SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้า คาดขายจริงปีหน้า ล่าสุดมีข่าวจากวงใน ลือ Ducati เตรียมประกอบซูเปอร์ไบค์ไฟฟ้าขายจริงในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมีพื้นฐานมาจาก V21L รถแข่งจากการแข่งขัน MotoE รายการซัพพอร์ตใน MotoGP นั่นเอง ทีนี้เราลองมาดูสเปกคร่าว ๆ ที่น่าสนใจของ V21L ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 150 แรงม้า ให้แรงบิด 140 นิวตันเมตร สามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 275 กม./ชม. มีแบตเตอรี่แพ็คขนาด 18 กิโลวัตต์ชั่วโมงพร้อมซ็อกเก็ตชาร์จไฟที่รับไฟได้มากถึง 20 กิโลวัตต์ (ชาร์จเพียง 45 นาทีได้มากถึง 80%) พร้อมตัวอินเวอร์เตอร์ที่เคลมมาว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 99% ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะมีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวคอยควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ตัวรถมีแชสซีแบบโมโนค็อกคล้าย ๆ กับ Panigale V4 โดยมีเฟรมด้านหน้าทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและใช้เคสคาร์บอนไฟเบอร์ของแบตเตอรี่แพ็คเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก มีระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins เต็มระบบ รวมถึงกันสะบัดด้วย ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo GP4RR M4 และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo P4 ส่วนล้อและยางก็จะเป็นขนาดปกติคือ 120/70 – R17 และ 200/55 – R17 นอกจากนี้ยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ แม็ปปิ้งคันเร่ง และแม็ปปิ้งเอ็นจิ้นเบรก หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่าหลาย ๆ ส่วนนั้นดูจะเกินจากรถโปรดักชันไปมาก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก คาดว่าเมื่อผลิตขายเป็นรถโปรดักชันจริง ๆ น่าจะมีการปรับสเปกตรงส่วนนี้ลง รวมถึงมีการใส่ระบบไฟส่องสว่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัยมากกว่านี้ ตลอดไปจนถึงการใส่โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามา การล็อคสปีดความเร็วเพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยคาดเดาว่าจะมีระยะการใช้งานได้ราว ๆ 150 – 200 กม. ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการขับขี่ใช้งานในแบบรถซิ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LCR Honda เปิดตัวทีมชุดใหญ่ “รินส์-นาคากามิ” เสริมทัพทวงความยิ่งใหญ่ LCR Honda ยอดทีมในศึก โมโตจีพี เปิดตัวทีมแข่งประจำฤดูกาล 2023 อย่างเป็นทางการ ด้วยการดึงตัว อเล็กซ์ ริน นักบิดบิ๊กเนมชาวสแปนิช จับคู่ ทาคาอากิ นาคากามิ ทีมเมทชาวญี่ปุ่นร่วมโปรเจกต์ทวงความยิ่งใหญ่ให้ “ฮอนด้า” ก่อนเปิดฉากซีซั่นใหม่ปลายเดือนมีนาคมนี้ ฮอนด้า อยู่ระหว่างการทวงคืนความสำเร็จในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โดยใน โมโตจีพี 2023 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างมากภายใต้ เอชอาร์ซี (HRC) โดยเฉพาะการดึงตัวนักบิดระดับแชมป์โลกอย่าง โจอัน เมียร์ มาร่วมงานกับ มาร์ค มาร์เกซ ในทีมโรงงาน เรปโซล ฮอนด้า นอกจากนี้ ยังได้ตัว เคน คาวาอูชิ ผู้อำนวยการด้านเทคนิคคนใหม่ของ เอชอาร์ซี มาร่วมพัฒนารถแข่ง RC213V คันใหม่ โดยหนึ่งในนักบิดบิ๊กเนมที่ย้ายมาร่วมงานกับ ฮอนด้า ในฤดูกาลนี้คือ อเล็กซ์ รินส์ เจ้าของหมายเลข 42 ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นทางการกับ แอลซีอาร์ ฮอนด้า เมื่อวันอังคารที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วยทีมเมทชาวญี่ปุ่นอย่าง ทาคาอากิ นาคากามิ หมายเลข 3 รินส์ และ นาคากามิ ถือเป็นกำลังสำคัญอย่างมากในการพัฒนารถแข่ง RC213V เพื่อยกระดับให้มีความดุดันมากขึ้น ซึ่งทั้งคู่จะใช้รถแข่งสเป็กเดียวกันกับนักบิดทีมโรงงานอย่าง มาร์เกซ และ เมียร์ โดยเป้าหมายคือ พาฮอนด้า กลับคืนสู่ระดับท็อปใน โมโตจีพี รินส์ กล่าวว่า “นี่จะเป็นฤดูกาลที่ 7 สำหรับผมในโมโตจีพี และในแต่ละปีผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้การทำงานภายใต้ความกดดัน ใจเย็น และรักษาความเร็วในสนามแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในด้านจิตใจ ใจเย็น และรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผมจะเริ่มต้นปี 2023 ด้วยการทำงานและความมุ่งมั่น มีศักยภาพที่ดี” ด้าน นาคากามิ กล่าวว่า “เป้าหมายของผมในปี 2023 คือการแข่งขัน เรามีรูปแบบการแข่งขันที่แตกต่างกันในช่วงสุดสัปดาห์ และเรามีการแข่งขันรอบ สปรินต์ เรซ มันจะเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่เราพร้อมที่จะแข่งขัน ต่อสู้ และหวังว่าเราจะสามารถรวมตัวกัน และสร้างฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จได้ ผมพร้อมและหวังว่าเราจะได้แข่งขันที่ยอดเยี่ยมในอนาคต” สำหรับศึก โมโตจีพี 2023 มีคิวทดสอบอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 11-12 มีนาคมนี้ ที่ อัลการ์ฟ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมืองปอร์ติเมา ประเทศโปรตุเกส ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเลือกสเป็กรถแข่งในปีนี้ ก่อนจะดวลความเร็วสนามแรกในวันที่ 24-26 มีนาคมนี้ ในรายการ โปรตุกีส กรังด์ปรีซ์ แฟนความเร็วชาวไทยสามารถติดตามข่าวสารของนักบิดฮอนด้า ในศึก โมโตจีพี ตลอดทั้งฤดูกาล พร้อมส่งกำลังใจเชียร์ยอดนักบิดไทย และติดตามความเคลื่อนไหวของนักบิดฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม www.facebook.com/HondaRacingTeamTH #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด #MotoGP #RepsolHonda #HRC #SC35 #Moto2 #RaceToTheDream #HondaRacingThailand #HondaTeamAsia อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค BMW M1000R 2023 สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง BMW M1000R 2023 รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์พิกัดเรือธง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Competition ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงยิ่งขึ้น ราคา 1,599,000 บาท สเปค, สเป็ก วิงก์เล็ต โช้คหน้าหัวกลับและคาลิเปอร์เบรก M กุญแจคีย์เลส หน้าจอ TFT โช้คหลังเดี่ยวพร้อมระบบ DDC ไฟ LED สเปค BMW M1000R 2023 และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 210 แรงม้าที่ 13,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 11,100 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 49.7 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 13.3 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด NA ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ยางหลัง 200/55-ZR17 (ล้อแม็กคาร์บอน) แบบไม่ใข้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมระบบ Dynamic Damping Control (DDC) ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมโช้คเดี่ยว และระบบ Dynamic Damping Control (DDC) เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก M (ABS) กว้าง X ยาว X สูง 996 x 2,085 x 1,176 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,455 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ 830 ม.ม. น้ำหนักรถ 199 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 16.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วออกเทน 95-98 เทคโนโลยี ควิกชิฟเตอร์ โหมดการขับขี่ Pro Riding Modes กุญแจคีย์เลส ระบบครูซคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง ระบบตรวจสอบความดันลมยาง ระบบอุ่นมือ หน้าจอ TFT สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น M1000R 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บุกโรงงานเวสป้า ส่องฐานการผลิตอิตาเลียนพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจผู้ใช้ทั่วโลก บริษัท วีพีพีดับเบิลยู ซัพพลายส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ และ มอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลียนระดับตำนานจากกลุ่ม Piaggio Group ได้แก่ Vespa, Piaggio, Aprilia และ Moto Guzzi แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดกิจกรรมใหญ่ “Vespa’s factory visit in Vietnam” พาสื่อมวลชน บุกโรงงานเวสป้า เพื่อเยี่ยมชมฐานการผลิตรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ ณ Piaggio Vietnam ณ เมืองหวิงฟุก ประเทศเวียดนาม ฮับการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์สกู๊ตเตอร์ของแบรนด์ Vespa แบรนด์ Piaggio และแบรนด์ Aprilia ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และส่งออกไปจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก พร้อมเผยแผนยกระดับโรงงานรองรับการเติบโตของตลาดและเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในอนาคต ตอกย้ำความเป็นไอคอนนิกอิตาเลียนแบรนด์ตัวจริงด้วยการจัดแสดงไลน์อัพผลิตภัณฑ์ยอดนิยมกว่า 10 รุ่น สัมผัสความประทับใจในกิจกรรม Test-ride ฉบับพิเศษ กับ 4 รุ่น จาก 3 แบรนด์ชั้นนำภายในเครือ โรงงานผลิต Vespa หรือ Piaggio Vietnam ถือเป็น 1 ใน 12 โรงงานการผลิตของ Vespa ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดหวิงฟุก (Vinh Phuc) โดยเริ่มก่อตั้งโปรเจ็กต์สร้างโรงงานที่เวียดนามในปี ค.ศ. 2007 และเริ่มสร้างโรงงานในช่วงต้นปี ค.ศ. 2008 หากนับจนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ที่โรงงานแห่งนี้ได้ผลิตผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง Vespa, Aprilia และ Piaggio ไปแล้วหลายแสนคัน โดยโรงงานแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นฮับการผลิตสำคัญของ Vespa, Aprilia และ Piaggio ที่คงมาตรฐานการผลิตเช่นเดียวกันกับทุกโรงงานของ Vespa ที่กระจายตัวอยู่ในทั่วโลก ซึ่งถือเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 265,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการผลิตที่ครบวงจร พร้อมเทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิต ที่ทันสมัย อีกทั้งยังมีส่วนวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค รวมถึงสนามทดสอบภายในโรงงานแห่งนี้อีกด้วย ในส่วนของไลน์การผลิตจากโรงงานแห่งนี้ จะเน้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกู๊ตเตอร์ ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Vespa แบรนด์ Piaggio และแบรนด์ Aprilia ประกอบด้วย สกู๊ตเตอร์รุ่นต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นVespa GTS ซึ่งถือเป็นกลุ่มท็อปของแบรนด์ ที่เริ่มผลิตตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2004 Vespa LX และ Vespa S ที่เริ่มเดินสายการผลิตในปี ค.ศ. 2009 Vespa Primavera และ Vespa Sprint ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 2013 นอกจากนี้ ยังมี Piaggio Liberty ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 2011 และ Piaggio Medley S ที่เริ่มขึ้นสายการผลิตในปี ค.ศ. 2015 รวมถึง สกู๊ตเตอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Aprilia SR GT 200 สำหรับความพิเศษของกิจกรรม “Vespa’s factory visit in Vietnam” ในครั้งนี้ นอกจากการเปิดโรงงานให้เยี่ยมชมสายการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว เวสป้าได้ตอกย้ำภาพการเป็นอิตาเลียนแบรนด์ตัวจริงขนานแท้ ด้วยการจัดแสดงไลน์อัพผลิตภัณฑ์ยอดนิยมและผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 รุ่น พร้อมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะของสกู๊ตเตอร์ 4 รุ่น จาก 3 แบรนด์ชั้นนำภายในเครือ รวมถึงกิจกรรมไลฟ์สไตล์ตะลุยถิ่นดินแดนสองล้อซ้อนเวสป้าชมเมืองฮานอย สะท้อนภาพความนิยมและความเป็นไอคอนนิกของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสัญชาติอิตาเลียนแท้อย่าง Vespa และ Piaggio ที่ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก