SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

Pirelli เตรียมซัพพอร์ตยางเพิ่มใน Malaysian GP หลังการแข่งขัน ThaiGP ที่จ.บุรีรัมย์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานการสร้างสถิติใหม่เวลาดีขึ้นด้วยยาง Pirelli ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 (อ่านสถิติผลเวลา คลิ๊กที่นี่) และด้วยผลสถิติดังกล่าว Pirelli จึงตัดสินใจใช้ยางแบบเดียวกันสำหรับนักแข่ง Moto2™ และ Moto3™ โดยจะเป็นยางคอมปาวด์มาตรฐานพร้อมเพิ่มจำนวนยางให้มากขึ้น สำหรับการแข่งขัน 2024 Malaysian GP ที่จะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ สนาม 2024 Malaysian GP อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ยางสเปกเดียวกัน นั่นก็คือสนามเซปังฯ มีลักษณะใกล้เคียงกับบุรีรัมย์ ประเทศไทย สนามนี้ไม่ใช่สนามที่มีความต้องการสูงต่อยางนัก แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งทั้งสองสนามมีลักษณะเด่นในด้านทางตรงยาวและโค้งไฮสปีด บวกกับอุณหภูมิพื้นผิวบนแทร็กค่อนข้างสูงสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะเเละความสึกหรอของเนื้อยางได้นั่นเอง โดยเฉพาะโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นโค้งเข็มกลัดที่เชื่อมระหว่างทางตรงสองช่วงเป็นจุดที่มีความท้าทาย ทั้งยางหน้าที่ต้องรับแรงกดจากการเบรกหนัก รวมถึงยางหลัง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนพื้นผิวแทร็กไปเมื่อปี 2016 ที่นี่มีลักษณะลาดเอียงแบบ negative banking หรือการเอียงออกไปด้านนอก ซึ่งสร้างแรงด้านข้างบนยางอย่างมากในมุมเอียงสูงสุด อีกทั้งการแข่งขันที่เซปังค่อนข้างคาดเดาได้ยาก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนเป็นประจำ และพื้นที่แห่งนี้เสี่ยงต่อฝนตกหนักและค่อนข้างรุนแรงทีเดียว ทางตรงยาวและการเบรกอย่างรุนแรง สนามเซปังมีลักษณะเด่นคือทางตรงยาวสองจุดที่เชื่อมต่อกันด้วยโค้งเกือบ 180 องศาที่โค้ง 15 ด้วยความเร็วที่ถึงก่อนการเบรกนั้นสูงมาก ทำให้ยางหน้าต้องรับมือกับการเบรกที่รุนแรงมาก ๆ บวกกับพื้นที่ของสนามเซปังฯ มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน ได้ตลอดโดยเฉพาะในช่วงบ่าย แม้อากาศที่อบอุ่นจะช่วยให้พื้นสนามแห้งเร็วขึ้น แต่คุณสมบัติการยึดเกาะของพื้นผิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากฝน ทำให้ยางต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้ ความแม่นยำและความเสถียร ส่วนที่สองของแทร็ก ตั้งแต่โค้ง 9 จนถึงโค้ง 14 เป็นช่วงที่ต้องใช้เทคนิคและความเร็วสูง ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติด้านความคล่องตัวและความมั่นใจที่ยางสามารถมอบให้กับนักแข่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางพีเรลลี่พร้อมมั่นใจได้ว่าการเลือกสรรยางสำหรับการแข่งขันในมาเลเซียเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วที่ จ.บุรีรัมย์ เราจึงเสนอจำนวนยางที่มากขึ้นในแต่ละประเภทอีกครั้งเช่นที่ผ่านมา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของทีมงานและนักแข่งได้มากยิ่งขึ้น ซัพพอร์ตจำนวนยางมากขึ้น โดยนักแข่งแต่ละคนจะมียางให้เลือกใช้ทั้งหน้าและหลังจำนวน 8 เส้นของแต่ละประเภท สำหรับยางหน้าของทั้งสองคลาส ตัวเลือกที่มีคือ SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในส่วนของยางหลังมีตัวเลือกที่แตกต่างกัน สำหรับ Moto2™ จะมี SC0 (Soft) และ SC1 (Medium) ส่วนใน Moto3™ จะมี SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในกรณีที่ฝนตกจะมีการจัดสรรยาง DIABLO Rain สำหรับสภาพเปียก โดยจะมีจำนวน 5 เส้นสำหรับยางหน้า และ 6 เส้นสำหรับยางหลังสำหรับทั้ง 2 รุ่น Moto2 เเละ Moto 3 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดสรรยางชุดเดียวกับที่ไทยนั่นแหล่ะครับ แต่เพิ่มจำนวนยางมากขึ้นในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับทีมช่าง รวมถึงให้นักแข่งสร้างสถิติครั้งใหม่ในสนามนี้อีกด้วย เอาเป็นว่า สนามมาเลเซียใครจะสร้างสถิติครั้งใหม่ มาดูกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี

KX450 50TH Anniversary Edition ลายพิเศษฉลองตำนานทางฝุ่นกว่า 50 ปี กว่า 50 ปีที่ผ่านมารถในตระกูล Kawasaki KX ช่วยปูทางไปสู่ชัยชนะในการแข่งขันให้นักแข่งโมโตครอสชื่อดังมามากมาย ตอนนี้ก็ยังคงมีความยิ่งใหญ่ทั้งในโมโตครอสและซูเปอร์ครอสอยู่เช่นเดิม ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวโมเดลพิเศษอย่าง KX450 50TH Anniversary Edition เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ซะเลย เรื่องดีไซน์นั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะตัวรถมาในกราฟิกพิเศษย้อนยุคไปยังช่วงบุกเบิก จะสังเกตได้จากตัวหนังสือ KX ที่ด้านข้างที่มาในเฉดสีแบบดั้งเดิม กราฟิก Uni-Trak ที่สวิงอาร์ม เบาะสีน้ำเงิน ล้อสีเงินและการ์ดโช้คสีขาว ซึ่งมาจากยุคแรกเริ่มทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้มีการอัปเดตในส่วนอื่น ๆ ส่วนที่มีการอัปเดตเพื่อให้เจ้าคันนี้เป็นรถที่แรงที่สุดและพร้อมแข่งทางฝุ่นนั้นก็มีอยู่หลากหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมระบบเกียร์ 5 สปีด ใหม่ เปลี่ยนฝาสูบใหม่ พอร์ตไอเสียยิงตรง มีสวิตช์แทร็คชันคอนโทรลที่แฮนด์บาร์ ระบบเบรก Brembo ใหม่ เฟรมอลูมิเนียมใหม่น้ำหนักเบา กริพแฮนด์ ODI บอดี้ใหม่เพรียวขึ้น ระบบแทร็คชันคอนโทรลและโหมดการขับขี่หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อรถกับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP KX ส่วนอื่น ๆ ก็จะยังคงเดิม อย่างเรื่องของระบบกันสะเทือนที่ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้หลายระดับ โช้คหลังพร้อมซับแทงค์พร้อมกระเดื่อง ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เช่นกัน สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีเขียวเบาะฟ้าตามภาพ ในราคาที่ 10,699 เหรียญสหรัฐหรือราว ๆ 390,000 บาท ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยน่าจะราคาโดดไปมากกว่านี้ แต่เบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่มีจำหน่ายในไทย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Grand Filano Hybrid 2023 สีใหม่ สมาร์ท พรีเมียม ไทยยามาฮ่า พร้อมเสริฟความแกรนด์แบบต่อเนื่อง เปิดตัว “NEW Grand Filano Hybrid 2023” พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ เอาใจสาวกที่ชื่นชอบความโมเดิร์นคลาสสิก โดยครั้งนี้มาพร้อมความเซอร์ไพรส์จากทางค่ายที่พร้อมการันตีว่า รุ่นนี้..ดีแน่นอน แล้วข้อดีของโมเดลรุ่นนี้จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน ดีไซน์สวย หรูหรา พรีเมียม ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่สง่างามเหนือกาลเวลา ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกภายใต้คอนเซ็ปต์ “สมาร์ทสไตล์พรีเมียม…ความ GRAND ที่รู้กัน” มาพร้อมสีสันใหม่ โดดเด่น และบ่งบอกถึงรสนิยมที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างภาคภูมิใจ สวยล้ำด้วยเส้นสายและไฟ LED รอบคัน หรูหราอย่างมีระดับ โดดเด่นทุกมุมมอง ทั้งไฟหน้า ไฟ Daylight ไฟเลี้ยว และไฟท้าย ให้ความสว่างเด่นชัดในทุกมุมมอง โดยสอดรับความล้ำสมัยไปพร้อมกับหน้าจอ Digital LCD & TFT รวมถึง กิมมิกความพิเศษเฉพาะรุ่น ABS กับเบาะใหม่สีทูโทน พร้อมปักอักษร Grand Filano ไว้ด้านข้างที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในรายละเอียดว่านี่แหล่ะ คือความแกรนด์ที่ไม่เหมือนใคร ประหยัดน้ำมัน กับเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด สำหรับส่วนที่สองคงเป็นเรื่องของความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ได้ดีในทุกจังหวะการบิดคันเร่ง และให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่นุ่มนวล น้ำหนักเบา คล่องตัว ออกตัวได้รวดเร็วด้วย SMART MOTOR GENERATOR แต่ให้ความประหยัดน้ำมันสูงถึง 62.5 กม.ต่อลิตร และแค่นั้นยังไม่พอ ยังประหยัดขึ้นไปอีกกับ ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ STOP & START SYSTEM ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยทีเดียว ช่วงล่างแจ่ม เบรกหนึบ ในส่วนที่สามกับระบบช่วงล่าง ด้วยโช้คด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ที่ช่วยเสริมฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวล มาพร้อมกับระบบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกหลัง เสริมความมั่นใจมากขึ้นด้วยระบบกระจายแรงเบรก UBS (รุ่น Standard) และระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมล้อและยางขนาดเท่ากันที่ 110/70-12” ใช้งานง่าย สะดวก ครบเครื่อง และแน่นอนในส่วนที่สี่ กับฟังก์ชันการใช้งานที่มีมาให้ในโมเดลรุ่นนี้ ทั้งเรือนไมล์ดิจิทัลพร้อมจอสี TFT ล้ำสมัย แสดงผลมาตรวัดครบถ้วน พร้อมบอกสถานการณ์ทำงานของระบบไฮบริด ซึ่งผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบช่องต่อไฟสำรอง ชาร์จแบตเตอรี่มือถือได้ พร้อมช่องใส่ของด้านหน้าขนาดใหญ่, ที่เก็บของ GRAND BOX ขนาดใหญ่ถึง 27 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ, ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า สะดวกสบาย ไม่ต้องลงจากรถ พร้อมปุ่มกดเปิดฝาอัตโนมัติ ใช้ง่ายเพียงปุ่มเดียว และยังอัปความพรีเมียมอีกระดับในรุ่น ABS ด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะ SMART KEY SYSTEM สะดวกกว่าด้วยสวิตช์เปิด-ปิด แบบ Multi Functions ทั้งปลดล็อกสวิตช์สตาร์ท ดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมัน น้ำหนักเบา ขี่ง่าย ในส่วนที่ห้าจะเป็นเรื่องของขนาดสัดส่วน โดยตัวรถมีขนาดความ กว้างxยาวxสูง ที่ 685 x 1820 x 1150 มม.ระยะสูงเบาะ 790 มม. และความยาวฐานล้อที่ 1280 มม. ซึ่งรวมทั้งหมดของตัวรถนั้น เคลมน้ำหนักมาที่ 101 กก.เท่านั้น ถือว่าน้ำหนักเบา ให้ความคล่องตัว ใช้งานได้ง่าย และไม่ใช่เพียงผู้ชายเท่านั้นที่ใช้งานได้ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขับขี่ได้ง่ายเช่นเดียวกัน มีสีให้เลือก..เพียบ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ ABS Version ที่มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ สีเทา Elixir Silver, สีน้ำเงิน Prestige Blue และสีขาว Super White

Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากแดนผู้ดี เผยโฉมให้เห็นแล้วแม้จะยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการสำหรับเจ้า Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากค่ายแดนผู้ดีอังกฤษ แม้ว่าเจ้านี่จะเป็นรถแข่ง แต่นี่ก็เป็นแนวโน้มที่ดีว่าไทรอัมพ์จะลงมาเล่นตลาดรถเอ็นดูโร่ในอนาคตด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งสายวิบากสายทางฝุ่นบ้านเราน่าจะชอบใจแน่นอน ถ้าราคาไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก มาถึงตรงนี้เราไปส่งกันดีกว่ามันมีอะไรเท่าที่เราสังเกตจากภาพกันได้บ้าง ดีไซน์นั้นจะเห็นได้ว่าเลือกใช้สีที่ดำและขาวที่เป็นสีหลักมาจากโลโก้ของทางค่ายแต่งเติมไฮไลท์ด้วยสีเหลือง พร้อมโลโก้บอกชื่อรุ่นที่ด้านข้างท้ายรถ มีนวมแฮนด์และปลอกแฮนด์จากแบรนด์อเมริกาอย่าง ODI โช้คจะเป็นของทาง KYB และระบบเบรกจากทาง Brembo จากประกับแฮนด์ จะมีปุ่ม LC ซึ่งก็น่าจะเป็นระบบช่วยออกตัว มีปุ่ม QS ซึ่งน่าจะเป็นควิกชิฟเตอร์ ปุ่ม TC แทร็คชันคอนโทรล และปุ่ม M ปุ่มสำหรับเปลี่ยนแม็ปของเครื่องยนต์ ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนก็น่าจะต้องติดตามกันอีกทีครับ สำหรับแฟน ๆ ชาวเอ็นดูโร่ที่ชื่นชอบอาจจะต้องรอกันอีกพักเลยครับสำหรับเอ็นดูโร่ไบค์ที่จะได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของเอ็นดูโร่ไบค์จากทางไทรอัมพ์ เพราะเจ้าคันนี้เป็นรถแข่ง ซึ่งก็น่าจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงกันอีกระยะนึงเลยล่ะครับ แต่ถ้ามีขายเลยก็แสดงว่าทางค่ายซุ่มทำมาและมั่นใจมาก ๆ เลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition ช่วงเวลานี้ในทุกๆ ปีคือฤดูกาลของการทดสอบทั้งคนทั้งรถรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายหรือไรดิ้งเกียร์เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และสิ่งที่นักบิดอย่างเราๆ มักจะติดตามกันก็คือเรื่องสีสันลวดลายต่างๆ ของรถแข่ง และชุดแข่งหรือไรดิ้งเกียร์ซึ่งเราจะได้เห็นกันในฤดูกาลการแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ครั้งนี้เราจะให้ชมความงาม AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกกันน็อกลายใหม่จากทาง AGV สำหรับหมวกกันน็อกใบนี้ให้ทายว่าใครใส่ก็คงจะทายไม่ยากเลย สีสันฉูดฉาดพร้อมหมายเลขแข่ง 46 เช่นนี้ ก็คงไม่พ้น Valentino Rossi พ่อหมอ หรือ The Doctor นั่นเอง แน่นอนว่าพ่อหมอของเรามีทีเด็ดที่นอกเหนือไปจากฝีมือการขับขี่แล้ว การออกแบบหมวกกันน็อคก็โดดเด่นในเรื่องสีสัน ซึ่งในปีนี้หมวกของเขาก็ยังคงสีสันสวยงาม และออกแบบได้โฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของ AGV Helmet ซึ่งเจ้าชื่อ Sole และ Luna นั่นเป็นภาษาอิตาลี แปลว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทางฝั่งซ้ายจะถูกออกแบบเป็นรูปพระจันทร์ และทางฝั่งขวาจะถูกออกแบบเป็นรูปพระอาทิตย์พร้อมแฉกรัศมีออกมา ซึ่งก็มีซี่รี่ส์นี้มาหลายปีแล้ว ใครที่เป็นแฟนๆ Rossi และ AGV น่าจะคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ยังมีเต่าน่ารักๆ พร้อมเบอร์ 46 ของพ่อหมอตรงชิลด์หมวกด้วย หมายเหตุพ่อหมอ Rossi ของเราได้ใส่หมวกใบนี้ในการทดสอบ Winter Test ที่สนามเซปังที่ผ่านมา ซึ่งเวลาแข่งจริงก็จะเปลี่ยนหมวกกันน็อคไปเรื่อยๆ ตามแต่ละโอกาส ใครเป็นสาวกก็อาจจะทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่งมาเชียร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่หมวกของเฮียเขาจะไม่เหมือนกันตลอดทั้งปี และไม่เหมือนกับใบที่ใส่มาตอนเปิดตัวทีมแข่งปี 2020 ครับ งานนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบเก็บเงินรอได้เลย AGV ก็น่าจะผลิต Sole e Luna Pop Art editionนี้ขายในหมวกวางจำหน่ายทั่วไปอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Team SUZUKI ECSTAR เริ่มต้นทศวรรษใหม่ด้วยการตั้งเป้าหมายในอนาคตอย่างหนักแน่น ในขณะเดียวกันก็น้อมรับให้กับการแข่งขันที่เคยรุ่นโรจน์ในอดีต ปี 2020 นี้เป็นปีที่ 60 ที่ Suzuki ทำการแข่งขัน เป็นเสาหลักไมล์สำคัญซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการใช้ชุดสีใหม่กับทีมแข่ง เป็นการผสมผสานที่สวยงามลงตัวของสีน้ำเงินที่เราคุ้นเคยเข้ากันกับสีเงินในแบบดั้งเดิม เพื่อให้แน่ใจว่าคู่หูสุดทะเยอทะยานทั้ง 2 คนอย่าง Alex Rins และ Joan Mir นั้นแตกต่างจากนักแข่งคนอื่นๆ โดยในฤดูกาลนี้ GSX-RR จะสืบทอดสายเลือดและวิญญาณของการแข่งขันที่ทาง Suzuki เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ในปี 1960 กับการเข้าร่วมแข่งขันในศึก Tourist Trophy ใน Isle of Man ซึ่งเป็นเวลาเพียงแค่ 2 ปีก่อนหน้าที่ Ernst Degner จะชนะการแข่งขัน GP ครั้งแรกให้กับ Suzuki และกลายเป็นแชมป์โลกรุ่น 50 ซีซี ตั้งแต่นั้น Suzuki ในฐานะค่ายรถผู้ผลิตก็ได้ฉลองความสำเร็จหลายต่อหลายครั้ง ประกอบไปด้วย แชมป์โลก 14 ครั้ง มาจนถึงชัยชนะครั้งล่าสุดของ Alex Rins เมื่อปี 2019 ที่อเมริกาและที่อังกฤษ เป้าหมายที่จะสยบสัตว์ร้ายคือความตั้งใจและความน่าประทับใจของคู่หู Rins และ Mir ของทีม Suzuki Ecstar นักแข่งหนุ่มชาวสเปนทั้งสองต่างตั้งใจที่จะเข้าร่วมฤดูกาล 2020 เพื่อที่จะประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากปี 2019 การคว้าลำดับที่ 4 ของตารางคะแนนรวมในปีที่แล้ว คว้าชัยชนะที่ยอดเยี่ยมมาได้ 2 ครั้ง และจบการแข่งขันภายใน 5 อันดับแรกทั้งหมด 11 ครั้งของ Alex Rins ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักแข่งแถวหน้าของ MotoGP เขาพร้อมที่จะสู้ในฤดูกาลใหม่นี้อย่างสนุกสนานและตั้งเป้าที่จะสร้างผลลัพธ์ของเขาและเพิ่มถ้วยรางวัลบนชั้นของเขาให้มากกว่าเดิม Joan Mir จบฤดูกาลแรกของเขาได้อย่างน่าจดจำกับ Team SUZUKI ECSTAR ในปี 2019 ซึ่งสามารถติด 10 อันดับแรกทั้งหมด 10 ครั้ง และจบที่อันดับ 5 ได้ที่ออสเตรเลียซึ่งนั่นคือผลงานที่ดีที่สุดของเขา สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีนึงของ Suzuki ล่ะนะครับ แฟนๆ Suzuki อย่าลืมติดตามให้กำลังใจเชียร์กันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก