SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ทาง Yamaha กำลังเตรียมที่จะส่งชุดอุปกรณ์การอัปเกรดให้แก่ YZR-M1 ของ พ่อหมอ Valentino Rossi หลังจากที่พ่อหมอ Valentino Rossi ได้ออกมาโชว์ลวดลายและฟอร์มอันร้อนแรงไปเมื่อสัปดาห์ก่อนในการแข่งขันที่สนาม Silverstone นั้นก็ได้ออกมาบอกว่าทางทีมโรงงานกำลังส่งชุดอุปกรณ์อัปเกรดให้กับรถของเขาหลังจากที่ขอมาแล้วเป็นเวลากว่าสองปี!! โดยพ่อหมอของเราได้กล่าวว่า “Yamaha นั้นกำลังเริ่มทำสิ่งที่ฉลาด เช่นอัตราการเร่งและระบบไฟฟ้าเพื่อจัดการกับยางด้านหลังให้ดีขึ้น” “นี้เป็นสิ่งที่ผมร้องขอมาแล้วเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบเลยก่อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา” “เราอาจจะสามารถปรับปรุงและแข่งขันได้อย่างดีขึ้นในปลายปีนี้และปีหน้า” “เราได้พัฒนาขึ้นมาบ้างแล้วแต่ยังเหลือหนทางอยู่อีกยาวไกล” Rossi กล่าวเพิ่ม นอกจากนั้นพ่อหมอ Rossi ยังกล่าวถึงอุปกรณ์อัปเกรดอีกชิ้นนึงด้วยที่เขาได้เคยร้องขอไปยังทาง Yamaha คือสวิงอาร์มแบบคาร์บอนที่ตอนนี้ยังคงใช้เป็นแบบอลูมิเนียม โดย Rossi ได้กล่าวเกี่ยวกับการมาของสวิงอาร์มแบบคาร์บอนเอาไว้ว่า “ผมยังไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นสวิงอาร์มใหม่นี้เมื่อไหร่ แต่ผมก็คิดและหวังว่าจะไม่ต้องรอนานหนักในการที่จะได้เห็นมัน” อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

หลังจากที่ ซูซูกิ ประกาศศักดาในการคว้าแชมป์ การแข่งขันรายการรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการที่ใหญ่ที่สุดอย่าง MotoGP สนามที่ผ่านมา ณ สนาม ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ซึ่งในปีนี้ ซูซูกิ ได้แชมป์รายการ MotoGP นี้ ถึง 2 สนาม และสามารถขึ้นโพเดียม รวม 7 สนาม จากการแข่งขัน 12 สนามที่ผ่านมา ในปี 2019 เส้นทางการกลับมาสู่สังเวียน MotoGP ครั้งนี้เป็นอย่างไร ติดตามกันได้เลย ซูซูกิ ได้กลับเข้ามาร่วมในการแข่งขันรายการรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP ในปี 2015 ภายใต้ทีมโรงงาน นามว่า Team Suzuki Ecstar ที่ได้ผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องอย่าง ดาวิเด เบริโว่ มานั่งแท่นบริหาร และจัดการทีม พร้อมทั้งทีมงานคุณภาพจากที่ต่างๆ มารวมตัวกัน เพื่อสร้างโปรเจคที่ทุกคนรอคอย กับการเป็นจ้าวแห่งสนามแข่งอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ซูซูกิได้กลับมาพร้อมกับ รถจักรยานยนต์สูตรเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งรหัสความแรงในครั้งนี้คือ GSX-RR ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ ขนาด 1,000 ซีซี ที่นำเทคโนโลยีอันล้ำสมัย มาบรรจุ เพื่อให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่แรง และล้ำสมัยที่สุด แต่ละชิ้นส่วนที่สุดยอด ถูกนำมาคัดสรร ทำให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 340 กม./ชม. ในเวลาไม่กี่วินาที อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบาเพียง 157 กก. เท่านั้น แต่มีความทนทานเป็นเยี่ยม ซึ่งทำให้สามารถคว้าแชมป์กลับมาครองได้ ในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ต่อมาในปี 2017 ซูซูกิ ได้เรียกเสียง ฮือฮา ด้วยการเซ็นสัญญากับ 2 นักแข่งใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนักแข่งดาวรุ่งจาก Moto2 อย่าง อเล็กซ์ รินส์ หมายเลข 42 ที่กำลังเป็นที่จับตามอง อีกทั้งยังพัฒนา ซูซูกิ GSX-RR ให้ทรงประสิทธิภาพขึ้นไปอีก ซึ่งในปี 2018 นั้น 2 นักแข่งจาก Team Suzuki Ecstar สร้างปรากฏการณ์ ขึ้นโพเดียมถึง 9 ครั้ง จาก 17 สนาม ซูซูกิ ยังคงไม่หยุดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสมรรถนะ ของ GSX-RR และก้าวขึ้นเป็นจ้าวแห่งสนามแข่ง ด้วยการเซ็นสัญญานักแข่งดาวรุ่ง เข้ามาร่วมทีมอย่าง โจน เมียร์ เจ้าของหมายเลข 36 มาเสริมความแกร่ง ให้กับ Team Suzuki Ecstar ปี 2019 และเพียง 3 สนามเท่านั้น ซูซูกิ ก็แผลงฤทธิ์ อเล็กซ์ รินส์ ได้ระเบิด ฟอร์มการขับขี่ GSX-RR อย่างร้อนแรงคว้าแชมป์ที่สนาม เรดบูล กรังด์ปรีซ์ ออฟ อเมริกา อีกทั้ง ยังขึ้นโพเดียมในอันดับที่ 2 ในสนามถัดมาที่ Jerez พร้อมทำคะแนนการแข่งขัน อยู่ในกลุ่มผู้นำ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดคว้าแชมป์ที่สนาม ซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ อีกครั้ง อย่างเร้าใจ แบบสุดมันส์ ทำให้คะแนนรวม ณ ปัจจุบันเป็นอันดับที่ 3 ในขณะนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแบบก้าวกระโดด จากผลงานทั้งหมดที่ผ่านมา โดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ก็คว้าแชมป์ และโพเดียมมาครองอย่างมากมาย และเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ทำให้มีสาวกซูซูกิ และแฟนคลับของ อเล็กซ์ รินส์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในปีนี้ยังเหลือ อีก 7 สนาม ซึ่ง 1 ในนั้นคือ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่ประเทศไทยนั่นเอง เรามาดูกันว่า Team Suzuki Ecstar / อเล็กซ์ รินส์ หมายเลข 42 และ โจน เมียร์

Pirelli เตรียมซัพพอร์ตยางเพิ่มใน Malaysian GP หลังการแข่งขัน ThaiGP ที่จ.บุรีรัมย์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานการสร้างสถิติใหม่เวลาดีขึ้นด้วยยาง Pirelli ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันในรุ่น Moto2 และ Moto3 (อ่านสถิติผลเวลา คลิ๊กที่นี่) และด้วยผลสถิติดังกล่าว Pirelli จึงตัดสินใจใช้ยางแบบเดียวกันสำหรับนักแข่ง Moto2™ และ Moto3™ โดยจะเป็นยางคอมปาวด์มาตรฐานพร้อมเพิ่มจำนวนยางให้มากขึ้น สำหรับการแข่งขัน 2024 Malaysian GP ที่จะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ สนาม 2024 Malaysian GP อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกใช้ยางสเปกเดียวกัน นั่นก็คือสนามเซปังฯ มีลักษณะใกล้เคียงกับบุรีรัมย์ ประเทศไทย สนามนี้ไม่ใช่สนามที่มีความต้องการสูงต่อยางนัก แม้จะมีปัจจัยบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งทั้งสองสนามมีลักษณะเด่นในด้านทางตรงยาวและโค้งไฮสปีด บวกกับอุณหภูมิพื้นผิวบนแทร็กค่อนข้างสูงสามารถส่งผลต่อการยึดเกาะเเละความสึกหรอของเนื้อยางได้นั่นเอง โดยเฉพาะโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นโค้งเข็มกลัดที่เชื่อมระหว่างทางตรงสองช่วงเป็นจุดที่มีความท้าทาย ทั้งยางหน้าที่ต้องรับแรงกดจากการเบรกหนัก รวมถึงยางหลัง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนพื้นผิวแทร็กไปเมื่อปี 2016 ที่นี่มีลักษณะลาดเอียงแบบ negative banking หรือการเอียงออกไปด้านนอก ซึ่งสร้างแรงด้านข้างบนยางอย่างมากในมุมเอียงสูงสุด อีกทั้งการแข่งขันที่เซปังค่อนข้างคาดเดาได้ยาก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนเป็นประจำ และพื้นที่แห่งนี้เสี่ยงต่อฝนตกหนักและค่อนข้างรุนแรงทีเดียว ทางตรงยาวและการเบรกอย่างรุนแรง สนามเซปังมีลักษณะเด่นคือทางตรงยาวสองจุดที่เชื่อมต่อกันด้วยโค้งเกือบ 180 องศาที่โค้ง 15 ด้วยความเร็วที่ถึงก่อนการเบรกนั้นสูงมาก ทำให้ยางหน้าต้องรับมือกับการเบรกที่รุนแรงมาก ๆ บวกกับพื้นที่ของสนามเซปังฯ มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน ได้ตลอดโดยเฉพาะในช่วงบ่าย แม้อากาศที่อบอุ่นจะช่วยให้พื้นสนามแห้งเร็วขึ้น แต่คุณสมบัติการยึดเกาะของพื้นผิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากฝน ทำให้ยางต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้ ความแม่นยำและความเสถียร ส่วนที่สองของแทร็ก ตั้งแต่โค้ง 9 จนถึงโค้ง 14 เป็นช่วงที่ต้องใช้เทคนิคและความเร็วสูง ซึ่งจะเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติด้านความคล่องตัวและความมั่นใจที่ยางสามารถมอบให้กับนักแข่ง ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางพีเรลลี่พร้อมมั่นใจได้ว่าการเลือกสรรยางสำหรับการแข่งขันในมาเลเซียเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วที่ จ.บุรีรัมย์ เราจึงเสนอจำนวนยางที่มากขึ้นในแต่ละประเภทอีกครั้งเช่นที่ผ่านมา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของทีมงานและนักแข่งได้มากยิ่งขึ้น ซัพพอร์ตจำนวนยางมากขึ้น โดยนักแข่งแต่ละคนจะมียางให้เลือกใช้ทั้งหน้าและหลังจำนวน 8 เส้นของแต่ละประเภท สำหรับยางหน้าของทั้งสองคลาส ตัวเลือกที่มีคือ SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในส่วนของยางหลังมีตัวเลือกที่แตกต่างกัน สำหรับ Moto2™ จะมี SC0 (Soft) และ SC1 (Medium) ส่วนใน Moto3™ จะมี SC1 (Soft) และ SC2 (Medium) ในกรณีที่ฝนตกจะมีการจัดสรรยาง DIABLO Rain สำหรับสภาพเปียก โดยจะมีจำนวน 5 เส้นสำหรับยางหน้า และ 6 เส้นสำหรับยางหลังสำหรับทั้ง 2 รุ่น Moto2 เเละ Moto 3 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดสรรยางชุดเดียวกับที่ไทยนั่นแหล่ะครับ แต่เพิ่มจำนวนยางมากขึ้นในแต่ละรุ่น เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับทีมช่าง รวมถึงให้นักแข่งสร้างสถิติครั้งใหม่ในสนามนี้อีกด้วย เอาเป็นว่า สนามมาเลเซียใครจะสร้างสถิติครั้งใหม่ มาดูกัน!! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี

MT-09 2024 อัปเกรดใหม่ โฉบเฉี่ยว ดุดัน ไฮเทคยิ่งขึ้น เน็กเก็ดไบค์ตัวแรงที่เคยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2013 ภายหลังจากมีการเปิดตัวเครื่องยนต์ 3 สูบ CP3 ก่อนหน้านั้นเพียงปีเดียว สร้างกระแสความไฮป์ให้กับวงการเน็กเก็ดไบค์เป็นอย่างมาก และล่าสุด Yamaha ก็ได้ทำการเปิดตัว MT-09 2024 เวอร์ชันอัปเกรดใหม่ ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ดุดัน ไฮเทคยิ่งขึ้นไปอีกระดับ เริ่มกันที่ดีไซน์ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยของโมเดลใหม่นี้ โดยมาในรูปโฉมที่ปราดเปรียวและดุดันมากยิ่งขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์การออกแบบ แบบ 3D Riding ที่เน้นให้ผู้ขับขี่ขยับท่วงท่าได้อย่างอิสระ ผสมผสานเข้ากับตัวแฟริ่งของรถที่ได้ไอเดียมาจากรถ YZ โมโตครอสสำหรับแข่งของยามาฮ่าที่โดดเด่นในเรื่องนี้ แน่นอนว่าทางค่ายยังคงแนวคิดเรื่องสวยงามและใช้งานได้ด้วย คือ ไม่ใส่สิ่งที่ไม่จำเป็นเข้าไป ตามสเต็ป “น้อยแต่มาก” ในทุก ๆ รายละเอียด ตัวรถเลยมีไฟหน้า LED ที่มีขนาดกะทัดรัดมาขึ้นไปอีก โดยมีการออกแบบตัวครอบไฟหน้ามาใหม่ ไฟโปรเจ็กเตอร์ LED ที่ทำหน้าที่ทั้งไฟสูงและไฟต่ำในตัวเดียวกันมีขนาดเลนส์ที่เล็กและบางลง แต่ยังให้ทัศนวิสัยที่ดีอยู่เช่นเดิม ขณะที่ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์เป็นไฟ LED คู่เสริมความดุดันให้ด้านหน้าดูเข้มลงตัว ถัดเข้ามาด้านในอีกนิด ทางค่ายยังได้มีการใส่หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วดีไซน์ใหม่เข้าไปด้วย แน่นอนว่ามาพร้อมระบบการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและระบบนำทางเข้าไปด้วย ด้านท้ายเองก็มีการออกแบบใหม่เช่นกัน ไฟท้ายและไฟเบรกแยกจากกันและจัดเรียงเป็นทรงใหม่ โดยไฟท้ายด้านบนจะเป็นสีแดงและด้านล่างเป็นสีสโม้ค ให้ภาพที่ดูปราดเปรียวยิ่งขึ้น ถังน้ำมันขนาด 14 ลิตรเองก็ได้รับการดีไซน์ใหม่เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญต่อท่านั่งและการขับขี่ โดยปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของทางตระกูล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดี และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้นในเรื่องของ 3D Riding แน่นอนว่ามีการปรับปรุงท่านั่งการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ทั้งความนิ่งและความคล่องตัว โดยมีการปรับตำแหน่งของแฮนด์บาร์ พักเท้าและเบาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่นั่งได้อย่างสบายและมีอิสระในการขยับตัวมากขึ้น แต่ยังมีท่านั่งที่โน้มตัวไปด้านสไตล์สปอร์ตอยู่เล็กน้อยเช่นเดิม เบาะนั่งแยกเป็น 2 ชิ้น ของผู้ขับขี่และคนซ้อนเพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์การออกแบบ และแอบมีช่องจ่ายแบบ Type C ที่ด้านใต้เบาะเพื่อใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังมีการเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย โดยมีการใช้คันเบรกหลังใหม่ทำจากอลูมิเนียมฟอร์จ ส่วนปลายคันเกียร์จะถูกปรับให้แบนมากขึ้นเพื่อลดการขยับข้อเท้าเวลาเข้าเกียร์ เพื่อให้เข้าเกียร์ได้สมู้ทขึ้น และเพื่อให้เข้ากับความแรงของเจ้า Master of Torque คันนี้ทางค่ายได้อัปเกรดมาใช้ปั๊มเบรกบนจาก Brembo ตัวใหม่เป็นแบบเรเดียลที่ให้ฟีลลิ่งที่กะเกณฑ์และควบคุมแรงเบรกได้ดั่งใจมากขึ้น แถมด้วยการดีไซน์มือคลัตช์ใหม่ให้เป็นก้านที่ปรับได้ ช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจมากขึ้น รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนสวิตช์เกียร์ให้สามารถใช้งานได้สะดวก และเข้าถึงได้ฟังก์ชั่นหลากหลายมากขึ้นด้วย ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็ยังคงเป็นเครื่อง CP3 สามสูบแบบครอสเพลน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 890 ซีซี ที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย EU5+ ให้กำลังสูงสุด 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ส่วนของช่วงล่างก็ยังคงเดิม ยกเว้นยางที่มีการเปลี่ยนเป็นยางรุ่นใหม่ขึ้น โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 ม.ม.จาก KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ส่วนเรื่องของระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว โดยมีขนาดยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 พร้อมล้อสปินฟอร์จน้ำหนักเบาแบบไม่ต้องใช้ยางใน ปิดท้ายด้วยเรื่องของเทคโนโลยีแน่นอนว่าล้ำกว่าเดิมด้วยการสามารถปรับแต่งระบบต่าง ๆ ของตัวรถผ่าน Yamaha Ride Control (YRC) ได้ และสามารถปรับแต่งผ่านแอพพลิเคชันบนมือถือได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันล้ำ ๆ และสะดวกมาก ๆ เลยทีเดียว ส่วนระบบอื่น ๆ แน่นอนว่าก็ยังมีอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้ ECU และช่วยประมวลผลระบบต่าง ๆ ในรถ ทั้งแทร็คชันคอนโทรล สไลด์คอนโทรล ระบบการควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบเบรกคอนโทรล และยังมีระบบ Back Slip Regulator ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรเวลาที่ล้อหลังเกิดล็อกขึ้นมาจากการมีเอ็นจิ้นเบรกมากเกินไป โดยระบบนี้จะควบคุมระดับของแรงบิดที่ออกมาจากเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีระบบครูซคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์เจ็นฯ ที่ 3 ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติอีกด้วย มาถึงตอนนี้ใครที่ขี่โมเดลเก่าคงน้ำลายหก คนที่ยังลีลายังไม่ได้เป็นเจ้าของคงอยากได้แทบจะขาดใจ งานนี้ผมบอกเลยเข้าไทยแน่นอน แต่ก็ต้องแลกกับราคาที่น่าจะสูงขึ้นด้วย งานนี้ใครอยากได้รีบเก็บตังรอตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ เพราะราคาโมเดลล่าสุดอยู่ตอนนี้อยู่ที่ 439,000 บาท โมเดลใหม่ก็น่าจะมีโดดไปสี่แสนปลายเลยก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha

Jonathan Rea ย้ายสู่ทีม Pata Yamaha Prometeon WorldSBK เรียบร้อย เพียง 24 ชม.หลังจากจบการแข่งขัน WorldSBK ฤดูกาล 2023 แชมป์โลก 6 สมัยอย่าง Jonathan Rea ย้ายสู่ทีม Pata Yamaha Prometeon WorldSBK ทันที และนี่เป็นครั้งแรกที่มีรถแข่ง R1 หมายเลข 65 โดยรูปโฉมที่เผยออกมานั้นมาในโทนสีสุดเท่ โดดเด่นด้วยสีเทาพิเศษ สีขาวและลายคาร์บอนไฟเบอร์ ในลักษณ์ของลวดลายแบบวินเทอร์เทสต์นั่นเองครับ แน่นอนว่าทางทีมงานและวิศวกรของยามาฮ่ารอต้อนรับกันเป็นอย่างดี และเบื้องต้น Rea เองก็ดูจะชอบการฟิตติ้งรถล่วงหน้า และเราได้เห็นเขาและรถคันนี้ทดสอบกันในแทร็กแล้วที่ Circuito de Jerez – Ángel Nieto 2 วันด้วยกัน โดยผลเทสต์ในวันแรกนี้ Rea กดไป 12 แล็ป ทำเวลาได้ 1’40.302 เร็วเป็นอันดับ 4 ของการทดสอบในวันนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว กับคนที่ต้องเปลี่ยนรถข้ามค่ายมาแบบนี้ ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับผม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Jorge Martin ทุบสถิติ..ทำเวลาดีที่สุดใน ThaiGP 2023 หลังจากจบการแข่งขันไปแล้วสำหรับรายการ โออาร์ ไทยแลนด์ กรังปรีซ์ 2023 แอดก็ขอแสดงความยินดีแก่นักแข่งทุกท่านที่สามารถคว้าโพเดียมไปได้สำเร็จในครั้งนี้ และอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจนั่นก็คือ นักบิดคนไหนกันนะ ที่สามารถโชว์ฟอร์มสุดฮอต ทำเวลาได้ดีที่สุดในสนามบ้านเรากันแน่ และแน่นอนจะเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้าของโพเดียม อันดับ 1 รุ่นโมโตจีพีสนาม 17 อย่าง Jorge Martin นักบิดหมายเลข 89 จาก Prima Pramac Racing นั่นเอง โดยทำเวลาที่ดีที่สุดในรอบควอลิฟาย (Q2) ที่ 1:29.287 นาที ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ ทุบสถิติเก่าอย่าง Marco Bezzecchi ที่เคยทำไว้ที่ 1:30.896 นาที เมื่อปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นสถิติเรคคอร์ดใหม่ในสนามช้าง ฯ เลยก็ว่าได้ สำหรับนักบิดเซียน ๆ ชาวไทยเคยทำเวลาดีที่สุดในสนามนี้ไว้ที่เท่าไหร่กันครับ มาแชร์กัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก