SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เด็กระเบิด Marc Marquez จาก Repsol Honda ที่ได้ฉายา King of the Ring โชว์เทพด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 10 ในศึก MotoGP บนสนาม Sachsenring ประเทศเยอรมันแบบขาดลอย แถมนอกจากเด็กระเบิดคนนี้จะโชว์เทพแล้วยังได้โชว์เหนือด้วยการขี่รถ Honda คู่ใจพร้อมกอดอกก่อนที่จะถึงเส้นชัยไปแบบชิวๆ โดยมี Maverick Viñales และ Cal Crutchlow ตามมาทีหลัง อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

เป็นไปได้ยากที่จะเห็นแบบนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนปี 1949 นั้นเป็นวันแรกที่มีการจัดการแข่งขัน MotoGP ขึ่นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันดีที่ ครบรอบ 70 ปีของรายการแข่งขัน และก่อนที่การแข่งขัน MotoGP กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เหล่านักบิด MotoGP ได้ร่วมกันใส่สูทสุดเฟี้ยวและถ่ายภาพกันบนสนามแข่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ให้รายการ MOTOGP เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของรายการอีกด้วย นานๆจะได้เห็นภาพแบบนี้..หล่อไม่เบา อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

KTM New TFT Display จอใหม่ ใหญ่เท่า iPad KTM New TFT Display เทคโนโลยีใหม่จากค่าย KTM พร้อมสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์แบบใหม่ และหน่วยการเชื่อมต่อใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับ HMI (Human-Machine Interface) หรือ อุปกรณ์แสดงผลที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปสู่ความสามารถในการใช้งานที่เหนือชั้น ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต KTM New TFT Display มีด้วยกันสองรูปแบบ ได้แก่ รุ่น V80 ขนาดหน้าจอ 8.0 นิ้ว เป็นหน้าจอในรูปแบบแนวตั้ง และรุ่น H88 ที่มีขนาดหน้าจอ 8.8 นิ้ว เป็นจอในรูปแบบแนวนอน ซึ่งหน้าจอของทั้งสองรุ่นมีความละเอียดเท่ากันอยู่ที่ 1280×720 พิกเซล และสามารถทัชสกรีนได้ พร้อมกับเทคโนโลยีจอแบบ Bonded ที่มีเทคโนโลยีการเคลือบป้องกันแสงสะท้อน ป้องกันรอยนิ้วมือ และป้องกันแสงจ้า ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจนจากทุกมุมมอง และฟังก์ชันทัชสกรีนที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถใช้งานได้ทั้งแม้กระทั่งสวมถุงมือ โดยสามารถแสดงสีได้ถึง 256,000 สี ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนเกือบ 4 เท่า ทำให้คงรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาพแสง หน้าจอสามารถปรับแต่งได้เองตามความถนัดของผู้ขับขี่ พร้อมตัวเลือกการจัดหน้าจอ 5 รูปแบบ มีตัวเลือกหน้าจอที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ฟังก์ชันหลักได้ตามต้องการ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ การนำทางด้วยแผนที่ รายการโปรด หรือการเล่นเพลง รวมทั้งยังมีโหมดที่แสดงข้อมูลพื้นฐานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยตอนนี้มีปุ่มสำหรับเลือกโหมดการขับขี่ A/M (อัตโนมัติ/แมนนวล) สำหรับรุ่นที่ติดตั้งระบบ AMT จอยสติ๊ก 5 ทิศทางพร้อมปุ่มย้อนกลับ ปุ่มควบคุมระบบครูซคอนโทรล สวิตช์ไฟ และปุ่มสตาร์ท และปุ่มแพดเดิ้ลชิฟต์แบบใหม่ที่สามารถปรับแต่งได้สำหรับรุ่นที่ไม่มีระบบ AMT ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง การเปิด/ปิดการอุ่นมือจับ การอุ่นเบาะนั่ง และไฟตัดหมอก ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ และปุ่มทั้งหมดนี้ยังมีไฟส่องสว่าง และการออกแบบกราฟิกที่วางในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายในทุกสภาพการขับขี่ ระบบนำทางด้วยแผนที่ออฟไลน์ที่ถูกติดตั้งมาในจอใหม่นี้ ทำให้สามารถใช้งานนำทางแบบเรียลไทม์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนเส้นทางในการขับขี่จากจุด A ไปยังจุด B หรือไปตามจุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น ระบบ CCU3.0 ที่มาพร้อมกับจอที่ถูกพัฒนาใหม่จะทำให้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้อย่างราบรื่นทุกครั้งที่มีการสตาร์ทรถ ง่ายชนิดที่ว่าถ้าผู้ขับขี่ฟังเพลงค้างไว้บนมือถือ แล้วมาสตาร์ทรถเพลงนั้นจะเด้งมาที่หน้าจอกลาง และสามารถเล่นเพลงต่อได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดจากโทรศัพท์ได้ การมาของเทคโนโลยีหน้าจอใหม่นี้จะทำให้การอัปเดตซอฟต์แวร์ระบบของมอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงแรกการอัปเดตซอฟต์แวร์ทั้งหมดจะต้องดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายของ KTM ก่อน แต่ในอนาคตสามารถอัปเดตผ่านระบบ Over-the-Air (OTA) ได้โดยตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ คุณสมบัติเด่น ระบบปฏิบัติการ Android Automotive รองรับการสตรีมแอปพลิเคชันจากสมาร์ทโฟนไปยังแผงหน้าปัด รองรับการอัปเดตระบบ Over-the-Air ในอนาคต หน่วยความจำของระบบขนาด 32 GB มาพร้อม RAM ขนาด 3 GB รองรับ IoT (Internet of Things) eSim ระบบ GPS Bluetooth Wi-Fi ฟังก์ชันการควบคุมระดับเสียงของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ แผงหน้าปัดที่พัฒนาใหม่นี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในมอเตอร์ไซค์ แต่ยังเปิดประตูสู่ยุคของเทคโนโลยีแบบเต็มรูปแบบ เมื่อจับคู่กับ DNA “READY TO RACE” ของ KTM จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น KTM TFT ที่เปิดตัวใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปใช้กับรถรุ่นเรือธงในปี 2025 โดยคาดว่าจะมาในรุ่น 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO ที่จะเปิดตัวใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะทยอยนำมาใช้ในรุ่นล่าง ๆ ในอนาคต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Yamaha YZF R7 อัพสเปค เพิ่มสีใหม่ 2025 Yamaha YZF R7 อีกหนึ่งโมเดลที่เปิดตัวใหม่เช่นเดียวกับน้องใหม่ในตระกูล R-Series อย่าง R9 เท่านั้น แน่นอนว่าคันนี้เองก็มีดีกรีร้อนแรงไม่แพ้รุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง พิกัด 700CC (CP2) มาพร้อมสีสันใหม่ เปิดราคาโมเดลใหม่ที่ 9,199 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 309,000 บาท เครื่องยนต์สองสูบจี๊ดจ๊าดถึงใจ ขุมพลัง CP2 พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี DOHC มอบพลังและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจและแท้จริงในแบบ Supersport เพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ช่วยให้มีแรงบิดที่ต่อเนื่องเพื่อการเร่งที่เร้าใจ และลดการสั่นสะเทือน ช่วงล่างปรับใหม่ มั่นใจทุกโค้ง ระบบกันสะเทือนหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่มีการปรับอัตราสปริง และการหน่วงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง ระบบช่วงล่างด้านหลังมาแบบระบบโช้คเดี่ยว Monocross สามารถปรับพรีโหลดสปริง และให้ความสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างขับขี่ โดยช่วงออกแบบมาให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการขี่ในสนามแข่ง ในส่วนของระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นระบบเบรก OEM จากโรงงานที่มีประสิทธิภาพการเบรกไม่แพ้ค่ายดัง ระบบ Assist slipper clutch สามารถช่วยลดแรงกดที่ก้านคลัตช์ขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยให้เชนจ์เกียร์ไว ไม่กระชาก ให้ความรู้สึกที่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ให้ประสบการณ์การขับขี่แบบ Supersport ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Quick Shift System (QSS) ที่ทำให้การเข้าเกียร์ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องกำคลัตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้มากับ YZF-R7 2025 Yamaha YZF R7 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ CP2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Assist Slipper clutch ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 180/55 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ ร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก OEM จากโรงงาน เบรกหลัง ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 706 x 2,070 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,394 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 134 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 187.7 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12.8 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้

Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี พร้อมส่งความสนุกต่อเนื่อง กับกิจกรรม “Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี” โดยครั้งนี้ทีมงาน Superbike Thailand ได้รับโอกาสดี ๆ จากทางไทยยามาฮ่า ขนทัพออโตเมติกมาให้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นสายแรงอย่าง Max Series พร้อมสายแฟชัน เรียบหรู ดูดีอย่าง F Series ขี่ท่องชมเมืองแลนมาร์คสำคัญ พร้อมลุยเส้นทางธรรมชาติอันซีนแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยทริปครั้งนี้ แอดเองได้เลือกโมเดล Yamaha Grand Filano Hybrid 2023 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ล่าสุด พึ่งปล่อยตัวไปหมาด ๆ มาไม่นาน กับรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ดูเรียบหรู ดูดีเหมือนคนขับ พร้อมสีเทาเงางามดูโดดเด่น แถมเบาะลายใหม่สีทูโทนปักเย็บโลโก้แกรนด์ ฟีลาโน่ สีสันสวยงาม ซึ่งหลังจากเตรียมตัวสวมอุปกรณ์และบรีฟเส้นทางขับขี่เป็นเรียบร้อย เริ่มล้อหมุนสตาร์ทออกเดินทางได้ สำหรับแลนมาร์คจุดแรกที่ไปนั้นคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองลพบุรีนั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานที่มีชื่อเสียงและเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงโบราณวัตถุ เครื่องรางและรูปปั้นศิลปะแสดงวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน เมื่อชมความงามโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย ขอขี่แวะถ่ายรูปบริเวณหน้าพระปรางค์สามยอด สถานที่ยอดฮิตอันโด่งดังและเป็นโลเคชันที่สอดคล้องกับสไตล์ตัวรถในเรื่องความย้อนยุค ดูแกรนด์ ล้ำค่าและน่าสะสมไว้ แต่ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ไม่เจอแก๊งค์เจ้าถิ่นซะงั้น ซึ่งหลังจากเช็คอินจุดสำคัญของเมืองลพบุรีเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางสู่เส้นทางธรรมชาติ พาชมวิวอันซีนที่เขาจีนแล ซึ่งในระหว่างการเดินทางก็ขออนุญาติรีวิวเจ้า Grand Filano Hybrid 2023 สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยแล้วกันว่ามันดีอย่างไรบ้าง ขับขี่สบาย ดีไซน์เรียบหรู ดูล้ำสมัย ในจุดแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถที่ออกแบบมาได้สวยงาม ทั้งตัวชุดไฟ ลวดลายและเส้นสายปาดเว้าดูมีระดับ และสะดุดตาด้วยเบาะสีใหม่ มีขนาดกว้าง นั่งสบายสมกับเป็นตัวแกรนด์ รวมถึงฟีลลิ่งท่านั่งขับขี่ รู้สึกว่านั่งขับสบายมาก แถมที่พักเท้ามีขนาดกว้าง สามารถขยับแก้เมื่อยในเวลาเดินทางนาน ๆ ได้ ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทางค่ายได้ออกแบบโดยคำนึงความสะดวกสบายในการขับขี่ใช้งานนั่นเอง แถมตัวรถมีน้ำหนักเบาที่ 102 กก. เท่านั้น บอกเลยว่าขี่ง่าย ใช้งานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ การันตี ช่วงล่างนุ่มนวล เป็นอีกจุดหนึ่งที่ชอบมาก ๆ สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยก็ว่าได้ กับระบบช่วงล่างของตัวรถ ทั้งระบบกันสะเทือนและระบบเบรกที่ทางค่ายติดตั้งมาให้ ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล เบรกหนึบ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพเหมือนคุณนั่งบนโซฟานุ่ม ๆ นั่นแหล่ะครับ ฟีเจอร์ พร้อมใช้งาน ต่อด้วยตัวเรือนไมล์ขนาดใหญ่ดีไซน์มาสวยเลยทีเดียว ทั้งหน้าจอดิจิตัล LCD และจอสี TFT ที่ติดตั้งมาให้ อ่านค่าได้ง่าย ฟังก์ชันครบ สามารถเซ็ตทริปเดินทาง ดูเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ เกร์น้ำมัน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน มีครบหมดจบในรุ่นนี้ ยังรวมไปถึงระบบอื่น ๆ ในตัวรถทั้ง ระบบไฟ LED ระบบเบรก UBS ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Start&Stop รวมถึงในรุ่น ABS ทั้งกุญแจคีย์เลท และระบบเบรก ABS ที่ติดตั้งมาให้ เครื่องยนต์บลูคอร์ ไฮบริด ประหยัดน้ำมัน ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริดที่เป็นเอกลักษณ์จากทางค่าย ในพิกัด 125 ซีซี ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่โอเคเลยทีเดียว เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ให้อัตราเร่งที่ตอบโจทย์ ทั้งรอบต้นและรอบปลาย ขี่สนุก สมูท ไหลลื่น เหมาะสำหรับใช้งาน แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยทริปนี้ใช้ความเร็วไปที่ 80-100กม./ชม. ในระยะทางกว่า 120 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 52.1 กม./ลิตร หากลองคำนวณคร่าวแล้ว ๆ ถังน้ำมันเต็มถังที่ 4.4 ลิตร สามารถวิ่งทางไกลได้ถึง 229 กม. ทีเดียว กับการเสียค่าน้ำมันไปไม่ถึง 200 บาทถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ หลังจากขับขี่ชมวิวกันไปที่เรียบร้อยแล้ว ขอแวะพักเบรก ดื่มกาแฟเย็น ๆ ที่ Flower House ก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งจริง ๆ มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานที่อื่นต่อ แต่เนื่องด้วยสภาพฟ้าฝนไม่ค่อยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง บวกกับเวลาจำกัด จึงถือว่าสิ้นสุดภารกิจสำหรับการออกทริปเที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี ไปโดยอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณไทยยามาฮ่า พร้อมกับขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในวงการ สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของประเทศ สำหรับกิจกรรม Yamaha Automatic เที่ยวเมืองรองไปกับ

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Rally จะลุยจะเที่ยว คันเดียวจบเลย มาใหม่อีกแล้วกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางจาก Ducati ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่แบบใหม่หมด แต่ก็เป็นโมเดลใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นก็คือเจ้า DesertX Rally ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบออฟโร้ดได้มากยิ่งขึ้น เรื่องดีไซน์สำหรับค่ายนี้บอกเลยไม่ต้องห่วง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว แต่โมเดลนี้จะพิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ในตัวรถที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจนในแวบแรกที่เห็นกันเลยทีเดียวครับ เช่น บังโคลนหน้าสูง โช้คที่มีระยะยุบมาก ล้อซี่ลวด เป็นต้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องเดิม ที่ชื่อว่า Testastretta 11° สองสูบวี 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุด 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มาถึงเรื่องของช่วงล่างที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้พร้อมเข้าปะทะกับอุปสรรคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักออกแบบให้มีคาแรคเตอร์แบบเดียวกันกับรถเอ็นดูโร่หรือรถแข่งครอสคันทรีของนักแข่งมืออาชีพเลยทีเดียว แชสซีหลักจะเป็นเฟรมถักเหล็กกล้าและสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม มีระบบกันสะเทือนจากทาง KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 250 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating และกระบอกโช้คเคลือบ DLC ซึ่งจะช่วยเรื่องของความลื่นไหลและความทนทาน ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชันทั้งแบบไฮสปีดและโลว์สปีดได้ นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้งกันสะบัด Ohlins มาให้อีกด้วย ส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ขณะที่ล้อจะเป็นล้อ Takasago Excel แบบใช้ยางใน และใช้ซี่ลวดคาร์บอนสตีล พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาด 90/90-21 และ 150/70 R18 ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มตามแบบฉบับของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban, Wet, Enduro และ Rally โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ปรับได้ 3 ระดับ ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มพร้อมลุยกันยาว ๆ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ของบ้านเราก็น่าจะต้องกันไปอีก อาจจะยาวไปถึงครึ่งปีหลังก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก