SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

BYD ยักษ์ EV สะเทือนกริด F1! กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีรายงานว่าค่ายรถไฟฟ้าจีนเตรียมท้าชนค่ายระดับตำนานอย่าง Ferrari และ McLaren ในปี 2026

ดาวรุ่งหน้าใหม่แห่งทีม Petronas Yamaha SRT อย่าง Fabio Quartararo ทำเวลาได้ดีที่สุดในการซ้อมวันแรกของศึก CzechGP 2019 แถมยังสามารถทำเวลาได้เร็วกว่าเด็กระเบิด Marc Marquez ในเศษเสี้ยววินาทีอีกด้วย โดยผลของ 2019 CzechGP FP2 มีดังนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสาร MotoGP เพิ่มเติม คลิกทีนี้

เนื่องด้วยเมื่อวานนี้นั้นเป็นวันเกิดของ Nicky Hayden #69 อดีตนักบิดสนามศึก MotoGP ผู้ล่วงลับไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2017 หลังประสบอุบัติเหตุรถชนขณะที่เขากำลังปั่นจักรยานอยู่ วันนี้เราจึงจะมาไว้อาลัยให้แก่เขากันครับ โดย Nicky Hayden นั้นเคยเป็นนักแข่งของทีม Repsol Honda มาก่อนก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับทีม Red Bull Honda ในรายการแข่งขัน Superbike World Championship แทนการแข่งขัน MotoGP ก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุโดนรถชนขณะที่กำลังขี่จักรยานซ้อมอยู่ด้วยวัยเพียง 35 ปี ทางเราขอแสดงความเสียใจแก่ Nicky Hayden และครอบครัวอีกครั้ง หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับชาวสองล้ออย่างเราๆ ครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารบน Facebook คลิกทีนี้

2025 ArgentineGP แทร็กคมล้มกระจาย ทำความรู้จักสนาม Termas de Río Hondo ในรายการ 2025 ArgentineGP การแข่งขัน Gran Premio YPF Energía de Argentina เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่อยู่ในปฏิทินการแข่งขัน MotoGP จัดขึ้นที่ Autódromo Termas de Río Hondo ในเมือง Termas de Río Hondo เมืองซานติอาโก เดล เอสเตโร ประเทศอาร์เจนตินา ข้อมูลสนาม 2025 ArgentineGP ที่ตั้ง: เมือง Termas de Río Hondo, ประเทศอาร์เจนตินา เปิดใช้งาน: ปี 2008 เริ่มใช้กับ MotoGP: ปี 2014 ความยาวสนาม: 4.806 กิโลเมตร (2.986 ไมล์) จำนวนโค้ง: 14 โค้ง (ซ้าย 5 โค้ง, ขวา 9 โค้ง) ทางตรงยาวที่สุด: 1.076 กิโลเมตร ความกว้างสนาม: 16 เมตร สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่เร็วและมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะโค้งความเร็วสูงและทางตรงยาวที่ช่วยให้รถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ ความท้าทายของสนาม การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม สนามตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง และอาจมีฝนตก ส่งผลต่อการเลือกยางและกลยุทธ์การแข่งขัน 2. สภาพแทร็กที่แตกต่างกันในแต่ละปี เนื่องจากสนามไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยนัก การจับยึดของยางและสภาพพื้นผิวอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงสุดสัปดาห์การแข่งขัน 3. โค้งยาวและทางตรงยาว นักแข่งต้องมีความสมดุลระหว่างความเร็วและการควบคุมรถ โดยเฉพาะในโค้งที่ต้องเบรกหนักและเร่งออกจากโค้ง สถิติใน MotoGP เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 1:37.683 นาที โดย Marc Márquez (Honda) ปี 2014 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 1:39.019 นาที โดย Valentino Rossi (Yamaha) ปี 2015 ผู้ชนะล่าสุด (2023): Marco Bezzecchi (Ducati – Mooney VR46 Racing Team) สถิติใน Moto2 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:42.472 นาที โดย Alonso Lopez ปี 2023 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:42.829 นาที โดย Celestino Vietti ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tony Arbolino) จากทีม Elf Marc VDS Racing Team สถิติใน Moto3 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:48.429 นาที โดย Sergio Garcia ปี 2022 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:48.834 นาที โดย Andrea Migno ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tatsuki Suzuki) จากทีม Leopard Racing และในปี 2024 Argentine Republic Grand Prix ไม่สามารถจัดการแข่งขันได้เนี่ยจาก วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา และปัญหาทางด้านสปอนเซอร์และงบประมาณ

ฮอนด้า ตอนนี้กำลังมุ่งพัฒนาตัวแข่งของทางค่ายอย่าง RC213V ซึ่งอเล็กซ์ เอสปาร์กาโร่รับ หลังปี 2027 การกลับมาของฮอนด้าคราวนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

NEW MG Rakan หรือ Maxus D90 เอสยูวีไซส์ยักษ์ 250 แรงม้า รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีลุ้นเข้าไทยปี 2569 ตัวถังใหญ่ 5 เมตร พร้อมฟัด Fortuner และ Everest

New Scoopy โฉมใหม่ ICONIC สุดทางด้วยดีไซน์และสีสัน ไทยฮอนด้าเปิดตัวรถจักรยานยนต์ New Scoopy โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “New Scoopy Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” กับดีไซน์ที่ต่างกันตามไลฟ์สไตล์ 3 แบบ 3 สไตล์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ที่ถ่ายทอดความเป็น Iconic ขั้นสุดอย่าง พีพี กฤษฎ์ , บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ Three Man Down สำหรับโฉมใหม่นี้สุดทางด้วยสีสันสดใสมากกว่าที่เคย ถ่ายทอดความเป็น Iconic ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว เริ่มจากรุ่น Club12 ผู้นำแฟชั่นสีสันที่ดูต่างแต่ลงตัว มาพร้อม Honda Smart Key รุ่นใหม่ หรือจะเป็นรุ่น Prestige ที่เรียบหรูแต่มีลูกเล่นมาพร้อมล้อแม็ก และรุ่น Urban ที่สะดุดตาด้วยสีสันสุดชิกแบบเรโทร ไม่ใช่แค่ความสุดในด้านดีไซน์เท่านั้น ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ สมกับความเป็นรถ เอ.ที. ที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 ของไทย โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Modern Ring LED Headlight ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของสกู๊ปปี้เท่านั้น และมอบความสะดวกสบายให้กับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วย USB-A คอนเนกต์ได้ไม่มีสะดุด แผงหน้าปัดใหม่แบบ Smart Function ที่มาพร้อมนาฬิกาดิจิทัล แสดงผลครบครัน พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ที่เก็บหมวกกันน็อกได้ทั้งใบ ของเยอะแค่ไหน ก็ไปได้สุดทาง นอกจากนี้รุ่น Club12 ยังมาพร้อม Honda Smart Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชันระบุตำแหน่งรถ ป้องกันการโจรกรรม ในขณะที่รุ่น Prestige ยังมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์โดยมาพร้อมล้อแม็กเป็นครั้งแรก ยกระดับความเท่ให้สุดไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ eSP เจเนอเรชันล่าสุด ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างสนุก ในขณะที่ตัวรถใช้เฟรมแบบ ESAF Press Frame ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้รถน้ำหนักเบาขึ้น ขับขี่ง่าย คล่องตัว ใช้ชีวิตในแบบ Iconic ได้สุดทาง และเพื่อตอกย้ำคอนเซปต์ “Be Iconic สุดทางในแบบคุณ” ไทยฮอนด้ายังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ที่มีความสุดทางอย่างโดดเด่น 3 สไตล์ ประกอบด้วย “พีพี กฤษฏ์” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านแฟชั่น “บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านการแสดง ที่ทุ่มเทสุดทาง ในทุกบทบาทที่ตัวเองได้รับ และ “วง Three man down” ผู้ที่เป็น Iconic ด้านดนตรี หนึ่งในวงดนตรีรุ่นใหม่ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ สำหรับโมเดลใหม่นี้พร้อมให้เลือกสไตล์ที่โดนใจและไปให้สุดในแบบคุณแล้ววันนี้ ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 3 รุ่น 3 สไตล์ได้แก่ รุ่น Club12 ล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สีได้แก่ แดง—เทา, น้ำเงิน-ฟ้า, เทา-เหลือง และขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,900 บาท รุ่น Prestige ล้อแม็กใหม่ มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ขาว-เทา, ดำ-เทา และ แดง-เทา ราคาแนะนำ 52,400 บาท รุ่น Urban ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สีได้แก่ ฟ้า-ขาว และ ดำ-ขาว ราคาแนะนำ 49,900 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.thaihonda.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bautista เหมาชัย WSBK 3 เรซรวด การันตียางสูตรใหม่เจ๋งจริง นักแข่งชาวสเปนกับรถดูคาติของเขาเพิ่มสถิติชัยชนะในศึก WorldSBK ให้เขาเป็น 11 ครั้งแล้วในฤดูกาล 2022 นี้ ขณะที่การแข่งขันในรุ่นรองอย่าง WorldSSP Aegerter ยังคงแข็งแกร่งคว้าชัยไปได้ทั้ง 2 เรซ ขณะที่รุ่นเล็ก WorldSSP300 เปลี่ยนมือผู้ชนะ แต่ไม่เปลี่ยนตำแหน่งหัวตาราง รอบซูเปอร์โพล WorldSBK (อุณหภูมิแทร็ก: 23°C / อุณหภูมิอากาศ: 19° C) ตำแหน่งโพลสำหรับเรซแรกในคราวนี้ตกเป็นของ Iker Lecuona จาก Team HRC ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของเขาและทีมในฤดูกาลนี้ และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีนับจากที่ทีมเคยได้มาในปี 2016 จากฝีมือของ Michael Van Der Mark ที่ไทย ตามมาอันด้วยกริดที่ 2 เป็นนักแข่งจากคาวาซากิ Alex Lower และถัดมาเป็น Jonathan Rea เพื่อนร่วมทีม (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ขณะกริดที่ 4 เป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) โดยที่นักแข่งทั้ง 4 คนนี้ต่างทำเวลาดีที่สุดของตัวเองด้วยการใช้ยางหน้าสูตรกำลังพัฒนา SC1 B0570 และยางหลัง SCQ สูตรมาตรฐาน WorldSSP (อุณหภูมิแทร็ก: 20°C / อุณหภูมิอากาศ: 18° C) Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha) คว้าตำแหน่งโพลไปด้วยเวลาแล็ปเร็วกว่าคู่แข่งเกินกว่า 1 วินาที ทำให้นักแข่งชาวสวิสผู้นี้ได้ตำแหน่งโพลเป็นครั้งที่ 5 แล้วในปีนี้ และเป็นครั้งที่ 9 ของเขาที่ลงแข่งในรุ่นนี้ กริดที่ 2 ตกเป็นของ Can Oncu (Kawasaki Puccetti Racing) และมี Federico Caricasulo (Althea Racing) จบกริดแถวหน้าสุด โดยในรอบนี้นักแข่งทุกคนเลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรมาตรฐาน WorldSSP300 (อุณหภูมิแทร็ก: 20°C / อุณหภูมิอากาศ: 18° C) Victor Steeman (MTM Kawasaki) คว้าโพลที่ 6 ของเขาในการแข่งขันรายการนี้ กลายเป็นนักแข่งคนแรกในประวัติศาสตร์ของรุ่นนี้ที่ทำได้ โดยในช่วงต้นของการควอลิฟายซูเปอร์โพล แทร็กนั่นยังชื้นอยู่เล็กน้อยจากที่มีฝนตกตลอดทั้งคืน แต่มันก็แห้งอย่างรวดเร็ว นักแข่งหนุ่มชาวดัตช์คว้าตำแหน่งโพลไปในแล็ปสุดท้าย แย่งชิงมาจาก Alvaro Diaz (Arco Motor University Team) ที่มีแต้มสะสมนำเป็นหัวตารางคะแนนรวม และมี Yuta Okaya (MTM Kawasaki) เข้าเป็นกริดที่ 3 เริ่มการแข่งขันเรซที่ 1 WorldSBK (อุณหภูมิแทร็ก: 28°C / อุณหภูมิอากาศ: 22° C) Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าตนอยู่ในฟอร์มที่ดีมาก ๆ และกำลังจะเป็นชายที่จะคว้าแชมป์โลกในปีนี้มาครอบครอง โดยหลังจากออกสตาร์ทเขาขยับขึ้นเป็นผู้นำทันที และรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้จนจบการแข่งขันเข้าเส้นที่อันดับ 1 โดยนำหน้า Jonathan Rea มากถึงเกือบ 9 วินาทีที่เป็นอันดับ 2 และมี Garrett Gerloff (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ได้เป็นอันดับ 3 และถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของทีมอิสระ และนี่ทำให้นักแข่งชาวสเปนคว้าชัยเป็นครั้งที่ 9 และเพิ่มคะแนนนำในตารางคะแนนรวมให้ห่างจาก Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx

CBR250RR 2023 ปรับโฉมใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ได้ฤกษ์ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่กันสักทีกับโมเดลสปอร์ตแท้ ๆ แต่ไซส์เล็กจากค่ายปีกนก กับ CBR250RR 2023 ซึ่งเดิมทีโมเดลแรกนั้นเปิดตัวไปครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อนและไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก และมาในโฉมใหม่นี้ก็มีการอัปเกรดขนานใหญ่ ไม่เพียงแค่สีสันหรือกราฟิกใหม่ แต่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่หน้าตา เครื่องยนต์ ตลอดไปจนถึงช่วงล่างกันเลยทีเดียวครับ เริ่มกันที่ดีไซน์มีการปรับเปลี่ยนให้มีความดุดันมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวรถที่มีมิติกว้างขึ้น แต่ยังคงให้ความโฉบเฉี่ยวดุดันสมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน พร้อมกับมีเฉดสีและกราฟิกใหม่ที่สวยงามยิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนที่เรามองเห็นการเปลี่ยนได้ชัดเจนจากภายนอกก็คือระบบกันสะเทือนหน้าที่ครั้งนี้ให้มาเป็น Showa SFF-BP ซึ่งเป็นโช้คหัวกลับมาให้เลย และจะมีไฟฉุกเฉินให้ใช้งานด้วย ซึ่งจะอยู่ในรุ่น SP และ SP Quick Shifter ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ โดยเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องใหม่ เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 250 ซีซีแบบ 4 วาล์วต่อสูบ สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้สูงสุดที่ 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบและ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ และยังเคลมตัวเลขมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 175 กม./ชม. เลยทีเดียว โดยความแรงที่เพิ่มมากขึ้นมาจากกำลังอัดที่เพิ่มมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์อีกด้วย อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือระบบควิกชิฟเตอร์ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ ซึ่งตัวนี้จะเป็นแบบ 2 ทาง ซึ่งสามารถปรับเซ็ตได้ 4 โหมด คือ เฉพาะสับขึ้น เฉพาะเชนลง ทั้งขึ้นและลง หรือปิดไปเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสลิปเปอร์คลัตช์ที่ช่วยให้มือคลัตช์เบา และเสริมความปลอดภัยเวลาเชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยจะทอนเอ็นจิ้นเบรกให้มีมากจนกเกินไป จนกระทั่งล้อหลังสลิป ส่วนระบบเบรก ABS และระบบคันเร่งไฟฟ้าก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการวางจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซียนั้นจะมี 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ Standard, SP และ SP Quick Shifter และก็จะมีหลากหลายสีสันให้เลือก คาดว่าในประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง SP Quick Shifter โดยราคาขายไทย จากการคาดเดาของผมเองก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 260,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 890 ADVENTURE R 2023 ดีขึ้นทั้งทางฝุ่นทางเรียบ เรียกว่าเป็นเซ็กต์เมนต์ที่ดุเดือดกันเลยทีเดียวสำหรับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางค่อนไปทางบิ๊ก ๆ แน่นอนว่าค่ายสีส้มที่ก็ถือว่ามีชื่อชั้นในสายทางฝุ่นเองก็ไม่ยอมที่จะแพ้แบรนด์อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งในพิกัดใกล้เคียงกัน ทางค่ายจึงได้หันมาเสริมเขี้ยวเล็บให้กับ KTM 890 ADVENTURE R ให้ลุยไปได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความดีงามเวลาขับขี่ในทางเรียบไป สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเลือกใช้เซ็ตอัปแบบเดียวกับ 450 Rally ของทางค่าย โดยใช้ระบบกันสะเทือน WP แบบปรับแต่งได้เต็มระบบ โดยด้านหน้าจะเป็น WP XPLOR และด้านหลังจะเป็น WP XPLOR DPS ซึ่งปรับจูนมาใหม่ให้ตอบสนองได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการเมื่อยล้าเวลาต้องขับขี่ในทางไกล นอกจากนี้จะยังนำดีไซน์ของเจ้าแรลลี่มาปรับใช้กับตัวใหม่นี้ด้วย โดยจะมีแฟริ่ง ถังน้ำมัน และแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ซึ่งดีขึ้นทั้งในด้านของแอโรไดนามิกส์และเออโกโนมิกส์ อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าใหม่ที่ต่ำลง บังโคลนหน้าแบบสูง การ์ดเครื่องยนต์ที่เหมาะกับเส้นทางลำบากที่ต้องใช้ทักษะมาก ๆ เพิ่มความสบายเวลาขับขี่ด้วยเบานั่งแบบชิ้นเดียวที่ปรับสีมาใหม่ แต่ก็ยังช่วยให้ควบคุมรถได้ดี ตัวรถยังมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่ เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB-C ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง เพิ่มฟังก์ชันโทรออกที่อนุญาตให้โทรออกผ่านเบอร์โทรโปรดที่สามารถตั้งค่าไว้ได้มากถึง 10 เบอร์ หรือจะเลือกโทรหาคนที่โทรหาเรา 10 เบอร์ล่าสุดก็ทำได้เช่นกัน ทางค่ายยังได้ปรับปรุงตัวรถเพื่อรีดเค้นสมรรนถะของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถให้ดียิ่งขึ้น โดยมีระบบควบคุมเบรก ABS ที่ใช้ประมวลผลจากข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์แบบ 6D ซึ่งส่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่ารถอยู่ในลักษณะหรืออาการใด เพื่อที่จะได้คำนวณแรงเบรกได้เหมาะกับสถานการณ์ และยังปรับให้ระบบเบรกทำงานในโหมด OFFROAD ABS ทันทีเมื่อปรับโหมดขับขี่เป็นแบบ OFFROAD โดยไม่ต้องมาปรับแต่งโหมด ABS เพิ่มเติม สรุปไฮไลท์ใน KTM 890 ADVENTURE R 2023 โมเดลใหม่นี้ // ปรับปรุงแฟริ่งส่วนต่าง ๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก โมเดล 450 RALLY // ปรับชิลด์บังลมหน้าใหม่ให้อากาศผ่านได้ดีขึ้น // ปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่ช่วยลดการเมื่อยล้าสะสมเวลาเดินทางไกล // หน้าจอแสดงผลสี 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน USB-C // ปรับปรุงระบบเบรก ABS ทั้งระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ // ระบบเบรก OFFROAD ABS ทำงานพร้อมกับโหมด OFFROAD MODE มี RALLY MODE เป็นอ็อปชันเสริม // ยางใหม่ที่เหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ดมากขึ้น // ปรับปรุงระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้ง // มีโหมด Demo ให้ลองใช้งานก่อนตัดสินใจเลือกใช้รถแพ็กเกจไหน // มีสวิตช์ไฟฉุกเฉินที่แฮนด์บาร์ // ไฟเลี้ยว LED (โมเดล US) // การ์ดเครื่องใหม่ ส่วนบ้านเรานั้นจะจำหน่ายเมื่อไหร่นั้น ติดตามกันได้ครับ อาจจะต้องรอลุ้นกันเยอะหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Energica มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอิตาลีล้มละลาย Energica Motor Company SpA ผู้ผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ควบคุมโดยกองทุนอเมริกัน Ideanomics Inc. โดยร้อยละ 75 ในที่ประชุมของบริษัทประกาศว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีมติให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามกฎหมายตามมาตรา 121 ต่อไป” ทางบริษัทได้แถลงการณ์เพิ่มเติม “ตอนนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง แม้จะมีความพยายามจากฝ่ายบริหารในการค้นหานักลงทุนใหม่อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ แต่ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทางเลือกอื่น ๆ เหล่านี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก ทำให้บริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งจะทำให้สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” แม้จะมีแถลงการณ์ของผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มีท่าทีเชิงบวกต่อการเข้าซื้อบริษัทของ Ideanomics โดยระบุว่า ” การไหลเข้าของเงินสดช่วยให้บริษัท มีเสรีภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการการเงินและการเติบโตขององค์กร” แต่การเติบโตที่ “ลดลง” ของตลาดรถมอเตอร์ไซค์ EV ก็ส่งผลกระทบต่อการลงทุนอื่น ๆ ของบริษัทเอกชน รวมถึงความจำเป็นในการค้นหาการลงทุนจากภายนอกเพิ่มเติม ก็ทำให้บริษัทประสบปัญหา ถึงแม้ว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งาน รูปทรงดีไซน์การออกแบบ และความเงียบในการใช้งานต่าง ๆ จะสามารถทำออกมาได้ดี แต่ผู้ผลิตรายนี้ และผู้ผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ก็มีการต่อสู้ที่ยากลำบาก เพราะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้มีราคาแพง เมื่อเปรียบเทียบกับจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน อีกทั้งยังมีปัญหาด้านเทคโนโลยี ความจุของแบตเตอรี่ที่วิ่งได้น้อยกว่าระยะเวลาที่ชาร์จต่อหนึ่งครั้ง จึงทำให้ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอด รวมไปถึงปัญหาชาร์จต่าง ๆ ดังนั้นจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วไป รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีรายนี้ถือเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในด้านเทคโนโลยีจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในตลาดอเมริกาอย่างมาก รวมถึงการได้รับสิทธิในการผลิตรถแข่ง ในรายการแข่ง MotoE ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งการแข่งขันในปี 2019 ซึ่งทางบริษัทได้พัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ชื่อว่า Ego Corsa ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งโดยเฉพาะ Energica Ego Corsa คือรถจักรยานยนต์แข่งไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุด (ในช่วงเวลานั้น) ที่พัฒนาสำหรับการแข่งขัน FIM Enel MotoE World Cup ในช่วงระหว่างปี 2019-2022 โดยยานยนต์ไฟฟ้าขั้นนี้มีพื้นฐานร่วมกับ Ego รุ่นที่ใช้บนถนนทั่วไป แต่มีการปรับจูน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นด้านการแข่งขัน ทำให้จักรยานยนต์นี้เป็นผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการยกย่องจากนักแข่ง MotoE และสื่อมวลชนในเรื่องพลัง และความสามารถในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลายประการในตลาด EV และการแข่งขันที่สูง ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับปัญหาในที่สุด แม้ว่าในตลาดของรถยนต์จะยังไม่มีปัญหาด้านการทำตลาด อีกทั้งยังมีแบรนด์ใหม่ ๆ คลอดออกมาอย่างมากมาย แต่กลับกันในด้านของมอเตอร์ไซค์ยังไม่สามารถทำตลาดได้เท่าที่ควร และยังมีปัญหาจุกจิกอย่างมากมาย ทำให้ผู้ผลิตเริ่มบางรายเริ่มล้มเลิกแผนการไปตาม ๆ กัน ต้องกันต่อไปอนาคตว่าแบรนด์เจ้าตลาดจะเทคแอคชั่นกับเทคโนโลยีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน Energica กับผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ Model : Experia Model : Eva Ribelle Model : Ego Model : EsseEsse9 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norden 901 Expedition MY25 ตัวสุดสายลุย จากแดนไวกิ้ง Husqvarna แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์จากสัญชาติสวีเดน เดินหน้าต่อยอดรหัสสายพันธุ์ 901 กับโมเดลเซ็กเมนต์สายลุยอย่าง Norden 901 Expedition 2025 ตัวเต็งจากแดนไวกิ้งในเวอร์ชัน 2025 พร้อมออปชันเสริมใหม่เต็มลำ ทั้งฟีเจอร์ ช่วงล่างและสมรรถนะ เพิ่มขีดความสามารถกับประสบการณ์ในเส้นทางฝุ่นให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มระดับ โดยความน่าสนใจนั้นมีหลายจุดด้วยกันอย่างจุดแรกก็คือ ชุดสีและตัวถังที่ถูกปรับปรุงมาใหม่ ดูมีลูกเล่น และมีสีสันมากยิ่งขึ้น ลายกราฟิกออกแบบใหม่ดูสดขึ้นกว่าแต่ก่อน พร้อมภาพลักษณ์ความเป็นตัวแข่งของทางค่ายดี ๆ นี่เอง และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับชุดอุปกรณ์สำหรับเดินทางทั้งชุดกระเป๋าด้านข้างสามารถบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 36 ลิตร สำหรับดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดความเป็นเอกลักษณ์โมเดลสายลุยสไตล์เรโทรฉบับค่าย กับไฟหน้าทรงกลมพร้อมชิลด์ขนาดใหญ่สไตล์ทัวริ่งที่คอนโซนหน้า ถังน้ำมันขนาดใหญ่ เบาะ ท่อ อกล่าง การ์ดแฮนด์และกระจกข้าง Norden 901 Expedition 2025 มีระบบ Cornering Traction Control (MTC) ทั้งยังให้ผู้ขับขี่ได้เปิดประสบการณ์การขับขี่ทางฝุ่นอย่างเต็มพิกัด กับระบบ Cornering Traction Control ปรับปรุงใหม่สามารถปรับค่าได้ถึง 10 ระดับ เรียกได้ว่ามือใหม่หัดลุย สามารถดริฟต์ล้อหลังหล่อ ๆ หน้ามอนิเตอร์ได้เลยทีเดียว ยังรวมไปถึงฟีเจอร์ใช้งานทั้ง USB-C หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอพลิเคชัน Ride Husqvarna Motorcycle สามารถใช้ระบบนำทาง (Turn by Turn) แบบเรียลไทม์ รวมถึงการโทรออก รับสายและฟังเพลงได้เช่นกัน พร้อมโหมดการขับขี่ (Street, Rain, Off-Road และ Explorer) มีให้เลือกใช้งานและตอบสนองความแรงบิดที่แม่นยำด้วยคันเร่งไฟฟ้า พาวเวอร์สลิปเปอร์คลัตช์ และยังเพิ่มความสะดวกสบายอีกขั้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยฮีตกริปและอุ่นเบาะ ช่วงล่างใหม่ WP XPLOR Suspension และออกแบบช่วงล่างมาพิเศษ ด้วยระบบกันสะเทือนจาก WP XPLOR โช้คหน้า USD ขนาด 48 มม. โช้คเดี่ยวด้านหลัง พร้อมระยะยุบเท่ากันที่ 240 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบไม่ว่าจะเป็นพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน จับคู่กับจานดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 320 มม. คาลิเปอร์ 4 พอต จานดิสก์เบรกหลัง 260 มม. คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ พร้อมเทคโนโลยีห้ามล้อ Cornering ABS จาก Bosch ล้อซี่ลวด 21 -18 นิ้วและยางทูปเลส Pirelli Scorpion Rally STR เครื่องยนต์ยังคงเป็น 2 สูบขนาด 889 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า และแรงบิด 100 นิวตันเมตร ถังน้ำมัน 22 ลิตร ที่เคลมระยะทางได้มากถึง 400 กม. และยังผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย EURO5+ อีกด้วย ถือว่าเป็นเวอร์ชันที่น่าสนใจสำหรับสายลุยเลยก็ว่าได้ สวยไม่แพ้ KTM เลยทีเดียวและราคาคงไม่ทิ้งห่างมากนักจากโฉมก่อน ๆ อย่างไรต้องรอชมราคากันอีกครั้ง และอาจมีโอกาสเข้ามาขาในไทยก็เป็นไปได้ แต่เปอร์เซ็นต์คงน้อยกว่ารุ่นแสตนดาร์ดหล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 50SX 2024 สายลุย ตัวจิ๋ว จากค่ายส้ม ชมรถใหญ่มาหลายต่อหลายรุ่นกันแล้ว คราวนี้มาลองส่องรถเล็กกันบ้าง โดยล่าสุดทางค่าย KTM ประกาศเปิดตัวมินิไบค์สายลุย ตัวเล็ก สเปคจี๊ดไปกับ KTM 50SX 2024 และ KTM 65SX รวมถึงอิดิชันสุดพิเศษกับ 50SX Factory Edition โดยทั้งหมดนี้มาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่ พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์อันเร้าใจแก่นักซิ่งตัวจิ๋วได้ดียิ่งขึ้น สำหรับเวอร์ชันใหม่ที่ทางโรงงาน ได้มีการปรับปรุงทั้งในส่วนของโครงเหล็กแบบใหม่และซับเฟรมสองชิ้นที่ทำจากพอลิเอไมด์ รวมไปถึง การออกแบบระบบช่วงล่างให้สามารถปรับแต่งระดับ เพื่อรองรับสรีระผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันได้อีกด้วย รุ่น 50SX 2024 สำหรับรุ่น 50SX เวอร์ชันใหม่ครั้งนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะ ขนาด 49.9 ซีซี ใช้เพลาข้อเหวี่ยง 3 แกน และกระบอกสูบที่มีการออกแบบใหม่ ซึ่งตัวรถสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้มากถึง 15 ตัว มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งมีน้ำหนักรวม 42.5 กก. รวมถึงยังใช้ระบบเกียร์เป็นแบบออโตเมติก จึงเหมาะสำหรับนักบิดตัวจิ๋วมือใหม่อย่างแน่นอน รุ่น 65SX 2024 ในขณะที่รุ่น 65SX จะเป็นรุ่นอัปเลเวลขึ้นมาหน่อย กับเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะเช่นเดียวกัน มีปริมาตรขนาด 64.9 ซีซี เหมาะสำหรับเด็กโตที่เริ่มขี่รถชำนาญมาได้ระดับหนึ่งแล้ว โดยรุ่นนี้ทางโรงงานได้ติดตั้งคลัตช์แบบเปียกมาให้ พร้อมระบบขีบเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 53.5 กก. สำหรับระบบช่วงล่างของทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าจะใช้โช้คแบบหัวกลับแบรนด์คู่บุญอย่าง WP XACT ที่มีน้ำหนักเบา มาพร้อมเทคโนโลยี AER แยกฟังก์ชันของขาแต่ละข้าง สามารถปรับเซ็ตได้เต็มระบบ ตามสภาพสนามและตัวผู้ขับขี่ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว สามารถปรับเซ็ตได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากเทียบกันแล้ว รุ่นพี่อย่าง 65SX จะเซ็ตตัวโช้คที่ให้ระยุบที่มากกว่า ในขณะที่ระบบเบรก เป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง ส่วนล้อซี่ลวด ขอบล้อชุปอโนไดซ์สีดำ ติดมาพร้อมยางหนามให้ใช้งานอีกด้วย ทั้งสามโมเดลนี้ยังสามารถปรับตั้งค่าความสูงเบาะและตำแหน่งแฮนด์บาร์ให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ โดยในรุ่น 50SX ปรับได้ระหว่าง 634-683 มม. ขณะที่รุ่น 65SX ปรับได้ระหว่าง 730-760 มม.เช่นเดียวกัน รุ่น 50 SX Factory Edition อิดิชันพิเศษสำหรับรุ่น 50SX Factory Edition เวอร์ชัน 2024 มาพร้อมท่อไอเสียจาก FMF เบาะใหม่จากโรงงาน ติดตั้งหัวเทียนใหม่จาก Brisk รวมไปถึง ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่ง MXGP (Red Bull KTM Factory Racing Team) สำหรับโมเดล KTM 50SX, 50SX Factory Edition และ 60SX จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านทางดีลเลอร์ KTM ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่กำลังจะถึงนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม ปล่อยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด สำหรับทางค่ายปีกนกประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Honda SH Series ทั้ง SH125i Vetro, Honda SH125i 2024, SH350i และ SH Mode 125 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กับโฉมเฉดสีใหม่ ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น สำหรับ Honda SH Series จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์เรโทรจากยุโรป ที่มีการจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ซึ่งกลุ่มโปรดักต์อาจเป็นรองกลุ่มสกู๊ตเตอร์แถวหน้าอย่าง X-ADV, Forza 350 และ PCX125 อย่างไรก็ตามทางค่ายการันตียอดขายโมเดลรุ่นนี้มากกว่า 1 ล้านคันเลยทีเดียว เดี๋ยวไปชมโมเดลแต่ละรุ่นกันว่าจะมีอะไรอัปเดตใหม่มาบ้าง Honda SH125i Vetro 2024 เปิดประเดิมด้วยเฮดไลน์โมเดลไปกับ SH125i Vetro 2024 อิดิชันพิเศษมาพร้อมกับสีเขียวโปร่งแสง โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าแบบสูง และติดกล่องท้ายด้านหลัง รวมถึงการ์ดแฮนด์แบบใส ซึ่งโดยรวมแล้ว การดีไซน์นั้นถูกออกแบบมาให้ดูลงตัว สมกับโมเดลแห่งแฟชัน และเหมาะแก่การใช้ขี่ออกทริปทางไกลเลยทีเดียว Honda SH125i 2024 ต่อด้วยโมเดลรุ่นมาตรฐานในเวอร์ชัน 2024 โดยมาพร้อมกับเฉดสีใหม่ สี ประกอบไปด้วย สีขาวมุก (Matt Pearl Cool White), สีเทา (Pearl Falcon Grey) ,สีน้ำเงิน (Matt Pearl Pacific Blue) และสีดำ (Pearl Nightstar Black) มาพร้อมล้อแบบสีใหม่ ดูเข้มมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 รุ่นใช้ขุมพลังแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 1 สูบ พิกัด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 12.06 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด 11.4 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 44.6 กม./ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 7 ลิตร และยังคงโดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน ด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก มีขนาดแกน 33 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบสปริงคู่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเท่ากันที่ 240 มม. คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว ล้อเท่ากันขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 100/80 และ 120/80 ตามลำดับ และใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบกุญแจคีย์เลส ช่องเสียบชาร์จ USB พร้อมด้วยระบบอำนวยการขับขี่ ประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบ Iding Stop หรือระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (HSTC) สำหรับราคาเปิดตัวที่ 3,999 ปอนด์สเตอลิงหรือราว ๆ 1.7 แสนบาท ถือว่าเอาเรื่องอยู่พอสมควร Honda SH350i 2024 มาถึงรุ่นพี่ใหญ่กับ Honda SH350i ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มกับสีใหม่เช่นเดียวกัน กับสีฟ้า (Zefiro Blue Metallic) และสีเงิน (Matt Techno Silver Metallic) มาพร้อมล้อสีใหม่แบบเดียวกันกับรุ่นเล็กนั่นเอง รวมไปถึงจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ ทั้ง หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน และช่องเสียบ USB