SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

BMW M RR WSBK รถแชมป์โลกแค่ 54 คันเท่านั้น BMW M RR WSBK โมเดลใหม่จากค่ายใบพัดที่ผลิตออกมาเพื่อฉลองผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับ ‘โทปรัค ราซกัตลิโอกลู’ ที่ทำสำเร็จหลังจากพยายามมาหลายปีในศึก World Superbike Championship ในที่สุด BMW ก็ประสบความสำเร็จในปี 2024 โดย โทปรัค นักบิดจากทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK คว้าแชมป์ประเภทนักแข่งได้อย่างงดงาม ฤดูกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นที่สุดที่เราเคยเห็นมา ราซกัตลิโอกลู จบปีด้วยชัยชนะ 18 ครั้ง และขึ้นโพเดียม 27 ครั้ง แม้จะต้องพักแข่งไปสองรอบกลางฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ตลอด 12 การแข่งขัน เขายังคว้าตำแหน่งโพลได้ 6 ครั้ง และทำเวลาเร็วที่สุดในรอบการแข่งขันอีก 13 ครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ BMW Motorrad ต้องการเฉลิมฉลองตำแหน่งแชมป์อย่างมีสไตล์ Markus Flasch ซีอีโอของ BMW Motorrad กล่าวเกี่ยวกับรถโมเดลใหม่นี้ว่า “ผลงานอันยอดเยี่ยมของโทปรัคที่คว้าแชมป์โลกมาครอง เป็นโอกาสที่น่ายินดีสำหรับเราที่จะสร้าง M 1000 RR รุ่นจำลองแชมป์โลกแบบแท้ ๆ เพื่อแฟน ๆ ของ BMW Motorrad ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต โดยผลิตเพียง 54 คันเท่านั้น ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวของเขา” Champion Edition 2024 พัฒนามาจากรุ่น M1000RR M Competition ในโมเดลปี 2024 มาพร้อมโค้ดเปิดใช้งาน M GPS Laptrigger และสีตัวถัง M Motorsport ในโทน Blackstorm Metallic พร้อมโลโก้ผู้สนับสนุนทีม ROKiT BMW Motorrad WorldSBK รถทุกคันที่มีวางจำหน่ายจะไปพร้อมลายเซ็นจากโทปรัค นอกจากนี้ตัวรถยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนคาร์บอนเสริม เช่น ฝาครอบถังน้ำมัน โครงรถ สวิงอาร์ม สายไฟ ฝาครอบคลัตช์ และแผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย และผู้ซื้อจะได้รับบัตรกำนัลสำหรับแลกรับท่อไอเสีย Akrapovič Evolution Line ไทเทเนียมที่เข้าชุดไปเลยแบบฟรี ๆ (ซึ่งคาดว่าน่าจะรวมในราคารถเป็นที่เรียบร้อย) และสิทธิ์สุดพิเศษ ผู้ที่ซื้อรถคันนี้ในเยอรมนีจะมีโอกาสได้ MEET AND GREET พบปะกับ โทปรัค ราซกัตลิโอกลูแบบตัวต่อตัว ซึ่งเขาได้กล่าวปิดท้ายฤดูกาลอันสุดเร้าใจว่า “นี่เป็นฤดูกาลที่น่าทึ่ง และเราก็ได้เป็นแชมป์โลก ผมขอบคุณ BMW Motorrad ทีมของผม และทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จอันยอดเยี่ยมนี้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้รับรถ Champion Edition 2024 หมายเลข 1 ซึ่งแน่นอนว่ามันจะได้อยู่จุดที่โดดเด่นในบ้านของผม” ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในโมเดลสุดลิมิเต็ดนี้ รถจะผลิตทั้งหมด 54 คัน โดยหมายเลข 01/54 จะมอบให้กับโทปรัค และหมายเลข 54/54 จะเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ BMW ทำให้เหลือเพียง 52 คันสำหรับจำหน่ายเฉพาะในเยอรมนี ราคา 54,000 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,986,560 บาท BMW M1000RR MY 2024 BMW M RR WSBK 2024 เมื่อเทียบกับโฉมปกติอย่าง M1000RR 2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 30,960 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,136,800 บาท ซึ่งในตัวลิมิเต็ดนี้จะแพงกว่าประมาณ 20,040 ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 735,760 บาท หากอ่านแล้วรู้สึกสนใจอยากจะครอบครองมาประดับโรงรถที่บ้าน สามารถติดต่อทาง BMW และอิมพอร์ตรถเข้ามาได้เลย คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Honda ADV350 ปรับสีใหม่ ใส่จอ TFT 2025 Honda ADV350 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี กับรถที่เป็นขวัญใจขาซิ่งในประเทศไทย ที่มาพร้อมสีสันใหม่ หน้าจอใหม่แบบ TFT เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานมากยิ่งขึ้น หน้าจอกลางใหม่แบบจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync สามารถใช้ในส่วนของระบบนำทาง, รับสายโทรศัพท์ หรือฟังเพลง ที่ควบคุมได้หมดเพียงแค่ปลายนิ้วโป้งซ้าย นอกจากนี้ยังมีช่อง USB ในกล่องเก็บของหน้าซ้ายสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน และใต้เบาะขนาดใหญ่ 48 ลิตรเก็บของได้อย่างจุใจ ระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual-Channel, ระบบควบคุมแรงบิด Honda Selectable Torque Control (HSTC) 3 ระดับได้แก่ เปิดทั้งสองล้อ, เปิดเพียงล้อเดียว และปิดระบบ Emergency Stop Signal (ESS) จะทำงานและปิดเองอัตโนมัติเมื่อเกิดการเบรกกะทันหัน ระบบสมาร์ทคีย์และระบบป้องกันการโจรกรรม เครื่องยนต์ และ ช่วงล่างแบบเดิม ถึงแม้จะเป็นโมเดลใหม่แต่ก็ยังคงเครื่องยนต์เดิมแบบขาประจำ eSP+ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดเครื่องยนต์ 330 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 28 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 31.5 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาที มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 11.7 ลิตรอีกทั้งยังสามารถเคลมได้ไกลกว่า 330 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง ในส่วนของช่วงล่างด้านหน้ามากับโช้คอัพแบบ USD ขนาดแกน 37 มม.มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 125 มม.และด้านหลังมาแบบโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์มีระยะยุบตัวอยู่ที่ 130 มม. ระบบเบรกด้านหน้ามาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. และด้านหลังระบบเบรกดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. คู่กับล้ออลูมิเนียมด้านหน้าขนาด 15 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 120/70 และด้านหลังล้อขนาด 14 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 140/70 สีสันที่วางจำหน่าย สีเทา (Matte Ruthenium Silver Metallic) สีดำ (Pearl Nightstar Black) สีแดง (Hyper Red) สีเทา-ดำ (Matte Coal Black Metallic) สำหรับราคาวางจำหน่ายที่ประเทศอังกฤษอยู่ที่ 5,899 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยประมาณ 258,900 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) แต่คาดการณ์ว่าหากเขาไทย ในโมเดลใหม่นี้ราคาจะไม่ต่างจากโฉมก่อน ๆ ที่วางขายในประเทศ เพราะเพิ่มมาเพียงแค่จอ TFT แบบใหม่ และสีสันที่วางจำหน่ายเท่านั้น ไบค์เกอร์สายแต่งรถเตรียมตัว เพราะยังไงก็เข้าไทยแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 1200 2024 เผยโฉมแล้ว เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่จากค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph Scrambler 1200 2024 ครั้งนี้มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือ Scrambler 1200 XE (อัปเดตใหม่) และ Scrambler 1200 X (รุ่นใหม่) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เจ้า XE จะตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ด ขณะที่ X จะเหมาะกับการขับขี่บนถนนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยได้ระดับนึง (มาแทนรุ่น XC) ทั้ง 2 โมเดลจะมาในดีไซน์สแครมเบลอร์แบบดั้งเดิมเด่นด้วยท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่อง High Power 2 สูบเรียงขนาด 1200 ซีซี ให้สมรรถนะสูงทั้งแรงม้าและแรงบิด และจะไปแตกต่างกันในเรื่องช่วงล่างเป็นหลัก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกจำนวนนึง โดยเจ้าขุมพลังบอนเนวิลล์ไฮพาวเวอร์เครื่องนี้มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบของสแครมเบลอร์คือเน้นแรงบิดสูง ปรับเปลี่ยนคอท่อไอเสียให้ดีขึ้น ทำให้แรงบิดสูงในรอบที่กว้างขึ้น โดยให้กำลังสูงถึง 90 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงถึง 110 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ รุ่น X สำหรับรหัส X นั้นจะเน้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและความสูงของตัวรถ ดีไซน์เฉพาะตัวสังเกตได้จากบังโคลนแบบทำสี และจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันคือสีแดง Carnival Red สีดำ Sapphire Black และตัวรถจะมีเบาะนั่งที่ต่ำกว่าตัว XE โดยจะมีความสูงเบาะที่ 820 ม.ม. ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะมีในส่วนของแชสซีและเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้าที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ใช้งาน โดยโมเดล X จะออกแบบมามุ่งเน้นการขับขี่แบบออนโร้ดเป็นหลัก โดยจะมีโช้คจาก Marzocchi เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก และโช้คหลังคู่แบบซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบเบรกก็จะเป็นของทาง Nissin ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียลเมาท์จากทาง Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 255 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดสเตนเลสจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ยางจะเป็นยางแบบ All Terrain ที่ใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่เทคโนโลยีนั้นก็ให้มาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟแบบ LED เต็ม ระบบ ระบบเบรก Optimised Cornering ABS ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ ระบบ Optimised Cornering Traction Control ที่สามารถเปิด – ปิดได้ ปรับปรุงใหม่มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้งสองจะทำงานร่วมกันกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU และจะมีโหมดการขับขี่ 5 โหมด Sport, Road, Rain, Off-Road และ Rider Configurable หน้าจอผสมแบบมัลติฟังก์ชันแบบ LCD และจอแสดงผลสี TFT รวมอยู่ในเรือนไมล์ทรงกลมคลาสสิก ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้จะไม่เหมือนกับทาง XE รุ่น XE สำหรับเจ้าโมเดล XE จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะมีบังโคลหน้าอลูมิเนียมแบบปัดเงา และมีสีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำเทา Phantom Black & Storm Grey สีส้มดำ Baja Orange & Phantom Black และสีดำ Sapphire Black ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวรถมีระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถที่มากกว่า ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโร้ด แต่พื้นฐานเครื่องยนต์จะเหมือนกันอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนช่วงล่างนั้นก็จะมีการอัปเกรดให้ดีขึ้น และเกรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับโมเดล X อย่างโช้คก็จะเป็นของ Marzocchi เช่นกันเพียงแต่จะสามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้เต็มระบบ และมีระยะยุบที่มากกว่าเป็น 250 ม.ม. ระบบเบรกเองก็มีระดับที่สูงกว่า โดยจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255

X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ? หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ X-ADV 750 โฉมปี 2024 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรูปหลุดพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรใหม่สำหรับรุ่นอัปเดตที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวกับรายละเอียดของโมเดลอัปเกรดรุ่นนี้ จากการสังเกตุล่าสุดเหมือนจะมีการอัปเดตใหม่เพิ่มเติม ไหนขอลองไปสำรวจก่อน ว่ามีอะไรบ้าง สำหรับจุดแรกที่มีการปรับใหม่นั่นก็คือคอนโทรลหน้า พร้อมตำแหน่งของแผงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับขยับลงมาจากเดิม ทั้งไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงเพิ่มไฟ Conering light เข้ามาช่วยส่องสว่างในเวลาขับขี่ในเวลาเข้าโค้ง ดูโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นในสไตล์รถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ ในจุดต่อมาจะเป็นในส่วนของท่อไอเสียที่ปรับมาใหม่ ด้วยการเดินคอท่อยาวขึ้น ยกสูงยิ่งขึ้นและออกแบบปลายท่อขนานกับเบาะคนซ้อน ซึ่งดูคล้ายกับโมเดลแสครมเบลอร์ในรุ่น CL500 ซึ่งจะช่วยปรับทิศทางของการปล่อยไอเสียไปทางด้านหลัง แถมยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทางฝุ่น สามารถลุยดิน ลุยน้ำ ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านขุมพลังยังคงไม่อัปเดตอะไรเพิ่ม กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 270 องศา ขนาด 745 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 มาพร้อมกำลังแรงม้าที่ 58.6 และแรงบิดที่ 67.8 นิวตันเมตร เสริมด้วย 5 โหมดการขับขี่ ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ในด้านฟีเจอร์ยังคงไม่มีอะไรอัปเพิ่ม ซึ่งเดิม ๆ อัดมาให้แน่นอยู่แล้วสำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตขึ้นในปีหน้า ยังไงก็มารอลุ้นกันว่าโฉมจริงรุ่นอัปเดตหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่แอดเชื่อว่าจะต้องถูกใจสาวกค่ายปีกนกอย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง ที่ Motegi ในศึก Moto2 2023 แฟน ๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักแข่งหมายเลข 35 จากสังกัด IDEMITSU Honda Team Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแข่งจากโครงการ Race to The Dream ของทาง Thai Honda ที่ได้คว้าชัยในศึก Japanese Grand Prix สนาม Mobility Resort Motegi รุ่น Moto2 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เจ้าคิงคองก้องนั้นไม่ได้แค่ชนะ แต่ยังมีการทำสถิติที่น่าทึ่งไว้อีก 5 สถิติกันด้วย เราไปดูกันดีกว่ามีอะไรกันบ้าง สถิติแรกคือการทำเวลาควอลิฟายในรอบ Q2 ได้ดีที่สุดและได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลด้วยเวลา 1:49.898 นาที เวลานี้ได้กลายเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล (Best Pole) ของสนามแห่งนี้ ทำลายสถิติเดิมของทางสนาม สถิติที่ 2 ยังเป็นตัวเลขเดิมคือ 1:49.898 นาที ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล แต่ยังควบสถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ของสนามแห่งนี้อีกด้วย (All Time Lap Record) สถิติที่ 3 เจ้าก้องออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลและคว้าชัยชนะในการแข่งขันแบบขึ้นนำม้วนเดียวจบจนกระทั่งเข้าเส้นชัย เรียกว่าเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 ทุกแล็ป สถิติที่ 4 นอกจากจะคว้าชัยชนะมาแล้ว ยังทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันที่ดีที่สุดของสนามนี้ด้วยเวลา 1:50.679 นาที (Best Race Lap) สถิติที่ 5 เจ้าก้องยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชนะ Japanese Grand Prix ในรุ่น Moto2 และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของเจ้าก้อง นับจากชัยชนะครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วที่อินโดนีเซีย เรียกว่าสนามแห่งนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ สำหรับ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ส่วนสนามหน้าที่สนาม Pertamina Mandalika International Circuit ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 13 – 15 ตุลาคมนี้ แฟน ๆ ชาวไทยก็อย่าลืม “เชียร์ให้ก้อง” กันด้วยนะครับ ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาร์ค มาร์เกซ ต่อสัญญากับ HRC ยิงยาว 4 ปี! ล่าสุด HRC หรือ Honda Racing Corporation ประกาศอย่างเป็นทางการถึงความสำเร็จในการต่อสัญญากับมาร์ค มาร์เกซ นักบิดสเปนวัย 27 ปี ที่กำลังจะลงแข่งขันชิงแชมป์โลกในรายการโมโตจีพี 2020 กับ Repsol Honda ซึ่งเป็นทีมโรงงานของ Honda โดยสัญญาใหม่นี้จะเริ่มตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป มาร์ค มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก MotoGP 6 สมัย เปิดเผยว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกาศข่าวที่น่ายินดีสำหรับการต่อสัญญากับ HRC ไปอีก 4 ปี Honda คือผู้ให้โอกาสผมได้ก้าวขึ้นมาแข่งขันในระดับ MotoGP เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2013 ด้วยรถแข่งของทีมโรงงาน และตั้งแต่ปีแรก เราก็ประสบความสำเร็จด้วยกันเป็นอย่างมาก ผมเองก็มีความสุขกับการได้ทำงานร่วมกับครอบครัว Honda และ HRC ได้ให้ความมั่นใจกับผมเป็นอย่างมากกับการต่อสัญญาครั้งนี้ เพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่เรามีร่วมกัน และสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โยชิชิเกะ โนมูระ ประธาน HRC เปิดเผยว่า “เรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ประกาศข่าวดีนี้ให้ทุกคนทราบ หลังจบฤดูกาลนี้ มาร์คจะยังอยู่กับเรา และจะอยู่กับครอบครัว Honda ของเราต่อไปอีก 4 ปี เราได้มีการคุยกับมาร์คถึงเรื่องสัญญาใหม่ตั้งแต่เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว และทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากจะทำงานร่วมกันเพื่อคว้าชัยชนะต่อไป มาร์คเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักแข่ง MotoGP กับเราตั้งแต่ปี 2013 และเราก็ร่วมกันคว้าแชมป์ MotoGP ได้มากถึง 6 ครั้งจาก 7 ปีหลังสุด ในฐานะที่มาร์คคือแชมป์โลกที่ไม่เหมือนใคร เขาจึงสมควรที่จะได้รับข้อเสนอที่ไม่เหมือนใครเช่นกัน ผมมั่นใจในความร่วมมือครั้งนี้ และหวังว่าสมาชิกทุกคนในทีมจะร่วมกันสานต่อความสำเร็จต่อไป” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ค่ายรถสีส้ม KTM ก็พร้อมลุย MotoGP 2020 แล้วเช่นกัน ไลน์อัพสำหรับทีม Red Bull KTM Factory Racing และ Red Bull KTM Tech3 ได้เป็นที่รู้จักกันมาสักระยะนึงแล้ว โดยมี Pol Espargaro นักแข่งวัย 28 ที่มาขี่ KTM RC16 เป็นปีที่ 4 แล้ว (มีแต้มที่ได้จากการแข่งขัน GP มากที่สุดและเคยยืนโพเดียม 1 ครั้ง) และเป็นปีที่เจ็ดกับการแข่งขัน MotoGP ของเขา อีกคนก็คือ Brad Binder นักแข่งหน้าใหม่วัย 24 ที่เพิ่งจะลงแข่ง MotoGP ในปีนี้ ส่วนนักแข่งจากทีม Tech3 คือ Miguel Oliveira (นักแข่งวัย 25 ปีกับปีที่สองในการแข่ง MotoGP) และ Iker Lecuona (นักแข่งรุกกี้วัย 20 ปี เป็นนักแข่งอายุน้อยที่สุดในกริด MotoGP 2020) สำหรับฤดูกาลนี้ KTM จะส่ง KTM RC16s ลงกริดสตาร์ททั้งหมด 4 คันด้วยกัน โดยรถแข่งทั้งหมดทุกคันจะมีสเป็กใหม่ของปี 2020 นักแข่งทุกคนผ่านการทดสอบส่วนตัวและแบบเป็นทางการของ IRTA เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม และจะลองทดสอบที่สนาม Losail ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์เป็นเวลา 3 วันก่อนจะที่การแข่งขันจะเริ่มต้นเปิดฉากขึ้น Red Bull KTM Tech3 อ้างว่าทีม ค่ายรถสีส้ม ของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความสดใหม่ ด้วยชุดสี ‘Organics by Red Bull’ และนักแข่งที่เป็นหน้าใหม่ ศักยภาพของรถเจเนอเรชันที่ 3 ของ KTM RC16 นั้นหวังผลได้ หลังจากที่ค่ายได้พยายามทุ่มเททดสอบพร้อมกับอาศัยประสบการณ์จากอดีตแชมป์โลกอย่าง Dani Pedrosa เสริมด้วยความรู้จาก Mika Kallio ที่มีประสบการณ์ยาวนาน และได้แข่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว Mika Kallio การแข่งขัน MotoGP ในปีนี้จะเป็นเหมือนตัวช่วยนำเสนอให้เห็นถึงจุดสูงสุดของโครงสร้างการแข่งขันของ KTM ไม่ใช่แค่เพียง KTM RC4 ทั้งหมด 14 คันที่จะค่อยๆ พัฒนาในการแข่งขัน Moto3 ในขณะที่ดาวเด่นก็จะได้ลงสู้ศึก Red Bull MotoGP Rookies Cup และ Northern Talent Cup กันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก