
New Ducati Formula 73 2026 คืนชีพตำนานรถแข่งยุค 70 สเปคละเอียด
New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

โจอัน เมียร์ แซะตลาดนักแข่ง MotoGP ปีล่าสุด รีบเซ็นสัญญาตั้งแต่ต้นปีระวังเสียใจ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพดูฟอร์มรถให้ดีก่อนตัดสินใจย้ายทีม

เจาะลึก Italjet Dragster 459 Twin SmartShift เปิดตัวในไทย 2 สูบ 48 แรงม้า พร้อมเกียร์ปุ่มกดและช่วงล่าง ISAS สกู๊ตเตอร์ที่แรงที่สุดในปี 2569

ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ยอมรับรถแข่ง GP26 ยังมีปัญหายางหน้าในช่วงท้ายของการซ้อม Sprint ที่เซปังฯ เสียเวลาไปกว่า 1 วินาที เตรียมแก้มือสนามสุดท้ายที่บุรีรัมย์

เจาะลึก Avatr 06T รถ Wagon ไฟฟ้าทรงสปอร์ต พร้อม Lidar เจนใหม่จาก Huawei ตรวจจับไกล 250 เมตร และขุมพลัง 600 แรงม้า สวยล้ำเหนือระดับ

Yamaha R6 Race รถสี่สูบเรียงที่ได้ไปต่อ (ในสนาม) อีกหนึ่งรุ่นที่มาพร้อมกับโฉม R1 2025 นั่นก็คือรุ่นที่ไม่ได้ไปต่อสำหรับเวอร์ชันใช้งานบนท้องถนนอย่าง R6 ตัวแรงนั่นเอง แต่กลับกันคราวนี้ทางค่ายตั้งใจที่จะรียูเนียนกลับมาใหม่อีกครั้ง ด้วยขุมพลังและสมรรถนะอันร้อนแรงที่ใครหลาย ๆ คนต่างหวนคิดถึง ทางยามาฮ่าจากฝั่งยุโรปจึงได้ทำการเปิดตัว Yamaha R6 Race 2025 ซูเปอร์สปอร์ตสี่สูบเรียงในเวอร์ชันสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ (เหมาะกับการนำขี่แทร็กเดย์เป็นอย่างยิ่ง) 2025 Yamaha R6 Race ปรับใหม่เพื่อการแข่งโดยเฉพาะ โดยสิ่งที่ปรับมาใหม่อย่างแรกเลยก็คือ ชุดไฟส่องสว่างถูกรื้ออกทั้งหมด ชุดแฟริ่งออกแบบเพื่อรองรับหลักแอโรไดนามิก ช่วยลดแรงต้าน สร้างแรงกด และเพิ่มความสเถียรภาพในการขับขี่ ชิ้นส่วนแรมแอร์ถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวแข่ง M1 ในโมโตจีพี ยังรวมไปถึงตัวเฟรมเดลต้าบ็อกซ์และซับเฟรมแมกนีเซียมอัลลอยถูกออกแบบให้มีลักษณะเบาและแข็งแรง ช่วยเพิ่มการควบคุมและความคล่องตัวในสนามแข่ง แถมยังสามารถเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ตัวรถยังใช้วัสดุน้ำหนักเบาในส่วนสำคัญเพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ (นน.185 กก.) และมิติตัวรถปรับมาใหม่เพื่อให้ได้ท่านั่งควบคุมที่เหมาะสมกับการแข่งขันอีกด้วย จึงทำให้ R6 รุ่นนี้ ดูมีความเรซซิ่งและมีน้ำหนักที่เบากว่าจากรุ่นก่อน ๆ กว่าที่เคย เครื่องยนต์สี่สูบเรียง 118.4 แรงม้า ขุมพลังเครื่องยนต์สี่สูบเรียงขนาด 599 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 118.4 แรงม้าที่ 14,500 รอบ แรงบิด 61.7 นิวตันเมตรที่ 10,500 รอบ เครื่องยนต์ตอบสนองการทำงานอย่างแม่นยำด้วยคันเร่งไฟฟ้า มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด แอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์และควิกชิฟเตอร์ ทั้งะยังมีการปรับจูนในส่วนของอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดรับกับการขับขี่บนสนามแข่งโดยเฉพาะ กับขนาดถังน้ำมันเคลมมาที่ 17 ลิตร ส่วนในเรื่องของระบบช่วงล่างกับโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดแกน 43 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกกับดับเบิ้ลดิสก์เบรกขนาด 320 มม. ด้านหลังเป็นดิส์กเบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. โดยมีระยะยุบเท่ากันหน้า-หลัง 120 มม. พร้อมล้อขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้วและรัดมาด้วยยางขนาด 120/70 และ 180/55 ซึ่งเป็นไซส์มาตรฐานโมเดลสายสปอร์ตนั่นเอง รวมถึงโมเดลรุ่นดังกล่าวจะถูกติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์มาพร้อมใช้งานไม่ว่าจะเป็น ระบบแทร็คชันคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ และโหมดการขับขี่เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในสนามนั่นเอง โดยโมเดลดังกล่าวเปิดจำหน่ายแล้วในตลาดยุโรปกับสี ดำ (Tech Black) ในราคาค่าตัว 13,000 ยูโรหรือราว ๆ 4.7 แสนบาท (ไม่รวมภาษี) และคาดการณ์ได้ว่าสเปคของเวอร์ชันสนามแข่งไม่น่าเข้ามาขายในไทย นอกจากตัวเวอร์ชันธรรมดาและรุ่น R1M ที่ยังพอมีลุ้นอยู่นั่นเองครับ และอีกอย่างรุ่นนี้ผลิตมาก็เพื่อสนองนีทบรรดาฝรั่งทั้งหลาย แต่ใช้ได้เฉพาะในสนามแข่งเท่านั้นเนื่องจากกฎหมายในเรื่องมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

IndonesianGP 2024 กับ 17 โค้งสุดโหด แห่งมัลดาลิกา ก่อนจะชมการแข่งขัน MotoGP สนามที่ 15 ในสุดสัปดาห์นี้ เรามาทำความรู้จักกับ IndonesianGP 2024 สนามเปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซียกันหน่อยดีกว่า Indonesian GP 2024 ทำความรู้จักกับสนาม เปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต ประเทศอินโดนีเซีย โดยสนาม เปอร์ตามิน่า มันดาลิกา เซอร์กิต มีระยะทางทั้งหมด 4.3 กิโลเมตร ถือว่าระยะทางนั้น ไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไป ถ้าหากเทียบกับสนาม มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต ที่อิตาลี ซึ่งถือว่าพอ ๆ กันเลย โดยโค้งมีทั้งหมด 17 โค้งถือว่า (ทำโค้งออกมาได้เยอะมาก) แยกออกเป็น โค้งซ้าย 6 โค้ง และโค้งขวา 11 โค้ง และทางตรงยาวสุดมีระยะทางเพียง 507 เมตรเท่านั้น (ซึ่งถือว่าสั้นมาก) จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย สำหรับเซียนทางตรงโดยเฉพาะ คงจะต้องมาวัดกันที่ทางโค้ง เพราะสนามนี้มีโค้งที่เยอะมาก เราต้องมาดูกันว่ารถทีมไหน ค่ายไหน จะมีพละกําลัง หรือเร่งออกจากโค้งได้ดีกว่ากัน บวกกับตัวนักแข่งด้วยว่าจะเข้าและออกโค้งเร็วขนาดไหน จุดที่น่าสนใจ นั้นคือโค้ง 1 และ โค้ง 10 เพราะสองจุดนี้คือจุดที่ต้องใช้เบรกที่หนักมาก หลังจากที่ออกจากโค้ง 17 ใส่สุดจนถึง โค้ง 1 ก่อนจะเบรกหนักๆ เพื่อจะเข้าโค้ง ช่วงนี้แหละ ที่อาจจะเป็นตัววัดได้เลยว่าใครจะเข้าโค้งได้เร็วและออกโค้งเร็ว และช่วงโค้ง 7 โค้ง 8 และโค้ง 9 จะเป็นช่วงที่เข้าโค้งในความเร็วสูง ๆ และพลิกรถให้ออกโค้งไวที่สุด ก่อนจะเข้าโค้ง 10 ทำให้ 2 จุดนี้ ถือได้ว่าอาจจะเป็นตัวแปรของการแข่งขันในครั้งนี้เลยครับ ใครที่เบรกหนักหรือเบรกไม่อยู่ อาจจะบานโค้งออกไปทำให้เสียตำแหน่งหรือ อาจเกิดอุบัติเหตุได้เลย สุดท้ายแล้วทุกโค้งนั้นสำคัญหมดแหล่ะครับ ขึ้นอยู่กับว่านักแข่งแต่ละท่านจะมีสกิลมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงตัวรถนั้นเซ็ตมาดีหรือไม่ ถ้าเซ็ตมาไม่ดีหล่ะก็..บ่อกรวดอาจเป็นที่นอนของคุณ ตารางการแข่งขัน วันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2024 เวลา รุ่น ประเภท 08:00 – 08:35 Moto3 Free Practice 08:50 – 09:30 Moto2 Free Practice 09:45 – 10:30 MotoGP Free Practice Nr. 1 12:15 – 12:50 Moto3 Practice Nr. 1 13:05 – 13:45 Moto2 Practice Nr. 1 14:00 – 15:00 MotoGP Practice วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2024 เวลา รุ่น ประเภท 07:40 – 08:10 Moto3 Free Practice 08:25 – 08:55 Moto2 Free Practice 09:10 – 09:40 MotoGP Free Practice Nr. 1 09:50 – 10:05 Moto3 Practice Nr. 1 10:15 – 10:30 Moto2 Practice Nr. 1 11:50 – 12:05 MotoGP Practice 09:45 – 10:30

Cyclone RA401 ครูเซอร์ทรงหล่อ สไตล์อเมริกัน พร้อมรุกตลาดรถคลาสสิกในบ้านเรา สำหรับครูเซอร์ไบค์แบรนด์น้องใหม่อย่าง Cyclone ประกาศเปิดตัวโมเดล 2025 Cyclone RA401 รถทรงคลาสสิกนิยมขวัญใจหมู่ชาวคัสตอม มาพร้อมกับเอกลักษณ์ด้วยลวดลายการดีไซน์ที่มาพร้อมกับความทันสมัย มาให้ผู้ขับขี่ได้ลิ้มลองสัมผัสถึงตัวตนของรถสไตล์ครูเซอร์อย่างแท้จริง 2025 Cyclone RA401 ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย ด้วยเป้าหมายหลักของทางแบรนด์เพื่อที่จะถ่ายทอดความสวยงามในแบบคลาสสิก ผ่านมิติรูปทรงโค้งมนทั้งตัวบอดี้ ตัวถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 17 ลิตร ไฟหน้า แฮนด์ Flat Bar เบาะ Slim and Low และส่วนอื่น ๆ ยังรวมไปถึงท่อไอเสียทรงคู่ที่เชื่อมกับห้องเผาไหม้ในเสื้อสูบ พร้อมลายกราฟิกดีไซน์ออกแบบให้มีความหรูหรา ทั้งบริเวณตัวถัง ครอบกรองอากาศและแฟริ่งชิ้นส่วนด้านข้าง ให้มีความสวยงามและลงตัว ทั้งยังให้มิติการขับขี่ที่สะดวกสบายในสไตล์จิ๊กโก๋อเมริกัน จอสี TFT สามารถเชื่อต่อกับสมาร์ทโฟนได้ นับว่าเป็นจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่ติดตั้งมาไว้ในรุ่นนี้ กับหน้าจอสี TFT ทรงกลม มีฟังก์ชันของการปรับแสงอัตโนมัติและยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย และนับว่าเป็นรถวินเทจอีกหนึ่งรุ่นที่ติดตั้งระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาไว้ในตัว ถึงแม้ว่ามันจะขัดกับคาแรคเตอร์ดิบ ๆ ในสไตล์รถคลาสสิกก็เถอะ แต่เชื่อว่ามันเหมาะกับมือใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว เครื่องยนต์สองสูบเรียง 44 แรงม้า พร้อมขุมพลังกับเครื่องยนต์สองสูบเรียง 8 วาล์ว ขนาด 401 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบหัวฉีด EFI ระบบเกียร์ 6 สปีด พ่วงมาพร้อมแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์จาก F.C.C. ให้พละกำลังสูงสุด 44.25 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ 2025 Cyclone RA401 รัดยางมาขนาดใหญ่ ต่อด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้า Up Side Down โช้คหลังเป็นโช้คสปริงคู่พร้อมซัปแทงค์ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมล้อและยางขนาดใหญ่ที่ 120/80-17 และ 150/70-17 มาพร้อมระบบความปลอดภัย ทั้งระบบ ABS Dual Channel ระบบแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันล้อหมุนฟรี Cornsilk White สีขาว Jungle Green สีเขียว Gunmetal Gray สีเทา Legend Black สีดำ สำหรับรุ่นนี้มีทั้งหมด 4 สีด้วยกันได้แก่ สีดำ, สีเทา, สีเขียวและสีขาว กับราคาค่าตัวที่ 189,900 บาท หรือ 190,000 มีทอน และโปรส่วนลดสุดพิเศษกับกิ๊ฟวอชเชอร์มูลค่า 10,000 บาท เหลือเพียง 179,900 บาทเท่านั้น ฟรี ชุดแต่งเฉพาะรุ่น RA401 มูลค่า 10,000 บาท ฟรี ทะเบียน ประกัน พรบ มูลค่า 5,000 บาท บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Cyclone Assistance 24 ชั่วโมง นาน 2 ปี รวมของแถมมูลค่ามากกว่า 25,000 บาท พร้อมรับประกันเครื่องยนต์ 5 ปี หรือ 50,000 km. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ก็สรุปกับเจ้า Cyclone RA401 คันนี้ ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากสเปค ระบบต่าง ๆ และสไตล์การขับขี่ที่เหมาะกับสายจิ๊กโก๋แ ล้วไมาว่าจะขี่ใช้งานหรือออกทริปกับก๊วนเพื่อน ชุดสีสำหรับรุ่นนี้ทำออกมาดีเลยทีเดียว คาดว่าใครหลาย ๆ คนคงเห็นคันจริงแล้วน่าจะชอบ ยังไงก็สามารถเข้ามาดูกันได้ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ทาง Cyclone Thailand กันได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 คลาสสิคที่ยังมีลมหายใจ 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับรถจักรยานยนต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรคลาสสิคตระกูล W ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดย Kawasaki W230 เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ W แบรนด์ และ Meguro S1 ทายาทของ Kawasaki 250 Meguro ที่อายุครบ 100 ปีในปีนี้แบบพอดิบพอดี ทั้งสองคันมีรูปแบบการดีไซน์ย้อนยุคสวยงาม เรียกได้ว่าถูกใจเหล่าไบค์เกอร์สายคลาสสิคอย่างแน่นอน Meguro S1 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบโดยตรงจากรถมอเตอร์ไซค์ในตำนาน ในประวัติศาสตร์ของ Kawasaki และ Meguro: Kawasaki 250 Meguro SG ซึ่งผลิตในปี 1964 การออกแบบที่เห็นใน Meguro S1 สัมผัสได้ว่าสืบทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษโดยตรง โดยยังคงความเท่แบบเหนือกาลเวลาซึ่งยังคงสวยงามเหมือนในปี 1964 Kawasaki W230 โมลเดลที่สืบสานความภาคภูมิใจของซีรีส์ W ด้วยสัมผัสแห่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่รุ่น W รุ่นดั้งเดิม W230 จึงมีความงามอันเรียบง่ายเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนดีไซน์ก็ยังมีความคลาสสิคและสวยงามอยู่เสมอ Kawasaki W230 และ Meguro S1 ใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่ 233 ซีซี สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีพละกำลังอยู่ที่ 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ซึ่งเจ้าเครื่องนี้ก็จะเป็นพื้นฐานมาจาก KLX230 จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด มาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีดแบบแมนนวล ล้อหน้าให้มาแบบซี่ลวดขนาด 90/90-18 M/C ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต ขนาด 265 มม. มาพร้อมโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 37 มม. พร้อมปลอกกันฝุ่น ในส่วนของระบบความปลอดภัย ให้ระบบเบรกมาพร้อม ABS ช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องมีการเบรกกระทันหัน ล้อหลังให้มาแบบซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว 110/90-17 M/C ขนาด 220 มม. ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มพร้อมโช้คอัพสปริงคู่ ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้าให้ไฟแบบ LED สีขาว แต่ในส่วนของไฟเลี้ยวด้านหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวด้านหลังให้เพียวแค่หลอดไฟแบบฮาโลเจนเท่านั้น เรือนไมล์ที่ความผสมผสานระหว่างดิจิตอล และอนาล็อก โดยฝั่งซ้ายจะบอกความเร็ว และจอดิจิตอลสำหรับบอกระยะทางรวมของรถคันนี้ และนาฬิกา ฝั่งขวาจะเป็นรอบของเครื่องยนต์ และสัญญาณต่าง ๆ อาทิ ไฟบอกสถานะเกียร์ว่าง , ไฟเตือนไฟสูง , ABS , ไฟเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง และสัญญาณไฟเลี้ยว 2025 Kawasaki W230 และ Meguro S1 สเปค และรายละเอียด Kawasaki W230 Meguro S1 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 233 ซีซี 233 ซีซี แรงม้า (เคลม) 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที 17 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที 18.6 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 x 66.0 มม. 67.0 x 66.0

Adidas จับมือ Kawasaki ส่งรองเท้าเอาใจแฟน ๆ Ninja ล่าสุดแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกจากเยอรมันอย่าง Adidas จับมือ Kawasaki ค่ายรถจากแดนปลาดิบหรือค่ายยักษ์เขียวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็ได้ทำการจับมือกัน ส่งรองเท้ารุ่นพิเศษออกมาเรียกน้ำลายสาวกนินจากอย่าง ZX 8000 และ ZX 5K Boost ซึ่งก็บอกได้ว่าสวยงามตามท้องเรื่องน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง โดย ZX 8000 จะเป็นรองเท้าที่มาในชุดสีขาว เขียว และน้ำเงิน สื่อถึงสีสุดคลาสสิคของ Ninja ZX-7R สปอร์ตไบค์ระดับตำนานของทางค่าย ขณะที่ ZX 5K จะมาในชุดสีดำและเขียวที่ดูละม้ายคล้ายกับ ZX-10R 2021 สปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายนยักษ์เขียว งานนี้ก็ต้องมาลุ้นกันละครับว่าจะมาขายที่เมืองไทยให้ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของกันได้สะดวกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม คาวาซากิเริ่มต้นการปฏิวัติวงการเรโทรไบค์ปี 2022 ด้วยการ เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เป็นโมเดิร์นเรโทรกลิ่นอายสปอร์ตในระดับกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นนักบิดหน้าใหม่อายุน้อย โดดเด่นด้วยด้านหน้าตัวรถที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรโทรอย่างชัดเจน โดยการดึงเอาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในรถตระกูล Z ที่มีอายุอานามมานานเกือบ 50 ปีมาใช้กับโมเดลใหม่นี้นั่นเอง แน่นอนว่าไฟหน้าทรงกลมก็เป็นการบ่งบอกความเป็นเรโทรไบค์อย่างชัดเจน แอบใส่ความเป็นโมเดิร์นด้วยหลอดไฟ LED เข้าไป ถัดมาด้านในเป็นหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมคู่ท้ายทรงปลอกกระสุนปืนใหญ่ มีความทันสมัยด้วยแผงหน้าจอดิจิทัลตรงกลางเพื่อแสดงข้อมูลให้นักบิดรับรู้ได้ง่าย ตัวรถเด่นด้วยลายเพ้นท์และแถบเส้นสายกราฟิก พร้อมท้ายแบบตูดเป็ด และแฟริ่งชิ้นข้างที่ทำเหมือนกับ Z650-B1 นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งเองยังเดินเส้นสายการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Kawaski ปิดท้ายด้วยล้อแม็กสีทองสวยงามคลาสสิคได้ใจ และได้กลิ่นอายให้นึกถึงโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Z650-B1 จากปี 1977 ที่ได้ฉายาว่าลูกชายของ Z1 เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเก่าและความใหม่ กระแสเรโทรและความโมเดิร์นที่ทางค่ายเขียวได้ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซีที่ปรับปรุงมาใหม่ เดิมเคยใช้ใน Z650 และ Ninja 650 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและสมรรถนะที่ดี ทั้งนี้ยังได้ใส่ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปอีกด้วย จากนั้นปรับจูนให้เหมาะสมกับ Kawasaki Z650RS 2022 โดยให้มีแรงบิดที่รอบต่ำและกลางดียิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความแรงในรอบปลายอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 68 แรงม้า ในแง่ของช่วงล่างแชสซี มีการใช้เฟรมถักแบบท่อโลหะที่ให้ความเบาและคล่องตัว ตอบสนองการควบคุมได้เป็นอย่างดี ตัวรถปราดเปรียวช่วยให้ผู้ขับขี่ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น และสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ความสูงเบาะจะอยู่ที่ 820 ม.ม. และมีตัวเลือกเป็นเบาะแต่งสูงเพียง 800 ม.ม.อีกด้วย มาที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. พร้อมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอนพร้อมกระเดื่องที่สามารปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทรงคลาสสิคแทนที่จานเบรกแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว โดยจะมาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายในอังกฤษช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมี 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ – สี Metallic Spark Black ราคา 7,549 ปอนด์หรือราว ๆ 347,000 บาท – สีเขียว Candy Emerald Green ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท – สีเทา Metallic Moondust Grey / Ebony ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 RR 2022 ติดปีกเสริมเขี้ยวเล็บเทคโนโลยีใหม่ ค่ายรถจากเมือง Varese ประเทศอิตาลียังคงทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ ล่าสุดเป็น MV Agusta F3 RR 2022 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์รูปหล่อคันใหม่ที่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะพร้อมจะจริงจังกับการซิ่งในสนามอย่างยิ่ง สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังมีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงแบบ DOHC ขนาด 798 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบที่เพลาข้อเหวี่ยง หากใส่ชุดเรซซิ่งคิต (ซึ่งจะมีท่อแบบฟูลจาก Akrapovic ที่มีน้ำหนักเบาลง และมีแม็ปเอ็นจิ้นที่เหมาะกับท่อซิ่งเต็มระบบอันนี้ด้วย) โดยจะทำให้แรงม้าโดดมาเป็น 155 แรงม้าที่ 13,250 รอบ พร้อมกับแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์นั้นไม่ใช่สิ่งแรกที่เห็นคุณจะมองเวลาคุณเจอกับคันนี้ สิ่งที่เด่นสุด ๆ คือแฟริ่งสุดงาม แน่นอนว่ามันออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทิ้งเรื่องความงามอีกด้วย และแน่นอนว่าวิงก์เล็ตหรือปีกก็มีมาให้ด้วย โดยเป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าอีก 8 กก.เวลาที่คุณขับที่ความเร็ว 240 กม./ชม. ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรเกรสซีฟจาก Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน แน่นอนว่ารถแรงระบบเบรกก็ต้องดีไปด้วย ดังนั้นระบบเบรกจึงเป็นของ Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ โดยจะมีระบบเบรก ABS จาก Continental ที่มีระบบป้องกันล้อหลังลอยตัวและใช้งานในโค้งได้ และยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางเจ็นใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลตอนนี้เป็นจอสี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนและปรับเซ็ตและดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ สำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวมาที่ 21,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 860,000 บาท มาไทยราคาคงจะเจ็บกระเป๋าตังไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ แต่ความงามนี่กินขาดจริง ๆ ครับผม สำหรับรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว แรงพร้อมดีไซน์เด่นไม่เหมือนใคร เปิดตัวกันไปสดร้อน ๆ กับ New GPX Demon GR200R สปอร์ตฟูลแฟริ่งพิกัด 200 ซีซี ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ Turn on the Fastside โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 สีสันด้วยกัน สำหรับดีไซน์นั้นจะเป็นสปอร์ตไบค์ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าใคร เด่นด้วยดีไซน์แบบเฉียบคม และคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกส์อีกด้วย ด้านหน้ามีไฟแบบ 4 โคมบริเวณแฟริ่งด้านข้าง พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้านบนแฟริ่งหน้า และไฟเลี้ยวแบบแยก ให้ดีไซน์ที่ดูดุดันโดดเด่น ด้านหน้ายังเด่นกว่าใครด้วยชิลด์หน้าแบบสีแดงสโม้ก ไฟท้ายก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่เหมือนใครและแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น LED ครับ เขยิบเข้ามาด้านในอีกนิดเป็นตำแหน่งของหน้าจอเรือนไมล์ซึ่งจะเป็นหน้าจอดิจิทัลแบบ Full LED บอกข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน และฟังก์ชันการปรับเซ็ตเรือนไมล์แบบ Soft touch หรือระบบสัมผัส ใช้เพียงปลายนิ้วแตะหรือสัมผัสที่ปุ่ม Mode หรือ ADJ ก็สามารถตั้งเวลาหรือเซ็ตทริปเดินทางได้ทันที สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 198 ซีซีแบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมหม้อน้ำขนาดใหญ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด GPX-FI Dephi ซึ่งเป็นหัวฉีดจากอเมริกา ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 17.5 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมโซ่โอริง DID 428 ตัวรถใช้เฟรมถักเหล็กกล้ารอบคันให้ความแข็งแรงและบาลานซ์ที่ดี ถังน้ำมันมีขนาด 11 ลิ้นพร้อมลวดลายเคฟลาร์บนตัวถัง มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนดีไซน์สปอร์ตออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับอัพไซด์ดาวน์พร้อมกระบอกโช้คสีแดงไม่เหมือนใคร โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวของ YSS แบบมัลติลิงก์ ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีขนาดจานเบรกเป็น 276 ม.ม.และ 220 ม.ม. ตามลำดับ ส่วนล้อก็จะเป็นล้อแม็กแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง IRC RX-01 Road Winner แบบไม่ใช้ยางใน สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สี WHITE VOLPE ROSSA (ขาว-แดง) , BLACK ONYX HYPERSPORT (ดำ-เทา) , YELLOW PUFFER ROCCIA (เหลือง-เทา) และสุดท้ายเปิดราคาแนะนำที่ 81,500 บาทเท่านั้น แต่พิเศษโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดตัว รับ Voucher online ราคาพิเศษ 79,800 บาท พร้อมรับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ พรบ. เพียงลงทะเบียน Booking รับสิทธิพิเศษนี้ทางออนไลน์ ww.gpxthailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 64 นี้เท่านั้น! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Adidas จับมือ Kawasaki ส่งรองเท้าเอาใจแฟน ๆ Ninja ล่าสุดแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ระดับโลกจากเยอรมันอย่าง Adidas จับมือ Kawasaki ค่ายรถจากแดนปลาดิบหรือค่ายยักษ์เขียวที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็ได้ทำการจับมือกัน ส่งรองเท้ารุ่นพิเศษออกมาเรียกน้ำลายสาวกนินจากอย่าง ZX 8000 และ ZX 5K Boost ซึ่งก็บอกได้ว่าสวยงามตามท้องเรื่องน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง โดย ZX 8000 จะเป็นรองเท้าที่มาในชุดสีขาว เขียว และน้ำเงิน สื่อถึงสีสุดคลาสสิคของ Ninja ZX-7R สปอร์ตไบค์ระดับตำนานของทางค่าย ขณะที่ ZX 5K จะมาในชุดสีดำและเขียวที่ดูละม้ายคล้ายกับ ZX-10R 2021 สปอร์ตไบค์เรือธงของทางค่ายนยักษ์เขียว งานนี้ก็ต้องมาลุ้นกันละครับว่าจะมาขายที่เมืองไทยให้ได้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของกันได้สะดวกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เรโทรไบค์ระดับกลางคันงาม คาวาซากิเริ่มต้นการปฏิวัติวงการเรโทรไบค์ปี 2022 ด้วยการ เปิดตัว Kawasaki Z650RS 2022 เป็นโมเดิร์นเรโทรกลิ่นอายสปอร์ตในระดับกลาง โดยมีเป้าหมายเป็นนักบิดหน้าใหม่อายุน้อย โดดเด่นด้วยด้านหน้าตัวรถที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรโทรอย่างชัดเจน โดยการดึงเอาเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในรถตระกูล Z ที่มีอายุอานามมานานเกือบ 50 ปีมาใช้กับโมเดลใหม่นี้นั่นเอง แน่นอนว่าไฟหน้าทรงกลมก็เป็นการบ่งบอกความเป็นเรโทรไบค์อย่างชัดเจน แอบใส่ความเป็นโมเดิร์นด้วยหลอดไฟ LED เข้าไป ถัดมาด้านในเป็นหน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมคู่ท้ายทรงปลอกกระสุนปืนใหญ่ มีความทันสมัยด้วยแผงหน้าจอดิจิทัลตรงกลางเพื่อแสดงข้อมูลให้นักบิดรับรู้ได้ง่าย ตัวรถเด่นด้วยลายเพ้นท์และแถบเส้นสายกราฟิก พร้อมท้ายแบบตูดเป็ด และแฟริ่งชิ้นข้างที่ทำเหมือนกับ Z650-B1 นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งเองยังเดินเส้นสายการเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Kawaski ปิดท้ายด้วยล้อแม็กสีทองสวยงามคลาสสิคได้ใจ และได้กลิ่นอายให้นึกถึงโมเดลสุดไอคอนิกอย่าง Z650-B1 จากปี 1977 ที่ได้ฉายาว่าลูกชายของ Z1 เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเก่าและความใหม่ กระแสเรโทรและความโมเดิร์นที่ทางค่ายเขียวได้ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซีที่ปรับปรุงมาใหม่ เดิมเคยใช้ใน Z650 และ Ninja 650 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและสมรรถนะที่ดี ทั้งนี้ยังได้ใส่ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เข้าไปอีกด้วย จากนั้นปรับจูนให้เหมาะสมกับ Kawasaki Z650RS 2022 โดยให้มีแรงบิดที่รอบต่ำและกลางดียิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความแรงในรอบปลายอีกด้วย โดยเครื่องยนต์ปรับปรุงใหม่นี้ให้กำลังมากถึง 68 แรงม้า ในแง่ของช่วงล่างแชสซี มีการใช้เฟรมถักแบบท่อโลหะที่ให้ความเบาและคล่องตัว ตอบสนองการควบคุมได้เป็นอย่างดี ตัวรถปราดเปรียวช่วยให้ผู้ขับขี่ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น และสามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ความสูงเบาะจะอยู่ที่ 820 ม.ม. และมีตัวเลือกเป็นเบาะแต่งสูงเพียง 800 ม.ม.อีกด้วย มาที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. พร้อมกับโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอนพร้อมกระเดื่องที่สามารปรับพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ทรงคลาสสิคแทนที่จานเบรกแบบคลื่นขนาด 300 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว โดยจะมาพร้อมระบบ ABS จาก Bosch สำหรับโมเดลใหม่นี้จะเริ่มจำหน่ายในอังกฤษช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยมี 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ – สี Metallic Spark Black ราคา 7,549 ปอนด์หรือราว ๆ 347,000 บาท – สีเขียว Candy Emerald Green ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท – สีเทา Metallic Moondust Grey / Ebony ราคา 7,699 ปอนด์ หรือราว ๆ 354,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta F3 RR 2022 ติดปีกเสริมเขี้ยวเล็บเทคโนโลยีใหม่ ค่ายรถจากเมือง Varese ประเทศอิตาลียังคงทยอยเปิดตัวโมเดลใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ ล่าสุดเป็น MV Agusta F3 RR 2022 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์รูปหล่อคันใหม่ที่ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะพร้อมจะจริงจังกับการซิ่งในสนามอย่างยิ่ง สำหรับโมเดลใหม่นี้ยังมีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงแบบ DOHC ขนาด 798 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 147 แรงม้าที่ 13,000 รอบที่เพลาข้อเหวี่ยง หากใส่ชุดเรซซิ่งคิต (ซึ่งจะมีท่อแบบฟูลจาก Akrapovic ที่มีน้ำหนักเบาลง และมีแม็ปเอ็นจิ้นที่เหมาะกับท่อซิ่งเต็มระบบอันนี้ด้วย) โดยจะทำให้แรงม้าโดดมาเป็น 155 แรงม้าที่ 13,250 รอบ พร้อมกับแรงบิดที่ 88.12 นิวตันเมตรที่ 10,100 รอบ อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์นั้นไม่ใช่สิ่งแรกที่เห็นคุณจะมองเวลาคุณเจอกับคันนี้ สิ่งที่เด่นสุด ๆ คือแฟริ่งสุดงาม แน่นอนว่ามันออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องแอโรไดนามิกส์เป็นสำคัญ แต่ไม่ทิ้งเรื่องความงามอีกด้วย และแน่นอนว่าวิงก์เล็ตหรือปีกก็มีมาให้ด้วย โดยเป็นปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าอีก 8 กก.เวลาที่คุณขับที่ความเร็ว 240 กม./ชม. ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 43 ม.ม.ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรเกรสซีฟจาก Sachs ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน แน่นอนว่ารถแรงระบบเบรกก็ต้องดีไปด้วย ดังนั้นระบบเบรกจึงเป็นของ Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อกแบบ 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ โดยจะมีระบบเบรก ABS จาก Continental ที่มีระบบป้องกันล้อหลังลอยตัวและใช้งานในโค้งได้ และยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางเจ็นใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลตอนนี้เป็นจอสี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนและปรับเซ็ตและดูข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ สำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวมาที่ 21,900 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 860,000 บาท มาไทยราคาคงจะเจ็บกระเป๋าตังไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ แต่ความงามนี่กินขาดจริง ๆ ครับผม สำหรับรถในคลาสซูเปอร์สปอร์ตแบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New GPX Demon GR200R 4 วาล์ว แรงพร้อมดีไซน์เด่นไม่เหมือนใคร เปิดตัวกันไปสดร้อน ๆ กับ New GPX Demon GR200R สปอร์ตฟูลแฟริ่งพิกัด 200 ซีซี ที่คราวนี้มาในคอนเซ็ปต์ Turn on the Fastside โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 4 วาล์ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 สีสันด้วยกัน สำหรับดีไซน์นั้นจะเป็นสปอร์ตไบค์ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าใคร เด่นด้วยดีไซน์แบบเฉียบคม และคำนึงเรื่องของแอโรไดนามิกส์อีกด้วย ด้านหน้ามีไฟแบบ 4 โคมบริเวณแฟริ่งด้านข้าง พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ด้านบนแฟริ่งหน้า และไฟเลี้ยวแบบแยก ให้ดีไซน์ที่ดูดุดันโดดเด่น ด้านหน้ายังเด่นกว่าใครด้วยชิลด์หน้าแบบสีแดงสโม้ก ไฟท้ายก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่เหมือนใครและแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น LED ครับ เขยิบเข้ามาด้านในอีกนิดเป็นตำแหน่งของหน้าจอเรือนไมล์ซึ่งจะเป็นหน้าจอดิจิทัลแบบ Full LED บอกข้อมูลต่าง ๆ ครบครัน และฟังก์ชันการปรับเซ็ตเรือนไมล์แบบ Soft touch หรือระบบสัมผัส ใช้เพียงปลายนิ้วแตะหรือสัมผัสที่ปุ่ม Mode หรือ ADJ ก็สามารถตั้งเวลาหรือเซ็ตทริปเดินทางได้ทันที สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 198 ซีซีแบบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมหม้อน้ำขนาดใหญ่ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด GPX-FI Dephi ซึ่งเป็นหัวฉีดจากอเมริกา ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 17.5 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมโซ่โอริง DID 428 ตัวรถใช้เฟรมถักเหล็กกล้ารอบคันให้ความแข็งแรงและบาลานซ์ที่ดี ถังน้ำมันมีขนาด 11 ลิ้นพร้อมลวดลายเคฟลาร์บนตัวถัง มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนดีไซน์สปอร์ตออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน ในส่วนของช่วงล่างนั้น ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับอัพไซด์ดาวน์พร้อมกระบอกโช้คสีแดงไม่เหมือนใคร โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวของ YSS แบบมัลติลิงก์ ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีขนาดจานเบรกเป็น 276 ม.ม.และ 220 ม.ม. ตามลำดับ ส่วนล้อก็จะเป็นล้อแม็กแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รัดด้วยยาง IRC RX-01 Road Winner แบบไม่ใช้ยางใน สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สี WHITE VOLPE ROSSA (ขาว-แดง) , BLACK ONYX HYPERSPORT (ดำ-เทา) , YELLOW PUFFER ROCCIA (เหลือง-เทา) และสุดท้ายเปิดราคาแนะนำที่ 81,500 บาทเท่านั้น แต่พิเศษโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดตัว รับ Voucher online ราคาพิเศษ 79,800 บาท พร้อมรับฟรี! ค่าจดทะเบียน และ พรบ. เพียงลงทะเบียน Booking รับสิทธิพิเศษนี้ทางออนไลน์ ww.gpxthailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 64 นี้เท่านั้น! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brabus 1400 R อสูรกายตัวใหม่ เริ่มพัฒนาแล้ว KTM และ Brabus จับมือสานต่อโมเดลรหัส 1400 R รุ่นลิมิเต็ดอิดิชันที่มาพร้อมขุมพลังปีศาจอย่าง 1390 Super Duke R ซึ่งอาจจะมีการเผยโฉมในปี 2025 อย่างที่ทราบกันดีว่าทาง เคทีเอ็ม และ บราบัส นั้นได้การร่วมงานมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จากที่ได้เห็นถึงการเผยโฉมโมเดลไฮเปอร์เน็กเก็ดระดับพรีเมียมที่ร่วมกันพัฒนาอย่าง Brabus 1300 R โดยมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจาก 1290 Super Duke R รวมทั้งเมื่อไม่นานที่ผ่านมาทางค่ายสีส้มได้เปิดตัว 1390 Super Duke R EVO ที่ถือว่าเป็นที่สุดของสายไฮเปอร์เน็กเก็ตจากทางค่าย จึงทำให้เห็นได้ว่าอาจจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยล่าสุดทางสำนักข่าว Motorcycle.com ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ทางต้นสังกัดได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ในยุโรป ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเจ้า 1400 R กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั่นเอง สำหรับชื่อรุ่นที่ได้มีการยื่นขอมี 3 ชื่อด้วยกันได้แก่ 1400 R Rocket, 1400 R Tailor Made และ 1400 R Signature สำหรับบราบัส นั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ผลิตอะไหล่แต่งรถหรูที่มีชื่อเสียงระดับโลก และก่อนหน้านี้ทั้งชื่อ Rocket, Tailor Made และ Signature ล้วนถูกนำไปใช้ในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ มาแล้วอย่าง Brabus Rocket ก็จะพบได้ในแบรนด์รถหรูอาทิ Mercedes-Benz, Porsche ชื่อ Brabus Tailor Made ถูกใช้ในรถ Smart Fortwo ส่วน Brabus Signature Edition ก็จะพบได้ในรุ่นเรือนั่นเอง และแน่นอนว่าขุมพลังสูบวี LC8 ตัวใหม่ย่อมร้อนแรงกว่าเดิมด้วยปริมาตรกระบอกสูบที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1,350 ซีซี ที่มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 190 แรงม้าที่ 10,000 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ อย่างไรก็ตาม ทางต้นสังกัดยังไม่มีการเปิดเผยว่าโมเดลรุ่นนี้จะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากให้คาดเดาคงคิดว่าอาจจะคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Brabus 1300 R Masterpiece Edition โดยอาจแตกต่างในส่วนของ ลวดลายกราฟิก เครื่องยนต์ตัวใหม่ที่แรงขึ้น รวมไปถึงตัวเฟรมและฟีเจอร์ลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ติดตั้งมาให้ แต่นั้นก็คือการคาดเดานั้นแหล่ะครับ ทางแบรนด์อาจจะมีการเซอร์ไพรส์อะไรใหม่ ๆ ก็เป็นไปได้แต่ก็อาจรอนานหน่อยนะครับ เนื่องจากโมเดลรหัส 1300 R พึ่งปล่อยตัวมาไม่นาน อย่างไรก็ดีเราอาจจะได้เห็นโฉมเจ้า 1400 R ในปีหน้าก็เป็นไปได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Asia Road Racing 2024 เตรียมเปิดฉากการแข่งขันสำหรับศึก 2 ล้อชิงแชมป์ระดับเอเชีย โดยประเดิมสนามแรกในไทย ณ สนามช้างฯ บุรีรัมย์

New Nmax 2023 กับสีใหม่ พร้อมรับประกัน 5 ปี อีกหนึ่งโมเดลจากค่ายยามาฮ่า ที่เปิดตัวเมื่องานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่ผ่านมา กับรถสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกอย่าง New Nmax 2023 ที่มาพร้อมกับสีใหม่ (สีน้ำเงิน Dull Blue) เอาใจสาวกออโต้ตระกูล Max Series ซึ่งไหน ๆ สีใหม่ได้เปิดตัวมาแล้ว แอดมินขอพาไปทำความรู้จักกับโมเดลนี้กันซักนิดนึงครับ Nmax 2023 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกสปอร์ตพรีเมียม พร้อมการดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ต เท่ ดุดัน ตามต้นฉบับรถตระกูล Max Series เริ่มด้วยระบบส่องสว่างรอบคัน Full LED ทั้งหมด ไฟหน้าแยกเป็นสองชั้น พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงไฟเลี้ยวบิลต์อินอยู่ในตัวแฟริ่ง และไฟท้ายออกแบบออกมาได้สวยงาม ลงตัวสุด ๆ หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD สัญลักษณ์ Y-Connect ถัดต่อมาจะเป็นในส่วนของหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ดีไซน์ทรงสปอร์ต ที่แสดงผลฟังก์ชัน ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน รวมไปถึงสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์ ถัดลงมาจะเป็นในส่วนของสวิตช์กดสตาร์ทเครื่องยนต์ และช่องเสียบ USB และช่องของด้านหน้า ในส่วนของคอนโทรลกลางนั้น มีที่พักเท้าขนาดกว้าง ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตำแหน่งการวางเท้าได้สบาย ๆ พร้อมกับเบาะดีไซน์ออกแบบมาชิ้นเดียวขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนั่งได้สบายทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อน พร้อมช่องเก็บใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ ด้านขุมพลังเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นเครื่องยนต์บลูคอร์ 1 สูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ตอบสนองทุกแรงบิดทั้งรอบต่ำและรอบสูง ทันใจทั้งออกตัว เร่งแซงขึ้นเนินและเข้าโค้ง พร้อมถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมกับระบบช่วงล่าง โช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังยูนิตสวิง ระบบเบรกกับดิสก์เบรก หน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS ล้อแม็ก 13 นิ้ว ยางหน้า 110/70 ยางหลัง 130/70 สำหรับเทคโนโลยีในโมเดลนี้ มองรวม ๆ แล้วถือว่าเยอะเลยทีเดียว เริ่มด้วยระบบไฟส่องสว่าง Full LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop & Start System พร้อมระบบ SMART MOTOR GENERATOR ช่วยให้สตาร์ทเครื่องยนต์ได้เร็วยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS ช่องชาร์จไฟ USB และแอปพลิเคชัน Y-Connect เชื่อมต่อข้อมูลรถจักรยานยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน เสริมความสะดวกสบายในการขับขี่ได้อีกด้วย สำหรับรุ่นนี้เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 95,000 บาทพร้อมรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ กับสมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่างและฟีเจอร์ของโมเดลรุ่นนี้ หากใครที่สนใจ สามารถรับชมคันจริงได้ที่ศูนย์บริการ ยามาฮ่า สแควร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha SR400 ราคา สเปค เรโทรไบค์พิกัด 400 ซีซี Yamaha SR400 รถโมเดลคลาสาสิกจากค่ายยามาฮ่า มาพร้อมกับการดีไซน์ย้อนยุค เอกลักษณ์ด้วยไฟทรงกลม เรือนไมล์อนาล็อก ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เสริมขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 399 ซีซี ที่ตอบโจทย์การขับขี่อย่างมีสไตล์ ราคาแนะนำ 285,000 บาท ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ ท่อชุปโครเมี่ยม เครื่องยนต์คลาสสิกสูบเดียวลูกโต ขนาด 399 ซีซี เรือนไมล์อนาล็อก Yamaha SR400 สเปค ข้อมูล และรายละเอียดอื่นๆ เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 399 ซีซี แรงม้า (เคลม) 23.2 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 27.4 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 87.0 x 67.2 มม. อัตราส่วนการอัด 8.5 : 1 ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด TCI ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทเท้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/100-18 ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน ยางหลัง 110/90-18 ล้อซี่ลวดแบบใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คคู่ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 750 x 2,085 x 1,095 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,410 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 มม. ความสูงเบาะ 785 มม. น้ำหนักรถ 174 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี สีสันที่มีจำหน่าย รุ่น Yamaha SR400 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 390 Adventure X รุ่นเสริมเอาใจคนงบน้อย KTM 390 Adventure X เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ที่ประเทศอินเดีย หลังจากที่รุ่นไร้รหัส X ต่อท้ายนั้นทำตลาดมาแล้วหลายปี ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรถไซส์เล็กและกำลังอาจจะไม่มาก แต่มันก็ได้ชื่อว่าเป็นรถแอดเวนเจอร์ที่ดี นักบิดที่ได้ลองขับขี่ต่างก็ประทับใจเรื่องความคล่องตัว การควบคุม และความสามารถในการบุกตะลุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับราคาที่เป็นมิตรมากกว่ารุ่นใหญ่ ๆ อย่างไรก็ดีโมเดลรหัสเอ็กซ์ที่ว่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นรุ่นเสริมที่เปิดตัวมาเอาใจคนงบน้อยให้มีโอกาสได้ลองรถเจ๋ง ๆ ดูบ้าง ไอ้เจ้ารหัสเสริม X ที่ว่านี้ยังคงมีพื้นฐานหลาย ๆ จุดร่วมกันกับรุ่นปกติ ซึ่งถ้ามองจากภายนอกผ่านไม่ต่างอะไรกันเลย โดยจะไปแตกต่างกันในส่วนของระบบกันสะเทือน หน้าจอแสดงผลและเทคโนโลยีอื่น ๆ แทน ซึ่งตัวระบบกันสะเทือนนั้นจะได้เกรดต่ำลงมา แต่จะเป็นที่ส่วนของโช้คหน้าเท่านั้น โดยจะได้เป็นโช้คหน้าหัวกลับเช่นเดิม แต่เป็นคนละรุ่น เป็น WP APEX Big-Piston Fork ขนาด 43 ม.ม. ส่วนโช้คหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว WP APEX ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ในเรื่องของหน้าจอแสดงผลนั้นก็จะเปลี่ยนมาใช้จอ LCD แทนหน้าจอ TFT ซึ่งก็จะช่วยให้ราคาของรถถูกลงอีก และในส่วนสุดท้ายที่แตกต่างคือเทคโนโลยีที่หายไปเยอะเลยทีเดียว โดยจะเหลือแค่ระบบเบรก ABS แบบ Offroad สลิปเปอร์คลัตช์ และช่องจ่าย USB เท่านั้น จากเดิมที่มีทั้งแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ คันเร่งไฟฟ้า และควิกชิฟเตอร์ ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมากระบบต่างที่หายไปก็ถือว่าไม่ได้จำเป็นอะไรมากนัก ซึ่งไม่ได้จำเป็นกับการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์มากนัก แต่ถ้ามีไว้ก็ดีกว่าอีกนั่นแหละครับ ส่วนในจุดอื่น ๆ ยังคงเดิม ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 373.27 ซีซีที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 43.5 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิด 37 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดิม สุดท้ายนี้ราคาก็จะตกลงมาอยู่ที่ 280,000 รูปี หรือราว ๆ 117,000 บาท ประหยัดกว่าเดิม 57,000 รูปีหรือราว ๆ 24,000 บาทเลยทีเดียว งานนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นรุ่นสำหรับคนที่มีงบจำกัดแต่ก็อยากได้แอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีกำลังโอเค ความคล่องตัวที่ดีจากน้ำหนักที่เบา ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก