SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Mazda Flair Wagon 2026 รถ K-Car รุ่นใหม่จากญี่ปุ่น มาพร้อมรุ่น Tough Style สายลุย ประหยัดน้ำมันสูงสุด 25.1 กม./ลิตร และเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29 แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส

Douglas Motorcycle นำเจ้าคุณปู่อายุกว่า 100 ปีมาประมูล Douglas Motorcycle แบรนด์รถจักรยานยนต์จากประเทศอังกฤษ โดยทางแบรนด์มีอายุแค่เพียง 50 ปีเท่านั้น (ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1907 จนถึงปี 1957) มีฐานการผลิตอยู่ที่ Kingswood เมือง Bristol โดยเป็นเจ้าของโดยตระกูล Douglas และเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบวางในแนวนอน ซึ่งในปี 2025 นี้หนึ่งในโมเดลของค่ายดักลาสอย่าง Douglas 2 ¾ จากปี 1922 เป็นรถที่เคยใช้งานในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เตรียมนำออกมาสู่การประมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2025 นี้ ซึ่งความพิเศษของรถคันนี้คือการเปลี่ยนแปลงขุมพลังจากรถเครื่องที่ใช้น้ำมันเปลี่ยนมาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งเป็นการดัดแปลงตั้งแต่ปี 1942 หรือเมื่อ 83 ปีที่แล้ว โดยรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างมากในช่วงครามโลกสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรถจักรยานยนต์คันนี้ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก ๆ ที่ได้รับการจดทะเบียนในสหราชอาณาจักร รายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถ ในเริ่มแรกรถจักรยานยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบทวินสูบนอนตามแนวนอน (horizontally-opposed twin-cylinder) แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อปี 1942 โดยเป็นการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์จำนวน 3 ลูก ซึ่งความเร็วสูงสุดคันนี้ที่ทำได้คือ 18 ไมล์หรือ 28.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง โดยแบตเตอรี่ทั้งสามลูกติดตั้งอยู่ภายในเฟรมแบบคานเรียบ (beam frame) ที่มีแผงปิดเรียบง่าย และให้ระดับสมรรถนะสามแบบคล้ายกับโหมดการขับขี่ในรถจักรยานยนต์ที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการใช้แบตเตอรี่เพียงลูกเดียวที่ 6 โวลต์ จากนั้นเพิ่มเป็น 12 โวลต์ และโหมดสุดท้ายคือใช้ทั้งสามลูกพร้อมกันที่ 18 โวลต์ เพื่อได้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ภาพอื่น ๆ ของตัวรถ ในด้านของรายละเอียดอื่น ๆ ของรถคันนี้ยังถือว่าจัดอยู่ในสภาพเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ชิ้นส่วนบางอย่างของระบบขับเคลื่อน เช่น เฟืองหลังอาจจะมีการได้รับการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสำหรับท่านใดที่สนใจ รถจักรยานยนต์คันนี้จะถูกนำมาประมูลสู่สาธารณชนในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ในงาน Iconic Spring Shuttleworth Sale ที่ Shuttleworth, Old Warden Park, Bedfordshire ประเทศอังกฤษ หรือสามารถเข้าไปรับชมภาพในมุมอื่น ๆ ของตัวรถได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 250 CL-X โมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กเลือดมังกรฟ้า CFMoto 250 CL-X คือโมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กคันล่าสุดของทางค่าย ที่ถือว่ามีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ใช่น้อย โดยใช้ดีไซน์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ที่พิกัด 700 ซีซี โดยจะมีสไตล์ในแบบของโมเดิร์นเรโทรคือเส้นสายที่กลม ๆ มน ๆ นั่นเอง จุดเด่นของมันคือไฟหน้าทรงกลมแบบคลาสสิกล้อมกรอบด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปตัวเอ็กซ์ โดยระบบไฟทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล มีการออกแบบถังน้ำมันให้ได้สัดส่วนเหมาะสมได้รูปได้ทรง มีเบาะนั่งแบบ 2 ระดับ ทั้งนี้ตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ดไบค์พิกัดเดียวกันกับของทางค่ายอย่าง 250NK นั่นเอง ทั้งนี้โมเดลใหม่นี้เปิดตัวจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ในตอนนี้ ซึ่งตัวรถจะมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 28 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.7 นิวตันเมตร ทั้งยังมีไรดิ้งโหมดและสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวรถมีอีกหลายจุดที่แตกต่างออกไป เช่น เรื่องของท่านั่งขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยจะมีท่านั่งที่ตั้งตรงมากกว่ารถในตระกูล NK ที่มีท่านั่งในแบบโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและ ทั้งนี้ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นโมเดลนี้ในพิกัดที่ใหญ่ขึ้นเป็น 300 ซีซีก็ได้ เพราะทางค่ายมีโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง 300SR ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 292 ซีซีอยู่ อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายไม่ได้ระบุเรื่องของราคาวางจำหน่าย แต่มีตัวโมเดลนี้มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในเอเชีย โดยน่าจะเป็นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยนั้นคงต้องลุ้นพอตัวเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Leoncino 800 Trail 2022 หล่อก็ดี ลุยก็พอไหว Benelli Leoncino 800 Trail 2022 เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจจากทางเบเนลลี่ค่ายรถสิงโตยกขาข้างนึงนะไม่ใช่ยกขาข้างขวด มันคือเทรลไบค์สุดเท่ตามแบบฉบับโมเดิร์นคลาสสิคของทางค่าย ในเรื่องของดีไซน์นั้น ตัวรถมีรายละเอียดที่สวยงามแบบมินิมอลลงตัวตลอดทั้งคัน ตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมแฟริ่งทรงสูงด้านบนไฟหน้า บังโคลนหน้าพร้อมสิงโตยกขาเท่ ๆ อีก 1 ตัว ท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูง ออกแบบเฉพาะโมเดลนี้ โดยจะมาพร้อมกับเพลตนัมเบอร์และแผ่นกันความร้อนที่ด้านข้าง ให้ภาพลักษณ์ดุดันแบบรถแข่งแรลลี่ ถังน้ำมันเองก็เส้นสายที่ดูกำยำมาพร้อมการ์ดถังที่บรรจงทำขึ้นมาเป็นพิเศษสวยงามไม่เหมือนใคร และยังมีโลโก้ของทางค่าย ชื่อรุ่นและลายกราฟิกที่ดูสวยงามลงตัว ตัวรถใช้หน้าจอสี TFT ที่ให้ภาพลักษณ์สมกับเป็นรถแบบโมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์คลาสสิก ในส่วนของขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่าย 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซีที่อยู่ในตัวรถออกแบบมาให้พร้อมลุยกับเส้นทางแบบออฟโร้ด โดยจะมีเฟรมเป็นเฟรมแบบเฟรมถักเสริมด้วยเพลตโลหะเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายการันตีมาว่าจะช่วยให้ขับขี่ควบคุมได้ง่ายและแม่นยำ ระบบกันสะเทือนของรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ มาถึงเรื่องของล้อกันบ้างครับ ล้อหน้าจะเป็นล้อขนาด 19 นิ้วส่วนล้อหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยจะเป็นล้อซี่ลวดแบบทูบเลส ซึ่งก็จะช่วยให้ลุยได้ประมาณนึง ไม่ได้มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นรถเทรลไบค์ที่หล่อ หน้าตาดีทีเดียว ลุยได้นิดหน่อย น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบการผจญภัยอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่จะมาจำหน่ายในไทยหรือไม่ก็ต้องลุ้นกันดูครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally Edition 2022 ต่างจากโมเดลปกติอย่างไร เรามีคำตอบ สำหรับเจ้า T7 สายลุยตัวกลั่นระดับกลางจากทางยามาฮ่า หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าคันนี้มีความดีงามขนาดไหน ทางเราเองก็เคยรีวิวและทดสอบเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน แน่นอนเมื่อเข้าปี 2022 ทางยามาฮ่าเองก็ได้รุกตลาดต่อด้วยการเพิ่มสีสันใหม่เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้รแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีมโรงงาน และสีดำ Midnight Black สำหรับคนชอบความดาร์ค โดยจะมาในเฉดสีดำทั้งคันรวมไปถึงล้อสีดำอีกด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอทาง Yamaha ยังได้สารต่อโมเดลพิเศษอย่าง Tenere 700 Rally Edition 2022 อีกด้วย หลาย ๆ ท่านน่าจะจำได้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะมาในเฉดสีฟ้าและเหลืองพร้อมลายยามาฮ่าสปีดบล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งดาการ์ในอดีต แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาวและแดงพร้อมลายกราฟิกสปีดบล็อก บวกกับของแต่งแท้ตรงรุ่นจากทาง Yamaha และของแต่งตรงรุ่นจากแบรนด์ระดับโลกอีกหลายชิ้น เพื่อให้โดดเด่นแตกต่าง และลุยไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ถามว่าโมเดลพิเศษใหม่นี้ใช้ตัวรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า T7 ตัวสแตนดาร์ดที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 689 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 72.4 แรงม้าที่ แรงบิดสูงถึง 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบแล้ว วางบนเฟรมแบบเปลคู่ มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ KYB ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คหลังพร้อมกระเดื่องที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และยังมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมหน้า 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ รัดมาด้วยยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally และส่วนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีดังนี้ เบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นแรลลี่ ใช้วัสดุสองแบบ ทำสีแดงและดำ พร้อมโลโก้ยามาฮ่า และความสูงที่ 895 พิเศษ ท่อ Akrapovic แบบสลิปออนพร้อมแผ่นกันความร้อนแบบคาร์บอน แฮนด์บาร์ทำสีดำ ปลอกแฮนด์แบบออฟโร้ด ช่วยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องเจอฝุ่นหรือโคลน การ์ดท้องเครื่องพิเศษทำจากอลูมิเนียมหนา 4 ม.ม. พร้อมจุดยึดกล่องเครื่องมือ ไฟเลี้ยว LED แผ่นกริพถัง ผิวสัมผัสยางเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นเวลายืนขับขี่ การ์ดโซ่ทำจากอลูมิเนียม การ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียม ล้อสีทอง และนี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับ เจ้า T7 โมเดลใหม่และโมเดลพิเศษสำหรับปีนี้ครับ งานนี้ใครอยากได้สีสันใหม่ ๆ หรือรุ่นพิเศษสุดเท่แล้วล่ะก็อย่าลืมกำเงินรอได้เลยครับผม มีลุ้นวางขายไทยในปีนี้แน่นอนครับผม อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dynavolt Triumph รับ Hannes Soomer เข้าร่วมทีมพร้อมลุยศึก WSSP 2022 Dynavolt Triumph เผยเซ็นสัญญา Hannes Soomer เข้าร่วมทีมเพื่อสู้ศึก World Supersport Championship ฤดูกาล 2022 Hannes คือชายที่สามารถคว้าชัยในศึก European Supersport Championship เมื่อปี 2017 โดยเขาจะเข้ามาร่วมทีม Dynavolt Triumph และเป็นการกลับเข้ามาสู่เวทีโลกอีกครั้งหลังจากที่การแข่งขัน FIM Supersport นั้นปรับเปลี่ยนกติกาโดยใช้ระบบ Balance of Performance ใหม่ นักแข่งชาวเอสโตเนียวัย 23 ปีรายนี้เริ่มต้นเส้นทางนักแข่งของเขาในรายการ ADAC Junior Cup ในปี 2011 และคว้าโพเดียมแรกของเขาได้ในปี 2012 และจบที่อันดับ 5 ในตารางคะแนนรวม ต่อมาในปี 2013 เขาก็ลงแข่ง European Junior Cup เป็นครั้งแรก และในปี 2015 เขาก็สามารถคว้าโพเดียมแรกในรายการนี้มาได้ และในปีถัดมาเขาก็สามารถคว้าชัยชนะแรกของเขามาได้ ในปีเดียวกันนั้นเอง Soomer ก็ได้เปิดตัวลงแข่งในศึก World Supersport อยู่ 3 สนาม ต่อมาปี 2017 เขาก็เข้าร่วมในศึก European WorldSSP championship และสามารถทำคะแนนไปได้ 28 คะแนน และกลายเป็นแชมป์ในปีนี้เอง จากนั้น Soomer ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรกกับศึก WorldSSP ในปีถัดมา และจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักแข่งที่สามารถทำคะแนนได้สม่ำเสมอ เขามีความก้าวหน้ามากขึ้นในปี 2019 และสามารถจบการแข่งขันติดท็อป 10 อยู่บ่อยครั้ง เพียงพอที่จะทำให้เขามีหน้ามีตาและชื่อเสียงและย้ายไปอยู่ทีม Kallio Racing ในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่เขาสามารถคว้ามาได้ 3 โพเดียมจากการแข่งขัน 3 เรซท้ายสุด ต่อมาในปี 2021 ปีที่มีการแข่งขันน้อยลง เขาก็ได้ฉายาว่า เจ้าลูกกระสุนปืนจากบอลติก และตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะออกลุยกับฤดูกาลที่ 5 ของเขาในพร้อมกับทีมที่มีโรงงานตั้งอยู่ที่สหราชอาณาจักรอย่าง Triumph Hannes Soomer เผยว่า “ผมดีใจมาก ๆ ที่ได้ร่วมงานกับทีม Dynavolt Triumph ในฤดูกาล 2022 ผมเชื่อในศักยภาพของรถและประสบการณ์ของทีม และผมมั่นใจว่าเราสามารถหาทางร่วมงานกันได้อย่างรวดเร็ว ปีนี้เราจะได้เห็นความท้าทายใหม่ ๆ จากกติกาใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันนั้นยากที่จะคาดเดาและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ผมพูดได้แต่เพียงว่าเราจะทุ่มสุดกำลังของเรา และผมทนไม่ไหวแล้วที่จะได้เริ่มต้นการทดสอบและอยากที่จะลุยศึกในฤดูกาลนี้เต็มที่แล้ว” Simon Buckmaster ผู้จัดการทีม Dynavolt Triumph เผยว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศว่าเราได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับ Hannes Soomer ให้เข้ามาร่วมทีม Dynavolt Triumph อย่างเป็นทางการ จริง ๆ แล้ว ผมเฝ้าดูพัฒนาการของ Hannes ในไม่กี่ปีให้หลังมานี้และเคยพูดคุยกับเขาในช่วงสองสามฤดูกาลหลังมากนี้ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปได้ในการเซ็นสัญญาให้เขามาร่วมทีมของเรา ดังนั้นผมก็เลยดีใจที่ปีนี้เขาสามารถตกลงปลงใจกับเราได้” “Hannes นั้นเคยได้มาแล้วหลายโพเดียมในปี 2020 ปีที่แล้วเขาบาดเจ็บที่ขาในช่วงต้นฤดูกาลแต่ก็กลับมาโชว์ผลงานได้อย่างประทับใจ ผมเชื่อว่าเขามีศักยภาพ เขามีประสบการณ์และเขายังเชื่อมั่นในทีมของเรา เชื่อในโปรเจ็กต์ของไทรอัมพ์ เราตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นการทดสอบรถและเฝ้ารอที่จะได้ร่วมการแข่งขัน เป้าหมายของเราคือต้องมุ่งไปข้างหน้าและเป้าสูงสุดคือโพเดียมและแชมป์ ผมคิดว่าเขาจะต้องทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจ แต่ก็อาจจะไม่ถึงกับทุกคน เพราะมีคนไม่กี่คนที่เหมือนเรา ที่รับรู้ได้ถึงพรสวรรค์ของเขา แต่เขากำลังจะทำให้แปลกใจแน่ ๆ และผมก็เฝ้ารอวันนั้น” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Dynavolt Triumph รับ Hannes Soomer

White Motorcycle Concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ในยุคนี้แล้ว เรื่องของแอโรไดนามิกหรืออากาศพลศาสตร์นั้นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในรถแข่ง MotoGP รถซูเปอร์ไบค์ สปอร์ตไบค์ระดับเรือธง แต่แค่เรื่องวิงก์เล็ต ปีก หรือว่าแฟริ่งแบบดับเบิ้ลแฟริ่งมันธรรมดาไปสำหรับทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ที่ล่าสุด White Motorcycle concept จดสิทธิบัตร รถโคตรแอโรไดนามิก มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อ White Motorcycle Concept สักเท่าไหร่ แต่ถ้าได้เห็นภาพรถที่ทางแบรนด์นี้ได้ออกแบบที่อยู่ด้านบนแล้วล่ะก็ คงจะพอนึกอะไรได้บ้าง บริษัทที่ว่านี้มีเป้าหมายที่จะประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรมที่จะผลิกวงการยานยนต์ ด้วยการเพิ่มสมรรถนะและรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบยานยนต์ให้มีสมรรถนะทางแอโรไดนามิกให้สูงที่สุดรวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้า หลักการของแบร์นูลลีคือสิ่งที่สิทธิบัตรของทางไวท์มอเตอร์ไซเคิลคอนเซ็ปต์ยึดถือ โดยมีการออกแบบท่อเวนทูรีขนาดใหญ่และแคบ แต่ยาวตลอดตัวรถ เพื่อให้ของเหลว ซึ่งในเรื่องนี้คืออากาศ สามารถไหลผ่านในท่อเวนทูรีที่ว่านี้ได้เร็วกว่า เมื่อรถเคลื่อนที่ อ่านแล้วคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทย์มา หรือว่าคนที่เรียนจบมานานแล้วไม่ได้ใช้อาจจะงง ๆ แต่เอาเป็นว่าการออกแบบที่ว่านี้จะส่งผลให้ตัวรถมีแรงกดหรือดาวน์ฟอร์ซมากขึ้น และนั่นหมายความว่ามีความนิ่งและเสถียรมากขึ้นที่ความเร็วสูง ในสิทธิบัตรยังเผยมีการอ้างอีกว่าการออกแบบนี้จะช่วยลดแรงฉุด เนื่องจากตัวรถมีพื้นที่หน้าตัดเล็กมากจากการที่มีช่องว่างจากเจ้าท่อเวนทูรีนั่นเอง ทว่าหากมองจากแง่ของความสวยงามของการออกแบบดีไซน์แล้วมันช่างบ้าบอเสียจริง ๆ มันช่างต่างกับปีก วิงก์เล็ตหรือสปอยเลอร์ในรถแข่งราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นพวกที่ชอบอะไรล้ำ ๆ ไซไฟหน่อยก็คงจะโอเคไปกับดีไซน์นี้ อย่างไรก็ดีแม้ว่าโดยรวมแล้วมันจะดูล้ำ ดูเท่ในสายตาบางคน แต่การที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องของแอโรไดนามิกส์ให้ได้เต็มที่แล้วล่ะก็คุณจะต้องขับขี่ที่ความเร็วสูงระดับนึง อีกทั้งดีไซน์แบบนี้กลับทำให้รถนั้นยากที่จะขับขี่ รวมไปถึงความเทอะทะซึ่งอาจจะทำให้มันยากที่จะใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นมอเตอร์ไซค์ที่เกิดสิทธิบัตรการออกแบบนี้คันเป็น ๆ ในชีวิตจริงแน่ แต่ที่เอามานำเสนอก็เพราะว่ามันมีความน่าสนใจ มันเป็นความกล้าของวิศวกรที่กล้าที่จะออกแบบอะไรแบบนี้ขึ้นมา และในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นพื้นฐานการออกแบบมอเตอร์ไซค์ในภายภาคหน้า โดยอาจจะลดทอนบางอย่างลง จนสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Gresini Racing Dragster ขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริง ให้ตายสิพับผ่า ถ่ายรูปคันจริงลงเพจได้ไม่กี่วัน บิลต์ให้สาวกอยากได้จนน้ำลายหกได้ไม่ทันใด ถัดมาได้ 2 วัน มาประกาศบอกว่ารถขายหมดเกลี้ยงก่อนที่จะประกาศขายจริงอย่างเป็นทางการซะแล้ว สำหรับเจ้า Italjet Gresini Racing Dragster Limited Edition มาครั้งนี้เราก็เลยขอเอารายละเอียดความพิเศษของโมเดลนี้มาให้ดูกันแทน ว่ามีอะไรแตกต่างจากโมเดลธรรมดาอย่างไรบ้าง นอกไปเสียจากเรื่องของสีสันและลายกราฟิกที่ยกมาจากรถแข่ง MotoGP ของทางทีมเกรสินี เรซซิ่งทีมบ้าง ไฮไลต์พิเศษที่แตกต่างก็คือ – ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 คันในโลกเท่านั้น และรันนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน – ระบบกันสะเทือนจากทาง Ohlins ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง – ท่อไอเสียเต็มระบบจากทาง Akrapovic (มีท่อเดิมให้ด้วย) – ปีกหรือวิงก์เล็ตที่ท้ายรถสไตล์เดียวกับรถแข่ง MotoGP (มีตัวครอบเบาะเดิมให้ด้วย) – มีเฉพาะในโมเดล 300 เท่านั้น – โลโก้โฮโลแกรมพิเศษของทาง Gresini ยืนยันความเป็นของแท้ ทั้งนี้ราคาขายในยุโรปจะอยู่ที่ 9,499 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 379,000 บาท ถ้ามาไทยล่ะก็อย่าให้เซดเลยจะดีกว่า ราคาน่าจะโดดขึ้นไปกว่านี้อีกเยอะเลยทีเดียว สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยที่จองไม่ทันไม่ต้องเสียใจไป ทางอิตาลีได้แจ้งไว้ว่าจะมีสีสันพิเศษดังกล่าวนี้กับโมเดล 125, 200, 300 ด้วย เพียงแต่จะไม่ได้ความพิเศษแบบเดียวกันกับไฮไลต์ด้านบนเท่านั้น เรียกได้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของได้ในราคาถูกลง แต่จะไม่ได้ความซิ่ง และความพิเศษแบบสุด ๆ เหมือนโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็เท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F1 คืออะไร จะมาแข่งไทยจริงหรือ? แว่ว ๆ มาอีกแล้ว สำหรับกระแสของการแข่งขัน F1 ว่าจะมาแข่งขันที่ประเทศไทย แต่เชื่อมั้ยว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ๆ ที่จะมีรายการแข่งขันนี้ในประเทศไทย ซึ่งบทความนี้จะมาอธิบายว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนอื่นก็ต้องไปทำความรู้จักกันก่อนว่า F1 คืออะไร กันก่อนดีกว่าครับ F1 คือการแข่งขันรถสูตร 1 หรือ Formula 1 ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ FIA Formula One World Championship เป็นรายการแข่งขันในระดับที่สูงที่สุดสำหรับการแข่งขันรถประเภทล้อเปิด ซึ่งเจ้ารถที่ว่านี้ถือเป็นที่สุดของความเร็วที่ยานพาหนะมีล้อจะทำได้เลยก็ว่าได้ โดยตัวรถมีเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบชาร์จขนาด 1.6 ลิตร ให้แรงม้ากว่า 1000 แรงม้า กับน้ำหนักรถเพียง 768 กก. ใช้ยางสลิกขนาดพิเศษจากทาง Pirelli ตัวรถยังออกแบบโดยคำนึงแอโรไดนามิกขั้นสูง จนทำให้รถสามารถทำท็อปสปีดในสนามได้สูงสุดกว่า 370 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งนี่คือสเน่ห์อย่างนึงของการแข่งประเภทนี้ซึ่งโดนใจไบเกอร์อย่างเรา ๆ หลายคนเลยทีเดียว อีกทั้งการแข่งขันรายการนี้ทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่า 10 ทีมและมีแบรนด์ดัง ๆ มากมายเช่น Ferrari, Alpine, Alfa Romeo, Aston Martin หรือแม้กระทั่ง Honda เข้าร่วม ทั้งยังตระเวนแข่งไปยัง 22 สนามทั่วโลก ทำให้มีแฟน ๆ ที่คลั่งไคล้ความเร็วระดับขีดสุดที่เข้าไปชมถึงขอบสนามของรายการนี้รวมกันทั้งปีมากกว่า 5 ล้านคน แต่ถ้าหากนับแฟน ๆ ที่ชมจากทางบ้านนั้นมีการประเมินไว้ว่ามากถึง 1.55 พันล้านคนเลยทีเดียว ทีนี้วกกลับเข้าเรื่องว่าทำไมมันถึงยากเย็นจนถึงขั้นเรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยกับการที่รายการนี้จะมาแข่งขันที่ไทย อนึ่งเลยการแข่งขันนี้คือการแข่งขันระดับสูงสุดของโลกมอเตอร์สปอร์ต ต้องการสนามที่ได้มาตรฐานสูงสุดซึ่งก็คือ FIA Grade1 ถึงจะสามารถให้รายการแข่งขันอันยิ่งใหญ่นี้จัดขึ้นในสนามดังกล่าวได้ ซึ่งการที่จะได้สนามระดับนี้ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อจัดการปัจจัยต่าง ๆ ที่ทางสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติกำหนดไว้ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในส่วนต่าง ๆ ของสนาม ไปจนถึงพื้นผิวของแทร็ก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะต้องเพียงพอในการรองรับนักแข่ง ทีมงาน หรือผู้ชม ซึ่งแต่ละเรซนั้นจะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 200,000 คน แน่นอนว่าหากจะสร้างสนามที่จะรองรับสิ่งที่ทาง FIA กำหนดมาได้นั้นจะต้องใช้เงินถึงหลักพันล้านเลยทีเดียว แต่นั่นยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย ยังมีค่าใช้จ่ายในการเซ็นสัญญาเพื่อจัดการแข่งขันซึ่งก็ใช้เงินแบบคิดกันกลม ๆ ก็ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือราว ๆ 1,400 ล้านบาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก อาทิค่าการตลาดและค่าโปรโมตการแข่งขัน ค่ารักษาความปลอดภัยต่าง ๆ รวมไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่ารวม ๆ กันทั้งหมดก็หลายพันล้านบาทเลยทีเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนแฟน ๆ รถแข่งสูตร 1 ในบ้านเรายังมีไม่มากพออีก ค่าตั๋วเข้าชมที่มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 8,000 บาท ก็น่าจะมีส่วนให้มีการเข้าชมน้อย หรืออาจจะไม่มากพอ ซึ่งเมื่อมองในมุมของนักลงทุนแล้วก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าเสมอ ยกตัวอย่างลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกที่เกิดขึ้นกับไทยเมื่อปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ใช้เงินน้อยกว่านี้มาก รวมถึงฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมมาก ๆ ในบ้านเรายังเกิดปัญหาจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่ว ดังนั้นดีลรายการแข่งนี้ที่เป็นดีลยักษ์ใหญ่จึงยิ่งยากที่จะประสบความสำเร็จในไทยได้ สรุปแล้วความฝันที่จะมาตอบโจทย์ชาวไบเกอร์ที่ชอบความเร็วอย่างเรา ๆ ที่นอกจากจะได้ชม MotoGP ในไทยแล้ว ยังอยากชม F1 ด้วยนั้นคงเป็นไปได้ยากมาก ๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เซ็นสัญญา 3 ปี ซัพพอร์ตยางแข่ง Moto2 และ Moto3 ข้อตกลงใหม่ยืนยันคอนเฟิร์มแล้วหลัง Pirelli เซ็นสัญญา ซัพพอร์ตยางแข่ง Moto2 และ Moto3กับทาง Dorna Sports แล้ว งานนี้เราก็จะได้เห็นยางอิตาเลียนระดับตำนานแบรนด์นี้ไปเข้าร่วมแพ็ดด็อกของรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง MotoGP ตั้งแต่ปี 2024 ถึงปี 2026 พีเรลลี่จะได้กลายเป็นผู้สนับสนุนยางรายการ Moto2 และ Moto3 อย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว โดยสัญญาสามปีนี้ได้รับการสรุปแล้ว และเราจะได้เห็นยางอิตาเลียนแบรนด์นี้ได้กลายเป็นส่วนนึงในการแข่งขันในรุ่นเล็กและรุ่นกลางในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ทั้งนี้ Pirelli เองได้เป็นผู้สนับสนุนยางรายเดียวของการแข่งขันทุกคลาสในศึก MOTUL FIM Superbike World Championship และตอนนี้ได้ขยายไปยังรายการแข่งขันสองล้ออื่น ๆ ซึ่ง Moto2 และ Moto3 ซึ่งเป็นคลาสที่คอยป้อนนักแข่งส่งสู่เวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ซึ่งทางพีเรลลี่จะซัพพอร์ตยางสลิก DIABLO™ Superbike ทั้ง 2 คลาส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาสำคัญของทาง Pirelli ที่ว่า ‘We sell what we race, we race what we sell’ ซึ่งหมายความว่า “เราขายยางที่เราใช้แข่ง เราแข่งด้วยยางที่เราขาย” และด้วยสัญญาในครั้งนี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาของทางพีเรลลี่ทั้งในแง่ของการเติบโตทางการค้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งแพ็ดด็อกของ MotoGP เปรียบเสมือนแล็ปทดลองทางการแข่งขันที่ดีที่สุดของโลกสองล้อ และยังส่งเสริมผลักดันในเรื่องของนวัตกรรมด้านความปลอดภัย สมรรถนะและความยั่งยืนที่จะถ่ายทอดต่อไปยังลูกค้าตัวจริงบนท้องถนน ข้อตกลงนี้ยังรวมไปถึงรายการอื่น ๆ ที่มุ่งหน้าสู่การแข่งขัน MotoGP ซึ่งจะทำให้พีเรลลี่กลายเป็นผู้สนับสนุนยางเพียงรายเดียวให้กับทุกคลาส ไม่ว่าจะเป็นรายการ Finetwork FIM JuniorGP World Championship รายการ Idemitsu Asia Talent Cup รายการ Northern Talent Cup และ Red Bull MotoGP Rookies Cup รวมไปถึง FIM MiniGP World Series ซึ่งเป็นรายการสร้างนักแข่งหน้าใหม่อายุน้อยป้อนสู่รายการระดับสูงสุดอย่าง MotoGP หรือรายการแข่งขันอื่น ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ดีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทยางที่จะใช้ยังไม่เปิดเผย Aldo Nicotera รองประธานอาวุโสและหัวหน้าแผนกมอเตอร์ไซค์และจักรยานของ Pirelli กล่าวว่า “เรายินดีที่ Dorna เลือกเราเป็นซัพพลายเออร์ยาง Moto2 และ Moto3 สำหรับ 3 ฤดูกาลถัดไป นี่จะเป็นการยืนยันถึงพลังของเราในโลกมอเตอร์สปอร์ตที่มากขึ้นและยังเป็นสัญญาณอันชัดเจนของการเห็นคุณค่าในงานที่เราทุ่มเทกับศึก Superbike World Championship มาตลอด 20 ปี และด้วยสัญญาใหม่นี้ เราจะร่วมมือกับอนาคตใหม่ของวงการมอเตอร์ไซค์เพื่อไปสู่การแข่งขันระดับท็อปอย่าง WorldSBK และ MotoGP รวมไปถึงการซื่อสัตย์กับปรัชญาของเราที่เป็นแรงผลักดันเรามาโดยตลอด เราจะยังดำเนินต่อไปด้วยการใช้ยางที่เราขายในท้องตลาดและนักบิดทั่วไปหาซื้อได้” Carlos Ezpeleta ประธานฝ่ายกีฬาจาก Dorna Sports กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อนรับ Pirelli เข้าสู่แพ็ดด็อกในฐานะผู้สนับสนุนยางรายเดียวสำหรับ Moto2 และ Moto3 รายการแข่งขันเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกมอเตอร์สปอร์ต ยังเป็นคลาสผลิตนักแข่งที่แข็งแกร่งและยังเป็นการแข่งขันในระดับสูงทั้งในด้านการกีฬาและคุณค่าทางการตลาด เราดีใจมากที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทาง Pirelli และได้ทำข้อตกลงร่วมกัน การได้ต้อนรับพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ ยังช่วยสร้างสายสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีในอุตสาหกรรมสองล้อด้วย และเราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับพีเรลลี่ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งรวมไปถึงด้านของสมรรถนะ ความเชื่อมโยงกับรถขี่ถนนตลอดไปจนถึงเรื่องของความยั่งยืน” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 400X น้องเล็กสแครมเบลอร์จากเมืองผู้ดี ออกสู่สายตาสาธารณชนเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลใหม่ล่าสุดอีกหนึ่งรุ่นจากแดนผู้ดีสัญชาติอังกฤษอย่าง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซค์เคิล ได้ทำการเปิดตัวโมเดล Triumph Scrambler 400X สแครมเบลอร์น้องใหม่พิกัด 400 ซีซีโฉมหล่อสุดเท่รุ่นนี้ เดี๋ยวไปดูกันว่าเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้มีดีเทลอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ในด้านการดีไซน์เจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้ ถือว่าถอด DNA มาจากรุ่นพี่อย่าง Scrambler 900 และ Scrambler 1200 ด้วยพร้อมภาพลักษณ์อันโดดเด่น และคาแรคเตอร์ที่พร้อมลุยในทุกเส้นทาง ยังรวมไปถึงคุณสมบัติของรุ่นนี้ ที่มุ่งเน้นการใช้งานได้จริง ไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย การ์ดแฮนด์ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลม พร้อมครอบไฟหน้าออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมพร้อมครอบไฟหน้า การ์ดหม้อน้ำ และการ์ดกันกระแทกอ่างน้ำมันเครื่อง รวมถึงแฮนด์บาร์ที่กว้างพร้อมการ์ดแฮนด์ ที่ค้ำแฮนด์พร้อมแท่นรอง บังโคลนหน้าที่ยาวขึ้น แป้นเบรกเหล็กขนาดใหญ่ และที่พักเท้าแบบยึดเกาะสูง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงและกว้างขึ้น ทำให้ได้ตำแหน่งการยืนขี่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อขี่แบบออฟโรด และคอมพาวด์ของผ้าเบรก ที่ได้รับการปรับปรุงให้ประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างมั่นใจ ในทุกสถานการณ์ขับขี่ ถังน้ำมันถูกออกแบบด้วยเส้นลายกราฟิกอย่างสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อก-ดิจิทัล LCD ท่อไอเสียปลายคู่ยกสูง เพลทโมเดลอลูมิเนียม นอกจากนี้ ตัวถังน้ำมันยังถูกออกแบบลายกราฟิกด้วยแถบสี Scrambler ที่มาพร้อมกับเส้นสามเหลี่ยม โดยมี 3 สีให้เลือก ประกอบด้วยสี Matt Khaki Green/Fusion White, สี Carnival Red/Phantom Black และสี Phantom Black/Silver Ice เสริมด้วยเบาะหนังแบบ 2 ชิ้น สีน้ำตาล และมือจับคนซ้อน พร้อมกันนี้ตัวรถจะใช้เฟรมใหม่ทั้งหมด รวมถึงซับเฟรมท้ายท่อเหล็กไฮบริดสไปน์และสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม รวมทั้ง ท่อไอเสียสแตนเลสสองชั้นแบบปลายคู่ยกสูง ในสไตล์รถสแครมเบลอร์มาให้อีกด้วย เครื่องยนต์ TR-Series บล็อกเดียวกันกับเจ้า Speed 400 สำหรับขุมพลังของสแครมเบลอร์ 400 เอ็กซ์ รุ่นนี้ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า Speed 400 ที่ใช้เพลาข้อเหวี่ยง ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับแรงเฉื่อยให้เหมาะสมกับการขับขี่ในความเร็วต่ำ รวมถึงลูกสูบที่ได้รับการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสียดทานและยังช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเครื่องยนต์เป็นแบบหัวฉีด DOHC สูบเดียว 4 วาล์ว 398.15 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้พละกำลังสูงสุดที่ 40 แรงม้าที่ 8,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุดที่ 37.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมกับควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้า กับระบบขับเคลื่อนด้วยเกียร์แบบ 6 สปีด รวมถึงได้รับรองมาตรฐาน Euro 5 อีกด้วย แน่นด้วยระบบช่วงล่าง..สมชื่อสไตล์รถสแครมเบลอร์แบบผู้ดี สำหรับช่วงล่างของเจ้าสแครมเบลอร์รุ่นนี้จะแตกต่างกับโมเดลโมเดิร์นคลาสสิกที่เปิดตัวมาพร้อมกัน โดยตัวโช้คจะมีระยะยุบที่มากขึ้น กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.มีระยะยุบที่ 150 มม. และโช้คเดี่ยว ซับแทงค์ด้านหลัง ที่สามารถตั้งค่าพรีโหลดได้มาพร้อมระยะยุบที่เท่ากันคือ 150 มม. ซึ่งตอบโจทย์สายลุยได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบเบรก จะใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าขนาด 320 มม. ปั๊มเบรก 4 พอทแบบเรเดียลเม้าท์ ด้านหลังจะใช้ดิสก์เบรกขนาด 230 มม.พร้อมปั๊มเบรกแบบลอยตัว อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ ABS ช่วยลดระยะการเบรกให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อด้วยล้อแม็กสีดำ หน้า-หลัง ขนาด 19 นิ้ว และ 17 นิ้ว ตามลำดับ เสริมด้วยยางกึ่งทางเรียบ/วิบาก ยางหน้าขนาด 110/90 และยางหลังขนาด 140/80 ฟีเจอร์โดดเด่น ทันสมัย ในด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อส่งมอบสมรรถนะและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ในรุ่นนี้ เปิดตัวด้วยระบบคันเร่งแบบ Ride-by-Wire ระบบควบคุมการลื่นไถล หรือ แทร็กชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel พร้อมจอเรือนไมล์แบบอนาล็อก-ดิจิทัล ช่องชาร์จ USB Type C ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรงบิด ระบบไฟ LED ที่มีมาให้รอบคัน และระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาจากโรงงานให้อีกด้วยครับ สี Matt Khaki Green/Fusion White สี Carnival