SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Marc Marquez เลิกแข่ง เป็นประเด็นอย่างกว้างขวางหลังประกาศว่าเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงชัยชนะ แต่คือการจบอาชีพโดยที่ร่างกายไม่บอบช้ำ

เอามาให้ชม Yamaha YZR-M1 ของ Maverick Viñales สปอนเซอร์ใหม่ Monster Energy drink แถมปีนี้เปลี่ยนเบอร์เป้นเบอร์ #12 ลงแข่งขันในรายการ MotoGP อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามเพจ Facebook คลิกทีนี้

อย่างที่ทราบกันว่าทีม Satellite ของยามาฮ่าอย่าง Tech3 นั้นได้ตัดสินใจยุติบทบาทการทำงานร่วมกับทางยามาฮ่า แล้วได้หันไปจับมือกับทาง KTM แทน ซึ่งบริษัทปีโตรนาสผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สัญชาติมาเลเซียจึงไม่รอช้า เปิดตัวทีมแข่งใหม่เข้าแทนที่ Tech3 โดยมีชื่อทีมว่า “PETRONAS Yamaha SRT” สำหรับรถแข่งที่ทางทีม PETRONAS Yamaha SRT ใช้นั้นก็คือ Yamaha YZR-M1 ซึ่งได้นักบิดดาวรุ่งมากฝีมืออย่าง Franco Morbidelli เจ้าของรางวัล Rookie of the Year เมื่อปี 2018 จะเป็นผู้ควบ YZF-M1 Spec-A ล่าแต้มให้กับทีม และยังได้ทีมเมทอย่าง Fabio Quartararo นักบิดน้องใหม่ที่พึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาจาก Moto2 จะได้ควบ YZR-M1 Spec-B ลงแข่งในศึก MotoGP 2019 นี้ ต้องรอดูกันว่าทีมน้องใหม่อย่าง Petronas SRT จะสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากน้อยขนาดไหนในศึก MotoGP 2019 ซึ่งสนามแรกนั้นจะเริ่มขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2562 ที่สนาม Losail International Circuit ประเทศกาตาร์ รับชมข่าวสารอื่นๆของ Yamaha คลิก รับชมข่าวสาร MotoGP คลิก ติดตามพวกเราในแฟนเพจ SuperBike คลิก

2025 ArgentineGP แทร็กคมล้มกระจาย ทำความรู้จักสนาม Termas de Río Hondo ในรายการ 2025 ArgentineGP การแข่งขัน Gran Premio YPF Energía de Argentina เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่อยู่ในปฏิทินการแข่งขัน MotoGP จัดขึ้นที่ Autódromo Termas de Río Hondo ในเมือง Termas de Río Hondo เมืองซานติอาโก เดล เอสเตโร ประเทศอาร์เจนตินา ข้อมูลสนาม 2025 ArgentineGP ที่ตั้ง: เมือง Termas de Río Hondo, ประเทศอาร์เจนตินา เปิดใช้งาน: ปี 2008 เริ่มใช้กับ MotoGP: ปี 2014 ความยาวสนาม: 4.806 กิโลเมตร (2.986 ไมล์) จำนวนโค้ง: 14 โค้ง (ซ้าย 5 โค้ง, ขวา 9 โค้ง) ทางตรงยาวที่สุด: 1.076 กิโลเมตร ความกว้างสนาม: 16 เมตร สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งในสนามแข่งที่เร็วและมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะโค้งความเร็วสูงและทางตรงยาวที่ช่วยให้รถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ ความท้าทายของสนาม การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม สนามตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง และอาจมีฝนตก ส่งผลต่อการเลือกยางและกลยุทธ์การแข่งขัน 2. สภาพแทร็กที่แตกต่างกันในแต่ละปี เนื่องจากสนามไม่ได้ถูกใช้งานบ่อยนัก การจับยึดของยางและสภาพพื้นผิวอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงสุดสัปดาห์การแข่งขัน 3. โค้งยาวและทางตรงยาว นักแข่งต้องมีความสมดุลระหว่างความเร็วและการควบคุมรถ โดยเฉพาะในโค้งที่ต้องเบรกหนักและเร่งออกจากโค้ง สถิติใน MotoGP เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 1:37.683 นาที โดย Marc Márquez (Honda) ปี 2014 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 1:39.019 นาที โดย Valentino Rossi (Yamaha) ปี 2015 ผู้ชนะล่าสุด (2023): Marco Bezzecchi (Ducati – Mooney VR46 Racing Team) สถิติใน Moto2 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:42.472 นาที โดย Alonso Lopez ปี 2023 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:42.829 นาที โดย Celestino Vietti ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tony Arbolino) จากทีม Elf Marc VDS Racing Team สถิติใน Moto3 เวลาต่อรอบเร็วที่สุด (All Time Lap Record): 01:48.429 นาที โดย Sergio Garcia ปี 2022 เวลาต่อรอบเร็วที่สุดในระหว่างการแข่งขัน (Race Lap Record): 01:48.834 นาที โดย Andrea Migno ปี 2022 ผู้ชนะล่าสุด (2023): (Tatsuki Suzuki) จากทีม Leopard Racing และในปี 2024 Argentine Republic Grand Prix ไม่สามารถจัดการแข่งขันได้เนี่ยจาก วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา และปัญหาทางด้านสปอนเซอร์และงบประมาณ

ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญไม่ควรมองข้าม ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ทำไมมันถึงมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งใช้งานบนท้องถนน มีใครหลาย ๆ คนเคยสงสัยหรือไม่? ทำไมเราดูการแข่งโมโตจีพีหรือเวิร์ลซูเปอร์ไบค์มักจะมีนักแข่งซักคนหรือคนที่เราคาดการณ์หรือเชียร์นั้นสามารถโชว์ศักยภาพได้ดีในสนามนั้น ๆ แต่ทว่าเกิดเหตุกลับตาลปัตรผิดโผ รีดฟอร์มไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ ชวนทำเอาหงุดหงิดไปตาม ๆ กัน เชื่อเลยหล่ะครับ ว่ายังไงก็ต้องมี เหมือนอย่างล่าสุดอย่าง ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า แม่ทัพแนวหน้าแชมป์โลก 2 สมัย กลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ดั่งใจตามคาดหวัง หรือไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2025 ที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาในเรื่องของ ฟีลลิ่งมอเตอร์ไซค์ ความรู้สึกกับการขับขี่ GP25 ตัวใหม่ เพราะฟีลลิ่งมันคืออะไร ทำไมนักแข่งถึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก ในบทความนี้..เราจะมาไขกุญแจให้ทราบกันครับ แน่นอนว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันไม่ใช่เรื่องของแรงม้า ท็อปสปีด หรือตัวเลขสเปคทางเทคนิคที่อยู่บนตัวเลขในจอเท่านั้น แต่หัวใจหลักของการควบคุมรถจริง ๆ ก็คือ “ฟีลลิ่ง” หรือ “ความรู้สึก” ที่นักขับขี่สัมผัสฟีดแบคจากตัวรถในทุกจังหวะ ทั้งการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง หรือแม้กระทั่งตอนขี่ทางตรง ฟีลลิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนภาษาที่ “ไร้คำพูด” ระหว่างคนขี่กับรถ และสามารถเป็นตัวกำหนดได้ว่าการขับขี่นั้นจะจบลงด้วยความมั่นใจ หรือความผิดพลาด “ฟีลลิ่ง” ในโลกของการขี่มอเตอร์ไซค์ หมายถึง ความรู้สึกหลังสัมผัสหรือปฏิกิริยาที่ร่างกายของผู้ขับขี่ได้รับจากตัวรถในทุกจังหวะ เช่น ฟีลลิ่งของคันเร่ง เบรก คลัตช์ น้ำหนักแฮนด์ การสะเทือนจากช่วงล่าง หรือแรงสะท้อนจากพื้นถนน จากการทดสอบในโหมดต่าง ๆ ของตัวผู้ขับขี่ เพื่อจับ “อาการ” ของตัวรถว่ารถที่ขี่นั้น มีคาแรคเตอร์หรือการเซ็ตติ้งมาอย่างไร ? สำหรับนักแข่ง ฟีลลิ่งไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที เช่น การรู้ว่าแทร็กเริ่มลื่น การจับอาการสไลด์ หรือการเลือกเส้นเข้าโค้งที่รถตอบสนองได้ดีที่สุด ฟีลลิ่งจึงเป็นเหมือนเซ็นเซอร์พิเศษที่ไม่มีใครเห็น แต่คนขี่รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ ประโยชน์ของฟีลลิ่งต่อการแข่งขัน / ใช้งานบนท้องถนน ในเรื่องการแข่ง : ฟีลลิ่งคือข้อมูลสำคัญในการเซ็ตอัปรถสำหรับแข่งขัน นักแข่งต้องบอกวิศวกรได้ว่า “รถรู้สึกยังไง” เพื่อให้ทีมสามารถปรับช่วงล่าง แรงดันยาง อัตราทด หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ECU เพื่อปรับให้เข้ากับสไตล์ของนักขี่โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น นักแข่งที่ชอบรถหน้าแน่น อาจต้องการโช้กหน้าแข็งขึ้น ขณะที่อีกคนอาจชอบรถท้ายไวเพื่อง่ายต่อการเลี้ยว ฟีลลิ่งที่ถ่ายทอดได้ดี ช่วยให้รถตอบสนองตรงตามความถนัดของผู้ขี่ และเพิ่มความเร็วต่อรอบได้อย่างมหาศาล ประกอบกับยังสร้างข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับทีมวิศวกรว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร โค้งนี้ควรปรับตรงไหน จุดเบรกนี้ควรปรับอย่างไร จังหวะการเร่งออกโค้งใช้ตรงไหน เพื่อความแม่นยำและความได้เปรียบในการแข่งขันอีกด้วย การใช้งานบนท้องถนน : ฟีลลิ่งบนท้องถนนก็ไม่แพ้ในสนามแข่งเช่นเดียวกัน เพราะมันส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่ โดยเฉพาะการขับขี่ในวาระโอกาสต่าง ๆ อาทิ การขี่ใช้งานในเมือง หรือการขับขี่ออกทริปทางไกล การขี่ลุยบนทางลูกรัง ขึ้นเขา ลุยป่า เครื่องยนต์ ช่วงล่าง การออกแบบโพซิชั่นของตัวรถส่งผลต่อผู้ขับขี่ได้มากน้อยเพียงใด เผื่อเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการเลือกพิจารณาก่อนจองรถที่ชอบได้อีกด้วยครับ ฟีลลิ่งที่ดีจะช่วยให้ผู้ขับขี่ กล้าเบรกแรงขึ้น / เข้าโค้งได้มั่นใจ / และควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่า “รถเรามีอะไรผิดปกติ” เช่น เสียงผิดปกติ การสะเทือนที่ต่างไป หรือความรู้สึกฝืดขณะเข้าเกียร์ เหล่านี้คือสัญญาณที่ฟีลลิ่งเตือนเราก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม วิธีตรวจเช็คอาการรถ / เซ็ตติ้งให้เข้ากับผู้ขับขี่ บันทึก “ความรู้สึก” หลังจากที่ได้ขับขี่ : หลังขี่เสร็จ เขียนสั้น ๆ ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ตอนเบรก/เร่ง/เข้าโค้ง รู้สึกยังไง มีจุดไหนไม่มั่นใจ/หน่วง/สะเทือนผิดปกติ เปลี่ยนทีละอย่าง : ปรับโช้ค รีบาวด์ พรีโหลด หรือแรงดันยางทีละจุด แล้วออกไปลองขี่ใหม่ เช็กว่าฟีลลิ่งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นไหม ถ้าใช่ = จดไว้ ถ้าไม่ใช่ = กลับไปตั้งค่าเดิม เปรียบเทียบแบบ “การพูด” : ให้ความรู้สึกนำหน้าเสมอ บางครั้งตัวเลขโช้คหรือแรงดันอาจเหมาะตามทฤษฎี แต่ถ้าฟีลไม่มา ให้ฟังความรู้สึกของผู้ขี่เป็นหลัก ทดลองโดยไม่มองใช้เครื่องมือสามแต่เป็นตัวเปรียบ : แปลง่าย ๆ คือขี่โดยไม่มองค่าในจอตัวรถหล่ะครับ ใช้ความรู้สึกตลอดทั้งคัน เช่น คลัตช์ เบรก แฮนด์ ยาง ถ้าฟีลลิ่งขัด ๆ จุดใดจุดหนึ่ง อาจกระทบฟีลลิ่งของรถทั้งคัน ตัวอย่าง : โมเดล สกูตเตอร์ 1 คัน และฟีลลิ่งที่ต้องสัมผัส ? ท่านั่งขับขี่ นั่งแล้ว “ผ่อนคลาย”

2025 Yamaha YZF R7 อัพสเปค เพิ่มสีใหม่ 2025 Yamaha YZF R7 อีกหนึ่งโมเดลที่เปิดตัวใหม่เช่นเดียวกับน้องใหม่ในตระกูล R-Series อย่าง R9 เท่านั้น แน่นอนว่าคันนี้เองก็มีดีกรีร้อนแรงไม่แพ้รุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซูเปอร์สปอร์ตไซส์กลาง พิกัด 700CC (CP2) มาพร้อมสีสันใหม่ เปิดราคาโมเดลใหม่ที่ 9,199 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 309,000 บาท เครื่องยนต์สองสูบจี๊ดจ๊าดถึงใจ ขุมพลัง CP2 พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี DOHC มอบพลังและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจและแท้จริงในแบบ Supersport เพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ช่วยให้มีแรงบิดที่ต่อเนื่องเพื่อการเร่งที่เร้าใจ และลดการสั่นสะเทือน ช่วงล่างปรับใหม่ มั่นใจทุกโค้ง ระบบกันสะเทือนหน้ามาพร้อมกับโช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่มีการปรับอัตราสปริง และการหน่วงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในขณะเข้าโค้ง ระบบช่วงล่างด้านหลังมาแบบระบบโช้คเดี่ยว Monocross สามารถปรับพรีโหลดสปริง และให้ความสมดุลที่ดีเยี่ยมระหว่างขับขี่ โดยช่วงออกแบบมาให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการขี่ในสนามแข่ง ในส่วนของระบบเบรกแน่นอนว่าเป็นระบบเบรก OEM จากโรงงานที่มีประสิทธิภาพการเบรกไม่แพ้ค่ายดัง ระบบ Assist slipper clutch สามารถช่วยลดแรงกดที่ก้านคลัตช์ขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยให้เชนจ์เกียร์ไว ไม่กระชาก ให้ความรู้สึกที่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ให้ประสบการณ์การขับขี่แบบ Supersport ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Quick Shift System (QSS) ที่ทำให้การเข้าเกียร์ไหลลื่นมากยิ่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องกำคลัตซ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้มากับ YZF-R7 2025 Yamaha YZF R7 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ CP2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี แรงม้า (เคลม) 73.4 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิด (เคลม) 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 80 x 68.6 มม. อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Assist Slipper clutch ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 ยางหลัง 180/55 ZR17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพหัวกลับ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ได้ ขนาดแกน 43 มม. ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คหลังเดี่ยว ปรับพรีโหลด คอมเพรสชัน และรีบาวด์ ร่วมกับสวิงอาร์ม ระยะยุบ 130 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก OEM จากโรงงาน เบรกหลัง ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 พอต กว้าง X ยาว X สูง 706 x 2,070 x 1,160 มม. ระยะฐานล้อ 1,394 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 134 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 187.7 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 12.8 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้

Yamaha PW50 2025 ปลุกความเป็นไบค์เกอร์ให้ลูกคุณ Yamaha PW50 มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในตลาดมอเตอร์ไซค์เด็ก และในปี 2025 นี้ Yamaha ยังคงรักษาความเป็นมาตรฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ระดับเริ่มต้น โดย PW50 รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์แรกกับมอเตอร์ไซค์ในรูปแบบที่ปลอดภัย เรียบง่าย และสนุกสนาน ดีไซน์เหมาะกับวัยจิ๋ว จุดเด่นสำคัญ คือการออกแบบที่เรียบง่าย และเหมาะสมกับเด็ก ด้วยที่นั่งที่มีความสูงเพียง 18.7 นิ้ว ทำให้เด็ก ๆ สามารถนั่ง และวางเท้าทั้งสองข้างถึงพื้นได้อย่างมั่นคง ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ที่เป็นเด็กเล็ก กราฟิก และดีไซน์ของตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจากทีม Yamaha Racing ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงความเป็นมือโปร “มือโปร” ให้กับผู้ขับขี่รุ่นจิ๋ว แม้ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็ก แต่ก็ยังคงรักษาความรู้สึกของความเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์ที่จริงจัง เช่นเดียวกับรุ่นพี่ใหญ่ในตระกูล Yamaha Off-Road เครื่องยนต์สองจังหวะสำหรับเด็ก PW50 2025 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 49 ซีซี แบบ 2 จังหวะ เครื่องยนต์นี้มีการออกแบบให้ขับเคลื่อนได้อย่างนุ่มนวล และควบคุมได้ง่าย ทำให้เด็ก ๆ สามารถเริ่มต้นเรียนรู้การขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบังคับที่ซับซ้อน เครื่องยนต์ขนาดเล็กนี้ไม่เพียงแต่มีพละกำลังเพียงพอสำหรับการขับขี่แบบเบา ๆ บนทางดินหรือเส้นทางวิบาก แต่ยังทำให้ผู้ที่ขับขี่เป็นครั้งแรกสามารถขับขี่ได้ง่าย เพราะสามารถให้แรงบิดที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกหวาดกลัว เครื่องยนต์ที่ปรับจูนมาอย่างดี ทำให้ PW50 สามารถขับได้อย่างสนุกและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่ต้องการประสบการณ์แรกกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ PW50 เป็นที่นิยม คือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ “twist-and-go” ซึ่งผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ เพียงแค่บิดคันเร่งรถจะเคลื่อนที่ไปได้ในทันที ระบบนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการขับขี่ และทำให้เด็กสามารถมีสมาธิในการเรียนรู้การควบคุมตัวรถได้มากขึ้น การออกแบบนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการให้ความรู้สึกของการควบคุมมอเตอร์ไซค์ที่แท้จริงกับการลดความซับซ้อนในการใช้งาน ทำให้ผู้ขับขี่รุ่นเล็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน ความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่ง่าย ความปลอดภัยเป็นหัวใจหลักของ Yamaha PW50 ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาขับที่มาพร้อมการปิดครอบอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษา และยังเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่เด็กเมื่อเทียบกับระบบโซ่ที่อาจมีความเสี่ยงในบางสถานการณ์ นอกจากนี้ PW50 ยังมาพร้อมกับระบบเบรกแบบดรัมทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ให้การหยุดรถอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยน้ำหนักตัวรถเพียง 40 กิโลกรัมนิด ๆ ทำให้เด็ก ๆ สามารถควบคุมรถได้ง่าย ไม่รู้สึกว่ารถหนัก หรือขับขี่ยากเกินไปบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ ระบบกันสะเทือนและการขับขี่ที่นุ่มนวล สำหรับการขับขี่บนทางวิบากหรือทางที่ไม่เรียบ PW50 ได้รับการติดตั้งระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ telescopic fork ขนาด 26 มม. พร้อมระยะยุบ 2.4 นิ้ว และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบสวิงอาร์มพร้อมระยะยุบ 2.0 นิ้ว แม้ว่าระบบกันสะเทือนจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหญ่ แต่ก็เพียงพอที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลให้กับเด็กๆ โดยที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าการขับขี่นั้นแข็งกระด้าง ความจุถังน้ำมัน ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลิตร ออกแบบมาสำหรับการขับขี่ในระยะทางสั้น ๆ มากกว่าการเดินทางระยะไกล แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานในสวนหลังบ้านหรือพื้นที่ฝึกซ้อมเล็กๆ ด้วยเครื่องยนต์สองจังหวะที่ประหยัดน้ำมัน ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้ว่าการเติมน้ำมันจะไม่บ่อยเกินไป และยังคงสามารถสนุกกับการขับขี่ได้เป็นเวลานานต่อการเติมครั้งเดียว ราคาที่เป็นมิตร สำหรับมอเตอร์ไซค์จิ๋วคันนี้ตั้งราคาจำหน่ายที่ประมาณ 1,849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 62,015 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับมอเตอร์ไซค์เด็กที่มีประสิทธิภาพ และความทนทานระดับนี้ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการให้ลูกหลานเริ่มต้นในการทดลองขี่รถมอเตอร์ไซค์ ด้วยการออกแบบที่ทนทาน และระบบการขับขี่ที่เรียบง่ายทำให้ PW50 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเรียนรู้ในระยะยาว สรุป Yamaha PW50 2025 ยังคงรักษามาตรฐานการเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับเด็กที่ยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย ความง่ายในการใช้งาน และการบำรุงรักษาที่ต่ำ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งแรกที่สนุกและปลอดภัยให้กับลูก ๆ ได้อย่างเเน่นอน Yamaha PW50 2025 สเปค และรายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 49 ซีซี แรงม้า N/A แรงบิด N/A ระบบวาล์ว ลิ้นปีกผีเสื้อ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 40 x 39.2 มม. อัตราส่วนการอัด 6.0 : 1 ระบบเกียร์ เกียร์อัตโนมัติแบบ Centrifugal ระบบจุดระเบิด CDI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง คาร์บูเรเตอร์ VM12 ยางหน้า 2.50 – 10 4PR ยางหลัง 2.50 – 10

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Rally จะลุยจะเที่ยว คันเดียวจบเลย มาใหม่อีกแล้วกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางจาก Ducati ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่แบบใหม่หมด แต่ก็เป็นโมเดลใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นก็คือเจ้า DesertX Rally ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบออฟโร้ดได้มากยิ่งขึ้น เรื่องดีไซน์สำหรับค่ายนี้บอกเลยไม่ต้องห่วง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว แต่โมเดลนี้จะพิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ในตัวรถที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจนในแวบแรกที่เห็นกันเลยทีเดียวครับ เช่น บังโคลนหน้าสูง โช้คที่มีระยะยุบมาก ล้อซี่ลวด เป็นต้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องเดิม ที่ชื่อว่า Testastretta 11° สองสูบวี 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุด 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มาถึงเรื่องของช่วงล่างที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้พร้อมเข้าปะทะกับอุปสรรคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักออกแบบให้มีคาแรคเตอร์แบบเดียวกันกับรถเอ็นดูโร่หรือรถแข่งครอสคันทรีของนักแข่งมืออาชีพเลยทีเดียว แชสซีหลักจะเป็นเฟรมถักเหล็กกล้าและสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม มีระบบกันสะเทือนจากทาง KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 250 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating และกระบอกโช้คเคลือบ DLC ซึ่งจะช่วยเรื่องของความลื่นไหลและความทนทาน ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชันทั้งแบบไฮสปีดและโลว์สปีดได้ นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้งกันสะบัด Ohlins มาให้อีกด้วย ส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ขณะที่ล้อจะเป็นล้อ Takasago Excel แบบใช้ยางใน และใช้ซี่ลวดคาร์บอนสตีล พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาด 90/90-21 และ 150/70 R18 ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มตามแบบฉบับของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban, Wet, Enduro และ Rally โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ปรับได้ 3 ระดับ ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มพร้อมลุยกันยาว ๆ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ของบ้านเราก็น่าจะต้องกันไปอีก อาจจะยาวไปถึงครึ่งปีหลังก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 1200 2024 เผยโฉมแล้ว เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่จากค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph Scrambler 1200 2024 ครั้งนี้มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือ Scrambler 1200 XE (อัปเดตใหม่) และ Scrambler 1200 X (รุ่นใหม่) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เจ้า XE จะตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ด ขณะที่ X จะเหมาะกับการขับขี่บนถนนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยได้ระดับนึง (มาแทนรุ่น XC) ทั้ง 2 โมเดลจะมาในดีไซน์สแครมเบลอร์แบบดั้งเดิมเด่นด้วยท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่อง High Power 2 สูบเรียงขนาด 1200 ซีซี ให้สมรรถนะสูงทั้งแรงม้าและแรงบิด และจะไปแตกต่างกันในเรื่องช่วงล่างเป็นหลัก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกจำนวนนึง โดยเจ้าขุมพลังบอนเนวิลล์ไฮพาวเวอร์เครื่องนี้มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบของสแครมเบลอร์คือเน้นแรงบิดสูง ปรับเปลี่ยนคอท่อไอเสียให้ดีขึ้น ทำให้แรงบิดสูงในรอบที่กว้างขึ้น โดยให้กำลังสูงถึง 90 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงถึง 110 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ รุ่น X สำหรับรหัส X นั้นจะเน้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและความสูงของตัวรถ ดีไซน์เฉพาะตัวสังเกตได้จากบังโคลนแบบทำสี และจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันคือสีแดง Carnival Red สีดำ Sapphire Black และตัวรถจะมีเบาะนั่งที่ต่ำกว่าตัว XE โดยจะมีความสูงเบาะที่ 820 ม.ม. ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะมีในส่วนของแชสซีและเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้าที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ใช้งาน โดยโมเดล X จะออกแบบมามุ่งเน้นการขับขี่แบบออนโร้ดเป็นหลัก โดยจะมีโช้คจาก Marzocchi เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก และโช้คหลังคู่แบบซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบเบรกก็จะเป็นของทาง Nissin ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียลเมาท์จากทาง Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 255 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดสเตนเลสจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ยางจะเป็นยางแบบ All Terrain ที่ใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่เทคโนโลยีนั้นก็ให้มาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟแบบ LED เต็ม ระบบ ระบบเบรก Optimised Cornering ABS ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ ระบบ Optimised Cornering Traction Control ที่สามารถเปิด – ปิดได้ ปรับปรุงใหม่มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้งสองจะทำงานร่วมกันกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU และจะมีโหมดการขับขี่ 5 โหมด Sport, Road, Rain, Off-Road และ Rider Configurable หน้าจอผสมแบบมัลติฟังก์ชันแบบ LCD และจอแสดงผลสี TFT รวมอยู่ในเรือนไมล์ทรงกลมคลาสสิก ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้จะไม่เหมือนกับทาง XE รุ่น XE สำหรับเจ้าโมเดล XE จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะมีบังโคลหน้าอลูมิเนียมแบบปัดเงา และมีสีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำเทา Phantom Black & Storm Grey สีส้มดำ Baja Orange & Phantom Black และสีดำ Sapphire Black ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวรถมีระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถที่มากกว่า ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโร้ด แต่พื้นฐานเครื่องยนต์จะเหมือนกันอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนช่วงล่างนั้นก็จะมีการอัปเกรดให้ดีขึ้น และเกรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับโมเดล X อย่างโช้คก็จะเป็นของ Marzocchi เช่นกันเพียงแต่จะสามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้เต็มระบบ และมีระยะยุบที่มากกว่าเป็น 250 ม.ม. ระบบเบรกเองก็มีระดับที่สูงกว่า โดยจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255

เครื่องยนต์ D-4D ตำนานดีเซล เจาะลึกประวัติศาสตร์และเทคนิคเครื่องยนต์ ขุมพลังที่ปฏิวัติวงการรถกระบะไทยที่ยังคงเป็นราชาในใจคนใช้รถมือสอง