองก็เป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านของการควบคุมที่ยากจะหาที่เปรียบนั้นต้องขอบคุณเฟรมโครโมลีพิเศษที่ใช้การเชื่อมแบบเลเซอร์เพื่อความแม่นยำและคุณภาพที่ดี ทำให้เฟรมสามารถบิดและให้ตัวได้เหมาะสม ระยะออฟเซ็ต 16 ม.ม. ก็ทำให้รถนั้นมีมิติท่านั่งขับขี่ที่พร้อมจะรุกไล่คู่แข่ง และยังโดดเด่นด้วยแผงคอแบบ CNC และแฮนเดิลบาร์ปรับได้อีกด้วย และที่สำคัญสำหรับรถสไตล์นี้มาก ๆ คือการขับขี่ที่อาศัยการยึดเกาะแบบขีดสุด ดังนั้นช่วงล่างต้องเทพ KTM เลยจัดช่วงล่าง WP XACT มาให้ พร้อมกับล้อขนาด 16.5 และ 17 นิ้วของ Alpina มาตามลำดับแถมรัดด้วยยางสลิกมาให้พร้อมซิ่ง ส่วนระบบเบรกเป็น Brembo 4 สูกสูบแบบเรเดียลเมาท์รวมถึงปั๊มบนด้วย ส่วนจานเบรกจะเป็นขนาด 310 ม.ม.และ 220 ม.ม. ด้านหน้าและด้านหลังตามลำดับ งานนี้ใครอยากซิ่งสไตล์ซูเปอร์โมโตไม่ควรพลาดเจ้า KTM 450 SMR 2022 เด็ดขาด อีกอย่างรถแบบนี้น่าจะผลิตไม่มาก ใครมีสตางค์และชอบรถสไตล์นี้ต้องรีบจัดหาให้ไว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เกือบคว้าชัยทริปเปิ้ลเรซ ในศึก WorldSBK ที่ฝรั่งเศส จบกันไปแล้วกับศึกการแข่งขันรถโปรดักชันระดับโลกสุดเดือดอย่าง WorldSBK ที่สนาม Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาสรุปผลกันดีกว่าว่าแต่ละเรซใครเป็นอย่างไรกันบ้างครับ WorldSBK Race 1: การแข่งขันในเรซที่ 1 โพลแมน Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ออกตัวได้ดีและรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ในช่วงทางตรง แต่ไม่ทันไร Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ก็เปิดฉากรุกไล่ทันที แต่ก็เสียจังหวะไปในตอนที่เขาถูกกดดันให้ต้องป้องกันไม่ให้ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) ที่อยู่อันดับ 3 ขณะนั้นเสียบเข้ามา กระทั่งในแล็ปที่ 4 Toprak ก็สามารถที่จะแซงแชมป์โลก 6 สมัยได้ ขณะเดียวกันนั้น Michael Ruben Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) ก็ไต่ไล่ขึ้นมาอันดับที่ 4 ตามหลัง Lowes ต่อมาเป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) ที่สามารถแซงนักแข่งของ Ducati ขึ้นมาในแล็ปที่ 13 โดยที่นักแข่งหน้าใหม่ชาวอิตาลีพยายามที่จะย่นระยะห่างกับกลุ่มที่รั้งตำแหน่งโพเดียมอยู่ก็สามารถทำได้ในที่สุด เนื่องมาจาก Alex Lowes เกิดล้มไปและทำให้ต้องรีไทร์ไปแม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 แล็ปเท่านั้น ด้าน Toprak รักษาตำแหน่งได้ดี และไม่มีอะไรผิดพลาดก็สามารถเข้าเส้นเป็นอันดับ 1 นำหน้า Jonathan อยู่ถึง 4.4 วินาที และมี Andrea Locatelli จบที่อันดับ 3 WorldSBK Race 1 Standings: อันดับ รายชื่อนักแข่ง 1 T. Razgatlioglu (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 2 J. Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK / Kawasaki ZX-10RR) 3 A. Locatelli (Pata Yamaha with BRIXX WorldSBK / Yamaha YZF R1) 4 M. Rinaldi (ARUBA.IT Racing – Ducati / Ducati Panigale V4 R) 5 M. van der Mark (BMW Motorrad WorldSBK Team / BMW M 1000 RR) 6 Á. Bautista (Team HRC / Honda CBR1000 RR-R) 7 A. Bassani (Motocorsa Racing / Ducati Panigale V4 R)

C 400 GT 2021 เปิดตัวที่ไทยแล้ว เริ่มต้น 419,000 บาท ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์งามยามดีเผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT 2021 สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส สกูตเตอร์คันนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่ครบครัน แฝงด้วยจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งนร่โมเดลใหม่จะได้รับการอัปเกรดในทุกๆ ๆด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งขึ้น มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบ ความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง” ขุมพลังของคันนี้จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัตช์แบบแรงเหวี่ยง ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที ประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าเป็นระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ซึ่งช่วยให้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวรถยังมีระบบ Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติที่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรถจะปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง ทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกจึงมาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงจิกเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรกล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะที่ใส่ใจมากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง แถมยังมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์อีกด้วย นอกจากนี้เบาะนั่งด้านบนช่องนี้เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้นั่งสบายกว่าที่เคย ส่วนช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase) และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ในรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR500R 2022 อัปเกรดใหม่ ดิสก์หน้าคู่ โช้คหัวกลับ ถูกใจรึยัง? Honda CBR500R 2022 สปอร์ตไบค์ไซส์กำลังดี 1 ใน 3 โมเดลที่เพิ่งเปิดตัวกันไปที่ฝากฝั่งฮอนด้ายุโรป ซึ่งเดิมทีนั้นโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2013 พร้อม ๆ กับ CB500X ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ CB500F ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ มาคราวนี้ก็เปิดตัวพร้อมกันทั้ง 3 คันอีกครั้ง พร้อมอัปเกรดใหม่หลายจุด การันตีขี่ดีขึ้นแน่นอน หลังจากเปิดตัวมาก็มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งล่าสุดปี 2020 ได้มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้ผ่าน Euro5 ไป และล่าสุดก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของช่วงล่างเป็นหลัก โดยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนอื่น ๆ เช่น ดีไซน์ การจ่ายน้ำมัน และระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าก็จะคล้าย ๆ กัน 500 Series คันอื่น ๆ นั่นเอง เพราะมีพื้นฐานเดียวกัน เริ่มต้นในส่วนของรูปลักษณ์กันก่อน ส่วนที่เด่น ๆ ก็จะมีไฟหน้าใหม่พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์และปรับมาใช้ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งคันทำให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น มีการเปลี่ยนมาใช้บังโคลนหน้าใหม่ที่นำมาจาก CB650R มีพักเท้าอลูมิเนียมใหม่แทนที่พักเท้ายางแบบเดิม และตอนนี้มีหน้าจอเรือนไมล์ตอนนี้เป็นหน้าจอ LCD พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ (ตั้งค่าเองได้สเต็ปละ 250 รอบ) และเลขบอกเกียร์ ในส่วนของเครื่องยนต์มีการปรับเรื่องของระบบหัวฉีดและการจ่ายน้ำมันรวมไปถึงมีแผงหม้อน้ำหนักใหม่สวยและเบากว่าเดิม 100 กรัม โดยเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีที่ปรับปรุงใหม่นี้เคลมแรงม้ามาได้ที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และมีสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานเวลาเชนเกียร์ลงชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้งอีกด้วย ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการอัปเกรดในระดับที่เรียกว่าไฮไลท์เด็ดเลย โดยตอนนี้จะได้โช้คหน้าหัวกลับเป็นโช้ค Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. พร้อมแผงคอใหม่ทั้งด้านบนและด้านล่างที่ช่วยให้การควบคุมและการขับขี่ทำได้ดีมากยิ่งขึ้น ส่วนโช้คหลังยังเป็นโช้คเดี่ยวแต่ปรับปรุงค่าแดมปิ้งและค่าสปริงเรทเสียใหม่ให้ดีขึ้น และตอนนี้สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ไม่เพียงแต่โช้คหน้า ของระบบเบรกด้านหน้าเองตอนนี้ก็จะได้ดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 2 พ็อตแล้ว แม้ว่าจะเล็กลงแต่ว่าก็ทำให้น้ำหนักลดเบาลงและใช้แรงกำเบรกน้อยลงด้วย ตัวล้อเองก็มีการดีไซน์ใหม่ใช้ก้านแม็ก 5 ก้านแทน 6 ก้าน และมีน้ำหนักเบากว่าเดิม สวิงอาร์มเองก็มีการปรับเปลี่ยนใหม่ น้ำหนักเบา และเพิ่มความสบายในการขับขี่แต่ไม่ทิ้งสมรรถนะในการควบคุม ทำให้ตอนนี้น้ำหนักรถอยู่ที่ 192 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถไปลงที่ล้อหน้ามากขึ้นช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการตอบสนอง สุดท้ายโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 เฉดสี คือสีแดง Grand Prix Red และสีดำเมทัลลิก Matte Gunpowder Black Metallic อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 250 CL-C ครูเซอร์ไซส์เล็กเชื้อจีน แต่สไตล์อังกฤษ เป็นข่าวร้อนแรงเสมอสำหรับค่ายมังกรฟ้าอย่าง ซีเอฟโมโต ค่ายรถจากแดนมังกรที่มีดีไซน์ล้ำโลกในแบบที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับ หากคนไม่รู้จักมองผ่าน ๆ อาจจะคิดว่าเป็นรถยุโรปก็เป็นได้ เคยมีตัวแทนในไทยมาแล้วเมื่อไม่กี่ก่อน ก่อนที่จะลอยแพผู้ใช้กันไปแบบงง ๆ และตอนนี้ก็กำลังจะมีตัวแทนใหม่ในไทยอีกครั้ง และล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัว CFMoto 250 CL-C ซึ่งทางค่ายเขาบอกว่านี่ครูเซอร์ไบค์สไตล์อังกฤษนะเออ ก็อดที่เอามานำเสนอไม่ได้ เพราะรถพิกัดนี้น่าจะเป็นที่สนใจแก่ไบเกอร์มือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวโมเดลนี้จะมาในสไตล์แบบเดียวกับรุ่นพี่ในพิกัด 450 ออกแบบโดยให้มันมีกลิ่นอาย มีสเน่ห์แบบรถอังกฤษ ซึ่งสไตล์แบบอังกฤษก็คือความคลาสสิก ความปราณีตในทุก ๆ รายละเอียด ให้ภาพลักษณ์ดูเป็นผู้ดี อะไรประมาณนี้น่ะครับ ซึ่งมองจากภาพเอาก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ต้องมาดูคันจริงกันอีกที สำหรับเรื่องของความปราณีต ขณะที่สไตล์มองว่าคลาสสิคได้ตามแบบฉบับอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว กระจก เรือนไมล์ ไฟเลี้ยวท้าย เป็นทรงกลมตามแบบฉบับ โช้คด้าหน้าก็มีปลอกยางกันฝุ่นแบบที่รถคลาสสิกนิยมกัน ถังน้ำมันก็เป็นทรงหยดน้ำเว้ารับเข่าสะดวกเวลาหนีบถังคอนโทรลตัวรถ เบาะนั่งแบบต่ำ ขาถึงพื้นได้ง่ายตามสไตล์ของครูเซอร์ และที่สำคัญที่สร้างภาพลักษณ์ได้ดีเลยคือยางอ้วน ๆ ใหญ่ ๆ ทำให้รถดูบึกบึนสมสไตล์มากขึ้น น่าจะถูกใจคนหัวใจเก๋า แต่งบไม่มาก อย่างแน่นอน ขุมพลังของรถจะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 249 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 25 ตัวที่ 9,800 รอบ กับแรงบิดที่ 20.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ มีถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตรซึ่งถือว่าใหญ่เลยทีเดียวกับพิกัดนี้ โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 165 กิโลกรัม และที่สำคัญคือส่งกำลังด้วยสายพานอีกด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะถูกใจสายคัสตอมครูเซอร์แน่นวล ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คหลังคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ J.JUAN แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อและยางที่มีขนาด หน้าและหลังตามลำดับดังนี้ 130/90 R16 และ 150/80 R16 เป็นยางอ้วน ๆ ที่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสายคัสตอมอย่างแน่นอน ต่อกันในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีทันสมัยที่มีให้ก็จะมีระบบแทร็คชันคอนโทรลและระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ให้มาเป็นมาตรฐานติดรถเลย ก็ดูเหมาะสมกับพิกัดรถดี ซึ่งก็น่าจะทำให้ราคารถไม่แพงจนเกินไปอีกด้วย สุดท้ายนี้มีความเป็นไปได้ที่โมเดลนี้จะมาจำหน่ายในไทยค่อนข้างมาก เพราะตอนนี้ก็มีข่าวแล้วว่าทางค่ายมังกรฟ้าได้มีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยแล้วเป็นทาง M Bike และรถในสไตล์คลาสสิกตอนนี้ก็ถือว่ามีฐานลูกค้าที่สนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วทำราคาได้น่าสนใจ บวกกับสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับไบเกอร์ที่ทราบข่าวคราวของตัวแทนเก่าได้แล้วล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหากับการขายแน่ แต่ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป เรามีตารางเปรียบเทียบกับคู่แข่งในบ้านเราให้เพื่อน ๆ ได้ลองพิจารณากันก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ 2000 ซีซีจากจีน ล่าสุด GWM หรือ Great Wall Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้ทำการเปิดตัว SOUO แกรนด์ทัวริ่งสุดหรู 8 สูบ ขนาด 2,000 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เรียกว่าเป็นคู่แข่งกับ Honda Goldwing และ BMW K1600 GTL นั่นเอง เอาเป็นว่า เราไปดูรายละเอียดของโมเดลนี้กันก่อนดีกว่าว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถจะมีดีไซน์แบบผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิกและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน เส้นสายตัวรถจะมีความโค้งมนแบบคลาสสิก แต่ก็ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือจะให้เรียกว่าเป็นแกรนด์ทัวริ่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกก็ว่าได้ ซึ่งทางค่ายได้แรงบันดาลใจมาจากการเชิดสิงโต ตัวรถจึงเด่นด้วยแฟริ่งด้านหน้าขนาดใหญ่ร่วมกันกับช่องรับลมขนาดใหญ่ทั้งสองข้างที่ทำหน้าป้อนอากาศเข้าสู่ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ พร้อมเพิ่มความงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์ H8 ซึ่งเป็นเครื่องแบบ 8 สูบนอนขนาดใหญ่ถึง 2,000 ซีซี แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ทางค่ายยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องของตัวเลขสเปกพละกำลังหรืออัตราสิ้นเปลืองออกมาให้รับทราบ แต่มีการเผยน้ำหนักตัวรถออกมาที่ 384 กิโลกรัมซึ่งก็น่าจะรับได้ ทว่าส่วนที่โดดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบเกียร์ 8 สปีดแบบดูอัลคลัตช์ออโตเมติกทรานส์มิชชันผนวกอยู่ในเครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นเจ้าเดียวในโลกที่มีในตอนนี้ โดยในเรื่องของระบบส่งกำลังนั้นจะใช้ระบบขับเพลาแทนที่จะเป็นแบบขับโซ่ ซึ่งทางค่ายบอกว่าจะมีเสียงรบกวนน้อยกว่าและช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์และส่งกำลังได้อย่างสมู้ทนุ่มนวลกว่าแบบขับโซ่ ขณะที่ระบบช่วงล่างตัวรถจะเลือกใช้เฟรมแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั้งหมด ด้านหน้าจะมีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบนซึ่งจะเด่นเรื่องความนิ่งเสถียรและการควบคุมที่ดี ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวกับสวิงอาร์ม โดยจะเป็นโช้คปรับไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังเองก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ทว่าเรื่องของขนาดล้อและยางยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ในส่วนที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่บอกได้เลยว่าหรูหราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะ ระบบจอดรถอัตโนมัติ เพซโหมดที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ เหมาะกับเวลาการเคลื่อนย้ายที่จอดรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงกับหน้าจอสีขนาด 12.3 นิ้วที่มีชิปประมวลผลซึ่งรองรับการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่าง ๆ ผ่าน OTA ช่วยให้สามารถปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของรถได้ ระบบเครื่องเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความสะดวกสบายด้วยกล่องข้างขนาด 118 ลิตร แต่ถ้าจะมีตัวแทนจำหน่ายมาขายในบ้านเราก็ต้องมาเจอกับคู่แข่งหลายหลายโมเดลที่มีจำหน่ายอยู่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Honda Goldwing, BMW K1600 GTL, Harley-Davidson Road Glide Limited และ Indian Roadmaster Icon ซึ่งแต่ละคันก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยแต่จัดว่าอยู่ในเซ็กเมนต์เดียวกัน โดยสามารถดูตารางเปรียบเทียบตัวเลขที่น่าสนใจคร่าว ๆ ด้านล่าง และตัดสินใจประเมินความน่าสนใจด้วยตัวเองได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lambretta X300 SR รหัสใหม่พร้อมสีสันใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Colors of Time” มาวันนี้แลมเบรตต้าจะพาย้อนเวลาไปเสพความคลาสสิกของตำนานอีกครั้ง กับคอลเลคชั่นใหม่ Lambretta X300 SR รหัสโมเดลใหม่ที่จะพาย้อนเวลากลับไปสู่ความคลาสสิกแบบฉบับ Super Retro จากแรงบันดาลใจของโมเดลในตำนานอย่าง DL/GP ในปี 1969 ถูกนำมาถ่ายทอด DNA ผ่านลวดลายในอดีตกับเอกลักษณ์ Side Panel Stripes ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต เช่นเดียวกับสาวกแลมเบรตติสต้า ที่หลงใหลในความคลาสสิก พร้อมมีภาพความทรงจำดีๆ กับรถคู่ใจในสีสันที่แตกต่างกันไปในห้วงเวลาเหล่านั้น และอยากให้อยู่คู่ความทรงจำไปตลอด โดยยังคงมาพร้อมกับพรีเซ็นเตอร์หนุ่ม ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ที่รู้กันดีว่า นอกจากจะเป็นนักสะสมรถวินเทจแล้ว ก็ยังเป็นสาวกแลมเบรตติสต้าตัวจริง ที่สะสมแลมเบรตต้าทั้งรุ่นวินเทจและรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามารอบนี้พร้อมเล่นใหญ่ ให้ทุกคนได้ยลโฉม กับการบุกบิลบอร์ดทั่วกรุงฯ เผยโฉมความพิเศษในรอบนี้ ด้วยลุคใหม่ของหนุ่มมาริโอ้ ที่เติมเต็มสีสันและอารมณ์ความคลาสสิก ให้แมทช์ลุคกับคอลเลคชั่นใหม่ สมกับคอนเซปต์ Colors of Time ได้อย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ แต่เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดี ๆ และจะเป็นอีกหนึ่งตำนานสกู๊ตเตอร์ที่ยิ่งนานไปมูลค่าทางใจยิ่งเพิ่มขึ้น สาวกตัวจริงจึงไม่ควรพลาดที่จะมีไว้ครอบครอง! เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้วยังมาพร้อมสีสันความคลาสสิก ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมในช่วงรอยต่อของยุค 60s และยุค 70s เป็นยุคร่วมสมัยแนว Pop Culture สะท้อนความสดใสของวัยรุ่นในยุคนั้น ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่โลกใหม่ในช่วงยุคหลังสงครามโลก โดยความคลาสสิกจะถูกถ่ายทอดผ่าน 3 สีสันยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่ – YELLOW MUSTARD (Hi-Gloss) – WHITE LATTE (Hi-Gloss) – RED AMARO (Hi-Gloss) พร้อมกันนี้ยังไม่ทิ้งจุดเด่นอันเป็นอัตลักษณ์ของดีไซน์ คือ Side Panel Stripes ลายคลาสสิก DNA ที่อยู่ในโมเดลระดับตำนาน พร้อมการใส่กิมมิคขอบคิ้วสีดำรอบคันตัดกับสีบอดี้รถทั้ง 3 สี ที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันดีไซน์ร่วมสมัยอาทิ ไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของทางค่าย โดยออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก รวมอยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน อีกทั้งยังเติมความหรูหราด้วยการปักโลโก้ของทางค่ายด้วยด้ายสีแดงในส่วนท้ายบนเบาะหนังสีดำดีไซน์สปอร์ต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ตอบสนองการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบสมาร์ทคีย์ที่เพียงแค่พกพาสมาร์ทคีย์เอาไว้ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์มาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกแบบระบบช่วงล่าง ในชุดกันสะเทือนหน้า ที่เรียกได้ว่าเป็น “The state of the art of front suspension design” ด้วยการถอดดีไซน์โช้คหน้าแบบ Double Arm-Link เอกลักษณ์จากรุ่นตำนานมาไว้ในโมเดลนี้กับการพัฒนาสมรรถนะให้ดีขึ้น ให้มีความสมูท เพื่อการขับขี่ที่นิ่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มาพร้อมกับราคาจำหน่ายในประเทศไทยที่ 156,900 บาท พิเศษ! *ข้อเสนอดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้น 2,242 บาท/เดือน หรือดอกเบี้ยต่ำสุด 4.5% ต่อปี (*เฉพาะจัดไฟแนนซ์กับกรุงศรีออโต้) ซึ่งพร้อมให้สัมผัสกับความคลาสสิกนี้ด้วยตัวเองได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://lambretta.co.th ที่สำคัญ! ชาวแลมเบรตติสต้า เตรียมพบกันในงาน The Scooter Fest กับความมันส์ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี สามารถติดตามอัพเดทได้ที่ https://www.facebook.com/lambretta.th

เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีกที่สเปน ในศึก WSBK 2023 สนามที่ 4 การแข่งขัน WorldSBK 2023 ดำเนินมาถึงสนามที่ 4 ที่สนาม Barcelona-Catalunya แล้ว ทว่าชัยชนะส่วนใหญ่แทบจะไม่เปลี่ยนไปจากมือของ Álvaro Bautista (Aruba.It Racing – Ducati) เลย ยิ่งสนามนี้ด้วยแล้ว เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีก กับสนามบ้านเกิดของเขาอีกครั้ง Superpole แม้ว่าจะมีธงแดงตีขึ้นในรอบซูเปอร์โพล แต่ Bautista กลับยังทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’40.264 นาทีคว้าตำแหน่งโพลในเรซแรกไปก่อน โดยมี Dominique Aegerter (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ทำผลงานได้โดดเด่นออกจากสตาร์ทจากเส้นเป็นอันดับ 2 รองจากแชมป์โลกคนล่าสุด และปิดท้ายกริดสตาร์ทแถวแรกด้วย Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ส่วนทางด้าน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) กลับตกไปถึงอันดับแปด โดยนักแข่งทุกคนล้วนเลือกใช้ยางหลังสูตร SCQ ขณะที่ยางหน้านั้นนักแข่งที่ออกสตาร์ทจากกริดแถวหน้าต่างเลือกใช้ยาง SC1 ซึ่งในรอบควอลิฟายนี้จัดขึ้นท่ามกลางแสงแดดพร้อมกับอุณหภูมิแทร็กค่อนข้างสูงที่ 40 องศา Race 1 บนกริดสตาร์ทของเรซแรก นักแข่งส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ยางหลังสูตรกำลังพัฒนา SCX B0800 และยางหน้าสูตร SC2 แต่อย่างไรก็ตามนักแข่งดูคาติก็เลือกยางต่างกันออกไป ซึ่งรวมไปถึง Bautista ที่เลือกใช้ SC1 ในส่วนของยางหน้า ระหว่างการแข่งขันแล็ปที่ 4 มีธงแดงสะบัดขึ้น จนต้องออกสตาร์ทกันใหม่และลดรอบลงเหลือ 17 แล็ป อย่างไรก็ดี Bautista ก็ยังคงฉายเดี่ยวนำม้วนเดียวจนจบ ทั้งยังทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 8 วินาที ยังไม่พอทำสถิติเวลาแล็ปอีกด้วย ถัดมาเป็นการดวลแย่งที่สองกันระหว่าง Razgatlioglu และ Rea แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายยามาฮ่าที่เข้าเส้นได้ก่อนตามมาด้วยนักแข่งจากค่ายเขียว Superpole Race การแข่งขันในรอบซูเปอร์โพลเรซมีการเลือกยางที่ค่อนข้างซับซ้อนไปกว่าการแข่งขันปกติเนื่องจากมีฝนโปรยลงมาเบา ๆ ทำให้แทร็กชื้นในช่วงราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น นักแข่งบางคนออกไปขี่ในแล็ปไซติ้งด้วยยางกึ่งหรือยางฝน แต่พอเห็นแทร็กครบแล็ปแล้วว่ามันแห้งเกือบทั้งหมด พอจะแข่งก็รีบเปลี่ยนเป็นยางสลิกกันทั้งหมด โดยนักแข่งส่วนใหญ่เลือกใช้ SC1 ในยางหน้า แต่ก็มีนักแข่ง 7 คนที่เลือก SC0 ส่วนยางหลังนักแข่งส่วนใหญ่เลือก SCX กลับมาเป็นดาวเด่นอีกครั้ง แทนที่จะเป็น B0800 เหมือนอย่างในเรซแรก ชัยชนะในเรซนี้ตกเป็นของ Bautista ทำยังสถิติเวลาแล็ปอีกแล้ว ส่วนอันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 เป็นของ Razgatlioglu และ Andrea Locatelli เพื่อนร่วมทีมของ Toprak ส่วน Rea กลับเองพลาดล้มไปในแล็ปสุดท้ายเมื่อฝนกลับมาตกอีกครั้ง Race 2 การแข่งขันในเรซที่ 2 ยางหลังสูตรพัฒนา SCX B0800 กลับมาเป็นยางตัวฮิตอีกครั้ง ส่วนยางหน้ากลับเป็น SC2 ที่ได้รับความนิยม แต่อย่างไรก็ตามนักแข่งดูคาติทุกคนกลับเลือก SC1 สูตรมาตรฐาน และเป็นอีกครั้งที่ Bautista เดินเกมเร็วขึ้นนำเดี่ยวตั้งแต่ต้นจนจบ โดยทิ้งระยะห่างคู่แข่งกว่า 8 วินาที โดย Toprak Razgatlioglu แย่งที่ 2 มาจาก Rinaldi ได้ในช่วงทางตรง ทำลายการยืนอันดับ 1 – 2 ของดูคาติไปได้ และเป็นอีกครั้งที่ Bautista ทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งเร็วที่สุดที่ 1’41.730 นาที จบการแข่งขันสนามที่ 4 เบาติสต้า คว้าแฮตทริกอีกที่สเปน ทำให้มีคะแนนนำโด่งที่ 236 คะแนน ทิ้งห่างจาก Razgatlioglu ที่มี 167 คะแนนอยู่มากถึง ส่วนอันดับ 3 เป็น Andrea Locatelli จากยามาฮ่าอีกเช่นกันที่ 133 คะแนน

Yamaha มุ่งพัฒนาระบบอัจฉริยะ หวังช่วยลดอุบัติเหตุ เมื่อปีที่แล้วยามาฮ่ามอเตอร์ได้ประกาศวิสัยทัศน์ด้านความปลอดภัยที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Jin-Ki Kanno x Jin-Ki Anzen ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างโลกที่ไร้ซึ่งอุบัติเหตุร่วมกันกับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า Yamaha มุ่งพัฒนาระบบอัจฉริยะ หวังช่วยลดอุบัติเหตุนั่นเอง สำหรับการที่จะมุ่งหน้าไปตามวิสัยทัศน์ที่ทางยามาฮ่าได้วางแผนเอาไว้นั้นอาศัยหลักการสำคัญ 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมการรับรู้ของผู้ขับขี่ การตัดสินใจ การขับขี่ และการลดความเสียหาย ประการที่ 2 คือทักษะซึ่งทางยามาฮ่าจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะการขับขี่ของผู้ใช้รถ และประการที่ 3 การเชื่อมโยง ซึ่งใช้ระบบคลาวด์เพื่อคอยให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ซึ่งจะมีเทคโนโลยีนึงที่เป็นส่วนสำคัญของหลักการประการแรก ซึ่งก็คือเจ้าระบบ Advanced Motorcycle Stabilization Assist System (AMSAS) หรือแปลเป็นไทยได้ว่าระบบช่วยเสริมเสถียรภาพของมอเตอร์ไซค์ขั้นสูง ช่วยเหลือผู้ขับขี่ตอนเริ่มต้นและที่ความเร็วต่ำ อุบัติเหตุที่มีมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องนั้นมีสาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับการรับรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน (10%) การตัดสินใจผิดพลาด (17%) และการขับขี่ที่ผิดพลาด (17%) ซุ้งสาเหตุเหล่านี้เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ ข้อมูลยังระบุอีกว่าเกือบ ๆ 70% ของอุบัติเหตุที่มีมอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องมักจะเกิดขึ้นภายใน 2 วินาทีหลังจากมีปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และจากการวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทางค่ายจึงได้พัฒนาระบบที่จะมาช่วยเหลือผู้ขับขี่ 4 ด้านด้วยกัน คือ ช่วยพยากรณ์อันตรายล่วงหน้า ป้องกันความเสียหายด้วยการขับขี่แบบระมัดระวัง ช่วยขับขี่หลบหลีก และลดทอนความเสียหาย เจ้าระบบ AMSAS ซึ่งทางยามาฮ่าพัฒนาขึ้นมานั้นจะช่วยรักษาเสถียรภาพของรถที่ความเร็วต่ำด้วยการควบคุมแรงขับเคลื่อนและแรงบังคับเลี้ยว “มันเป็นฟังก์ชั่นที่โดดเด่นมากที่สุด ซึ่งระบบนี้สามารถนำมาใช้กับรถทั่วไปได้ง่ายเนื่องจากไม่ต้องทำอะไรกับเฟรมรถ โดยระบบต้นแบบนั้นติดตั้งอยู่ในรถ YZF-R25 โดยมีการติดตั้งระบบหน่วยประมวลผลแบบ 6 แกนควบคู่ไปกับอุปกรณ์ควบคุมการขับขี่และบังคับเลี้ยว AMSAS คือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่จะมาช่วยรถเวลาออกตัวหรือเวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำที่มักจะไม่ค่อยมีความเสถียร โดยจะช่วยเพิ่มความเสถียรในช่วงนี้ เวลาที่รถกำลังจะออกตัวและเวลาจะหยุดตัวขับเคลื่อนที่ติดตั้งที่ล้อหน้าจะทำงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทันทีจากจุดนั้นจนถึงความเร็วประมาณ 5 กม./ชม. ส่วนตัวบังคับเลี้ยวที่ติดที่แฮนด์บาร์ก็จะเข้ามาควบคุมบังคับแฮนด์ ทำให้รถคันนี้สามารถเคลื่อนที่ในระดับความเร็วแบบเท่าคนเดินนี้ได้โดยไม่ล้ม โดยไม่เกี่ยงว่าผู้ขับขี่จะมีทักษะมากน้อยแค่ไหน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก