SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยและทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อฤดูกาลแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกประจำปีได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของฤดูกาล

Ducati Desmosedici GP19 รถแข่ง MotoGP รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Ducati ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการแข่งขัน MotoGP ปี 2019 ที่จะเปิดฉากเรซแรกในศึก QATAR GP ที่สนาม Losail International Circuit ในวันที่ 10 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง Ducati ได้เผยโฉม Desmosedici GP19 รถแข่งที่จะใช้ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาลปี 2019 ที่จะถึงนี้ จากภาพจะเห็นได้ว่าตัวรถมีการดีไซน์ที่เปลี่ยนไปพอสมควร รวมถึงสีที่เปลี่ยนมาใช้สีแดงเข้มทั้งคัน ( Desmosedici GP18 จะใช้สีแดงส้มตัดกับสีขาว ) เจ้า Ducati Desmosedici GP19 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1000 ซีซี แบบ V4 4 จังหวะ 16 วาล์วแบบ DOHC พร้อมด้วยชุดท่อไอเสียจาก Akrapovic ซึ่งทาง Ducati เคลมแรงม้าไว้ที่ 250 แรงม้า และสามารถทำความเร็ว Top Speed ได้มากกว่า 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างยังคงใช้เป็น Öhlins โดยโช้คหน้าเป็นแบบ Upside-down ขนาด 48 มม. โช้คหลัง Öhlins ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมกับระบบเบรคจาก Brembo และล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini อย่างที่เรารู้ๆกันว่ารถแข่ง MotoGP ของ Ducati นั้นขึ้นชื่อเรื่องความแรงและได้เปรียบในทางตรง ก็ต้องมาดูกันว่าเจ้า Ducati Desmosedici GP19 รุ่นใหม่นี้จะยังคงเอกลักษณ์และยังสามารถสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้เหมือนรุ่นก่อนหรือไม่ ต้องรอดูกันครับ รับชมข่าวสารอื่นๆของ Ducati คลิก ติดตามเราในแฟนเพจ คลิก

Marc Márquez นัดบิดไฟแรงสังกัดทีม Repsol Honda คว้าแชมป์คนแรกในศึก ThaiGP ไปได้สำเร็จ หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างเมามันส์กับ Dovizioso จนโค้งสุดท้าย เก็บแชมป์ MotoGP สนามที่ 15 ไปได้สำเร็จ โดยในช่วงแรกนั้นมีการสลับตำแหน่งกันอยู่หลายครั้ง โดยมีจังหวะพลาดอยู่หลายครั้ง ทำให้ Valentino Rossi และ Andrea Dovizioso แซงขึ้นไป แต่นักบิดเลือดสเปนก็ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่สามไว้อย่างเหนียวแน่น ทางด้าน Dani Pedrosa พลาดล้มไปในการแข่งขันรอบที่ 18 ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย ส่วน Maverick Viñales และ Valentino Rossi จบการแข่งขันในอันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ติดตามข่าวผ่าน Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้

Fabio Di Giannantonio ‘การแข่งขี่บุรีรัมย์แทบจะเริ่มจากศูนย์’ Fabio Di Giannantonio นักแข่งจากทีมของ ‘พ่อหมอ’ Pertamina Enduro VR46 Racing Team ออกมาเผยว่าเจ้าตัวนั้นเหมือนเริ่มจากศูนย์ในการแข่งขันนัดเปิดสนามที่ประเทศไทยกับการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 เพราะตัวเขาไม่ได้ลงซ้อมเนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บในรอบการซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่ประเทศมาเลเซีย ‘ดิเจีย’ ได้รับอาการบาดเจ็บตั้งแต่วันแรกของการทดสอบ MotoGP 2025 ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย โดยนักแข่งเจ้าของหมายเลข 49 ขี่ไปทั้งหมด 49 รอบและทำดีที่สุดเป็นอันดับ 7 ของการซ้อมในวันนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มระหว่างการซ้อมออกตัว ทำให้เขากระดูกไหปลาร้าหักแล้วต้องพักยาว แต่อย่างไรก็ตามนักบิดสัญชาติอิตาลีรายนี้จะกลับสู่การแข่งขันนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ในวันศุกร์นี้ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ตัวเขานั้นจะต้องผ่านการตรวจร่างกายจากแพทย์เสียก่อน “ผมดีใจมากที่ได้ขึ้นเครื่องบินไปสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ การพักฟื้นของผมเป็นไปได้ด้วยดี และตอนนี้ผมรู้สึกพร้อมแล้วกับการเริ่มต้นใหม่” จิอันนันโตนิโอพลาดการซ้อมสองวันสุดท้ายของการทดสอบที่สนามเซปัง และการทดสอบทั้งหมดที่สนามประเทศบุรีรัมย์ ส่งผลให้การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคนิคภายในทีมเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีเจ้าตัวเป็นส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เจ้าตัวก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใช้รถที่เป็นสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานที่ใช้ “ผมตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับทีม และได้เรียนรู้กับรถคันใหม่มากขึ้น ผมพร้อม และมีแรงกระตุ้นเต็มที่ แน่นอนว่าการแข่งขันนัดแรกในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาของการพัฒนา ผมจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และทำความเข้าใจในหลาย ๆ อย่าง” การแข่งขันสนามแรกอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน MotoGP ประจำฤดูกาล 2025 จะเริ่มเปิดฉากในศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ แฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Volonaut Airbike ยานบินสองล้อ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? ใครมันจะไปคิดไปฝันว่าซักวันนึงมันจะมียานพาหนะสองล้อที่สามารถบินได้เหมือนในภาพยนต์ Star Wars ในชีวิตจริงกันหล่ะครับ หรือนี่…เรามาถึงในยุคของอนาคตแล้วหรือไม่? ยังไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ ๆ ผู้ผลิตอย่าง Volonaut Airbike ได้ทำการเผยแพร่คลิปวิดีโอการสาธิตขับขี่เจ้ามอเตอร์ไซค์บินได้ หรือ Hover Bike รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถล่อนไปในอากาศได้อย่างอิสระ นี่ไม่ใช่เพียงภาพเหตุการณ์ในหนังที่คุณได้ชมเท่านั้น นี่คือรถซูเปอร์ไบค์ในฉบับเวอร์ชัน “บินได้” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นแบบโดยสารคนเดียวที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 200 กม/ชม. ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน ช่วยให้สามารถลอยตัวได้อัตโนมัติและควบคุมได้ง่ายแม้ผู้ขับขี่มือใหม่ ประกอบกับขาตั้งด้านล่างที่สามารถรองรับการยกตัวและลงจอดได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยทีมงานชุดเดียวกับที่เคยสร้างโดรนบินในรุ่นของ Jetson One มาแล้วนั่นเอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความโดดเด่นในลักษณะแตกต่างกันออกไปด้วยดีไซน์แบบเปลือย เปิดโล่งเสมือนมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว อีกทั้งยังมอบทัศนีภาพการมองเห็นแบบ 360 องศา ส่วนในเรื่องของโครงสร้างตัวรถรุ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง ให้คุณสมบัติความแข็งแรง ทนทานและน้ำหนักเบา เบากว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปถึง 7 เท่า และด้วยขนาดที่คล่องตัวกว่าโดรนบินทั่วไป จึงทำให้ยานบินลำนี้สามารถเดินทางในที่แคบ ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยโปรเจ็กต์นี้เพิ่งถูกเปิดเผยหลังจากอยู่ในช่วงพัฒนาแบบ “ลับสุดยอด” โดย Tomasz Patan นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการชาวโปแลนด์ คงมีความคืบหน้ามาอัปเดตให้เราชมเรื่อย ๆ ของจริงหรือ..ตัดต่อ? อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดกระแสการคาดเดาต่าง ๆ นานาว่า ในคลิปที่เผยแพร่ออกมาเป็นการทดสอบจริงหรือเป็นเพียงการตัดต่อเท่านั้น เพราะอย่างไรเทคโนโลยีการตัดต่อแนวนี้ก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน ประเด็นนี้จึงยังคงถกเถียงออกเป็นสองฝั่ง โดยมีข้อมูลโต้เถียงจากแหล่งข่าวนี้ คลิ๊กที่นี่ แต่แน่นอนการมีอะไรที่แปลกใหม่เกิดขึ้นคงเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมอย่างเรา ๆ ใช่หรือไม่ ? หากใครต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ทางเว็บไซค์โดยตรง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Jazz 2026 เตรียมเปิดตัวที่ จีนในช่วงต้นปี 2026 มาพร้อมกับหน้าตาที่ดุดันและตาตี่มากขึ้น ในส่วนของเข้าไทยไหมต้องรอติดตาม

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแบรนด์ระดับตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลีอย่าง Malaguti (มาลากูติ) สู่ท้องถนนเมืองไทย กับโมเดลใหม่ล่าสุด Madison 150 สกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมคลาส 150 ซีซี ที่ถ่ายทอด DNA ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าอารมณ์ กับค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสน! ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายดูล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยี Full LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD Display Dynamic Motion ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่ม มาพร้อมเครื่องยนต์ พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์วพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดจาก Bosch ระบายความร้อนด้วยนํ้า ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่จุได้ถึง 10 ลิตร ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้สะดวกไม่ต้องแวะเติมบ่อย ตัวรถใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังสปริงคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นฟีเจอร์สุดพรีเมียมกุญแจรีโมทกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ จะมีให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง Vibran Matt Red Satin, สีดำ Vengeance Night Black, สีขาว Emptiness Force White และ สีเขียว Mambas Matt Green Satin ที่มาพร้อมราคาค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 79,800 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งนี้สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมรับรถได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้! ที่ศูนย์ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยในขณะนี้กว่า 50 สาขา หรือ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางwww.malaguti.bike/th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V2 2022 ปรับสีใหม่ หล่อเข้ม เต็มขั้น เน็กเก็ดไบค์พิกัดกลาง เอ่อ กลางค่อนไปทางใหญ่ล่ะกันครับ (ยุคนี้ดันซีซีกันเหลือเกิน) จากค่ายแดง Ducati มีสีสันให้เลือกเพิ่มแล้ว หลังจากล่าสุดได้ทำการเผยโฉม Streetfighter V2 2022 ที่มาใหม่ในสีสันใหม่ เขียว Storm Green ที่บอกได้เลยว่าหล่อเข้มเต็มขั้นจริง ๆ สำหรับสีสันสุดหล่อนี้ทางฝ่ายออกแบบของทางค่ายหรือ Centro Stile Ducati เป็นผู้เลือกมา โดยให้เหตุผลว่ามันช่วยขับเน้นเส้นสายที่คมและคลีนของเจ้าสตรีทไฟเตอร์คันนี้ได้เป็นอย่างดี และยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยจะมาในเฉดสีเขียวเข้มแบบด้านพร้อมกับชิ้นส่วนกลไกลอื่น ๆ ในสีโครเมียมและทำผิวสัมผัสให้เป็นเม็ดเกรนเล็ก ๆ ละเอียด เพิ่มความเปรียบต่างให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจริง ๆ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักกับเจ้าคันนี้ดีมากนัก ก็จะขอบอกโดยสั้น ๆ ว่าส่วนอื่น ๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 955 ซีซี รองรับ Euro5 สามารถรีดกำลังได้สูงสุดที่ 153 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และทอร์คสูงสุดที่ 104.4 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับสปอร์ตไบค์พิกัดเดียวกันอย่าง Panigale นั่นเอง มีเพียงแต่อัตราทดเกียร์ที่แตกต่างกัน โดยจะมีสเตอร์หลังที่ฟันน้อยกว่าคือ 43 ฟัน ซึ่งเป็นการปรับให้ตอบโจทย์กับการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นก็จะมีโช้คหน้า Showa BPF แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ซึ่งปรับแต่งได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อ 5 ก้าน ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 ตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็มีมาให้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Road และ Wet) ปิดท้ายด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และยิ่งมีเฉดสีใหม่ที่ฉีกไปจากสีแดง สีขาว และสีดำแบบพิมพ์นิยมของทางค่ายแดงแล้วด้วย ยิ่งเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ งานนี้ดูคาทิสต้าต้องมีเสียเงินเพิ่มหรือไม่ก็ต้องมีคนกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซ ที่ Misano หลังเลือกใช้ Pirelli SCX สูตรพัฒนาใหม่ นับเป็นการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Pirelli ซึ่งก่อนจะเริ่มการแข่งขันในรอบ รอบ Pirelli Emilia-Romagna หรือการแข่งขันที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี ก็ได้มีการตระเตรียมยางใหม่เพิ่มอีก 2 สูตรใหม่ ซึ่งเป็นสูตรกำลังพัฒนานั่นเอง โดยยางหลัง 2 สูตรใหม่ ได้แก่ SCX (B0452) และ SCX (B0453) ต่างจาก SCX ธรรมดาในเรื่องของคอมปาวด์และโครงสร้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้ายางสองสูตรใหม่นี้มีคอมปาวด์เดียวกัน (แต่ต่างจากตัวมาตรฐานนะ) แต่ทั้งสองมีโครงสร้างต่างกัน และยางสูตรกำลังพัฒนาที่เป็นสูตรใหม่นี้ก็มีส่วนช่วยให้ Alvaro Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซที่สนามแห่งนี้ เริ่มด้วยการทำลายสถิติ นับตั้งแต่ปี 2009 Ducati ไม่เคยได้ตำแหน่งโพลที่สนามแห่งนี้เลย แต่ทว่าปีนี้ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) กลายเป็นคนที่ทำลายคำสาปนี้ลงพร้อมกับทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’33.328 นาที คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 5 ในชีวิตการเป็นนักแข่งของเขา โดยยางที่เขาเลือกใช้นั้นเป็นยาง SC1 สูตรกำลังพัฒนาที่ยางหน้า และยาง SCQ ยางเอ็กซ์ตราซอฟต์ในยางหลัง คว้าชัยในเรซแรก นักแข่งชาวสเปนผู้นี้ยังชนะเรซแรกด้วยการเลือกยางที่แตกต่างไปจากนักแข่งส่วนใหญ่ เลือกยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่รหัส B0453 แทน เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง Michael Rinaldi ขณะที่นักแข่งส่วนใหญ่รวมไปถึง Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea เลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรกำลังพัฒนา B0452 และนั่นก็ช่วยให้เขาคว้าชัยเหนือคู่แข่งที่เป็นทั้งแชมป์โลกคนปัจจุบันและแชมป์โลก 6 สมัย รั้งอันดับ 2 รอบซูเปอร์โพลเรซ สำหรับในรอบซูเปอร์โพลเรซ Bautista ยังคงเลือกใช้ SC1 สูตรกำลังพัฒนาในยางหน้าส่วนยางหลังก็ยังคงใช้ SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาเหมือนกับตอนเรซแรก และสามารถเข้าเส้นเป็นอันดับ 2 รองจากแชมป์โลกอย่าง Toprak เก็บชัยเพิ่มในเรซที่ 2 ปิดท้ายสุดสัปดาห์ที่น่าจดจำสำหรับ Bautista และ Ducati เขาเลือกใช้ยาง SC1 สูตรกำลังพัฒนาในยางหน้าและยังมั่นใจใช้ยาง SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาในยางหลัง และนั่นทำให้เขาสามารถคว้าชัยและหยุดความคาดหวังของ Razgatlioglu ที่หวังจะได้ชัยชนะในเรซนี้ไป ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของเพื่อนร่วมทีมชาวสเปนของเขา Michael Ruben Rinaldi จากการแข่งขัน WorldSBK สนามนี้เผยให้เห็นว่ายาง SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาที่เป็นสูตรใหม่นั้นตอบโจทย์การแข่งขันในสนามนี้ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงยางสูตรนุ่มพิเศษสำหรับรีดเวลาก็ยังคงตอบโจทย์และสามารถทำลายสถิติเวลาได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย นับได้ว่า Pirelli ทำการบ้านออกมาได้ดีสมกับเป็นผู้ซัพพอร์ตยางเพียงรายเดียวให้กับการแข่งขันรายการนี้ และแน่นอนว่าในอนาคตคุณเองก็อาจจะได้ลองใช้ยางที่ใช้ในสนามแข่งระดับโลกเหล่านี้ด้วยก็เป็นได้ Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak คว้าชัยแรกของปี ทว่า Bautista ซิวเพิ่มอีก 2 ที่ Misano ในศึก WSBK จบกันไปแล้วกับศึกรถโปรดักชันสุดมัน WorldSBK 2022 ที่สนาม Misano ประเทศอิตาลี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าบทความนี้เราก็จะไปสรุปผลการแข่งขันในแต่ละช่วงแต่ละรุ่นกันเช่นเคยครับ ไปลุยกันเลย สรุปรอบซูเปอร์โพล WorldSBK ในรอบควอลิฟายหรือซูเปอร์โพล Ducati ไม่เคยได้ตำแหน่งโพลที่สนาม Misano เลยสักครั้งนับตั้งแต่ปี 2009 แต่ในปีนี้ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) กลายเป็นคนที่ทำลายคำสาปนี้ลงพร้อมกับทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’33.328 นาที คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 5 ในชีวิตการเป็นนักแข่งของเขา ออกสตาร์ทเป็นคนแรกในเรซแรกของสนามนี้ นักแข่งชาวสเปนนั้นในทางตรงนั้นเร็วมากจริง ๆ แต่ทางด้าน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) เองก็ไม่ได้เอาแต่ดูเฉย ๆ กดเวลาจนสามารถออกสตาร์ทที่ตำแหน่งกริดที่ 2 และ 3 ได้ตามลำดับ โดยทั้งสามคนต่างก็เลือกใช้ยางหลัง SCQ ขณะที่ทางด้าน Bautista เลือกใช้ยางหน้า SC1 สูตรกำลังพัฒนาช่วยรีดเวลาจนถึงที่สุด WorldSSP ส่วนทางด้านการแข่งขันรุ่น WorldSSP นักแข่งชาวสวิส Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha) คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 3 ติดต่อกันแล้ว และถือเป็นครั้งที่ 7 ในการแข่งขันพิกัดนี้ และยังทำลายสถิติสนามที่ถูกสร้างไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วยเวลา 1’37.173 นาที ถัดจากเขาลงมาเป็นนักแข่งอิตาลี 4 คนรวด ได้แก่ Nicolò Bulega (Aruba.it Racing WorldSSP Team), Lorenzo Baldassarri (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team), Federico Caricasulo (Althea Racing) และ Yari Montella (Kawasaki Puccetti Racing) WorldSSP300 หลังจากกดเวลาดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบซ้อมอิสระช่วงที่ 2 ของวันศุกร์ นักบิดหนุ่มจากทัสคานี Matteo Vannucci ที่ควบรถแข่ง Yamaha YZF-R3 ภายใต้สังกัด AG Motorsport Italia Yamaha ทำลายสถิติอีกคน กลายเป็นนักแข่งชาวอิตาลีคนแรกในคลาสนนี้ที่สามารถคว้าตำแหน่งโพลในแทร็กบ้านเกิด ส่วนอันดับถัดลงมาเป็นของนักแข่งคาวาซากิสองคนที่ได้ออกสตาร์ทแถวหน้านั่นคือ Victor Steeman (MTM Kawasaki) และ Iñigo Iglesias (SMW Racing) สรุปการแข่งขันใน RACE 1 WorldSBK Race 1 (อุณหภูมิแทร็ก 53°C / อุณหภูมิอากาศ 26° C) เป็นสุดสัปดาห์ที่น่าจดจำสำหรับ Álvaro Bautista และดูคาติ หลังจากที่ทำลายสถิติเวลาสนามพร้อมทั้งคว้าตำแหน่งโพลมาได้ นักแข่งชาวสเปนผู้นี้ยังชนะเรซแรกด้วยการเลือกยางที่แตกต่างไปจากนักแข่งส่วนใหญ่ ขณะที่นักแข่งส่วนใหญ่รวมไปถึง Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea เลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรกำลังพัฒนา B0452 แต่เขากลับเลือกยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่รหัส B0453 แทน เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง Michael Rinaldi ยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่บนพื้นฐาน SCX ทั้งสองสูตรนั้นมีคอมปาวด์เดียวกันแต่ต่างกันที่โครงสร้าง ขณะที่ยางหน้านั้นก็เลือกต่างกัน โดย Bautista และ Rea ใช้ SC1 สูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ Razgatlioglu และ Rinaldi เลือกใช้ SC1 สูตรมาตรฐาน โดยรวมแล้วนักแข่ง 17 คนจาก 25 คนเลือกใช้ยาง

Vespa Elettrica Monaco Edition สำนักแต่งรถชื่อดังจากประเทศเยอรมนีอย่าง Mansory ที่ผลิตชุดแต่งระดับไฮเอนด์ออกมาใส่กับรถยนต์แบรนด์ดังมากมาย อาทิ Rolls-Royce Cullinan, Lamborghini Urus, Mercedes-AMG G-Class และ Bentley Bentayga โดยครั้งนี้สำนักแต่งรถชื่อดังได้นำรถจักยานยนต์เวสป้าที่เป็นโมเดลไฟฟ้าอย่าง Vespa Elettrica มาทำการปรับปรุงใหม่เป็น vespa elettrica Monaco Edition ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 99 คันทั่วโลกเท่านั้น โดยแนวคิดของ Mansory ที่นำ Vespa Elettrica มาใส่ชุดแต่ง มาจากแนวคิดที่ต้องการนำเสนอสกู๊ตเตอร์ที่เน้นความคล่องตัว มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้อารมณ์มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็แฝงไปด้วยความทันสมัย ซึ่ง Mansory เท่านั้นที่จะมอบให้ได้ เพื่อรถคันนี้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น Mansory จึงได้นำมาตกแต่งด้วยสีประจำชาติของโมนาโก ทำให้มีสีแดงและสีขาวที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว นอกจากนี้ รถเวสป้าคันนี้ยังใส่วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อีกมากมาย รวมถึงบังโคลนและแผงข้าง และสุดท้ายคือเบาะหนังเย็บไขว้พร้อมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ มากมายที่มีโลโก้ Mansory เพื่อเพิ่มความพรีเมียม และในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์เดิมจากทางเวสป้า มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ที่ติดตั้งไว้ด้านหลัง ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 70 กม./ชม. (45 ไมล์ต่อชั่วโมง) โหมดการขับขี่แบบ Eco และ Power สามารถเดินทางได้ไกลถึง 100 กม. (62 ไมล์) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 4.2 kWh สามารถชาร์จเต็มได้ภายใน 4 ชั่วโมงโดยใช้ปลั๊กไฟขนาด 220V แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการออกมาสำหรับเวสป้าในรุ่นพิเศษนี้ แต่ราคาของเจ้า Vespa Elettrica ในเวอร์ชันปกติ อยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 271,196 บาท และเมื่อรวมกับชุดแต่งของทาง Mansory ราคาอาจจะโดดไปที่ 9,500 ดอลล่าสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 322,064.25 บาท Vespa Elettrica Vespa Elettrica Mansory สำหรับชาวเวสปิสตี้ที่ชื่นชอบในการแต่งเจ้าเวสป้า แล้วอยากให้ดูมีความพรีเมียม ติดแกลมหน่อย ๆ ให้ชุดแต่งของ Mansory เป็นอีกหนึ่งทางเลือก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 BigScooter เทียบสเปค คันไหนคือที่สุด? หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกมากันอย่างหนาหูว่า Honda Forza 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ระดับเรือธงจากค่ายปีกนกกำลังจะนำมาถูกวางขายในประเทศไทยในปีนี้ ด้วยสเปค และราคาที่น่าสนใจ ศึก 2024 BigScooter ถ้าเข้าไทยมาจะต้องชนกับใครบ้าง ? ตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 750 ซีซี ที่วางขายในประเทศไทยก็มีตัวเลือกให้ผู้ขับขี่ได้เลือกสรรอยู่หลากหลายแบรนด์ อาทิ Honda X-ADV 750 ที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนร่วมห้อง หรือจะเป็นทาง TMAX 560 เพื่อนซี้ห้องข้าง ๆ หรือจะจากค่ายใบพัดอย่าง BMW C650 GT ถึงแม้มือหนึ่งจะไม่มีผลิตออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีในส่วนของรถมือสองให้ได้ขับขี่กัน หรือจะเป็น Suzuki Burgman 650 ที่มีศักยภาพไม่น้อยหน้า และ Italjet Dragster 700 น้องใหม่ในตลาดนี้ โดยในแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจ 2024 BigScooter หากต้องเลือกสักคัน เอาคันไหนดี? สำหรับรายละเอียดของรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 รุ่น สามารถเข้าไปอ่านได้ที่บทความเดิมก่อนหน้านี้ ซึ่งในบทความนี้จะเปรียบเทียบข้อมูลทางเทคนิคสำคัญที่ควรทราบเท่านั้น เรามาชมตารางเทียบสเปค Honda Forza 750 vs Yamaha TMAX 560 vs Honda X-ADV 750 vs BMW C650 GT vs Suzuki Burgman 650 vs Italjet Dragster 700 แต่ละรุ่นจะมีอะไรโดดเด่นบ้าง 2024 BigScooter Honda Forza 750 Yamaha TMAX 560 Honda X-ADV 750 BMW C650 GT Suzuki Burgman 650 Italjet Dragster 700 เครื่องยนต์ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 745 ซีซี 562 ซีซี 745 ซีซี 647 ซีซี 638 ซีซี 692 ซีซี แรงม้า 57.8 แรงม้าที่ 6,750 รอบ/นาที 47 แรงม้าที่ 7,500 รอบ/นาที 57.8 แรงม้า ที่ 6750 รอบ/นาที 60 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที 54 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที 68 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที แรงบิด 69 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ 55.7 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ 63 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ 61.78 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ 70 นิวตันเมตร ระบบวาล์ว SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ DOHC 4

F900GS และ F900GS Adventure สายลุยตัวจบของไซส์กลาง เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วจากทางฝากฝั่งยุโรปสำหรับสายลุยตัวจบไซส์กลาง BMW F900GS และ F900GS Adventure ที่ครั้งนี้เป็นการอัปเกรดขนานใหญ่ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักที่โมเดลใหม่นี้รีดออกไปมากถึง 14 กก. ซึ่งเป็นอะไรที่ดี ๆ มาก เวลาขับขี่ โดยเฉพาะกับสายลุยด้วยยิ่งดีมาก ๆ เข้าเรื่องกันเลย สำหรับดีไซน์นั้นโมเดลรหัส 900 นี้แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกมากนัก ที่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจะเป็นเรื่องของกราฟิก แต่จริง ๆ แล้วก็มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือถังน้ำมันพลาสติกที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ เพรียวบางและรับกับสรีระมากขึ้น รวมถึงเบามากขึ้นด้วย และจะมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลาย ๆ อย่างต่างจาก F800GS ให้มาในทางขับขี่เอ็นดูโร่ มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวรถเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดอยู่เหมือนกัน ทีนี้เรามาต่อกันเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนให้มีความจุมากขึ้น จากเดิม 2 สูบเรียงขนาด 853 ซีซี ก็ขยับเพิ่มมาเป็น 895 ซีซี ทำให้มีกำลังและแรงบิดเพิ่มมากขึ้น โดยแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันพลาสติกขนาด 14.5 ลิตรที่ดีไซน์มาใหม่ ช่วยให้ลดน้ำหนักจากส่วนนี้ไปได้มากถึง 4.5 กก. แถมมีปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic มาให้จากโรงงานเลยด้วย ขณะที่ช่วงล่างก็เป็นอีกจุดที่สำคัญมาก ๆ สำหรับสายลุย ตัวรถมีเฟรมแบบบริดจ์ที่ทำจากเหล็กกล้าเชื่อมเข้าด้วยกันและใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก พร้อมยึดซับเฟรมท้ายเข้าไว้ด้วย ทำให้ได้ท้ายที่สั้นและปราดเปรียว ส่วนเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับแต่งได้เช่นเดียวกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มคู่ ซึ่งในจุดนี้จะแตกต่างกับ 800 ตรงที่น้ำหนักสวิงอาร์มจะเบากว่าเล็กน้อยที่ 250 กรัม และระยะยุบของโช้คจะให้มีมากกว่า เนื่องจากเป็นโมเดลเน้นออฟโร้ดมากกว่านั้นเอง เรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS Pro ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ โดยใช้ยางขนาด 90/90-21 และ 150/70-R17 ตามลำดับ ซึ่งจะต่างกับตัว 800 ที่ให้มาเป็นล้อแม็ก ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ออนโร้ดมากกว่า ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีกันบ้าง ตัวรถแน่ ๆ ว่ามาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน ไฟหน้า LED เต็มระบบ ระบบอุ่นมือ ส่วนเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS Pro ที่กล่าวไปแล้วจะยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road รวมไปถึงระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ทีนี้มาเรื่องของเจ้า GSA ก็จะมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาจากโมเดลสแตนดาร์ด ให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลทัวริ่งมากยิ่งขึ้น มีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันจุได้มากขึ้นเป็น 23 ลิตร และมีอกล่างอลูมิเนียมเพิ่มเติมมาให้ และสุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย จะอยู่ที่เริ่มต้น 13750 ยูโร และ 14750 ยูโรตามลำดับ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ 523,000 บาท และ 561,000 บาท ตามลำดับ แต่ก็ต้องมารอดูราคาจำหน่ายในไทยกันอีกทีว่าจะบวกเพิ่มกันไปอีกเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Neander 1400 มอ’ไซค์ ดีเซลเทอร์โบ !? หากพูดถึง มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมาละก็ คงจะนึกกันไม่ออกใช่ไหมครับ ว่ามันจะเป็นรถประเภทไหน มีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันรถ 2 ล้อที่เราใช้ ส่วนใหญ่แทบจะ 100% ล้วนใช้น้ำมันเบนซินทั้งสิ้น ครั้งนี้ SuperBike Thailand ก็ขอหยิบจับโมเดลที่เหล่าไบค์เกอร์ทั่วโลกให้การยอมรับและขนานนามว่าเป็น “King of Diesel Motorcycle” อย่าง Neander 1400 ครูเซอร์พิกัด 1,400 ซีซี จากประเทศเยอรมัน และความพิเศษนอกจากรูปลักษณ์ตัวรถที่มาในสไตล์ครูเซอร์จิ๊กโก๋ ๆ แล้ว ไฮไลท์ก็อยู่ที่ขุมกำลังดีเซลเทอร์โบนี่แหล่ะครับ นับว่าเป็นรุ่นเก๋าแต่พละกำลังไม่น้อยเลยทีเดียว และด้วยตัวเครื่องยนต์ดีเซลที่มีน้ำหนักค่อนข้างพอตัว จึงมาพร้อมกับโครงสร้างที่แข็งแรง มีส่วนประกอบของเหล็กและอลูมิเนียมเพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถ รวมถึงการออกแบบที่ดูโดดเด่นในสไตล์รถครูเซอร์ ด้วยไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงวงรีขนาดใหญ่ปาดเว้าสวยงามแถมช่องอากาศด้านข้าง แฮนด์ยกสูงดีไซน์แบบเฉพาะตัว เบาะออกแบบเว้าระดับ พักเท้าตำแหน่งด้านหน้า เพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ให้ดูสมูทขึ้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนอื่น ๆ เช่น ซับเฟรมอลูมิเนียมปาดโค้งสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อกมาคู่กับจอดิจิทัล และอาร์มหลังที่ใช้เฟรมถักเป็นตัวยึด ทำงานร่วมกับโช้คช่วยซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี รวมถึงท่อไอเสียชุบโครเมียมออกแบบปลายท่อแบบคู่ ดูสง่าและลงตัวสมกับเป็นโมเดลครูเซอร์ชั้นดี สำหรับขุมพลังของเจ้า Neander 1400 ครูเซอร์ไซส์ใหญ่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเครื่องยนต์ Parallel-twin 2 สูบ ขนาด 1,430 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ มาพร้อมกระบอกสูบขนาด 108 x 78.2 มม. เสริมด้วยระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และปรับอัตราทดเหมือนกับโมเดลสายสปอร์ตอย่าง Aprilia RSV1000R รวมถึงให้กำลังอัดที่ 16:1 โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 113.5 แรงม้าที่ 4,200 รอบ มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 214 นิวตันเมตรที่ 2,600 รอบ รวมถึงฝาสูบเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับรถที่ BMW ใช้ในในการแข่งขัน Formula 2 ปี 1960 และเทอร์โบชาร์จเจอร์ ผลิตจาก Garrett ผู้ผลิตเทอร์โบชื่อดังในแถบอเมริกา แถมมากับความประหยัดด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันที่ 22.7 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร ต่อด้วยระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Pai oli โช้คเดี่ยว Ohlins ด้านหลัง พร้อมซับแทงค์ กับระบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาดเท่ากันที่ 300 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 ลูกสูบ ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมหน้า-หลัง 18 นิ้ว และยางขนาด 130/60 และ 240/40 ตามลำดับ ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องยนต์ และช่วงล่างมา มาพร้อมกับมิติที่มีขนาดยาว โดยมีความสูงเบาะที่ 648 มม. ระยะฐานล้อ 1,740 มม. รวม ๆ แล้วน้ำหนักตัวรถ 270 กก. ถือว่าเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย แต่สามารถทำท็อปสปีดได้มากกว่า 240 กม/ชม. ซึ่งเป็นพละกำลังที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ สำหรับครูเซอร์เครื่องดีเซลเทอร์โบรุ่นนี้อีกด้วย สำหรับราคาค่าตัวของเจ้า Neander 1,400 อยู่ที่ 85,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3 ล้านกว่าบาท นับว่าแพงหููฉี่กันเลยทีเดียว แต่อย่างว่าหล่ะครับ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ต้องใช้ต้นทุนวัสดุในการผลิตค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แล้วยิ่งเป็นระดับตำนานถึง King of Diesel Motorcycle มีไว้ประดับสักคัน ก็จะดีไม่น้อยเลยทีเดียว (แอดก็อยากได้เหมือนกัน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เก็บ 2 ชัย ที่ฝรั่งเศส คว้าแต้มสำคัญเพื่อต่อสิทธิ์ลุ้นแชมป์ การแข่งขัน WorldSBK 2023 สนามที่ 9 ที่ Nevers Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศสจบไปแล้ว โดย Toprak เก็บ 2 ชัย ในเรซแรกและในรอบซูเปอร์โพลเรซ ทำให้สามารถลดระยะห่างคะแนนกับแชมป์คนปัจจุบันอย่าง Alvaro Bautista เหลือเพียง 57 คะแนนแล้ว ที่สนามนี้เขาพลาดโพเดี้ยมในเรซแรกไป แต่ยังกลับมาคว้าชัยในเรซที่ 2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ Race 1 การแข่งขันในเรซแรกนั้นดีเลย์ออกไปเล็กน้อยและถูกปรับลดแล็ปให้เหลือเพียง 20 แล็ปจากปัญหาทางเทคนิค นักแข่งส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะออกสตาร์ทด้วยยางหน้า SC1 สูตรมาตรฐานและยางหลัง SCX สูตรมาตรฐาน ซึ่งในแถวหน้านั้นมีเพียงนักแข่งจาก Yamaha อย่าง Gardner และ Baldassarri และจาก Honda อย่าง Lecuona และ Soomer ที่เลือกยางหน้า SC0 ยังมี Michael Ruben Rinaldi and Danilo Petrucci (Barni Spark Racing Team) ที่เลือกยางหลังสูตรกำลังพัฒนา SCX B0800 ในยางหลัง การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยที่ Bautista อยู่หัวแถวได้ไม่นาน แล้วหลังจากนั้นกลายเป็นการดวลกันระหว่าง Rinaldi กับ Razgatlioğlu กระทั่งในแล็ปที่ 15 เป็นฝั่งหนุ่มตุรกีที่สามารถขึ้นนำได้และรักษาตำแหน่งไว้ได้จนจบการแข่งขัน โดยที่ Rinaldi และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) เข้าเส้นเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ Superpole Race นักแข่งทุกคนเลือกที่จะใช้ยางหลังสูตรนุ่มพิเศษสูตรกำลังพัฒนาอย่าง SCQ C0004 มาใช้เป็นยางหลังเหมือนกับตอนที่ควอลิฟายก่อนที่จะแข่งเรซแรก ส่วนยางหน้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่จะใช้ SC1 สูตรมาตรฐาน มีเพียง Lecuona, Soomer, Ray และ Konig ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC0 การแข่งในรอบนี้เกิดเหตุขึ้นในแล็ปที่ 5 เนื่องจาก Álvaro Bautista และ Michael Ruben Rinaldi (Aruba.it Racing – Ducati) กระทบกันเองจนฝ่ายหลังออกจากการแข่งไป ผลประโยชน์เลยไปตกกับ Toprak ที่ขึ้นนำเดี่ยวจนจบเข้าเส้น และมี Bautista และ Rea เข้าเส้นเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ Race 2 การแข่งขันในเรซนี้ นักแข่งยังคงไว้ใจเลือกยางหลัง SCX เช่นเดิม ส่วนยางหน้าก็ SC1 สูตรมาตรฐานก็เป็นหลักเช่นเรซแรก เริ่มไปได้ 5 แล็ปก็มีธงแดงสะบัดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุที่โค้ง 5 โดยมีผู้ประสบเหตุ 2 คน คือ Dominique Aegerter (Yamaha) และ Scott Redding (BMW) และเมื่อการแข่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้งการแข่งขันก็เหลือเพียง 17 แล็ปเท่านั้น และ Lecuona (Honda) ก็หันไปเปลี่ยนยางหน้ามาใช้ SC1 แทน ส่วน Bautista ออกตัวได้เร็วและแรง จนจบการแข่งขันด้วยการคว้าชัย ส่วนโพเดียมที่เหลือเป็นการแย่งกันระหว่าง Razgatlioğlu และ Rea โดยผลที่ออกมาคือ Razgatlioğlu เข้าเส้นได้ก่อน Toprak เก็บ 2 ชัย ที่ฝรั่งเศส ทำให้ยังมีรักษาระยะห่างของแต้มตารางคะแนนรวมกับแชมป์โลกไว้ได้ สนามหน้าสนามที่ 10 จะไปต่อกันที่สนาม Aragon ประเทศสเปนในช่วงวันที่ 22 – 24 กันยายนนี้ ติดตามชมตามเชียร์นักแข่งคนโปรดกันต่อได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่