SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

CFMOTO V4 สูบวี เอาใจสายซิ่ง CFMOTO V4 เครื่องยนต์ใหม่จากผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำสัญชาติจีน สร้างความตื่นเต้นในแวดวงยานยนต์ได้ไม่น้อย เพราะทางผู้ผลิตได้ทำการเผยโฉมเครื่องยนต์ V4 รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังพัฒนา ในงาน EICMA 2024 พร้อมคอนเซปต์ ‘CF Moto Master of Speed’ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำ และเครื่องยนต์นี้ซึ่งอาจจะกลายเป็นหัวใจหลักของโมเดลใหม่ ๆ ที่จะผลิตออกมาในอนาคต เครื่องยนต์พร้อมชน Ducati เครื่องยนต์ V4 นี้มีขนาด 997 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 206 แรงม้าที่ 14,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 114 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบต่อนาที มีขนาดกระบอกสูบ และช่วงชักที่ 81 มม. และ 48.4 มม. นอกจากนี้ เครื่องยนต์นี้ยังมีการออกแบบด้วยมุมกระบอกสูบ 90 องศา และเพลาข้อเหวี่ยงหมุนสวนทิศเพื่อลดแรงเหวี่ยงจากไจโรสโคป ทำให้การเลี้ยวและการทรงตัวทำได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ 61.5 กิโลกรัม ทำให้เครื่องยนต์นี้มีน้ำหนักมากกว่าเครื่อง Ducati Panigale V2 เพียง 7 กิโลกรัมเท่านั้น ทางผู้ผลิตมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ ด้วยการออกแบบชิ้นส่วนที่เน้นความสมดุล แรงสั่นสะเทือนต่ำ การส่งกำลังที่ราบรื่น และการผสมผสานระหว่างความเบาและความแข็งแรงผ่านวัสดุไทเทเนียม ระบบเพลาข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ระดับการแข่งรายการ MotoGP ทำให้เครื่องยนต์ V.04 แสดงถึงความเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งทางแบรนด์ยังให้นิยามของเครื่องยนต์ใหม่นี้ไว้ว่า “เครื่องยนต์นี้เป็นการเฉลิมฉลองแห่งความเร็วรูปแบบงานประติมากรรม ผลงานที่ผสานระหว่างพลังและความทะเยอทะยาน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความกล้าหาญ” การออกแบบดีไซน์สุดล้ำ ไม่เพียงแค่เปิดเผยในส่วนของเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ แต่ยังเปิดโมเดลจำลองที่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ โดยมีชื่อโปรเจคว่า ‘1000cc Master of Speed’ ที่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดบางอย่าง เช่น ใช้เครื่องยนต์ V4 ไฟหน้า LED คู่กับท่อรับอากาศ ram-air ด้านข้างกระกบด้วยปีกวิงก์เล็ตขนาดใหญ่ ถังน้ำมันมีเว้าสำหรับเข่า ที่นั่งเดี่ยวคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมค่ายอย่าง 675SR-R triple และปลายท่อไอเสีย Akrapovič ทางด้านขวา หากอ่านจนมาถึงตรงนี้แล้วสนใจที่จะชมคอนเซปต์นี้ด้วยตาของตนเอง สามารถเยี่ยมชมได้ที่งาน EICMA เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ไปได้นะ ยังทัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX125 เปิดโฉมใหม่ที่ EICMA 2024 Honda PCX125 เปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการในงาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลีโดยในโมเดลใหม่นี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ให้เหมือนรุ่นพี่ อย่าง Forza350 และ ADV350 ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ การดีไซน์ออกแบบทำออกมาได้มีความพรีเมียม โดดเด่น โฉบเฉี่ยว ทั้งสามอย่างผสมกันอย่างลงตัว ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED รอบคัน มีการบิ้วอินไฟเลี้ยวมาคู่กับไฟหน้า ถูกใจสาวก PCX บ้านเราอย่างแน่นอน จับแต่งนิด ถอดกระจกหน่อย ก็กลายเป็น สกูตเตอร์แนวสปอร์ต ได้เลย เครื่องแรง แถมประหยัด เครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี พละกำลังสูงสุด 12.3 แรงม้า ที่ 8,750 รอบต่อนาที และแรงบิด 11.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมีขนาด 8.1 ลิตร และทางโรงงานเคลมมาว่าอัตราการประหยัดอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดพอสมควร จะขี่ไปใกล้ ๆ หรือออกไปไกลหน่อยก็หายห่วง ช่วงล่างใหม่ โช้คอัพด้านหน้ายังคงอนุรักษ์นิยมแบบ เทเลสโคปิก ที่มีขนาดแกนอยู่ที่ 31 มม. แต่ความพิเศษคือรุ่นนี้ให้โช้คหลังคู่แบบมีซับแทงค์ ที่มีระยะยุบ 95 มม. ล้อหน้า และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 110/70-14 และ 130/70-13 ตามลำดับ ส่วนระรบบเบรกเป็นดิสเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มีขนาดเดียวกันอยู่ที่ 220 มม. ซีซีเล็ก เทคโนโลยีครบ จอสีใหม่ TFT ขนาด 5 นิ้ว แบบพี่ใหญ่เรือธงของค่าย แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync อีกทั้งยังมาพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ระบบเบรก ABS, แทรคชัน คอนโทรล (HSTC), ระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะติดไฟแดง (Idling Stop) และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) สีสันที่วางจำหน่าย สีเทาเมทัลลิค สีดำเมทัลลิค สีน้ำเงิน สีขาวมุก สีแดง ในส่วนของโมเดลขนาด 125 ซีซีจะวางจำหน่ายแค่ประเทศทางฝั่งยุโรปเท่านั้น และโมเดลที่คาดว่าจะเข้าไทยอาจจะเป็นในโมเดล PCX160 แน่นอน แต่ว่าจะเข้าไทยเมื่อไหร่นั้น กดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย จะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Rally จะลุยจะเที่ยว คันเดียวจบเลย มาใหม่อีกแล้วกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางจาก Ducati ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่แบบใหม่หมด แต่ก็เป็นโมเดลใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นก็คือเจ้า DesertX Rally ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบออฟโร้ดได้มากยิ่งขึ้น เรื่องดีไซน์สำหรับค่ายนี้บอกเลยไม่ต้องห่วง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว แต่โมเดลนี้จะพิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ในตัวรถที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจนในแวบแรกที่เห็นกันเลยทีเดียวครับ เช่น บังโคลนหน้าสูง โช้คที่มีระยะยุบมาก ล้อซี่ลวด เป็นต้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องเดิม ที่ชื่อว่า Testastretta 11° สองสูบวี 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุด 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มาถึงเรื่องของช่วงล่างที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้พร้อมเข้าปะทะกับอุปสรรคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักออกแบบให้มีคาแรคเตอร์แบบเดียวกันกับรถเอ็นดูโร่หรือรถแข่งครอสคันทรีของนักแข่งมืออาชีพเลยทีเดียว แชสซีหลักจะเป็นเฟรมถักเหล็กกล้าและสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม มีระบบกันสะเทือนจากทาง KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 250 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating และกระบอกโช้คเคลือบ DLC ซึ่งจะช่วยเรื่องของความลื่นไหลและความทนทาน ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชันทั้งแบบไฮสปีดและโลว์สปีดได้ นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้งกันสะบัด Ohlins มาให้อีกด้วย ส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ขณะที่ล้อจะเป็นล้อ Takasago Excel แบบใช้ยางใน และใช้ซี่ลวดคาร์บอนสตีล พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาด 90/90-21 และ 150/70 R18 ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มตามแบบฉบับของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban, Wet, Enduro และ Rally โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ปรับได้ 3 ระดับ ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มพร้อมลุยกันยาว ๆ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ของบ้านเราก็น่าจะต้องกันไปอีก อาจจะยาวไปถึงครึ่งปีหลังก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 1200 2024 เผยโฉมแล้ว เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่จากค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph Scrambler 1200 2024 ครั้งนี้มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือ Scrambler 1200 XE (อัปเดตใหม่) และ Scrambler 1200 X (รุ่นใหม่) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เจ้า XE จะตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ด ขณะที่ X จะเหมาะกับการขับขี่บนถนนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยได้ระดับนึง (มาแทนรุ่น XC) ทั้ง 2 โมเดลจะมาในดีไซน์สแครมเบลอร์แบบดั้งเดิมเด่นด้วยท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่อง High Power 2 สูบเรียงขนาด 1200 ซีซี ให้สมรรถนะสูงทั้งแรงม้าและแรงบิด และจะไปแตกต่างกันในเรื่องช่วงล่างเป็นหลัก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกจำนวนนึง โดยเจ้าขุมพลังบอนเนวิลล์ไฮพาวเวอร์เครื่องนี้มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบของสแครมเบลอร์คือเน้นแรงบิดสูง ปรับเปลี่ยนคอท่อไอเสียให้ดีขึ้น ทำให้แรงบิดสูงในรอบที่กว้างขึ้น โดยให้กำลังสูงถึง 90 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงถึง 110 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ รุ่น X สำหรับรหัส X นั้นจะเน้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและความสูงของตัวรถ ดีไซน์เฉพาะตัวสังเกตได้จากบังโคลนแบบทำสี และจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันคือสีแดง Carnival Red สีดำ Sapphire Black และตัวรถจะมีเบาะนั่งที่ต่ำกว่าตัว XE โดยจะมีความสูงเบาะที่ 820 ม.ม. ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะมีในส่วนของแชสซีและเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้าที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ใช้งาน โดยโมเดล X จะออกแบบมามุ่งเน้นการขับขี่แบบออนโร้ดเป็นหลัก โดยจะมีโช้คจาก Marzocchi เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก และโช้คหลังคู่แบบซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบเบรกก็จะเป็นของทาง Nissin ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียลเมาท์จากทาง Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 255 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดสเตนเลสจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ยางจะเป็นยางแบบ All Terrain ที่ใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่เทคโนโลยีนั้นก็ให้มาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟแบบ LED เต็ม ระบบ ระบบเบรก Optimised Cornering ABS ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ ระบบ Optimised Cornering Traction Control ที่สามารถเปิด – ปิดได้ ปรับปรุงใหม่มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้งสองจะทำงานร่วมกันกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU และจะมีโหมดการขับขี่ 5 โหมด Sport, Road, Rain, Off-Road และ Rider Configurable หน้าจอผสมแบบมัลติฟังก์ชันแบบ LCD และจอแสดงผลสี TFT รวมอยู่ในเรือนไมล์ทรงกลมคลาสสิก ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้จะไม่เหมือนกับทาง XE รุ่น XE สำหรับเจ้าโมเดล XE จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะมีบังโคลหน้าอลูมิเนียมแบบปัดเงา และมีสีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำเทา Phantom Black & Storm Grey สีส้มดำ Baja Orange & Phantom Black และสีดำ Sapphire Black ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวรถมีระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถที่มากกว่า ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโร้ด แต่พื้นฐานเครื่องยนต์จะเหมือนกันอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนช่วงล่างนั้นก็จะมีการอัปเกรดให้ดีขึ้น และเกรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับโมเดล X อย่างโช้คก็จะเป็นของ Marzocchi เช่นกันเพียงแต่จะสามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้เต็มระบบ และมีระยะยุบที่มากกว่าเป็น 250 ม.ม. ระบบเบรกเองก็มีระดับที่สูงกว่า โดยจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255

Coronavirus ทำพิษ MotoGP ที่กาตาร์ยกเลิก ด้านไทยเองก็โดนกระทบ การยกเลิกนั้นมีสาเหตุมาจากประเทศกาตาร์นั้นมีการประกาศข้อกำหนดเรื่องการห้ามผู้โดยสารที่มาจากอิตาลีเข้าประเทศ ดังนั้นการแข่งขันในรุ่น MotoGP จะไม่ทำการแข่งขันที่สนาม Losail FIM, IRTA และ Dorna รู้สึกเสียใจที่จะต้องประกาศยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ในการแข่งขันรอบ Grand Prix of Qatar ผลจากพิษโคโรน่าไวรัสนั้นทำให้มีการจำกัดการเดินทางเข้าไปยังประเทศกาตาร์ และส่งผลให้ผู้โดยสารที่มาจากประเทศอิตาลี และประเทศอื่นๆ ถูกห้ามเข้า โดยผู้โดยสารทั้งหมดที่มาถึงที่เมืองโดฮาโดยเที่ยวบินตรงมาจากอิตาลีหรือเคยอยู่ในอิตาลีในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดที่ผ่านมา จะถูกพาไปกักตัวอย่างน้อย 14 วัน และแน่นอนว่าอิตาลีนั้นมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันรายการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน MotoGP ทั้งในส่วนของนักแข่งในแทร็ก และทีมงานนอกแทร็ก จนส่งผลให้ทางผู้จัดต้องตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ส่วนของการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 นั้นจะยังคงแข่งขันกันต่อไปได้เนื่องจากนักแข่งทั้งหมดอยู่ในประเทศกาตาร์เพื่อไปทำการทดสอบที่สนาม Losail International Circuit ตั้งแต่ก่อนแล้ว การแข่งขันของทั้งสองรุ่นนี้ก็เลยจะยังคงทำการแข่งขันต่อไปได้ โดยรุ่นเล็กทั้ง 2 รุ่นนี้จะกลายเป็นเพียง 2 รุ่นที่แข่งขันกันในรอบสนามเปิดฤดูกาลนี้ในช่วงวันที่ 6 – 8 มีนาคม เช่นเดียวกันกับการแข่งขัน Idemitsu Asia Talent Cup ซึ่งจะมีการแข่งขันขึ้น 2 เรซในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็จะยังคงแข่งกันตามแผนการเดิม ด้านสนามที่ 2 ที่จะจัดที่ประเทศไทยข่าวล่าสุดก็น่าจะเลื่อนออกไปก่อน แต่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio Quartararo 20 ควบ M1 คว้าเบสต์แล็ป “เทสต์กาตาร์” วันที่ 2 “ขุนพลนักบิดยามาฮ่า” ยังเกาะกลุ่มท็อปเท็น นักบิดชั้นนำของโลก ลงทำการทดสอบพร้อมหน้า ในวันที่ 2 ของ พรี-ซีซั่น เทสต์ ครั้งที่ 2 ศึกโมโตจีพี 2020 ที่ โลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ เพื่อเซ็ตอัพรถและเตรียมความพร้อมก่อนที่ฤดูกาลแข่งขันจะเริ่มต้น และเป็นทางด้าน Fabio Quartararo 20 ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส สังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ทีม ที่ทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุด ภายใต้รถแข่งยามาฮ่า YZR-M1 ด้วยเวลา 1 นาที 54.038 วินาที ขณะที่ มาเวริค บีญาเลส #12 เพื่อนร่วมค่ายยามาฮ่า สังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ทีม บิดจบการทดสอบในอันดับ 3 ด้วยเวลา 1 นาที 54.264 วินาที ตามด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ดาวรุ่งชาวอิตาเลียน จาก ปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ทีม ในอันดับ 4 หลังกดเวลาต่อรอบลงมาอยู่ที่ 1 นาที 54.481 วินาที ด้าน วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 จอมเก๋าชาวอิตาเลียน สังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ทีม บิดจบการทดสอบวันที่ 2 ในอันดับที่ 9 ด้วยเวลา 1 นาที 54.740 วินาที อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก