SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

GSX-R750 K5 Barry Sheene รถสุดแรร์ที่นักสะสมต้องการ GSX-R750 K5 Rare Barry Sheene มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษของตำนานแชมป์โลก Barry Sheene ถูกนำมาประมูลโดย H&H Classics ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ Barry Sheene ชื่อนี้ยังคงเป็นที่จดจำในวงการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะกับความสำเร็จที่เขาสร้างร่วมกับ Suzuki ตลอดหลายปี และคว้าแชมป์โลกมากถึง 3 สมัยในเวิร์ลกรังปรีซ์ ตลอดอาชีพการแข่งรถของเขา Sheene ลงแข่งขันด้วยมอเตอร์ไซค์สองรุ่นที่นั่นคือ Suzuki RG500 และ Suzuki TR750 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้มีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์โลกและสร้างชื่อเสียงให้กับเขานั่นเอง โดยโมเดลดังกล่าว เป็นหนึ่งในสปอร์ตไบค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ และยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และรุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Barry Sheene อย่าง K5 ที่ผลิตออกมาเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ขนาด 749 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลังถึง 145 แรงม้าที่ 12,800 รอบต่อนาที พร้อมกับลวดลายและสัญลักษณ์พิเศษที่ระลึกถึง Sheene รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รุ่นนี้ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกราฟิกแบบตัวแข่ง สปอนเซอร์ พร้อมเลขนัมเบอร์ของแชมป์โลกและชุดสีของตัวรถ ให้ความย้อนยุคเหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสนามแข่งในยุคปี 90 จากประเมินราคาคาดการณ์ไว้ที่ 10,000 – 12,000 ยูโรหรือราว ๆ 3.6 ล้านบาท จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะนักสะสมมอเตอร์ไซค์ รวมถึงแฟน ๆ ค่ายคนบ้าจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี นับว่าหาได้ยากเพราะมีจำนวนจำกัดเพียง 50 คันทั่วโลกเท่านั้น ใครที่ได้ไปรับรองได้ว่า หากขายต่อราคากระโดดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อย่างว่าหล่ะครับ ถ้ามีสะสมไว้ ยังไงก็ภูมิใจกว่า เพราะมันไม่ได้หาจากที่ไหนง่าย ๆ จริงหรือไม่ ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Scrambler2025 รุ่นพิเศษ ‘Rizoma Edition’ Ducati Scrambler2025 ได้เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันปี 2025 ‘Anniversario Rizoma Edition’ ซึ่งความพิเศษของโมเดลนี้ผลิตออกมาเพียง 500 คันเท่านั้น หลังจากการเปิดตัว Scrambler รุ่นใหม่ในรุ่น รุ่น Icon Dark และ Full Throttle นอกจากนี้ยังมีการเผยโฉม Multistrada รุ่นใหม่สามรุ่น ได้แก่ V4, V4 S และ Pikes Peak ในซีรีส์ World Premiere ปี 2025 เครื่องยนต์ของ Scrambler รุ่นลิมิเต็ดนี้ใช้เครื่องยนต์เดียวกับรุ่น Scrambler ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้คือรุ่น Icon Dark และ Full Throttle มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสองสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 803 ซีซี ให้กำลัง 73 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิดอยู่ที่ 65.2 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ รวมไปถึงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ติดตั้งระบบ Ride-by-Wire, ระบบ Quickshifter และโหมดการขับขี่ แม้ว่า Scrambler รุ่นลิมิเต็ดนี้จะคล้ายกับรุ่น Icon Dark และ Full Throttle แต่ Fabrizio Rigolio นักออกแบบจาก Rizoma กล่าวว่า “รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ 500 คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และต้องการสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง อีกทั้งการออกแบบในรุ่นลิมิเต็ดนี้ เป็นงานที่ท้าทายพวกเรา (Rizoma) ที่ต้องออกแบบโดยคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวรถไว้ และพวกเราก็สามารถคงเอกลักษณ์ของความเป็น Scrambler ไว้ได้อย่างสมบูรณ์” “ผมประทับใจกับความตั้งใจ ความใส่ใจในรายละเอียด และความเรียบง่ายของการออกแบบ รวมถึงการใช้สีที่ Rizoma ได้นำมาผสมผสานในแนวคิด ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรุ่นเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของ Scrambler รุ่นนี้” สีของรถคันนี้ถูกออกแบบโดย Rizoma ร่วมกับ Centre Stile Ducati โดยใช้โทนสีที่สมดุลระหว่างสี Stone White, สีดำ และสี Metal Rose จุดเด่นไฮไลท์น่าสนใจ ตัวถังด้านข้างสกรีนด้วยตัวอักษรแบบมินิมอล ที่พักท้าสีทูโทนแบบเดียวกับตัวรถ กระจกมองหลังใต้แฮนด์ เบาะตรงกลางลายผ้าอัลคันทาร่า พร้อมกันลื่นด้านท้าย โดยราคาวางจำหน่าย Ducati ตัวพิเศษนี้ “10 Anniversario Rizoma Edition” ซึ่งเป็นรุ่นที่ถือเป็น “ของสะสมที่แท้จริง” โดยมีราคาจำหน่ายในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 13,095 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีประมาณ 566,000 บาท ซึ่งสูงกว่ารุ่น Full Throttle อยู่ที่ประมาณ 82,000 บาท และสูงกว่ารุ่น Icon Dark 156,000 บาท โดยในตัวลิมิเต็ดนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 457 ตำนานใหม่สายสปอร์ตของค่ายสามตา เรียกว่าเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับไบเกอร์ที่ชื่นชอบความเร็ว หรือสายสปอร์ต สำหรับการเปิดตัว Aprilia RS 457 สปอร์ตไบค์ในพิกัดใหม่ของทางค่ายสามตาอะพริเลียซึ่งเคลมมาว่าจัดจ้านน่าสนใจมากที่สุดในคลาสเมื่อเทียบกันที่อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก และแน่นอนว่าทันสมัยด้วยเทคโนโลยีอีกด้วย สำหรับเจ้าน้องใหม่คันนี้ไซส์กลาง ๆ ออกแบบโดยนำเอา DNA ที่สืบทอดกันเรื่อยมาในตระกูล RS ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไล่ตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าแบบดับเบิ้ลแฟริ่งไปจนถึงปลายท่อไอเสียใต้ตัวรถแบบ 2 ออก 1 โดยตัวรถให้สไตล์การขับขี่แบบโร้ดสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คเหนือแผงคอบน ให้ความซิ่งอยู่แต่ก็ให้ความสบายไม่ปวดหลังจนเกินไปนัก ไฟหน้า LED แบบฉบับเทพสามตามองผ่าน ๆ นึกว่ารุ่นใหญ่ตัวพัน พร้อมฟังก์ชันไฟเลี้ยวหน้าในโคมเดียวกับไฟหน้า หน้าจอแสดงผลเองก็ให้มาเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแถมด้วยสวิตช์คอนโทรลต่าง ๆ ที่มีแบ็กไลต์มาให้อีกด้วย หรูหราจริง ๆ ครับ ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็น สองสูบเรียง 457 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 10,500 รอบ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่รถเปล่าเบาเพียง 159 กก. หรือจะรวมน้ำมันแล้วก็อยู่ที่ 175 กก.เท่านั้นเรียกว่ามีตัวเลขแรงม้าเทียบน้ำหนักมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สมกับที่ค่ายรถตั้งเป้าเอาไว้ ตัวเครื่องยนต์วางบนเฟรมอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานโดยใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนักตัวรถด้วย แบบเดียวกับที่เจ้า 660 ทำ ดังนั้นจึงการันตีเรื่องน้ำหนัก และความลื่นไหลในการขับขี่ ช่วงล่างนั้นจะมีโช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ที่ปรับพรีโหลดได้ ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre เช่นกัน และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ที่สามารถปรับโหมดได้ว่าจะทำงานทั้งสองล้อ หรือจะปิดเฉพาะล้อหลังก็ได้ ปิดท้ายด้วยเรื่องขนาดล้อ 17 นิ้วและยาง 110/70 และ 150/60 หน้าหลังตามลำดับ ปิดท้ายเรื่องของเทคโนโลยี นอกจากที่บอกไปแล้วอย่างเรื่องจอสีและระบบเบรก ABS แล้ว ตัวรถยังมาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ปิดเปิดได้ อย่างไรก็ดีน่าเสียดายที่ควิกชิฟเตอร์ไม่ใช่ของติดรถ แต่ต้องมีการเสียเงินเพิ่มครับ ส่วนเรื่องของสนนราคานั้นจะยังไม่มีการระบุ แต่จากการคาดเดาส่วนตัวด้วยตัวผมเอง ราคาน่าจะโดดไปได้ถึงหลัก 4 แสนบาทเลยทีเดียวครับ ซึ่งราคาฟังดูอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่สำหรับรถพิกัดนี้ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้าคุณมีเงินและอยากโดดเด่น บอกได้คำเดียวว่าเด่นแน่นอนครับค่ายนี้ ดีไซน์สวยหรูพรีเมียมไม่เหมือนใครจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F800GS 2024 ปรับปรุงใหม่ พร้อมใส่ลูกเล่นเพิ่ม BMW Motorrad เปิดโมเดลใหม่สู้ศึกรถพรีเมียมทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไซส์กลางด้วย F800GS 2024 พร้อม ๆ กับทางเลือกสำหรับคนลุยหนัก ๆ อย่าง F900GS และ F900GS Adventure แต่สำหรับข่าวนี้จะขอพูดถึงเจ้า 800 ที่เน้นออนโร้ดเป็นหลัก สำหรับโมเดลนี้ถือว่าได้รับการปรับปรุงแบบขนานใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์และลูกเล่น กลายเป็นโมเดลที่จะตอบโจทย์การใช้งานในยุคสมัยใหม่นี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่เรื่องรูปโฉมนั้นจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากเรื่องของสีสันและลวดลายกราฟิก แต่โมเดลใหม่นี้ก็ได้สีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สมกับเป็นบีเอ็มดับเบิ้ลยูเช่นเดิม ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง นี้จะเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยจะมีขนาดความจุใหญ่ขึ้นเป็น 895 ซีซีจากเดิม 853 ซีซี และมีการปรับปรุงเรืองเพลาเคาน์เตอร์บาลานซ์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 87 แรงม้าที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 91 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบเช่นกัน ซึ่งหากเทียบกับโมเดลเก่าแรงม้าจะน้อยลงเล็กน้อย แต่จะมาที่รอบต่ำกว่าเดิมมาก แต่แรงบิดจะมากขึ้น ในรอบที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ตัวรถมีอัตราเร่งที่ดีกว่า ซึ่งจะตอบโจทย์กับประเภทของตัวรถมากขึ้น มาเข้าเรื่องแชสซีกันบ้างยังคงใช้เฟรมเหล็กกล้าแบบบริดจ์พร้อมซับเฟรมท้าย ด้านหน้ายังใช้โช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับรีบาวด์ได้ร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายเรื่องช่วงล่างด้วยขนาดล้อและยางสำหรับโมเดลนี้ที่เป็นโมเดลเน้นออนโร้ดซะเยอะ ทางค่ายจึงให้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ โดยมีขนาดยางเป็น 110/80 R19 และ 150/70 R17 ตามลำดับครับ ต่อที่เรื่องของเทคโนโลยีซึ่งโมเดลนี้ก็จะได้หน้าจอสี TFT กับเขาแล้ว โดยจะได้หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบครัน โหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road ยังมีระบบเบรก ABS Pro และระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ด้วยเลย เรียกว่าเพียงพอสำหรับคนที่ไม่ลุยหนัก ๆ เน้นออนโร้ดมากกว่าครับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายตัวรถจะเปิดราคาเริ่มต้นที่ 10,950 ยูโรหรือราว ๆ 417,000 บาท ส่วนประเทศไทยนั้นก็รอกันไปก่อนครับ และสำหรับคนที่สนใจรถในสไตล์นี้จริง ๆ โดยส่วนตัวแล้วก็ขอให้ไปอ่านข้อมูลของ F900R และ F900R Adventure ก่อนนะครับ ซึ่งแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่รายละเอียดหลาย ๆ อย่างก็จะดีกว่าตามไปด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Red Bull drag race ศึกขิงทางตรง ใครหมู่ ใครจ่า คงมันส์แน่ ๆ หากลองนึกดูว่าถ้าเอารถสูตรโปรโตไทป์สนามแข่งในรายการแข่งขันระดับโลกแต่ละรุ่น จับมาซัดความเร็วกันให้เห็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน วัดกันให้รู้เลยว่ารถแข่งประเภทไหนที่จะเป็นเจ้าของสวนขิง และในที่สุดทางสปอนเซอร์รายหลักอย่าง Red Bull ย่อมจัดให้สาสมใจอย่างงาม ๆ กับการจัดกิจกรรมสุดระห่ำกับการแข่งขัน Red Bull drag race เพื่อที่จะเป็นจ้าวแห่งความเร็วอย่างแท้จริง โดยนำเหล่าสุดยอดรถแข่งจาก Red Bull อย่าง RB8 F1 , KTM RC16 ตัวแข่ง 2 ล้อใน MotoGP , Peugeot 208 ใน World Rallycross (WRX) และ Ford Puma ใน World Rally Championship (WRC) ยังรวมไปถึง รถ Ford Transit Supervan 4.2 โดยแข่งในระยะทางควอเตอร์ไมล์ หรือ 402 เมตร ทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน เรียกได้ว่ามีให้แก้มือไม่ต้องเคอะเขินแน่นอน พวกเรามาชมรถแข่งแต่แบบว่ามีอะไรบ้าง แล้วนักแข่งคนไหนที่มาร่วมในกิจกรรมนี้ 1.Red Bull Racing RB8 / Liam Lawson นักแข่งหนุ่มน้อยชาวนิวซีแลนด์ ที่ปัจจุบันอยู่ในโครงการพัฒนานักแข่ง Red Bull Junior Team ครั้งนี้เขามาพร้อมกับตัวแข่งอย่าง RB8 ซึ่งเป็นตัวแข่ง F1 ในปี 2012 สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เครื่องยนต์ : RS27 2.4 V8 (2,400 ซีซี) แรงม้า : 850 แรงม้า น้ำหนัก : 700 กก. 2.Red Bull KTM Factory Racing RC16 / Dani Pedrosa อดีตนักแข่ง MotoGP ที่เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขัน MotoGP มาแล้วถึง 31 ครั้ง และปัจจุบันยังเป็น Test Rider ให้กับทีม Red bull KTM Factory ควบ KTM RC16 มาร่วมสนุกในครั้งนี้ เครื่องยนต์ : 1,000 ซีซี แรงม้า : 270 แรงม้า น้ำหนัก : 157 กก. 3.Peugeot 208 / Timmy Hansen เจ้าของแชมป์โลก World Rallycross Championship (WRX) ปี 2019 มาพร้อมกับความมั่นใจที่จะปราบเซียนทั้งหลาย ด้วย Peugeot 208 เครื่องยนต์ : Turbo 2,000 ซีซี แรงม้า : 600 แรงม้า น้ำหนัก : 1,300 กก. 4.Ford Puma/Adrien Fourmaux นักขับแรลลี่ดาวรุ่งจากฝรั่งเศส ผู้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในเวที World Rally Championship และพร้อมที่จะแจ้งเกิดในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย Ford Puma อีกด้วย เครื่องยนต์ : 1.6lt Ecoboost Hybrid Turbo + มอเตอร์ไฟฟ้า 100 กิโลวัตต์ แรงม้า : 550 แรงม้า น้ำหนัก :

Triumph Motorcycle เตรียมแสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และความเร็วของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ ขนาด 765 ซีซี ในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ประจำฤดูกาล 2019 ครั้งแรกในประเทศไทย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากเมื่อปี 2017 ที่ ไทรอัมพ์ได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับการแข่งขัน Moto2 ตั้งแต่ฤดูกาล 2019 เป็นต้นไปแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 ได้แสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นถึงวิวัฒนาการตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงพละกำลังและความเร็ว ตลอดจนเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างน่าทึ่ง โดยสามารถทำลายทุกสถิติของ Moto2 ที่ได้บันทึกไว้ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น สถิติต่อรอบการแข่งขัน (Race Lap Record) สถิติความเร็วที่สุด (Highest Top speed) รอบสถิติสนาม (Circuit Best lap) และตำแหน่งโพลโพสิชั่นใหม่ (New Pole Position Record) ไปพร้อม ๆ กับการเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อค้นหาว่านักแข่งใดจะเป็นผู้คว้าชัยชนะการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไทรอัมพ์เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ Moto2 มร.สตีฟ ซาร์เจนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ Triumph Motorcycle เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2017 ที่ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ลงนามในสัญญากับ ดอร์น่า (Dorna) เป็นระยะเวลา 3 ปี ในการเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์แต่เพียงผู้เดียวให้กับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ตั้งแต่ฤดูกาล 2019 เป็นต้นไป นับเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ ไทรอัมพ์ที่ได้เริ่มปฐมบทแห่งความตื่นเต้นใหม่ ๆ มาสู่ประวัติศาสตร์การแข่งขันที่ยาวนานของบริษัทฯ จากการสร้างสรรค์เครื่องยนต์สามสูบที่ชนะเลิศแข่งขันในรายการซูเปอร์สปอร์ต ไอส์ล ออฟ แมน ทีที (Isle of Man Tourist Trophy) ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง สู่การแข่งขันรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 โดยตลอดระยะที่ผ่านมา ไทรอัมพ์ได้เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ตั้งแต่ความร่วมมือสนับสนุนการทดสอบการพัฒนากล่อง ECU ร่วมกับ “แม็กเนติ มาเรลลี่” (Magneti Marelli) ซึ่งเป็นโปรแกรมการพัฒนาที่มุ่งเน้นการใช้งานในสนามแข่ง โดยความร่วมมือดังกล่าวไทรอัมพ์ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนข้อมูลพื้นฐาน และจัดหาเครื่องยนต์เพื่อการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนทีมสนับสนุนด้านเทคนิคของไทรอัมพ์ อีกทั้งการทดสอบการพัฒนาโครงรถ (Chassis) ที่ไทรอัมพ์ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์กับผู้ผลิตโครงรถ โดยร่วมมือกับ เอ็กซ์เทินโปร (Externpro) เพื่อใช้ในการทดสอบ โดยในการทดสอบที่ผ่านมาเหล่านี้มีนักแข่ง Moto2 ทั้งในอดีตและปัจจุบันเข้าร่วมทำการทดสอบ รวมทั้งยังได้ให้การสนับสนุนการพัฒนากล่อง ECU กับบรรดาผู้ผลิตโครงรถ จนถึงการที่เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ได้เผยโฉมและแสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นถึงพละกำลังความเร็วของเครื่องยนต์มากกว่า 140 แรงม้า ตลอดจนเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งตั้งแต่การเริ่มการแข่งขันรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 เป็นต้นมา เครื่องยนต์ดังกล่าวสามารถทำลายทุกสถิติของ Moto2 ที่ได้บันทึกไว้ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น สถิติต่อรอบการแข่งขัน (Race Lap Record) สถิติความเร็วที่สุด (Highest Top speed) รอบสถิติสนาม (Circuit Best lap) และตำแหน่งโพลโพสิชั่นใหม่ (New Pole Position Record) ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของการพัฒนารูปแบบเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี เครื่องยนต์ดังกล่าวถูกรังสรรค์ขึ้นตามแบบของเครื่องยนต์รุ่น สตรีท ทริปเปิล อาร์เอส 765 ซีซี สร้างขึ้นเพื่อส่งต่อพละกำลัง และแรงบิดที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงได้รับการออกแบบให้มีรอบที่สูงขึ้นและวิ่งได้ด้วยความเฉื่อยต่ำ ซึ่งติดตั้งอยู่ในชุดเดียวกันและมีน้ำหนักเบา ในขณะที่เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขัน อันประกอบไปด้วย ปรับแต่งช่องไอดีและช่องไอเสียบนกระบอกฝาสูบใหม่ เพื่อให้การไหลเวียนของทั้งอากาศและเชื้อเพลิงในท่อไอดีและท่อไอเสียดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพอัตราส่วนกำลังอัด วาล์วไทเทเนียมและสปริงวาล์วที่มีความแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อเพิ่มความเร็วรอบเครื่องยนต์ ระบบหัวฉีดพลังสูง ระบบ Alternator ลดความเฉื่อย ปรับอัตราระหว่างทดเกียร์ 1 ถึง 2 สลิปเปอร์คลัทช์แบบปรับได้ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ กล่องอีซียู (ECU) สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งพัฒนาร่วมกับ “แม็กเนติ มาเรลลี่” ปรับแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ใหม่เพื่อลดขนาดความกว้างของตัวเครื่อง ปรับแต่งอ่างน้ำมันเครื่องใหม่ให้สอดรับกับท่อไอเสียประสิทธิภาพสูงได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ทุกคนจะได้เห็นถึงพละกำลัง ความเร็วของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 อย่างใกล้ชิด นับเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม ไปพร้อม ๆ กับการลุ้นสถิติใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขัน

พ่อแตงกวา Quartararo ได้กดเวลา Best Lap นำฝูง Yamaha ขึ้น Top 3 รอบ FP2 ThaiGP 2019 โดยหนู Quartararo ของเราก็ได้ทำเวลาไปดีที่สุดด้วยเวลา 1:30.404 ตามมาด้วย Top Gun Maverick Vinales และ ทีมเมทอย่าง Morbidelli ที่ขับ Yamaha ขึ้น Top 3 ไปในรอบนี้ ส่วนทางด้านเด็กระเบิด Marc Marquez นั้นแม้จะล้มลงอย่างหนักไปในรอบ FP1 แต่ก็สามารถกลับมาแข่งได้และคว้าอันดับ 6 ไปในรอบนี้ราวกับเป็นคนเหล็กเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้