SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Multistrada V4S Grand Tour ตัวสุดสายทัวริ่งจาก Ducati เปิดตัวแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้แต่ในปี 2023 นี้จัดเป็นปีที่เจ้ามัลติสตราดารุ่นแรกมีอายุครบ 20 ปีแล้ว และด้วยโอกาสนี้เองค่ายแดง Ducati จึงได้เปิดตัวโมเดลระดับเรือธงสายทัวริ่งอย่าง Multistrada V4S Grandtour ตัวสุดตัวจบของทัวริ่งไบค์ของทางค่าย ที่โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระดับแนวหน้าของคลาสเลยครับ สำหรับโมเดลนี้นั้นจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น V4S ของมัลติสตราดานั่นเอง แล้วมาปรับเพิ่มเติมเสริมออปชันต่าง ๆ เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์การเดินทางไกลที่มากยิ่งขึ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวเลขสมรรถนะ ตัวรถภายนอกจะมาพร้อมเฉดสีและกราฟิกเฉพาะรุ่น เส้นสายกราฟิกออกแบบมาให้ดูหรูหราปราณีต เบสหลักเป็นสีดำและสีเทา แต่งแต้มด้วยลายเส้นสีแดงและซับเฟรมสีแดง พร้อมคาดลวดลายสื่อถึงความเป็นอิตาลีไว้บาง ๆ ขุมพลังจะเป็นเครื่อง V4 Granturismo ขนาด 1158 ซีซีให้กำลัง 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิด 125 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ ที่ทางค่ายเคลมมาว่าให้กำลังได้สมูทและต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว แต่ก็ไม่ได้มีการอัปเดตเพิ่มเติมในส่วนนี้ ขณะที่แชสซีก็เช่นกัน โดยจะมีโช้คปรับไฟฟ้า Ducati Skyhook Suspension จากทาง Marzocchi ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระบบ Auto-levelling ปรับความสูงเบาะอัตโนมัติตามที่ได้เซ็ตเอาไว้ ระบบ Minimum Preload ช่วยลดความสูงของรถให้ขึ้นคร่อมได้ง่ายขึ้น และระบบ Easy Lift ช่วยให้เอาขาตั้งขึ้นได้ง่าย โดยทั้งหมดนี้จะควบคุมค่าต่าง ๆ ของโช้คเพื่อให้สามารถขับขี่ได้ง่ายและอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ขณะที่ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะเป็นล้ออัลลอยพร้อมยาง Pirelli Scorpion Trail II 120/70-19” และ 170/60-17” จัดเต็มมาก ๆ ในส่วนของช่วงล่าง ทีนี้มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง จัดเต็มสุด ๆ เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดยที่เด่น ๆ ก็จะเป็นอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลและระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกับเรดาห์ ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางอัตโนมัติ มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ช่วยประมวลผลส่งข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกับ Conering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพบนทางลาดชัน ยังมีหน้าจอสี TFT พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ทโฟนได้เมื่อใช้งานร่วมกับบลูทูธเฮดเซ็ต รวมถึงระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะทั้งคนขี่และคนซ้อนเพื่อให้ขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์และฝาถังแบบเปิดได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพื่อความสะดวกสบายไปอีกขั้น อ่อเกือบลืมไปยังมีเรื่องที่ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่ก็เป็นจุดเด่นคือส่วนของกล่องข้างที่มีความจุรวมกว่า 60 ลิตร คนของสบาย ตลอดไปจนถึงมีการติดตั้งส่วนป้องกันความร้อนเพิ่มอีกหลายจุดเพิ่มความสบายให้กับผู้ขับขี่และคนซ้อนด้วยครับ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้น Multistrada V4S Grand Tour ราคาอยู่ที่ 27590 ยูโร แพงกว่าโมเดล S อยู่ที่ 3600 ยูโร ซึ่งถ้าคิดเปรียบเทียบกับราคาไทยที่โมเดล S นั้นอยู่ที่ 1.289 ล้านบาทนั้น โมเดลใหม่แกรนด์ทัวร์นี้ราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1.5 ล้านบาทโดยประมาณครับ ซึ่งก็บอกเลยว่าราคาเอาเรื่อง แต่ถ้าเทียบกับอ็อปชันที่เพิ่มเข้ามานั้นบอกเลยว่าสายทัวริ่งรุ่นใหญ่พร้อมจบแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kove 321F Cafe หล่อ เฉียบคม ทรงวินเทจ เผยโฉมให้เห็นกันทั่วโลก โดยค่ายรถจักรยานยนต์ KoveMoto ทำการเปิดตัวโมเดลสายนีโอคาเฟ่อย่าง Kove 321F Cafe มาพร้อมปรับแต่งโฉมสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบสไตล์วินเทจ ให้ได้จับจองแล้วในประเทศจีน สำหรับโมเดลรุ่นนี้มีการออกแบบดีไซน์ กับแฟริ่งสีเงาออกแบบมาในสไตล์เรโทร เส้นลายกราฟิกแนวเรียบ พร้อมนัมเบอร์ 321 ไว้ที่แฟริ่งด้านข้าง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำปาดเว้าด้านข้างเพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ รวมไปถึง เบาะหนังตอนเดียวเย็บตะเข็บเป็นแนวระนาบดูสวยงาม ซึ่งทำให้นึกถึงการออกแบบของค่ายรถ Husqvarna และโมเดล Honda Hawk11 ซึ่งเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ก็มีอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปพอเป็นจุดสังเกตได้บ้าง ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานตัวเดียวกันกับรุ่น Cobra 321R และ 321RR ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ (ดูเหมือนออกแบบโดยยามาฮ่า) และเคลมกำลังแรงม้าที่ 41.5 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ พร้อมแรงบิด 29.6 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่ 153 กก. (รวมของเหลว) โดยท็อปสปีดของโมเดลรุ่นนี้ ทางโรงงานแย้มมาว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 170 กม./ชม.ในเกียร์หกเลยทีเดียว ต่อด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยวด้านขนาด หลังทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 320 มม.ปั๊ม 4 พอท และดิสก์เบรกหลังขนาด 240 มม. ปั๊ม 2 พอท ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 150/60 และระยะฐานล้อที่ 1,390 มม. ซึ่งดูสมส่วนในรถสไตล์คาเฟ่ไซส์กลางอีกด้วย สำหรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีมาให้ทั้งหน้าจอสี TFT และระบบไฟ LED ดีไซน์แบบเรโทรคลาสสิกรอบคัน ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel โดยโมเดลรุ่นนี้ตั้งราคาไว้ที่ 24,300 หยวน หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 1.2 แสนบาท ส่วนจะเข้าไทยหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WR450F อีกระดับของความแรงและความคล่องตัว WR450F 2024 เอ็นดูโร่ไบค์คันล่าสุดจาก Yamaha เปิดตัวแล้ว พร้อมคำบอกสรรพคุณคร่าว ๆ ไม่ยาวมากว่า เบาสุด เพรียวสุด และเร็วสุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยมีพื้นฐานใกล้เคียงกับ YZ450F รถแข่งโมโตครอสของทีมโรงงานที่เคยชนะในศึก MXGP และ AMA Supercross ในเรื่องของสไตล์นั้น ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ตัวรถมีความกระชับแบบสุด ๆ ด้วยตัวบอดี้แบบเดียวกับ YZ450F ซึ่งพิสูจน์ด้วยเวทีการแข่งขันระดับโลกมาแล้วว่ามีความคล่องตัวสูง โดยจะตัวรถจะแคบลง 50 ม.ม. โดยเฉพาะช่วงกลางตัวรถ เมื่อบวกกับเบาะนั่งแบบราบแล้วจะช่วยให้ควบคุมคอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการปรับบังโคลนหน้าใหม่ให้ป้อนอากาศเข้าสู่แผงรังผึ้งหม้อน้ำได้ดีขึ้น บังโคลนท้ายเองก็มีการปรับใหม่ช่วยให้จับรถได้ถนัดขึ้น ขุมพลังใหม่แรงและเบาขึ้น โดยใช้ขุมพลังที่พัฒนาจากเครื่องของ YZ450F ใช้เทคโนโลยีฝาสูบแบบรีเวิร์สช่วยให้ได้กำลังมากขึ้น จากการที่ฝั่งไอดีมีการออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีแอร์บ็อกซ์ที่ดึงอากาศจากด้านท้ายของตัวรถโดยอาศัยท่อในกาบแฟริ่งด้านข้าง เฟรมและถังน้ำมัน ที่ออกแบบมาใหม่ ส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้โดยตรงด้วยวาล์วไทเทเนียมที่ใหญ่ขึ้นเป็น 39 ม.ม. นอกจากนี้ยังมีการออกแบบปลายท่อสั้นใหม่ที่ช่วยให้ศูนย์ถ่วงรถโดยรวมดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้คล่องตัวขึ้นด้วย ตัวเครื่องยังเบาและมีขนาดเล็กลงกว่าโมเดลเก่า ซึ่งเบาจากการใช้ลูกสูบฟอร์จ บอดี้กระบอกสูบน้ำหนักเบา รวมถึงใช้โซ่ราวลิ้นใหม่ที่ออกแบบมารองรับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น มีการปรับปรุง ECU เพื่อให้มีการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมตรงรุ่น เพื่อให้ได้กำลังที่เอาอยู่ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ พร้อม ๆ กับแรงบิดที่หนักแน่นแต่สมู้ทและเนียน โดยที่ไม่ทิ้งสมรรถนะในรอบกลางและปลายใช้สปริงคลัตช์ใหม่พร้อมแผ่นคลัตช์ 8 แผ่นของตรงรุ่นเพื่อให้มือคลัตช์เบาและจับฟีลได้ดีขึ้น ระบบส่งกำลังปรับปรุงใหม่ให้มีความทนทานและน้ำหนักเบา ขณะที่อัตราทดแต่ละเกียร์ก็กว้างช่วยให้ขับขี่ได้ดีทุกสภาพเส้นทาง ในส่วนของแชสซีเองก็ปรับใหม่เดินตามรอบ YZ450F เช่นกัน โดยจุดสำคัญคือย้ายตำแหน่งคอท่อให้ต่ำลง 15 ม.ม. บวกกับรางถังน้ำมันปรับปรุงใหม่ให้กับเข้าท้ายรถทรงตัวยูทำให้เฟรมใหม่ที่ได้มีศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้ขับขี่ได้ดีขึ้น แต่โดยรวม ๆ แล้วยังต่างกันโดยเน้นให้เฟรมยืดหยุ่นได้มากกว่าช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ลดอาการเหนื่อยล้าสะสมและตอบสนองได้ดี ต่อกันที่ระบบกันสะเทือนมีการเลือกใช้โช้คจาก KYB ที่ท็อปสุดในคลาสแบบปรับเซ็ตได้เต็มระบบ แต่ปรับให้มีระยะยุบน้อยลง 10 ม.ม. เพื่อให้ความสูงเบาะนั้นต่ำลง ศูนย์ถ่วงเองก็ต่ำลง ช่วยให้ควบคุมรถได้ดี โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ พร้อมกันนี้ได้ปรับพักเท้าให้ต่ำลงด้วย 10 ม.ม.ช่วยให้ได้ระยะท่านั่งใหม่ที่ดีเป็นธรรมชาติช่วยให้ได้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดี สุดท้ายเรื่องของเทคโนโลยียามาฮ่ายังได้ใส่ระบบจูนผ่านแอ็พพลิเคชันมาให้ WR450F อีกด้วย โดยตัวแอ็พฯ จะมีฟีเจอร์อย่าง Quick Tuning มาให้ ช่วยให้ผู้ขับขี่เลือกปรับเซ็ตติ้งเครื่องยนต์จากสมู้ท ๆ ไปเป็นดุดันได้เพียงแค่แตะสกรอล์บาร์บนสมาร์ทโฟนได้ง่าย ๆ ช่วยให้เลือกกำลังรถที่แมตช์กับทักษะหรือความชอบของตัวเองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจับเวลาแล็ปให้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ เลย ซึ่งยะงสามารถใช้ปรับแต่งเรื่องการจ่ายน้ำมันหรือจังหวะการจุดระเบิดได้อีกด้วยนะ อีกเทคโนโลยีที่ปรับปรุงมาใหม่คือระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ 2 ระดับและเปิดปิดได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเลยล่ะครับ โดยสามารถเลือกใช้งานผ่านสวิตช์มัลติฟังก์ชันที่ประกับแฮนด์ได้สะดวกเลยล่ะครับ ที่สำคัญคือไม่ต้องจอดรถอีกด้วย ปิดท้ายคือโมเดลนี้มีการปรับให้เหมาะกับการขับขี่แบบเอ็นดูโร่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ยางเอ็นดูโร่ ระบบไฟส่องสว่าง หน้าปัดเรือนไมล์ ขาตั้งข้าง พัดลมหม้อน้ำ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 7.4 ลิตร การ์ดเครื่องและปลายท่อแบบเอ็นดูโร่ เรียกว่าพร้อมให้คุณลุยเข้าป่าได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะครับ แต่พูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่ายามาฮ่าประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายกันหรือไม่นั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT Replica สกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ ลายแข่ง MotoGP ล่าสุดทางค่ายสามตา ประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษกับ Aprilia SR GT Replica Edition โดยครั้งนี้มาพร้อมด้วยเส้นลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่งทีมโรงงานใน MotoGP ที่มีมาให้เลือกทั้งรุ่น 125 และรุ่น 200 ซีซี สำหรับลวดลายกราฟิกนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการดีไซน์ของ Noale Team ด้วยไฮไลท์สุดพิเศษกับชุดสีดำด้าน ตัดกับลายกราฟิกสีแดงและสีม่วงแนวทแยงมุม 45 องศา รวมไปถึงแถบสีแดงที่ขอบล้อหน้าเพิ่มลุคความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ยังใส่ลวดลายกราฟิก Aprilia สีขาว ไว้ที่คอนโซลกลางตัวรถ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ม้าศึกโปรโตไทป์ขุมพลัง V4 ที่พึ่งชนะการแข่งขัน MotoGP ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา โดยนักบิดพ่อลูกอ่อนอย่าง Aleix Espargaro โดยเจ้าสกู๊ตเตอร์ SR GT นั้นถูกเผยโฉมครั้งแรกที่งาน EICMA เมื่อปี 2021 และประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มพิอาจิโอ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ Aprilia และแบรนด์สกู๊ตเตอร์คลาสิกที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Vespa แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์แบรนด์อาพริเลียนั้น ให้คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และเห็นได้ชัดจากเจ้า SR GT รุ่นนี้ ทั้งสไตล์ตัวรถ ระยะแฮนด์ และยางใหม่ขนาดกว้าง ที่พร้อมลุยอุปสรรคได้ทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานเดียวกันกับรุ่นสแตนดาร์ด กับเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ แถมผ่าน Euro5 โดยรุ่น 125 ซีซี มาพร้อมกับกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขณะที่รุ่น 200 ซีซี มาพร้อมแรงม้าที่ 17.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ พร้อมระบบช่วงล่างที่ติดมาเดิม ๆ จากโรงงานด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิกจาก Showa ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า 260 มม. ดิสก์เบรกหลัง 220 มม. ล้อหน้า 14 นิ้วและล้อหลัง 13 นิ้ว ยางหน้า 110/80 ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน พร้อมด้วยฟังก์ชันในตัวรถทั้งระบบไฟ LED ระบบเบรก ABS ล้อหน้า หน้าจอ Full Digital และระบบเครื่องยนต์อัตโนมัติหรือ Start&Stop System สำหรับโมเดลอิดิชันรุ่นนี้ พร้อมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยราคาค่าตัวรุ่น SR GT 125 อยู่ที่ 4,449 ยูโร หรือราว ๆ เกือบ 1.7 แสนบาท ส่วนรุ่น SR GT 200 เปิดราคาที่ 4,749 ยูโร หรือ 1.81 แสนบาท อย่างไรก็ดี ก็แอบคาดหวังว่าทางค่ายจะใจดี นำโมเดลรุ่นพิเศษเข้ามาขายในบ้านเรา ก็คงจะดีไม่น้อย แต่มีรุ่นแสตนดาร์ดขายนะครับ รับชม รีวิว Aprilia SR GT 200 รับชม สเปค Aprilia SR GT 200 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

NMAX Connected 2023 เปิดตัวแล้ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 เฉดสี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เดินหน้าเต็มแม็กซ์! ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกตัวจริงของเมืองไทย ส่ง Yamaha NMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกพรีเมียม 155 ซีซี พร้อมเฉดสีใหม่เอาใจวัยแม็กซ์ 3 เฉดสีด้วยกัน โดยยังคงเหนือระดับด้วยดีไซน์พรีเมียมสปอร์ต สีสันเร้าใจสไตล์ MAX Series ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วย VVA และ ABS Dual Channel เพียงหนึ่งเดียวในคลาส เหนือชั้นไปอีกขั้นด้วย Y-Connect และ Traction Control ในรุ่น NMAX Connected เพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตเต็มแม็กซ์ และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร* เอ็นแม็กซ์ล้ำสุดแม็กซ์ด้วยเทคโนโลยี Max Technology เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทขึ้นอีกขั้น ด้วย Y-Connect Application (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ และการขับขี่ของรถ ได้บนมือถืออย่างง่ายดาย ด้วยโหมดต่าง ๆ 9 ฟังก์ชันในการใช้งานอย่างครบครัน Meter Indicator – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนหน้าจอเรือนไมล์ Maintenance Recommend – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา Malfunction Notification – แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา Fuel Consumption – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง Revs Dashboard – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ Parking Location – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด Ranking – แสดงอันดับในการขับขี่ Riding Log – บันทึกประวัติการขับขี่ Contact Form – ช่องทางการติดต่อกับยามาฮ่า ยังคงให้ความสุดเร้าในการขับขี่ด้วย MAX POWER แรงเต็มกำลัง เพื่อกำลังอัดสูงสุด ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี 4 วาล์ว ระบบออโตเมติกหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมลูกสูบฟอร์จ แข็งแกร่ง ทนทาน อีกทั้งยังให้อัตราเร่งดี บิดติดมือ ด้วยการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่ให้การตอบสนองดี ทุกแรงบิดทั้งรอบต่ำและสูง ทันใจทั้งออกตัวและเร่งแซง เปี่ยมด้วยสมรรถนะแบบ Max Performance ด้วยการติดตั้งระบบดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS Dual Channel ให้ความมั่นใจในความปลอดภัยได้มากกว่าด้วยการควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติ ป้องกันล้อล็อกทั้ง 2 ล้อ โดยมาพร้อมระบบแทร็คชันคอนโทรล (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) ซึ่งช่วยป้องกันล้อลื่นไถล มั่นใจกว่า ด้วยการปรับสมดุลความเร็วล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กันทุกสถานการณ์การขับขี่ และให้ความประหยัดเต็มแม็กซ์ด้วยระบบ ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop & Start System ที่มาพร้อม Smart Motor Generator ซึ่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที หรือกรณีเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และยังเท่เต็มแม็กซ์ Max Styling ด้วยไฟหน้า-ไฟท้าย FULL LED พร้อมสัญญาณไฟฉุกเฉิน ดีไซน์ดีเอ็นเอตระกูล MAX Series สว่างชัดเจน พร้อมให้ความสมาร์ทเต็มแม็กซ์ด้วย Max Function ด้วย Digital Meter สไตล์สปอร์ต ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์, กุญแจรีโมท Smart Key System ที่ทำหน้าที่สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์รถ ปลดล็อกเบาะ ปลดล็อกฝาถังน้ำมัน และสัญญาณตอบรับ Answer Back ถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ และช่องชาร์จแบตมือถือพร้อมช่องเก็บของด้านหน้า ที่สำคัญคือมาพร้อมกับสีสันใหม่! เร้าใจสไตล์ MAX Series

Z E-1 2024 เน็กเก็ดไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษเดือนหน้า Kawasaki Z E-1 2024 รถไฟฟ้าสไตล์เน็กเก็ดไบค์เปิดตัวพร้อมจ่อขายเดือนหน้าที่อังกฤษพร้อมกับแฝดคนละฝาที่เป็นสายสปอร์ตแต่แชร์อะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกันอย่าง Ninja E-1 พร้อม ๆ กับตัวเลขต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่าง Z125 ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย และแอบใส่ฟังก์ชันอย่างช่องใส่ของขนาด 5 ลิตร (หนักสุดไม่เกิน 3 กก.) บริเวณที่เดิมทีจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้า ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบแบบเดียวกับเจ้านินจาไฟฟ้าเลย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 135 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 85 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 62 กม./ชม. หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าฝั่งนินจาไฟฟ้าเล็กน้อย แต่เดี๋ยวก่อนยังมีฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja E-1 2024 รถไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษแล้ว เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็ต้องเชื่อครับงานนี้บอกเลยว่างานเร็วงานไวจริง ๆ สำหรับค่ายญี่ปุ่นค่ายเขียว Kawasaki ที่เปิดตัว Ninja E-1 หรือเจ้านินจาไฟฟ้าพร้อมจ่อคิวขายที่อังกฤษเดือนหน้า เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่างจากนินจา สปอร์ตไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 140 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 88 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 64 กม./ชม.แต่เดี๋ยวก่อนยังฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ สำหรับ Ninja E-1 2024 แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร มีข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ของ Roof Helmet แบรนด์หมวกกันน็อกสุดเอกลักษณ์จากสัญชาติฝรั่งเศส มาพร้อมกับการเปิดตัวหมวกกันน็อกรุ่นใหม่แบบเปิดคางได้อย่าง Roof Boxxer 2 เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในความแหวกแนวและมีสไตล์เอกที่เป็นลักษณ์เฉพาะ สำหรับหมวกรุ่น Boxxer 2 นั้น เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Boxxer รุ่นแรก และยังถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ ผสมผสานระหว่างความเป็นเรโทรและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน และให้ได้ตรงตามมาตรฐาน ECE R22.06 โดยชิ้นส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน และมีระบบ FleXLocker ใหม่ ซึ่งจะล็อกแถบคางให้อยู่ในตำแหน่งเปิด โดยตัวหมวกมีน้ำหนักเพียง 1.6 กก. เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ หมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 โดยมีน้ำหนักเบาเหมือนรุ่นก่อน ๆ อีกด้วย สำหรับภายในหมวก มีผ้าซับในที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ถอดออกได้และล้างทำความสะอาดได้ รวมถึงฟองน้ำด้านในออกแบบมาให้สวมใส่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยฝาครอบพร้อมนวมปรับความหนาได้ และยังมีแผ่นรองแก้มให้เลือกจากแบรนด์อีกด้วย ฝาปิดมีชิลด์หน้าป้องกันรอยขีดข่วนแบบใสพร้อมแผ่นกันฝ้า แถมยังรองรับการติดตั้งหูฟังบลูทูธเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ สีดำ สีเทา สีแดง โดยหมวก Boxxer 2 เปิดจำหน่ายถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ สีเทาและสีแดง รวมถึงตัวเลือกลายกราฟิกต่างๆ โดยเปิดราคาอยู่ที่ 536 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 1.9 หมื่นบาท โดยสามารถติดต่อสั่งจองผ่านทางเว็บไซด์ https://www.roof.fr/en/content/10-products Roof Helmet หรือผ่านทางเพจเฟสบุ๊ก ROOF International Officiel หากมีหมวกรุ่นไหนที่น่าสนใจอีกหล่ะก็ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 Stone Corsa ตัวเป็นคลาสสิกไบค์แต่ใจมันเป็นสปอร์ต เปิดเผยโฉมหน้าโมเดลใหม่อีกครั้งสำหรับแบรนด์รถสัญชาติอิตาเลียนที่มีอายุอานามกว่า 70 ปี กับ Moto Guzzi V7 Stone Corsa ซึ่งยังคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใครไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ถูกตีความใหม่เพิ่มความเป็นสปอร์ตเข้าไปในโมเดลที่สุดแสนจะคลาสสิกระดับตำนาน ในแบบที่น่าจะถูกใจชาว Guzzisti ทั่วโลก เจ้าสโตนคอร์ซ่าคันนี้ขับเน้นความเป็นสปอร์ตออกมาด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลจากแฟริ่งด้านหน้ามายันเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่ดูเหมือนสำหรับนั่งคนเดียวแต่จริง ๆ แล้วนั่งได้สองคน ให้ผู้ที่มองเห็นได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านออกมาจากขุมพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความลุ่มหลงที่แฝงอยู่ภายในจิตวิญญาณกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2019 กับรายการแข่ง Moto Guzzi Fast Endurance การแข่งขันที่ให้โอกาสนักบิดมากหน้าหลายตาได้มาแข่งขันกันในสนาม ได้สนุกไปกับรถวีเซเว่นที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เผยให้เห็นถึงความซิ่งที่มีซุกซ่อนอยู่ในแบบที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมาในเฉดสีแบบทูโทนสื่อถึงยุคทองของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ สีเทาเมทัลลิกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นด้วยแถบสีแดงดุดันที่ถอดยาวตามขวางตลอดตัวรถตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้า พาดยาวมายังถังน้ำมันด้านล่างและแผงแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถยังปรับมาใช้กระจกแบบปลายแฮนด์ที่ทำให้ดูปราดเปรียวและคล่องตัวมากขึ้น ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม CNC อะโนไดซ์สีดำ และเพื่อให้เข้ากันกับลุคแบบมินิมัลของโมเดลนี้ซึ่งเป็นจุดเด่นตามแบบฉบับของวีเซเว่นมาโดยตลอด ส่วนของโช้คหน้าก็มาแบบเปลือย ๆ ไม่มีปลอกยางกันฝุ่น แต่ไปมีเพลทบนแผงคอด้านบนเพื่อบ่งบอกความเป็นโมเดลพิเศษแทน ส่วนเรื่องของสเปกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงเป็นเครื่องสองสูบวีวางขวางบล็อกเดิมที่มีขนาด 853 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 73 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มีระบบกันสะเทือนที่เรียบง่าย ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ที่ทำงานร่วมกันกับสวิงอาร์มคู่ มีระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS ล้อจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยางขนาด 100/90-18” และ 150/70-17” หน้าหลังตามลำดับ ขณะที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก มีระบบไฟ LED และไฟ DRL เต็มระบบ หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดาแต่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคา แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อย หากประเมินจากราคาโมเดลที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 649,000 บาท โมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 6 แสนปลาย ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BRUTALE 1000 RR ASSEN ฉลองชัยชนะ 35 ครั้งที่สนามแอสเซ็น MV Agusta ยังคงทำให้เราต้องเอ่ยปากชมทุกครั้งที่ทางเปิดตัวโมเดลใหม่เสมอ แม้ว่าโมเดลใหม่ที่ว่าจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็ตาม ซึ่งในใจเราก็อยากจะให้มีโมเดลใหม่ ๆ ที่ใหม่จริง ๆ ไม่ใช่นำของเก่ามาเพิ่มมูลค่าแบบนี้ แต่ก็ช่างเหอะ เพราะเจ้า Brutale 1000 RR Assen มันสวยสดงดงามจนเราให้อภัยได้ครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ แต่ MV Agusta คือค่ายรถอิตาลีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสนามแข่งที่มีชื่อเดียวกับโมเดลพิเศษโมเดลนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะทั้ง 35 ครั้งที่สนามสัญชาติดัตช์แห่งนี้ หากจะว่ากันจริง ๆ แล้วก็เกินกว่าครึ่งศตวรรษไปแล้วที่ทางค่ายเคยได้รับชัยที่สนามแอสเซนแห่งนี้ คือต้องย้อนไปถึงปี 1976 โดยผลงานของ Giacomo Agostini ที่เป็นตำนานในคลาส 350 ซีซี แต่สนามระดับตำนานแห่งนี้ยังคงเปิดให้บริการและถูกเลือกให้ใช้แข่งขันในรายการะดับโลกมาตลอด ซึ่งโมเดลพิเศษนี้ก็เป็นส่วนนึงของการเฉลิมฉลองให้กับสนามระดับตำนานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความพิเศษอย่างนึงของโมเดลนี้คือการผลิตขึ้นด้วยมือในอิตาลีและจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิคนั้นตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย วึ่งรวมไปถึงชุดเกียร์บ็อกซ์ไฟฟ้าที่การันตีความรวดเร็วและความนุ่มนวลในการเข้าเกียร์ เครื่องยนต์เองก็ให้สมรรถนะสูง โดยเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าได้มากถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ คิดเป็นอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากถึง 1.1 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งทำได้แบบนี้เป็นเพราะน้ำหนักตัวรถนั้นเหลือเพียง 183 กิโลกรัมเท่านั้น ทีนี้มาพูดถึงความพิเศษกันบ้าง ตัวรถจะมาในเฉดสีน้ำเงิน เงิน และทอง ให้ความหรูหราแต่ก็สื่อถึงความสปอร์ตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งยังเหมาะกับการขับเน้นจุดเด่นของรถอีกด้วย วัสดุที่เลือกใช้ในโมเดลนี้พิเศษมาก ๆ เริ่มกันที่ล้อคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาจาก Rotobox ที่มีก้านบางมาก ๆ ทั้งยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ฮีทชิลด์บริเวณคอท่อทั้งสองข้าง ขายึดไฟหน้า และยึดชิ้นส่วนแฟริ่งบริเวณถังน้ำมัน บางส่วนของเฟรม เพลทด้านข้างอลูมิเนียม และสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมที่โดดเด่นออกมาจากเฟรมด้วยสีเงินของมัน ขณะที่เฟรมถักเป็นสีเข้มดุดัน เบาะหนังอัลคันทาร่าสีน้ำเงิน ปิดท้ายด้วยถังน้ำมันปัดเงาแบบสีทูโทนน้ำเงินและเงิน รถแต่ละคันยังมาพร้อมชุดสเปเชียลพาร์ทคิทที่เพิ่มกำลังเครื่องยนต์และความพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักจากตัวรถเดิมที่ปกติก็เบาอยู่แล้วได้อีกต่อ โดยเจ้าชุดพิเศษที่ว่านี้ได้แก่ ท่อไทเทเนียมจาก Arrow พร้อมชุดควบคุมที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้แรงม้าเต็มพิกัด ชุดก้านเบรกก้านคลัตช์ CNC สีดำ ครอบเบาะคนซ้อนคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม ตลอดไปจนถึงผ้าคลุมรถและใบเซอร์ฯแจ้งว่าคันนี้เป็นของแทร่ แฮร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-8S Schwantz Edition เพียง 5 คันทั่วโลก Suzuki Italia เปิดตัว Suzuki GSX-8S Schwantz Edition เน็กเก็ดไบค์อิดิชันพิเศษเพียง 5 คัน ในงาน Autolook Week Torino 2023 ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของนักแข่งตำนานแชมป์โลกตลอดกาลอย่าง Kevin Schwantz โดยตำนานของ Kevin Schwantz ชายอเมริกันที่เคยคว้าแชมป์มาแล้ว ทั้งรายการ Daytona 200, แชมป์ เจแปนนิส เวิลด์กรังปรีซ์ เมื่อปี 1988 จนมาถึงยุคทองในปี 1993 ด้วยการคว้าแชมป์โลกรุ่น 500 ซีซี ซึ่งโดยรวมแล้วเขาสามารถคว้าชัยในกรังด์ปรีซ์ได้ถึง 25 ครั้ง และได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่หอเกียรติยศ ซึ่งทางสหพันธ์ FIM ได้ตั้งชื่อให้เขาเป็น “ตำนาน” กรังด์ปรีซ์ในปี 2000 สำหรับโทนสีและลวดลายที่นำมาใส่ในโมเดลรุ่นนี้ ถูกถอดแบบจากโมเดลรถแข่ง RGV500 เหมือนกันยังกับแกะ ที่ใช้ในการแข่งขันเวิลด์กรังปรีซ์เมื่อปี 1993 กับลุคโทนขาวแดง พร้อมเส้นสายสีเขียวขี้ม้ากับสีดำ พร้อมประดับหมายเลข 34 ที่แฟริ่งด้านข้าง และชื่อแบรนด์ไว้ที่ตัวถัง ดูลงตัวสมกับเป็นโมเดลที่ถูกถ่ายทอดความเป็นตำนานมาไว้ในรุ่นนี้ ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับ Parallel-Twin 2 สูบเรียง ขนาด 776 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 83 แรงม้าที่ 9,000 รอบ พร้อมแรงบิด 78 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมช่วงล่างกับโช้คหัวกลับด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก KYB ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ระบบเบรก กับดิสก์เบรกคู่หน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ติดปั๊ม Nissin ด้านหน้า 4 ลูกสูบและปั๊มหลังลูกสูบเดียว เสริมด้วยระบบ ABS พร้อมล้อ 17 นิ้ว และยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ และฟีเจอร์ใช้งานประกอบไปด้วย หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ระบบส่องสว่าง LED ระบบแอสซิตส์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็กชั่นคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS Dual Channel สำหรับราคานั้นเปิดตัวอยู่ที่ 11,490 ยูโร หรือราว ๆ 4 แสน 3 หมื่นกว่าบาท หากใครสนใจสามารถสั่งจองได้โดยใช้ลิงก์ Suzuki Italia เท่านั้น หรือบินไปจองได้ที่อิตาลีโดยตรง แต่ก่อนไปก็ขอแนะนำ เช็คดูซักนิดว่ารุ่นดังกล่าวถูกจองไปหมดแล้วหรือยัง เพราะมันถูกผลิตออกมาเพียง 5 คันเท่านั้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter ประจำเดือนสิงหาคม 2023 บทความนี้เราได้เรียบเรียง ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ ประจำเดือนสิงหาคม 2023 ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมหรือยอดขายของแต่ละโมเดลได้ อันดับ ยี่ห้อรุ้น ยอดจด 1 Honda Forza350 3657 2 Yamaha XMAX 1864 3 Lambretta X300 1129 4 Honda ADV350 528 5 Honda X-ADV 94 6 Vespa GTS 300 74 7 Yamaha TMAX 30 8 BMW C400GT 21 9 Suzuki Burgman 400 20 10 Vespa GTV 300 HPE 10 รวมแล้ว 7,427 คัน หมายเหตุ อ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F900GS และ F900GS Adventure สายลุยตัวจบของไซส์กลาง เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วจากทางฝากฝั่งยุโรปสำหรับสายลุยตัวจบไซส์กลาง BMW F900GS และ F900GS Adventure ที่ครั้งนี้เป็นการอัปเกรดขนานใหญ่ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักที่โมเดลใหม่นี้รีดออกไปมากถึง 14 กก. ซึ่งเป็นอะไรที่ดี ๆ มาก เวลาขับขี่ โดยเฉพาะกับสายลุยด้วยยิ่งดีมาก ๆ เข้าเรื่องกันเลย สำหรับดีไซน์นั้นโมเดลรหัส 900 นี้แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกมากนัก ที่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจะเป็นเรื่องของกราฟิก แต่จริง ๆ แล้วก็มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือถังน้ำมันพลาสติกที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ เพรียวบางและรับกับสรีระมากขึ้น รวมถึงเบามากขึ้นด้วย และจะมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลาย ๆ อย่างต่างจาก F800GS ให้มาในทางขับขี่เอ็นดูโร่ มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวรถเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดอยู่เหมือนกัน ทีนี้เรามาต่อกันเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนให้มีความจุมากขึ้น จากเดิม 2 สูบเรียงขนาด 853 ซีซี ก็ขยับเพิ่มมาเป็น 895 ซีซี ทำให้มีกำลังและแรงบิดเพิ่มมากขึ้น โดยแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันพลาสติกขนาด 14.5 ลิตรที่ดีไซน์มาใหม่ ช่วยให้ลดน้ำหนักจากส่วนนี้ไปได้มากถึง 4.5 กก. แถมมีปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic มาให้จากโรงงานเลยด้วย ขณะที่ช่วงล่างก็เป็นอีกจุดที่สำคัญมาก ๆ สำหรับสายลุย ตัวรถมีเฟรมแบบบริดจ์ที่ทำจากเหล็กกล้าเชื่อมเข้าด้วยกันและใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก พร้อมยึดซับเฟรมท้ายเข้าไว้ด้วย ทำให้ได้ท้ายที่สั้นและปราดเปรียว ส่วนเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับแต่งได้เช่นเดียวกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มคู่ ซึ่งในจุดนี้จะแตกต่างกับ 800 ตรงที่น้ำหนักสวิงอาร์มจะเบากว่าเล็กน้อยที่ 250 กรัม และระยะยุบของโช้คจะให้มีมากกว่า เนื่องจากเป็นโมเดลเน้นออฟโร้ดมากกว่านั้นเอง เรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS Pro ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ โดยใช้ยางขนาด 90/90-21 และ 150/70-R17 ตามลำดับ ซึ่งจะต่างกับตัว 800 ที่ให้มาเป็นล้อแม็ก ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ออนโร้ดมากกว่า ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีกันบ้าง ตัวรถแน่ ๆ ว่ามาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน ไฟหน้า LED เต็มระบบ ระบบอุ่นมือ ส่วนเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS Pro ที่กล่าวไปแล้วจะยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road รวมไปถึงระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ทีนี้มาเรื่องของเจ้า GSA ก็จะมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาจากโมเดลสแตนดาร์ด ให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลทัวริ่งมากยิ่งขึ้น มีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันจุได้มากขึ้นเป็น 23 ลิตร และมีอกล่างอลูมิเนียมเพิ่มเติมมาให้ และสุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย จะอยู่ที่เริ่มต้น 13750 ยูโร และ 14750 ยูโรตามลำดับ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ 523,000 บาท และ 561,000 บาท ตามลำดับ แต่ก็ต้องมารอดูราคาจำหน่ายในไทยกันอีกทีว่าจะบวกเพิ่มกันไปอีกเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Neander 1400 มอ’ไซค์ ดีเซลเทอร์โบ !? หากพูดถึง มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมาละก็ คงจะนึกกันไม่ออกใช่ไหมครับ ว่ามันจะเป็นรถประเภทไหน มีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันรถ 2 ล้อที่เราใช้ ส่วนใหญ่แทบจะ 100% ล้วนใช้น้ำมันเบนซินทั้งสิ้น ครั้งนี้ SuperBike Thailand ก็ขอหยิบจับโมเดลที่เหล่าไบค์เกอร์ทั่วโลกให้การยอมรับและขนานนามว่าเป็น “King of Diesel Motorcycle” อย่าง Neander 1400 ครูเซอร์พิกัด 1,400 ซีซี จากประเทศเยอรมัน และความพิเศษนอกจากรูปลักษณ์ตัวรถที่มาในสไตล์ครูเซอร์จิ๊กโก๋ ๆ แล้ว ไฮไลท์ก็อยู่ที่ขุมกำลังดีเซลเทอร์โบนี่แหล่ะครับ นับว่าเป็นรุ่นเก๋าแต่พละกำลังไม่น้อยเลยทีเดียว และด้วยตัวเครื่องยนต์ดีเซลที่มีน้ำหนักค่อนข้างพอตัว จึงมาพร้อมกับโครงสร้างที่แข็งแรง มีส่วนประกอบของเหล็กและอลูมิเนียมเพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถ รวมถึงการออกแบบที่ดูโดดเด่นในสไตล์รถครูเซอร์ ด้วยไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงวงรีขนาดใหญ่ปาดเว้าสวยงามแถมช่องอากาศด้านข้าง แฮนด์ยกสูงดีไซน์แบบเฉพาะตัว เบาะออกแบบเว้าระดับ พักเท้าตำแหน่งด้านหน้า เพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ให้ดูสมูทขึ้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนอื่น ๆ เช่น ซับเฟรมอลูมิเนียมปาดโค้งสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อกมาคู่กับจอดิจิทัล และอาร์มหลังที่ใช้เฟรมถักเป็นตัวยึด ทำงานร่วมกับโช้คช่วยซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี รวมถึงท่อไอเสียชุบโครเมียมออกแบบปลายท่อแบบคู่ ดูสง่าและลงตัวสมกับเป็นโมเดลครูเซอร์ชั้นดี สำหรับขุมพลังของเจ้า Neander 1400 ครูเซอร์ไซส์ใหญ่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเครื่องยนต์ Parallel-twin 2 สูบ ขนาด 1,430 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ มาพร้อมกระบอกสูบขนาด 108 x 78.2 มม. เสริมด้วยระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และปรับอัตราทดเหมือนกับโมเดลสายสปอร์ตอย่าง Aprilia RSV1000R รวมถึงให้กำลังอัดที่ 16:1 โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 113.5 แรงม้าที่ 4,200 รอบ มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 214 นิวตันเมตรที่ 2,600 รอบ รวมถึงฝาสูบเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับรถที่ BMW ใช้ในในการแข่งขัน Formula 2 ปี 1960 และเทอร์โบชาร์จเจอร์ ผลิตจาก Garrett ผู้ผลิตเทอร์โบชื่อดังในแถบอเมริกา แถมมากับความประหยัดด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันที่ 22.7 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร ต่อด้วยระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Pai oli โช้คเดี่ยว Ohlins ด้านหลัง พร้อมซับแทงค์ กับระบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาดเท่ากันที่ 300 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 ลูกสูบ ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมหน้า-หลัง 18 นิ้ว และยางขนาด 130/60 และ 240/40 ตามลำดับ ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องยนต์ และช่วงล่างมา มาพร้อมกับมิติที่มีขนาดยาว โดยมีความสูงเบาะที่ 648 มม. ระยะฐานล้อ 1,740 มม. รวม ๆ แล้วน้ำหนักตัวรถ 270 กก. ถือว่าเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย แต่สามารถทำท็อปสปีดได้มากกว่า 240 กม/ชม. ซึ่งเป็นพละกำลังที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ สำหรับครูเซอร์เครื่องดีเซลเทอร์โบรุ่นนี้อีกด้วย สำหรับราคาค่าตัวของเจ้า Neander 1,400 อยู่ที่ 85,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3 ล้านกว่าบาท นับว่าแพงหููฉี่กันเลยทีเดียว แต่อย่างว่าหล่ะครับ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ต้องใช้ต้นทุนวัสดุในการผลิตค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แล้วยิ่งเป็นระดับตำนานถึง King of Diesel Motorcycle มีไว้ประดับสักคัน ก็จะดีไม่น้อยเลยทีเดียว (แอดก็อยากได้เหมือนกัน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 457 ตำนานใหม่สายสปอร์ตของค่ายสามตา เรียกว่าเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับไบเกอร์ที่ชื่นชอบความเร็ว หรือสายสปอร์ต สำหรับการเปิดตัว Aprilia RS 457 สปอร์ตไบค์ในพิกัดใหม่ของทางค่ายสามตาอะพริเลียซึ่งเคลมมาว่าจัดจ้านน่าสนใจมากที่สุดในคลาสเมื่อเทียบกันที่อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก และแน่นอนว่าทันสมัยด้วยเทคโนโลยีอีกด้วย สำหรับเจ้าน้องใหม่คันนี้ไซส์กลาง ๆ ออกแบบโดยนำเอา DNA ที่สืบทอดกันเรื่อยมาในตระกูล RS ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไล่ตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าแบบดับเบิ้ลแฟริ่งไปจนถึงปลายท่อไอเสียใต้ตัวรถแบบ 2 ออก 1 โดยตัวรถให้สไตล์การขับขี่แบบโร้ดสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คเหนือแผงคอบน ให้ความซิ่งอยู่แต่ก็ให้ความสบายไม่ปวดหลังจนเกินไปนัก ไฟหน้า LED แบบฉบับเทพสามตามองผ่าน ๆ นึกว่ารุ่นใหญ่ตัวพัน พร้อมฟังก์ชันไฟเลี้ยวหน้าในโคมเดียวกับไฟหน้า หน้าจอแสดงผลเองก็ให้มาเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแถมด้วยสวิตช์คอนโทรลต่าง ๆ ที่มีแบ็กไลต์มาให้อีกด้วย หรูหราจริง ๆ ครับ ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็น สองสูบเรียง 457 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 10,500 รอบ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่รถเปล่าเบาเพียง 159 กก. หรือจะรวมน้ำมันแล้วก็อยู่ที่ 175 กก.เท่านั้นเรียกว่ามีตัวเลขแรงม้าเทียบน้ำหนักมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สมกับที่ค่ายรถตั้งเป้าเอาไว้ ตัวเครื่องยนต์วางบนเฟรมอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานโดยใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนักตัวรถด้วย แบบเดียวกับที่เจ้า 660 ทำ ดังนั้นจึงการันตีเรื่องน้ำหนัก และความลื่นไหลในการขับขี่ ช่วงล่างนั้นจะมีโช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ที่ปรับพรีโหลดได้ ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre เช่นกัน และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ที่สามารถปรับโหมดได้ว่าจะทำงานทั้งสองล้อ หรือจะปิดเฉพาะล้อหลังก็ได้ ปิดท้ายด้วยเรื่องขนาดล้อ 17 นิ้วและยาง 110/70 และ 150/60 หน้าหลังตามลำดับ ปิดท้ายเรื่องของเทคโนโลยี นอกจากที่บอกไปแล้วอย่างเรื่องจอสีและระบบเบรก ABS แล้ว ตัวรถยังมาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ปิดเปิดได้ อย่างไรก็ดีน่าเสียดายที่ควิกชิฟเตอร์ไม่ใช่ของติดรถ แต่ต้องมีการเสียเงินเพิ่มครับ ส่วนเรื่องของสนนราคานั้นจะยังไม่มีการระบุ แต่จากการคาดเดาส่วนตัวด้วยตัวผมเอง ราคาน่าจะโดดไปได้ถึงหลัก 4 แสนบาทเลยทีเดียวครับ ซึ่งราคาฟังดูอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่สำหรับรถพิกัดนี้ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้าคุณมีเงินและอยากโดดเด่น บอกได้คำเดียวว่าเด่นแน่นอนครับค่ายนี้ ดีไซน์สวยหรูพรีเมียมไม่เหมือนใครจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F800GS 2024 ปรับปรุงใหม่ พร้อมใส่ลูกเล่นเพิ่ม BMW Motorrad เปิดโมเดลใหม่สู้ศึกรถพรีเมียมทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไซส์กลางด้วย F800GS 2024 พร้อม ๆ กับทางเลือกสำหรับคนลุยหนัก ๆ อย่าง F900GS และ F900GS Adventure แต่สำหรับข่าวนี้จะขอพูดถึงเจ้า 800 ที่เน้นออนโร้ดเป็นหลัก สำหรับโมเดลนี้ถือว่าได้รับการปรับปรุงแบบขนานใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์และลูกเล่น กลายเป็นโมเดลที่จะตอบโจทย์การใช้งานในยุคสมัยใหม่นี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่เรื่องรูปโฉมนั้นจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากเรื่องของสีสันและลวดลายกราฟิก แต่โมเดลใหม่นี้ก็ได้สีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สมกับเป็นบีเอ็มดับเบิ้ลยูเช่นเดิม ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง นี้จะเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยจะมีขนาดความจุใหญ่ขึ้นเป็น 895 ซีซีจากเดิม 853 ซีซี และมีการปรับปรุงเรืองเพลาเคาน์เตอร์บาลานซ์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 87 แรงม้าที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 91 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบเช่นกัน ซึ่งหากเทียบกับโมเดลเก่าแรงม้าจะน้อยลงเล็กน้อย แต่จะมาที่รอบต่ำกว่าเดิมมาก แต่แรงบิดจะมากขึ้น ในรอบที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ตัวรถมีอัตราเร่งที่ดีกว่า ซึ่งจะตอบโจทย์กับประเภทของตัวรถมากขึ้น มาเข้าเรื่องแชสซีกันบ้างยังคงใช้เฟรมเหล็กกล้าแบบบริดจ์พร้อมซับเฟรมท้าย ด้านหน้ายังใช้โช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับรีบาวด์ได้ร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายเรื่องช่วงล่างด้วยขนาดล้อและยางสำหรับโมเดลนี้ที่เป็นโมเดลเน้นออนโร้ดซะเยอะ ทางค่ายจึงให้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ โดยมีขนาดยางเป็น 110/80 R19 และ 150/70 R17 ตามลำดับครับ ต่อที่เรื่องของเทคโนโลยีซึ่งโมเดลนี้ก็จะได้หน้าจอสี TFT กับเขาแล้ว โดยจะได้หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบครัน โหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road ยังมีระบบเบรก ABS Pro และระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ด้วยเลย เรียกว่าเพียงพอสำหรับคนที่ไม่ลุยหนัก ๆ เน้นออนโร้ดมากกว่าครับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายตัวรถจะเปิดราคาเริ่มต้นที่ 10,950 ยูโรหรือราว ๆ 417,000 บาท ส่วนประเทศไทยนั้นก็รอกันไปก่อนครับ และสำหรับคนที่สนใจรถในสไตล์นี้จริง ๆ โดยส่วนตัวแล้วก็ขอให้ไปอ่านข้อมูลของ F900R และ F900R Adventure ก่อนนะครับ ซึ่งแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่รายละเอียดหลาย ๆ อย่างก็จะดีกว่าตามไปด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Red Bull drag race ศึกขิงทางตรง ใครหมู่ ใครจ่า คงมันส์แน่ ๆ หากลองนึกดูว่าถ้าเอารถสูตรโปรโตไทป์สนามแข่งในรายการแข่งขันระดับโลกแต่ละรุ่น จับมาซัดความเร็วกันให้เห็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน วัดกันให้รู้เลยว่ารถแข่งประเภทไหนที่จะเป็นเจ้าของสวนขิง และในที่สุดทางสปอนเซอร์รายหลักอย่าง Red Bull ย่อมจัดให้สาสมใจอย่างงาม ๆ กับการจัดกิจกรรมสุดระห่ำกับการแข่งขัน Red Bull drag race เพื่อที่จะเป็นจ้าวแห่งความเร็วอย่างแท้จริง โดยนำเหล่าสุดยอดรถแข่งจาก Red Bull อย่าง RB8 F1 , KTM RC16 ตัวแข่ง 2 ล้อใน MotoGP , Peugeot 208 ใน World Rallycross (WRX) และ Ford Puma ใน World Rally Championship (WRC) ยังรวมไปถึง รถ Ford Transit Supervan 4.2 โดยแข่งในระยะทางควอเตอร์ไมล์ หรือ 402 เมตร ทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน เรียกได้ว่ามีให้แก้มือไม่ต้องเคอะเขินแน่นอน พวกเรามาชมรถแข่งแต่แบบว่ามีอะไรบ้าง แล้วนักแข่งคนไหนที่มาร่วมในกิจกรรมนี้ 1.Red Bull Racing RB8 / Liam Lawson นักแข่งหนุ่มน้อยชาวนิวซีแลนด์ ที่ปัจจุบันอยู่ในโครงการพัฒนานักแข่ง Red Bull Junior Team ครั้งนี้เขามาพร้อมกับตัวแข่งอย่าง RB8 ซึ่งเป็นตัวแข่ง F1 ในปี 2012 สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เครื่องยนต์ : RS27 2.4 V8 (2,400 ซีซี) แรงม้า : 850 แรงม้า น้ำหนัก : 700 กก. 2.Red Bull KTM Factory Racing RC16 / Dani Pedrosa อดีตนักแข่ง MotoGP ที่เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขัน MotoGP มาแล้วถึง 31 ครั้ง และปัจจุบันยังเป็น Test Rider ให้กับทีม Red bull KTM Factory ควบ KTM RC16 มาร่วมสนุกในครั้งนี้ เครื่องยนต์ : 1,000 ซีซี แรงม้า : 270 แรงม้า น้ำหนัก : 157 กก. 3.Peugeot 208 / Timmy Hansen เจ้าของแชมป์โลก World Rallycross Championship (WRX) ปี 2019 มาพร้อมกับความมั่นใจที่จะปราบเซียนทั้งหลาย ด้วย Peugeot 208 เครื่องยนต์ : Turbo 2,000 ซีซี แรงม้า : 600 แรงม้า น้ำหนัก : 1,300 กก. 4.Ford Puma/Adrien Fourmaux นักขับแรลลี่ดาวรุ่งจากฝรั่งเศส ผู้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในเวที World Rally Championship และพร้อมที่จะแจ้งเกิดในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย Ford Puma อีกด้วย เครื่องยนต์ : 1.6lt Ecoboost Hybrid Turbo + มอเตอร์ไฟฟ้า 100 กิโลวัตต์ แรงม้า : 550 แรงม้า น้ำหนัก :

2024 KTM 450 RALLY REPLICA ตัวสุดสายแรลลี่จากค่ายส้ม การแข่งขันสุดหฤโหดที่กินระยะทางกว่า 1,000 กม. บนเส้นทางสุดทุรกันดารอย่าง การแข่งขันดาการ์แรลลี่ ยอดสุดของการแข่งขันสายแรลลี่ ยอดสุดของความยากแค้น และเจ้านี่ 2024 KTM 450 RALLY REPLICA คือรถที่ออกแบบมาโดยใช้ความรู้และประสบการณ์จากทีมแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมนึงจากรายการนี้ ซึ่งจุดเด่นของโมเดลนี้คือให้อุปกรณ์แบบเดียวกับทีมแข่งโรงงาน ไล่ตั้งแต่เครื่องยนต์สูบเดียว 450 ซีซีที่มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด Pankl ทั้งยังวางเครื่องให้ได้มิติสามเหลี่ยมท่านั่งที่เกิดจากองศาแฮนด์ ตำแหน่งเครื่องยนต์พักเท้า และเบาะนั่งที่ได้องศาเหมาะกับการขับขี่เป็นเวลานาน ๆ บนเส้นทางยาวไกล โดยอิงจากคำแนะนำและฟีดแบ็กจากแชมป์โลกดาการ์แรลลี่อย่าง Kevin Benavides รวมไปถึงนักแข่งอีกหลายคน นอกจากนี้ยังเด่นเรื่องของน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ท่านั่งขับขี่ที่สบาย และการควบคุมขับขี่ที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบโมเดลนี้ ระบบกันสะเทือน WP XACT Pro เต็มระบบเพื่อให้ฟีลลิ่งที่ชัดเจนและสมรรถนะคงเส้นคงวา การยึดเกาะที่ดี ซับแรงได้มากแม้จะขับขี่ที่ความเร็วสูงในทุกสภาพเส้นทาง ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียจาก Akrapovic เต็มระบบ สำหรับเรื่องการจำหน่าย โมเดลพิเศษนี้มีเพียงแค่ 80 คันเท่านั้น แต่ตัวเลขราคานั้นยังไม่ระบุ แต่ก็คาดว่าราคาน่าจะโดดไปเกินกว่า 25,900 ยูโร ซึ่งเป็นราคาของโมเดลปีเก่าแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati V21L MOTOE ลายตำนานแห่งชัยชนะ เผยโฉมเรียบร้อย ดูคาติ จัดเซอร์ไพรส์ให้กับเหล่าผู้ชมด้วยโมเดลพลังงานไฟฟ้า Ducati V21L MOTOE ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับความพิเศษ ด้วยลวดลายและสีสันใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ในงาน IAA Mobillity 2023 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน โดยงานนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานมอเตอร์โชว์ที่จัดหนัก จัดใหญ่ระดับโลก และเป็นแหล่งรวมของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าจากหลากหลายค่าย รวมไปถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นงาน OEM, โปรดักต์ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมชั้นนำ ผู้ประกอบภาคการธุรกิจ ที่จัดนำสินค้ามาโชว์ให้กับผู้ชมภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับเจ้า V21L เปิดผ้าคลุมมาพร้อมกับสีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความเป็นรถแข่งตำนานในยุคบุกเบิกของ Ducati ซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นสายลายกราฟิกสีแดง ตัดกับสีขาวบริเวณนัมเบอร์เพลทหมายเลข 1 ช่วงแฟริ่งด้านหน้าและด้านข้าง ผสมสีดำที่เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ในบริเวณช่วงเฟรมด้านข้าง บังโคลนหน้า บังโคลนหลัง ครอบสวิงอาร์ม และสีทองที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ และชัยชนะในโลกมอเตอร์สปอร์ตที่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยแถบลายกราฟิกด้านข้าง สีธงชาติอิตาลี พร้อมของเสริมเติมแต่ง อาทิ ล้อ Marchesini สีดำ โช้คอัพหน้า-หลัง Ohlins ปั๊ม Brembo กันสะบัด Ohlins ปลอกแฮนด์ Domino เป็นต้น ซึ่งมองดูโดยรวมแล้ว ชวนทำให้นึกถึงรถแข่งของ Carl Fogarty สุดยอดนักแข่งชื่อดังตลอดกาล โดยการออกแบบในครั้งนี้ เกิดจากการร่วมคอลแล็บฯ ระหว่าง Centro Stile Ducati หรือสถาบันการออกแบบของดูคาติ และ Aldo Drudi ดีไซนเนอร์ระดับโลกที่ออกแบบลายหมวกกันน็อกให้กับนักแข่งระดับโลกมาแล้วมากมายนั่นเอง. Andrea Ferraresi ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และ Centro Stile Ducati กล่าวว่า “เราได้ระดมความคิด ที่จะใส่ลวดลายในโมเดลนี้ด้วยความประณีต และใส่ใจในรายละเอียดทุกจุดของตัวรถ ไม่ได้เพียงจำกัดแค่ความคิดสร้างสรรค์ สไตล์ และความสวยงามเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะใส่จิตวิญญาณ รู้สึก และประสบการณ์เสมือนรถแข่งขัน ในโมเดลนี้อีกด้วย” โดยโมเดลรุ่นนี้ ถูกจัดนำมาโชว์ในงานเพียงเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีขายหรือจำหน่ายแต่อย่างใด ยังไงก็รอข่าวดีในอนาคตจากทางค่าย แต่ถ้ามีขายละก็ คงจะดีไม่น้อย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450NK 2024 สปอร์ตเน็กเก็ดสุดเท่จากค่ายมังกรฟ้า เปิดตัวรุกตลาดยุโรปแล้วสำหรับเจ้า CFMoto 450NK 2024 สปอร์ตเน็กเก็ดสุดเท่จากค่ายมังกรฟ้า ที่ครั้งนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในหลาย ๆ ด้านเพื่อผู้ขับขี่ได้มีประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่มีการดีไซน์ไว้อย่างโดดเด่นแต่ได้กลิ่นอายของพี่ใหญ่ในค่ายพิกัด 800 แล้ว ก็มีการปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์ที่ตอนนี้เครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 449 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 46.27 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิด 39.3 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ แถมยังเคลมตัวเลขเกี่ยวกับความเร็วมาว่า สามารถทำ 0 – 100 กม./ชม.ได้ใน 4.9 วินาทีและทำท็อปสปีดได้ถึง 178 กม./ชม. โดยมีเพลาข้อเหวี่ยงใหม่แบบ 270° ที่ทำให้ได้คาแรกเตอร์กำลังเครื่องยนต์แบบวีทวิน พร้อมเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวเครื่องยนต์ยังมีบาลานซ์ชาฟต์คู่ช่วยรถแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 14 ลิตรเหมาะสมกับพิกัดรถ ช่วยให้ได้ระยะที่ไกลไม่ต้องเติมบ่อย เรื่องของช่วงล่างนั้นก็ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลางปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อม ABS ปิดท้ายเรื่องของช่วงล่างด้วยล้อและยางขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ และที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีที่ให้มาแบบพอดิบพอดี ทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบแทร็คชันคอนโทรล และสลิปเปอร์คลัตช์ งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็ลำบากหน่อยนะครับ เพราะทางตัวแทนในไทยก็เงียบ ๆ กันไปเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Suzuki V-strom 800 DE เท่ แรง ดุดัน Suzuki V-Strom 800 DE ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไซส์กลางพิกัด 800 ซีซี ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทั้งดีไซน์ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบ ที่ตอบสนองผู้ขับขี่ ให้สามารถลุยได้ทั้าฝุ่นและทางเรียบ ราคาแนะนำ 479,000 บาท การ์ดแฮนด์ติดมาให้จากโรงงาน ไฟหน้า 2 ระดับ ชิลด์หน้าปรับได้ 3 ระดับ หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว คันเร่งไฟฟ้า ช่องเสียบ USB เครื่องยนต์ Parallel Twin อกล่างและการ์ดหม้อน้ำติดมาจากโรงงาน ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 260 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว และล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin และล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว แร็คท้ายขนาดใหญ่ ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ ล้ำสมัย สเปค Suzuki V-strom 800 DE ราคา และข้อมูล เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 776 ซีซี แรงม้า (เคลม) 84.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 84.0 x 70.0 มม. อัตราส่วนการอัด 12.8 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่น ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/90 ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 150/70 ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ระยะยุบ 220มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโมโนโช้ค พร้อมรีโมท ระยะยุบ 220 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 260 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 975 x 2,345 x 1,310 มม. ระยะฐานล้อ 1,570 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 220 มม. ความสูงเบาะ 855 มม. น้ำหนักรถ 230 กก. ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องเสียบ USB ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล Riding Mode ระบบ Cornering ABS แบบเปิดปิดได้ ระบบช่วยสตาร์ทรถ

Millyard Viper V10 ทำสถิติซ้อน 2 เร็วที่สุดในโลก ถ้าหากพูดถึงรถซูเปอร์เน็กเก็ตไบค์โฮมเมดที่มีน้ำหนักมากถึง 630 กก. ไม่มีแฟริ่ง และทำสถิติความเร็วสูงสุดระดับโลกนั่นละก็ คงจะต้องคุ้นตากับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบอย่าง Millyard Viper V10 สุดยอดผลงานชิ้นเอกของตาลุง Alan Millyard แถมตอนนี้ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง ด้วยการทำลายสถิติโลกกับความเร็วสูงสุดที่เขาสามารถทำได้ กับสถิติรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ทำความเร็วที่สุดในโลกที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. แต่ตาลุง Millyard ยังแอบบ่นอีกด้วยนะว่า ถึงความเร็วมากมายขนาดนี้ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจซักเท่าไหร่ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ไมล์/ชม. หรือ 321.8 กม./ชม. เขายังบอกอีกด้วยนะว่า เขาปรับอัตราทดเกียร์ผิด แต่ถ้าปรับอัตราทดเกียร์ ได้ความเร็วรอบตามที่ต้องการล่ะก็ ความเร็วอาจจะไปถึงเป้าอย่างแน่นอน โดยสถิติดังกล่าว ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้ง Alan Millyard และคู่หูดูโอ้ของเขาอย่าง Henry Cole คร่อมพี่เบิ้ม Viper 10 หวดความเร็วทางตรงบนรันเวย์ในระยะทาง 3,000 ม. ที่สนามบิน Elvington, North Yorkshire โดยทั้งคู่สร้างผลงานที่ดีที่สุดในการขับขี่รอบที่ 6 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าพี่เบิ้มปีศาจ Viper 10 สามารถทำลายสถิติเดิมซึ่งเป็นของคู่รักชาวอเมริกันอย่าง Erin Hunter และ Andy Sills ที่ Bonnaville Salt Beach เมื่อปี 2011 ที่ถูกบันทึกสถิติความเร็วไว้ที่ 181.42 ไมล์/ชม. หรือ 291.98 กม./ชม. นอกจากนี้ พี่เบิ้มปีศาจยังทำให้ Henry Cole และ Alan Millyard คว้าสถิติใหม่ สำหรับการขับขี่แบบมีคนซ้อน โดยสามารถบันทึกสถิติความเร็วสูงสุดไว้ที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. และทำลายสถิติเจ้าของคนเดิม จากที่เคยทำไว้เมื่อปี 2011 ที่ 181.26 กม./ชม. หรือ 291.7 กม./ชม. แค่นั้นยังไม่พอยังสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดในช่วงออกสตาร์ทในระยะทาง 1 ไมล์ ที่ 178.614 ไมล์/ชม. หรือ 287.45 กม./ชม. นับว่าเป็นสุดยอดรถโฮมเมดที่มีพละกำลังและความเร็วสูงสุดในโลกเท่าที่เคยมีมา และที่มาของความแรงของพี่เบิ้มปีศาจคันนี้ ด้วยการถอดเครื่องยนต์รถซูเปอร์คาร์ตำนานอย่าง Dodge V10 GTS มาใส่ไว้ในคันนี้ กับเครื่อง 10 สูบ ขนาด 8,277 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้าถึง 500 ตัว และแรงบิดที่ 712 นิวตันเมตร พร้อมที่จะกระชากวิญญาณหายวับไปกับตา แต่คงไม่ใช่ตาลุงคนบ้าอย่าง Millyard แน่ ๆ โดยปัจจุบันพี่เบิ้ม Viper 10 ถูกบันทึกสถิติในกินเนสส์บุ๊กทั้ง รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่เร็วที่สุดในโลก (295.31 กม/ชม.) รถออกตัวที่เร็วที่สุดในโลกในระยะ 1 ไมล์ และรถที่เร็วที่สุดในโลก แบบมีคนซ้อน (287.45 กม./ชม) และนั่นคือสถิติสุดท้ายของตาลุง Millyard และ Henry Cole ที่ทำได้ ด้วยการทดสอบและพัฒนารถอย่างไม่หยุดหย่อนของตาลุง Millyard เชื่อได้ว่าในอนาคตจะต้องสามารถสร้างสถิติความเร็วครั้งใหม่ได้อย่างแน่นอน หรืออาจเป็นม้ามืดรุ่นไหนของใคร ไว้มารอดูกัน ถ้าหากในบ้านเราจะลองทำแนวนี้ล่ะก็ ก็ลองทำได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CatalanGP 2023 อัปเดตอาการบาดเจ็บ 2 นักแข่งจากทีม Ducati สร้างความตกตะลึงให้กับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก สำหรับอุบัติเหตุไม่คาดฝันนักของแข่งคู่บุญจากทีมแข่งโรงงาน ดูคาติ ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา สำหรับนักแข่ง Enea Bastianini เกิดการล้มสไลด์ พาโดมิโน่ 5 คันรวดในโค้งแรก และเจ้าของแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia เกิดไฮไซด์ ท้ายสะบัดตีลังกา แถมยังไม่พอโดนรถแข่งของ Brad Binder พลาดทับขาเต็ม ๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ หลังจากตีธงแดง เจ้าหน้าที่สนามจึงรีบนำพานักแข่งไปรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ ก่อนที่เคลื่อนย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล โดยล่าสุดทางแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่าปลอดภัยทั้งคู่ สำหรับบัญญาญ่า หลังจากการตรวจรักษาออกมาแล้วว่าปลอดภัย โดยเช็คผลสแกนทั้งกระโหลกศีรษะ หน้าอก และหน้าท้องไม่เป็นอะไรมาก รวมถึง ผลตรวจเอ็กซ์เรย์บริเวณกระดูกขานั้นไม่เกิดแตกหักอย่างใด เพียงมีอาการฟกช้ำหลายแห่ง และแน่นอนว่าบาดแผลเหล่านี้สามารถหายทัน และพร้อมให้ลงสนามสำหรับการแข่งขันในรอบต่อไป อีกด้านนักแข่งของทีมดูคาติ จะต้องเข้ารับการผ่าตัดสองที่ ทั้งกระดูกบริเวณฝ่ามือข้างซ้าย และเอ็นข้อเท้าข้างซ้ายเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่า เขาจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างโดยเร็ว เพื่อเร่งฟื้นให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี Bastianini ยังคงได้รับบทลงโทษ Double Long Lap ในการแข่งขันรอบถัดไป แต่คงไม่ใช่สนาม Misano ที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ อย่างแน่นอน คงหายห่วงได้เลยครับ สำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต และเชื่อว่าทางทีมเทคนิคคงมีการปรับปรุงรถแข่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชียร์ และให้กำลังใจนักแข่งสำหรับการแข่งขันในรอบถัดไป ในการแข่งขัน MotoGP สนาม 12 วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 9-10 กันยายน 2566 นี้ ที่ Misano World Circuit ประเทศอิตาลี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไฮไซด์ คืออะไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามาหาสาเหตุกัน จากเหตุการณ์ล่าสุด ในสนาม MotoGP ที่คาตาลุนย่า หรือบาเซโลน่ากรังปรีซ์ ทุกคนที่ได้เห็นฟรานเชสโก้ ‘เป๊กโก้’ บันยาญ่า สะบัด จนดีด ตัวเขาลอยขึ้นไปบนอากาศ สู่ความเวิ่งว้างอันไกลโพ้นในเสี้ยววินาทีนั้น เพื่อนๆ ที่เพิ่งได้ดู ต่างรุ้สึกหวาดเสียวจนบอกไม่ถูก หลายคนอาจยังไม่รุ้จักว่า ที่เรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘ไฮไซด์’ นั้น คืออะไร และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มาทางนี้ SB จะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายๆกัน การสูญเสียแรงยึดเกาะ หรือ กริป ในชั่วขณะ ขณะขับขี่หรือเข้าโค้ง ด้วยความเร็ว คือคำตอบ แบ่งออกเป็น ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ในกรณีนี้ เราจะอธิบายการเกิดไฮไซด์ ให้เข้าใจง่ายๆที่สุดก่อน ทั้ง ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ต่างก็คือ การสูญเสียแรงยึดเกาะ ที่มากเกินไป (หรือน้อยเกินไปในกรณีน้อยไปจะเกิดในโลวไซด์มากกว่า )เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์ แน่ล่ะ เจ็บตัวเหมือนกันแน่นอน ต่างกันที่สถานการณ์และปัจจัยภายนอกอยุ่บ้าง ไฮไซด์นั้น เกิดจากการสูญเสียแรงยึดเกาะ ในชั่วขณะนึง ในหลายปัจจัย ยางเย็นเกินไป มีสิ่งผิดปกติบนผิวถนน การเปิดคันเร่งที่ ‘ล้น’ หรือมากเกินไป หรือการเบรคลึกและรถมีน้ำหนักเทไปข้างหน้ามากจนล้อหลังเกิดแรงบิดสูงแต่น้ำหนักที่ลงพื้นกลับเสียสมดุล ทำให้ล้อหลัง พยายาม ’แซง’ ล้อหน้า เวลารถเอียงขณะระหว่างอยู่ในโค้ง ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะ ‘ชั่วขณะนึง’ แต่ชั่วขณะพริบตานี้ ก็ทำให้รถเกิดอาการ ‘ขวาง’ แต่ในพริบตานั้น เมือแรงบิดลดลง ล้อที่กำลังสปินอย่างรุนแรง กลับไปแตะพื้นถนนอีกครั้ง ฟริกชั่นที่จับพื้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่รถเสียสมดุลขวางถนนอยู่ แต่ไม่ทำให้รถล้ม (ถ้าสไลด์แบนลงไปเลย คือ ‘โลว์ไซด์’) กลับทำให้เกิดการสะบัดอย่างรุนแรง จนดีดผู้ขับขี่หลุดลอยจากรถขึ้นไปในแนวดิ่ง กรณีนี่้ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตกลงมากระแทกพื้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจากการถูกรถที่ตามมาปะทะ เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้นไปอีก ซึ่งการไฮไซด์ในสนามที่มีการควบคุมและมีความปลอดภัยสูง ยังเกิดความเสียหายสูงได้ แล้วหากเป็นถนนที่เราใช้ๆกันละ ไม่อยากจะคิด… ยิ่งบนถนนความเสียหายนั้นอาจเกินคาดเดา เพราะบนถนน ไม่มีบ่อกรวด ไม่มีรันเวย์เผื่อให้คุณไถลไกลๆ ไม่มีเมดิคัลเซอร์วิสรอรับคุณ ยิ่งหากคุณขับขี่อยุ่ในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ถนนต่างจังหวัด บนภูเขาห่างไกลชุมชน มีแค่กำแพง ราวเหล็ก รั้วหลักกิโลปูน พงหญ้า ต้นไม้ใหญ่ ไม่นับ รถที่กำลังตามมา รอบด้านบนถนน ล้วนมีปัจจัยก่อให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตได้ทุกอย่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฮไซด์หรือโลว์ไซด์ -ยางใหม่เกิดยังมีwaxเคลืบหน้ายางจากโรงงาน (เราถึงแนะนำให้ ยางใหม่ อย่าเพิ่งเปิดหนัก ใส่โค้งแรงๆ ให้รันอินเปิดหน้ายางไปก่อน อันนี้สำคัญ) -เบรคหลังหนักเกิน ล้อล็อค (มือใหม่เป็นกันเยอะ ใช้เบรคหลังพอๆกับเบรคหน้า) -ใช้ Engine Brake ไม่คล่อง ชิพท์ดาวไม่ถูกจังหวะ (มาฝึกเรียนรู้ในสนามให้มากขึ้น มีประโยชน์มาก) -เปิดคันเร่ง ‘ล้น’ หรือมากเกินไป ขณะกำลังออกโค้ง -แต่งตัวก่อนถึงโค้งช้าเกินไป โอเวอร์สเตียร์ จนล้อหลังดริฟท์ออกข้าง (แต่เราคุมไม่ได้ ถ้าไม่เคยชิน ) – ลีนอินมากและเร็วเกินไป (กรณีนี้จะเป็นโลว์ไซด์) – เซทติ้งช่วงล่างสำคัญ โช้คอัพนิ่มจนเกินไปยัน แล้วดีดส่งผู้ขับขี่ออกจากตัวรถ – มีสิ่งที่ไม่คาดคิดบนพื้นถนน ไม่ว่าคราบน้ำมัน น้ำนอง ของเหลวต่างๆ น้ำขยะ ทราย ดินหล่น ซึ่ง เมื่อล้อหลังสูญเสียกริป ไปคนละทางกับล้อหน้าแล้ว โอกาสที่เราจะกู้สถานการณ์ แทบเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่เราแนะนำสำหรับนักขี่มอเตอร์ไบค์อย่างเราๆ นอกเหนือไปจากที่เราอยากให้คุณไปเรียนรู้การขับขี่ควบคุม ตามหลักสูตรต่างๆที่มีสอนมากมาย ทั้งคอร์สอบรมจากผู้ผลิต หรือหลักสูตรแอดวานซ์ในสนามงานแทรคเดย์ หรือจากคอร์สที่เปิดสอนทั้วไปให้เลือกแล้ว คือ – อย่าประมาท อย่าเอาตัวเองไปอยุ่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง บนถนนที่ตัวเองไม่คุ้นเคย คืดในแง่ร้ายไว้ก่อน ไม่เห็นปลายโค้ง ไม่รุ้ว่ามีอะไรอยุ่ ลดความเร็วลง – เลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน ยางสนาม ไม่ใช่ยางถนน มันร้อนไม่พอ แรงยึดเกาะมันยังไม่พร้อมใช้งาน อันตรายมาก เลือก Multipurpose ก็มีหลายรุ่นให้เลือกแล้ว – ระบบอิเลคโทรนิกส์ในรถ ปัจจุบัน มีมาให้ใช้ตั้งแต่รถตลาด ซีซีน้อยแล้ว แทรคชั่นคอนโทรล เบรค ABS Anti Wheelie เป็นพื้นฐาน พึ่งมันซะ มืออาชีพขี่ถนนยังใช้กันเลย ใช้ให้เป็น โหมดขับขี่