

บรรยากาศการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2026 เดินทางมาถึงจุดตึงเครียดอีกครั้ง หลังจบการแข่งขันรายการ Italian Grand Prix ณ สังเวียน Autodromo Nazionale Monza เมื่อ ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) แชมป์โลก 7 สมัย ออกมาให้สัมภาษณ์เชิงตัดพ้อถึงการบริหารจัดการของทีม Scuderia Ferrari อย่างดุเดือด การที่ Lewis Hamilton ชี้ Ferrari พลาดโอกาส ในการให้การสนับสนุนเขาเพื่อลุ้นแชมป์โลกอย่างเต็มตัว กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้า ข่าวมอเตอร์สปอร์ต เนื่องจากความล่าช้าในการตัดสินใจเลือก “นักขับหมายเลขหนึ่ง” ทำให้ทีมสูญเสียคะแนนสำคัญให้กับคู่แข่งตัวฉกาจไปอย่างมหาศาล

เสียงสะท้อนความผิดหวังจาก Monza: “มันสายไปหลายสัปดาห์แล้ว” Motorsport.com
แฮมิลตันยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่ทีมเพิ่งจะมาพิจารณาเรื่องการให้สิทธิพิเศษในการแข่งขันตอนนี้ถือเป็นความผิดพลาด เพราะแต้มสะสมถูกทิ้งห่างจากทีม Mercedes ไปไกลเกินกว่าจะกอบกู้สถานการณ์ได้แล้ว
ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่มอนซา แฮมิลตันเปิดเผยความรู้สึกถึงความไม่ชัดเจนเรื่องกฎการต่อสู้กันเองในทีม (Rules of Engagement) โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ที่เขาถูก ชาร์ลส์ เลอแคลร์ (Charles Leclerc) เพื่อนร่วมทีมขับเบียดจนหลุดแทร็ก
“จากสถานการณ์ในวันนี้ เราสูญเสียระยะห่างของคะแนนสะสมให้กับพวกเขา (Mercedes) ไปมากเกินไปแล้ว” แฮมิลตันกล่าวอย่างมีอารมณ์ “มันสายเกินไปมากๆ สำหรับการที่การตัดสินใจเรื่องนี้จะเพิ่งเกิดขึ้น มันช้าเกินไปหลายสัปดาห์ สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือพยายามตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นรอยร้าวภายในพิทวอลล์ และการถอดใจกับการล่าแชมป์โลกสมัยที่ 8 ในฤดูกาลนี้

ย้อนรอยความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์จาก Dutch GP สู่ Italian GP
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่การแข่งขันที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อ Ferrari เลือกที่จะไม่แทรกแซงให้แฮมิลตันแซงเลอแคลร์ แม้จะอยู่ในกลยุทธ์ยางที่ได้เปรียบกว่า ส่งผลให้เสียอันดับและแต้มสำคัญไปอย่างสูญเปล่า
หากย้อนกลับไปในการแข่งขัน Dutch Grand Prix ที่สนาม Zandvoort รอยร้าวเรื่องการจัดการทีมออเดอร์ (Team Orders) ของเฟอร์รารีได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ในช่วงการแข่งขัน แฮมิลตันสามารถไล่จี้ติดเลอแคลร์ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากอยู่บนกลยุทธ์ยางทางเลือกที่สดกว่า เขาได้ร้องขอผ่านวิทยุสื่อสารหลายครั้งให้ทีมสั่งเปิดทางเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการไล่ล่ากลุ่มนำ
ทว่าทีมกลับมีความลังเลและปฏิเสธที่จะออกคำสั่งโดยตรง ก่อนจะแก้ปัญหาด้วยการเรียกเลอแคลร์เข้าพิทในอีกหลายรอบต่อมา ความล่าช้าในการตัดสินใจส่งผลให้แฮมิลตันเสียเวลาอันมีค่าบนแทร็ก และจบการแข่งขันในอันดับที่ 4 ตามหลัง จอร์จ รัสเซลล์ (George Russell) จากเมอร์เซเดส การเสียคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขามีแต้มตามหลังผู้นำดาวรุ่งอย่าง คิมี อันโตเนลลี (Kimi Antonelli) ในตารางแชมเปียนชิพถึง 59 คะแนน
ความคิดเห็นของ SuperBike x SuperDrive
SuperBike x SuperDrive มองว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจาก “ความเกรงใจ” และการเมืองภายในทีมเฟอร์รารี ที่ไม่กล้าฟันธงเลือกระหว่างนักขับระดับตำนานกับลูกหม้อของทีม จนทำลายโอกาสของทั้งคู่
ในมุมมองของทีมงาน SuperBike x SuperDrive สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Scuderia Ferrari สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนคลาสสิกของทีมม้าลำพอง นั่นคือ “ความลังเลในการจัดการอีโก้ของสองนักขับระดับท็อป” ในขณะที่ทีมอย่างเมอร์เซเดส หรือเรดบูลล์ มีความชัดเจนในการประเมินและทุ่มเททรัพยากรให้นักขับที่มีโอกาสคว้าแชมป์โลกมากกว่า เฟอร์รารีกลับเลือกที่จะรักษาน้ำใจของทั้งแฮมิลตันและเลอแคลร์ จนลืมประเมินภาพรวมทางคณิตศาสตร์ของตารางคะแนนสะสม
การเซ็นสัญญาดึงตัวแฮมิลตันเข้ามาร่วมทีม ย่อมมาพร้อมกับเป้าหมายสูงสุดในการล่าแชมป์โลกสมัยที่ 8 แต่เมื่อทีมไม่สามารถมอบสถานะ “หมายเลขหนึ่ง” ให้เขาได้ในช่วงเวลาสำคัญที่มีลุ้นบี้ทำแต้มเหนือคู่แข่ง มันจึงกลายเป็นการทำลายศักยภาพของรถแข่ง และสร้างความตึงเครียดอย่างไม่จำเป็น หากเฟอร์รารีต้องการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ให้ได้ พวกเขาจำเป็นต้องลดความเกรงใจและเด็ดขาดในการวางกลยุทธ์มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ฤดูกาล 2026 ก็จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ตำนานสีแดงต้องมองคู่แข่งฉลองความสำเร็จ
แฟนมอเตอร์สปอร์ตคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เฟอร์รารีควรใช้อำนาจเด็ดขาดในการสั่ง Team Orders ตั้งแต่แรกหรือไม่ อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com
A: แฮมิลตันเปิดเผยว่าทีมตัดสินใจช้าเกินไปในการมอบสิทธิพิเศษและใช้งานคำสั่งทีม (Team Orders) ทำให้เขาเสียคะแนนสะสมจำนวนมากให้กับนักขับจากทีม Mercedes
A: เริ่มปรากฏชัดเจนจากการแข่งขัน Dutch Grand Prix ที่ทีมปฏิเสธการออกคำสั่งเปิดทางให้แฮมิลตันแซง Charles Leclerc ทั้งที่อยู่ในกลยุทธ์ยางที่เร็วกว่า
A: แฮมิลตันมีคะแนนตามหลังผู้นำจากทีม Mercedes อย่าง Kimi Antonelli ถึง 59 คะแนน ทำให้โอกาสในการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 8 ในฤดูกาลนี้เป็นไปได้ยากมาก











































