Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Italjet Dragster 559 Twin

Italjet Dragster 559 Twin บิ๊กสกู๊ตเตอร์อิตาเลียนสุดเท่ เรียกว่าตะลึงกันทั้งงานกับการเปิดตัวของบิ๊กสกู๊ตเตอร์อิตาเลียนสุดเท่ Italjet Dragster 559 Twin ซึ่งค่ายนี้มีจุดเด่นเรื่องดีไซน์สุดล้ำ พร้อมรถที่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระดับแนวหน้า แน่นอนว่าราคาเองก็แนวหน้าสุด ๆ ด้วยเช่นกัน แต่จะยังไงก็เถอะ เราลองไปส่องเจ้าคันใหม่คันนี้กันก่อนดีกว่าว่ามันมีอะไรเจ๋ง ๆ กันบ้าง เรื่องของดีไซน์ก็บอกเลยว่าโดดเด่น และออกมาในสไตล์ของซูเปอร์ไบค์สำหรับใช้งานในเมือง เรียกว่าเป็นสปอร์ตเออร์บันสกู๊ตเตอร์นั่นเอง โดยตัวรถมาในรูปทรงดุดัน ด้านหน้ามีแฟริ่งพร้อมวิงก์เล็ตทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ไฟหน้าคู่ LED ดุดัน ส่วนไฟเลี้ยวย้ายมาอยู่ตรงการ์ดเบรกการ์ดคลัตช์แทนดูล้ำสมัย ตรงกลางตัวรถเปิดเผยให้เห็นเครื่องยนต์กันอย่างชัดเจน มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนแยกชิ้น ด้านท้ายมีการออกแบบมาได้โฉบเฉี่ยวสวยงามลงตัว ดูโดดเด่นไม่ซ้ำใคร สำหรับเครื่องยนต์ตัวรถจะใช้เครื่องยนต์ใหม่และใหญ่ที่สุดคือ 2 สูบเรียงขนาด 550 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ มีถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เคลมกำลังมา 58.33 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็คือการที่ตัวรถไม่ได้ใช้ระบบเกียร์ CVT และระบบสายพาน แต่กลายเป็นระบบเกียร์แมนวล 6 สปีดและระบบส่งกำลังแบบโซ่แทน พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เรียกว่าน่าจะถูกใจสายซิ่งกันน่าดูล่ะครับ ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างจัดเต็มมาก ๆ ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo อีกเช่นกัน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ปรับแต่งได้ และปรับความสูงของโช้คได้อีกด้วย ปิดท้ายด้วยล้อและยาง ทางค่ายให้ยาง Pirelli Diablo Scooter 120/70 R15 และ 160/60 R15 ทั้งนี้ทางค่ายยังไม่ได้มีการเปิดเผยในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่แน่ ๆ จะมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และอาจจะมีระบบแทร็คชันคอนโทรล และหน้าจอสี TFT เป็นต้น ส่วนราคานั้นยังไม่ได้ระบุเช่นกัน แต่หากเทียบกับเกรย์มาร์เก็ตเมืองไทยที่นำตัวพิกัด 200 มาขายในราคาดุดันมากถึง 540,000 จากราคายุโรปที่ราว ๆ 2 แสนกว่าบาทนั้น สำหรับตัว 559 นี้ ราคาน่าจะโดดไปมากเลยทีเดียว ราคายุโรปเมื่อคิดเป็นเงินบาทก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 5 แสนกลาง ๆ ถ้าเข้าไทยก็น่าจะโดดไปอีกไกลเลยล่ะครับ แต่คิดว่าคงเป็นไปได้ยากสักหน่อยที่จะมีตัวแทนอย่างเป็นทางการในไทยน่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

Ninja 500 SE 2024 ปรับโฉม อัปซีซี รับมือคู่แข่ง

Ninja 500 SE 2024 ปรับโฉม อัปซีซี รับมือคู่แข่ง ใหม่หมดยกคันกับสปอร์ตไบค์คันใหม่ล่าสุดจากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki Ninja 500 SE 2024 ที่มีหัวใจหลักใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความแรงที่มากขึ้น พร้อมสไตล์และ DNA เรซซิ่งตามแบบฉบับของนินจา ที่โฉบเฉี่ยวดุดันยิ่งขึ้น ดีไซน์ ดีไซน์จากหัวจรดท้ายยังคงมีความลื่นไหลแบบสปอร์ต โดยเฉพาะลายกราฟิกของโมเดล SE หรือ Special Edition ที่มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยครอบหม้อน้ำ ครอบเบาะท้าย เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 14 ลิตร อ่อ ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถนอกจากจะมีเฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 172 กิโลกรัมเท่านั้น ขณะที่เรื่องของระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนา 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เทคโนโลยี โมเดลนี้ยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ตามแบบสมัยใหม่ และยังมีระบบ KIPASS หรือระบบกุญแจแบบคีย์เลสแล้วอีกด้วย เรียกว่าเพิ่มความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดีครับ สุดท้ายนี้โมเดลนี้น่าจะมาจำหน่ายในไทยแทนที่ Ninja 400 ที่จำหน่ายในไทยเป็นแน่ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกเล็กน้อย หากเทียบกับเจ้า 400 ที่ขายในไทยตอนนี่ที่ราคา 224,400 บาท งานนี้ก็อาจจะได้เห็นตัวเลขสองกลาง ๆ ขึ้นไปแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Panigale V4 SP2 30° Anniversario 916

Panigale V4 SP2 30° Anniversario 916 รุ่นพิเศษเน้นไล่เบา เนื่องในโอกาสพิเศษอีกแล้ว (โอกาสพิเศษเยอะมากจริง ๆ ค่ายรถอิตาลีนี่) ครบรอบ 30 ปี Ducati 916 สปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งระดับตำนานของทางค่าย ที่เป็นเหมือนดั่งหมุดหมายที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และความแรงด้วยการคว้าแชมป์โลกจากฝีมือของ Carl Forgarty ในปี 1999  ด้วยการเปิดตัว Panigale V4 SP2 30° Anniversario 916 โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน ดีไซน์ สำหรับเจ้ารุ่นพิเศษคันนี้แน่นอนว่ามีการสกัดเอา DNA ของเจ้าไนน์วันซิกส์ที่เป็นดั่งตำนานที่โลกต้องจดจำ มาบรรจุเอาไว้อย่างเต็มที่ สังเกตได้จากด้านหน้าตัวรถ ไฟหน้า ช่องแอร์อินเทค รูปทรงตัว V บนแฟริ่ง รูปทรง ถังน้ำมันทรงเพชร ท้ายที่สั้นและดูปราดเปรียว และสวิงอาร์มเดี่ยว สีสันไตรคัลเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ เพลตนัมเบอร์สีขาว และเบอร์ 1 ส่วนสีดำบนแฟริ่งหน้าชวนให้นึงถึงแอร์ดักต์ของเจ้า 916 ถังน้ำมันส่วนล่างเองก็สีดำเพิ่มความเข้มได้ดี และละม้ายคล้ายตำนาน ครอบถังน้ำมันยังมีโลโก้สีทองแบบเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้โลโก้ที่แฟริ่งข้างที่เป็นตัวเลข 916 ก็มาในเฉดสีเงินขอบทองดูมีมิติลงตัว และที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับรถลิมิเต็ดแบบนี้นั่นก็คือนัมเบอร์บนแผงคอรถจากการยิงเลเซอร์บ่งบอกความเป็นของแทร่ ไม่ได้แต่งมาให้เหมือนรถลิมิเต็ดแบบที่หลาย ๆ คนชอบทำกันนั่นเอง แน่นอนว่ามีใบรับรองและผ้าคลุมพิเศษให้มาด้วยครับ รายละเอียดของแต่งพิเศษ โมเดลพิเศษนี้ยังมีของแต่งพิเศษเพิ่มเติมเสริมความโดดเด่น อาทิ ฝาถังแต่งแบบเรซซิ่ง แอร์ดักต์ระบายความร้อนระบบเบรกหน้า การ์ดท่อไอเสีย วิงก์แบบดับเบิ้ลโปรไฟล์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านน้ำหนักเบา เบากว่าล้อฟอร์จ Marchesini ของ V4 S 1.4 กิโลกรัม และ V4 3.4 กิโลกรัม ทำให้แรงเฉื่อยน้อยลง ด้านหน้า 26% ด้านหลัง 46% ทำให้รถคล่องตัวมากขึ้น ใช้แรงคุมน้อยลง และบังคับได้มากขึ้น ยังมีระบบเบรกตัวสุดมีคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema R และท่อแอร์ดักต์ระบายความร้อน ช่วยให้ประสิทธิภาพในการเบรกสูง คงเส้นคงวา ไม่ต้องกำมากขึ้นแม้ท้ายรอบการลงหวดในสนาม ปั๊มบน Brembo MCS พร้อมรีโมทปรับ ช่วยให้ปรับการตอบสนองได้สะดวกโดยไม่ต้องจอด มีระบบคลัตช์แห้ง STM EVO ให้ความลื่นไหลในช่วงของการขับขี่ ทั้งยังเอื้อให้ปรับแต่งเอ็นจิ้นเบรกแบบกลไกได้ด้วยการเปลี่ยนสปริงคลัตช์ และด้วยการที่ครอบคลัตช์มันเปิดยังให้สาวกดูคาติได้เพลิดเพลินไปกับเสียงที่ใคร ๆ ก็น่าจะชื่นชอบ มีพักเท้า CNC จากอลูมิเนียมที่ปรับตำแหน่งได้ และช่วยให้ควิกชิฟเตอร์ของทางค่ายยังสามารถปรับแต่งได้อีกด้วย และสุดท้ายยังมีระบบเก็บข้อมูล Ducati Data Analyser+ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาตรวจสอบและปรับปรุงพัฒนาการขับขี่และตัวรถได้ สุดท้ายนี้ตัวรถจะส่งมอบพร้อมชุดคิทสำหรับพร้อมหวดในสนาม ซึ่งในนั้นจะมีฝาอลูมิเนียมสำหรับอุดรูกระจกมองหลัง ชุดถอดป้ายทะเบียน ฝาครอบคลัตช์คาร์บอนแบบเปิด และระบบเก็บข้อมูลที่กล่าวไปแล้วนั่นเอง ส่วนรายละเอียดทางเทคนิคอื่น ๆ อย่างเครื่องยนต์และช่วงล่างส่วนอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ครับ รวมรายการอุปกรณ์ ** สำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ * สำหรับใช้งานในสนามแข่งเท่านั้น – ชุดสีพิเศษ ** – แผงคอ CNC พร้อมนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน (XXX/500)* – ถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา – ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ – เบาะปักโลโก้ 30 ปี ** – วิงก์คาร์บอนไฟเบอร์ – บังโคลนคาร์บอนไฟเบอร์ – สกู๊ปดักลมเบรกคาร์บอนไฟเบอร์ ** – การ์ดท่อคาร์บอนไฟเบอร์ ** – คลัตช์แห้งSTM-EVO SBK – ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านแยก – คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema R® – ปั๊มบน Brembo MCS 19.21 (Multiple Click System) พร้อมรีโมทปรับ – ก้านเบรกและก้านคลัตช์เซาะร่อง – พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดส้นเท้าคาร์บอนไฟเบอร์ – ปรับเป็นเบาะตอนเดียวได้ – ระบบเก็บข้อมูล Ducati Data Analyser+

CBR150R 2024 อัปสีใหม่ สปอร์ตเต็มขั้น

CBR150R 2024 อัปสีใหม่ สปอร์ตเต็มขั้น หลังโหมกระหน่ำกับโมเดลใหม่ในงาน EICMA 2023 ที่อิตาลีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาดูค่ายปีกนกฝั่งบ้านเรากันบ้าง โดยล่าสุดเปิดตัว New Honda CBR150R โมเดลสายสปอร์ตตระกูล CBR Series กับ 2 สีใหม่ “สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED)” และ “สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK)” ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “For the Real Racing Spirit แรงเท่าที่ใจอยากแรง” พร้อมอัปลุคความสปอร์ตให้โดดเด่นกว่าเดิมด้วยลายเส้นกราฟิกและล้ออัลลอยสีทองใหม่ สะท้อนความเป็น Sport Aggressive ได้อย่างลงตัว สำหรับสีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED) มาพร้อมกราฟิกไตรคัลเลอร์ ที่ถ่ายทอดมาจากดีไซน์ของตัวแข่งฮอนด้าในศึก World Superbike และ สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK) ที่ให้ความดุดันกว่าเดิม ลงตัวกับไฟหน้า LED 2 ชั้น แบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคมด้วยเส้นสายบนตัวรถที่บ่งบอกความเป็นสปอร์ตขั้นสุด รวมทั้ง ยังถ่ายทอด DNA ความเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจากสนามแข่งด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังความแรงด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมระบบ Assist Slipper Clutch ช่วยลดแรงกระชากของล้อหลังขณะเปลี่ยน ขับขี่สนุกด้วยท่านั่งในแบบ “Super Sport Riding Position” ที่โอบรับสรีระผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระชับ และคล่องตัว ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสอารมณ์ของความเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตตัวจริง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบกันสะเทือน ด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ จากแบรนด์ SHOWA ดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ ABS เสริมด้วยระบบไฟฉุกเฉิน ESS แสดงสัญญาณไฟกะพริบเมื่อใช้เบรกอย่างกะทันหัน สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED) สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK) โดย Honda CBR150R พร้อมวางจำหน่ายรุ่น ABS 2 สีใหม่ “สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED)” และ “สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK)” ราคาแนะนำ 99,900 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shark Aeron GP

Shark Aeron GP หมวกใบแรกในโลกที่ปรับทรงหมวกได้เองตามท่าทางขับขี่ เปิดตัวแล้วในงาน Eicma 2023 กับหมวกกันน็อกใบแรกในโลกที่สามารถปรับรูปทรงหมวกได้เองตามท่าทางการขับขี่ ซึ่งก็คือเจ้า Shark Aeron GP ใบที่คุณเห็นอยู่นี้ สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่ามันปรับรูปทรงยังไงนั้น ผมจะอธิบายให้ฟังว่ามันปรับทรงได้ด้วยระบบที่ชื่อว่า A²S หรือ Adaptive Aero System คือ ระบบที่ออกแบบมาให้สปอยเลอร์ด้านหลังพับขยับปรับทรงได้คล้ายปีกเครื่องบินช่วยลดกระแสลมปั่นป่วน ลดแรงฉุดจากแรงลม ตามหลักแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้หมวกนิ่งและลดความเมื่อยล้าได้ และแน่นอนว่ามันช่วยให้คุณขี่ได้เร็วขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบใหม่ในหลายส่วน เช่น ตัวหมวกด้านบนทำจากวัสดุคาร์บอนอารามิดมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ แต่ช่วยซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ออกแบบนวมหมวกภายในใหม่ใช้วัสดุต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดกลิ่นอับ มีนวมแก้มแบบ 3D Pad กระชับยิ่งขึ้น นวมรองหูแบบถอดออกได้ แผ่นกันลมหายใจย้อนไปที่ชิลด์หน้า เพื่อกันฝ้า ยังมีสายรัดคางใหม่พร้อมระบบออโต้ล็อกแบบแม่เหล็ก ตัวสายสามารถปรับระดับได้ และถอดซักได้ด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบา โดยน้ำหนักหมวกชั่งจากไซส์ M อยู่ที่ 1,410 กรัม + – 50 กรัม ถือว่าเบามาก ๆ ส่วนมาตรฐานแน่นอนว่าผ่าน ECE 22-06 มาตรฐานใหม่ของทางยุโรปแล้ว   สุดท้ายนี้หมวกรุ่นนี้จะมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ XS – XXL กันเลยทีเดียว ส่วนสนนราคาก็น่าจะแรงไม่เบาเช่นกัน ซึ่งหากเทียบกับ Race-R Pro GP หมวกสายเรซซิ่งท็อปสุดของทางค่ายที่มีค่าตัวที่ 32,900 บาท หมวกตัวใหม่นี้ก็น่าจะแพงกว่ารุ่นดังกล่าวขึ้นไปอีก เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ของมัน งานนี้ใครเป็นนักซิ่งที่ชอบความเทพความสุดใบนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB650R 2024

Honda CB650R 2024 ปรับโฉม เสริมเข้ม เติมจอสี Honda CB650R 2024 เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับการปรับโฉมใหม่และเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่รับปีหน้าฟ้าอมร พร้อมเพิ่มทางเลือกพิเศษเพื่อมือใหม่จะได้มีโอกาสขี่รถมีคลัตช์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งหลัก ๆ ของโมเดลใหม่นี้จะเป็นเรื่องของดีไซน์และหน้าจอสีที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ ดีไซน์ ยังคงมาในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่เช่นเดิม แต่มีการปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นตั้งแต่หัวจรดท้าย ด้านหน้าเด่นด้วยไฟหน้าใหม่ที่แน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว ครอบหม้อน้ำ เบาะคนนั่งและคนซ้อนปรับรูปทรงใหม่ และมีช่องจ่ายไฟใต้เบาะแบบ USB-C  ส่วนท้ายรถและไฟท้ายที่มีการปรับใหม่ ให้ดูลงตัวรับกันดีมากยิ่งขึ้น ส่วนบริเวณค็อกพิทก็จะมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync ที่ช่วยให้ใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของโทรศัพท์ได้สะดวก และแน่นอนว่ามีสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่มาพร้อมไฟแบ็กไลท์ที่ช่วยให้ใช้งานง่ายและสะดวกแม้ว่าจะต้องใช้งานตอนกลางคืนก็ตาม เรียกว่าเป็นการอัปเดตตาม ๆ กันมาแบบเดียวกันกับ CBR650R ที่เป็นเสมือนแฝดคนละฝานั่นเอง เครื่องยนต์และช่วงล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่าง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนะครับ เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 4 สูบเรียง 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมพละกำลังมาที่ 93.87 แรงม้าที่ 12,000 รอบและแรงบิด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีขนาดถังน้ำมัน 15.4 ลิตร ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 240 ม.ม.มีคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้ออลูมิเนียมมีขนาดล้อและยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็จะมีระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS และพิเศษสำหรับรุ่น E-Clutch ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ที่ช่วยให้คุณเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์อีกเลย ไม่ว่าจะตอนไหน ซึ่งต่างจากควิกชิฟเตอร์ที่ยังต้องใช้คลัตช์ในการออกตัวและหยุดรถ ซึ่งเป็นออปชันที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ ส่วนมือเก๋าจะไม่ใช้ระบบนี้ก็สามารถกำคลัตช์ตามปกติได้เลย หรือจะใช้คลัตช์เพื่อการขับขี่แบบดุดันก็ทำได้เช่นกันครับ แต่ก็ต้องและมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีก 2 กิโลกรัมด้วยนะ สุดท้ายนี้โมเดลนี้ผลิตในไทย แน่นอนว่ามีขายไทยแน่นอน กำเงินรอได้เลย ถือว่าเป็นบิ๊กไบค์ไซส์กลางสำหรับไบค์เกอร์ที่เน้นความหล่อเท่ที่คุ้มค่าแน่นอนครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Honda CBR650R 2024

Honda CBR650R 2024 ปรับโฉมใหม่ ใส่จอสีล้ำทันสมัยสำหรับเจ้าสปอร์ต 4 สูบเรียงไซส์กลางอย่าง Honda CBR650R 2024 ที่เปิดตัวในงาน Eicma 2023 ที่อิตาลีเองก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกและหน้าจอสี ส่วนอื่น ๆ จะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่ถ้าหากคุณเป็นมือใหม่ล่ะก็โมเดลนี้เขามีอ็อปชันเสริมพิเศษให้ด้วยนะ ถ้าสนใจ เอาล่ะถึงตรงนี้แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไปตะลุยอ่านกันได้เลยครับ ดีไซน์ สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของไฟหน้า LED คู่ดีไซน์ใหม่ แฟริ่งด้านบนและด้านล่างปรับใหม่ให้ดูมีความปราดเปรียว ถัดเข้ามาที่ค็อกพิทจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync เพื่อใช้งานระบบนำทางและฟังก์ชันอื่น ๆ ของสมาร์ทโฟนได้ ถัดมาที่แฮนด์ด้านซ้ายมีสวิตช์เกียร์ควบคุมใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายแถมยังมีไฟแบ็กไลท์ให้ใช้งานได้สะดวกแม้ยามค่ำคืนอีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีเบาะคนขี่และคนซ้อนปรับทรงใหม่ให้เข้ากับท้ายใหม่ได้อย่างลงตัวมากขึ้น โดยที่ความสูงไม่ได้เพิ่ม และแอบใส่ช่องจ่ายไฟ USB-C มาให้ใต้เบาะด้วย ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เครื่องยนต์และช่วงล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่าง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้นจะขอบอกคร่าว ๆ นะครับ เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 4 สูบเรียง 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 93.87 แรงม้าที่ 12,000 รอบและแรงบิด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีขนาดถังน้ำมัน 15.4 ลิตร ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็น ดิสก์เบรกหน้าคู่ 310 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว มีล้อแบบอลูมิเนียม และมีขนาดล้อและยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็จะมีระบบ HSTC ที่คล้ายกับแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS และพิเศษสำหรับรุ่น E-Clutch ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ที่ช่วยให้คุณเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์อีกเลย ไม่ว่าจะตอนไหน ซึ่งต่างจากควิกชิฟเตอร์ที่ยังต้องใช้คลัตช์ในการออกตัวและหยุดรถ ซึ่งเป็นออปชันที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ ส่วนมือเก๋าจะไม่ใช้ระบบนี้ก็สามารถกำคลัตช์ตามปกติได้เลย หรือจะใช้คลัตช์เพื่อการขับขี่แบบดุดันก็ทำได้เช่นกันครับ สุดท้ายนี้โมเดลนี้ผลิตในไทย แน่นอนว่าขายไทยแน่นอน กำเงินรอได้เลย ถือว่าเป็นสปอร์ตไบค์ไซส์กลางที่แจ่มแมวมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Countdown MOTOR EXPO 2023 นับถอยหลัง สู่งานยิ่งใหญ่แห่งปี

Countdown MOTOR EXPO 2023 นับถอยหลัง สู่งานยิ่งใหญ่แห่งปี เตรียมนับถอยหลัง สู่งานมหกรรมยายนต์ ครั้งที่ 40 กับ Countdown MOTOR EXPO 2023 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2566 นี้ ณ อาคารชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยครั้งนี้จัดหนัก จัดเต็มกับโมเดลใหม่จากค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือยานยนต์ และอากาศยาน มากกว่า 73 แบรนด์ทั่วโลก ขนทัพมาโชว์ในงานพร้อมจัดโปรโมชันแบบสุดพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  โดยงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้จัดงาน ผู้ประกอบการภาคเอกชน รวมไปถึงผู้ประกอบการรายใหม่จากค่ายต่าง ๆ ที่จะมาร่วมสร้างสีสัน และเตรียมพร้อมนำเสนอโมเดลใหม่ พร้อมนวัตกรรมสุดพิเศษแบบที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน โดยมีค่ายรถยนต์ 40 แบรนด์ที่ร่วมงาน ได้แก่ AION, AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, CHANGAN, FORD, GWM, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LEXUS, LOTUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NETA, NEX, NISSAN รวมถึง PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, SMOGO, SUBARU, SUZUKI, TATA, TESLA, TOYOTA, VOLVO, WULING รวมถึงชุดแต่งและรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT สำหรับค่ายรถจักรยานยนต์ที่นำมาโชว์ในงานประกอบไปด้วย ALPHA VOLANTIS, BMW, CINECO, CYCLONE, EM EV BIKE THAILAND, FELO, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, I-MOTOR KAWASAKI, LAMBRETTA, LYVA, RAPID, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, SCOMADI, SMOGO, SOLAR, SUZUKI, TRIUMPH, YAMAHA และ ZEEHO  ค่ายรถขนทัพมาเยอะขนาดนี้ คงอลังการแน่นอน..เอาหล่ะ เตรียมตัวกันให้พร้อม แล้วมาชมโมเดลใหม่ เผื่อได้ของที่ถูกใจในราคาสุดพิเศษ แล้วพบกันในงานนะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R SP 2024

CBR1000RR-R SP 2024 ปรับขนานใหญ่ ใส่ไข่ในทุกรายละเอียด หากไม่ตั้งใจสังเกตให้ดี ๆ เราอาจจะมองไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเจ้า Honda CBR1000RR-R SP 2024 โมเดลใหม่ล่าสุดพิกัดเรือธงของทางค่ายปีกนกที่เปิดตัวในงาน Eicma 2023 แต่รู้หรือไม่ว่าทางค่ายได้ปรับปรุงมันขนานใหญ่ในหลาย ๆ จุด ให้มันกลายเป็นรถที่ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิมเสียอีก แต่จะปรับปรุงอะไรบ้างนั้น ต้องไปดูกันในรายละเอียดที่ผมจะเหลาให้ฟังครับ ดีไซน์ ดีไซน์ตัวรถโดยรวมแล้วยังคงไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ยังให้ความสปอร์ตเรซซิ่งไม่เปลี่ยน แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับเปลี่ยนให้มีแอโรไดนามิกที่ดียิ่งขึ้นไปอีก มีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งส่วนกลาง ปรับรูปทรงของปีกวิงก์เล็ตและปรับให้ยื่นไปด้านหน้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ยืนแฟริ่งส่วนล่างให้ยื่นไปใกล้ล้อหลังมากขึ้นช่วยให้การยึดเกาะที่ล้อหลังดีขึ้นอีกด้วย ทั้งยังปรับทรงของถังน้ำมันให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยอีก 0.4 ลิตรเป็น 16.5 ลิตร โดยทรงใหม่นี้ช่วยเพิ่มกริพที่เข่า ช่วยให้คอนโทรลรถได้ดีขึ้นอีกด้วย เครื่องยนต์ ในส่วนของขุมพลังก็มีการปรับเปลี่ยนภายในเช่นกัน โดยเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 1000 ซีซี 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเลขพละกำลังและแรงบิดสูงสุดจะยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในเครื่องยนต์เพื่อให้ขับขี่ได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น โดยมีการปรับปรุงระบบคันเร่งไฟฟ้าใหม่ ใส่มอเตอร์ 2 ตัวเข้ามาควบคุมการเปิดปิดลิ้นปีกผีเสื้อ เพื่อให้ควบคุมกำลัง อัตราเร่งและเอ็นจิ้นเบรกได้นุ่มนวลมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนการอัดให้มากขึ้น จาก 13.0:1 เป็น 13.6:1 ปรับปรุงการทำงานของวาล์วใหม่ ปรับปรุงหมุดเพลาข้อเหวี่ยงทำให้มีมวลเฉื่อยน้อยลง 450 กรัม ก้านสูบไทเทเนียมฟอร์จ TI-64A ที่ทางค่ายพัฒนาขึ้นเอง มีน้ำหนักเบาลงกว่าของเดิม 50% มีการใช้น็อตโลหะผสมโครเมียมโมลิบดีนัมวานาเดียมที่ทางค่ายพัฒนาขึ้นเองอีกเช่นกัน ช่วยให้เบาลงได้อีกเล็กน้อย ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ใหม่ให้สั้นลง ช่วยให้การเร่งออกจากโค้งทำได้ดีขึ้น ทั้งยังมีการป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์ด้วยการเพิ่มระบบควบคุมเข้ามาใหม่ ช่วยปรับให้เรดไลน์เฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องใหม่ให้เหลือเพียง 8,000  รอบ และเมื่ออุณหภูมิของน้ำยาคูลแลนท์ถึงจุดที่เหมาะสมเรดไลน์จึงจะเขยิบขึ้นไปเกิน 14,000 รอบตามปกติ รวมไปถึงรายละเอียดยิบย่อยอีกมากเพื่อเพิ่มความทนทานของเครื่องยนต์ ปิดท้ายด้วยการใช้ปลายท่อ Akrapovic ไทเทเนียมน้ำหนักเบาที่ดีไซน์มาใหม่มีขนาดปริมาตรภายในใหญ่ขึ้น 1 ลิตร เสียงเบาลง 5 เดซิเบลเมื่อเทียบกับตัวเก่า แต่เสียงก็จะดังไล่ขึ้นไปตามรอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น เรียกว่ายังไม่ทิ้งความเร้าใจของสายซิ่งไปนั่นเอง ช่วงล่าง มีการปรับเฟรมอลูมิเนียมใหม่โดยปรับให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และเพิ่มความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวและการตอบสนองต่อการยึดเกาะ ทั้งยังรีดน้ำหนักให้เบาลงมาได้อีก 960 กรัม จากการปรับเปลี่ยนเฟรม มีการใช้น็อตแขวนเครื่องที่สั้นลงช่วยรีดน้ำหนักได้อีก 140 กรัม แต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้ ตลอดไปจนถึงการปรับในเรื่องมิติตัวรถต่าง ๆ เพื่อให้การควบคุมทำได้ดีและคล่องตัวมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนท่านั่งใหม่ด้วยการยกแฮนด์ให้สูงขึ้น แต่ทำให้พักเท้าต่ำลงเพื่อมีอิสระในการขยับท่วงท่า ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น โช้คเองก็ได้รับการอัปเกรด กลายเป็นรถโปรดักชันรุ่นแรกของโลกที่ใช้โช้คหน้า Öhlins 43mm S-EC3.0 (SV) NPX แบบหัวกลับ และโช้คหลัง TTX36 S-EC3.0 ที่เป็นโช้คไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว เพื่อให้การยึดเกาะและการตอบสนองดีที่สุดพร้อมซิ่ง ระบบเบรกเองก็อัปเกรดให้เป็นตัวสุดของสายซิ่งในรถโปรดักชัน โดยจะได้คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema R เรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจับกับจานขนาด 330 ม.ม. หนา 5ม.ม. ร่วมกับปั๊มบน Brembo  ส่วนด้านหลังเองก็จะใช้คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเดียวกับที่ใช้ใน RC213V-S ตัวแรงตัวแพงที่สุดของทางค่ายนั่นเองครับ ปิดท้ายด้วยล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว เข้าคู่กันกับยาง 120/70-ZR17 และ 200/55-ZR17 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์แน่นอนว่ามีการอัปเกรดเพิ่มตามตัวรถเช่นกัน อาทิเช่น ระบบ HSTC 9 ระดับที่ปรับมาใหม่ให้สอดคล้องกับกำลังและอัตราทดที่เปลี่ยนไป โหมดการขับขี่ 3 โหมดที่ปรับปรุงมาใหม่เช่นกัน และสามารถปรับเปลี่ยนพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อได้หลายระดับ แน่นอนว่าพวกนี้อาศัยข้อมูลจาก IMU หรือหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยจาก Bosch แบบ 6 แกน ยังมีโหมดออกตัวหรือ Start Mode ที่คล้าย ๆ กับ ระบบช่วยออกตัวของค่ายอื่นที่มีภาษาอังกฤษว่า Launch Control ซึ่งของทางฮอนด้าจะปรับล็อกรอบได้ 4 ระดับ คือ 6,000 7,000 8,000 และ 9,000 รอบ ควิกชิฟเตอร์ใหม่ที่ปรับการทำงานได้

Honda CB500 Hornet โฉมใหม่ ดุดัน ทันสมัย

Honda CB500 Hornet โฉมใหม่ ดุดัน ทันสมัย และนี่คือเน็กเก็ดไบค์ในตระกูล 500 Series คันใหม่โมเดล 2024 Honda CB500 Hornet หรือชื่อเดิมก็คือ CB500F นั่นเอง ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 หรือ 10 ปีที่แล้วนู่นเลย แน่นอนว่าระหว่างทางก็พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ และครั้งนี้ก็เป็นการปรับโฉมครั้งสำคัญ เพื่อสู้ศึกเน็กเก็ดไบค์ที่ดุเดือดมากขึ้นในทุก ๆ วันนั่นเองครับ ดีไซน์ สำหรับโมเดลนี้จะมีรูปโฉมที่ปรับตามพี่ใหญ่ในชื่อเดียวกันอย่าง CB750 Hornet นั่นเอง โดยเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้ดูโฉบเฉี่ยวดุดันและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ช่วงตัวรถด้านหน้าจะดูบึกบึนด้วยถังน้ำมันทรงดุบวกกับท่อดักลมด้านข้างที่มาพร้อมโลดก้ประจำตระกูลแตนซิ่ง แต่ช่วงท้ายรถจะดูปราดเปรียวให้ความรู้สึกคล่องตัว ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ทัศนวิสัยดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันไฟท้ายเองก็ดูเพรียวรับกับสไตล์ใหม่ของมันได้อย่างลงตัว ถัดเข้ามาด้านในเป็นจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync ได้สะดวก ถือเป็นจุดเด่นใหม่อย่างนึงของโมเดลนี้เลย แถมยังมีไฟแบ็กไลท์ที่สวิตช์เกียร์ใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้นอีกด้วยนะ เครื่องยนต์ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ 4 วาล์วต่อสูบ เคลมแรงม้ามาที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 17.1 ลิตร มีการปรับปรุงการจ่ายน้ำมันของหัวฉีดไฟฟ้าใหม่ทำให้อัตราการเร่งที่รอบต่ำและการกระจายตัวของแรงม้าในทุกย่านความเร็วรอบที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยเพิ่มความสบายในการกำคลัตช์และความปลอดภัยอีกด้วย ช่วงล่าง ช่วงล่างถือว่าให้มาดี ไม่ว่าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับจาก Showa แบบ SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องปรับพรีโหลดได้  5 ระดับ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 296 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดียว ปิดท้ายด้วยขนาดยางและล้อเป็น 120/70 ZR17 และ 160/60 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากหน้าจอสี TFT ที่กล่าวถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบ HSTC ช่วยเสริมความปลอดภัยเพิ่มการยึดเกาะกับถนน ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ระบบไฟเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันหรือ ESS โดยย่อ ๆ สั้น ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นมีการปรับปรุงดีไซน์ให้ดูดีขึ้น ใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่ลงมามากขึ้น ทำให้มันกลายเป็นเน็กเก็ดไบค์ที่มีลูกเล่นล้ำ ๆ ในราคาที่ผมคาดว่าน่าจับต้องได้ไม่ยากนัก งานนี้ไบค์เกอร์น่าจะชอบมากขึ้นกว่าโมเดลก่อน ๆ แน่แท้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Shoei Neotec 3 Grasp ลวดลายใหม่ สไตล์ทัวริ่ง

Shoei Neotec 3 Grasp ลวดลายใหม่ สไตล์ทัวริ่ง เผยโฉมแล้วสำหรับหมวกกันน็อกจากแดนปลาดิบอย่าง Shoei ทำการเปิดตัว Neotec 3 ในรุ่น Grasp มาพร้อมลวดลายใหม่และชุดสีไตรคัลเลอร์ และไบคัลเลอร์ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์สายสปอร์ตทัวริ่งและแอดเวนเจอร์ทัวริ่ง โดยเตรียมเปิดจำหน่ายที่ญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับหมวกกันน็อกรุ่นดังกล่าว นั้นถูกออกแบบให้มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว มากขึ้นจากตัวสแตนดาร์ด ด้วยรายละเอียดการใช้เส้นลวดลายที่มีความคม เข้ม ดุุดัน รวมไปถึงการใช้สีตัดกันได้อย่างลงตัว ดูสวยงาม ไม่เทอะทะจนเกินไป บ่งบอกถึงความพิธีพิถันในการใส่ใจออกแบบจากทางแบรนด์ สมกับเป็นแบรนด์เบอร์ต้นติดอันดับโลกเลยทีเดียว สีดำ/แดง สีขาว/น้ำเงิน/แดง สีเขียว/ดำ โดยมีหลากสีให้เลือกทั้ง สีขาว/ดำ/แดง และสีขาว/ดำ แมตช์กับรถฮอนด้า ดูคาติ และอาพริเลีย, สีเขียว/ดำ แมตช์กับรถคาวาซากิ และถ้าคุณยิ่งเป็นเจ้าของ BMW 1300 GS ละก็ หมวกสีน้ำเงิน/ขาว คงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากเลยทีเดียว  นอกจากลวดลายแบบใหม่แล้ว ตัวหมวกนั้นยังได้รับการรับรอง ECE 22.06 รวมถึงทางแบรนด์ยังได้พัฒนาหมวกกันน็อกในรุ่นอื่น ๆ อย่าง GT-Air3 และ X-Fifteen ซึ่งหลังจากเปิดตัวและจำหน่ายไปทั่วโลกแล้ว ทางแบรนด์ยังปล่อยโฉมลายพิเศษรุ่นใหม่ให้จับจองอีกด้วย โดยสเปคของหมวกรุ่นนี้ กับรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกออกแบบให้สอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ มาพร้อมกับ Shoei AIM+ shell (Advanced integrated Matrox Plus Multi-Fiber) มาพร้อมสติกเกอร์ JIS และกลไกการล็อคใหม่สำหรับกระบังหน้าหลัก CNS-3C ของ Neotec 3   รวมถึงวัสดุที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษทั้ง ม่านกระจกบังแดด QSV-2 แผ่นรองแก้มที่มีความหนาต่างกัน (31, 35, 39 มม.) แผ่นรองกลางหมวก 3 มิติ โดยทั้งหมดสามารถถอดนำมาทำความสะอาดได้ นอกจากนี้ยังมีช่องสำหรับติดตั้งบูลทูธอินเตอร์คอม แผ่นกันฝ้า, Breath Guard และแผ่นปิดใต้คางรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะเปิดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นช่วงเดือนธันวาคมนี้ โดยเปิดราคาจำหน่ายอยู่ที่ 88,000 เยน หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 2 หมื่นนิด ๆ ถือว่าคุ้มค่าและไม่แพงจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งโซนยุโรปก็ไม่ต้องน้อยใจไปนะครับ เพราะทางผู้ผลิตเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถจองสินค้าผ่านออนไลน์ และหากเข้าไทยเมื่อไหร่จะอัปเดตให้ทราบอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NX500 แอดเวนเจอร์ไซส์กลาง

Honda NX500 แอดเวนเจอร์ไซส์กลาง ปรับปรุงใหม่ ไฉไลกว่า และนี่คืออีก 1 โมเดลจากทั้งหมด 7 โมเดลที่เปิดตัวในงาน EICMA 2024 ที่อิตาลี สำหรับเจ้า Honda NX500 หรือจริง ๆ แล้วก็คือ CB500X แอดเวนเจอร์ไบค์จาก 500 series ที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 มาวันนี้กลับมาใหม่พร้อมการอัปเกรดและปรุงแต่งหน้าตาให้หล่อเหลาเคล้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าที่ผ่าน ๆ มา รูปโฉม ดีไซน์ภายนอกดูเฉียบคมยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิดการออกแบบ Daily Crossover ที่สื่อถึงการเป็นรถลูกผสมที่ใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ถึงวันหยุดหรือวันออกทริป ตัวรถเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีความกระชับกะทัดรัดกว่าเดิม เบาะนั่งมีความเพรียวบางง่ายต่อการขยับตัวปรับท่วงท่ารวมถึงทำให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ให้การกระจายแสงที่กว้างกว่าเดิม ทัศนวิสัยดีกว่าเดิมในทุกขณะการขับขี่ จะเข้าโค้ง จะมืดค่ำ ไม่เป็นปัญหา ด้านท้ายเองก็มี LED ใหม่ที่แมตช์กันอย่างลงตัว แน่นอนว่าไฟเลี้ยวก็เป็น LED เต็มระบบ ถัดมาด้านในมีจอสี TFT แบบรุ่นพี่อย่าง XL750 Transalp ที่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานผ่านแอพลิเคชัน Honda RoadSync ได้อีกด้วย ยังเพิ่มความพรีเมียมแบบคาดไม่ถึงด้วยการให้สวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางพร้อมแบ็กไลท์ในตัวที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ช่วยให้ใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านหน้าจอสีได้สะดวกยิ่งขึ้น มีแฮนด์บาร์สีเทาแบบสอบปลายช่วยให้ดูลงตัว เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์วต่อสูบ เคลมแรงม้ามาที่ 46.93 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยมีอัตราการเร่งที่รอบต่ำและการกระจายตัวของแรงม้าในทุกย่านความเร็วรอบที่ดีขึ้นจากกาปรับปรุงการจ่ายน้ำมันของหัวฉีดไฟฟ้าใหม่ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 17.5 ลิตร ที่เมื่อคำนวณกับอัตราการสิ้นเปลือง 27.8 กม./ลิตรแล้วจะใช้งานได้กว่า 480 กม./ถัง เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาเสริมความปลอดภัยและความสบายขณะขับขี่อีกด้วย แชสซี ช่วงล่างของรถด้านหน้าจะมีโช้คหัวกลับจาก Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. และโช้คหลังเดี่ยวจาก Showa เช่นกัน โดยมีการปรับปรุงค่าสปริงเรทและแดมปิ้งเสียใหม่ให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกก็จะยังเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 296 ม.ม. คาลิเปอร์ Nissin แบบแอ็กเซียลเมาท์ 2 ลูกสูบ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบสูบเดียว แต่ทีเด็ดคือล้ออลูมิเนียมใหม่น้ำหนักเบา เป็นล้อ 5 ก้านใหม่น้ำหนักเบากว่าเดิมรวมกันหน้าหลัง 1.5 กิโลกรัม โดยมีขนาดล้อและยางหน้าหลังตามลำดับดังนี้ 110/80 R19 และ 160/60 R17 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากหน้าจอสีที่พูดถึงไปแล้วตัวรถยังมีระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรลเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ระบบเบรก ABS 2 ชาแนล ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน ESS เรียกว่าให้มาพอประมาณกำลังดีกับระดับราคา สุดท้ายนี้เรื่องการจำหน่าย วัยรุ่นไทยเก็บเงินซื้อได้เลยมาแน่นอน แต่ราคาน่าจะปรับตัวขึ้นอีกเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคา 224,900 บาท ด้วยอ็อปชันที่ดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง ก็ต้องบอกว่ายังไงก็ยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางระดับเริ่มต้นที่คุ้มค่ามาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

KTM เตรียม ถือหุ้นหลักMV Agusta จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

KTM เตรียม ถือหุ้นหลัก MV Agusta จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต มาชมข่าวธุรกิจที่น่าสนใจของวงการ 2 ล้อกันบ้าง สำหรับ Pierer Mobility Group กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของวงการรถ 2 ล้อสัญชาติออสเตรีย หรือเจ้าของค่าย KTM เตรียม เป็นผู้ถือหุ้นรายหลักของค่ายรถสัญชาติอิตาลีอย่าง MV Agusta หลังจากดำเนินการซื้อขายครั้งแรกเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันทาง PMG มีสัดส่วนถือหุ้นในแบรนด์ MV อยู่ที่ 25.1% โดย Pierer Mobility Group เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในแวดวงการรถ 2 ล้อ รวมถึงเป็นบริษัทแม่ของค่ายรถที่เราคุ้นเคยอย่าง KTM, Husqvarna และ GasGas นั่นเอง ซึ่งช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทาง Stafan Peirer CEO ของ Pierer Mobility Group เข้ามีบทบาทในการควบคุมการจัดจำหน่ายและจัดซื้อรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ MV Agusta ในขณะที่ค่ายรถทางอิตาลี นั้นจะยังคงดำเนินในส่วนของการผลิตมอเตอร์ไซค์แบรนด์ตนเองต่อไป ซึ่งในเรื่องการอนุญาตให้เป็นผู้ที่หุ้นหลัก จะมีผลในช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2026 ตามรายงานทางการเงิน วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2025 นั่นหมายความว่า MV Agusta จะเป็นแบรนด์ในเครือที่ 4 ของ พรีเมียร์ โมบิลิตี้ กรุ๊ปในอนาคต นอกจากนี้แบรนด์ออสเตรเลียเองยังได้สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับแบรนด์อื่น ๆ อีกด้วย อย่าง CF Moto โดยผลิตเครื่องยนต์สูบคู่ LC8s 799 ซีซี ที่ใช้ในโมเดล KTM 790 Duke และ 790 Adventure รวมถึงรุ่น CFMoto 800 MT และ 800 NK สำหรับรายละเอียดข้อตกลงดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่มีอะไรแน่ชัด ซึ่งทาง Pierer Mobility Group เล็งเห็นว่า MV Agusta เป็นแบรนด์ “รถหรู” เมื่อเทียบกับโมเดลของค่ายรถอื่น ๆ นอกจากนี้ทาง MV Agusta ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าผลิตรถโมเดลของตัวเองต่อไป  สรุปสุดท้ายนี้ ผลออกมาจะเป็นเช่นไร ค่าย KTM จะเข้ามามีบทบาทกับแบรนด์รถอิตาลีอย่างไรบ้าง ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นโมเดลใหม่ที่ถูกพัฒนาร่วมกันแน่นอน ซึ่งเราอาจจะได้เห็นรถเอ็นดูโร่ภายใต้ชื่อ MV Agusta หรือโมเดลสายสปอร์ตจากทาง KTM ที่ใช้หัวใจหลักจาก MV ก็เป็นได้ ยังไงก็อย่าพลาดติดตามข่าวสารจากทาง SuperBike Thailand ไว้จะมาอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ นะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1000 Hornet

Honda CB1000 Hornet แตนยักษ์ตัวพัน ดุดันสุดขีด เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่ล่าสุด Honda CB1000 Hornet โดยไปเปิดกันที่ Eicma 2024 ที่อิตาลีกันเลย และตอนนี้เจ้าแตนยักษ์คันนี้ก็กลายเป็นเน็กเก็ดไบค์พิกัดเรือธงคันล่าสุดของทางค่ายปีกนกกันไปเลย ดีไซน์มาในแบบไฟหน้าคู่ LED โปรเจ็กเตอร์  พร้อมเส้นสายที่ปราดเปรียวดุดันเฉียบคม ใครเห็นเป็นต้องเหลียวมอง ตัวรถมีถังน้ำมันตามสไตล์ของฮอร์เน็ต ตัวเฟรมทำสีดำทั้งเมนเฟรมและซับเฟรมดูดุดันเอาเรื่อง ถือว่าสวยงามลงตัวในแบบของเน็กเก็ดที่ดี ตัวรถใช้ขุมพลังสี่สูบเรียงจาก CBR1000RR 2017 ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 147.51 แรงม้า และแรงบิดกว่า 100 นิวตันเมตร ใช้ท่อไอเสียแบบ 4-2-1 พร้อมแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซี วางบนเฟรมทวินสปาร์ใหม่ที่ให้ความลื่นไหลในโค้งและความนิ่งเสถียรที่ดีด้วยช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Showa พร้อมกระเดื่องซับแรง ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้อและยางจะเป็นขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 ตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็ทันสมัย และให้มาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคันเร่งไฟฟ้าที่ช่วยให้มีโหมดการขับขี่ 3 โหมด หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและใช้งานร่วมกันกับ Honda RoadSync ได้ ระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล สุดท้ายนี้โมเดลนี้ก็น่าจะนำมาจำหน่ายในไทย แต่ราคาน่าจะไม่แรงมาก เพราะสเป็กไม่ได้จัดเต็มแบบค่ายรถจากฝากฝั่งยุโรป งานนี้ใครชื่นชอบรถเน็กเก็ดที่น่าจะเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ น่าจะตอบโจทย์เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Tenere 700 Explore

Tenere 700 Explore ปรับใหม่เอาใจคนไซส์เล็ก มาอีกแล้วครับท่าน ถี่เหลือเกิน ยิ่งกว่ามุกแซวหนัง “ธี่หยด” เสียอีก กับสายลุยไซส์กลางจาก Yamaha ล่าสุดก็เป็นเจ้า Tenere 700 Explore ที่ปรับปรุงตัวรถมาเพื่อให้คนไซส์เล็กที่หมายความว่าตัวเล็ก ไม่ใช่ไข่เล็ก ขับขี่ได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ แล้วจะมีปรับอะไรยังไงบ้าง เดี๋ยวผมรวบรัดตัดตอนให้แบบสั้น ๆ กระชับ อ่านแป๊บเดียวจบ รู้เรื่องครับ!! ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนะครับเป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงมาเพื่อคนที่มีปัญหาเรื่องของความสูงของตัวรถแอดเวนเจอร์น่ะครับ โมเดลนี้จึงเน้นที่รายละเอียดที่ส่งผลกับความสูงของรถโดยรวม เริ่มตั้งแต่การปรับโช้คให้มีระยะยุบน้อยลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 20 ม.ม.เมื่อเทียบกับโมเดลปกติ และปรับให้เบาะนั่งเตี้ยลงอีก 15 ม.ม.เป็น 860 ม.ม. ซึ่งจะช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น การที่ทางค่ายปรับมาแบบนี้ก็จะมีข้อด้อยนิดนึงคือจะลุยได้น้อยลงตามไปด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าทางค่ายก็คิดมาแล้วล่ะครับ จึงมีการปรับให้โมเดลนี้ค่อนไปทางทัวริ่งมากขึ้น โดยมีการปรับให้ชิลด์หน้ามีความกว้างใหญ่มากขึ้นอีก 50% ช่วยกันลมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีเวลาเดินทางไกลมากกว่าเวลาขับขี่แบบลุย ๆ นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีควิกชิฟเตอร์แบบขาขึ้นอย่างเดียว และแร็คสำหรับติดกล่องข้างให้มาจากโรงงานด้วยเลย เรียกว่าสมชื่อเอ็กพลอร์ที่สื่อถึงการผจญภัยนั่นเอง ในเรื่องของสเปกอื่น ๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากตัวปกติเลยครับ จะมีเรื่องของอัตรากินน้ำมันที่เคลมมาน้อยกว่าเพราะตัวรถกินลมน้อยกว่านั่นเอง รายละเอียดดูได้ในตารางได้เลยครับ สเปก Tenere 700 Explore   Explore Standard เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 73.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 68.0 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ 68.0 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80.0 X 68.6 ม.ม. 80.0 X 68.6 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 11.5:1 11.5:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI TCI ระบบจ่ายน้ำมัน หัวฉีดไฟฟ้า หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท ไฟฟ้า ไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ โซ่ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน (เคลม) 24.03 ลิตร/กม. 23.25 ลิตร/กม. ขนาดล้อและยางหน้า 90/90 – 21 M/C 54V 90/90 – 21 M/C 54V ขนาดล้อและยางหลัง 150/70 R 18 M/C 70V 150/70 R 18 M/C 70V ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 190 ม.ม. โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 210 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวปรับรีโมตระยะยุบ 180 ม.ม. โช้คเดี่ยวปรับรีโมตระยะยุบ 200 ม.ม. ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 282 ม.ม. ดิสก์เบรกคู่ขนาด 282 ม.ม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.

เปิดตัว New Honda Scoopy ลายใหม่

เปิดตัว New Honda Scoopy ลายใหม่ 9 สไตล์โดนใจวัยรุ่น ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว New Honda Scoopy ลายใหม่ 9 สไตล์ พร้อมลวดลายกราฟิกที่ดีไซน์มาเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์วัยรุ่นยุคใหม่ การเปิดตัวครั้งนี้ ฮอนด้าดึง พีพี-กฤษฏ์  และ ทรีแมนดาวน์ มาคอลแลบกันเป็นครั้งแรกในเพลง ‘ฝนตกเป็น Fire’ โดยนำท่อนฮิตติดหูจากเพลง Fire Boy ของพีพี และ ฝนตกไหม ของทรีแมนดาวน์ มาทำเป็นเพลงใหม่ที่ถ่ายทอดความเป็น Iconic ของทั้งสองศิลปิน และความเป็น Iconic ของสกู๊ปปี้โมเดลใหม่นี้ โมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมกับคอนเซปต์ ‘ALWAYS ICONIC สุด ให้สุดทาง’ ด้วย 9 เฉดสีใหม่จากทั้งหมด 3 สไตล์ไม่ว่าจะเป็น รุ่น Club 12 ที่โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกแฟชั่นสุดเท่ และล้อแม็ก 12 นิ้ว มาพร้อม Honda Smart Key ที่สามารถสตาร์ตรถได้โดยไม่ต้องไขกุญแจ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ แดง-ขาว, น้ำเงิน-ขาว, ขาว-ชมพู และ ดำ-ขาว ราคาแนะนำที่ 54,400 บาท รุ่น Prestige เรียบหรูมีสไตล์ มาพร้อมกับล้อแม็ก 12 นิ้ว มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ แดง เทา และดำ ราคาเริ่มต้นที่ 52,900 บาท   รุ่น Urban สไตล์ Retro Classic มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ น้ำตาล-ขาว และ ดำ-ขาว ราคาเริ่มต้น 49,900 บาท โดยแต่ละสไตล์ต่างโดดเด่นด้วย Modern Ring LED Headlight ดีไซน์สุดไอคอนิกและ เรือนไมล์แบบมัลติมิเตอร์สไตล์ใหม่แสดงผลครบครัน พร้อมด้วยเครื่องยนต์ eSP เจเนอเรชันใหม่ 110 ซีซี และหัวฉีด PGM-FI ขับสนุกประหยัดน้ำมันขั้นสุด และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นช่องชาร์จไฟสำรอง USB Type A และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่ายโมเดลนี้แล้วทุกศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และสามารถรับชม New Honda Scoopy ลวดลายใหม่ผ่านทางมิวสิกวิดีโอเพลง ‘ฝนตกเป็น Fire’ ได้พร้อมกันผ่านทางออนไลน์แพลตฟอร์มทุกช่องทาง   สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอได้ที่ https://bit.ly/Musicvideo_NewHondaScoopy_AlwaysIconic อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Yamaha พาสาวก “กล้า…ไปกับฟินน์” ขี่ลุยทริป กรุงเทพ-ระยอง

Yamaha พาสาวก “กล้า…ไปกับฟินน์” ขี่ลุยทริป กรุงเทพ-ระยอง ตอบแทนความสุขตลอดต่อเนื่อง โดยล่าสุด Yamaha พาสาวก และสื่อมวลชน จัดกิจกรรมร่วมฟินน์ไปกับทริปสุดพิเศษใน “กล้าที่จะไป กล้าที่จะเป็น กล้า…ไปกับฟินน์ @ระยอง” พาขี่ยามาฮ่า ฟินน์ลุยเส้นทางกรุงเทพ-ระยอง พร้อมกิจกรรมความมันส์แบบพิเศษที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน จะมีอะไรบ้าง ติดตามดูกันได้เลย เริ่มต้นด้วยจุดสตาร์ทจาก Yamaha Riding Academy (YRA) ซึ่งหลังจากนัดรวมพลชาว Yamaha Finn และบรีฟเส้นทางขับขี่กันเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นเริ่มออกสตาร์ทไปยังปั๊มน้ำมัน PTT สาขาบางนา-ตราด กม.25 เติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 91 ให้เต็มถัง ก่อนที่จะลงหวดยาว ๆ ด้วยระยะทาง 53.3 กม. ไปยังจุดเช็คอินต่อไปที่ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ อ่างศิลา จ.ชลบุรี และแล้วเดินทางมายังจุดเช็คอินที่ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ เพื่อให้เหล่าบรรดาสาวกได้ถ่ายรูปกับสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า สวย ๆ ก่อนเดินทางต่ออีก 40 กม. เพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันที่ครัวเจ้จุกสาขา 3 เติมอาหารลงท้องกันให้อิ่ม ขี่ลุยต่ออีก 13 กม. ไปยังเพื่อไปจิบกาแฟเย็น ๆ ถ่ายรูป ชมวิวที่ มองช้าง คาเฟ่ ซึ่งในระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติสวย ๆ สมกับการเดินทางแบบฟินน์ ๆ ในทริปนี้   ในระหว่างทริปนี้ แอดก็จะขออนุญาตเทสรถยามาฮ่า ฟินน์ กันหน่อย ว่ามันจะเจ๋งแค่ไหนกันเชียว ขี่ง่าย สไตล์ฟินน์ ระหว่างการเดินทาง ก็ขอลองนั่งจัดทรงกันซักนิด โดยโมเดลรุ่นนี้ถือว่ามีการออกแบบมาได้ตอบโจทย์สำหรับรถครอบครัว ทั้งขนาดความกว้างของระยะแฮนด์ที่พอดี ขี่มุดซอกแซกได้ง่าย ตัวเบาะกว้าง ดีไซน์ปาดเว้าไล่ระดับ สามารถขยับท่านั่งได้สะดวก  และอีกจุดหนึ่งที่ชื่นชอบเป็นพิเศษนั่นก็คือบังลมด้านหน้า ออกแบบมาได้สวยงาม สามารถตัดลมและกันน้ำดีดใส่เท้าได้นั่นเอง รวมถึงไฟหน้าออกแบบเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่ซ้ำใครอีกด้วย นอกจากนี้ยังโมเดลยามาฮ่า ฟินน์ยังขับขี่ง่าย ด้วยระบบเกียร์ 4 สปีดแบบวน แถมไม่ต้องกำคลัตช์ จะขึ้นเกียร์-ลงเกียร์ เพียงใช้เท้ากดง่ายมาก ๆ ขอรับประกันเลยว่าใช้งานง่ายในจุดนี้ ขี่สนุก สุดฟินน์ ด้วยเครื่องยนต์พิกัด 115 ซีซี แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ และเคลมกำลังอัดมาที่ 9.3 : 1 จึงทำให้รู้สึกว่าตัวรถมีอัตราเร่งได้ดี โดยเฉพาะเกียร์ 1-2 บิดพุ่งสุด ๆ ส่วนตัวมองว่าเหมาะแก่การใช้งานบนถนนทั่วไป รวมไปถึงทางลาดชัน ขับขี่ขึ้นเขา สบายใจห่ายหวงแน่นอน  อีกทั้งยังมีเอ็นจิ้นเบรกเข้ามาช่วยหน่วงเครื่องยนต์ในเวลาลงทางชันได้อีกด้วย ยังรวมไปถึงในรอบเกียร์ 3 ถึง 4 นั้นให้กำลังในรอบปลาย ขับขี่ได้สนุก แถมไม่เบื่ออีกด้วย แค่นั้นยังไม่พอยังสามารถใช้งานออกทริปทางไกลโดยวิ่งซัก 90-110 กม. ลากยาวได้สบาย ๆ ขับขี่ปลอดภัย แบบฟินน์ ๆ  และแล้วก็เจอกับสภาพอากาศฟ้าฝนที่ไม่ค่อยเต็มใจ จัดมาเทชุดใหญ่ ทำให้ผู้ขับขี่เปียกปอนกันทั่วหน้ารวมไปถึงตัวแอดเอง แถมระหว่างเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยหลุมถนนแล้วน้ำขังตลอดทาง แน่นอนว่า ยามาฮ่า ฟินน์ 115 i รุ่นนี้เอาอยู่ ด้วยช่วงล่างกับโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังสปริงคู่ พร้อมระบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้า ดรัมเบรกหลัง ติดปั๊มเบรกพร้อมใช้งาน มาพร้อมระบบกระจายแรงเบรก UBS (รุ่น UBS) และยางหน้าขนาด 70/90 ยางหลัง  80/90 จึงทำให้มั่นใจในเรื่องของระบบช่วงล่างและระบบเบรกที่ติดมาให้ บนการขับขี่ในถนนสภาพที่เปียกได้นั่นเอง หลังจากเช็คอินคาเฟ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางต่อเพื่อกลับที่พักอีกระยะ 11 กม. สู่โรงแรม ดี วารีจอมเทียน บีช พาลูกค้าเล่นน้ำ และพักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนจะไปสนุกต่อกิจกรรมสุดฟินน์กับ Yamaha Finn Feel Free Tonight Party พร้อมจับฉลากแจกรางวัลให้กับลูกค้ามากมาย Finn 2 Fight กิจกรรมประชันทางฝุ่นสุดมันส์ ต่อด้วยกิจกรรมในวันที่สองกับ Finn2 Fight หลังจากเดินทางจากโรงแรมสู่สนามเขาภูดร อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ด้วยระยะทาง 29 กม. พร้อมพาเหล่าสาวกร่วมสัมผัสประสบการณ์กับการแข่งขัน ประชันทางฝุ่นไปกับ Yamaha Finn รูปแบบไซเคิลครอส เอาเป็นว่ารายละเอียดในจุดนี้ ไม่ขอพูดอะไรเยอะ

Honda ADV350 2024

Honda ADV350 2024 ปรับสีสันใหม่ เสริมความเข้ม เน้นพรีเมียม ถึงเวลาอัปเดตใหม่แล้วสำหรับ Honda ADV350 2024 สกู๊ตเตอร์สไตล์ SUV จากฮอนด้า ซึ่งการอัปเดตครั้งนี้เป็นของทางฝั่งยุโรป และมีเพียงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของสีสันภายนอกเท่านั้น ไม่ได้มีการปรับปรุงอะไรในส่วนอื่น แต่ทีนี้ปรับอะไรบ้าง เราไปดูกันครับ อย่างแรกเลยคือตัวรถจะมาพร้อมเฉดสีใหม่ทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำเมทัลลิกด้าน Matt Coal Black Metallic สีเทามุก Pearl Falcon Gray   สีขาวด้าน Matt Pearl Cool White   สีน้ำเงินด้าน Matt Pearl Pacific Blue นอกจากเฉดสีใหม่ที่น่าจะถูกใจไบเกอร์ที่ชอบความหรูหราพรีเมียมแล้ว ตัวรถแอบเพิ่มความดุดันด้วยชิ้นส่วนสีดำเงาเข้าไปในหลายจุดด้วยกัน (ของเดิมจะเป็นสีเดียวกับตัวรถ) อาทิ ตรงกลางระหว่างไฟหน้า บังโคลนหน้า แฟริ่งกาบข้างด้านล่างพักเท้า แฟริ่งข้างกลางตัวรถ และมือจับคนซ้อน ส่วนสเปกอื่น ๆ คร่าว ๆ มีดังนี้ เครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียว 4 วาล์ว ขนาด 330 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 28.83 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 31.5 นิวตันเมตรรอบ 5,250 รอบ ถังน้ำมัน 11.7 ลิตร ช่วงล่างด้านหน้ามาพร้อมโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีล้อแบบไม่ต้องใช้ยางในขนาด 15 นิ้วและ 14 นิ้วตามลำดับ ขนาดยางเป็น 120/70-15 และ 140/70-14 ตามลำดับ ในส่วนของความปลอดภัยตัวรถมาพร้อมระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล และระบบไฟกะพริบฉุกเฉิน ESS อีกด้วยครับ สุดท้ายนี้การจำหน่ายในประเทศไทยแน่นอนว่าขายไทยแน่ครับ แต่สีสันอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ครับ ส่วนราคาคาดว่าน่าจะมีการปรับขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Rossi อยู่กับเด็ก 2 คนนี้ คือใครให้ทาย…

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสาร MotoGP มามากมาย ต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ Rossi นักแข่งหมายเลข 46 หรือแม้กระทั้งเรื่องรถแข่ง ผลการแข่งขัน เทคโนโลยีรถแข่ง เรื่องราวของนักแข่งหลายๆ ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวมาไม่มากก็น้อยก็ตาม วันนี้เราก็อยากจะหยิบภาพน่ารักๆ ของ Rossi อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง MotoGP เป็นตำนานมากประสบการณ์ ที่มีดีกรีคว้าแชมป์โลกมาแล้วหลายสมัยมาให้ชม พร้อมกับปริศนาที่อยู่ในภาพ ว่าเด็ก 2 คน ที่อยู่กับ วาเลนติโน่ ร๊อซซี่คือใคร วันนี้เรามีคำตอบ เด็กน้อยด้านซ้ายสุดของภาพสวมใส่เสื้อสีเขียว หน้าตาน่ารัก นัยตาหวาน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย ปัจจุบันเขาอยู่ สังกัดทีม CryptoDATA RNF MotoGP™ Team นั้นก็คือ Miguel Oliveira ดีกรีไม่ธรรมดา ปัจจุบันเขายังคงแข่งขันในรุ่นใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง MotoGP เด็กน้อยคนกลาง เสื้อสีแดง นัยตามุ่งมั่น เบ้าหน้ามาหล่อเหลาเอาการแต่เด็กเลย คนนี้ก็ไม่ธรรมดาสาวๆแฟนคลับเรียกได้ว่าติดกันแบบง่อมแง่ม แต่ก็พ่ายให้กับแฟนสาวคนสวยได้ครองใจเขาไปเรียบร้อย คนนี้คือ Maverick Viñales ปัจจุบันเข้าแข่งรถให้กับทีมโรงงาน Aprilia Racing   ต้องบอกก่อนเลยว่ารูปบางรูปก็บอกอะไรให้กับเราได้หลายอย่าง หนุ่มรูปงามในตอนนั้นอย่าง Valentino Rossi ที่มีประสบการณ์มากมาย เดินทางแข่งมาทั่วโลกกาลเวลาค่อยๆผลักเขาออกไปเป็นตำนาน และเด็กสองคนในวันนั้น ที่ได้เติมโตขึ้นมาอยู่ในวงการการแข่งขันรถระดับโลก ทำให้เห็นว่าทุกสิ่งบนโลกไม่มีอะไรยั่งยืน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ว่าแต่ MotoGP 2023 ให้จะเป็นแชมป์โลกกันนะ.. ติดตามผลคะแนน คลิกได้เลย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MT-09 SP 2024 - Yamaha

MT-09 SP 2024 อัปเกรดช่วงล่าง แถมเพิ่มความพรีเมียม วันก่อน Yamaha เพิ่งจะเปิดตัวไฮเปอร์เน็กเก็ดคันใหม่เวอร์ชั่นปรับโฉมไปได้ไม่ทันไร วันนี้เปิดตัวอัปเกรด หรือก็คือเจ้า MT-09 SP 2024 มาแบบไม่ทันให้สื่ออย่างพวกผมได้ทันหายใจ แบบไม่ทำให้ไบเกอร์สายเน็กเก็ดต้องรอลุ้นนาน เรียกว่าเลือกเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าจะเอาคันไหน เอาแบบแค่ทั่ว ๆ ไป หรือจัดสุดตัวพรีเมียมที่เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ไปเลยทีเดียวจบ ๆ ถือว่ามาแปลกกันเลยทีเดียว สำหรับโมเดลพิเศษนี้หลาย ๆ คนน่าจะรู้ดีว่าเป็นการอัปเกรดช่วงล่างเพิ่มความพรีเมียม และที่เหลือก็จะคล้าย ๆ กับโมเดลสแตนดาร์ดนั่นเอง แฟน ๆ สามารถย้อนไปอ่านที่ลิงก์ที่ผมแปะไว้ให้ได้ตรงนี้ได้เลย ส่วนจะมีอะไรอัปเกรด มีอะไรพรีเมียมขึ้นมาบ้าง ผมจะเหลาให้ฟังเอง ภายนอกที่เราเห็นอยู่ได้ชัดเจนก็จะเป็นในส่วนของช่วงล่าง ขอเริ่มกันที่ส่วนของโช้คก่อน ด้านหน้าจะเป็น KYB แบบหัวกลับปรับแต่งได้เต็มระบบ สีทอง ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้ค Ohlins ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมรีโมทปรับ สีทองเช่นกัน ด้านหน้ายังมีการเปลี่ยนคาลิเปอร์เบรกให้เทพขึ้นด้วยคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ขณะที่ด้านหลังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมปัดเงา ปิดท้ายด้วยสีสันและการเก็บงานสีพรีเมียมแบบ R1M ส่วนที่มองไม่เห็นจากภายนอกตัวรถก็จะมี โหมดการขับขี่เพิ่มเข้ามาเป็นโหมด Track และหน้าจอแสดงผลใหม่สำหรับโหมด Track ปิดท้ายด้วยระบบสมาร์ทคีย์ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือไม่ได้เปลี่ยนแปลงยังเป็นเหมือนกับตัวสแตนดาร์ดนั่นเอง ย้อนไปดูในลิงก์รุ่นสแตนดาร์ดอย่างที่ผมบอกได้ สุดท้ายนี้เรื่องของการวางจำหน่ายก็น่าจะเข้ามาจำในไทยอย่างแน่นอน แต่อาจจะมาจำนวนไม่มาก และราคาน่าจะโดดไปอยู่ที่หลัก 5 แสนต้นแน่ เพราะครั้งนี้ใส่คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ที่มักจะใส่มาในรถตัวพันกันเลย ซึ่งแน่นอนว่าค่าตัวต้องแพงขึ้นแบบเห็น ๆ แน่ครับ แต่บอกเลยว่าของที่ใส่มาให้ดีพรีเมียมช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Goldwing กับระบบชิลด์ปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ น่าสนใจแค่ไหน

Goldwing กับระบบชิลด์ปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ น่าสนใจแค่ไหน ล่าสุดมีรูปหลุดเผยพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรจากค่ายปีกนก เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะเตรียมนำใช้ในรถทัวริ่งไบค์รุ่นเรือธงอย่าง Honda GoldWing ในเจนเนอเรชันใหม่ กับชิลด์หน้าที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ทำงานร่วมระบบเซ็นเซอร์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายระเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ตัวระบบดังกล่าวไม่เพียงแค่สร้างขึ้นมาเพื่อการความสะดวกสบายในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังติดตั้งระบบสั่งการด้วยเสียงเพื่อสั่งการในระบบฟังก์ชันอื่น ๆ ของตัวรถอีกด้วย  โดยระบบชิลด์หน้าปรับไฟฟ้านั้น ถือว่าไมได้เป็นเทคโนโลยีที่น่าแปลกตาซักเท่าไหร่ เพราะระบบเคยเปิดตัวมาแล้วเมื่อปี 2018 และถูกนำมาใช้งานกับเจ้าโกลด์วิงในโฉมปัจจุบันนั่นเอง ด้วยหลักการทำงานของมันก็คือ ปรับระดับสูงต่ำตามการใช้งานของผู้ขับขี่ และจะปรับระดับลงมาสุดต่อเมื่อดับเครื่องยนต์  ซึ่งแน่นอนว่า ระบบรุ่นใหม่ในใบจดสิทธิบัตร ย่อมฉลาดกว่าแน่นอนเพราะมีตัวเซ็นเซอร์ที่เข้ามาช่วยทำงาน ร่วมกับฟังก์ชันอื่น ๆ ในตัวรถ ทั้งไมค์โครโฟน ชุดกล้อง ผ่านการประมวลผลผ่านกล่อง ECU จึงทำให้ตัวกระจกชิลด์ไฟฟ้าสามารถปรับได้แบบอัติโนมัติและแม่นยำ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเร็วและสภาพอากาศอีกด้วย รวมถึงระบบสั่งการจากไมค์โครโฟน ที่ใช้เพื่อตรวจสอบเสียงรบกวนจากลม และไม่เพียงเพราะเสียงรบกวนเท่านั้น มันยังรบกวนระบบจดจําเสียงด้วย และเมื่อใช้ความเร็วที่เพิ่มขึ้น และเสียงลมเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ชุดควบคุมจะสั่งการให้กระจกชิลด์เลื่อนขึ้น ตามโหมดการปรับที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าเพื่อลดเสียงลมและการสั่นไหวนั่นเอง และแน่นอนว่านี่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ หากตัวชิลด์อยู่ในตำแหน่งที่ขอบกระจกนั้น บดบังสายตาของผู้ขับขี่ ดังนั้นทางค่ายจึงได้เพิ่มองค์ประกอบพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น โดยติดตั้งชุดกล้องคู่ซึ่งอยู่ด้านบนของกระจก จะหมุนมายังตัวของผู้ขับขี่และป้อนภาพไปส่งไปยังกล่อง ECU เพื่อประมวลผล จดจำตำแหน่งและความสูงของของผู้ขับขี่ และจะระบบตัวกระจกให้อัตโนมัตินั่นเอง และให้แน่ใจว่าจะหยุดเฉพาะเมื่ออยู่สูงหรือต่ำกว่าเส้นขอบตาของผู้ขับขี่เท่านั้น ตัวกล่องยังมีฐานข้อมูลการตั้งค่าของผู้ขับขี่ เพราะฉะนั้น ผู้ขับขี่จึงสามารถเลือกจัดลำดับความสำคัญในการมองเห็นหรือการป้องกันลมได้ รายละเอียดของชิลด์ไฟฟ้าปรับอัตโนมัติของ Honda เมื่อความเร็วและเสียงลมเพิ่มขึ้น ECU สามารถบอกให้หน้าจอเพิ่มขึ้นลดการสั่นและเสียงรบกวน แผนที่ตั้งโปรแกรมสำหรับตำแหน่งหน้าจอรวม อยู่ในระบบช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการมองเห็นหรือการลดเสียงรบกวนได้ด้วยการกดปุ่ม หน้าจอไฟฟ้าเปลี่ยนความสูงและมุมเพื่อต่อสู้กับการสั่นสะเทือนและเสียงของลม กล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของกระจกปีกจะบันทึกความสูงของดวงตาของผู้ขับขี่และใช้มันเพื่อคำนวณการมองเห็นและบอกคอมพิวเตอร์ว่าอย่าหยุดหน้าจอเพื่อให้ขอบของหน้าจออยู่ในสายตา ไมโครโฟนบนหมวกกันน็อคของผู้ขับขี่จะรับเสียงและเสียงจากลมและส่งข้อมูลไปยัง ECU ควบคุมกระจกหน้า และนี่ก็คือเทคโนโลยีใหม่ ที่ทางฮอนด้าได้คิดค้นขึ้นมา เพื่อนำมาพัฒนาในโมเดลใหม่ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นโกลด์วิงเจ็นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวขึ้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นทัวริ่งรุ่นอื่น ๆ ก็เป็นได้ แต่โดยรวมมองว่า ระบบดังกล่างเป็นระบบที่ค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่โดยไม่ต้องผะวงอะไรมากนัก และแน่นอนว่าหากมีการติดตั้งใช้งานจริง ราคาก็น่าจะอัปตามขึ้นไปด้วยอย่างแน่นอนครับ สเปค ราคา Honda Gold Wing 2023 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,833 ซีซี แรงม้า (เคลม) 126.4 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 170 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 73.0 x 73.0 มม. อัตราส่วนการอัด 10.5 : 1 ระบบเกียร์ ชุดเกียร์อัจฉริยะ DCT 7 สปีดและวอร์กกิ้งโหมด ระบบจุดระเบิด Full Transistorized ignition ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ Automatic clutch wet multiplate type ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 130/70-18 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 200/55-16 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า ดับเบิ้ลวิชโบน ปรับแต่งเต็มระบบ จาก Showa ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโปร์ลิงค์ ปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Showa เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 316 มม. (ABS) คาลิเปอร์ 3 ลูกสูบ เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 905 x 2,615 x 1,430 มม. ระยะฐานล้อ 1,695 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 745 มม. น้ำหนักรถ 367 กก. ความจุถังน้ำมัน 21 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2023 ทริปสุดมันไปกับยามาฮ่า

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2023 ทริปสุดมันไปกับยามาฮ่า ล่าสุดแอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปขับขี่เดินทางไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2023 ซึ่งเป็นทริปที่ทั้งสนุกและทั้งมันและเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ สำหรับลูกค้ายามาฮ่าเท่านั้นอีกด้วย ทริปนี้จะสนุกจะมันยังไงบ้างไปดูกันเลย ทริปนี้แอดมินได้ขับขี่เจ้า Tracer 9 GT รวมทริปสุดมันครั้งนี้ไปด้วย พวกเราเริ่มต้นความสนุกกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่า ไบเกอร์สาวกยามาฮ่าได้หลายสิบชีวิต ตั้งจุดหมายปลายทาง จ.บุรีรัมย์ แบบยิงยาว ๆ คิดเป็นระยะทางประมาณ 370 กม. โดยมีแวะเติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำกันเล็กน้อย   เราออกเดินทางกันประมาณ 06:30 เดินทางไปถึง YAMAHA REV VENUE MOTOGP ประมาณเที่ยงวันพอดีพอดี ซึ่งภายในเวนิวพิเศษนี้จะมีบริการรองรับสำหรับไบเกอร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ที่จอดรถ บริการรับฝากหมวกกันน็อค ฟู้ดทรัคแสนอร่อย รวมไปถึงมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยามาฮ่า บิ๊กไบค์ นอกจากบริการแบบพิเศษ ๆ และยังมีการจับลักกี้ดรอว์ แจกรางวัลสุดพิเศษให้กับแฟน ๆ ได้อีกด้วย และก่อนที่จะเข้าไปชมการแข่งขันด้านในสนาม ทางยามาฮ่าก็ได้จัดเตรียมเรียกรถอีแต๊กมาคอยรับส่งแฟน ๆ เพื่อเข้าไปชมการแข่งขันด้านในได้แบบสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยขบ โดยมีบริการทั้งรอบควอลิฟายและวันแข่งขัน และที่สำคัญยังมีแกรนด์สแตนด์ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร, ฟรังโก มอร์บิเดลลี และ น้องไอเดีย กฤตภัทร ที่ให้แฟน ๆ ได้ขึ้นไปเชียร์นักแข่งในดวงใจของตัวเองได้แบบติดขอบสนามกันเลย ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตของยามาฮ่าได้ Meet & Greet น้องไอเดีย กฤตภัทร นักแข่ง Yamaha Thailnd Racing Team ให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดอีกด้วย ส่วนเจ้า Tracer 9 GT ที่แอดได้นำมาขับขี่ออกทริปวันนี้ แม้ว่าจะเป็นตัวเก่าแล้ว แต่ก็ขอรีวิวแถมไว้ตรงนี้สั้น ๆ ไม่ยาวมากว่าเป็นรถที่ออกทริปได้สบายมาก ถูกใจแอดฯ เป็นที่สุด ช่วงล่างนุ่มนวล และนิ่งมาก ๆ บอกเลยไม่แข็งกระด้าน ไม่สะท้านมือแน่นอน และด้วยเครื่องยนต์ CP3 3 สูบ 115 แรงม้า บิดเร่งแซง สั่งได้ดั่งใจ หน้าเกือบลอยกันเลยทีเดียว ชิลด์หน้าขนาดใหญ่บังลมได้ดี ไม่เมื่อยไม่เหนื่อยเลยแม้จะต้องหวดกันยาว ๆ ยังมีของดีอีกหนึ่งอย่างนั้นคือควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายดายมากยิ่งขึ้น สายออกทริป หรือสายเมือง รับรองถูกใจสิ่งนี้แน่นอน สุดท้ายนี้ แฟน ๆ ท่านอยากได้รถบิ๊กไบค์เท่ ๆ ไว้ขี่หล่อแบบแอดฯ แถมยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้ร่วมตลอดทั้งปีล่ะก็ก็สามารถเข้าไปลองทดสอบ ขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ งานนี้แอดมินรอไปออกทริปด้วยอยู่น้า ขอบคุณ Yamaha Riders’ club ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ แบบนี้ให้แฟน ๆ ยามาฮ่าทุกคนด้วยนะครับ เจอกัน ทริปหน้า สวัสดีครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก