SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Blade Battery 2.0 เทคโนโลยีใหม่จาก BYD ชาร์จ 10-70% ใน 5 นาที วิ่งไกลกว่า 1,000 กม. พร้อมแผนสร้างสถานีชาร์จ 1,500 kW ครอบคลุมทั่วโลก

เด็กระเบิด Marc Marquez จาก Repsol Honda ที่ได้ฉายา King of the Ring โชว์เทพด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 10 ในศึก MotoGP บนสนาม Sachsenring ประเทศเยอรมันแบบขาดลอย แถมนอกจากเด็กระเบิดคนนี้จะโชว์เทพแล้วยังได้โชว์เหนือด้วยการขี่รถ Honda คู่ใจพร้อมกอดอกก่อนที่จะถึงเส้นชัยไปแบบชิวๆ โดยมี Maverick Viñales และ Cal Crutchlow ตามมาทีหลัง อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

เป็นไปได้ยากที่จะเห็นแบบนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนปี 1949 นั้นเป็นวันแรกที่มีการจัดการแข่งขัน MotoGP ขึ่นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันดีที่ ครบรอบ 70 ปีของรายการแข่งขัน และก่อนที่การแข่งขัน MotoGP กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เหล่านักบิด MotoGP ได้ร่วมกันใส่สูทสุดเฟี้ยวและถ่ายภาพกันบนสนามแข่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ให้รายการ MOTOGP เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของรายการอีกด้วย นานๆจะได้เห็นภาพแบบนี้..หล่อไม่เบา อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

ดิ จิอันนานโตนิโอ ภูมิใจขี่ GP24 เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก ดิ จิอันนานโตนิโอ เจ้าของหมายเลข 49 จากทีม VR46 Racing Team ที่หากจากอาการบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แล้วลงทำศึก ThaiGP พร้อมคู่ใจคันใหม่อย่าง Ducati GP24 ที่เจ้าตัวออกมายอมรับว่าการที่ได้ขับขี่ในเครื่องยนต์เจนใหม่ มันแตกต่างจาก GP23 โดยสิ้นเชิง หลังจากที่ ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบพรีซีซันเกือบทั้งหมด โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 รายนี้บาดเจ็บตั้งแต่การทดสอบวันแรกที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ทำให้เจ้าตัวพลาดการทดสอบทั้งที่สนามเซปัง และการทดสอบในรอบบุรีรัมย์ เทสต์ แม้จะกลับมาได้จากอาการบาดเจ็บแต่เจ้าตัวก็เหมือนจะยังดูไม่สามารถกับตัวแข่งคันใหม่ได้มากนัก เพราะในการแข่งขันรอบ Sprint Race สนามแรกของฤดูกาล ในการแข่งขัน ThaiGP25 เขาก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับความร้อนจากตัวรถ และอากาศที่สนามช้างเล่นงานนักแข่งในประเทศไทยอย่างหนัก “ผมถูกเผาที่มือ ขา คอ โดนเผาไปหมดเลย—ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” “ภูมิใจในทีม ภูมิใจในตัวเอง และภูมิใจในทีมงานที่บ้าน เราสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา” “การแข่งใน MotoGP โดยที่แทบไม่รู้จักรถเลย ไม่ได้ทดสอบอะไรเลยกับ GP24 และไม่มีโอกาสฝึกซ้อมเพราะอาการบาดเจ็บ—สภาพร่างกายช่วงบนของผมแทบเป็นศูนย์ ผมไม่ได้วิดพื้นมา 6 เดือน ตั้งแต่บาดเจ็บครั้งแรกที่ออสเตรียเมื่อปีที่แล้ว” “จากนั้นผมต้องมาแข่งที่นี่ในสภาพแบบนี้—อากาศร้อนเหมือนนรก ไฟแทบลุกบนแทร็กเลย! ดังนั้นเราพูดได้เลยว่าเราทำงานได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ ศักยภาพของเราคือการทำเวลาให้เร็วได้ แม้ว่าผมจะสตาร์ทไกลจากกลุ่มนำก็ตาม แม้แต่ช่วงเช้าวันนี้ก็ยังทำเวลาได้ไม่เลวเลย” GP23 และ GP24 มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า ดิ จานนานโตนิโอ จะยังไม่ได้ทดสอบตัวแข่งคันใหม่ของค่ายอย่าง GP24 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การได้ลองใช้แข่งในการแข่งขันรอบ Sprint Race ในการแข่งขันสนามไทยจีพี ก็ทำให้เขานั้นทึ่งในประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ GP23 ของปีที่แล้ว “มันดีขึ้นมาก มันดีขึ้นมากจริง ๆ” “ปีที่แล้ว ผมคุยกับเพื่อนร่วมทีมบางคน พวกเขาก็บอกว่า GP23 มันก็แทบจะเหมือนกับ GP24 เลย แต่เปลี่ยนแค่บางอย่างเล็กน้อยเท่านั้น” “แต่เมื่อผมลองมาใช้ GP24 แข่งขัน มันเหมือนอยู่คนละโลกเลย มันเร็วขึ้นมาก อีกทั้งพละกำลังยังมากเหลือล้นสุด ๆ และการเข้าโค้งมันก็ยังทำได้ดีขึ้นมากอีกด้วย” นักบิดสัญชาติอิตาลี เจ้าของหมายเบข 49 รายนี้จะลงแข่งขันในสนามที่สองของฤดูกาล 2025 ที่สนาม Termas de Río Hondo ประเทศอาร์เจนติน่า ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM จัดใหญ่ ชวนสาวกเลือดส้มซิ่งงาน SuperBikeMag Trackday 2025 ผ่านไปแล้วกับแล้วกับกิจกรรม SuperBikeMag.com Trackday&Trophy 2025 สนามที่ 1 ของฤดูกาล เมื่อวันที่ 23 – 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันนัดเปิดสนามประจำฤดูกาลนี้ เหล่าสาวกผู้หลงใหลในความเร็วก็ได้ไปประลองความเร็วกันที่สนามพีระเซอร์กิต จังหวัดชลบุรีเช่นเคย แน่นอนว่ากิจกรรมสนามแรกของปี 2025 นี้ก็มีค่ายรถหลากหลายแบรนด์เข้ามาร่วมเป็นสปอนเซอร์ภายในงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีค่ายสัญชาติออสเตรียอย่าง KTM เข้ามาเปิดรุ่นการแข่งขันพิเศษภายใต้ชื่อ KTM 390 Series เพื่อให้สาวกเลือดส้มได้ซิ่งกันในสนาม พร้อมล่ารางวัลแชมป์ประจำปีไปครองกันอีกด้วย ค่ายใจดี.. จัดพิทให้สำหรับลูกค้า ไม่เพียงแค่มาเป็นสปอนเซอร์รายการแล้วเปิดรุ่นแข่งให้เท่านั้น แต่ทาง ค่ายเลือดส้มนี้ยังใจดีกับสาวก พร้อมเซอร์วิสเหล่านักแข่งที่จะเข้ามาร่วมแข่งขันในรุ่น KTM 390 Series ด้วยการเปิดพิทรองรับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้เหล่านักแข่งมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน และการเซอร์วิสตัวแข่งของนักแข่งในแต่ละท่าน บูธสินค้าพรีเมียมจากแบรนด์สัญชาติออสเตรีย ไม่เพียงแค่มาเปิดรุ่นการแข่งขันเท่านั้น แต่ทางค่ายรถจากประเทศออสเตรียก็ยังยกขบวนสินค้าต่าง ๆ ของทางแบรนด์มาร่วมจัดจำหน่ายภายในงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมสุดเท่, หมวกแก๊ป, ร่ม ลิขสิทธิ์แท้จากทีมโรงงานอย่าง Red bull KTM Factory Racing ในการแข่งขัน MotoGP โดยความพิเศษนอกจากนั้น ภายในบูธจำหน่ายสินค้าพรีเมียมก็ไม่ได้เพียงแค่เสื้อผ้า หรือ Accessory เท่านั้นแต่ยังมีก๊วน 4 หนุ่มสุดเท่มาให้ชาวเลือดส้มได้สัมผัสคันเป็น ๆ กันถึงในงาน ไม่ว่าจะเป็น KTM RC 390, KTM 390 DUKE และ Husqvarna SVARTPILEN 401 เพิ่มความมันส์.. กับการลุ้นแชมป์ประจำสนาม ที่ว่าเปิดรุ่นให้ขับขี่ ก็ไม่ได้ให้มาขี่กันเฉย ๆ เพียงอย่างเดียว สำหรับเหล่านักแข่งที่สมัครเข้ามาลงทะเบียนยังมีโอกาสในการลุ้นขึ้นโพเดียม แน่นอนว่าได้แชมป์สนามแล้วยังมีโอกาสได้ลุ้นแชมป์ประจำปีอีกด้วย สรุปผลการแข่งขันในรุ่น 390 Series อันดับ หมายเลข นักแข่ง สังกัดทีม 1 444 ธุรกฤต บัวผา Hi speed racing team 2 32 ชนะชัย บุญงาม Giga Bike Racing team 3 75 ยรรยง ไชยดารา ร่าเริงไรเดอร์ ID Helmet Wangnoi racing team 4 789 นภัสดล เหล็กดี Artshop racing team 5 365 นิติพงศ์ แสงสว่าง 65 Shop ลำลูกกา คลอง2 โดยเวลา Best Lap ที่ทำได้ดีที่สุดในการแข่งขันรอบนี้ตกเป็นของนักแข่งหมายเลข 444 คุณธุรกฤต บัวผา จากทีม Hi speed racing team กดเวลาต่อรอบดีสุดอยู่ที่ 1:11.494 นาที อีกทั้งยังสามารถทำท็อปสปีดสูงสุดได้ในการแข่งขันอยู่ที่ 120.849 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับในการแข่งขันสนามที่ 2 จะลงสนามทำการแข่งขันกันในระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา จังหวัดชลบุรี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเจอกันได้เลยที่งานจ้า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Mitsubishi Pajero 2026 ยืนยันเปิดตัวปีหน้า ใช้ไทยเป็นฐานผลิต พัฒนาบนแชสซีส์ Triton พร้อมขุมพลังเทอร์โบคู่และ PHEV อ่านรายละเอียดที่นี่

เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 มีอะไรแตกต่างจากตัวปกติบ้าง ไปชม หน้าผาหินขรุขระ หุบเขาลึก แม่น้ำเชี่ยว และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งหมดนี้คือความท้าทายที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการ BMW Motorrad International GS Trophy จะต้องเจอ การแข่งขันในครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ประเทศอัลเบเนีย และตอนนี้ทางค่ายก็ได้ เผยโฉมรถใช้แข่ง GS Trophy 2022 ครั้งนี้นั้นจะเป็น R1250GS Trophy Competition ซึ่งบิลต์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยจะมีรถใช้ในการแข่งขันมากถึง 126 คันเลยทีเดียว ทั้งนี้การแข่งขันครั้งที่แล้วเมื่อปี 2020 การแข่งขันนั้นใช้รถ F850GS ในการแข่งขัน แต่ปีนี้กลับมาใช้รุ่นใหญ่พิกัดเรือธงอีกครั้ง แน่นอนว่ามันมีพละกำลังมากกว่า แรงบิดมาแน่น ๆ การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ซึ่งจะช่วยให้ผ่านเส้นทางออฟโร้ดที่ยากลำบากที่มักจะต้องใช้เกียร์ต่ำ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลสำหรับใช้แข่งนี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมหลายชิ้นด้วยกัน เช่น การ์ดเครื่องยนต์อลูมิเนียม การ์ดไฟหน้า การ์ดฝาสูบ ไว้ช่วยป้องกันความเสียหายเวลาล้มนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีพักเท้าแบบเอ็นดูโร่จากโมเดลรุ่น Adventure คันเกียร์และคันเบรกปรับระดับได้ อัปเกรดยางจาก Metzeler Karoo 3 เป็น Karoo 4 ชิลด์หน้าแบบสปอร์ต เบาะแต่งแรลลี่ และปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic เรียกว่า ไม่ใช่แค่ต้องทนทานสมบุกสมบัน แต่ก็ต้องมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นให้เหมาะสมกับการแข่งขันด้วย และปิดท้ายด้วยกระเป๋าติดถังขนาดเล็กขนาด 5 ลิตรช่วยเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างช้อนส้ม อาหารและเครื่องดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาขับขี่บนท้องถนน หรือจะใช้มาเป็นกระเป๋าติดท้ายรถก็ยังได้ ถือเป็นอะไรที่ดูไม่ค่อยสำคัญแต่ใช้งานและเป็นประโยชน์เวลาได้ใช้งานจริงอีกจุดนึง สุดท้ายนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีจำหน่าย แต่ผมเชื่อว่าก็น่าจะเป็นแนวทางในการตกแต่งรถ โดยของทุกชิ้นสามารถซื้อหรือสั่งจากทางบีเอ็มดับเบิ้ลยูได้เลยครับ ส่วนคนที่สนใจการแข่งขันสามารถเข้าไปชมได้ที่เว็บ www.gstrophy.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เหมาชัยสามเรซรวดในศึก WSBK ที่ Donington Park สำหรับการแข่งขัน WorldSBK 2022 สนามนี้จัดขึ้นที่สนาม Donington Park ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นสนามที่ 5 ของฤดูกาลนี้แล้ว การแข่งขันในสนามนี้ทาง Pirelli ก็ได้ตัดสินใจเลือกเตรียมยางซอฟต์ไปมากเป็นพิเศษเพื่อให้ตอบโจทย์การแข่งขันในสนามแห่งนี้มากที่สุด รอบซูเปอร์โพล รุ่น WorldSBK (อุณหภูมิผิวแทร็ก 34 องศา / อุณหภูมิอากาศ 19 องศา) หลังจากที่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ได้ออกสตาร์ทตำแหน่งโพลครั้งแรกของฤดูกาลนี้ที่ Estoril มาแล้ว เขาก็ทำมันได้อีกครั้งที่สนามแห่งนี้ โดยแชมป์โลก 6 สมัยคว้าตำแหน่งโพลมาได้ด้วยสถิติเวลาแล็ปที่ 1’26.080 นาที ทำลายสถิติเวลาแทร็กที่เคยบันทึกไว้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมของเขา Tom Sykes (1’26.641) เกินกว่าครึ่งวินาที นักแข่งทั้งหมดทุกคนเลือกใช้ยางหลังสูตร SCQ ซึ่งนักแข่งจากไอริชเหนือเลือกจับคู่เข้ากับยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา A0674 SC1 ขณะที่เพื่อนร่วมทีม Alex Lowes ที่ได้สถิติเวลาดีเป็นอันดับ 2 เลือกยางหน้าเป็น SC1 สูตรมาตรฐานแทน ส่วน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) ออกสตาร์ทเป็นคนสุดท้ายของแถวหน้า ก็เลือกใช้ยางหน้าเป็น SC1 สูตรมาตรฐานเช่นกัน ขณะที่ผู้ออกสตาร์ทลำดับที่ 4 กลับเป็น Scott Redding (BMW Motorrad WorldSBK Team) และที่ห้าตกเป็นของ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เลือกยางหลังสูตรกำลังพัฒนาเช่นเดียวกับ Rea รุ่น WorldSSP (อุณหภูมิผิวแทร็ก 31 องศา/ อุณหภูมิอากาศ 19 องศา) เป็นการแย่งชิงตำแหน่งบนกริดสตาร์ทที่เข้มข้นร้อนแรงขั้นสุด ระหว่าง Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha), Nicolò Bulega (Aruba.it Racing WorldSSP Team), และ Glenn Van Straalen (EAB Racing Team) ต่างคนต่างผลัดกันขึ้นทำเวลาดีกว่ากระทั่งท้ายที่สุดตำแหน่งโพลตกเป็นของนักแข่งชาวสวิสที่ทำเวลาได้ดีกว่าที่ 1’29.961 นาที(ทำสถิติเวลาเป็นรองสถิติเวลาของ Kenan Sofuoglu ที่ทำไว้ในปี 2015 เพียง 0.036 วินาทีเท่านั้น) กลายเป็นการคว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 4 ติดต่อกันของเขา และเป็นครั้งที่ 100 ในรุ่น WorldSSP สำหรับค่ายรถจากเมืองอิวาตะ ส่วนนักแข่งดูคาติชาวอิตาลี และนักแข่งยามาฮ่าชาวดัตช์ได้ออกสตาร์ทเป็นแถวหน้าถัดลงมาตามลำดับ โดยนักแข่งทุกคนเลือกใช้ยาง SCX เป็นยางหลังและ SC1 เป็นยางหน้า การแข่งขันในเรซ 1 รุ่น WorldSBK (อุณหภูมิผิวแทร็ก 46 องศา / อุณหภูมิอากาศ 24 องศา) การแข่งขันในเรซนี้นั้นนักแข่งต่างก็เลือกยางหลังเหมือนกันคือ SCX ขณะที่ยางหลังนั้นก็จะมีเลือกแตกต่างกันออกไป Rea, Lowes, Redding และ Bautista เลือกใช้ยางสูตรกำลังพัฒนา A0674 SC1 ขณะที่ Razgatlioglu และ Rinaldi เลือกใช้ยางสูตรมาตรฐาน SC1 ออกสตาร์ทผู้ป้องกันแชมป์โลกออกสตาร์ทจากกริดที่สามได้อย่างยอดเยี่ยม ขยับขึ้นนำทันทีและทิ้งห่างไร้การรบกวนแบบม้วนเดียวจบ โดยทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง Rea ถึง 6 วินาที และห่างจาก Lowes ถึง 9 วินาที นี่ทำให้นักแข่งชาวตุรกีคว้าชัยเป็นครั้งที่ 2 ในฤดูกาลนี้นับจากการชนะรอบซูเปอร์โพลเรซที่ Misano โดยการแข่งขันในเรซนี้มีการดวลกันสุดมันระหว่าง Rea และ Bautista เพื่อแย่งอันดับ 2 ซึ่งมาสิ้นสุดลงในแล็ปที่ 16 โดยนักแข่งชาวสเปนพลาดล้มออกจากโค้งที่ 12

Pirelli เลือกเน้นยางซอฟต์ รับศึก WSBK ที่ Donington Park การแข่งขันสนามที่ 5 ของรายการ FIM Superbike World Championship ซึ่งจะระเบิดศึกขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ที่ Donington Park ประเทศอังกฤษ ซึ่งสนามนี้ Pirelli เลือกเน้นยางซอฟต์ เพื่อรับกับสนามแห่งนี้ โดยตัดสินใจใช้สูตรยางซอฟต์ที่สุดเท่าที่มี เพื่อใช้ในยางหลัง ซึ่งได้แก่ SCX, SC0 และ SCQ ซึ่งเจ้าตัวหลังนี้จะใช้เฉพาะตอนควอลิฟายกับการแข่งรอบซูเปอร์โพลเรซเท่านั้น ขณะที่ยางหน้าจะใช้ยาง SC1 สูตรมาตรฐาน และยางสูตร SC1 A0674 ยางสูตรกำลังพัฒนา และสำหรับการแข่งขัน WorldSSP ก็จะใช้สูตรยางมาตรฐานแบบเดียวกับที่เคยใช้ในแทร็กนี้เมื่อครั้งสุดท้ายในปี 2019 นั่นก็คือ SC1 และ SC2 ที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังจะเป็น SCX และ SC0 ขณะที่รายการแข่งสำหรับนักแข่งวัยเยาว์อย่าง Yamaha R3 bLU cRU European Cup ก็จะได้แข่งในสนามนี้ด้วย ทว่าการแข่งขัน WorldSSP300 จะไม่ได้แข่งในสนามนี้ และจะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในสนามหน้าที่สาธารณรัฐเช็ก สนาม Donington Park ที่ตั้งอยู่ใน East Midlands ใกล้กับ Sherwood Forest สร้างมานานกว่า 90 ปีแล้ว มันเป็นสนามที่เป็นส่วนผสมระหว่างส่วนที่ใช้ความเร็วได้มาก ส่วนขึ้นและลงเนิน และโค้งความเร็วต่ำ สลับกับทางตรงที่ทำให้ต้องเบรกหนัก ๆ และต้องเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่นตอนที่ออกจากโค้ง 8 ที่ Coppice เป็นจุดที่คุณเร่งความเร็วสูงสุดที่ทางออกโค้ง ขณะที่โค้งความเร็วปานกลางอย่างที่ Old Hairpin และ McLeans คือโค้งที่คุณไม่สามารถลงต่ำไปกว่า 100 กม./ชม.ได้ Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตกล่าวว่า “ผลลัพธ์หลังจากการทุ่มเทพัฒนาอย่างหนักนั้นมาปรากฏผลที่ Misano แต่ที่ Donington เรากลับมาเลือกใช้ยางแบบเดิมมากขึ้น โดยมีให้เลือกอย่างครบถ้วน เว้นแต่ยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา SC1 A0674 ซึ่งไม่ได้เป็นยางใหม่สำหรับทีมแข่ง เพราะเคยนำมาให้ใช้ในการแข่งปีนี้มาแล้ว เรารู้ว่าสนามแห่งนี้ดี เพราะเราเคยแข่งที่นั้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในศึก WorldSBK และในศึก British Superbike Championship ในฐานะเป็นผู้ซัพพอร์ตยางเพียงรายเดียว และเมื่อปีที่แล้วเราก็ประสบความสำเร็จกับยางสูตรซอฟต์ที่สุดที่เคยมีมา และถ้าอุณหภูมิมันเอื้ออำนวยแล้วล่ะก็ SCX จะเป็นยางที่ได้รับความนิยมและถูกเลือกใช้เป็นยางหลังมากที่สุดอย่างแร่นอน ส่วน SC0 ก็ยังคงจะเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้อยู่” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Piaggio MP3 530 Exclusive ปรับยกใหญ่พร้อมกล้องและเรดาห์สุดล้ำ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า Piaggio MP3 นั้นคือสกู๊ตเตอร์ 3 ล้อคันแรกที่เกิดมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับการใช้ชีวิตในเขตเมืองและชุมชม โดยเปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2006 และกลายเป็นการเปิดตลาดเซ็กเมนต์ใหม่ให้กับวงการอีกด้วย พร้อมกวาดยอดขายไปกว่า 230,000 คันตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ก็ได้เลิกปรับปรุงขนานใหญ่ โดยมาพร้อมความสปอร์ตที่มากยิ่งขึ้น มีการดีไซน์ด้านหน้าใหม่มหดออกแบบให้มีแฟริ่งด้านหน้ากว้างและป้องกันลมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมดีไซน์ไฟหน้าใหม่ โดยระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบแล้ว มีการย้ายแผงหม้อน้ำมาให้ต่ำลงมาอยู่บริเวณระหว่างล้อหน้าและฟุตบอร์ด มีแอร์อินเทคเปิดรับอากาศที่ตรงกลางแฟริ่งด้านหน้าที่ออกแบบเป็นกริลพิเศษทรงรังผึ้ง ทั้งนี้การออกแบบส่วนหน้านี้ยังคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกเป็นหลักอีกด้วย กระทั่งตัวชิลด์บังลมหน้าเองก็ปรับทรงใหม่ให้กันลมได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เทอะทะจนเกินไป ตัวรถยังปรับมิติท่านั่งให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์หรือเออโกโนมิกส์ ออกแบบให้ท่านั่งนั่งได้สบาย โดยยกแฮนด์ขึ้นสูงขึ้น 10 ม.ม.และโน้มเข้าหาตัวผู้ขับขี่มากขึ้น ขณะที่ฟุตบอร์ดต่ำลงไป 20 ม.ม. ช่วยให้เหยียดขาได้มากขึ้น สบายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ควบคุมรถได้ดีมากยิ่งขึ้น นอจกากนี้ยังีปรับอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งใหม่ทั้งส่วนคนขับและคนซ้อน ยาวขึ้น มีมือจับคนซ้อนที่สูงจับได้ง่ายและสบายมากขึ้น มีเบรกมือใหม่ที่มีวางตำแหน่งใหม่สูงขึ้นใกล้กับสวิตช์สตาร์ทรถทำให้จอดรถดึงเบรกมือได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ด้านหน้ามีขอแขวนของพับเก็บได้ ช่องเก็บของด้านหน้านั้นก็ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน เป็นช่องเก็บของด้านบนเรือนไมล์นั้นพร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะเองก็มีไฟพร้อมพรมปูให้พร้อม มีดีไซน์ทรงเหลี่ยมเพื่อให้ใช้งานพื้นที่ได้จริงแทบทุกตารางนิ้ว ใหญ่พอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 2 ใบหรือกระเป๋าแล็ปท็อปได้ เบาะนั่งเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังเปิดผ่านระบบแอพลิเคชันอีกด้วย โดยมีตัวโช้คค้ำเบาะช่วยเพิ่มความสมู้ทเวลาปิดหรือเปิดอีกด้วย ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ปรับมาใหม่ ตัวรถยังมีลูกเล่นที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นสุด ๆ กับระบบ ARAS หรือ Advanced Rider Assistance Systems ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ซึ่งทำงานบนพื้นฐานของระบบ Imaging Radar 4D ที่ทางพิแอ็กจิโอพัฒนาขึ้น ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้กลายเป็นสกู๊ตเตอร์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบอะไรแบบนี้ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ใหญ่สุดในพิกัดสามารถเชื่อมต่อและใช้งานระบบนำทางได้ ระบบสมาร์ทคีย์ และระบบครูซคอนโทรล ระบบถอยหลังพร้อมกล้องมองหลังอีกด้วย เรียกได้ว่าน้อง ๆ รถยนต์เลยล่ะครับ โดยระบบ Imaging Radar 4D นี่ทำงานโดยอาศัยเซ็นเซอร์หลายจุดทั้งติดตั้งที่ด้านหน้าตรงกลางและเรดาห์ที่ด้านท้ายใต้ไฟท้ายของรถ ทำให้ตัวรถสามารถที่จะรับรู้ถึงสถานะของตัวรถและสิ่งแวดล้อมได้โดยอาศัยเซ็นเซอร์อัลตร้าซาวด์ในการทำงาน ทำให้รถสามารถใช้งานระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาหรือ Blind Sport Information System และระบบช่วยเหลือขณะเปลี่ยนเลนหรือ Lane Change Decision Aid System ซึ่งทั้งสองระบบนี้จะคล้าย ๆ กับที่มักจะติดตั้งในรถยนต์สมัยใหม่นั่นเอง โดยระบบทั้งสองนี้จะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอเรือนไมล์ขนาดใหญ่ของตัวรถนั่นเอง ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 530 ซีซีที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 13.7 ลิตร มีการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในหลายส่วนด้วยกัน เช่น ลูกสูบอลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา ฝาสูบใหม่ วาล์วขนาดใหญ่ขึ้น ปรับห้องเผาไหม้ใหม่ และแคมชาฟต์ที่ปรับปรุงใหม่ให้มีการเปิดปิดวาล์วที่เหมาะสม โดยเครื่องใหม่นี้เคลมกำลังสูงสุดมาที่ 44.1 แรงม้าที่ 7,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 50 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ โดยมีกำลังใกล้เคียงกับโมเดลเดิมแต่มาในรอบที่ต่ำลง และยังมีแรงบิดมากขึ้นในรอบที่ต่ำลงอีกด้วย จึงทำให้ขับขี่ได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงความสบาย โดยรถมีการสั่นและเสียงรบกวนน้อยลง โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำและความเร็วกลาง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในเมือง และเนื่องจากตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า ทำให้มีโหมดการขับขี่ให้ใช้งานด้วย โดยมีให้เลือกใช้งาน 3 โหมดได้แก่ Eco, Comfort และ Sport ซึ่งโหมดต่าง ๆ เหล่านี้จะทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยที่มาให้อย่างระบบ ASR หรือ Acceleration Slip Regulation หรือแทร็คชันคอนโทรล และยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ในส่วนของช่วงล่างนั้นค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อย โดยด้านหน้าจะเป็นระบบโช้คแบบ Palallelogram ซึ่งจะทำให้ล้อหน้าสามารถเอียงได้อย่างอิสระต่อกันเวลาเข้าโค้ง ทำให้เข้าโค้งดีและปลอดภัย ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 258 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 ม.ม. ส่วนล้อด้านหน้าจะเป็นล้อขนาด 13 นิ้วด้านหลังจะเป็น 14 นิ้ว สำหรับเจ้า Piaggio MP3 530 Exclusive จะวางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ ฟ้า เทา ดำ และไทเทเนียม โดยจำหน่ายในราคา 13,000 ยูโร หรือราว

2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 คลาสสิคที่ยังมีลมหายใจ 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรคลาสสิคตระกูล W ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดย Kawasaki W230 เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ W แบรนด์ และ Meguro S1 ทายาทของ Kawasaki 250 Meguro ที่อายุครบ 100 ปีในปีนี้แบบพอดิบพอดี ทั้งสองคันมีรูปแบบการดีไซน์ย้อนยุคสวยงาม เรียกได้ว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิคอย่างแน่นอน Meguro S1 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยตรงจากรถมอเตอร์ไซค์ในตำนาน ในประวัติศาสตร์ของ Kawasaki และ Meguro: Kawasaki 250 Meguro SG ซึ่งผลิตในปี 1964 การออกแบบที่เห็นใน Meguro S1 สัมผัสได้ว่าสืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษโดยตรง โดยยังคงความเท่แบบเหนือกาลเวลาซึ่งยังคงสวยงามเหมือนในปี 1964 Kawasaki W230 โมลเดลที่สืบสานความภาคภูมิใจของซีรีส์ W ด้วยสัมผัสแห่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่รุ่น W รุ่นดั้งเดิม W230 จึงมีความงามอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนดีไซน์ก็ยังมีความคลาสสิคและสวยงามอยู่เสมอ Kawasaki W230 และ Meguro S1 ใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่ 233 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีพละกำลังอยู่ที่ 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานมาจาก KLX230 จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีดแบบแมนนวล ล้อหน้าให้มาแบบซี่ลวดขนาด 90/90-18 M/C ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต ขนาด 265 มม. มาพร้อมโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 37 มม. พร้อมปลอกกันฝุ่น ในส่วนของระบบความปลอดภัย ให้ระบบเบรกมาพร้อม ABS ช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องมีการเบรกกระทันหัน ล้อหลังให้มาแบบซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว 110/90-17 M/C ขนาด 220 มม. ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพสปริงคู่ ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้าให้ไฟแบบ LED สีขาว แต่ในส่วนของไฟเลี้ยวด้านหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวด้านหลังให้เพียวแค่หลอดไฟแบบฮาโลเจนเท่านั้น เรือนไมล์ที่ความผสมผสานระหว่างดิจิตอล และอนาล็อก โดยฝั่งซ้ายจะบอกความเร็ว และจอดิจิตอลสำหรับบอกระยะทางรวมของรถคันนี้ และนาฬิกา ฝั่งขวาจะเป็นรอบของเครื่องยนต์ และสัญญาณต่าง ๆ อาทิ ไฟบอกสถานะเกียร์ว่าง , ไฟเตือนไฟสูง , ABS , ไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และสัญญาณไฟเลี้ยว 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 สเปค และรายละเอียด Kawasaki W230 Meguro S1 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. 67.0 x 66.0

ยักษ์เขียว ล้อหมุนเปิดรุ่นใหม่ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX หลังจากที่ Kawasaki Versys 1100S เปิดตัวแล้วในประเทศออสเตรเลีย ก็มีข่าวเพิ่มเติมออกมาเกี่ยวกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ 2025 Kawasaki Ninja 1100 SX ที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกัน รวมไปถึงรุ่นย่อยที่ใส่ของแต่งสายทัวร์ริ่งมาให้ เครื่องยนต์ 1100 เจนใหม่ เพิ่มขนาดแต่ม้าตาย เครื่องยนต์ใหม่ ในโมเดลนี้มีขนาด 1,099 ซีซี 4 สูบเรียง โดยเป็น เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาจากรุ่น Ninja 1000SX เดิม ซึ่งขาววงในบอกสเปคคร่าวๆมาว่า จะสามารถส่งกำลัง 134 แรงม้าที่ 9,000 rpm แรงบิด 112.6 นิวตันเมตร ที่ 7,600 rpm เทียบกับตัวเก่าเครื่องยนต์ตัวใหม่เหมือนจะโดนตอนม้ามา แต่ได้แรงบิดที่เพิ่มหน่อยนึง เพราะจากสเปคเดิม Ninja 1000SX ที่มีพละกำลังอยู่ที่ 140 แรงม้าที่ 10,000 rpm แรงบิดอยู่ที่ 111.2 ที่ 8,000 rpm ที่ม้าล้มตายไปฝูงนึง น่าจะมีสาเหตุจาก กฎ Euro 5+ ที่ไม่ใช่แค่คาวาที่โดน แต่ ตัวพันรุ่นใหม่ โดนแทบทุยี่ห้อ ต้องมาดูอีกทีว่า Kawasaki ให้โหมดแบบไม่ตอนมารึเปล่า หรือต้องซื้อท่อฟูลซักเส้น เพิ่มท็อปสปีดกับอัตราทดเกียร์ใหม่ ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีกำลังแรงม้าที่น้อยกว่า และมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน แต่เจ้า Ninja 1100SX มีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ จึงทำให้มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 251 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง 1000SX ทำได้ที่ 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น SE เพื่อสายทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ ในส่วนของรายละเอียดรุ่นย่อยของ Kawasaki Ninja 1100SX จะไม่ได้มาเพียงแค่รุ่นธรรมดา (โมเดลต่อท้ายด้วย SX) แต่จะมีรุ่น SE ที่เป็นรุ่นอัพเกรดเพิ่มเติมขึ้นมา โดยในรุ่น SE จะมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเช่นกล่องสัมภาระด้านข้าง และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่มีความทันสมัยมากขึ้น และรวมไปถึงสีพิเศษที่อาจจะมีเฉพาะในรุ่นนี้ สรุป รถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต-ทัวร์ริ่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรุ่นนี้คาดว่าจะเปิดตัวขี้นในเดือนตุลาคม 2024 นี้ และคาดว่าจะมีคันจริงให้สาวกยักษ์เขียว ลูบไล้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 ที่ประเทศอิตาลี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4S Grand Tour ตัวสุดสายทัวริ่งจาก Ducati เปิดตัวแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้แต่ในปี 2023 นี้จัดเป็นปีที่เจ้ามัลติสตราดารุ่นแรกมีอายุครบ 20 ปีแล้ว และด้วยโอกาสนี้เองค่ายแดง Ducati จึงได้เปิดตัวโมเดลระดับเรือธงสายทัวริ่งอย่าง Multistrada V4S Grandtour ตัวสุดตัวจบของทัวริ่งไบค์ของทางค่าย ที่โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระดับแนวหน้าของคลาสเลยครับ สำหรับโมเดลนี้นั้นจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น V4S ของมัลติสตราดานั่นเอง แล้วมาปรับเพิ่มเติมเสริมออปชันต่าง ๆ เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์การเดินทางไกลที่มากยิ่งขึ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวเลขสมรรถนะ ตัวรถภายนอกจะมาพร้อมเฉดสีและกราฟิกเฉพาะรุ่น เส้นสายกราฟิกออกแบบมาให้ดูหรูหราปราณีต เบสหลักเป็นสีดำและสีเทา แต่งแต้มด้วยลายเส้นสีแดงและซับเฟรมสีแดง พร้อมคาดลวดลายสื่อถึงความเป็นอิตาลีไว้บาง ๆ ขุมพลังจะเป็นเครื่อง V4 Granturismo ขนาด 1158 ซีซีให้กำลัง 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิด 125 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ ที่ทางค่ายเคลมมาว่าให้กำลังได้สมูทและต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว แต่ก็ไม่ได้มีการอัปเดตเพิ่มเติมในส่วนนี้ ขณะที่แชสซีก็เช่นกัน โดยจะมีโช้คปรับไฟฟ้า Ducati Skyhook Suspension จากทาง Marzocchi ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระบบ Auto-levelling ปรับความสูงเบาะอัตโนมัติตามที่ได้เซ็ตเอาไว้ ระบบ Minimum Preload ช่วยลดความสูงของรถให้ขึ้นคร่อมได้ง่ายขึ้น และระบบ Easy Lift ช่วยให้เอาขาตั้งขึ้นได้ง่าย โดยทั้งหมดนี้จะควบคุมค่าต่าง ๆ ของโช้คเพื่อให้สามารถขับขี่ได้ง่ายและอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ขณะที่ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะเป็นล้ออัลลอยพร้อมยาง Pirelli Scorpion Trail II 120/70-19” และ 170/60-17” จัดเต็มมาก ๆ ในส่วนของช่วงล่าง ทีนี้มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง จัดเต็มสุด ๆ เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดยที่เด่น ๆ ก็จะเป็นอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลและระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกับเรดาห์ ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางอัตโนมัติ มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ช่วยประมวลผลส่งข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกับ Conering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพบนทางลาดชัน ยังมีหน้าจอสี TFT พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ทโฟนได้เมื่อใช้งานร่วมกับบลูทูธเฮดเซ็ต รวมถึงระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะทั้งคนขี่และคนซ้อนเพื่อให้ขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์และฝาถังแบบเปิดได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพื่อความสะดวกสบายไปอีกขั้น อ่อเกือบลืมไปยังมีเรื่องที่ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่ก็เป็นจุดเด่นคือส่วนของกล่องข้างที่มีความจุรวมกว่า 60 ลิตร คนของสบาย ตลอดไปจนถึงมีการติดตั้งส่วนป้องกันความร้อนเพิ่มอีกหลายจุดเพิ่มความสบายให้กับผู้ขับขี่และคนซ้อนด้วยครับ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้น Multistrada V4S Grand Tour ราคาอยู่ที่ 27590 ยูโร แพงกว่าโมเดล S อยู่ที่ 3600 ยูโร ซึ่งถ้าคิดเปรียบเทียบกับราคาไทยที่โมเดล S นั้นอยู่ที่ 1.289 ล้านบาทนั้น โมเดลใหม่แกรนด์ทัวร์นี้ราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1.5 ล้านบาทโดยประมาณครับ ซึ่งก็บอกเลยว่าราคาเอาเรื่อง แต่ถ้าเทียบกับอ็อปชันที่เพิ่มเข้ามานั้นบอกเลยว่าสายทัวริ่งรุ่นใหญ่พร้อมจบแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kove 321F Cafe หล่อ เฉียบคม ทรงวินเทจ เผยโฉมให้เห็นกันทั่วโลก โดยค่ายรถจักรยานยนต์ KoveMoto ทำการเปิดตัวโมเดลสายนีโอคาเฟ่อย่าง Kove 321F Cafe มาพร้อมปรับแต่งโฉมสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบสไตล์วินเทจ ให้ได้จับจองแล้วในประเทศจีน สำหรับโมเดลรุ่นนี้มีการออกแบบดีไซน์ กับแฟริ่งสีเงาออกแบบมาในสไตล์เรโทร เส้นลายกราฟิกแนวเรียบ พร้อมนัมเบอร์ 321 ไว้ที่แฟริ่งด้านข้าง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำปาดเว้าด้านข้างเพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ รวมไปถึง เบาะหนังตอนเดียวเย็บตะเข็บเป็นแนวระนาบดูสวยงาม ซึ่งทำให้นึกถึงการออกแบบของค่ายรถ Husqvarna และโมเดล Honda Hawk11 ซึ่งเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ก็มีอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปพอเป็นจุดสังเกตได้บ้าง ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานตัวเดียวกันกับรุ่น Cobra 321R และ 321RR ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ (ดูเหมือนออกแบบโดยยามาฮ่า) และเคลมกำลังแรงม้าที่ 41.5 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ พร้อมแรงบิด 29.6 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่ 153 กก. (รวมของเหลว) โดยท็อปสปีดของโมเดลรุ่นนี้ ทางโรงงานแย้มมาว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 170 กม./ชม.ในเกียร์หกเลยทีเดียว ต่อด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยวด้านขนาด หลังทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 320 มม.ปั๊ม 4 พอท และดิสก์เบรกหลังขนาด 240 มม. ปั๊ม 2 พอท ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 150/60 และระยะฐานล้อที่ 1,390 มม. ซึ่งดูสมส่วนในรถสไตล์คาเฟ่ไซส์กลางอีกด้วย สำหรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีมาให้ทั้งหน้าจอสี TFT และระบบไฟ LED ดีไซน์แบบเรโทรคลาสสิกรอบคัน ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel โดยโมเดลรุ่นนี้ตั้งราคาไว้ที่ 24,300 หยวน หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 1.2 แสนบาท ส่วนจะเข้าไทยหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WR450F อีกระดับของความแรงและความคล่องตัว WR450F 2024 เอ็นดูโร่ไบค์คันล่าสุดจาก Yamaha เปิดตัวแล้ว พร้อมคำบอกสรรพคุณคร่าว ๆ ไม่ยาวมากว่า เบาสุด เพรียวสุด และเร็วสุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยมีพื้นฐานใกล้เคียงกับ YZ450F รถแข่งโมโตครอสของทีมโรงงานที่เคยชนะในศึก MXGP และ AMA Supercross ในเรื่องของสไตล์นั้น ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ตัวรถมีความกระชับแบบสุด ๆ ด้วยตัวบอดี้แบบเดียวกับ YZ450F ซึ่งพิสูจน์ด้วยเวทีการแข่งขันระดับโลกมาแล้วว่ามีความคล่องตัวสูง โดยจะตัวรถจะแคบลง 50 ม.ม. โดยเฉพาะช่วงกลางตัวรถ เมื่อบวกกับเบาะนั่งแบบราบแล้วจะช่วยให้ควบคุมคอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการปรับบังโคลนหน้าใหม่ให้ป้อนอากาศเข้าสู่แผงรังผึ้งหม้อน้ำได้ดีขึ้น บังโคลนท้ายเองก็มีการปรับใหม่ช่วยให้จับรถได้ถนัดขึ้น ขุมพลังใหม่แรงและเบาขึ้น โดยใช้ขุมพลังที่พัฒนาจากเครื่องของ YZ450F ใช้เทคโนโลยีฝาสูบแบบรีเวิร์สช่วยให้ได้กำลังมากขึ้น จากการที่ฝั่งไอดีมีการออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีแอร์บ็อกซ์ที่ดึงอากาศจากด้านท้ายของตัวรถโดยอาศัยท่อในกาบแฟริ่งด้านข้าง เฟรมและถังน้ำมัน ที่ออกแบบมาใหม่ ส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้โดยตรงด้วยวาล์วไทเทเนียมที่ใหญ่ขึ้นเป็น 39 ม.ม. นอกจากนี้ยังมีการออกแบบปลายท่อสั้นใหม่ที่ช่วยให้ศูนย์ถ่วงรถโดยรวมดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้คล่องตัวขึ้นด้วย ตัวเครื่องยังเบาและมีขนาดเล็กลงกว่าโมเดลเก่า ซึ่งเบาจากการใช้ลูกสูบฟอร์จ บอดี้กระบอกสูบน้ำหนักเบา รวมถึงใช้โซ่ราวลิ้นใหม่ที่ออกแบบมารองรับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น มีการปรับปรุง ECU เพื่อให้มีการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมตรงรุ่น เพื่อให้ได้กำลังที่เอาอยู่ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ พร้อม ๆ กับแรงบิดที่หนักแน่นแต่สมู้ทและเนียน โดยที่ไม่ทิ้งสมรรถนะในรอบกลางและปลายใช้สปริงคลัตช์ใหม่พร้อมแผ่นคลัตช์ 8 แผ่นของตรงรุ่นเพื่อให้มือคลัตช์เบาและจับฟีลได้ดีขึ้น ระบบส่งกำลังปรับปรุงใหม่ให้มีความทนทานและน้ำหนักเบา ขณะที่อัตราทดแต่ละเกียร์ก็กว้างช่วยให้ขับขี่ได้ดีทุกสภาพเส้นทาง ในส่วนของแชสซีเองก็ปรับใหม่เดินตามรอบ YZ450F เช่นกัน โดยจุดสำคัญคือย้ายตำแหน่งคอท่อให้ต่ำลง 15 ม.ม. บวกกับรางถังน้ำมันปรับปรุงใหม่ให้กับเข้าท้ายรถทรงตัวยูทำให้เฟรมใหม่ที่ได้มีศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้ขับขี่ได้ดีขึ้น แต่โดยรวม ๆ แล้วยังต่างกันโดยเน้นให้เฟรมยืดหยุ่นได้มากกว่าช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ลดอาการเหนื่อยล้าสะสมและตอบสนองได้ดี ต่อกันที่ระบบกันสะเทือนมีการเลือกใช้โช้คจาก KYB ที่ท็อปสุดในคลาสแบบปรับเซ็ตได้เต็มระบบ แต่ปรับให้มีระยะยุบน้อยลง 10 ม.ม. เพื่อให้ความสูงเบาะนั้นต่ำลง ศูนย์ถ่วงเองก็ต่ำลง ช่วยให้ควบคุมรถได้ดี โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ พร้อมกันนี้ได้ปรับพักเท้าให้ต่ำลงด้วย 10 ม.ม.ช่วยให้ได้ระยะท่านั่งใหม่ที่ดีเป็นธรรมชาติช่วยให้ได้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดี สุดท้ายเรื่องของเทคโนโลยียามาฮ่ายังได้ใส่ระบบจูนผ่านแอ็พพลิเคชันมาให้ WR450F อีกด้วย โดยตัวแอ็พฯ จะมีฟีเจอร์อย่าง Quick Tuning มาให้ ช่วยให้ผู้ขับขี่เลือกปรับเซ็ตติ้งเครื่องยนต์จากสมู้ท ๆ ไปเป็นดุดันได้เพียงแค่แตะสกรอล์บาร์บนสมาร์ทโฟนได้ง่าย ๆ ช่วยให้เลือกกำลังรถที่แมตช์กับทักษะหรือความชอบของตัวเองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจับเวลาแล็ปให้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ เลย ซึ่งยะงสามารถใช้ปรับแต่งเรื่องการจ่ายน้ำมันหรือจังหวะการจุดระเบิดได้อีกด้วยนะ อีกเทคโนโลยีที่ปรับปรุงมาใหม่คือระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ 2 ระดับและเปิดปิดได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเลยล่ะครับ โดยสามารถเลือกใช้งานผ่านสวิตช์มัลติฟังก์ชันที่ประกับแฮนด์ได้สะดวกเลยล่ะครับ ที่สำคัญคือไม่ต้องจอดรถอีกด้วย ปิดท้ายคือโมเดลนี้มีการปรับให้เหมาะกับการขับขี่แบบเอ็นดูโร่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ยางเอ็นดูโร่ ระบบไฟส่องสว่าง หน้าปัดเรือนไมล์ ขาตั้งข้าง พัดลมหม้อน้ำ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 7.4 ลิตร การ์ดเครื่องและปลายท่อแบบเอ็นดูโร่ เรียกว่าพร้อมให้คุณลุยเข้าป่าได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะครับ แต่พูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่ายามาฮ่าประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายกันหรือไม่นั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก