SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

บอส Trackhouse จี้ MotoGP รื้อระบบ! แยกควอลิฟาย Sprint – Main Race ตามรอย F1 ดาวิเด บริวิโอ (Davide Brivio) ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ของ Trackhouse MotoGP ออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend Format) โดยเสนอให้เดินตามรอยความสำเร็จของ Formula 1 เพื่อยกระดับความยุติธรรมและความเร้าใจให้กับการแข่งขัน นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา MotoGP ได้ใช้ระบบควอลิฟายแบบ Q1 และ Q2 ที่ตัดสินจากผลการซ้อม แต่การปรับเปลี่ยนกติกาในช่วงหลัง โดยเฉพาะการเพิ่มการแข่งขัน Sprint Race เข้ามา ทำให้ความสำคัญของ “บ่ายวันศุกร์” พุ่งสูงจนเกินไป ซึ่งบริวิโอมองว่านี่คือจุดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ปัญหาของ “วันศุกร์มหาโหด” ใน MotoGP ภายใต้กติกาปัจจุบัน นักแข่งที่ทำเวลาไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกในช่วง Practice บ่ายวันศุกร์ จะถูกส่งไปคัดเลือกใน Q1 ทันที ซึ่งหมายความว่าหากเกิดอุบัติเหตุ รถเสีย หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจในวันศุกร์เพียงวันเดียว โอกาสที่จะได้ตำแหน่งสตาร์ทแถวหน้าทั้งในรอบ Sprint และ Main Race แทบจะหมดไป Davide Brivio ให้สัมภาษณ์กับ GPOne ว่า “มันเป็นความเห็นส่วนตัวนะ แต่ผมไม่ชอบเลยที่บ่ายวันศุกร์ต้องมากำหนดชะตากรรมของทั้งสุดสัปดาห์แบบนี้ ถ้ามีอะไรผิดพลาดแค่นิดเดียว ทุกอย่างที่เตรียมมาคือจบสิ้น” ข้อเสนอโมเดล F1: แยกควอลิฟายเพื่อความแฟร์ สิ่งที่บอสใหญ่ Davide Brivio Trackhouse ต้องการเห็นคือการนำรูปแบบ Sprint Weekend ของ F1 มาใช้ คือการมีเซสชันควอลิฟายแยกกันชัดเจน วันศุกร์: ให้เป็นการควอลิฟายเพื่อจัดอันดับสตาร์ทใน Sprint Race วันเสาร์: ให้มีการควอลิฟายแยกออกมาอีกหนึ่งเซสชัน เพื่อตัดสินกริดสตาร์ทสำหรับ Grand Prix วันอาทิตย์ “การทำแบบนี้จะทำให้เรามีกริดสตาร์ทสองแบบที่ต่างกัน และสุดสัปดาห์ของนักแข่งจะไม่ถูกทำลายเพียงเพราะวันศุกร์ที่ไม่เป็นใจ นอกจากนี้มันยังสร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ได้ติดตามผลลัพธ์ที่หลากหลายขึ้นด้วย” บริวิโอกล่าวเสริม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงเสียงสะท้อนจากคนในพาร์ด็อกที่เริ่มรู้สึกว่า MotoGP ในยุคปัจจุบันเน้นความกดดันมากกว่าการชิงไหวชิงพริบในสนาม ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง Dorna Sports จะรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณาสำหรับการปรับปรุงกติกาในปีต่อๆ ไปหรือไม่

Brad Binder มองว่า KTM ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น Brad Binder นักบิดจอมเก๋าจากทีมโรงงาน KTM ได้ออกมาเผยหลังจากงานเปิดตัวทีมแข่งจากแบรนด์ KTM เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ช่องว่างในช่วงเวลาต่อรอบที่ KTM ตามหลัง Ducati ในการแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ห่างมากขนาดนั้น ถึงแม้ว่ารถจากค่าย Ducati จะมีช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP เมื่อฤดูกาล 2024 ด้วยการคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม พร้อมกับการคว้าแชมป์ประเภททีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่ขาดลอย “ผมคิดว่ามันแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ซึ่งในบางสนามผมคิดว่าเราสามารถสู้ได้ และเราเองก็มีโอกาสในการคว้าโพเดียม แต่ในบางสถานการณ์ผมก็มองว่าเราก็เจอโจทย์ที่ยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองดูตัวเลข และวิเคราะห์ช่องว่างต่อรอบในเวลาที่ทำได้ ผมรู้สึกว่าเราก็ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น” “จริงที่แต่ก่อนอาจจะดูห่างกันมากในเรื่องของช่องว่าง และประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองในความเป็นจริงถ้าพวกเราทำการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละจุดสุดท้ายแล้วช่องว่างตรงนั้นก็จะหายไปเอง” ตารางคะแนนทีมแข่งประจำฤดูกาล 2024 ทีม คะแนน Ducati Lenovo Team 884 คะแนน Prima Pramac Racing 681 คะแนน Gresini Racing MotoGP 565 คะแนน Aprilia Racing 353 คะแนน Pertamina Enduro VR46 Racing Team 318 คะแนน Red Bull KTM Factory Racing 304 คะแนน Red Bull GASGAS Tech3 242 คะแนน Monster Energy Yamaha MotoGP Team 144 คะแนน Trackhouse Racing 141 คะแนน LCR Honda 86 คะแนน Repsol Honda Team 35 คะแนน จากตารางคะแนน ‘รูปแบบทีม’ ด้านบน ทางด้านของ Ducati Lenovo Team สามารถทำคะแนนได้ถึง 884 คะแนน และทางด้านของทีมโรงงาน KTM สามารถทำคะแนนได้เพียง 304 คะแนนเท่านั้น ทีม คะแนน Ducati 722 คะแนน KTM 327 คะแนน Aprilia 302 คะแนน Yamaha 124 คะแนน Honda 75 คะแนน และตารางนี้คือตารางคะแนนของ ‘ผู้ผลิต’ ซึ่งก็ยังคงเป็นแบรนด์รถจากค่ายอิตาลีที่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเช่นเคยด้วยคะแนนรวม 722 คะแนนจากคะแนนเต็ม 728 คะแนน คิดเป็น 99% และอันดับที่สองตกเป็นของ KTM สะสมคะแนนได้ 327 คะแนน คิดเป็น 44% โดยช่องว่างระหว่างอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ห่างกันถึง 395 คะแนนซึ่งก็ถือว่าเป็นช่องว่างที่มีความห่างไม่น้อยเลยทีเดียว จากนั้นนักบิดสัญชาติแอฟฟริกาใต้รายนี้ยังเผยอีกว่าในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่จะเปิดฉากในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เขาหวังว่าตัวเขาจะมีฟอร์มที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตของเขา “เมื่อเราลงแข่งที่ไทย ผมอยากฟอร์มการแข่งอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” “พวกเขาทุกคนรวมไปถึงทีมงานเร่งทำงานอย่างหนักให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไต่อันดับขึ้นไป และสามารถต่อสู้กับกลุ่มหัวตารางให้ได้อย่างมากที่สุด” ผลงานที่ดีที่สุดของ KTM ในการแข่งขัน MotoGP 2024 สนามที่ทำการแข่งขัน นักแข่ง อันดับที่ทำได้ สนามลูเซลอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศกาตาร์ Brad Binder 2 สนามมันดาลิกาอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศอินโดนีเซีย Pedro Acosta 2

เชื่อพี่ ! ย้ายเถอะน้อง เควิน ชวานซ์ แนะ เปโดร อคอสต้า ออกจาก KTM เปโดร อคอสต้า นักบิดดาวรุ่งจากทีมโรงงาน KTM ถูกตำนานแชมป์โลกในรุ่น 500 ซีซีอย่าง เควิน ชวานซ์ แนะนำให้ย้ายทีมหนีออกจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติออสเตรียหากมีโอกาส เพราะการไปอยู่ในทีมที่มีสภาพแวดล้อมที่มีทิศทางการลุ้นแชมป์ จะส่งผลดีกับเจ้าตัว ปัจจุบันเปโดร อคอสต้าขึ้นมาสู่ทีมโรงงานของ KTM เป็นปีแรก โดยเจ้าตัวย้ายมาจากทีมรองของทางค่ายอย่าง Red Bull GASGAS Tech3 โดยอคอสต้าเซ็นสัญญาระยะยาวกับ KTM แต่ผลงานที่ไม่สู้ดีนักในช่วงต้นฤดูกาล 2025 รวมถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของทีมหลังเผชิญวิกฤตการเงินเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า นักบิดวัย 20 ปีรายนี้อาจตัดสินใจแยกทางกับ KTM หลังจบฤดูกาล ‘Baby Shark’ ตกเป็นข่าวลือเชื่อมโยงกับหลายทีม อาทิ VR46 Ducati, Honda และ Pramac Yamaha แม้ว่าอคอสต้าจะยังคงแสดงจุดยืนสนับสนุน KTM อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม เควิน ชวานซ์ แชมป์โลก 500 ซีซี ปี 1993 เชื่อว่า หากมีโอกาสได้ย้ายไปขี่รถที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์ อคอสต้าก็ควรรีบคว้าไว้ “เมื่อปีที่แล้วเขามีโอกาสลุ้นคว้าชัยในหลายสนามขณะที่อยู่แถวหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถปิดจ็อบได้ เขายังไม่สามารถรักษาตำแหน่งหน้าสุดไว้จนถึงเส้นชัยได้” ชวานซ์กล่าวผ่านช่องทางถ่ายทอดสด MotoGP ในรายการกรังด์ปรีซ์ที่อเมริกา “ผมคิดว่าเปโดรมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมรออยู่ข้างหน้า เขาควรใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่ทำได้บนรถ KTM และถ้ามีโอกาสได้ขี่รถที่อยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าด้วยวัยของเขาในตอนนี้ เขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที” “ในฐานะคนที่ไม่เคยกล้าพอจะย้ายทีม ผมอยากแนะนำว่า ตอนนี้แหละคือเวลาที่ควรทำแบบนั้น” “ผมเองก็เคยพยายามอยู่สองสามครั้งนะ เคยลองจะไปขี่ Yamaha หนหนึ่ง เคยลองจะไป Honda หนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที” “ผมคิดว่า ในเมื่อเปโดรยังอายุน้อยมาก และถึงแม้ KTM จะเป็นทีมที่ให้โอกาสเขามาจนถึงจุดนี้ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ ถ้าสัญญาใกล้หมด และมีโอกาสที่จะย้ายไปอยู่กับทีมที่กำลังอยู่แถวหน้าของกริด ผมว่าเขาควรรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีให้เสมอไปหรอกนะ” สำหรับผลงานของ KTM ตอนนี้ ทีมรั้งอันดับ 3 ในตารางคะแนนประเภทผู้ผลิต แต่ก็มีคะแนนนำหน้า Aprilia เพียงแต้มเดียว และยังไม่สามารถจบการแข่งขันได้ดีกว่าอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2025 ด้านอคอสต้าเอง ปัจจุบันอยู่อันดับ 13 ของตารางนักแข่ง มีอยู่ 16 คะแนน และจะลงแข่งสนามที่สี่ของฤดูกาลที่ประเทศกาตาร์ในช่วงระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 13 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda DAX125 2022 มินิไบค์สไตล์เรโทรเผยโฉมแล้ววันนี้ เผยโฉมแล้วกับ Honda DAX125 มินิไบค์สไตล์เรโทร ที่คราวนี้เปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์กันที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าเจ้าคันนี้จะผลิตที่โรงงานฮอนด้าที่ลาดกระบังนี้ก็ตาม คาดว่าการทำตลาดก็จะเป็นโมเดลที่จำหน่ายใน Cub House ของทางฮอนด้านั่นเอง โดยตัวรถจะมาในแบบเรโทรตามแบบต้นฉบับที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1969 นู่นเลย ในส่วนของดีไซน์นั้นจะออกมาในแบบของคลาสสิกเป็นหลัก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัลพร้อมกรอบเรือนไมล์โครเมียมสวยงามคลาสสิก ไฟหน้า ไฟท้ายรวมถึงไฟเลี้ยว กระทั่งกระจกเองก็เป็นทรงกลมล้วนเป็นทรงกลมตามแบบคลาสสิก พร้อมระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในโคม ซึ่งให้ความสว่างชัดเจนไม่ว่าเวลาไหน ชิ้นส่วนในรถส่วนใหญ่เน้นสีโครมในแบบของรถคลาสสิกวินเทจ กระทั่งโลโก้ฮอนด้าที่ใช้ในตัวรถและกุญแจก็ยังเลือกใช้โลโก้ปีกนกแบบคลาสสิก ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ จุดคล้ายกับ CT125 ซึ่งก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกันนั่นเอง ขณะที่เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี แบบ OHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI ใช้ระบบเกียร์วน 4 สปีด ไม่มีคลัตช์มือ ท่อไอเสียยกปลายสูงตามแบบฉบับของ DAX ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าน่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับของทาง CT125 ซึ่งก็น่าจะให้สมรรถนะใกล้เคียงกัน เคลมแรงม้ามาที่ 9.25 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดยใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร ที่เคลมมาว่าวิ่งได้ราว ๆ 240 กม. สำหรับช่วงล่างนั้นจะถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียวกับโช้คหน้าแบบหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ล้อจะมีขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบและดิสก์เบรกหลังเดี่ยว 190 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ แต่ในส่วนของระบบเบรก ABS จะมีที่เฉพาะล้อหน้าเท่านั้น อ่อสนนราคาในบ้านเราน่าจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท แต่นี้เป็นเพียงแค่การคาดการณ์นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield 650 Twins 2022 สีใหม่ล่าสุดเปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว รอยัล เอ็นฟีลด์ ผู้นำระดับโลกด้านรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (เครื่องยนต์ 250cc ถึง 750cc) ประกาศเริ่มจำหน่าย Royal Enfield 650 Twins สีใหม่ล่าสุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้ง Interceptor INT 650 Twin และ Continental GT 650 Twin ต่างมาใน 5 สีใหม่ สวยสะดุดตา ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่นยังผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Euro V แล้วอีกด้วย Interceptor 650 Twin จะมาใน 5 สีใหม่ ได้แก่ 2 สีสแตนดาร์ด Canyon Red และ Ventura Blue, 2 สีคัสตอม Downtown Drag และ Sunset Strip และ 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mark 2 ซึ่งเป็นการรำลึกถึง Interceptor 750 ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยุค 60 (ค.ศ. 1960–1969) ทั้งนี้ Interceptor INT 650 Twin ยังคงมีจำหน่ายในสีสแตนดาร์ด Orange Crush และสีคัสตอม Baker Express ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก ส่วน Continental GT 650 ที่เป็นรถในสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ จะมาใน 2 สีสแตนดาร์ดใหม่ British Racing Green รวมถึง Rocker Red ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Continental GT ยุค 60 และเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนพันธุ์แท้ของรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ยังมี 2 สีคัสตอมใหม่ Dux Deluxe และ Ventura Storm และอีก 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mister Clean นอกจากนี้เพื่อความลงตัวกันในด้านความสวยงามโดยรวม ขอบล้อและบังโคลนของ Interceptor INT 650 Twin สีสแตนดาร์ดก็มีสีดำล้วนให้เลือกแล้ว ตามความต้องการของกลุ่มผู้ขับขี่ที่ก่อนหน้านี้จะได้ขอบล้อ และบังโคลนสีดำล้วนใน Interceptor INT 650 Twin สีคัสตอมเท่านั้น สนนราคา Interceptor 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 237,800 บาท สีคัสตอมใหม่ ราคา 240,100 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 243,400 บาท Continental GT 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 246,700 บาท สีคัสตอมใหม่ราคา 249,800 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 252,300 THB ทั้งหมดนี้เปิดให้จองแล้วทั่วประเทศไทย Royal Enfield 650 Twins 2022 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Wave110i 2022 รถครอบครัวดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทันสมัย ตอกย้ำความเป็นหนึ่ง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวที่คว้ายอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในไทย 13 ปีซ้อน ด้วยการเปิดตัว New Wave110i 2022 ที่โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “รถจักรยานยนต์ที่คนไทยเชื่อใจเป็นที่ 1” โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ สวย เท่ ไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยชุดคู่สีใหม่ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวลงตัวในทุกมิติของรถ สำหรับโมเดลนี้ให้การขับขี่ที่สะดวกสบายและคล่องตัวเป็นที่ 1 ในทุกการเดินทาง ด้วยไฟหน้า LED ส่องสว่างได้ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ออกแบบแยกส่วน ให้ข้อมูลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน พื้นที่ใต้เบาะแบบ Big U-Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร ใส่สัมภาระจุใจ ถังน้ำมัน ขนาดใหญ่จุได้ถึง 5 ลิตร ตอบสนองการใช้งานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุ้มค่า ประหยัด แรง ทน เป็นที่ 1 ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ทำงานร่วมกับหัวฉีด PGM-FI ให้การเผาไหม้อย่างหมดจด เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ สมรรถนะแรงบิดสูง แข็งแรงทนทาน และให้อัตราการประหยัดน้ำมันเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 76.9 กม./ลิตร จากการทดสอบมาตรฐานระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อแม็ก มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง-เทา, สีน้ำเงิน-เทา และสีดำ-เทา ราคาแนะนำที่ 46,000 บาท รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,000 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,100 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำที่ 37,400 บาท ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Adventure Skill Training คุ้มแบบนี้ ไม่เรียนได้ไง!! สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับการเรียนขับขี่เพิ่มสกิลทางฝุ่น วันนี้ทีมงาน SuperBike ก็ได้รับเกียรติจากยามาฮ่าเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Yamaha Off Road Experience ในส่วนของหลักสูตร Yamaha Adventure Skill Training ที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ออฟโรดที่ถูกต้อง และสามารถขับขี่ในรูปแบบผจญภัยได้สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมนี้ยามาฮ่ารวม 3 สิ่งสุดยอดมารองรับให้กับลูกค้าโดยเฉพาะนั่นก็คือ สุดยอดรถในด้าน Performance อย่าง Tenere 700 เตรียมไว้ให้เช่าขับขี่ได้ กรณีที่ไม่อยากใช้รถตัวเองหรือยังไม่มีรถ นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถ Super Tenere, Tenere 700, Tracer 900 GT/ Tracer 900 / MT-09 – Tracer / FJ-09 , YZ450F , YZ250F และ WR155R ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยเช่นกัน 2. สุดยอดสนาม Touratech Adventure & Enduro Park ที่ได้รับมาตรฐาน มีเส้นทางจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในแบบออฟโรดที่หลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 3. สุดยอดครูฝึก ดีกรีแชมป์เอ็นดูโร่ประเทศไทยอย่าง Big Bear หรือ ครูหมี สาคร อยู่เย็น ได้อ่านเพียงเท่านี้ก็อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า ใน 1 วันที่ได้เรียนนี้ เขาสอนอะไรบ้าง มาครับ!! เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ในช่วงเช้าจะเป็นขั้นตอนลงทะเบียนเข้างาน ตรวจประวัติการได้รับวัคซีนพร้อมผลตรวจ ATK ล่วงหน้าไม่เกิน 2 วัน และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็จะมีเสื้อเจอร์ซี่สวย ๆ ให้สำหรับใส่ในการเรียนขับขี่ และสำหรับรถที่ผมขี่ในวันนี้นั้นเป็น Yamaha Tenere 700 (T7) สุดยอดรถอีกหนึ่งรุ่นยอดฮิตที่พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากศูนย์เพราะติดยางดี Pirelli Scopion Rally STR มาให้เลย เริ่มต้น! ครูหมีกล่าวทักทายสวัสดี แนะนำทีมผู้ช่วยครูฝึก และพูดถึงการเรียนที่จะต้องเจอกันในวันนี้ แต่ก่อนจะไปเริ่มเรียนนั้นการวอร์มร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรยืดเส้นยืดสายกันเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะขับขี่กันตลอดทั้งวัน เริ่มกันที่ฐานแรก การขับขี่ที่ดีก็ควรจะมีพื้นฐานที่ดี ครูหมีก็จะเริ่มสอนกันตั้งแต่พื้นฐานการจับแฮนด์ เนื่องจากการขี่รถแนวออฟโรดนั้นเราต้องควบคุมรถตลอดเวลาและต้องรู้จักการแบ่งนิ้วในการกำคลัตช์และเบรก ใช้ 1 – 2 นิ้วเท่านั้น ส่วนนิ้วที่เหลือก็ใช้กำแฮนด์เพื่อที่จะได้ไม่เสียการควบคุมรถซึ่งจะทำให้เราควบคุมรถได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น ต่อมาเป็นการทำความรู้จักกับรถ ในส่วนนี้จะเป็นการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์ ครูหมี ให้เริ่มจากการเข็นรถก่อน โดยที่ไม่ต้องออกแรงเข็น แต่ให้ใช้กำลังเครื่องยนต์โดยการค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์ให้รู้สึกว่ารถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกตัว เราเพียงแค่เดินตามรถและประคองหาสมดุลของตัวรถไม่ให้เอียงไปทางซ้ายหรือขวาถ้ารถได้สมดุลเราจะรู้สึกว่ารถเบา ถ้าเกิดรู้สึกว่ารถเคลื่อนที่เร็วไปก็เพียงแค่กำคลัตช์และเบรกหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เท่านี้เราก็ไม่เหนื่อยในการเข็นรถที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้ว เมื่อรู้จักการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการหยุดรถ เพราะการหยุดรถให้ได้ดั่งใจถือเป็นสิ่งสำคัญจำเป็น หากในสถานการณ์ขับขี่จริงแล้ว เราต้องหยุดรถในที่ที่มีพื้นที่ยืนจำกัด บางทีมีแค่หินก้อนเดียวให้เราวางเท้า ก็ควรต้องมีความแม่นยำในการเบรกให้มาก สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการเบรกรถและวางเท้าบนแท่นปูนสลับซ้ายขวาและจะมีความเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่หินก้อนเดียว แรก ๆ ก็ฝึกจากการนั่งขี่ดูก่อน ขี่วนสักรอบสองรอบก็ลองเปลี่ยนเป็นท่ายืนบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย ต่อมาจะเป็นการฝึกขับขี่ขึ้นลงเนินในลักษณะคล้ายตัว V กลับหัว ติดกัน 3 เนิน หลัก ๆ ของฐานนี้จะเป็นการฝึกใช้ เบรก คลัตช์ คันเร่ง และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวผู้ขับขี่ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นต้องมีความสัมพันธ์กันหมดและใช้ให้ถูกจังหวะ มากไปก็อาจจะทำให้เสียการควบคุม น้อยไปก็อาจจะทำให้รถดับและเกิดอุบัติเหตุได้ สำหรับขั้นตอนที่ครูหมีได้สอนขี่ทางลักษณะแบบนี้ก็คือ ก่อนขึ้นเนินให้เติมคันเร่งเล็กน้อย ให้รู้สึกว่ารถมีกำลังพอที่จะขึ้นเนินได้ ตอนขึ้นถ่ายน้ำหนักตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สายตามองที่ปลายเนิน ส่วนตอนลงเนินให้ถ่ายเทน้ำหนักมาด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเบรกอย่างนุ่มนวล ไม่เบรกจนล้อล็อกเพราะอาจจะทำให้เสียการควบคุมได้ พอถึงจังหวะก่อนที่ล้อหลังใกล้จะลงถึงจุดต่ำสุดของเนินก็เติมคันเร่งให้รถพอมีกำลังขึ้นเนินและถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าแบบเดิมที่ได้บอกไปตอนต้นทำสลับกันไป ต่อมาเป็นการขับขี่บนทางหิน ฐานนี้ไม่ยากไม่ง่ายเพราะเวลาที่ล้อเราเหยียบหินรถอาจจะมีอาการพลิกซ้ายพลิกขวา เทคนิคก็คือควรเร่งให้รถมีกำลังอยู่ตลอด แต่ต้องไม่ช้าและไม่เร็วไป ควรขับขี่ในท่ายืนเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ สายตามองไกลและกำหนดทิศทางที่จะไปเพียงเท่านี้ก็ผ่านไปได้แบบสบาย ๆ เลย ที่ผ่านมาเราขึ้นเนินลงเนินเล็กกันไปแล้วทางครูหมีก็พาไปขึ้นเนินใหญ่กันบ้าง บอกตรง ๆ แอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะเนินค่อนข้างสูงและชัน สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการฝึกขึ้น – ลงเนินโดยการใช้เบรก คลัตช์ คันเร่ง และระบบเบรก ABS ของรถเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยการลงเนินก่อน ครูหมีบอกว่าก่อนที่จะลงเนินในลักษณะแบบนี้

Ducati DesertX Discovery ปรับใหม่ ใส่ของ ท่องทางไกล ดูคาติเปิดตัว Ducati DesertX Discovery แอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางที่ถูกปรับมาใหม่ ด้วยการมีแนวคิดที่ว่าจะให้ไบเกอร์สายลุยไปได้ทุกเส้นทาง ให้ไปผจญภัยได้มากยิ่งขึ้น เจ้าโมเดลนี้ก็เลยจะติดตั้งของแต่งจากโรงงานมาให้เลย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์การเดินทางและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลดิสคัฟเวอรี่คันนี้จะติดตั้งการ์ดต่าง ๆ มาให้หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ดแฮนด์และแครชบาร์แบบเสริมความแข็ง การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดท้องเครื่อง สำหรับป้องกันตัวรถในเส้นทางการขับขี่ที่มีอุปสรรคและมีความยากสูง ยังมีอุ่นมือและชิลด์หน้าที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยป้องกันลมและอากาศหนาวยามที่ต้องไปขี่ในพื้นที่ที่หนาวเย็น ติดตั้งระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์น มีปี๊บอลูมิเนียมสองใบด้านข้างความจุรวม 76 ลิตรมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีขาตั้งคู่สำหรับจอดรถได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้สามารถง่ายต่อการเปิดกล่องสัมภาระหรือตอนที่จะต้องจอดพัก หรือต้องการเซอร์วิสรถในเรื่องของโซ่และล้อหลัง ซึ่งจะยิ่งทำให้มันเหมาะกับการเดินทางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ในส่วนของสเปกอื่น ๆ จะยังคงไม่เปลี่ยนไป โดยจะมีพื้นฐานมาจาก DesertX มาใส่ของตกแต่งเพิ่ม โดยจะยังคงใช้เครื่องยนต์ Testastretta 11° ที่เป็นเครื่องสองสูบวี ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังขนาด 21 ลิตร เหมาะสำหรับเดินทางไกล ช่วงล่างจะเป็นโช้คจากทาง KYB ปรับแต่งได้เต๋มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวจาก Brembo ล้อซี่ลวดแบบไม่ใช่ยางในที่ให้มาจะมีขนาด 21 และ 18 นิ้วตามลำดับหน้าหลัง ส่วนยางที่ใส่มาให้พร้อมเดินทางสายลุยจะเป็นยาง Pirelli Scorpion Rally STR ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้มาก็จะมีโหมดการขับขี่ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ครูซคอนโทรล ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน และระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง เรียกว่าให้มาแน่น ๆ เลย ส่วนเรื่องของราคาค่าต๋งนั้นจะเพิ่มขึ้นจากโมเดลสแตนดาร์ดอยู่ที่ 2,600 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 102,500 บาท (ไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ) หากคิดจากโมเดลที่ขายในไทยตอนนี้ที่ราคา 669,000 บาท โมเดลใหม่นี้ก็น่าจะมีราคามากกว่า 800,000 บาทเป็นแน่แท้ แต่บอกเลยว่าคุ้มกว่าไปแต่งเพิ่มเองแน่ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในบ้านเราคงต้องรอปีหน้ากันเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2025 สีใหม่ เปิดขายในอเมริกา เมื่อกี้นี้หลายคนอาจได้ทราบข่าวสำคัญ สำหรับค่ายซูซูกิบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดทำการผลิตเจ้า GSX-R1000 ซูเปอร์ไบค์ระดับตัวพันรุ่นเรือธงของทางค่ายเป็นที่เรียบร้อย อ่านข่าวคลิ๊กที่นี่ ก่อนเดินหน้าสายการผลิตโมเดลรุ่นใหม่ในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางค่ายซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกาเอง ยังมีโฉมโมเดลมาจำหน่ายในรุ่นเวอร์ชัน 2025 ซึ่งอาจเป็น “ล็อตสุดท้าย” ทิ้งทวนให้เหลือเพียงความทรงจำดี ๆ ให้กับเหล่าสาวกได้จับจองนั่นเอง ซึ่งเจ้ารุ่นนี้อาจขนานนามได้ว่าเป็นโมเดลแห่งการท่องกาลเวลาไปซะแล้ว นับตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบันก็ล่วงเลยมาถึง 8 ปีแล้วหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แต่อย่างไรก็ยังเป็นรุ่นนิยมครองใจเหล่าไบค์เกอร์มาแล้วนักต่อนัก (SuperBike ก็เช่นกัน) และคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก กับรถสปอร์ตตัว 1000 มาพร้อมเสน่ห์กับความดิบเถื่อนที่จับหาได้ยากในยุคนี้ ด้วยเอกลักษณ์ความบ้าระห่ำอีกเช่นเคย ทางซูซูกิจากทางฝั่งอเมริกา ได้ทำการปล่อยโฉมเจ้า Suzuki GSX-R1000 2025 และ GSX-R1000R ในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใหม่ แต่อาจจะถูกใจสาวกค่ายซูด้วยชุดสีที่เปลี่ยนไป ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีขนาดลูกสูบและช่วงชัก 77 x 55.1 มม.ใช้ระบบวาล์วแปรผัน (Variable Valve Timing) พร้อมตัววาล์วทำจากไทเทเนียม โดยมีขนาดของวาล์วไอดี 31.5 มม.และวาล์ไวไอเสีย 24 มม. ผ่านมาตรฐาน Euro4 นอกจากนี้ยังใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า กับระบบเกียร์ 6 สปีดจับคู่กับควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถทำรอบเรดไลน์ได้สูงถึง 14,500 รอบ/นาที กับแรงม้าที่ให้มาถึง 202 ตัว พร้อมกับความจุถังน้ำมันที่ 16 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างขั้นเทพด้วยระบบ Suspension เซ็ตค่าจากสนามแข่ง โดยด้านหน้าเป็น Upside down จาก SHOWA BFF (เสริมซับแทงค์ในรุ่น R1000R) ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก SHOWA BFRC-Lite ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน พร้อมด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกด้านหน้าขนาด 350 มม. พ่วงคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 240 มม. ใช้คาลิเปอร์เบรก Nissin ลูกสูบเดียว ติดมาพร้อมกับระบบเบรก ABS Dual Channel และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ถึง 10 ระดับ ส่วนล้อและยางหน้า-หลังมีขนาด 120/70-17 และ 190/55-17 นอกจากมีระบบต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบ Easy Start ระบบป้องกันการโจรกรรม โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบนำทาง เซ็นเซอร์ IMU แกนช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของตัวรถ ระบบ Low RPM Assist ที่ช่วยคุมรอบเดินเบาขณะออกตัวป้องกันรถดับ ระบบ Easy Start ที่ช่วยให้สตาร์ทรถได้ง่ายได้เพียงกดปุ่มเดียว และมีระบบช่วยออกตัว ถือว่าครบครันและเหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานทั่วไปหรือแม้กระทั่งในสนามแข่งก็ถือว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว และนี่ก็เป็นข้อมูลส่วนคร่าว ๆ สำหรับสเปกตัวรถ อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก นอกจากชุดสีที่เปลี่ยนไป สำหรับรุ่น GSX-R1000R และ GSX-R1000 มีจำหน่ายด้วยกันรุ่นละ 2 สีได้แก่สีแดง-ดำ Candy Daring Red Glass Black (ล้อเฉดสีแดงและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) และสีเทา Metallic Matte Sword Silver (ล้อเฉดสีดำและกระบอกโช้คสีทองพร้อมซับแทงค์ในรุ่น R) โดยรุ่น GSX-R1000R มีราคาอยู่ที่ $18,649 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 6.8 แสนบาท ส่วนรุ่น GSX-R1000 มีราคาอยู่ที่ 16,499 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 แสนนิด ๆ หากใครที่ชอบความเดือดแบบบ้าระห่ำ สามารถเข้าไปจับจองกันได้ แต่อาจเสียค่าชิปปิ้งซักเล็กน้อย

Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy R.2 Honda Trophy ระเบิดความมันส์ในงาน SuperBikeMag.com Trackday & Trophy สนามที่ 2 ที่พีระเซอร์กิต จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 – 6 สิงหาคมที่ผ่านมา กิจกรรมสุดมันส์ที่ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,300 คน พร้อมรถลงสนามอีกกว่า 400 คัน ซึ่งในวันเสาร์ที่ 5 นั้นลูกค้าจะได้ร่วมกิจกรรมขับขี่ในสนามในรูปแบบของแทร็กเดย์กันก่อน โดยทางฮอนด้าบิ๊กไบค์เหมาพิทสำหรับรับรองนักแข่งไว้มากถึง 4 พิท พร้อมกันนั้นได้เตรียมทีมงานมาช่วยรับรองลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมีการให้คำแนะนำเทคนิคการขับขี่จากอาจารย์แมน กิตติ แจ่มสาคร อดีตแชมป์ประเทศไทย รวมถึงทีมช่างที่พร้อมจะช่วยลูกค้าปรับเซ็ตรถของลูกค้าทุกคันให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามมากที่สุด หลังจากหมดกิจกรรมแทร็กเดย์ในช่วงเช้าวันที่ 5 แล้ว ช่วงบ่ายก็จะเป็นช่วงของการควอลิฟาย เพื่อเข้าแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 6 ซึ่งในครั้งนี้พิเศษกว่าสนามที่ผ่านมา โดยมามันส์กันในงานของทางซูเปอร์ไบค์ ซึ่งแต่เดิมในงานก็มีรุ่นการแข่งขันอย่าง Honda Cup ให้ลูกค้าได้ลองมาสวมวิญญาณนักแข่งลงไปขับขี่ในสนามอยู่แล้ว ซึ่งในรุ่นฮอนด้าโทรฟี่นี้จะเป็นการแข่งขันโดยใช้รถ Honda CBR500R ทั้งหมด แต่จะมีคลาสการแข่งขันแบ่งออกเป็น A และ B ซึ่งแบ่งตามประสบการณ์การขับขี่ของแต่ละคน ซึ่งมีผู้สมัครเข้าแข่งขันมากมาย โดยผู้ชนะ 5 อันดับแรกจะได้เงินรางวัลพร้อมถ้วยเกียรติยศสุดสวยงามไปครอบครองให้ได้ภาคภูมิใจกันอีกด้วย ส่วนรุ่น Honda Cup ก็จะแข่งขันต่อเนื่องจากกิจกรรมแทร็กเดย์แอนด์โทรฟี่สนามแรก และมีการเก็บคะแนนสะสมเพื่อชิงรางวัลประจำปีนอกไปจากรางวัลแต่ละสนามที่ได้รับจากสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนใจดีหลายสิบแบรนด์ที่ร่วมกันช่วยให้กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางฮอนด้าบิ๊กไบค์อีกครั้งที่ช่วยซัพพอร์ตนักบิดค่ายปีกนกให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้สะดวกและง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสำหรับแฟน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ก็อย่าลืมไปติดตามข่าวสารได้ที่หน้าแฟนเพจ Honda BigBike และทางซูเปอร์ไบค์ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Monster 30° Anniversario โมเดลพิเศษฉลอง 30 ปีมอนสเตอร์ ค่ายรถจากเมืองโบโลญญาฉลองโอกาสพิเศษให้แก่มอเตอร์ไซค์ระดับตำนานของทางค่ายที่เปลี่ยนแปลงโลกสองล้อไปตลอดกาลด้วยโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีที่ชื่อว่า Monster 30° Anniversario ที่โดดเด่นด้วยชุดสีไตรคัลเลอร์แบบอิตาลี ซึ่งผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น สำหรับเน็กเก็ดไบค์อย่างเจ้ามอนสเตอร์นั้นประเดิมเปิดตัวครั้งแรกย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วหรือในปี 1993 นั่นเอง เป็นโมเดลที่เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการและได้ครองใจผู้คนกว่า 350,000 คนทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเครื่องยนต์จัดจ้านสไตล์สปอร์ต เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนพร้อมแชสซีแบบรถซูเปอร์ไบค์ แฮนด์บาร์กว้าง และการไม่มีแฟริ่ง ไอเดียและความเรียบง่ายนี้กลับได้ผลเกินคาด ทำให้โลกสองล้อมีรถกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าเน็กเก็ดไบค์ขึ้นมา แถมเจ้ามอนสเตอร์เองก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ยังคงวิวัฒน์พัฒนาขึ้นมาหลายครั้งหลายหนจนมาถึงบัดนี้ ที่ทั้งโดดเด่น ทรงพลัง แต่มีน้ำหนักเบาที่สุด และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษนี้เองก็ยังคงเอกลักษณ์ของมอนสเตอร์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ที่มองปราดเดียวก็รับรู้ได้ แต่ครั้งนี้โดดเด่นแบบอิตาเลียนสไตล์ด้วยสีไตรคัลเลอร์ตามแบบธงชาติอิตาลี เขียว ขาวและแดง สมกับที่เป็นรถอิตาลี ตัดด้วยวงล้อสีทองที่ทำพิเศษสำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ และยังมีโช้คหน้า Ohlins NIX30 สีทองเข้าคู่กัน ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ทำให้รถดูพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่ปักโลโก้ฉลอง 30 ปี อนิเมชันพิเศษบนหน้าจอเวลาเปิดสวิตช์รถ และแน่นอนว่าแต่ละคันรันนัมเบอร์บนแผงคอไม่ซ้ำกัน พร้อมเซอร์ทิฟิเคตรับรองความเป็นของแท้รวมไปถึงผ้าคลุมรถพิเศษ ทีนี้เรากลับมาดูตัวโมเดลพื้นฐานกันก่อนครับ แน่นอนว่าจุดเด่นของเจ้าสัตว์ร้ายเจ็นฯ ล่าสุดนั้นโดดเด่นที่น้ำหนักเบา และการที่ไม่ใช่เฟรมถักแบบที่เคยเป็นจุดเด่นอย่างนึงของมอนสเตอร์ และโมเดลพิเศษนี้ยังเบากว่าเดิมอีก 4 กก.ซึ่งแต่เดิมก็เบามากอยู่แล้ว โดยตัวรถมีเครื่องยนต์ Testastretta 11° ซึ่งเป็นเครื่อง 2 สูบวีขนาด 937 ซีซี ให้กำลัง 111 แรงม้าที่ 9,250 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 93.16 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที และวิศวกรก็ยังใช้เครื่องยนต์นี้เป็นส่วนนึงของเฟรม โดยยึดติดกับเฟรมด้านหน้าในลักษณะที่คล้ายกับเจ้า Panigale V4 ในส่วนของช่วงล่างโดดเด่นจัดเต็มด้วยระบบกันสะเทือนจาก Ohlins โดยเฉพาะที่ด้านหน้าเป็น NIX30 ที่เบากว่าของเดิมติดรถสแตนดาร์ดและตัวพลัส 600 กรัม พร้อมการเซ็ตอัพมาแบบสปอร์ต ยังมีกันสะบัดจาก Ohlins มาให้อีกด้วย ขณะที่ระบบเบรกก็จัดเต็มด้วย คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema เบากว่า 400 กรัม และดิสก์เบรกคู่อลูมิเนียมขนาด 320 ม.ม.ที่เบากว่าอีก 500 กรัม ทำให้เบรกดีขึ้นมาก ปิดท้ายช่วงล่างด้วล้อฟอร์จคู่ใหม่ที่เบากว่าเดิม 1.86 ก.ก. ยิ่งทำให้ขับขี่ดียิ่งขึ้น มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือว่าแนวหน้าของรถคลาสนี้ มีทั้งระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ แทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ซึ่งปรับเซ็ตได้หลายระดับ ยังมีระบบช่วยออกตัวที่เพิ่มเข้ามาในโมเดลนี้ มีโหมดการขับขี่ 3 โหมด คือ Sport, Road และ Wet มีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้วที่ดีไซน์คล้าย Panigale V4 นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นพิเศษอื่น ๆ เฉพาะโมเดลพิเศษดังนี้ – เบาะนั่งแบบสปอร์ต – ปลายท่อสลิปออน Termignoni – บังโคลหน้าและหลังคาร์บอนไฟเบอร์ – โหมดการขับขี่ใหม่ โหมด Wet – แบตเตอรีลิเธียมไอออน – ยาง Pirelli Diablo Rosso IV – ครอบไฟหน้า – ครอบเบาะคนซ้อน สุดท้ายนี้ราคาจำหน่ายจากในเว็บอิตาลีนั้นตั้งต้นอยู่ที่ 17,690 ยูโรหรือราว ๆ 670,000 บาท ส่วนจำหน่ายไทยนั้นราคาก็คงโดดไปอีกพอสมควรเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rea แรงไม่กลัวฝน วัดดวงใส่ยางกึ่งฝ่าฝนคว้าชัยเรซแรกที่ Most เข้าสู่การแข่งขันสนามที่ 8 ของฤดูกาลกันแล้วกับการแข่งขันในศึก WorldSBK 2023 การแข่งขันมอรถมอเตอร์ไซค์โปรดักชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยในครั้งนี้ไปแข่งขันกันที่สนาม Autodrom Most ประเทศเช็ก สนามที่มีเลย์เอาต์อันโหดหินเอาเรื่อง กับการแข่งขันในเรซแรกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศ และเป็น Rea แรงไม่กลัวฝน ที่วัดดวงใส่ยางกึ่งหรือยาง Intermediate ฝ่าฝนคว้าชัยในเรซแรกไปครอง แม้จะไม่ได้ออกตัวจากโพลโพซิชันก็ตาม ควอลิฟาย เช้าวันเสาร์ ช่วงเวลาของการควอลิฟาย ตำแหน่งโพลตกเป็นของ Toprak Razgatlioğlu (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) ซึ่งนับเป็นโพลที่ 4 ของเขาในฤดูกาลนี้ ครั้งที่ 12 ของเขาในรายการ และครั้งที่ 50 สำหรับยามาฮ่าในศึกนี้ ด้วยการเลือกใช้ยางหลัง SC0 กดเวลาควอลิฟาย ก่อนจะทำลายสถิติเวลาของสนามแห่งนี้ด้วยเวลา 1’30.801 ทำลายสถิติเวลาเดิมที่ Jonathan Rea เป็นคนทำเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว ส่วนอันดับ 2 บนกริดสตาร์ทตกเป็นของ Danilo Petrucci (Barni Spark Racing Team) และอันดับ 3 เป็น Michael Ruben Rinaldi (Aruba.it Racing – Ducati) เรซ 1 การแข่งขันเรซแรกกลายเป็นการแข่งแบบเว็ตเรซ เนื่องจากมีสายฝนตกลงมาอย่างหนักก่อนที่เรซที่ 300 ของรายการจะระเบิดศึกขึ้นจากนั้นก็ค่อย ๆ ซาลง การเลือกยางนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำการบ้านกันอย่างหนัก โดยมีนักแข่งหลายคนเลือกที่จะใช้ยางกึ่งหรือยาง Intermediate ขณะที่บางส่วนเลือกใช้ยางฝน ซึ่งตรงนี้เองเป็นจุดชี้ชะตาของนักแข่งทั้งหลาย นักแข่งที่เลือกยางกึ่งนั้นล้วนได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งนี้เป็นเพราะสายฝนหยุดสนิทในระหว่างการแข่งขัน และแทร็กก็เริ่มแห้งอย่างรวดเร็วซึ่งยางกึ่งตอบโจทย์มากกว่ายางฝน ซึ่งคนที่ใช้ยางฝนนั้นถูกบังคับกลาย ๆ ว่าจะต้องเข้าไปเปลี่ยนยางและเสียเวลาอันมีค่าหลายวินาที และเป็น Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่ออกสตาร์ทจากกริดที่ 5 ใช้โอกาสนี้คว้าชัยมาได้เป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้ โดยเข้าเส้นก่อนโพลแมนอย่างToprak Razgatlioğlu และ Danilo Petrucci เข้าเส้นเป็นอันดับ 3 แม้ว่าจะออกจากกริดที่สองก็ตาม โดยนักแข่งบนโพเดียมทั้งหมดล้วนใช้ยางแบบกึ่งทั้งนั้น การแข่งขันยังสนามนี้ยังไม่จบ ติดตามการแข่งขันและสรุปผลตารางคะแนนรวมได้ในวันถัดไปที่ SuperBikeMag.com เช่นเดิมครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก