SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าว MotoGP ล่าสุด

  • All Posts
  • MOTOGP
คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว Gigi Dall’Igna หัวเรือคนสำคัญของทีมโรงงาน Ducati ออกมาคลายความกดดัน หรือเผยทริคปลุกใจอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะจู่ ๆ จีจี้ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตนนั้นไม่คิดว่าทีมแข่งในปี 2025 นี้จะทำผลงานออกมาได้ดีเท่าปีที่แล้ว แม้ว่าทีมโรงงาน Ducati อย่าง ‘Ducati Lenovo’ จะมีสองนักแข่งที่ดีที่สุดในกริดเลยก็ว่าได้อย่าง ‘เป้กโก้’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของใหม่ของทีม มาร์ก มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย แต่จีจี้ ผู้จักการทีม Ducati ก็ออกมายอมรับว่า การที่ทำให้ทีมแข่งในปีนี้ทำผลงานให้เหมือนกับความยิ่งใหญ่ของฤดูกาลที่แล้วนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก “ผมคิดว่ามันซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของเรา คือการคว้าแชมป์นักแข่งและแชมป์ผู้ผลิต ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการชนะทั้งสองแชมป์” ซึ่งในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์เมื่อฤดูกาล 2024 ทีมโรงงาน Ducati ก็สามารถเค้นฟอร์มร้อนแรงคว้าชัยในการแข่งขันไปถึง 19 สนาม แม้ในการแข่งขันสนามที่ 3 จะพลาดท่าเสียชัยชนะให้กับ Aprilia ไปแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใด ๆ กับทีม เพราะสี่อันดับแรกของตารางคะแนนชิงแชมป์โลกก็เป็นรถจากค่าย Ducati ที่จับจองพื้นที่หัวตารางเป็นที่เรียบร้อย ตารางคะแนนชิงแชมป์โลก รถที่ใช้ คะแนน Jorge Martin Ducati 508 Francesco Bagnaia Ducati 498 Marc Marquez Ducati 392 Enea Bastianini Ducati 386 Brad Binder KTM 217   อีกทั้งยังแสดงถึงความเป็นเจ้าสนามด้วยการคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตด้วยคะแนน 722 คะแนนห่างจากอันดับของอย่าง KTM ถึง 395 คะแนน ทีมผู้ผลิต คะแนน Ducati 722 KTM 327 Aprilia 302 Yamaha 124 Honda 75   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทีมโรงงานจะสามารถกระชากแชมป์โลก 8 สมัยเข้ามาเป็นนักบิดของทีมได้ แต่ทาง Ducati เองก็ต้องเสียแชมป์โลกคนปัจจุบัน ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ให้กับทีมโรงงาน Aprilia เสียเอเนีย บาสเตียนินี่ มาร์โก เบซเซคคี่ และการเสียทีม Prima Pramac ให้กับ Yamaha แต่หัวเรือของ ‘เจ้าสนาม’ รายนี้ก็ยังคงคิดว่าสองคู่หูใหม่นี้จะเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ “เรามีนักแข่งแชมป์โลกสองคน และในมุมมองของผม พวกเขาคือนักแข่งที่ดีที่สุดในสนามในปี 2025” “เป้กโก้ (ฟรานเชสโก บัญญาญ่า) เป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่พาเรากลับมาคว้าแชมป์นักแข่งอีกครั้งในปี 2022 เขาสามารถยืนยันตำแหน่งของเขาได้ในปีถัดมา และต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อชิงแชมป์โลกมาตลอด “ส่วนมาร์ค (มาร์เกซ) เป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ใน MotoGP ยุคปัจจุบัน แต่บางทีอาจเป็นตลอดกาล “เขาเคยมีอาการบาดเจ็บรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับเราปีที่แล้ว [ในทีมเกรซินี] และทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่ในทีมของเรา” สองคู่หู มาร์ก และ เป้กโก้ จะลงซ้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนาม Thai GP ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

ข่าวมอเตอร์ไซค์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Triumph 2025 Moto2 Engine เกียร์ใหม่ ไร้ว่าว

Triumph 2025 Moto2 Engine เกียร์ใหม่ ไร้ว่าว Triumph 2025 Moto2 Engine หนึ่งในซัพพลายเออร์รายหลักของการแข่งขันรุ่น Moto2 ได้มีอัปเดตสำหรับปรับปรุงสมรรถนะครั้งใหม่ในเรื่องของเครื่องยนต์ โดยปีนี้ไทรอัมพ์ได้ผลิตชุดกระปุกเกียร์ใหม่สำหรับการแข่งขันและถูกติดตั้งบนตัวแข่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระบบชุดเกียร์ใหม่สำหรับแข่งขัน หัวใจหลักในการพัฒนาระบบชุดเกียร์ครั้งนี้ก็คือ การสลับตำแหน่งเกียร์โดยตำแหน่งของเกียร์ว่าง (N) จะถูกย้ายไปไว้บนสุดของชุดเกียร์และถูกล็อกเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักแข่งเปลี่ยนเกียร์ว่างในระหว่างการแข่งขัน มาพร้อมกับดรัมเปลี่ยนเกียร์ที่ได้รับการออกแบบร่องทางเดินเกียร์ใหม่เพื่อรองรับลำดับเกียร์แบบใหม่ ระบบนี้ถูกกลึงขึ้นด้วยเทคนิค Billet Machining เพื่อให้มีความแม่นยำสูงสุด ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก แรงเฉื่อย และรูปทรงทางวิศวกรรมที่เหมาะสม และด้วยการดีไซน์ดังกล่าว เกียร์ว่าง (N) จะสามารถเข้าหรือใช้งานผ่านมือเท่านั้น และยังใช้ได้ในเฉพาะโซนพิทเลนกับกริตสตาร์ทเท่านั้นอีกด้วย โดยชุดเกียร์จะถูกติดตั้งไว้บริเวณเสื้อเพลาข้อเหวี่ยงในบล็อกเครื่องยนต์ปีนี้อีกด้วย “ไทรอัมพ์ ทำลายสถิติในโมโตทูมาโดยตลอดนับตั้งแต่การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน ดังนั้นการที่พวกเขายังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก การอัปเดตระบบชุดเกียร์ใหม่นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทรอัมพ์ต่อโมโตทู และแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่โมโตจีพีมอบให้ เพื่อเป็นห้องทดลองสำหรับพันธมิตรได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาทดสอบในการแข่งขันจริง เรามั่นใจว่านักแข่งจะต้องชื่นชอบการอัปเดตนี้ และจะช่วยให้การแข่งขันสนุกยิ่งขึ้น” Carlos Ezpeleta ประธานฝ่ายกีฬา ดอร์น่า สปอร์ต กล่าว มีแนวโน้ม..ต่อยอดสู่โปรดักท์ชัน สำหรับระบบชุดเกียร์ดังกล่าวนั้นถูกติดตั้งไว้ให้ใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลแข่งขันขึ้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในการแข่งขันกับรถแข่งทุกรุ่น สิ่ง ๆ นี้จะช่วยให้นักแข่งสามารถก้าวไปสู่ระดับพรีเมียร์คลาสได้อย่างไม่ยากเย็นเหมือนกับที่ เปโดร อคอสต้า และ ไอ โอกุระ ที่สามารถทำผลงานได้ดีตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นรุกกี้ (เครื่องยนต์แข่งขันถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเจ้า Street Triple 765 RS ตัวแรงของทางค่าย)  ว่าแต่เปิดตัวมาขนาดนี้ ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจและน่าทำคอนเทนต์มาก ๆ แล้วถ้ามันถูกติดตั้งในรุ่นโปรดักท์ชันจะเกิดอะไรขึ้น ? หรือไทรอัมพ์จะมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบเกียร์ใหม่รวมถึงระบบคลัตช์กันนะ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้…ก็ล้วนที่จะเป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่

No Posts Found!

No Posts Found!

ข่าวรถยนต์

No Posts Found!

No Posts Found!

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati

DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมักคุ้นกับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ของค่ายแดง Ducati ในชื่อ Multistrada ซึ่งจริง ๆ แล้วจะออกไปแนวแอดเวนเจอร์ทัวริงซะมากกว่า ไม่ได้เป็นรถที่เน้นออฟโรดแบบหนัก ๆ เน้น ๆ แต่ครั้งนี้ดูคาติเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง DesertX ซึ่งเป็นรถที่เรียกได้ว่ามุ่งเน้นการขับขี่ออฟโรดแบบจริงจัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขี่ทางดำไม่ได้เลยซะทีเดียว สำหรับโปรเจกต์นี้ทางดูคาติได้พยายามลงมือทำกันมาตั้งแต่ปี 2019 โดยได้นำเสนอแก่สายตามหาชนในฐานะคอนเซ็ปต์เสียก่อน และได้รับการตอบสนองที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าทางค่ายก็ได้เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้และลงมือผลักดันจนเป็นรถจริง ๆ ที่ใช้งานได้จริง ๆ ออกมา ในส่วนของดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่ในยุค 80 และนำมานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ผ่านฝีมือการออกแบบของ Ducati Centro Stile โดยตัวรถจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ช่วยให้รถโดดเด่น ได้แก่ ถังน้ำมันและแผงด้านข้าง เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้า ซึ่งขับเน้นให้ไฟหน้าคู่และตัวรถให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังใช้เฉดสีขาวและสีดำที่ตัดกันขับเน้นตัวรถให้ยิ่งสะดุดตามากขึ้นไปอีกด้วย ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้ว ทางแบรนด์ยังใส่ใจเรื่องการยศาสตร์ด้วยการทดสอบขับขี่ใช้งานจริงทั้งบนทางฝุ่นและทางดำเป็นระยะเวลายาวนาน มิติสามเหลี่ยมแห่งการขับขี่ ที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งอ้างอิงของเบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์บาร์นั้นออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่ในท่ายืนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามความสบายในขณะที่ขับขี่บนถนน ทางค่ายยังได้ออกแบบให้ตัวรถเพรียว ให้เบาะนั่งไม่สูงมากนัก เพื่อให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีและมั่นใจ เพราะขาสามารถถึงพื้นได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้หากเป็นคนร่างเล็กก็สามารถเลือกเบาะต่ำพิเศษเป็นออปชันเสริมได้อีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันแล้วว่ามันคือเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่เพื่อให้การขับขี่ออฟโรดดียิ่งขึ้นจึงมีการปรับแต่งให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไป โดยให้เกียร์ 1 และ 2 มีช่วงเกียร์ที่ชิดมาก ๆ เพื่อให้รถมีกำลังข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ และสั้นกว่าปกติไปจนถึงเกียร์ 5 เลย แต่ก็สามารถขับขี่ทางไกลได้โดยไปลากเกียร์ 6 กันยาว ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าเน้นลุยแบบจริง ๆ โดยในส่วนของระบบกันสะเทือนก็จะเป็นโช้คจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทั้งทางฝุ่นและทางดำ และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 พ็อต และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่าต้องมาแบบแน่น ๆ อย่างแน่นอนสำหรับค่ายนี้ ตัวรถจะมีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะทราบแล้ว อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ ซึ่งในโมเดลนี้มีมากถึง 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ และแน่นอนสำหรับยุคนี้มาตรฐานใหม่ก็จะหนีไม่พ้นกับการที่ต้องมีหน้าจอแสดงผลแบบสี TFT สำหรับคันนี้มีขนาดอยู่ที่ 5 นิ้ว วางในแนวตั้งโดยตั้งใจให้มองได้สะดวกเวลายืนขับขี่ ตัวหน้าจอสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อรับสาย โทรออกหรือฟังเพลง รวมไปถึงใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นออปชันเสริมเพิ่มเติม ระบบไฟส่องสว่างรวมไปถึงไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบแล้ว และสำหรับไฟท้ายก็จะมีระบบ Ducati Brake Light ซึ่งจะกระพริบถี่ ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อแจ้งเตือนคันข้างหลังให้รับรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ สุดท้ายนี้โมเดลนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีขาวอย่างที่เห็น ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่และราคาเท่าไหร่นั้นนั้นก็ยังไม่แน่ชัด เพราะโมเดลนี้เพิ่งเปิดตัวแบบเวิร์ลพรีเมียร์ไปไม่นาน เป็นไปได้ว่าจะเข้าเร็วสุดก็ต้องมีอย่างน้อย ๆ ช่วงงาน

15 December 2021
Lucky Explorer 9.5

Lucky Explorer 9.5 สายลุยรุ่นใหญ่จากค่ายรถหล่อ MV Agusta แอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่จากทาง MV Agusta อีก 1 โมเดลจาก_Lucky Project Explorer นอกเหนือไปจากเจ้า 5.5 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางพิกัด 554 ซีซี โดยเจ้า  Lucky Explorer 9.5 จะมีพิกัดใหญ่กว่าและมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าสมกับเป็นรุ่นใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยมีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ขนาด 931 ซีซีแบบ 3 สูบเรียงของทาง_MV Agusta ดีไซน์ของตัวรถจะละม้ายคล้ายคลึงกับ 5.5 ในหลาย ๆ จุด แต่รุ่นใหญ่นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่ช่วยให้แยกแยะได้ไม่ยากนัก โดยจะมีไฟหน้าเป็นทรงเป็นเหลี่ยมและมีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นเหมือนคิ้วอยู่ด้านบนไฟหน้า มีความดุดันและแตกต่างไปจาก 5.5 ที่เป็นแบบครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่าง ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น_LED เรียบร้อยแล้ว หน้าปัดเรือนไมล์ของรถเป็นหน้าจอสี_TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนและไฟไฟได้ แผงสวิตช์สำหรับควบคุมที่ประกับแฮนด์ก็ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกและใช้งานได้โดยไม่ฝืนการยศาสตร์ ตัวรถยังมีองค์ประกอบที่สมกับเป็นแอดเวนเจอร์มาให้ครบครัน อาทิ การ์ดแฮนด์ การ์ดแผงหม้อน้ำ การ์ดดิสก์เบรก การ์ดท้องเครื่อง กระทั่งการออกแบบแร็คสำหรับติดตั้งกระเป๋าที่ดูกลมกลืนไปกับตัวรถ รวมไปถึงการใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างฟอร์จคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบามากขึ้น ยังเพิ่มความสวยงามและความหรูหรามากขึ้นอีกด้วย เฟรมของตัวรถทำจากเหล็กกล้าแบบเปลคู่ที่ออกแบบมาให้มีบาลานซ์ระหว่างความสบายเวลาขับขี่เดินทางบนถนนดำและความกระชับเพื่อให้สามารถขับขี่แบบออฟโร้ดได้ดี ซึ่งในแต่ละจุดก็จะมีการฟอร์จให้หนาบางไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับโหลดในแต่ละจุด ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการเลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในส่วนของแผงคอล่างจับโช้คอีกด้วย ส่วนซับเฟรมท้ายจะใช้เหล็กกล้าเหมือนกับเฟรม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะนำตัวเครื่อง 800 ซีซีมาพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโมเดลนี้ เพื่อที่จะได้ความสมดุลระหว่างความคล่องตัว พละกำลังและน้ำหนัก โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีพิกัดความจุจริงอยู่ที่ 930.63 ซีซี แต่มีมิติเครื่องยนต์โดยรวมเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 800 ซีซีของทางค่าย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องที่มีขนาดเล็กและเบาเพียง 57 กก. ทำให้มิติของตัวรถมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงก็ตาม ตัวเครื่องยนต์จะเป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนเพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบและเพิ่มไดนามิกในการขับเคลื่อน ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 123 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และทำสปีดสูงสุดได้ที่ 240 กม./ชม. ทั้งหมดที่ทำได้เป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ชิ้นส่วน อาทิ ฝาสูบ วาล์วไอดีไอเสีย ประเก็นฝาสูบ แคมชาร์ฟต์แบบหมุนทวน และองศาการจุดระเบิดแบบ 120 องศา 1-2-3 เท่ากัน มีแบริ่งก้านสูบแบบไตรเมทัลลิก ลูกสูบฟอร์จอลูมิเนียม และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้ระบบเกียร์ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการดีไซน์ทางเดินน้ำมันเครื่องให้อยู่ด้านใน พร้อมกับทางเดินของน้ำสำหรับระบายความร้อนเองก็เดินมาจากด้านบนลงมาด้านล่างของเครื่องด้วยท่ออลูมิเนียม และมีการดีไซน์ตัวคลัตช์ เจเนอเรเตอร์ สตาร์ทเตอร์ ซีเล็คเตอร์และครอบเกียร์บ็อกซ์ใหม่อีกด้วย ส่วนระบบคลัตช์จะเป็นอะไรที่พิเศษ โดยจะมีให้เลือก 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันแลกจะเป็นแบบคลัตช์ออโตเมติกจาก Rekluse ร่วมกับคลัตช์แบบปกติแต่จะเป็นระบบคลัตช์น้ำมัน และระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วงล่างที่โดดเด่นและทันสมัย โดยมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจาก Sachs ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์เช่นกัน ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่ใหญ่กว่าของ 5.5  โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้ว แทน เพื่อให้ลุยข้ามผ่านอุปสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ปิดท้ายด้วยส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มาแบบแน่น ๆ อาทิ ครูซคอนโทรล ระบบช่วยออกตัว แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ไฟส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบป้องกันการลอยตัวที่ล้อหลัง สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่คงบอกตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามาราคาอาจจะแรงทีเดียว น่าจะมีแตะหลักล้านอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้นนะครับ เรียกได้ว่าตลาดรถแอดเวนเจอร์นี่ดุเดือดจริง ๆ สำหรับปี 2022 เพราะเปิดตัวกันมาหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว ผมก็ได้แต่เป็นห่วงสายลุยว่าจะซื้อคันไหนดี เอ้ย จะเอาเงินที่ไหนซื้อ อิอิ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 December 2021
Lucky-Explorer-Project-5.5

LUCKY EXPLORER 5.5 ขาลุยระดับกลางสุดเท่จาก MV Agusta สำหรับโมเดล LUCKY EXPLORER 5.5 นี้พัฒนาร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ของทาง MV Agusta อย่าง QJ โดยจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง แต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็ดูเหมือนกับมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่งขนาดใหญ่ สามารถดึงดูดใจคนตัวใหญ่ไซส์ยุโรปให้มาสนใจได้ไม่ยาก แน่นอนว่าชาวไทยบางคนก็น่าจะชอบใจไม่น้อย  จุดเด่นภายนอกคือหน้าตาที่หล่อเหลาละม้ายคล้ายกับพี่ใหญ่ 9.5 และมีแรงบันดาลใจมาจาก Elefant ตัวแข่งทะเลทรายในตำนาน ซึ่งมาในโทนสีขาว แดงและดำ เป็นหลัก ตัวรถมีภาพลักษณ์ลุย ๆ แบบเต็มขั้นด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์ การ์ดดิสก์เบรก ไปจนถึงการ์ดท้องเครื่องมาให้ด้วยเลย เรียกว่าพร้อมลุยจริง ๆ  ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ มีหน้าจอเรือนไมล์แบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ด้วย เรียกว่าทันสมัยเลยทีเดียว เครื่องยนต์ของมันเป็นเครื่องสองสูบเรียง มีขนาด 554 ซีซีจากลูกสูบขนาด 70.5 ม.ม.และระยะชักที่ 71 ม.ม. เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 สูบต่อวาล์ว โดยเน้นให้มีแรงบิดที่มากและต่อเนื่องทุกย่านความเร็วรอบ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบแรลลี่และผจญภัย โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดมาที่ 51 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 160 กม./ชม.  ช่วงล่างก็ค่อนข้างโดดเด่นและออกแบบมาให้รองรับการขับขี่ที่สมบุกสมบัน โดยมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบเลยทีเดียว ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch   ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่เล็กกว่าของ 9.5 อยู่เล็กน้อย โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้ว แทน ซึ่งก็จะทำให้ลุยได้น้อยกว่าเล็กน้อย  โดยรวมแล้วถือเป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางที่มีหน้าตาหล่อเหลา มีสเปกช่วงล่างที่ดีมาจากโรงงานเลย แล้วก็พร้อมใช้งานขับขี่ลุย ๆ แบบไม่หนักมากได้เลย ที่เหลือก็แค่ว่าจะถูกนำเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า และเรื่องของราคาที่น่าจะแรงไม่เบา อาจจะทำให้สายลุยไปมองตัวเลือกอื่นก็เป็นได้ เพราะให้อ็อปชันช่วงล่างมาเยอะเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

13 December 2021
Honda Monkey Sammy Sand

Honda Monkey Sammy Sand ใหม่ เท่ไม่เหมือนใคร โดนใจสายลุย CUB House by Honda ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ภายใต้โปรเจกต์ The Monkey Custom ด้วยการเปิดตัว Monkey Sammy Sand เผยความสนุกอีกด้านของ Monkey ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ พร้อมให้เจ้าของได้ออกลุยไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตบนเส้นทางใหม่ ๆ  สำหรับโมเดลใหม่นี้จะโดดเด่นสะดุดตา ด้วยตัวถังสีครีมคัสตาร์ดตัดด้วยแถบสีส้ม แต้มด้วยสีดำ ให้กลิ่นอายของความเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมังกี้ เสริมเติมความเข้มด้วยล้อสีดำ พร้อมด้วยเอ็มเบล็มดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด ที่สมรรถนะดีขับขี่ได้สนุกและยังประหยัดน้ำมัน โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 108,900 บาท ซึ่งสามารถไปจับจองเป็นเจ้าของได้ที่โชว์รูม CUB House ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถเข้าชมรถคันจริงได้ก่อนใครที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 ธันวาคมนี้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

9 December 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Suzuki GSX-R125 2024

Suzuki GSX-R125 2024 เพิ่ม 2 สีใหม่เอาใจสาวก ค่ายคนบ้าจากฝากฝั่งยุโรปเอาใจสาวกนักซิ่งมือใหม่ ส่ง Suzuki GSX-R125 2024 สีสันใหม่ 2 เฉดสีพร้อมกัน ซึ่งโมเดลนี้บ้านเราจะขายเป็นโมเดลขนาด 150 ซีซีแทน เพราะทางยุโรปมีเรื่องของใบขับขี่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง ดังนั้นอาจจะได้ลุ้นว่าสีใหม่นี้ก็น่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย สำหรับสีใหม่ที่ว่านั้น สีแรกจะเป็นสีฟ้าและขาวที่โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้า GSX-R ในอดีตของทางค่ายนั่นเอง ซึ่งสาวกแท้ ๆ ได้เห็นเฉดสีนี้ก็จะต้องร้องว่าโอ้เยส ออกมาอย่างแน่นอน เพราะนี่มันคือสีประจำค่ายแท้ ๆ เลย โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันและแฟริ่งหน้าส่วนบนเป็นสีฟ้าโดยมีแฟริ่งชิ้นข้างและอกล่างเป็นสีขาว พร้อมกับแถบกราฟิกสีน้ำเงินคาดตลอดตัวรถตั้งแต่ด้านหน้าไปยังท้ายรถพร้อมกับล้อสีน้ำเงินน้ำหนักเบาเป็นการเติมเต็มสีสันให้โมเดล 2024 นี้สวยงามลงตัว ขณะที่อีกเฉดสีหนึ่งจะมาในรูปแบบของโทนสีดำแดง ให้ความสปอร์ตดุดัน โดยตัวรถจะมาในดำตัดแต้มด้วยเส้นสายกราฟิกสีแดงและล้อสีแดงสดเพิ่มความโดดเด่นได้ดีเลยทีเดียว   ส่วนเรื่องของสเปกจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด โดยจะมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้ เครื่องยนต์สูบเดียว 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ 6 สปีด เคลมแรงม้ามาที่ 15 ตัว แรงบิดที่ 11 นิวตันเมตร (บ้านเราก็จะมีตัวเลขมากกว่านี้เล็กน้อย) ใช้ถังน้ำมันขนาด 11 ลิตร และมีน้ำหนักตัวที่ 137 กิโลกรัม ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง  ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสุดท้ายจะมาพร้อมอัลลอยขนาด 17 นิ้วรัดด้วยยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 90/80 – 17 M/C และ 130/7– 17 M/C ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีก็จะมีไฟหน้าแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD กุญแจรีโมทแบบคีย์เลส ระบบอีซี่สตาร์ท สตาร์ทง่ายแค่กดปุ่มครั้งเดียว และระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล สุดท้ายนี้ซูซูกิประเทศไทยเรา เดิมเคยจำหน่ายโมเดลนี้แต่เป็นพิกัด 150 ซีซีในราคาแนะนำที่ 87,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนราคาโมเดลมั้ย งานนี้สายสปอร์ตมือใหม่ก็ต้องลุ้นกันล่ะครับว่าจะนำสีสันโมเดล 2024 นี้มาจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 May 2024
D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02

D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion D.I.D เปิดตัวโซ่รุ่นพิเศษ EVA-02 เอาใจแฟน ๆ Evangelion กันอีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเปิดตัว EVA-01 โซ่ซีรี่ส์ “ZVM-X” ที่มีการออกแบบพิเศษสำหรับแฟน ๆ อนิเมะ โดยออกแบบใหม่ตั้งแต่กล่อง ไปจนถึงตัวโซ่ที่มีสีม่วงและเขียวซึ่งเป็นสีประจำตัวของหุ่น EVA01 ไป มาครั้งนี้ จะมาในโทนสีแดงและส้มของหุ่น EVA02 ซึ่งเป็นหุ่นเอวานเกเลี่ยนอีกตัวนึงจากในอนิเมะเรื่องเดียวกันนี้ สำหรับโซ่รุ่นพิเศษเป็นโซ่ที่ทาง D.I.D ได้ร่วมมือกันกับทาง EVA Racing ชุดที่ 2 นี้ อบด้วยสีพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Evangelion Unit 02 มาพร้อมมีโลโก้ EVA Racing และยิงเลเซอร์ “EVAR” และ “NERV” บนเพลต และหมุดชุบเงิน พร้อมทั้งยังได้รับสติกเกอร์ Limited D.I.D x EVA Racing ทุกกล่องอีกด้วย โดยโซ่พิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานโซ่ในตระกูล ZVM-X ที่สามารถรองรับอัตราเร่ง แรงบิดและแรงม้าที่สูง ๆ ได้ และมาพร้อมเทคโนโลยี X-Ring สิทธิบัตรเฉพาะของ D.I.D ที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำมัน (ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของโซ่) และลดการสูญเสียกำลังได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สุดท้ายนี้จะมีให้เลือก  3 ขนาดคือ 520, 525 และ 530 โดยราคาจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นที่ 26,004 เยน และมีจำกัดเพียง 2,000 ชุดเท่านั้น นักสะสม และแฟน ๆ อนิเมะ “Evangelion” ที่ชื่นชอบบิ๊กไบค์สามารถติดตามรายละเอียดวิธีการสั่งซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://didmc.com/ ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 May 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

รีวิว Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS 2023 อัปเกรดความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น พบกับการรีวิวกันอีกเช่นเคย และครั้งนี้ทาง SuperBike Thailand มารีวิวและทดสอบ Vespa GTS Super Sport 150 i-Get ABS เวสป้ารุ่นใหม่ล่าสุดเวอร์ชัน 2023 เดี๋ยวมาดูกัน ว่ารุ่นนี้มีสมรรถนะ เครื่องยนต์ ช่วงล่างและเทคโนโลยี กับการทดสอบแบบจัดเต็มทั้งวัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามชมกันครับ รุ่นน้องเล็กแต่ใช้เฟรมใหญ่สุด สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถือว่าเป็นโมเดลน้องเล็กสุดในตระกูล GTS รุ่นปี 2023 นั่นเองครับ มากับเฟรมไซซ์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นเฟรมเดียวกับโมเดลรุ่นพี่ในตระกูล GTS จากทางค่ายอีกด้วย โดยโมเดลเวสป้ารุ่นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ภายนอกอย่างเดียว ยังมีสมรรถนะแบบสปอร์ต และฟีเจอร์การใช้งาน ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้อีกด้วย ดีไซน์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ในด้านรูปลักษณ์การดีไซน์ Vespa GTS Super Sport i-Get ABS แน่นอนว่ารุ่นนี้ นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเฉพาะตัวดั้งเดิมอยู่แล้ว ยังมีการออกแบบให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น  ดีไซน์ใหม่รอบคันสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ Tie แบบใหม่ ลายคาร์บอน บังโคลนดีไซน์ใหม่ เสริมความหล่อมากยิ่งขึ้น เรือนไมล์แบบผสม LCD และอนาล็อก ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ ขนาด 12 นิ้ว โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่ในหลาย ๆ จุดด้วยกัน ทั้งไฟหน้าทรงกลม ไฟท้ายและไฟเลี้ยวดีไซน์มาใหม่ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บังโคลนและล้อแม็กแต่งใหม่ ตัวเรือนไมล์ กระจกข้าง ที่พักเท้า ช่องลม มือจับคนซ้อน รวมไปถึง ตัวเบาะดีไซน์แบบ 2 ระดับ เย็บตะเข็บได้สวยงาม อีกทั้ง ยังมีการตกแต่งเส้นสายลายกราฟิกสีดำตัดกับสีส้มที่บังโคลนหน้าและเฟรมด้านท้าย เฟรมด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกใหม่ ช่องลมดีไซน์ใหม่ สวยหรู ยางกันลื่น พร้อมลวดลายโลโก้ Vespa ช่องดักลมด้านหน้า ยังรวมไปถึงฟีเจอร์การใช้งานที่มีมาให้ ทั้งช่องเก็บของอเนกประสงค์พร้อมตะขอแขวนอเนกประสงค์ด้านหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ สามารถเก็บอุปกรณ์ กระเป๋า กล้องถ่ายรูป เอกสาร สัมภาระต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ถังน้ำมันใต้เบาะ 6.5 ลิตร ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ประกับสวิตช์ฝั่งซ้ายโครเมียม กับสวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งระบบในตัวรถ ไฟเลี้ยว และปุ้มสัญญาณแตร ประกับสวิตช์ฝั่งขวาโครเมียม กับฟังก์ชัน ล็อกเบาะไฟฟ้า ระบบสตาร์ท & สต็อป ระบบ Anti Slip Regulation พร้อมสตาร์ทไฟฟ้า มาดูในส่วนประกับแฮนด์ตัวรถที่ชุบโครเมียมสวย ๆ โดยฝั่งประกับทางซ้ายจะพบกับสวิตช์ไฟเลี้ยว สวิตช์ไฟสูง ไฟต่ำ ปุ่มแตร สวิตช์คอนโทรลเซ็ตติ้งฟังก์ชันต่าง ๆ ส่วนทางด้านประกับฝั่งขวา จะมีปุ่มปลดล็อกเบาะ สวิตช์เปิด-ปิด ระบบสตาร์ท & สต็อป ปุ่ม ASR หรือ Anti Slip Regulation ทำหน้าเสมือนโหมดแทร็กชั่นคอนโทรล และปุ่มสตาร์ทมือ  เครื่องยนต์ i-Get 155 ซีซี พร้อมประหยัดน้ำมันด้วยระบบ สตาร์ท & สต็อป หม้อน้ำด้านข้าง ช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ i-Get 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155 ซีซี ในขุมพลังของของโมเดลรุ่นนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 4 วาล์ว ขนาด 155.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ซัพพอร์ตในเรื่องการเดินทางไกลพร้อมระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT มาพร้อมกับความจุถังน้ำมันขนาด 6.5 ลิตร โดยให้กำลังแรง 11.5 กิโลวัตต์ หรือ 15.4 แรงม้าที่  8,250 รอบ และแรงบิด 15

GPX Drone Electric

GPX Drone Electric ต้นแบบเพื่อการยกระดับยานยนต์สมัยใหม่ สำหรับค่ายจีพีเอ็กซ์ ถือเป็นอีกแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายๆคนจับตามอง เพราะครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในไทย ติดอันดับ TOP5 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แถมยังมีการพัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศมากมาย และล่าสุดก็ได้มีโมเดลต้นแบบอย่าง GPX Drone Electric ที่ผลงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับทางภาครัฐและภาคเอกชนมาให้เราได้เห็นกันแล้ว วันนี้เราได้รับข่าวดีถึงความเคลื่อนไหวของทางค่ายที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยและพัฒนาแพล็ทฟอร์มแพ็คแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย” โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และ หน่วยงานภาคเอกชน รวมกว่า 9 หน่วยงานด้วยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาสิ่งประดิษฐ์แพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับใช้งานในประเทศไทย ปัจจุบันเราจะเห็นเทรนด์การใช้งานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดพลังงานสะอาดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ ณ ขณะนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไปยังคงเป็นระบบชาร์จที่บ้าน หรือชาร์จที่สถานี ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการชาร์จต่อครั้ง โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบแบตเตอรี่ที่จะใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสู่การชาร์จที่อยู่ในระบบสถานี ซึ่งหากแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ก็สามารถเข้าไปสู่สถานีชาร์จได้ และสามารถสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างทันที โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเดินทางต่อไปได้โดยไม่เสียเวลา   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังคงมีความหลากหลาย แต่ละยี่ห้อก็มีการใช้แบตเตอรี่ในรูปแบบของตนเอง หรือมีความแตกต่างกันออกไป โครงการนี้จึงเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาแพ็คแบตเตอรี่ที่จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานให้แบตเตอรี่ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่างยี่ห้อในประเทศไทย สามารถสับเปลี่ยน ใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับการใช้งานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้   ทั้งนี้ทางจีพีเอ็กซ์ได้เข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ โดยนำเอารถต้นแบบรุ่นเรือธงของค่าย อย่าง DRONE มาพัฒนาสู่ระบบไฟฟ้า ในรหัส DRONE Electric เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของโครงการในครั้งนี้ ด้วยการร่วมออกแบบจุดวางแบตเตอรี่ และพัฒนาส่วนต่าง ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้โครงการได้ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขับขี่และการใช้งานจริงสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในสถานีแล้ว และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประโยชน์สูงสุดจะตกไปอยู่กับผู้ใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี  โดยเฉพาะแฟน ๆ ของทางค่าย GPX ที่ได้เห็นผลงานรถต้นแบบคันนี้ เพราะด้วยดีไซน์ตัวรถที่ล้ำสมัยของโมเดลนี้ จนใครหลายๆคน บอกว่าอยากให้นำไปทำเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และถึงแม้จะยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบเท่านั้น  แต่เชื่อเหลือเกินว่าพัฒนามาขนาดนี้แล้ว อนาคตต้องได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากค่าย GPX อย่างแน่นอน แต่จะเป็นรุ่นนี้หรือไม่ และจะเปิดจำหน่ายเมื่อไหร่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ติดตามข่าวสารจากค่าย GPX  เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://gpxthailand.com https://www.facebook.com/gpxthailandofficial อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

X440 Harley-Davidson

X440 Harley-Davidson เชื้อสายอินเดียเผยโฉมแล้ว หลาย ๆ คนที่เป็นแฟน ๆ SuperBikeMag.com มาก็น่าจะได้เห็นข่าว Harley-Davidson X350 และ X500 ที่ผลิตในจีนกันไปแล้ว มาคราวนี้เป็นการเผยโฉมหน้าของเจ้า X440 ซึ่งครั้งนี้ทางค่ายรถจากลุงแซมไปพัฒนาและให้ยักษ์ใหญ่จากอินเดียอย่าง Hero ผลิตให้ เพื่อให้ฮาร์ลีย์เดวิดสันสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักบิดอายุน้อย สำหรับโมเดลนี้ก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้หนีไปจากเจ้า X350 และ X500 มากนัก โดยมาในสไตล์ใกล้เคียงกัน โดยจะมาในรูปแบบของโร้ดสเตอร์ที่มีสไตล์แบบย้อนยุค และน่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 440 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแรงม้าที่ราว ๆ 38 ตัวและแรงบิดที่ 30 นิวตันเมตร ซึ่งข้อมูลรายละเอียดตัวสเปกของรถยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ในส่วนของช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมแบบดับเบิ้ลดาวน์ทูบ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามีโช้คหน้าแบบหัวกลับและด้านหลังเป็นโช้คคู่ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ABS เต็มระบบ โดยล้อน่าจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 และ 17 นิ้วหน้าหลังตามลำดับ เทคโนโลยีในตัวรถก็จะมีระบบไฟ LED เต็มระบบและอาจจะมีหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น สุดท้ายนี้ทางค่ายรถอเมริกันนี้จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งก็คงต้องติดตามรายละเอียดอย่างเป็นทางการกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!