SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda Wave 125i 2025 เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายในไทยแล้วอย่างเป็นทางการ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่ ที่คงความแรง และความประหยัดไว้เช่นเดิม

2025 Honda CRF300L แฟริ่งลายใหม่ เพิ่มปุ่มเปิดปิด ABS 2025 Honda CRF300L เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในงาน Motor Expo2024 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยในการเปิดตัวเจนใหม่ของสายลุยทางฝุ่นนี้มาพร้อมกับสองรุ่นย่อยอย่าง 300L และ 300 Rally ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกัน แต่จะมีรายละเอียดบางจุดเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่รับประกันการขับขี่สนุกเช่นเดิม ตัวถังเอกลักษณ์สไตล์ CRF แม้จะเป็นในโมเดลใหม่ที่เปิดตัว แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น CRF ไว้อย่างเหนียวแน่น โดยโครงสร้างของตัวถังยังคงใช้เฟรมแบบ Steel semi-double cradle รวมไปถึงแฟริ่งยังคงเป็นแบบเดียวกันกับในโมเดลก่อนหน้า จะแตกต่างก็คงเป็นเพียงลวดลายกราฟิก (หรือศัพท์ที่เข้าใจอย่างเป็นสากลคือ สติ๊กเกอร์) บนตัวถังเท่านั้น เครื่องยนต์ขนาดเท่ากัน ทั้งสองรุ่นย่อยมีขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 286 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังให้มาที่ 26.9 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 26.6 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีดพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยในการเปลี่ยนเกียร์ ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงระบบหัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ลิขสิทธิ์เฉพาะฮอนด้า มาพร้อมความจุถังน้ำมันขนาด 7.8 ลิตรในรุ่น 300L และ 12.8 ลิตรในรุ่นของ 300Rally ในส่วนของระบบการระบายไอเสียมีการพัฒนาเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro5+ และไฮไลท์สำคัญของเครื่องยนต์ในเจนนี้คือการเคลมว่าสามารถระบายความร้อนได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าโมเดลก่อน ๆ ช่วงล่างเซ็ตอัพพร้อมลุย (บ้างแล้ว) โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น L โช้คอัพด้านหน้าของรุ่น Rally ปรับจูนใหม่ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง โดยระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบหัวกลับจาก Showa ขนาดแกน 43 มิลลิเมตร ระยะยุบอยู่ที่ 234 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวจาก Showa เช่นกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มระยะยุบอยู่ที่ 260 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนด้านหลังของรุ่น L ระบบกันสะเทือนด้านหลังของรุ่น Rally ระบบเบรกหน้าดิสก์คู่แบบสองลูกสูบ พร้อมจานเบรกขนาด 296 มิลลิเมตร มาพร้อมล้อขนาด 80/100-21M/C ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมจานขนาด 220 มิลลิเมตร พร้อมล้อหลังขนาด 120/80-18 M/C โดยระบบเบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลังมาพร้อมระบบความปลอดภัย ABS แบบ 2 ทาง เทคโนโลยีมาแบบมินิมอล เทคโนโลยีที่มากับสายลุยทางฝุ่นคันนี้มาพร้อมระบบไฟ LED ในส่วนหน้าจอเรือนไมล์ทั้งสองรุ่นย่อยยังคงเอกลักษณ์ความเป็น CRF ไว้อย่างเหนียวแน่น (การแสดงผลของหน้าจอเหมือนรุ่นก่อนหน้าแบบเป๊ะ ๆ) แสดงข้อมูลการขับขี่ในสิ่งที่จำเป็นเพียงพอ อาทิ ระดับความเร็ว ตำแหน่งเกียร์ รอบเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน ตำแหน่งไฟเลี้ยว โดยอีกหนึ่งเทคโนโลยีอัพเกรดใหม่ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับ CRF ในเจนนี้คือการเพิ่มปุ่มในการเปิดและปิดระบบ ABS ที่ล้อหลังมาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งให้มาทั้งสองรุ่นย่อย หลังจากที่เป็นข้อสงสัยสำหรับชาวเน็ตอยู่ไม่น้อยว่าทำไมถึงไม่ให้มาในโมเดลก่อน ๆ จุดที่แตกต่างของทั้งสองรุ่นย่อย ทั้งสองรุ่นย่อยที่มีราคาห่างกันราว ๆ 24,000 บาทก็มีรายละเอียดบางจุดที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความแตกต่างที่จ่ายเงินไปเกือบสามหมื่นดังนี้ รุ่น L รุ่น Rally ดีไซน์ไฟหน้า ไฟหน้า LED แบบมินิมอล ไฟหน้า LED ออกแบบคล้ายตาของมินเนียนพร้อมชิลด์หน้ากันลมขนาดใหญ่ ความจุถังน้ำมัน ความจุถังน้ำมันขนาด 7.8 ลิตร ความจุถังน้ำมันขนาด 12.8 ลิตร พักเท้าผู้ขับขี่ พักเท้าแบบพับได้ ‘ไม่มียางแป้นเหยียบ’ พักเท้าแบบพับได้ ‘พร้อมยางที่แป้นเหยียบ’ แผ่นป้องกันใต้เครื่อง ให้อารมณ์ดิบ ๆ ไร้แผ่นป้องกัน มาพร้อมแผ่นป้องกันใต้เครื่อง น้ำหนักรถ น้ำหนัก 142 กิโลกรัม น้ำหนัก 153 กิโลกรัม กว้าง x ยาว x สูง 820 x 2,230 x 1,200 มม. 920 x 2,230 x 1,415 มม.

Pierer Mobility AG เตรียมปรับโครงสร้างภายใน ไม่กระทบถึงคนใช้ KTM Pierer Mobility AG ประกาศปรับปรุงระบบโครงสร้างภายใน ลั่นไม่กระทบถึงผู้ใช้งานหรือเหล่ายูสเซอร์ KTM ทั่วโลก ตลอดในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจากจุดเริ่มต้นด้วยพนักงานกว่า 160 คนและปริมาณการผลิต 6,000 คันต่อปีตั้งแต่ในปี 1992 พรีเมียร์ โมบิลิตี้ เอจี หรือ KTM ได้ก้าวขึ้นเป็นค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำในยุโรป และเป็นแบรนด์ที่เหล่านักบิดและแฟน ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ด้วยความมุ่งมั่นและแพทชันอันเปี่ยมล้นจึงทำให้เคทีเอ็มได้ก้าวขึ้นสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังเริ่มต้นเส้นทางใหม่และมีการปรับปรุงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการตลาดในอนาคต ซึ่งการปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหรือยูสเซอร์สาวก KTM ทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงวางใจและพร้อมคัมแบคใหม่ในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม Stefan Pierer ซีอีโอของ KTM AG ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพาแบรนด์กลับสู่ความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า KTM ยังคงเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากซีอีโอผู้ช่วยอย่าง Gottfried Neumeister ที่เข้ามาเสริมทัพให้กับค่ายส้มนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา และพร้อมนำประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ มาสู่บริษัท โดย Stefan ยังแสดงความมั่นใจอีกด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถนำพาแบรนด์กลับมาสู่บนเส้นทางของความสำเร็จอีกครั้ง Gottfried Neumeister กล่าวว่า ความกระตือรือร้นและความใส่ใจของพนักงานคือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของเรา การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนารถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความหลงใหลหรือแพทชันของพนักงานจะทำให้ KTM เป็นมากกว่าแค่บริษัทผลิตรถมอไซค์ แต่ยังเป็นพลังที่แท้จริงของความสำเร็จของเราในอนาคต สำหรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 90 วัน และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือสาวกค่ายส้มใด ๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับทีมแข่งยังคงดำเนินแข่งขันตามปกติต่อเนื่องในฤดูกาล 2025 เพราะฉะนั้นผู้บริโภคที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์อย่างเรา ๆ หรือสาวกค่ายส้มอย่าได้วิตกกังวลเกินเหตุ อย่างไรก็ดีใครที่สนใจโมเดลจาก KTM ก็สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่ ช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

PTT Lubricants & Gale Speed เบื้องหลังความสำเร็จของเยาวชนไทย สู่ความสำเร็จในระดับโลกของการแข่งขัน World Super Sport ของ “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ นักแข่งดาวรุ่งจาก Yamaha Thailand Racing Team และการปลุกปั้นสานฝันเยาวชนไทยสู่นักแข่งระดับมืออาชีพระดับเวิร์ลคลาสในโครงการ R3 bLU cRU FIM World Cup นับเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทางยามาฮ่าได้พยายามพลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ ผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จมานับไม่ถ้วนในการส่งเสริมและสนับสนุนให้กับทีมแข่งรวมถึงนักบิดสามารถทำตามความฝันและเป้าหมายได้อย่างสำเร็จลุล่วง กับ PTT Lubricants และ Gale Speed ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์ระบบเบรกแบรนด์ดังชั้นนำของโลก พีทีที ลูปบริแค้นท์ ผู้ผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน สำหรับ PTT Lubricants ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับบทบาทสำคัญเพื่อที่จะพัฒนานักแข่งเยาวชนไทยร่วมกับ Yamaha Thailand Racing Team และปีนี้เองทาง พีทีที ลูปบริแค้นท์ ก็ได้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับรายการแข่งขันเยาวชนชิงแชมป์โลกอย่าง R3 bLU cRU (Yamaha YZF-R3) ซึ่งความคาดหวังนอกเหนือจากผลงานที่ดีแล้ว การเรียนรู้มายเซ็ทการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงวินัยการฝึกซ้อมไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย โภชนาการอาหารตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างนักแข่งที่มีคุณภาพ ฝีมือเก่งอย่างเดียวอาจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้ามีมายเซ็ทหรือทัศนคติที่ดีก็จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยปัจจุบัน พีทีที ลูปบริแค้นท์ ได้ให้การสนับสนุนผลิตภันฑ์น้ำมันหล่อลื่นรถจักรยานยนต์กลุ่มพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Challenger กับ 3 ผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วย 1.Challenger Super Bike Racing น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ตัวท็อป ที่เหมาะสำหรับสายซิ่งมีโปร มีเทคโนโลยี Ester Tech ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ตอบสนองความเร็วได้ดั่งใจ Challenger Super Bike Racing Challenger SuperBike Challenger Synthetic 4T 2.Challenger SuperBike น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สำหรับนักซิ่งสายเดินทาง พร้อมเทคโนโลยี Ester ช่วยให้การขับขี่ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น สนุกทุกเส้นทาง และ 3. Challenger Synthetic 4T น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะสมรรถนะสูง ที่ต้องการใช้ความเร็วในการขับขี่ในทุกกิจกรรม เสริมการอัปเกรดด้วยเทคโลยี Evotec ช่วยในเรื่องความแรง ปกป้องเครื่องยนต์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รุ่นสามารถหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน Gale Speed ก็มาด้วย ต่อด้วยระบบเบรกแบรนด์ดังระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Gale Speed ซึ่งเราอาจคุ้นชื่อในเรื่องของคาลิเปอร์เบรก ปั๊มบน มือคลัตช์และล้อซิ่งอลูมิเนียมฟอร์จสำหรับรถสายซิ่งหลายรุ่นมากมาย (สามารถดูรถแต่งในคอลัมน์ Your SuperBike ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ Gale Speed คลิ๊กที่นี่ ปั๊มบนพร้อมก้านเบรก Gale Speedถือว่าเป็นอีกหนึ่งของเบื้องหลังความสำเร็จในระดับโลก ทั้งในรายการแข่งขัน WorldSBK รุ่น SuperSport, รายการ Asia Road Racing Championship 2024 รุ่น Super Sport 600 cc ในการสนับสนุนพาร์ทให้กับ Yamaha Thailand Racing Team หรือ YTRT เพื่อให้นักแข่งดาวรุ่งไม่ว่าจะเป็น “ตรี” อนุภาพ ซามูล, “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคํา ใช้ในการแข่งขันนั่นเอง รวมถึงแบรนด์อื่น ๆ อาทิ Pirelli, D.I.D เป็นต้น นับเป็นความสำเร็จเบื้องหลังที่ไม่ใช่เพียงสปอนเซอร์ 2 เจ้าที่กล่าวถึงเพียงเท่านั้น ยังมีผู้สนับสนุนอื่น ๆ อีกมากมายอาทิ ยางสัญชาติอิตาลีที่สนับสนุนการแข่งขันรถโปรดักท์ชันระดับโลกอย่าง Pirelli และชุดโซ่สเตอร์จาก D.I.D. เป็นต้น รวมถึงอุปกรณ์ชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเบื้องหลังที่คอยผลักดันและสานฝันอนาคตเยาวชนไทยให้เติบโตได้ และก้าวหน้าอย่างมั่นคง อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากค่ายสามตา Aprilia SR GT ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดโมเดลนึงจากทางค่ายรถสามตา ที่เปิดตัวในงาน EICMA 2021 ที่จัดขึ้นไปช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และที่สำคัญเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดันเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายอีกด้วย เรียกว่ากระแสตอนนี้มาทางนี้ก็ว่าได้ หลาย ๆ ค่ายต่างก็เริ่มหันมาทำรถในสไตล์นี้กันหลายค่ายแล้วด้วยเช่นกัน เจ้า SR GT ทางค่ายเรียกมันว่าเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีการออกแบบโดยใช้แนวคิดเติมความสนุกเข้าไปในการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเดินทางไกลและการผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ อีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกของเอ็นดูโร ที่ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจไปในทุก ๆ สถานการณ์ ตัวรถมีตำแหน่งท่านั่งในแบบที่แอ็กทีฟคือพร้อมจะให้คนขับขี่ลุกขึ้นยืนควบคุมรถที่ใช้แฮนด์บาร์แบบกว้างได้สะดวก โดยจะมีฟุตบอร์ดแบบ 2 ตอน คือวางยืดขาไปด้านหน้าได้เพื่อความสบาย และวางแบบท่านั่งปกติเพื่อการควบคุมถ่ายน้ำหนักที่ดี มีระบบกันสะเทือนจาก Showaทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 33 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ โดยที่มีระยะยุบมากเป็นพิเศษ และตัวรถเองก็มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากเพื่อให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าตัวยางเป็นก็เป็นยางแบบออลเทอร์เรนที่ให้ขับขี่ได้ในหลาย ๆ สภาพพื้นผิว ไล่ไปตั้งแต่ถนนดำ หินคอบเบิลสโตน หรือทางฝุ่น ส่วนล้อจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ ซึ่งก็มีขนาดล้อที่เล็กต่างจากคู่แข่ง โดยทางค่ายเคลมว่าจะมีความคล่องตัวสูง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 260 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็น 220 ม.ม. (ถ้าเป็นรุ่น 125 ซีซีจะมีขนาดดิสก์เบรกเป็น 200 ม.ม.แทน) ขณะเดียวกันแม้จะช่วงล่างแบบลุย ๆ แต่ดีไซน์ตัวรถก็ยังมีกลิ่นอายในแบบของสปอร์ตตามแบบฉบับของทางค่าย โดยสังเกตเอกลักษณ์เด่นไฟหน้าแบบ 3 โคม ซึ่งภายในก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว และแน่นอนว่าเป็นแบบ LED หมดแล้ว ถัดขึ้นมาก็จะมีชิลด์หน้าที่กว้างใหญ่ช่วยกันลมได้ดี ส่วนหน้าจอเรือนไมล์เป็นหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ซึ่งสามารถเพิ่มอ็อปชันเสริมให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ จุดเด่นอีกจุดก็จะเป็นด้านท้ายของรถที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งในตัวไฟท้ายที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวเอง และบังโคลนท้ายแบบกันดีดที่ใช้จุดนี้เป็นที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปในตัว มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง ทางค่ายจะเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มา จากทาง Vespa ที่เป็นเครือเดียวกัน ซึ่งก็คือเครื่อง i-get ซึ่งจะมีให้เลือก 2 พิกัดขุมพลังกัน คือ 125 ซีซีในรุ่น SR GT 125 และ 175 ซีซีใน SR GT 200 ที่มาพร้อมระบบสตาร์ทแอนด์สต็อป โดยรุ่น 125 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 14.75 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ส่วนรุ่น 175 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบแรละแรงบิดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมว่าจะให้กำลังที่นุ่มนวลแต่ขณะเดียวกันก็เพียงพอที่จะขับขี่ผ่านข้ามอุปสรรค์ได้ไม่ยากเย็น รวมถึงประหยัดน้ำมัน โดยให้สามารถทำได้มากถึง 40 กม./ลิตรในรุ่น 125 และ 38.5 กม./ลิตรในรุ่น 200 ทำให้ถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร ที่ให้มาสามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของด้านหน้าซึ่งเหมาะกับการใส่ถุงมือและสมาร์ทโฟน โดยมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้ด้วย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 25 ลิตร แม้จะไม่ได้ใหญ่มากอะไรแต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ เลย สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และสีน้ำเงิน Infinity Blue โดยทุกสีจะมาพร้อมแฟริ่งด้านใต้ฟุตบอร์ดพักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงิน ล้อสีดำ เบาะนั่งสีเดินด้ายสีเทา ขณะที่รุ่น Sport จะมีนำเฉดสีของสปอร์ตไบค์มาใช้ โดยจะในสีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway ซึ่งจะแตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ด้วยการมีลายกราฟิกเพิ่มเติมที่แฟริ่งชิ้นข้างเป็นตัว a ขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือชื่อแบรนด์ และมีคำว่า Aprilia ที่ด้านล่างอีกด้วย

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

Aprilia SR GT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากค่ายสามตา Aprilia SR GT ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดโมเดลนึงจากทางค่ายรถสามตา ที่เปิดตัวในงาน EICMA 2021 ที่จัดขึ้นไปช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และที่สำคัญเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดันเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายอีกด้วย เรียกว่ากระแสตอนนี้มาทางนี้ก็ว่าได้ หลาย ๆ ค่ายต่างก็เริ่มหันมาทำรถในสไตล์นี้กันหลายค่ายแล้วด้วยเช่นกัน เจ้า SR GT ทางค่ายเรียกมันว่าเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีการออกแบบโดยใช้แนวคิดเติมความสนุกเข้าไปในการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเดินทางไกลและการผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ อีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกของเอ็นดูโร ที่ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจไปในทุก ๆ สถานการณ์ ตัวรถมีตำแหน่งท่านั่งในแบบที่แอ็กทีฟคือพร้อมจะให้คนขับขี่ลุกขึ้นยืนควบคุมรถที่ใช้แฮนด์บาร์แบบกว้างได้สะดวก โดยจะมีฟุตบอร์ดแบบ 2 ตอน คือวางยืดขาไปด้านหน้าได้เพื่อความสบาย และวางแบบท่านั่งปกติเพื่อการควบคุมถ่ายน้ำหนักที่ดี มีระบบกันสะเทือนจาก Showaทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 33 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ โดยที่มีระยะยุบมากเป็นพิเศษ และตัวรถเองก็มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากเพื่อให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าตัวยางเป็นก็เป็นยางแบบออลเทอร์เรนที่ให้ขับขี่ได้ในหลาย ๆ สภาพพื้นผิว ไล่ไปตั้งแต่ถนนดำ หินคอบเบิลสโตน หรือทางฝุ่น ส่วนล้อจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ ซึ่งก็มีขนาดล้อที่เล็กต่างจากคู่แข่ง โดยทางค่ายเคลมว่าจะมีความคล่องตัวสูง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 260 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็น 220 ม.ม. (ถ้าเป็นรุ่น 125 ซีซีจะมีขนาดดิสก์เบรกเป็น 200 ม.ม.แทน) ขณะเดียวกันแม้จะช่วงล่างแบบลุย ๆ แต่ดีไซน์ตัวรถก็ยังมีกลิ่นอายในแบบของสปอร์ตตามแบบฉบับของทางค่าย โดยสังเกตเอกลักษณ์เด่นไฟหน้าแบบ 3 โคม ซึ่งภายในก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว และแน่นอนว่าเป็นแบบ LED หมดแล้ว ถัดขึ้นมาก็จะมีชิลด์หน้าที่กว้างใหญ่ช่วยกันลมได้ดี ส่วนหน้าจอเรือนไมล์เป็นหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ซึ่งสามารถเพิ่มอ็อปชันเสริมให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ จุดเด่นอีกจุดก็จะเป็นด้านท้ายของรถที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งในตัวไฟท้ายที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวเอง และบังโคลนท้ายแบบกันดีดที่ใช้จุดนี้เป็นที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปในตัว มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง ทางค่ายจะเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มา จากทาง Vespa ที่เป็นเครือเดียวกัน ซึ่งก็คือเครื่อง i-get ซึ่งจะมีให้เลือก 2 พิกัดขุมพลังกัน คือ 125 ซีซีในรุ่น SR GT 125 และ 175 ซีซีใน SR GT 200 ที่มาพร้อมระบบสตาร์ทแอนด์สต็อป โดยรุ่น 125 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 14.75 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ส่วนรุ่น 175 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบแรละแรงบิดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมว่าจะให้กำลังที่นุ่มนวลแต่ขณะเดียวกันก็เพียงพอที่จะขับขี่ผ่านข้ามอุปสรรค์ได้ไม่ยากเย็น รวมถึงประหยัดน้ำมัน โดยให้สามารถทำได้มากถึง 40 กม./ลิตรในรุ่น 125 และ 38.5 กม./ลิตรในรุ่น 200 ทำให้ถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร ที่ให้มาสามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของด้านหน้าซึ่งเหมาะกับการใส่ถุงมือและสมาร์ทโฟน โดยมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้ด้วย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 25 ลิตร แม้จะไม่ได้ใหญ่มากอะไรแต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ เลย สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และสีน้ำเงิน Infinity Blue โดยทุกสีจะมาพร้อมแฟริ่งด้านใต้ฟุตบอร์ดพักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงิน ล้อสีดำ เบาะนั่งสีเดินด้ายสีเทา ขณะที่รุ่น Sport จะมีนำเฉดสีของสปอร์ตไบค์มาใช้ โดยจะในสีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway ซึ่งจะแตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ด้วยการมีลายกราฟิกเพิ่มเติมที่แฟริ่งชิ้นข้างเป็นตัว a ขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือชื่อแบรนด์ และมีคำว่า Aprilia ที่ด้านล่างอีกด้วย

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม. และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L) ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix

ข้าวกล้อง จักรีภัทร เจ้าของหมายเลขรถแข่ง 20 จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 23 ในเรซแรก สร้างผลงานอย่างยอดเยี่ยม ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับ 16 เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โก ซิมอนเซลลี ประเทศอิตาลี ส่วนเรซที่ 2 มีขึ้นในช่วงค่ำของวันเดียวกัน นักบิดดาวรุ่งชาวไทยยังคงได้ออกตัวจากตำแหน่งเดิม และพยายามไล่ขึ้นมา แต่ต้องออกจากการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับ ศึก เอฟไอเอ็ม จูเนียร์จีพี เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2024 สนามต่อไป จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคมนี้ ที่ เซอร์กิโต เดอ เอสโตริล ประเทศโปรตุเกส แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ส่งกำลังใจเชียร์ พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวนักบิดฮอนด้าทุกคน ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ : Race to The Dream อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เติ้ล วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทย จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เค้นฟอร์มเก่ง ไล่แซงจากกริดที่ 10 ทะยานคว้าท็อป 5 ในศึก “ดาวรุ่งเวิลด์คัพ” รายการ FIM Yamaha R3 bLu cRU World Cup 2024 สนาม 2 เรซแรกที่ ทีที เซอร์กิต แอสเซ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมเรซแรกในวันเสาร์ต้องแข่งขันท่ามกลางสภาพแทร็ก “กึ่งแห้งกึ่งเปียก” สร้างความสับสนอย่างมากให้กับนักบิดทุกคน และถือเป็นงานสุดท้าทายอย่างมากสำหรับ “เติ้ล” วรพรต ทองดอนเหมือน ยอดนักบิดดาวรุ่งชาวไทยหมายเลข 54 จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ซึ่งลงบิดที่ แอสเซ่น เป็นครั้งแรกในชีวิต การแข่งขันดวลกันทั้งสิ้น 10 รอบสนาม “เติ้ล” วรพรต ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 9 อย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาถึงท็อป 5 ได้ในช่วงกลางเรซ สร้างโอกาสลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวในเรซนี้ ทว่า “ธงแดง” ในรอบที่ 6 กลับทำให้เรซต้องหยุดลงและยึดผลการแข่งขันในรอบก่อนหน้า โดยผลปรากฏว่า “เติ้ล” วรพรต คว้าอันดับ 5 ไปครองได้อย่างสุดมัน ภายใต้การแข่งขันที่ยากสุดๆ ด้วยเวลาตามหลัง ผู้ชนะ อย่าง มาร์ค วิช ดาวรุ่งชาวสแปนิชเพียง 0.814 วินาทีเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC RPHA11 PRO Miles Morales ลายใหม่ เอาใจสาวกสไปดี้ เปิดตัวลายกราฟิกใหม่เอาใจสาวก Marvel และสไปเดอร์แมนกันอีกแล้วสำหรับหมวกกันน็อกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC RPHA11 PRO Miles Morales ที่เปิดตัวมาใหม่รับกับหนังใหม่อย่าง “Spider-Man: Across the Spider-Verse” นั่นเอง หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักหมวกกันน็อกแบรนด์นี้เป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าแบรนด์นี้เป็นหมวกสัญชาติเกาหลี และก็ถือว่าเป็นหมวกกันน็อกที่มีมาตรฐานและได้รับความนิยมเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกแบรนด์นึง และแนวทางของการออกแบบลายกราฟิกของหมวกค่ายนี้ก็น่าจะถูกใจวัยรุ่นหรือรุ่นใหญ่หัวใจเป็นเด็กไม่น้อยหลังจากที่ทยอยออกหมวกลายกราฟิกที่มาจากหนังหรือการ์ตูนเรื่องดังหลายเรื่อง มาโดยตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งลวดลายกราฟิกแบบอื่น ๆ หรือการพัฒนาในเรื่องคุณภาพไป ล่าสุดกับลวดลาย Miles Morales กับสไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของเด็กหนุ่มผิวสีที่น่าจะถูกใจสาวกสไปดี้ไม่น้อย มาพร้อมกับแพ็ทเทิร์นตาข่ายใยแมงมุมสีแดงบนลายตารางหกเหลี่ยมสีดำพร้อมดวงตาขนาดใหญ่ตามแบบของสไปเดอร์แมนบริเวณช่องลมด้านบน ทั้งยังมีโลโก้แมงมุมตามแบบสไปเดอร์แมนที่ด้านหลัง และมีโลโก้ RPHA ของตระกูลหมวกรุ่นนี้ไว้ที่ด้านข้างของตัวหมวก ซึ่งถือว่าลงตัวดีทีเดียว มาถึงเรื่องของสเปกตัวหมวกกันบ้าง ๆ เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะพอรู้แล้วว่านี่คือหมวกเต็มใบสำหรับสายสปอร์ตระดับท็อปของทางค่ายที่สามารถใช้ใส่ขับขี่ในสนามแข่งได้สบาย ๆ ตัวหมวกทำด้วยวัสดุไฟเบอร์หลายชนิด PIM Plus ซึ่งซับแรงกระแทกได้ดี รูปทรงหมวกยังมีการออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก ออกแบบช่องลมต่าง ๆ ให้ช่วยระบายอากาศได้ดี ขณะที่ด้านในเองก็มีซับในหมวกที่มาพร้อมเทคโนโลยี MultiCool ที่ไม่เพียงแต่ใส่แล้วดูดซับเหงื่อได้ดีขณะเดียวกันก็แห้งไว ช่วยลดการเกิดและเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่จะเกิดขึ้นเวลาอับชื้น ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ อีกทั้งยังนำไปซักได้ และสำหรับชิลด์หมวกเองก็มีนวัตกรรมเฉพาะชื่อว่า RapidFire II ที่ช่วยให้สามารถถอดชิลด์ออกมาทำความสะอาดหรือเปลี่ยนได้ง่ายและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ยังมีพินล็อกกันฝ้ารุ่น Max Vision มาให้อีกด้วย งานนี้ใครชื่นชอบก็เก็บเงินรอกันได้เลย ตัวแทนจำหน่ายในไทยนำเข้ามาจำหน่ายกันอย่างแน่นอนครับ แต่ราคาก็อาจจะแรงนิดหน่อย แต่เรื่องคุณภาพบอกเลยว่าปลอดภัยได้มาตรฐานอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XO Papio Trail จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยจากค่ายมังกรฟ้า เรียกว่าดีไซน์ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรสำหรับค่ายมังกรฟ้า CFMoto ค่ายรถสัญชาติจีน ที่ก็มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราด้วย แต่ก็เงียบหายไปนานเลย แต่เรื่องของบ้านเราเอาไว้ทีหลัง เรามาติดตามข่าวล่าสุดกันก่อน ซึ่งไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะเปิดตัวโมเดลใหม่จิ๋วแจ๋วพร้อมลุยในชื่อว่า XO Papio Trail สแครมเบลอร์ร่างจิ๋วที่มีต้นแบบเดิมเป็นรถในชื่อเดียวกันแค่ตัดคำว่าเทรลต่อท้ายออกเท่านั้น โดยตัวรถจะมาในสไตล์ของสแครมเบลอร์ผสมผสานเข้ากันกับเรโทรในทุก ๆ รายละเอียด ให้สมกับเป็นมินิสแครมเบลอร์ แถมยังโดดเด่นไม่เหมือนใครโดยเฉพาะในของปลายท่อไอเสียปลายเดี่ยวที่ยกสูงขึ้นไปอยู่ใต้เบาะแบบแนบเนียน ทว่ายังมีส่วนอื่น ๆ ที่เตะตาไม่แพ้กัน เช่น ไฟหน้าทรงกลมคู่พร้อมดีไซน์ด้านในแบบไม่สมมาตร ไฟท้าย LED ทรงกลมที่มีตะแกรงคาดดูลุย ๆ เท่ไปอีกแบบ ถือว่าดีไซน์มาได้หล่อดีทีเดียว ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์นั้นตัวรถจะมาพร้อมขุมพลังแบบสูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 9.39 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 8.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. โดยมีถังน้ำมันขนาดความจุ 7 ลิตรเป็นแหล่งพลังงาน ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและกระเดื่องทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ส่วนล้อจะเป็นล้อขนาด 12 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยางแบบกึ่งพร้อมขี่ได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น) ส่วนเรื่องการจำหน่ายยังไม่มีการระบุราคา แต่ราคาน่าจะไม่แรงมากแน่นอนเนื่องจากเป็นรถในพิกัดเริ่มต้นและไม่ได้มีอ็อปชันอะไรมาก ทว่าบ้านเรานั้นอาจจะไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XDV300 สกู๊ตเตอร์สายลุยจาก Lexmoto Lexmoto ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนแต่ทำตลาดที่อังกฤษ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการทำสองล้อสำหรับนักบิดมือใหม่ และครั้งนี้ทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ในแบบลุย ๆ หรือแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซีขึ้นมาภายใต้ชื่อทางการค้าว่า XDV300 ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์กระแสใหม่ที่ทางค่ายปีกนกได้สร้างขึ้นมา เทรนด์ใหม่อย่างแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นแสดงให้เห็นว่าสกู๊ตเตอร์นั้นไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และไปได้มากกว่าถนนดี ๆ หรือทางดำ มันยิ่งสร้างความน่าสนใจให้กับนักบิดหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้ไม่เพียงแต่ดูโฉบเฉี่ยว ยังดูบึกบึน ขณะเดียวกันก็ดูคุ้น ๆ ตาชอบกล (ฮา) อย่างไรก็ตามมันก็ดูเข้าท่าเข้าที่แถมยังมีฟังก์ชันที่โดดเด่นเหมาะกับเมืองหนาวหรือเวลาที่อากาศเย็น ๆ อย่างระบบอุ่นมืออีกด้วย และเพื่อเพิ่มความสบายของผู้ขับขี่ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวรถจะมาพร้อมชิลด์หน้าแบบปรับระดับได้ ทำให้สามารถปรับการโฟลว์และการป้องกันของลมจากด้านหน้าได้ตามความต้องการ ระบบไฟส่องสว่างของตัวรถเป็น LED เต็มระบบช่วยให้ทัศนวิสัยที่ดีและทำให้รถดูดีพรีเมียมยิ่งขึ้น และยังจะมาพร้อมกับเรือนไมล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย ส่วนในเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง เจ้าคันนี้มาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ให้กำลัง 25.5 แรงม้าที่ 8,250 รอบ เคลมท็อปสปีดมาที่ 128 กม./ชม. ขณะที่ในเรื่องของช่วงล่างจะได้ระบบกันสะเทือนทั้งระบบมาจาก KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นกัน ส่วนล้อจะเป็นขนาด 13 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยจะมาพร้อมกับยางแบบออลเทอร์เรนขนาด 110/70 และ 130/70 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ช่ องเก็บของหลากหลายที่ ไม่เพียงแต่ช่องเก็บของใต้เบาะหรือว่าที่ด้านหน้าคอนโซล ตัวรถยังมีกล่องข้างและกล่องท้ายมาให้ด้วย ทำให้เจ้าคันนี้เหมาะแก่การขับขี่ทางไกลออกทริปแบบหลาย ๆ วันอีกด้วย สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายนั้นค่าตัวในอังกฤษเริ่มต้นที่ 4,699 ปอนด์หรือราว ๆ 200,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับฟีเจอร์ของรถที่ให้มาเลย แต่ถ้ามาไทยราคาแบบนี้เกรงว่าจะขายยากไป อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อนี้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก