SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จกับรถของทางฝั่ง Honda ก็ได้มีข่าวลือออกมาว่า Jorge Lorenzo นั้นอาจย้ายเข้าทีม Pramac Ducati และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจก็คือการที่ Jack Miller ได้ออกมาบอกว่าการดีลสัญญาระหว่างเขาและ Pramac Ducati นั้นถูกเลื่อนออกไปเพราะ Lorenzo โดยก่อนน่านี้ Lorenzo เคยอยู่กับทีมที่ใช้รถ Ducati มาก่อนแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก โดยในช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมันก็สายเกินไปแล้ว แต่หลังจากที่เขานั้นก็ขี่เจ้า Honda ไม่ได้อย่างที่ใจคิดดูเหมือนว่าเขาจะกำลังมองหาค่ายอื่นๆ เพื่อการขับขี่ที่ดีขึ้นโดยทีม Pramac Ducati ก็คือตัวเลือกนั้น อย่างไรก็ดีสัญญาระหว่าง Jorge Lorenzo และ ทีม Repsol Honda นั้นจะยังคงอยู่จนถึงปี 2020 ดังนั้นเราคงต้องมารอดูกันจนถึงตอนนั้นว่า Lorenzo จะย้ายเข้าไปอยู่กับทีม Pramac Ducati หรือไม่ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวบน Facebook คลิกที่นี้ อ่านข่าว MotoGP เพิ่มเติม คลิกที่นี้

สองนักบิดทีม Monster Energy Yamaha อย่างพ่อหมอ Valentino Rossi และ Top Gun Maverick Viñales เตรียมทดสอบรุ่น Prototype ของรถแข่ง YZR-M1 2020 ที่ Brno ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งกำหนดการทดสอบเอาไว้ 1 วันหลังการแข่ง CzechGP 2019 และจะทดสอบกันที่ Brno โดยการทดสอบรถแข่งเวอร์ชั่นปี 2020 ในครั้งนี้นั้นถือว่าค่อนข้างจะเร็วหากเทียบกับปีอื่นๆ โดยจะทดสอบกันทันที่หลังการแข่งที่สาธารณรัฐเช็ก เราคงต้องมารอลุ้นดูติดตามกันว่าการทดสอบเจ้า YZR-M1 ในครั้งนี้ของสองนักบิดทีม Monster Energy Yamaha จะเป็นอย่างไรกันครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้ อ่านข่าวสาร MotoGP เพิ่มเติม คลิกทีนี้

ThaiGP 2024 Pirelli ปรับยางใหม่สู้ศึก ThaiGP 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากในสุดสัปดาห์นี้ Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังระดับโลก ได้จัดยางชนิดพิเศษเพื่อรองรับการแข่งขันที่ประเทศไทยในสุดสัปดาห์นี้ โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่จะจัดการแข่งขันในรายการ รถจักรยานยนต์ทางเรียบ ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2024” ในสุดสัปดาห์หน้า เป็นสนามที่ Pirelli รู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยมีการแข่งขันที่สนามนี้ในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2019 ในรายการ FIM Superbike World Championship โดยสนามนี้ประกอบไปด้วยหลายโซนที่ต้องเบรก และเร่งเครื่องยนต์ต่อเนื่อง แต่พื้นผิวของสนามไม่ได้มีความหยาบมากเป็นพิเศษ นี่คือเหตุผลที่ Pirelli ตัดสินใจใช้ยางมาตรฐานการแข่งขัน ในสนามที่ประเทศไทย ซึ่งยางดังกล่าวมีสมรรถนะยอดเยี่ยมและเป็นที่รู้จักกันดีของทีม และนักแข่ง ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจำนวนยางต่อคอมปาวด์ที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการทำงานของทีมงาน และนักแข่ง เพื่อให้มั่นใจในตลอดการแข่งขันช่วงสุดสัปดาห์นี้ Giorgio Barbier หัวหน้าฝ่ายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของ Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามบุรีรัมย์เป็นอย่างดี เพราะเราเคยแข่งขันที่นั่นมาแล้ว 5 ฤดูกาลกับการแข่งขันในรายการ WorldSBK Championship และเราทราบดีว่าสนามนี้ ไม่เหมือนกับสนามในออสเตรเลียที่จัดการแข่งขัน GP ครั้งล่าสุด เพราะสนามบุรีรัมย์ไม่มีส่วนของสนามที่ทำให้ยางต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ แม้ว่าความชื้นสูงตามแบบฉบับของพื้นที่ อุณหภูมิพื้นผิวแอสฟัลท์ที่มักจะสูงมาก และการเบรกอย่างกระทันหันที่ส่วนปลายของทางตรงยาวทั้งสองจุดจะยังคงสร้างความกดดันให้กับยาง โดยเฉพาะยางหน้า การเบรกและการเร่งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง เป็นการทดสอบความสามารถของยางหลังในการรองรับแรงกดในแนวตรงที่เกิดขึ้นขณะเร่งเครื่อง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพการณ์ที่เราพบในสนามอื่น ๆ อยู่แล้ว และยางมาตรฐานที่ใช้ในการแข่งขันก่อนหน้านี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพได้ดี เราตัดสินใจเพิ่มจำนวนยางเป็น 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้สำหรับยางหลัง Moto2™ ในการจัดสรรมาตรฐาน เพื่อให้ทีมและนักแข่งสามารถทำงานกับการผสมผสานของยางที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจำนวนยางที่มีอยู่ สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมักจะเกิดฝนตกกระทันหัน และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปรับแต่งยางสำหรับการแข่งขันในวันอาทิตย์” ยางคอมปาวด์มาตรฐาน แต่เพิ่มจำนวน : ยางแห้งแบบสลิกทุกชนิดมีจำนวน 8 ชิ้นต่อคอมปาวด์ นักแข่ง Moto2™ สามารถเลือกใช้ยางหน้า SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) พร้อมกับสองตัวเลือกยางหลัง SC0 (นุ่ม) และ SC1 (กลาง) สำหรับ Moto3™ นักแข่งจะมีตัวเลือกยางหน้าเหมือนกัน คือ SC1 (นุ่ม) และ SC2 (กลาง) ส่วนยางหลังสามารถเลือกได้ระหว่าง SC1 (นุ่ม) หรือ SC2 (กลาง) โอกาสการเกิดฝนตก : พื้นที่ที่สนามบุรีรัมย์ตั้งอยู่มีสภาพอากาศร้อนชื้น และยังมีโอกาสเกิดฝนตกกระทันหัน อาจะรวมไปถึงการเกิดฝนตกหนักในระหว่างการแข่ง ในกรณีนี้ นักแข่งทั้งสองคลาสจะมียาง DIABLO Rain พร้อมใช้งาน โดยมีจำนวน 5 ชิ้นสำหรับยางหน้า และ 6 ชิ้นสำหรับยางหลัง การเบรก และการเร่งความเร็ว : สนามแข่งแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ‘เฮอร์มันน์ ทิลเก้’ และเปิดตัวในปี 2014 สนามบุรีรัมย์ถือว่าเป็นสนามแบบ “Stop and go” แบบคลาสสิก ซึ่งมีการเบรก และการเร่งความเร็วบ่อยครั้งซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ นักแข่งจะชื่นชอบยางหน้าที่มีความมั่นคงและแม่นยำ รวมไปถึงยางหลังที่ให้การยึดเกาะ และแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมเมื่อออกจากโค้ง ด้วยเหตุนี้ Pirelli จึงนำยางที่ดีที่สุดมาใช้ในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สำหรับการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 จะทำการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 โดย Moto3 จะแข่งขันในเวลา 12.00น. และในรายการ Moto2 ในเวลา 13.15น. สนามนี้มีลุ้น ‘ก้อง สมเกียรติ จันทรา’ คัมแบคจากอาการบาดเจ็บเพื่อทำการลงแข่งขันในประเทศไทย แฟน ๆ Moto2 และ ก้อง ห้ามพลาด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton F1R โคตรแรร์ ขุมพลังโรตารี่ Norton F1R อีกหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ที่จัดได้ว่าเป็น ‘สุดแรร์’ อีกหนึ่งคัน เพราะโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่แปลก และน่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ซูเปอร์ชาร์จที่มีกำลังกว่า 200 แรงม้า ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่พ่นไฟออกจากท่อได้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโลกของมอเตอร์ไซค์หายาก บางทีก็อาจพบรุ่นที่ไม่คุ้นหูมาก่อนเช่น F1R คันนี้ ซึ่งเป็นซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์โรตารีที่กำลังจะถูกนำขึ้นประมูลที่ H&H Classics ในประเทศอังกฤษ ซึ่งคันที่กำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้คำว่าแรร์คงจะไม่เพียงพอ ต้องใช้คำว่า ‘โคตรแรร์’ หรือขั้นกว่าที่สามารถนิยามของคำว่าหายากมาก ๆ ได้ เพราะคันนี้เป็นรุ่นแรกที่เคยผลิต ซึ่งมอเตอร์ไซค์คันนี้มีหมายเลขเฟรม #1 และเป็น P55 คันแรกที่ออกจากโรงงานใน Shenstone เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1990 มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี ขนาด 588 ซีซี แบบ Twin-rotor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลัง 94 แรงม้าที่ 9,500 รอบต่อนาที แต่ข้อติงพิจารณาของเครื่องยนต์ตัวนี้คือการบำรุงรักษา เพราะค่อนข้างที่จะต้องการดูแลรักษาบ่อยกว่าเครื่องยนต์ประเภทอื่น ๆ แต่ในเรื่องของขุมพลังสามารถทำได้ยอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์คันนี้ไม่ใช่เพียงรถเพื่อทำการจัดโชว์ แต่เป็นรถแข่งจริงที่เคยเข้าร่วมการแข่งขัน Battle of the Twins ในเยอรมนีถึงห้าฤดูกาล แม้ผลงานจะไม่โดดเด่น แต่การที่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารีสามารถลงทำการแข่งขันได้นานขนาดนั้นก็ถือเป็นความสำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกใช้งานส่วนใหญ่เพื่อการแสดงโชว์ ต้นแบบที่หายากมากคันนี้จะถูกนำออกประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ที่พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติใน Solihull ซึ่งผู้จัดประมูลคาดว่าราคาจะอยู่ระหว่าง 52,000 ถึง 56,000 ปอนด์ หรือตีเป็นประมาณ 2,261,000 บาท ถึง 2,435,000 บาท ซึ่งถือราคาสูงพอสมควรสำหรับรถระดับแรร์คันนี้ แต่ก็อย่างว่า ถูกใจไม่มีอะไรแพง สำหรับแฟน ๆ Superbike Thailand ถ้าอยากเป็นเจ้าของสามารถไปร่วมประมูลที่เว็บไซต์ได้เลย โดยจะทำการประมูลในวันที่ 30 ตุลาคม 2567 คลิ๊กที่นี่ จุดเด่นไฮไลท์ แฟริ่งด้านข้างพร้อมโลโก้ Norton ไฟท้ายใส (ล่องหน) สวิตซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ขุมกำลังโรตารี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม ปล่อยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด สำหรับทางค่ายปีกนกประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Honda SH Series ทั้ง SH125i Vetro, Honda SH125i 2024, SH350i และ SH Mode 125 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กับโฉมเฉดสีใหม่ ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น สำหรับ Honda SH Series จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์เรโทรจากยุโรป ที่มีการจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ซึ่งกลุ่มโปรดักต์อาจเป็นรองกลุ่มสกู๊ตเตอร์แถวหน้าอย่าง X-ADV, Forza 350 และ PCX125 อย่างไรก็ตามทางค่ายการันตียอดขายโมเดลรุ่นนี้มากกว่า 1 ล้านคันเลยทีเดียว เดี๋ยวไปชมโมเดลแต่ละรุ่นกันว่าจะมีอะไรอัปเดตใหม่มาบ้าง Honda SH125i Vetro 2024 เปิดประเดิมด้วยเฮดไลน์โมเดลไปกับ SH125i Vetro 2024 อิดิชันพิเศษมาพร้อมกับสีเขียวโปร่งแสง โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าแบบสูง และติดกล่องท้ายด้านหลัง รวมถึงการ์ดแฮนด์แบบใส ซึ่งโดยรวมแล้ว การดีไซน์นั้นถูกออกแบบมาให้ดูลงตัว สมกับโมเดลแห่งแฟชัน และเหมาะแก่การใช้ขี่ออกทริปทางไกลเลยทีเดียว Honda SH125i 2024 ต่อด้วยโมเดลรุ่นมาตรฐานในเวอร์ชัน 2024 โดยมาพร้อมกับเฉดสีใหม่ สี ประกอบไปด้วย สีขาวมุก (Matt Pearl Cool White), สีเทา (Pearl Falcon Grey) ,สีน้ำเงิน (Matt Pearl Pacific Blue) และสีดำ (Pearl Nightstar Black) มาพร้อมล้อแบบสีใหม่ ดูเข้มมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 รุ่นใช้ขุมพลังแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 1 สูบ พิกัด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 12.06 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด 11.4 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 44.6 กม./ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 7 ลิตร และยังคงโดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน ด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก มีขนาดแกน 33 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบสปริงคู่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเท่ากันที่ 240 มม. คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว ล้อเท่ากันขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 100/80 และ 120/80 ตามลำดับ และใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบกุญแจคีย์เลส ช่องเสียบชาร์จ USB พร้อมด้วยระบบอำนวยการขับขี่ ประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบ Iding Stop หรือระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (HSTC) สำหรับราคาเปิดตัวที่ 3,999 ปอนด์สเตอลิงหรือราว ๆ 1.7 แสนบาท ถือว่าเอาเรื่องอยู่พอสมควร Honda SH350i 2024 มาถึงรุ่นพี่ใหญ่กับ Honda SH350i ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มกับสีใหม่เช่นเดียวกัน กับสีฟ้า (Zefiro Blue Metallic) และสีเงิน (Matt Techno Silver Metallic) มาพร้อมล้อสีใหม่แบบเดียวกันกับรุ่นเล็กนั่นเอง รวมไปถึงจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ ทั้ง หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน และช่องเสียบ USB

Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อตะลุยออฟโร้ดสุดเจ๋ง และนี่คือ Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อคันแรกที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่พร้อมจะบุกตะลุยไปยังเส้นทางออฟโร้ดด้วยการใช้เทคโนโลยี Leaning Multi Wheeler (LMW) แบบเดียวกับเจ้า Niken ที่มีใช้งานจริงบนท้องถนน ผสมกับ TW200 ของทางค่าย งานนี้โมเดลนี้เผยโฉมให้เราเห็นก่อนหน้างาน Japan Mobility Show 2023 ซึ่งเป็นงานที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะค่ายรถได้ออกมาโชว์นวัตกรรมของตัวเอง และแน่นอนว่ายามาฮ่าก็ขนมาเพียบแล้วเจ้า TMW ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คคันนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของระบบ LMW ที่ช่วยให้ล้อหน้าทั้งสองเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระจากกัน ซึ่งทำให้สามารถปรับให้เข้ากับสภาพพื้นผิวที่หลากหลายได้ ซึ่งแน่นอนว่าเข้ากับทางออฟโร้ดนั่นเอง นอกจากนี้ด้วยระบบเชื่อมต่อที่ด้านหน้ายังช่วยให้สามารถติดตั้งแร็คขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ซึ่งบริเวณนี้จะรักษาระดับกับพื้นผิวไว้เสมอ แม้ว่ารถจะเอียงเข้าโค้ง ขึ้นหรือลงทางลาดชันก็ตาม จึงสะดวกที่จะใช้บรรทุกสัมภาระที่แร็คนี้อย่างยิ่ง นอกจากนี้โมเดลคอนเซ็ปต์คันนี้ยังเป็นรถแบบไฮบริด โดยจะมีมอเตอร์แบบฮับมอเตอร์อยู่ที่ล้อหน้าทั้งสองล้อ ส่วนด้านหลังจะขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องยนต์ ถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อมูลอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลตามแนวคิดที่น่าสนใจถ้าผลิตออกมาขายจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TUAREG 660 2024 อัปสีใหม่ สไตล์แรลลี่ หลังจากเปิดตัวและได้ลองจับมารีวิวซักระยะหนึ่งแล้วกับ Aprilia Tuareg 660 เวอร์ชัน 2023 แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งไซส์กลางจากค่ายสามตา ล่าสุดทางค่ายทำการเปิดตัว Tuareg 660 2024 โฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมนอกจากชุดสีที่มีมาให้เลือกถึง 3 เฉดสีด้วยกัน ถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกใหม่ ตามความชื่นชอบของผู้ขับขี่แบบเต็มพิกัด โดยสีใหม่ที่พึ่งเปิดตัวออกมาล่าสุด ประกอบไปด้วย สีไตรคัลเลอร์ (Dakar Podium color) แยกเป็นสีขาว น้ำเงิน และสีแดง และลวดลายที่ได้รับรับแรงบันดาลใจมาจากชัยชนะในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ เมื่อปี 2010 ในแอฟริกา โดยนักบิด Chaleco Lopez ที่ใช้ตัวแข่ง Aprillia RXV450 ส่วนอีก 2 เฉด ประกอบไปด้วย สีดำ (Atreides Black) และสีน้ำตาล (Canyon Sand) รวมถึงมีการใช้เฟรมสีแดง เพิ่มความสดใหม่ พร้อมใช้งานมากยิ่งขึ้น ในด้านอื่น ๆ ยังคงใช้พื้นฐานจากเจ็นเดิม ทั้งเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ขนาด 659 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ 6 สปีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบ แรงบิด 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 ต่อด้วยช่วงล่าง โช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.จาก KYB ให้ระยะยุบ 240 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ให้ระยะยุบ 106.5 มม. ปรับค่าได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบเบรก ด้วยดิสก์คู่ด้านหน้าขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกหลังขนาด 260 มม. จาก Brembo มีล้อและยางหน้าขนาด 90/90-21 และด้านหลัง 150/70/18 เสริมด้วยยางกึ่งทางลุยและทางฝุ่นจาก Pirelli Scorpion Rally STR มาพร้อมเทคโนโลยีออปชันแบบเต็มระบบ ทั้งฟังก์ชันโหมดต่าง ๆ กับระบบเซฟตี้โหมดจาก Aprilia Performance Ride Control (แทร็คชันคอนโทรล, ครูซคอนโทรล, เอ็นจิ้นแม็พ, เอ็นจิ้นเบรกและแอนตี้ล็อก เบรก ซิสเต็ม) ระบบเบรก ABS โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Urban, Explore, Off-Road และ Individual) มีให้เลือกใช้แบบเต็มพิกัด รวมถึงหน้าจอสี TFT ระบบไฟ LED รอบคัน ถือว่าครบเครื่องสุดในทัวริ่งไซส์กลางเลยก็ว่าได้ หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้ารับชมรีวิวTuareg 660 ได้ที่นี่ สรุปโดยรวม สำหรับ Tuareg 660 2024 มีสีอัปเดตมาใหม่มาให้เลือกถึง 3 สี รับรองว่าถูกใจสายแอดเวนเจอร์อย่างแน่นอน โดยเปิดให้จองแล้วในประเทศอังกฤษ ในราคาเริ่มต้นที่ 9,950 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท หากนำเข้ามาขายในไทยราคาคงกระโดดขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรามีจำหน่าย โมเดลโฉมปี 2023 ในราคาเริ่มต้นที่ 749,000 บาท โดยสามารถรับชมตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Aprilia สาขาใกล้บ้านท่าน หรือรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aprilia.com/th_TH/ หากมีรถรุ่นอัปเดตใหม่จากทางอาพริเลีย ก็อย่าลืมฝากติดตามเป็นกำลังใจให้พวกเรา SuperBike Thailand กันด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก