SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

2025 Honda Rebel 1100 ทรงเดิม เพิ่มแรงม้า พร้อมจอ TFT 2025 Honda Rebel 1100 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศทางฝั่งยุโรป โดยใช้ชื่อรหัส CMX1100 การดีไซน์ออกแบบที่ยังคงความเป็นรถ ‘ครุยเซอร์’ ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย เน้นความเรียบง่ายแต่ก็ยังคงความดุดัน เครื่องยนต์เพิ่มแรงม้าจากตัวก่อนหน้า และยังมาพร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ และที่สำคัญมาพร้อมกับหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้วใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เครื่องยนต์อัพเกรด เพิ่มแรงม้า ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,084 ซีซี พละกำลังอยู่ 87 แรงม้าที่ 7,250 รอบต่อนาที (เพิ่มจากตัวก่อนหน้า 1 ตัว) แรงบิดอยู่ที่ 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และเกียร์แบบ DCT 6 สปีด (แล้วแต่รุ่นย่อย) ความจุถังน้ำมัน 13.6 ลิตร ช่วงล่างตามสไตล์ครุยเซอร์ ระบบกันสะเทือนด้านหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพหัวกลับขนาดแกน 43 มม. สามารถปรับพรีโหลดได้ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหลังมาพร้อมกับโช้คอัพคู่พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้เช่นเดียวกับด้านหน้า หนึบและขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกเดี่ยวแบบเรเดียล คาลิเปอร์แบบสี่ลูกสูบ ขนาด 330 มม. ในส่วนของระบบเบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบลูกสูบเดี่ยวขนาด 256 มม. ล้อและยางมีขนาด 130/70 B18 และ 180/65 B16 หน้า และหลังตามลำดับ หน้าจอ TFT และเทคโนโลยีตามสมัยนิยม ในส่วนของเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ Rebel ในโมเดลใหม่จัดเต็มมาแบบสุด ๆ หน้าจอใหม่แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Honda RoadSync โหมดการขับขี่เริ่มต้น 3 โหมด ได้แก่ Standard, Rain และ Sport และยังมี Custom สำหรับให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบครูซ คอลโทรล ระบบ HSTC ที่ปรับได้ 3 ระดับ และมีการปรับช่องจ่ายไฟแบบ USB-C มาไว้ทางด้านซ้ายของเรือนไมล์ Dual Clutch Transmission พร้อมกับระบบเกียร์ DCT (Dual Clutch Transmission) ได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้ดีขึ้นที่ความเร็วต่ำ สามารถมีประสิทธิภาพที่ดีมากขึ้นทั้งออกตัว และการหยุดรถ โดยชุดเกียร์ DCT นี้จะใส่ลงในรุ่นย่อยที่เป็นตัว T DCT และ รุ่น SE เท่านั้น ในส่วนของรุ่นล่างสุดหรือ Standard จะเป็นเพียงเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเท่านั้น สำหรับสีที่จำหน่ายมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อยประกอบไปด้วย รุ่นธรรมดา (Rebel 2025) ในรุ่นนี้มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) สีน้ำเงิน (Pearl Hawkseye Blue) 2. รุ่น T DCT (Rebel T DCT 2025) ที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติม โดยมีกล่องข้างขนาดรวม 35 ลิตร แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่ มีเพียงสีเดียว ได้แก่ สีเทา (Iridium Grey Metallic) สีเทา (Iridium Grey Metallic) รุ่น SE ตัวท็อปสุดของโมเดลนี้ โดยในรุ่น Special Edition จะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป โดยมีการตกแต่งเพิ่มเติม

ดีไซน์ใหม่ ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากคำว่า โคตรหล่อ 2025 Yamaha MT-07 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับ Hyper Naked คันใหม่ของค่าย โดยความพิเศษในโมเดลใหม่นี้ คือการมาพร้อมเกียร์ใหม่ตามรุ่นพี่ MT-09 กับเกียร์ Y-AMT ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องง่ายขึ้นการออกแบบดีไซน์ยกหน้าใหม่ ไฟแบบ Full LED โดดเด่นด้วยน้ำหนักเบา การควบคุมที่คล่องตัว พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือต่าง ๆ เปิดประสบการณ์การขับขี่ที่สุดแสนจะเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์ CP2 ขุมพลังหลัก โช้คอัพด้านหน้าหัวกลับขนาดแกน 41 มม. ดิสก์เบรกคู่หน้าพร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 พอต หน้าจอ TFT ดีไซน์ใหม่ ก้านคลัตซ์ที่หายไปในตัว Y-AMT ปุ่มควบคุมบริเวณประกับแฮนด์ฝั่งซ้าย 2025 Yamaha MT-07 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง CP 2 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ขนาดล้อ และยางหน้า ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 120/70 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ขนาดล้อ และยางหลัง ล้อสปินฟอร์จ ขนาด 180/55 ZR-17M/C แบบไม่มียางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบหัวกลับ ขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยว ระยะยุบตัว 130 มม. ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ปรับพรีโหลดและ รีบาวด์ได้ เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ แบบ 4 พอต ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 245 มม. กว้าง X ยาว X สูง 780 x 2,085 x 1,105 มม. ระยะฐานล้อ 1,400 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 มม. ความสูงเบาะ 805 มม. น้ำหนักรถ 184 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 14 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเกียร์ใหม่ Y-AMT (เฉพาะรุ่น) ระบบ YCC-T ระบบเบรก ABS หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Street และ Custom ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ปรับแต่งเองได้ ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวเอง ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกระทันหัน Traction control Cruise control Quickshifter แบบสองทาง ระบบช่วยควบคุมการยึดเกาะถนน สีสันที่วางจำหน่าย รุ่น

Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร มีข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ของ Roof Helmet แบรนด์หมวกกันน็อกสุดเอกลักษณ์จากสัญชาติฝรั่งเศส มาพร้อมกับการเปิดตัวหมวกกันน็อกรุ่นใหม่แบบเปิดคางได้อย่าง Roof Boxxer 2 เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในความแหวกแนวและมีสไตล์เอกที่เป็นลักษณ์เฉพาะ สำหรับหมวกรุ่น Boxxer 2 นั้น เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Boxxer รุ่นแรก และยังถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ ผสมผสานระหว่างความเป็นเรโทรและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน และให้ได้ตรงตามมาตรฐาน ECE R22.06 โดยชิ้นส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน และมีระบบ FleXLocker ใหม่ ซึ่งจะล็อกแถบคางให้อยู่ในตำแหน่งเปิด โดยตัวหมวกมีน้ำหนักเพียง 1.6 กก. เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ หมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 โดยมีน้ำหนักเบาเหมือนรุ่นก่อน ๆ อีกด้วย สำหรับภายในหมวก มีผ้าซับในที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ถอดออกได้และล้างทำความสะอาดได้ รวมถึงฟองน้ำด้านในออกแบบมาให้สวมใส่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยฝาครอบพร้อมนวมปรับความหนาได้ และยังมีแผ่นรองแก้มให้เลือกจากแบรนด์อีกด้วย ฝาปิดมีชิลด์หน้าป้องกันรอยขีดข่วนแบบใสพร้อมแผ่นกันฝ้า แถมยังรองรับการติดตั้งหูฟังบลูทูธเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ สีดำ สีเทา สีแดง โดยหมวก Boxxer 2 เปิดจำหน่ายถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ สีเทาและสีแดง รวมถึงตัวเลือกลายกราฟิกต่างๆ โดยเปิดราคาอยู่ที่ 536 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 1.9 หมื่นบาท โดยสามารถติดต่อสั่งจองผ่านทางเว็บไซด์ https://www.roof.fr/en/content/10-products Roof Helmet หรือผ่านทางเพจเฟสบุ๊ก ROOF International Officiel หากมีหมวกรุ่นไหนที่น่าสนใจอีกหล่ะก็ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 Stone Corsa ตัวเป็นคลาสสิกไบค์แต่ใจมันเป็นสปอร์ต เปิดเผยโฉมหน้าโมเดลใหม่อีกครั้งสำหรับแบรนด์รถสัญชาติอิตาเลียนที่มีอายุอานามกว่า 70 ปี กับ Moto Guzzi V7 Stone Corsa ซึ่งยังคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใครไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ถูกตีความใหม่เพิ่มความเป็นสปอร์ตเข้าไปในโมเดลที่สุดแสนจะคลาสสิกระดับตำนาน ในแบบที่น่าจะถูกใจชาว Guzzisti ทั่วโลก เจ้าสโตนคอร์ซ่าคันนี้ขับเน้นความเป็นสปอร์ตออกมาด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลจากแฟริ่งด้านหน้ามายันเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่ดูเหมือนสำหรับนั่งคนเดียวแต่จริง ๆ แล้วนั่งได้สองคน ให้ผู้ที่มองเห็นได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านออกมาจากขุมพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความลุ่มหลงที่แฝงอยู่ภายในจิตวิญญาณกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2019 กับรายการแข่ง Moto Guzzi Fast Endurance การแข่งขันที่ให้โอกาสนักบิดมากหน้าหลายตาได้มาแข่งขันกันในสนาม ได้สนุกไปกับรถวีเซเว่นที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เผยให้เห็นถึงความซิ่งที่มีซุกซ่อนอยู่ในแบบที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมาในเฉดสีแบบทูโทนสื่อถึงยุคทองของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ สีเทาเมทัลลิกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นด้วยแถบสีแดงดุดันที่ถอดยาวตามขวางตลอดตัวรถตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้า พาดยาวมายังถังน้ำมันด้านล่างและแผงแฟริ่งด้านข้าง ตัวรถยังปรับมาใช้กระจกแบบปลายแฮนด์ที่ทำให้ดูปราดเปรียวและคล่องตัวมากขึ้น ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม CNC อะโนไดซ์สีดำ และเพื่อให้เข้ากันกับลุคแบบมินิมัลของโมเดลนี้ซึ่งเป็นจุดเด่นตามแบบฉบับของวีเซเว่นมาโดยตลอด ส่วนของโช้คหน้าก็มาแบบเปลือย ๆ ไม่มีปลอกยางกันฝุ่น แต่ไปมีเพลทบนแผงคอด้านบนเพื่อบ่งบอกความเป็นโมเดลพิเศษแทน ส่วนเรื่องของสเปกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงเป็นเครื่องสองสูบวีวางขวางบล็อกเดิมที่มีขนาด 853 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 73 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มีระบบกันสะเทือนที่เรียบง่าย ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ที่ทำงานร่วมกันกับสวิงอาร์มคู่ มีระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS ล้อจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยางขนาด 100/90-18” และ 150/70-17” หน้าหลังตามลำดับ ขณะที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก มีระบบไฟ LED และไฟ DRL เต็มระบบ หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดาแต่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคา แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อย หากประเมินจากราคาโมเดลที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 649,000 บาท โมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 6 แสนปลาย ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BRUTALE 1000 RR ASSEN ฉลองชัยชนะ 35 ครั้งที่สนามแอสเซ็น MV Agusta ยังคงทำให้เราต้องเอ่ยปากชมทุกครั้งที่ทางเปิดตัวโมเดลใหม่เสมอ แม้ว่าโมเดลใหม่ที่ว่าจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็ตาม ซึ่งในใจเราก็อยากจะให้มีโมเดลใหม่ ๆ ที่ใหม่จริง ๆ ไม่ใช่นำของเก่ามาเพิ่มมูลค่าแบบนี้ แต่ก็ช่างเหอะ เพราะเจ้า Brutale 1000 RR Assen มันสวยสดงดงามจนเราให้อภัยได้ครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ แต่ MV Agusta คือค่ายรถอิตาลีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสนามแข่งที่มีชื่อเดียวกับโมเดลพิเศษโมเดลนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะทั้ง 35 ครั้งที่สนามสัญชาติดัตช์แห่งนี้ หากจะว่ากันจริง ๆ แล้วก็เกินกว่าครึ่งศตวรรษไปแล้วที่ทางค่ายเคยได้รับชัยที่สนามแอสเซนแห่งนี้ คือต้องย้อนไปถึงปี 1976 โดยผลงานของ Giacomo Agostini ที่เป็นตำนานในคลาส 350 ซีซี แต่สนามระดับตำนานแห่งนี้ยังคงเปิดให้บริการและถูกเลือกให้ใช้แข่งขันในรายการะดับโลกมาตลอด ซึ่งโมเดลพิเศษนี้ก็เป็นส่วนนึงของการเฉลิมฉลองให้กับสนามระดับตำนานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความพิเศษอย่างนึงของโมเดลนี้คือการผลิตขึ้นด้วยมือในอิตาลีและจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิคนั้นตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย วึ่งรวมไปถึงชุดเกียร์บ็อกซ์ไฟฟ้าที่การันตีความรวดเร็วและความนุ่มนวลในการเข้าเกียร์ เครื่องยนต์เองก็ให้สมรรถนะสูง โดยเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าได้มากถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ คิดเป็นอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากถึง 1.1 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งทำได้แบบนี้เป็นเพราะน้ำหนักตัวรถนั้นเหลือเพียง 183 กิโลกรัมเท่านั้น ทีนี้มาพูดถึงความพิเศษกันบ้าง ตัวรถจะมาในเฉดสีน้ำเงิน เงิน และทอง ให้ความหรูหราแต่ก็สื่อถึงความสปอร์ตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งยังเหมาะกับการขับเน้นจุดเด่นของรถอีกด้วย วัสดุที่เลือกใช้ในโมเดลนี้พิเศษมาก ๆ เริ่มกันที่ล้อคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาจาก Rotobox ที่มีก้านบางมาก ๆ ทั้งยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ฮีทชิลด์บริเวณคอท่อทั้งสองข้าง ขายึดไฟหน้า และยึดชิ้นส่วนแฟริ่งบริเวณถังน้ำมัน บางส่วนของเฟรม เพลทด้านข้างอลูมิเนียม และสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมที่โดดเด่นออกมาจากเฟรมด้วยสีเงินของมัน ขณะที่เฟรมถักเป็นสีเข้มดุดัน เบาะหนังอัลคันทาร่าสีน้ำเงิน ปิดท้ายด้วยถังน้ำมันปัดเงาแบบสีทูโทนน้ำเงินและเงิน รถแต่ละคันยังมาพร้อมชุดสเปเชียลพาร์ทคิทที่เพิ่มกำลังเครื่องยนต์และความพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักจากตัวรถเดิมที่ปกติก็เบาอยู่แล้วได้อีกต่อ โดยเจ้าชุดพิเศษที่ว่านี้ได้แก่ ท่อไทเทเนียมจาก Arrow พร้อมชุดควบคุมที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้แรงม้าเต็มพิกัด ชุดก้านเบรกก้านคลัตช์ CNC สีดำ ครอบเบาะคนซ้อนคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม ตลอดไปจนถึงผ้าคลุมรถและใบเซอร์ฯแจ้งว่าคันนี้เป็นของแทร่ แฮร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทาง Dorna Sports ได้ต่อสัญญากับ Rio Motorsports (RMS) ที่ประเทศ Brazil เป็นที่เรียบร้อยแล้วและสำหรับการกลับมาในครั้งนี้นั้นทาง จะมีสัญญาด้วยกันเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปี ด้วยกัน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2022 ลากยาวไปจนถึงปี 2026 และการกลับมาต่อสัญญากันในครั้งนี้นั้นถือเป็นการกลับมาหลังจากห่างหายไปนานถึง 15 ปีด้วยกัน และจะแข่งขัน MotoGP กันบนสนามใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ในขณะนี้อย่างสนาม Rio Motorpark ซึ่งคาดกันว่าจะสร้างเสร็จภายในปี 2021 ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้สนสนามนี้จะมาพร้อมกับความยาวประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยจะแบ่งออกเป็น 7 โค้งซ้ายและ 6 โค้งขวา และคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 นาที กับ อีก 38 วินาทีต่อรอบ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

Fabio Quartararo คือใคร ทำไมถึงได้หวดกับ Marc Marquez ได้สูสีคู่คี่ยันโค้งสุดท้าย เพิ่งจะผ่านกันไปหมาดๆ กับศึก ThaiGP 2019 หรือ MotoGP สนามที่ 15 ในรอบ PTT Thailand Grand Prix ที่จัดแข่งกันที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4 – 6 ที่ผ่านมา ซึ่งการแข่งขันในสนามนี้เหมือนเป็นการโชว์ผลงานของ Fabio Quartararo นักแข่งจากเมืองน้ำหอมสังกัดทีม Petronas Yamaha SRT หรือเจ้าหนูตัวจี๊ดคนนี้เลยก็ว่าได้ ผลงานเด่นชิ้นแรกของเจ้าหนู Quartararo ในการแข่งขันรอบนี้ก็คือ การควอลิฟายเพื่อหาตำแหน่งบนกริดสตาร์ทในรอบแข่งจริง เจ้าหนูแตงกวาคนนี้ก็สามารถคว้าตำแหน่งโพลมาได้ โดยสามารถทำสถิติเวลาเร็วที่สุดที่ 1’29.719 นาที นอกจากนี้สถิติเวลานี้ยังเป็นการทำลายสถิติเวลาของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งสถิติเดิมเป็นของเด็กระเบิด Marc Marquez แชมป์โลก MotoGP 6 สมัยรวด ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2018 ด้วยเวลา 1’30.031 นาที ประเด็นต่อมาคือเจ้าหนูคนนี้ยังทำสถิติที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้งจากการแข่งทั้งหมด 15 สนาม ซึ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี่เป็นสถิติที่น่าสนใจเฉพาะสนามนี้เท่านั้น แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เจ้าหนูคนนี้ทำยังไงถึงได้มาถึงจุดนี้กันได้ ผมจะชี้แจงให้แฟนๆ SuperBike ได้ทราบกันครับ Fabio Qaurtararo นั้นเป็นนักแข่งชาวฝรั่งเศส วัย 20 ปี (เกิดวันที่ 20 เมษายน 1999) ก่อนหน้าที่เขาจะได้เข้าร่วมทีม Petronas Yamaha SRT ก็ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร และประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเล็กเลยก็ว่าได้ แม้ Quartararo จะเป็นชาวฝรั่งเศส แต่พออายุได้ 4 ขวบก็ได้ย้ายไปอยู่ที่สเปน และเริ่มลงแข่งในรายการ Spanish Championship ตั้งแต่อายุยังน้อย ผลงานในวัยเด็กของเขามีดังนี้ ปี 2007 ได้ลำดับ 2 ในรุ่น 50 ซีซี รายการ Spanish Championship ปี 2008 ได้แชมป์รุ่น 50 ซีซี รายการ Spanish Championship ปี 2009 ได้แชมป์รุ่น 70 ซีซี รายการ Spanish Championship ปี 2010 ได้ลำดับ 3 ในรุ่น 80 ซีซี รายการ Spanish Championship ปี 2011 ได้แชมป์รุ่น 80 ซีซี รายการ Spanish Championship ปี 2012 ได้แชมป์รุ่น Pre-Moto3 รายการ Spanish Championship ปี 2013 ได้แชมป์รุ่น Moto3 รายการ Spanish Championship ปี 2014 ได้แชมป์รุ่น Moto3 รายการ Spanish Championship หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเข้าสู่การแข่งขันระดับ Grand Prix หรือระดับโลก ปี 2015 ลงแข่ง Moto3 ด้วยรถ Honda สังกัดทีม Estrella Galicia 0,0 ได้ลำดับที่ 10 ปี 2016 ลงแข่ง Moto3 ด้วยรถ KTM สังกัดทีม Leopard Racing ได้ลำดับที่ 13 ปี 2017 ลงแข่ง Moto2 ด้วยรถ Kalex สังกัดทีม Pons HP40 ได้ลำดับที่ 13 ปี 2018