SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 Kawasaki Z500 SE ปรับโฉมใหม่ ขี่ง่าย คล่องตัว 2025 Kawasaki Z500 SE เนคเก็ตไบค์ไซส์กลางจากค่ายยักษ์เขียว เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งโมเดลใหม่นี้ยังคงความดุดัน แข็งแกร่งในสไตล์ Sugomi น้ำหนักเบา ขับขี่ง่าย พร้อมพละกำลัง และเทคโนโลยีที่ปรับแต่งให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ไฟหน้า LED ออกแบบใหม่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ เฟรมน้ำหนักเบา ช่วยให้ควบคุมง่าย 2025 Kawasaki Z500 SE สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 451 ซีซี แรงม้า (เคลม) 52 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 42.6 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 70 x 58.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.3 :1 ระบบเกียร์ 6 สปีด แบบแมนนวล ระบบจุดระเบิด Electric ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อและยางหน้า 110/70-R17 M/C ขนาดล้อและยางหลัง 150/60-R17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบเทเลสโคปิก ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบอยู่ที่ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวทำงานร่วมกบสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบ ขนาด 310 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์แบบสองลูกสูบขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 800 x 1,995 x 1,055 มม. ระยะฐานล้อ 1,375 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 145 มม. ความสูงเบาะ 785 มม. น้ำหนักรถ 168 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Assist & Slipper Clutch หน้าจอสี TFT รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP สีสันที่วางจำหน่าย Z500 SE ที่เปิดตัวใหม่ในประเทศไทยจะมีวางจำหน่ายเพียงแค่สีเดียวได้แก่ สีดำ/เทา (Metallic Spark Black/Metallic Matte Graphene Steel Gray) ที่เสริมความเป็นค่ายยักษ์เขียวด้วยเฟรมตัวถัง และล้อที่มาพร้อมกับสีเขียว Candy Lime Green และอีกหนึ่งสีที่วางจำหน่ายเฉพาะต่างประเทศได้แก่ สีแดง/เทา (Candy Persimmon Red/Metallic Matte Graphene Steel Gray) สีดำ/เทา (Metallic Spark Black/Metallic Matte Graphene Steel Gray) สีแดง/เทา (Candy Persimmon Red/Metallic Matte Graphene Steel Gray) โมเดลใหม่ในตระกูล Z-Series เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Expo2024 มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่

Ducati Lenovo เผย ดึงมาร์กเข้าทีม คือความสบายใจ Ducati Lenovo Team ทีมโรงงานยักษ์ใหญ่ในการแข่งขันรายการ MotoGP จากดูคาติ ได้ออกมาเผยว่าการดึงมาร์ก มาร์เกซ นักบิดเจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย ที่ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า เจ้าตัวได้ย้ายเข้าร่วมทีมโรงงานของ ‘ดูคาติ’ จับคู่กับทีมเมทเจ้าของแชมป์โลกสองสมัยอย่าง เป้กโก้ บัญญาย่า ‘เป็นความสบายใจ’ ที่ได้ตัวเขามาร่วมเป็นทีม แม้จะต้องเสีย ฆอร์เก้ มาร์ติน ที่ย้ายไปร่วมทีมโรงงานของ Aprilia อิเนีย บาสเตียนินี่ ที่ย้ายไปร่วมทีม KTM Tech3 แต่ทางทีมก็คาดหวังว่ามาร์กจะนำความสำเร็จมาให้กับทีมโรงงานในอนาคต มาร์กลงทดสอบ ‘ตัวขี่คันใหม่’ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัยได้ทำการทดสอบคู่หูคันใหม่เป็นที่เรียบร้อย ในบาร์เซโลน่าเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมาร์กได้บอกกับ เมาโร กราสซิลลี ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของดูคาติ ว่าเขาชื่นชอบรถคันนี้ โดยผลการวิ่งทดสอบของมาร์กกับรถคันใหม่ เจ้าตัวสามารถทำเวลาเร็วได้เป็นอันดับที่ 4 อยู่ที่ 01:39.4540 นาที ตามหลังทีมเมทคนใหม่ที่จบในอันดับสามด้วยเวลา 01:39.3980 นาที กราสซิลลี ถึงมาร์เกซ ผู้อำนวยการกีฬาของดูคาติได้ออกมาเผยความรู้สึกถึง มาร์ก มาร์เกซ ที่จะเข้ามาขี่ทีมโรงงาน “ผมไม่ใช่ช่างเทคนิค แต่เป้าหมายของวันนั้นคือการรับฟังความรู้สึกแรกของเขา “เมื่อเขาเข้ามาในพิต สิ่งแรกที่เขาพูดคือ: ‘ผมชอบรถคันนี้’ สำหรับผม นั่นคือความโล่งใจ” “ตั้งแต่แรกเราได้ทำงานเพื่อให้เขาอยู่ในทีม ผ่านการเจรจากับผู้จัดการของเขา เพื่อให้สามารถตกลงในหลายๆ เรื่อง เช่น สปอนเซอร์ “การได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงานที่เริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อนเป็นความรู้สึกที่พิเศษ การได้เห็นเขาในสนามแข่งและได้เห็นเขาในพิตของเราคือความรู้สึกที่งดงาม” คู่หูคู่ใหม่ พร้อมนำความสำเร็จสู่ทีมโรงงาน มาร์ก มาร์เกซ จะจับคู่กับเป้กโก้ บัญญาย่า ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลหน้า แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างมีกดีกรี พร้อมความทะเยอทะยานในการคว้าแชมป์โลก ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทีมโรงงานต้องเผชิญกับความกดดันเพิ่มเติมในการคุมทั้งสองคน แต่เมื่อทั้งคู่ได้พบกันก็ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างราบรื่น “ผมเห็นพวกเขาคุยกัน ผมเห็นว่าพวกเขาแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน และพวกเขามีความรู้สึกเหมือนกันเกี่ยวกับรถแข่ง” “พวกเขาเป็นมืออาชีพทั้งคู่ แม้มันจะแปลกที่ต้องพูดว่าเรารู้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราต้องการให้นักแข่งทั้งสองคนช่วยกันพัฒนารถแข่งและทำให้ทีมมีความเป็นหนึ่งเดียว “จากนั้น การได้เห็นพวกเขาคุยกันในวันแรก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองข้ามได้ แต่การเห็นพวกเขาคุยกัน แบ่งปันความคิดเห็น และมีความคิดเกี่ยวกับรถแข่งที่ตรงกันในแบบที่ชัดเจน ถือเป็นการยืนยันแรกของงานที่เรากำลังเริ่มต้นทำ “เมื่อคนสำคัญที่สุดสองคนในทีม ซึ่งก็คือนักแข่ง มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เรากำลังมองหา ผมมั่นใจว่า แม้จะไม่ง่ายเสมอไป แต่มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีในปีหน้า” โปรแกรมการทดสอบ Pre-Season MotoGP2025 ในสนามถัดไปจะทำการทดสอบระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 เชคดาวน์เทส เซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Bigbike จัดให้ พาสาวกร่วมล่ารางวัลSuperbike Trackday 2024 R.3 พร้อมลุ้นแชมป์รางวัลประจำปี 2024 ที่สนามพีระ เซอร์กิตพัทยา

SuperBikeMag Trackday 2024 R.3 ยอดร่วมงานเกือบ 2,500 คน!! ส่งมอบความสนุกแก่สาวกสองล้อต่อเนื่องจนกระทั่งถึงสนาม 3 หรือสนามสุดท้ายประจำปี 2024 ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy 2024 R.3 POWER BY PIRELLI THE SUPERBIKE TYRES งานแทร็กเดย์ของคนวัยมันส์ที่สนามพีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา วันที่ 22 – 24 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมสร้างสถิติครั้งใหม่กับยอดผู้ชมร่วมงานเกือบ 2,500 คน SuperBikeMag Trackday R.3 2024 เพิ่มความสนุกแบบ X2 นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อความสนุกแบบ X2 ที่ทางผู้จัดได้ใส่ใจจัดเตรียมไว้เพื่อความสนุกของชาวสองล้อโดยเฉพาะ สำหรับคะแนนโบนัสผู้ที่ทำเวลาดีที่สุดสามอันดับแรกในรอบควอลิฟาย และคะแนน X2 ของทุกรุ่นแข่งขันในสนามสุดท้ายนี้อีกด้วย นับได้ว่าหากใครไม่ได้ลงแทร็กเดย์ในสนามที่สองก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นในการคว้าโพเดี้ยมประจำปีด้วยนั่นเอง ต่อยอดความสนุกแบบคูณ 2 ที่ไม่ใช่แค่มาดูแข่งรถอย่างเดียว ยังมีบูธกิจกรรมต่าง ๆ มากมายรองรับบริการตลอด 3 วัน รวมถึงโซนอื่น ๆ รองรับมากขึ้นอาทิ ฟู้ดทรัคส์ Showpow Cafe โซนจับฉลากหรือ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับรางวัลต่าง ๆ และพิเศษสำหรับพื้นที่ VIP Parking สำหรับสปอนเซอร์ใจดีที่มาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย กิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ สำหรับรูปแบบของกิจกรรมยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ในรูปแบบการแข่งขันสไตล์สองล้อ กับกิจกรรมที่แบ่งช่วงในรอบแทร็กเดย์ที่ให้นักบิดปลดลิมิตขีดความสามารถภายใต้การดูแลเรื่องความปลอดภัยจากทีมงานในทุก ๆ จุด โดยแบ่งเป็นรอบการซ้อมหรือ Warm up Lap เป็นกรุ๊ป A-D สำหรับสองวันแรก และเป็นรอบโทรฟี่สำหรับการแข่งขันโดยแบ่งอันดับกริดสตาร์ทจากผลจับเวลาในรอบควอลิฟาย หากใครทำเวลาต่อรอบดีที่สุดก็มีสิทธิ์ออกสตาร์ทลำดับหัวแถวนั่นเอง หากท่านใดอยากลงสนามแข่งขันให้ลองพิจารณากันดู เพราะงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy จัดเต็มกับการเปิดรุ่นแข่งขันมากถึง 24 รุ่น โดยมีตั้งแต่รุ่นใหญ่ 1000 cc ไปจนถึงรุ่นเล็ก 150 cc ประกอบกับรุ่น SuperMoto สำหรับสายสตั้นแมนและรุ่นคลาสสิกอย่าง 2T Super Open 150 cc กับตัวแข่งเครื่องสองจังหวะระดับตำนาน มาแข่งให้สาวกคิดถึงการแข่งขันในยุคสมัยก่อนทีเดียว เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ก็มาร่วมงานนี้ด้วย ตัวเล็ก แม็กซิม เบนซ์ เรซซิ่ง เพิ่มสีสันภายในงานเป็นพิเศษ จากอินฟลูเอนเซอร์ในแวดวงการมอเตอร์ไซค์มาร่วมแข่งขันในสนามนี้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น เบนซ์ เรซซิ่ง, บีม ศรัณยู และ Super Diva สาวสวยอย่าง ตัวเล็ก แม็กซิม มาร่วมล่าแชมป์รางวัลครั้งนี้ “ก้อง สมเกียรติ” โผล่เซอร์ไพร์สในงาน!! พร้อมโบนัสพิเศษ ที่มีนักแข่งระดับ MotoGP อย่าง “ก้อง สมเกียรติ จันทรา” โผล่เซอร์ไพรส์แบบไม่ได้นัดหมายภายในงานในสไตล์แบบคนชิล ๆ ว่าง ๆ แวะมาดูเกมแข่งขันที่ทำเหล่าผู้ชมภายในงานแตกตื่นเป็นแถว รวมถึงนักแข่งรุ่นน้อง Moto3 อย่างก๊องส์ ธัชกร บัวศรี มาร่วมชมงานในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติและเป็นโบนัสพิเศษสำหรับผู้ร่วมงานเสียจริง รับความสนุกแถมความฟินกันไปเต็ม ๆ น้อง ๆ นักเรียน..ก็มาดูงาน รวมถึงยังมีน้อง ๆ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีวิศวกรรมแหลมฉบัง En-Tech มาร่วมชมและร่วมสนุกกันภายในงาน ที่สำคัญได้มาเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดความฝันในอนาคตได้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีทุกท่าน นอกเหนือจากกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักและขาดไปไม่ได้เลยก็คือ สปอนเซอร์ใจดีและลูกค้าทุกท่านที่มาร่วมงานนี้ ทั้ง Pirelli ที่ให้บริการเซอร์วิสและเปลี่ยนยางภายในงาน Yamaha Rider’s club และ Honda Bigbike จองพื้นที่สำหรับพิทบริการลูกค้า พร้อมทั้งบริการเซอร์วิส ซ่อม เปลี่ยน ถ่าย ร้อยลวดฐานน้ำมันเครื่อง รวมถึงการเทรนด์นิ่งจากโค้ชชำนาญการระดับประเทศทั้ง อาจารย์เป็ด วรวุธิ พุฒิโธ จากยามาฮ่าบิ๊กไบค์ และโค้ชแมน กิตติ แจ่มสาคร จากฮอนด้าเรซซิ่ง มาร่วมให้คำแนะนำและทริค เทคนิคสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งอย่างใกล้ชิด Yamaha Rider’s

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

OHVALE GP-0 รถแข่ง MiniGP สำหรับเด็กน้อยที่ฝันไกล เมื่อปลายเดือนที่แล้วระหว่างที่กำลังมีงาน EICMA 2021 อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ของชาวสองล้อที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เผอิญว่าตัวผมนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะสื่อคนนึง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง ITA ที่สนับสนุนและเลือกทางเราไป ผมก็ได้มีโอกาสไปเจอกับเจ้า OHVALE GP-0 ซึ่งก็คิดว่ามันน่าสนใจจึงได้เก็บภาพมาฝากกัน สำหรับเจ้าโอวาเล่คันนี้ มันคือผลงานจากทาง Valerio Da Lio ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่า 30 ปี มันคือรถแข่งขนาดเล็ก ที่ไม่ใช่พ็อกเก็ตไบค์ธรรมดา ๆ แต่มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน_MiniGP ซึ่งเป็นหนทางนึงในการที่เด็ก ๆ จะสามารถใช้รายการนี้เป็นเสมือนเวทีคัดตัวก่อนจะเติบโตไปเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต สำหรับเจ้า GP-0 คันนี้มันคือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง ๆ และขี่ได้ดีจริง ๆ มันสามารถขี่แบบจริงจังแบบรถแข่งขนานแท้ได้เลย แต่มีข้อดีตรงที่สามารถลดค่าใช้จ่ายเวลาได้หลายด้าน รวมไปถึงการขนย้ายไปขี่ในแต่ละสนามก็ทำได้สะดวกมากกว่าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะขนาดตัวมันนั่นเอง และที่สำคัญเลยเวลาล้มก็มีชิ้นส่วนเทฟล่อนที่ปลายแฮนด์และพักเท้า ช่วยลดความเสียหายได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้รถนั้นแข็งแรงทนทานและตอบสนองฟีลลิ่งต่าง ๆ ให้นักบิดได้ดี โดยใช้ความหลงใหล ความรัก ทุ่มเทออกมาให้สมกับคำว่า “Made in Italy” โดยทั้งดีไซน์และผลิตในอิตาลี เรียกว่าอิตาลีแท้ ๆ เลยนั่นเอง โดยทาง Valerio Da Lio จับมือกับหลาย ๆ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mariano Fioravanzo ที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เจ้ารถแข่งคันน้อยคันนี้ออกมาดีที่สุด ในเรื่องของการดีไซน์นั้นหลัก ๆ คือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังออกแบบให้มีความโดดเด่นแตกต่าง และไม่ลืมที่ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ว่าต้องใช้งานได้จริง ตัวรถนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ตัวถังน้ำมันขนาด 3.5 ลิตรและเบาะนั่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้มีความแข็งแรงมากที่สุด ตัวแฟริ่งหลัก ๆ จะแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนข้างและส่วนล่างเพื่อลดความเสียหายเวลาล้ม และที่สำคัญอีกจุดนึงคือการออกแบบให้ท่านั่งนั้นใช้งานได้ดี ไม่ว่าคนขี่จะร่างเล็กหรือใหญ่ เฟรมของรถเป็นเฟรมถักที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงออกแบบและสร้างในโปรแกรม 3D CAD เป็นพิเศษ ให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมกับการเป็นรถสปอร์ต ส่วนสวิงอาร์มนั้นทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ในส่วนของระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 33 ม.ม. และโช้คหลังซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ พร้อมกันนี้ยังมีระบบพิเศษในตัวเฟรมที่ออกแบบมาให้ตัวรถสามารถปรับระยะฐานล้อได้อีกด้วย มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 4 จังหวะขนาด 110 ซีซี (สำหรับคันที่ถ่ายมาให้ได้ชม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ ทั้งนี้แรงม้าอยู่ที่ 8 แรงม้า มาพร้อมท่อเต็มระบบจากทาง Arrow ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะได้มากที่สุด โดยไม่ดังเดิน 92 เดซิเบล ส่วนของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 180 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 155 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเบรกจะใช้สายเบรกแบบถัก ผ้าเบรกแบบเผาผนึกและมือเบรกที่ปรับระยะได้ มาที่ขนาดของล้อเนื่องจากคันเล็กล้อก็เลยมีขนาดเล็กตามไปด้วย ตัวรถใช้ล้ออลูมิเนียมอัลลอยแบบ 3 ก้านแยกขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยางที่ทาง Pirelli ออกแบบมาให้เป็นพิเศษ เป็นยางสลิก Pirelli Diablo Superbike เพื่อการยึดเกาะแบบขั้นสุด สุดท้ายนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยวิธีการ CNC มากมายหลายจุด เรียกว่าแทบทั้งคัน และหลาย ๆ จุดสามารถปรับตำแหน่ง ปรับระยะได้เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับนักแข่งแต่ละคนได้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนู จริง ๆ สรุปแล้ว Ohvale GP-0 คือรถแข่งคันจิ๋วที่สเปกไม่จิ๋ว จะซื้อไปขี่แทร็กเดย์เล่นก็ได้ แต่หลัก ๆ มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน MiniGP ที่เป็นเวทีเริ่มต้นคัดตัวสำหรับเด็ก ๆ ก่อนจะเติบโตไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ขึ้นไปในอนาคตอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

OHVALE GP-0 รถแข่ง MiniGP สำหรับเด็กน้อยที่ฝันไกล เมื่อปลายเดือนที่แล้วระหว่างที่กำลังมีงาน EICMA 2021 อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ของชาวสองล้อที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เผอิญว่าตัวผมนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะสื่อคนนึง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง ITA ที่สนับสนุนและเลือกทางเราไป ผมก็ได้มีโอกาสไปเจอกับเจ้า OHVALE GP-0 ซึ่งก็คิดว่ามันน่าสนใจจึงได้เก็บภาพมาฝากกัน สำหรับเจ้าโอวาเล่คันนี้ มันคือผลงานจากทาง Valerio Da Lio ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่า 30 ปี มันคือรถแข่งขนาดเล็ก ที่ไม่ใช่พ็อกเก็ตไบค์ธรรมดา ๆ แต่มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน_MiniGP ซึ่งเป็นหนทางนึงในการที่เด็ก ๆ จะสามารถใช้รายการนี้เป็นเสมือนเวทีคัดตัวก่อนจะเติบโตไปเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต สำหรับเจ้า GP-0 คันนี้มันคือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง ๆ และขี่ได้ดีจริง ๆ มันสามารถขี่แบบจริงจังแบบรถแข่งขนานแท้ได้เลย แต่มีข้อดีตรงที่สามารถลดค่าใช้จ่ายเวลาได้หลายด้าน รวมไปถึงการขนย้ายไปขี่ในแต่ละสนามก็ทำได้สะดวกมากกว่าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะขนาดตัวมันนั่นเอง และที่สำคัญเลยเวลาล้มก็มีชิ้นส่วนเทฟล่อนที่ปลายแฮนด์และพักเท้า ช่วยลดความเสียหายได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้รถนั้นแข็งแรงทนทานและตอบสนองฟีลลิ่งต่าง ๆ ให้นักบิดได้ดี โดยใช้ความหลงใหล ความรัก ทุ่มเทออกมาให้สมกับคำว่า “Made in Italy” โดยทั้งดีไซน์และผลิตในอิตาลี เรียกว่าอิตาลีแท้ ๆ เลยนั่นเอง โดยทาง Valerio Da Lio จับมือกับหลาย ๆ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mariano Fioravanzo ที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เจ้ารถแข่งคันน้อยคันนี้ออกมาดีที่สุด ในเรื่องของการดีไซน์นั้นหลัก ๆ คือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังออกแบบให้มีความโดดเด่นแตกต่าง และไม่ลืมที่ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ว่าต้องใช้งานได้จริง ตัวรถนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ตัวถังน้ำมันขนาด 3.5 ลิตรและเบาะนั่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้มีความแข็งแรงมากที่สุด ตัวแฟริ่งหลัก ๆ จะแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนข้างและส่วนล่างเพื่อลดความเสียหายเวลาล้ม และที่สำคัญอีกจุดนึงคือการออกแบบให้ท่านั่งนั้นใช้งานได้ดี ไม่ว่าคนขี่จะร่างเล็กหรือใหญ่ เฟรมของรถเป็นเฟรมถักที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงออกแบบและสร้างในโปรแกรม 3D CAD เป็นพิเศษ ให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมกับการเป็นรถสปอร์ต ส่วนสวิงอาร์มนั้นทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ในส่วนของระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 33 ม.ม. และโช้คหลังซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ พร้อมกันนี้ยังมีระบบพิเศษในตัวเฟรมที่ออกแบบมาให้ตัวรถสามารถปรับระยะฐานล้อได้อีกด้วย มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 4 จังหวะขนาด 110 ซีซี (สำหรับคันที่ถ่ายมาให้ได้ชม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ ทั้งนี้แรงม้าอยู่ที่ 8 แรงม้า มาพร้อมท่อเต็มระบบจากทาง Arrow ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะได้มากที่สุด โดยไม่ดังเดิน 92 เดซิเบล ส่วนของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 180 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 155 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเบรกจะใช้สายเบรกแบบถัก ผ้าเบรกแบบเผาผนึกและมือเบรกที่ปรับระยะได้ มาที่ขนาดของล้อเนื่องจากคันเล็กล้อก็เลยมีขนาดเล็กตามไปด้วย ตัวรถใช้ล้ออลูมิเนียมอัลลอยแบบ 3 ก้านแยกขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยางที่ทาง Pirelli ออกแบบมาให้เป็นพิเศษ เป็นยางสลิก Pirelli Diablo Superbike เพื่อการยึดเกาะแบบขั้นสุด สุดท้ายนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยวิธีการ CNC มากมายหลายจุด เรียกว่าแทบทั้งคัน และหลาย ๆ จุดสามารถปรับตำแหน่ง ปรับระยะได้เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับนักแข่งแต่ละคนได้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนู จริง ๆ สรุปแล้ว Ohvale GP-0 คือรถแข่งคันจิ๋วที่สเปกไม่จิ๋ว จะซื้อไปขี่แทร็กเดย์เล่นก็ได้ แต่หลัก ๆ มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน MiniGP ที่เป็นเวทีเริ่มต้นคัดตัวสำหรับเด็ก ๆ ก่อนจะเติบโตไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ขึ้นไปในอนาคตอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิพ นครินทร์ พร้อมรถแข่ง CBR1000RR-R ควง “มิกซ์-ธนัช” บิด CBR600RR คว้าท็อป 5 เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง เรซ 1 สนามที่ 2 ประเทศจีน “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์“ พร้อมสุดยอดรถแข่ง Honda CBR Series ทำผลงานต่อเนื่อง ”ชิพ-นครินทร์“ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี ควงรุ่นน้อง “มิกซ์-ธนัช” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี คว้าท็อป 5 ในศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 เรซ 1 สนามที่ 2 จูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน การแข่งขันเรซที่ 1 รุ่น “เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี” (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ หมายเลข 41 สังกัดทีม “ฮอนด้า เอเชีย ดรีม เรซซิ่ง วิท แอสติโม” บิด Honda CBR1000RR-R ดวลเกมกลุ่มหน้าอย่างดุเดือด จบคว้าอันดับ 5 ด้าน “แชมป์” ภาสวิชญ์ ฐิติวรารักษ์ หมายเลข 52 สังกัด “แอสติโม เอสไอ เรซซิ่ง วิท ไทยฮอนด้า” จบอันดับ 9 รุ่น “ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600)” ดาวรุ่งนักบิดเยาวชนเก็บประสบการณ์อย่างเข้มข้นด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR บิดประลองฝีมือกับนักบิดแนวหน้าเอเซีย “มิกซ์-ธนัช” หมายเลข 31 จบอันดับ 5 และ “ไม้คิว-เกียรติศักดิ์” หมายเลข 85 จบอันดับ 8 โดยโปรแกรมการแข่งขันเรซที่ 2 ศึก FIM Asia Road Racing Championship 2024 สนามที่ 2 ที่สนามจูไห่ อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศจีน จะเริ่มบ่ายวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายนนี้ ตามเวลาประเทศไทย รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เวลา 14.20 น. และ รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี เวลา 15.15 น. แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม :www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XO Papio Trail จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยจากค่ายมังกรฟ้า เรียกว่าดีไซน์ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรสำหรับค่ายมังกรฟ้า CFMoto ค่ายรถสัญชาติจีน ที่ก็มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราด้วย แต่ก็เงียบหายไปนานเลย แต่เรื่องของบ้านเราเอาไว้ทีหลัง เรามาติดตามข่าวล่าสุดกันก่อน ซึ่งไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยในชื่อว่า XO Papio Trail สแครมเบลอร์ร่างจิ๋วที่มีต้นแบบเดิมเป็นรถในชื่อเดียวกันแค่ตัดคำว่าเทรลต่อท้ายออกเท่านั้น โดยตัวรถจะมาในสไตล์ของสแครมเบลอร์ผสมผสานเข้ากันกับเรโทรในทุก ๆ รายละเอียด ให้สมกับเป็นมินิสแครมเบลอร์ แถมยังโดดเด่นไม่เหมือนใครโดยเฉพาะในของปลายท่อไอเสียปลายเดี่ยวที่ยกสูงขึ้นไปอยู่ใต้เบาะแบบแนบเนียน ทว่ายังมีส่วนอื่น ๆ ที่เตะตาไม่แพ้กัน เช่น ไฟหน้าทรงกลมคู่พร้อมดีไซน์ด้านในแบบไม่สมมาตร ไฟท้าย LED ทรงกลมที่มีตะแกรงคาดดูลุย ๆ เท่ไปอีกแบบ ถือว่าดีไซน์มาได้หล่อดีทีเดียว ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์นั้นตัวรถจะมาพร้อมขุมพลังแบบสูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 9.39 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 8.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. โดยมีถังน้ำมันขนาดความจุ 7 ลิตรเป็นแหล่งพลังงาน ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและกระเดื่องทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ส่วนล้อจะเป็นล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางแบบกึ่งพร้อมขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ส่วนเรื่องการจำหน่ายยังไม่มีการระบุราคา แต่ราคาน่าจะไม่แรงมากแน่นอนเนื่องจากเป็นรถในพิกัดเริ่มต้นและไม่ได้มีอ็อปชันอะไรมาก ทว่าบ้านเรานั้นอาจจะไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XDV300 สกู๊ตเตอร์สายลุยจาก Lexmoto Lexmoto ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนแต่ทำตลาดที่อังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการทำสองล้อสำหรับนักบิดมือใหม่ และครั้งนี้ทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ในแบบลุย ๆ หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซีขึ้นมาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า XDV300 ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์กระแสใหม่ที่ทางค่ายปีกนกได้สร้างขึ้นมา เทรนด์ใหม่อย่างแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นแสดงให้เห็นว่าสกู๊ตเตอร์นั้นไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และไปได้มากกว่าถนนดี ๆ หรือทางดำ มันยิ่งสร้างความน่าสนใจให้กับนักบิดหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้ไม่เพียงแต่ดูโฉบเฉี่ยว ยังดูบึกบึน ขณะเดียวกันก็ดูคุ้น ๆ ตาชอบกล (ฮา) อย่างไรก็ตามมันก็ดูเข้าท่าเข้าที่แถมยังมีฟังก์ชันที่โดดเด่นเหมาะกับเมืองหนาวหรือเวลาที่อากาศเย็น ๆ อย่างระบบอุ่นมืออีกด้วย และเพื่อเพิ่มความสบายของผู้ขับขี่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวรถจะมาพร้อมชิลด์หน้าแบบปรับระดับได้ ทำให้สามารถปรับการโฟลว์และการป้องกันของลมจากด้านหน้าได้ตามความต้องการ ระบบไฟส่องสว่างของตัวรถเป็น LED เต็มระบบช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดีและทำให้รถดูดีพรีเมียมยิ่งขึ้น และยังจะมาพร้อมกับเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย ส่วนในเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง เจ้าคันนี้มาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 25.5 แรงม้าที่ 8,250 รอบ เคลมท็อปสปีดมาที่ 128 กม./ชม. ขณะที่ในเรื่องของช่วงล่างจะได้ระบบกันสะเทือนทั้งระบบมาจาก KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยจะมาพร้อมกับยางแบบออลเทอร์เรนขนาด 110/70 และ 130/70 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ช่ องเก็บของหลากหลายที่ ไม่เพียงแต่ช่องเก็บของใต้เบาะหรือว่าที่ด้านหน้าคอนโซล ตัวรถยังมีกล่องข้างและกล่องท้ายมาให้ด้วย ทำให้เจ้าคันนี้เหมาะแก่การขับขี่ทางไกลออกทริปแบบหลาย ๆ วันอีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นค่าตัวในอังกฤษเริ่มต้นที่ 4,699 ปอนด์หรือราว ๆ 200,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับฟีเจอร์ของรถที่ให้มาเลย แต่ถ้ามาไทยราคาแบบนี้เกรงว่าจะขายยากไป อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM EXC 2024 อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ทั้ง 2 และ 4 จังหวะ หลังจากค่ายรถสีส้มสัญชาติออสเตรียทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ โดยเฉพาะซูเปอร์โมโตมาอย่างต่อเนื่อง มาคราวนี้ก็ถึงคิวของเอ็นดูโร่ไบค์กันบ้าง หรือก็คือ KTM EXC 2024 นั่นเอง โดยคราวนี้อัปเกรดใหม่ทั้งแผง ไม่เว้นว่าจะ 2 จังหวะหรือ 4 จังหวะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ชิ้นส่วนใหม่ ๆ กว่า 95% เลยทีเดียว ด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันนานกว่า 3 ทศวรรษและแชมป์โลกเอ็นดูโร่กว่า 126 ถ้วยในชั้นวางโทรฟี่ ทำให้เคทีเอ็มถือเป็นเบอร์ต้น ๆ เวลาจะต้องลุยศึกหฤโหด และสำหรับโมเดลใหม่นี้ทางค่ายก็ยังไม่หยุดพัฒนา ทำการยกระดับสมรรถนะ การพัฒนาและนวัตกรรมของรถเอ็นดูโรของตัวเองให้ทันสมัยถึงที่สุด ด้านนอกมีชิ้นส่วนชุดสีใหม่ที่พัฒนาโดยข้อมูลจากนักแข่งทีม Red Bull KTM Factory เพื่อให้ผู้ขับขี่หนีบเข่าควบคุมตัวรถ โดยเฉพาะเวลายืนขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ด้านหน้าจะมีบังโคลนหน้าใหม่ที่ออกแบบมามีฟินเพื่อสลัดดินและโคลนไม่ให้มาโดนตัวผู้ขับขี่หรือว่าหม้อน้ำ ยังมีถังน้ำมันโพลีธีนแบบใสขนาด 8.3 ลิตรสำหรับตัว 4 จังหวะ และ 8.9 ลิตรสำหรับ 2 จังหวะ เพื่อให้เช็คระดับน้ำมันได้สะดวก ทว่าคีย์หลักเลยคือการใช้เฟรมใหม่ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการไฮดรอฟอร์ม เลเซอร์คัทและใช้หุ่นยนต์เชื่อม ทำให้ได้เฟรมที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับรถ เพื่อให้ตอบสนองฟีลลิ่งการขับขี่ ดูดซับแรงกระแทก และรักษาไลน์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีซับเฟรม 2 ชิ้นที่ออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบา ด้วยการเลือกใช้อลูมิเนียมเสริมแรงผสมกับโพลีเอไมด์ และยังใช้เป็นที่ติดตั้งชิ้นส่วนเกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยควบคุมการขับขี่แบบออฟโร้ด Offroad Control Unit หรือ OCU ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเซอร์วิสและป้องกันความเสียหายต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งไอ้ตัว OCU ที่อยู่ใต้เบาะนี้มาแทนที่การใช้ฟิวส์และรีเลย์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากมีการเสียหายของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมีไฟ LED แจ้งเตือนเป็นสีแดง ถ้าสีเขียวคือระบบปกติ นั่นทำให้ง่ายต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น จุดต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบกันสะเทือนใหม่ โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับแบบโคลสคาร์ทริดจ์ WP XACT ขนาด 48 ม.ม.ที่มาพร้อมวาล์วกลางลูกสูบตัวใหม่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำมันในกระบอกโช้ค ส่วนด้านหลังจะใช้โช้ค WP XPLOR PDS ที่มีการปรับปรุงมาใหม่อีกด้วย ซึ่งโช้คทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะสามารถปรับแต่งคอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ด้วยมือเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด ๆ และก็สามารถปรับเซ็ตพรีโหลดโช้คหลังได้ง่ายอีกด้วย ถือเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ โมเดล 2 จังหวะ มาถึงเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง สำหรับโมเดล 2 จังหวะมีการใช้เทคโนโลยีหัวฉีดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังที่สมู้ทสุด ๆ เกือบเท่ากับระบบคาร์บูเรเตอร์ แต่ก็ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์เมื่อขับขี่ที่ระดับความสูงน้ำทะเลต่าง ๆ กัน ยังมีการดีไซน์เคสรีดวาล์วใหม่เพื่อป้องกันการจ่ายน้ำมันเกินเวลาขึ้นหรือลงเนินชัน ๆ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่ได้คือสามารถติดตั้งตัวควบคุมไอเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้าไป ช่วยให้รถมีเอ็นจิ้นแม็ปสองชุดที่แตกต่างกันโดยสามารถเลือกได้เมื่อติดตั้งออปชันเสริม สำหรับโมเดล 2 จังหวะจะได้แก่ 150 EXC, 250 EXC และ 300 EXC โมเดล 4 จังหวะ สำหรับตัว 4 จังหวะนั้นจะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับที่ใช้คว้าชัยในการแข่งขัน ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อให้ได้แรงบิดมหาศาลตั้งแต่รอบต่ำ ๆ และพลังแรงม้าที่ดุดันที่รอบสูง ๆ ขึ้นไป ตัวรถยังมีการวางเครื่องเอียงกลับหลังไป 2 องศาและปรับตำแหน่งของสเตอร์หน้าให้ต่ำลงมาอีก 3 ม.ม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เบาลงก็จะยิ่งทำให้การยึดเกาะดีขึ้นเมื่อไต่เนินชัน ๆ รวมถึงสามารถออกจากโค้งเวลาขับขี่สเตจแบบเอ็นดูโรได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ตัว 4 จังหวะยังสามารถติดตั้งแทร็คชันคอนโทรลเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับควิกชิฟเตอร์ก็สามารถติดตั้งได้ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถเอ็นดูโร่ สำหรับโมเดล 4 จังหวะจะได้แก่ 250 EXC-F, 350 EXC-F, 450 EXC-F และ 500 EXC-F งานนี้ใครชอบเอ็นดูโร่ไบค์ล่ะก็บอกเลยตอนนี้ถือว่าเฟี้ยวมาก ๆ เพราะนี่คือการยกระดับรถในสไตล์นี้อย่างแท้จริง แต่ราคาก็น่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก