SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รถ EV ย้อมแมว หลังผู้บริโภคแฉถูกดีลเลอร์สอดไส้ขายรถเก่าเป็นป้ายแดง พบหลักฐานประกันเดินล่วงหน้า 7 เดือน พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายและการป้องกันตัว

Pirelli SCX ซุปเปอร์ซอร์ฟ กับการทดสอบครั้งแรกที่เฆเรซ พิสูจน์แล้วเวลาดีขึ้น 1 วิ! สำหรับผลรอบซ้อม Moto 2 / Moto 3 Pre-season Test ที่สนามเฆเรซ ประเทศสเปน ด้วยยางพีเรลลีได้ตัวใหม่ที่ให้นักแข่งทดสอบอย่าง Pirelli SCX รุ่นซุปเปอร์ซอร์ฟ ยางที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการยึดเกาะและมีประสิทธิภาพเพอร์ฟอร์แมนซ์สูงสุด Aron Canet ทำสถิติเวลาดีสุดด้วยยางสูตรใหม่ โดยนักบิดส่วนใหญ่เลือกใช้ยางหลัง Pirelli รุ่นใหม่และทำการทดสอบที่นี่เป็นครั้งแรกอย่าง SCX จับคู่กับล้อหน้าตัวใหม่ขนาดขอบ 3.5 นิ้ว (ลดลงจากรุ่นก่อนหน้าที่ 3.75 นิ้ว) โดย Aron Canet ผู้ที่สามารถทำเวลาต่อรอบดีสุดในเวลา 1:39.552 นาที เลือกใช้ยางหน้า SC1 ยางหลัง SCX ซึ่งความน่าสนใจก็คือ เวลาต่อรอบดีสุดเร็วขึ้นมากกว่า 1 วินาที จากสถิติเดิมที่ 1:40.640 นาทีที่เคยทำไว้เมื่อปีที่ผ่านมา Moto3 ก็ทำสถิติใหม่เช่นกัน ต่อด้วยรุ่น Moto3 โดย José Antonio Rueda (Red Bull KTM Ajo/KTM) ผู้ที่ทำ Fastest Lap 1:43.357 นาที ซึ่งปีที่แล้ว David Alonso เคยทำไว้ที่ 1:43.710 นาที โดยสถิติใหม่ของเจ้าตัวมาพร้อมกับยางซอร์ฟ SC1 ทั้งหน้า-หลัง บนตัวแข่ง ผลลัพธ์ดีเกินคาด บทสัมภาษณ์ของ Giorgio Barbier “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งกับผลลัพธ์ที่ได้ทดสอบในช่วงพรีเทสต์ก่อนเปิดฤดูกาล โดยสิ่งสำคัญในการเทสครั้งนี้ก็คือ ยางหลังซุปเปอร์ซอฟต์รุ่น SCX ที่จัดเตรียมไว้สำหรับรุ่น Moto2 ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก ๆ โดยหลังทดสอบครั้งแรกก็สามารถทำสถิติเวลาต่อรอบดีสุด สำหรับ SCX อย่างที่รู้กันก็คือเป็นยางที่นิยมใช้ในการแข่งขันเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มาหลายปีแล้ว ซึ่งสำหรับการเทสในครั้งนี้เราก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า หากใช้อย่างเหมาะสม ยางรุ่นนี้จะให้ข้อได้เปรียบในแง่ของการยึดเกาะได้อย่างดีเยี่ยม โดยเวลาของ Canet ทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเร็วขึ้นมากกว่า 1 วินาที ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน นอกจาก Canet แล้ว โครงสร้างของยางรุ่นดังกล่าวยังได้รับการยอมรับจากนักแข่ง อีกทั้งเรายังได้ฟีดแบคที่ดีในส่วนล้อใหม่ขอบ 3.5 นิ้ว ซึ่งเป็นสเปคที่ใส่กับยางเราได้ ในความเป็นจริง เราได้เห็นการสึกหรอที่สม่ำเสมอ นับเป็นสัญญาณว่ามันจะช่วยให้นักขับสามารถใช้ศักยภาพของการยึดเกาะและความคล่องตัวของยางได้อย่างเต็มที่ ด้วยการจัดสรรเทียบเท่ากับปีที่แล้ว สถิติที่ดีที่สุดของสนามแห่งนี้ก็ถูกทำลายลงด้วย Best Record สำหรับรุ่น Moto3 นับว่าเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าทีมแข่งแต่ละทีม ใช้ประสบการณ์จากการใช้ยาง SC1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เธอต้องมีฉัน ! LCR Team ยันอยู่คู่ฮอนด้าต่อไปแม้จะมีเปลี่ยนกฎในปี 2027 LCR Team และค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Honda ถือเป็นพันธมิตรน้ำดีกันมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มที่จะเป็นคู่บุญกันแบบนี้ต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนกฎการแข่งขันใหม่ในปี 2027 ก็ตาม ลูซิโอ เชคคิเนลโล อดีตนักแข่งรถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี และหัวหน้าทีม LCR ได้ออกมาเผยกับสื่อตาลี GPOne เกี่ยวกับการที่ทีมได้ต่อสัญญาปัจจุบันกับ Honda ไปจนถึงสิ้นปี 2026 และมีตัวเลือกในการอยู่ต่อในปี 2027 หากมีการลงนามในข้อตกลงใหม่กับ Dorna Sports “สัญญาของเรากับทีม HRC (Honda Racing Corporation) ตามเดิมจะหมดสัญญาลงในช่วงสิ้นปี 2024 แต่เราก็ไม่รอช้าสำหรับเรื่องนี้ ทางเรา (LCR) ต่อสัญญาไปแล้วตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา สำหรับอีกสองปีข้่างหน้าคือปี 2025 และ 2026” “ไม่เพียงแค่ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี แต่เรายังมีสัญญาข้อตกลงสำหรับปี 2027 เพิ่มอีกด้วย แต่ข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อทางเราได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport ให้ทีมเข้าร่วมแข่งขันภายใต้กฎใหม่ในปี 2027” “และเมื่อข้อตกลงดังกล่าวได้รับการยินยอม จะทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของกริดสตาร์ทในการแข่งขัน MotoGP ต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2027 ถึงปี 2031” ซึ่งข้อตกลงในการเข้าร่วมการแข่งขันไม่เพียงเฉพาะทีม LCR แต่ทีมอื่น ๆ เองก็ต้องได้รับการยินยอมจากทาง Dorna Sport เช่นเดียวกัน ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนกฎการแข่งขันจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันจากเดิม 1000 ซีซี เหลือเพียง 850 ซีซี เท่านั้น และยังรวมไปถึงการลดบทบาทในด้านของอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ในด้านของอากาศพลศาสตร์ (Aero Dynamic) และการห้ามใช้ในส่วนของอุปกรณ์ปรับความสูงของตัวรถ โดยทางค่ายปีกนกเองก็หวังว่าภายในการปรับเปลี่ยนกฎใหม่ในการแข่งขันปี 2027 นี้จะทำให้ทางค่ายได้กลับมายืนอยู่ในจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ในช่วงหลังมานี้ทางค่ายเองก็ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับตัวรถ และเทคนิคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามในการแข่งขันฤดูกาล 2025 นี้หลังผ่านการแข่งขันไปทั้งสิ้น 5 สนาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปฏิทินการแข่งขันได้อย่างน่าสนใจ เพราะนักแข่งหมายเลข 5 ของทีม Castrol Honda LCR อย่าง โยฮันน์ ซาร์โก้ก็สามารถฝ่าธงหมากรุกในตำแหน่งท็อปไฟว์ได้ในการแข่งขันสนามที่ประเทศกาตาร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XPENG MONA M03 รถไฟฟ้าค่ายจีน วิ่งไกล 620 กม. พร้อมสู้ศึกโมเดลยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย สรุปราคา สเปกและรายละเอียดต่าง ๆ

Suzuki ยืนยันเลิกแข่ง MotoGP สิ้นปี 2022 นี้ เนื่องจากพิษเศรษฐกิจ ล่าสุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามามัตสึหรือ Suzuki ยืนยันเลิกแข่ง MotoGP สิ้นปี 2022 นี้กับทาง Dorna ผู้จัดการแข่งขันแล้ว โดยทางซูซูกิอ้างว่าด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในตอนนี้และความจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทความพยายามไปในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการยานยนต์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ทำให้ทางซูซูกิต้องลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันลงอย่างมาก และเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรทั้งทางการเงินและบุคลากรในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา ทาง Dorna ก็ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ่งกับทาง Suzuki Ecstar Team และทุกคนที่สนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของซูซูกิตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงแฟน ๆ ซูซูกิที่ให้กำลังใจและให้กำลังสนับสนุนเสมอมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Keeway Versilia 150 สกู๊ตเตอร์คันใหม่หรูหราสไตล์อิตาเลียน ล่าสุดทางคีเวย์ ประเทศไทยก็ทำการรุกตลาดเพิ่มเติมตอกย้ำการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี ในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่ปีที่ 11 อย่างมั่นใจ ด้วยการเปิดตัว Keeway Versilia 150 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกพรีเมียม ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อเมืองเวอร์ซิเลีย เมืองทางตอนใต้สุดของอิตาลีที่มีความสนุกและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบในด้านสุนทรียะแบบคลาสสิกอย่างมีสไตล์ ดังนั้นสำหรับสกู๊ตเตอร์คันนี้จึงมาในสไตล์ของอิตาเลียนสกู๊ตเตอร์ที่แฝงไปด้วยความสนุกสนานภายใน โดดเด่นด้วยการออกแบบที่มีกลิ่นอายของความคลาสสิก และเพื่อความสนุกสนานในการขับขี่โมเดลนี้ก็เลยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 149.6 ซีซีแบบสูบเดียว 4 จังหวะ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า ให้กำลังแรงสูงสุดที่ 7.2 กิโลวัตต์หรือ 9.65 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 10.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขณะที่ในส่วนของช่วงล่างนั้นออกแบบมาพอเหมาะพอดี ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก และโช้คหลังเดี่ยว ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้า ด้านหลังจะเป็นดรัมเบรก ส่วนขนาดล้อจะเป็นขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ใช้ยางแบบไม่ต้องใช้ยางในขนาด 120/70 – 12” ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเป็นการออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นความคล่องตัวจากการมีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบ เหมาะกับการใช้งานในเมือง ตัวรถเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย อาทิ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส (เฉพาะรุ่น Special) พร้อมสัญญาณกันขโมย ระบบไฟหน้าพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์แบบ LED ที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ทัศนวิสัยแจ่มชัด เรือนไมล์แบบมินิมัลแต่มีสไตล์ พร้อมพอร์ตจ่ายไฟแบบ USB ภายในเกะหน้ารถ และที่เก็บของใต้เบ่ะหรือ Ubox ขนาด 23 ลิตร เก็บหมวกเต็มใบได้ 1 ใบ ตัวรถยังมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 5.6 ลิตร นั่งสบายด้วยเบาะสไตล์วินเทจแบบ 2 ตอน สุดท้ายนี้จะมีจำหน่าย 2 เวอร์ชันได้แก่ Standard จะมีสีแดง Rosso Corsa Red เปิดราคาแนะนำที่ 61,200 บาท Special ได้กุญแจคีย์เลส จะมีสีขาว Super White และสีเทา Lava Grey เปิดราคาแนะนำที่ 63,500 บาท โดยทั้ง 2 เวอร์ชันจะมาพร้อมการรับประกัน 3 ปีหรือ 30,000 กม. อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Puig Diablo สปอร์ตไบค์สุดเท่ที่แปลงมาจาก MT-09 SP Puig Diablo คันที่คุณเห็นอยู่นี้ถ้าบอกว่าแปลงมาจาก MT-09 SP นี่บางคนอาจจะไม่เชื่อ แต่ว่าไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะครับ เพราะคันนี้มีพื้นฐานเป็น Yamaha MT-09 SP จริง ๆ ครับ และสำหรับชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อของบอสจากทีม Repsol Honda อย่างแน่นอนครับ แต่เป็นแบรนด์ของแต่งมอเตอร์ไซค์สัญชาติสเปนต่างหาก โดยเจ้าปีศาจร้ายสีแดงคันนี้เป็นโปรเจ็กต์ล่าสุดจากทางแบรนด์ นำมาดัดแปลงใส่แฟริ่งแบบบางส่วนและสร้างภาพให้มันกลายเป็นสปอร์ตไบค์ในสไตล์ล้ำยุคแบบฟิวเจอร์จ๋า ๆ โดยแฟริ่งสีแดงที่เห็นเป็นงานออกแบบของทางแบรนด์เองเมื่อติดตั้งร่วมกับบังโคลนหน้าแบบปลายตัดก็ทำให้มันดูละม้ายคล้ายรถแข่ง MotoGP ซึ่งทางแบรนด์อธิบายโปรเจ็กต์ปีศาจร้ายคันนี้ว่า แบบฝึกหัดเชิงสร้างสรรค์ที่ปราศจากข้อจำกัด ซึ่งใครก็ตามที่ได้เห็นเจ้าแดงคันนี้ก็น่าจะเข้าใจถึงคำอธิบายนี้ได้ดี ไม่เพียงแต่การเพิ่มเติมแฟริ่งเท่านั้น ทางแบรนด์ยังได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งท่านั่งหลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยศาสตร์เพื่อเพิ่มความลื่นไหลทางแอโรไดนามิกส์หรืออากาศพลศาสตร์และการป้องกันผู้ขับขี่อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีปีกสุดล้ำที่ช่วยให้มันดูเป็นดั่งรถในฝันและยังช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้จริงอีกด้วย งานนี้บอกเลยว่าคันนี้ดูดีมาก ๆ ถ้าทำชุดแต่งออกมาขายจริงคงจะดีไม่น้อย แต่ติดตรงที่มันแปลก ๆ ไปหน่อยคือยางหน้าและยางหลังดันเป็นคนละแบรนด์กันซะอย่างนั้น อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Flat Track ประสบการณ์การขี่แนวใหม่สุดมันที่ Yamaha จัดให้ ล่าสุดสื่อมวลชนชาวไทยก็ได้เข้าร่วมหลักสูตรพิเศษ การขับขี่แบบ Flat Track ประสบการณ์การขี่แนวใหม่สุดมันที่ Yamaha จัดให้ โดยเป็นหลักสูตรที่ทางเราเองก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสการขับขี่แบบนี้มาก่อน การขับขี่สไตล์นี้เราอาจจะได้เห็นกันบ่อย ๆ จากนักแข่ง MotoGP หรือ นักแข่งทางเรียบหลาย ๆ รายการที่จะต้องมีโอกาสได้ฝึกซ้อมการขับขี่ในสไตล์นี้ สำหรับในครั้งนี้มีโค้ชระดับมืออาชีพจาก Yamaha มาแนะนำการขับขี่ นำโดยโค้ชตั้น เดชา ไกรศาสตร์ และโค้ช เบ็น ประสิทธิ์ ฮัลเกรน ที่จะมาแนะนำการขับขี่ในครั้งนี้ให้ถูกต้อง เข้าใจมากขึ้น ซึ่งสนามสำหรับเรียนการขับขี่วันนี้คือที่ค่ายนวภพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่ถูกออกแบบพิเศษสำหรับการขับขี่สไตล์แฟล็ตแทร็กโดยเฉพาะ พื้นผิวเป็นดินอัดแน่น ออกแบบโค้งต่อเนือง มีเนินซึมบาง ๆ บอกเลยว่าขี่มันแน่นอน… ด้วยสถานการณ์โควิดแบบนี้ เราเรียนรู้การอยู่ร่วมกับโรคระบาดอย่างถูกต้อง โดยการแบ่งกลุ่มขับขี่ วอร์มร่างกาย ลดความแออัดในรอบการขับขี่ พร้อมกับรับคำแนะนำจากโค้ชเบื้องต้นกันก่อน ในรอบแรกโค้ชต้องการให้เราจับฟีลของตัวรถให้ได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องขี่เร็วมาก เน้นฟีลลิ่ง จัดท่านั่ง การคอนโทรลตัวรถให้ได้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก ๆ ในการขับขี่ โดยรถที่มีให้ได้ลองสไลด์มีหลายรุ่นเลย นำโดย WR155R, Exciter, XSR155 และ MT-15 โดยเราจะเริ่มกันในส่วนของท่านั่งการขับขี่กันก่อนเลย โค้ชเบ็น แนะนำให้นั่งอยู่กลางลำรถ ไม่จำเป็นต้องถอยท้าย หรือนั่งหน้าจนเกินไปพยายามให้อยู่กลางตัวรถให้มากที่สุด เน้นสร้างบาลานซ์ให้กับตัวรถ จะมีเพียงช่วงตอนเลี้ยวสไลด์เท่านั้นให้ขยับตัวออกเล็กน้อยเพื่อหาบาลานซ์ ในส่วนของแฮนด์ไม่จำเป็นต้องเกร็งแขนมากนัก ดันแฮนด์ส่วนทางกับทางที่จะเลี้ยวเพื่อที่บังคับตัวรถให้ท้ายรถสไลด์ออกไปจับฟีลลิ่งด้านท้ายให้ได้ ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เข้าโค้งแบบเอ็นดูโร่ และออกโค้งแบบทางเรียบ การควบคุมคันเร่งต้องเนียน จังหวะเบรกต้องได้ แรก ๆ มันจะงง ๆ หน่อยตอนเข้าโค้ง เพราะต้องทำอะไรหลายอย่าง ทั้งเบรก ทั้งเติมคันเร่ง ทุกอย่างต้องได้จังหวะ ซึ่งเบรกก็ไม่ได้เพื่อให้ช้าลง แตะเบรก (หลัง) ช่วยเล็กน้อย เผื่อที่จะให้ท้ายรถเกิดอาการสไลด์สร้างองศาในการเข้าโค้ง พร้อมกับการเปิดคันเร่งตามทันทีเพื่อที่จะให้ล้อหลังเกิดการปั่นฟรีทิ้ง สไลด์ไปตามไลน์ที่เราต้องการ ทั้งนี้รอบเครื่องยนต์ กำลังเครื่องยนต์ ต้องพอดี ที่มีกำลังส่งที่ล้อหลัง เอาง่าย ๆ คือเกียร์ต้องพอดีไม่ต่ำหรือสูงเกินไป ความรู้สึกของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ตรงนี้อาจจะให้ลองจับฟีลลิ่งดู เพราะ WR155R คาแรคเตอร์เครื่องยนต์เป็นอีกสไตล์ ส่วน XSR155 ก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน ยางหลังเองก็เป็นอีกองค์ประกอบที่จะทำให้รถสไลด์ได้มากน้อยไม่เท่ากัน ถ้าเราเข้าใจการเลี้ยวสไลด์และชินกับอาการท้ายสไลด์ ก็จะทำให้การขับขี่สนุกมากขึ้น เพราะการขับขี่แบบแฟล็ตแทร็กจะเป็นการขับขี่แบบสไลด์ไปตลอดทั้งทาง ทุกอย่างคือการฝึกซ้อม คันเร่ง เบรก ท่าขับ ทุกอย่างต้องแม่นยำจะทำให้การขับขี่สมบูรณ์แบบที่สุด “ขี่ Flat Track ดียังไง ขนาดนักแข่งระดับโลกยังต้องมาขี่” โค้ชตั้น ให้ข้อมูลว่านักแข่งทางเรียบอย่างทีม YAMAHA Thailand Racing Team มาลงซ้อมแฟล็ตแทร็กจะช่วยในเรื่องของการแก้อาการท้ายสไลด์ สร้างความเคยชินเวลารถแข่งสไลด์ สร้างบาลานซ์ในการขับขี่ได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เดินคันเร่งออกโค้งได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม และการขับขี่สไตล์นี้จะช่วยเสริมในเรื่องความฟิตร่างกายเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย สำหรับวันนี้ได้มีโอกาสมาขับขี่กับโค้ชตั้น โค้ชเบ็น ได้อะไรกลับมาพัฒนาตัวเองเยอะเลย เพื่อที่จะกลับมาประยุกต์ใช้ในการขับขี่รถในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั้งการขับขี่ทดสอบในสนามแข่ง ฝึกขับขี่แบบแฟล็ตแทร็กแบบนี้ช่วยแก้อะไรหลาย ๆ อย่างได้ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ไทย ยามาฮ่า มอเตอร์ ที่ได้เชิญเราเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ขับขี่สไตล์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยลองมาก่อน ถือว่าได้ประสบการณ์และได้ประโยชน์มากจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 World Ducati Week กับศึก Panigale V4S แข่งเสร็จพร้อมขาย นับว่าเป็นการปิดฉากได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา สำหรับงานอีเว้นต์ระดับเวิร์ลคลาสอย่าง 2024 World Ducati Week กิจกรรมแห่งการรวมพลของชาวดูคาทิสต้ามากที่สุดในโลก ที่มิซาโน่ เวิร์ล เซอร์กิต ประเทศอิตาลี โดยภายในงานล้วนเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งในโซน Paddock, ในแทร็กรวมถึงบริเวณโซนพื้นที่ Out Doors ให้เหล่าสาวกดูคาติได้ร่วมสนุกแบบเต็มพิกัด และพิเศษกับไฮไลท์ของการแข่งขัน Lenovo Race of Champions ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย กับการรวมนักแข่งระดับแนวหน้าในวงการมอเตอร์สปอร์ตจากทีม Ducati ซึ่งนำทัพโดยแชมป์โลกทางฝั่ง MotoGP อย่าง Francesco Bagnaia, Marc Márquez, Jorge Martìn รวมถึงดาวบิดจากทางฝั่ง WSBK อย่าง Álvaro Bautista, Nicolò Bulega, Andrea Iannone และคนอื่น ๆ ที่มาร่วมสร้างสีสันความสนุกภายในงาน กับการแข่งขัน Ducati One Make Race ประชันฝีมือบนรถโปรดักท์ชันโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง Ducati Panigale V4S 2025 อีกด้วย และพิเศษสุด ๆ สำหรับแฟน ๆ VIP โดยทางดูคาติพร้อมให้ให้จับจองเจ้า Panigale V4S 2025 โฉมใหม่ล่าสุด กับลายทีมแข่งตัวเดียวกับที่เหล่านักแข่งใช้แข่งขันในอีเว้นต์นี้นั่นเอง เรียกได้ว่าขี่เสร็จ พิสูจน์แล้ว ขาย..เอาไปเลย ซึ่งมีทั้งหมด 20 คัน แบ่งเป็นของนักแข่ง 15 คัน และ Spare Bike อีกจำนวน 5 คัน เดี๋ยวมาดูค่าตัวรถแข่งของนักแข่งแต่ละคน ว่าจะมีราคาเท่าไหร่กันเชียว *บวกค่าตำแหน่ง สำหรับรถแข่งที่ขึ้นโพเดี้ยมในครั้งนี้* Ducati Panigale V45 2025 MOTOGP Ducati Lenovo Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Francesco Bagnaia 108,500 4.2 ล้านบาท 1st Podium (+8,500 euro) Enea Bastainini 82,000 3.1 ล้านบาท Michele Pirro 58,000 2.2 ล้านบาท Prima Pramac Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Jorge Martìn 82,000 3.1 ล้านบาท Franco Morbidelli 62,000 2.4 ล้านบาท VR46 Racing Team Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marco Bezzecchi 66,000 2.5 ล้านบาท Fabio Di Giannantonio 62,000 2.4 ล้านบาท Gresini Racing MotoGP Rider Retail Price (Euro) Price (baht) Remark Marc Márquez 84,500 3.2 ล้านบาท 3rd Podium (+2,500 euro) Alex Márquez 62,000 2.4 ล้านบาท

รีวิว-ทดสอบ Royal Enfield Guerrilla 450 หรือ กองโจรสี่ห้าศูนย์ ฉีกกฎมอเตอร์ไซค์ Neo-Classic สู่ Roadster 100% มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จาก Royal Enfield ที่ปรับคาแรคเตอร์ให้ตอบโจทย์ของวัยรุ่นอินดี้(อินเดีย) ที่อยากหนีความจำเจ ด้วยรสชาติกลมกล่อม ของการขับขี่บนถนน นิยาม EASY & FUN TO RIDE ROADSTER ปัจจัยหลักสำคัญที่ใช้เป็นหัวใจในการออกแบบ Guerrilla 450 คันนี้ และอีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มองแล้วรู้ว่า นี่แหละ ROYAL ENFIELD ความคลาสสิกจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความทันสมัย แต่ Royal Enfield ได้จับทั้งสองอย่างผสมกันได้ลงตัวแบบพอดิบพอดี เหมือนแกงกระหรี่…เครื่องแกงผสมจากวัตถุดิบหลายชนิด แต่การจะทำให้แกงอร่อยมันไม่ง่าย ไม่ต่างอะไรจากการออกแบบมอเตอร์ไซค์ ซึ่งทุกองค์ประกอบของคันนี้ ผ่านการทดสอบ ปรับเปลี่ยน และเลือกใส่ให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งในด้านของต้นทุนและประสิทธิภาพ มันเป็นรถที่ขี่อร่อย แต่จะชอบไม่ชอบ ก็แล้วแต่คนกิน First Impression ก่อนที่จะได้เห็นตัวจริง ก็นึกว่า อ๊ะ มาอีกค่ายละ…ทรง scrambler…ล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก ใส่ยางหนามๆหน่อย เอาทรง อุปกรณ์อื่น ๆก็ติดๆมา ให้ขี่ได้ สเปกก็ตามราคา ไม่ได้หวือหวา เน้นดูแล้วหล่อ นอกจากนั้นรถสไตล์คลาสสิกไม่ใช่แนวของผมเลย เฉยๆ กับทุกยี่ห้อ แต่…รุ่นนี้มันโดนใจแปลกๆ ยิ่งตัวขาวฟ้า นี่แบบอื้อหื้อ อยากจะขอยืมมาถ่ายรูปให้ได้ อยู่สเปน 3 วัน ขอ 3 วัน แต่ทีมงานหวงมาก ไม่ให้น้องโดนแดดเลย ได้มาแต่รูปในโรงแรม ถ้าถามผม น้องขาวฝ้า คือนางงามระดับ Miss Grand India สง่าที่สุดในงาน ส่วนสีอื่น ๆก็ เฉยๆ ไม่ได้กระแทกหัวใจขนาดนั้น Guerrilla 450 ใส่ล้อมาเป็น หน้า-หลัง 17 ซึ่งมันคือขนาดของ Roadster ทั่วไป ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ที่ล้อหน้าไม่ 18 ก็ 19 ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม! ไม่ใส่ล้อหน้าใหญ่กว่าหลัง จากที่ได้คุยกับทีมงานออกแบบ เขาเล่าว่า ไซส์นี้ (17นิ้ว) หายางง่าย และไม่จำกัดแค่ยางบั้งๆ เพราะมีให้เลือกอีกเยอะ แต่ที่เลือกยางตัวนี้มา เพราะ style และข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิต—รถอินเดีย ต้องยางอินเดีย เลยเลือก CEAT มาใส่ งานประกอบเกินราคา รางแบตและกล่องฟิวส์เข้าถึงง่าย ปลั๊กต่างๆไม่ต้องล้วงหา ใส่ใจรายละเอียด สี-ลาย-งานประกอบ เนี้ยบทุกจุด พูดตรงๆว่า สมัยนี้ ดูแค่ประเทษผลิตไม่ได้ จะอ้างว่า นู้นแบรด์ญี่ปุ่น งานอังกฤษ ฟังแล้วโก้ อยากให้มาดูงานอินเดียซักหน่อย ไม่มีคำว่าก๊องแก้ง อย่างที่เขาพูดไม่มีผิด ทุกอย่างชนเพดานราคา ใส่มาสุดในงบนี้…คือเรื่องจริง พูดถึง Spec เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ Sherpa 450 ยกมาจากรุ่น Himalayan เอามา Tune-up เปลี่ยนแมปใหม่ แรงที่ให้มาไม่มาก ไม่น้อย 452 CC, 40 ps @ 8,000 RPM , 40 Nm @ 5500 RPM โช้ค คู่หน้าเทเลสโกปิค43 mm ก็ใหญ่อยู่ ปรับไม้ได้ แต่มียางหุ้ม ส่วนโช้คหลังเดี่ยว แบบ Arm link รวมๆ ดูมีสไตล์ …แต่นี่มันปี 2024 แล้ว เข้าใจนะว่าต้องทำราคากับเพอร์ฟอร์มานซ์ให้ลงตัว แต่ Look ก็อีกส่วนสำคัญ ถ้าเป็นอัพไซส์ดาวน์มา จะไม่บ่นเลย เบรก ถ้าจะให้ติก็ตรงนี้แหละน่าเสียดายที่ออกมาใหม่ๆแต่ดันใช้เทคโนโลยีโบราณ ปั้มล่างยังเป็น

Ruroc Star Wars หมวกกันน็อคของเหล่าคนรักสตาร์วอร์ Ruroc Star Wars ทั้งคอลเล็กชันนั้นมีทั้งหมดอยู่ 3 ลวดลายด้วยกัน โดยจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น Atlas 4.0 Carbon ทั้งหมด ซึ่งทางแบรนด์ก็คาดว่าน่าจะได้ลูกค้าใหม่จากกลุ่มแฟนสตาร์วอร์เป็นแน่แท้ โดยหมวกแต่ละลายก็ได้ทำลวดลายตามแบบของตัวละคนที่มาจากซีรี่ส์ไซไฟชื่อดังระดับโลกเรื่องนี้นี่เอง ซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 ตัวละครด้วยกัน คือ ดาร์ธ เวเดอร์ Darth Vader, สตอร์มทรูปเปอร์ Stormtrooper และโบบา เฟ็ต Boba Fett แน่นอนว่าลวดลายสีสันจะไม่เหมือนกันเลย สำหรับรายละเอียดนอกจากลวดลายตามตัวละครในเรื่องแล้วหมวกแต่ละใบจะมีโลโก้สตาร์วอส์อยู่ที่ด้านหลังของหมวกระหว่างสปอยเลอร์หลังและสติ๊กเกอร์รับรองมาตรฐาน ECE 22.06 ส่วนเรื่องของฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็จะได้เหมือนหมวกตัว Atlas 4.0 Carbon ทั้งเรื่องน้ำหนักเบา และโฟมหมวกหลายความหนาแน่น ที่เป็นจุดเด่น ซึ่งยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KX450SR 2024 จัดเต็ม เพื่อชัยชนะของคุณ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะค่ายรถแบรนด์ไหน ๆ ต่างก็เข็นรถที่มักจะมีคำว่า Edition หรืออิดิชันออกมาอยู่เป็นประจำ เช่น ลิมิเต็ด อิดิชัน หรือสเปเชียล อิดิชัน เป็นต้น แล้วก็จะมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น ลวดลายกราฟิกพิเศษ ตกแต่งพิเศษ หรือไม่ก็อัปเกรดให้เป็นเวอร์ชันที่พิเศษจริง ๆ และวันนี้ Kawasaki KX450SR ก็เป็นอย่างหลัง โดย SR สื่อถึง Special Racer เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 5 สปีด สำหรับโมเดลพิเศษนี้เมื่อเทียบกับโมเดลสแตนดาร์ด มีการขัดพอร์ตไอดี ใช้ท่อไอเสียจาก Pro Circuit และจูนกล่อง ECU ใหม่ ให้ทำงานเข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งทำให้แตกต่างจากเครื่องสแตนดาร์ดจนสัมผัสได้ โดยสัมผัสแรงบิดที่เพิ่มขึ้นได้ชัดเจน เวลาออกตัวจากโค้ง เรียกว่าให้ฟีลเหมือนกับตัวแข่งเลย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นมีการอัปเกรดมาใช้แผงคอตัวท็อปอย่าง Xtrig ROCS-Tech ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Progressive Handlebar Damping System ช่วยซับแรงกระแทกเวลาโดดเนินต่าง ๆ ทำให้คอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ Showa เต็มระบบ ซึ่งมีการอัปเกรดเพิ่มด้วยการเคลือบไทเทเนียมออกไซด์และปรับปรุงเรื่องระบบวาล์วภายในโช้ค ซึ่งแน่นอนว่าปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 270 ม.ม.ของ Braking พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 250 จาก Braking เช่นกัน พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดพิเศษเพิ่มเติมดังนี้ ฝาครอบคลัตช์จาก Kawasaki Racing Team by Hinson ล้อซี่สีดำของ D.I.D. Dirt Star ST-X สเตอร์หลัง Renthal พร้อมโซ่ D.I.D. สีทองสุดเด่น และที่คาดไม่ได้เลยคือลายกราฟิกแบบเดียวกับทีมโรงงานในรายการ MXGP เรียกว่าเป็นรถที่พร้อมแข่งได้เลย งานนี้ใครชอบโดดเนินและเป็นสาวกค่ายเขียวตัวจริงนั้นถือว่าไม่ควรพลาดครับ แต่เรื่องการจำหน่ายในไทยก็น่าจะยากหน่อยนะครับ เพราะราคาน่าจะแรงเอาเรื่องอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไม Triumph ฝากอนาคต ของตัวเองไว้กับ Moto2 ? ระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่อังกฤษซึ่งจบไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทางไทรอัมพ์ได้ประกาศต่อสัญญาที่จะซัพพอร์ตเครื่องยนต์สำหรับการแข่งขันในคลาสโมโตทูไปอีกจนจบปี 2029 รู้มั้ยครับว่า ทำไม Triumph ฝากอนาคต ของตัวเองไว้กับ Moto2 ไม่ใช่รายการอื่น? แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตน่าจะรู้กันดีว่าตอนนี้ค่ายรถแดนผู้ดีจากเมือง Hinckley ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนหลังไปได้นับร้อยกว่าปี ได้ซัพพอร์ตเครื่องยนต์อยู่ในรายการโมโตทูมาระยะนึงแล้ว หลังจากเทคโอเวอร์มาจาก Honda ที่เคยซัพพอร์ตเครื่อง 4 สูบ 600 ซีซีในรายการเดียวกันนี้มาตั้งแต่ปี 2010 จนถึง 2018 โดยทางค่ายส่งมอบเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซีให้ใช้แทน และเจ้าเครื่องที่ว่านี้ก็ช่วยทำลายสถิติเวลาของรายการนี้ในทุก ๆ สนามที่ใช้จัดแข่งขัน รวมถึงช่วยให้ Marco Bezzecchi, Raul Fernandez, Augusto Fernandez, Luca Marini และ Enae Bastianini ได้ไปต่อในการแข่งขัน MotoGP สาเหตุของคำถามดังกล่าวนั้นมีหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์อย่าง Steve Sargent ได้ออกมากล่าวในทำนองว่า 5 ปีที่ซัพพอร์ตมานั้นไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของเราอย่างเดียว แต่มันแสดงให้เห็นได้ว่าเรามีความสามารถทางวิศวกรรมและพัฒนาสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ดีแค่ไหน รวมไปถึงการแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความทนทานของเครื่องยนต์ของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การได้เห็นเครื่องยนต์ของตัวเองทั้งหมด 32 เครื่องถูกเค้นจนหมดไส้อยู่ตลอด มันทำให้เราได้ข้อมูลที่มีมูลค่าแบบประเมินค่าไม่ได้จำนวนมากเลย ซึ่งมันช่วยให้เราพัฒนาเครื่องยนต์ของเราได้มากเลย และที่เราต่อสัญญาออกไปก็เพราะว่าเราต้องการที่จะพัฒนามันอย่างต่อเนื่องไปอีก ไม่หยุดเพียงเท่านี้นั่นเอง อย่างไรก็ดีทางไทรอัมพ์ยังมีแผนพัฒนารถที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงจากฟอสซิลอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันก็เป็นไปในทางเดียวกันคือทุกการแข่งขันในรายการ MotoGP ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะใช้เชื้อเพลิงผสม โดยมาจากเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ฟอสซิล 40% ผสมกับน้ำมันแบบเดิม และในปี 2027 เป็นต้นไปจะใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอื่น 100% ซึ่งก็จะทิศทางการพัฒนาก็จะตรงกันกับของไทรอัมพ์นั่นเอง และแม้ว่ารถไฟฟ้าจะถูกผลักดันอย่างมากจากภาครัฐ แต่มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับรถยนต์ที่มีพื้นที่ให้ใช้งานมากกว่าในการผลิตและออกแบบ ตลอดไปจนถึงเรื่องของแบตเตอรี่ ขณะที่เทคโนโลยีในทุกวันนี้ พอนำมาใส่บนมอเตอร์ไซค์แล้วมันจำกัดกว่ามาก ดังนั้นเราก็จะพัฒนาทางเลือกอื่นไปด้วย เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างที่ทั่วโลกตั้งใจกัน สุดท้ายนี้แฟน ๆ อย่างเราก็มีแต่ได้ประโยชน์นั่นล่ะครับ ก็ติดตามการพัฒนาของทางไทรอัมพ์และรอรถสปอร์ตจากเครื่องยนต์ตัวนี้ไว้ได้เลยครับ ยังไงเสียมันก็ต้องมาแน่ ๆ แค่เมื่อไหร่เท่านั้นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก