SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว !

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก  “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
2025 AmericasGP

2025 AmericasGP ดินแดนคาวบอย สนามแข่ง Circuit of The Americas (COTA)ในรายการ 2025 AmericasGP ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ถือเป็นอีกหนึ่งสนามระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในรายการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปฏิทินการแข่งขันปี 2013 สนามแห่งนี้ก็กลายเป็นเวทีวัดฝีมือของนักบิดระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชื่อของ Marc Márquez ที่สร้างตำนานอย่างยิ่งใหญ่ไว้ที่นี่ ข้อมูลสนาม 2025 AmericasGP ชื่อสนาม: Circuit of The Americas (COTA) สถานที่: ออสติน, เท็กซัส, สหรัฐอเมริกา เปิดใช้งานครั้งแรกใน MotoGP: ปี 2013 ความยาวสนาม: 5.513 กิโลเมตร (3.426 ไมล์) จำนวนรอบในการแข่งขัน MotoGP: 20 รอบ (รวมระยะทางประมาณ 110.3 กม.) จำนวนโค้ง: 20 โค้ง (ซ้าย 9 / ขวา 11) ทางตรงที่ยาวที่สุด: 1,200 เมตร สถิติ Race Record สนาม Circuit of The Americas 2024 ความท้าทายของสนาม โค้งเยอะและซับซ้อน COTA มีจำนวนโค้งมากถึง 20 โค้ง (โค้งซ้าย 9, โค้งขวา 11) รวมทั้ง โค้งเร็วต่อเนื่อง โค้งที่โหดๆ จะเป็น โค้ง 1 เป็นเนินชันและมาด้วยความเร็วสูง โค้ง 11 ที่เป็นโค้งยูเทิร์น จุดนี้เป็นจุดที่โดนแซงกันง่ายมาก และโค้ง 12 ที่เป็นทางตรง 1.2 กม จากโค้ง 11 ความเร็วของนักแข่ง ทะลุ 340+ กม/ชม. แน่นอน และต้องเบรกหนักๆ เผื่อจะเข้าโค้ง จุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก สภาพพื้นผิวที่ขรุขระ นักแข่งหลายคนวิจารณ์พื้นผิวของสนามว่า ขรุขระและกระแทกแรง ทำให้ควบคุมรถยาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูงในช่วง Sector 2 และ 3 ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการลื่นไถลหรือยางหมดเร็ว ความสูงของสนามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงสนามมี ความต่างระดับกว่า 40 เมตร โดยเฉพาะเนินชันที่โค้ง 1 ซึ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและต้องเบรกอย่างหนักเพื่อเข้าโค้งซ้ายมุมแคบ การควบคุมรถช่วงนี้ต้องใช้ความชำนาญสูง เพราะพลาดง่าย และอาจทำให้เสียเวลาอย่างมาก การบริหารยางจากระยะทางกว่า 110 กิโลเมตรในเรซหลัก และความร้อนสะสมจากการเบรกหนักและการเร่งออกโค้งบ่อยครั้ง ยางทั้งหน้าและหลังจึงสึกเร็ว การเลือกยางที่เหมาะสมและการ “ถนอมยาง” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่อาจตัดสินผู้ชนะในสนามนี้ ตารางการแข่งขัน  วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2025 เวลา (ประเทศไทย) รุ่น รอบ 20:40 – 21:10 Moto3 FP2 21:25 – 21:55 Moto2 FP2 22:10 – 22:40 MotoGP  FP2 22:50-23:05 MotoGP  Q1 23:15-23:30 MotoGP  Q2 00:50-01:05 Moto3 Q1 01:15-01:30 Moto3 Q2 01:45-02:00 Moto2 Q1 02:10-02:25 Moto2 Q2 03:00 MotoGP 10 Laps(Sprint) วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2025 เวลา (ประเทศไทย) รุ่น รอบ 23:00 Moto3 14 Laps 00:15  Moto2 16 Laps (31มีนาคม 2025)

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Honda DAX125 2022

Honda DAX125 2022 มินิไบค์สไตล์เรโทรเผยโฉมแล้ววันนี้ เผยโฉมแล้วกับ Honda DAX125 มินิไบค์สไตล์เรโทร ที่คราวนี้เปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์กันที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าเจ้าคันนี้จะผลิตที่โรงงานฮอนด้าที่ลาดกระบังนี้ก็ตาม คาดว่าการทำตลาดก็จะเป็นโมเดลที่จำหน่ายใน Cub House ของทางฮอนด้านั่นเอง โดยตัวรถจะมาในแบบเรโทรตามแบบต้นฉบับที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1969 นู่นเลย ในส่วนของดีไซน์นั้นจะออกมาในแบบของคลาสสิกเป็นหลัก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัลพร้อมกรอบเรือนไมล์โครเมียมสวยงามคลาสสิก  ไฟหน้า ไฟท้ายรวมถึงไฟเลี้ยว กระทั่งกระจกเองก็เป็นทรงกลมล้วนเป็นทรงกลมตามแบบคลาสสิก พร้อมระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในโคม ซึ่งให้ความสว่างชัดเจนไม่ว่าเวลาไหน ชิ้นส่วนในรถส่วนใหญ่เน้นสีโครมในแบบของรถคลาสสิกวินเทจ กระทั่งโลโก้ฮอนด้าที่ใช้ในตัวรถและกุญแจก็ยังเลือกใช้โลโก้ปีกนกแบบคลาสสิก  ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ จุดคล้ายกับ CT125 ซึ่งก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกันนั่นเอง ขณะที่เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี แบบ OHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI ใช้ระบบเกียร์วน 4 สปีด ไม่มีคลัตช์มือ ท่อไอเสียยกปลายสูงตามแบบฉบับของ DAX ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าน่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับของทาง CT125 ซึ่งก็น่าจะให้สมรรถนะใกล้เคียงกัน เคลมแรงม้ามาที่ 9.25 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดยใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร ที่เคลมมาว่าวิ่งได้ราว ๆ 240 กม. สำหรับช่วงล่างนั้นจะถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียวกับโช้คหน้าแบบหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ล้อจะมีขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบและดิสก์เบรกหลังเดี่ยว 190 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ แต่ในส่วนของระบบเบรก ABS จะมีที่เฉพาะล้อหน้าเท่านั้น อ่อสนนราคาในบ้านเราน่าจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท แต่นี้เป็นเพียงแค่การคาดการณ์นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

14 March 2022
Royal Enfield 650 Twins

Royal Enfield 650 Twins 2022 สีใหม่ล่าสุดเปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว รอยัล เอ็นฟีลด์ ผู้นำระดับโลกด้านรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (เครื่องยนต์ 250cc ถึง 750cc) ประกาศเริ่มจำหน่าย Royal Enfield 650 Twins สีใหม่ล่าสุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้ง Interceptor INT 650 Twin และ Continental GT 650 Twin ต่างมาใน 5 สีใหม่ สวยสะดุดตา ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่นยังผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Euro V แล้วอีกด้วย Interceptor 650 Twin จะมาใน 5 สีใหม่ ได้แก่ 2 สีสแตนดาร์ด Canyon Red และ Ventura Blue, 2 สีคัสตอม Downtown Drag และ Sunset Strip และ 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mark 2 ซึ่งเป็นการรำลึกถึง Interceptor 750 ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยุค 60 (ค.ศ. 1960–1969) ทั้งนี้ Interceptor INT 650 Twin ยังคงมีจำหน่ายในสีสแตนดาร์ด Orange Crush และสีคัสตอม Baker Express ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก ส่วน Continental GT 650 ที่เป็นรถในสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ จะมาใน 2 สีสแตนดาร์ดใหม่ British Racing Green รวมถึง Rocker Red ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Continental GT ยุค 60 และเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนพันธุ์แท้ของรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ยังมี 2 สีคัสตอมใหม่ Dux Deluxe และ Ventura Storm และอีก 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mister Clean นอกจากนี้เพื่อความลงตัวกันในด้านความสวยงามโดยรวม ขอบล้อและบังโคลนของ Interceptor INT 650 Twin สีสแตนดาร์ดก็มีสีดำล้วนให้เลือกแล้ว ตามความต้องการของกลุ่มผู้ขับขี่ที่ก่อนหน้านี้จะได้ขอบล้อ และบังโคลนสีดำล้วนใน Interceptor INT 650 Twin สีคัสตอมเท่านั้น สนนราคา Interceptor 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 237,800 บาท สีคัสตอมใหม่ ราคา 240,100 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 243,400 บาท Continental GT 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 246,700 บาท สีคัสตอมใหม่ราคา 249,800 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 252,300 THB ทั้งหมดนี้เปิดให้จองแล้วทั่วประเทศไทย Royal Enfield 650 Twins 2022 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

8 March 2022
New Wave110i 2022

New Wave110i 2022 รถครอบครัวดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทันสมัย ตอกย้ำความเป็นหนึ่ง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวที่คว้ายอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในไทย 13 ปีซ้อน ด้วยการเปิดตัว New Wave110i  2022 ที่โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “รถจักรยานยนต์ที่คนไทยเชื่อใจเป็นที่ 1” โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ สวย เท่ ไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยชุดคู่สีใหม่ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวลงตัวในทุกมิติของรถ   สำหรับโมเดลนี้ให้การขับขี่ที่สะดวกสบายและคล่องตัวเป็นที่ 1 ในทุกการเดินทาง ด้วยไฟหน้า LED ส่องสว่างได้ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ออกแบบแยกส่วน ให้ข้อมูลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน พื้นที่ใต้เบาะแบบ Big U-Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร ใส่สัมภาระจุใจ ถังน้ำมัน ขนาดใหญ่จุได้ถึง 5 ลิตร ตอบสนองการใช้งานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุ้มค่า ประหยัด แรง ทน เป็นที่ 1 ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ทำงานร่วมกับหัวฉีด PGM-FI ให้การเผาไหม้อย่างหมดจด เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ สมรรถนะแรงบิดสูง แข็งแรงทนทาน และให้อัตราการประหยัดน้ำมันเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 76.9 กม./ลิตร จากการทดสอบมาตรฐานระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อแม็ก มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง-เทา, สีน้ำเงิน-เทา และสีดำ-เทา ราคาแนะนำที่ 46,000 บาท รุ่นสตาร์ทมือ  ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,000 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,100 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำที่ 37,400 บาท ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

1 March 2022
Yamaha Adventure Skill Training

Yamaha Adventure Skill Training คุ้มแบบนี้ ไม่เรียนได้ไง!! สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับการเรียนขับขี่เพิ่มสกิลทางฝุ่น วันนี้ทีมงาน SuperBike ก็ได้รับเกียรติจากยามาฮ่าเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Yamaha Off Road Experience ในส่วนของหลักสูตร Yamaha Adventure Skill Training ที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ออฟโรดที่ถูกต้อง และสามารถขับขี่ในรูปแบบผจญภัยได้สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมนี้ยามาฮ่ารวม 3 สิ่งสุดยอดมารองรับให้กับลูกค้าโดยเฉพาะนั่นก็คือ สุดยอดรถในด้าน Performance อย่าง Tenere 700 เตรียมไว้ให้เช่าขับขี่ได้ กรณีที่ไม่อยากใช้รถตัวเองหรือยังไม่มีรถ นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถ Super Tenere, Tenere 700, Tracer 900 GT/ Tracer 900 / MT-09 – Tracer / FJ-09 , YZ450F , YZ250F  และ WR155R ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยเช่นกัน 2. สุดยอดสนาม Touratech Adventure & Enduro Park ที่ได้รับมาตรฐาน มีเส้นทางจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในแบบออฟโรดที่หลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 3. สุดยอดครูฝึก ดีกรีแชมป์เอ็นดูโร่ประเทศไทยอย่าง Big Bear หรือ ครูหมี สาคร อยู่เย็น  ได้อ่านเพียงเท่านี้ก็อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า ใน 1 วันที่ได้เรียนนี้ เขาสอนอะไรบ้าง มาครับ!! เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ในช่วงเช้าจะเป็นขั้นตอนลงทะเบียนเข้างาน ตรวจประวัติการได้รับวัคซีนพร้อมผลตรวจ ATK ล่วงหน้าไม่เกิน 2 วัน และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็จะมีเสื้อเจอร์ซี่สวย ๆ ให้สำหรับใส่ในการเรียนขับขี่ และสำหรับรถที่ผมขี่ในวันนี้นั้นเป็น Yamaha Tenere 700 (T7) สุดยอดรถอีกหนึ่งรุ่นยอดฮิตที่พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากศูนย์เพราะติดยางดี Pirelli Scopion Rally STR มาให้เลย เริ่มต้น! ครูหมีกล่าวทักทายสวัสดี แนะนำทีมผู้ช่วยครูฝึก และพูดถึงการเรียนที่จะต้องเจอกันในวันนี้ แต่ก่อนจะไปเริ่มเรียนนั้นการวอร์มร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรยืดเส้นยืดสายกันเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะขับขี่กันตลอดทั้งวัน เริ่มกันที่ฐานแรก การขับขี่ที่ดีก็ควรจะมีพื้นฐานที่ดี ครูหมีก็จะเริ่มสอนกันตั้งแต่พื้นฐานการจับแฮนด์ เนื่องจากการขี่รถแนวออฟโรดนั้นเราต้องควบคุมรถตลอดเวลาและต้องรู้จักการแบ่งนิ้วในการกำคลัตช์และเบรก ใช้ 1 – 2 นิ้วเท่านั้น ส่วนนิ้วที่เหลือก็ใช้กำแฮนด์เพื่อที่จะได้ไม่เสียการควบคุมรถซึ่งจะทำให้เราควบคุมรถได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น ต่อมาเป็นการทำความรู้จักกับรถ ในส่วนนี้จะเป็นการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์ ครูหมี ให้เริ่มจากการเข็นรถก่อน โดยที่ไม่ต้องออกแรงเข็น แต่ให้ใช้กำลังเครื่องยนต์โดยการค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์ให้รู้สึกว่ารถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกตัว เราเพียงแค่เดินตามรถและประคองหาสมดุลของตัวรถไม่ให้เอียงไปทางซ้ายหรือขวาถ้ารถได้สมดุลเราจะรู้สึกว่ารถเบา ถ้าเกิดรู้สึกว่ารถเคลื่อนที่เร็วไปก็เพียงแค่กำคลัตช์และเบรกหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เท่านี้เราก็ไม่เหนื่อยในการเข็นรถที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้ว เมื่อรู้จักการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการหยุดรถ เพราะการหยุดรถให้ได้ดั่งใจถือเป็นสิ่งสำคัญจำเป็น หากในสถานการณ์ขับขี่จริงแล้ว เราต้องหยุดรถในที่ที่มีพื้นที่ยืนจำกัด บางทีมีแค่หินก้อนเดียวให้เราวางเท้า ก็ควรต้องมีความแม่นยำในการเบรกให้มาก สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการเบรกรถและวางเท้าบนแท่นปูนสลับซ้ายขวาและจะมีความเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่หินก้อนเดียว แรก ๆ ก็ฝึกจากการนั่งขี่ดูก่อน ขี่วนสักรอบสองรอบก็ลองเปลี่ยนเป็นท่ายืนบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย ต่อมาจะเป็นการฝึกขับขี่ขึ้นลงเนินในลักษณะคล้ายตัว V กลับหัว ติดกัน 3 เนิน หลัก ๆ ของฐานนี้จะเป็นการฝึกใช้ เบรก คลัตช์ คันเร่ง และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวผู้ขับขี่ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นต้องมีความสัมพันธ์กันหมดและใช้ให้ถูกจังหวะ มากไปก็อาจจะทำให้เสียการควบคุม น้อยไปก็อาจจะทำให้รถดับและเกิดอุบัติเหตุได้  สำหรับขั้นตอนที่ครูหมีได้สอนขี่ทางลักษณะแบบนี้ก็คือ ก่อนขึ้นเนินให้เติมคันเร่งเล็กน้อย ให้รู้สึกว่ารถมีกำลังพอที่จะขึ้นเนินได้ ตอนขึ้นถ่ายน้ำหนักตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สายตามองที่ปลายเนิน ส่วนตอนลงเนินให้ถ่ายเทน้ำหนักมาด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเบรกอย่างนุ่มนวล ไม่เบรกจนล้อล็อกเพราะอาจจะทำให้เสียการควบคุมได้ พอถึงจังหวะก่อนที่ล้อหลังใกล้จะลงถึงจุดต่ำสุดของเนินก็เติมคันเร่งให้รถพอมีกำลังขึ้นเนินและถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าแบบเดิมที่ได้บอกไปตอนต้นทำสลับกันไป ต่อมาเป็นการขับขี่บนทางหิน ฐานนี้ไม่ยากไม่ง่ายเพราะเวลาที่ล้อเราเหยียบหินรถอาจจะมีอาการพลิกซ้ายพลิกขวา เทคนิคก็คือควรเร่งให้รถมีกำลังอยู่ตลอด แต่ต้องไม่ช้าและไม่เร็วไป ควรขับขี่ในท่ายืนเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ สายตามองไกลและกำหนดทิศทางที่จะไปเพียงเท่านี้ก็ผ่านไปได้แบบสบาย ๆ เลย ที่ผ่านมาเราขึ้นเนินลงเนินเล็กกันไปแล้วทางครูหมีก็พาไปขึ้นเนินใหญ่กันบ้าง บอกตรง ๆ แอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะเนินค่อนข้างสูงและชัน สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการฝึกขึ้น – ลงเนินโดยการใช้เบรก คลัตช์ คันเร่ง และระบบเบรก ABS ของรถเป็นหลัก  เริ่มต้นด้วยการลงเนินก่อน ครูหมีบอกว่าก่อนที่จะลงเนินในลักษณะแบบนี้

24 February 2022
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า  ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 June 2024
VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว

VRIDER เกมแข่งรถที่สมจริงที่สุด เปิดตัวให้ลองซิ่งกันแล้ว  โอกาสที่ไบเกอร์ทั้งหลายจะได้สวมจิตวิญญาณนักแข่งระดับโลกมาถึงแล้ว โดยมาในรูปแบบของ VR Game ที่ชื่อว่า VRIDER เกมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับรองว่าเป็นเกมของ WorldSBK อย่างเป็นทางการนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือนักบิดทั้งหลายจะได้ลองสวมบทบาทเป็นนักแข่ง WSBK หวดรถแข่งที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง ซึ่งในชีวิตจริงคงมีไม่กี่คนที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ โดยเกมนี้จำลองการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2023 มาแทบทั้งหมด โดยมีรถให้เลือกซิ่งได้มากถึง 5 โมเดล ได้แก่ Ducati Panigale V4, BMW M1000RR, Kawasaki Ninja ZX-10RR, Honda CBR1000RR และ Yamaha YZF-R1 ซึ่งแต่ละคันก็ถอดแบบมาจากรถแข่งคันเป็น ๆ มาเลย ทั้งรูปทรงดีไซน์และลวดลายกราฟิกจากปี 2023 ทีเด็ดก็คือมีนักแข่งและรถประจำตัวให้เลือกมากถึง 23 คน (23 คัน) เลยทีเดียว (แม้ว่าตอนนี้บางคนจะย้ายทีมกันไปแล้วก็ตาม) อีกทั้งยังมีสนามระดับโลกให้ได้ซิ่งกันมากถึง 12 สนาม สมจริงในแบบโค้งต่อโค้งกันเลย รวมไปถึงการควบคุมที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นนักแข่งตัวจริง ด้วยการบิดจอยเกมแบบเดียวกับบิดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงท่อและแม้แต่เสียงลมที่สมจริง การโยกตัวเพื่อแบนรถเข้าโค้ง การหมอบเพื่อแอโรไดนามิกส์ที่ดี หรือการแสดงผลกระทั่งฝุ่นดินที่กระเด็นเข้ามา ซึ่งในเกมจะมีโหมดการซิ่งที่หลากหลาย ได้แก่ – Quick Race ให้ได้ซิ่งกับคู่แข่งอีก 9 คันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน – Hot Lap สำหรับฝึกซ้อม รีดเวลา หรือทำความคุ้นเคยกับสนาม – Multiplayer โหมดออนไลน์เพื่อแข่งกับเพื่อน ๆ หรือไบเกอร์คนอื่น ๆ – Endurance โหมดสุดท้าทายที่ให้ซิ่งทำเวลา ให้คงเส้นคงวาและเร็วมากที่สุด – Tournament โหมดที่จะให้คุณได้ซิ่งเก็บคะแนนแบบเดียวกับนักแข่งและเกมการแข่งขันระดับโลก – Ghost Challenge โหมดซิ่งแข่งกับ Ghost หรือเงาของนักบิดคนอื่นจากทั่วโลกได้ทุกเวลาและทุกสนาม หากนักบิดที่ชื่นชอบการแข่งขัน WorldSBK คนไหนสนใจที่จะสวมบทบาทเป็นนักแข่งระดับโลกหรือนักแข่งขวัญใจของคุณ ควบรถแข่งในฝัน คุณต้องลองสัมผัสเกมนี้ ซึ่งเกมนี้สามารถเล่นได้บนแว่น VR อย่าง Meta Quest 3, 2 และ Pro รวมถึงจะเล่นบน Steam VR ได้ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย โดยเกมนี้มีค่าเสียหายอยู่ที่ 29.99 เหรียญหรือราว ๆ 1,100 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

10 June 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Toprak พา Yamaha สยบ Ducati

Toprak พา Yamaha สยบ Ducati ที่ Imola ในศึก WSBK 2023 การแข่งขันในศึกรถโปรดักชันระดับโลก WorldSBK 2023 ดำเนินมาถึงสนามที่ 7 กับสนาม Imola ที่ประเทศอิตาลีซึ่งห่างหายไม่ได้จัดรายการนี้มา 4 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่รายการนี้เลือกใช้สนามแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2001 และในสนามแห่งนี้ก็เกิดเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นขึ้นนั่นคือ Toprak พา Yamaha สยบ Ducati หยุดสถิติการชนะรวดของ Bautista ไปได้ โดยสนามนี้เป็นฝั่งค่ายรถจากเมืองอิวาตะคว้าชัยไปถึง 2 เรซด้วยกัน Race 1 การแข่งขันในเรซนี้เป็น Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) ได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล ด้วยเวลา 1’45.959 นาที ส่วนอันดับ 2 เป็นทีมเมทอย่าง Andrea Locatelli และมี Alvaro Bautista (Aruba.It Racing – Ducati) จบแถวหน้า ออกสตาร์ทเป็นทาง Locatelli ที่ออกจากเส้นได้สวยขึ้นนำเพื่อนร่วมทีม หลังจากเขาเองก็เป็น Axel Bassani (Motocorsa Racing) ต่อมาในแล็ปที่ 5 Razgatlioglu สามารถกลับขึ้นมาเป็นจ่าฝูง แต่ในแล็ปที่ 12 ก็ถูกแชมป์โลก Bautista มาแย่งไป พร้อมโชว์เหนือ กดเวลาทิ้งห่าง 3.5 วินาที หนีห่าง Razgatlioglu และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) Superpole Race การแข่งขันในรอบซูเปอร์โพลเรซเริ่มต้นท่ามกลางอากาศอันร้อนแรง พื้นแทร็กอันร้อนระอุ หลังจากออกตัวเป็น Locatelli ที่ขึ้นนำก่อนอีกแล้ว กระทั่งในแล็ปที่ 5 Bautista เอาคืน และมี Toprak ตามมาเป็นอันดับ 2 และ Locatelli แต่กระทั่งแล็ปก่อนแล็ปสุดท้าย นักแข่งเลือดตุรกีกลับพลิกขึ้นมาแซงได้และเข้าเส้นก่อน Bautista และ Locatelli คว้าชัยในเรซนี้ไปครอง หยุดชัยชนะต่อเนื่องของนักแข่งชาวสเปนไปได้ Race 2 การแข่งขันยิ่งเดือดขึ้นไปอีกจากอากาศที่ร้อนมากขึ้นอีก จนทางทีมแพทย์ออกโรงแนะนำให้ลดแล็ปการแข่งขันเหลือ 15 แล็ปจากเดิมที่วางไว้ที่ 19 แล็ป จากอากาศร้อนมากเกินไป เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ในเรซนี้กลายเป็นทาง Razgatlioglu และ Bassani ที่เป็นเหมือนคู่ดวลเดือดแย่งชัยชนะกัน หลังจากที่ Bautista ล้มไปในแล็ปแรกและต้องออกจากการแข่งขันไป และผลของการดวลชัยชนะตกเป็นของแชมป์เก่าชาวตุรกีในที่สุด แต่นั่นก็เป็นการการันตีว่า Bassani เป็นนักแข่งจากทีมอิสระที่ดีที่สุดคนนึงในรายการนี้ ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของ Rea ไปครับ จบการแข่งขันสนามนี้ Toprak มีคะแนนไล่ตีตื้นขึ้นมาได้บ้าง แต่ยังห่างจากหัวตาราง Bautista อยู่มากถึง 70 คะแนน แต่ก็มีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 3 ที่เป็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง Locatelli มากถึง 113 คะแนนเลยทีเดียว ตารางคะแนนรวม อันดับ นักแข่ง รถ คะแนน 1 Alvaro Bautista Ducati 391 2 Toprak Razgatlioglu Yamaha 321 3 Andrea Locatelli Yamaha 208 4 Jonathan Rea Kawasaki 201 5 Axel Bassani Ducati 179 6 Michael Ruben Rinadi Ducati 129 7 Danilo Petrucci Ducati 117 8 Alex Lowes

Kawasaki มีเฮ FIM

Kawasaki มีเฮ FIM ปรับลดรอบค่ายแดง เพิ่มรอบค่ายเขียวอีก Kawasaki มีเฮ FIM ปรับลดรอบค่ายแดง Ducati เพิ่มรอบค่ายเขียวอีก หลังล่าสุด Bautista ทำผลงานยึดครองอันดับ 1 มาแทบจะทุกเรซทุกสนาม ทำให้มีการปรับลดรอบลง 250 รอบต่อนาที ตามข้อบังคับของทางสมาพันธ์ฯ ส่วนทางคาวาซากิจะได้ปรับขึ้น 250 รอบแทน โดยการบังคับนี้จะเริ่มมีผลทันทีตั้งแต่ที่สนาม Imola เลย ตอนนี้ Panigale V4R มีรอบสูงสุดอยู่ที่ 15,600 รอบ ลดลงมาจาก 500 รอบ ขณะที่คาวาซากิ ZX-10RR เมื่อเพิ่มรอบเป็น 15,100 รอบ เพิ่มขึ้นมาแล้ว 500 รอบ นับจากตอนเปิดฤดูกาล ซึ่งถ้าเทียบสเปกรถแข่งกับรถสแตนดาร์ดแล้วฝั่งค่ายแดงนั้นรอบลงมาถึง 900 รอบ ขณะที่ค่ายเขียวเพิ่มมาถึง 1,100 รอบจากรถเดิมที่ 14,000 รอบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นั้นอย่าเพิ่งไปว่าคาวาซากิเขาเป็นลูกรักนะครับ จริง ๆ แล้วมันเป็นระบบและกติกาของทาง WorldSBK เขาอยู่แล้ว หากไม่นับซูเปอร์โพลเรซ Bautista นั้นชนะไปแล้ว 12 เรซ ทั้งยังมีดูคาติคันที่ 2 อยู่บนโพเดียมอีก 4 เรซจากทั้งหมด 6 เรซล่าสุด นอกจากนี้ Bautista ยังนำตลอด โดยที่ Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea ได้แต่มอง ซึ่งนั่นทำให้เกิดการลดรอบครั้งนี้ขึ้นตามกติกา และทางด้าน Kawasaki เองก็ต้องดิ้นรนมากเพราะ Jonathan Rea ได้มาแค่เพียง 2 โพเดียมจากสามสนามล่าสุด ส่วน Alex Lowes ทีมเมตทำได้แค่เพียงติดท็อป 5 เพียงครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่มากเกินไประหว่างสองค่ายนี้ทำให้สามารถเพิ่มลิมิตของรอบสูงสุดของเครื่องยนต์ได้ อย่างไรก็ดีเรื่องการเปลี่ยนแปลงรอบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ Bautista นั้นช้าลง และอาจจะส่งผลเสียกับนักแข่งที่ใช้ Ducati คันอื่น ๆ อีกด้วย เพราะนักแข่งสเปนผู้นี้ทำเวลาได้ดีจากการเร่งออกจากโค้งและเปิดคันเร่งหนัก ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นการใช้รอบปลาย กลับกันนักแข่งคนอื่น ๆ นั้นได้ประโยชน์จากรอบปลาย ๆ ที่มีแรงม้ามาก แต่คราวนี้จะต้องเสียไปเพราะรอบที่โดนลดลงมา ทว่าที่แน่ ๆ เป็นทางค่ายเขียวที่จะได้ประโยชน์เพราะรอบที่มากขึ้นจะทำให้มีแรงม้ามากขึ้นตามมาด้วย และยังให้อิสระในการเลือกเกียร์ในบ้างโค้ง Rea และ Lowes อาจจะลากเกียร์ใดเกียร์นึงในโค้ง แทนที่จะชิฟต์เกียร์ขึ้นและเสียแรงบิดไป ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความแตกต่างในตอนออกโค้ง ทว่าแค่ 250 รอบนั้นไม่ใช่อะไรที่จะการันตีผลลัพธ์ที่จะดีขึ้นได้ครับ งานนี้ก็ต้องตามลุ้นกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี

MV AGUSTA DRAGSTER RR SCS AMERICA แด่วัยรุ่นอเมริกันที่รักรถอิตาลี ตอกย้ำความสวยงามกับโมเดลที่งดงามดุจดั่งงานศิลปะของมอเตอร์ไซค์กับ MV Agusta Dragster RR SCS America โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 300 คันพร้อมรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกันด้วยการเลเซอร์บนแผงคอ พร้อมจำหน่ายในโซนอเมริกาเหนือ และยังเป็นส่วนนึงในแผนการรุกตลาดในอนาคตของทางค่ายอีกด้วย อย่างที่เห็น ๆ เลยครับ โมเดลนี้เป็นโมเดลสุดพิเศษที่มาพร้อมชุดสีธงชาติอเมริกาเพื่อคนอเมริกา แต่จริง ๆ ผมว่ามาขายคนไทยก็ได้นะสีคล้ายกัน อิอิ ตัวรถนั้นมีรายละเอียดปราณีตมากมาย ที่เด่น ๆ ก็เช่นล้อหลังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก พร้อมชุดสีพิเศษซึ่งรวมถังน้ำมันสีพิเศษเข้าไปด้วย และแน่นอนว่ามีรันนัมเบอร์ที่แผงคอบนอย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ตัวรถยังมีความพิเศษด้วยชิ้นส่วนพิเศษอย่างครอบคลัตช์ใส่ของ SCS ผู้ซื้อยังได้ใบรับรองความพิเศษและความเป็นของแท้ของโฒเดลนี้อีกด้วย และหากเท่าที่คุณเห็นยังไม่ถูกใจไม่โดดเด่นมากพอคุณสามารถจ่ายเงินเพิ่มความสปอร์ตและความแรงด้วยการติดตั้งท่อไทเทเนียมของ Akrapovič ซึ่งสามารถช่วยให้แรงม้าโดดขึ้นไปเป็น 148 แรงม้าที่12,800 รอบ ในส่วนของตัวรถพื้นฐานนั้นแน่นอนว่ามาจากเจ้า Dragster RR SCS ที่มีชิ้นส่วนเดิมที่พรีเมียมมากมายอยู่แล้ว โดยเฉพาะเจ้าระบบคลัตช์อัตโนมัติของ SCS ที่พัฒนาร่วมกับทาง Rekluse ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องใช้คลัตช์พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากสนามแข่ง MotoGP ซึ่งก็คือเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและเกียร์บ็อกซ์แบบถอดออกได้ และระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ของ Brembo แบบ 4 ลูกสูบ ตัวรถยังมีคันเร่งไฟฟ้าใหม่ที่พัฒนาให้ควบคุมและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และยกเลิกครูซคอนโทรลได้ดีขึ้น มีระบบหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่ช่วยให้ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอยตัวและระบบเบรก ABS ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น กันสะบัดปรับได้ 8 ระดับมาช่วยเพิ่มความเสถียร และหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5.5 นิ้วที่ปรับปรุงซอฟต์แวร์มาใหม่ สุดท้ายนี้เจ้าแดร็กสเตอร์อเมริกาเวอร์ชันคันนี้จะจำหน่ายในตัวแทนที่อเมริกาเหนือตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ส่วนเมืองไทยนั้นคงหายากและราคาแพงหน้าดูเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!