SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสาร MotoGP มามากมาย ต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ Rossi นักแข่งหมายเลข 46 หรือแม้กระทั้งเรื่องรถแข่ง ผลการแข่งขัน เทคโนโลยีรถแข่ง เรื่องราวของนักแข่งหลายๆ ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวมาไม่มากก็น้อยก็ตาม วันนี้เราก็อยากจะหยิบภาพน่ารักๆ ของ Rossi อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง MotoGP เป็นตำนานมากประสบการณ์ ที่มีดีกรีคว้าแชมป์โลกมาแล้วหลายสมัยมาให้ชม พร้อมกับปริศนาที่อยู่ในภาพ ว่าเด็ก 2 คน ที่อยู่กับ วาเลนติโน่ ร๊อซซี่คือใคร วันนี้เรามีคำตอบ เด็กน้อยด้านซ้ายสุดของภาพสวมใส่เสื้อสีเขียว หน้าตาน่ารัก นัยตาหวาน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย ปัจจุบันเขาอยู่ สังกัดทีม CryptoDATA RNF MotoGP™ Team นั้นก็คือ Miguel Oliveira ดีกรีไม่ธรรมดา ปัจจุบันเขายังคงแข่งขันในรุ่นใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง MotoGP เด็กน้อยคนกลาง เสื้อสีแดง นัยตามุ่งมั่น เบ้าหน้ามาหล่อเหลาเอาการแต่เด็กเลย คนนี้ก็ไม่ธรรมดาสาวๆแฟนคลับเรียกได้ว่าติดกันแบบง่อมแง่ม แต่ก็พ่ายให้กับแฟนสาวคนสวยได้ครองใจเขาไปเรียบร้อย คนนี้คือ Maverick Viñales ปัจจุบันเข้าแข่งรถให้กับทีมโรงงาน Aprilia Racing ต้องบอกก่อนเลยว่ารูปบางรูปก็บอกอะไรให้กับเราได้หลายอย่าง หนุ่มรูปงามในตอนนั้นอย่าง Valentino Rossi ที่มีประสบการณ์มากมาย เดินทางแข่งมาทั่วโลกกาลเวลาค่อยๆผลักเขาออกไปเป็นตำนาน และเด็กสองคนในวันนั้น ที่ได้เติมโตขึ้นมาอยู่ในวงการการแข่งขันรถระดับโลก ทำให้เห็นว่าทุกสิ่งบนโลกไม่มีอะไรยั่งยืน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ว่าแต่ MotoGP 2023 ให้จะเป็นแชมป์โลกกันนะ.. ติดตามผลคะแนน คลิกได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MT-09 SP 2024 อัปเกรดช่วงล่าง แถมเพิ่มความพรีเมียม วันก่อน Yamaha เพิ่งจะเปิดตัวไฮเปอร์เน็กเก็ดคันใหม่เวอร์ชั่นปรับโฉมไปได้ไม่ทันไร วันนี้เปิดตัวอัปเกรด หรือก็คือเจ้า MT-09 SP 2024 มาแบบไม่ทันให้สื่ออย่างพวกผมได้ทันหายใจ แบบไม่ทำให้ไบเกอร์สายเน็กเก็ดต้องรอลุ้นนาน เรียกว่าเลือกเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าจะเอาคันไหน เอาแบบแค่ทั่ว ๆ ไป หรือจัดสุดตัวพรีเมียมที่เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ไปเลยทีเดียวจบ ๆ ถือว่ามาแปลกกันเลยทีเดียว สำหรับโมเดลพิเศษนี้หลาย ๆ คนน่าจะรู้ดีว่าเป็นการอัปเกรดช่วงล่างเพิ่มความพรีเมียม และที่เหลือก็จะคล้าย ๆ กับโมเดลสแตนดาร์ดนั่นเอง แฟน ๆ สามารถย้อนไปอ่านที่ลิงก์ที่ผมแปะไว้ให้ได้ตรงนี้ได้เลย ส่วนจะมีอะไรอัปเกรด มีอะไรพรีเมียมขึ้นมาบ้าง ผมจะเหลาให้ฟังเอง ภายนอกที่เราเห็นอยู่ได้ชัดเจนก็จะเป็นในส่วนของช่วงล่าง ขอเริ่มกันที่ส่วนของโช้คก่อน ด้านหน้าจะเป็น KYB แบบหัวกลับปรับแต่งได้เต็มระบบ สีทอง ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมรีโมทปรับ สีทองเช่นกัน ด้านหน้ายังมีการเปลี่ยนคาลิเปอร์เบรกให้เทพขึ้นด้วยคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ขณะที่ด้านหลังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมปัดเงา ปิดท้ายด้วยสีสันและการเก็บงานสีพรีเมียมแบบ R1M ส่วนที่มองไม่เห็นจากภายนอกตัวรถก็จะมี โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามาเป็นโหมด Track และหน้าจอแสดงผลใหม่สำหรับโหมด Track ปิดท้ายด้วยระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือไม่ได้เปลี่ยนแปลงยังเป็นเหมือนกับตัวสแตนดาร์ดนั่นเอง ย้อนไปดูในลิงก์รุ่นสแตนดาร์ดอย่างที่ผมบอกได้ สุดท้ายนี้เรื่องของการวางจำหน่ายก็น่าจะเข้ามาจำในไทยอย่างแน่นอน แต่อาจจะมาจำนวนไม่มาก และราคาน่าจะโดดไปอยู่ที่หลัก 5 แสนต้นแน่ เพราะครั้งนี้ใส่คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ที่มักจะใส่มาในรถตัวพันกันเลย ซึ่งแน่นอนว่าค่าตัวต้องแพงขึ้นแบบเห็น ๆ แน่ครับ แต่บอกเลยว่าของที่ใส่มาให้ดีพรีเมียมช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing กับระบบชิลด์ปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ น่าสนใจแค่ไหน ล่าสุดมีรูปหลุดเผยพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรจากค่ายปีกนก เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะเตรียมนำใช้ในรถทัวริ่งไบค์รุ่นเรือธงอย่าง Honda GoldWing ในเจนเนอเรชันใหม่ กับชิลด์หน้าที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ทำงานร่วมระบบเซ็นเซอร์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายระเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ตัวระบบดังกล่าวไม่เพียงแค่สร้างขึ้นมาเพื่อการความสะดวกสบายในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังติดตั้งระบบสั่งการด้วยเสียงเพื่อสั่งการในระบบฟังก์ชันอื่น ๆ ของตัวรถอีกด้วย โดยระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้านั้น ถือว่าไมได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าแปลกตาซักเท่าไหร่ เพราะระบบเคยเปิดตัวมาแล้วเมื่อปี 2018 และถูกนำมาใช้งานกับเจ้าโกลด์วิงในโฉมปัจจุบันนั่นเอง ด้วยหลักการทำงานของมันก็คือ ปรับระดับสูงต่ำตามการใช้งานของผู้ขับขี่ และจะปรับระดับลงมาสุดต่อเมื่อดับเครื่องยนต์ ซึ่งแน่นอนว่า ระบบรุ่นใหม่ในใบจดสิทธิบัตร ย่อมฉลาดกว่าแน่นอนเพราะมีตัวเซ็นเซอร์ที่เข้ามาช่วยทำงาน ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ ในตัวรถ ทั้งไมค์โครโฟน ชุดกล้อง ผ่านการประมวลผลผ่านกล่อง ECU จึงทำให้ตัวกระจกชิลด์ไฟฟ้าสามารถปรับได้แบบอัติโนมัติและแม่นยำ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเร็วและสภาพอากาศอีกด้วย รวมถึงระบบสั่งการจากไมค์โครโฟน ที่ใช้เพื่อตรวจสอบเสียงรบกวนจากลม และไม่เพียงเพราะเสียงรบกวนเท่านั้น มันยังรบกวนระบบจดจําเสียงด้วย และเมื่อใช้ความเร็วที่เพิ่มขึ้น และเสียงลมเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ชุดควบคุมจะสั่งการให้กระจกชิลด์เลื่อนขึ้น ตามโหมดการปรับที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าเพื่อลดเสียงลมและการสั่นไหวนั่นเอง และแน่นอนว่านี่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ หากตัวชิลด์อยู่ในตำแหน่งที่ขอบกระจกนั้น บดบังสายตาของผู้ขับขี่ ดังนั้นทางค่ายจึงได้เพิ่มองค์ประกอบพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น โดยติดตั้งชุดกล้องคู่ซึ่งอยู่ด้านบนของกระจก จะหมุนมายังตัวของผู้ขับขี่และป้อนภาพไปส่งไปยังกล่อง ECU เพื่อประมวลผล จดจำตำแหน่งและความสูงของของผู้ขับขี่ และจะระบบตัวกระจกให้อัตโนมัตินั่นเอง และให้แน่ใจว่าจะหยุดเฉพาะเมื่ออยู่สูงหรือต่ำกว่าเส้นขอบตาของผู้ขับขี่เท่านั้น ตัวกล่องยังมีฐานข้อมูลการตั้งค่าของผู้ขับขี่ เพราะฉะนั้น ผู้ขับขี่จึงสามารถเลือกจัดลำดับความสำคัญในการมองเห็นหรือการป้องกันลมได้ รายละเอียดของชิลด์ไฟฟ้าปรับอัตโนมัติของ Honda เมื่อความเร็วและเสียงลมเพิ่มขึ้น ECU สามารถบอกให้หน้าจอเพิ่มขึ้นลดการสั่นและเสียงรบกวน แผนที่ตั้งโปรแกรมสำหรับตำแหน่งหน้าจอรวม อยู่ในระบบช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการมองเห็นหรือการลดเสียงรบกวนได้ด้วยการกดปุ่ม หน้าจอไฟฟ้าเปลี่ยนความสูงและมุมเพื่อต่อสู้กับการสั่นสะเทือนและเสียงของลม กล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของกระจกปีกจะบันทึกความสูงของดวงตาของผู้ขับขี่และใช้มันเพื่อคำนวณการมองเห็นและบอกคอมพิวเตอร์ว่าอย่าหยุดหน้าจอเพื่อให้ขอบของหน้าจออยู่ในสายตา ไมโครโฟนบนหมวกกันน็อคของผู้ขับขี่จะรับเสียงและเสียงจากลมและส่งข้อมูลไปยัง ECU ควบคุมกระจกหน้า และนี่ก็คือเทคโนโลยีใหม่ ที่ทางฮอนด้าได้คิดค้นขึ้นมา เพื่อนำมาพัฒนาในโมเดลใหม่ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นโกลด์วิงเจ็นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวขึ้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นทัวริ่งรุ่นอื่น ๆ ก็เป็นได้ แต่โดยรวมมองว่า ระบบดังกล่างเป็นระบบที่ค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่โดยไม่ต้องผะวงอะไรมากนัก และแน่นอนว่าหากมีการติดตั้งใช้งานจริง ราคาก็น่าจะอัปตามขึ้นไปด้วยอย่างแน่นอนครับ สเปค ราคา Honda Gold Wing 2023 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,833 ซีซี แรงม้า (เคลม) 126.4 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 170 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 73.0 x 73.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.5 : 1 ระบบเกียร์ ชุดเกียร์อัจฉริยะ DCT 7 สปีดและวอร์กกิ้งโหมด ระบบจุดระเบิด Full Transistorized ignition ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ Automatic clutch wet multiplate type ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 130/70-18 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 200/55-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลวิชโบน ปรับแต่งเต็มระบบ จาก Showa ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโปร์ลิงค์ ปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Showa เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 316 มม. (ABS) คาลิเปอร์ 3 ลูกสูบ เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 905 x 2,615 x 1,430 มม. ระยะฐานล้อ 1,695 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 745 มม. น้ำหนักรถ 367 กก. ความจุถังน้ำมัน 21 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2023 ทริปสุดมันไปกับยามาฮ่า ล่าสุดแอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปขับขี่เดินทางไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2023 ซึ่งเป็นทริปที่ทั้งสนุกและทั้งมันและเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ สำหรับลูกค้ายามาฮ่าเท่านั้นอีกด้วย ทริปนี้จะสนุกจะมันยังไงบ้างไปดูกันเลย ทริปนี้แอดมินได้ขับขี่เจ้า Tracer 9 GT รวมทริปสุดมันครั้งนี้ไปด้วย พวกเราเริ่มต้นความสนุกกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่า ไบเกอร์สาวกยามาฮ่าได้หลายสิบชีวิต ตั้งจุดหมายปลายทาง จ.บุรีรัมย์ แบบยิงยาว ๆ คิดเป็นระยะทางประมาณ 370 กม. โดยมีแวะเติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำกันเล็กน้อย เราออกเดินทางกันประมาณ 06:30 เดินทางไปถึง YAMAHA REV VENUE MOTOGP ประมาณเที่ยงวันพอดีพอดี ซึ่งภายในเวนิวพิเศษนี้จะมีบริการรองรับสำหรับไบเกอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ที่จอดรถ บริการรับฝากหมวกกันน็อค ฟู้ดทรัคแสนอร่อย รวมไปถึงมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยามาฮ่า บิ๊กไบค์ นอกจากบริการแบบพิเศษ ๆ และยังมีการจับลักกี้ดรอว์ แจกรางวัลสุดพิเศษให้กับแฟน ๆ ได้อีกด้วย และก่อนที่จะเข้าไปชมการแข่งขันด้านในสนาม ทางยามาฮ่าก็ได้จัดเตรียมเรียกรถอีแต๊กมาคอยรับส่งแฟน ๆ เพื่อเข้าไปชมการแข่งขันด้านในได้แบบสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยขบ โดยมีบริการทั้งรอบควอลิฟายและวันแข่งขัน และที่สำคัญยังมีแกรนด์สแตนด์ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร, ฟรังโก มอร์บิเดลลี และ น้องไอเดีย กฤตภัทร ที่ให้แฟน ๆ ได้ขึ้นไปเชียร์นักแข่งในดวงใจของตัวเองได้แบบติดขอบสนามกันเลย ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตของยามาฮ่าได้ Meet & Greet น้องไอเดีย กฤตภัทร นักแข่ง Yamaha Thailnd Racing Team ให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดอีกด้วย ส่วนเจ้า Tracer 9 GT ที่แอดได้นำมาขับขี่ออกทริปวันนี้ แม้ว่าจะเป็นตัวเก่าแล้ว แต่ก็ขอรีวิวแถมไว้ตรงนี้สั้น ๆ ไม่ยาวมากว่าเป็นรถที่ออกทริปได้สบายมาก ถูกใจแอดฯ เป็นที่สุด ช่วงล่างนุ่มนวล และนิ่งมาก ๆ บอกเลยไม่แข็งกระด้าน ไม่สะท้านมือแน่นอน และด้วยเครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 115 แรงม้า บิดเร่งแซง สั่งได้ดั่งใจ หน้าเกือบลอยกันเลยทีเดียว ชิลด์หน้าขนาดใหญ่บังลมได้ดี ไม่เมื่อยไม่เหนื่อยเลยแม้จะต้องหวดกันยาว ๆ ยังมีของดีอีกหนึ่งอย่างนั้นคือควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น สายออกทริป หรือสายเมือง รับรองถูกใจสิ่งนี้แน่นอน สุดท้ายนี้ แฟน ๆ ท่านอยากได้รถบิ๊กไบค์เท่ ๆ ไว้ขี่หล่อแบบแอดฯ แถมยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้ร่วมตลอดทั้งปีล่ะก็ก็สามารถเข้าไปลองทดสอบ ขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ งานนี้แอดมินรอไปออกทริปด้วยอยู่น้า ขอบคุณ Yamaha Riders’ club ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ แบบนี้ให้แฟน ๆ ยามาฮ่าทุกคนด้วยนะครับ เจอกัน ทริปหน้า สวัสดีครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไม ค่ายรถถึงชอบลงทุนในจีนและอินเดีย เคยสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมแบรนด์ค่ายรถจักรยานยนต์ทั่วโลกส่วนใหญ่ถึงทำการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ค่ายรถจีนหรือไม่ก็อินเดียกันหล่ะ โดยเรามักจะเห็นข่าวบ่อยครั้งสำหรับโมเดลเปิดตัวมาใหม่ ที่เกิดจากการคอลแลปส์พัฒนาร่วมกัน แล้วมันดีอย่างไร เดี๋ยวไปดูกัน สำหรับข้อดีของโมเดลที่เกิดจากการคอลแลปส์ร่วมกัน ถือเป็นการดึง “จุดเด่น” ความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย ร่วมพัฒนาโมเดล ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนการออกแบบตัวรถ สมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังรวมไปถึงการทำการตลาดในภูมิภาคนั้น ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ไทรอัมพ์กับบาจาจ พิอาจิโอกับจงเซิน หรือแม้กระทั่ง บีเอ็มดับเบิ้ลยู โมโตราดกับ TVS ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญในการเข้าถึงตลาดรถจักรยานยนต์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย โดยล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ค่ายรถ ยามาฮ่าจับมือเซ็นสัญญาร่วมพัฒนาโมเดลใหม่กับ CF MOTO เพื่อเจาะตลาดในประเทศจีน ซึ่งการร่วมทุนครั้งนี้ ถือเป็นการยุติความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง Yamaha และ Jianshe Machine Tool Factory ขณะที่รายละเอียดอื่น ๆ ของการคอปแลปส์ครั้งใหม่ยังไม่มีการเปิดเผย และอีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่น นั่นก็คือการคอลแลปส์ระหว่าง CF Moto และ KTM ซึ่งทำธุรกิจร่วมกันเมื่อปี 2013 นอกจากการผลิตโมเดล KTM เพื่อเจาะตลาดจีนแล้ว CFMOTO ยังผลิตโมเดล KTM 790 Adventure และเปิดจำหน่ายในทั่วโลก ยังรวมไปถึง โมเดล IBEX 800T Adventure Touring Vehicle โดยใช้เครื่องยนต์คู่ขนาน และระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ จาก KTM นั่นเอง ต่อด้วย Bajaj Auto และ Pierrer Mobility ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ KTM โดยร่วมธุรกิจเมื่อปี 2007 ซึ่งปัจจุบัน รถมอเตอร์ไบค์ KTM และ Husqvarna ในรุ่นเล็กนั้น ได้ถูกผลิตที่โรงงาน Chakan ของ Bajaj ซึ่งความร่วมมือนี้ ยังช่วยให้แบรนด์ KTM สามารถเข้าถึงเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาในอินเดีย ส่วนด้าน Triumph และ Bajaj นั้นได้ร่วมธุรกิจจับมือพันธมิตร ร่วมกันพัฒนาโมเดลตั้งแต่ปี 2020 และเปิดตัวโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Speed 400 และ Scrambler 400X ในปีนี้ โดย Triumph ได้ให้สิทธิ์แก่ Bajaj ในการดูแลการขายและการตลาดในประเทศอินเดีย และขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในอินเดียจาก 15 สาขาเป็น 120 สาขา รวมไปถึงรายอื่น ๆ อย่าง TVS ค่ายรถสัญชาติอินเดียแบรนด์ดังระดับโลก โดยในปี 2013 BMW Motorad และ TVS ร่วมมือกันพัฒนาและเปิดตัวโมเดลใหม่ในรุ่น G 310R และ G 310GS จำหน่ายในตลาดอินเดียและต่างประเทศ แม้แต่ค่ายอินทรีปีกเหล็กอย่าง Harley-Davidson ก็ยังร่วมทุนในตลาดจีนและอินเดียเช่นเดียวกัน โดยร่วมมือกับ Qianjiang และ Hero MotoCorp ในการพัฒนาและเปิดตัวโมเดล X440 และรุ่น SRK350 ซึ่งนอกจากค่ายรถยามาฮ่าจะหน้าทำการตลาดจีนแล้ว ค่ายรถคู่แข่งจากญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า หรือ ซูซูกิ ล้วนมีความสัมพันธ์ในประเทศจีนเช่นเดียวกัน โดยความสำคัญของการร่วมมือกับบริษัทจีนและอินเดียนั่นก็คือ การเข้าถึงเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการผลิต และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญในตลาดรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่จะประสบความสําเร็จในประเทศจีนและอินเดียโดยไม่มีพันธมิตรดังกล่าว แต่ความร่วมมือเหล่านี้ สามารถทําให้ธุรกิจนั้นมีการเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้ ล้วนมีความสําคัญและอาจเป็นกุญแจสู่ความสําเร็จในอินเดียและจีนในอนาคตอันใกล้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MT-09 2024 อัปเกรดใหม่ โฉบเฉี่ยว ดุดัน ไฮเทคยิ่งขึ้น เน็กเก็ดไบค์ตัวแรงที่เคยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013 ภายหลังจากมีการเปิดตัวเครื่องยนต์ 3 สูบ CP3 ก่อนหน้านั้นเพียงปีเดียว สร้างกระแสความไฮป์ให้กับวงการเน็กเก็ดไบค์เป็นอย่างมาก และล่าสุด Yamaha ก็ได้ทำการเปิดตัว MT-09 2024 เวอร์ชันอัปเกรดใหม่ ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ดุดัน ไฮเทคยิ่งขึ้นไปอีกระดับ เริ่มกันที่ดีไซน์ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยของโมเดลใหม่นี้ โดยมาในรูปโฉมที่ปราดเปรียวและดุดันมากยิ่งขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์การออกแบบ แบบ 3D Riding ที่เน้นให้ผู้ขับขี่ขยับท่วงท่าได้อย่างอิสระ ผสมผสานเข้ากับตัวแฟริ่งของรถที่ได้ไอเดียมาจากรถ YZ โมโตครอสสำหรับแข่งของยามาฮ่าที่โดดเด่นในเรื่องนี้ แน่นอนว่าทางค่ายยังคงแนวคิดเรื่องสวยงามและใช้งานได้ด้วย คือ ไม่ใส่สิ่งที่ไม่จำเป็นเข้าไป ตามสเต็ป “น้อยแต่มาก” ในทุก ๆ รายละเอียด ตัวรถเลยมีไฟหน้า LED ที่มีขนาดกะทัดรัดมาขึ้นไปอีก โดยมีการออกแบบตัวครอบไฟหน้ามาใหม่ ไฟโปรเจ็กเตอร์ LED ที่ทำหน้าที่ทั้งไฟสูงและไฟต่ำในตัวเดียวกันมีขนาดเลนส์ที่เล็กและบางลง แต่ยังให้ทัศนวิสัยที่ดีอยู่เช่นเดิม ขณะที่ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เป็นไฟ LED คู่เสริมความดุดันให้ด้านหน้าดูเข้มลงตัว ถัดเข้ามาด้านในอีกนิด ทางค่ายยังได้มีการใส่หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วดีไซน์ใหม่เข้าไปด้วย แน่นอนว่ามาพร้อมระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและระบบนำทางเข้าไปด้วย ด้านท้ายเองก็มีการออกแบบใหม่เช่นกัน ไฟท้ายและไฟเบรกแยกจากกันและจัดเรียงเป็นทรงใหม่ โดยไฟท้ายด้านบนจะเป็นสีแดงและด้านล่างเป็นสีสโม้ค ให้ภาพที่ดูปราดเปรียวยิ่งขึ้น ถังน้ำมันขนาด 14 ลิตรเองก็ได้รับการดีไซน์ใหม่เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญต่อท่านั่งและการขับขี่ โดยปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของทางตระกูล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดี และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้นในเรื่องของ 3D Riding แน่นอนว่ามีการปรับปรุงท่านั่งการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ทั้งความนิ่งและความคล่องตัว โดยมีการปรับตำแหน่งของแฮนด์บาร์ พักเท้าและเบาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่นั่งได้อย่างสบายและมีอิสระในการขยับตัวมากขึ้น แต่ยังมีท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านสไตล์สปอร์ตอยู่เล็กน้อยเช่นเดิม เบาะนั่งแยกเป็น 2 ชิ้น ของผู้ขับขี่และคนซ้อนเพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์การออกแบบ และแอบมีช่องจ่ายแบบ Type C ที่ด้านใต้เบาะเพื่อใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังมีการเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย โดยมีการใช้คันเบรกหลังใหม่ทำจากอลูมิเนียมฟอร์จ ส่วนปลายคันเกียร์จะถูกปรับให้แบนมากขึ้นเพื่อลดการขยับข้อเท้าเวลาเข้าเกียร์ เพื่อให้เข้าเกียร์ได้สมู้ทขึ้น และเพื่อให้เข้ากับความแรงของเจ้า Master of Torque คันนี้ทางค่ายได้อัปเกรดมาใช้ปั๊มเบรกบนจาก Brembo ตัวใหม่เป็นแบบเรเดียลที่ให้ฟีลลิ่งที่กะเกณฑ์และควบคุมแรงเบรกได้ดั่งใจมากขึ้น แถมด้วยการดีไซน์มือคลัตช์ใหม่ให้เป็นก้านที่ปรับได้ ช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจมากขึ้น รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนสวิตช์เกียร์ให้สามารถใช้งานได้สะดวก และเข้าถึงได้ฟังก์ชั่นหลากหลายมากขึ้นด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็ยังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบแบบครอสเพลน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี ที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย EU5+ ให้กำลังสูงสุด 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ส่วนของช่วงล่างก็ยังคงเดิม ยกเว้นยางที่มีการเปลี่ยนเป็นยางรุ่นใหม่ขึ้น โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม.จาก KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว โดยมีขนาดยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 พร้อมล้อสปินฟอร์จน้ำหนักเบาแบบไม่ต้องใช้ยางใน ปิดท้ายด้วยเรื่องของเทคโนโลยีแน่นอนว่าล้ำกว่าเดิมด้วยการสามารถปรับแต่งระบบต่าง ๆ ของตัวรถผ่าน Yamaha Ride Control (YRC) ได้ และสามารถปรับแต่งผ่านแอพพลิเคชันบนมือถือได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันล้ำ ๆ และสะดวกมาก ๆ เลยทีเดียว ส่วนระบบอื่น ๆ แน่นอนว่าก็ยังมีอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้ ECU และช่วยประมวลผลระบบต่าง ๆ ในรถ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบการควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบเบรกคอนโทรล และยังมีระบบ Back Slip Regulator ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรเวลาที่ล้อหลังเกิดล็อกขึ้นมาจากการมีเอ็นจิ้นเบรกมากเกินไป โดยระบบนี้จะควบคุมระดับของแรงบิดที่ออกมาจากเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์เจ็นฯ ที่ 3 ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติอีกด้วย มาถึงตอนนี้ใครที่ขี่โมเดลเก่าคงน้ำลายหก คนที่ยังลีลายังไม่ได้เป็นเจ้าของคงอยากได้แทบจะขาดใจ งานนี้ผมบอกเลยเข้าไทยแน่นอน แต่ก็ต้องแลกกับราคาที่น่าจะสูงขึ้นด้วย งานนี้ใครอยากได้รีบเก็บตังรอตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ เพราะราคาโมเดลล่าสุดอยู่ตอนนี้อยู่ที่ 439,000 บาท โมเดลใหม่ก็น่าจะมีโดดไปสี่แสนปลายเลยก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha

Ducati เผยโฉมเครื่องยนต์ตัวใหม่กับ Ducati Superquadro Mono engine เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 659 ซีซี ที่แรงที่สุดในโลก เอ๊ะ…หากใครหลายคนกำลังอ่านก็คงสงสัยว่าทำไมมันถึงแรงที่สุด เดี๋ยวพวกเราจะพาไปเจาะรายละเอียดทีละจุดกัน ไปชมกันครับ โดยเครื่องยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ducati Supermono 550 สปอร์ตเรพริก้าในตำนานเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 659 ซีซี มาพร้อมกับระบบเดสโมโดรมิก รวมถึงการออกแบบดีไซน์และรายละเอียดชิ้นส่วนในตัวเครื่อง โดยใช้พื้นฐานแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ในรุ่น Panigale 1299 และ Superquadro V-Twin ด้วยใช้ลูกสูบขนาดใหญ่ถึง 116 มม. เคลือบ DLC ช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเครื่องยนต์ ใช้ก้านสั้น ทำให้เครื่องยนต์สามารถทำรอบเครื่องได้สูง รวมไปถึงออกแบบวาล์วไอดีขนาดใหญ่ ที่ขนาด 46.8 มม. ทำจากไทเทเนียม และวาล์วไอเสียอลูมิเนียมขนาด 38.2 มม. และใช้ระบบวาล์วแบบ Desmodromic รวมถึงชิ้นส่วนประกอบอื่น ๆ ในเครื่องยนต์รุ่นนี้จะมีอะไรบ้าง เครื่องยนต์แบบสูบเดียว ขนาด 659 ซีซี ลูกสูบเคลือบ DLC ขนาด 116 มม. ระยะชัก 62.4 มม. กำลังส่วนอัด 13.1 : 1 แรงม้าสูงสุด 77.5 แรงม้าที่ 9,750 รอบต่อนาที /และรีดกำลังแรงม้าสูงเพิ่มขึ้นถึง 84.5 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที (ใช้ท่อ Termignoni Racing) แรงบิดสูงสุด 63 นิวตันเมตร ที่ 8,050 รอบต่อนาที และสามารถรีดสมรรถนะแรงบิดสูงสุดถึง 66.6 นิวตันเมตร (ใช้ท่อ Termignoni Racing) ลูกสูบอลูมิเนียม เครื่องยนต์รับรอง EURO5+ เพลาลูกเบี้ยวแบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ใช้วาล์วไอดีแบบไทเทเนียมขนาด 46.8 มม. มีขนาดใหญ่ ขณะที่วาล์วไอเสียมีขนาด 38.2 มม. ลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 62 มม. และนี่ก็คือ รายละเอียดชิ้นส่วนต่าง ๆ ในเครื่องยนต์รุ่นนี้ ซึ่งแต่ละชิ้นบอกได้เลยว่าสุดจริง ๆ โดยเครื่องยนต์ดังกล่าว จะใช้กับรถโปรดักท์ชันสายเอ็นดูโร่ทางฝุ่นนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไมเครื่อง Moto2 แรงกว่า เครื่องที่อยู่ในรถ Triumph ปกติ หลาย ๆ คนที่เป็นไบเกอร์สายสตรีทน่าจะรู้จักกันดีกับโมเดล Street Triple RS ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์ตัวแรงที่ใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงพิกัด 765 ซีซี แล้วรู้อะไรมั้ยครับ เครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของรถโมโตทูที่แข่งกันในตอนนี้เนี่ย พัฒนามาจากเครื่องยนต์ของเจ้า Street Triple RS รถถนนนี่ล่ะครับ แล้ว ทำไมเครื่อง Moto2 แรงกว่าเครื่องที่อยู่ในรถขี่ถนนล่ะครับ? วันนี้เราจะมาเฉลยให้ทุกท่านได้รับรู้กันครับ สาเหตุที่ทำให้แรงกว่าเครื่องปกติ มี 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนของการเสริมสมรรถนะ และส่วนของการใส่ของแต่งซิ่ง หรือเรซซิ่งพาร์ทนั่นเอง ทีนี้ในแต่ละส่วนก็จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมลงไปอีกครับ แน่นอนว่าเราก็จะมาบอกเช่นกันครับว่ามีอะไรบ้าง ส่วนของการเสริมสมรรถนะ ปรับแต่งฝาสูบด้วยการปรับแต่งพอร์ตไอดีและไอเสียเพื่อเพิ่มอัตราการไหลเวียนของน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มอัตราส่วนการอัด ใช้วาล์วไทเทเนียมและสปริงวาล์วที่แข็งขึ้นเพื่อเพิ่มรอบของเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น ใช้ชุดอัลเทอร์เนเทอร์แบบเรซที่ให้กำลังไฟต่ำเพื่อลดแรงเฉื่อยในระบบ ปรับอัตราทดเกียร์ 1 และเกียร์ 2 ใหม่ ใช้สลิปเปอร์ที่พัฒนามาสำหรับการแข่งขัน (สามารถปรับจูนเพิ่มได้) ใช้ ECU สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะจากทาง Magneti Marelli ปรับปรุงฝาเครื่องใหม่เพื่อลดขนาดความกว้างของเครื่องยนต์ เปลี่ยนอ่างน้ำมันเพื่อให้ออกแบบการไหลของไอเสียในช่วงคอทอทำได้ดีขึ้นเร ใช้สารเคลือบผิวสมรรถนะสูงเคลือบชิ้นส่วนสำคัญภายใน เพื่อเพิ่มความทนทานและความลื่นไหล ส่วนของเรซซิ่งพาร์ท เพิ่มความกว้างของกระบอกสูบและระยะชัก ใช้เพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ใช้ลูกสูบใหม่ ใช้ก้านสูบและเพลาบาลานเซอร์ใหม่ ใช้กระบอกสูบอลูมิเนียมเคลือบนิคาซิล ปรับแต่งเกียร์บ็อกซ์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกรวมในหัวข้อนี้กว่า 80 ชิ้นกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าวิศวกรของไทรอัมพ์ก็ศึกษาและพัฒนาเครื่องยนต์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่แรงและทนทานมากที่สุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ThaiGP 2023 ศึกดวลเดือด สุดมันส์ สมคำร่ำลือ สำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2023 สนาม 17 รายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ดวลความเร็วอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าแฟนความเร็วชาวไทย โดยไฮไลต์ของอยู่ที่การรวมเอานักบิดระดับพระกาฬกว่า 80 คน จากการแข่งขันทั้งสิ้น 3 รุ่นได้แก่ โมโตจีพี, โมโตทู และ โมโตทรี มาดวลคันเร่งให้แฟนชาวไทยได้ชมกันอย่างสุดมันส์ MotoGP สมคำร่ำลือที่ทุกคนรอคอย สำหรับการแข่งขันโมโตจีพี เป็นไปอย่างสุดมันส์ สมราคา สมคำร่ำลือ โดย ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสแปนิชจาก พรีม่า พรามัค เรซซิ่ง ระเบิดฟอร์มเหมาชัยชนะในรุ่น โมโตจีพีไปครอง ไล่จี้ ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า แชมป์โลกชาวอิตาเลียนจาก ดูคาติ เหลือเพียง 13 คะแนน สถานการณ์ในรุ่น โมโตจีพี อยู่ในช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์โลกระหว่าง ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า จ่าฝูงชาวอิตาเลียนจาก ดูคาติ เลโนโว ทีม ซึ่งมีคะแนนนำคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสแปนิชจาก พรีม่า พรามัค เรซซิ่ง หลังผ่านรอบ “สปรินต์” ในวันเสาร์เพียง 18 คะแนนเท่านั้น ตำแหน่งโพลในเรซนี้เป็นของ มาร์ติน ขนาบข้างด้วย ลูก้า มารินี นักบิดอิตาเลียนจาก มูนนีย์ วีอาร์46 เรซซิ่ง ทีม และ อเลช เอสปาร์กาโร นักบิดสแปนิชจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ในกริดที่ 3 ส่วน บันยาญ่า ได้เริ่มเกมในกริดที่ 6 เกมเรซนี้มีความพลิกผันตลอด 26 รอบสนาม โดย มาร์ติน สามารถบิดคว้าชัยชนะไปครองอย่างสุดมันส์ด้วยเวลา 39 นาที 40.045 วินาที เฉือน บันยาญ่า ที่ไล่บี้เข้าเข้าชัยในอันดับ 3 แต่ได้รับการเลื่อนขึ้นมาคว้าอันดับ 2 ตามหลัง 0.253 วินาที แทนที่ของ แบรด บินเดอร์ นักบิดแอฟริกาใต้จาก เรดบูล เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง ทีม ที่พลาดเหยียบแทร็กลิมิตในรอบสุดท้าย ขณะที่ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร นักบิดเฟรนช์จาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี และ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 8 สมัยจาก เรปโซล ฮอนด้า ตามเข้าป้ายในอันดับ 6 และ 7 ผ่านการแข่งขันสนามนี้ บันยาญ่า ยังรั้งจ่าฝูงบนตารางคะแนนสะสมมีทั้งสิ้น 389 คะแนน โดน มาร์ติน ไล่บี้เข้ามาเหลือเพียง 13 คะแนน ขณะที่เหลือการแข่งขันอีกทั้งสิ้น 3 สนามนี้ปีนี้ ส่วน มาร์โก เบซเซ็คคี นักบิดอิตาเลียนจาก มูนนีย์ วีอาร์46 เรซซิ่ง ทีม รั้งอันดับ 3 ตามหลัง 79 คะแนน “ก้อง สมเกียรติ” สร้างประวัติศาสตร์ คว้าโพเดียมในโฮมเรซได้สำเร็จ ด้าน“ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดไทยจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย สร้างประวติศาสตร์คว้าโพเดียมในบ้านเกิดอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก พร้อมสร้างสถิติเป็นนักบิดไทยคนไทยในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นโพเดียมใน “โฮมกรังด์ปรีซ์” ได้สำเร็จ ด้านเกมการแข่งขันในรุ่น โมโตทู ซึ่งแฟนชาวไทยติดตามเชียร์ทั่วประเทศปรากฏว่า ก้อง สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ออกสตาร์ตจากกริดที่ 5 ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 3 ในช่วงต้นเรซ ก่อนบิดเข้าเส้นชัยในอันดับดังกล่าว

Moto GP สนาม 17 คึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำเงินสะพัดกว่า 4.4 พันล้าน ปิดฉาก Moto GP สนาม 17 ใน โออาร์ ไทยแลนด์ กรังปรีซ์ 2023 ที่ จ.บุรีรัมย์ เงินสะพัด กว่า 4,400 ล้านบาท กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลสำรวจเบื้องต้น ของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังปรีซ์ 2023 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2566 พบว่า ในช่วงระยะเวลา 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 179,811 คน สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ ประมาณ 4,493 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 3,783 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมงานชาวไทยที่เดินทางมาร่วมงานประเภทพักค้างและท่องเที่ยว มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย คนละ 14,831 บาท ส่วนชาวต่างชาติ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 27,503 บาท ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมรายได้จากนักท่องเที่ยวภายในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับงบประมาณจากภาครัฐและเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ประมาณ 710 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน มากถึง 6,426 ตำแหน่ง ซึ่งเทียบเท่ากับการจ้างงานในระยะเวลา 1 ปี ขณะที่การถ่ายทอดสดการแข่งขันรถจักรยานยนต์รุ่น โมโต ทู และโมโตจีพี ในครั้งนี้ มีผู้ชมจากทั่วโลก กว่า 800 ล้านคน นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจเพราะนอกจากจะได้แสดงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ให้ทั่วโลกได้รับรู้แล้ว ยังแสดงถึงศักยภาพของจังหวัดบุรีรัมย์ในการเป็นเมืองกีฬามาตรฐานโลกอย่างแท้จริง สำหรับการสำรวจครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ สำนักงานสถิติจังหวัดบุรีรัมย์ได้ทำการเก็บข้อมูลการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 27 -29 ตุลาคม 2566 ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไอเดีย กฤตภัทร เก็บฟอร์มได้ดีในโฮมเรซ ใน ThaiGP 2023 รุ่นโมโตทรี ไทยยามาฮ่า เดินหน้าเต็มสูบ พานักบิดไทยลุยเกมส์การแข่งขันเวทีระดับโลก ส่ง “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหนึ่งเดียวจากโครงการ Yamaha bLU cRU Thailand หมายเลข 32 ลงศึกรายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2023 รุ่นโมโตทรี ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยวัย 18 ปี ซึ่งได้รับโอกาสทองลงแข่งขันในรุ่น โมโตทรี เวิลด์ แชมเปียนชิพ ด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ดเป็นครั้งแรกในชีวิตภายใต้สังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ด้วยรถแข่งหมายเลข 32 ต้องทำงานอย่างหนักในการปรับตัวกับรถแข่งตลอดการซ้อมทั้ง 3 ช่วง โดยผลในรอบการซ้อม ปรากฏว่ายอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย รั้งอันดับที่ 30 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 45.723 วินาที ตามหลังจ่าฝูงอย่าง เดนิซ ออนจู นักบิดเติร์กอยู่ 3.816 วินาที และต่อด้วยในรอบ Qualifying 1 ไอเดีย สามารถจบในอันดับที่ 15 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 46.1580 วินาที คว้ากริดสตาร์ทในอันดับที่ 29 เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา และในรอบการแข่งขันสุดท้ายเจ้าตัว ออกจากกริดสตาร์ทที่ 29 ซึ่งถือเป็นเกมที่กดดันและท้าทายของเจ้าตัวเป็นอย่างมากกับเกมการแข่งขันระดับโลก โดยตลอดเกมการแข่งขัน ไอเดีย สามารถสร้างผลงานได้เป็นอย่างดี กับการเข้าเส้นชัยได้ในอันดับที่ 27 และเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่สามารถจบการแข่งขันได้ในรุ่นนี้ นับเป็นการเก็บประสบการณ์แข่งขันอันมีค่าเพื่อปรับใช้ในเกมการแข่งขันในครั้งต่อๆไป อย่างไรก็ตาม ก็ขอเชียร์เป็นกำลังใจ ให้กับน้องไอเดีย ตั้งใจเก็บประสบการณ์เพื่อพัฒนาตนเองในครั้งต่อๆ ไป และในอนาคต พวกเราอาจเห็นนักบิดชาวไทยคนนี้ เฉิดฉายอยู่แถวหน้าในเวทีแข่งขันระดับโลกก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW M1000XR 2024 ทัวร์ซิ่งแรงทะลุ 200 ม้าจากค่ายใบพัด เป็นโมเดลที่ 3 แล้วที่ใช้รหัส M กับเจ้า BMW M1000XR 2024 ที่ครั้งนี้ทางค่ายปรับจูนมาให้กลายเป็นเหมือนกับสปอร์ตไบค์สำหรับใช้งานทางไกลไปซะแล้ว ซึ่งหลาย ๆ ค่ายก็หันมาทำแบบนี้กันเยอะ ทั้ง ๆ ที่บ้านเราทำแบบนี้กันจนมีภาษาบ้าน ๆ ที่เราเรียกกันว่าทัวร์ซิ่งขึ้นมาเลยทีเดียว แถมทางค่ายยังบอกว่าจริง ๆ เอาไปซิ่งในสนามก็ยังได้อีก ดีไซน์ ตัวรถมีดีไซน์ที่ลื่นไหลในแบบรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่ามีพื้นฐานมาจากตัวสแตนดาร์ด แต่มาเพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ ที่ได้ทั้งภาพลักษณ์และสมรรถนะ เช่น วิงก์เล็ต คาลิเปอร์เบรกสีฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อคาร์บอนพร้อมเทปติดขอบล้อ เป็นต้น ตลอดไปจนถึงปรับสีสันและกราฟิกให้มีความสปอร์ตสวยงามลงตัวมากขึ้น เครื่องยนต์ เครื่องยนต์แน่นอนว่ามีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า RR ซูเปอร์ไบค์ตัวพันของทางค่าย เป็นเครื่อง 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้แรงม้าและแรงบิดสูง โดยเคลมมาที่ 201 แรงม้าที่ 12,750 รอบ (แรงกว่าเมื่อเทียบกับ S1000XR 31 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุดที่ 113 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ โดยมีเรดไลน์สูงถึง 14,600 รอบกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าแรงทุกย่านด้วยเทคโนโลยี Shift cam หรือเรียกกันให้เข้าใจง่ายก็วาล์วแปรผันนั่นเอง เคลมตัวเลขท็อปสปีดมาที่ 278 กม./ชม. โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร อีกทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์เสียใหม่ โดยใช้สเตอร์หลัง 47 ฟันแทนที่โมเดลสแตนด์ดาร์ดที่ 45 ฟัน ปรับให้เกียร์ 2, 4, 5 และ 6 ชิด เพื่อให้ขับขี่ได้เหมาะกับสไตล์ที่สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ช่วงล่าง ส่วนช่วงล่างนั้นระบบกันสะเทือนจะเป็นแบบปรับไฟฟ้า ด้านหน้าจะให้เป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก M 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ส่วนล้อจะเป็นอะลูมิเนียมฟอร์จ มาพร้อมยางขนาด 120/70 ZR17 และ 200/55 ZR17 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของเทคโนโลยีก็แน่นอนว่าแน่น ๆ เน้น ๆ สมเป็นค่ายใบพัดสีฟ้า อย่างเรื่องของระบบที่ช่วยในการขับขี่ก็จะมี โหมดการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Rain, Road, Dynamic, Race, Race Pro 1-3 มีระบบควบคุมความเร็วในพิท ระบบช่วยออกตัว ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแดมปิ้งคอนโทรล ระบบเบรก ABS Pro เป็นต้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ทันสมัยก็เช่น หน้าจอสี TFT พร้อมอนิเมชันพิเศษเฉพาะรหัสเอ็ม ระบบไฟแบบ Headlight Pro มาพร้อมไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบคีย์เลส ระบบตรวจวัดลมยางอัตโนมัติ ระบบอุ่นมือ ระบบครูซคอนโทรล ช่องจ่ายไฟแบบ USB เรียกได้ว่าครบครันเลยครับ การจำหน่าย สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่าย ทางเว็บไซต์เยอรมันลงราคาเริ่มต้นไว้ที่ 25,900 ยูโร แพงกว่ารุ่น M1000R ที่เริ่มต้นที่ 22,600 ยูโร หากคิดกันคร่าว ๆ เทียบกับราคาไทยของเจ้าเน็กเก็ดที่สตาร์ทที่ 1,599,000 บาทแล้ว เจ้าทัวซิ่งคันนี้ก็น่าจะมีราคาราว ๆ 1,800,000 บาทขึ้นไปครับ ส่วนจะได้มาจำหน่ายในไทยมั้ยก็มีความเป็นไปได้อยู่ค่อนข้างมากครับ แต่ถ้าเป็น S1000XR ล่ะก็มาไทยแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

W230 2024 น้องเล็กสายเรโทรจาก Kawasaki แตกหน่อเพิ่มแล้วสำหรับมอเตอร์ไซค์สไตล์เรโทรในตระกูล W จาก Kawasaki กับ W230 2024 ที่จัดเต็มความเรโทรและความเรียบง่ายไว้ได้อย่างลงตัว ถูกใจไบเกอร์สายคลาสสิกกันอย่างแน่นอน ซึ่งไปเปิดตัวกันที่ Japan Mobility Show 2023 ตัวรถมาพร้อมดีไซน์แบบเรโทรเต็มขั้นไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเลี้ยว เรือนไมล์ในแบบทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ท่อไอเสียแบบพีชูตเตอร์ ปลอกกันฝุ่นที่โช้คหน้า ล้อซี่ลวด บังโคลนเหล็ก เป็นต้น เครื่องยนต์เองก็มีความย้อนยุค โดยมีการใช้เครื่องยนต์สูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 4 จังหวะวางบนเฟรมแบบเปลคู่ตามแบบฉบับคลาสสิก ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานมาจาก KLX230 ของทางค่ายนั่นเอง ก็จะมีตัวเลขสเปกดังนี้คือ มีความจุ 233 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด เคลมตัวเลขมาที่ 20 แรงม้า และแรงบิดที่ 20.33 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์ 6 สปีด ช่วงล่างเรียบง่าย ด้านหน้าจะมีโช้คแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังเป็นโช้คแบบสปริงคู่ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ ABS ตัวล้อก็จะเป็นแบบซี่ลวดแบบที่ได้กล่าวไปแล้ว และจะมีขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โมเดลนี้คาดว่าน่าจะมีจำหน่ายในไทยอย่างแน่นอน งานนี้ใครเป็นสาวกในแนวคลาสสิกและชื่นชอบมอเตอร์ไซค์จากค่ายเขียวกำเงินรอกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZEEHO เปิด 3 โมเดลรถไฟฟ้า รุ่นใหม่ล่าสุด เรียกได้ว่าเตรียมเปิดตลาดใหม่ สำหรับมอเตอร์ไบค์ไฟฟ้า โดยล่าสุด ZHEJIANG CFMOTO POWER ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ รถ ATV รถ UTV ชั้นนำของโลก แต่งตั้งให้ บริษัท พยัคฆ์ มอเตอร์ จำกัด เป็นผู้นำเข้า ประกอบ และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ZEEHO แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง 3 รุ่น พร้อมกัน คือ AE6+, AE8+ และ AE8 S+ คุณภาณุ ศีติสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พยัคฆ์ เพาเวอร์ คอร์ป และบริษัท พยัคฆ์ มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท พยัคฆ์ มอเตอร์ จำกัด หรือ PAYAK MOTOR กล่าวว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบทั้งการผลักดันและส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต ประกอบยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยรุ่นที่จะทำตลาดในประเทศจะเป็นรุ่น AE6+ ขนาดมอเตอร์ไฟฟ้า 2,500 วัตต์ สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 5,500 วัตต์ รุ่น AE8+ และ AE8 S+ ขนาดมอเตอร์ไฟฟ้า 5,000 วัตต์ ที่สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 12,500 วัตต์ ที่มาพร้อมระบบเบรก BOSCH ABS plus Brembo Caliper มีอัตราเร่ง 0-50 km ใน 2.6 วินาที ความเร็วในการขับขี่ 100+ กม./ชม. ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งประมาณ 120-140 กม. นับว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพและประสิทธิภาพสูงที่จัดจำหน่ายไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ได้ครบทุกความต้องการทั้งในด้านดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และโซลูชั่นการขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมาพร้อมกับความแรงและสเปคที่จัดเต็ม โดยมีโหมดการขับขี่ทั่วไป 3 โหมด คือ ECO MODE เน้นประหยัดพลังงาน STREET MODE โหมดขับขี่ปกติ และ SPORT MODE ด้วยความแรง 0-50 km ใช้เวลาเพียง 2.6 วินาที สำหรับในรุ่น AE8+ และ AE8 S+ ยังมี BOOST MODE เพื่อใช้ในจังหวะการแซงแบบเร่งด่วน โดยสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 110 กม./ชม. รวมทั้งให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ด้วยระบบเบรก ABS ทั้งหน้า-หลัง และปั๊มเบรก Brembo พร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการเชื่อมต่อที่เรียบง่ายผ่าน ZEEHO APP พร้อมทั้งระบบ Cruise control at reverse กุญแจสมาร์ทคีย์การ์ด ฯลฯ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นของการขับขี่ นอกจากนี้ในส่วนของแบตเตอรีที่พัฒนาขึ้นโดย ATL ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับยานยนต์จาก UN Regulations มีอายุการใช้งานในการชาร์จสูงถึง 2,500 รอบ พร้อมกันนี้ พยัคฆ์ มอเตอร์ ร่วมกับ ZEEHO จัดโปรโมชันราคาพิเศษ ในรุ่น AE6+ ที่ราคา 85,000 บาท รุ่น AE8+ ที่ราคา 137,500 บาท และรุ่น AE8 S+ ที่ราคา 149,900 บาท พร้อมทั้งรับของสมนาคุณ มูลค่ากว่า 10,000 บาท รวมถึง ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายโดยตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งในขณะนี้ 2

XSR900 GP สปอร์ตคลาสสิก ดีไซน์จากยุคทองของ Yamaha เปิดตัวแล้วกับโมเดลสปอร์ตคลาสสิก Yamaha XSR900 GP 2024 โดยไปเผยโฉมคันจริงที่แรกในงาน Japan Mobility Show 2023 ซึ่งมีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งจากช่วงยุคทองกับการแข่งขันชิงแชมป์โลกในอดีตของยามาฮ่า ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ กลายเป็นความลงตัวกลมกล่อมที่ไม่เพียงแต่หล่อคลาสสิก แต่ยังขี่ได้ดีแบบรถโมเดิร์นอีกด้วย เรื่องดีไซน์แน่นอนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งกรังด์ปรีซ์ในยุค 80 และ 90 ทั้งสไตล์และสีสัน แบบเดียวกับ YZR500 ช่วงปี 80 ที่มีตำนานอย่าง King Kenny Roberts ควบคว้าชัยชนะหลายปีติดต่อกัน โดยนำสีสันในโมเดลรถแข่งมาใส่ให้กับเจ้าโมเดลใหม่คันนี้ได้อย่างลงตัว ทั้งในแฟริ่ง แชสซีและสวิงอาร์ม ด้านหน้ามีแฟริ่งหน้าสไตล์สปอร์ตคลาสสิกพร้อมไฟหน้าขนาดกะทัดรัดแบบ LED ทรงเหลี่ยมมาแทนที่ไฟกลม ชิลด์หน้าพร้อมตัวการ์ดกำปั้นด้านข้างซ้ายขวาตามแบบยุค 80 นอกจากนี้แฟริ่งหน้าที่ว่ายังช่วยเพิ่มอัตราเร่งและท็อปสปีดให้กับตัวรถได้ ถัดเข้ามาด้านในมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่เลือกธีมการแสดงผลได้ 4 แบบ พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ขณะที่แฟริ่งชิ้นข้างช่วยกระจายความร้อนจากหม้อน้ำได้ดียิ่งขึ้น ด้านท้ายมีครอบเบาะท้ายทำสีเข้ากับตัวรถและช่วยเสริมภาพรถแข่งได้เป็นอย่างดี และยังมีไฟท้ายแบบซ้อนในแฟริ่งดูเท่ไม่หยอก เบาะนั่งเองก็มีส่วนโค้งขึ้นมารับ ยามเปิดคันเร่งก็ขับขี่ได้มั่นใจขึ้น ตัวรถปรับมาใช้แฮนด์แบบคลิปออนแบบเหนือแผงคอบนแทนที่แฮนด์บาร์เพื่อให้มันมีความเป็นสปอร์ตเรซซิ่ง แตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ทำให้ท่านั่งมาเป็นแบบสปอร์ตมากขึ้นด้วย แต่ถึงอย่างนั้นโมเดลนี้ก็ไม่ได้ออกแบบมาให้เน้นใช้งานแต่ในการแข่งขันหรือในสนาม จึงไม่ได้มีท่านั่งแบบเรซซิ่งหรือสปอร์ตจ๋า ๆ โดยยังคงความสบายเอาไว้ และให้พักเท้าที่ปรับตำแหน่งได้เพื่อให้ปรับตามความใจชอบว่าจะเน้นซิ่งหรือเน้นสบาย เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมคือ CP3 3 สูบเรียง ขนาด 890 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ผ่านมาตรฐาน EU5+ ให้กำลังแรง 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 14 ลิตร ช่วงล่างที่ให้มาก็มีการปรับให้เข้ากับสไตล์ที่เป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เพื่อให้รองรับกับน้ำหนักโหลดที่ด้านหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันซับเฟรมท้ายก็เสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นเช่นกัน เพื่อให้ขับขี่ได้สมดุลมากยิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนก็ถือว่าให้ของดีมา โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน โดยมีการติดตั้งแบบซ่อนไม่ให้เห็นง่าย ๆ เพื่อให้ภาพลักษณ์ดูสปอร์ตเพรียวบาง แต่ก็สามารถปรับใช้งานได้ง่ายด้วยรีโมตปรับพรีโหลด ขณะที่ระบบเบรกก็จะได้เป็นปั๊มบนเป็น Brembo แบบเรเดียลเมาท์ ทำงานคู่กันกับระบบดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 45 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก ส่วนยางและล้อสปินฟอร์จน้ำหนักเบาจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 แบบไม่ต้องใช้ยางใน และยังมีส่วนสำคัญที่เกริ่นไว้ข้างต้นที่ว่าเป็นสปอร์ตคลาสสิกแต่ใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่เอาไว้ด้วยคือ ระบบ Yamaha Ride Control ที่ช่วยให้เจ้าของสามารถปรับเปลี่ยนความแรงของเครื่องยนต์และระบบช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็ว โดยจะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมดมาจากโรงงาน คือ Sport, Street และ Rain ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ กันตามชื่อเลย และยังปรับคัสตอมได้เองอีก 2 โหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอิงข้อมูลจากหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU แบบ 6 แกน ช่วยให้ทำงานได้แม่นยำยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบ ESS หรือไฟเบรกฉุกเฉินที่จะกระพริบถี่ ๆ เมื่อเบรกกะทันหัน แจ้งเตือนคนที่ตามมาให้ระวัง แทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบเบรกคอนโทรล ครูซคอนโทรล และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ตลอดไปจนถึงแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ เรียกว่าให้มาเยอะเลยทีเดียว งานนี้ใครอยากได้สปอร์คคลาสสิกเท่ ๆ สักคันต้องไม่พลาดคันนี้ครับ แต่ราคาก็คาดว่าจะแพงกว่าตัวสแตนดาร์ดดั้งเดิมอีกพอสมควร ส่วนการจำหน่ายในบ้านเราก็คงจะปีหน้าเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 50SX 2024 สายลุย ตัวจิ๋ว จากค่ายส้ม ชมรถใหญ่มาหลายต่อหลายรุ่นกันแล้ว คราวนี้มาลองส่องรถเล็กกันบ้าง โดยล่าสุดทางค่าย KTM ประกาศเปิดตัวมินิไบค์สายลุย ตัวเล็ก สเปคจี๊ดไปกับ KTM 50SX 2024 และ KTM 65SX รวมถึงอิดิชันสุดพิเศษกับ 50SX Factory Edition โดยทั้งหมดนี้มาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่ พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์อันเร้าใจแก่นักซิ่งตัวจิ๋วได้ดียิ่งขึ้น สำหรับเวอร์ชันใหม่ที่ทางโรงงาน ได้มีการปรับปรุงทั้งในส่วนของโครงเหล็กแบบใหม่และซับเฟรมสองชิ้นที่ทำจากพอลิเอไมด์ รวมไปถึง การออกแบบระบบช่วงล่างให้สามารถปรับแต่งระดับ เพื่อรองรับสรีระผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันได้อีกด้วย รุ่น 50SX 2024 สำหรับรุ่น 50SX เวอร์ชันใหม่ครั้งนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะ ขนาด 49.9 ซีซี ใช้เพลาข้อเหวี่ยง 3 แกน และกระบอกสูบที่มีการออกแบบใหม่ ซึ่งตัวรถสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้มากถึง 15 ตัว มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งมีน้ำหนักรวม 42.5 กก. รวมถึงยังใช้ระบบเกียร์เป็นแบบออโตเมติก จึงเหมาะสำหรับนักบิดตัวจิ๋วมือใหม่อย่างแน่นอน รุ่น 65SX 2024 ในขณะที่รุ่น 65SX จะเป็นรุ่นอัปเลเวลขึ้นมาหน่อย กับเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะเช่นเดียวกัน มีปริมาตรขนาด 64.9 ซีซี เหมาะสำหรับเด็กโตที่เริ่มขี่รถชำนาญมาได้ระดับหนึ่งแล้ว โดยรุ่นนี้ทางโรงงานได้ติดตั้งคลัตช์แบบเปียกมาให้ พร้อมระบบขีบเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 53.5 กก. สำหรับระบบช่วงล่างของทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าจะใช้โช้คแบบหัวกลับแบรนด์คู่บุญอย่าง WP XACT ที่มีน้ำหนักเบา มาพร้อมเทคโนโลยี AER แยกฟังก์ชันของขาแต่ละข้าง สามารถปรับเซ็ตได้เต็มระบบ ตามสภาพสนามและตัวผู้ขับขี่ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว สามารถปรับเซ็ตได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากเทียบกันแล้ว รุ่นพี่อย่าง 65SX จะเซ็ตตัวโช้คที่ให้ระยุบที่มากกว่า ในขณะที่ระบบเบรก เป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง ส่วนล้อซี่ลวด ขอบล้อชุปอโนไดซ์สีดำ ติดมาพร้อมยางหนามให้ใช้งานอีกด้วย ทั้งสามโมเดลนี้ยังสามารถปรับตั้งค่าความสูงเบาะและตำแหน่งแฮนด์บาร์ให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ โดยในรุ่น 50SX ปรับได้ระหว่าง 634-683 มม. ขณะที่รุ่น 65SX ปรับได้ระหว่าง 730-760 มม.เช่นเดียวกัน รุ่น 50 SX Factory Edition อิดิชันพิเศษสำหรับรุ่น 50SX Factory Edition เวอร์ชัน 2024 มาพร้อมท่อไอเสียจาก FMF เบาะใหม่จากโรงงาน ติดตั้งหัวเทียนใหม่จาก Brisk รวมไปถึง ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่ง MXGP (Red Bull KTM Factory Racing Team) สำหรับโมเดล KTM 50SX, 50SX Factory Edition และ 60SX จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านทางดีลเลอร์ KTM ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่กำลังจะถึงนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม ปล่อยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด สำหรับทางค่ายปีกนกประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Honda SH Series ทั้ง SH125i Vetro, Honda SH125i 2024, SH350i และ SH Mode 125 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กับโฉมเฉดสีใหม่ ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น สำหรับ Honda SH Series จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์เรโทรจากยุโรป ที่มีการจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ซึ่งกลุ่มโปรดักต์อาจเป็นรองกลุ่มสกู๊ตเตอร์แถวหน้าอย่าง X-ADV, Forza 350 และ PCX125 อย่างไรก็ตามทางค่ายการันตียอดขายโมเดลรุ่นนี้มากกว่า 1 ล้านคันเลยทีเดียว เดี๋ยวไปชมโมเดลแต่ละรุ่นกันว่าจะมีอะไรอัปเดตใหม่มาบ้าง Honda SH125i Vetro 2024 เปิดประเดิมด้วยเฮดไลน์โมเดลไปกับ SH125i Vetro 2024 อิดิชันพิเศษมาพร้อมกับสีเขียวโปร่งแสง โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าแบบสูง และติดกล่องท้ายด้านหลัง รวมถึงการ์ดแฮนด์แบบใส ซึ่งโดยรวมแล้ว การดีไซน์นั้นถูกออกแบบมาให้ดูลงตัว สมกับโมเดลแห่งแฟชัน และเหมาะแก่การใช้ขี่ออกทริปทางไกลเลยทีเดียว Honda SH125i 2024 ต่อด้วยโมเดลรุ่นมาตรฐานในเวอร์ชัน 2024 โดยมาพร้อมกับเฉดสีใหม่ สี ประกอบไปด้วย สีขาวมุก (Matt Pearl Cool White), สีเทา (Pearl Falcon Grey) ,สีน้ำเงิน (Matt Pearl Pacific Blue) และสีดำ (Pearl Nightstar Black) มาพร้อมล้อแบบสีใหม่ ดูเข้มมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 รุ่นใช้ขุมพลังแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 1 สูบ พิกัด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 12.06 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด 11.4 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 44.6 กม./ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 7 ลิตร และยังคงโดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน ด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก มีขนาดแกน 33 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบสปริงคู่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเท่ากันที่ 240 มม. คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว ล้อเท่ากันขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 100/80 และ 120/80 ตามลำดับ และใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบกุญแจคีย์เลส ช่องเสียบชาร์จ USB พร้อมด้วยระบบอำนวยการขับขี่ ประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบ Iding Stop หรือระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (HSTC) สำหรับราคาเปิดตัวที่ 3,999 ปอนด์สเตอลิงหรือราว ๆ 1.7 แสนบาท ถือว่าเอาเรื่องอยู่พอสมควร Honda SH350i 2024 มาถึงรุ่นพี่ใหญ่กับ Honda SH350i ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มกับสีใหม่เช่นเดียวกัน กับสีฟ้า (Zefiro Blue Metallic) และสีเงิน (Matt Techno Silver Metallic) มาพร้อมล้อสีใหม่แบบเดียวกันกับรุ่นเล็กนั่นเอง รวมไปถึงจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ ทั้ง หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน และช่องเสียบ USB

Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อตะลุยออฟโร้ดสุดเจ๋ง และนี่คือ Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อคันแรกที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่พร้อมจะบุกตะลุยไปยังเส้นทางออฟโร้ดด้วยการใช้เทคโนโลยี Leaning Multi Wheeler (LMW) แบบเดียวกับเจ้า Niken ที่มีใช้งานจริงบนท้องถนน ผสมกับ TW200 ของทางค่าย งานนี้โมเดลนี้เผยโฉมให้เราเห็นก่อนหน้างาน Japan Mobility Show 2023 ซึ่งเป็นงานที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะค่ายรถได้ออกมาโชว์นวัตกรรมของตัวเอง และแน่นอนว่ายามาฮ่าก็ขนมาเพียบแล้วเจ้า TMW ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คคันนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของระบบ LMW ที่ช่วยให้ล้อหน้าทั้งสองเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระจากกัน ซึ่งทำให้สามารถปรับให้เข้ากับสภาพพื้นผิวที่หลากหลายได้ ซึ่งแน่นอนว่าเข้ากับทางออฟโร้ดนั่นเอง นอกจากนี้ด้วยระบบเชื่อมต่อที่ด้านหน้ายังช่วยให้สามารถติดตั้งแร็คขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ซึ่งบริเวณนี้จะรักษาระดับกับพื้นผิวไว้เสมอ แม้ว่ารถจะเอียงเข้าโค้ง ขึ้นหรือลงทางลาดชันก็ตาม จึงสะดวกที่จะใช้บรรทุกสัมภาระที่แร็คนี้อย่างยิ่ง นอกจากนี้โมเดลคอนเซ็ปต์คันนี้ยังเป็นรถแบบไฮบริด โดยจะมีมอเตอร์แบบฮับมอเตอร์อยู่ที่ล้อหน้าทั้งสองล้อ ส่วนด้านหลังจะขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องยนต์ ถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อมูลอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลตามแนวคิดที่น่าสนใจถ้าผลิตออกมาขายจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TUAREG 660 2024 อัปสีใหม่ สไตล์แรลลี่ หลังจากเปิดตัวและได้ลองจับมารีวิวซักระยะหนึ่งแล้วกับ Aprilia Tuareg 660 เวอร์ชัน 2023 แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งไซส์กลางจากค่ายสามตา ล่าสุดทางค่ายทำการเปิดตัว Tuareg 660 2024 โฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมนอกจากชุดสีที่มีมาให้เลือกถึง 3 เฉดสีด้วยกัน ถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกใหม่ ตามความชื่นชอบของผู้ขับขี่แบบเต็มพิกัด โดยสีใหม่ที่พึ่งเปิดตัวออกมาล่าสุด ประกอบไปด้วย สีไตรคัลเลอร์ (Dakar Podium color) แยกเป็นสีขาว น้ำเงิน และสีแดง และลวดลายที่ได้รับรับแรงบันดาลใจมาจากชัยชนะในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ เมื่อปี 2010 ในแอฟริกา โดยนักบิด Chaleco Lopez ที่ใช้ตัวแข่ง Aprillia RXV450 ส่วนอีก 2 เฉด ประกอบไปด้วย สีดำ (Atreides Black) และสีน้ำตาล (Canyon Sand) รวมถึงมีการใช้เฟรมสีแดง เพิ่มความสดใหม่ พร้อมใช้งานมากยิ่งขึ้น ในด้านอื่น ๆ ยังคงใช้พื้นฐานจากเจ็นเดิม ทั้งเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ขนาด 659 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ 6 สปีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบ แรงบิด 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 ต่อด้วยช่วงล่าง โช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.จาก KYB ให้ระยะยุบ 240 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ให้ระยะยุบ 106.5 มม. ปรับค่าได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบเบรก ด้วยดิสก์คู่ด้านหน้าขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกหลังขนาด 260 มม. จาก Brembo มีล้อและยางหน้าขนาด 90/90-21 และด้านหลัง 150/70/18 เสริมด้วยยางกึ่งทางลุยและทางฝุ่นจาก Pirelli Scorpion Rally STR มาพร้อมเทคโนโลยีออปชันแบบเต็มระบบ ทั้งฟังก์ชันโหมดต่าง ๆ กับระบบเซฟตี้โหมดจาก Aprilia Performance Ride Control (แทร็คชันคอนโทรล, ครูซคอนโทรล, เอ็นจิ้นแม็พ, เอ็นจิ้นเบรกและแอนตี้ล็อก เบรก ซิสเต็ม) ระบบเบรก ABS โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Urban, Explore, Off-Road และ Individual) มีให้เลือกใช้แบบเต็มพิกัด รวมถึงหน้าจอสี TFT ระบบไฟ LED รอบคัน ถือว่าครบเครื่องสุดในทัวริ่งไซส์กลางเลยก็ว่าได้ หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้ารับชมรีวิวTuareg 660 ได้ที่นี่ สรุปโดยรวม สำหรับ Tuareg 660 2024 มีสีอัปเดตมาใหม่มาให้เลือกถึง 3 สี รับรองว่าถูกใจสายแอดเวนเจอร์อย่างแน่นอน โดยเปิดให้จองแล้วในประเทศอังกฤษ ในราคาเริ่มต้นที่ 9,950 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท หากนำเข้ามาขายในไทยราคาคงกระโดดขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรามีจำหน่าย โมเดลโฉมปี 2023 ในราคาเริ่มต้นที่ 749,000 บาท โดยสามารถรับชมตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Aprilia สาขาใกล้บ้านท่าน หรือรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aprilia.com/th_TH/ หากมีรถรุ่นอัปเดตใหม่จากทางอาพริเลีย ก็อย่าลืมฝากติดตามเป็นกำลังใจให้พวกเรา SuperBike Thailand กันด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Airoh Twist 3 หมวกสายลุยรุ่นใหม่ ที่ทั้งเบาและโปร่งโล่งสบาย ล่าสุดค่ายหมวกสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นในหมวกสายเอ็นดูโร่และแอดเวนเจอร์ก็ได้ทำการเปิดตัว Airoh Twist 3 หมวกกันน็อกที่พัฒนากันมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่ปลอดภัยขั้นสุดแบบเจ็นฯ เดิม แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ และพัฒนาในเรื่องของการดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย เริ่มกันที่ดีไซน์ก็บอกเลยว่าลวดลายกราฟิกโดดเด่นสะดุดตา และเข้ากันกับรถแอดเวนเจอร์หรือรถเอ็นดูโร่สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ นอกจากนี้ตัวรูปทรงของหมวกยังออกแบบและทดสอบผ่านอุโมงค์ลมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม ใส่สบายไม่ว่าจะขี่ที่ความเร็วไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไบเกอร์สายลุย ส่วนในแง่ของเทคโนโลยีนั้นหมวกทวิสต์ 3 ใบนี้มีตัวเปลือกหมวกทำจากวัสดุ HRT (High Resistant Thermoplastic) ทนทานแต่น้ำหนักเบา โดยตัวหมวกจะมีเชลล์ไซส์ 2 ขนาดรองรับขนาดศีรษะได้ 6 ขนาด หรือก็คือต่างกันที่นวมหมวกด้านใน นวมหมวกใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า ASN (Airoh Sliding Net) ออกแบบมาให้ซับและย้ายทิศทางของแรงกระแทกให้พ้นจากศีรษะของผู้สวมใส่ ยังมีระบบถอดออกฉุกเฉินที่ถอดเร็วในกรณีที่ต้องการการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนเมื่อเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย นอกไปจากเรื่องของความปลอดภัย ยังมีฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่ ตัวหมวกรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารไร้สายแบบบลูทูธ โดยมีช่องสำหรับติดตั้งลำโพงด้านในตัวหมวก นวมหมวกเองก็ถอดออกซักได้เพื่อให้อายุการใช้งานยาวนาน และเพื่อความสะอาด มีการปรับให้ตัวปีกของหมวกนั้นมีสกรูที่ด้านนอกช่วยให้ง่ายต่อการถอดหรือใส่เพื่อปรับการใช้งานตามตรงการ ดีไซน์ใหม่นี้ยังช่วยให้หมวกมีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าหมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 แล้วเรียบร้อย มาพร้อมสายรัดคางแบบดับเบิ้ลดีริงที่ทั้งปลอดภัยและใส่ได้กระชับ น้ำหนักหมวกจะอยู่ที่ 1,330 กรัมบวกลบ 50 กรัม ซึ่งถือว่าเบามาก ๆ ส่วนไซส์จะมีให้เลือกตั้งแต่ XS จนถึง XXL เรียกว่าปลอดภัยมากขึ้น โดยที่น้ำหนักไม่มากตามไปด้วย ของดีชัด ๆ งานนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโร่ สายลุยท่านไหนสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเรื่องการจำหน่ายจากทาง Panda Rider Thailand เว็บไซต์ www.pandarider.com หรือทาง Facebook https://www.facebook.com/PandaRiderDotCom/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 RS ยอดทัวริ่งสุดซิ่งเท่าที่เคยมีมา เปิดตัวโมเดลใหม่กันอย่างต่อเนื่องครับ สำหรับค่ายแดง มาครั้งนี้เป็นคิวของเจ้าทัวริ่งพิกัดเรือธงจากทาง Ducati ที่ทางค่ายบอกว่านี่คือการผสมผสานซูเปอร์ไบค์เข้ากับทัวริ่งกลายเป็น Multistrada V4 RS ยอดทัวริ่งสุดซิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมากันเลยทีเดียว และที่สำคัญยังแอบมีความพิเศษเพิ่มเติมคือจะมีตัวเลขนัมเบอร์รันต่อเนื่องระบุไว้บนแผงคออีกด้วยครับ มาถึงตรงนี้คงจะสงสัยว่ามันซิ่งแบบสุด ๆ ยังไง แน่นอนว่าผมจะอธิบายให้ฟังเป็นจุด ๆ ไปครับ จุดแรกเลยแน่นอนว่ามาจากสไตล์ที่เป็นสปอร์ตสุด ๆ ทางค่ายมีการใส่ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ไปในหลาย ๆ จุด เช่น บังโคลนหน้า การ์ดแฮนด์ แผ่นกันความร้อน และปากนก สร้างสีดำตัดกับสีขาวเพิ่มความคอนทราสต์ให้กับตัวรถ ทั้งยังลดน้ำหนักตัวรถโดยรวม ยังมีส่วนท้ายรถที่ออกแบบให้เป็นมือจับคนซ้อนไปในตัว มีการใช้วัสดุพิเศษเทคโนโพลิเมอร์น้ำหนักเบาพิเศษเพิ่มความเพรียวให้ส่วนท้ายและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ซับเฟรมท้ายทำจากไทเทเนียมช่วยลดน้ำหนักรถได้มากถึง 2.5 กิโลกรัม และเพลตอลูมิเนียมสีดำรันนัมเบอร์ตามจำนวนคันที่ผลิตพร้อมธงอิตาลีซึ่งจะอยู่บริเวณที่แผงคอบนนั่นเอง ต่อกันที่เครื่องยนต์ก็คือเครื่อง V4 1103 ซีซีที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ที่เป็นเครื่องเดียวกันกับเจ้า Panigale และ Streetfighter แต่ปรับมาให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบทัวริ่ง จึงให้กำลังแรงสูงสุด 180 แรงม้าที่ 12,250 รอบ และ 118 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีการปรับมาใส่ปลายท่อ Akrapovic เพิ่มความแรงและความซิ่ง และยังมาพร้อมกับคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK แบบเดียวกับรถสปอร์ตของทางค่าย ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและเสียงที่ถูกใจสายซิ่งหลาย ๆ คนยิ่งนัก ยังมีลูกเล่นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ช่วยลดความร้อนได้มากคือการปิดการทำงานของลูกสูบในแบงค์เครื่องด้านหลังเมื่อรถจอดเข้าเกียร์ว่าง และอุณหภูมิเครื่องสูงกว่า 70 องศา ขณะที่ช่วงล่างก็โดดเด่นสไตล์สปอร์ต โดยจะได้ล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะเป็นล้ออัลลอยฟอร์จ Marchesini รัดมาด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วน ระบบกันสะเทือนจะมาจากทาง Ohlins ที่มาพร้อมระบบโช้คไฟฟ้าอัจฉริยะ Ohlins Smart EC 2.0 เต็มระบบ ซึ่งจะปรับการทำงานของโช้คให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่โดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบเช่นกัน โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อกสีแดงพิเศษ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มระดับเรือธง โดดเด่นด้วยระบบเรดาห์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังช่วยให้รถสามารถใช้งานระบบอะแอ็ปทีฟครูซคอนโทรล ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา ยังมีพาวเวอร์โหมด 4 ระดับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบไฟเบรกเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพบนทางลาดชัน หน้าจอสี TFT 6.5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ พร้อมช่องใส่สมาร์ทโฟนที่มีช่องระบายอากาศไว้ช่วยลดความร้อนของโทรศัพท์ได้อีกด้วย ง สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายสำหรับต่างประเทศก็จะเริ่มในช่วงต้นปี 2024 น่ะครับ ส่วนบ้านเราคงต้องรอนานหน่อย และเรื่องของสนนราคาก็บอกเลยว่าต้องมีล้านกลาง ๆ ขึ้นไปแน่ครับ เพราะอ็อปชันแน่นมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducasu DK400 สปอร์ตโฉมใหม่ หน้าตาคุ้น ๆ หากมองผ่าน ๆ ก็คงคิดว่าเป็นโมเดลสายสปอร์ตตัวใหม่จากฝั่งอสูรค่ายแดงแน่นอน แต่เมื่อลองสังเกตดี ๆ ถึงกับร้องอุทานเลยว่า “เฮ้ย มันมีแบบนี้ด้วยหรือ” ก๊อปปี้เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก และโมเดลใหม่นั้นก็คือ Ducasu DK400 จากแดนมังกรนั่นเอง แฟน ๆ ดูคาติ เห็นข่าวนี้คงมีหัวเราะบ้างแหล่ะครับ แต่หากลองเปิดใจมาดูกันก่อนว่าโมเดลรุ่นนี้ มีความพิเศษอย่างไรบ้าง โดยโมเดลดังกล่าวเป็นหนึ่งในโปรดักส์ ที่ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Shanghai Jianshe Motorcycle จากฝั่งสัญชาติจีน ในเรื่องของดีไซน์นั้นคงไม่ต้องพูดถึง เลียนแบบเหมือนเป๊ะอย่างกับ Ducati SuperSport 950 รุ่นปี 2017- 2021 ทั้งชุดสี แฟริ่ง ไฟหน้า สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ตัวท่อ และส่วนอื่น ๆ แค่นั้นยังไม่พอ โลโก้แบรนด์ยังออกแบบให้ดูคล้ายคลึงกันเสียด้วย ต่างกันเพียงลวดลายในบางจุด ราวกับใช้นักออกแบบคนเดียวกันเสียอีก ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบ ขนาด 384 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 25 ตัว ซึ่งแตกต่างกับโมเดลซูเปอร์สปอร์ตสายเลือดอิตาลีแท้โดยสิ้นเชิง ทั้งตัวเครื่องยนต์และในเรื่องของระบบเทคโนโลยี เช่น IMU 6 แกน Connering ABS ควิกชิฟเตอร์ ระบบป้องกันล้อยก ทำให้เห็นความต่างทั้งในเรื่องของพละกำลัง และระบบความปลอดภัย และที่สำคัญภาพลักษณ์ที่คุณไม่จำเป็นต้องเขินใครอีกด้วย ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยราคาค่าตัวโมเดลรุ่นนี้เปิดจำหน่ายอยู่ที่ 19,949 หยวนหรือราว ๆ 1 แสนนิด ๆ ซึ่งถูกกว่าเจ้า Ducati SuperSport 950S รุ่นปัจจุบันประมาณ 7 เท่าเลยทีเดียว หากใครที่สนใจอยากได้โมเดล Ducasu Dk400 มาใช้งานหล่ะก็ สามารถเดินบินลัดฟ้าเข้าไปชมตัวจริงได้ในประเทศจีน เพราะผู้ผลิตเปิดจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc Marquez เผย สเปครถแข่ง MotoGP ในฤดูกาล 2024 สำหรับเจ้าของแชมป์โลก MotoGP 8 สมัย อย่าง Marc Marquez ออกมายืนยันแล้ว สำหรับสเปครถที่ใช้แข่งในฤดูกาล 2024 หลังย้ายสังกัดจากบ้านเก่าอย่าง ฮอนด้า เรปโซล สู่ เกรซินี ทีม ในฤดูกาลหน้า ซึ่งมาร์เกซ จะได้ควบรถแข่ง Ducati Desmosedici GP23 ตัวแข่งโปรโตไทป์สเปคปี 2023 ซึ่งเป็นโฉมตัวเดียวกันกับนักแข่งระดับหัวตารางอย่าง Francesco Bagnaia และ Jorge Martin ที่ใช้แข่งในฤดูกาลนี้นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าสนใจของแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตไม่น้อยเลยทีเดียว เท่ากับว่าในฤดูกาลหน้า มาร์ค มาร์เกซจะได้ควบ Ducati Desmosedici GP23 ปี 2023 แบบเดียวกันกับน้องชายของเขาอย่าง Alex Marquez และนักแข่งร่วมค่ายอย่าง Bezzecchi และ Luca Marini ส่วนตัวเต็งทั้ง Bagnaia, Martin, Enea Bastianini และ Franco Morbidelli จะได้ใช้ตัวแข่งปี 2024 ซึ่งเป็นโฉมล่าสุดนั่นเอง โดยเจ้าตัวเผยว่า “ปีหน้ามีความน่าสนใจมาก ท้ายที่สุดแล้ว ผมจะได้ใช้รถแข่งที่กำลังจะคว้าแชมป์โลกในปีนี้” “ผมจะได้ขี่รถแข่งปี 2023 (Ducati Desmosedici GP23) แต่ไม่รู้มันจะพัฒนาไปขนาดไหน” ยังไงก็รอลุ้นกันว่ารถแข่งดูคาติโฉมใหม่ของมาร์เกซ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ผมเชื่อเลยว่าในฤดูกาลหน้าเดือดอย่างแน่นอน เดี๋ยวพาไปชมสเปค Ducati Desmosedici GP23 กันว่าจะมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง สเปค Ducati Desmosedici GP 2023 เครื่องยนต์ V4 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,000 ซีซี พละกำลังแรงม้า 250 แรงม้าขึ้นไป ความเร็วสูงสุด มากกว่า 350 กม./ชม. ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบบขับเคลื่อน โซ่ (D.I.D) ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ประเภทน้ำมันที่เติม Shall Racing V-Power ท่อ Akrapovic. เฟรม อลูมิเนียมอัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับพร้อมซับแทงค์ (Ohlins) ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว (Ohlins) ปรับพรีโหลดและแดมปิ้ง ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว เบรกหน้า ดิสก์เบรกคาร์บอนคู่ขนาด 340 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Brembo 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกคาร์บอนเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ น้ำหนักรวม 157 กก. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ Marelli ECU programmed with Dorna Unified Software อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก