SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda News

Honda Giorno+ 2026 ถึงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตอบโจทย์วัยรุ่นที่สุด

Honda Giorno+ 2026 เจาะเหตุผลทำไมถึงครองใจวัยรุ่นไทย ด้วย 7 เฉดสีใหม่ ดีไซน์พรีเมียม และเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์วที่ทั้งแรงและประหยัด

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
MG ยอดขายยุโรป 1 ล้านคัน
ข่าวมอเตอร์ไซค์

MG แบรนด์จีนรายแรก ยอดขายทะลุ 1 ล้านคันในยุโรปและอังกฤษ

MG สร้างประวัติศาสตร์เป็นแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกที่มียอดขายสะสมในยุโรปและอังกฤษเกิน 1 ล้านคัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
Alex Marquez
MOTOGP

Alex Marquez รั้งจ่าฝูงการทดสอบ บุรีรัมย์ Marc Marquez พลาดล้ม

สรุปผล MotoGP เทสต์บุรีรัมย์ วันแรก Alex Marquez รั้ง P1 โชว์ฟอร์มดุเหนือพี่ชาย Marc Marquez ที่พลาดล้ม 2 ครั้งรวดที่สนามช้างฯ ติดตามรายละเอียดที่นี่

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
ข่าวมอเตอร์ไซค์

GPX DX1 2026 ทดลองใช้จริง 1 วัน คุ้มไหม!?

GPX DX1 2026 มินิไบค์สไตล์คลาสสิกใหม่ล่าสุด กับการขับขี่ใช้งานจริง ! เจาะลึกดีไซน์ เครื่องยนต์ และฟีเจอร์เด่นของโมเดลนี้กับราคา 54,500 บาท

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
Kawasaki KLE500 2026
ข่าวมอเตอร์ไซค์

เปิดราคาอย่างเปิดทางการ Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 

สเปก Kawasaki KLE500 และ KLE500 SE 2026 แรลลี่ไบค์คลาสกลางรุ่นล่าสุด เครื่องยนต์ 451cc ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว พร้อมเทียบความต่างรุ่น Standard และ SE

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
Yamaha Tracer 9GT ตำรวจทางหลวง Cover
ข่าวมอเตอร์ไซค์

Yamaha Tracer 9GT ตำรวจทางหลวง ยกระดับสายตรวจมอเตอร์เวย์ด้วยรถสเปกเทพ

Yamaha Tracer 9GT รถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นใหม่ของตำรวจทางหลวง ทล.1 กก.8 เครื่องยนต์ 890 ซีซี พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยครบมือ

อ่านบทความเพิิ่มเติม »
  • All Posts
  • ARRC
  • Ducati
  • F1
  • Honda News
  • KTM News
  • Life on Speed
  • MOTOGP
  • New Bike
  • Super Goodies
  • Superbike Magazine
  • Tires Test
  • WSBK
  • Yamaha News
  • Your Superbike
  • ข่าวกฎหมายจราจร
  • ข่าวด่วน
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • ข่าวรถยนต์
  • ทิปเทคนิค
  • มอเตอร์ไซค์เปิดตัวใหม่
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
  • รถยนต์เปิดตัวใหม่
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • รถไฟฟ้า
  • ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์
  • ราคาและสเปครถยนต์
  • รีวิวและทดสอบ
  • รีวิวและทดสอบรถ Honda
  • วาไรตี้
  • สัมภาษณ์
  • สเปคและราคารถ Honda
  • อีเว้นท์
  • เทคโนโลยียานยนต์
  • ไม่มีหมวดหมู่
    •   Back
    • Zongshen Ryuka
    • Zero Motorcycles
    • Zero Engineering
    • Yamaha
    • VESPA
    • Triumph
    • Suzuki
    • Royal Enfield
    • MV Agusta
    • Moto Guzzi
    • KTM
    • Kawasaki
    • Indian
    • Honda
    • Harley-Davidson
    • GPX
    • Ducati
    • BMW
    • Benelli
    • Aprilia
    • Husqvarna
    • Bajaj
    • Keeway
    • Lambretta
    •   Back
    • Super Diva
    •   Back
    • ข่าวแข่งขัน
    •   Back
    • รีวิวเปรียบเทียบมอเตอร์ไซค์
เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริง ใน Moto2 และ Moto 3 ปี 2024

เปลี่ยนยาง Pirelli เวลาเร็วขึ้น เรื่องจริงใน Moto2 และ Moto3 ปี 2024 Pirelli Diablo Superbike (SC=Special Compound) ยางหลักในการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 ฤดูกาล 2024 ทำเวลาในการแข่งได้เร็วกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ Pirelli ได้เป็นผู้จัดหายางแต่เพียงผู้เดียวในปีนี้ โดยนักแข่งในทั้งสองคลาสได้ทำลายสถิติเดิมในหลายสนาม เช่น Silverstone, Austria และ Valencia ซึ่งทำเวลาที่ดีกว่าจากฤดูกาล 2020-2023 ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 2 ในการแข่งขันรายการ Moto2 นักบิดสัญชาติสเปนอย่าง Alonso Lopez จากทีม SpeedUp Racing ทำลายสถิติในการแข่งขันที่ Valencia ด้วยเวลา 1’33.061 ซึ่งเป็นการปรับปรุงเวลาที่ดีขึ้นอย่างมากจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ Jake Dixon จากทีม CFMOTO Aspar Team ก็สามารถกดเวลาในการแข่งที่ Silverstone ต่อรอบได้เร็วขึ้นประมาณ 0.7 วินาทีโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้เวลาแข่งขันรวมลดลงถึง 12.5 วินาที ผลงานโดยรวมในรุ่น Moto 3 ในการแข่งขันรายการ Moto3 นักแข่งก็ทำเวลาที่ดีขึ้นเช่นกัน โดย Daniel Holgado จากทีม Red Bull GASGAS Tech3 ทำเวลา 1’37.300 ที่ Valencia ซึ่งสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาได้ โดยรวมแล้วการแข่งขัน Moto3 ในบางสนาม เช่น Silverstone ทำเวลาต่อรอบได้เร็วขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 วินาทีจากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากยางรุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขันในสนามต่างๆ จุดเปลี่ยนคือยาง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดเกาะและความทนทานของยาง Pirelli ที่ดีขึ้น ทำให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าในยุคของยาง Dunlop ความก้าวหน้าทางสมรรถนะเหล่านี้ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ Pirelli รวบรวมข้อมูลจากแต่ละการแข่งขันเพื่อปรับปรุงยางรุ่นใหม่ออกมาในปีหน้า และเชื่ออย่างยิ่งว่า จะทำให้ผลเวลา เร็วขึ้นอีก สรุปผลเวลาของแต่ละสนาม สถิติผลเวลา ของการแข่งขันในฤดูกาล 2024 แบรนด์ยาง Pirelli ได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการทุบสถิติเวลา แทบจะทุกสนามก็ว่าได้ และเราได้รวบรวมผลสถิติ ของแต่ละสนามมาไว้ให้แล้ว สถิติเดิม (Moto3) สถิติใหม่ (Moto3) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) สถิติเดิม (Moto2) สถิติใหม่ (Moto2) เวลาที่เร็วขึ้น(วินาที) Lusail International Circuit 2’04.742 2’02.276 2.466 1’57.305 1’56.788 0.517 Chang International Circuit 1’41.907 1’40.544 1.362 1’35.297 1’34.595 0.701 Autódromo Internacional do Algarve 1’46.798 1’46.379 0.418 1’42.003 1’41.514 0.489 Phillip Island 1’36.403 1’35.370 1.33 1’31.888 1’30.816 1.72 Circuit Of The Americas 2’16.250 2’14.153 2.97 2’09.385 2’07.543 1.841 Circuito de Jerez 1’45.401 1’43.710 1.691 1’40.640 – – Le Mans 1’41.476 1’40.114 1.361 1’35.791 1’34.868 0.923 Circuit de Barcelona-Catalunya 1’48.003 1’46.111 1.891 1’43.983 1’41.894 2.88 TT

2025 CBR1000RR-R SP เปิดตัวในไทย พร้อมราคา 1.13 ล้านบาท

2025 CBR1000RR-R SP เปิดตัวในไทย พร้อมราคา 1.13 ล้านบาท ฮอนด้า กระหึ่มงาน Thailand GP ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ระดับซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงกับ 2025 CBR1000RR-R SP พร้อมสมรรถนะระดับท็อปคลาสของสายโปรดักท์ชันที่ใช้ในการแข่งขันรายการระดับโลกอย่าง WorldSBK ในราคาค่าตัวสวย ๆ เพียง 1.13 ล้านบาท นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับกระแสความสนใจจากสาวกมอเตอร์สปอร์ตเลยไม่น้อย กับความน่าสนใจของซูเปอร์ไบค์รุ่นนี้ มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนดีเทลรายละเอียดหลาย ๆ จุด เพื่อเพิ่มสมรรถนะอันยอดเยี่ยมให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มพิกัด ด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Born to Race” ซึ่งเปรียบอีกนัยหนึ่งว่า หากคุณมีโมเดลรุ่นนี้ไว้ครอบครองแล้วหล่ะก็ คุณสามารถลงแทร็กเดย์กับนักแข่งระดับโลกได้ทันที โดยสิ่งที่น่าสนใจสำหรับโมเดลรุ่นนี้อยากแรกก็คือเรื่องของการดีไซน์ที่ดูมีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว มากกว่าเดิม แฟริ่งออกแบบใหม่ที่ผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อความแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น รวมถึงแรมแอร์บริเวณตรงกลาง และวิงก์เล็ตด้านหน้าดีไซน์ใหม่ถอดแบบเทคโนโลยีมาจาก RC213V-S เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องแรงกด ลดการยกตัวของล้อหน้าเมื่ออกตัวด้วยความเร็วสูง พร้อมด้วย Wind Protection ดีไซน์ใหม่ สะท้อนความเป็น Racing Replica ช่วยลดการปะทะแรงลม ลดการส่าย ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบสนองทุกความเร็วด้วยเบาะนั่งที่ออกแบบใหม่สามารถหมอบได้ต่ำกว่าเดิม พร้อบปรับองศา Handlebar และที่วางเท้าใหม่เพื่อท่านั่งที่ Racing มากยิ่งขึ้น พร้อมขุมพลังกับเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 1,000 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมการปรับปรุงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของชิ้นส่วนภายใน ทั้งระบบวาล์วใหม่ เพลาข้อเหวี่ยง ฝาสูบ ก้านสูบไทเทเนียม รวมทั้งปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ รอบมาไวขึ้นและเพื่อการออกโค้งได้ดีขึ้นนั่นเอง โดยขุมพลังดังกล่าวให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 215 แรงม้าที่ 14,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบ ให้สุ้มเสียงเร้าใจด้วย ท่อ Akrapovic ไทเทเนียม ช่วงล่างเต็มระบบ เสริมด้วยเทคโนโลยีอันเร้าใจด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า (TBW) โดยแยกมอเตอร์ออกเป็น 2 ตัว ควบคุมการทำงานของกระบอกสูบออกจากกันและตอบสนองแรงบิดได้อย่างทันใจ ควบคู่กับควิกชิฟเตอร์สองทางติดตั้วมาให้อีกด้วย ยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP  ตามต่อกับระบบช่วงล่างสำหรับรุ่นนี้ให้โช้ค Ohlins S-EC3.0(SV) NPX แบบ USD และโช้คเดี่ยว TTX36 S-EC3.0 ที่เป็นโช้คปรับไฟฟ้า ระบบเบรกให้ Brembo มาเต็มชุดทั้งปั๊มบน ปั๊มหน้า Stylema R 4 ลูกสูบ เรเดียลเม้าท์ และปั๊มหลังเช่นเดียวกัน ปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม 5 ก้าน 17 นิ้ว และยางสายฟ้า Pirelli Diablo Supercorsa SP ขนาด 120/70 และ 200/55 CBR1000RR-R SP 2025 ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999.9 ซีซี แรงม้า (เคลม) 215 แรงม้าที่ 14,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 113 นิวตันเมตรที่ 12,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 81 x 48.5 มม. อัตราส่วนการอัด 13.6 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Fuel injection ระบบจ่ายเชื้อเพลิง PGM-Fi ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70-17 แบบไม่ใช้ยางใน (ยาง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3) ยางหลัง 200/55-17 แบบไม่ใช้ยางใน (ยาง Pirelli Diablo Supercorsa

BIMOTA KB998 ตัวแข่งคันใหม่จาก Kawasaki

BIMOTA KB998 ตัวแข่งคันใหม่จาก Kawasaki Bimota KB998 ตัวแข่งคันใหม่ของ Kawasaki ในการแข่งขันรายการ 2025 Motul FIM WorldSBK Championship โดย Bimota แบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอิตาลี เป็นที่รู้จักในประเภทของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูง (แถมยังมีราคาแพง) อีกทั้งยังมีการออกแบบดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทางแบรนด์กำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่โดยการโดดเข้าร่วมการแข่งขันในรายการระดับโลก  เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า Kawasaki Racing Team (KRT) ในรายการแข่งขัน WorldSBK ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bimota by Kawasaki Racing Team (BbRT) เพื่อสะท้อนความร่วมมือระหว่างสองบริษัท Bimota และ Kawasaki ได้ร่วมมือกันสร้าง และพัฒนามอเตอร์ไซค์ใหม่ทั้งหมดสำหรับการแข่งขัน ซึ่งผสมผสานจุดเด่นจากทั้งสองผู้ผลิต ที่ไม่ได้เป็นการนำ Kawasaki Ninja ZX-10RR มาเปลี่ยนชุดตกแต่งใหม่ แต่พัฒนารถแข่งรุ่นพิเศษขึ้นมาเอง 2025 Bimota KB998 2024 Kawasaki ZX-10R   ซึ่งรายละเอียดสเปคยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่ามาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 998 ซีซี จาก Kawasaki ZX-10RR ที่มีกำลังมากกว่า 200 แรงม้า โช้คอัพหน้าจาก Showa คาลิเปอร์เบรกจาก Brembo (ถึงแม้ว่าจะแปะด้วยตัวอักษร J.JUAN ก็เถอะ) และระบบท่อไอเสียของ Akrapovič แฟริ่งถูกออกแบบใหม่ แม้ด้านหน้าจะยังคงมีเค้าโครงสไตล์ Kawasaki Ninja มาพร้อมปีกแอโรไดนามิกเช่นเดียวกับรถแข่งในสมัยใหม่ โดยตัวแข่งคันใหม่นี้ได้ทำการลงวิ่งทดสอบที่ Circuit de Jerez ประเทศสเปน ซึ่งเป็นสนามเดียวกับการแข่งขันในรอบสุดท้ายของฤดูกาล 2024 แม้โมเดลรถคันนี้จะถูกพัฒนามาได้ไม่นาน แต่ด้วยการขับขี่ของ Alex Lowes และ Axel Bassani สองนักบิดของทีม ทำให้ KB998 ได้แสดงศักยภาพของมันออกมาสามารถทำเวลาได้อย่างน่าประทับใจบนสนาม Jerez พร้อมกับการออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะที่ดุดัน โดย Axel Bassani ทำเวลาได้ 1:38.478 นาที และ Alex Lowes ทำเวลาได้ 1:38.679 นาที แน่นอนว่า KB998 คันนี้จะผลิตออกมาแค่รุ่นสำหรับทำการแข่งขันเท่านั้น จะยังไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของการแข่งขัน WorldSBK รถที่จะเข้าร่วมแข่งขันในรายการ จะต้องมีการผลิตในรูปแบบของ Production Bike วางจำหน่ายโดยมีจำนวนการผลิตอย่างน้อย 500 คันเป็นข้อบังคับมาตรฐาน อย่าง BMW M 1000 RR, Ducati Panigale V4 R และ Honda CBR1000RR-R Fireblade SP ที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ซึ่งทาง Bimota ยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า จะมีรุ่น KB998 วางจำหน่ายต่อสาธารณะชน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Bimota จะผลิตออกมาแค่ในจำนวนที่กำหนดเพื่อให้ผ่านข้อพิจารณา หากผลิตออกมาแค่ตามยอดเกณฑ์ที่กำหนด โมเดลนี้อาจจะถูกยกเป็นรถที่โคตรแรร์อีกหนึ่งรุ่น และในโมเดลคันจริงนั้นอาจจะมีไปตั้งโชว์ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสที่งาน EICMA 2024 sประเทศอิตาลีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หรือการร่วมมือของทั้งสองค่ายนี้จะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับ Kawasaki ในการแข่งขัน 2025 Motul FIM WorldSBK Championship ฤดูกาลหน้าหรือเปล่า ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป

2025 KTM 1390 Super Adventure S สเปคตัวท็อป 2025 KTM 1390 Super Adventure S อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายส้ม KTM กับรถแนวสปอร์ต แอดเวนเจอร์ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักขี่ที่ต้องการความท้าทายมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น และพลังที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยรูปลักษณ์ของมันแทบไม่ต่างกับตัวท็อปสุดตารางอย่าง ‘S EVO’ จะแตกต่างก็มีเพียงแค่รายละเอียดบางจุดเท่านั้น เครื่องยนต์ในรุ่นตัวรองนี้มีเครื่องยนต์กับตัว ‘S EVO’ แทบจะทุกจุด เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ได้รับการขยายปริมาตรกระบอกสูบจาก 1,300 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 173 แรงม้าที่ ที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เพิ่มเทคโนโลยี CAMSHIFT ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่ในช่วงรอบต่ำ อีกทั้งยังปรับปรุงในเรื่องของการปล่อยมลพิษ และพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น  โดยจุดที่แตกต่างระหว่างรุ่น ‘S’ และ ‘S EVO’ คือ ระบบเกียร์ โดยในรุ่น S จะใช้คลัตซ์แบบธรรมดามาพร้อมชุดเกียร์แมนนวล 6 สปีด ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับของโมเดล ‘S EVO’ ที่ให้โช้คอัพด้านหน้าแบบ UpSide Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชัน และโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ปรับไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับโช้คอัพหน้า ทั้งสองด้านมีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ระบบเบรกด้านหลังมาแบบดิสก์เบรกเดี่ยวสองลูกสูบจาก Brembo พร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. และขนาดล้ออยู่ที่ 170/60-17 ในส่วนของเทคโนโลยีเรียกได้ว่า ‘S EVO’ มีอะไร ‘S’ ก็มีแบบนั้นเว้นแค่ระบบเกียร์ AMT ตัวใหม่จากทางค่ายที่ในรุ่นรองจะไม่ได้ใส่มาให้ แต่ในส่วนที่เหลือม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด Rain, Street, Sport, Offroad และ Rally , ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง เรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch ซึ่งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้ยังครอบคลุมไปในส่วนของ ระบบช่วยรักษาระยะห่าง, ระบบช่วยเบรก, และ การเตือนการชน โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ สีสันที่วางจำหน่าย สีส้ม สีดำ   ในส่วนของราคาจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เรียกได้ว่าเป็นรถตัวรองที่สเปคไม่แพ้ตัวท็อปเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็เพียงระบบเกียร์ ที่ตัว ‘S’ ให้คลัตซ์แบบธรรมดาพร้อมเกียร์ 6 สปีด แต่ในส่วนของ ‘S EVO’ มาพร้อมเกียร์ใหม่ของทางค่ายอย่าง AMT หากใครที่ชื่นชอบการขับรถแล้วต้อง ‘กำคลัตซ์’ ก่อนเข้าเกียร์ บอกเลยว่าตัว S นี่แหละ ตอบโจทย์สุด ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
HJC RHPA 1N Red Bull Austin GP

HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP หมวกขายจริงที่มีลาย Redbull แท้ ๆ  เนื่องด้วยพิษของโควิด-19 ทำให้การแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ไปแข่งกันที่อเมริกานับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2019 กระทั่งเกือบ ๆ 30 เดือนถัดมา Dorna ก็ได้มาจัดการแข่งขันกันที่อเมริกาอีกครั้ง ซึ่งก็แข่งขันกันจบไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา   แน่นอนว่าเป็นโอกาสพิเศษของทางสปอนเซอร์รายการ American Grand Prix ซึ่งก็คือ Red Bull และแบรนด์หมวกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้ร่วมมือกันมานานแล้วนับตั้งแต่การแข่งขัน Red Bull MotoGP Rookies Cup ที่เอชเจซีเป็นพาร์ทเนอร์และสนับสนุนหมวกกันน็อกให้ใช้ในการแข่งขัน  นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ทางค่ายหมวกที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีตอนที่แข่งขันที่อเมริกาอีกด้วย จึงเป็นโอกาสพิเศษในการเปิดตัวหมวก HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP นั่นเอง Joe Roberts นักแข่ง Moto2 ชาวอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองแบรนด์จึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดที่จะเป็นคนนำเสนอหมวกกันน็อคลายใหม่นี้ โดยหมวกลายใหม่นี้มาในชุดสีไตรคัลเลอร์และลวดลายเรซซิ่งสไตล์เรโทร เพื่อสื่อถึงการแข่งขัน  American Grand Prix และสนามที่โดดเด่นอย่าง Circuit of the Americas นอกจากนี้ยังพิเศษที่เป็นหมวกใบแรกที่วางขายทั่วไปที่มีลายเรดบูลแบบถูกลิขสิทธิ์ใบแรกอีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงลายกราฟิกที่สวยงามโดดเด่น หมวกรุ่นท็อปใบนี้ยังมีความปลอดภัยในระดับที่ใช้ขับขี่ในสนามและบนท้องถนนได้ โดยมีมาตรฐานรองรับทั้งจากฝากยุโรปและอเมริกา และกำลังจะผ่านมาตรฐานของทาง FIM เพื่อใช้ในการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์อีกด้วย  นวมหมวกเทคโนโลยี Silvercool พร้อมออกแบบมาให้ติดตั้งระบบบลูทูธสำหรับใช้งานสมาร์ทโฟนหรือระบบสื่อสาร ตัวหมวกยังผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อให้ตัวหมวกได้แอโรไดนามิกที่ดี รวมถึงมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย สุดท้ายนี้หมวกใบนี้จะได้รับการรับรอง FIM ในเดือนธันวาคมปีนี้และวางจำหน่ายในราคา 949.99 เหรียญ หรือราว ๆ 31,800 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R Phantom

GSX-R1000R Phantom สายเดือดรุ่นพิเศษ 100 คันเท่านั้น สำหรับค่ายรถคนดีเดือดอย่าง Suzuki นั้นนอกจากจะอัปเดต GSX-S1000 และเปิดตัว Hayabusa เจ็นฯ ใหม่ รวมถึงอัปเดตโมเดลอื่น ๆ ในไลน์อัพแล้ว การเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ในปี 2022 นั้นก็มีหลายโมเดลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงพิกัด 1,000 ซีซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่นานมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามะมัตซึก็ได้ทำการเพิ่มพลังให้กับโมเดลเรือธงที่อายุยาวนานอีกนิดด้วยการจัดทำรุ่นพิเศษซะ กลายเป็น GSX-R1000R Phantom  เดิมทีเคยมีการใช้ชื่อนี้มาแล้วในปี 2006 กับโมเดล GSX-R1000 K6 Phantom ซึ่งโมเดลนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ขับขี่บนถนนทั่วไปและกระทั่งในสนาม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สีเงินและดำแล้ว โดยจะมาในสีดำเมทัลลิกแบบด้านแทน พร้อมกับล้อสีทองและโช้คหน้า Showa BFF กระบอกสีทองแทน ทว่า Suzuki ไม่ทำแค่สีสันใหม่เท่านั้น ยังมีการเพิ่มของตกแต่งเข้ามาอย่างเช่น การ์ดมือคลัตช์มือเบรก กันรอยถังน้ำมัน และกันรอยฝาถังน้ำมัน แม้ว่าชิลด์หน้าแบบสโม้คอาจจะลดทัศนวิสัยเวลาขับขี่ในสนามไปบ้าง แต่มันทำให้รถดูดำดุดันดีไม่ใช่น้อย  ส่วนในด้านของสมรรถนะก็มีเช่นกัน โดยมีท่อของ Yoshimura R11 ซึ่งมาช่วยเสริมแรงม้าให้อีกเล็กน้อย พร้อมกับแผ่นชิลด์กันความร้อนสีดำและปลายคาร์บอนทำให้คันนี้จบแบบสีดำดุดันลงตัวทั้งคันอย่างแท้จริง ภายใต้แฟริ่งสีดำเมทัลลิกแบบด้านยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 199 ตัวและแรงบิดที่ 117.55 นิวตันเมตรเช่นเดิม  ทั้งนี้รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำหน่ายขึ้นเพียง 100 คันและเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,499 ปอนด์หรือราว ๆ 800,000 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย  แม้ว่าจะไม่ใช่โมเดลใหม่หมดจดอะไร แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความสดใหม่จากสีสันและของแต่งในรถที่ทางค่ายให้มา แฟน ๆ ซู ที่ชื่นชอบก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ แต่ชาวไทยคงจะลำบากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 1000 Nurburgring

Brutale 1000 Nurburgring ไฮเปอร์เน็กเก็ดตัวสุด ขายแค่ 150 คันเท่านั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก Nürburgring เพราะชื่อนี้คือชื่อสนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในวงการมอเตอร์สปอร์ต มันคือแทร็กในตำนานที่จัดการแข่งขันมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน F1, MotoGP ยัน WorldSBK แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางรายการจะไม่ได้ไปจัดแข่งในสนามดังกล่าวแล้วก็ตาม  แม้ว่าในปัจจุบันนี้สนามในเยอรมนีแห่งนี้จะไม่ได้เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกต่อไป แต่หลาย ๆ คนก็ยังมองสนามแห่งนี้ว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ด้วยเหตุนี้เองทาง MV Agusta จึงได้จับมือกับทางสนามแห่งนี้ผลิตรถสุดพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นมา ซึ่งก็คือเจ้า Brutale 1000 Nurburgring นั่นเองครับ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับสนามแห่งนี้ โดยเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดรุ่นนี้จะผลิตขึ้นเพียง 150 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรหัส RR ที่เป็นตัวท็อป โดยจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แต่จะมีชุดเรซคิตให้ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งมีการพัฒนาโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันใน WorldSBK โดยจะเป็นท่อไอเสียแบบเต็มระบบของ Arrow ซึ่งเป็นไทเทเนียมแบบ 4-2-1 ซึ่งมีข้อดีจากการที่มีคอท่อหลักยาวขึ้น ทำให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่อไอเสียแล้วจะยังมีแม็ป ECU ที่ทำงานร่วมกับท่อใหม่นี้ทำให้มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นอีกจากเดิม 208 ตัวไปเป็น 215 ตัว  ไฮเปอร์เน็กเก็ดคันพิเศษนี้ไม่เพียงแต่แรงเท่านั้น มันยังเบาอีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่เพียงล้อเท่านั้น ยังมีแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ แผ่นกันความร้อน และฟลายสกรีนที่ตัดแต่งมาอย่างดี ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าฟลายสกรีนที่ว่านี้ช่วยลดแรงยกตัวที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ และยังช่วยตกแต่งไฟหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ทาง MV ได้ตกแต่งเจ้าสัตว์ร้ายคันนี้ออกมาในเฉดสีเงินพร้อมกับแต่งแต้มด้วยสีแดงพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามนี้ และจำหน่ายในราคา 39,900 ยูโร หรือราว ๆ 1.56 ล้านบาท งานนี้ใครรักจริงชอบจริงน่าจะต้องกำเงินไว้หนักมากครับ เข้าไทยน่าจะมี 2 ล้านอัพแน่นอน แต่รับรองว่าคุณจะหล่อมาก ๆ แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger Sport 660

Triumph Tiger Sport 660 เปิดตัวพี่เสือชอบเที่ยวระดับกลางแดนผู้ดี ได้ฤกษ์เปิดตัวกันเสียทีกับพี่เสือสายเที่ยวระดับกลางกับ Triumph Tiger Sport 660 กับขุมพลังสามสูบ 660 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า Trident นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้คือทัวริ่งไบค์ที่เหมาะกับการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเจ้า Trident แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!! สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้จะมีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Trident เลย แต่สำหรับโมเดลนี้จะเน้นความคล่องตัวในทุก ๆ การขับขี่ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และเดินทางท่องเที่ยว  ดีไซน์ของมันแน่นอนว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มันดูมีความลื่นไหล คล่องตัวและขับขี่ได้สบาย เน้นเส้นสายโค้งมน แต่ก็มีความโฉบเฉี่ยวในแบบสมัยใหม่ดูลงตัว มีการออกแบบไฟหน้าและไฟเลี้ยวใหม่ดูสวยงามและแนบเนียนดีให้ความรู้สึกสปอร์ตค่อนข้างมากเลยทีเดียว มีชิลด์หน้าสูงป้องกันลมได้มาก สามารถปรับระดับได้ด้วยมือเดียว ขุมพลังของมันเป็นขุมพลังสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีจุดเด่นคือมีแรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ กำลังเครื่องยนต์ในรอบกลาง ๆ ก็ดี และปลายก็ไหล ๆ ได้บ้าง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ซึ่งทางค่ายบอกว่าแม้จะแบกคนซ้อนหรือสัมภาระก็ยังมีกำลังเพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ทุ้มลึกเร้าใจอีกด้วย ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ปรับอัตราทดมาให้ขี่ได้สนุกและใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ถังน้ำมันของมันมีขนาดใหญ่ถึง 17 ลิตรเหมาะกับการเดินทางไกล ในเรื่องการขับขี่นั้นตัวรถเลือกใช้แฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายเพื่อการควบคุมที่ง่ายและแม่นยำ เบาะนั่งแบบไล่สเต็ปนั้นมีความนุ่มสบายสูง 835 ม.ม.อาจจะสูงไปนิดสำหรับบางคน แต่โดยปกติแล้วยุคนี้ก็ถือว่าไม่สูงมากจนเกินไป แต่ตัวรถก็มีความเปรียวเพรียวบางช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายกว่าทัวริ่งทั่วไป  ช่วงล่างนั้นออกแบบมาอย่างดีให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างขับขี่คนเดียว แต่ก็นุ่มนวลแม้จะต้องขับขี่ทางไกลหรือมีคนซ้อน โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว Showa ที่มีสปริงโช้คแบบดูอัลสปริงเรทที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ขับขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนก็ทำได้ดี นอกจากนี้ยังมีรีโมตสำหรับปรับพรีโหลดให้เหมาะสมกับโหลดน้ำหนักอีกด้วย   ส่วนล้อเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา 5 ก้านขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดใหญ่ถึง 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมมือเบรกที่สามารถปรับระยะได้  นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยค่อนข้างครบครันสำหรับรถพิกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่ค่ายอื่นในพิกัดนี้ยังไม่ค่อยมี สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ รวมถึงสั่งงาน GoPro หรือใช้งานสมาร์ทโฟนได้ผ่านการควบคุมที่แผงสวิตช์ที่แฮนด์บาร์  แน่นอนว่ารถมีคันเร่งไฟฟ้า ตัวรถก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ด้วย โดยจะมีมาให้ 2 โหมด คือ Road และ Rain ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและแทร็คชันคอนโทรลให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ทั้งนี้แทร็คชันคอนโทรลเองก็ปิดเปิดได้อีกด้วย  ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้กำคลัตช์ได้ง่ายลดอาการมือล้า และช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED รอบคันแถมยังมาพร้อมไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินตัดด้วยสีดำ สีแดงตัดด้วยสีกราไฟต์ และสีกราไฟต์ตัดด้วยสีดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
HJC RHPA 1N Red Bull Austin GP

HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP หมวกขายจริงที่มีลาย Redbull แท้ ๆ  เนื่องด้วยพิษของโควิด-19 ทำให้การแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ไปแข่งกันที่อเมริกานับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2019 กระทั่งเกือบ ๆ 30 เดือนถัดมา Dorna ก็ได้มาจัดการแข่งขันกันที่อเมริกาอีกครั้ง ซึ่งก็แข่งขันกันจบไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา   แน่นอนว่าเป็นโอกาสพิเศษของทางสปอนเซอร์รายการ American Grand Prix ซึ่งก็คือ Red Bull และแบรนด์หมวกสัญชาติเกาหลีอย่าง HJC ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้ร่วมมือกันมานานแล้วนับตั้งแต่การแข่งขัน Red Bull MotoGP Rookies Cup ที่เอชเจซีเป็นพาร์ทเนอร์และสนับสนุนหมวกกันน็อกให้ใช้ในการแข่งขัน  นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ทางค่ายหมวกที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีตอนที่แข่งขันที่อเมริกาอีกด้วย จึงเป็นโอกาสพิเศษในการเปิดตัวหมวก HJC RPHA 1N Red Bull Austin GP นั่นเอง Joe Roberts นักแข่ง Moto2 ชาวอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองแบรนด์จึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุดที่จะเป็นคนนำเสนอหมวกกันน็อคลายใหม่นี้ โดยหมวกลายใหม่นี้มาในชุดสีไตรคัลเลอร์และลวดลายเรซซิ่งสไตล์เรโทร เพื่อสื่อถึงการแข่งขัน  American Grand Prix และสนามที่โดดเด่นอย่าง Circuit of the Americas นอกจากนี้ยังพิเศษที่เป็นหมวกใบแรกที่วางขายทั่วไปที่มีลายเรดบูลแบบถูกลิขสิทธิ์ใบแรกอีกด้วย ไม่ใช่แค่เพียงลายกราฟิกที่สวยงามโดดเด่น หมวกรุ่นท็อปใบนี้ยังมีความปลอดภัยในระดับที่ใช้ขับขี่ในสนามและบนท้องถนนได้ โดยมีมาตรฐานรองรับทั้งจากฝากยุโรปและอเมริกา และกำลังจะผ่านมาตรฐานของทาง FIM เพื่อใช้ในการแข่งขันในระดับกรังด์ปรีซ์อีกด้วย  นวมหมวกเทคโนโลยี Silvercool พร้อมออกแบบมาให้ติดตั้งระบบบลูทูธสำหรับใช้งานสมาร์ทโฟนหรือระบบสื่อสาร ตัวหมวกยังผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อให้ตัวหมวกได้แอโรไดนามิกที่ดี รวมถึงมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย สุดท้ายนี้หมวกใบนี้จะได้รับการรับรอง FIM ในเดือนธันวาคมปีนี้และวางจำหน่ายในราคา 949.99 เหรียญ หรือราว ๆ 31,800 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 October 2021
GSX-R1000R Phantom

GSX-R1000R Phantom สายเดือดรุ่นพิเศษ 100 คันเท่านั้น สำหรับค่ายรถคนดีเดือดอย่าง Suzuki นั้นนอกจากจะอัปเดต GSX-S1000 และเปิดตัว Hayabusa เจ็นฯ ใหม่ รวมถึงอัปเดตโมเดลอื่น ๆ ในไลน์อัพแล้ว การเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ในปี 2022 นั้นก็มีหลายโมเดลที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งเจ้าซูเปอร์ไบค์เรือธงพิกัด 1,000 ซีซีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่นานมานี้ค่ายรถจากเมืองฮามะมัตซึก็ได้ทำการเพิ่มพลังให้กับโมเดลเรือธงที่อายุยาวนานอีกนิดด้วยการจัดทำรุ่นพิเศษซะ กลายเป็น GSX-R1000R Phantom  เดิมทีเคยมีการใช้ชื่อนี้มาแล้วในปี 2006 กับโมเดล GSX-R1000 K6 Phantom ซึ่งโมเดลนี้เป็นรถที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ขับขี่บนถนนทั่วไปและกระทั่งในสนาม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่สีเงินและดำแล้ว โดยจะมาในสีดำเมทัลลิกแบบด้านแทน พร้อมกับล้อสีทองและโช้คหน้า Showa BFF กระบอกสีทองแทน ทว่า Suzuki ไม่ทำแค่สีสันใหม่เท่านั้น ยังมีการเพิ่มของตกแต่งเข้ามาอย่างเช่น การ์ดมือคลัตช์มือเบรก กันรอยถังน้ำมัน และกันรอยฝาถังน้ำมัน แม้ว่าชิลด์หน้าแบบสโม้คอาจจะลดทัศนวิสัยเวลาขับขี่ในสนามไปบ้าง แต่มันทำให้รถดูดำดุดันดีไม่ใช่น้อย  ส่วนในด้านของสมรรถนะก็มีเช่นกัน โดยมีท่อของ Yoshimura R11 ซึ่งมาช่วยเสริมแรงม้าให้อีกเล็กน้อย พร้อมกับแผ่นชิลด์กันความร้อนสีดำและปลายคาร์บอนทำให้คันนี้จบแบบสีดำดุดันลงตัวทั้งคันอย่างแท้จริง ภายใต้แฟริ่งสีดำเมทัลลิกแบบด้านยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 1,000 ซีซีพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 199 ตัวและแรงบิดที่ 117.55 นิวตันเมตรเช่นเดิม  ทั้งนี้รุ่นพิเศษนี้ผลิตจำหน่ายขึ้นเพียง 100 คันและเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 17,499 ปอนด์หรือราว ๆ 800,000 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย  แม้ว่าจะไม่ใช่โมเดลใหม่หมดจดอะไร แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความสดใหม่จากสีสันและของแต่งในรถที่ทางค่ายให้มา แฟน ๆ ซู ที่ชื่นชอบก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ แต่ชาวไทยคงจะลำบากหน่อยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

12 October 2021
Brutale 1000 Nurburgring

Brutale 1000 Nurburgring ไฮเปอร์เน็กเก็ดตัวสุด ขายแค่ 150 คันเท่านั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะรู้จัก Nürburgring เพราะชื่อนี้คือชื่อสนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งนึงในวงการมอเตอร์สปอร์ต มันคือแทร็กในตำนานที่จัดการแข่งขันมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน F1, MotoGP ยัน WorldSBK แม้ว่าในปัจจุบันนี้บางรายการจะไม่ได้ไปจัดแข่งในสนามดังกล่าวแล้วก็ตาม  แม้ว่าในปัจจุบันนี้สนามในเยอรมนีแห่งนี้จะไม่ได้เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งมอเตอร์ไซค์อีกต่อไป แต่หลาย ๆ คนก็ยังมองสนามแห่งนี้ว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ด้วยเหตุนี้เองทาง MV Agusta จึงได้จับมือกับทางสนามแห่งนี้ผลิตรถสุดพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นมา ซึ่งก็คือเจ้า Brutale 1000 Nurburgring นั่นเองครับ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับสนามแห่งนี้ โดยเจ้าไฮเปอร์เน็กเก็ดรุ่นนี้จะผลิตขึ้นเพียง 150 คันเท่านั้น สำหรับโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานมาจากรหัส RR ที่เป็นตัวท็อป โดยจะใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แต่จะมีชุดเรซคิตให้ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งมีการพัฒนาโดยใช้ความรู้ที่ได้จากการแข่งขันใน WorldSBK โดยจะเป็นท่อไอเสียแบบเต็มระบบของ Arrow ซึ่งเป็นไทเทเนียมแบบ 4-2-1 ซึ่งมีข้อดีจากการที่มีคอท่อหลักยาวขึ้น ทำให้มีแรงบิดเพิ่มมากขึ้น นอกจากท่อไอเสียแล้วจะยังมีแม็ป ECU ที่ทำงานร่วมกับท่อใหม่นี้ทำให้มีแรงม้าเพิ่มมากขึ้นอีกจากเดิม 208 ตัวไปเป็น 215 ตัว  ไฮเปอร์เน็กเก็ดคันพิเศษนี้ไม่เพียงแต่แรงเท่านั้น มันยังเบาอีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ อีกมากมายไม่ใช่แค่เพียงล้อเท่านั้น ยังมีแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ แผ่นกันความร้อน และฟลายสกรีนที่ตัดแต่งมาอย่างดี ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าเจ้าฟลายสกรีนที่ว่านี้ช่วยลดแรงยกตัวที่ล้อหน้าเวลาขับขี่ที่ความเร็วสูงได้ และยังช่วยตกแต่งไฟหน้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ทาง MV ได้ตกแต่งเจ้าสัตว์ร้ายคันนี้ออกมาในเฉดสีเงินพร้อมกับแต่งแต้มด้วยสีแดงพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามนี้ และจำหน่ายในราคา 39,900 ยูโร หรือราว ๆ 1.56 ล้านบาท งานนี้ใครรักจริงชอบจริงน่าจะต้องกำเงินไว้หนักมากครับ เข้าไทยน่าจะมี 2 ล้านอัพแน่นอน แต่รับรองว่าคุณจะหล่อมาก ๆ แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

8 October 2021
Triumph Tiger Sport 660

Triumph Tiger Sport 660 เปิดตัวพี่เสือชอบเที่ยวระดับกลางแดนผู้ดี ได้ฤกษ์เปิดตัวกันเสียทีกับพี่เสือสายเที่ยวระดับกลางกับ Triumph Tiger Sport 660 กับขุมพลังสามสูบ 660 ซีซี บล็อกเดียวกับเจ้า Trident นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคันนี้คือทัวริ่งไบค์ที่เหมาะกับการขับขี่เดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเจ้า Trident แต่จะมีอะไรบ้างไปดูกัน!! สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้จะมีพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Trident เลย แต่สำหรับโมเดลนี้จะเน้นความคล่องตัวในทุก ๆ การขับขี่ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และเดินทางท่องเที่ยว  ดีไซน์ของมันแน่นอนว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ของทางค่ายไว้ได้เป็นอย่างดี มันดูมีความลื่นไหล คล่องตัวและขับขี่ได้สบาย เน้นเส้นสายโค้งมน แต่ก็มีความโฉบเฉี่ยวในแบบสมัยใหม่ดูลงตัว มีการออกแบบไฟหน้าและไฟเลี้ยวใหม่ดูสวยงามและแนบเนียนดีให้ความรู้สึกสปอร์ตค่อนข้างมากเลยทีเดียว มีชิลด์หน้าสูงป้องกันลมได้มาก สามารถปรับระดับได้ด้วยมือเดียว ขุมพลังของมันเป็นขุมพลังสามสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ มีจุดเด่นคือมีแรงบิดดีตั้งแต่รอบต่ำ ๆ กำลังเครื่องยนต์ในรอบกลาง ๆ ก็ดี และปลายก็ไหล ๆ ได้บ้าง โดยเคลมแรงม้ามาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 64 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ ซึ่งทางค่ายบอกว่าแม้จะแบกคนซ้อนหรือสัมภาระก็ยังมีกำลังเพียงพอแน่นอน นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ทุ้มลึกเร้าใจอีกด้วย ตัวรถใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่แม่นยำและตอบสนองได้ดี ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดที่ปรับอัตราทดมาให้ขี่ได้สนุกและใช้งานได้ในทุก ๆ วัน ถังน้ำมันของมันมีขนาดใหญ่ถึง 17 ลิตรเหมาะกับการเดินทางไกล ในเรื่องการขับขี่นั้นตัวรถเลือกใช้แฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายเพื่อการควบคุมที่ง่ายและแม่นยำ เบาะนั่งแบบไล่สเต็ปนั้นมีความนุ่มสบายสูง 835 ม.ม.อาจจะสูงไปนิดสำหรับบางคน แต่โดยปกติแล้วยุคนี้ก็ถือว่าไม่สูงมากจนเกินไป แต่ตัวรถก็มีความเปรียวเพรียวบางช่วยให้ขาถึงพื้นได้ง่ายกว่าทัวริ่งทั่วไป  ช่วงล่างนั้นออกแบบมาอย่างดีให้ความรู้สึกสปอร์ตอย่างขับขี่คนเดียว แต่ก็นุ่มนวลแม้จะต้องขับขี่ทางไกลหรือมีคนซ้อน โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 41 ม.ม. ระยะยุบ 150 ม.ม. ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยว Showa ที่มีสปริงโช้คแบบดูอัลสปริงเรทที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ขับขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนก็ทำได้ดี นอกจากนี้ยังมีรีโมตสำหรับปรับพรีโหลดให้เหมาะสมกับโหลดน้ำหนักอีกด้วย   ส่วนล้อเป็นล้ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา 5 ก้านขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าก็จะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาดใหญ่ถึง 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบ พร้อมมือเบรกที่สามารถปรับระยะได้  นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีค่อนข้างทันสมัยค่อนข้างครบครันสำหรับรถพิกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ที่ค่ายอื่นในพิกัดนี้ยังไม่ค่อยมี สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ รวมถึงสั่งงาน GoPro หรือใช้งานสมาร์ทโฟนได้ผ่านการควบคุมที่แผงสวิตช์ที่แฮนด์บาร์  แน่นอนว่ารถมีคันเร่งไฟฟ้า ตัวรถก็เลยจะมีโหมดการขับขี่มาให้ด้วย โดยจะมีมาให้ 2 โหมด คือ Road และ Rain ซึ่งจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและแทร็คชันคอนโทรลให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงยังมีระบบเบรก ABS อีกด้วย ทั้งนี้แทร็คชันคอนโทรลเองก็ปิดเปิดได้อีกด้วย  ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้กำคลัตช์ได้ง่ายลดอาการมือล้า และช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ระบบไฟส่องสว่างก็เป็น LED รอบคันแถมยังมาพร้อมไฟเลี้ยวยกเลิกเองอัตโนมัติอีกด้วย สุดท้ายนี้ตัวรถจะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงินตัดด้วยสีดำ สีแดงตัดด้วยสีกราไฟต์ และสีกราไฟต์ตัดด้วยสีดำ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

6 October 2021
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่

Honda ซุ่มพัฒนา เทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่ ล่าสุดมีเอกสารสิทธิบัตรใหม่ออกมาเผยให้เห็นว่า Honda ซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแอร์แบ็กใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ซึ่งหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าทางค่ายเขามีมอเตอร์ไซค์ที่มีการติดตั้งระบบแอร์แบ็กเพื่อเสริมความปลอดภัย ซึ่งก็คือเจ้า Goldwing แล้วเจ้าแอร์แบ็กใหม่นี่ล่ะ ทำไมต้องมี มันต่างกันยังไง ไปดูรายละเอียดกันครับ เทคโนโลยีแอร์แบ็กนั้นมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อ 10-15 ปีก่อน ได้เปลี่ยนแปลงความปลอดภัยของวงการมอเตอร์ไซค์ และฮอนด้าก็กำลังจะยกระดับไปอีกขั้น ส่วนในด้านของไรดิ้งเกียร์เองก็มีเช่นกันโดยมีใช้ในการแข่งขัน MotoGP ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และกลายเป็นกุญแจสำคัญของความปลอดภัยสำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ในช่วงหลัง ๆ นี้ไปแล้ว และหลาย ๆ แบรนด์เองต่างก็มีระบบแอร์แบ็กนี้เป็นของตัวเอง ทว่าระบบแอร์แบ็กของฮอนด้านั้นต่างออกไป ทางค่ายสัญญาว่าจะสามารถติดตั้งไปในส่วนท้ายของรถบริเวณถังน้ำมันได้ โดยซ้อนอยู่ภายใต้ตัวแฟริ่ง ซึ่งจะแตกต่างกับของรถยนต์ซึ่งจะอยู่ที่ภายใต้คอนโซลด้านหน้าในตัวรถ พวงมาลัยและด้านข้างของผู้โดยสาร อย่างไรก็ตามอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับมอเตอร์ไซค์นั้นต่างกับรถยนต์ เพราะเวลาเกิดเหตุแทบจะ 100% เลยที่คนขับและผู้โดยสารจะหลุดออกจากตัวรถ ขณะที่รถยนต์นั้นคนขับและผู้โดยสารส่วนใหญ่จะอยู่ภายในรถ และนั่นทำให้การออกแบบระบบความปลอดภัยนั้นถึงได้แตกต่างกัน แล้วทีนี้ทำไมมอเตอร์ไซค์ต้องมีแอร์แบ็กด้วย? ก็เพราะว่าคนขับจะต้องหลุดออกจากรถเนี่ยล่ะ ถึงต้องมีแอร์แบ็กมาช่วยป้องกันก่อนที่ตัวคนขับจะกระแทกพื้นยังไงล่ะครับ โดยระบบของฮอนด้านั้นออกแบบมาโดยมีระบบตัวทำให้แอร์แบ็กพองลมสองชุดและซีลปิดให้มั่นใจว่าแอร์แบ็กจะพองลมไว้ตลอด ซึ่งตัวแอร์แบ็กจะพองลมในรูปร่างที่จะช่วยห่อตัวผู้ขับขี่เอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกได้มาก ซึ่งกุญแจสำคัญสำหรับดีไซน์นี้ก็คือการจะทำยังไงให้สามารถพร้อมใช้งานได้ยาวนาน การคงทีของการพองลมของตัวแอร์แบ็ก และค่าใช้จ่ายต้องไม่แพงจนเกินไป สุดท้ายนี้เทคโนโลยีแอร์แบ็กที่ว่านี้ถ้ามาถึงขั้นต้อนการผลิตและใช้จริงแล้ว มันจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของมอเตอร์ไซค์เลยล่ะครับ เราคงต้องลุ้นให้ฮอนด้าพัฒนาและนำออกมาใช้จริงกันไว ๆ ล่ะครับ อ่านข่าว Honda อื่น ๆ คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

14 March 2024
Peugeot SPX

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

13 March 2024
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
PCX160 2023 สีใหม่ พร้อมรุ่นพิเศษ

PCX160 2023 สีใหม่ พร้อมรุ่นพิเศษ Midnight Race Edition เรียกว่าเอาใจวัยรุ่นอย่างไม่หยุดพักเลยทีเดียว กับค่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ปล่อยโมเดล New PCX160 2023 พร้อมกับอัปเดตสีใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่น Standard, รุ่น ABS และรุ่นพิเศษลิมิเต็ดอิดิชันอย่าง New Pcx160 Midnight Race Edition มาให้ชม ได้เลือกกันแบบจุใจทีเดียว  สำหรับโมเดลล่าสุด เมื่อเทียบกับรุ่นเจ็นก่อน ๆ ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากชุดสีแฟริ่งและสีล้อที่ให้มาใหม่ พร้อมเสริมลุคสปอร์ตพรีเมียม ด้วยเพลทโลโก้ PCX สี Copper และเบาะสี Two Tone ในสไตล์เท่ ไม่ซ้ำใคร (รุ่น ABS)  พร้อมกันนนี้ โมเดลลิมิเต็ดอิดิชัน มาพร้อมลวดลายใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น ในสี Blue-Black (น้ำเงินดำ) สะท้อนความสปอร์ต มาดเท่ สุขุมอย่างเต็มระดับ ที่จะพาคุณโลดแล่นบนท้องถนนในยามค่ำคืน เอาหล่ะ เกริ่นมามากพอแล้ว  เดี๋ยวไปดูรายละเอียดว่าเจ้า PCX160 มีความพิเศษอย่างไรบ้าง  และแน่นอน เจ้าโมเดลรุ่นนี้ กลับมาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุดอย่าง eSP+ 4 วาล์ว พร้อมระบบ Piston Oiljet หรือระบบฉีดน้ำมันเครื่องใต้ลูกสูบ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพ พร้อมส่งกำลังอัดได้อย่างต่อเนื่อง สมูท ลื่นไหล ควบคู่ความประหยัดแบบเต็มขั้น    สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 157 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้กำลังการอัด 12 : 1  โดยมีแรงม้าสูงสุดที่ 15.8 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 15 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ กับน้ำหนักตัวรถที่ 131 กก. เรียกได้ว่าเครื่องแรงและเบาด้วยในพิกัดนี้  เสริมระบบกันสะเทือนด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังยูนิตสวิง ดิสก์เบรกหน้าที่แถมมากับระบบ CBS และ ดรัมเบรกหลัง รุ่น (Standard) และดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) พร้อมกับทำงานร่วมกับล้อแม็กหน้า 14 นิ้ว ล้อหลัง 13 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 130/70    ต่อกันที่ฟีเจอร์ไฮไลท์ของโมเดลนี้กันบ้างในพิกัดนี้ พอส่องรอบคันก็ถือว่าทางค่ายให้มาเยอะเลยทีเดียว ทั้ง เบาะชิ้นเดียวดีไซน์ 2 ระดับ พื้นเก็บของใต้เบาะขนาดความจุ 30 ลิตร เรือนไมล์ดิจิทัล แสดงผลครบทุกฟังก์ชัน เช่น มาตรวัดความเร็ว นาฬิกา ความจุน้ำมัน เลขไมล์ และระบบ HSTC (ระบบป้องกันล้อหน้ายก) ช่วยในเรื่องของการทรงตัวรถและป้องกันไถลในเวลาขับขี่อีกด้วย อีกทั้งระบบส่องสว่างตัวรถเป็น LED รอบคัน ด้วยไฟหน้าดีไซน์เฉียบคม และไฟท้าย LED 3 มิติ สวย ล้ำสมัย พร้อมไฟเลี้ยวและระบบไฟฉุกเฉิน รวมถึงช่องเสียบ USB Type-C และ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ควบคุมการทำงานที่สั่งง่าย เพียงบิดสวิตช์ ยังรวมไปถึง กิมมิกเล็ก ๆ กับไฟสวิตซ์ที่ออกแบบให้น่าดู น่าสนใจมากยิ่งขึ้น   สำหรับ PCX160 2023 มีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่รุ่น Standard (WW160P TH) มีจำหน่าย 3  สีคือ สีดำ สีขาว-ดำ และ สีน้ำเงิน-ดำ เปิดราคาแนะนำที่ 87,400 บาท  รุ่น Standard ราคา 87,400 บาท รุ่น ABS (WW160AP TH) มีจำหน่าย 2

Scoopy Minions Limited Edition กับลายสุดพิเศษเพียง 6,000 คัน !!

Scoopy Minions กับลวดลายสุดพิเศษ เพียง 6,000 คัน ในราคา 5.5 หมื่นบาท ไทยฮอนด้าเอาใจกระแสตอบรับที่ล้นหลาม หลังเปิดตัวรถรุ่น Limited Edition ไปหมาด ๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมากับ Scoopy Minions Limited Edition โมเดลใหม่ล่าสุด ที่พร้อมวางจำหน่ายให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ เพียง 6,000 คัน พร้อมหมวกกันน็อกดีไซน์สุดพิเศษ ด้วยราคาแนะนำที่ 55,000 บาทเท่านั้น ปลดปล่อยความสนุก ความน่ารัก ไปกับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชันกับดีไซน์ที่มาในคอนเซปต์ Finding the Iconians โชว์ความเป็นตัวป่วนผ่านตัวการ์ตูน “มินเนียน” คาแรคเตอร์จอมกวนชวนจั๊กจี้ชื่อดังระดับโลก ที่จะลากออกไปสนุกซ่า พาไปป่วนเมืองแบบฉบับ Iconians  ทั้งนี้ ตัวรถยังถ่ายทอดความป่วนปนความน่ารัก ด้วยลวดลายที่สะดุดตา พร้อมให้ฟีลลิ่งสนุกทุกการขับขี่ พร้อม Soft Emblem ชื่อรุ่น Scoopy สีฟ้าสดใส และนอกจากนี้ โมเดลรุ่นี้นี้ยังมาพร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษ สีดำคาดเหลือง ลายดวงตามินเนี่ยน โดดเด่นทุกครั้งที่สวมใส่ มิกซ์กับตัวรถได้ลงตัวสุด ๆ  นอกจากลวดลายที่สะดุดตาแล้ว ยังมาพร้อมกับ ไฟหน้า LED ที่เป็น ICONIC เฉพาะ พร้อมการเชื่อมต่อได้ไม่มีสะดุดกับ USB Socket ช่องชาร์จไฟสำรอง Type A และ Helmet In U-Box ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ พร้อมถังน้ำมันขนาด 4.2 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation หัวฉีด PGM-FI ให้ขับขี่สนุกยิ่งกว่าที่เคย ออกไปซ่า มันส์ป่วนเมืองได้แล้ววันนี้ กับสกูปี้ มินเนียนรุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน (สีดำ-เทา) รุ่น Prestige ล้อแม็ก พร้อม Minions Helmet หมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษสีดำคาดเหลืองลายดวงตามินเนี่ยนด้วยราคาแนะนำที่ 55,500 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th เฟสบุ๊ครถจักรยานยนต์ฮอนด้า  :  fb.com/hondamotorcyclethailand  อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

YSS D.C. โชว์รูมโช้คอัพ ใหญ่ที่สุดในไทย

YSS D.C. โชว์รูมโช้คอัพ ใหญ่ที่สุดในไทย วาย.เอส.เอส. ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท เนรมิตศูนย์บริการและกระจายสินค้า ภายใต้ชื่อ “YSS D.C.” แฟลกชิพสโตร์แห่งแรกที่ยิ่งใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำแบรนด์โช้คอัพคนไทยอันดับ 1 ในตลาดอะไหล่ยนต์ทั่วโลก คุณชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานกรรมการ และคุณภิญโญ พานิชเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณฮาร์รี เอสเซ้นส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนารวมถึงพันธมิตรจากทั่วโลกมาร่วมงานบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีพ  คุณชาญศิลป์ กล่าวต่อว่า “บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์ YSS D.C. ซึ่งเป็นทั้งสำนักงานใหญ่ ศูนย์บริการและศูนย์กระจายสินค้าแบบครบวงจร ที่มุ่งตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยที่สุดมาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว” ภายในแฟลกชิพสโตร์แห่งนี้มีอะไรบ้าง ไปดู    โชว์รูม ส่วนแสดงสินค้าของ YSS และพาร์ทเนอร์ เป็นสถานที่แสดงสินค้า YSS ที่ใหญ่ ครบ และทันสมัยที่สุดในโลก มีสินค้าที่หลากหลายให้บริการครบทุกรุ่น พิพิธภัณฑ์ YSS Museum และ YSS Hall of Fame ที่รวมเรื่องราว YSS ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรื่องราวของถ้ายรางวัลระดับแชมป์ จากรายการแข่งขันระดับโลก ที่นักแข่ง-ทีมแข่ง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. จนประสบความสำเร็จ และยังเป็นส่วนจัดแสดงรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ รุ่นใหม่และรถรุ่นเก่าอายุมากกว่า 60 ปี รวมถึงรถที่คว้าแชมป์จากรายการระดับโลกก็ถูกนำมาจัดแสดงที่แห่งนี้ด้วย  ศูนย์บริการ ส่วนงานติดตั้งผลิตภัณฑ์ YSS ทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ที่มีมาตรฐานระดับสูง พร้อมให้บริการปรับเซ็ตโช้คอัพ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้ามากที่สุด โดยส่วนนี้จะมีห้องพักรับรองสำหรับลูกค้าที่จะมองเห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา  ระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management System หรือ WMS) ที่ทันสมัย มีการออกแบบการจัดส่ง การลำเลียงสินค้า การเติมเต็มสินค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าทำได้เร็วและแม่นยำ  Automated Storage & Retrieval System (ASRS) ระบบจัดเก็บและจายสินค้าอัตโนมัติ ระบบเก็บสินค้าเต็ม Pallet โดยใช้ระบบเครนอัตโนมัติทำงานร่วมกับ WMS เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการบริการพื้นที่ มีความแม่นยำ และปลอดภัยต่อพนักงาน  พื้นที่คอมมูนิตี้ พื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสำหรับตัวแทนจำหน่าย กลุ่มคลับ หรือกลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ วาย.เอส.เอส. รวมถึงยังเป็นจุดรวมพลก่อนออกทริปอีกด้วย  พื้นที่ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนของโซนร้านอาหารระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เปิดรับทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการ ในศูนย์บริการแห่งนี้ ยังรวมไปถึงผู้บุคคลทั่วไป ที่มาเที่ยวหรือชมพิพิธภัณฑ์สินค้าของ วาย.เอส.เอส. สามารถเข้ามารับประทานอาหารได้อีกด้วย ทั้งนี้จะมีเมนูที่หลากหลายให้บริการ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเรือยอร์ช ร้านเขียง พัฟแอนด์ พาย และชาตรามือ เป็นต้น  โดยปัจจุบัน วาย.เอส.เอส มีสินค้ารองรับทั้งกลุ่มรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงยานพาหนะประเภทอื่น ๆ อีกหลากหลายประเภทมากกว่า 8,200 รายการ ครอบคลุมกว่า 3,100 โมเดลทั่วโลก โดยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลก ประเภทกลุ่มสินค้าประเภทมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) และมีกำลังการผลิตมากกว่า 1.5 ล้านชิ้นต่อปี  รวมถึง ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) มากถึง 6 แห่งทั่วโลก โดยเริ่มจากประเทศไทย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ สเปนและประเทศอิตาลี ส่งออกจำหน่ายมากกว่า 40 ประเทศ และยังมีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศมากถึง 60 ราย  นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บริการฯ 134 แห่งทั่วโลก โดยยังวางแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เยอรมันนี อิตาลี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ กรีก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโนนีเซีย ฟิลิปปินส์  เวียดนาม มาเลเซียและจีน ฯลฯ  อีกทั้งยังเป็นโช้คอัพอันดับหนึ่งของประเทศไทย และยังเป็น 1 ใน 5 แบรนด์จากทั่วโลกที่รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสูง ABE จากประเทศเยอรมันที่ทั่วโลกให้การยอมรับ 

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!

No Posts Found!