SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Fast Johnnie Road Glide ST โมเดลพิเศษที่ท่านอ้นคร่อม ล่าสุด Facebook ของท่านอ้น หรือท่านวัชรเรศร วิวัชรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความและภาพว่าท่านได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคม ของกลุ่ม Mad Hogs ซึ่งเป็นกลุ่มของชาวไทยในอเมริกาที่นิยมในรถ Harley-Davidson และขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในสังคมไทยในอเมริกา โดยเจ้ารถคันสีฟ้าขาวที่ท่านได้คร่อมนั้นสะดุดตาสาวกอเมริกันแบ็กเกอร์อย่างยิ่ง แน่นอนว่า เราก็ได้ไปหาข้อมูลมาแล้วว่ารถคันดังกล่าวคือรุ่นอะไร ซึ่งมันก็คือเจ้า Fast Johnnie Road Glide ST ทัวริ่งไบค์โมเดลพิเศษจำนวนจำกัด ที่โดดเด่นด้วยงานเพ้นท์สี และลวดลาย Johnnie The Pig บนถังน้ำมัน ขุมพลัง Milwaukee-Eight 117 วีทวิน ขนาด 1,923 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยสายพานตามแบบฉบับรถอเมริกันมัสเซิลไบค์ ให้กำลังสูงถึง 102 แรงม้าที่รอบต่ำเพียง 4,750 รอบต่อนาที กับแรงบิดมหาศาลที่ 169 นิวตันเมตร ที่รอบ 3,500 รอบต่อนาที โดยโมเดลนี้มีจำหน่ายที่ราคา 1,816,000 บาท งานนี้ใครอยากเท่เหมือนท่านอ้น ก็ลองติดต่อตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านได้เลยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Bullet 350 เปิดตัวแล้วที่แดนภารตะ รุกตลาดหนักตลอดสำหรับค่ายรถอังกฤษที่มาเจริญเติบโตจนยิ่งใหญ่ที่อินเดีย ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ในตระกูลที่ได้ชื่อว่ามีการผลิตมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก อย่าง Royal Enfield Bullet 350 2023 ซึ่งทางค่ายยกว่ามันคือตำนานที่ถูกสร้างด้วยจิตวิญญาณ กล้ามเนื้อและเหล็กกล้า เรื่องรูปลักษณ์คงไม่ต้องพูดลงรายละเอียดมากนัก มันยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกที่แทบจะไม่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะลายเส้นสีทองบนถังน้ำมันที่เพ้นท์ขึ้นด้วยมือสุดปราณีตกับองค์ประกอบสุดคลาสสิกต่าง ๆ มากมาย ทีเด็ดของโมเดลนี้เห็นจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เป็นเครื่องแพล็ตฟอร์ใหม่จาก J-Series มาพร้อมช่วงชักยาว โดยจะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด พร้อมเทคโนโลยีเคาน์เตอร์บาลานเซอร์ แต่ยังคงไว้ด้วยเอกลักษณ์สุ้มเสียงในแบบฉบับเดิม นอกจากเครื่องยนต์ใหม่แล้วยังมีแชสซีใหม่ โดยมีเฟรมแบบเปลคู่ใหม่เพื่อเพิ่มความสเถียรเวลาขับขี่ แต่โช้คยังคงเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ส่วนระบบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจาก ByBre พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ยังมีเบาะนั่งใหม่ที่ออกแบบให้มีพื้นที่นั่งมากขึ้นและยังพัฒนาให้รองรับต้นขาได้ดีขึ้น ทำให้นั่งสบายได้ทั้งทางใกล้ทางไกล รวมถึงมีการปรับหน้าจอเรือนไมล์ใหม่เป็นเรือนไมล์ผสมดิจิทัลและอนาล็อก เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำ แต่ขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งความคลาสสิก และเพิ่มช่องจ่ายไฟแบบ USB เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคสมัยใหม่มากขึ้น สำหรับสนนราคาเปิดตัวนั้นก็เริ่มต้นที่ 173,562 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 74,000 บาท งานนี้ก็ต้องมาดูว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในไทยกันหรือเปล่าครับ สำหรับโมเดลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zeths ZFR 525 R Avenger รถจีนที่เรโทรได้ใจวัยรุ่น 90 ค่ายรถจากแดนมังกรน้องใหม่เปิดตัว Zeth ZFR 525 R Avenger สปอร์ตไบค์ไซส์กลางที่มาในสไตล์ของเรโทรไบค์ที่เรียกได้ว่าฉีกแนวจากรถจีนจากค่ายอื่น ๆ ที่มักจะใช้รูปแบบของการก็อปปี้แคท ให้รถออกมาเหมือนหน้าตาจากค่ายรถอื่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย แถมออกมาดูดีไม่หยอกอีกด้วย เรื่องดีไซน์สำหรับเจ้าคันนี้คือได้แรงบันดาลใจมาจากสปอร์ตไบค์ในช่วงทศวรรษ 80 ซึ่งต่างจากรถในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเส้นสายเฉียบคมและดุดันแบบสิ้นเชิงเลย เพราะเจ้านี่เต็มไปด้วยแฟริ่งที่ทั้งกลมทั้งมน แถมด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ตามแบบฉบับยุคนั้นอีกด้วย แต่ภายใต้แฟริ่งสไตล์เรโทรนั้นตัวรถเต็มไปด้วยอะไรที่ทันสมัยและโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นโช้คหัวกลับหรือว่าจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวที่ทำงานร่วมกับโช้คหลังเดี่ยว ผิดกับรถในสมัยก่อน ๆ ในแง่ของสมรรถนะเจ้านี่มาพร้อมขุมพลัง 2 สูบ 494 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด คล้ายคลึงกับเครื่องยนต์ของรถจีนจากค่ายอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าตากลมคันนี้มาพร้อมแรงม้าที่ 48 ตัว ถือว่ากำลังพอดิบพอดีเลยล่ะครับ ช่วงล่างจะมีเฟรมเป็นเฟรมอลูมิเนียมแบบบริดจ์เฟรม ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มเดี่ยวสุดเด่น ด้านหน้ามีดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 สูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ส่วนเรื่องราคาจำหน่ายคาดกันว่าอยู่ที่ราว ๆ 40,000 – 50,000 หยวน หรือราว ๆ 200,000 – 250,000 บาท อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่าย ถ้าอยากได้ก็คงต้องลำบากกันหน่อยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่มีดีไซน์น่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ruroc Star Wars หมวกกันน็อคของเหล่าคนรักสตาร์วอร์ Ruroc Star Wars ทั้งคอลเล็กชันนั้นมีทั้งหมดอยู่ 3 ลวดลายด้วยกัน โดยจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น Atlas 4.0 Carbon ทั้งหมด ซึ่งทางแบรนด์ก็คาดว่าน่าจะได้ลูกค้าใหม่จากกลุ่มแฟนสตาร์วอร์เป็นแน่แท้ โดยหมวกแต่ละลายก็ได้ทำลวดลายตามแบบของตัวละคนที่มาจากซีรี่ส์ไซไฟชื่อดังระดับโลกเรื่องนี้นี่เอง ซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 ตัวละครด้วยกัน คือ ดาร์ธ เวเดอร์ Darth Vader, สตอร์มทรูปเปอร์ Stormtrooper และโบบา เฟ็ต Boba Fett แน่นอนว่าลวดลายสีสันจะไม่เหมือนกันเลย สำหรับรายละเอียดนอกจากลวดลายตามตัวละครในเรื่องแล้วหมวกแต่ละใบจะมีโลโก้สตาร์วอส์อยู่ที่ด้านหลังของหมวกระหว่างสปอยเลอร์หลังและสติ๊กเกอร์รับรองมาตรฐาน ECE 22.06 ส่วนเรื่องของฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็จะได้เหมือนหมวกตัว Atlas 4.0 Carbon ทั้งเรื่องน้ำหนักเบา และโฟมหมวกหลายความหนาแน่น ที่เป็นจุดเด่น ซึ่งยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KX450SR 2024 จัดเต็ม เพื่อชัยชนะของคุณ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะค่ายรถแบรนด์ไหน ๆ ต่างก็เข็นรถที่มักจะมีคำว่า Edition หรืออิดิชันออกมาอยู่เป็นประจำ เช่น ลิมิเต็ด อิดิชัน หรือสเปเชียล อิดิชัน เป็นต้น แล้วก็จะมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น ลวดลายกราฟิกพิเศษ ตกแต่งพิเศษ หรือไม่ก็อัปเกรดให้เป็นเวอร์ชันที่พิเศษจริง ๆ และวันนี้ Kawasaki KX450SR ก็เป็นอย่างหลัง โดย SR สื่อถึง Special Racer เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 5 สปีด สำหรับโมเดลพิเศษนี้เมื่อเทียบกับโมเดลสแตนดาร์ด มีการขัดพอร์ตไอดี ใช้ท่อไอเสียจาก Pro Circuit และจูนกล่อง ECU ใหม่ ให้ทำงานเข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งทำให้แตกต่างจากเครื่องสแตนดาร์ดจนสัมผัสได้ โดยสัมผัสแรงบิดที่เพิ่มขึ้นได้ชัดเจน เวลาออกตัวจากโค้ง เรียกว่าให้ฟีลเหมือนกับตัวแข่งเลย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นมีการอัปเกรดมาใช้แผงคอตัวท็อปอย่าง Xtrig ROCS-Tech ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Progressive Handlebar Damping System ช่วยซับแรงกระแทกเวลาโดดเนินต่าง ๆ ทำให้คอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ Showa เต็มระบบ ซึ่งมีการอัปเกรดเพิ่มด้วยการเคลือบไทเทเนียมออกไซด์และปรับปรุงเรื่องระบบวาล์วภายในโช้ค ซึ่งแน่นอนว่าปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 270 ม.ม.ของ Braking พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 250 จาก Braking เช่นกัน พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดพิเศษเพิ่มเติมดังนี้ ฝาครอบคลัตช์จาก Kawasaki Racing Team by Hinson ล้อซี่สีดำของ D.I.D. Dirt Star ST-X สเตอร์หลัง Renthal พร้อมโซ่ D.I.D. สีทองสุดเด่น และที่คาดไม่ได้เลยคือลายกราฟิกแบบเดียวกับทีมโรงงานในรายการ MXGP เรียกว่าเป็นรถที่พร้อมแข่งได้เลย งานนี้ใครชอบโดดเนินและเป็นสาวกค่ายเขียวตัวจริงนั้นถือว่าไม่ควรพลาดครับ แต่เรื่องการจำหน่ายในไทยก็น่าจะยากหน่อยนะครับ เพราะราคาน่าจะแรงเอาเรื่องอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Nmax Trip จัดวันเดย์ทริป พาสาวกซิ่ง กรุงเทพ-เขาใหญ่ ไทยยามาฮ่า จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะสาวกยามาฮ่าและสื่อมวลชน ในงาน Yamaha Nmax Trip with จอห์นไรเดอร์ กับกิจกรรมขับขี่แบบวันเดย์ทริปจาก กรุงเทพ-เขาใหญ่ พร้อมส่งต่อความสุข มอบเงินสนับสนุนและของใช้จำเป็นให้แก่น้อง ๆ โรงเรียนสอนคนตาบอลมกุฏคีรีวัน ในครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับทางยามาฮ่า พร้อมกลุ่มลูกค้า Yamaha Nmax 155 ร่วมเดินทางจากเส้นทางกรุงเทพสู่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งนำโดยยูทูปเบอร์ชื่อดังในแวดวงการมอเตอร์ไซค์อย่าง จอห์นไรเดอร์ ที่จะไปร่วมเสิร์ฟความสนุกให้กับลูกค้าในกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย และอีกหนึ่งหัวใจหลักสำหรับทริปครั้งนี้ นั่นก็คือการนำโมเดล Yamaha Nmax 155 ปี 2023 หรือโมเดลโฉมปีล่าสุด มาร่วมทดสอบสมรรถนะ และใช้งานแบบเต็มพิกัด โดยทริปครั้งนี้ มีระยะทางรวมมากกว่า 200 กม. และแน่นอนเมื่อเตรียมความพร้อม เซ็ตทริปที่หน้าจอเรียบร้อย จึงเริ่มออกสตาร์ทที่ Yamaha Premium Service ศรีนครินทร์ และแวะเติมน้ำมัน ก่อนจัดขบวนทริปและเดินทางยาว ๆ ลัดเลาะผ่านเส้นทาง ถนนกรุงเทพกรีฑา มุ่งหน้าผ่านมีนบุรี-คลองหลวง-บ้านนา จ.นครนายก (109 กม.) ก่อนแวะพักจุดที่ 2 ที่สระบุรี ในระหว่างขับขี่ ต้องขอพูดฟีลลิ่งกันหน่อย สำหรับเจ้า Yamaha Nmax 155 โฉมปีล่าสุดรุ่นนี้ ตัวรถออกแบบมาได้อย่างดี โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 177 ซม.ขี่สบายเลย ด้วยท่านั่งเเละพื้นที่การวางเท้าที่ปรับได้ 2 ระดับ ในเวลาออกทริปนาน ๆ เกิดเมื่อยละก็สามารถเหยียดขาได้เลย รวมถึงตัวเบาะขนาดใหญ่ออกเเบบมาให้นั่งได้สบาย เเม้จะขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนไปด้วย ตอบโจทย์ รวมไปถึงมุมมองของผู้ขับขี่ก็ไม่ได้ก้มต่ำมาก ทำให้คอนโทรลง่าย คล่องตัว ทั้งขับขี่ในเมืองหรือแม้กระทั่งออกทริปต่างจังหวัด ในส่วนของพละกำลังของโมเดลรุ่นนี้ กับเครื่องยนต์บลูคอร์ 1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วเเปรผันอัจฉริยะ VVA ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากทางค่าย ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเดินทางในทริปครั้งนี้สนุกมากขึ้น เพราะระบบตัวนี้ช่วยให้อัตราเร่ง ทั้งรอบต้น กลาง และปลาย ไหลลื่นได้ดี แถมประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย สำหรับการขับขี่ในทริปนี้ ได้ใช้ความเร็วที่ 60-80 กม./ชม. กับเส้นทางในเมืองเเละเส้นทางจราจรในช่วงติดขัด เเละเพิ่มความเร็ว 80-110 กม./ชม. ในเส้นทางนอกเมือง ทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื่อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 47.4 กม./ลิตร และยังมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร ซึ่งเติมน้ำมันครั้งเดียว วิ่งทางไกลได้ยาว ๆ ถืออยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างประหยัด พูดถึงช่วงล่างกันบ้าง กับระยะทางจุดเเรกที่ 109 กม. ก็มีโอกาสได้ลองจับฟิลลิ่ง ทั้งการขับขี่ในเมืองเเละขับขี่ออกทริปทางไกล ด้วยโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นเเบบโช้คคู่ ปรับพรีโหลดได้ ขนาดล้อเป็นล้อเเม็ก หน้า-หลัง 13 นิ้ว เเบบไม่มียางใน รวมถึงระบบดิสเบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ทำให้ทริปครั้งนี้ดึงศักยภาพของตัวช่วงล่างออกมาใช้ได้เป็นอย่างดี ทั้งการควบคุม คอนโทรลตัวรถ การพลิกรถเปลี่ยนเลน ระยะการเบรก Nmax 155 ทำออกมาได้เป็นอย่างดีไม่มีผิดหวัง ทั้งถนนขรุขระ หรือรอยต่อถนน ถือว่าผ่านเลยจุดนี้ เมื่อขี่ไป เล่าฟีลลิ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงจุดเเวะที่ 2 ปั้ม PTT Station บ้านนา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ก็เเวะเติมน้ำมัน จอดพักคลายร้อนกันซักนิด ก่อนเดินทางไปจุดหมายปลายทางที่ ATTA Lakeside เขาใหญ่ ในระยะทางอีก 109 กม. และในที่สุดถึงจุดหมายที่ ATTA Lakeside เขาใหญ่ รวมกลุ่มลูกค้าและสื่อ Nmax กรุงเทพ/โคราช ฟังคำกล่าววัตถุประสงค์กิจกรรมจากผู้บริหารไทยยามาฮ่าเเละจอห์นไรเดอร์ ก่อนเเบ่งทีมทำกิจกรรมสำหรับลูกค้า พร้อมกิจกรรมช่วงบ่าย กับแสดงดนตรีของน้อง ๆ และมอบเงินสนับสนุน ของใช้จำเป็นเเก่ โรงเรียนสอนคนตาบอดมกุฎคีรีวัน เขาใหญ่ รวมถึงกิจกรรม Khao Yai Speed Krat , พิชญ์

New Forza350 Dark Gravity Special Edition 2023 อัปเกรดช่วงล่าง ให้ขับขี่ดีขึ้นไปอีกระดับ เรียกว่าเดือดจริง ๆ สำหรับวันนี้ นอกจากฮอนด้าจะเปิดตัว Giorno+ 2023 แล้วยังเปิดตัวโมเดลใหม่สุดพิเศษอย่าง New Forza350 Dark Gravity Special Edition 2023 ที่เป็นผลงานความร่วมมือกับ H2C และ HYPERPRO Suspension Technology กลายเป็นโมเดลพิเศษในสไตล์ม่วงมหากาฬที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนจากทาง Hyperpro ที่เห็นโดดเด่นอยู่ที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังพร้อมซับแทงค์ปรับแต่งได้เต็มระบบ หรือ ปรับ 4 จุดกันเลยทีเดียว นอกจากตัวช่วงล่างหรือระบบกันสะเทือนที่ได้รับการอัปเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังได้มีการเพิ่มโลโก้สีม่วงพิเศษและสติ๊กเกอร์ลวดลายกราฟิกพิเศษบนตัวรถสีดำเข้ม ตลอดไปจนถึงชิ้นส่วนตกแต่งจากทาง H2C ให้เข้ากับธีมสีม่วงมหากาฬสุดดุดันคันนี้เพิ่มเติมเข้าไปอีกด้วยครับ โดยจะมีเพลตวางเท้าสเตนเลสสีม่วงจาก H2C จับคู่เข้ากันกับลายกราฟิกสีม่วงที่ตัวรถ และสติกเกอร์ขอบล้อสีม่วงสลับขาว เข้าชุดกันอย่างลงตัว ส่วนตัวรถนั้นหลัก ๆ ก็จะเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป นอกจากเรื่องของช่วงล่างและสีสันลายกราฟิกด้านนอก รวมถึงของตกแต่งของ H2C ครับ สุดท้ายเปิดตัวพร้อมสนนราคาแนะนำที่ 231,900 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Giorno+ 2023 โมเดิร์นคลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันงามจากค่ายปีกนก ไทยฮอนด้าผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว Honda Giorno+ 2023 (จีออโน่ พลัส) ออโตเมติกแนวโมเดิร์นคลาสสิก ในสไตล์ High Fashion พร้อมแนวคิด “The New High ทุกสไตล์ไปได้ไกลกว่า” ผสมผสานดีไซน์โดดเด่นเด่นเข้ากับเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัยอย่างลงตัว สำหรับโมเดลนี้เน้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทย คนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ ซึ่งตัวรถจะได้รับการออกแบบให้แสดงถึงความมีสไตล์ด้วยรูปทรงและเส้นสายที่สวยงาม ไปจนถึงสีสันที่โดดเด่นเข้ากับดีไซน์ของรถ กลายเป็นความลงตัวที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีคลาสไม่เพียงเท่านั้น รถรุ่นนี้ยังถูกสร้างเพื่อส่งมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่เหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์และเทคโนโลยีล้ำสมัย นี่คือรถที่จะถ่ายทอดอีกนิยามของความเป็นแฟชันเสมือนงานศิลปะบนรถจักรยานยนต์อย่างแท้จริง ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้การขับขี่ที่สนุก อัตราเร่งดี บิดติดมือ ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้เป็นอย่างดี ปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้า และระบบเบรก ABS เฉพาะรุ่น และระบบกระจายแรงเบรกหน้าหลัง Combi Brake System นอกจากนี้ยังสะดวกสบายด้วยลูกเล่นในการใช้งาน ทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะ U-Box หรือกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ถึง 30 ลิตร ติดตั้ง USB Socket ที่คอนโซลด้านหน้าให้ชาร์จไฟได้สะดวก จุดเติมน้ำมันด้านหน้าที่ให้คุณสะดวกไม่ต้องเปิดเบาะ ส่วนการวางจำหน่ายจะมีหลากหลายรุ่นดังนี้ รุ่น ABS มี 3 ชุดสีได้แก่ สีขาว-ดำ, สีเทา-ดำ และสีแดง-ดำ ราคาแนะนำที่ 66,900 บาท รุ่น Standard มี 4 ชุดสีได้แก่ สีขาว-ดำ, สีเหลือง-ดำ, สีเขียว-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ ราคาแนะนำที่ 61,900 บาท และยังมีรุ่นพิเศษ Special Edition จากสำนักแต่ง H2C By Honda อีก 3 รุ่นย่อยได้แก่ Bianco Pearl Edition ตกแต่งในสไตล์ Urban Rider ทันสมัยในแบบคนเมืองรุ่นใหม่ ราคาแนะนำที่ 72,900 บาท Glamorous Nero Edition ตกแต่งในสไตล์ Casual Weekender ราคาแนะนำที่ 75,900 บาท Ruby Russo Edition ตกแต่งในแบบ Street Strider สปอร์ตโดนใจ ราคาแนะนำที่ 78,900 บาท พร้อมกันนี้ยังมาพร้อมโปรโมชันพิเศษ สำหรับ 10,000 คันแรก ด้วยแพ็กเกจ HSP (Honda Service Premium Package) ตรวจเช็คระยะฟรีตลอดเวลา 2 ปี หรือ 18,000 กม. โดยกดรับสิทธิ์ผ่านแอพลิเคชัน My Honda Moto โดยดาวน์โหลดได้ที่ https://myhonda.page.link/invite อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJMotor OAO Pro สปอร์ตไฟฟ้าสุดเท่จากแผ่นดินจีน ถ้าคุณกำลังมองหารถไฟฟ้าในพิกัดเริ่มต้น หลาย ๆ คนน่าจะพบแต่รถในสไตล์สกู๊ตเตอร์หรือว่าเน็กเก็ด แล้วสไตล์สปอร์ตล่ะหายไปไหนกันหมด แต่ในที่สุดก็มีค่ายรถที่จะมาตอบโจทย์คนรักการซิ่งแล้วด้วยการเปิดตัว QJMotor OAO Pro สปอร์ตไบค์ไฟฟ้าสุดเท่กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับ Kawasaki Ninja ไฟฟ้าที่ยังไม่ทันได้วางขาย แต่ก็มีคู่แข่งมารอท่าอยู่ก่อนแล้ว เริ่มต้นกันที่รูปโฉมก็บอกเลยว่าออกแบบมาได้ตรงตามแบบของรถสปอร์ตที่ควรจะเป็น มันดูปราดเปรียวด้วยไฟ LED คู่หน้าที่ดูดุดันเข้าทรง ชิลด์หน้าตามหลักแอโรไดนามิก แฟริ่งด้านข้างพร้อมไฟเลี้ยวบิลต์อิน ปิดท้ายด้วยส่วนท้ายได้เหลี่ยมได้สันดูเฉียบคม ยังทีเบาะนั่งสีน้ำตาลดูหรูหรา ล้ออัลลอย ปิดท้ายด้วยโลโก้บนแฟริ่งที่จริง ๆ เปิดออกมาแล้วจะเห็นพอร์ตชาร์จซ่อนอยู่ พูดกันถึงเรื่องตัวเลขสมรรถนะกันบ้าง ตัวรถให้มอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถขนาด 10 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 14 แรงม้า หากกดกันหมดแม็กซ์จะทำท็อปสปีดได้ทะลุ 100 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานในเมืองเท่านั้น ฟังดูตัวเลขอาจจะไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ที่น่าทึ่งคือการที่เจ้านี่มีระบบเกียร์ 4 สปีด เรียกได้ว่าอาจจะไม่แรงเร้าใจ แต่ได้ฟีลลิ่งการต่อเกียร์แบบรถน้ำมันมาด้วยนะครับเนี่ย ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าจะมีโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดเกือบ ๆ 6.5 กิโลวัตต์เพียงพอกับการใช้งานประมาณ 160 กม. และใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ภายในเวลา 4 ชั่วโมงด้วยที่ชาร์จที่ทางค่ายให้มา อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าสามารถสลับแบตได้หรือไม่ หรือว่ามีระบบฟาสต์ชาร์จด้วยหรือเปล่า ในส่วนของเทคโนโลยีและลูกเล่นนั้น แอบประหยัดด้วยหน้าจอแบบ LCD พร้อมแบ็กไลต์สีฟ้าที่มีเพียงข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แต่ก็ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB และระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล รวมถึงฟีเจอร์ที่ดีอย่างช่องเก็บของบริเวณที่ปกติจะเป็นถังน้ำมัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R 2024 เปลี่ยนสีสันและกราฟิกใหม่ หวังเอาใจสาวก เรียกว่าอินดี้เหลือเกินสำหรับ Suzuki ที่ครั้งนี้ทางซูซูกิอเมริกาได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่ปี 2024 หลากหลายโมเดลพร้อม ๆ กัน โดยหนึ่งในนั้นมี GSX-R1000R 2024 ที่เปลี่ยนเพียงสีสันและกราฟิกใหม่ พร้อม ๆ กับเจ้า R1000 ที่มีเฉดสีคล้ายคลึงกันแต่น้อยกว่า 1 สีสัน ไม่รู้ว่าจะถูกใจสาวก หรือจะสาวกจะไม่พอใจกันแน่นะ โดยสีสันใหม่ของปี 2024 นั้น สำหรับตัวท็อปลงท้ายด้วย R อีกทีจะมีให้เลือก 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ 1. สีเทาด้านตัดด้วยกราฟิกสีแดงเข้ม เด่นด้วยกระบอกโช้คสีทองและล้อสีแดง (Glass Matte Mechanical Gray) 2. สีดำเมทัลลิกด้านตัดด้วยกราฟิกสีน้ำเงินสด เด่นด้วยกระบอกโช้คสีทองและล้อสีดำ (Metallic Matte Black No. 2 / Glass Sparkle Black) 3. สีขาวมุกตัดด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิก เด่นด้วยกระบอกโช้คสีน้ำเงินสดและล้อสีน้ำเงิน (Pearl Brilliant White / Metallic Triton Blue) ส่วนตัวสแตนดาร์ดจะมีแค่ 2 เฉดสีคือ 1. สีเทาด้านตัดด้วยกราฟิกสีแดงเข้ม เด่นด้วยกระบอกโช้คสีทองและล้อสีแดง (Glass Matte Mechanical Gray) 2. สีดำเมทัลลิกด้านตัดด้วยกราฟิกสีน้ำเงินสด เด่นด้วยกระบอกโช้คสีทองและล้อสีดำ (Metallic Matte Black No. 2 / Glass Sparkle Black) ในส่วนของรายละเอียดส่วนอื่น ๆ จะยังคงเดิม – ขุมพลัง 4 สูบ 999 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน – ระบบเบรกจาก Brembo คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกและจาน T-drive ขนาด 320 ม.ม. – ช่วงล่างสำหรับ R จะอัปเกรดเป็น Showa BFF ที่ด้านหน้า และ BFRC-Lite ที่ด้านหลัง ปรับแต่งได้ครบ – ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัยด้วยหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU แทร็คชันคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง โหมดการขับขี่ สำหรับรหัส R จะเพิ่มระบบเบรก ABS แบบโมชันแทร็คและระบบช่วยออกตัว งานนี้สาวกที่คาดหวังการอัปเกรดใหม่ ๆ ก็คงต้องรอกันไปก่อนครับ โมเดลนี้มีแค่เพียงสีสันและกราฟิกเท่านั้นนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hayabusa จะมีวาล์วแปรผัน เพิ่มความแรงอีกระดับ ล่าสุดมีเอกสารการจดสิทธิบัตรเผยออกมาว่า Suzuki Hayabusa จะมีวาล์วแปรผันติดตั้งมาจากโรงงาน ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะได้มากยิ่งขึ้น และจะไม่ต้องหวั่นใจเรื่องของมาตรฐานไอเสียที่จะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต หลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีว่าเจ้าเหยี่ยวอ้วนของทางค่ายคนเดือดนั้นดำเนินมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว โดยเปิดตัวมาเมื่อปี 2021 โดยที่ยังมีหัวใจหลักเป็นเครื่องยนต์เดิม แต่มีการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก อัปเกรดช่วงล่าง ไปจนถึงเทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้น ทว่ากลับต้องมาเจอเรื่องของมาตรฐาน Euro5 ที่เข้มข้น จนทำให้ตัวเลขสมรรถนะลดลง ดังนั้นการเข้ามาของระบบวาล์วแปรผันก็น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีจากทางซูซูกิ โดยทางค่ายตั้งเป้าว่าจะให้กำลังแรง แต่ประหยัดน้ำมันและไอเสียน้อย โดยระบบนี้ของทางซูซูกิจะใช้แรงดันน้ำมันเพื่อเปลี่ยนจังหวะการทำงาน แค็มเฟเซอร์ที่อยู่ระหว่างเฟืองเพลาข้อเหวี่ยงฝั่งไอดีและตัวเพลาข้อเหวี่ยงจะยอมให้เพลาข้อเหวี่ยงมีองศาการหมุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยให้สัมพันธ์กับเฟืองเวลาที่มีแรงดำน้ำมันป้อนเข้ามา ซึ่งจะมีโซลีนอยด์ไฟฟ้าสั่งการ โดยได้รับคำสั่งจากกล่องควบคุมเครื่องยนต์อีกที โดยจะคล้าย ๆ ของ GSX-R1000 แต่มาใช้แรงดันน้ำมันแทนที่จะใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ งานนี้ก็ต้องรอลุ้นล่ะครับว่าจะใส่มาให้ฮายาบูสะโมเดลปีไหนกันล่ะครับ แล้วจะช่วยได้มากน้อยเพียงใดด้วยครับ แต่สาวกที่ซื้อไปก็มีน้อยใจแน่งานนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MotoGP 2024 ไลน์อัพ แต่ละทีม ตอนนี้เป็นยังไงบ้างไปดู ตอนนี้การแข่งขันโมโตจีพี 2023 ก็เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลแล้ว ตลาดนักแข่งก็เปิดกว้างถึงการแข่งขันในฤดูกาลหน้ากันแล้วหลายคนเริ่มมีการย้ายทีม แต่หลายคนก็ยังไม่แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ MotoGP 2024 ไลน์อัพของแต่ละทีมกันครับ คนที่ยังไม่ไปไหนแน่ ๆ เริ่มต้นกับคนที่ยังไม่ได้ย้ายไปทีมไหนยังอยู่ที่ทีมเดิม ก็จะมีแชมป์โลกคนปัจจุบันอย่าง Francesco Bagnaia ที่ยังอยู่กับ Ducati Lenovo Team ถัดมาก็จะเป็น Aleix Espargaro และ Maverick Vinales ที่ยังอยู่ใต้สังกัดเดิมอย่าง Aprilia Racing ต่อมาก็จะเป็นทีม Red Bull KTM Factory Racing ที่ก็ยังมี Brad Binder และ Jack Miller เป็นนักบิดให้ต่อไป และ Team Gresini Racing ก็จะยังมีนักบิดอย่าง Alex Marquez แข่งให้ต่อ ย้ายมาที่ฝั่งค่ายรถแดนตะวันออกกันบ้าง Monster Energy Yamaha มีเพียง Fabio Quartararo ที่ยังคงอยู่ครับ ทีนี้เรามาดูกันแต่ละค่ายกันบ้างว่าตามข่าวที่ออกมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงย้ายค่ายกันอย่างไรบ้าง Ducati ดูเหมือนว่า Enea Bastianini เองก็จะยังคงอยู่กับทีมโรงงานและ Bagnania ต่อไปอีกปี ส่วนทางด้าน Johann Zarco ก็จะออกจากทีม Prima Pramac Racing ไปอยู่กับ Honda กับทีม LCR Honda Castrol Team ส่วน Marco Bezzecchi (Mooney VR46 Racing Team) นั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะไปอยู่ทีมไหนต้องรอการแข่งขันที่สเปนอีกครั้ง Luca Marini คาดกันว่าน่าจะยังอยู่กับ Mooney เหมือนเดิม เช่นเดียวกับ Jorge Martin ที่จะยังอยู่กับ Prima Pramac สรุปทีมที่ใช้รถดูคาติตอนนี้ คือ Ducati Lenovo Team: Francesco Bagnaia & ยังไม่ชัดเจน Prima Pramac Racing: ยังไม่ชัดเจน Mooney VR46 Racing Team: ยังไม่ชัดเจน Gresini Racing MotoGP™: Alex Marquez & ยังไม่ชัดเจน KTM หลังจากจบ Austrain GP ทางค่ายสีส้มก็คอนเฟิร์มได้ว่า Binder ยังอยู่จนถึง 2026 แต่สำหรับทีม GASGAS Factory Racing Tech3 นั้นไม่ชัดเจนว่าจะเป็นใครระหว่าง Pol Espargaro (GASGAS Factory Racing Tech3), Augusto Fernandez (GASGAS Factory Racing Tech3) และ Pedro Acosta (Red Bull KTM Ajo) สรุปทีมที่ใช้รถเคทีเอ็มตอนนี้ คือ Red Bull KTM Factory Racing: Brad Binder & Jack Miller GASGAS Factory Racing Tech3: ยังไม่ชัดเจน APRILIA สำหรับแคมป์จากเมือง Noale นั้นง่าย ๆ ตรง ๆ และชัดเจนกว่าค่ายอื่น ๆ โดยคอนเฟิร์มชัดเจนหมดแล้วว่า Miguel Oliveira และ Raul Fernandez จะยังได้ไปต่อในปีหน้า สรุปทีมที่ใช้รถอะพริเลียตอนนี้ คือ Aprilia Racing: Aleix Espargaro

KTM 390 Duke 2024 ใหม่ยกคัน ดุดันสุดคลาส ครั้งนี้ค่ายสีส้มอย่างเคทีเอ็มมาด้วยแนวคิดสุดทุกทางแบบไม่ยอมใคร เปิดตัวโมเดลใหม่ของ KTM 390 Duke 2024 แบบใหม่หมดยกคัน ดันสุดคลาส ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกใหม่หมด เครื่องยนต์ใหม่ และช่วงล่างใหม่ โดยเน้นไปที่ความดุดันในแบบที่ชาวดุคจะต้องไม่ผิดหวัง ภายนอกการันตีความโดดเด่นด้วยสีส้มสดเอกลักษณ์ของทางค่าย หรือจะเลือกสีน้ำเงินน้ำทะเลก็โดดเด่นสวยงามไม่แพ้ใครเช่นกัน ตัวรถมีสปอยเลอร์ด้านข้างถังน้ำมันที่ยาวขึ้นและใช้ส่วนนี้ในการป้อนอากาศเข้าระบบไอดี ครอบแผงหม้อน้ำขนาดใหญ่ขึ้น และยังมีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบ LED ที่แยกตัวออกมาจากโคมไฟหน้าปกติ เพิ่มความโดดเด่นมากกว่าที่เคย ทีนี้พูดเรื่องขุมพลังกันบ้าง แน่นอนว่าใหม่อย่างที่เกริ่นไป โดยจะเป็นเครื่อง LC4c ที่เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีน้ำหนักเบากว่า และแรงกว่าเดิม ทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 5+ อีกด้วย ให้กำลังแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 44.25 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดเคลมมาที่ 39 นิวตันเมตร ควบคุมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด สำหรับช่วงล่างก็มาแบบจัดเต็ม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ 5 ระดับ ขณะที่ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว WP Apex ที่สามารถปรับรีบาวด์และพรีโหลดได้ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เพราะจะสามารถปรับให้เข้ากับเจ้าของรถได้ลงตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม.คู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์แบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 240 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ในส่วนของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เด่น ๆ ก็จะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ใช้งานได้สะดวก โดยมีหน้าจอแสดงผลในโหมด Track ที่จะปรับการแสดงผลให้เข้ากับการขับขี่แบบซิ่ง ๆ ซึ่งจะมีส่วนแสดงผลของความเร็วรอบที่ใหญ่ขึ้น และตัวจับเวลาแล็ป กระทั่งยังมีระบบช่วยออกตัวซึ่งจะทำงานเมื่อเปิดหน้าจอในโหมดแทร็กนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ ได้แก่ Street และ Rain พร้อมระบบเบรกแบบ Cornering ABS และโหมด SuperMoto ABS ติดตั้งมาให้ด้วยเลย เรียกว่าเป็นรถเน็กเก็ดในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีที่มีออปชันครบครันเกินใคร ความแรงก็จัดจ้าน ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ แต่ราคาก็น่าจะแรงตามออปชันไปด้วย งานนี้ใครใจรัก ก็ต้องรอลุ้นว่าจะมาจำหน่ายในไทยช่วงไหนนั่นล่ะครับ แต่คาดว่าคงมาแน่ ๆ สำหรับพิกัดนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10R และ ZX-6R ออกโมเดลสีพิเศษ นึกว่ามาจากค่ายแดง ผมเชื่อว่านักบิดทุกคนที่ชื่นชอบในมอเตอร์ไซค์ล้วนแล้วแต่รู้จักรถจากค่ายเขียว Kawasaki เป็นอย่างดีว่ารถของค่ายนี้จะต้องออกมามีสีเขียวเป็นหลัก ทว่าความคิดนี้อาจจะโดนสั่นคลอนไปไม่มากก็น้อยหลังจากที่ ZX-10R และ ZX-6R ออกโมเดลสีพิเศษ จนแว่บแรกตกใจมองผ่าน ๆ นึกว่ามาจากค่ายแดงที่เป็นคู่แข่งกันในศึก WorldSBK เสียอีก สำหรับโมเดลสีพิเศษแดงข้างขาวข้างนึงอย่างที่พี่น้องกำลังเห็นอยู่นี้เป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษครบรอบ75 ปี วันประกาศเอกราชจากการปกครองของเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2488 ซึ่งสีแดงและสีขาวนั้นนำมาจากสีธงชาติของอินโดนีเซียนั่นเอง พูดถึงดีไซน์กันสักหน่อยทั้งสองคันนั้นจะมีเฉดสีแดงเงาที่ด้านขวาพร้อมลายกราฟิกสีขาวและสีดำ ขณะที่ฝั่งทางด้านซ้ายจะเป็นสีขาวมีลายกราฟิกสีแดงและสีดำตัดแต้มความสมบูรณ์ลงตัว ขณะที่เรื่องของสเปกทั้งสองโมเดลก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป โดยยังรายละเอียดเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนอกจากรูปลักษณ์ภายนอก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Accossato ระบบเบรกสมรรถนะสูง จากอิตาลี ผมเชื่อว่าทุกคนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์น่าจะรับรู้และเข้าใจกันดีว่าระบบเบรกนั้นมีความสำคัญกับการขับขี่และความปลอดภัยมากแค่ไหน และในบทความนี้เราจะพาผู้อ่านได้ไปรู้จักกับ Accossato ระบบเบรกที่คุณไว้ใจได้จากอิตาลี หลาย ๆ คนน่าจะรู้ว่า อิตาลีคือสถานที่ที่สำคัญกับโลกมอเตอร์ไซค์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นกำเนิดแบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกมากมาย เป็นต้นกำเนิดแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ เป็นต้นกำเนิดของนักแข่งระดับโลก และเป็นแหล่งชั้นนำของสินค้าเสริมสมรรถนะมอเตอร์ไซค์ระดับโลกอีกมากมาย แน่นอนว่าแอคคอสซาโตเองก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผมกำลังกล่าวถึงนั่นเอง แอคคอสซาโต เป็นบริษัทสัญชาติอิตาลีที่เชี่ยวชาญในด้านการผลิตอุปกรณ์ตกแต่งมอเตอร์ไซค์คุณภาพสูง และแผนกที่มีชื่อว่า Accossato Racing ซึ่งเป็นแผนกที่มุ่งเน้นในด้านการพัฒนาและผลิตของแต่งรถคุณภาพสูงไปจึงอุปกรณ์สำหรับรถแข่งโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งระบบเบรก แฮนด์บาร์ และอะไหล่เสริมสมรรถนะอื่น ๆ มากมาย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีก่อตั้งในปี 1969 (มีอายุ 54 ปีแล้ว) ในฐานะผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ในเมือง Moncalieri (TO) โดยมีผู้ก่อตั้งก็คือ Giovanni Accossato และนอกจากจะผลิตรถแล้วยังมีการทำธุรกิจร่วมกับผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แบรนด์ใหญ่ ๆ แบรนด์อื่นไปพร้อม ๆ กัน ทำให้มีประสบการณ์และความชำนาญในเรื่องของการเชื่อมชิ้นส่วนอลูมิเนียมและเหล็กกล้าสำหรับผลิตพาร์ตต่าง ๆ ของมอเตอร์ไซค์ ทางแบรนด์ยังประสบความสำเร็จในโลกของมอเตอร์สปอร์ตโดยมีรถที่คว้าแชมป์ระดับชาติอิตาลีมาถึง 12 รายการ แชมป์ยุโรป 3 รายการ และแชมป์โลก 1 รายการด้วยรถที่ดูแปลกและไม่ได้รับการยอมรับในตอนนั้น แต่ต่อมารถของแอคคอสซาโตกลายเป็นรถจาก 1 ใน 2 คันที่ใช้สวิงอาร์มอลูมิเนียมแทนที่จะเป็นสวิงอาร์มเหล็ก จอดโชว์ในงานมอเตอร์ไซเคิลโชว์ และรถคันที่ว่านี้ยังเป็นรถที่ได้แชมป์โลกอีกด้วย ซึ่งเป็นการการันตีความเป็นผู้นำในเรื่องเทคโนโลยีการผลิตได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้ทางแบรนด์มีแผนกการผลิตมากถึง 5 แผนกอยู่ในคลังสินค้าอุตสาหกรรม 2 แห่งมีขนาดใหญ่กว่า 31,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่กว่า 17,000 ตารางเมตรหรือเกินกว่าครึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้วางเครื่องจักรต่าง ๆ ของทางแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์สำหรับเชื่อม เครื่องเชื่อม TIG ศูนย์สำหรับเครื่องจักร CNC เครื่องบีบอัดหลากหลายตัน เตาสำหรับชุบแข็ง แท่นกดแบบฟอร์จ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยทางแบรนด์ออกแบบผลิตภัณฑ์และผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสินค้าที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ และที่สำคัญคือออกแบบและผลิตสินค้าของตัวเองทั้งหมดเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและต่างประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกด้วย ซึ่งมีสินค้าที่โดดเด่นที่สุดก็คือปั๊มบนหรือมือเบรกที่มีให้เลือกมากกว่า 200 โมเดลและคาลิเปอร์เบรกที่เป็นส่วนนึงของระบบเบรกคุณภาพสูงจากทางแอคคอสซาโต ซึ่งปัจจุบันมีใช้กันในการแข่งขันมากมายหลายรายการ ผลิตภัณฑ์จากแอคคอสซาโตที่รู้จักกันดีว่ามีคุณภาพและสมรรถนะสูง ระบบเบรกของทางแบรนด์เองมีทีมแข่งมืออาชีพมากมายเลือกใช้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีทีมแข่งระดับโลกอย่าง Pramac Ducati ในรายการ MotoGP เลือกใช้ นอกจากนี้แฮนด์บาร์เองก็เป็นที่นิยมในหมู่นักแข่งเช่นกันอันเป็นเหตุผลมาจากการที่สามารถปรับแต่งได้หลายระดับและความสบายที่มีให้นักบิด และไม่เพียงของคุณภาพสูง ๆ สำหรับรถแข่งแล้ว ทางแบรนด์ยังมีของคุณภาพสูงสำหรับผู้ใช้งานรถบนท้องถนนทั่วไปอีกด้วย ซึ่งมุ่งเน้นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม การเบรก และสมรรถนะอื่น ๆ ของรถที่ใช้งานบนท้องทั่วไป ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของทางแอคคอสซาโต เรซซิ่งนั้นจะผลิตขึ้นในอิตาลีทั้งหมด และใช้วัสดุคุณภาพสูงด้วยกรรมวิธีการผลิตระดับสูง และยังมีการรับประกันสินค้าทั้งหมด 1 ปีอีกด้วย สำหรับสินค้าที่เป็นที่นิยมของทางแบรนด์ก็จะเป็น ระบบเบรก ทั้งปั๊มบนที่มีทั้งมือคลัตช์และมือเบรก ปั๊มล่างหรือคาลิเปอร์เบรก ดิสก์เบรกหลากหลายชนิด สายเบรก ผ้าเบรก แฮนด์บาร์ พักเท้าแบบเรซซิ่ง และของแต่ง CNC อื่น ๆ แต่ก็มีของอื่น ๆ อีกหลากหลายรายการ และในแต่ละประเภทก็มีหลายเกรดหลายประเภทตามแต่ประเภทรถและกำลังทรัพย์อีกด้วย แน่นอนว่าสำหรับท่านที่ต้องการที่เพิ่มสมรรถนะของรถ เพิ่มความปลอดภัย ความทนทาน ตลอดไปจนถึงความโดดเด่น แบรนด์ Accossato มีให้คุณอย่างแน่นอน และยังมีอีกสิ่งนึงที่เรียกว่า งานอิตาลี มาเสริมภาพลักษณ์ให้รถของคุณดูดีขึ้นมาอีกระดับอีกด้วยครับและล่าสุดมีตัวแทนจำหน่าย Accossato ระบบเบรกสมรรถนะสูง อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว โดยเป็นทางบริษัท Comp Moto เรียกว่าซื้อมาใช้อุ่นใจแน่นอน เพราะมีการรับประกัน ไม่เหมือนของหิ้วที่คุณต้องดูแลตัวเอง สำหรับท่านที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://www.accossato.in.th/ แฟนเพจ https://www.facebook.com/AccossatoTH

Hayabusa ทำสถิติใหม่ แรงทะลุ 440 กม./ชม. หากคุณคิดว่ารถคุณเร็วแล้ว แรงแล้ว บางทีคุณอาจจะต้องกลับมานั่งพิจารณาตัวเองเสียใหม่ให้ดี เพราะล่าสุด Suzuki Hayabusa ทำสถิติใหม่แรงทะลุ 440 กม./ชม. ซึ่งหลาย ๆ คนที่มีอายุสักหน่อยน่าจะรับรู้กันได้ดีว่าเจ้าเหยี่ยวย้อนกลับเจ้าคันนี้เคยเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นู่นเลย และนั่นแหละที่ทำให้เจ้าคันนี้เป็นรถที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันและอยากเป็นเจ้าของ รวมไปถึงมีแฟนคลับอยู่เหนียวแน่นมาโดยตลอด สำหรับสถิติความเร็วในครั้งนี้เป็นการทำสถิติทำความเร็วในทางตรงที่ประเทศอังกฤษ โดยมี Jarrod Frost หรือฉายาว่า Jack Frost ผู้ก่อตั้งสำนัก Holeshot Racing เป็นผู้ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 274.926 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือเท่ากับ 442.450 กม./ชม. ซึ่งความเร็วดังกล่าวนั้นเร็วกว่าความเร็วที่เครื่องบินโดยสารเทคออฟจากกราวด์เสียอีก รายละเอียดในการทำสถิติครั้งนี้มีคร่าว ๆ ดังนี้ โดยมีการทำสถิติที่สนามบิน Elvington Airfield และสามารถทำลายสถิติเดิมที่ Guy Martin คนบ้าความเร็วทำเอาไว้ที่ 270.9 ไมล์ต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือ 435.971 กม./ชม. ที่ทำสถิติไว้ปีที่แล้ว ณ สนามบินแห่งเดียวกันนี้ โดยก่อนหน้านี้เขาก็พยายามทำสถิติอยู่หลายรันด้วยกันกระทั่งสามารถทำให้ Hayabusa ทำสถิติใหม่ ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจแห่งความแรงเห็นจะหนีไม่พ้นเทอร์โบชาร์จเจอร์ AET ที่คัสตอมพิเศษ ร่วมกับวาล์วโบลว์ออฟ Turbosmart ชุดระบายความร้อนที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ก้านสูบ Carillo ลูกสูบอัปสเป็คพิเศษ แคม Kent Performance ปิดท้ายด้วยชุดเกียร์บ็อกซ์และชามคลัตช์ CNC พิเศษ ทั้งหมดนี้ช่วยให้รีดแรงม้าได้ราว ๆ 700 – 750 แรงม้าเลยทีเดียว โดยทีไม่มีการเปลี่ยนห้องข้อเหวี่ยง ความกว้างกระบอกสูบ และระยะชักเลย ง่าย ๆ ว่าความจุเท่าเดิม และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ช่วยส่งเสริมอย่างล้อคาร์บอน BST และแฟริ่งคัสตอมที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำแฟริ่งด้านหน้า GSX-R1000R เสริมด้วยปีกแอโรไดนามิก ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins สวิงอาร์มสั่งทำพิเศษ และคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 RX เห็นตัวเลขแบบนี้รถของคุณน่าจะต้องชิดซ้ายไปหน่อย แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับ ยังไงเสียรถคันโปรดของคุณก็เป็นไปในแบบที่คุณชอบ ส่วนเจ้านี่มันคือรถที่ไว้ทำสถิติครับ ไปขี่ที่อื่นก็รับรองว่าลำบากกว่ารถคันโปรดของคุณแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023 “อินทรีแซงค์” – กฤษฎา จำรูญจารีต ยอดนักบิดขวัญใจกองเชียร์ทางฝุ่นจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” เจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมด้วยสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF250R หมายเลข 17 สังกัดทีม Honda Racing Thailand S Motor สู้สุดใจสมศักดิ์ศรีแชมป์ประเทศไทยในศึก FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย แต่ด้วยอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในสนามออกมาได้ดีที่สุด ถึงแม้จะพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกันจากโอกาสที่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวลั่นพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งในฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขัน FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย ดวลกัน ณ สนามเสี่ยน้องสิงห์สองฝั่ง จ.มุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อินทรีแซงค์-กฤษฎา มีคะแนนสะสมอยู่ 128 แต้ม รั้งอันดับที่ 2 ตามคู่แข่งอยู่ 6 คะแนน โดยยอดนักบิดดาวรุ่งหมายเลข 17 ได้ต่อสู้สุดใจจนสามารถคว้าโพเดียม สนามส่งท้าย FMSCT Thailand Motocross 2023 สำเร็จ แม้ในท้ายที่สุดจะพลาดแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 5 ด้วยคะแนนห่างเพียง 4 คะแนน แต่เจ้าตัวได้ฝืนอาการบาดเจ็บ สู้เต็มที่ในสนามนี้แล้ว และพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน โดยเริ่มออกสตาร์ตจากตำแหน่งที่ 3 พร้อมรถแข่งคู่ใจ Honda CRF250R หมายเลข 17 เปิดการ์ดสู้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถขึ้นเป็นผู้นำ ในสถานการณ์ของการแข่งขัน “อินทรีแซงค์-กฤษฎา” ถึงจะคว้าผลงานดีที่สุดมาก็ยังต้องลุ้นผลงานของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับทุกข้อจำกัดทั้งอาการบาดเจ็บและโอกาสที่เป็นรอง ซึ่งยอดนักบิดจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” นับได้ว่าสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แบกอาการบาดเจ็บเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คู่แข่งตามมาเป็นอันดับ 3 แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันเจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกันต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการที่บาดเจ็บ พร้อมพบกับความท้าทายครั้งใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์อีกครั้งใน FMSCT Thailand Motocross ฤดูกาลหน้า โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าทุกคนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR WSBK Edition ตัวสุดสายเขียว ขายแค่ 10 คัน ล่าสุดก็มีโมเดลพิเศษจากทางค่ายเขียวมายั่ว ๆ สาวกนินจากันซึ่งก็คือเจ้า Kawasaki Ninja ZX-10RR WSBK Edition ที่แน่นอนว่าจะหน้าตาละม้ายคล้ายกับรถแข่งทีมโรงงานแบบแยกแทบไม่ออกกันเลยทีเดียว แถมเพื่อให้ออกมายอดเยี่ยมที่สุดรถที่ว่านี้ยังใช้ผู้เชี่ยวชาญจากทางทีมแข่งของทางคาวาซากิมาช่วยจัดการให้อีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับรถแข่งในศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ของ Jonathan Rea และ Alex Lowes มากที่สุด ซึ่งโมเดลพื้นฐานอย่างเจ้า R เดี่ยวยังจัดเต็มฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างเกือบทุกแบบที่ซูเปอร์ไบค์สมัยใหม่เขามี และเมื่อเป็นดับเบิ้ลอาร์ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการขับขี่ในสนามเข้าไปอีก เช่น ลูกสูบน้ำหนักเบาและก้านสูบไทเทเนียมจาก Pankl Racing System แคมชาฟต์ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ สลักลูกสูบเคลือบ DLC และสปริงวาล์วแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี มีแรงม้าทะลุ 200 ตัวไปได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังมีล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini ที่ส่งผลดีต่อการขับขี่ในสนามมาก ๆ และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมาพร้อมปลายท่อไอเสียคาร์บอนจาก Akrapovic และวินด์ชิลด์หน้าแบบย้อมสีอีกด้วย แต่ที่สำคัญคือการมีระบบรับอากาศดีแบบแปรผัน ด้วยการมีกรวยไอดีที่มีความยาวแปรผันได้ ติดตั้งอยู่ในแอร์บ็อกซ์สำหรับใช้ในการแข่งขัน โดยสามารถสั่งให้ทำงานได้โดยใช้ชุดเรซซิ่งคิท ชุดไฟพิเศษและตัวควบคุม ซึ่งจะระบบนี้จะยกปากแตรไอดีด้วยมอเตอร์เซอร์โวที่รอบเครื่องยนต์สูงๆ ทำให้สามารถดูดอากาศเข้ามาได้มากขึ้น และที่รอบต่ำและรอบกลาง กรวยไอดีก็จะอยู่ที่ระดับเดิมเพื่อให้อากาศเข้ามาอย่างเหมาะสม จากการที่มีทางเดินไอดีที่ยาวและมีความเร็วของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ว้ำกันของแต่ละคันบนเพลทที่ถังน้ำมัน และชุดบ็อกซ์พิเศษที่ด้านในจะประกอบไปด้วยใบเซอร์ 2 ชุดพร้อมลายเซ็นของ Jonathan Rea และ Alex Lowes บล็อกแก้วสลักด้วยเนเซอร์เป็นรูปโมเดลรถ กุญแจรถคัสตอมพิเศษและคลิปสำหรับหนีบเงินพิเศษ นอกจากนี้จะยังได้รับชุดสติกเกอร์เบอร์แข่งของนักแข่งทั้งสอง คือ Jonathan Rea เบอร์ 65 และ Alex Lowes เบอร์ 22 เพื่อใช้ตกแต่งรถของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสนนราคานั้นจะอยู่ที่ 33,145 ยูโรหรือราว ๆ 1.24 ล้านบาทครับ หากมีมีขายในไทยล่ะก็ราคาไม่เบาแน่นอนครับ เพราะมีแค่ 10 คันเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph มาแน่ พร้อมลุยสายโมโตครอส ปลายปีนี้ Triumph มาแน่ พร้อมเผยรายละเอียดความคืบหน้าล่าสุด เกี่ยวกับการพัฒนาโครงรถ และเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross ที่ทุกคนรอคอย ก่อนกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2023 ริคกี้ คาร์ไมเคิล แบรนด์แอมบาสเดอร์ของไทรอัมพ์ เผยว่า “เครื่องยนต์ใหม่นี้มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งผมเห็นว่าหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเครื่องยนต์นี้คือการออกแบบและพัฒนาที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ที่มีความสามารถหลากหลาย สามารถขับขี่จักรยานยนต์คันนี้ได้ โดยตัวเครื่องยนต์มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด ที่สำคัญคือการส่งพละกำลังนั้นยอดเยี่ยมสำหรับผู้ขับขี่ทุกรูปแบบ” พร้อมกันนี้ ทางค่ายได้เปิดตัวภาพยนตร์ซีรีย์ ‘Vision to Reality’ ซึ่งจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวโดยทีมงานและผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการทีม Triumph Racing วิศวกร นักขี่ทดสอบ ที่มีชื่อเสียงหลายคน รวมถึงจากทีม SuperMotocross ประกอบด้วย Bobby Hewitt, Dave Arnold, Ivan Tedesco, Stephen ‘Scuba’ Westfall ตลอดจนทีม MX2 อย่าง Vincent Bereni สำหรับผู้สนใจภาพยนตร์ซีรีส์ ‘Vision to Reality’ สามารถรับชมได้ที่ Triumph Motorcycles และสามารถเตรียมพบกับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Motocross อย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนกันยายน 2023 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มมากฝีมือ เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 สิงหาคม 2563 Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มชาวญี่ปุ่นมากฝีมือได้เสียชีวิตลงแล้ว หลังจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2023 สนามที่ 4 ที่ Pertamina Mandalika International Circuit โค้ง 10 ในแล็ปที่ 4 รุ่น Asia Superbike 1000cc จนต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ศูนย์การแพทย์ของสนามก่อนจะย้ายไปรักษายังโรงพยาบาล Public Hospital of Nusa Tenggara Barat ในท้องถิ่น และแม้ทีมแพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ ประวัติ ฮารุกิ โนกุจิ เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2001 จังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น 2017 Asia Talent Cup อันดับ 2 2018 Asia Talent Cup อันดับ 2 และ All Japan Road Race Championship รุ่น J-GP3 อันดับ 12 2019 Red Bull Rookies Cup อันดับ 3 และ FIM CEV Repsol International อันดับ 15 2020 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 อันดับ 14 2021 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 แชมป์เปี้ยน 2022 FIM Asia Road Racing อันดับ 2 2023 FIM Asia Road Racing ยังไม่จบการแ่งขัน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ สำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮารุกิ โนกุจิมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LAMBRETTA G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ Lambretta G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ เจ้านี่คือรถสกู๊ตเตอร์สุดคลาสสิกที่หลายคนเฝ้ารอคอย ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมียมในสไตล์คลาสสิกที่คงเอกลักษณ์ DNA ความเป็นแลมเบรตต้าเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ออกแบบผลงานภายใต้คอนเซปต์ “The Masterpiece of Italian Design” กับการรังสรรค์ขึ้นมาในผลงานแบบงานฝีมืออย่างพิถีพิถันทุกรายละเอียด ดุจงานศิลปะอันล้ำค่าที่คุณสามารถพาออกไปโลดแล่นบนท้องถนน คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ แลมเบรตต้า ประเทศไทย เผยว่า “ สำหรับ G350 ที่เราได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากันในวันนี้ จะเข้ามาเป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในตระกูล G โดยในรุ่น G350 แม้จะคงไว้ในความคลาสสิกที่เน้นดีไซน์ตามแบบฉบับ DNA ดั้งเดิมของทางแลมเบรตต้า แต่มาในสมรรถนะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตอบโจทย์กับการใช้งานในปัจจุบันครับ นอกจากนี้ยังไม่ใช่แค่รถสกู๊ตเตอร์เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนกับผลงานศิลปะแห่งยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งเป็นผลงานการประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship ที่เรียกได้ว่ามีความพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สมกับการรอคอยของผู้ที่จะได้ครอบครองครับ” สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกพร้อม ๆ กับรุ่น X300 ในโอกาสฉลองครบรอบ 75 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มีความพิเศษอยู่ที่การออกแบบซึ่งใส่ใจพิถีพิถันกับทุกองค์ประกอบ โดยยังคงรักษา DNA แห่งดีไซน์เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รวมถึงรายละเอียดของวัสดุชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ถูกคัดสรรกลั่นกรองเพื่อรังสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด รวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบประหนึ่งผลงานชิ้นเอกของศิลปินที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณไว้ในรายละเอียดทุก ๆ ขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดข้างต้นนี้จะทำให้ผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกรู้สึกดื่มด่ำไปกับสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ดุจการขับเคลื่อนสกู๊ตเตอร์แห่งความภาคภูมิใจ เคลื่อนไหวไปให้ผู้คนได้เสพศิลป์กับชิ้นงาน Masterpiece แห่งดีไซน์จากอิตาลี ในส่วนของรายละเอียดตัวรถนั้นจะใช้ขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long เอกลักษณ์ของทางค่ายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมบอดี้ตัวรถเหล็กแกร่งแบบเฟรมโมโนค็อกที่เพิ่มความพิเศษดีไซน์ให้บริเวณข้างถังทั้งสองข้างสามารถถอดแยกชิ้นได้ เพื่อให้ง่ายต่อการเซอร์วิส รวมไปถึงการคัสตอมแต่งรถในสไตล์ต่าง ๆ ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย และแม้ว่าตัวรถจะยังคงดีไซน์สไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับทางค่าย ทั้งช่องแตรหรือที่ชาวแลมเบรตติสต้าเรียกกันว่าจมูกหมู รวมไปถึงบังโคลนแบบคงที่หรือ Fix Fender และไฟหน้าดีไซน์หกเหลี่ยม พร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ ไม่เพียงให้ความสว่างในการขับขี่ ยังเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีทันสมัยมากับหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ที่ให้สีสันคมชัดที่ปรับระดับแสงหน้าจอได้ และมีเซ็นเซอร์ที่สามารถปรับหน้าจอจากโหมดหน้าจอสว่างสำหรับกลางวัน (Day) เป็นหน้าจอมืดสำหรับกลางคืน (Night) เมื่อตั้งค่าหน้าจอที่โหมดอัตโนมัติ (Auto) พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อบลูทูธ ที่สามารถโชว์เบอร์สายเรียกเข้าบนหน้าจอ และในส่วนของเทคโนโลยีการขับขี่ที่สามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้เป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบระบบช่วงล่างในชุดกันสะเทือนหน้าแบบ Double Arm-Link ที่ถอดแบบดีไซน์เอกลักษณ์จากตำนานของแลมเบรตต้ามาไว้ในรุ่นนี้กับสมรรถนะที่พัฒนามาใหม่ให้มีความสมู้ทมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับยางติดรถจากแบรนด์อิตาลีอย่าง Pirelli ยึดเกาะพื้นถนนให้ความปลอดภัยเหมาะกับการขับขี่ในเมืองไทย และเพิ่มความมั่นใจกับระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS สำหรับโมเดลนี้มีจำหน่ายในไทย 3 สีสันสุดพรีเมียม ได้แก่ FRESCO RED (สีแดง/เบาะแดง), LUSTRO WHITE (สีขาว/เบาะส้ม) และ SCURO BLACK (สีดำ/เบาะส้ม) ในราคาเปิดตัวสุดเซอร์ไพรส์ ที่ 215,000 บาท เริ่มส่งมอบรถตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครที่สนใจก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://Lambretta.co.th หรือ สามารถมาสัมผัสกับตัวจริงของ G350 ได้ที่โชว์รูมแลมเบรตต้าทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกใหม่สุดเท่ ล่าสุดหมวกกันน็อกแบรนด์ไทยมาตรฐานสากลอย่างบิลโมลาทำการเปิดตัวหมวกใหม่ได้ใจสายซิ่งอีกแล้วหลังจากที่ Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกกันน็อกลายพิเศษจำนวนจำกัดเพียงลายละ 866 ใบ ภายใต้ลิขสิทธิ์แท้ ๆ จากทาง Shuichi Shigeno / Kodansha Ltd. ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง โดยหมวกดังกล่าวจะมีพื้นฐานมาจากหมวกรุ่น Rapid RSLT เป็นหมวกรุ่นใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน ECE 22.06 ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดของทางยุโรป การันตีเรื่องความปลอดภัยว่าไว้ใจได้ โดยตัวหมวกจะให้ชิลด์ดำและแถมชิลด์ใสมาให้ด้วย ถูกใจคนใส่ ถูกกฎหมายไม่ต้องกังวลเรื่องโดนจับ และมาพร้อมสายรัดคาง DD Ring แบบเดียวกับหมวกกันน็อกที่นักแข่งใส่กันการันตีความปลอดภัยไม่หลุดได้ง่ายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเปิดตัวเสื้อยืดสุดเท่พร้อมกันไปด้วยอีก 3 ลายให้เลือก ได้แก่ ลาย AE86 ลาย RX-7 FC3S และ RX-7 FD3S มาเป็นชุดให้สาวกได้เก็บเข้าคอลเล็กชัน ใส่ก็เท่ สะสมก็ดีงามพระรามเก้า ทั้งนี้หมวกกันน็อกเปิดตัวที่ราคาใบละ 3,680 บาท และเสื้อยืดตัวละ 990 บาท โดยจะวางขายประมาณวันที่ 30 กันยายน 2566 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามตัวแทนจำหน่ายหมวกกันน็อกบิลโมลาใกล้บ้านคุณได้เลยครับ บอกเลยช้าหมดอดแน่นอน ของเท่ ๆ แบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fazzio Hybrid 2023 สกู๊ตเตอร์วัย Fazz..ฟาดทุกสไตล์ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติก ด้วย “NEW YAMAHA FAZZIO HYBRID” วัย FAZZ…ฟาดทุกสไตล์ NEW STYLE…MY GENERATION! เจนใหม่..สไตล์เนี๊ยะ! ออโตเมติกแฟชั่นดีไซน์เทรนดี้ ฟาดทุกสี พร้อมลูกเล่นครบรอบคัน แต่งได้หลายแนว ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ขับขี่ง่าย คล่องตัวสุดๆ Fazzio Hybrid 2023 มาพร้อมประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด 125 ซีซี และมั่นใจในการรับประกันถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร นี่แหล่ะ คู่หูสุดเฟี้ยวของคนรุ่นใหม่! ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริดใหม่ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุกด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ผสานระบบส่งกำลังแบบไฮบริด ให้อัตราเร่งดีเยี่ยม ช่วยลดมลภาวะ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยส่งกำลังขณะออกตัวและให้ความมั่นใจด้วยระบบเบรก UBS กระจายแรงเบรกอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเบรกให้สั้นลง ให้ความปลอดภัยยิ่งขึ้น ไฟหน้าด๊ไซน์แคปซูล ไฟท้ายทรงเก๋ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ ยังคงมาพร้อมการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ทันสมัย เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วย DESIGN NEW STYLE ไฟหน้า-ไฟท้าย ดีไซน์แคปซูล รูปทรงเก๋ ทันสมัย สว่างชัดเจน ทุกมุมมอง ที่สอดรับกับ LCD DIGITAL METER มิเตอร์แบบดิจิทัล ดีไซน์แคปซูล บอกครบทุกฟังก์ชัน ความเร็ว นาฬิกา อัตราการประหยัดน้ำมัน หน้าจอดิจิทัล LCD ดีไซน์แคปซูล Smart key System (เฉพาะรุ่น Smart key Ver.) ช่องเสียบ USB Type A กล่องใต้เบาะขนาด 17.8 ลิตร ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ ครบครันด้วยฟีเจอร์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วย SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ…ทั้งสะดวก และสมาร์ท เปิด-ปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกคอ ปลดล็อกเบาะได้ง่าย พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK (เฉพาะรุ่น Smart key Ver.), MOBILE CHARGING SOCKET ช่องต่อไฟชาร์จแบตเตอรี่มือถือ สะดวกทุกที่ พร้อมฝาปิดและช่องใส่ของด้านหน้า, F-BOX 17.8 L กล่องเก็บของใต้เบาะใหญ่ เก็บของได้สบาย, DOUBLE HOOK CARABINER ฮุคสำหรับแขวนของ 2 จุด เพิ่มความสะดวก พร้อมพื้นที่วางเท้าด้านหน้ากว้างพิเศษ, ACCESSORIES PORT พอร์ตติดตั้งอุปกรณ์เสริม เท่ได้สไตล์ตัวเอง ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติม หรือเสริมตะแกรงข้างเพื่อการใช้งาน ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์อีกด้วย รุ่น Smart Key สีเทา-แดง (Lava Gray) รุ่น Smart Key สีน้ำตาล-เหลือง (Sugar Brown) รุ่น Smart Key สีดำ-ฟ้า (Iced Black) สำหรับ ยามาฮ่า ฟาซซิโอ้ ไฮบริด ใหม่ มีให้วัย FAZZ เลือกตามการใช้งานด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ รุ่น Smart key Ver. ที่มาพร้อมกัน 3 สี คือ สีเทา–แดง (Lava Gray), สีน้ำตาล–เหลือง (Sugar Brown) และสีดำ–ฟ้า (Iced Black) โดยจำหน่ายในราคาแนะนำ 55,000 บาท รุ่น Standard สีเทา (Gummy

ดูรถ เลือกรถ 2023 รถแบบไหน ที่ใช่สำหรับคุณ อยาก ดูรถ รถมอเตอร์ไบค์ดี ๆ หรือบิ๊กไบค์เอาไว้ขับขี่คู่ใจซักคัน แต่ไม่รู้จะเลือกรถแนวไหน รุ่นอะไร ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบเราดีนะ หากคุณยังตอบตัวเองไม่ได้ มาลองรู้จักรถมอเตอร์ไบค์แบบหลัก ๆ ในปัจจุบันกันหน่อยดีกว่า SuperBike อาจช่วยคุณหาคำตอบได้ ลองเริ่มถามตัวเองดูก่อน ว่ารถแบบไหนที่เห็นแล้วใจมันเต้น ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนเห็นสาวที่โดนใจจนหยุดมองไม่ได้ ? (เอ๊ะ) แบบไหนมันลงตัว ถูกไปทุกอย่าง สปอร์ตแฟริ่งที่เส้นสายที่ลู่ลม ดุดัน ไฟหน้าไฟท้ายโฉบเฉี่ยว ส่วนโค้งส่วนเว้ากลมกลึงไปหมด หรือว่า ฮาล์ฟแฟริ่งหน้าตาดุดัน แฮนด์บาร์ตรงแบบเน็กเก็ต หรือจะแบบ..โย่งโก๊ะ ใหญ่โต ดุดัน พร้อมลอยในอากาศ โดดทุกเนินที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะโซฟาวิ่งได้ มีทุกอย่างที่การเดินทางไกลต้องการ อันไหนตรงใจ ก็คิดไว้ก่อนเลย ว่ามันใช่ๆๆๆ แล้วจดเอาไว้ … แล้วลองดูแต่ละแบบข้างล่างนี้เป็นไกด์ไลน์ รถแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง Sport Bike สปอร์ตแฟริ่งซูเปอร์ไบค์ มาพร้อมเส้นสายที่ลู่ลม เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากสนามแข่งขัน ไม่ว่าจะ ซีซีมากน้อย ถูกถอด DNA มาจากเรือธงของแต่ละค่าย ไฟหน้าไฟท้ายโฉบเฉี่ยว ออกแบบส่วนโค้งส่วนเว้าเพื่อแอโรไดนามิกแบบเต็มขั้น พละกำลังมาพร้อมระบบส่งกำลังเพื่อรีดสมรรถนะสูงสุดออกมาสำหรับการไปได้เร็วที่สุด ผสานระบบช่วงล่างที่ต้องการการเกาะถนนในย่านความเร็วสูง อาจต้องแลกมาด้วยความแข็งกระด้างอยู่บ้างในย่านความเร็วต่ำ (ปรับได้ แต่มีลิมิตของมัน) ท่าขับขี่ที่ต้องการทักษะในการควบคุม และแลกมาด้วยความสะดวกสบายที่หายไป Standard Motorcycle หรือ Naked Bike รถแสตนดาร์ดที่นิยมในสมัยก่อน ซึ่งปัจจุบันอาจจำภาพรถประเภทนี้เป็น เน็กเก็ตไบค์ ที่มีความจุตั้ง แต่ 125 ซีซี ไปจนถึง 1,000 ซีซีขึ้นไป ซึ่งจุดเด่นของโมเดลเน็กเก็ตไบค์หลัก ๆ ก็คือ ไม่ใช้แฟริ่งนั่นเอง และใช้ความจุเครื่องยนต์บล็อกเดียวกันกับ Supersport แต่สิ่งที่แตกต่างจริง ๆ คงเป็นเรื่องของพละกำลัง หรืออัตราทดเกียร์ที่ขับขี่ง่ายขึ้น ลดแรงม้าลง เพิ่มการตอบสนองได้ดีกว่าในชีวิตประจำ รวมถึงท่านั่ง ท่าขับขี่ ที่สบายและเป็นมิตรขึ้น แฮนเดิลบาร์ที่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลายกว่า และระบายความร้อนยามขับขี่ในเมืองได้ดีขึ้น Dual Sport ปัจจุบันถูกเรียกหลายแบบทั้ง Motard บ้าง SuperMoto บ้าง ก็เป็นทางเลือกใหม่ของคนวัยมันส์ (ไม่จำกัดอายุ (sparkling eyes) ซึ่งรถประเภทนี้สามารถลุยได้ทั้งทางฝุ่นและทางถนน แถมได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำได้ทุกอย่าง ไม่กลัวน้ำสูง น้ำท่วม หลายท่านมีล้อไว้สองชุด ทั้งทางฝุ่นทางเรียบ รอเลย ไม่ว่าจะขี่ไปทำงานวันธรรมดา แล้วเอาไปลุยป่าลุยเขาช่ววันหยุดสุดสัปดาห์ แถมในงานแทร็กเดย์ ก็เอาไปขี่ สไลด์ได้อีก ครบเครื่องคุ้มค่า เรียกได้ว่าสนุกได้หลายแบบเกินคุ้มจริงๆ Off-Road โมเดลสายลุยยอดนิยม เหมาะสำหรับไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความท้าทาย ไม่ว่าจะลุย โหน กระโดดเนิน ได้หมดครบรสชาติ ซึ่งจุดเด่นสำหรับรถสายออฟโรด จะใช้ยางดอกสูง เพื่อเอาไว้ขี่ลุยโดยเฉพาะ ล้อซี่ลวด และใช้แฟริ่งที่ผลิตขึ้นโดยพลาสติกที่มีประสิทธิภาพให้ความเหนียว รองรับการชนหรือกระแทกเป็นพิเศษ สำหรับรถโมเดลสายนี้จะถูกแบ่งออกเป็นรถย่อย ๆ อีกหลายประเภท ทั้ง EnduroBike, MotoCross, RallyBike และเดิร์ทไบค์ อีกด้วย Cruiser รถครูเซอร์ หรือ คนไทยอาจเรียกรวม ๆ กันไปกับกลุ่ม Chopper เป็นอันเข้าใจ ครูเซอร์มาจาก สไตล์นอนขี่ จาก Harley -Davidson เรียกได้ว่า มาเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ผลิตและบัญญัติ แบบฉบับรถสไตล์ครูเซอร์เอาไว้ก็ว่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่ เบาะทรงต่ำ ช่วงรถยาว ๆ ท่าขับขี่เท่ห์ ๆ จุ๊ย ๆ กับรถสไตล์คลาสสิค ที่ผสมผสานความสบายไว้แล้วล่ะก็ ครูเซอร์คือคำตอบ Touring หรือ Sport Touring บ้างก็เรียกสับสนกับครูเซอร์ แต่จริงๆ มันคือ Touring Bike หากจะเปรียบให้เห็นภาพอย่างง่าย ๆ ให้นึกถึง โซฟาติดล้อ ที่จะพาคุณ ขี่ข้ามรัฐ เดินทางข้ามฝากฝั่งเหนือจรดใต้ หลายพันไมล์ ด้วยความรู้สึก แสนสบาย เสมือนขับรถคันใหญ่