SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Mazda 6e หลังเปิดตัวพวงมาลัยขวาที่อังกฤษเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท พร้อมวิเคราะห์ราคาไทยก่อนงาน Motor Show 2026 ลุ้นราคาเริ่มต้น 1.3 ล้านต้นๆ เท่านั้น!

Turbocharger vs Supercharger ทำไมถึงไม่มีในรถแข่ง MotoGP ? ขั้นตอนแรกเรามารู้จักกับเจ้า Turbocharger vs Supercharger กันก่อน.. Turbocharger และ Supercharger เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มกำลังแรงม้าให้เครื่องยนต์ด้วยการบีบอัดอากาศที่เข้าสู่ห้องเผาไหม้ (Forced Induction) แต่ทั้งสองสิ่งเหล่านี้มีข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ Turbocharger vs Supercharger: ความแตกต่างและการทำงาน ลักษณะ Turbocharger Supercharger การตอบสนอง มี Turbo Lag (ล่าช้าเล็กน้อย) ไม่มี Lag ตอบสนองทันที แรงม้าที่ใช้ ใช้แรงดันจากไอเสีย ใช้กำลังขับจากเครื่องยนต์ (สายพาน) กำลังที่เพิ่ม กำลังเครื่องเพิ่มที่รอบเครื่องสูง เพิ่มขึ้นทันที ข้อดี ใช้แรงดันจากไอเสียทำให้ประหยัดแรงม้า เพิ่มประสิทธิภาพการเผาใหม้เชื้อเพลิง ให้กำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและทันทีเมื่อเร่งเครื่องยนต์ ข้อเสีย มี Turbo Lag ซึ่งเกิดจากความล่าช้าก่อนที่เทอร์โบจะหมุนได้เร็วพอที่ ต้องพึ่งระบบระบายความร้อนหรือขยายให้ใหญ่ขึ้น เพราะเทอร์โบทำงานในอุณหภูมิสูงจากไอเสีย ใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องยนต์อาจจะลดลง การติดตั้งซับซ้อน เพิ่มการสึกหรอของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพและการใช้งาน เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นแรงม้าในรอบเครื่องยนต์สูง เหมาะสำหรับการใช้งานที่เน้นความตอบสนองทันที การใช้ Forced Induction ในประวัติศาสตร์การแข่งมอเตอร์ไซค์ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ในยุคก่อนสงครามโลก ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ได้รับความนิยมในสนามแข่ง ตัวอย่างเช่น: BMW Type 255 Kompressor: มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น ด้วยน้ำหนักเบาและสมรรถนะที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Gilera 500cc Supercharged: อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นในยุคเดียวกัน เทอร์โบชาร์จเจอร์ในช่วงปี 1970-1980 ในช่วงปลายปี 1970 และ 1980 มีการทดลองใช้เทอร์โบในมอเตอร์ไซค์สำหรับถนนและการแข่ง ตัวอย่างเช่น: Suzuki XN85: มอเตอร์ไซค์โปรดักท์ชันที่ใช้เทอร์โบ ซึ่งบางครั้งถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในสนามแข่ง Honda CX500 Turbo: แม้จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เน้นถนน แต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทอร์โบในการเพิ่มกำลัง ระบบ Forced Induction ในปัจจุบัน ในยุคปัจจุบัน มอเตอร์ไซค์ซีรี่ย์ Kawasaki H2 และ H2R ที่ใช้ซูเปอร์ชาร์จเจอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการกลับมาใช้ Forced Induction แต่รถเหล่านี้ไม่ได้รับการออกแบบสำหรับ MotoGP หรือ WorldSBK เนื่องจากเน้นสมรรถนะในลักษณะไฮเปอร์ไบค์มากกว่า ซึ่งทั้ง Turbocharger – Supercharger โดยรวม ก็มีข้อดีมากกว่า ข้อเสีย แต่ทำไมรถแข่งแนว Circuit หรือ Superbike รวมถึง MotoGP กลับไม่มี MotoGP และ WorldSBK 1. ข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ใน MotoGP การใช้ระบบเทอร์โบถูกห้ามโดยกฎระเบียบ เนื่องจากเน้นการพัฒนาทักษะนักแข่งและสมดุลการออกแบบตัวรถ สำหรับ WorldSBK ซึ่งอิงจากรถโปรดักชัน การนำเทอร์โบมาใช้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ Homologation ซึ่งซับซ้อนและไม่สอดคล้องกับโมเดลรถปัจจุบัน 2. การควบคุมแรงม้าและ “Turbo Lag” เทอร์โบเพิ่มแรงม้าให้เครื่องยนต์โดยการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แต่เทอร์โบต้องการเวลาในการหมุนให้ถึงความเร็วสูงสุด จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Turbo Lag” Turbo Lag คือความล่าช้าของการตอบสนองของเครื่องยนต์ขณะรอให้เทอร์โบเพิ่มแรงดันอากาศ ส่งผลให้การส่งแรงม้าไม่ต่อเนื่องและยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการการตอบสนองฉับไว เช่น การออกจากโค้งในสนามแข่ง Turbo Lag คืออะไร และทำงานอย่างไร? เทอร์โบทำงานโดยใช้ก๊าซไอเสียจากเครื่องยนต์ไปหมุนใบพัดในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งจะดึงอากาศเข้าไปอัดในห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่เปิดคันเร่ง ก๊าซไอเสียที่ส่งไปยังเทอร์โบอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ใบพัดหมุนด้วยความเร็วสูงสุดในทันที ทำให้การเพิ่มพลังเกิดความล่าช้า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Turbo Lag ดูๆแล้วระบบซูเปอร์ชาร์จเจอร์ลดข้อเสียนี้ได้บางส่วนเพราะขับเคลื่อนด้วยสายพานจากเครื่องยนต์และสามารถเพิ่มแรงม้าได้ตังแต่รอบต่ำ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ตามด้วยน้ำหนัก ทำให้การเลี้ยวทำได้ยาก 3. การจัดการความร้อนและน้ำหนัก ระบบเทอร์โบเพิ่มความร้อนอย่างมากและต้องการระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน เช่น อินเตอร์คูลเลอร์และหม้อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักและลดความคล่องตัวของรถ 4. ต้นทุนและความซับซ้อน การพัฒนาและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เทอร์โบมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลกระทบต่อทีมแข่งในแง่ของงบประมาณ ในการแข่งขันจริง แรงม้าที่เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จากการทำงานของเทอร์โบ หรือ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์ จะสร้างความอันตรายให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่เร่งตอนออกโค้ง เพราะกำลังแรงม้าที่ออกมารุนแรงทันที บนพื้นที่ยึดเกาะของยางที่เล็กเท่าเหรียญสิบบาท อาจไม่เพียงพอ และส่งผลให้เสียกการควมคุม ซึ่งถ้าจะมีจริง ก็ต้องมีระบบอิเล็กโทรนิค กล่องควบคุมต่างๆ

เลิกลือ ! Pedro Acosta ยังอยู่กับ KTM ต่อไป Pedro Acosta นักแข่งดาวรุ่งคนสำคัญของทีมโรงงาน KTM ในการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 นี้ที่จู่ ๆ เจ้าตัวก็มีข่าวลือออกมาอย่างหนาหูว่า เจ้าของแชมป์โลก Moto2 ปี 2023 รายนี้เตรียมย้ายออกจากอ้อมอกผู้ผลิตสัญชาติออสเตรีย หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM อย่าง พิต ไบเรอร์ ออกมาเผยว่าตอนนี้ทางทีมผู้ผลิตมีหน้าที่ในการรักษา ‘Baby Shark’ รายนี้ให้อยู่กับทีมต่อไปแม้จะมีข่าวลือในการย้ายออกจากทีมออกมาก็ตาม สืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินของ KTM ที่มีรวมกันกว่า 2 พันล้านยูโร ถึงแม้ว่าตอนนี้เหมือนจะมีแสงสว่างที่มากขึ้นสำหรับอนาคตของเขา หลังจากการสรุปแผนการปรับโครงสร้างที่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหนี้เมื่อเดือนที่แล้ว แต่ผลงานในช่วงแรกของการแข่งขันฤดูกาล 2025 อาจจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ตารางคะแนนสะสมประจำฤดูกาล 2025 (หลังผ่านไป 2 สนาม) อันดับ นักแข่ง สังกัดทีม คะแนนสะสม 1 มาร์ก มาร์เกซ Ducati Lenovo Team 74 2 อเล็กซ์ มาร์เกซ BK8 Gresini Racing MotoGP 58 3 ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า Ducati Lenovo Team 43 4 ฟรานโก้ โมบิเดลี VR46 Racing Team 37 5 โยฮันน์ ซาร์โก้ Castrol Honda LCR 25 6 ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ VR46 Racing Team 22 7 แบรนด์ บินเดอร์ Redbull KTM Factory Racing 19 8 ไอ โอกุระ TrackHouse MotoGP Team 17 9 มาร์โก้ เบซเซคคี่ Aprilia Racing 14 10 เปโดร อคอสต้า Redbull KTM Factory Racing 13 ตารางคะแนนผู้ผลิตประจำฤดูกาล 2025 (หลังผ่านไป 2 สนาม) อันดับ ทีมผู้ผลิต คะแนน 1 Ducati 74 2 Honda 26 3 Aprilia 22 4 KTM 22 5 Yamaha 13 หลังจากผ่านการแข่งขันไปสองสนามตอนนี้ผลงานของทีม KTM อยู่ในอันดับที่ 4 ของตารางคะแนนทีมผู้ผลิตซึ่งเหนือกว่าค่าย Yamaha เพียงทีมเดียวเท่านั้น โดยนักแข่งที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของทีมคือแบรนด์ บินเดอร์ ที่อยู่อันดับ 7 บนตารางคะแนนสะสมของนักแข่ง ซึ่งฟอร์มของ RC16 ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในตอนนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้มีกระแสข่าวลือกลับมาอีกครั้งว่า เปโดร อคอสต้า ดาวรุ่งคนสำคัญของทีมอาจย้ายออกหลังจากจบฤดูกาล ซึ่งมีข่าวเชื่อมโยงกับทีมของพ่อหมออย่าง ‘VR46 Ducati’ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้จัดการส่วนตัวของเปโดรอย่าง อัลเบิร์ต วาเลรา ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยเขายืนยันว่านักบิดในสังกัดของเขายังมีสัญญากับทีม KTM ไปจนถึงสิ้นปี 2026 และพิท ไบเรอร์เองก็ยอมรับว่าในการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี้ KTM ก็ยังไม่สามารถทำผลงานได้ตามเป้า แต่ตัวเขาก็มั่นใจว่าทีมจะมีผลงานที่ดีขึ้นจนทำให้อคอสต้าพอใจ ‘แน่นอนว่าเราไม่พอใจกับการเริ่มต้นฤดูกาลแบบนี้เลย ผลการแข่งขันมันชัดเจนอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเราจะมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัดก็ตาม ในแง่ของความเร็ว เราทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นถึงหนึ่งวินาทีจากที่เคยทำไว้ในรายการอาร์เจนตินา GP ครั้งก่อนผลการควอลิฟาย Q2 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเรามีเพซที่ดี แต่เรายังไม่สามารถรักษาความเร็วนี้ไว้ได้ตลอดการแข่งขัน’ ‘ตอนนี้เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางแก้ไข เราต้องการส่งทีมทดสอบลงไปวิ่งที่เฆเรซเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อทดสอบที่ไม่ได้อยู่ในแผนเดิมด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายที่เราได้รับแจ้งยกเลิก เพราะสนามยังไม่พร้อมใช้งานหลังจากเกิดน้ำท่วมครั้งล่าสุด

Panigale V2 Bayliss หล่อเด่นด้วยช่วงล่างเทพและแบตลิเธียม แล้วล่าสุด Ducati ก็ได้ทำการเปิดตัว Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผิดความคาดหมายไปจากที่คาดการณ์กันเล็กน้อย เนื่องจากมันดันเป็นโมเดลพิเศษที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากเจ้า V4 ซะอย่างนั้น มันเป็นสปอร์ตไบค์ที่โดดเด่นด้วนสีสันและหมายเลขแข่งที่มาจากแชมป์โลก 3 สมัยอย่าง Troy Bayliss นักแข่งรถมืออาชีพจากแดนจิงโจ้ นั่นเอง แน่นอนว่ามันไม่ได้มีดีแค่สีที่ทำให้ราคาแพงขึ้นไปเป็น 20,990 ยูโรหรือราวๆ 814,000 บาท เพราะมันมีออปชันที่เพิ่มเติมเข้ามาให้สมราคามากยิ่งขึ้น จุดแรกเลยคือระบบกันสะเทือนทั้งและกันสะบัด Ohlins โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค NX30 ด้านหลัง TTX36 และกันสะบัดเรียกว่าตรงนี้ก็หลายแล้ว นอกจากนี้แล้วตัวรถจะเป็นเบาะนั่งตอนเดียวและใส่แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนมาให้ด้วยเลย ซึ่งช่วยให้น้ำหนักรถนั้นเบากว่าโมเดลพื้นฐานถึง 3 กก. เลยทีเดียว ส่วนเครื่องยนต์ยังคงไม่เปลี่ยนไป ยังคงเป็นเครื่อง Superquadro 2 สูบขนาด 955 ซีซีที่ผ่าน Euro5 แล้ว และเคลมแรงม้ามาที่ 155 แรงม้าที่ 10,750 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ แน่นอนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยก็ยังคงเดิมไม่ได้อัปเกรดเพิ่มเติมแต่อย่างไร นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างลายเซ็นต์บนถังน้ำมัน แผงคอที่มีเลขนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันของรถแต่ละคันตามแบบของรถพิเศษจำนวนจำกัดนั่นเอง โมเดลนี้จะเป็นโมเดลแบบจำนวนจำกัด แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีการระบุว่าจะมีการผลิตกี่คันก็ตาม งานนี้จะเข้ามาจำหน่ายในไทยกี่คันก็ต้องรอลุ้นกันนะครับ แต่คิดว่าก็น่าจะมีนำเข้ามาแน่ๆ โดยเดาจากเจ้า Desert Sled Fast House ที่ทาง Ducati Thailand รายใหม่ได้นำมาเปิดพรีออเดอร์และขายหมดไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที โมเดลพิเศษและเป็นรถสปอร์ตก็น่าจะมีแนวโน้มขายดีด้วยเช่นกัน เว้นแต่ว่าราคาจะแรงจนเกินงาม เพราะอาจจะทำให้คนไปสนใจรุ่นพี่พิกัดตัวพันซะมากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Saluto 125 กับ 7 ข้อดีที่ยังสงสัยว่าทำไม Suzuki Thailand ไม่เอามาขาย Suzuki Saluto 125 สกู๊ตเตอร์หน้าตาดีเปิดตัวที่ไต้หวันตั้งแต่ปี 2020 มาปีนี้ก็มีสีสันเพิ่มเติมอีก 2 สี แต่อย่างไรก็ดีที่บ้านเราประเทศไทย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะนำมาจำหน่าย ทั้งๆ ที่ก็มีแฟนๆ เรียกร้องกันอยู่จำนวนมาก มาวันนี้ก็เลยขอพามาดูข้อดีต่างๆ ของเจ้าซาลูโต้คันนี้ว่ามันมีข้อดีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดีไซน์สวย แปลกตา ตัวรถนั้นได้ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนมาออกแบบให้ โดยมีดีไซน์แบบสมมาตรกันทั้งซ้ายและขวา มีดีไซน์ในแบบของมิกซ์แอนด์แมตช์ออกมาได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ Suzuki Eco Performance หรือ SEP ที่พัฒนาและออกแบบในประเทศญี่ปุ่น ออกแบบให้มีการสึกหรอน้อย แต่ให้สมรรถนะสูงและยังคงประหยัดน้ำมัน เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำมันและขับขี่ในเมือง เบาะนั่งต่ำดีไซน์หรู เบาะนั่งของซารูโต้มีดีไซน์แบบคลาสสิคด้วยการเดินด้ายคู่ และสีเบาะจะเปลี่ยนไปตามสีหลักของตัวรถเพื่อให้เข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีความสูงเพียง 760 ม.ม. ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายทั้งชายและหญิง และยังไม่ทิ้งความนุ่มสบายอีกด้วย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดกำลังดี ช่องเก็บของใต้เบาะของซาลูโต้แม้จะไม่ได้ใหญ่ระดับแนวหน้า แต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกกันน็อกและข้าวของกระจุกกระจิกได้อีกประมาณนึง แต่ที่เด็ดคือตัวเบาะจะมีเด้องเปิดขึ้นอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือยก ช่วยให้สะดวกได้อีกระดับ ระบบไฟ LED รอบคัน ไฟส่องสว่างด้านหน้าเป็น LED ที่ออกแบบตัวโคมมาให้สามารถส่องสว่างได้เป็นอย่างดี พร้อมกับยังให้กลิ่นอายแบบคลาสสิคเรโทร ขณะเดียวกันไฟเดย์ไทมรันนิงไลท์แบบบิลต์อินในตัวรถพร้อมกับไฟเลี้ยวด้านในดูสวยงามลงตัว ขณะที่ไฟท้ายเองก็เป็น LED แบบแท่งสวยงาม แต่มีไฟเลี้ยวแยกออกไปที่ด้านข้างตัวรถ เรือนไมล์แบบผสมดีไซน์คลาสสิค เรือนไมล์เป็นแบบผสมอนาล็อกและดิจิทัล LCD ที่สามารถแสดงผลได้ชัดเจนแม้ยามแสงจ้า ด้วยเซ็นเซอร์แสงที่ช่วยให้หน้าจอปรับความคมชัดได้ตามสภาพแสงภายนอก พร้อมกับปุ่มปรับเปลี่ยนการแสดงผลที่แฮนด์บาร์ที่ช่วยให้เรือนไมล์กันน้ำเข้าได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบคีย์เลส ตัวรถใช้ระบบสตาร์ทแบบไม่ต้องใช้กุญแจหรือคีย์เลสสตาร์ท เพียงอยู่ในระยะ 1.5 เมตร ก็สามารถที่จะปลดล็อกรถ รวมถึงใช้งานสวิตช์ควบคุมเปิดเบาะหรือเปิดฝาถังน้ำมันได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ที่แผงควบคุมยังมีช่อง USB สำหรับจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ก็เรียกว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่มีความสวยงามและมีลูกเล่นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ เพียงแต่ว่าโมเดลนี้จำหน่ายในประเทศไต้หวัน แต่สาวกชาวไทยก็ดูเหมือนจะสนใจกับโมเดลนี้ค่อนข้างมากและได้แต่ภาวนากันว่าตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราจะสนใจนำมาผลิตและขายในไทยกับเขาบ้าง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ThaiGP 2021 ยกเลิกแล้วหลังโควิดระบาดหนักจน Dorna ออกประกาศ สดๆ ร้อนๆ และน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องบอกเลยว่าเซ็งมากๆ กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย หลังล่าสุดทาง FIM, IRTA และ Dorna Sport ต้องออกมาประกาศยกเลิกการแข่งขัน OR Thailand Grand Prix ซึ่งเดิมทีจะต้องจัดการแข่งขันสนามที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในวันที่ 15 – 17 ตุลาคมนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายๆ อย่างเต็มที่ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันไป ทั้งนี้การแข่งขัน MotoGP จะกลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในปี 2022 และตอนนี้กำลังจะมีการพิจารณาที่จะจัดรายการทดแทนอยู่ โดยจะมีการอัปเดตให้ทราบในโอกาสถัดไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM RC 8C ตัวแรงสเปกรถแข่ง สำหรับซิ่งในสนามเท่านั้น เรียกได้ว่าคลอดออกมาจากพิทเลนแล้วคลานเข้าไปพร้อมวิ่งบนกริดทันทีสำหรับเจ้า KTM RC 8C คันนี้ มันคือรถซิ่งสำหรับใช้งานในสนามเท่านั้น และผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น เพื่อตอบสนองนักบิดเลือดสีส้มที่ชอบที่จะพิชิตเอเป็กซ์สมกับสโลกแกน READY TO RACE! จริงๆ เจ้า RC 8C มันคือรถแข่งน้ำหนักเบาที่สร้างขึ้นมาอย่างมีจุดประสงค์ มันใช้ขุมพลัง LC8c เช่นเดียวกับเจ้า 890 Duke R ซึ่งออกแบบมาให้พร้อมใช้งานในสนามพร้อมกับของแต่งระดับไฮเอนด์ เพื่อที่จะทำให้เจ้าโมเดลนี้มีความใกล้เคียงกับรถแข่งจากทีมโรงงานมากที่สุด โดยไม่ต้องการทีมงานพิเศษเพื่อมาคอยดูแลมัน หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในสนามเท่านั้น และแต่ละคันจะประกอบขึ้นด้วยมือ พร้อมขุมพลังที่ให้แรงบิดสูงพร้อมง่ายต่อการดูแลรักษา ตัวรถจะมีแฟริ่ง GRP ที่เป็นคาร์บอนเคฟลาร์ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก RC16 ห่อหุ้มส่วนขุมพลัง LC8c ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบสองสูบเรียง ขนาด 889 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุด 128 แรงม้า ติดตั้งลงบนเฟรมแบบท่อกลม 25CrMo4 ที่ทำมาจากโลหะผสมพิเศษ โครโมลีและใช้ช่วงล่างระดับโปรจาก WP ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็น WP APEX PRO 7543 โช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ขนาด 43 ม.ม. ที่ใช้วัสดุคุณภาพสูงและมีน้ำหนักเบาผลิต การันตีว่าเหมาะกับการแข่งขัน ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากทางทีมแข่งของทีมโรงงาน ด้านหลังจะเป็น WP APEX PRO 7746 โช้คเดี่ยวพร้อมตัวปรับพรีโหลดที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับผู้ขับขี่ได้ง่าย และแน่นอนว่ายังปรับไฮและโลสปีดคอมเพรสชันรวมถึงรีบาวด์ได้อีกด้วย ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้งขนาด 290 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema พร้อมเลือกสกรูไทเทเนียมมายึดจานไว้ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 พ็อต ด้านบนยังมีปั๊มบน Brembo 19RCS CORSA CORTA หรือที่บ้านเราชอบเรียก ปั๊มบนอิตาลีใหม่ เพื่อให้เบรกได้ดั่งใจนึก และด้วยการที่มันเป็นรถสนามมันจึงเลือกใช้ยางสำหรับแข่งอย่างยางสลิก Pirelli Diablo Slick SC1 รัดที่ล้อ Dymag น้ำหนักเบา พร้อมกับชุดแฟริ่งที่เลือกใช้ระบบควิกรีลีสหรือถอดไว รวมไปถึงฟังก์ชั่นสำหรับสนามอย่างแท้จริงอย่างหน้าจอเรือนไมล์ ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมตัวเก็บข้อมูลหรือดาต้าล็อกเกอร์ AIM MXS 1.2 RACE ซึ่งสามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปวิเคราะห์และพัฒนาได้ผ่านแอพ AIM Race Studio สรุปสั้นๆ กันอีกที: 100 คันเท่านั้น ประกอบมือและใช้งานในสนามเท่านั้น แรง 128 ม้า น้ำหนักรถเปล่า 140 กก. ทำให้ได้อัตราส่วนแรงม้าใกล้เคียง 1:1 มาก ปลายท่อสูตรไทเทเนียม Akrapovic แอร์บ็อกซ์และกรองอากาศแบบเรซซิ่ง เฟรมสั่งถามพิเศษจากวัสดุโครโมลี 25CrMo4 โช้ค WP APEX PRO ระบบเบรกสเปกซิ่งจาก Brembo ล้อน้ำหนักเบาพิเศษจาก Dymag โดยจะเปิดให้พรีออเดอร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 21.00 น.ในบ้านเรา โดยลูกค้าผู้ซื้อรถจะมีโอกาสเข้าร่วมงานพิเศษได้ขี่รถกับเทสต์ไรเดอร์ของทาง Red Bull KTM Factory Racing ซึ่งได้แก่ Dani Pedrosa และ Mika Kallio พร้อมรับเทคนิคแบบเต็มๆ ที่สนาม Circuito de Jerez สำหรับลูกค้า 25 คนเท่านั้น และคนที่เลือกที่จะไปสัมผัสประสบการณ์ในสนามแข่งกับทางค่าย จะได้รับชุดแพ็กเกจพิเศษของ KTM RC 8C เป็นเรซแทร็กแพ็กเกจ ซึ่งจะเพิ่มล้ออีก 1 ชุด จานเบรกหน้าหลังอีก 1 ชุด แพ็ดด็อกสแตนด์ 1 ชุด ผ้าวอร์มยาง และพรม KTM Race carpet อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R คว้าดับเบิ้ลโพเดียม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ยึดจ่าฝูงตารางคะแนนต่อเนื่อง ศึก AMA Supercross 2024 ที่เซนต์หลุยส์ พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” สังกัด Team Honda HRC บิดสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF 450R สร้างผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ควงคู่คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ขณะที่ตารางคะแนนสะสม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับ 1 ในการแข่งขันศึก AMA Supercross 2024 สนามที่ 12 ซึ่งดวลกันที่เซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแข่งขันในสนามที่ 12 จัดกันในรูปแบบ Triple Crown โดยนำผลงานที่ดวลกันทั้ง 3 เรซมาตัดสิน โดย “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF 450R หมายเลข 96 ปลดล็อคคว้าโพเดียมมาครองได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับ 8 ในเรซแรก และการขึ้นโพเดียมอันดับ 2 ในเรซที่สอง ตามด้วยจบอันดับที่ 4 ในเรซที่สาม ขณะที่ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R หมายเลข 18 บิดคว้าโพเดียมอันดับที่ 2 ในเรซแรก ส่วนเรซที่สองยังคงทำผลงานได้ดีแต่มีการปรับโทษจากอุบัติเหตุในการแข่งขันจึงอยู่ในโพเดียมอันดับที่ 3 โด ยในเรซที่สามโชคร้ายถูกชนระหว่างการแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บแต่ยกรถขึ้นบิดต่อจบในอันดับที่ 21 โดยผลการแข่งขันจัดลำดับแบบโอเวอร์ออล (Overall) “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 มาครอง และ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” รั้งอันดับที่ 8 สำหรับตารางแชมป์เปี้ยนชิพ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับที่ 1 ต่อเนื่องด้วยคะแนนสะสม 244 คะแนน ขณะที่ “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” ขยับขึ้นมารั้งท็อป 10 ได้เรียบร้อยด้วยคะแนนสะสม 133 คะแนน ทั้งนี้การแข่งขัน AMA Supercross 2024 สนามที่ 13 จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะไปดวลกันที่ Gillette Stadium ใน Foxborough, MA ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ MotoGP เป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการสองล้อกันเลยทีเดียวของดีลธุรกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน MotoGP นั่นเอง แล้ว Liberty Media คือใคร ทำธุรกิจอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ลิเบอร์ตี้มีเดียคือเจ้าของสิทธิ์ Formula 1 นั่นเอง เรียกว่าอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เพียงแต่จำนวนล้อไม่เท่ากันและรูปแบบการแข่งขันก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร รวมถึงยังประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ การสื่อสาร และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางลิเบอร์ตี้เองก็มาซื้อหุ้นของทาง Dorna ไปมากถึงราว ๆ 86% ใช้เงินไปกว่า 3.5 พันล้านยูโร หรือราว ๆ 138,000 ล้านบาท โดยทางดอร์น่าเองยังถือหุ้นไว้เอง 14% ผ่านข้อตกลงใหม่ซึ่งทาง Dorna Sports S.L., ที่ถือสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอด MotoGP อยู่จะยังคงทำดำเนินธุรกิจอยู่อย่างอิสระเช่นเดิม เพียงแต่เป็นส่วนนึงของทางกลุ่มธุรกิจลิเบอร์ตี้มีเดียเท่านั้น ทั้งนี้การแข่งขันอื่น ๆ ที่ทางดอร์น่าดูแลเองก็จะตกอยู่ภายใต้ลิเบอร์ตี้มีเดียด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Moto2, Moto3, WorldSBK, MotoE, Junior GP, Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup, MiniGP และ MotoGP Rookies Cup นอกจากนี้ทาง Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของทางดอร์น่าที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1994 เองก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปเช่นเดิม และทำธุรกิจต่อไปร่วมกับทีมบริหารของเขา และเบสก็จะยังคงอยู่ที่เมืองมาดริดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป ซึ่งทาง Greg Maffei ประธานของฝั่งลิเบอร์ตี้มีเดียก็ออกมากล่าวในทำนองว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาเพิ่มมากขึ้นจากดีลในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่ารายการการแข่งขันนี้มีฐานแฟน ๆ ที่ติดตามที่ดีและเหนียวแน่น มีการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเงินไหลเวียนมาก มีศักยภาพในการทำเงินนั่นเอง และเขาเองก็ตั้งใจจะมาพัฒนาและเพิ่มยอดผู้ชมหรือแฟน ๆ MotoGP ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทางซีอีโอของทางดอร์น่าเองก็มองว่านี่คือมุดหมายสำคัญของการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ซึ่งทางลิเบอร์ตี้มีเดียนั้นชำนาญงานทางด้านนี้ และจะช่วยเพิ่มฐานคนดูให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน สุดท้ายดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะมีผลอะไรต่อรายการแข่งขันรายการโปรดของพวกเขาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าต้องมีอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยัน แต่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องค่าตั๋วนั้นจะต้องแพงขึ้น เนื่องจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจ และอาจจะมีผลดีเรื่องคุณภาพการถ่ายทอดสด หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการถ่ายทอดสดก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125 สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16

Tough Cafe คอมมูนิตี้แห่งใหม่ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์ ถ้าให้พูดถึงศูนย์บริการเซอร์วิสรถจักรยานยนต์คุณภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศ “Club moto” คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน กับศูนย์บริการอะไหล่ของแต่งและเซอร์วิสรถจักรยานยนต์ครบวงจร ที่เปิดให้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ มีข่าวดีเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ กับการเปิดตัวคอมมูนิตี้สไตล์ไบค์เกอร์ เอาใจคนรัก 2 ล้อ ที่จะเข้ามารับประทานอาหารหรือจิบกาแฟชิล ๆ ชมบรรยากาศภายในร้าน ที่มีกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์ พร้อมของประดับตกแต่งอย่างรถมอเตอร์ไซค์คัสตอม ที่เรียกได้ว่าหายากที่สุด มารวมอยู่ที่เดียวกันในที่แห่งนี้ กับ “Tough Cafe (ทัฟ คาเฟ่)” และในโอกาสนี้ทีมงาน SuperBike Thailand จะพามาส่องสำรวจ Tough Cafe แห่งนี้ ไปพร้อมกับการสัมภาษณ์พูดคุยแบบเป็นกันเอง สบาย ๆ กับบอสใหญ่ หัวใจไบค์เกอร์อย่าง ดร.อรรถพงษ์ สกุลศรีประเสริฐ หรือดร.ป๊อป ที่จะมาเล่าถึงที่มาที่ไปและความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเฟ่แห่งนี้ ว่ามีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไปชมกัน ดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์ สำหรับคอมมูนิตี้แห่งนี้ มีการดีไซน์ออกมาในสไตล์ Factory Loft กับโทนสีเข้ม รวมไปถึงวัสดุตกแต่งและรถคัสตอม ที่ให้บรรยากาศกลิ่นอายของความเป็นคาเฟ่ไบค์เกอร์สไตล์เมืองนอก ที่จะสื่อถึงผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์หรือคนที่ไม่ค่อยขับขี่รถ 2 ล้อ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับสังคม “มอเตอร์ไซต์” ขอบอกเลยว่ามีเสน่ห์ ลงตัวสุด ๆ เมนูคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟ นอกจากนี้ ทัฟ คาเฟ่ ยังคัดสรรเมนูสุดพิเศษพร้อมเสิร์ฟลูกค้า โดยเมล็ดกาแฟทางร้านได้คัดเกรดระดับท็อบของประเทศจาก Bottomless รวมไปถึงเครื่องดื่มต่าง ๆ เบเกอรี ในราคาที่ถือว่าตอบโจทย์ ไม่แพง และในอนาคตเร็ว ๆ นี้ ทางร้านจะมีเมนูอาหารที่เป็นซิกเนเจอร์กับเมนูสุดพิเศษ Off The Day อิมพอร์ตจากท้องถื่น ซึ่งจะเป็นรายการอาหารภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ เครื่องแกงสมุนไพร เมนูเห็ดโคน ฉู่ฉี่ห่อหมก ประมาณ 2-3 เมนู เป็นต้น อีกทั้ง ทางร้านยังให้บริการเช่าพื้นที่จัดเพื่ออีเว้นท์ต่าง ๆ สำหรับลูกค้าที่ทำกิจกรรมมีตติ้งสนุก ๆ รวมไปถึง กิจกรรมคอนเสิร์ตดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดนตรีสด, แทร็ป, EDM ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับโปรโมชั่นจากร้าน สำหรับลูกค้าที่เข้ามาบริการเซอร์วิสที่คลับโมโต เช่น เอารถมาเช็คระยะ ทางร้านมีเมนูเครื่องดื่มให้ฟรี นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นบริการล้างรถฟรีสำหรับลูกค้าอีกด้วย เมื่อรู้จักคอมมูนิตี้แห่งนี้กันพอสมควรแล้ว ตอนนี้เรามาดูบทสัมภาษณ์ของ ดร.ป๊อป กันบ้าง ว่าคาเฟ่สุดชิคแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก่อนจะมาเป็น Tough Cafe สำหรับ ทัฟ คาเฟ่ เรามีความคิดที่จะเริ่มทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ซึ่งเดิมสถานที่แห่งนี้ ก่อนมาเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ในตอนนั้นเราอยากจะทำรถคัสตอม ทำร้านคาเฟ่แบบแนวสุดโต่ง แต่ทว่าช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาตลาด จึงคิดว่ายังไม่น่าคุ้มที่จะลงทุน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวแบบของร้านคาเฟ่ที่อยากจะทำ อยากจะทำคาเฟ่แนวคล้าย ๆ ร้าน Deus, Ace Cafe สไตล์อังกฤษ ซึ่งเป็นคาเฟ่ที่มีทั้งรถคัสตอม แอกเซสเซอรี่ เสื้อผ้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ครบจบหมดที่เดียว รวมไปถึง อยากจะทำคาเฟ่ให้เป็นสไตล์ของการเป็น Cafe Racer ให้เป็นสถานที่ของการรวมพลเหล่าไบค์เกอร์หลากหลายกลุ่มมาทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่น การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการเดิมพันอย่างสนุกสนาน มันเป็นความสนุกที่อยากจะหยิบยื่นเอามาทำในประเทศไทย โดยทั้งหมดนี้ เป็นแพลนที่เราจะทำเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว แต่ต้องพับโปรเจกต์ไปก่อน เพราะว่าทำแล้วกลัวไม่เกิด แต่ปัจจุบัน พอเป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ขึ้นมาแล้ว เราก็อยากทำร้าน ทัฟ คาเฟ่ แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกผมจะทำเป็นสเกลขนาดเล็ก แต่ด้วยความชื่นชอบที่จะใส่กลิ่นอายความเป็นไบค์เกอร์เข้าไป จึงออกมาเป็นรูปแบบคอมมูนิตี้อย่างที่เห็น จะมีการขยับขยายสาขาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ? สำหรับการขยับขยายในอนาคตคิดว่าไม่มี เพราะหัวใจหลักของการเปิดร้านคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมาก็คือ การพบปะกับลูกค้า หรือคนไม่ค่อยรู้จักมอเตอร์ไซค์ มาสัมผัสกับสไตล์คาเฟ่ไบค์เกอร์ มาสัมผัสกับสังคมแห่งนี้ ว่ามันมีอะไรที่พิเศษ มันมีความสนุก มันมีสไตล์ของมัน ตามเป้าหมายของเรานั่นก็คือการเนรมิตที่แห่งนี้ให้เป็นคอมมูนิตี้ของคนรักมอเตอร์ไซค์ครับ “ส่วนตัวไม่ได้ต้องการให้ลูกค้ามาเพื่อนั่งคาเฟ่อย่างเดียว อย่างคอนเซ็ปต์ที่กล่าวมาข้างต้น ว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมของคนรักมอเตอร์ไซค์ หรือคนที่สนใจในเรื่องมอเตอร์ไซค์ สร้างสังคมสำหรับคนรักรถ 2 ล้อ ได้มาพบปะพูดคุย

Honda Wave 110i 2023 กับการเปิดตัวครั้งใหม่ ในลุคสปอร์ตพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ประหยัด แรง ทนทาน ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของ Honda Wave 110i 2023 โมเดลที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในทุกภาคทั่วประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งยังครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการเปิดตัว New Honda Wave110i ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “ทุกทิศทั่วไทย เชื่อใจที่ 1” New Honda Wave110i มาพร้อมกับการออกแบบดีไซน์ใหม่ เด่นสะดุดตาด้วยลายเส้นกราฟิกใหม่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นลายด้านข้าง หรือด้านหน้า ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทั้งเพิ่มความโดดเด่นด้วยเบาะสีแดง (เฉพาะรุ่นล้อแม็กสีขาว) สะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว หน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัล ระบบไฟส่องสว่าง ถังน้ำมัน ความจุ 5 ลิตร กล่อง U Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร อีกทั้งยังมาพร้อมกับความประหยัด แรง ทนทาน กับขุมพลัง Honda Smart Engine เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของรถครอบครัว ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM – FI ให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 76.9 กม./ลิตร วิ่งได้ไกลอย่างต่อเนื่องด้วย Fuel Tank ความจุ 5 ลิตร ให้ทุกการเดินทางไม่ว่าจะเป็นภาคไหนก็เป็นเรื่องง่าย สบายใจเสมอ ทั้งยังใช้งานสะดวกด้วยหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิทัล และกล่อง U-box ขนาดใหญ่ 10 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ New Honda Wave110i พร้อมให้คนไทยเลือกเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ 1.รุ่นล้อแม็ก สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 4 สี ได้แก่ สีขาว-แดง สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-เทา และสีแดง ราคาแนะนำที่ 46,400 บาท 2.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตมือ ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,400 บาท 3.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดิสก์เบรก มี 3 สี ได้แก่ สีดำ-แดง สีน้ำเงิน-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,500 บาท 4.รุ่นล้อซี่ลวด สตาร์ตเท้า ดรัมเบรก มี 2 สี ได้แก่ สีดำและสีแดง ราคาแนะนำที่ 37,100 บาท หากใครที่สนใจ สามารถไปชมรถ New Honda Wave110i ได้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand #NewWave110i #ทุกทิศทั่วไทยเชื่อใจที่1 #Honda #HondaMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก