SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่

ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง!!! Suzuki ขึ้นโพเดียม 2 สนามติด MotoGP 2019 สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “MotoGP” 2019 สนามที่ 4 รายการสแปนิช กรังปรีซ์ ณ สนาม Circuito do Jeresz – Angel Nieto ประเทศสเปน อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปน หมายเลข 42 สังกัด Team Suzuki Ecstar ได้คว้าชัยในสนามนี้ โดยควบ Suzuki GSX-RR แซงคู่แข่งผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ในสนามที่ 3 อเล็กซ์ รินส์ ทำผลงานได้น่าทึ่งโดยการคว้าแชมป์สนามมาแล้วเช่นกัน โดยมีคะแนนสะสมรวมอยู่ลำดับที่ 2 ห่างจากผู้นำเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ติดตามเชียร์ และเป็นกำลังให้ อเล็กซ์ รินส์ คว้าแชมป์ในสนามที่ 5 ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ณ สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวใน Facebook คลิกทีนี้

Yamaha YZR-M1 ของ Valentino Rossi #46 สีของตัวรถถุกออกแบบใหม่ทั้งหมดตาม สปอนเซอร์ใหม่ Monster Energy drink ดูดุดันมากขึ้น ทุกอย่างลงตัว อะไหล์ที่ให้เข้าไปถือว่าดีที่สุดและลงตัวที่สุดในตอนนี้ ส่วนทีมเมทยังเป็นคนเดิม แค่เปลี่ยนเบอร์ใหม่ Maverick Viñales 12 ยังไงก็ตามเชียร์กันได้ ปีนี้ เต็มที่แน่นอน!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

Manuel Gonzalez คว้าโพเดี้ยม สำหรับศึกสนามแรก ThaiGP 2025 พร้อมทุบสถิติด้วยยาง Pirelli สามารถทำ Best Lap Record ว่าแต่เวลาจะเท่าไหร่ คลิ๊ก

Isle of Man TT ประกาศจับมือ BMW ยกระดับ Safety Car Isle of Man TT การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบสุดโหด ที่ถูกจัดการแข่งขันขึ้นทุกปีบนเกาะไอล์ออฟแมน ซึ่งเป็นเกาะกึ่งอิสระระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ โดยจุดเด่นของการแข่งขันรายการนี้คือการใช้สนามแข่งที่เป็นถนนสาธารณะของเกาะไอล์ออฟแมนเป็นสนามจริง ด้วยระยะทางความยาวต่อรอบกว่า 60.72 กิโลเมตร ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในการเปลี่ยนพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัย โดยพาร์ทเนอร์รายใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ค่ายใบพัดสีฟ้า BMW ที่จะเข้ามาแทนที่ค่ายรถดังจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ‘Honda’ หลังจากที่แบรนด์ผู้ผลิตรายนี้ดำรงตำแหน่งพาร์ทเนอร์ด้านความปลอดภัยของการแข่งขันมานานกว่า 30 ปี (ตั้งแต่ปี 1977) โดยค่ายรถสัญชาติเยอรมันจะเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งตามข้อตกลงทาง BMW จะเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้กับเจ้าหน้าที่มาร์แชลประจำรายการ รวมไปถึงการจัดหารถยนต์หลากหลายประเภทสำหรับการใช้ในภารกิจด้านความปลอดภัยต่าง ๆ พอล ฟิลลิปส์ หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต Isle of Man กล่าวถึงข้อตกลงใหม่กับบีเอ็มดับเบิลยูว่า “ความปลอดภัยคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำในรายการ TT และการมีพาร์ทเนอร์ที่สามารถช่วยเราทำให้คำมั่นนั้นเป็นจริงได้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของงานนี้” “ทีมแพทย์ของเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย และการที่พวกเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่และมาร์แชลทุกคน ได้รับอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด” “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเราในการพัฒนารายการแข่งในอนาคต” นอกเหนือจากการสนับสนุนด้วยรถจักรยานยนต์แล้ว BMW ยังจัดหารถ SUV รุ่น X5 และ X3 หลายคัน รวมถึง X5M ขุมพลัง 616 แรงม้า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน (Medical Fast Response Car) ของการแข่งขันอีกด้วย โดย Safety Car คันนี้จะลงทำหน้าที่ในฤดูกาล 2025 ทันทีเป็นฤดูกาลแรก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คู่มือ Mitsubishi Space Wagon มือสองฉบับอัปเดตปี 2569 เจาะลึก 10 จุดอ่อนที่ต้องระวัง และวิเคราะห์ความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
CCM Classic Tracker อยากสไลด์แบบเก๋า ๆ ต้องคันนี้ เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอีกครั้งกับแบรนด์อังกฤษจากเมืองโบลตันกับ CCM Classic Tracker แฟล็ตแทร็กเกอร์ในสไตล์คลาสสิคที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร กล่าวคือแม้จะเป็นรถระดับกลาง ๆ แต่ก็จัดเต็มในลักษณะทุกรุ่นคือรถเรือธงในตัวมันเองนั่นเองครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจากเจ้าสตรีทแทร็กเกอร์ที่มีอยู่แล้วของทางค่าย โดยมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันจำนวนมาก รูปลักษณ์มาในแบบคลาสสิค มีความดิบเถื่อนจากการโชว์เฟรมโลหะและเครื่องยนต์ให้เห็นชัดเจนไร้การปิดบัง แม้จะมีการครอบไฟหน้าและบังโคลนมาในรูปแบบของคาร์บอนไฟเบอร์ก็ตาม มีแฮนด์บาร์กว้างในสไตล์ของสแครมเบลอร์ เบาะนั่งตอนเดียวแบบเจาะรูพรุน และมีระบบไฟส่องสว่างเป็น LED แบบมัลติฟังก์ชันทั้งหมด ขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวลูกโตระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 600 ซีซี เคลมแรงม้ามาเท่าไหร่ไม่ได้ระบุตรง ๆ แต่คำนวณจากอัตราส่วนแรงม้าที่ให้มาที่ 0.38 แรงม้าต่อกก. ได้ประมาณ 55.1 แรงม้า แต่มีแรงบิดเคลมมาที่ 58 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวรถที่มีน้ำหนักเพียง 145 กก. นั้นบอกได้เลยว่าแรงเกินตัวเลยทีเดียว สำหรับถังน้ำมันนั้นจะจุอยู่ที่ 14 ลิตรก็น่าจะช่วยให้คุณสนุกได้ยาวนานพอสมควร ตัวรถมีช่วงล่างโดดเด่นด้วยยางสไตล์แฟล็ตแทร็กที่ใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ พร้อมล้อขนาด 19 นิ้วแบบซี่ลวด ช่วยให้พร้อมจะเอาไปสไลด์ฝุ่นตามความต้องการได้ทันที ระบบเบรกจาก J. Juan ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันโดยมีขนาด 240 ม.ม. ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหน้าหัวกลับจาก Marzocchi โช้คหลังเดี่ยวสปริงสีดำแบรนด์ไทย YSS นั่นเอง สุดท้ายจะมีด้วยกัน 2 แพ็กเกจให้เลือก คือ ตัวสแตนด์ดาร์ด ราคา 10,695 ปอนด์หรือราว ๆ 465,000 บาท และตัว Infinity ซึ่งจะมาในเฉดสีสุดเก๋าคือสีโครมกับล้อสีทอง ราคา 500,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Razgatlıoğlu เผยพอใจที่ได้ลองขี่ YZR-M1 ที่ Aragon มาก ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้แชมป์โลกคนล่าสุดจากฝั่ง Superbike World Championship อย่าง Toprak Razgatlıoğlu เผย ว่าพอใจกับผลที่ได้ทดลองขับขี่ Yamaha YZR-M1 ในการทดสอบ MotoGP Test แบบไพรเวตที่สนาม MotorLand Aragón ซึ่งอาจจะเป็นเค้าลางของการย้ายมาทำการแข่งเวทีใหญ่ขึ้นก็เป็นได้ หลังจากที่เขาได้ชัยชนะครั้งแรกในศึก WorldSBK ฤดูกาล 2022 ที่ Misano นักแข่งสัญชาติตุรกีก็ได้ทดลองเปลี่ยนรถจาก Yamaha R1 มาเป็น Yamaha YZR-M1 ทั้งหมดรวม ๆ 40 แล็ป ที่ Aragon ซึ่งเต็มไปด้วยโค้งไฮสปีดและโค้งยาก ๆ กับความยาว 5.078 กม. บวกกับทางตรงยาว ๆ ระหว่างโค้ง 15 และ 16 ช่วยให้เขาได้รับและสัมผัสประสบการณ์และสมรรถนะในทุก ๆ มุม ทุก ๆ ด้านของ เจ้า YZR-M1 ได้เป็นอย่างดี นักแข่งหนุ่มวัย 25 เริ่มต้นวันด้วยการลองขี่ไปก่อน 12 แล็ปเพิ่มสร้างความคุ้นเคยกับรถและยาง จากนั้นก็วิ่งเป็นรัน รันละไม่กี่แล็ป โดยมีทีมทดสอบของทาง Yamaha MotoGP มาช่วยปรับจูนรถให้เข้ากับฟีดแบ็กของทาง Toprak รวมไปถึงนำข้อมูลไปวิเคราะห์อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Cal Crutchlow เทสต์ไรเดอร์ของ Yamaha MotoGP มาช่วยแนะนำเพิ่มความมั่นใจและความเร็วให้กับเขาอีกด้วย โดยนำเอาเวลาแล็ปในการแข่ง WorldSBK มาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดีโชคไม่ดีนักการทดสอบนั้นจบลงเร็วเกินไปเนื่องจากฝนถล่มลงมาอย่างหนักในช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งทำให้เขาไม่มีโอกาสที่จะฝึกซ้อมต่อ “นี่เป็นครั้งแรกของผมกับ Yamaha YZR-M1 รถแข่ง MotoGP และผมรู้สึกว่ามันแตกต่างจาก R1 ของผมไปโดยสิ้นเชิงเลย มันมีแรงม้ามากกว่า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างออกไป ชุดเกียร์บ็อกซ์ที่ไร้รอยต่อ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่ไปหมดเลย ทุก ๆ แล็ปที่ได้ขี่ ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย เพราะหลังจากที่แข่ง WSBK มา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมาปรับตัวเพื่อให้ขี่รถแข่ง MotoGP โชคดีที่ผมมี Cal Crutchlow มาให้คำแนะนำและเขาก็ช่วยผมได้มากจริง ๆ รถมันดีมาก ๆ โดยเฉพาะทางตรงที่มันขี่ได้เร็วโคตร ๆ และมันน่าสนใจที่เราได้ลองเบรกคาร์บอน” “วันนี้อากาศร้อนมากจริง ๆ เราก็เลยต้องขี่กันรันละ 5 – 6 แล็ปหลังจากที่ลองขี่รอบแรก 12 แล็ปเพื่อให้ได้คุ้นเคยกับรถ ตอนที่ผมดูการแข่ง MotoGP ผ่านทีวีที่นี่ คุณจะเห็นได้ว่ามันมีบัมพ์อยู่บ้าง และวันนี้ผมก็ได้สัมผัสมันแล้ว มันไม่ได้แย่อะไรนัก แต่คุณต้องเปิดคันเร่งใส่มันเข้าไปเลย เพราะถ้าคุณผ่อนล่ะก็มันจะยิ่งทำให้รถมันออกอาการ โดยรวมแล้วผมคิดว่าการทดสอบครั้งนี้ดีมาก ๆ เลย ถึงแม้ว่ามันจะสั้นไปหน่อยจากการที่มีฝนตกลงมาในช่วงบ่าย ซึ่งทำให้ผมไม่ได้ขับขี่ทดสอบมากเท่าที่ผมต้องการ แต่ผมก็สนุกกับการขับขี่รถแข่ง MotoGP มากจริง ๆ ขอบคุณทางยามาฮ่ามาก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผมครับ” งานนี้ปีหน้าเราอาจจะได้เห็นเขาเปลี่ยนเวทีการแข่งขันไปสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นอีกก็เป็นได้นะครับเนี่ย ก็ต้องมารอติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์สัญชาติอังกฤษเผยโฉมแล้ว ล่าสุดค่ายรถจากเมืองผู้ดีที่เคยเป็นตัวแรงที่พิชิตการแข่งขันสุดโหดอย่าง Isle of Man TT และก็ยังเคยเกือบจะล้มละลายและตายจากโลกสองล้อไปอย่างนอร์ตัน โดยมีทาง TVS มาเทคโอเวอร์ไป และกระทั่งได้ฤกษ์ทำการเปิดตัว Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์พิกัดเรือธงของทางค่ายคันใหม่สักที สำหรับโมเดลใหม่นี้มีดีไซน์ที่ดูสปอร์ต มีเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ท้ายที่โฉบเฉี่ยว แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคันแต่ไม่แอบซ่อนเฟรมอลูมิเนียมสีเงินดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ยังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมแบบกลับหัวแขนเดี่ยวสุดโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ดีมันกลับไม่มีวิงก์เล็ตเหมือนกับซูเปอร์ไบค์จากค่ายอื่น ๆ ตัวรถใช้ขุมพลัง V4 แบบ 72 องศาขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ด้านในโดดเด่นด้วยวาล์วไทเทเนียม เคลมแรงม้ามาที่ 187.5 แรงม้าที่ 12,500 รอบ และทอร์คที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตรที่อยู่ใต้เบาะ สำหรับตัวเลขกำลังนั้นหากเทียบกับค่ายอื่นแล้วก็ดูไม่มากมายอะไรนัก ซึ่งอาจจะทำให้บางคนผิดหวังก็เป็นได้ สำหรับช่วงล่างนั้นตัวรถโดดเด่นที่ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ NIX30 ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้ค TTXGP ที่สั่งทำให้ตรงรุ่นโดยเฉพาะ แน่นอนว่าปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกเองก็เป็นของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ถึง 245 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และยังมีกันสะบัดจาก Ohlins อีกด้วย นอกจากนี้แล้วโมเดลนี้ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวังว่าจะมีในซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธง เริ่มกันที่ระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน (IMU) ทำงานร่วมกับระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรกแบบคอร์เนอริง ABS 8คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Sport และ Wet) และยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็จะมีระบบไฟ Full LED เต็มระบบ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส และระบบสุดแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีกับกล้องมองหลังที่ควบคุมและดูผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 6 นิ้ว ทั้งนี้ Norton V4SV จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Manx Silver และ Carbon ซึ่งจะแตกต่างในเรืองของรูปโฉมภายนอกและตัวของล้อ โดยรุ่น Manx Silver มาในรูปโฉมแฟริ่งสีเงิน มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีแดงและดำ และมีรูปธงยูเนียนแจ็คที่ท้ายรถ แฟริ่งด้านหน้ามีบอร์ดสีดำสำหรับติดหมายเลขแข่ง อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์และปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม OZ racing สีแดงสด ขณะที่รุ่น Carbon จะมาในรูปโฉมแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ดิบ ๆ ไม่ทำสีทับ มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีเทา และมีลวดลายธงยูเนียนแจ็คในแบบโมโนโครมที่ด้านท้ายรถ ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST และสำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวที่ 44,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1,607,276 บาท แน่นอนว่าถ้านำเข้าไทยมาจะแพงกว่าซูเปอร์ไบค์เรือธงจากค่ายอื่น ๆ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีมันมีเหตุผลของมันคือมันมีชิ้นส่วนราคาแพงจำนวนมาก และยังมีชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ รวมถึงผลิตและประกอบในอังกฤษทั้งคันอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

วิธีการดูแลยาง เพื่อป้องกันยางบูดก่อนวัยอันควร วิธีการดูแลยาง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมองข้าม และยางก็เป็นส่วนที่ติดกับถนน หากยางมีปัญหาหรือไม่ได้คุณภาพก็อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ บทความนี้จึงรวบรวม วิธีการดูแลยาง เนื่องจาก ณ เวลาปัจจุบัน มียางมอเตอร์ไซค์มากมายหลายยี่ห้อ และทุกยี่ห้อก็จะบอกว่ารับประกันฯ 1ปี – 5ปี หรือใจ ๆ หน่อย ก็รับประกันฯ ตลอดอายุการใช้งาน แต่ การรับประกันฯ ภาษาพูด และ ภาษาเขียน ความหมายไม่เหมือนกัน ยี่ห้อส่วนมาก จะ ใส่ “ฯ” ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เช่น การรับประกันความบกพร่องทางการผลิต ครั้นจะพูด หรือพิมพ์เต็มประโยคทุกครั้งมันก็จะเปลืองคำไปซะหน่อยก็เลยทำการย่อเหลือ รับประกันฯ สั้น ๆ แค่นี้ ทีนี้ พอเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับยาง…ใจก็สั่งมาว่า ต้องเล่นหน่อยแล้ว ไหนบอกว่ารับประกันไง เดี๋ยวเจอกรู ถ้าไม่เคลมจะฟ้องนู้นนี้ หึหึ ความเป็นจริงแล้วเขารับประกันเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการผลิต ซึ่งก็ต้องพิสูจน์-ตรวจสอบว่า มันเกิดจาการผลิตจริง แต่ก็อย่างว่า มันต้องตรวจสอบ สายจอด…อ่านไว้ เรารวบรวม วิธีการดูแลยาง ไว้ให้แล้ว จอดถูกที่ ถูกวิธี ยางก็จะเสื่อมช้าลง…เน้นว่า เสื่อมช้าลง เป็นไปไม่ได้ที่ยางที่ใส่แล้ว ขึ้นขอบ ใส่ลมแล้ว จะไม่เสื่อม แต่มีขั้นตอนลดความเสื่อม ตามนี้ 1.ซื้อมาใช้…ก็ใช้ซะ ไม่ได้ด่า และ ไม่ได้อ่านผิด ยางมอเตอร์ไซค์ ถ้าซื้อมาใส่แล้ว ก็ควร ขี่…ขี่…แล้วก็ขี่ จนยางหมดค่อยซื้อคู่ใหม่ เพราะอายุการใช้งานของยางมอเตอร์ไซค์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2,000-20,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของยางโดยปัจจัยหลักในการกำหนดอายุของยางคือ ผู้ขี่ ผิวถนนที่ใช้ และสภาพโดยรวมของยาง เพราะฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับปียาง หรือว่าใช้มาสั้น-ยาวแค่ไหน ขี่หมด ก็คือหมด แต่ถ้าไม่ขี่ ก็เก่าตามเวลา และอายุการใช้งานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน สาเหตุก็มาจากนิสัยการใช้งาน หลายคนอาจต้องเคยสงสัยกันบ้างแหละว่าทำไมเพื่อนใช้ยางรุ่นเดียวกันแต่ยางหมดช้ากว่าเรา หรือสามารถลากยาวได้เกิน 20,000 กิโลเมตร 2.หมั่นเติมลมยาง ยางมอเตอร์ไซค์ต้องขยันเติมลมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช่แล้ว…อย่างน้อย ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ โดยที่ไม่ได้เติมลมยางก็ยิ่งพังเร็วเท่านั้น แต่บางคนขยันเติมบ่อย แต่ก็พัง เพราะอะไร? ถ้าตอบแบบง่าย ๆ คือ วัดลมผิดจังหวะ ถ้าไม่นับว่าเกจ์วัดไม่ตรงนะ และที่สำคัญมาก ๆ หลายคนไม่ทราบ ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์บางร้านก็ไม่ทราบ นั่นคือการวัดลมยางหรือเติมลมยาง ควรทำขณะที่ยางเย็น ทำไมหน่ะหรอ เพราะเวลาที่ยางร้อน อากาศในยางจะขยายตัว ทำให้แรงดันลมยางที่วัดได้สูงกว่าปกติ ยิ่งล้อหลังรถสกูตเตอร์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเครื่องร้อนจัด อาจจะมี +6 psi พอไปวัดที่ปั้ม อ้าว ลมปกติหนิ ไม่ต้องเติม เผลอ ๆ ปล่อยลมออก แต่ความจริง คือแรงดันขยายจ้า แล้วจะทราบได้ยังไงต้องเติมเท่าไหร่ มันก็มีวิธีง่ายๆ ดูตามคู่มือ…พอ 3.จอดขึ้นสแตนด์หน้า – หลัง ให้ล้อทั้ง 2 ลอยจากพื้น เพราะส่วนมากที่เห็น ๆ กัน จะขึ้นแค่สแตนด์หลัง ข้างหน้ายางติดพื้น การทำในลักษณะนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะน้ำหนักเกือบทั้งหมด จะลงไปที่ยางหน้า แล้วถ้าจอดทิ้งไว้เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ยางจะเกิด Flat Spot หรือจุดกดทับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิด เพราะโครงสร้างมันหักหมดแล้ว หากนำไปใช้งานที่ความเร็วสูง ๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ และที่สำคัญอย่าลืมว่า ตอนจอด ลมก็ค่อย ๆ ซึม ยิ่งจอดนาน ยางยิ่งพัง 4.เก็บรถให้พ้นแสง UV และ ความร้อนจากแดด เพราะแสงแดด ไม่ได้มีแค่ความร้อน แต่สิ่งที่ทำให้เนื้อยาง แห้ง แข็ง เงา คือรังสี UV และมันคือตัวการหลักที่ทำให้เนื้อยางตาย แตกลายงา วิธีเลี่ยงที่เป็นไปได้ คือ หาผ้าคลุมรถเกรดดี ๆ ที่กัน UV ได้ คลุมเวลาที่ต้องจอดตากแดดนาน ๆ หรือจอดนอกตัวอาคาร ต่อให้มีร่มเงา UV ก็สะท้อนเข้าได้ หรือถ้าเป็นไปได้ก็จอดในพื้นที่ ที่ไม่โดนแดด เช่น

บทความนี้เราได้สืบหา มอเตอร์ไซค์ท่าขี่แบบสปอร์ต หรือเข่าหนีบถัง เท้าไม่ยื่นไปข้างหน้า นั่นหมายถึงว่าจะตัดรถกลุ่มมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ออกเกือบทั้งหมด แต่มีหลงๆมาอยู่ เพราะท่าขี่นะแหละ โดยความแรงจะเรียงตามอัตราส่วน ของแรงม้าต่อน้ำหนัก เพื่อความแฟร์ เหมือนเทียบมวยตามน้ำหนักตัวเพื่อทำการจัดอันดับ มอเตอร์ไซค์สปอร์ตแรงสุดของปี2024 อันดับที่ 13.Triumph Rocket 3 Storm Rocket 3 Storm ความภาคภูมิใจของวิศวกร Triumph ที่สร้างเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในพิกัด 2,458 ซีซี ใหญ่กว่า Honda Civic แถมแรง และทอร์คก็ใกล้เคียงกันด้วย เวลาขี่ก็เหมือนคร่อมเครื่องรถยนต์อยู่นั่นเอง เครื่องยนต์ 2,458 ซีซี, Inline 3 (3 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 320 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.51 hp/kg ราคา 1,079,000 บาท อันดับที่ 12. Ducati Diavel V4 Ducati Diavel V4 เครื่องรถแข่งใส่รถทรงลุง ใครบอกว่ารุ่นนี้เกิดมาขี่ชิวๆ คิดให้ดีก่อนนะ เทียบกับครูซเซอร์รุ่นอื่นแล้วน้ำหนักเบากว่าเกือบครึ่ง รับรองคนขี่ไม่ปวดหลัง แถมแรงพร้อมแซงสปอร์ตตัวพัน ถ้าเผลอ เครื่องยนต์ 1,183 ซีซี, V4 (4 สูบวี) กำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิด 126 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 236 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.71 hp/kg ราคา 1,309,000 บาท อันดับที่ 11. Suzuki Hayabusa Suzuki Hayabusa ตำนานที่ยังมีลมหายใจ อดีตที่เคยแรงที่สุดในทางตรง ปัจจุบันอาจจะโดนดันได้ แต่บอกเลยว่ายาก เพราะถึงแม้ว่าจะอัดเกรดมาแค่บางส่วนแต่ก็ยังมีความเก๋าอยู่พอสมควรในทางตรง เครื่องยนต์ 1,340 ซีซี, Inline 4 (4 สูบเรียง) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 264 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.72 hp/kg ราคา 899,000 บาท อันดับที่ 10. KTM SuperDuke 1390 แรง ดิบ เถื่อน คือนิยามของ KTM ค่ายเดียวที่ไม่ยอมเป็นรองเรื่อง King of Naked ไม่เพียงแค่พละกำลังแต่ดีไซน์การออกแบบของ KTM เองก็เป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ 1,350 ซีซี, LC8 (2สูบวี) กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตันเมตร น้ำหนักรวมน้ำมันเต็มถัง 212 กิโลกรัม Power to weight Ratio 0.89 hp/kg ราคา 1,XXX,XXX บาท อันดับที่ 9. Triumph Speed Triple 1200 RR Triumph Speed Triple 1200 RR สปอร์ตตัวแรงของค่ายผู้ดี เครื่อง 3 สูบ หนึ่งเดียวในกลุ่มตัวพัน และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ไม่เป็นรองค่ายไหนๆ แถมราคาน่าสอยที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์ 1,160

Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร มีข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ของ Roof Helmet แบรนด์หมวกกันน็อกสุดเอกลักษณ์จากสัญชาติฝรั่งเศส มาพร้อมกับการเปิดตัวหมวกกันน็อกรุ่นใหม่แบบเปิดคางได้อย่าง Roof Boxxer 2 เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในความแหวกแนวและมีสไตล์เอกที่เป็นลักษณ์เฉพาะ สำหรับหมวกรุ่น Boxxer 2 นั้น เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Boxxer รุ่นแรก และยังถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ ผสมผสานระหว่างความเป็นเรโทรและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน และให้ได้ตรงตามมาตรฐาน ECE R22.06 โดยชิ้นส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน และมีระบบ FleXLocker ใหม่ ซึ่งจะล็อกแถบคางให้อยู่ในตำแหน่งเปิด โดยตัวหมวกมีน้ำหนักเพียง 1.6 กก. เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ หมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 โดยมีน้ำหนักเบาเหมือนรุ่นก่อน ๆ อีกด้วย สำหรับภายในหมวก มีผ้าซับในที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ถอดออกได้และล้างทำความสะอาดได้ รวมถึงฟองน้ำด้านในออกแบบมาให้สวมใส่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยฝาครอบพร้อมนวมปรับความหนาได้ และยังมีแผ่นรองแก้มให้เลือกจากแบรนด์อีกด้วย ฝาปิดมีชิลด์หน้าป้องกันรอยขีดข่วนแบบใสพร้อมแผ่นกันฝ้า แถมยังรองรับการติดตั้งหูฟังบลูทูธเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ สีดำ สีเทา สีแดง โดยหมวก Boxxer 2 เปิดจำหน่ายถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ สีเทาและสีแดง รวมถึงตัวเลือกลายกราฟิกต่างๆ โดยเปิดราคาอยู่ที่ 536 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 1.9 หมื่นบาท โดยสามารถติดต่อสั่งจองผ่านทางเว็บไซด์ https://www.roof.fr/en/content/10-products Roof Helmet หรือผ่านทางเพจเฟสบุ๊ก ROOF International Officiel หากมีหมวกรุ่นไหนที่น่าสนใจอีกหล่ะก็ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 Stone Corsa ตัวเป็นคลาสสิกไบค์แต่ใจมันเป็นสปอร์ต เปิดเผยโฉมหน้าโมเดลใหม่อีกครั้งสำหรับแบรนด์รถสัญชาติอิตาเลียนที่มีอายุอานามกว่า 70 ปี กับ Moto Guzzi V7 Stone Corsa ซึ่งยังคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใครไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ถูกตีความใหม่เพิ่มความเป็นสปอร์ตเข้าไปในโมเดลที่สุดแสนจะคลาสสิกระดับตำนาน ในแบบที่น่าจะถูกใจชาว Guzzisti ทั่วโลก เจ้าสโตนคอร์ซ่าคันนี้ขับเน้นความเป็นสปอร์ตออกมาด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลจากแฟริ่งด้านหน้ามายันเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่ดูเหมือนสำหรับนั่งคนเดียวแต่จริง ๆ แล้วนั่งได้สองคน ให้ผู้ที่มองเห็นได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านออกมาจากขุมพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความลุ่มหลงที่แฝงอยู่ภายในจิตวิญญาณกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2019 กับรายการแข่ง Moto Guzzi Fast Endurance การแข่งขันที่ให้โอกาสนักบิดมากหน้าหลายตาได้มาแข่งขันกันในสนาม ได้สนุกไปกับรถวีเซเว่นที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เผยให้เห็นถึงความซิ่งที่มีซุกซ่อนอยู่ในแบบที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมาในเฉดสีแบบทูโทนสื่อถึงยุคทองของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ สีเทาเมทัลลิกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นด้วยแถบสีแดงดุดันที่ถอดยาวตามขวางตลอดตัวรถตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้า พาดยาวมายังถังน้ำมันด้านล่างและแผงแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถยังปรับมาใช้กระจกแบบปลายแฮนด์ที่ทำให้ดูปราดเปรียวและคล่องตัวมากขึ้น ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม CNC อะโนไดซ์สีดำ และเพื่อให้เข้ากันกับลุคแบบมินิมัลของโมเดลนี้ซึ่งเป็นจุดเด่นตามแบบฉบับของวีเซเว่นมาโดยตลอด ส่วนของโช้คหน้าก็มาแบบเปลือย ๆ ไม่มีปลอกยางกันฝุ่น แต่ไปมีเพลทบนแผงคอด้านบนเพื่อบ่งบอกความเป็นโมเดลพิเศษแทน ส่วนเรื่องของสเปกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงเป็นเครื่องสองสูบวีวางขวางบล็อกเดิมที่มีขนาด 853 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 73 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มีระบบกันสะเทือนที่เรียบง่าย ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ที่ทำงานร่วมกันกับสวิงอาร์มคู่ มีระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS ล้อจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยางขนาด 100/90-18” และ 150/70-17” หน้าหลังตามลำดับ ขณะที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก มีระบบไฟ LED และไฟ DRL เต็มระบบ หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดาแต่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคา แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อย หากประเมินจากราคาโมเดลที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 649,000 บาท โมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 6 แสนปลาย ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BRUTALE 1000 RR ASSEN ฉลองชัยชนะ 35 ครั้งที่สนามแอสเซ็น MV Agusta ยังคงทำให้เราต้องเอ่ยปากชมทุกครั้งที่ทางเปิดตัวโมเดลใหม่เสมอ แม้ว่าโมเดลใหม่ที่ว่าจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็ตาม ซึ่งในใจเราก็อยากจะให้มีโมเดลใหม่ ๆ ที่ใหม่จริง ๆ ไม่ใช่นำของเก่ามาเพิ่มมูลค่าแบบนี้ แต่ก็ช่างเหอะ เพราะเจ้า Brutale 1000 RR Assen มันสวยสดงดงามจนเราให้อภัยได้ครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ แต่ MV Agusta คือค่ายรถอิตาลีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสนามแข่งที่มีชื่อเดียวกับโมเดลพิเศษโมเดลนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะทั้ง 35 ครั้งที่สนามสัญชาติดัตช์แห่งนี้ หากจะว่ากันจริง ๆ แล้วก็เกินกว่าครึ่งศตวรรษไปแล้วที่ทางค่ายเคยได้รับชัยที่สนามแอสเซนแห่งนี้ คือต้องย้อนไปถึงปี 1976 โดยผลงานของ Giacomo Agostini ที่เป็นตำนานในคลาส 350 ซีซี แต่สนามระดับตำนานแห่งนี้ยังคงเปิดให้บริการและถูกเลือกให้ใช้แข่งขันในรายการะดับโลกมาตลอด ซึ่งโมเดลพิเศษนี้ก็เป็นส่วนนึงของการเฉลิมฉลองให้กับสนามระดับตำนานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความพิเศษอย่างนึงของโมเดลนี้คือการผลิตขึ้นด้วยมือในอิตาลีและจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิคนั้นตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย วึ่งรวมไปถึงชุดเกียร์บ็อกซ์ไฟฟ้าที่การันตีความรวดเร็วและความนุ่มนวลในการเข้าเกียร์ เครื่องยนต์เองก็ให้สมรรถนะสูง โดยเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าได้มากถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ คิดเป็นอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากถึง 1.1 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งทำได้แบบนี้เป็นเพราะน้ำหนักตัวรถนั้นเหลือเพียง 183 กิโลกรัมเท่านั้น ทีนี้มาพูดถึงความพิเศษกันบ้าง ตัวรถจะมาในเฉดสีน้ำเงิน เงิน และทอง ให้ความหรูหราแต่ก็สื่อถึงความสปอร์ตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งยังเหมาะกับการขับเน้นจุดเด่นของรถอีกด้วย วัสดุที่เลือกใช้ในโมเดลนี้พิเศษมาก ๆ เริ่มกันที่ล้อคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาจาก Rotobox ที่มีก้านบางมาก ๆ ทั้งยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ฮีทชิลด์บริเวณคอท่อทั้งสองข้าง ขายึดไฟหน้า และยึดชิ้นส่วนแฟริ่งบริเวณถังน้ำมัน บางส่วนของเฟรม เพลทด้านข้างอลูมิเนียม และสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมที่โดดเด่นออกมาจากเฟรมด้วยสีเงินของมัน ขณะที่เฟรมถักเป็นสีเข้มดุดัน เบาะหนังอัลคันทาร่าสีน้ำเงิน ปิดท้ายด้วยถังน้ำมันปัดเงาแบบสีทูโทนน้ำเงินและเงิน รถแต่ละคันยังมาพร้อมชุดสเปเชียลพาร์ทคิทที่เพิ่มกำลังเครื่องยนต์และความพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักจากตัวรถเดิมที่ปกติก็เบาอยู่แล้วได้อีกต่อ โดยเจ้าชุดพิเศษที่ว่านี้ได้แก่ ท่อไทเทเนียมจาก Arrow พร้อมชุดควบคุมที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้แรงม้าเต็มพิกัด ชุดก้านเบรกก้านคลัตช์ CNC สีดำ ครอบเบาะคนซ้อนคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม ตลอดไปจนถึงผ้าคลุมรถและใบเซอร์ฯแจ้งว่าคันนี้เป็นของแทร่ แฮร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก