SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Tenere 700 Extreme สำหรับสายออฟโร้ดตัวจริงจาก Yamaha Yamaha Tenere 700 Extreme 2024 แค่เห็นชื่อก็น่าจะพอรู้แล้วว่ามันเหมาะกับไบเกอร์แบบไหน แน่นอนว่ามันต้องเหมาะกับสายออฟโร้ดตัวจริง สายที่ชอบความฮาร์ดคอร์ ซึ่งโมเดลนี้ก็จะออกแบบมาให้สอดคล้องกับสายลุยตัวเข้มนั่นเองครับ สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็คือการที่มันมีช่วงล่างที่ให้ระยะยุบมาก รวมไปถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบมาให้คุณพร้อมจะบุกตะลุยไปในทุก ๆ เส้นทางนั่นเอง โดยตัวรถจะมีโช้จากทาง KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระยะยุบที่มากขึ้นอีก 20 ม.ม.เมื่อเทียบกับโมเดลปกติ ทำให้มีระยะห่างจากตัวพื้นถึงรถเป็น 260 ม.ม. อีกทั้งตัวโช้คยังมีการเคลือบผิวแบบ Kashima Coating เพื่อเพิ่มความทนทานและลดแรงเสียทาน แถมยังทำสีทองเพิ่มความหล่อเท่หรูหราอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ได้แก่ พักเท้าไทเทเนียมน้ำหนักเบาและมีขนาดใหญ่ขึ้นมาจากทางโรงงาน การ์ดหม้อน้ำอลูมิเนียมและตัวประคองโซ่อลูมิเนียม ซึ่งทั้งหมดนี้ใส่มาเพื่อให้รองรับกับทุกสภาวะและทุกเส้นทางที่แสนจะยากลำบาก ยังมีบังโคลนหน้าแบบแยก 2 ชั้น ชั้นบนแบบเอ็นดูโร่ไบค์มีสีแมตช์กับตัวรถ ส่วนชั้นล่างคงไว้ดังเดิมเพื่อป้องกินดินโคลนและเศษอื่น ๆ กระเด็นใส่ตัวรถ และปิดท้ายด้วยเบาะนั่งชิ้นเดียวแบบราบเพื่อให้ง่ายต่อการย้ายก้นเพื่อถ่ายเทน้ำหนักเพื่อควบคุมบาลานซ์ของตัวรถ ส่วนรายละเอียดในเรื่องของเครื่องยนต์ก็จะยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปครับ เรียกว่าปรับเปลี่ยนให้ถูกใจสายลุยเต็มข้อกันจริง ๆ ครับ ส่วนบ้านเรานั้นจะมีจำหน่ายหรือไม่ก็คงต้องรอลุ้นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Thruxton Final Edition คาเฟ่เรซเซอร์รุ่นพิเศษส่งท้ายตระกูล ไบเกอร์ท่านใดที่เป็นแฟน ๆ มอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษน่าจะรู้กันว่าทรักซ์ตันนั้นคือยอดรถสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์มาตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แต่สุดท้ายกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เทรนด์และกระแสของโลกเปลี่ยนไปทางค่ายรถจากแดนผู้ดีก็ได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัวโมเดลพิเศษ Thruxton Final Edition ที่พร้อมไปด้วยความโดดเด่นและพิเศษเฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงสมรรถนะอันน่าทึ่งอีกด้วย สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็จะประกอบไปด้วย การตกแต่งอย่างสวยงามพิเศษ ตัวรถจะมาในเฉดสี เขียว Competition Green พร้อมเส้นสายสีทองบริเวณถังน้ำมันและตูดมดที่วาดด้วยมือ ลายกราฟิกพิเศษและเอมเบลมโลโก้ Final Edition พร้อมลายเซ็นของผู้วาด ทำให้มีความโดดเด่นหรูหราเป็นพิเศษ แต่ละคันยังจะมาพร้อมใบรับรองความเป็นของแท้ พร้อมหมายเลข VIN แต่ละคันไม่ซ้ำกัน และลายเซ็นสมาชิกของทีมออกแบบ ทรักซ์ตัน 1200 และ Nick Bloor ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในเรื่องส่วนประกอบทางเทคนิคนั้นตัวรถจะใช้พื้นฐานมาจากโมเดล RS ที่มีสมรรถนะโดดเด่นที่สุดของทางทรักซ์ตันแล้ว โดยจะมีขุมพลัง Bonneville High Power 2 สูบ 1200 ซีซี ทรงพลังที่สุดของเครื่องสองสูบของทางค่าย ให้แรงม้าที่ 105 แรงม้าและแรงบิด 112 นิวตันเมตร ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ช่วงล่างที่จัดมาให้ก็เป็นของพรีเมียม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa BPF ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่พร้อมซับแทงค์จากทาง Ohlins ปรับแต่งระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกติดตั้งแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M50 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดอลูมิเนียม แบบไม่ต้องใช้ยางใน ขนาด 17 นิ้ว และยางแบบสปอร์ตถนนสมกับเป็นคาเฟ่เรซเซอร์ แน่นอนว่าเทคโนโลยีก็มีให้มาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 3 โหมด Road, Rain และ Sport ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และช่องจ่ายไฟแบบ USB สุดท้ายนี้เรื่องสนนราคาและวันวางจำหน่ายในบ้านเรายังไม่เปิดเผย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลางปีหน้า แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่า ตัว RS ในบ้านเราอีกประมาณนึง ซึ่งก็น่าจะเห็นราคาโดดไปเป็น 7 แสนต้น ๆ ถึงกลาง ๆ นั่นล่ะครับ แต่รุ่นนี้ซื้อแล้วตำนานแน่นอนครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV AGUSTA Superveloce 98 Edizione Limitata โมเดลพิเศษที่จะสร้างขึ้นเพื่อหวนระลึกถึงเครื่องยนต์เครื่องแรกของทางค่ายที่เกิดขึ้นในปี 1943 ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์นั่นเอง ช่วงต้นทศวรรษ 1940 สงครามโลกทำให้ทุกชีวิตในอิตาลียากแค้น แม้กระทั่งจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่นแค่จะออกไปไหนมันก็ช่างลำบากและต้องใช้เงินมากเนื่องจากขนส่งสาธารณะนั้นหายไป และกลายเป็นเหตุผลที่ Domenico Agusta ได้เปลี่ยนธุรกิจครอบครัวของเขาในปี 1927 มาทำรถมอเตอร์ไซค์ และเชื่อมั่นว่านี่อาจจะวิธีที่จะช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นและจะเป็นการการันตีอนาคตของตัวเขารวมไปถึงลูกจ้างของเขาอีกด้วย จุดกำเนิดเริ่มต้นคือเครื่องยนต์เครื่องแรกในปี 1943 ที่เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 98 ซีซี พร้อมเกียร์บ็อกซ์ 2 สปีด จากนั้นเครื่องที่ว่านี้ก็เข้าไลน์การผลิต แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ไลน์ผลิตก็ถูกหยุดลง โครงการนี้ถูกพับขึ้นหิ้งไปกระทั่งสงครามโลกจบสิ้น การประกอบมอเตอร์ไซค์ก็ได้กลับมาดำเนินการต่อได้อีกครั้ง และเมื่อเจ้า MV 98 เปิดตัวมันก็มาในชุดสีแดงเบอร์กันดี้สุดสง่างาม มันยากมากที่เราจะจินตนาการหาเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกสีที่ไม่ปกติแบบนั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะต้นกำเนิดของ Giovanni Agusta ที่เป็นชนชั้นสูง และลูกชายของเขาก็อยากจะให้เป็นเกียรติพ่อของเขา หรือไม่ก็แค่ได้แรงบันดาลใจมาง่าย ๆ หรือไม่ก็รสนิยมส่วนตัว แต่จะอย่างไรก็ตามสีแดงเบอร์กันดี้นั้นช่วยเพิ่มความหรูหราลงตัวให้กับมอเตอร์ไซค์ซึ่งพร้อมที่จะออกมาพิชิตท้องถนนในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี และในวันนี้ 80 ปีให้หลังนับจากการกำเนิดเครื่องยนต์เครื่องแรก เลข “98” ได้กลับมาปรากฎตัวอีกครั้งบนแฟริ่งของโมเดลใหม่ที่ทางค่ายผลิตขึ้นมาอย่างจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น โดยมีชื่อว่า Superveloce 98 Edizione Limitata มาในชุดสีที่ทำให้คุณจดจำมันได้ในทันทีด้วยสีแดง “Rosso Verghera” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีดั้งเดิมของโมเดลดั้งเดิม ซึ่งสีแดงที่ว่านี้เป็นสีที่มีคุณภาพสูงมากและมีความยุ่งยากในการทำ ซึ่งเป็นสูตรที่ทางทีมวิจัยและพัฒนาได้สร้างขึ้นมาใช้กับโมเดลพิเศษนี้โดยเฉพาะ การทำสีนั้นใช้แบบแฮนด์เมดหลายขั้นตอน ซึ่งสีนี้ใช้สีเบสด้านสองสีผสมกันและเคลือบเงาอีกชั้นนึงเพื่อขับเน้นเนื้อเมทัลลิกของสีให้เด่นขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ความสำเร็จ ความกล้าหาญ และการริเริ่มที่มิอาจจะเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีเครื่องยนต์เครื่องแรกในปี 1943 เครื่องนั้น ตัวรถจะมีตัวอักษรคำว่า “98 Edizione Limitata” ที่ท้ายรถและส่วนบนของรถ ด้านหน้ารถเหนือแฟริ่งขนาบด้วยธงชาติอิตาลีทั้งสองด้านซ้ายขวา เน้นยำความเป็น “Made in Italy” ต้นกำเนิดของรถทุกคันของทางค่าย ซึ่งจะผลิตขึ้นในโรงงานที่ Schiranna ที่อยู่ริมทะเลสาบ Varese Lake ซึ่งเจ้าตัวเลขที่ว่านี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์เครื่องแรกนั้นเอง ยังมีตัวเลขแสดงถึงความพิเศษจำนวนจำกัดด้วยตัวเลขบนแผงคอบนด้วยกรรมวิธียิงเลเซอร์ ช่วยเพิ่มความเป็นของแท้ ยากที่จะหาใครเลียนแบบ นอกจากนี้โมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมชุดเรซซิ่งคิทสุดพิเศษที่มาในกล่องสีแดงเบอร์กันดี้ ภายในจะบรรจุไว้ด้วยครอบเบาะท้าย ผ้าคลุมตรงรุ่น ใบรับรอง และชิ้นส่วนเสริมสมรรถนะอีก 2 อย่าง ซึ่งก็คือท่อไอเสียแบบ 3 ปลายของ Arrow สำหรับใช้งานในสนามโดยเฉพาะ และกล่อง ECU แบบเรซซิ่งสำหรับรีดสมรรถนะขีดสุดของเครื่องพลัง 3 สูบเลือดอิตาลีเครื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเครื่องยนต์ของโมเดลนี้คือเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซี ขนาด 147 แรงม้า ที่โดดเด่นเรื่องของขนาดที่กะทัดรัดและน้ำหนักเบา เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถให้น้อยที่สุด โดยน้ำหนักรถเปล่าจะหนักเพียง 173 กิโลกรัม และถ้าใส่ชุดเรซซิ่งคิทน้ำหนักรถเปล่าจะเหลือเพียง 165 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งหลาย ๆ ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ก็เลือกใช้แต่ชิ้นส่วนที่เสริมประสิทธิภาพและสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและแค็มที่ผ่านการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสีดทานและเพิ่มสมรรถนะในการทำงาน วาล์ว แบริ่ง และก้านสูบไทเทเนียมที่ช่วยลดการสูญเสียเชิงกลช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้น ยังมีรายละเอียดพิเศษอีกมาก เช่น ล้อซี่ลวดสีทอง ระบบเบรกที่ปรับให้ดีขึ้นและมีการไล่เบาเพิ่ม โดยมีการใช้ปั๊มบน Brembo PR 16/19 ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกหน้า M4.30 Stylema และระบบเบรก ABS Continental MK100 ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่พัฒนาให้ดีขึ้น หน้าจอสี TFT 5.5 นิ้วที่ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ ยางชั้นดีอย่าง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa และระบบกันขโมยแบบระบุตำแหน่งดาวเทียม Mobisat แน่นอนว่ามีเพียง 300 คันเท่านั้น โดยที่ส่วนใหญ่ได้ถูกสั่งจองไปแล้วจากแฟนพันธุ์แท้ของทางค่ายครับ แม้ว่าราคาจะยังไม่เปิดเผยก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli คว้าแชมป์โลกโมโตครอสรวม 81 สมัย หลังจากจบการแข่งขัน FIM Motocross World Championship 2023 ในการแข่งขันสนามก่อนสนามสุดท้ายของปีที่จัดขึ้นที่ Maggiora Park ในอิตาลี เราก็ได้เห็นแชมป์โลกก่อนที่การแข่งขันจะจบฤดูกาล 2023 ซึ่งก็คือ Jorge Prado Garcia (Red Bull GasGas Factory Racing) ในรุ่น MXGP และ Andrea Adamo (Red Bull KTM Factory Racing) ในรุ่น MX2 ซึ่งตลอดทั้งฤดูกาลนักแข่งทั้งสองสามารถพึ่งพาสมรรถนะของยาง SCORPION MX32 ที่เปรียบเสมือนยางมาตรฐานอ้างอิงสำหรับนักบิดมืออาชีพและผู้ที่ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ทุกคน และเขาทั้งสองก็ช่วยให้ Pirelli คว้าแชมป์โลกโมโตครอสรวม 81 สมัย นี่คือแชมป์โลกสมัยที่ 3 สำหรับ Jorge Prado Garcia นักแข่งชาวสเปนซึ่งก่อนนหน้านี้เคยชนะมาก่อนในรุ่น MX2 ในปี 2018 และ 2019 ด้วยการสนับสนุนจากทางพีเรลลี่ และสำหรับ Andrea Adamo นักแข่งชาวอิตาลี หลังจากที่ได้แชมป์ EMX150 เมื่อปี 2017 นี่ถือเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของเขา แม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีก 1 สนาม แต่ Pirelli ก็ได้กลายเป็นแชมป์โลกทั้ง 2 รุ่นแล้ว และยังคุยได้อีกว่า 4 คนจากนักแข่ง 5 อันดับแรกในพิกัด MXGP นั้นใช้ยางพีเรลลี่ ขณะที่พิกัด MX2 นั้น 5 อันดับแรกล้วนแล้วแต่ใช้ยางพีเรลลี่ทั้งหมด ยางพีเรลลี่ SCORPION MX นั้นประกอบไปด้วยยางโมโตครอสสำหรับพื้นผิวที่อ่อนนุ่มอย่าง SCORPION MX Soft ยางสำหรับพื้นที่อ่อนนุ่มไปจนถึงปานกลาง SCORPION MX32 Mid Soft ยางสำหรับพื้นผิวแข็งปานกลางไปจนถึงแข็ง SCORPION MX32 Mid Hard และยางที่เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกซ้อมอย่าง SCORPION MX Extra X 5 อันดับแรกในรุ่น MXGP 1.Prado J. (สเปน) 890 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 2.Febvre R. (ฝรั่งเศส) 807 คะแนน 3.Seewer J. (สวิตเซอร์แลนด์) 719 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 4.Coldenhoff G. (เนเธอแลนด์) 655 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 5.Fernandez R. (สเปน) 612 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 5 อันดับแรกในรุ่น MX2 1.Adamo A. (อิตาลี) 779 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 2.Geerts J. (เบลเยี่ยม) 706 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 3.Everts L. (เบลเยี่ยม) 702 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 4.Langenfelder S. (เยอรมนี) 702 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 5.Coenen L. (เบลเยี่ยม) 558 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda E-Clutch เทคฯ ใหม่ เปลี่ยนเกียร์ได้ไม่ต้องกำคลัตช์ ล่าสุดทางฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดเผยเทคโนโลยีใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อว่า Honda E-Clutch เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคลัตช์ได้ดียิ่งขึ้น ในการขับขี่ช่วงเวลาที่มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ หรือว่าหยุดรถ เทคโนโลยีที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้จะช่วยควบคุมคลัตช์ให้ทำงานอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทำให้มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ รวมถึงหยุดได้อย่างนุ่มนวลราบรื่น โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยกำคลัตช์แต่อย่างใด แต่แม้ว่าจะมีระบบนี้เข้ามาช่วยควบคุมคลัตช์แล้ว ผู้ขับขี่ก็ยังสามารถที่จะใช้คลัตช์ในแบบปกติได้เลยเพียงแค่กำคลัตช์ไปตามปกติ ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่ในทุกระดับฝีมือและประสบการณ์ จะมือใหม่หรือมือเก๋าให้สามารถขับขี่ได้ง่ายดายมากขึ้น และสามารถสนุกไปกับการขับขี่ได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

V-Strom 800RE แอดเวนเจอร์ทัวริ่งน้องใหม่จาก Suzuki ตามมาติด ๆ หลังจากเปิดตัว V-Strom 800DE ไปได้ไม่นาน ล่าสุด Suzuki ก็ได้ทำการส่งน้องใหม่สายแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง V-Strom 800RE ที่ช่วยเติมเต็มรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของทางค่ายให้สมบูรณ์และลงตัวมากขึ้น สำหรับเจ้า RE นั้นย่อมาจาก Road Explorer หรือนักผจญภัยบนทางดำ เข้าใจง่าย ๆ ก็คือพร้อมจะออกเดินทางไปบนถนนเป็นหลักนั่นเอง จึงต่างไปจากเจ้า DE ที่มาจากคำว่า Dual Explorer คือพร้อมตะลุยไปบนทางฝุ่นหรือทางดำก็ได้ ด้วยอะไร ๆ ที่ปรับมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้นนั่นเองครับ เรื่องรูปโฉมนั้นคล้าคลึงกับเจ้า DE เลย โดยเฉพาะในเรื่องของปากนกและไฟหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็อย่างที่บอกเจ้าโมเดลนี้จะไปแตกต่างในส่วนอื่น ๆ ที่ทำให้ขับขี่บนท้องถนนได้ดีขึ้นเป็นหลักนั่นเอง ขุมพลังของมันยังคงใช้เครื่องสองสูบเรียงขนาด 776 ซีซีเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้า DE ซึ่งจะมาพร้อมกับเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา ที่ออกแบบมาให้มีแรงบิดกระจายตัวได้ดีในทุกย่านความเร็วรอบ โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 84.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ในส่วนของช่วงล่างก็จะมีเมนเฟรมเหล็กกล้าเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการออกแบบทางวิศวรกรรมให้มีความสมดุลกันระหว่างความสเถียรและความคล่องตัว ตัวท่อเหล็กกล้ามีความแคบลงช่วยให้วางถังน้ำมันที่มีขนาดความจุได้มากขึ้น โดยถังน้ำมันจะมีความจุมากถึง 20 ลิตร อย่างไรก็ตามเจ้า RE คันนี้ก็มีความแตกต่างจากตัว DE โดยจะเปลี่ยนจากล้อซี่ลวด 21 และ 17 นิ้วที่ต้องใช้ยางใน และมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วแบบไม่ต้องใช้ยางในแทน ขณะที่ระบบกันสะเทือนก็ยังคงให้ระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงจากทาง Showa แต่ปรับมาให้ใช้งานแบบออนโร้ดได้ดีขึ้น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับที่มีระยะยุบน้อยลงเป็น 150 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีการปรับส่วนต่าง ๆ ให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่สูง 825 ม.ม. พักเท้าอลูมิเนียมมียางรองเท้าก็เยื้องไปด้านหลัง 14 ม.ม. และสูงขึ้นอีก 7 ม.ม. เมื่อเทียบกับ DE ด้านหน้ามีแฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายที่ต่ำลง 13 ม.ม.และโน้มไปด้านหน้า 23 ม.ม. และแคบลง 15 ม.ม. เพื่อให้ท่าทางการขับขี่เหมาะกับการขับขี่แบบออนโร้ดอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าที่สูงและกว้างขึ้นเพื่อป้องกันลมและฝนได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เหมาะกับการเดินทางไกลมากยิ่งขึ้น มาเข้าเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ด้านหน้าตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มีโหมดการแสดงผลหน้าจอสองโหมดคือกลางวันและกลางคืน สามารถเลือกเมนูต่าง ๆ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมีพอร์ต USB สำหรับจ่ายไฟที่ด้านซ้ายมือของหน้าจออีกด้วย ยังมีส่วนที่ช่วยเหลือในการขับขี่ เช่น แทร็คชันคอนโทรล 3 โหมด เปิดปิดได้ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด Active (โหมดที่ตอบสนองคันเร่งฉับไว้แบบสปอร์ต), Basic (เหมาะสำหรับขี่ชิลล์ ๆ เดินทางไกล ๆ หรือขับขี่ในเมือง) และ Comfort (สำหรับถนนเปียกลื่น) ซึ่งทำได้เนื่องจากระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนคันเร่งสาย มีระบบเบรก ABS 2 ระดับ มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางเข้าคู่กันกับสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหล มีระบบ Low RPM Assist ช่วยป้องกันรถดับเมื่อรอบต่ำ และระบบ Easy Start สตาร์ทง่ายเพียงกดปุ่มครั้งเดียว เรื่องการเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้นก็คงต้องลุ้นกันครับว่าทางซูซูกิประเทศไทยจะนำเข้ามามั้ย มันมีความใกล้เคียงกันค่อนข้างมาก ราคาไทยเองถ้านำเข้ามาก็น่าจะถูกกว่าโมเดล DE ที่ขายอยู่ตอนนี้ที่ 479,000 บาท ราคาของโมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 4 แสนต้น ๆ ครับ ซึ่งโมเดลนี้จะตอบคนที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวบนทางดำมากกว่าทางฝุ่นนั่นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี ล่าสุดทาง Honda Philippines ทำการเปิดตัวโมเดล Click125 50th Anniversary Limited Edition ปล่อยสู่ตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย กับความพิเศษด้วยลวดลายแห่งหารฉลองครบรอบ 50 ปีที่ออกแบบดีไซน์มาดูสวยงาม โดดเด่น จนอยากให้นำเข้ามาขายในบ้านเราซะเหลือเกิน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color กับเฉดสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง พร้อมลวดลายสติ๊กเกอร์ไล่ตามขอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูสะอาด ไม่เทอะทะจนเกินไป รวมถึงติดสติ๊กเกอร์ครบรอบ 50 ปี ที่บริเวณบังลมหน้าและแฟริ่งด้านท้าย เพิ่มความพรีเมียม น่าสะสม ผสมผสานความสปอร์ตที่น่าจับมาใช้งานอีกด้วย ส่วนเรื่องสเปคตัวรถยังคงใช้เบสเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยเครื่องยนต์ eSP สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะแบบ SOHC เคลมอัตราการประหยัดมาที่ 50.3 กม./ลิตร ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ให้กำลังแรงม้าที่ 10 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ ต่อด้วยระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลัง ต่อด้วยระบบเบรกกับดิส์กเบรกหน้า พร้อมระบบ CBS หรือ Combi Brake ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก ต่อด้วยล้อแม็กสีใหม่ขนาด 14 นิ้ว เข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม รัดด้วยยางขนาด 90/80 และ 100/80 รวมถึงออปชันในตัวรถทั้งระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED,หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD, USB ชาร์จเจอร์, ช่องเก็บด้านหน้า และพื้นที่ใต้เบาะขนาด 18 ลิตร พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,476 USD หรือประมาณ 5.4 หมื่นบาท โดยตอนนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าน่าจะไม่เข้าไทยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วสำหรับค่ายรถไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนสามล้อ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า UBCO 2X2 Hunt Edition ที่มาในสไตล์พร้อมลุย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในแบบที่หลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายได้ทำงานร่วมกันกับนายพรานและนักเซิร์ฟมือโปรอย่าง Shane Dorian เพื่อให้โมเดลนี้ได้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในป่าหรือสถานที่รกร้างห่างไกลจากตัวเมือง ไปตั้งแคมป์ ไปยิงนกตกปลา รับรองว่าดี (แต่บ้านเราต้องดูว่าอย่าไปทำอะไรสัตว์สงวนนะครับ) โดยตัวรถจะมีฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างที่ตอบโจทย์การใช้งานในสไตล์ผจญภัยเข้าป่าแบบนายพราน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบฟลัดไลท์กำลัง 2400 ลูเมน ขายึดธนูหรือหน้าไม้ แผงข้างตัวรถสำหรับไว้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่องใส่ของกลางตัวรถขนาด 12 ลิตร สายรัด ที่วางสัมภาระ รวมไปฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างขาจับโทรศัพท์ Peak Design การ์ดเบรก ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับมอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่านระบายความร้อนด้วยอากาศ อยู่กับล้อที่ให้กำลังสูงสุด 1.7 กิโลวัตต์ 2 ตัว (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะการใช้งานอยู่สูงสุดที่ 120 กม. จากแบตเตอรี่ขนาด 3.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จนาน 4 – 6 ชั่วโมง ช่วงล่างก็จะเป็นเฟรมแบบสเต็ปทรู ซึ่งเอื้อให้ทางแบรนด์ใช้วางของหรือสัมภาระได้ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นโช้คคู่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าหลังขนาดเท่ากันที่ 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเรเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง ที่ช่วยชาร์จไฟกลับเวลากำเบรก นอกจากนี้เบรกยังทำงานแบบพาสซีฟรีเจเนอเรทีฟเมื่อปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วหน้าหลังเท่ากันพร้อมยางหนามสำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีสเป็กและฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ เหมาะกับพื้นที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยาก แต่ราคาอาจจะแรงไปหน่อย โดยรุ่นนี้จะอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 240,000 โดยที่ยังไม่รวมภาษี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี พร้อมส่งความสนุกต่อเนื่อง กับกิจกรรม “Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี” โดยครั้งนี้ทีมงาน Superbike Thailand ได้รับโอกาสดี ๆ จากทางไทยยามาฮ่า ขนทัพออโตเมติกมาให้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นสายแรงอย่าง Max Series พร้อมสายแฟชัน เรียบหรู ดูดีอย่าง F Series ขี่ท่องชมเมืองแลนมาร์คสำคัญ พร้อมลุยเส้นทางธรรมชาติอันซีนแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยทริปครั้งนี้ แอดเองได้เลือกโมเดล Yamaha Grand Filano Hybrid 2023 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ล่าสุด พึ่งปล่อยตัวไปหมาด ๆ มาไม่นาน กับรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ดูเรียบหรู ดูดีเหมือนคนขับ พร้อมสีเทาเงางามดูโดดเด่น แถมเบาะลายใหม่สีทูโทนปักเย็บโลโก้แกรนด์ ฟีลาโน่ สีสันสวยงาม ซึ่งหลังจากเตรียมตัวสวมอุปกรณ์และบรีฟเส้นทางขับขี่เป็นเรียบร้อย เริ่มล้อหมุนสตาร์ทออกเดินทางได้ สำหรับแลนมาร์คจุดแรกที่ไปนั้นคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองลพบุรีนั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานที่มีชื่อเสียงและเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงโบราณวัตถุ เครื่องรางและรูปปั้นศิลปะแสดงวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน เมื่อชมความงามโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย ขอขี่แวะถ่ายรูปบริเวณหน้าพระปรางค์สามยอด สถานที่ยอดฮิตอันโด่งดังและเป็นโลเคชันที่สอดคล้องกับสไตล์ตัวรถในเรื่องความย้อนยุค ดูแกรนด์ ล้ำค่าและน่าสะสมไว้ แต่ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ไม่เจอแก๊งค์เจ้าถิ่นซะงั้น ซึ่งหลังจากเช็คอินจุดสำคัญของเมืองลพบุรีเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางสู่เส้นทางธรรมชาติ พาชมวิวอันซีนที่เขาจีนแล ซึ่งในระหว่างการเดินทางก็ขออนุญาติรีวิวเจ้า Grand Filano Hybrid 2023 สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยแล้วกันว่ามันดีอย่างไรบ้าง ขับขี่สบาย ดีไซน์เรียบหรู ดูล้ำสมัย ในจุดแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถที่ออกแบบมาได้สวยงาม ทั้งตัวชุดไฟ ลวดลายและเส้นสายปาดเว้าดูมีระดับ และสะดุดตาด้วยเบาะสีใหม่ มีขนาดกว้าง นั่งสบายสมกับเป็นตัวแกรนด์ รวมถึงฟีลลิ่งท่านั่งขับขี่ รู้สึกว่านั่งขับสบายมาก แถมที่พักเท้ามีขนาดกว้าง สามารถขยับแก้เมื่อยในเวลาเดินทางนาน ๆ ได้ ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทางค่ายได้ออกแบบโดยคำนึงความสะดวกสบายในการขับขี่ใช้งานนั่นเอง แถมตัวรถมีน้ำหนักเบาที่ 102 กก. เท่านั้น บอกเลยว่าขี่ง่าย ใช้งานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ การันตี ช่วงล่างนุ่มนวล เป็นอีกจุดหนึ่งที่ชอบมาก ๆ สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยก็ว่าได้ กับระบบช่วงล่างของตัวรถ ทั้งระบบกันสะเทือนและระบบเบรกที่ทางค่ายติดตั้งมาให้ ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล เบรกหนึบ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพเหมือนคุณนั่งบนโซฟานุ่ม ๆ นั่นแหล่ะครับ ฟีเจอร์ พร้อมใช้งาน ต่อด้วยตัวเรือนไมล์ขนาดใหญ่ดีไซน์มาสวยเลยทีเดียว ทั้งหน้าจอดิจิตัล LCD และจอสี TFT ที่ติดตั้งมาให้ อ่านค่าได้ง่าย ฟังก์ชันครบ สามารถเซ็ตทริปเดินทาง ดูเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ เกร์น้ำมัน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน มีครบหมดจบในรุ่นนี้ ยังรวมไปถึงระบบอื่น ๆ ในตัวรถทั้ง ระบบไฟ LED ระบบเบรก UBS ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Start&Stop รวมถึงในรุ่น ABS ทั้งกุญแจคีย์เลท และระบบเบรก ABS ที่ติดตั้งมาให้ เครื่องยนต์บลูคอร์ ไฮบริด ประหยัดน้ำมัน ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริดที่เป็นเอกลักษณ์จากทางค่าย ในพิกัด 125 ซีซี ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่โอเคเลยทีเดียว เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ให้อัตราเร่งที่ตอบโจทย์ ทั้งรอบต้นและรอบปลาย ขี่สนุก สมูท ไหลลื่น เหมาะสำหรับใช้งาน แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยทริปนี้ใช้ความเร็วไปที่ 80-100กม./ชม. ในระยะทางกว่า 120 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 52.1 กม./ลิตร หากลองคำนวณคร่าวแล้ว ๆ ถังน้ำมันเต็มถังที่ 4.4 ลิตร สามารถวิ่งทางไกลได้ถึง 229 กม. ทีเดียว กับการเสียค่าน้ำมันไปไม่ถึง 200 บาทถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ หลังจากขับขี่ชมวิวกันไปที่เรียบร้อยแล้ว ขอแวะพักเบรก ดื่มกาแฟเย็น ๆ ที่ Flower House ก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งจริง ๆ มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานที่อื่นต่อ แต่เนื่องด้วยสภาพฟ้าฝนไม่ค่อยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง บวกกับเวลาจำกัด จึงถือว่าสิ้นสุดภารกิจสำหรับการออกทริปเที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี ไปโดยอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณไทยยามาฮ่า พร้อมกับขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในวงการ สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของประเทศ สำหรับกิจกรรม Yamaha Automatic เที่ยวเมืองรองไปกับ

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Rally จะลุยจะเที่ยว คันเดียวจบเลย มาใหม่อีกแล้วกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางจาก Ducati ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่แบบใหม่หมด แต่ก็เป็นโมเดลใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นก็คือเจ้า DesertX Rally ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบออฟโร้ดได้มากยิ่งขึ้น เรื่องดีไซน์สำหรับค่ายนี้บอกเลยไม่ต้องห่วง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว แต่โมเดลนี้จะพิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ในตัวรถที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจนในแวบแรกที่เห็นกันเลยทีเดียวครับ เช่น บังโคลนหน้าสูง โช้คที่มีระยะยุบมาก ล้อซี่ลวด เป็นต้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องเดิม ที่ชื่อว่า Testastretta 11° สองสูบวี 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุด 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มาถึงเรื่องของช่วงล่างที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้พร้อมเข้าปะทะกับอุปสรรคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักออกแบบให้มีคาแรคเตอร์แบบเดียวกันกับรถเอ็นดูโร่หรือรถแข่งครอสคันทรีของนักแข่งมืออาชีพเลยทีเดียว แชสซีหลักจะเป็นเฟรมถักเหล็กกล้าและสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม มีระบบกันสะเทือนจากทาง KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 250 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating และกระบอกโช้คเคลือบ DLC ซึ่งจะช่วยเรื่องของความลื่นไหลและความทนทาน ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชันทั้งแบบไฮสปีดและโลว์สปีดได้ นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้งกันสะบัด Ohlins มาให้อีกด้วย ส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ขณะที่ล้อจะเป็นล้อ Takasago Excel แบบใช้ยางใน และใช้ซี่ลวดคาร์บอนสตีล พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาด 90/90-21 และ 150/70 R18 ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มตามแบบฉบับของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban, Wet, Enduro และ Rally โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ปรับได้ 3 ระดับ ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มพร้อมลุยกันยาว ๆ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ของบ้านเราก็น่าจะต้องกันไปอีก อาจจะยาวไปถึงครึ่งปีหลังก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 1200 2024 เผยโฉมแล้ว เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่จากค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph Scrambler 1200 2024 ครั้งนี้มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือ Scrambler 1200 XE (อัปเดตใหม่) และ Scrambler 1200 X (รุ่นใหม่) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เจ้า XE จะตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ด ขณะที่ X จะเหมาะกับการขับขี่บนถนนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยได้ระดับนึง (มาแทนรุ่น XC) ทั้ง 2 โมเดลจะมาในดีไซน์สแครมเบลอร์แบบดั้งเดิมเด่นด้วยท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่อง High Power 2 สูบเรียงขนาด 1200 ซีซี ให้สมรรถนะสูงทั้งแรงม้าและแรงบิด และจะไปแตกต่างกันในเรื่องช่วงล่างเป็นหลัก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกจำนวนนึง โดยเจ้าขุมพลังบอนเนวิลล์ไฮพาวเวอร์เครื่องนี้มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบของสแครมเบลอร์คือเน้นแรงบิดสูง ปรับเปลี่ยนคอท่อไอเสียให้ดีขึ้น ทำให้แรงบิดสูงในรอบที่กว้างขึ้น โดยให้กำลังสูงถึง 90 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงถึง 110 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ รุ่น X สำหรับรหัส X นั้นจะเน้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและความสูงของตัวรถ ดีไซน์เฉพาะตัวสังเกตได้จากบังโคลนแบบทำสี และจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันคือสีแดง Carnival Red สีดำ Sapphire Black และตัวรถจะมีเบาะนั่งที่ต่ำกว่าตัว XE โดยจะมีความสูงเบาะที่ 820 ม.ม. ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะมีในส่วนของแชสซีและเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้าที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ใช้งาน โดยโมเดล X จะออกแบบมามุ่งเน้นการขับขี่แบบออนโร้ดเป็นหลัก โดยจะมีโช้คจาก Marzocchi เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก และโช้คหลังคู่แบบซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบเบรกก็จะเป็นของทาง Nissin ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียลเมาท์จากทาง Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 255 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดสเตนเลสจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ยางจะเป็นยางแบบ All Terrain ที่ใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่เทคโนโลยีนั้นก็ให้มาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟแบบ LED เต็ม ระบบ ระบบเบรก Optimised Cornering ABS ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ ระบบ Optimised Cornering Traction Control ที่สามารถเปิด – ปิดได้ ปรับปรุงใหม่มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้งสองจะทำงานร่วมกันกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU และจะมีโหมดการขับขี่ 5 โหมด Sport, Road, Rain, Off-Road และ Rider Configurable หน้าจอผสมแบบมัลติฟังก์ชันแบบ LCD และจอแสดงผลสี TFT รวมอยู่ในเรือนไมล์ทรงกลมคลาสสิก ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้จะไม่เหมือนกับทาง XE รุ่น XE สำหรับเจ้าโมเดล XE จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะมีบังโคลหน้าอลูมิเนียมแบบปัดเงา และมีสีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำเทา Phantom Black & Storm Grey สีส้มดำ Baja Orange & Phantom Black และสีดำ Sapphire Black ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวรถมีระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถที่มากกว่า ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโร้ด แต่พื้นฐานเครื่องยนต์จะเหมือนกันอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนช่วงล่างนั้นก็จะมีการอัปเกรดให้ดีขึ้น และเกรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับโมเดล X อย่างโช้คก็จะเป็นของ Marzocchi เช่นกันเพียงแต่จะสามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้เต็มระบบ และมีระยะยุบที่มากกว่าเป็น 250 ม.ม. ระบบเบรกเองก็มีระดับที่สูงกว่า โดยจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255

X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ? หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ X-ADV 750 โฉมปี 2024 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรูปหลุดพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรใหม่สำหรับรุ่นอัปเดตที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวกับรายละเอียดของโมเดลอัปเกรดรุ่นนี้ จากการสังเกตุล่าสุดเหมือนจะมีการอัปเดตใหม่เพิ่มเติม ไหนขอลองไปสำรวจก่อน ว่ามีอะไรบ้าง สำหรับจุดแรกที่มีการปรับใหม่นั่นก็คือคอนโทรลหน้า พร้อมตำแหน่งของแผงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับขยับลงมาจากเดิม ทั้งไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงเพิ่มไฟ Conering light เข้ามาช่วยส่องสว่างในเวลาขับขี่ในเวลาเข้าโค้ง ดูโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นในสไตล์รถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ ในจุดต่อมาจะเป็นในส่วนของท่อไอเสียที่ปรับมาใหม่ ด้วยการเดินคอท่อยาวขึ้น ยกสูงยิ่งขึ้นและออกแบบปลายท่อขนานกับเบาะคนซ้อน ซึ่งดูคล้ายกับโมเดลแสครมเบลอร์ในรุ่น CL500 ซึ่งจะช่วยปรับทิศทางของการปล่อยไอเสียไปทางด้านหลัง แถมยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทางฝุ่น สามารถลุยดิน ลุยน้ำ ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านขุมพลังยังคงไม่อัปเดตอะไรเพิ่ม กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 270 องศา ขนาด 745 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 มาพร้อมกำลังแรงม้าที่ 58.6 และแรงบิดที่ 67.8 นิวตันเมตร เสริมด้วย 5 โหมดการขับขี่ ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ในด้านฟีเจอร์ยังคงไม่มีอะไรอัปเพิ่ม ซึ่งเดิม ๆ อัดมาให้แน่นอยู่แล้วสำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตขึ้นในปีหน้า ยังไงก็มารอลุ้นกันว่าโฉมจริงรุ่นอัปเดตหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่แอดเชื่อว่าจะต้องถูกใจสาวกค่ายปีกนกอย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง ที่ Motegi ในศึก Moto2 2023 แฟน ๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักแข่งหมายเลข 35 จากสังกัด IDEMITSU Honda Team Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแข่งจากโครงการ Race to The Dream ของทาง Thai Honda ที่ได้คว้าชัยในศึก Japanese Grand Prix สนาม Mobility Resort Motegi รุ่น Moto2 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เจ้าคิงคองก้องนั้นไม่ได้แค่ชนะ แต่ยังมีการทำสถิติที่น่าทึ่งไว้อีก 5 สถิติกันด้วย เราไปดูกันดีกว่ามีอะไรกันบ้าง สถิติแรกคือการทำเวลาควอลิฟายในรอบ Q2 ได้ดีที่สุดและได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลด้วยเวลา 1:49.898 นาที เวลานี้ได้กลายเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล (Best Pole) ของสนามแห่งนี้ ทำลายสถิติเดิมของทางสนาม สถิติที่ 2 ยังเป็นตัวเลขเดิมคือ 1:49.898 นาที ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล แต่ยังควบสถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ของสนามแห่งนี้อีกด้วย (All Time Lap Record) สถิติที่ 3 เจ้าก้องออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลและคว้าชัยชนะในการแข่งขันแบบขึ้นนำม้วนเดียวจบจนกระทั่งเข้าเส้นชัย เรียกว่าเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 ทุกแล็ป สถิติที่ 4 นอกจากจะคว้าชัยชนะมาแล้ว ยังทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันที่ดีที่สุดของสนามนี้ด้วยเวลา 1:50.679 นาที (Best Race Lap) สถิติที่ 5 เจ้าก้องยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชนะ Japanese Grand Prix ในรุ่น Moto2 และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของเจ้าก้อง นับจากชัยชนะครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วที่อินโดนีเซีย เรียกว่าสนามแห่งนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ สำหรับ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ส่วนสนามหน้าที่สนาม Pertamina Mandalika International Circuit ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 13 – 15 ตุลาคมนี้ แฟน ๆ ชาวไทยก็อย่าลืม “เชียร์ให้ก้อง” กันด้วยนะครับ ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS อีกระดับของ GS ที่ BMW จัดให้ เปิดตัวแล้วหลังจากมีภาพออกมาทั้งแบบตั้งใจและแบบหลุด ๆ รวมถึงข้อมูลหลุดต่าง ๆ อีกมากมาย แต่นี่คือข้อมูลแท้ ๆ ชัด ๆ ตรง ๆ กับ SuperBike Thailand กับ BMW R1300GS อีกระดับของ GS ที่ทางค่ายอัปเกรดและอยากให้เป็น ตอบโจทย์กว่าด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่สมรรถนะสูงขึ้น และช่วงล่างที่ดีขึ้นและน้ำหนักตัวรถที่เบากว่าเดิมอย่างมาก เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้นแบบรอบด้าน สำหรับคนที่ยังไม่รู้หรือเพิ่งเข้าวงการนั้น BMW Motorrad นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดรถในเซ็กเมนต์ที่เรียกกันว่าทัวริ่งแอดเวนเจอร์มากกว่า 40 ปีแล้ว ด้วยโมเดลที่มีชื่อว่า R 80 G/S ซึ่งเจ้า GS ที่มาพร้อมขุมพลังแบบบ็อกเซอร์นั้นกลายเป็นผู้นำในเซ็กเมนต์นี้มานับตั้งแต่นั้น และเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำที่ว่าจึงได้มีการปรับปรุงอัปเกรดมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเป็นโมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าโมเดิลเดิมมากถึง 12 กิโลกรัมเลยทีเดียว เรื่องดีไซน์จะเห็นได้ว่ามีจุดเด่นใหม่ที่ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ LED ดีไซน์ไม่เหมือนใคร มีทั้งไฟสูงไฟต่ำ และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์อยู่ด้วยกัน พร้อมไฟเลี้ยวหน้าที่บิลต์อินอยู่ในการ์ดแฮนด์ ส่วนระบบไฟแบบ Headlight Pro ซึ่งจะทำให้ไฟหน้าเลี้ยวเบนไปส่องสว่างในโค้งตามองศาการเข้าโค้งนั้นจะต้องติดตั้งเพิ่มเติม อีกทั้งตัวรถยังมีดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกว่าตัวรถมีความกระชับ มีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมใหม่ที่แบนราบกว่าเดิม ทำให้ดูมีความสปอร์ตและลื่นไหลมากขึ้นอีกด้วย ต่อกันที่เรื่องของขุมพลัง แน่นอนว่าหัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ที่มีดีไซน์ใหม่ให้เครื่องมีขนาดเล็กลงกว่าแต่ก่อน ด้วยการย้ายเกียร์บ็อกซ์ไปไว้ด้านใต้ของเครื่องและจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงเสียใหม่ ซึ่งเจ้าเครื่องใหม่ขนาด 1300 ซีซีที่ว่านี้ให้กำลังแรงม้ามากถึง 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ทรงพลังกว่าที่ผ่าน ๆ มา และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างใหม่ เริ่มต้นด้วยเมนเฟรมเหล็กกล้าที่ปรับปรุงมาขนานใหญ่เพื่อให้วางเครื่องได้เหมาะสมและให้ความแข็งแรงที่มากขึ้น ส่วนเฟรมท้ายจากเดิมที่เป็นท่อเหล็กถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป ทั้งยังมีระบบกันสะเทือนหน้าใหม่ที่เรียกว่า EVO Telelever ที่มาพร้อมชิ้นส่วนที่ยืดหยุ่นและระบบกันสะเทือนหลัง EVO Paralever ที่ช่วยให้การควบคุมที่แม่นยำและความเสถียรยอดเยี่ยม ส่วนเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์เองก็เพิ่มลูกเล่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว โหมดการขับขี่ตอนนี้เป็น 4 โหมดแล้วนอกเหนือไป Rain, Road, Eco ตอนนี้เพิ่ม Enduro มาเป็นพื้นฐานเลยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม มีระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรลซึ่งมาพร้อมระบบควบคุมระยะห่างในตัว ระบบเตือนก่อนชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรกเพื่อป้องกันเหตุร้ายและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลนโดยแจ้งเตือนที่กระจกมองหลัง ระบบเบรก ABS Pro ระบบควบคุมเอ็นจิ้นแดร็กทอร์คคอนโทรล ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ยังมีระบบช่วยในเรื่องของความสะดวกสบายอย่างชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า กุญแจแบบคีย์เลส ฮีทกริป ช่องใส่สมาร์ทโฟนสำหรับชาร์จไฟโดยเฉพาะ และช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์แยกมาอีกต่างหาก ๆ เรียกว่าให้มาเยอะ ให้มาแน่น ๆ สมเป็นรุ่นเรือธง แต่อย่างไรก็ตามระบบบางอย่างที่ช่วยในเรื่องการขับขี่ในระดับสูงก็ยังต้องจำเป็นต้องติดตั้งและจ่ายเงินเพิ่มอยู่ดี สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายในบ้านเราก็น่าจะเป็นปีหน้ากันเลย ส่วนราคาบอกเลยว่าจะต้องแพงขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะเรื่องของขนาดความจุของเครื่องยนต์ตลอดไปจนถึงเทคโนโลยีในตัวรถที่มากมายขึ้นอีกมาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CUB House by Honda เปิดตัว New CT125 สีเหลือง Yellow SunGlow สีใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถตระกูล CT ของฮอนด้าในยุค 60’s ลงตัวกับความเป็นรถสไตล์เทรลที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มสีสันให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม New Honda CT125 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Time to Trail ได้เวลาออกนอกเส้นทาง’ นำเสนอมุมมองของไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่โดดเด่น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในเมือง และนอกเมือง พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนถนนทั่วไป หรือบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย นอกจากสีเหลืองใหม่แล้ว New Honda CT125 ยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคลาสสิคแบบ FULL LED พร้อมไฟเลี้ยวทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรือนไมล์ LCD เต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีแร็คหลังขนาดใหญ่ แข็งแรง เหมาะสำหรับบรรทุกสัมภาระ รวมถึงท่อไอเสียพร้อมกรองอากาศยกสูง ตามแบบฉบับ CT Series New CT125 ยังมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ที่ให้แรงบิดสูง อัตราเร่งดี พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง Adjustable Rear Suspension ที่สามารถปรับค่า Preload ได้ถึง 5 ระดับ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda CT125 ‘สีเหลือง Yellow SunGlow’ พร้อมกับอีก 3 เฉดสี ได้แก่ สีเทา สีแดง และ สีเขียว ราคาแนะนำที่ 88,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hyosung GV300S-Evo ครูเซอร์แดนโสม ปรับโฉมใหม่ พรีเมียมกว่าเดิม นอกเหนือจากซีรี่ย์และเพลง Kpop ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากแดนโอปป้าแล้ว วงการ 2 ล้อบ้านเขาก็ไม่แพ้เช่นกัน ล่าสุดทางค่ายรถจักรยานยนต์ Hyosung Motorcycle ทำการเปิดตัวโมเดลพิกัด 300 ซีซีอย่าง GV300S-Evo ปล่อยสู่ตลาดยุโรปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ HyoSung Motorcycle ถือเป็นค่ายรถ 2 ล้อ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องโมเดลคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเพียงไม่กี่ค่ายที่สามารถบุกตลาดมอเตอร์ไบค์และเป็นที่รู้จักของเหล่าไบค์ทั่วโลกโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป แต่สำหรับบ้านเราส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นหูนักเพราะมักนิยมรถญี่ปุ่นเสียมากกว่า นอกจากคนรักสายคัสตอมอาจพอรู้บ้าง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปดูโมเดลของทางค่ายกันว่าทำไมถึงครองใจสายบิดตาน้ำข้าวได้ถึงขนาดนี้ โดยโมเดล GV300S Evo นั้นเป็นรถที่ได้รับการปรับปรุงในแง่ของรูปลักษณ์ที่ให้ความพรีเมียมมากขึ้นจากรุ่นบ็อบเบอร์ในเจ็นก่อน ด้วยระบบฟีเจอร์แบบใหม่ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ดูทันสมัย ทั้งระบบส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์ ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานในเมืองหรือขับขี่ออกทริปได้สะดวกมากขึ้น แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์มาใหม่ ครอบไฟหน้าติดหน้ามาให้เรียบร้อย ไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านข้างให้ดูสมส่วนลงตัว ขายึดบังโคลนออกแบบใหม่ ถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตร เบาะตอนเดียว 2 ระดับขนาดกว้างเสริมความเรียบหรูด้วยฝาครอบด้านข้างออกแบบใหม่ ฝาครอบกรองอากาศอลูมิเนียม พร้อมแปะสติ๊กเกอร์บ็อบเบอร์ดูโดดเด่น ท่อไอเสียสีดำดูเนี๊ยบ บวกกับการออกแบบสรีรศาสตร์ท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยแฮนด์บาร์และตำแหน่งที่พักเท้าที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ในสไตล์รถครูเซอร์แบบดั้งเดิมนั่นเอง ในด้านสมรรถนะจะเป็นแบบเดียวกันกับ GV300S ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V-Twins 60 องศา 2 สูบ ขนาด 296 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีด และเกียร์ 6 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 29.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 25.6 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแข็งแรงตัวรถด้วยเฟรมแบบโครงเหล็ก 2 ชั้น พร้อมระบบกันสะเทือนตัวรถ ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีเงิน เรียบหรูมากขึ้น ต่อด้วยโช้คหลังแบบสปริงคู่สามารถปรับพรีโหลดความแข็งอ่อนได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าหลัง พร้อมระบบ ABS ส่วนล้อหน้าจะมีขนาด 16 นิ้ว ล้อหลัง 15 นิ้ว พร้อมยางขนาดเท่ากันที่ 120/80 สำหรับ GV300S-Evo มีจำหน่ายทั้ง 2 สีได้แก่ สีดำและสีเทา เปิดราคาขายอยู่ที่ 5,299 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยราว 2 แสนนิด ๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสายคลาสสิก ทั้งมิติตัวรถ การออกแบบดูพรีเมียมมากขึ้น เครื่องยนต์ V-Twins ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน และช่วงล่างที่ปรับใหม่ เหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานหรือออกทริป หรือจะขี่หล่อ ๆ ไปพร้อมทรงผมแสกกลางแบบโอปป้าก็ทำได้ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยส่วนนี้ทางแอดยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรออัปเดตอีกทีแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ สำหรับใครที่สนใจโมเดลค่ายนี้ ในบ้านเรามีจำหน่ายในรุ่น GV300 ให้เลือก โดยสามารถติดต่อได้ทางดีลเลอร์ HyoSung หรือรับชมออนไลน์ผ่านทางเว็บไซด์ที่ https://www.hyosungthailand.com/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge RR666S สปอร์ต 4 สูบเรียงตัวจี๊ด สัญชาติจีน ในงาน CIMA Show ที่จัดขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาค่ายรถพรีเมียมแบรนด์จากเครือยักษ์ใหญ่ด้านมอเตอร์ไซค์ในจีน Loncin ได้ทำการเปิดตัว Voge RR666S สปอร์ตไบค์พิกัดกลางที่น่าจับตามองมาก ๆ กับตัวเลขสเป็กต่าง ๆ ที่ได้ยินแล้วหลาย ๆ คนจะต้องร้องโอ้มายก็อดกันเลยล่ะครับ สำหรับโมเดลนี้ ชื่อรุ่นอาจจะชวนให้สับสนได้ เพราะเลข 666 ในความเชื่อของทางศาสนาคริสต์นั้นสื่อถึงซาตาน แต่ทว่าในจีนนั้นมันกลับมีความหมายที่ดี แต่เรื่องนั้นช่างมันไว้ก่อน เพราะเจ้าตัวนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวดุดัน ทั้งเฉดสี ทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ ออกมาได้สวยงามมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายรถที่มาพร้อมกับสวิงอาร์มเดี่ยวที่เผยให้เห็นล้อที่ดีไซน์สวยมาก ๆ เครื่องยนต์ของเจ้านี่จะเป็นสี่สูบเรียงขนาด 660 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ มีเรดไลน์มากถึง 13,000 รอบเลยทีเดียว และว่ากันว่ามีแรงม้าอยู่ที่ราว ๆ 100 แรงม้า และเครื่องบล็อกนี้เป็นเครื่องที่ทางค่ายทำเองไม่ได้ก็อปปี้ใครมาอีกด้วย แม้ว่าทาง Loncin จะมีชื่อเรื่องการทำรีเวิร์ลเอ็นจิเนียริ่งหรือการผ่าเครื่องออกมาแล้วสร้างเครื่องตาม ทางค่ายมีเคลมตัวเลขไว้ว่าสามารถเร่ง 0 – 100 ได้ภายใน 3.5 วินาทีเท่านั้น และสามารถทำความเร็วท็อปสปีดได้มากเกินกว่า 240 กม./ชม.เลยทีเดียว ส่วนช่วงล่างนั้นเท่าที่ทราบคือจะมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์จาก Brembo ขณะที่เทคโนโลยีก็จะมีในส่วนของระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรล ซึ่งอาศัยข้อมูลจากหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ส่วนเรื่องของราคาและการวางจำหน่ายนั้นยังไม่ชัดเจน แต่บ้านเรานั้นยังไม่มีใครนำแบรนด์นี้เข้ามาจำหน่าย แต่ทางยุโรปนั้นมีตัวแทนจำหน่ายหลายเจ้าแล้ว ยังไงเสียถ้ามีข้อมูลรายละเอียดมากกว่านี้เราจะรีบนำมาเสนอ ๆ ให้แฟน ๆ ได้รับทราบกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 GSX-1000GT เผยโฉมสีสันใหม่แล้วในยุโรป เผยโฉมทางฝั่งยุโรปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับสปอร์ตทัวริ่งรุ่นเรือธงจากค่ายคนบ้าอย่าง Suzuki 2024 GSX-1000GT กับการกลับมาครั้งนี้ พร้อมกับเฉดสีใหม่ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความสปอร์ต ผสมผสานสไตล์การขับขี่ที่สะดวกสบายด้วยแฮนด์บาร์ยกสูง และตำแหน่งที่พักเท้า ที่ไม่ต้องก้มตัวขี่และชันเข่ามากจนเกินไป สำหรับโมเดลโฉมปี 2024 เปิดตัวพร้อมกับเฉดสีใหม่ถึง 4 สีด้วยกัน ได้แก่สีฟ้า Metallic Triton Blue, สีน้ำเงิน Metallic Reflective Blue, สีแดง Candy Daring Red และ สีดำ Glass Sparkle Black มาพร้อมลุคแบบสปอร์ต ดุดัน แบบเต็มพิกัด แถมไม่ทิ้งลายความบึกบึนด้วยเส้นสายแฟริ่งออกแบบให้มีความโฉบเฉี่ยว ไฟหน้าคู่หกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทมรันนิ่งไลท์รูปตัว V แยกไฟเลี้ยวไว้ด้านข้างผสมกับชิลด์ขนาดใหญ่ ดูเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์รถสปอร์ตทัวริ่งแบบต้นฉบับของ S1000GT นั่นเอง นอกเหนือจากสีใหม่แล้ว ในเรื่องของขุมพลังยังคงใช้พื้นฐานเดิมเหมือนเจ็นก่อนกับ 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพละกำลังแรงม้า 150 แรงม้า และแรงบิด 108 นิวตันเมตร เสริมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีด ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ และถังน้ำมันขนาด 19 ลิตร โดยรวมน้ำหนักตัวรถเคลมมาให้ที่ 225 กก. พร้อมระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับจาก KYB ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนโช้คเดี่ยวด้านหลัง พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ Brembo 4 ลูกสูบ ส่วนปั๊มหลังจาก Nissin ลูกสูบเดียว พร้อมระบบป้องกันล้อล็อค ABS Dual Channel ล้อขนาด 17 นิ้ว และยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 120/70 และ 190/50 หน้าหลังตามลำดับ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีทั้ง ระบบส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านแอป mySPIN ในโทรศัพท์ สามารถฟังเพลงหรือดูแผนที่ และรับสายโทรศัพท์ได้ โหมดการขับขี่ 3 โหมด โดยแบ่งเป็น โหมด A (Active), โหมด B (Basic) และโหมด C (Comfort) ระบบป้องกันล้อล็อค ABS Dual Channel ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรล สามารถปรับได้ 5 ระดับตามความต้องการ โดยราคาเปิดตัวอยู่ที่ 15,199 ยูโร หรือราว ๆ 5.8 แสนบาทถือว่าสมน้ำสมเนื้อ กับสายสปอร์ตทัวริ่งพิกัด 1000 ซีซี พร้อมระบบช่วงล่าง เทคโนโลยี และสีใหม่ที่ทางค่ายจัดมาให้ หากใครที่สนใจโมเดลเวอร์ชันใหม่นี้ล่ะก็ รอลุ้นกันไปก่อน หากใจร้อนหล่ะก็ ลองดูโฉมเจ็นก่อน ๆ เป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KX450 50TH Anniversary Edition ลายพิเศษฉลองตำนานทางฝุ่นกว่า 50 ปี กว่า 50 ปีที่ผ่านมารถในตระกูล Kawasaki KX ช่วยปูทางไปสู่ชัยชนะในการแข่งขันให้นักแข่งโมโตครอสชื่อดังมามากมาย ตอนนี้ก็ยังคงมีความยิ่งใหญ่ทั้งในโมโตครอสและซูเปอร์ครอสอยู่เช่นเดิม ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวโมเดลพิเศษอย่าง KX450 50TH Anniversary Edition เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ซะเลย เรื่องดีไซน์นั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะตัวรถมาในกราฟิกพิเศษย้อนยุคไปยังช่วงบุกเบิก จะสังเกตได้จากตัวหนังสือ KX ที่ด้านข้างที่มาในเฉดสีแบบดั้งเดิม กราฟิก Uni-Trak ที่สวิงอาร์ม เบาะสีน้ำเงิน ล้อสีเงินและการ์ดโช้คสีขาว ซึ่งมาจากยุคแรกเริ่มทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้มีการอัปเดตในส่วนอื่น ๆ ส่วนที่มีการอัปเดตเพื่อให้เจ้าคันนี้เป็นรถที่แรงที่สุดและพร้อมแข่งทางฝุ่นนั้นก็มีอยู่หลากหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด ใหม่ เปลี่ยนฝาสูบใหม่ พอร์ตไอเสียยิงตรง มีสวิตช์แทร็คชันคอนโทรลที่แฮนด์บาร์ ระบบเบรก Brembo ใหม่ เฟรมอลูมิเนียมใหม่น้ำหนักเบา กริพแฮนด์ ODI บอดี้ใหม่เพรียวขึ้น ระบบแทร็คชันคอนโทรลและโหมดการขับขี่หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อรถกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP KX ส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิม อย่างเรื่องของระบบกันสะเทือนที่ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้หลายระดับ โช้คหลังพร้อมซับแทงค์พร้อมกระเดื่อง ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เช่นกัน สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีเขียวเบาะฟ้าตามภาพ ในราคาที่ 10,699 เหรียญสหรัฐหรือราว ๆ 390,000 บาท ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยน่าจะราคาโดดไปมากกว่านี้ แต่เบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่มีจำหน่ายในไทย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Grand Filano Hybrid 2023 สีใหม่ สมาร์ท พรีเมียม ไทยยามาฮ่า พร้อมเสริฟความแกรนด์แบบต่อเนื่อง เปิดตัว “NEW Grand Filano Hybrid 2023” พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ เอาใจสาวกที่ชื่นชอบความโมเดิร์นคลาสสิก โดยครั้งนี้มาพร้อมความเซอร์ไพรส์จากทางค่ายที่พร้อมการันตีว่า รุ่นนี้..ดีแน่นอน แล้วข้อดีของโมเดลรุ่นนี้จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน ดีไซน์สวย หรูหรา พรีเมียม ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่สง่างามเหนือกาลเวลา ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกภายใต้คอนเซ็ปต์ “สมาร์ทสไตล์พรีเมียม…ความ GRAND ที่รู้กัน” มาพร้อมสีสันใหม่ โดดเด่น และบ่งบอกถึงรสนิยมที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างภาคภูมิใจ สวยล้ำด้วยเส้นสายและไฟ LED รอบคัน หรูหราอย่างมีระดับ โดดเด่นทุกมุมมอง ทั้งไฟหน้า ไฟ Daylight ไฟเลี้ยว และไฟท้าย ให้ความสว่างเด่นชัดในทุกมุมมอง โดยสอดรับความล้ำสมัยไปพร้อมกับหน้าจอ Digital LCD & TFT รวมถึง กิมมิกความพิเศษเฉพาะรุ่น ABS กับเบาะใหม่สีทูโทน พร้อมปักอักษร Grand Filano ไว้ด้านข้างที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในรายละเอียดว่านี่แหล่ะ คือความแกรนด์ที่ไม่เหมือนใคร ประหยัดน้ำมัน กับเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด สำหรับส่วนที่สองคงเป็นเรื่องของความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ได้ดีในทุกจังหวะการบิดคันเร่ง และให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่นุ่มนวล น้ำหนักเบา คล่องตัว ออกตัวได้รวดเร็วด้วย SMART MOTOR GENERATOR แต่ให้ความประหยัดน้ำมันสูงถึง 62.5 กม.ต่อลิตร และแค่นั้นยังไม่พอ ยังประหยัดขึ้นไปอีกกับ ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ STOP & START SYSTEM ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยทีเดียว ช่วงล่างแจ่ม เบรกหนึบ ในส่วนที่สามกับระบบช่วงล่าง ด้วยโช้คด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ที่ช่วยเสริมฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวล มาพร้อมกับระบบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกหลัง เสริมความมั่นใจมากขึ้นด้วยระบบกระจายแรงเบรก UBS (รุ่น Standard) และระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมล้อและยางขนาดเท่ากันที่ 110/70-12” ใช้งานง่าย สะดวก ครบเครื่อง และแน่นอนในส่วนที่สี่ กับฟังก์ชันการใช้งานที่มีมาให้ในโมเดลรุ่นนี้ ทั้งเรือนไมล์ดิจิทัลพร้อมจอสี TFT ล้ำสมัย แสดงผลมาตรวัดครบถ้วน พร้อมบอกสถานการณ์ทำงานของระบบไฮบริด ซึ่งผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบช่องต่อไฟสำรอง ชาร์จแบตเตอรี่มือถือได้ พร้อมช่องใส่ของด้านหน้าขนาดใหญ่, ที่เก็บของ GRAND BOX ขนาดใหญ่ถึง 27 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ, ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า สะดวกสบาย ไม่ต้องลงจากรถ พร้อมปุ่มกดเปิดฝาอัตโนมัติ ใช้ง่ายเพียงปุ่มเดียว และยังอัปความพรีเมียมอีกระดับในรุ่น ABS ด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะ SMART KEY SYSTEM สะดวกกว่าด้วยสวิตช์เปิด-ปิด แบบ Multi Functions ทั้งปลดล็อกสวิตช์สตาร์ท ดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมัน น้ำหนักเบา ขี่ง่าย ในส่วนที่ห้าจะเป็นเรื่องของขนาดสัดส่วน โดยตัวรถมีขนาดความ กว้างxยาวxสูง ที่ 685 x 1820 x 1150 มม.ระยะสูงเบาะ 790 มม. และความยาวฐานล้อที่ 1280 มม. ซึ่งรวมทั้งหมดของตัวรถนั้น เคลมน้ำหนักมาที่ 101 กก.เท่านั้น ถือว่าน้ำหนักเบา ให้ความคล่องตัว ใช้งานได้ง่าย และไม่ใช่เพียงผู้ชายเท่านั้นที่ใช้งานได้ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขับขี่ได้ง่ายเช่นเดียวกัน มีสีให้เลือก..เพียบ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ ABS Version ที่มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ สีเทา Elixir Silver, สีน้ำเงิน Prestige Blue และสีขาว Super White

Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากแดนผู้ดี เผยโฉมให้เห็นแล้วแม้จะยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการสำหรับเจ้า Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากค่ายแดนผู้ดีอังกฤษ แม้ว่าเจ้านี่จะเป็นรถแข่ง แต่นี่ก็เป็นแนวโน้มที่ดีว่าไทรอัมพ์จะลงมาเล่นตลาดรถเอ็นดูโร่ในอนาคตด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งสายวิบากสายทางฝุ่นบ้านเราน่าจะชอบใจแน่นอน ถ้าราคาไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก มาถึงตรงนี้เราไปส่งกันดีกว่ามันมีอะไรเท่าที่เราสังเกตจากภาพกันได้บ้าง ดีไซน์นั้นจะเห็นได้ว่าเลือกใช้สีที่ดำและขาวที่เป็นสีหลักมาจากโลโก้ของทางค่ายแต่งเติมไฮไลท์ด้วยสีเหลือง พร้อมโลโก้บอกชื่อรุ่นที่ด้านข้างท้ายรถ มีนวมแฮนด์และปลอกแฮนด์จากแบรนด์อเมริกาอย่าง ODI โช้คจะเป็นของทาง KYB และระบบเบรกจากทาง Brembo จากประกับแฮนด์ จะมีปุ่ม LC ซึ่งก็น่าจะเป็นระบบช่วยออกตัว มีปุ่ม QS ซึ่งน่าจะเป็นควิกชิฟเตอร์ ปุ่ม TC แทร็คชันคอนโทรล และปุ่ม M ปุ่มสำหรับเปลี่ยนแม็ปของเครื่องยนต์ ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนก็น่าจะต้องติดตามกันอีกทีครับ สำหรับแฟน ๆ ชาวเอ็นดูโร่ที่ชื่นชอบอาจจะต้องรอกันอีกพักเลยครับสำหรับเอ็นดูโร่ไบค์ที่จะได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของเอ็นดูโร่ไบค์จากทางไทรอัมพ์ เพราะเจ้าคันนี้เป็นรถแข่ง ซึ่งก็น่าจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงกันอีกระยะนึงเลยล่ะครับ แต่ถ้ามีขายเลยก็แสดงว่าทางค่ายซุ่มทำมาและมั่นใจมาก ๆ เลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8S 2023 เปิดราคาไทยแล้วที่ 379,000 บาท บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิอย่างเป็นทางการ ลงสนามบุกตลาดเน็คเก็ดไบค์ไซส์ใหญ่ เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด All New Suzuki GSX-8S 2023 ที่หลายคนตั้งตารอ ภายใต้แนวคิด ความสนุกที่ไร้ขีดจำกัด (“Infinite Potential Limitless Fun”) พร้อมเปิดสนนราคาค่าตัวที่ 379,000 บาท ดีไซน์แบบมินิมัล ด้านหน้าเด่นด้วยไฟ LED ทรง 6 เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ เฉียบคมและดุดัน ด้านข้างมีแฟริ่งบริเวณถังน้ำมันให้ได้เหลี่ยมมุมที่ดูล้ำ ๆ หน่อย และ ปิดท้ายด้วยกราฟิกที่สดใหม่ให้ภาพลักษณ์ร่วมสมัย ที่สำคัญยังมาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 2 สูบเรียงขนาด 775.9 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เลือกใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาเพื่อให้ได้ทอร์คที่หนักแน่น โดยเคลมแรงบิดมาสูงถึง 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดจะอยู่ที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ในส่วนของแชสซีตัวรถออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้สบาย มีแฮนด์บาร์กว้างแบบสอบปลายทำจากอลูมิเนียม ทั้งยังขับขี่มั่นใจได้ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังจาก KYB ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้ตัวรถขับขี่ได้คล่องตัว นิ่งและนุ่ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม. และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ปิดท้ายด้วยเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ตัวรถมีหน้าจอสี TFT LCD Multi-Function และใส่ระบบจัดเต็มอย่าง Suzuki Intelligent Ride System (S.I.R.S.) มาด้วย ซึ่งจะโหมดแทร็กชันคอนโทรล 3 โหมดและเปิดปิดได้ เอ็นจิ้นแม็ป 3 โหมด คันเร่งไฟฟ้า ระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยป้องกันเครื่องดับเวลารถเดินเบา สลิปเปอร์คลัตช์ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง โดยจะมีให้เลือกจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ Pearl Cosmic Blue (QU1) สีน้ำเงิน ล้ำสมัย สีแห่งอนาคต Pearl Tech White (QU2) สีขาว แห่งอนาคต พร้อมเพิ่มประสบการณ์ Metallic Mat Black No.2 / Glass Sparkle Black (KGL) สีดำ เท่ ดุดัน น่าค้นหา สนใจติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่าย ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านทาง Facebook : https://www.facebook.com/Suzukisocietythailand IG : https://www.instagram.com/suzukisocietythailand Line : @suzukisocietyth หรือคลิก https://lin.ee/QO2Z8jw Website : https://www.suzukimotosales.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋ง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้า Honda Motorcompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋งคันนี้ เพราะจริง ๆ เจ้าคันนี้มีต้นแบบมาจาก Motocompo สกู๊ตเตอร์จากยุค 80 ของทางค่ายปีกนกนั่นเอง ซึ่งนี้จะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลแรกที่มีขนาดกะทัดรัดมาก ๆ แล้วน้ำหนักเบารวมถึงสามารถพับและเก็บซ้อนกับของอื่น ๆ ได้ สำหรับดีไซน์ก็จะสังเกตเห็นได้ว่ามันเพรียวบางและเรียบง่ายคล้ายคลึงกับกระเป๋าเดินทางนั่นเอง ตัวรถจะมีไฟหน้า LED อยู่ที่ตัวรถด้านล่างใกล้กับจุดชาร์จ ไม่ได้อยู่ใกล้กับบริเวณแฮนด์บาร์ ด้านท้ายเองก็จะมีไฟท้าย LED ที่ระนาบเดียวกับไฟหน้า มีหน้าจอขนาดเล็กบอกระดับแบตแตอรี่และความเร็วแบบดิจิทัลที่บริเวณตรงกลางแฮนด์บาร์ โดยทางค่ายจะออกแบบให้มันพับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างแฮนด์ เบาะนั่ง พักเท้า ขาตั้งและล้อหลัง ให้ซ่อนกลับเข้าไปในตัวรถได้ และมีหูหิ้ว หรือจะใช้เข็นมันด้วยล้อทั้ง 2 ล้อก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรขับเคลื่อนแบบไดเร็กต์ไดร์ฟอยู่ที่บริเวณล้อหน้า ไม่ได้ใช้สายพาน ส่วนระบบเบรกนั้นจะมีดรัมเบรกอยู่ที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 490 วัตต์ แรงบิดที่ 16 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 24 กม./ชม. และใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 20 กม. ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงครึ่งโดยอาศัยเพียงปลั๊กไฟบ้านแรงดัน 110 โวลต์เท่านั้น (ส่วนบ้านเรานั้นอาจจะต้องใช้ตัวแปลงไฟ) โดยตัวรถหนักเพียง 18.73 กิโลกรัม ซึ่งเบาเนื่องจากตัวบอดี้และล้อของมันทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่แข็งแรงทนทาน และยังเล็กพอที่จะพับใส่ท้ายรถเก๋งได้ เรียกว่าไปได้แทบทุกที่ในเมืองเลยล่ะครับ เจ้านี่ยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ หลากหลาย ตัวชาร์จเจอร์ที่เป็นของติดรถนั้นเล็กพอที่จะใส่เข้าไปในตัวรถได้สบาย ช่วยให้พกพาไปชาร์จในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ที่ขาตั้งของรถเองก็มีรูสำหรับใช้ล็อกรถซึ่งสามารถใช้ที่ล็อกรถจักรยานทั่ว ๆ ไปล็อกได้ ยังมีเทคโนโลยีบลูทูธเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถเพื่อเลือกโหมดการขับขี่และโหมดไฟได้ ส่วนสนนราคาการจำหน่ายจะอยู่ที่ 995 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 35,000 บาท ส่วนการจำหน่ายในไทยนั้นคงยากครับ ยกเว้นจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก