SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
BMW WSBK 2025 เปิดทีมแข่ง พร้อมล่าแชมป์โลก

BMW WSBK 2025 เปิดทีมแข่ง พร้อมล่าแชมป์โลก มาดูข่าวคราวของฝั่งรถโปรดักท์ชันกันบ้าง ล่าสุดทาง ROKiT BMW WSBK 2025 ทีมแข่งจากค่ายใบพัดสีฟ้า จัดอีเว้นต์สุดพิเศษแก่เหล่าสาวกแฟน ๆ ทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวทีมแข่งเวิร์ลซูเปอร์ไบค์ปี 2025 พร้อมกับม้าศึกเวอร์ชันใหม่อย่าง BMW M1000RR ที่จะใช้ลงทำการแข่งขันในปีนี้ รถคันใหม่ คนขี่หน้าเดิม เพิ่มเติมคือแชมป์โลก พร้อมด้วยนักบิดระดับหัวแถวอย่าง Michael Van der Mark และแชมป์โลกชาวตุรกีคนปัจจุบัน Toprak Razgatlioglu ที่พึ่งรักษาอาการบาดบริเวณเจ็บนิ้วชี้ข้างขวา หลังจากการลงซ้อมทางฝุ่นไปเมื่อไม่นานมานี้ โทปรัค กับตัวแข่งหมายเลข 1 โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวแข่งฉลามขาวอย่าง M1000RR เวอร์ชันใหม่ของโทปรัคพร้อมเปลี่ยนนัมเบอร์ประจำตัวมาใช้เป็นหมายเลข “1” ซึ่งเป็นลักกี้นัมเบอร์นำโชคของแชมป์โลกนั่นเอง “ปกติแล้วผมจะไม่ใช้หมายเลข 1 แต่ผมทำเพื่อ BMW นี่เป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของทีม, พวกเราทำงานกันหนักมากและตอนนี้พวกเราคือแชมป์!!”   “ผมรู้สึกว่าตัวรถยึดเกาะดีขึ้นแต่มันก็ไม่ได้แตกต่างมากนัก แต่ด้วยแฟริ่งใหม่เลยรู้สึกว่าตัวรถน่าจะคล่องตัวขึ้น ถือเป็นการพัฒนาที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว” Michael Van der Mark กับความท้าทายครั้งใหม่ สำหรับคู่หูทีมเมทอย่าง Michael Van der Mark ก็พร้อมคัมแบคครั้งใหม่ด้วยความตื่นเต้น หลังจากคว้าอันดับที่ 6 รวมถึงโพเดี้ยมอันดับ 1 ในการแข่งขันที่ฝรั่งเศส โพเดี้ยมอันดับ 3 ที่สเปน  “เรามีโมเมนตัมที่ดีเมื่อปีที่ผ่านมา และสามารถจบฤดูกาลด้วยชัยชนะ ซึ่ง ณ ตอนนี้ด้วยรถใหม่และดีขึ้น เราควรสร้างตำแหน่งที่ดีในตั้งแต่ต้น” “ผมมีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น และแน่นอนว่าที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์นั้นแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าเราแข็งแกร่งกว่าปีที่แล้วแน่นอน ต้องติดตามรอดูครับ” นอกเหนือดังกล่าว มีข่าวดีสำหรับทางค่ายแจ้งมาว่า สมรรถนะของตัวแข่งอย่าง M1000RR จะถูกถ่ายทอดลงสู่รุ่นเวอร์ชันใช้งานบนท้องถนน ทั้งในส่วนการปรับปรุงกำลังเพิ่มขึ้นถึง 6 แรงม้า แอโรไดนามิกออกแบบใหม่ แฟริ่งใหม่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเพิ่มศักยภาพในการปรับปรุงเพิ่มเติมได้อีก โดยสนามแรกของการแข่งขันจะจัดขึ้นวันที่ 21 – 23 ก.พ. 68 ที่ฟิลิปส์ ไอซ์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ใครที่เป็นแฟน ๆ โมโตราดหรือนักบิดแชมป์โลกชาวตุรกี สามารถติดตามรับชมได้ทุก ๆ ช่องทาง  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP

มันสุดมาก ! Martinator เผยความรู้สึกถึงรถ RS-GP Martinator หรือ  Jorge Martin แชมป์ MotoGP คนล่าสุดที่ได้เปิดตัวในฐานะนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีมโรงงาน Aprilia Racing เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวครั้งนี้ได้เปิดตัวพร้อมกับทีมเมทคนใหม่อย่าง ‘มาร์โก้ เบซเซคคี’ ที่ย้ายมาจากทีม VR46  โดย ‘มาร์ติเนเตอร์’ ได้ออกมาเผยความรู้สึกของเจ้าตัวกับรถแข่ง RS-GP ที่เจ้าตัวได้ลองทำการขี่ทดสอบแล้วในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า “ตอนที่ผมขึ้นขี่รถครั้งแรก ผมยอมรับว่าผมไม่รู้จะคาดหวังอะไรแต่ผมก็เปิดใจกับรถคันนี้ไปก่อน แต่เมื่อได้ลองขี่ความรู้สึกของรถคันนี้ที่มอบให้ผม ผมรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่านี่คือรถที่ดีที่สุดที่ผมเคยขี่มา มันมีความรู้สึกสุดยอดจริง ๆ” “ในการขับขี่ช่วงแรกผมขี่ค่อนข้างช้า อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาได้บ้าง และหลังจากการทดสอบผมก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ที่เกิดกับตัวผมมันอาจจะไม่ใช่สำหรับปัญหาของเอสปากาโร่ หรือบีญาเลส แต่ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวในช่วงแรกมันยังไม่มั่นคงเท่ารถ Ducati แต่เรา และทีมช่างก็เริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างจนทุกอย่างเริ่มมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น” อีกทั้งทีมโรงงาน Aprilia ยังให้สองนักแข่งใหม่อย่างฆอร์เก้ มาร์ติน และมาร์โก เบซเซคคี่ ได้ทำการทดลองขี่รถในโมเดลปี 2024 รวมถึงรถโมเดลต้นแบบในปี 2025 ด้วย   “พวกเรา (มาร์ติน และเบซเซคคี่) ได้ทดลองขี่รถต้นแบบที่จะใช้ในโมเดล 2025 ซึ่งผมว่ามันดีมาก เช่น ชุดแฟริ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตัวรถโดยรวม มันเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2024 ในเรื่องของแรงยึดเกาะ (traction) ผมยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผมต้องปรับตัวเข้ากับรถ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของตัวรถเอง” โดยหลังจากที่ได้ทำการลงทดสอบตัวสำหรับใช้แข่งในโมเดล 2025 เจ้าของแชมป์โลกคนล่าสุดยังออกมายอมรับว่า ตัวเขานั้นยังต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การขับขี่ของเขา เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของรถ RS-GP “ผมรู้สึกว่ารถแข่งนั้นดีมากและมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ผมต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าจะต้องเร่งตรงไหน เก็บเวลาได้จากจุดใด หรือควรขี่ช้าลงตรงจุดไหน ในการทดสอบที่บาร์เซโลนา ผมขี่เหมือนยังใช้ Ducati อยู่ ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การขี่ของผมเยอะมาก” “ผมคิดว่ารถคันนี้ดีมากจริง ๆ ผมแค่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เท่านั้นเอง ผมคิดว่าเราสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” ฆอร์เก้ มาร์ติน จะลงทดสอบตัวแข่งอีกครั้งในการทดสอบรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เทียบสเปค Honda ADV350 vs Zontes 368G ปี 2025 คันไหนคุ้มสุด ?

ศึกสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ 2025! เทียบหมัดต่อหมัด Honda ADV350 vs Zontes 368G ค่ายปีกนกที่มั่นคง หรือค่ายน้องใหม่ที่ออปชั่นล้นคัน? เช็กสเปคและราคาล่าสุดเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด

Yamaha XMAX 300 Tech MAX+ จอแบบใหม่ มีชิลด์ไฟฟ้า

Yamaha XMAX 300 Tech MAX+ จอแบบใหม่ มีชิลด์ไฟฟ้า เวลาที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วกับสปอร์ตสกูตเตอร์จากตระกูล MAX ซี่รี่ย์ รุ่นชูโรงตัวแรงขายดีจากทางค่ายส้อมเสียงอย่าง Yamaha XMAX 300 Tech MAX+ เปิดตัวมาพร้อมการอัปเดตฟังก์ชันใหม่ในหลาย ๆ จุด เพื่อเติมเต็มสมรรถนะการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัด จอสี TFT + LCD แสดงผลฟังก์ชันแบบ Dual Display ประเดิมไอเท็มชิ้นแรกด้วยหน้าจอสี TFT ขนาด 4.2 ติดตั้งมาใหม่ และจอดิจิทัล LCD ขนาด 2.8 นิ้ว ที่พร้อมแสดงผลแบบดูโอ้ดิสเพลย์ สามารถคอนเน็คกับระบบเนวิเกชันหรือระบบนำทาง ผ่านแอพ Garmin StreetCross รวมถึงรับสายโทรศัพท์ ข้อความ ฟังเพลงและระบบอื่น ๆ ผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนด้วยแอพ MyRide มีโหมดหน้าจอให้เลือกตามการใช้งานอย่างเต็มระบบ รองรับการขับขี่ใช้งานอย่างเต็มพิกัด ชิลด์ปรับไฟฟ้า ระบบอุ่นมือ พัฒนามาอีกขั้น ด้วยวินชิลด์ด้านหน้าแผ่นใหญ่ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า (ระยะ 95 มม. โดยไม่ต้องปรับทีละระดับ) ลดภาระการปรับด้วยมือแถมเสี่ยงอาการบาดเจ็บจากการโดนแผ่นชิลด์บาดนิ้วอีกด้วย นับเป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นมาจากเจ็นก่อน ๆ แถมยังดูมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบHeat Grip หรืออุ่นมือและอุ่นเบาะสำหรับขับขี่หน้าหนาว แฮนด์ปรับระดับได้ตามความถนัดของผู้ขับขี่ (คาดว่าติดตั้งมาให้สำหรับจำหน่ายในโซนยุโรป บ้านเราคงไม่ใช้) ใครที่เป็นสาวก XMAX รุ่นนี้ ต้องไม่พลาด !! ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์กับไฟหน้า X Shaped และยังคงให้ความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ด้วยลักษณะการดีไซน์ของ Shaped ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” เติมเต็มอะดรีนาลีนของความสปอร์ตเต็มพิกัด พร้อมทรวดทรงดีไซน์ที่ได้รับการออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่อย่าง TMAX มาใส่ไว้ในรุ่นนี้ ซึ่งโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Dual LED Headlights พร้อมสปอยเลอร์ด้านหน้า ไฟท้าย บอดี้ดีไซน์แบบโฉบเฉี่ยว สัดส่วนการออกแบบ Grgonomics หรือสรีศาสตร์การขับขี่นั้นให้ความสะดวกสบาย เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เบาะออกแบบ 2 ระดับเพื่อการใช้งานที่สะดวกของผู้ขับขี่และผู้ซ้อน มีพื้นที่ใต้เบาะขนาดใหญ่สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ถึง 2 ใบ และพักเท้าแบบ 2 ระดับ  เครื่องยนต์ Blue Core 300 ซีซี ผ่าน Euro5+ ให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่ยอดเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์แบบสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ยังคงพละกำลังเดิมที่ 28 แรงม้าที่ 7,250 รอบ พร้อมแรงบิด 29 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ ใช้ระบบจุดระเบิด TCI ขับเคลื่อนด้วยชุดชามรัดมาด้วยสายพาน V-Belt พ่วงมาพร้อมถังน้ำมัน 13.2 ลิตรและยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย Euro5+ มาให้อีกด้วย ระบบช่วงล่าง สำหรับรุ่นนี้ใช้ระบบช่วงล่างเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังสปริงคู่ ใส่จานดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 267 มม. ดิสก์หลัง 246 มม. มีขนาดไซส์ล้อและยางที่ 120/70-15 และ 140/70-14 ซึ่งมีน้ำหนักสุทธิอยู่ที่ 183 กก. เทคโนโลยี & ฟังก์ชันใช้งาน ในเรื่องของเทคโนโลยี ที่เห็นเด่นได้ชัดก็คือ จอสีที่พัฒนามาใหม่ ชิลด์ไฟฟ้า ช่องชาร์จไฟ USB-C ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องเก็บของใต้เบาะ ระบบไฟ Full LED ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกระทันหัน ระบบแทร็คชันคอนโทรล ABS Dual Channel Ceramic Grey Dark Magma นับว่าเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ จุดโดยเฉพาะชิลด์หน้าเพื่อรองรับการใช้งานที่สะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนฟังก์ชันอื่น ๆ คงมีให้ใช้งานแบบคุ้นเคย ด้วยเปิดตัวมาทั้งหมด 2 สีได้แก่ Ceramic Grey และ Dark Magma เปิดราคาต่างประเทศที่ 7,250 ยูโร หรือราว ๆ 2.5 แสนบาท คิดว่ามาไทยชัวร์ ๆ ส่วนราคาคาดการณ์ประมาณ 2 แสนต้น ๆ

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท

Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท   ล่าสุดทาง บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่แรงและโดดเด่นมากกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยดีไซน์ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว และสีสันที่ดุดัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากการแข่งขันระดับโลก   ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ของทางค่ายอาพริเลียนี้พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคัน มีดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามและการใช้งานได้จริง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างแบบ 3 โคมและเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยเป็นระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ ซึ่งมีไฟเลี้ยวบิลด์อินภายในไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไม่มีไฟเลี้ยวแยกออกมาให้เกะกะขัดตา ทั้งยังใส่เทคโนโลยีระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันเข้าไปอีกด้วย และยังมีระบบไฟส่องสว่างในโค้งอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังมีการออกแบบแฟริ่งในแบบที่เรียกว่าดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่งแบบสองชั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แฟริ่งที่ว่านี้ยังช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ดีและยังช่วยตัดลมปะทะที่จะเกิดขึ้นผู้ขับขี่ได้ดีอีกด้วย ในเรื่องของตำแหน่งท่านั่งดีไซน์ก็มีการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการยศาสตร์ โดยมีตำแหน่งสามเหลี่ยมสมมติของความสัมพันธ์กันระหว่าง เบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์มาอย่างลงตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องงอเข่ามากเกินไป สามารถขับขี่ทางไกลได้สบาย แต่ก็ให้ท่านั่งที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและกระชับทุกการขับขี่ โดยจะมีถังน้ำมันขนาดกะทัดรัดแต่ก็จุได้มากถึง 15 ลิตร ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ขาหนีบถังช่วยคอนโทรลรถได้ดีอีกด้วย มาที่ส่วนด้านท้ายกันบ้างทางค่ายออกแบบดีไซน์ให้ท่อไอเสียนั้นอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่องยนต์เพื่อสร้างสมดุลน้ำหนักตัวรถช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ดี รวมถึงส่งผลดีต่อความร้อนที่จะกวนใจนักบิดและค้นซ้อนน้อยลงมาก และยังจะทำให้สามารถวางตำแหน่งพักเท้าคนซ้อนได้ต่ำลงทำให้คนซ้อน พิเศษอีกเล็กน้อยที่เป็นเรื่องของความใส่ใจทางค่ายยังได้ออกแบบให้รถสามารถถอดกระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อนและที่ยึดป้ายทะเบียนออกได้อย่างง่ายดายเพื่อให้สามารถลงขับขี่ในสนามแบบเรซซิ่งได้ดีอีกด้วยนะเออ เปลี่ยนจากเรื่องของดีไซน์มาที่ขุมพลังกันบ้าง สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ โดย 80% ของแรงบิดสามารถเรียกใช้งานได้ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 4,000 รอบเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณค่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของตัวรถที่เบาเพียง 183 กก.แล้ว ถือว่าทำได้ดีเป็นระดับหัวแถวของคลาสเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมไปถึงระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อมแม็ปปิ้งอีกหลายแม็ปให้เลือกใช้งานอีกด้วย มาถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถเลือกใช้แชสซีที่ออกแบบใหม่โดยคำนึงถึงความเพรียวเป็นหลัก เฟรมและสวิงอาร์มนั้นทำจากกอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปเพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง โดยเฟรมจะเป็นเฟรม Twin Lateral Beams ยึดเข้ากับคอรถ โดยใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักตัวรถรวมถึงยึดกับสวิงอาร์ม ทำให้รถมีน้ำหนักเบา และมีขนาดกะทัดรัด ขณะที่สวิงอาร์มแบบโมโนบล็อกออกแบบมาพิเศษเป็นแบบไม่สมมาตรเพื่อให้ได้การยึดเกาะที่ดีและน้ำหนักเบารวมไปถึงสามารถติดตั้งโช้คหลังเข้าไปได้โดยตรงไม่ต้องพึ่งพากระเดื่องอีกด้วย สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง KYB สามารถปรับแต่งรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มีแท็งน้ำมันแยก โดยระบบสายเบรกทั้งหมดจะเป็นสายถักมาให้เลย แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ ABS มาให้อีกด้วย และส่วนที่สำคัญอย่างเรื่องของยาง ทางค่ายจัดยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ขนาด 120/70 ZR 17 และ 180/55 ZR 17 หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งใช้งานได้ดีมาก ๆ ทั้งบนถนนและในสนาม   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกมาก ที่ทำงานบนพื้นฐานของหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเอ็นจิ้นแม็พ ซึ่งจะช่วยให้เรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยในเรื่องของการขับขี่ในด้านของความสะดวกสบาย เช่น ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ หน้าจอแสดงผลสี TFT ที่อ่านค่าได้ง่ายพร้อมไฟแบ็กไลท์อัตโนมัติ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางและการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย อ้อ ตัวรถยังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมที่มีน้ำหนักเบามากอีกด้วยนะ โหมดการขับขี่ 5 โหมด โดยแบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ได้แก่  Commute สำหรับขับขี่ในทุกวัน, Dynamic สำหรับการขับขี่ที่สนุกและเร้าใจ และ Individual ที่ให้เราสามารถปรับเองได้ และอีก 2 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามได้แก่ Challenge สำหรับขับขี่ในสนามโดยเฉพาะ และ Time Attack ที่ช่วยให้ปรับค่าระบบต่าง ๆ ได้เต็มที่ให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณมากที่สุด สุดท้ายนี้ Aprilia RS 660

CFMoto 250 CL-X

CFMoto 250 CL-X โมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กเลือดมังกรฟ้า CFMoto 250 CL-X คือโมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กคันล่าสุดของทางค่าย ที่ถือว่ามีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ใช่น้อย โดยใช้ดีไซน์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ที่พิกัด 700 ซีซี โดยจะมีสไตล์ในแบบของโมเดิร์นเรโทรคือเส้นสายที่กลม ๆ มน ๆ นั่นเอง  จุดเด่นของมันคือไฟหน้าทรงกลมแบบคลาสสิกล้อมกรอบด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปตัวเอ็กซ์ โดยระบบไฟทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล มีการออกแบบถังน้ำมันให้ได้สัดส่วนเหมาะสมได้รูปได้ทรง มีเบาะนั่งแบบ 2 ระดับ ทั้งนี้ตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ดไบค์พิกัดเดียวกันกับของทางค่ายอย่าง 250NK นั่นเอง ทั้งนี้โมเดลใหม่นี้เปิดตัวจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ในตอนนี้ ซึ่งตัวรถจะมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 28 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.7 นิวตันเมตร ทั้งยังมีไรดิ้งโหมดและสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวรถมีอีกหลายจุดที่แตกต่างออกไป เช่น เรื่องของท่านั่งขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยจะมีท่านั่งที่ตั้งตรงมากกว่ารถในตระกูล NK ที่มีท่านั่งในแบบโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและ ทั้งนี้ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นโมเดลนี้ในพิกัดที่ใหญ่ขึ้นเป็น 300 ซีซีก็ได้ เพราะทางค่ายมีโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง 300SR ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 292 ซีซีอยู่ อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายไม่ได้ระบุเรื่องของราคาวางจำหน่าย แต่มีตัวโมเดลนี้มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในเอเชีย โดยน่าจะเป็นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยนั้นคงต้องลุ้นพอตัวเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Leoncino 800 Trail 2022

Benelli Leoncino 800 Trail 2022 หล่อก็ดี ลุยก็พอไหว Benelli Leoncino 800 Trail 2022 เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจจากทางเบเนลลี่ค่ายรถสิงโตยกขาข้างนึงนะไม่ใช่ยกขาข้างขวด มันคือเทรลไบค์สุดเท่ตามแบบฉบับโมเดิร์นคลาสสิคของทางค่าย ในเรื่องของดีไซน์นั้น ตัวรถมีรายละเอียดที่สวยงามแบบมินิมอลลงตัวตลอดทั้งคัน ตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมแฟริ่งทรงสูงด้านบนไฟหน้า บังโคลนหน้าพร้อมสิงโตยกขาเท่ ๆ อีก 1 ตัว ท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูง ออกแบบเฉพาะโมเดลนี้ โดยจะมาพร้อมกับเพลตนัมเบอร์และแผ่นกันความร้อนที่ด้านข้าง ให้ภาพลักษณ์ดุดันแบบรถแข่งแรลลี่ ถังน้ำมันเองก็เส้นสายที่ดูกำยำมาพร้อมการ์ดถังที่บรรจงทำขึ้นมาเป็นพิเศษสวยงามไม่เหมือนใคร และยังมีโลโก้ของทางค่าย ชื่อรุ่นและลายกราฟิกที่ดูสวยงามลงตัว ตัวรถใช้หน้าจอสี TFT ที่ให้ภาพลักษณ์สมกับเป็นรถแบบโมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์คลาสสิก ในส่วนของขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่าย 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซีที่อยู่ในตัวรถออกแบบมาให้พร้อมลุยกับเส้นทางแบบออฟโร้ด โดยจะมีเฟรมเป็นเฟรมแบบเฟรมถักเสริมด้วยเพลตโลหะเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายการันตีมาว่าจะช่วยให้ขับขี่ควบคุมได้ง่ายและแม่นยำ ระบบกันสะเทือนของรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ มาถึงเรื่องของล้อกันบ้างครับ ล้อหน้าจะเป็นล้อขนาด 19 นิ้วส่วนล้อหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยจะเป็นล้อซี่ลวดแบบทูบเลส ซึ่งก็จะช่วยให้ลุยได้ประมาณนึง ไม่ได้มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นรถเทรลไบค์ที่หล่อ หน้าตาดีทีเดียว ลุยได้นิดหน่อย น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบการผจญภัยอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่จะมาจำหน่ายในไทยหรือไม่ก็ต้องลุ้นกันดูครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally Edition 2022

Tenere 700 Rally Edition 2022 ต่างจากโมเดลปกติอย่างไร เรามีคำตอบ สำหรับเจ้า T7 สายลุยตัวกลั่นระดับกลางจากทางยามาฮ่า หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าคันนี้มีความดีงามขนาดไหน ทางเราเองก็เคยรีวิวและทดสอบเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน แน่นอนเมื่อเข้าปี 2022 ทางยามาฮ่าเองก็ได้รุกตลาดต่อด้วยการเพิ่มสีสันใหม่เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้รแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีมโรงงาน และสีดำ Midnight Black สำหรับคนชอบความดาร์ค โดยจะมาในเฉดสีดำทั้งคันรวมไปถึงล้อสีดำอีกด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอทาง Yamaha ยังได้สารต่อโมเดลพิเศษอย่าง Tenere 700 Rally Edition 2022 อีกด้วย หลาย ๆ ท่านน่าจะจำได้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะมาในเฉดสีฟ้าและเหลืองพร้อมลายยามาฮ่าสปีดบล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งดาการ์ในอดีต แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาวและแดงพร้อมลายกราฟิกสปีดบล็อก บวกกับของแต่งแท้ตรงรุ่นจากทาง Yamaha และของแต่งตรงรุ่นจากแบรนด์ระดับโลกอีกหลายชิ้น เพื่อให้โดดเด่นแตกต่าง และลุยไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ถามว่าโมเดลพิเศษใหม่นี้ใช้ตัวรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า T7 ตัวสแตนดาร์ดที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 689 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 72.4 แรงม้าที่ แรงบิดสูงถึง 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบแล้ว วางบนเฟรมแบบเปลคู่ มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ KYB ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คหลังพร้อมกระเดื่องที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และยังมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมหน้า 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ รัดมาด้วยยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally และส่วนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีดังนี้   เบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นแรลลี่ ใช้วัสดุสองแบบ ทำสีแดงและดำ พร้อมโลโก้ยามาฮ่า และความสูงที่ 895 พิเศษ ท่อ Akrapovic แบบสลิปออนพร้อมแผ่นกันความร้อนแบบคาร์บอน แฮนด์บาร์ทำสีดำ ปลอกแฮนด์แบบออฟโร้ด ช่วยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องเจอฝุ่นหรือโคลน การ์ดท้องเครื่องพิเศษทำจากอลูมิเนียมหนา 4 ม.ม. พร้อมจุดยึดกล่องเครื่องมือ ไฟเลี้ยว LED แผ่นกริพถัง ผิวสัมผัสยางเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นเวลายืนขับขี่ การ์ดโซ่ทำจากอลูมิเนียม การ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียม ล้อสีทอง และนี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับ เจ้า T7 โมเดลใหม่และโมเดลพิเศษสำหรับปีนี้ครับ งานนี้ใครอยากได้สีสันใหม่ ๆ หรือรุ่นพิเศษสุดเท่แล้วล่ะก็อย่าลืมกำเงินรอได้เลยครับผม มีลุ้นวางขายไทยในปีนี้แน่นอนครับผม อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท

Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท   ล่าสุดทาง บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่แรงและโดดเด่นมากกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยดีไซน์ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว และสีสันที่ดุดัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากการแข่งขันระดับโลก   ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ของทางค่ายอาพริเลียนี้พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคัน มีดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามและการใช้งานได้จริง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างแบบ 3 โคมและเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยเป็นระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ ซึ่งมีไฟเลี้ยวบิลด์อินภายในไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไม่มีไฟเลี้ยวแยกออกมาให้เกะกะขัดตา ทั้งยังใส่เทคโนโลยีระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันเข้าไปอีกด้วย และยังมีระบบไฟส่องสว่างในโค้งอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังมีการออกแบบแฟริ่งในแบบที่เรียกว่าดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่งแบบสองชั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แฟริ่งที่ว่านี้ยังช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ดีและยังช่วยตัดลมปะทะที่จะเกิดขึ้นผู้ขับขี่ได้ดีอีกด้วย ในเรื่องของตำแหน่งท่านั่งดีไซน์ก็มีการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการยศาสตร์ โดยมีตำแหน่งสามเหลี่ยมสมมติของความสัมพันธ์กันระหว่าง เบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์มาอย่างลงตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องงอเข่ามากเกินไป สามารถขับขี่ทางไกลได้สบาย แต่ก็ให้ท่านั่งที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและกระชับทุกการขับขี่ โดยจะมีถังน้ำมันขนาดกะทัดรัดแต่ก็จุได้มากถึง 15 ลิตร ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ขาหนีบถังช่วยคอนโทรลรถได้ดีอีกด้วย มาที่ส่วนด้านท้ายกันบ้างทางค่ายออกแบบดีไซน์ให้ท่อไอเสียนั้นอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่องยนต์เพื่อสร้างสมดุลน้ำหนักตัวรถช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ดี รวมถึงส่งผลดีต่อความร้อนที่จะกวนใจนักบิดและค้นซ้อนน้อยลงมาก และยังจะทำให้สามารถวางตำแหน่งพักเท้าคนซ้อนได้ต่ำลงทำให้คนซ้อน พิเศษอีกเล็กน้อยที่เป็นเรื่องของความใส่ใจทางค่ายยังได้ออกแบบให้รถสามารถถอดกระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อนและที่ยึดป้ายทะเบียนออกได้อย่างง่ายดายเพื่อให้สามารถลงขับขี่ในสนามแบบเรซซิ่งได้ดีอีกด้วยนะเออ เปลี่ยนจากเรื่องของดีไซน์มาที่ขุมพลังกันบ้าง สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ โดย 80% ของแรงบิดสามารถเรียกใช้งานได้ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 4,000 รอบเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณค่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของตัวรถที่เบาเพียง 183 กก.แล้ว ถือว่าทำได้ดีเป็นระดับหัวแถวของคลาสเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมไปถึงระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อมแม็ปปิ้งอีกหลายแม็ปให้เลือกใช้งานอีกด้วย มาถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถเลือกใช้แชสซีที่ออกแบบใหม่โดยคำนึงถึงความเพรียวเป็นหลัก เฟรมและสวิงอาร์มนั้นทำจากกอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปเพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง โดยเฟรมจะเป็นเฟรม Twin Lateral Beams ยึดเข้ากับคอรถ โดยใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักตัวรถรวมถึงยึดกับสวิงอาร์ม ทำให้รถมีน้ำหนักเบา และมีขนาดกะทัดรัด ขณะที่สวิงอาร์มแบบโมโนบล็อกออกแบบมาพิเศษเป็นแบบไม่สมมาตรเพื่อให้ได้การยึดเกาะที่ดีและน้ำหนักเบารวมไปถึงสามารถติดตั้งโช้คหลังเข้าไปได้โดยตรงไม่ต้องพึ่งพากระเดื่องอีกด้วย สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง KYB สามารถปรับแต่งรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มีแท็งน้ำมันแยก โดยระบบสายเบรกทั้งหมดจะเป็นสายถักมาให้เลย แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ ABS มาให้อีกด้วย และส่วนที่สำคัญอย่างเรื่องของยาง ทางค่ายจัดยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ขนาด 120/70 ZR 17 และ 180/55 ZR 17 หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งใช้งานได้ดีมาก ๆ ทั้งบนถนนและในสนาม   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกมาก ที่ทำงานบนพื้นฐานของหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเอ็นจิ้นแม็พ ซึ่งจะช่วยให้เรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยในเรื่องของการขับขี่ในด้านของความสะดวกสบาย เช่น ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ หน้าจอแสดงผลสี TFT ที่อ่านค่าได้ง่ายพร้อมไฟแบ็กไลท์อัตโนมัติ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางและการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย อ้อ ตัวรถยังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมที่มีน้ำหนักเบามากอีกด้วยนะ โหมดการขับขี่ 5 โหมด โดยแบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ได้แก่  Commute สำหรับขับขี่ในทุกวัน, Dynamic สำหรับการขับขี่ที่สนุกและเร้าใจ และ Individual ที่ให้เราสามารถปรับเองได้ และอีก 2 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามได้แก่ Challenge สำหรับขับขี่ในสนามโดยเฉพาะ และ Time Attack ที่ช่วยให้ปรับค่าระบบต่าง ๆ ได้เต็มที่ให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณมากที่สุด สุดท้ายนี้ Aprilia RS 660

26 January 2022
CFMoto 250 CL-X

CFMoto 250 CL-X โมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กเลือดมังกรฟ้า CFMoto 250 CL-X คือโมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กคันล่าสุดของทางค่าย ที่ถือว่ามีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ใช่น้อย โดยใช้ดีไซน์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ที่พิกัด 700 ซีซี โดยจะมีสไตล์ในแบบของโมเดิร์นเรโทรคือเส้นสายที่กลม ๆ มน ๆ นั่นเอง  จุดเด่นของมันคือไฟหน้าทรงกลมแบบคลาสสิกล้อมกรอบด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปตัวเอ็กซ์ โดยระบบไฟทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล มีการออกแบบถังน้ำมันให้ได้สัดส่วนเหมาะสมได้รูปได้ทรง มีเบาะนั่งแบบ 2 ระดับ ทั้งนี้ตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ดไบค์พิกัดเดียวกันกับของทางค่ายอย่าง 250NK นั่นเอง ทั้งนี้โมเดลใหม่นี้เปิดตัวจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ในตอนนี้ ซึ่งตัวรถจะมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 28 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.7 นิวตันเมตร ทั้งยังมีไรดิ้งโหมดและสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวรถมีอีกหลายจุดที่แตกต่างออกไป เช่น เรื่องของท่านั่งขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยจะมีท่านั่งที่ตั้งตรงมากกว่ารถในตระกูล NK ที่มีท่านั่งในแบบโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและ ทั้งนี้ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นโมเดลนี้ในพิกัดที่ใหญ่ขึ้นเป็น 300 ซีซีก็ได้ เพราะทางค่ายมีโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง 300SR ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 292 ซีซีอยู่ อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายไม่ได้ระบุเรื่องของราคาวางจำหน่าย แต่มีตัวโมเดลนี้มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในเอเชีย โดยน่าจะเป็นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยนั้นคงต้องลุ้นพอตัวเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

26 January 2022
Benelli Leoncino 800 Trail 2022

Benelli Leoncino 800 Trail 2022 หล่อก็ดี ลุยก็พอไหว Benelli Leoncino 800 Trail 2022 เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจจากทางเบเนลลี่ค่ายรถสิงโตยกขาข้างนึงนะไม่ใช่ยกขาข้างขวด มันคือเทรลไบค์สุดเท่ตามแบบฉบับโมเดิร์นคลาสสิคของทางค่าย ในเรื่องของดีไซน์นั้น ตัวรถมีรายละเอียดที่สวยงามแบบมินิมอลลงตัวตลอดทั้งคัน ตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมแฟริ่งทรงสูงด้านบนไฟหน้า บังโคลนหน้าพร้อมสิงโตยกขาเท่ ๆ อีก 1 ตัว ท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูง ออกแบบเฉพาะโมเดลนี้ โดยจะมาพร้อมกับเพลตนัมเบอร์และแผ่นกันความร้อนที่ด้านข้าง ให้ภาพลักษณ์ดุดันแบบรถแข่งแรลลี่ ถังน้ำมันเองก็เส้นสายที่ดูกำยำมาพร้อมการ์ดถังที่บรรจงทำขึ้นมาเป็นพิเศษสวยงามไม่เหมือนใคร และยังมีโลโก้ของทางค่าย ชื่อรุ่นและลายกราฟิกที่ดูสวยงามลงตัว ตัวรถใช้หน้าจอสี TFT ที่ให้ภาพลักษณ์สมกับเป็นรถแบบโมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์คลาสสิก ในส่วนของขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่าย 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซีที่อยู่ในตัวรถออกแบบมาให้พร้อมลุยกับเส้นทางแบบออฟโร้ด โดยจะมีเฟรมเป็นเฟรมแบบเฟรมถักเสริมด้วยเพลตโลหะเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายการันตีมาว่าจะช่วยให้ขับขี่ควบคุมได้ง่ายและแม่นยำ ระบบกันสะเทือนของรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ มาถึงเรื่องของล้อกันบ้างครับ ล้อหน้าจะเป็นล้อขนาด 19 นิ้วส่วนล้อหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยจะเป็นล้อซี่ลวดแบบทูบเลส ซึ่งก็จะช่วยให้ลุยได้ประมาณนึง ไม่ได้มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นรถเทรลไบค์ที่หล่อ หน้าตาดีทีเดียว ลุยได้นิดหน่อย น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบการผจญภัยอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่จะมาจำหน่ายในไทยหรือไม่ก็ต้องลุ้นกันดูครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

17 January 2022
Tenere 700 Rally Edition 2022

Tenere 700 Rally Edition 2022 ต่างจากโมเดลปกติอย่างไร เรามีคำตอบ สำหรับเจ้า T7 สายลุยตัวกลั่นระดับกลางจากทางยามาฮ่า หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าคันนี้มีความดีงามขนาดไหน ทางเราเองก็เคยรีวิวและทดสอบเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน แน่นอนเมื่อเข้าปี 2022 ทางยามาฮ่าเองก็ได้รุกตลาดต่อด้วยการเพิ่มสีสันใหม่เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้รแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีมโรงงาน และสีดำ Midnight Black สำหรับคนชอบความดาร์ค โดยจะมาในเฉดสีดำทั้งคันรวมไปถึงล้อสีดำอีกด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอทาง Yamaha ยังได้สารต่อโมเดลพิเศษอย่าง Tenere 700 Rally Edition 2022 อีกด้วย หลาย ๆ ท่านน่าจะจำได้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะมาในเฉดสีฟ้าและเหลืองพร้อมลายยามาฮ่าสปีดบล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งดาการ์ในอดีต แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาวและแดงพร้อมลายกราฟิกสปีดบล็อก บวกกับของแต่งแท้ตรงรุ่นจากทาง Yamaha และของแต่งตรงรุ่นจากแบรนด์ระดับโลกอีกหลายชิ้น เพื่อให้โดดเด่นแตกต่าง และลุยไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ถามว่าโมเดลพิเศษใหม่นี้ใช้ตัวรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า T7 ตัวสแตนดาร์ดที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 689 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 72.4 แรงม้าที่ แรงบิดสูงถึง 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบแล้ว วางบนเฟรมแบบเปลคู่ มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ KYB ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คหลังพร้อมกระเดื่องที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และยังมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมหน้า 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ รัดมาด้วยยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally และส่วนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีดังนี้   เบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นแรลลี่ ใช้วัสดุสองแบบ ทำสีแดงและดำ พร้อมโลโก้ยามาฮ่า และความสูงที่ 895 พิเศษ ท่อ Akrapovic แบบสลิปออนพร้อมแผ่นกันความร้อนแบบคาร์บอน แฮนด์บาร์ทำสีดำ ปลอกแฮนด์แบบออฟโร้ด ช่วยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องเจอฝุ่นหรือโคลน การ์ดท้องเครื่องพิเศษทำจากอลูมิเนียมหนา 4 ม.ม. พร้อมจุดยึดกล่องเครื่องมือ ไฟเลี้ยว LED แผ่นกริพถัง ผิวสัมผัสยางเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นเวลายืนขับขี่ การ์ดโซ่ทำจากอลูมิเนียม การ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียม ล้อสีทอง และนี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับ เจ้า T7 โมเดลใหม่และโมเดลพิเศษสำหรับปีนี้ครับ งานนี้ใครอยากได้สีสันใหม่ ๆ หรือรุ่นพิเศษสุดเท่แล้วล่ะก็อย่าลืมกำเงินรอได้เลยครับผม มีลุ้นวางขายไทยในปีนี้แน่นอนครับผม อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 January 2022
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02

D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion กันอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเปิดตัว EVA-01 โซ่ซีรี่ส์ “ZVM-X” ที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับแฟน ๆ อนิเมะ โดยออกแบบใหม่ตั้งแต่กล่อง ไปจนถึงตัวโซ่ที่มีสีม่วงและเขียวซึ่งเป็นสีประจำตัวของหุ่น EVA01 ไป มาครั้งนี้ จะมาในโทนสีแดงและส้มของหุ่น EVA02 ซึ่งเป็นหุ่นเอวานเกเลี่ยนอีกตัวนึงจากในอนิเมะเรื่องเดียวกันนี้ สำหรับโซ่รุ่นพิเศษเป็นโซ่ที่ทาง D.I.D ได้ร่วมมือกันกับทาง EVA Racing ชุดที่ 2 นี้ อบด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Evangelion Unit 02 มาพร้อมมีโลโก้ EVA Racing และยิงเลเซอร์ “EVAR” และ “NERV” บนเพลต และหมุดชุบเงิน พร้อมทั้งยังได้รับสติกเกอร์ Limited D.I.D x EVA Racing ทุกกล่องอีกด้วย โดยโซ่พิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานโซ่ในตระกูล ZVM-X ที่สามารถรองรับอัตราเร่ง แรงบิดและแรงม้าที่สูง ๆ ได้ และมาพร้อมเทคโนโลยี X-Ring สิทธิบัตรเฉพาะของ D.I.D ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมัน (ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของโซ่) และลดการสูญเสียกำลังได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สุดท้ายนี้จะมีให้เลือก  3 ขนาดคือ 520, 525 และ 530 โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 26,004 เยน และมีจำกัดเพียง 2,000 ชุดเท่านั้น นักสะสม และแฟน ๆ อนิเมะ “Evangelion” ที่ชื่นชอบบิ๊กไบค์สามารถติดตามรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://didmc.com/ ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 May 2024
Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษ ลายลุง Max

Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษ ลายลุง Max     เปิดตัวกันไปแล้วในช่วงระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่ Austin ประเทศอเมริกา กับ Aprilia RSV4 Factory SE-09 SBK รุ่นพิเศษฉลองชัยครั้งแรกในศึก WSBK ภายใต้ชื่อ RSV4 จนนับเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตครั้งสำคัญของค่ายสามตาอะพริเลียนั่นเอง   เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2009 ลุง Max Biaggi ที่ลงทำการแข่งขันในศึก WorldSBK ที่สนาม Brno สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกกับรถ RSV4 ซึ่งในเวลานั้นเองไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่นั่นเป็นบทแรกของเรื่องราวเรื่องนึงที่เป็นตำนานต่อมาในภายหลัง มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของโมเดลที่มีชัยชนะมากที่สุด ทำให้รถภายใต้ชื่อนี้มีประวัติการคว้าแชมป์โลกมามากถึง 7 สมัย จากนักแข่ง 3 คน คว้าชัยไปรวมกันมากถึง 44 ครั้งกับอีก 102 โพเดียม   และเพื่อเฉลิมฉลองวันอันน่าจดจำดังกล่าว จึงได้นำชุดสีสุดไอคอนิกในตอนนั้นมาไว้ในโมเดลใหม่ทั้งในตัวซูเปอร์ไบค์และเน็กเก็ดไบค์ระดับเรือธงของทางค่าย และเพิ่มแรมแอร์เบรกคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปพร้อมกับบังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปเพิ่มความพิเศษ ตลอดไปจนถึงการรันตัวเลขไม่ซ้ำกันบนถังน้ำมันอีกด้วย   นอกจากนี้ยังมี Tuono V4 Factory SE-09 ที่เป็นสปอร์ตเน็กเก็ตแฝดคนละฝาด้วย แต่ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องสเปกยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมาไทยนั้นก็คงยากหน่อย หรือถ้ามาได้ล่ะก็ราคาก็คงไม่เบาอีกเช่นกัน  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

13 May 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม

รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม สวัสดีแฟน ๆ ซูเปอร์ไบค์ทุกท่าน ในวันนี้ เราก็ได้มีโอกาสมา รีวิว CBR250RR SP 2023 กันในงาน Honda Mini Track 2023 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี กับการขับขี่ทดสอบทั้ง 2 วัน เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าครับว่า โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอะไรบ้าง เดี๋ยวไปชมกัน ก่อนที่จะไปพูดในเรื่องของ Performance นั้น เรามาดูในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color พร้อมลายกราฟิกบนแฟริ่งออกแบบมาใหม่ เพิ่มลูกเล่นเส้นลายให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น อักษรโลโก้แบรนด์ด้านข้างมีการปรับขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนไฟหน้าจะถูกบิวอิ้นเข้าไปในแฟริ่งแยกส่วนกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ คงความหล่อไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย  ไล่ขึ้นมาในส่วนแผงคอจะพบกับเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แฮนด์จับโช้ค ประกับฝั่งซ้ายจะมีสวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน ปุ่มสัญญาณแตรรถและปุ่มปรับโหมดการขับขี่ของตัวรถ ส่วนประกับฝั่งขวา มีสวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง เบาะนั่ง 2 ชิ้น ไฟท้าย LED ทรงสปอร์ต ปลายท่อคู่ โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่งให้ตัวรถดูขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องลมด้านข้างเพิ่มความแอโรไดนามิก เบาะผู้ขับขี่ออกแบบ 2 ชิ้น พร้อมเบาะหลังเสริมช่องลม ไฟท้ายแบบ LED แยกกับไฟเลี้ยว ดูลงตัว สวยงาม รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายคู่โดดเด่นในสไตล์รถสปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ควิกชิฟเตอร์ ในด้านเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบเรียง 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปรับจูนเครื่องยนต์มาใหม่เพิ่มแรงม้าจากเดิม 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ควบคู่กับแรงบิดสูงสุดที่ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ เสริมด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง เพิ่มความสมูทในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และแน่นอนยังมาพร้อมกับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดอาการรถกระตุกในขณะเชนเกียร์ลงอีกด้วย อีกทั้งเครื่องยนต์ยังตอบสนองความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า วัดแรงบิดหรือวัดองศาการเปิดคันเร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นโมเดลพิกัด 250 ซีซีที่นำเทคโนโลยีของรถสปอร์ตรุ่นใหญ่มาใช้ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ โช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP โช้คอัพหลังแบบเดี่ยว สามารถตั้งค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ระบบเบรก ABS มั่นใจ เบรกหนึบ ปั๊มเบรก Nissin ทั้งล้อหน้าและหลัง สำหรับระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับจาก Showa พร้อมปรับเปลี่ยนไส้โช้คมาใหม่ ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว สามารถเซ็ทค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ทำงานควบคู่กับสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้า-หลัง มาพร้อมระบบเบรก ABS ประกบจานด้วยปั๊มเบรกจาก Nissin พร้อมล้อแม็กขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน  ในด้านเทคโนโลยีของเจ้าซีบีอาร์ รหัส RR รุ่นนี้ นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทั้ง ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ คันเร่งไฟฟ้าและระบบเบรก ABS โมเดลรุ่นนี้ ยังติดหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล Full LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมดทั้ง Comfort, Sport, Sport+ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้แบบเต็มพิกัด  สมรรถนะดีที่สุด ในพิกัด 250 ซีซี  ส่วนตัวก็ได้มีโอกาสมาลองจับเจ้า CBR250RR SP 2023 นำมารีวิวและทดสอบในสนามแข่ง ที่แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันที่ได้ลองทดสอบขับขี่แล้ว ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ เริ่มจากท่านั่งการขับขี่ โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 176 ซม. พอนั่งคร่อมตัวรถรู้สึกว่ารถไม่ได้สูงมากจนเกินไป สามารถเหยียดขาได้เต็มเท้าได้ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมองว่าผู้ขับขี่ที่มีความสูงประมาณ 165 ซม.ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้ด้วยครับ ระยะแฮนด์ให้มาพอดี ไม่กว้างมาก ท่านั่งขับขี่สไตล์รถสปอร์ต ต่อมาเมื่อลองนั่งขับขี่แล้ว เข่าจะงอประมาณนึง ตำแหน่งที่พักเท้าเยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อย

Tenere 700 World Rally

Tenere 700 World Rally ทัวริ่งสายลุยตัวสุดคันใหม่ของยามาฮ่า เปิดตัว Tenere 700 World Rally ร่างสุดยอดของทัวริ่งสายลุยขนาดกลางจากยามาฮ่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันที่โหดหินที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally ซึ่งนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1979 ที่ยามาฮ่าชนะรายการนี้เป็นครั้งแรก และในปี 1983 ที่โมเดลเทเนเร่ดั้งเดิมได้เริ่มเป็นที่จดจำด้วยการเป็นรถที่มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ แชสซีที่ทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของยามาฮ่าที่เปิดโอกาสให้สาวกได้ผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งทีมแข่งของทางยามาฮ่า ทางซีอีโอยามาฮ่ามอเตอร์ฝรั่งเศส Jean Claude Olivier ต่างก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันน่าทึ่งของ Stephane Peterhansel ตำนานสิงห์ทะเลทราย 6 สมัยและรถแข่งของเขา จึงได้ถือกำเนิดโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องให้แก่ตำนานในครั้งนี้ กลายเป็นโมเดลที่ผสมผสานกันระหว่างสายเลือดรถแข่งในอดีตเข้ากับสมรรถนะในแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ดีไซน์ของเจ้าเวิลด์แรลลี่คันนี้โดดเด่นด้วยสีสันแบบเดียวกับรถแข่งดาการ์ของ Stéphane Peterhansel สังกัดทีมโรงงานยามาฮ่าเมื่อปี 1993 เลย คือมาในสีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสายสีชมพูสะท้อนแสง และลายกราฟิกสีเงิน ส่วนเรื่องของสเปกที่ปรับเปลี่ยนไปก็จะเป็นไปในแนวทางของการขับขี่แบบแรลลี่เต็มระบบ โดยตัวรถจะอัปเกรดมาใช้ถังน้ำมันคู่แบบยึดติดด้านข้างมีขนาด 23 ลิตรเพื่อรองรับการเดินทางไกล โดยมีจุดยึดถังน้ำมันที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำลง เสริมพละกำลังและสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยปลายท่อจาก Akrapovic น้ำหนักเบาพร้อมสุ้มเสียงเร้าใจ ทั้งนี้ยังอัปเกรดระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สเปกสูงขึ้น โช้คด้านหน้าหัวกลับสีดำปรับแต่งได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ โดยจะมีขนาด 43 ม.ม.ระยะยุบ 230 ม.ม. เนหลังเองก็จะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ทำงานร่วมกับกระเดื่องให้ระยะยุบ 220 ม.ม. นอกจากนี้ยังให้กันสะบัดจาก Ohlins ปรับความหนืดได้ 18 ระดับติดรถมาเลย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับ ก็จะมีเบาะนั่งราบแบบ 2 ชิ้นพร้อมโลโก้ประจำรุ่น ซึ่งเบาะราบจะช่วยให้เปลี่ยนท่วงท่าขับขี่ได้ง่าย หรือจะถอดชิ้นหลังเพื่อขนสัมภาระก็สะดวก สุดท้ายเป็นเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พิเศษมาก ๆ ของตัวนี้คือระบบเบรก ABS ที่ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด โหมด 1 จะทำงานเต็มระบบ โหมด 2 จะทำงานที่ล้อหน้า ปิดล้อหลัง ส่วนโหมด 3 จะปิดทั้งสองล้อเพื่อการขับขี่แบบลุย ๆ เต็มพิกัด งานนี้สายลุยที่ชอบเดินทางไกลเก็บเงินรอกันได้เลย ราคาแพงกว่าตัวทั่วไปอยู่พอสมควรแน่นอน แต่ต้องแย่งชิงกันหน่อยนะคาดว่าจะมีเข้าไทยไม่มากนักแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4CR

Norton V4CR คาเฟ่เรซเซอร์ตัวแรงจากอังกฤษ   ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 นอร์ตันมอเตอร์ไซเคิลเคยเผยโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์ที่มีชื่อว่า Norton V4CR มาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันดังกล่าวได้เข้าสู่ไลน์การผลิตจริงเรียบร้อยแล้ว แถมคันจริงก็แทบจะไม่ต่างจากรถคอนเซ็ปต์คันนั้นเลย จนเรียกได้ว่าคุณต้องจ้องสังเกตหาจุดต่างเหมือนเล่นเกมจับผิดภาพกันเลยทีเดียว สำหรับเจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันนี้แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นคาเฟ่เรซเซอร์แต่ดีไซน์ที่เห็นกลับออกมาในสไตล์ของโมเดิร์นคลาสสิกซะมากกว่า เพราะมันไม่ได้มีโม่งมาให้ แต่มีลักษณะของไฟ LED ทรงกลมแบบคลาสสิกและชิลด์ขนาดเล็กด้านบน มีความดุดันจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ พาร์ทสีดำ ช่องแรมแอร์ที่โผล่มาด้านข้าง และตัวรถที่เผยให้เฟรมอย่างชัดเจน แต่มีความสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คกับท่านั่งแบบต้องก้ม เบาะนั่งคนเดียวและท้ายสั้นตูดมด มาว่ากันเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง แน่นอนว่าหัวใจหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์มาจากโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายนั่นเอง โดยจะเป็นแบบ 4 สูบวี 72 องศา ขนาด 1200 ซีซี ที่รีดแรงม้าออกมาได้ 185 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ถ่ายถอดสู่ล้อหลังด้วยเกียร์ 6 สปีด สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า และอาศัยแหล่งพลังงานจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตร ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถใช้แชสซีอลูมิเนียมท่อกลมเชื่อมด้วยมือและปัดเงา มีระบบกันสะเทือนหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins TTXGP ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ตัวรถยังมีกันสะบัดจากทาง Ohlins มาให้ด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอน BST หรือจะเลือกล้อฟอร์จอลูมิเนียม OZ Racing ก็ได้ โดยจะมียางขนาด 120/70-17 และ 200/55-17 หน้าหลังตามลำดับ มาต่อกันที่เทคโนโลยีที่ในตัวรถกันบ้าง ด้านหน้าตัวรถมีหน้าจอสีขนาด 6 นิ้วปรับความสว่างอัตโนมัติ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Wet, Road และ Sport มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมระบบออโต้บลิปเปอร์ ระบบแทร็คชันคอนโทรลร่วมกับระบบ IMU ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ปิดท้ายด้วยระบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายอย่างระบบกุญแจคีย์เลส สุดท้ายเรื่องของราคาจำหน่ายซึ่งก็จะมีราคาป้ายห้อยอยู่ที่ 41,999 ปอนด์หรือราว ๆ 1.86 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ด้วยวัสดุราคาแพงที่มีอยู่ในรถมากมายนั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!