SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 หนึ่งปีมีครั้งเดียว เป็นโอกาสอันดีที่ทาง Yamaha Rider’s Club มอบโอกาสให้ โดยครั้งนี้แอดมินได้มีโอกาส เข้าร่วมทริปขับขี่และเดินทางไปกับสาวก Yamaha BigBike เพื่อไปชมการแข่งขัน MotoGP ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กับทริป Yamaha Riders’ club MotoGP Trip 2024 ซึ่งทริปนี่เต็มไปด้วยความสนุกและเอ็กคลูซีฟ แบบสุด ๆ ที่จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น และทริปนี่แอดมินได้มีโอกาสขับขี่รถใหม่อย่างเจ้า MT-09 โฉมปี 2024 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน ซึ่งทริปนี้พวกเราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ YRC เกษตรนวมินทร์-รามอินทรา รวมพลเหล่าบรรดาไบเกอร์สาวกยามาฮ่าบิ๊กไบค์ได้หลายสิบคัน ตั้งจุดหมายปลายทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ ระยะทางโดยประมาณ 380 กม. มีแวะพักเติมน้ำมันกันเล็กน้อย ซึ่งเราออกเดินทางกันตั้งแต่ 06:00 น. จัดทัพรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์สองแถวตรงยาว ซึ่งใครที่อยู่ข้างทั้งสองฝั่งก็ต้องย่อมรู้ว่านี่แหล่ะ วัยรุ่นหัวใจครอสเพลน (ฮ่าๆ) โดยเส้นทางที่วิ่งเริ่มจากยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม วิ่งตรงขึ้นมุ่งสู่เส้นนครนายก ตัดเข้าแยกสระบุรี – นครราชสีมา วิ่งตรงยาวแล้วตัดขึ้นสู่ตัวเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ แน่นอนว่าการเดินทางมากับยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ความเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง เร็วดั่งใจสำหรับขาซิ่งแน่นอน ซึ่งระยะการเดินทางจากกรุงเทพ – บุรีรัมย์ใช้เวลาเพียง 6 ชม. เท่านั้น (แวะพัก เติมน้ำมันตามปั้มบางจุด) สำหรับสาวกยามาฮ่าใครที่อยากออกทริปกับไรเดอร์สคลับ ครั้งหน้าต้องมาแล้ว..!! เมื่อเดินทางไปถึง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประมาณ 12:00 น. มุ่งสู่โดม YAMAHA REV VENUE MOTOGP จัดยิ่งใหญ่อลังการบริเวณหน้าสนาม เพื่อต้อนรับเหล่าบรรดาสาวกครอสเพลนจากทั่วทุกสารทิศ อย่างไรก็ดีเรามาดูกันว่าเขาจะมีบริการเซอร์วิสอะไรบ้าง บูธใหญ่ ๆ อาหารอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟให้กับเหล่าทัพน้ำเงิน และโซนที่นั่งชมการแข่งขัน MotoGP เตรียมไว้ให้บริการอย่างดี สำหรับเอฟซี Fabio Quartararo #20 และ Alex rins #42 พร้อมชมการแข่งขันผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ ไม่อั้น คอยบริการจากทีมงาน และนอกจากนี้ยังมีบูธสินค้ามาบริการและจำหน่ายภายในโซนแห่งนี้อีกด้วย และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ยังมีของรางวัลมาแจกสำหรับแฟน ๆ ให้ได้ลุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าไม่ต้องนั่งชมติดขอบสนาม โซนนี้ก็พร้อมที่จะให้ลูกค้าทุกท่านฟินส์ไปกับความสนุกในกิจกรรมแห่งนี้ได้ หน้างานถือว่าเต็มระบบแล้ว ภายในงานยังมีบูธ Yamaha Pavilion GP รองรับบริการสำหรับการเข้าชม ซึ่งภายในจะมีสินค้าจากทางยามาฮ่ามาจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ หมวกกันน็อก และแอสเซสเซอรีต่าง ๆ มากมาย ยังรวมไปถึง โมเดลสายสปอร์ตโฉมใหม่อย่าง R-Series มาจัดโชว์ภายในงานนี้กันอีกด้วย หากใครที่เป็นเอฟซีสองนักแข่งอย่าง ฟาบิโอ และ รินส์ ทางยามาฮ่ายังนำโมเดลตัวแข่ง MotoGP อย่าง YZR-M1 มาจอดโชว์ให้ถ่ายกันบริเวณหน้าพาวิลเลี่ยนอีกด้วยครับ ต่อด้วยกิจกรรม Meet and Geet สำหรับนักแข่งในช่วงค่ำคืนของวันเสาร์ ให้เหล่าลูกค้ายามาฮ่าได้พบปะนักแข่ง ตัวจริง เสียงจริง อีกด้วย ยามาฮ่าเขาจัดเต็มจริง ๆ สำหรับงานนี้ ความสนุกและความประทับใจนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าท่านไหนที่จองบัตรชมการแข่งขัน (GrandStand, Side Stand) ยังได้เข้าร่วมชมการแข่งขัน MotoGP แบบชิดขอบสนามอีกด้วย ซึ่งทางสนามได้จัดโซนเฉพาะแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้ร่วมเชียร์อย่างสนั่น แถมไม่ต้องเขินอายเอฟซีค่ายอื่น ๆ ด้วย (จะแซะก็ยังแซะได้ เพราะที่นี่ ยามาฮ่า) ฮ่าๆ นี่ก็คือความสนุกที่ทางยามาฮ่า บิ๊กไบค์ ได้จัดขึ้นเพื่อแฟน ๆ และลูกค้ายามาฮ่าได้มาร่วมสนุกและพบปะสังสรรค์ ที่ถือว่าจัดขึ้นเพียง “ปีละครั้ง” เท่านั้น สำหรับงานโมโตจีพีครั้งต่อไปจัดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าบ้านสนามแรกสำหรับโมโตจีพีฤดูกาล 2025 อย่างไรก็อย่าลืมมาร่วมสนุก กับการออกทริปร่วมกันด้วยนะครับ ยามาฮ่า บิ๊กไบค์ จัดให้ถึงใจแน่นอน และใครที่สนใจอยากได้รถไว้ขี่ออกทริปหล่อสักคันหรืออยากทดลองขับขี่ ก็สามารถเข้าไปทดสอบและทดลองขับขี่ได้ที่ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ แถมยังมีกิจกรรมสำหรับเหล่าไปเกอร์อีกเยอะรอเพื่อนๆ อยู่นะครับ ทริปหน้าต้นปี

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริงใน Moto2 และ Moto3 ปี 2024 Pirelli Diablo Superbike (SC=Special Compound) ยางหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 ฤดูกาล 2024 ทำเวลาในการแข่งได้เร็วกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ Pirelli ได้เป็นผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวในปีนี้ โดยนักแข่งในทั้งสองคลาสได้ทำลายสถิติเดิมในหลายสนาม เช่น Silverstone, Austria และ Valencia ซึ่งทำเวลาที่ดีกว่าจากฤดูกาล 2020-2023 ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 2 ในการแข่งขันรายการ Moto2 นักบิดสัญชาติสเปนอย่าง Alonso Lopez จากทีม SpeedUp Racing ทำลายสถิติในการแข่งขันที่ Valencia ด้วยเวลา 1’33.061 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเวลาที่ดีขึ้นอย่างมากจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ Jake Dixon จากทีม CFMOTO Aspar Team ก็สามารถกดเวลาในการแข่งที่ Silverstone ต่อรอบได้เร็วขึ้นประมาณ 0.7 วินาทีโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้เวลาแข่งขันรวมลดลงถึง 12.5 วินาที ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 3 ในการแข่งขันรายการ Moto3 นักแข่งก็ทำเวลาที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ทำเวลา 1’37.300 ที่ Valencia ซึ่งสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาได้ โดยรวมแล้วการแข่งขัน Moto3 ในบางสนาม เช่น Silverstone ทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 วินาทีจากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากยางรุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันในสนามต่างๆ จุดเปลี่ยนคือยาง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะและความทนทานของยาง Pirelli ที่ดีขึ้น ทำให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าในยุคของยาง Dunlop ความก้าวหน้าทางสมรรถนะเหล่านี้ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ Pirelli รวบรวมข้อมูลจากแต่ละการแข่งขันเพื่อปรับปรุงยางรุ่นใหม่ออกมาในปีหน้า และเชื่ออย่างยิ่งว่า จะทำให้ผลเวลา เร็วขึ้นอีก สรุปผลเวลาของแต่ละสนาม สถิติผลเวลา ของการแข่งขันในฤดูกาล 2024 แบรนด์ยาง Pirelli ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการทุบสถิติเวลา แทบจะทุกสนามก็ว่าได้ และเราได้รวบรวมผลสถิติ ของแต่ละสนามมาไว้ให้แล้ว สถิติเดิม (Moto3) สถิติใหม่ (Moto3) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) สถิติเดิม (Moto2) สถิติใหม่ (Moto2) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) Lusail International Circuit 2’04.742 2’02.276 2.466 1’57.305 1’56.788 0.517 Chang International Circuit 1’41.907 1’40.544 1.362 1’35.297 1’34.595 0.701 Autódromo Internacional do Algarve 1’46.798 1’46.379 0.418 1’42.003 1’41.514 0.489 Phillip Island 1’36.403 1’35.370 1.33 1’31.888 1’30.816 1.72 Circuit Of The Americas 2’16.250 2’14.153 2.97 2’09.385 2’07.543 1.841 Circuito de Jerez 1’45.401 1’43.710 1.691 1’40.640 – – Le Mans 1’41.476 1’40.114 1.361 1’35.791 1’34.868 0.923 Circuit de Barcelona-Catalunya 1’48.003 1’46.111 1.891 1’43.983 1’41.894 2.88 TT

Grand Filano Hybrid 2023 สีใหม่ สมาร์ท พรีเมียม ไทยยามาฮ่า พร้อมเสริฟความแกรนด์แบบต่อเนื่อง เปิดตัว “NEW Grand Filano Hybrid 2023” พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ เอาใจสาวกที่ชื่นชอบความโมเดิร์นคลาสสิก โดยครั้งนี้มาพร้อมความเซอร์ไพรส์จากทางค่ายที่พร้อมการันตีว่า รุ่นนี้..ดีแน่นอน แล้วข้อดีของโมเดลรุ่นนี้จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน ดีไซน์สวย หรูหรา พรีเมียม ในส่วนแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ที่สง่างามเหนือกาลเวลา ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกภายใต้คอนเซ็ปต์ “สมาร์ทสไตล์พรีเมียม…ความ GRAND ที่รู้กัน” มาพร้อมสีสันใหม่ โดดเด่น และบ่งบอกถึงรสนิยมที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างภาคภูมิใจ สวยล้ำด้วยเส้นสายและไฟ LED รอบคัน หรูหราอย่างมีระดับ โดดเด่นทุกมุมมอง ทั้งไฟหน้า ไฟ Daylight ไฟเลี้ยว และไฟท้าย ให้ความสว่างเด่นชัดในทุกมุมมอง โดยสอดรับความล้ำสมัยไปพร้อมกับหน้าจอ Digital LCD & TFT รวมถึง กิมมิกความพิเศษเฉพาะรุ่น ABS กับเบาะใหม่สีทูโทน พร้อมปักอักษร Grand Filano ไว้ด้านข้างที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในรายละเอียดว่านี่แหล่ะ คือความแกรนด์ที่ไม่เหมือนใคร ประหยัดน้ำมัน กับเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด สำหรับส่วนที่สองคงเป็นเรื่องของความแรงและประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด 1 สูบ 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ได้ดีในทุกจังหวะการบิดคันเร่ง และให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่นุ่มนวล น้ำหนักเบา คล่องตัว ออกตัวได้รวดเร็วด้วย SMART MOTOR GENERATOR แต่ให้ความประหยัดน้ำมันสูงถึง 62.5 กม.ต่อลิตร และแค่นั้นยังไม่พอ ยังประหยัดขึ้นไปอีกกับ ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ STOP & START SYSTEM ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยทีเดียว ช่วงล่างแจ่ม เบรกหนึบ ในส่วนที่สามกับระบบช่วงล่าง ด้วยโช้คด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช้คเดี่ยวด้านหลัง ที่ช่วยเสริมฟีลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวล มาพร้อมกับระบบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้า และดรัมเบรกหลัง เสริมความมั่นใจมากขึ้นด้วยระบบกระจายแรงเบรก UBS (รุ่น Standard) และระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมล้อและยางขนาดเท่ากันที่ 110/70-12” ใช้งานง่าย สะดวก ครบเครื่อง และแน่นอนในส่วนที่สี่ กับฟังก์ชันการใช้งานที่มีมาให้ในโมเดลรุ่นนี้ ทั้งเรือนไมล์ดิจิทัลพร้อมจอสี TFT ล้ำสมัย แสดงผลมาตรวัดครบถ้วน พร้อมบอกสถานการณ์ทำงานของระบบไฮบริด ซึ่งผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกจังหวะการขับขี่ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ สตาร์ทง่าย รวดเร็ว ไร้เสียงมอเตอร์รบกวน ระบบช่องต่อไฟสำรอง ชาร์จแบตเตอรี่มือถือได้ พร้อมช่องใส่ของด้านหน้าขนาดใหญ่, ที่เก็บของ GRAND BOX ขนาดใหญ่ถึง 27 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ, ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า สะดวกสบาย ไม่ต้องลงจากรถ พร้อมปุ่มกดเปิดฝาอัตโนมัติ ใช้ง่ายเพียงปุ่มเดียว และยังอัปความพรีเมียมอีกระดับในรุ่น ABS ด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะ SMART KEY SYSTEM สะดวกกว่าด้วยสวิตช์เปิด-ปิด แบบ Multi Functions ทั้งปลดล็อกสวิตช์สตาร์ท ดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์ ปลดล็อกเบาะ และปลดล็อกฝาถังน้ำมัน น้ำหนักเบา ขี่ง่าย ในส่วนที่ห้าจะเป็นเรื่องของขนาดสัดส่วน โดยตัวรถมีขนาดความ กว้างxยาวxสูง ที่ 685 x 1820 x 1150 มม.ระยะสูงเบาะ 790 มม. และความยาวฐานล้อที่ 1280 มม. ซึ่งรวมทั้งหมดของตัวรถนั้น เคลมน้ำหนักมาที่ 101 กก.เท่านั้น ถือว่าน้ำหนักเบา ให้ความคล่องตัว ใช้งานได้ง่าย และไม่ใช่เพียงผู้ชายเท่านั้นที่ใช้งานได้ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ก็ขับขี่ได้ง่ายเช่นเดียวกัน มีสีให้เลือก..เพียบ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ด้วยกัน 2 เวอร์ชัน คือ ABS Version ที่มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี คือ สีเทา Elixir Silver, สีน้ำเงิน Prestige Blue และสีขาว Super White

Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากแดนผู้ดี เผยโฉมให้เห็นแล้วแม้จะยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการสำหรับเจ้า Triumph TF250X รถโมโตครอสคันแรกจากค่ายแดนผู้ดีอังกฤษ แม้ว่าเจ้านี่จะเป็นรถแข่ง แต่นี่ก็เป็นแนวโน้มที่ดีว่าไทรอัมพ์จะลงมาเล่นตลาดรถเอ็นดูโร่ในอนาคตด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งสายวิบากสายทางฝุ่นบ้านเราน่าจะชอบใจแน่นอน ถ้าราคาไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก มาถึงตรงนี้เราไปส่งกันดีกว่ามันมีอะไรเท่าที่เราสังเกตจากภาพกันได้บ้าง ดีไซน์นั้นจะเห็นได้ว่าเลือกใช้สีที่ดำและขาวที่เป็นสีหลักมาจากโลโก้ของทางค่ายแต่งเติมไฮไลท์ด้วยสีเหลือง พร้อมโลโก้บอกชื่อรุ่นที่ด้านข้างท้ายรถ มีนวมแฮนด์และปลอกแฮนด์จากแบรนด์อเมริกาอย่าง ODI โช้คจะเป็นของทาง KYB และระบบเบรกจากทาง Brembo จากประกับแฮนด์ จะมีปุ่ม LC ซึ่งก็น่าจะเป็นระบบช่วยออกตัว มีปุ่ม QS ซึ่งน่าจะเป็นควิกชิฟเตอร์ ปุ่ม TC แทร็คชันคอนโทรล และปุ่ม M ปุ่มสำหรับเปลี่ยนแม็ปของเครื่องยนต์ ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนก็น่าจะต้องติดตามกันอีกทีครับ สำหรับแฟน ๆ ชาวเอ็นดูโร่ที่ชื่นชอบอาจจะต้องรอกันอีกพักเลยครับสำหรับเอ็นดูโร่ไบค์ที่จะได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของเอ็นดูโร่ไบค์จากทางไทรอัมพ์ เพราะเจ้าคันนี้เป็นรถแข่ง ซึ่งก็น่าจะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงกันอีกระยะนึงเลยล่ะครับ แต่ถ้ามีขายเลยก็แสดงว่าทางค่ายซุ่มทำมาและมั่นใจมาก ๆ เลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8S 2023 เปิดราคาไทยแล้วที่ 379,000 บาท บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิอย่างเป็นทางการ ลงสนามบุกตลาดเน็คเก็ดไบค์ไซส์ใหญ่ เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด All New Suzuki GSX-8S 2023 ที่หลายคนตั้งตารอ ภายใต้แนวคิด ความสนุกที่ไร้ขีดจำกัด (“Infinite Potential Limitless Fun”) พร้อมเปิดสนนราคาค่าตัวที่ 379,000 บาท ดีไซน์แบบมินิมัล ด้านหน้าเด่นด้วยไฟ LED ทรง 6 เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ เฉียบคมและดุดัน ด้านข้างมีแฟริ่งบริเวณถังน้ำมันให้ได้เหลี่ยมมุมที่ดูล้ำ ๆ หน่อย และ ปิดท้ายด้วยกราฟิกที่สดใหม่ให้ภาพลักษณ์ร่วมสมัย ที่สำคัญยังมาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 2 สูบเรียงขนาด 775.9 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เลือกใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาเพื่อให้ได้ทอร์คที่หนักแน่น โดยเคลมแรงบิดมาสูงถึง 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดจะอยู่ที่ 82.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ในส่วนของแชสซีตัวรถออกแบบมาเพื่อให้ขับขี่ได้สบาย มีแฮนด์บาร์กว้างแบบสอบปลายทำจากอลูมิเนียม ทั้งยังขับขี่มั่นใจได้ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังจาก KYB ที่ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมิเนียมใหม่ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อให้ตัวรถขับขี่ได้คล่องตัว นิ่งและนุ่ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม. และดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ปิดท้ายด้วยเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ตัวรถมีหน้าจอสี TFT LCD Multi-Function และใส่ระบบจัดเต็มอย่าง Suzuki Intelligent Ride System (S.I.R.S.) มาด้วย ซึ่งจะโหมดแทร็กชันคอนโทรล 3 โหมดและเปิดปิดได้ เอ็นจิ้นแม็ป 3 โหมด คันเร่งไฟฟ้า ระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยป้องกันเครื่องดับเวลารถเดินเบา สลิปเปอร์คลัตช์ และควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง โดยจะมีให้เลือกจำหน่ายด้วยกัน 3 สี ได้แก่ Pearl Cosmic Blue (QU1) สีน้ำเงิน ล้ำสมัย สีแห่งอนาคต Pearl Tech White (QU2) สีขาว แห่งอนาคต พร้อมเพิ่มประสบการณ์ Metallic Mat Black No.2 / Glass Sparkle Black (KGL) สีดำ เท่ ดุดัน น่าค้นหา สนใจติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่าย ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านทาง Facebook : https://www.facebook.com/Suzukisocietythailand IG : https://www.instagram.com/suzukisocietythailand Line : @suzukisocietyth หรือคลิก https://lin.ee/QO2Z8jw Website : https://www.suzukimotosales.co.th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition ช่วงเวลานี้ในทุกๆ ปีคือฤดูกาลของการทดสอบทั้งคนทั้งรถรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายหรือไรดิ้งเกียร์เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และสิ่งที่นักบิดอย่างเราๆ มักจะติดตามกันก็คือเรื่องสีสันลวดลายต่างๆ ของรถแข่ง และชุดแข่งหรือไรดิ้งเกียร์ซึ่งเราจะได้เห็นกันในฤดูกาลการแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ครั้งนี้เราจะให้ชมความงาม AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกกันน็อกลายใหม่จากทาง AGV สำหรับหมวกกันน็อกใบนี้ให้ทายว่าใครใส่ก็คงจะทายไม่ยากเลย สีสันฉูดฉาดพร้อมหมายเลขแข่ง 46 เช่นนี้ ก็คงไม่พ้น Valentino Rossi พ่อหมอ หรือ The Doctor นั่นเอง แน่นอนว่าพ่อหมอของเรามีทีเด็ดที่นอกเหนือไปจากฝีมือการขับขี่แล้ว การออกแบบหมวกกันน็อคก็โดดเด่นในเรื่องสีสัน ซึ่งในปีนี้หมวกของเขาก็ยังคงสีสันสวยงาม และออกแบบได้โฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของ AGV Helmet ซึ่งเจ้าชื่อ Sole และ Luna นั่นเป็นภาษาอิตาลี แปลว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทางฝั่งซ้ายจะถูกออกแบบเป็นรูปพระจันทร์ และทางฝั่งขวาจะถูกออกแบบเป็นรูปพระอาทิตย์พร้อมแฉกรัศมีออกมา ซึ่งก็มีซี่รี่ส์นี้มาหลายปีแล้ว ใครที่เป็นแฟนๆ Rossi และ AGV น่าจะคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ยังมีเต่าน่ารักๆ พร้อมเบอร์ 46 ของพ่อหมอตรงชิลด์หมวกด้วย หมายเหตุพ่อหมอ Rossi ของเราได้ใส่หมวกใบนี้ในการทดสอบ Winter Test ที่สนามเซปังที่ผ่านมา ซึ่งเวลาแข่งจริงก็จะเปลี่ยนหมวกกันน็อคไปเรื่อยๆ ตามแต่ละโอกาส ใครเป็นสาวกก็อาจจะทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่งมาเชียร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่หมวกของเฮียเขาจะไม่เหมือนกันตลอดทั้งปี และไม่เหมือนกับใบที่ใส่มาตอนเปิดตัวทีมแข่งปี 2020 ครับ งานนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบเก็บเงินรอได้เลย AGV ก็น่าจะผลิต Sole e Luna Pop Art editionนี้ขายในหมวกวางจำหน่ายทั่วไปอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Team SUZUKI ECSTAR เริ่มต้นทศวรรษใหม่ด้วยการตั้งเป้าหมายในอนาคตอย่างหนักแน่น ในขณะเดียวกันก็น้อมรับให้กับการแข่งขันที่เคยรุ่นโรจน์ในอดีต ปี 2020 นี้เป็นปีที่ 60 ที่ Suzuki ทำการแข่งขัน เป็นเสาหลักไมล์สำคัญซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการใช้ชุดสีใหม่กับทีมแข่ง เป็นการผสมผสานที่สวยงามลงตัวของสีน้ำเงินที่เราคุ้นเคยเข้ากันกับสีเงินในแบบดั้งเดิม เพื่อให้แน่ใจว่าคู่หูสุดทะเยอทะยานทั้ง 2 คนอย่าง Alex Rins และ Joan Mir นั้นแตกต่างจากนักแข่งคนอื่นๆ โดยในฤดูกาลนี้ GSX-RR จะสืบทอดสายเลือดและวิญญาณของการแข่งขันที่ทาง Suzuki เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ในปี 1960 กับการเข้าร่วมแข่งขันในศึก Tourist Trophy ใน Isle of Man ซึ่งเป็นเวลาเพียงแค่ 2 ปีก่อนหน้าที่ Ernst Degner จะชนะการแข่งขัน GP ครั้งแรกให้กับ Suzuki และกลายเป็นแชมป์โลกรุ่น 50 ซีซี ตั้งแต่นั้น Suzuki ในฐานะค่ายรถผู้ผลิตก็ได้ฉลองความสำเร็จหลายต่อหลายครั้ง ประกอบไปด้วย แชมป์โลก 14 ครั้ง มาจนถึงชัยชนะครั้งล่าสุดของ Alex Rins เมื่อปี 2019 ที่อเมริกาและที่อังกฤษ เป้าหมายที่จะสยบสัตว์ร้ายคือความตั้งใจและความน่าประทับใจของคู่หู Rins และ Mir ของทีม Suzuki Ecstar นักแข่งหนุ่มชาวสเปนทั้งสองต่างตั้งใจที่จะเข้าร่วมฤดูกาล 2020 เพื่อที่จะประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากปี 2019 การคว้าลำดับที่ 4 ของตารางคะแนนรวมในปีที่แล้ว คว้าชัยชนะที่ยอดเยี่ยมมาได้ 2 ครั้ง และจบการแข่งขันภายใน 5 อันดับแรกทั้งหมด 11 ครั้งของ Alex Rins ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักแข่งแถวหน้าของ MotoGP เขาพร้อมที่จะสู้ในฤดูกาลใหม่นี้อย่างสนุกสนานและตั้งเป้าที่จะสร้างผลลัพธ์ของเขาและเพิ่มถ้วยรางวัลบนชั้นของเขาให้มากกว่าเดิม Joan Mir จบฤดูกาลแรกของเขาได้อย่างน่าจดจำกับ Team SUZUKI ECSTAR ในปี 2019 ซึ่งสามารถติด 10 อันดับแรกทั้งหมด 10 ครั้ง และจบที่อันดับ 5 ได้ที่ออสเตรเลียซึ่งนั่นคือผลงานที่ดีที่สุดของเขา สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีนึงของ Suzuki ล่ะนะครับ แฟนๆ Suzuki อย่าลืมติดตามให้กำลังใจเชียร์กันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก