SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

2025 Can-Am Spyder F3 โรดสเตอร์สามล้อซิ่ง 2025 Can-Am Spyder F3 สามล้อบิ๊กไซส์จากค่าย Can-Am มาพร้อมการออกแบบที่โดดเด่นและทรงพลังเช่นเดิม นั่นคือสิ่งที่ Spyder F3 นำเสนอ ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2015 สามล้อคันนี้ยังคงมอบการผสมผสานที่โดดเด่นของพลัง ความสะดวกสบาย และความมั่นคงของสามล้อ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นให้ผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยบนถนนโล่ง ทำให้ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวยังคงสานต่อความเป็นเอกลักษณ์นี้ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมกำลังเครื่องยนต์ Rotax แบบ 3 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 1,330 ซีซี พละกำลัง 115 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 130 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีดพร้อมฟังก์ชันในการเคลื่อนที่ถอยหลัง จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุมคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกำลังได้อย่างราบรื่น เหมาะทั้งสำหรับการขับขี่สบาย ๆ และการขับที่สนุกเร้าใจ ช่วงล่าง และระบบเบรก ระบบกันสะเทือนหน้าจาก SACHS Big-Bore ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพเดี่ยว SACHS ระยะการยุบ 132 มม. เบรกหน้าแบบดิสก์เบรกคู่ขนาด 270 มม. พร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบของ Brembo พร้อมล้อหน้าขนาด 165/55-R15 เบรกหลังดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 270 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว พร้อมหลังขนาด 225/50-R15 การออกแบบดีไซน์ การออกแบบดีไซน์ด้วยสรีระตามสไตล์ครุยเซอร์และท่านั่งขับขี่ที่ผ่อนคลายพร้อมวางเท้าไปข้างหน้า Spyder F3 ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสบายในการเดินทางไกล ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเอนหลังและเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ UFit ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งการขับขี่ได้ตามความสูงและความชอบของตนเอง โดยการปรับที่พักเท้าและแฮนด์จับ ศูนย์ถ่วงต่ำและโครงสร้างสามล้อที่มั่นคง เมื่อผสานกับระบบควบคุมเสถียรภาพขั้นสูง ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในสมรรถนะ พร้อมทั้งเสริมการควบคุมและการบังคับรถที่ดีเยี่ยม เทคโนโลยีมีให้มาพร้อม มาพร้อมจอแสดงผลตรงกลางขนาด 10.25 นิ้วแบบทัชสกรีน พร้อม BRP Connect และรองรับ Apple CarPlay อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมดได้แก่ Eco Mode และ Sport Mode ในส่วนของระบบความปลอดภัยมาพร้อมกับ ระบบควบคุมเสถียรภาพ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบเบรก ABS สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่นประกอบไปด้วย รุ่นเริ่มต้น SPYDER F3-S วางจำหน่ายที่ราคา 22,299 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 753,900 บาท มีสีให้เลือกเพียงสีเดียวคือ สีดำ Monolith Black สีดำ (Monolith Black) รุ่น SPYDER F3-T วางจำหน่ายที่ราคา 24,899 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 2 คือ สีขาว Pearl White และ สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin รุ่นนี้มาพร้อมกระเป๋าขนาด 78 ลิตร ชิลด์กันลมด้านหน้า และระบบเสียง Audio 4 ลำโพง สีขาว (Pearl White) สีน้ำเงิน (Mineral Blue Satin) รุ่น SPYDER F3-Limited วางจำหน่ายที่ราคา 28,0Zon99 ดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว ๆ 841,800 บาท มีสีให้เลือก 4 คือ สีเทา-ดำ Steel Black Metallic, สีดำ Monolith Black Satin, สีน้ำเงิน Mineral Blue Satin และสีแดง Plasma Red

2025 MV Agusta F3 Competizione ผลิตเยอะไม่ไหวเลยทำแค่ 300 คัน 2025 MV Agusta F3 Competizione ซูเปอร์สปอร์ตตัวโหดรุ่นใหม่จากค่าย MV Agusta ที่มาพร้อมความเป็นลิมิเต็ดเพราะผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น ตัวรถใช้พื้นฐานจากรุ่น F3 RR ที่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่งในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมปีกข้างที่ช่วยสร้างแรงกด ระบบ IMU พัฒนาใหม่ ระบบเบรก ABS การออกแบบดีไซน์ หน้าตาหล่อ โฉบเฉี่ยวตามสไตล์หนุ่มหล่อจากประเทศอิตาลี มาพร้อมปีกข้างเสริมแรงกด โดยสามารถสร้างแรงกดที่ด้านหน้าถึง 8 กิโลกรัมเมื่อขับขี่ที่ความเร็วประมาณ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งน้ำหนักรถยังเบากว่า F3 RR ถึง 14 กิโลกรัม (159 กิโลกรัม ) มาพร้อมชุดอุปกรณ์สนามแข่ง เช่น ท่อไอเสีย Akrapovič แบบไทเทเนียม, ผ้าคลุมรถ, ฝาครอบเบาะไฟเบอร์กลาส และใบรับรองความเป็นของแท้ โดยรถทุกคันจะมีหมายเลขกำกับเพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์ทรงพลัง ขุมพลังที่พัฒนาใหม่ เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 147 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิด 88 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบต่อนาที เมื่อใช้ชุดท่อไอเสีย Akrapovič รุ่นใหม่แรงม้าจะกระโดดเพิ่มเป็น 157.8 แรงม้า F3 Competizione อีกทั้งในโมเดลใหม่นี้ยังมีการปรับมาตรฐานไอเสียใหม่เพื่อรองรับกับมาตรฐาน Euro5+ อีกทั้งยังมาพร้อม คลัตช์เสริม และ slipper clutch แบบ 9 จาน ซึ่งคลัตช์นี้ช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการบีบก้านคลัตช์ด้านซ้ายได้ถึง 50% ทำให้การออกตัวและหยุดรถง่ายขึ้น และมีระบบ Quickshifter แบบขึ้น/ลง เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ช่วงล่างให้มาแบบทำถึง ระบบกันสะเทือนหน้าโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับจาก Öhlins NIX30 ขนาด 43 มม. ที่สามารถปรับได้เต็มรูปแบบระยะยุบ 120 มม. และโช้คหลัง Öhlins TTX36 พร้อมระบบปรับได้แบบเต็มรูปแบบ พร้อมระยะยุบ 130 มม. โดยโช้คอัพใหม่นี้จะช่วยลดน้ำหนักรถลงประมาณ 1 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับโช้ค Marzocchi และ Sachs ที่ใช้ในรุ่น F3 RR มาตรฐาน ระบบเบรกด้านหน้าคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบ 4 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบพร้อมจานเบรกขนาด 220 มม. ล้อขนาด 120/70-ZR17 M/C และ 180/55-ZR17 M/C พร้อมยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa หน้าและหลังตามลำดับ ระบบเทคโนโลยีแน่น ไม่เพียงแค่เครื่องยนต์ และช่วงล่างที่เร้าใจ แต่ใน F3 Competizione มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่จัดจ้านเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็น IMU หกแกนที่ทำงานร่วมกับ ECU ใหม่ มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ปรับได้แปดระดับ และระบบคันเร่งแบบ ride-by-wire ที่มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบ ABS ที่ล้อหลังสามารถปิดการใช้งานในโหมด Race เพื่อให้สามารถเลี้ยวแบบสไลด์เข้าโค้งได้ และสามารถติดตั้งระบบ launch control เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยราคาวางจำหน่ายยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่าราคาน่าจะสูงใช้ได้เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CUB House by Honda เปิดตัว New CT125 สีเหลือง Yellow SunGlow สีใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถตระกูล CT ของฮอนด้าในยุค 60’s ลงตัวกับความเป็นรถสไตล์เทรลที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มสีสันให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม New Honda CT125 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Time to Trail ได้เวลาออกนอกเส้นทาง’ นำเสนอมุมมองของไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่โดดเด่น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในเมือง และนอกเมือง พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนถนนทั่วไป หรือบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย นอกจากสีเหลืองใหม่แล้ว New Honda CT125 ยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคลาสสิคแบบ FULL LED พร้อมไฟเลี้ยวทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรือนไมล์ LCD เต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีแร็คหลังขนาดใหญ่ แข็งแรง เหมาะสำหรับบรรทุกสัมภาระ รวมถึงท่อไอเสียพร้อมกรองอากาศยกสูง ตามแบบฉบับ CT Series New CT125 ยังมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ที่ให้แรงบิดสูง อัตราเร่งดี พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง Adjustable Rear Suspension ที่สามารถปรับค่า Preload ได้ถึง 5 ระดับ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda CT125 ‘สีเหลือง Yellow SunGlow’ พร้อมกับอีก 3 เฉดสี ได้แก่ สีเทา สีแดง และ สีเขียว ราคาแนะนำที่ 88,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hyosung GV300S-Evo ครูเซอร์แดนโสม ปรับโฉมใหม่ พรีเมียมกว่าเดิม นอกเหนือจากซีรี่ย์และเพลง Kpop ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากแดนโอปป้าแล้ว วงการ 2 ล้อบ้านเขาก็ไม่แพ้เช่นกัน ล่าสุดทางค่ายรถจักรยานยนต์ Hyosung Motorcycle ทำการเปิดตัวโมเดลพิกัด 300 ซีซีอย่าง GV300S-Evo ปล่อยสู่ตลาดยุโรปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ HyoSung Motorcycle ถือเป็นค่ายรถ 2 ล้อ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องโมเดลคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเพียงไม่กี่ค่ายที่สามารถบุกตลาดมอเตอร์ไบค์และเป็นที่รู้จักของเหล่าไบค์ทั่วโลกโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป แต่สำหรับบ้านเราส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นหูนักเพราะมักนิยมรถญี่ปุ่นเสียมากกว่า นอกจากคนรักสายคัสตอมอาจพอรู้บ้าง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปดูโมเดลของทางค่ายกันว่าทำไมถึงครองใจสายบิดตาน้ำข้าวได้ถึงขนาดนี้ โดยโมเดล GV300S Evo นั้นเป็นรถที่ได้รับการปรับปรุงในแง่ของรูปลักษณ์ที่ให้ความพรีเมียมมากขึ้นจากรุ่นบ็อบเบอร์ในเจ็นก่อน ด้วยระบบฟีเจอร์แบบใหม่ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ดูทันสมัย ทั้งระบบส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์ ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานในเมืองหรือขับขี่ออกทริปได้สะดวกมากขึ้น แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์มาใหม่ ครอบไฟหน้าติดหน้ามาให้เรียบร้อย ไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านข้างให้ดูสมส่วนลงตัว ขายึดบังโคลนออกแบบใหม่ ถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตร เบาะตอนเดียว 2 ระดับขนาดกว้างเสริมความเรียบหรูด้วยฝาครอบด้านข้างออกแบบใหม่ ฝาครอบกรองอากาศอลูมิเนียม พร้อมแปะสติ๊กเกอร์บ็อบเบอร์ดูโดดเด่น ท่อไอเสียสีดำดูเนี๊ยบ บวกกับการออกแบบสรีรศาสตร์ท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยแฮนด์บาร์และตำแหน่งที่พักเท้าที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ในสไตล์รถครูเซอร์แบบดั้งเดิมนั่นเอง ในด้านสมรรถนะจะเป็นแบบเดียวกันกับ GV300S ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V-Twins 60 องศา 2 สูบ ขนาด 296 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีด และเกียร์ 6 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 29.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 25.6 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแข็งแรงตัวรถด้วยเฟรมแบบโครงเหล็ก 2 ชั้น พร้อมระบบกันสะเทือนตัวรถ ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีเงิน เรียบหรูมากขึ้น ต่อด้วยโช้คหลังแบบสปริงคู่สามารถปรับพรีโหลดความแข็งอ่อนได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าหลัง พร้อมระบบ ABS ส่วนล้อหน้าจะมีขนาด 16 นิ้ว ล้อหลัง 15 นิ้ว พร้อมยางขนาดเท่ากันที่ 120/80 สำหรับ GV300S-Evo มีจำหน่ายทั้ง 2 สีได้แก่ สีดำและสีเทา เปิดราคาขายอยู่ที่ 5,299 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยราว 2 แสนนิด ๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสายคลาสสิก ทั้งมิติตัวรถ การออกแบบดูพรีเมียมมากขึ้น เครื่องยนต์ V-Twins ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน และช่วงล่างที่ปรับใหม่ เหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานหรือออกทริป หรือจะขี่หล่อ ๆ ไปพร้อมทรงผมแสกกลางแบบโอปป้าก็ทำได้ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยส่วนนี้ทางแอดยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรออัปเดตอีกทีแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ สำหรับใครที่สนใจโมเดลค่ายนี้ ในบ้านเรามีจำหน่ายในรุ่น GV300 ให้เลือก โดยสามารถติดต่อได้ทางดีลเลอร์ HyoSung หรือรับชมออนไลน์ผ่านทางเว็บไซด์ที่ https://www.hyosungthailand.com/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge RR666S สปอร์ต 4 สูบเรียงตัวจี๊ด สัญชาติจีน ในงาน CIMA Show ที่จัดขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาค่ายรถพรีเมียมแบรนด์จากเครือยักษ์ใหญ่ด้านมอเตอร์ไซค์ในจีน Loncin ได้ทำการเปิดตัว Voge RR666S สปอร์ตไบค์พิกัดกลางที่น่าจับตามองมาก ๆ กับตัวเลขสเป็กต่าง ๆ ที่ได้ยินแล้วหลาย ๆ คนจะต้องร้องโอ้มายก็อดกันเลยล่ะครับ สำหรับโมเดลนี้ ชื่อรุ่นอาจจะชวนให้สับสนได้ เพราะเลข 666 ในความเชื่อของทางศาสนาคริสต์นั้นสื่อถึงซาตาน แต่ทว่าในจีนนั้นมันกลับมีความหมายที่ดี แต่เรื่องนั้นช่างมันไว้ก่อน เพราะเจ้าตัวนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวดุดัน ทั้งเฉดสี ทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ ออกมาได้สวยงามมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายรถที่มาพร้อมกับสวิงอาร์มเดี่ยวที่เผยให้เห็นล้อที่ดีไซน์สวยมาก ๆ เครื่องยนต์ของเจ้านี่จะเป็นสี่สูบเรียงขนาด 660 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ มีเรดไลน์มากถึง 13,000 รอบเลยทีเดียว และว่ากันว่ามีแรงม้าอยู่ที่ราว ๆ 100 แรงม้า และเครื่องบล็อกนี้เป็นเครื่องที่ทางค่ายทำเองไม่ได้ก็อปปี้ใครมาอีกด้วย แม้ว่าทาง Loncin จะมีชื่อเรื่องการทำรีเวิร์ลเอ็นจิเนียริ่งหรือการผ่าเครื่องออกมาแล้วสร้างเครื่องตาม ทางค่ายมีเคลมตัวเลขไว้ว่าสามารถเร่ง 0 – 100 ได้ภายใน 3.5 วินาทีเท่านั้น และสามารถทำความเร็วท็อปสปีดได้มากเกินกว่า 240 กม./ชม.เลยทีเดียว ส่วนช่วงล่างนั้นเท่าที่ทราบคือจะมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์จาก Brembo ขณะที่เทคโนโลยีก็จะมีในส่วนของระบบเบรก ABS และแทร็คชันคอนโทรล ซึ่งอาศัยข้อมูลจากหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ส่วนเรื่องของราคาและการวางจำหน่ายนั้นยังไม่ชัดเจน แต่บ้านเรานั้นยังไม่มีใครนำแบรนด์นี้เข้ามาจำหน่าย แต่ทางยุโรปนั้นมีตัวแทนจำหน่ายหลายเจ้าแล้ว ยังไงเสียถ้ามีข้อมูลรายละเอียดมากกว่านี้เราจะรีบนำมาเสนอ ๆ ให้แฟน ๆ ได้รับทราบกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition ช่วงเวลานี้ในทุกๆ ปีคือฤดูกาลของการทดสอบทั้งคนทั้งรถรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายหรือไรดิ้งเกียร์เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และสิ่งที่นักบิดอย่างเราๆ มักจะติดตามกันก็คือเรื่องสีสันลวดลายต่างๆ ของรถแข่ง และชุดแข่งหรือไรดิ้งเกียร์ซึ่งเราจะได้เห็นกันในฤดูกาลการแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ครั้งนี้เราจะให้ชมความงาม AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกกันน็อกลายใหม่จากทาง AGV สำหรับหมวกกันน็อกใบนี้ให้ทายว่าใครใส่ก็คงจะทายไม่ยากเลย สีสันฉูดฉาดพร้อมหมายเลขแข่ง 46 เช่นนี้ ก็คงไม่พ้น Valentino Rossi พ่อหมอ หรือ The Doctor นั่นเอง แน่นอนว่าพ่อหมอของเรามีทีเด็ดที่นอกเหนือไปจากฝีมือการขับขี่แล้ว การออกแบบหมวกกันน็อคก็โดดเด่นในเรื่องสีสัน ซึ่งในปีนี้หมวกของเขาก็ยังคงสีสันสวยงาม และออกแบบได้โฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของ AGV Helmet ซึ่งเจ้าชื่อ Sole และ Luna นั่นเป็นภาษาอิตาลี แปลว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทางฝั่งซ้ายจะถูกออกแบบเป็นรูปพระจันทร์ และทางฝั่งขวาจะถูกออกแบบเป็นรูปพระอาทิตย์พร้อมแฉกรัศมีออกมา ซึ่งก็มีซี่รี่ส์นี้มาหลายปีแล้ว ใครที่เป็นแฟนๆ Rossi และ AGV น่าจะคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ยังมีเต่าน่ารักๆ พร้อมเบอร์ 46 ของพ่อหมอตรงชิลด์หมวกด้วย หมายเหตุพ่อหมอ Rossi ของเราได้ใส่หมวกใบนี้ในการทดสอบ Winter Test ที่สนามเซปังที่ผ่านมา ซึ่งเวลาแข่งจริงก็จะเปลี่ยนหมวกกันน็อคไปเรื่อยๆ ตามแต่ละโอกาส ใครเป็นสาวกก็อาจจะทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่งมาเชียร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่หมวกของเฮียเขาจะไม่เหมือนกันตลอดทั้งปี และไม่เหมือนกับใบที่ใส่มาตอนเปิดตัวทีมแข่งปี 2020 ครับ งานนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบเก็บเงินรอได้เลย AGV ก็น่าจะผลิต Sole e Luna Pop Art editionนี้ขายในหมวกวางจำหน่ายทั่วไปอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Team SUZUKI ECSTAR เริ่มต้นทศวรรษใหม่ด้วยการตั้งเป้าหมายในอนาคตอย่างหนักแน่น ในขณะเดียวกันก็น้อมรับให้กับการแข่งขันที่เคยรุ่นโรจน์ในอดีต ปี 2020 นี้เป็นปีที่ 60 ที่ Suzuki ทำการแข่งขัน เป็นเสาหลักไมล์สำคัญซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการใช้ชุดสีใหม่กับทีมแข่ง เป็นการผสมผสานที่สวยงามลงตัวของสีน้ำเงินที่เราคุ้นเคยเข้ากันกับสีเงินในแบบดั้งเดิม เพื่อให้แน่ใจว่าคู่หูสุดทะเยอทะยานทั้ง 2 คนอย่าง Alex Rins และ Joan Mir นั้นแตกต่างจากนักแข่งคนอื่นๆ โดยในฤดูกาลนี้ GSX-RR จะสืบทอดสายเลือดและวิญญาณของการแข่งขันที่ทาง Suzuki เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ในปี 1960 กับการเข้าร่วมแข่งขันในศึก Tourist Trophy ใน Isle of Man ซึ่งเป็นเวลาเพียงแค่ 2 ปีก่อนหน้าที่ Ernst Degner จะชนะการแข่งขัน GP ครั้งแรกให้กับ Suzuki และกลายเป็นแชมป์โลกรุ่น 50 ซีซี ตั้งแต่นั้น Suzuki ในฐานะค่ายรถผู้ผลิตก็ได้ฉลองความสำเร็จหลายต่อหลายครั้ง ประกอบไปด้วย แชมป์โลก 14 ครั้ง มาจนถึงชัยชนะครั้งล่าสุดของ Alex Rins เมื่อปี 2019 ที่อเมริกาและที่อังกฤษ เป้าหมายที่จะสยบสัตว์ร้ายคือความตั้งใจและความน่าประทับใจของคู่หู Rins และ Mir ของทีม Suzuki Ecstar นักแข่งหนุ่มชาวสเปนทั้งสองต่างตั้งใจที่จะเข้าร่วมฤดูกาล 2020 เพื่อที่จะประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากปี 2019 การคว้าลำดับที่ 4 ของตารางคะแนนรวมในปีที่แล้ว คว้าชัยชนะที่ยอดเยี่ยมมาได้ 2 ครั้ง และจบการแข่งขันภายใน 5 อันดับแรกทั้งหมด 11 ครั้งของ Alex Rins ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักแข่งแถวหน้าของ MotoGP เขาพร้อมที่จะสู้ในฤดูกาลใหม่นี้อย่างสนุกสนานและตั้งเป้าที่จะสร้างผลลัพธ์ของเขาและเพิ่มถ้วยรางวัลบนชั้นของเขาให้มากกว่าเดิม Joan Mir จบฤดูกาลแรกของเขาได้อย่างน่าจดจำกับ Team SUZUKI ECSTAR ในปี 2019 ซึ่งสามารถติด 10 อันดับแรกทั้งหมด 10 ครั้ง และจบที่อันดับ 5 ได้ที่ออสเตรเลียซึ่งนั่นคือผลงานที่ดีที่สุดของเขา สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีนึงของ Suzuki ล่ะนะครับ แฟนๆ Suzuki อย่าลืมติดตามให้กำลังใจเชียร์กันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก