SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิว Triumph Speed 400 โมเดิร์นคลาสสิก ไซส์เล็ก จากค่ายผู้ดี เป็นกระแสในหมู่ไบค์เกอร์ไม่ใช่น้อย หลังจากเปิดราคาครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่ผ่านมาอย่างเจ้า Speed 400 คราวนี้ก็ถึงรอบการทดสอบ รีวิว Triumph Speed 400 อย่างเป็นทางการในงาน Triumph Asia Test Ride แถมบ้านเราเป็นประเทศแรกจากฝั่งเอเชียที่ได้รับโอกาสดี ๆ ในครั้งนี้ ดีไซน์สวย สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับครั้งนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า สปีด 400 ที่ถือว่าเป็นเรโทรไบค์ไซส์น้องเล็กของตระกูลสปีด ทวิน ที่มีการออกแบบดีไซน์ ถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่างโฉมรุ่น 900 และ 1200 นั่นเอง แต่เพื่อที่จะให้เหล่าไบค์เกอร์นั้นสามารถเข้าถึงตัวโมเดลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ตั้งใจผลิตเจ้าสปีด 400 แถมยังเป็นมอเตอร์ไบค์พิกัดเล็กรุ่นแรกของทางค่ายอีกด้วย เริ่มกันที่รูปลักษณ์ตัวรถที่คงคอนเซ็ปต์โมเดิร์นคลาสสิกไบค์แบบฉบับผู้ดี และยังมาพร้อมความทันสมัยทั้งลวดลายกราฟิกบริเวณถังน้ำมัน ระบบส่องสว่าง LED ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบใหม่และประทับโลโก้ทางค่ายดูสปอร์ตมากขึ้น โดยแยกไฟเลี้ยวจับยึดที่กระบอกโช้ค ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านหลังแยกกับตัวไฟหลังไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังดูเท่ ด้วยหน้าจอเรือนไมล์ดีไซน์แบบใหม่ ที่มีทั้งฟังก์ชันอนาล็อกและดิจิทัล เว้าขอบด้านข้างสำหรับตำแหน่งที่เสียบกุญแจดูสวยงาม ลงตัว กระจกข้างติดปลายแฮนด์เพิ่มความหล่ออีกไปอีกขั้น ส่องลงมาดูตัวบอดี้ที่ใช้เฟรมถัก เสริมซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์ โดยยึดกับสวิงอาร์มแขนคู่ รวมถึงตัวคอท่อไอเสียแบบสแตนเลสสองชั้น เครื่องยนต์ TR Series สูบเดียวพิกัด 400 ซีซี ต่อกันด้วยขุมพลังกับเครื่องยนต์ TR-Series แบบสูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์จาก Bosch ระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกันพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ติดมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 13 ลิตร แถมเครื่องยนต์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย Euro5 ช่วงล่างแจ่ม ระบบช่วงล่างกับโช้คหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 140 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมซับแทงค์และสามารถปรับพรีโหลดได้ โดยให้ระยะยุบที่ 130 มม. พ่วงกับระบบดิสก์เบรกหน้า 300 ม. คาลิเปอร์เรเดียลสี่ลูกสูบจาก Bybre ด้านหลังเป็นจานดิสก์ขนาด 230 มม.คาลิเปอร์ลูกสูบเดียว ที่มาพร้อมกับระบบ ABS Dual Channel ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมอัลลอยดีไซน์แบบ 5 ก้าน โดยขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า 110/70 และยางหลัง 150/60 เทคโนโลยีเหนือขั้น มีแทร็คชันคอนโทรล ในส่วนของฟีเจอร์ที่ติดมาให้ใช้งานถือว่าค่อนข้างครบครันทีเดียว นอกจากที่กล่าวไปทั้งตัวเรือนไมล์อนาล็อกดิจิทัล ระบบไฟ LED และระบบ ABS แล้ว ตัวรถยังมีระบบ TTC หรือ แทร็คชันคอนโทรล ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองการควบคุมแรงบิดได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ด้วยช่องชาร์จ USB Type C บริเวณด้านข้างของตัวเรือนไมล์มาให้อีกด้วย ฟีลลิ่งการทดสอบขับขี่ เอาหล่ะหลังจากพูดถึงตัวรถกันไปแล้ว และนี่คือครั้งแรกที่แอดมินและสื่อมวลชนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Triumph Speed 400 ปักหมุดรันเวย์เส้นทางพัทยา เดี๋ยวเรามาพูดถึงฟีลลิ่งหลังการทดสอบขับขี่ ว่ามันจะถูกใจมากน้อยแค่ไหนกันเชียว รูปร่างดี ขี่ง่าย แถมคล่องตัว เริ่มด้วยท่านั่งการขับขี่ นั่งสบาย หลังไม่ตรงจนเกินไป ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางไกล ๆ รู้สึกไม่เมื่อยล้า และส่วนตัวแอดมินเองที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. พอคร่อมตัวรถแล้ว ขาแตะพื้นสบาย ๆ ไม่เหยียดและไม่งอจนเกินไป เชื่อว่าคนที่มีส่วนสูงเกินแอดมินขึ้นไป ไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้ซักเท่าไหร่ สำหรับคนรูปร่างตัวเล็กซัก 160 อาจจะต้องขยับสรีระมาด้านหน้าชิดถังน้ำมันมากขึ้น หรือใช้ขาข้างหนึ่งยันพื้น ส่วนอีกข้างให้แตะที่พักเท้าได้ ส่วนเบาะตอนเดียว 2 ระดับแบบขนาดใหญ่ นั่งแล้วเต็มก้นสบาย ส่วนตำแหน่งพักเท้าที่เยื้องไปด้านหลังน้อย พอนั่งขี่แล้วให้รู้สึกถึงอารมณ์เหมือนขับขี่โมเดลสปอร์ตเลยทีเดียว ส่วนระยะแฮนด์ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ถือว่ากระชับ คอนโทรลการเลี้ยวได้ง่ายและไม่กว้างจนเกินไป แต่ถ้าหากจะเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ซอกแซกช่วงรถติดในเมืองมากขึ้น อาจจะต้องปรับตำแหน่งกระจกข้างย้ายที่ประกับแฮนด์เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย มาพูดถึงมุมมองการขับขี่ ส่วนนี้มองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าได้ชัดเจน กระจกข้างมองเห็นด้านหลังชัดเจนแถมไม่บดบังสายตาในเวลาขับขี่

อลังการกว่าเดิม Honda AT Mega Fest 2024 ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยงานครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมยานยนต์ออโตเมติก ที่ถูกนัดรวมพลที่เยอะที่สุดในปีนี้ เป็นการรวมพลชาว Honda AT ทุกรุ่น เข้ามาร่วมกิจกรรมกันอย่างแน่นหนา ตั้งแต่เที่ยงวัน ยัน เที่ยงคืน ณ ศูนย์การค้า Bravo BKK เรามาเริ่มกันเลยว่ากิจกรรมนี้มีอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่เที่ยงวันกลุ่มรถ Honda AT เริ่มทะยอยเข้างานกันมาแบบเป็นคาราวานจากตัวแทนจำหน่ายฮอนด้าในระแรกกรุงเทพที่เข้างานมาต้องมีร่วม 600 คัน จากการลงทะเบียน พื้นที่จัดงานครั้งนี้ไม่ต้องห่วงเลย 2000 ตารางเมตร จอดได้สบายๆ หายห่วง พร้อมกับเวลา 13.00 น. พร้อมกับกิจกรรมร่วมสนุกมากมายทั้งการทดสอบชอบรถภายในงาน กิจกรรมแอคทิวิตตี้ ปีนหน้าภาพจำลอง ร่วมสนุกกิจกรรมจากร้านค้าภายในงาน เริ่มกิจกรรมเวทีใหญ่ จาก Three Man Down และ มินิคอนเสิร์ตจาก พระเอกหนุ่มสุดหล่อที่อยู่ในพรีเซ้นท์เตอร์ Giorno+ เขาก็คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่มาสร้างสีสันในงานแฟนคลับแน่นเลย พร้อมกับการเปิดตัวอิดิชั่นใหม่จากฮอนด้า ถึง 4 รุ่น ได้แก่ New PCX160, New Click 160, New ADV350 และ New Forza350 เป็นอิดิชั่นใหม่ 2024 โดยเฉพาะ Forza 350 สีใหม่สวยเขียวถูกใจถูกใจ ได้รับความสนใจจากสาวกฮอนด้าเป็นอย่างมาก ความมันส์ยังคงเดินต่อเนื่องบนเวทีใหม่ จากศิลปินชื่อดังอย่าง เจฟ ชาเตอร์ และ Lomosonic ที่นำความบันเทิงมาจัดเต็มภายในงาน พร้อมการประกาศผลรางวัลจากผู้เข้าประกวด Honda Motobike Idea Challenge และ ผู้เข้าประกวดรถจากทางบ้านที่นำรถของตนเข้าร่วมสนุกภายในงาน ปิดท้ายกิจกรรมจาก ศิลปินวง Klear จัดเต็มให้กับแฟนๆสาวกฮอนด้าที่อยู่ในงานในครั้งนี้ Honda AT Mega Fest 2024 ที่จัดขึ้นมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นมหกรรมชาวออโมเมติก 2 ล้อ ที่มีการรวมพลกว่าพันคัน บนเนื้อที่กว่า 2000 ตารางเมตร รวมร้านขายสินค้า 100 ร้านเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ร้านอาหาร กิจกรรมให้ร่วมสนุกตั้งแต่ เที่ยงวันยันเที่ยงคืน มาทีเดียวครบจบทุกอย่างที่ต้องการ และครั้งต่อไปจะเป็นเมื่อไรที่ไหน ติดตามให้ดี บอกเลย รวมกันมันใหญ่มาก… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Scorpion Traill III ยางใหม่ที่ให้คุณได้ทั้งซิ่งทั้งลุย ล่าสุดบริษัทยางระดับโลกสัญชาติอิตาลีอย่างพีเรลลีได้ทำการเปิดตัวยางมอเตอร์ไบค์รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Pirelli Scorpion Triall III ยางจากตระกูลแมงป่องที่ให้ความสปอร์ตมากที่สุดในซี่รี่ส์นี้ โดยให้การยึดเกาะและการควบคุมบนถนนดำในระดับสูง ขณะเดียวก็ยังสามารถพาคุณไปลุยทางฝุ่นได้อีกด้วย สำหรับยาง Scorpion Traill III คือยางสำหรับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมความสปอร์ตขั้นสุดในตระกูลสกอร์เปี้ยน ออกแบบมาเพื่อแอดเวนเจอร์ไบค์สมัยใหม่และมอเตอร์ไบค์ในสไตล์ครอสโอเวอร์หรือลูกผสมที่ใช้ขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น โดยยางโมเดลนี้จัดเป็นยางที่ให้ความคล่องตัวสูงและสามารถใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ในการขับขี่ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการเลือกใช้วัตถุดิบที่ทางพีเรลลีวิจัยและพัฒนาขึ้นมา สำหรับชื่อสกอร์เปี้ยนนั้นเป็นการจำแนกทันทีว่าเป็นยางในกลุ่มออฟโร้ดของทางพีเรลลี่ รวมไปถึงยางที่ใช้ในการแข่งขันทั้งโลกสองล้อและสี่ล้อ อย่างเช่นในรายการ Enduro World Championship และ Motocross World Championship ซึ่งพีเรลลีเป็นผู้นำที่ไม่มีใครโค่นล้มมาได้นานกว่า 40 ปี คว้าแชมป์โลกรวมมาแล้ว 81 สมัย แต่สำหรับยางตัวนี้มันคือยางสตรีทเอ็นดูโรที่เน้นใช้งานบนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยทางฝุ่นได้ด้วย เมื่อขี่บนทางดำยางตัวใหม่นี้จะช่วยให้รถของคุณเป็นดั่งรถสปอร์ต ด้วยการยึดเกาะที่ดีมาก ๆ การควบคุมที่ดี และความนิ่งเสถียรที่ยอดเยี่ยมแม้จะบรรทุกมาเต็มพิกัด ขณะเดียวกันบนทางเปียกเองก็สามารถทำได้ดีเหมือนยางสปอร์ตทัวริ่ง และเมื่อคุณขี่ออกจากทางดำไปลุยทางฝุ่น ร่องดอกยางตรงกลางและตามแนวขวางที่สลับสับเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณควบคุมรถและมีการยึดเกาะที่ดีได้ นอกจากนี้แล้วยังมีข้อดีอีกอย่างคือความนุ่มสบายหู หรือความเงียบนั่นเอง ซึ่งทำให้คุณขี่บนทางดำได้อย่างเพลิดเพลินใจไร้เสียงหอนรบกวน ซึ่งข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ทำยางตัวนี้ขึ้นมานั่นเอง ลายยาง ลายยางของสกอร์เปี้ยนเทรลทรีตัวนี้คือวิวัฒนาการของสกอร์เปี้ยนเทรลทู โดยมีเป้าที่จะพัฒนาความนิ่งเสถียรและความแม่นยำในการบังคับเลี้ยว และเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงมีการนำดีไซน์แห่งชัยชนะจากยางรถสปอร์ตในตระกูล DIABLO มาใช้ในยางกลุ่มสตรีทเอ็นดูโร่นั่นเอง ร่องดอกยางตรงกลางหน้ายางได้แรงบันดาลใจมาจากลาย FLASH หรือลายสายฟ้าที่โดดเด่นสะดุดตาจนเป็นที่จดจำมาจากยางตระกูล Diablo ทำหน้าที่เป็นร่องรีดน้ำและเพิ่มความนิ่งที่ด้านข้างบนพื้นผิวที่อ่อนนุ่มขณะเดียวกันก็ช่วยให้ยางนั้นมีการสึกหรอที่สม่ำเสมอทั่วกัน นอกจากนี้การสอดประสานกันระหว่างร่องดอกยางตรงกลางและร่องดอกยางที่บริเวณไหล่ยางช่วยให้ควบคุมรถได้ดีและมีการยึดเกาะที่ดีแม้กระทั่งบนทางฝุ่น เมื่อรวมลายดอกยางทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว ยางรุ่นใหม่จะนี้มีสัดส่วนระหว่างหน้าสัมผัสยางกับร่องดอกยางมากขึ้น ทำให้มีหน้ายางที่จะสัมผัสกับถนนได้มากขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้นและช่วยให้ขับขี่บนท้องถนนได้ดีมากกว่าเดิมนั่นเอง คอมปาวด์หรือเนื้อยาง Pirelli SCORPION Trail III จะใช้คอมปาวด์ยางใหม่ สำหรับยางที่เป็นเรเดียลจะใช้ส่วนผสมหลักเป็นซิลิก้า 100% ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อรีดสมรรถนะถึงขีดสุดทั้งบนทางแห้งและทางเปียก ทั้งนี้ยางหลังจะใช้เทคโนโลยีแบบดูอัลคอมปาวด์ หรือสองคอมปาวด์ในยางเดียว โดยบริเวณไหล่ยางจะใช้คอมปาวด์เนื้อนุ่มและใช้เรซิ่นพลาสติกหลายชนิดเพื่อให้มีการยึดเกาะในโค้งได้ดี บริเวณยางตรงกลางจะใช้คอมปาวด์ที่แข็งกว่า ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับยางหน้า เพื่อให้ความนิ่งที่ดี ทนทานต่อการสึกหรอ และมีอายุการใช้งานยาวนาน โครงสร้าง โครงสร้างยางหน้านั้นใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันมาพัฒนายางให้ฟีลลิ่งและการยึดเกาะที่ดี ส่วนยางตัวที่เป็นเรเดียลจะเด่นเรื่องโครงสร้างยางที่มาพร้อมใยเหล็ก 0 องศา ซึ่งจะให้ความนิ่งที่ยอดเยี่ยมแม้จะขับขี่ที่ย่านความเร็วสูง ขณะที่ยางหลังมีโครงสร้างที่แข็งแรงสูงช่วยให้ควบคุมการขับขี่ได้แบบรถสปอร์ตในทุก ๆ การใช้งานและให้ความนิ่งเสถียรแม้บรรทุกหนักเต็มอัตรา โปรไฟล์ โปรไฟล์ยางใหม่นี้พึ่งพาประสบการณ์ของทางแบรนด์ที่มีมากในการผลิตยางสปอร์ตทัวริ่ง ด้วยเทคโนโลยีมัลติเรเดียสช่วยให้ยางนิ่งแม้ขับขี่ที่ความเร็วสูง อายุการใช้งานยาวนาน และให้ฟีลลิ่งการขับขี่แบบสปอร์ต ขนาดยาง ยางหน้า ยางหลัง 120/70 ZR 17 M/C (58W) TL 120/90 – 17 M/C 64H TL 100/90 – 18 M/C 56V TL 130/80 R 17 M/C 65V TL 110/80 R 18 M/C 58V TL 140/80 R 17 M/C 69V TL 100/90 – 19 M/C 57V TL 150/70 R 17 M/C 69V TL 110/80 R 19 M/C 59V TL 160/60 ZR 17 M/C (69W) TL 120/70 R 19 M/C 60V TL 170/60 R 17 M/C 72V TL 120/70 ZR 19 M/C 60W TL 170/60 ZR 17 M/C 72W TL 90/90 V 21 M/C (54V) TL 180/55 ZR 17

Italjet ประเทศไทย ยันพร้อมรุกตลาดทั่วไทยแล้ว Italjet ประเทศไทย ยันพร้อมรุกตลาดทั่วไทยแล้ว หลังล่าสุดบริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Italjet อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดงาน Italjet Private Meeting เพื่อพูดคุยระหว่างผู้แทนจำหน่ายรถ Italjet กับคุณมัสซิโม่ ตาร์ตารินี ประธานกรรมการบริหาร Italjet ผู้ผลิตจักรยานยนต์และจัดจำหน่ายทั่วโลกจากประเทศอิตาลี และคุณนรวิชญ์ ภทรธนกฤต ประธานกรรมการบริหารบริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Italjet พร้อมเปิดตลาด Italjet ทั่วประเทศไทย สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ Italjet (อิทัลเจ็ท) แบรนด์จากประเทศอิตาลีที่มีประวัติยาวนานกว่า 65 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อปี 1959 โดยคุณลีโอปอลโด ตาร์ตารินี เกิดจากความชื่นชอบขับขี่รถจักรยานยนต์ท่องเที่ยวทั่วโลก และอยากที่จะพัฒนารถจักรยานยนต์ที่เป็นมากกว่าพาหนะ แต่แฝงไปด้วยศิลปะอีกด้วย ปัจจุบันคุณมัสซิโม ตาร์ตารินี่ ผู้สืบทอดและผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถรุ่นใหม่ ๆ เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานที่มีความรู้และมีแรงบันดาลใจ สามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.italjet.com โดยในปัจจุบัน Italjet ส่งออกจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ด้วยภารกิจที่เหมือนเดิม คือ “การสร้างงานศิลปะบนรถจักรยานยนต์” ทั้งนี้ทาง Italjet ได้มี Showroom Italjet Dragster ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนี้ 1.Area 51 Dragster กรุงเทพมหานคร 2.Raceline Superbike Studio กรุงเทพมหานคร 3.T.T. Scooter กรุงเทพมหานคร 4.Lady Moto จ.นนทบุรี 5.Sirichai Motorsales จ.ลพบุรี 6.C&C CYCLE จ.นครสวรรค์ 7.Mix Motorbike shop จ.เชียงใหม่ 8.Lifestyle Auto จ.ภูเก็ต ศูนย์บริการ Dragstar Service Center 1.Tamada Racing 2.Mr.Balon 3.Maxx Scooter 4.Song Scooter Shop 5.West Car Company 2014 ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/italjet.th Website: https://italjet-thailand.com/ Line OA: https://lin.ee/Z125CC อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 SuperBike ที่น่าสนใจในปีนี้ มีรุ่นอะไรบ้าง ตอบรับความต้องการของแฟน ๆ สายสปอร์ต กับ 5 SuperBike ตัวท็อปของแต่ละค่ายที่น่าสนใจในปี 2024 ที่รวมตัวเทพที่สุดของสายสนามแข่ง เผื่อเหล่าไบค์เกอร์ท่านไหนสนใจ อยากมีครอบครองไว้ใช้งานซักคัน พร้อมรับรองว่าไม่ผิดหวัง 1.Ducati Panigale V4R 2023 ซูเปอร์ไบค์จากค่ายปีศาจแดง ที่กำลังร้อนแรงในนาทีและได้รับการยอมรับจากแฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ด้วยรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ทรงพลัง ดุดัน เร้าใจ มาพร้อมเครื่องยนต์ Desmosedici Stradale R ขนาด 998 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 218 แรงม้าที่ 15,500 รอบ และสามารถทำเรดไลน์สูงสุดถึง 16,500 รอบ ส่วนแรงบิดสูดสุดที่ 118 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ อีกทั้งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าปีศาจรุ่นนี้ หากมีการปรับแต่งเพิ่ม เติมท่อซิ่ง จะสามารถรรีดสมรรถนะสูงสุดทะลุ 240 แรงม้าเลยทีเดียว เรียกได้ว่าโมเดลรุ่นนี้ดึงสมรรถนะจากตัวแข่ง WorldSBK และเป็นที่นิยมของทางฝั่งเอเชียและยุโรปเลยก็ว่าได้ ช่วงล่างปรับแต่งเต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้ค Ohlins NPX25/30 และโช้คหลัง Ohlins TTX36 คาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก Stylema 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบจาก จาก Brembo เช่นเดียวกัน ใช้ล้ออลูมิเนียมฟอร์จและยางซิ่ง Pirelli Diablo Supercorsa SP สำหรับรุ่นนี้เปิดราคาเริ่มต้นที่ 43,990 ยูโร หรือราว ๆ 1.7 ล้านบาท (ไม่รวมท่อซิ่ง แต่ถ้าหากจะเพิ่มคงต้องจ่ายเพิ่ม 8,654.80 ยูโรหรือราว ๆ 3 แสนต้น ๆ) ถือว่าสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว อ่านรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 2. Aprilia RSV4 FACTORY Speed White Limited Edition เทพเจ้าสามตาหรือซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธงจากสัญชาติอิตาลี ที่ถอดแบบมาจากตัวแข่งในรายการ MotoGP อย่าง Aprilia RS-GP ด้วยชิ้นส่วนตัวรถที่ถูกออกแบบให้มีความแอโรไดนามิก บวกกับเครื่องยนต์ V4 65 องศา ขนาด 1,099 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 217 แรงม้าที่ 13,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 125 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบ และน้ำหนักตัวรถประมาณ 201 กก. จึงทำให้โมเดลรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจของเหล่าไบค์เกอร์สายสปอร์ตไม่ใช่น้อย และแน่นอนยังมาพร้อมกับช่วงล่างไฟฟ้าระดับท็อปอย่าง Öhlins Smart EC 2.0 และระบบเบรกจาก Brembo พร้อมล้อตัวเทพอลูมิเนียมฟอร์จ และยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP โดยจะจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 26,499 ดอลลาร์หรือราว ๆ 913,000 บาท อ่านรายละเอียดตัวรถเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 3.Honda CBR1000RR-R SP 2024 ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงจากค่ายปีกนกโฉมปีล่าสุด ที่ถอด DNA จากโฉมรถแข่งในรายการ MotoGP อย่าง RC213V มาพร้อมกับการอัปเกรดใหม่ ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์การดีไซน์ สมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และเทคโนโลยี เรียกได้ว่าปรับใหม่รอบคันเลยก็ว่าได้ โดยเจ้า CBR1000RR-R SP 2024 มาพร้อมขุมพลัง 4 สูบเรียง ขนาด 1,000 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,000 รอบ แรงบิด 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ ช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับรุ่น Ohlins TTX36 S-EC3.0 ด้านหลังโช้คเดี่ยวแบบโปร์ลิงค์ รุ่น S-EX3.0

Benelli Tornado 400 เตรียมขายยุโรปครึ่งปีแรก 2024 สาวกสปอร์ตไบค์ไซส์เล็กอาจจะได้เฮ หลังจากทางค่ายสิงโตอิตาลีประกาศ Benelli Tornado 400 เตรียมขายในยุโรปภายในครึ่งปีแรกของปี 2024 นี้ แต่บ้านเรานั้นจะนำเข้ามาจำหน่ายด้วยหรือไม่ยังต้องติดตามกันต่อไปครับ สำหรับเจ้าสปอร์ตคันเล็กที่ตั้งเป้าดึงดูดวัยรุ่นที่อยากจะซิ่งด้วยรถที่มีขนาดกำลังพอดี สมรรถนะโอเค และมีความคล่องตัวลื่นไหล สำหรับโมเดลนี้จะมาพร้อมดีไซน์แบบโมเดิร์น มีเส้นสายที่ปราดเปรียวดูลื่นไหลคล่องตัวพร้อมเลือกใช้แฮนด์แบบจับโช้คหรือคลิปออนแบบฉบับสปอร์ตไบค์ใช้กัน แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของสวิงอาร์มเดี่ยวนั่นเอง ซึ่งรถคลาสนี้ไม่ได้มีอะไรแบบนี้กันได้ง่าย ๆ เลย ซึ่งก็บอกเลยว่าหล่อจริง ๆ ขุมพลังจะเป็นเครื่องตัวใหม่สองสูบเรียงขนาด 399 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 10,000 รอบ พร้อมกับแรงบิดสูงสุดที่ 38 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ถ่ายทอดผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวลขึ้น ช่วงล่างเลือกใช้เฟรมแบบท่อและแผ่นเพลตยึดติดเข้ากับเครื่องยนต์ และใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแรง และลดน้ำหนักของตัวรถโดยรวมลงได้เพราะใช้โลหะน้อยลง ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Marzocchi ขณะที่ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมทำงานร่วมกับกระเดื่องและโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 300 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ แต่มีปั๊มบนแบบเรเดียลแล้ว ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ด้วย ส่วนขนาดล้ออลูมิเนียมอัลลอยที่ให้มาจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางขนาด 110/70 และ 150/60 หน้าหลังตามลำดับ เรื่องของเทคโนโลยีนั้นก็ทันสมัยไม่แพ้ค่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ ใช้งานระบบนำทางได้ นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจวัดลมยาง และมีช่องจ่ายไฟแบบ USB อีกด้วย ทั้งนี้เรื่องของการวางจำหน่ายนั้นจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในช่วงครึ่งปีแรกอย่างที่กล่าวไป แต่ทั้งนี้ในส่วนของราคานั้นยังไม่ได้มีการระบุ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยนั้นคงต้องลุ้นหนักเอาหน่อย สำหรับค่ายนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายในไทยตอนนี้ก็ดูแผ่ว ๆ เงียบ ๆ ไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kaneda Bike รถจากอนิเมะดัง ได้มือดีสร้าง พร้อมเปิดให้รับจองกันแล้ว งานศิลปะชั้นยอดคือการสื่อสารระหว่างตัวศิลปินและผู้ชม มันไม่ใช่แค่ว่า เอ้านี่คืองานที่ผมสร้าง ลองดูมันสิ แล้วก็กลับบ้านไป แต่ศิลปะที่ยอดเยี่ยมมันจะทำให้คุณสั่นไหว มันจะตราตรึงในใจคุณ และบางทีมันอาจจะกระตุ้นให้คุณรู้สึกอะไรบางอย่างทั้งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่นักสร้างสรรค์มืออาชีพได้สร้างผลงานของพวกเขาออกมา และเจ้ารถ Kaneda Bike คันนี้ก็เป็นเสมือนผลงานศิลปะชั้นยอดชิ้นนึง Bel & Bel คือสตูดิโอสุดสร้างสรรค์ที่เกิดจากสองผู้ก่อตั้งที่มีชื่อว่า Carles Bel และ Jesus Bel (แต่ไม่ได้เป็นญาติกันนะ) ซึ่งทั้งสองต่างหลงใหลในผลงานมังงะและอนิเมะชื่อดังที่รู้จักกันไปทั่วโลกของ Katsuhiro Otomo พวกเขาเริ่มก่อตั้งสตูดิโอนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2005 โดยเริ่มโฟกัสไปที่การนำชิ้นส่วนของรถสกู๊ตเตอร์และรถคลาสสิกมาทำเป็นของใช้ใหม่ ๆ และเพิ่มมูลค่ามันขึ้นมาแทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นขยะไป กระทั่งในปี 2020 ทางสตูดิโอเริ่มสร้างอะไรที่เหนือไปกว่านั้น โดยเขานำรถ Capsule No.9 ของบลูม่าจากการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลมาสร้างเป็นรถใช้งานจริง ๆ และต่อมาพวกเขาก็เริ่มโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่าไปอีกระดับด้วยการสร้างรถของคาเนดะจากอนิเมชันชื่อดังอย่าง Akira ในปี 2023 โดยเริ่มแรกเป็นการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดจากทาง Yamaha ขนาด 250 ซีซี แต่ต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้าล้วน ซึ่งจุดเด่นของรถคันนี้คือดีไซน์สุดล้ำเหนือจินตนาการตามแบบอนิเมชันไซไฟเลย มีการเน้นหนักในเรื่องของฐานล้อที่ยาวกว่ารถทั่วไป และช่วงล่างแบบอาร์มเดี่ยวที่ด้านหลัง และการมีชิ้นส่วนแฟริ่งมาปิดที่บริเวณล้อทั้งสองด้านหน้าหลังเลยทีเดียว ซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่ดูว่ารถมีแอโรไดนามิกที่ดี ตัวแฟริ่งของรถทำมาจากไฟเบอร์กลาวและคาร์บอนไฟเบอร์ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้เป็นแบบฮับมอเตอร์ที่ล้อหลังขนาด 5000 วัตต์ 72 โวลต์ พร้อมโหมด 3 โหมด และเกียร์ถอยหลัง มีแบตเตอรี่ที่เพียงพอกับการใช้งานที่ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร และเคลมท็อปสปีดมาที่ 120 กม./ชม. เลือกใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางสลิก ทั้งนี้ทางเจ้าของสตูดิโอบอกไว้ว่าตั้งใจจะขายที่ราคา 24,000 ยูโร หรือราว ๆ 920,000 บาท งานนี้ใครเงินเหลืออยากสานฝันวัยเด็กล่ะก็ไปจ่ายเงินจองได้ที่เว็บ https://www.belybel.com/ ของสองคู่หู Bel & Bel ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha LEXi LX 155 2024 เปิดตัวแล้วที่อินโดนีเซีย ยามาฮ่ายังคงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทำการเปิดตัว All New Yamaha LEXi LX 155 2024 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Simple but MAXi” หรือว่าเรียบง่ายแต่เต็มแม็กซ์ สำหรับผู้ที่ต้องการความพรีเมียมพร้อมสมรรถนะแบบเต็มแม็กซ์ ขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่ายและใช้งานได้จริงในทุก ๆ วัน LEXi LX 155 โมเดลใหม่นี้อัปเกรดจากเดิม 125 ซีซี มาใช้เครื่องยนต์ใหม่ Blue Core สูบเดียว 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 15.15 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เรียกว่าแรงกว่ารุ่นเก่าขึ้นมาพอสมควร โดยมีถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้าก็จะมีโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสก์เบรกด้านหน้าและดรัมเบรกที่ด้านหลัง ส่วนล้อจะเป็นล้อแม็กแบบไม่ต้องใช้ยางใน มีขนาด 90/90-14M/C และ 100/90-14M/C ตามลำดับ และแน่นอนว่าเพื่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มากขึ้นทางค่ายใส่ระบบ Stop & Start System ที่จะช่วยดับเครื่องยนต์เวลาจอดหยุดนิ่ง อย่างเช่นตอนรอไฟแดง เป็นต้น และยังมีระบบ Smart Motor Generator ที่เป็นตัวช่วยให้รถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้นุ่มนวลมากขึ้น ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยี สำหรับรุ่น LEXi LX 155 Connected ABS ก็จะมาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มาก มีระบบสมาร์ทคีย์ช่วยให้สตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ทั้งยังมีระบบ Answer Back ช่วยให้เราหารถในที่จอดรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพียงกดปุ่มรถก็จะส่งสัญญาณให้เราสังเกตได้ง่ายขึ้น และที่แน่นอนที่สุดตามชื่อคือระบบ Y-Connect ที่ทำให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานแอพลิเคชันเพื่อดูข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ที่จอดรถล่าสุด แจ้งเตือนความผิดปกติของตัวรถ แจ้งเตือนข้อความและสายเรียกเข้าบนหน้าจอเรือนไมล์ อันดับการขับขี่ในแง่ของการประหยัด บันทึกการขับขี่ ทริป และวัดรอบ ทั้งนี้ทางอินโดนีเซียแยกโมเดลใหม่นี้ออกเป็น 3 รุ่นย่อยได้แก่ LEXi LX 155 Connected ABS จะมาในเฉดสีน้ำตาลแม็กม่า (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 67,500 บาท) LEXi LX 155 S มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาลแม็กม่า สีเงินเข้มอิลิกเซอร์ และสีแดงด้าน (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,500 บาท) LEXi LX 155 มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีดำเมทัลลิก สีเทาด้าน และสีแดงเมทัลลิก (ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 57,100 บาท) ส่วนเรื่องที่บ้านเราจะจำหน่ายโมเดลนี้มั้ย บอกเลยว่ามีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียวครับ งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าบ้านเราจะเปิดขายเมื่อไหร่ ซึ่งรุ่นเดิมนั้นราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 60,100 บาท ก็คาดว่าตัวใหม่นี้ราคาน่าจะปรับขึ้นไปตามความจุและเทคโนโลยี โดยราคาอาจจะไปอยู่ราว ๆ 70,000 ก็เป็นได้ ทั้งนี้เป็นเพียงการคาดเดาของแอดมินเองนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GPX GTM250R คาเฟ่เรเซอร์รุ่นพิเศษจำนวนจำกัดเผยโฉมที่ญี่ปุ่น รถในสไตล์เรโทรที่ถูกปลุกผีมาทำไมมักจะได้รับความนิยมเสมอ กระทั่งแบรนด์ที่ไม่ได้มีประวัติความเป็นมายาวนานเองก็ยังทำรถที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถสไตล์เรโทร โดยเน้นไปในเรื่องของสไตล์มากกว่าจะเป็นตำนานหรือความเป็นมาของตัวเอง และเจ้า GPX GTM250R คาเฟ่เรเซอร์รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด เองก็เป็นตัวอย่างนึง GPX นั้นเปิดประตูสู่ตลาดในปี 2007 และแบรนด์นี้ก็ได้ทำการสร้างรถที่มีสไตล์แบบเรโทรออกมาโดยเปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและขายแต่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แถมยังขายในจำนวนจำกัดอีกด้วย เราไปดูกันดีกว่าว่ามันมีอะไรยังไงกันบ้างครับ สำหรับดีไซน์นั้นแน่นอนว่ามันออกมาในสไตล์ของคาเฟ่เรเซอร์ โดยเป็นผู้สืบทอดมาจากเจ้า Gentleman Racer 200 นั่นเอง แล้วนำมาใส่โม่งครอบไฟหน้าเข้าไป ตัวรถมีถังน้ำมัน เบาะนั่งและส่วนท้ายจัดเรียงกันในระนาบเดียวกันและขนานไปกับพื้น ให้ความรู้สึกเหมือนดั่งจรวดทางเรียบ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นแฟริ่งอยู่ใต้เบาะนั่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับแคร้งเครื่องเลย ดูแปลกตาไปอีกแบบ ส่วนของเครื่องยนต์นั้นมีการอัปเกรดขึ้นมาจากเดิมที่เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 197 ซีซีจ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ แต่ตอนนี้จะเป็นเครื่องสูบเดียว 250 ซีซีแบบหัวฉีดแล้ว โดยเคลมกำลังแรงม้ามาที่ 20.4 แรงม้า ซึ่งดูอาจจะไม่เร้าใจวัยแรง แต่ก็เพียงพอที่จะขี่เดินทางใช้งานในเมืองได้สบาย ๆ แต่ว่าตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 148 ก.ก.เท่านั้น ซึ่งคาดว่าน้ำหนักรวมของเหลวและน้ำมันแล้วก็น่าจะมี 160 กิโลกรัมเห็นจะได้ ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นโมเดลนี้จะมาพร้อมล้อซี่ลวด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางแบบเน้นใช้งานบนถนนเป็นหลัก ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ที่เด่นเลยเห็นจะเป็นระบบเบรก ซึ่งด้านหน้าให้เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์กันเลย ซึ่งดูเกินตัวรถไปหน่อย แต่หลัก ๆ น่าจะเป็นไปเพื่อความดูแน่นและเต็มเป็นหลัก สำหรับการจำหน่ายนั้นจะมีจำหน่ายเพียง 150 คัน และที่ญี่ปุ่นที่เดียวเท่านั้น มีขายทั้งหมด 3 สี คือ แดง ดำ และเหลือง โดยจะมีราคาที่ 566,500 เยน หรือราว ๆ 137,500 บาท ซึ่งก็ถือว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้มีขายไทย แม้ว่าจะเป็นรถสายพันธุ์ไทยก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยกระดับความเหนือชั้น! พร้อมตอกย้ำความเป็นรถจักรยานยนต์ออโตเมติกยอดนิยมที่ครองใจคนทั่วโลกตามเอกลักษณ์แห่งตระกูล MAX Series ด้วยการเปิดตัว “NEW XMAX Tech MAX” ความเร้าใจพิเศษ…สุดแม็กซ์ Follow The MAX ยกระดับการขับขี่เจ้า XMAX 300 2024 ด้วยสมรรถนะเหนือชั้น สัมผัสพิเศษแห่งความหรูหรา บ่งบอกตัวตนที่แตกต่างด้วยเอกลักษณ์ความพิเศษสุดแม็กซ์ และคุ้มค่าด้วยการรับประกันนาน ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ที่สุดคือ MAX ที่เหลือก็แค่ใจ…ใหม่! ยามาฮ่า XMAX 300 2024 เพิ่มความเร้าใจให้สมบูรณ์แบบกับผู้ขับขี่ด้วยฟีเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งสุดพิเศษที่ติดตั้งออกมาจากโรงงาน ด้วย OHLINS Tech MAX LIMITED EDITION โช้คอัพพิเศษสำหรับ XMAX Tech MAX โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถปรับค่าได้แบบ Full adjust (Rebound, Preload, Compression) ที่สามารถปรับความแข็งอ่อนให้เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจได้สุดแม็กซ์ *เงื่อนไขการติดตั้งและรับประกันโช้ค OHLINS: 1. ลูกค้าจะได้รับโช้คอัพ 2 ชุด คือ โช้คอัพ OHLINS 1 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตกแต่งติดตั้งไปกับรถจักรยานยนต์ และลูกค้าจะได้รับโช้คอัพ Standard 1 ชุด แยกบรรจุในกล่อง เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์สำรองทดแทนในกรณีต่าง ๆ เช่น ส่งโช้คอัพ OHLINS เข้ารับการบำรุงรักษาหรือเคลมประกันกับทาง OHLINS เป็นต้น 2. โช้คอัพ OHLINS ได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร โดย บริษัท เออห์ลินส์ เอเซีย จำกัด ตามเงื่อนไขการรับประกันที่กำหนด สามารถศึกษาข้อมูลได้จากคู่มือ โดยมีสาระสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำ ดังนี้ • ลูกค้าต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์การรับประกัน โดยใช้หมายเลขใบรับประกัน (Warranty card number) คู่กับหมายเลขตัวถัง (VIN number) ของรถคันที่ซื้อเท่านั้น • ลูกค้าต้องนำโช้คอัพเข้ารับการบำรุงรักษา เพื่อรักษาสิทธิ์การรับประกัน เมื่อครบกำหนด 2 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร แล้วแต่ว่าระยะใดถึงก่อน กับทาง OHLINS • ลูกค้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนการรับประกันหรือการบำรุงรักษาโช้คอัพ OHLINS “NEW XMAX Tech MAX” ยังเหนือระดับด้วย EXCLUSIVE Tech MAX SPECIAL SEAT เบาะนั่งดีไซน์พิเศษ กระชับรับกับสรีระทุกการเคลื่อนไหว มั่นใจในการขับขี่, Tech MAX EMBLEM สัญลักษณ์เฉพาะตัว แสดงถึงความพิเศษ บ่งบอกตัวตนที่สุด MAX, Tech MAX FOOT PLATES ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอะลูมิเนียมพิเศษสุดพรีเมียม แข็งแรง เพิ่มความโดดเด่นขึ้นอีกขั้น, Tech MAX HAND GRIPS ปลอกแฮนด์ดีไซน์พิเศษสำหรับ Tech MAX เพิ่มความกระชับในการควบคุม และ Tech MAX COVER FRONT LUGGAGE ฝาปิดช่องเก็บของหุ้มวัสดุพิเศษสุดพรีเมียม เพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ “NEW XMAX Tech MAX” ยังคงมาพร้อมกับ EXPERIENCE MAX PERFORMANCE สุดยอดสมรรถนะการขับขี่สไตล์สปอร์ต เพื่อประสบการณ์ที่เร้าใจระดับ MAX ด้วย BLUE CORE 300 cc EU5 เครื่องยนต์หัวฉีด 300 ซีซี มาตรฐาน EURO5 เทคโนโลยีแห่งความแรง และความประหยัด ระบบหัวฉีดอัจฉริยะ พร้อมกระบอกสูบไดอะซิล ให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ สนุกเร้าใจในทุกระดับความเร็ว โดยเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้เต็ม MAX ด้วย

Kramer Super Hooligan Concept เน็กเก็ดไบค์ผลงานมือสตั๊นท์ระดับโลก และคันที่คุณกำลังเห็นอยู่ก็คือ Kramer Super Hooligan Concept เน็กเก็ดไบค์ผลงานมือสตั๊นท์ระดับโลก ร่วมกับทาง Rok Bagoros ที่ได้เปลี่ยนรถแข่ง Kramer GP2 ให้กลายเป็นรถเน็กเก็ดไบค์ที่เหมาะกับสายสตั๊นท์ ล่าสุด Kramer Motorcycle บริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายย่อยในออสเตรเลีย โชว์คอนเซ็ปต์ไบค์สุดเท่ในสไตล์และตามความคิดของ Rok Bagoros นักบิดผาดโผนชื่อดัง โมเดลนี้มีพื้นฐานมาจาก GP2-890R รถแข่งของทางแบรนด์ โดยใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 890 ซีซีจาก KTM นั่นเอง วางบนเฟรมท่อเหล็กกลมแบบสั่งทำ ถอดแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ออก และมาใส่แฮนด์บาร์แบบแฟล็ตแทนเพื่อให้สมกับเป็นเน็กเก็ดไบค์ และได้ชื่อว่าซูเปอร์ฮูลิแกนคอนเซ็ปต์ที่ดู ๆ แล้วน่าจะเหมาะกับการลงแข่งในคลาสเดียวกันกับชื่อรถนั่นเอง ซึ่งเป็นรุ่นนึงในการแข่งขันรายการ MotoAmerica โดยมีตัวเลขสเปกที่น่าสนใจคร่าว ๆ ว่าน้ำหนักรถเปล่าจะประมาณ 140 กก.เท่านั้น แต่มีแรงม้ามากถึง 128 แรงม้าและ 102 นิวตันเมตร แชสซีของรถเองก็เป็นของเกรดสูง โดยได้ระบบกันสะเทือนจาก WP ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจาก Brembo และล้อน้ำหนักเบาอย่าง Dymag ซึ่งเลือกใส่เป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ยาง Pirelli Diablo Superbike Slick และแอบมีลูกเล่นอย่างซับเฟรมและเบาะนั่งแบบพิเศษแบบไม่ต้องใช้คานเสริม และถังน้ำมันด้านหน้าที่มีโฟมด้านในเป็นถังหลอกนั่นเอง อย่างไรก็ดีคันนี้ไม่ได้เป็นโมเดลขายจริง และก็ไม่น่าจะใช้ขี่ถนนทั่วไปได้ เนื่องจากไม่ได้มีไฟหน้าไฟเลี้ยวหรือไฟท้าย ตลอดไปจนถึงยางเองก็ไม่มีดอก แถมสนนราคาก็แรงเอาเรื่อง เพราะถ้าอิงจากรถแข่ง GP2 ที่มีราคาตั้งต้นที่ 30,000 ยูโรแล้ว คันนี้ก็คงย่อมกว่าไม่เท่าไหร่แน่นอนครับ แต่ก็เป็นรถที่ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว น่าทำออกมาขายจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haley Davidson 2024 เผยไลน์อัพโมเดลใหม่ รับปีมังกร ฉลองต้นปีจากค่ายอินทรีย์ปีกเหล็กอย่าง Haley Davidson 2024 ได้ทำการเผยโฉมไลน์อัพโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดกับ Carryover ปี 2024 และพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วทั่วโลก นอกจากนี้ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ยังได้ทำเตรียมเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ Custom Vehicle Operation™ (CVO™) รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันปี 2024 พร้อมรุ่นใหม่ล่าสุดรุ่นอื่น ๆ ในวันที่ 24 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยรับชมผ่าน “America Dreamin” วีดิโอการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์สุดเอ็กคลูซีฟ ผ่านทางเว็บไซต์ H-D.com สำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่น Carryover ที่กลับมาในแต่ละตระกูล โดยเฉพาะรถตระกูล Sport ที่ได้รับการไว้วางใจจากเหล่านักบิดมากที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ตระกูลย่อยได้แก่ Grand American Touring เริ่มด้วยรถจิ๊กโก๋รุ่นพ่ออย่าง Grand American Touring ที่เหมาะสำหรับนักขับขี่ทางไกล หรือแสวงหาประสบการณ์การผจญภัยบนท้องถนน ซึ่งรับรองว่าการกลับมาครั้งใหม่จะทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกผลิตโดยบริษัทที่เริ่มต้นจากการผลิตมอเตอร์ไซค์สำหรับการขับขี่แบบครอสคันทรีนั่นเอง Cruiser ต่อด้วยรถตระกูลครูเซอร์สุดเท่ที่โดดเด่นกับสไตล์ที่หลากหลาย มาพร้อมเอกลักษณ์ที่ผสมผสานกับความทันสมัยอย่างลงตัว ควบคู่ไปกับความสามารถในการปรับแต่งและสร้างเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย Sport สายสปอร์ตครั้งนี้ก็ไม่พลาดเช่นกัน พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจด้วยการผสมผสานพลังอันน่าทึ่งเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสไตล์อันเป็นอมตะของฮาร์ลี่ย์-เดวิดสัน Adventure Touring สำหรับเหล่านักขับขี่ที่ต้องการโลดแล่นไปได้ทุกที่อย่างไร้ขีดจำกัด โดยมองว่าการเดินทางคือการผจญภัย รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Pan America ที่ได้รับรางวัล นับเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้ทุกพื้นผิวกลายเป็นท้องถนนแห่งการผจญภัย ถือว่าเปิดใหญ่รับปีมังกรเลยก็ว่าได้ สำหรับแฟน ๆ ฮาร์ลีย์-เดวิดสันท่านไหนที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว SUV Bike ระดับท็อป New Honda XADV 2024 3 สีใหม่ ‘สีดำ Mat Ballistic Black Metallic’ ‘สีเทา Iridium Gray Metallic’ และ ‘สีแดง Grand Prix Red’ มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Let Your Instinct Lead The Way’ เพิ่มลวดลายกราฟิกใหม่ เท่ เฉียบคมยิ่งขึ้น แรงเต็มกำลังด้วยเครื่องยนต์ 745 ซีซี อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่สิ้นสุด New Honda X-ADV บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ได้รับการออกแบบให้มีการใช้งานที่หลากหลายในสไตล์ ดูอัล- เพอร์โพสตอบโจทย์การใช้งานทั้งขับขี่ในเมือง หรือผจญภัย เด่นด้วยชุดแฟริ่งสีใหม่ กราฟิกใหม่สะดุดตา โฉบเฉี่ยวด้วยไฟ LED รอบคัน และไฟ Daytime Running Light (DRL) ให้การส่องสว่างมองเห็นชัดเจน พร้อมกระจกบังลมหน้าปรับได้ 5 ระดับ หน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับระบบสั่งการด้วยเสียงผ่าน Honda RoadSync สะดวกสบายทุกการเดินทางด้วยพื้นที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 22 ลิตร เก็บหมวกกันน็อคเต็มใบได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลด้วยช่องเสียบสายชาร์จ USB New Honda X-ADV แรงด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบเรียง 745 ซีซี 8 วาล์ว SOHC พร้อมระบบส่งกำลังแบบ DCT (Dual Clutch Transmission) เกียร์ 6 สปีด ตอบสนองได้ดั่งใจด้วยคันเร่งไฟฟ้า (Throttle by Wire) พร้อมโหมดการขับขี่ถึง 5 โหมดให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ตามสไตล์ที่ต้องการตั้งแต่โหมด Standard, Sport, Rain, Gravel และ User โหมดที่ผู้ขับขี่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเอง มอบความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบเบรก ABS หน้า-หลัง และระบบป้องกันรถเสียการทรงตัว HSTC (Honda Selectable Torque Control) ไทยฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย New Honda XADV 2024 ทั้ง 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ ‘สีดำ Mat Ballistic Black Metallic’ ราคาแนะนำ 425,000 บาท ‘สีเทา Iridium Gray Metallic’ และ ‘สีแดง Grand Prix Red’ ราคาแนะนำ 430,000 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ Honda BigWing ทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : https://bit.ly/thaihondabigbike เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand/ เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : www.facebook.com/HondaBigBikeTH/

Italjet เตรียมขายไทย เริ่มต้นสองแสนกว่าบาทเท่านั้น!! ล่าสุดได้มีการค้นพบว่ามีการเปิดเว็บไซต์ที่เป็นการบ่งบอกว่า Italjet เตรียมขายไทย ผ่านตัวแทนที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากอิตาลี พร้อมเผยราคาเริ่มต้นสองแสนกว่าบาทเท่านั้น ต่างจากเมื่อสมัยก่อนที่มีการนำเข้ามาแบบเกรย์มาร์เก็ตและราคาโดดไปถึง 5 แสนกว่า เว็บไซต์ที่ว่านั่นคือ https://italjet-thailand.com/ ซึ่งเมื่อดูข้อมูลแล้วก็ไม่ใช่บริษัทใหม่อะไรที่ไหน แต่กลับเป็น Maverix Group ที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันอยู่ เพราะบริษัทนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าและของแต่งมอเตอร์ไซค์แบรนด์ระดับโลกจากอิตาลีหลากหลายแบรนด์ เช่น Brembo, Domino, BMC เป็นต้น เรียกได้ว่าเรื่องของจากอิตาลีนี่เขาถนัด และเบื้องต้นในเว็บเองก็เปิดรับให้พรีออเดอร์ Dragster 300 ก่อน และจะมีให้พรีออเดอร์ Dragster 559 ตามมาเร็ว ๆ นี้ และในเพจทางการก็มีการลงราคาไว้เบื้องต้นอยู่ที่ 2XX,XXX บาทสำหรับรุ่น Dragster 300 ซึ่งถือเป็นราคาที่น่าสนใจเลยเนื่องจากตัวรถมีดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมระบบเบรกจาก Brembo มาให้เลย และตัวรถยังมีน้ำหนักเบามาก ๆ ผิดกับสกู๊ตเตอร์คลาส 300 ซีซีจากค่ายอื่นเลยทีเดียว สุดท้ายนี้สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารได้ทาง https://www.facebook.com/italjet.th หรือติดตามทางเราเหมือนเดิมก็ได้ แต่ถ้าอยากจองก็เข้าเว็บไซต์ไปทำรายการจองกันก่อนได้เลยนะจ๊ะ งานนี้แว่วว่าประกอบไทย มีอะไหล่และศูนย์บริการรับรอง สบายใจกว่าเกรย์มาร์เก็ตแน่นอนครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 เผยตารางแข่งแล้ว เอาเป็นว่ายืนยันคอนเฟิร์มกันแล้วนะครับ สำหรับปฏิทินกิจกรรมในปีหน้ากับกิจกรรม SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 งานที่บรรดานักบิดและไบเกอร์ที่ชื่นชอบความเร็วแบบในสนามต่างให้เสียงตอบรับกันเป็นอย่างดีว่าสนุกสนาน เป็นกันเอง และที่สำคัญถ้วยรางวัลสวย โดยกิจกรรมจะมีทั้งหมด 3 สนามเช่นเดียวกับปี 2023 สนามแรกจะจัดขึ้นวันที่ 22 – 24 มีนาคม สนามที่ 2 14 – 16 มิถุนายน และสนามสุดท้ายจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน และแน่นอนว่าทุกสนามจัดขึ้นที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จ.ชลบุรี เช่นเดิม ตามการเรียกร้องของแฟน ๆ (วันเวลาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า) ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมจะยังคงเป็นเหมือนเดิมคือ ศุกร์บ่ายขี่เล่น เสาร์เช้าขี่แทร็กเดย์ เสาร์บ่ายขี่ควอลิฟาย อาทิตย์เช้าซ้อมและแข่งกันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรับถ้วยและของรางวัลแบบจุใจในช่วงเย็น กับรุ่นการแข่งขันที่มากมายหลายหลาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนสมัครด้วยนะ ปีนี้ใครอยากลุ้นแชมป์อย่าลืมลงแข่งตั้งแต่สนามแรกนะ รอสมัครผ่านทางเว็บไซต์ www.superbikemag.com/trackday ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรมสุดพิเศษ The Great Getaway BMW R18 หลีกหนีความวุ่นวาย ออกไปขี่รถท่องเที่ยวพักผ่อน วันนี้แอดมินก็ได้มีโอกาสได้ร่วมทริปขับขี่รถกับทาง BMW Motorrad Thailand กับทริปท่องเที่ยว ลับลมหนาว เปิดประสบการณ์ การขับขี่รถในเส้นทางสนุกเเละท้าทาย โดยครั้งนี้ทาง BMW พาแอดมินเเละพี่ ๆ สื่อมวลชน พร้อมผู้บริหารร่วมขับขี่ ไปตะลุยภาคอีสาน ปลายทาง เชียงคาน จ. เลย กับระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร การเดินทางครั้งนี้เรามาเริ่มต้นกันที่ Nat Bavarian Motor ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย BMW จ.อุดรธานี พร้อมพี่ ๆ ทีมงานต้อนรับเเละดูเเลเป็นอย่างดี เเละได้จัดเตรียมรถที่ใช้ในการออกทริปครั้งนี้เป็น เจ้า BMW R18 ทั้งหมด 3 อิดิชัน ได้เเก่ R18 First Edition , R18 Bagger เเละ R18 Transcontinental รถประจำกายวันนี้แอดมินก็เลือกขับขี่เจ้า R18 First Edition ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็มีทีม พี่ ๆ มาเเชลจากทีม Nat Bavarian Motor ดูเเลตลอดทริปนี้ บอกเลยว่าหายห่วง ไม่ต้องกลัวหลงทางแต่อย่างใด เราก็เริ่มเดินทางจาก Nat Bavarian Motor มุ่งสู่ อำเภอ นายูง จ.อุดรธานี เส้นทางสวยงามธรรมชาติสองข้างทาง ขับขี่ท้าลมหนาว มุ่งหน้าไป วัดป่าภูก้อน ระยะทางกว่า 121 กิโลเมตร ซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้และขุนเขา รวมถึงศิลปะการออกแบบโดยพระวิหารจะมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สมัยรัตนโกสินทร์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเเลนด์มาร์ค อีกจุดที่เราต้องมาให้ถึงสำหรับใครที่เดินทางมา จ.อุดรธานี จากนั้นเราเดินทางต่อเพื่อไปทานข้าวกัน โดยเราจะเดินทางไปยังร้าน ครัวเจ๊นงค์ อยู่ติดริมฝั่งโขง ระยะทาง 37 กิโลเมตร จาก วัดป่าภูก้อน ก่อนที่เราจะเดินทางไปยังจุดหมายที่พักของวันแรกคือ Chic Chiang Khan อำเภอ เชียงคาน จังหวัดเลย หลังจากพักทานข้าวเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันต่อยาว ๆ ระยะทางก่อนถึงที่หมาย ราว ๆ 100 กิโลเมตร อากาศเย็นกำลังพอดี ได้สัมผัสบรรยากาศการขี่รถท่องเที่ยว ในแบบฉบับของชาวไบค์เกอร์ซึ่งต้องบอกเลยว่า ฟินส์ สุดๆ เเละยิ่งควบด้วยรถที่มีพละกำลังสูงอย่าง R18 First Edition เครื่องยนต์ Big Boxer ขนาด 1,800 ซีซี ทำให้การขี่รถท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สนุกเเละท้าท้ายมากยิ่งขึ้น เเละเเล้วเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายที่พัก Chic Chiang Khan อำเภอ เชียงคาน จังหวัดเลย พักผ่อน เดินเล่นในบรรยากาศ เย็นสบาย วันที่2 เริ่มขึ้นหลังจากได้พักผ่อนเต็มอิ่มเรียบร้อย วันนี้เราก็จะเดินทางกันต่อในเส้นทางเรียบริมเเม่น้ำโขง เชียงคาน – อำเภอสังคม หนองคาย สู่จังหวัด อุดรธานี ระยะทางรวมกว่า 241 กิโลเมตร โดยวันนี้ แอดมินก็ได้มีโอกาส สลับรถกับพี่ ๆ สื่ิอมวลชนท่านอื่น ได้ขี่เจ้า R18 Bagger ซึ่งบอกเลยว่าเป็นคอลเล็กชัน ที่อำนวยความสะดวก แก่ผู้ขี่ได้อย่างมาก ทั้ง กล่องที่ใส่ของทั้งสองใบ เเละ เพลิดเพลินไปกับการขับขี่พร้อมกับฟังเพลงระหว่างเดินทาง ด้วยพลังเสียงจากลำโพง Marshall เต็มระบบ เพิ่มความประทับใจตลอดการเดินทาง โดยระหว่างทางก็เเวะจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้แก่วัด ผาตากเสื้อ จังหวัด หนองคาย ถ่ายรูปกับวิว เเม่น้ำโขงสวย ๆ พร้อมวิวหลักล้าน บอกได้ว่าชาวไบค์เกอร์ต้องควรมาสักครั้งในชีวิต รวมไปถึง ค่าเฟ่สวยๆ อย่าง Cafe Diamond in The Garden จ.อุดรธานี อยู่ระหว่างทางกลับ Nat

เฟสบุ๊ค Triumph Motorcycles ปล่อยภาพหลุดโมเดลใหม่ ที่จะเปิดตัวในปี 2024 ในวันที่ 9 มกราคม 2567 พร้อมข้อความ THE RULES ARE ABOUT TO CHANGE ALL-NEW motorcycle launching 9th January 2024 @ 12:00 GMT Be the first to find out: https://bit.ly/47WN4St ถือว่าเป็นภาพที่บ่งบอกสไตล์ตัวรถได้อย่างชัดเจน แฟริ่งไฟหน้าคู่ สปอร์ตมาแบบไม่ต้องเดาอะไรมากมาย ถ้าพูดถึงโมเดลรถรถสปอร์ตในค่ายนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นรุ่น Daytona ที่มีอยู่ในไลน์โมเดลมานาน มาพร้อมกับเครื่องยนต์เอกลักษณ์ 3 สูบปัจจุบันเองก็มีการการันตีความแรงจากรายการ Moto2 กันอยู่แล้ว ความแรงก็คงไม่ต้องพูดถึง แต่ยังไม่มีอะไรที่ชี้ชัดแน่นอนว่า ทาง Triumph Motorcycles จะเปิดตัวโมเดลที่มีชื่อว่าอะไรกัน เครื่องตัวไหน ช่วงล่างเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามชมตัวจริงในวันที่ 9 มกราคม 2567 ส่วนใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้ค่ายนี้ก็คงจะฟันธงได้ไม่ยากเลย มาสปอร์ตแบบนี้เก็บเงินรอได้เลย ขี่มันส์แน่นอน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ออกทริป กับ 5 จุดที่ควรเช็ค มีอะไรบ้าง..ไปดูกัน หลังจากการตรวจเช็ครถบิ๊กไบค์กันไปแล้ว คราวนี้มาดูการเตรียมความพร้อมของไบค์เกอร์หรือผู้ขับขี่กันบ้าง ถึงจะมีหมวกกันน็อก ถุงมือ และชุดไรดิ้งเกียร์แล้ว ขอบอกเลยว่าแค่นั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง กับ ออกทริป กับ 5 จุดที่ควรเช็ค จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน 1.เตรียมร่างกายให้พร้อม สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เหล่าไบค์เกอร์มักมองข้ามก็คือการสำรวจตัวเองนั่นแหล่ะครับ ว่าสุขภาพร่างกายของเรามีการเตรียมความพร้อมมากน้อยแต่ไหน นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เพราะขับขี่ทางไกลเป็นเวลานาน ๆ มักจะเจอกับอาการวูบ หลับใน ที่เป็นสาหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น ก่อนออกทริปควรพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ทานยาที่ทำให้ง่วง อาทิ ยาลดน้ำมูก ยาภูมิแพ้ เป็นต้น 2.วางแผนก่อนการเดินทาง ทริปจะไม่เกิดถ้าหากไม่มีการวางแผน ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือไปเป็นกลุ่มก๊วนคณะชาวแก๊งค์ก็ต้องล้วนมีการวางแผนให้ดีก่อนการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จุดหมายปลายทาง เส้นทาง เวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและบั่นทอนความสนุกกับทริปอีกด้วย 3.สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งในขณะขับขี่ เชื่อว่าไบค์เกอร์ที่ขับขี่รถหลาย ๆ ท่านคงมีหมวกกันน็อกใส่กันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมนะครับว่าควรใส่ทุกครั้งในขณะขับขี่ รวมไปถึงคนซ้อนด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้ว หมวกกันน็อกยังช่วยในเรื่องของการรักษาสุขภาพสายตา ทั้งป้องกัน UV จากแสงแดด ป้องกันลม ฝุ่น หรือแม้กระทั่งฝน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย 4.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือสารเสพติด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตมานักต่อนัก จากการขาด “สติ” ในการขับขี่ เพราะด้วยพิษสุราและของมึนเมา รวมถึงสารเสพติดต่าง ๆ ล้วนคร่าชีวิตนักบิดมามากมายโดยเฉพาะช่วงเทศกาลเป็นประจำทุกปี เพราะฉะนั้น “ถ้าดื่มอย่าขับ ถ้าขับอย่าดื่ม” จะดีกว่านะครับ 5.ขับรถด้วยความระมัดระวังและไม่ขับเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนด สำหรับความเร็วของมอเตอร์ไซค์ที่กฏหมายกำหนดคือต้องไม่เกิน 80 กม./ชม. และรถที่มีขนาดกระบอกสูบ 400 ซีซีขึ้นไป (รถบิ๊กไบค์) สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 100 กม./ชม. แต่เชื่อว่าไบค์เกอร์ที่ขับขี่บิ๊กไบค์ต้องมีแอบบิดเกินบ้างกันใช่ไหมหล่ะครับ ถามว่าขี่ได้ไหม บอกเลยว่าขี่ได้แต่ก็ขอให้ระมัดระวัง เร่งได้เฉพาะทางตรงโล่ง ๆ ที่ไม่มีชุมชนหรือรถสัญจรไปมา แต่ทว่าจะเจอกล้องตรวจจับความเร็วไหมก็อีกเรื่อง (ฮ่าๆ) เพราะฉะนั้นขับขี่ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด หรือถ้าอยากรีดสมรรนถะตัวรถแบบเต็มพิกัดจริง ๆ แนะนำให้ไปสนามแข่งหรือสถานที่ที่มีแทร็ครองรับเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง รวมไปถึงผู้อื่นที่ร่วมใช้ท้องถนนด้วยกันอีกด้วย (กฎหมายราชกิจจานุเบกษา กำหนดอัตราความเร็วของยานพาพนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบท พ.ศ. 2564) และนี่ก็เป็นข้อปฏิบัติหลัก ๆ เบื้องต้นสำหรับการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่ก่อนออกทริปหรือเดินทางไกลนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสกิล ทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์ที่จะมาแนะนำอีกด้วย ไว้มาอัปเดตในคอลัมน์ถัดไป ยังไงก็ขอฝากเป็นข้อคิดเล็กน้อย ๆ เพื่อความปลอดภัยและสามารถขับขี่ออกทริปกับเพื่อนร่วมทางได้อย่างมีความสุขครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Shotgun 650 บ๊อบเบอร์ไซส์กลางเปิดตัวแล้ว เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับบ๊อบเบอร์ไบค์ไซส์กลางจากค่ายรถอังกฤษที่มาอยู่ยงคงกระพันที่อินเดียกับ Royal Enfield Shotgun 650 เหมาะสำหรับไบเกอร์ที่ชื่นชอบการคัสตอมและคนที่ชอบความคลาสสิกนั่นเอง ดีไซน์ของรถ ตัวรถถูกออกแบบมาในสไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนกลมและโค้งบนแบบดั้งเดิม ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟท้าย เรือนไมล์ กระจกมองหลัง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำตลอดไปจนถึงท่อไอเสียแบบพีชูตเตอร์ และมีการใช้เซ็ตติ้งเบาะพิเศษที่สามารถถอดซับเฟรมที่เป็นจุดยึดเบาะนั่งคนซ้อนออกได้ง่าย หรือจะปรับมานั่งคนเดียวตามแบบฉบับบ๊อบเบอร์ก็ได้ไม่ยากเย็นนัก ขุมพลัง ตัวรถจะใช้เครื่อง 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 648 ซีซี เคลมพละกำลังมาที่ 46.3 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดที่ 52.3 นิวตันเมตรที่ 5,650 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานเดียวกันกับ Super Meteor 650 โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 13.8 ลิตร ช่วงล่าง ด้านหน้าจะมาพร้อมโช้คหัวกลับ 43 ม.ม.จาก Showa BPF ด้านหลังโช้คสปริงคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก ByBre และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 300 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก ByBre ด้วยเช่นกัน โดยมีขนาดล้อหน้าเป็น 18 นิ้ว หลัง 17 นิ้วตามลำดับ เทคโนโลยี นอกจากเรื่องระบบไฟที่เป็น LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมดิจิทัล 2 จอ ตัวรถยังมีพอร์ตจ่ายไฟแบบ USB-A เพื่อใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เรื่องของความปลอดภัยก็จะมีระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล การจำหน่าย ทางค่ายมีการเปิดเผยราคาการจำหน่ายมาที่ 350000 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็จะราว ๆ 147,000 บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้า มาบ้านเราก็จะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 2 แสนกลาง ๆ ใกล้ ๆ กับ Super Meteor 650 ที่มีจำหน่ายในไทยเราที่ 269,000 บาท ใครชอบสไตล์นี้แบรนด์นี้เก็บเงินรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati ฉลองแชมป์ เปิด Panigale รุ่นลิมิเต็ด 5 โมเดล ล่าสุดทางค่ายแดง Ducati ฉลองแชมป์ เปิดตัวโมเดลใหม่รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด 5 โมเดลด้วยกันเนื่องในโอกาสที่ทางค่ายเป็นแชมป์โลกหลายรายการและทำลายสถิติต่าง ๆ มากมาย จนถือเป็นโอกาสดีในการใช้ลวดลายสีสันกราฟิกจากรถของแชมป์โลก หรือคนดังที่ทำลายสถิติใหม่มาใส่ในโมเดลสปอร์ตไบค์ของเขาเพื่อจูงใจให้เกิดการอยากได้เป็นเจ้าของนั่นเอง Ducati ฉลองแชมป์ เปิด Panigale รุ่นลิมิเต็ด ในชื่อซี่รี่ส์ว่า Panigale 2023 Replica จะแบ่งออกเป็น Panigale V4 จำนวน 4 โมเดล โดยมีลายกราฟิกที่ได้มาจากรถแข่ง MotoGP อย่าง Desmosedici GP ของ Francesco Bagnaia, Jorge Martin และ Marco Bezzechi 3 โมเดลและอีก 1 โมเดลมาจาก V4R ตัวแข่งแชมป์โลก และ WorldSBK ของ Alvaro Bautista อีก 1 โมเดลเป็น Panigale V2 แชมป์โลก WorldSSP ที่นำลวดลายมาจากรถแข่งของ Nicolo Bulega ครบ 5 โมเดลพอดี โดยแต่ละคันจะมาพร้อมลายเซ็นของนักแข่งบนถังน้ำมันพร้อมมีการเคลือบใสกันลบเลือน แน่นอนว่าตัวรถจะมาพร้อมเบอร์นักแข่งแบบเดียวกันกับรถของนักแข่งเลย Pecco Bagnaia เบอร์ 63, Álvaro Bautista เบอร์ 19, Jorge Martín เบอร์ 89, Marco Bezzecchi เบอร์ 72 และ Nicolò Bulega เบอร์ 11 สิ่งที่ต้องระวังคือโมเดลพิเศษนี้จะมีแต่เบาะนั่งแบบตอนเดียวแบบรถแข่งเท่านั้น และอีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเพลทอลูมิเนียม CNC พร้อมยิงเลเซอร์เป็นชื่อโมเดลและตัวเลขของแต่ละคัน กุญแจพิเศษ และอนิเมชันพิเศษเวลาเปิดสวิตช์รถแล้ว อ่อยังมีเบาะนั่งที่มาพร้อมโลโก้ของนักแข่งแต่ละคนอีกด้วย จำนวนการผลิตและราคาแต่ละโมเดล Panigale V4 Bagnaia 2023 World Champion Replica = 263 คัน ราคา 73,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.55 ล้านบาท Panigale V4 Bautista 2023 World Champion Replica = 219 คัน ราคา 68,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.38 ล้านบาท Panigale V4 Martín 2023 World Champion Replica = 189 คัน ราคา 68,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.38 ล้านบาท Panigale V4 Bezzecchi 2023 World Champion Replica = 72 คัน ราคา 63,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 2.2 ล้านบาท Panigale V2 Bulega 2023 World Champion Replica = 111 คัน ราคา 43,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท โดยรุ่นพิเศษด้านบนจะมีพื้นฐานมาจาก V4 S ที่เด่นด้วยคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK และปลายท่อ Akrapovic ระบบเบรก Brembo คาลิเปอร์เบรก Stylema R ปั๊มบน MCS ปรับรีโมท พักเท้า Rizoma และชิลด์หน้า Plexiglass นอกจากนี้ยังมีชิลด์กันร้อนที่คอท่อด้านหลัง ครอบอัลเทอร์เนเทอร์ บังโคลนและท่อดักลมเบรกหน้า ทั้งหมดนี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ และยังมีครอบสวิงอาร์มเดี่ยมที่ทำผสมขึ้นจากไทเทเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์

Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง บริษัทหมวกกันน็อกสัญชาติโปรตุเกสเปิดตัวหมวกใบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการขับขี่สองล้อไปตลอดกาลกับหมวก Nexx X.WED3 หมวกแอดเวนเจอร์ ตัวจบ ครบเครื่อง เรื่องฟังก์ชันการใช้งานที่ครอบคลุมการขับขี่ได้หลากหลายมากที่สุด ผ่านการทดสอบคิดเป็นระยะทางกว่า 200,000 กม.จากนักขี่และนักแข่งกว่า 60 ชีวิตบนพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารทั่วโลก ฟังก์ชั่นหลากหลาย สำหรับหมวกรุ่นใหม่นี้จะเป็นหมวกกันน็อกสายแอดเวนเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ทั้งแบบลุยทางฝุ่นและซิ่งบนทางดำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือใด ๆ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานกับก็อกเกิ้ลเวลาที่ต้องเจอกับฝุ่นหรือโคลนหนัก ๆ อีกด้วย ปลอดภัยยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานแล้ว ตัวหมวกยังคำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัย ตัวหมวกใช้วัสดุโฟมใหม่น้ำหนักเบาพิเศษที่มีชื่อว่า X-Foam ที่ออกแบบมาใส่ไว้ที่ด้านข้างและบริเวณคางเพื่อซับแรงกระแทก ผ่อนหนักให้เป็นเบาและลดความเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกไหปลาร้าหัก มีระบบถอดออกได้เร็ว หรือ Fast Release System ช่วยถอดนวมข้างแก้มได้อย่างรวดเร็วเวลาเร่งด่วนฉุกเฉินโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และถอดได้ปลอดภัยแม้ในกรณีบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยมีการรับรองมาตรฐานจาก ๆ หลายประเทศและสถาบันดังนี้ ยุโรป ECE R22-06, อเมริกา DOT FMVSS 218, NBR-7471 และ TIS 369-2557 เบาและสบาย ตัวหมวกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์พิเศษที่ชื่อว่า X-Pro Carbon ที่เบามากแต่ทนทานต่อแรงกระแทกสูง และยังใช้คาร์บอน 3K เป็นเทคโนโลยีเดียวกับวิศวกรรมการบินเพื่อให้ได้โครงสร้างผสมที่ทำให้ตัวหมวกเบา แข็งแกร่งและสบายกว่าที่เคย และยังมาพร้อมเชลล์หมวก 3 ขนาดเพื่อรองรับไซส์ของศีรษะได้มากขึ้นรวมถึงใส่ได้สบายมากขึ้น อีกทั้งยังใส่ได้สบายด้วยซับในหมวกด้านในที่ออกแบบและเลือกใช้วัสดุชั้นดีระหว่างหนังสังเคราะห์กับเส้นใยแบบโครงตาข่ายให้ใส่ได้สบาย พร้อมเทคโนโลยีผ้าแบบ X-Mart Dry ช่วยให้ภายในเย็นและแห้ง ระบายอากาศได้ดี ตัวหมวกมีช่องรับลมด้านหน้าตัวหมวกที่เปิดปิดได้มากถึง 7 ช่อง และช่องระบายอากาศออกด้านหลัง 4 ช่อง เพื่อให้หมวกสามารถใส่ได้สบายทุกสภาพอากาศไม่ว่าร้อนหรือหนาว ตลอดไปจนถึงมีนวัตกรรมพิเศษตัวใหม่ที่ชื่อว่า Mid Airflow Chamber ซึ่งจะเป็นช่องว่างรอบ ๆ ตัวหมวกระหว่างโฟมด้านนอกและโฟมด้านในเพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนรอบตัวศีรษะและไล่อากาศร้อนออกไปทางด้านหลัง การันตีทัศนวิสัยดีเยี่ยม ชิลด์หน้ามีระบบรีคอยล์ทำงานด้วยสปริงช่วยปรับและดึงชิลด์ให้ลงล็อคอัตโนมัติ ช่วยกันลมเข้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ทางค่ายยังแถมพินล็อกสำหรับกันฝ้าไปให้ในกล่องอีกด้วย นอกจากนี้แว่นกันแดดในหมวกยังมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก 18% ช่วยป้องกันแสงจ้าการันตีทัศนวิสัยที่ดีขึ้นอีกด้วย นิ่งแม้ขับเร็ว ด้วยเทคโนโลยีระบบโฟม EPS กันสั่นสะเทือน ซึ่งมีการเพิ่มชั้นยางพิเศษเข้าไประหว่างโฟมด้านในและด้านนอก ทำให้โฟมหมวกด้านในขยับได้เล็กน้อยซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นเมื่อเจอกับกระแสลมแรงหรือขับขี่ที่ความเร็วสูง รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตัวหมวกรองรับเทคโนโลยีบลูทูธ X-COM3 สามารถติดตั้งในหมวกได้ทันที ช่วยให้สามารถคุยโทรศัพท์หรือฟังเพลงได้อย่างสะดวก รวมไปถึงการออกแบบตัวพีคหมวกให้สามารถรองรับการติดตั้งกล่องแอ็กชันคาเมร่าได้อย่างแน่นหนาคงทน หรือจะติดตั้งที่ด้านข้างตัวหมวกด้วยเมาท์ที่สามารถถอดออกได้ หรือที่คางด้านหน้าของหมวกก็ยังได้ การจำหน่าย ตัวหมวกนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 17,500 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อปสุดราคา 25,500 บาท โดยจะมีของเข้ามาในจำหน่ายในช่วงต้นปี 2024 ผ่านทาง Panda Rider และตัวแทนจำหน่าย ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PandaRiderDotCom หรือที่ http://www.pandarider.com/

เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ไบค์เกอร์ควรตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง เริ่มเข้าสู่วันหยุดยาวในช่วงปีใหม่กันแล้ว หลาย ๆ คนคงเริ่มมีแพลนที่จะเดินทางออกทริปพักผ่อนหย่อนใจ หรือเดินทางกลับต่างจังหวัด ไปหาครอบครัวสุดที่รักกันใช่ไหมหล่ะครับ แน่นอนว่าแอดก็มีแพลนไปเที่ยวเช่นเดียวกัน (ฮ่าๆ) สำหรับครั้งนี้แอดมีบทความดี ๆ อยากแนะนำแก่เหล่าไบค์เกอร์ทุกท่าน สำหรับท่านใดที่จะเดินทางออกทริปโดยใช้ยานพาหนะ 2 ล้อแล้วหล่ะก็ ลองมาดูกันกับเช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย น้ำมันเครื่อง น้ำยาหม้อน้ำ สำหรับเครื่องยนต์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของรถ 2 ล้อ และแน่นอนเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอ และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ สามารถทำได้ง่าย ๆ แนะนำให้เริ่มจากเช็คระยะการใช้งานว่าครบรอบตามกำหนดหรือไม่ หรือหากไม่ชัวร์ให้ลองตรวจด้วยก้านน้ำมันเครื่อง (หากเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ ควรรอสักพักให้เย็นก่อน) แล้วตรวจเช็คเพื่อดูว่าสีเข้มและเหนียวมากน้อยแค่ไหน โดยให้เช็ดก้านวัดน้ำมันเครื่องด้วยผ้าหรือทิชชู่ จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปใหม่แล้วเอาออกมาดูอีกครั้ง ซึ่งในส่วนนี้ สามารถตรวจดูได้ 2 อย่างเลยก็คือ ระดับน้ำมันเครื่อง และ สภาพน้ำมันเครื่อง หากเข้มมาก ๆ หรือระดับน้ำมันเครื่องต่ำ ก็สามารถทำการถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ได้เลย เพื่อความสะอาดของเครื่องยนต์ แต่ถ้าหากให้ดีกว่านี้ ลองมองหาน้ำมันเครื่องที่มีสมรรถนะทนอุณหภูมิความร้อนสูง รองรับการขับขี่ทางไกลที่ใช้ระยะเวลานาน ๆ นอกจากนี้ น้ำยาหม้อน้ำก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ โดยให้ลองตรวจเช็คน้ำยาหม้อน้ำ ว่ายังเหลือมากน้อยแค่ไหน เริ่มแห้งหรือยัง ถ้าเหลือน้อยก็ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นตามที่กำหนด โดยมีสัญลักษณ์บอกระดับน้ำยาอยู่ด้านข้างขวด สภาพยาง ทีนี้มาดูส่วนสำคัญกับ “ยาง” อะไหล่ชิ้นสำคัญที่สัมผัสกับพื้นถนน หากไม่มีการดูแลสภาพยางให้ดี อาจส่งผลอันตรายต่อการขับขี่ได้เลย สำหรับยางรถ 2 ล้อของท่านเริ่มสึก เริ่มแข็งกระด้าง หรือดอกยางเริ่มหมดแล้วหล่ะก็ แนะนำให้ควรเปลี่ยนยางทันที เพราะเราอาจจะไม่รู้ว่าเส้นทางที่เราจะไปนั้นจะสมบุกสมบันหรือมีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน และเสริมด้วยการใช้ยางที่มีคุณภาพ เกาะถนนและสามารถรีดน้ำได้ดี อาจจะช่วยลดอุปสรรคในการเดินทางได้ แถมเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงหมั่นตรวจเช็คสภาพลมยาง ให้หมั่นเช็คลมยางเป็นประจำ โดยเติมลมให้ระดับแรงดันอยู่ในมาตรฐาน เพื่อการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โซ่ สเตอร์ และสายพาน รถโซ่ครูด สายพานขาด ปัญหาเหล่านี้มักได้ยินเป็นประจำสำหรับรถ 2 ล้อโดยเฉพาะช่วงออกทริปหยุดยาวท้ายปีนี่แหล่ะครับ เพราะฉะนั้นควรตรวจเช็คให้ดีว่า โซ่หย่อน ฟันเสตอร์แหลมมากน้อยแค่ไหน สามารถดูบทความตรวจเช็คโซ่ สเตอร์ได้ที่นี่ รวมถึงสายพานสำหรับรถสกู๊ตเตอร์นั้นใช้งานครบตามระยะกำหนดแล้วหรือไม่ ลองตรวจเช็คให้ดี ระบบเบรก นอกจากเรื่องโซ่ เสตอร์แล้ว เรื่องของความปลอดภัยกับระบบเบรกก็สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งผ้าเบรก จานเบรก น้ำมันเบรก หมั่นตรวจเช็คให้ดี ว่าความหนาผ้าเบรกเหลือมากน้อยแค่ไหน จานเบรกมีฝุ่นเกาะหรือไม่ น้ำมันเบรกเริ่มเสื่อมสภาพหรือยัง สายเบรกมีปัญหามั้ย หากมีปัญหาดังกล่าวก็ควรเปลี่ยนให้พร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ แบตเตอรี ระบบไฟ สัญญาณแตร ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรีให้ดี ทุกครั้งก่อนออกทริป หากแบตเตอรีในรถของท่านไม่ดีแล้วหล่ะก็ รถอาจดับกลางทาง และอาจต้องเข็นรถอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ซึ่งจะทำให้หมดสนุกในการเดินทางก็เป็นได้ ไปรวมถึงเช็คระบบไฟโดยให้ใช้ฟังก์ชันของระบบไฟต่าง ๆ ว่าทำงานปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติให้นำเตรียมเข้าศูนย์เพื่อเช็คบริการได้เลย โช้คอัพช่วงล่าง แน่นอนว่าการออกทริปแต่ละครั้งของเหล่าไบค์เกอร์ มันต้องมีอะไรติดไม้ติดมือทั้งอุปกรณ์ สัมภาระ เสื้อผ้าที่ขนใส่ใต้เบาะ ใส่กล่องปี๊บด้านหลังรถ 2 ล้อกันใช่ไหมครับ ตัวแปรในจุดนี้ก็คือน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และส่วนที่รองรับแรงกระแทกระหว่างพื้นถนนและตัวรถก็คือโช้คอัพนั่นเอง ในส่วนนี้หลังใช้งานขับขี่เสร็จแล้วอยากให้ลองตรวจดูว่าตัวโช้คนั้น มีอุณหภูมิร้อนตามปกติ มีคราบน้ำมันรั่วซึมออกมาจากตัวโช้คหรือไม่ หรือตัวโช้คมีการทำงานที่ให้ระยะยุบแบบปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ ให้นำรถเข้าตรวจเช็คสภาพได้ทันที ความสะอาด และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความสะอาด สำหรับข้อนี้แอดคงไม่กังวัลซักเท่าไหร่ เพราะบริบทของไบค์เกอร์ เรื่องรถ 2 ล้อ ก็มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีหมั่นทำความสะอาด ล้างรถ อัดจารบี และใช้น้ำยาหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ สำหรับทั้งหมดที่กล่าวมากับ เช็ครถ กับ 7 จุดสำคัญ ที่ควรตรวจเช็ค บำรุงรักษาให้ดี และขอให้ขับขี่อย่างสนุก ปลอดภัย และมีความสุขในช่วงหยุดปีใหม่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PM. 2.5 ภัยเงียบตัวร้าย ที่นักบิดไม่ควรมองข้าม เตือนภัยสำหรับชาวไบค์เกอร์..!! กับภัยเงียบสุดแสนอันตรายอย่าง PM.2.5 เริ่มคืบคลานกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยผลกระทบคราวนี้คงไม่พ้นพวกเราเหล่าไบค์เกอร์ชาว 2 ล้อที่ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน แล้วฝุ่นพวกนี้มันคืออะไร จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แล้วจะต้องเตรียมตัวป้องกันอย่างไรบ้าง ไปดูกัน PM2.5 คืออะไร สำหรับ PM. 2.5 คือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง อาทิ ควันไอเสียจากรถยนต์ ควันมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ไซส์งานก่อสร้างตามถนน อาคาร รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยเจ้า PM. 2.5 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอนหากไม่เห็นภาพให้ลองเทียบกับเส้นผมของเราที่มีขนาด 50-70 ไมครอน ซึ่งเจ้าฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมีขนาดเล็กกว่าถึง 20-30 เท่าเลยทีเดียว ลองคิดดูสิครับ ถ้าฝุ่นละอองพวกนี้เล็ดลอดเข้าดวงตา ผ่านรูจมูกเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบที่ได้รับ ในระยะสั้น มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หายใจลำบาก เกิดอาการระคายเคืองตา ตาแดง และรู้สึกแสบร้อนบริเวณดวงตา มีอาการเวียงเวียนศีรษะ ปวดหัว ร่างกายอ่อนล้าและเพลียง่าย ในระยะยาว หากสูดอากาศที่เป็นมลพิษสะสมเข้าไปนาน ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายทั้ง โรคระบบหายใจเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและโรคมะเร็งปอด สำหรับปัญหาของดังกล่าว คงเป็นเรื่องที่คงหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับสายบิด 2 ล้อ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นอันดับต้น ถึงแม้จะสวมหมวกกันน็อกใส่โม่งปกปิดมิดชิดก็ตาม แต่อย่างไรฝุ่นละอองพวกนี้ก็สามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปข้างในอยู่ดี แล้วชาว 2 ล้อ มีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง วิธีป้องกัน อันดับแรก ให้เช็คสภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชันในโทรศัพท์ก่อนเตรียมตัวเดินทาง *แนะนำให้โหลดแอพพลิเคชัน IQ Air อัปเดตค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์* สวมหน้ากากอนามัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ถ้าจะให้ดีควรหาหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพสูง อาทิ หน้ากาก N95 แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ให้นำหน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อนทิชชู่เข้าไปอีกชั้น ซึ่งจะเพิ่มการป้องกันฝุ่นละอองได้ดียิ่งขึ้น สวมแว่นตากันลมทุกครั้ง สำหรับนักบิดที่ใช้หมวกกันน็อกประเภทครึ่งใบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตาแล้ว แถมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อลมได้อีกด้วย สวมเสื้อผ้าแขนยาว ปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่เกาะติดตามผิวหนังและอาจเข้าสู่ร่างกายได้ วางแผนการเดินทางให้ดี และหลีกเลียงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่น ดูแลรถให้พร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด หากเป็นไปได้ ถ้าไม่มีความจำเป็น ควรงดเดินทางออกจากบ้านหรือที่พักอาศัย เพื่อลดความเสี่ยงในสถานการณ์เช่นนี้ แล้วนอกเวลาขับขี่ ควรดูแลตัวเองอย่างไร รักษาความสะอาดเป็นประจำ หมั่นล้างมือ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และไม่จับสิ่งสกปรกหรือของแปลกปลอมใด ๆ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และนี่ก็คือวิธีการป้องกันเบื้องต้น สำหรับชาวไบค์เกอร์ โดยสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และแน่นอนว่าอย่าลืมทำหมั่นรักษาความสะอาด สวมอุปกรณ์เซฟตี้ สวมไรดิ้งเกียร์และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกเดินทาง และขอให้สนุกกับการขับขี่เจ้า 2 ล้อนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Z500 2024 เน็กเก็ดพิกัดใหม่จากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki ส่ง Z500 2024 ซึ่งเป็นเน็กเก็ดพิกัดใหม่ของทางค่ายออกมาสู่ตลาดยุโรป เคียงคู่กับสปอร์ตไบค์ของทางค่ายอย่าง Ninja 500 โดยโมเดลใหม่นี้ให้สมรรถนะที่แรงขึ้นและดุดันมากขึ้นในสไตล์ของสตรีทไบค์ที่พร้อมจะซิ่งบนเส้นทางในเมือง ดีไซน์ สำหรับเรื่องของดีไซน์นั้นมีความดุดันด้วยเส้นสายที่เป็นเหลี่ยมมุมที่นำมาจาก Z900 บวกกับการเผยให้เห็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ดิบ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเดียวกับของเจ้านินจา โดยจะเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมัน 14 ลิตร นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถใช้เฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 168 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เรียกว่าเหมือนกับเจ้านินจา 500 เลยล่ะครับ เทคโนโลยี นอกจากระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ และระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปแล้วตัวรถยังมีการใส่หน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ (เฉพาะรุ่น SE) การจำหน่าย โมเดลนี้จะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกันคือตัวสแตนดาร์ดและตัว SE ซึ่งก็แน่นอนว่าเวอร์ชันหลังแพงกว่า แต่อย่างไรก็ทางค่ายยังไม่ได้เผยราคาออกมา และผมเองก็เชื่อว่าถ้ามาขายไทยจริงล่ะก็ราคาต้องถูกมากหน่อย เพราะสเปกแบบนี้แล้วราคาไม่โอเคล่ะก็ ยากที่จะแย่งลูกค้าจากค่ายอื่นจริง ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก