SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro ผลงานสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์คันล่าสุด แห่งเจ้าตำรับ ‘Motorcycle Art’ ศิลปกรรมแห่งโลกสองล้อ MV Agusta ‘ซุปเปอร์เวโลเซ่ 1000 เซเรีย โอโร่’ MV Agusta สร้างสรรค์สุนทรียภาพผสมผสานเทคโนโลยี จากสนามแข่งขันนับจาก MV Agusta GP 1972 สู่ Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นใหม่ 500 คันทั่วโลก ประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยช่างผู้ชำนาญจากเมืองวาเรเซ่ โรงงานหลักของทางค่ายผสมผสานความคลาสสิคจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยไฟหน้าทรงกลมแต่ผสานเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบแอโรไดนามิค โดดเด่นด้วยปีกที่ได้รับการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์จากอุโมงค์ลมที่เคลมไว้ว่า เสถียรอย่างเหลือเชื่อ จากเครื่องยนต์4สูบเรียง 998 c.c. ให้พละกำลัง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิด 116.5 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที วาล์วไทเทเนี่ยม ก้านสูบไทเทเนี่ยม หัวฉีด 8 หัว ล่าง 4 บน 4 เพลาลูกเบี้ยวเคลือบสาร DLC เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องทำงานได้อย่างราบรื่น แม้รอบสูงจัด แสดงผลผ่านจอ TFT 5.5 นิ้ว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครันเท่าที่ Superbike พึงจะมี รวมถึงระบบ FLC (front lift control) กันยกล้อลอย เพื่อการเร่งเร็วอย่างสมบูรณ์ โหมดขับขี่ 4 แบบ Race, Sport, Rain และ Custom ที่เปิดโอกาสให้ปรับแต่งตั้งแต่ คันเร่ง แรงบิด ระบบเบรค ไปถึงการการตั้งค่าโช้คอัพ ที่แน่นอนต้องเป็น Ohlins ทั้งหน้าหลัง รวมไปถึงกันสะบัด ปรับแบบไฟฟ้าได้ มี Cruise Control มี GPS ทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชั่น MV RIDE ลงมาที่เบรค Brembo เรเดียลเมาท์ Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 mm. และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 mm. กับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบมั่นใจสุดๆ เสริมด้วยอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยมทั้งชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ลายพิเศษ 41 ชิ้น! เบาะหนัง Alcantara คาดเข็มขัดถังน้ำมันที่ทำจากหนังแท้ ท่อ Akrapovic Titanium ออก 4 ‘Organ Style’ รวมไปถึง ‘ล้อดาว’ สุดคลาสสิคที่นำมาจาก MV Agusta F4 750 Serie Oro อันเป็น Signature รุ่นตำนานของ MV Agusta รัดด้วยยาง Pirelli Diablo SuperCorsa SP V4 รุ่นพิเศษ Red logo โดดเด่น เพื่อชิ้นงานศิลปะของ Superveloce 1000 Serie Oro คันนี้กันเลยทีเดียว สีสันที่แต่งแต้มบนเรือนร่างเป็นสีสัน Signature สุดคลาสสิคอย่าง สีเงิน Ago Silver, สีแดงมุก Pearl Shock Red และทอง Ciclistica Gold ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ครบไลน์อัพ พิถีพิถันทุกจุด เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ให้ความประทับใจสูงสุดเท่าที่ Premium Superbike คันนึงพึงมี ทั้งหมดนี้ MV Agusta จะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น สามารถเป็นเจ้าของด้วยราคาเพียง 110,895 เหรียญสหรัฐ ตีกลม ๆ 4 ล้าน

Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ ตัวแรงสเปกดุจาก Italjet เรียกว่าส่งภาพยั่วน้ำลายให้สาวกซู๊ดปากกันก่อนที่จะเปิดตัวให้เห็นแบบเต็ม ๆ คัน กับ Dragster 700 Factory โมเดลพิเศษ จำนวนจำกัด ที่มาพร้อมสเปกและออปชันดุดันจากทาง Italjet ค่ายรถอิตาลี ที่มีดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร เจ้าแดร็กสเตอร์คันใหญ่สุดของค่ายคันนี้จากภาพที่ปล่อยออกมา น่าจะยังคงสไตล์แบบเดิมของทางแดร็กเสตอร์ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายที่เฉียบคมและสีสันที่ดุดันสไตล์สปอร์ต โดยจะมาในโทนสีดำและทอง ตัดแต้มด้วยสีแดงเพื่อเพิ่มความลงตัว ขุมพลังของโมเดลนี้จะเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 700 ซีซี แบบ DOHC 8 วาล์ว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่ายระบุมาว่าจะมีแรงม้ามากถึง 68 ตัวที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 70 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีดสู่ล้อหลังด้วยระบบขับโซ่ ไม่ใช่สายพานแบบน้องเล็กไซส์ต่ำกว่า 300 ลงมาของทางค่าย จุดเด่นของโมเดลนี้ก็คือจะมาพร้อมออปชันระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ระบบไอเสียแบบเต๋มระบบจากทาง Akrapovic โช้คหลังและกันสะบัดจาก Ohlins ระบบเบรคจากทาง Brembo และฝาครอบคลัตช์ใสจากทาง DucaBike ที่ตอนนนี้ทางค่ายยังไม่ได้โชว์ให้เราเห็น ซึ่งทั้งหมดนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถที่มีในตอนนี้ ส่วนเรื่องการจะจับจองเป็นเจ้าของนั้นจะเริ่มเปิดให้จองผ่านทางเว็บไซต์ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยสามารถเข้าไปจับจองกันได้ที่เว็บไซต์ของทาง Italjet เอง ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมนั้นจะมีมาเพิ่มในวันพรุ่งนี้ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ EICMA ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเป็นการสิ้นสุดการพรีออเดอร์ หรืออาจจะปิดก่อนเมื่อจำนวนรถถึงจุดที่ทางค่ายกำหนด พรุ่งนี้ก็อย่าลืมเข้ามาติดตามข้อมูลที่มากกว่านี้จากทาง SuperBike กันด้วยนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Solar Proud 125 ราคา สเปค แฟมิลี่ไบค์คลาสสิก Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์รุ่นใหม่จากค่าย Solar ในพิกัด 125 ซีซี. พร้อมการดีไซน์แบบคลาสสิก เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว ในคอนเซ็ปต์ PAVE YOUR OWN WAY ใช้ชีวิตให้ PROUD ในแบบคุณ ราคาแนะนำ 42,900 บาท เรือนไมล์ดิจิทัล LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน พร้อมลูกเล่นกับสีหน้าจอในเวลาเปลี่ยนเกียร์ ระบบไฟส่องสว่าง Full LED ช่องเก็บของอเนกประสงค์ โช้คน้ำมัน ฝั่งประกับซ้าย เบาะชิ้นเดียวตอนยาว ที่แขวนหมวกด้านข้าง Solar Proud 125 ราคา สเปค และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 123.7 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.16 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 8.8 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 54 x 54 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 8.4 : 1 ระบบเกียร์ ธรรมดา แบบ 4 เกียร์วน ระบบจุดระเบิด CDI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง คาบูเรเตอร์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือและสตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 60/90-17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 70/90-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คคู่ เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คสปริงคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 785 X 1,930 X 1,220 ม.ม. ระยะฐานล้อ NA ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ NA ความสูงเบาะ NA น้ำหนักรถ 93 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 3.5 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ 91,95 และ E10 เทคโนโลยี ไฟหน้า LED เรือนไมล์ดิจิตอล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Solar Proud 125 อ่านบทความรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ รีวิว Solar Proud 125 แฟมิลี่ไบค์ เรียบหรู ดูดีอย่างลงตัว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Versys 650 2023 สเปคและราคา สปอร์ตทัวริ่งโฉมใหม่ Kawasaki Versys 650 ทัวริ่งไบค์โฉมใหม่ไซส์กลาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Versys 1000 โดดเด่นด้วยไฟ LED ใหม่ที่ทันสมัย กับขุมพลัง 2 สูบเรียง 649 ซีซี ให้การขับขี่ สนุก เร้าใจ ราคาแนะนำ 329,500 บาท หน้าจอสี TFT ระบบส่องสว่าง LED รอบคัน ชิลล์หน้าปรับง่าย ได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรก ABS Kawasaki Versys 650 2023 สเปค ราคาและรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 649 ซีซี แรงม้า (เคลม) NA แรงบิด (เคลม) NA ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 83.0 x 60.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.8 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง Fuel injection ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17M/C ยางหลัง 160/60 ZR17M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ ปรับระดับได้ ขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 300 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกขนาด 250 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 2,165 x 840 x 1,400 มม. ระยะฐานล้อ 1,415 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 170 มม. ความสูงเบาะ 845 มม. น้ำหนักรถ 219 กก ความจุถังน้ำมัน 21 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี หน้าจอ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ระบบไฟส่องสว่าง LED ระบบเบรก ABS แทร็คชั่นคอนโทรล สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Versys 650 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Eliminator 400 เซอร์ตัวเท่ เครื่องยนต์แจ่ม จาก Kawasaki พบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ รีวิวและทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBikeThailand ก็ได้มีโอกาสจับตัวโมเดลครูเซอร์รุ่นใหม่อย่าง Eliminator 400 จากค่ายคาวาซากิ มาทดสอบความเร็ว การเลี้ยวทางโค้ง ระบบเบรกและฟีลลิ่งช่วงล่าง บนสนามแข่ง พีระ เซอร์กิต เดี๋ยวมาดูกันว่า โมเดลรุ่นนี้จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ เทคโนโลยีและช่วงล่าง ฟีลลิ่งการขับขี่ ตอบโจทย์ได้มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันครับ ก่อน รีวิว Eliminator 400 เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโมเดลรุ่นนี้กันก่อน สำหรับเจ้า Eliminator มีสตอรี่เรื่องราวมาอย่างยาวนานกันเลยทีเดียว โดยถูกผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกในปี 1985 จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีด้วยกันถึง 9 โมเดล โดยมีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือกตั้งแต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซี สำหรับรุ่นแรกที่ถูกผลิตขึ้นมาก็คือ ZL900 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันกับรถที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้นอย่างเจ้า GPZ900 และรุ่นสุดท้ายคือ Eliminator 125 สำหรับโมเดลล่าสุดที่เปิดตัวมานั้น มีการออกแบบมาในสไตล์รถครูเซอร์ย้อนยุค แต่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับโฉมสีดำที่ให้ความ เท่ สุขุม พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลม ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน เรือนไมล์ดิจิทัล LCD ถังน้ำมันทรงหยดน้ำความจุ 13 ลิตร บวกกับเฟรมโครงเหล็กกล้า ที่ได้รับการออกแบบมาจาก Ninja400 ผสมกับการออกแบบ Long and Low ที่มี Geometry ที่ทำให้รู้สึกว่าเบาและนั่งสบายในเวลาขับขี่ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Ninja400 กับ 2 สูบเรียง 399 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 10,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที ถือว่าให้ความเร็วมาได้ดี ในโมเดลพิกัดนี้ ต่อกันที่ช่วงล่าง โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 มม. โช้คหลังสตรัทสปริงคู่ สามารถปรับระดับให้เหมาะกับกับตัวผู้ขับขี่อีกด้วย ส่วนเบรกหน้า-หลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 310 มม.และ 240 มม. ล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16 นิ้ว และเสริมด้วยยางหน้า-หลังขนาด 130/70 และ 150/80 ตามลำดับ ส่วนฟีเจอร์ตัวรถ เริ่มด้วยหน้าจอเรือนไมล์ LCD ที่แสดงผลฟังก์ชันครบครัน ระบบเทคโนโลยีกับหน้าจอ LCD Full Digital พร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น “RIDELOGY” ซึ่งประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น Vehicle Info, Riding Log, Telephone Notice, Tuning-General Setting รวมถึงระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ABS ที่จะมาช่วยลดระยะการเบรกได้นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่ หลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่กันไปแล้ว ฟีลลิ่งที่รู้สึกอย่างแรกเลยก็คือ ท่านั่งการขับขี่ โดยความยาวระหว่างแฮนด์กับเบาะผู้ขับขี่ไม่ห่างมากจนเกินไป ที่พักเท้าอยู่นตำแหน่งที่พอดี ทำให้นั่งแล้วรู้สึกหลังตรง นั่งสบาย ไม่งอเข่า บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างมาก ทำให้ตำแหน่งการวางแขนเป็นธรรมชาติ ความสูงเบาะรู้สึกได้ว่าพอดี นั่งคร่อมแล้วขาไม่ลอยเลยกับส่วนสูงที่ 170 -175 ซม. แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเบาะผู้ขับสามารถปรับระดับได้นั่นเอง หายห่วง ขี่แล้วสนุก ให้ความสปอร์ตในสไตล์ย้อนยุค ส่วนเครื่องยนต์ อย่างที่กล่าวมาว่าโมเดลรุ่นนี้ ออกแบบพื้นฐานเครื่องยนต์ตัวเดียวกับโมเดล Ninja 400 พอขับขี่แล้วให้ฟีลลิ่งของความเป็นรถสปอร์ตในตัวครูเซอร์ ในความเร็วสูงสุดที่สัมผัสได้ในสนามแข่งเกือบ ๆ 150 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสมกับการออกทริป เดินทางไกลในระยะ 200 – 300 กม. ได้สบาย ๆ ถือว่าตอบโจทย์ ช่วงล่างนุ่มนวล ปลอดภัย ส่วนช่วงล่างโช้ค ดิสก์เบรกหน้า-หลัง กับล้อหน้า 18 นิ้ว ล้อหลัง 16