SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
ดีจริงหรือแค่โปรโมท? เจาะลึกการใช้งาน E-Clutch บน Honda CL300 คุ้มไหมกับค่าตัว 1.69 แสน!
ดูใน YouTube

R41.05 UN-ECE กฎใหม่ ท่อเงียบ เรื่องก็เงียบ ..!! เริ่มเข้มงวดมากขึ้นทุกที แต่ก็เพื่อผลประโยชน์โดยรวมสำหรับผู้ร่วมใช้งานบนท้องถนน โดยล่าสุดทางสหภาพยุโรปเริ่มมีการบังคับใช้กฎหมาย R41.05 UN-ECE ในเรื่องการจำกัดเสียงรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในปี 2025 ซึ่งหมายความว่ารถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ไม่ว่าค่ายไหนก็ตาม จะต้องผ่านการ QC ในเรื่องค่าเสียงที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการสร้างภาระและความเดือดร้อนให้กับผู้คนโดยรอบโดยเฉพาะพื้นที่บริเวณในเมืองหรือแม้กระทั่งตามชุมชนต่าง ๆ โดยกฎใหม่นี้จะบังคับใช้ในปี 2025 และจะมีการปรับปรุงการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น โดยวัดเสียงที่ความเร็วเครื่องยนต์และรอบเกียร์ ซึ่งจะเริ่มวัดการทำงานของเครื่องยนต์ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วสูงสุดในแต่ละรอบเกียร์นั้น ๆ และในช่วงความเร็ว 10-100 กม./ชม. นอกจากนี้ ผลการทดสอบจะได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากภายนอก เพื่อลดช่องว่างในการอ้างอิงตัวเลขของทางผู้ผลิตอีกด้วย หากมีการใช้กฎหมายดังกล่าว อาจส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตเพียงบางรายเท่านั้น (รายใหญ่ที่ขายรถบิ๊กไบค์) แถมยังเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในทางอ้อมอีกด้วย และคาดว่าตลาดรถไฟฟ้าน่าจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดยุโรปอย่างแน่นอน สำหรับผู้บริโภคอย่างไบค์เกอร์เรา ๆ อาจต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว หรือว่าเซอร์กิตอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับสายซิ่งซะแล้ว ต้องรอติดตามฟีดแบคจากไบค์เกอร์หนุ่มตาน้ำข้าวแล้วหล่ะครับ แต่ที่แน่ ๆ ทางดีลเลอร์จำหน่ายอะไหล่ท่อแต่งรถมอเตอร์ไซค์ทางฝั่งยุโรปโดนกระทบร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน ซึ่งอยู่ยากละทีนี้.. อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cyclone RC600 สปอร์ตไซส์เล็กพร้อมวิงก์เล็ตไซส์ยักษ์ Cyclone RC600 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในงาน CIMA Motor ในประเทศจีน กับรถสปอร์ตไบค์ที่มีการออกแบบตามสไตล์ของ MotoGP ซึ่งเป็นดีไซน์ที่กำลังเป็นกระแสแนวโน้มใหม่ในตลาดที่กว้างใหญ่ของประเทศจีนมาพร้อมด้วยวิงเล็ตขนาดใหญ่ ขุมกำลังของเจ้าคันนี้ใช้เครื่องยนต์สองสูบ Parallel-twin ขนาดเครื่องยนต์อยู่ที่ 560 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 58.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 55 นิวตันเมตรที่ 6,500 ต่อนาที พร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 15 ลิตร สเปคเบื้องต้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คอัพแบบ Up-site Down โช้คอัพหลังเดี่ยว ดิสก์เบรกหน้า-หลังจาก J.Juan พร้อมเทคโนโลยี ABS ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยจอแสดงผล TFT รุ่นล่าสุดไฟ LED แบบเต็มระบบรอบคัน อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการยึดเกาะถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่ และระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ของ Bosch อีกทั้งมีพอร์ต USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์สมาร์ทโฟน โดยราคาคาดการณ์การวางจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3,700 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 134,000 บาท สำหรับสาวกชาวไทยถ้าสนใจอยากจะขี่เจ้าคันนี้ ก็เตรียมลุ้นได้เลย เพราะพี่จีนรุกตลาดไทยแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Millyard Viper V10 ทำสถิติซ้อน 2 เร็วที่สุดในโลก ถ้าหากพูดถึงรถซูเปอร์เน็กเก็ตไบค์โฮมเมดที่มีน้ำหนักมากถึง 630 กก. ไม่มีแฟริ่ง และทำสถิติความเร็วสูงสุดระดับโลกนั่นละก็ คงจะต้องคุ้นตากับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบอย่าง Millyard Viper V10 สุดยอดผลงานชิ้นเอกของตาลุง Alan Millyard แถมตอนนี้ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง ด้วยการทำลายสถิติโลกกับความเร็วสูงสุดที่เขาสามารถทำได้ กับสถิติรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ทำความเร็วที่สุดในโลกที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. แต่ตาลุง Millyard ยังแอบบ่นอีกด้วยนะว่า ถึงความเร็วมากมายขนาดนี้ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจซักเท่าไหร่ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ไมล์/ชม. หรือ 321.8 กม./ชม. เขายังบอกอีกด้วยนะว่า เขาปรับอัตราทดเกียร์ผิด แต่ถ้าปรับอัตราทดเกียร์ ได้ความเร็วรอบตามที่ต้องการล่ะก็ ความเร็วอาจจะไปถึงเป้าอย่างแน่นอน โดยสถิติดังกล่าว ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้ง Alan Millyard และคู่หูดูโอ้ของเขาอย่าง Henry Cole คร่อมพี่เบิ้ม Viper 10 หวดความเร็วทางตรงบนรันเวย์ในระยะทาง 3,000 ม. ที่สนามบิน Elvington, North Yorkshire โดยทั้งคู่สร้างผลงานที่ดีที่สุดในการขับขี่รอบที่ 6 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าพี่เบิ้มปีศาจ Viper 10 สามารถทำลายสถิติเดิมซึ่งเป็นของคู่รักชาวอเมริกันอย่าง Erin Hunter และ Andy Sills ที่ Bonnaville Salt Beach เมื่อปี 2011 ที่ถูกบันทึกสถิติความเร็วไว้ที่ 181.42 ไมล์/ชม. หรือ 291.98 กม./ชม. นอกจากนี้ พี่เบิ้มปีศาจยังทำให้ Henry Cole และ Alan Millyard คว้าสถิติใหม่ สำหรับการขับขี่แบบมีคนซ้อน โดยสามารถบันทึกสถิติความเร็วสูงสุดไว้ที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. และทำลายสถิติเจ้าของคนเดิม จากที่เคยทำไว้เมื่อปี 2011 ที่ 181.26 กม./ชม. หรือ 291.7 กม./ชม. แค่นั้นยังไม่พอยังสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดในช่วงออกสตาร์ทในระยะทาง 1 ไมล์ ที่ 178.614 ไมล์/ชม. หรือ 287.45 กม./ชม. นับว่าเป็นสุดยอดรถโฮมเมดที่มีพละกำลังและความเร็วสูงสุดในโลกเท่าที่เคยมีมา และที่มาของความแรงของพี่เบิ้มปีศาจคันนี้ ด้วยการถอดเครื่องยนต์รถซูเปอร์คาร์ตำนานอย่าง Dodge V10 GTS มาใส่ไว้ในคันนี้ กับเครื่อง 10 สูบ ขนาด 8,277 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้าถึง 500 ตัว และแรงบิดที่ 712 นิวตันเมตร พร้อมที่จะกระชากวิญญาณหายวับไปกับตา แต่คงไม่ใช่ตาลุงคนบ้าอย่าง Millyard แน่ ๆ โดยปัจจุบันพี่เบิ้ม Viper 10 ถูกบันทึกสถิติในกินเนสส์บุ๊กทั้ง รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่เร็วที่สุดในโลก (295.31 กม/ชม.) รถออกตัวที่เร็วที่สุดในโลกในระยะ 1 ไมล์ และรถที่เร็วที่สุดในโลก แบบมีคนซ้อน (287.45 กม./ชม) และนั่นคือสถิติสุดท้ายของตาลุง Millyard และ Henry Cole ที่ทำได้ ด้วยการทดสอบและพัฒนารถอย่างไม่หยุดหย่อนของตาลุง Millyard เชื่อได้ว่าในอนาคตจะต้องสามารถสร้างสถิติความเร็วครั้งใหม่ได้อย่างแน่นอน หรืออาจเป็นม้ามืดรุ่นไหนของใคร ไว้มารอดูกัน ถ้าหากในบ้านเราจะลองทำแนวนี้ล่ะก็ ก็ลองทำได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CatalanGP 2023 อัปเดตอาการบาดเจ็บ 2 นักแข่งจากทีม Ducati สร้างความตกตะลึงให้กับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก สำหรับอุบัติเหตุไม่คาดฝันนักของแข่งคู่บุญจากทีมแข่งโรงงาน ดูคาติ ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา สำหรับนักแข่ง Enea Bastianini เกิดการล้มสไลด์ พาโดมิโน่ 5 คันรวดในโค้งแรก และเจ้าของแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia เกิดไฮไซด์ ท้ายสะบัดตีลังกา แถมยังไม่พอโดนรถแข่งของ Brad Binder พลาดทับขาเต็ม ๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ หลังจากตีธงแดง เจ้าหน้าที่สนามจึงรีบนำพานักแข่งไปรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ ก่อนที่เคลื่อนย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล โดยล่าสุดทางแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่าปลอดภัยทั้งคู่ สำหรับบัญญาญ่า หลังจากการตรวจรักษาออกมาแล้วว่าปลอดภัย โดยเช็คผลสแกนทั้งกระโหลกศีรษะ หน้าอก และหน้าท้องไม่เป็นอะไรมาก รวมถึง ผลตรวจเอ็กซ์เรย์บริเวณกระดูกขานั้นไม่เกิดแตกหักอย่างใด เพียงมีอาการฟกช้ำหลายแห่ง และแน่นอนว่าบาดแผลเหล่านี้สามารถหายทัน และพร้อมให้ลงสนามสำหรับการแข่งขันในรอบต่อไป อีกด้านนักแข่งของทีมดูคาติ จะต้องเข้ารับการผ่าตัดสองที่ ทั้งกระดูกบริเวณฝ่ามือข้างซ้าย และเอ็นข้อเท้าข้างซ้ายเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่า เขาจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างโดยเร็ว เพื่อเร่งฟื้นให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี Bastianini ยังคงได้รับบทลงโทษ Double Long Lap ในการแข่งขันรอบถัดไป แต่คงไม่ใช่สนาม Misano ที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ อย่างแน่นอน คงหายห่วงได้เลยครับ สำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต และเชื่อว่าทางทีมเทคนิคคงมีการปรับปรุงรถแข่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชียร์ และให้กำลังใจนักแข่งสำหรับการแข่งขันในรอบถัดไป ในการแข่งขัน MotoGP สนาม 12 วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 9-10 กันยายน 2566 นี้ ที่ Misano World Circuit ประเทศอิตาลี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไฮไซด์ คืออะไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามาหาสาเหตุกัน จากเหตุการณ์ล่าสุด ในสนาม MotoGP ที่คาตาลุนย่า หรือบาเซโลน่ากรังปรีซ์ ทุกคนที่ได้เห็นฟรานเชสโก้ ‘เป๊กโก้’ บันยาญ่า สะบัด จนดีด ตัวเขาลอยขึ้นไปบนอากาศ สู่ความเวิ่งว้างอันไกลโพ้นในเสี้ยววินาทีนั้น เพื่อนๆ ที่เพิ่งได้ดู ต่างรุ้สึกหวาดเสียวจนบอกไม่ถูก หลายคนอาจยังไม่รุ้จักว่า ที่เรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘ไฮไซด์’ นั้น คืออะไร และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มาทางนี้ SB จะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายๆกัน การสูญเสียแรงยึดเกาะ หรือ กริป ในชั่วขณะ ขณะขับขี่หรือเข้าโค้ง ด้วยความเร็ว คือคำตอบ แบ่งออกเป็น ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ในกรณีนี้ เราจะอธิบายการเกิดไฮไซด์ ให้เข้าใจง่ายๆที่สุดก่อน ทั้ง ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ต่างก็คือ การสูญเสียแรงยึดเกาะ ที่มากเกินไป (หรือน้อยเกินไปในกรณีน้อยไปจะเกิดในโลวไซด์มากกว่า )เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์ แน่ล่ะ เจ็บตัวเหมือนกันแน่นอน ต่างกันที่สถานการณ์และปัจจัยภายนอกอยุ่บ้าง ไฮไซด์นั้น เกิดจากการสูญเสียแรงยึดเกาะ ในชั่วขณะนึง ในหลายปัจจัย ยางเย็นเกินไป มีสิ่งผิดปกติบนผิวถนน การเปิดคันเร่งที่ ‘ล้น’ หรือมากเกินไป หรือการเบรคลึกและรถมีน้ำหนักเทไปข้างหน้ามากจนล้อหลังเกิดแรงบิดสูงแต่น้ำหนักที่ลงพื้นกลับเสียสมดุล ทำให้ล้อหลัง พยายาม ’แซง’ ล้อหน้า เวลารถเอียงขณะระหว่างอยู่ในโค้ง ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะ ‘ชั่วขณะนึง’ แต่ชั่วขณะพริบตานี้ ก็ทำให้รถเกิดอาการ ‘ขวาง’ แต่ในพริบตานั้น เมือแรงบิดลดลง ล้อที่กำลังสปินอย่างรุนแรง กลับไปแตะพื้นถนนอีกครั้ง ฟริกชั่นที่จับพื้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่รถเสียสมดุลขวางถนนอยู่ แต่ไม่ทำให้รถล้ม (ถ้าสไลด์แบนลงไปเลย คือ ‘โลว์ไซด์’) กลับทำให้เกิดการสะบัดอย่างรุนแรง จนดีดผู้ขับขี่หลุดลอยจากรถขึ้นไปในแนวดิ่ง กรณีนี่้ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตกลงมากระแทกพื้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจากการถูกรถที่ตามมาปะทะ เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้นไปอีก ซึ่งการไฮไซด์ในสนามที่มีการควบคุมและมีความปลอดภัยสูง ยังเกิดความเสียหายสูงได้ แล้วหากเป็นถนนที่เราใช้ๆกันละ ไม่อยากจะคิด… ยิ่งบนถนนความเสียหายนั้นอาจเกินคาดเดา เพราะบนถนน ไม่มีบ่อกรวด ไม่มีรันเวย์เผื่อให้คุณไถลไกลๆ ไม่มีเมดิคัลเซอร์วิสรอรับคุณ ยิ่งหากคุณขับขี่อยุ่ในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ถนนต่างจังหวัด บนภูเขาห่างไกลชุมชน มีแค่กำแพง ราวเหล็ก รั้วหลักกิโลปูน พงหญ้า ต้นไม้ใหญ่ ไม่นับ รถที่กำลังตามมา รอบด้านบนถนน ล้วนมีปัจจัยก่อให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตได้ทุกอย่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฮไซด์หรือโลว์ไซด์ -ยางใหม่เกิดยังมีwaxเคลืบหน้ายางจากโรงงาน (เราถึงแนะนำให้ ยางใหม่ อย่าเพิ่งเปิดหนัก ใส่โค้งแรงๆ ให้รันอินเปิดหน้ายางไปก่อน อันนี้สำคัญ) -เบรคหลังหนักเกิน ล้อล็อค (มือใหม่เป็นกันเยอะ ใช้เบรคหลังพอๆกับเบรคหน้า) -ใช้ Engine Brake ไม่คล่อง ชิพท์ดาวไม่ถูกจังหวะ (มาฝึกเรียนรู้ในสนามให้มากขึ้น มีประโยชน์มาก) -เปิดคันเร่ง ‘ล้น’ หรือมากเกินไป ขณะกำลังออกโค้ง -แต่งตัวก่อนถึงโค้งช้าเกินไป โอเวอร์สเตียร์ จนล้อหลังดริฟท์ออกข้าง (แต่เราคุมไม่ได้ ถ้าไม่เคยชิน ) – ลีนอินมากและเร็วเกินไป (กรณีนี้จะเป็นโลว์ไซด์) – เซทติ้งช่วงล่างสำคัญ โช้คอัพนิ่มจนเกินไปยัน แล้วดีดส่งผู้ขับขี่ออกจากตัวรถ – มีสิ่งที่ไม่คาดคิดบนพื้นถนน ไม่ว่าคราบน้ำมัน น้ำนอง ของเหลวต่างๆ น้ำขยะ ทราย ดินหล่น ซึ่ง เมื่อล้อหลังสูญเสียกริป ไปคนละทางกับล้อหน้าแล้ว โอกาสที่เราจะกู้สถานการณ์ แทบเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่เราแนะนำสำหรับนักขี่มอเตอร์ไบค์อย่างเราๆ นอกเหนือไปจากที่เราอยากให้คุณไปเรียนรู้การขับขี่ควบคุม ตามหลักสูตรต่างๆที่มีสอนมากมาย ทั้งคอร์สอบรมจากผู้ผลิต หรือหลักสูตรแอดวานซ์ในสนามงานแทรคเดย์ หรือจากคอร์สที่เปิดสอนทั้วไปให้เลือกแล้ว คือ – อย่าประมาท อย่าเอาตัวเองไปอยุ่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง บนถนนที่ตัวเองไม่คุ้นเคย คืดในแง่ร้ายไว้ก่อน ไม่เห็นปลายโค้ง ไม่รุ้ว่ามีอะไรอยุ่ ลดความเร็วลง – เลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน ยางสนาม ไม่ใช่ยางถนน มันร้อนไม่พอ แรงยึดเกาะมันยังไม่พร้อมใช้งาน อันตรายมาก เลือก Multipurpose ก็มีหลายรุ่นให้เลือกแล้ว – ระบบอิเลคโทรนิกส์ในรถ ปัจจุบัน มีมาให้ใช้ตั้งแต่รถตลาด ซีซีน้อยแล้ว แทรคชั่นคอนโทรล เบรค ABS Anti Wheelie เป็นพื้นฐาน พึ่งมันซะ มืออาชีพขี่ถนนยังใช้กันเลย ใช้ให้เป็น โหมดขับขี่

Triumph Motorcycle เตรียมแสดงให้เห็นถึงพละกำลัง และความเร็วของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ ขนาด 765 ซีซี ในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ประจำฤดูกาล 2019 ครั้งแรกในประเทศไทย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากเมื่อปี 2017 ที่ ไทรอัมพ์ได้รับสิทธิ์ในการเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับการแข่งขัน Moto2 ตั้งแต่ฤดูกาล 2019 เป็นต้นไปแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 ได้แสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นถึงวิวัฒนาการตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงพละกำลังและความเร็ว ตลอดจนเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างน่าทึ่ง โดยสามารถทำลายทุกสถิติของ Moto2 ที่ได้บันทึกไว้ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น สถิติต่อรอบการแข่งขัน (Race Lap Record) สถิติความเร็วที่สุด (Highest Top speed) รอบสถิติสนาม (Circuit Best lap) และตำแหน่งโพลโพสิชั่นใหม่ (New Pole Position Record) ไปพร้อม ๆ กับการเดินหน้าสร้างสถิติใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อค้นหาว่านักแข่งใดจะเป็นผู้คว้าชัยชนะการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไทรอัมพ์เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ Moto2 มร.สตีฟ ซาร์เจนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ Triumph Motorcycle เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2017 ที่ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ลงนามในสัญญากับ ดอร์น่า (Dorna) เป็นระยะเวลา 3 ปี ในการเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์แต่เพียงผู้เดียวให้กับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ตั้งแต่ฤดูกาล 2019 เป็นต้นไป นับเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ ไทรอัมพ์ที่ได้เริ่มปฐมบทแห่งความตื่นเต้นใหม่ ๆ มาสู่ประวัติศาสตร์การแข่งขันที่ยาวนานของบริษัทฯ จากการสร้างสรรค์เครื่องยนต์สามสูบที่ชนะเลิศแข่งขันในรายการซูเปอร์สปอร์ต ไอส์ล ออฟ แมน ทีที (Isle of Man Tourist Trophy) ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง สู่การแข่งขันรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 โดยตลอดระยะที่ผ่านมา ไทรอัมพ์ได้เผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ตั้งแต่ความร่วมมือสนับสนุนการทดสอบการพัฒนากล่อง ECU ร่วมกับ “แม็กเนติ มาเรลลี่” (Magneti Marelli) ซึ่งเป็นโปรแกรมการพัฒนาที่มุ่งเน้นการใช้งานในสนามแข่ง โดยความร่วมมือดังกล่าวไทรอัมพ์ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนข้อมูลพื้นฐาน และจัดหาเครื่องยนต์เพื่อการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนทีมสนับสนุนด้านเทคนิคของไทรอัมพ์ อีกทั้งการทดสอบการพัฒนาโครงรถ (Chassis) ที่ไทรอัมพ์ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาเครื่องยนต์กับผู้ผลิตโครงรถ โดยร่วมมือกับ เอ็กซ์เทินโปร (Externpro) เพื่อใช้ในการทดสอบ โดยในการทดสอบที่ผ่านมาเหล่านี้มีนักแข่ง Moto2 ทั้งในอดีตและปัจจุบันเข้าร่วมทำการทดสอบ รวมทั้งยังได้ให้การสนับสนุนการพัฒนากล่อง ECU กับบรรดาผู้ผลิตโครงรถ จนถึงการที่เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ได้เผยโฉมและแสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นถึงพละกำลังความเร็วของเครื่องยนต์มากกว่า 140 แรงม้า ตลอดจนเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งตั้งแต่การเริ่มการแข่งขันรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 เป็นต้นมา เครื่องยนต์ดังกล่าวสามารถทำลายทุกสถิติของ Moto2 ที่ได้บันทึกไว้ในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น สถิติต่อรอบการแข่งขัน (Race Lap Record) สถิติความเร็วที่สุด (Highest Top speed) รอบสถิติสนาม (Circuit Best lap) และตำแหน่งโพลโพสิชั่นใหม่ (New Pole Position Record) ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของการพัฒนารูปแบบเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี เครื่องยนต์ดังกล่าวถูกรังสรรค์ขึ้นตามแบบของเครื่องยนต์รุ่น สตรีท ทริปเปิล อาร์เอส 765 ซีซี สร้างขึ้นเพื่อส่งต่อพละกำลัง และแรงบิดที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงได้รับการออกแบบให้มีรอบที่สูงขึ้นและวิ่งได้ด้วยความเฉื่อยต่ำ ซึ่งติดตั้งอยู่ในชุดเดียวกันและมีน้ำหนักเบา ในขณะที่เครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 แบบ 3 สูบ 765 ซีซี ได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขัน อันประกอบไปด้วย ปรับแต่งช่องไอดีและช่องไอเสียบนกระบอกฝาสูบใหม่ เพื่อให้การไหลเวียนของทั้งอากาศและเชื้อเพลิงในท่อไอดีและท่อไอเสียดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพอัตราส่วนกำลังอัด วาล์วไทเทเนียมและสปริงวาล์วที่มีความแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อเพิ่มความเร็วรอบเครื่องยนต์ ระบบหัวฉีดพลังสูง ระบบ Alternator ลดความเฉื่อย ปรับอัตราระหว่างทดเกียร์ 1 ถึง 2 สลิปเปอร์คลัทช์แบบปรับได้ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ กล่องอีซียู (ECU) สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งพัฒนาร่วมกับ “แม็กเนติ มาเรลลี่” ปรับแต่งฝาครอบเครื่องยนต์ใหม่เพื่อลดขนาดความกว้างของตัวเครื่อง ปรับแต่งอ่างน้ำมันเครื่องใหม่ให้สอดรับกับท่อไอเสียประสิทธิภาพสูงได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการ Moto2 ฤดูกาล 2019 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ทุกคนจะได้เห็นถึงพละกำลัง ความเร็วของเครื่องยนต์ไทรอัมพ์ Moto2 อย่างใกล้ชิด นับเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม ไปพร้อม ๆ กับการลุ้นสถิติใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขัน

พ่อแตงกวา Quartararo ได้กดเวลา Best Lap นำฝูง Yamaha ขึ้น Top 3 รอบ FP2 ThaiGP 2019 โดยหนู Quartararo ของเราก็ได้ทำเวลาไปดีที่สุดด้วยเวลา 1:30.404 ตามมาด้วย Top Gun Maverick Vinales และ ทีมเมทอย่าง Morbidelli ที่ขับ Yamaha ขึ้น Top 3 ไปในรอบนี้ ส่วนทางด้านเด็กระเบิด Marc Marquez นั้นแม้จะล้มลงอย่างหนักไปในรอบ FP1 แต่ก็สามารถกลับมาแข่งได้และคว้าอันดับ 6 ไปในรอบนี้ราวกับเป็นคนเหล็กเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้