SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

สรุปการจัดอันดับทีม F1 2026 ล่าสุดจาก The Race หลังจบการทดสอบพรีซีซั่น Mercedes นำโด่ง Ferrari ตามจี้ และวิกฤตของ Aston Martin ในยุคกติกาใหม่

ก้อง สมเกียรติรับ ต้องพัฒนาการขี่ให้มากกว่านี้ ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดจากทีม LCR Honda ได้ออกมาเผยว่าเขานั้นต้องพัฒนา และเรียนรู้ในการขับขี่เจ้า RC213V ให้มากกว่านี้ เพราะการขับขี่ในระดับ MotoGP นั้นแตกต่างกับตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง เพราะมันมีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด “พวกเรามีเวลาสามวันสำหรับการทดสอบในรอบ Shakedown Test แต่ผมนั้นได้มีโอกาสลงซ้อมแค่สองวันเท่านั้น และรถของผมที่ใช้ซ้อมเป็นรถใหม่ทั้งหมดเมื่อเทียบกับการซ้อมที่บาร์เซโลน่า เนื่องจากทีมของผมอยากให้ผมได้เริ่มทดสอบกับรถปี 2025 และเปรียบเทียบว่ามันแตกต่างกับรถปี 2024 อย่างไรบ้าง” ในการทดสอบวันแรกในรอบ Shakedown Test ก้อง สมเกียรติก็ได้ทำการเช็ครายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวรถ เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ รวมไปถึงการทดลองในการใช้ตัวช่วยต่าง ๆ โดยเจ้าตัวยังบอกอีกว่าสิ่งที่ยากที่สุดตอนนี้คือการควบคุมความเร็ว และการคำนวนในจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะมันมีความแตกต่างจากตอนขี่ Moto2 โดยสิ้นเชิง “ในการทดสอบวันแรกที่ผมได้พบกับรถใหม่ ผมก็เริ่มจากการตรวจเช็ครายละเอียดต่าง ๆ และพยายามเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ของตัวรถ” “ผมพยายามใช้ตัวช่วยของรถในจุดที่จำเป็น เพราะเมื่อผมเทียบกับทาคา (ทาคาอากิ นาคากามิ) เมื่อปีที่แล้ว ยังมีบางจุดที่ผมช้ากว่าเขาในการใช้ตัวช่วยที่ล้อหลัง แต่ผมคิดว่าตอนนี้พวกเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น” “สำหรับผมตอนนี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือการใช้ความเร็ว รวมไปถึงจุดที่ต้องหยุดรถด้วย เพราะตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้เบรกคาร์บอน ทำให้จุดเบรกของผมแตกต่างจาก Moto2 และความเร็วในการเข้าโค้งนั้นก็แตกต่างจากตอนที่ขี่ Moto2 ด้วย” เวลาที่ทำได้ดีที่สุดต่อรอบของ ก้อง สมเกียรติ ใน Shakedown Test2025 การซ้อมวันที่ 2 2:01.028 การซ้อมวันที่ 3 2:00.550 ก้องจะลงทดสอบ RC213V อย่างเป็นทางการอีกครั้งในการทดสอบรอบ Sepang Test ที่ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะแข่งขันในโฮมเรซเป็นสนามแรกระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เบรกปุ๊บ..กางปั๊บ! Yamaha Airbag 2025 มาแล้ว เรื่องความปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทั้งรถสี่ล้อหรือสองล้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายหลักที่ทางผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หลากหลายค่ายหรือแม้กระทั่งผู้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ต่างให้ความสนใจมาเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้เป็นทางเลือกในออปชันของผลิตภัณฑ์โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเช่นเดียวกัน หนึ่งในผู้ผลิตจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างยามาฮ่า ก็ได้ริเริ่มการโปรเจ็กต์ของ Yamaha Airbag 2025 หรือระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับระบบถุงลมนิรภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่อาจช่วยชีวิตคนมากมาย และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทันสมัยมากมายอะไรนัก เพราะมันเคยมีมาเนิ่นช้านานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่รุ่นโกล์วิงก์ จากค่ายปีกนกในปี 2006 แต่ในครั้งนี้ยามาฮ่าเองก็ได้พยายามพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อใช้ในรถสปอร์ตไบค์ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างท้าทายเลยไม่น้อย เพราะการที่จะติดตั้งถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์เสียอีก และอาจยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยในรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ด้วยความซับซ้อนของรถมอเตอร์ไซค์ที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ผ่านการคำนวณด้วยเซ็นเซอร์ IMU ถ้าลองนึกดูว่าเซ็นเซอร์คำนวณผิดพลาดในขณะที่เรากำลังขับขี่ แอร์แบ็คเกิดทำงานถุงลมตีพองโต บดบังสายตา ก็อาจเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เพราะอุบัติเหตุ อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ จริงหรือไม่ ? นั่นก็อาจจะเป็น 1 ใน 99 เปอร์เซ็นต์ ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันยังคงมีประโยชน์เสียมากกว่าไหน ๆ โดยแนวคิดใหม่ของเจ้าระบบรุ่นนี้ ยามาฮ่า ไม่เพียงคิดแค่เรื่อง Airbag เท่านั้น ยังมุ่งเป้าที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์ โดยระบบดังกล่าวจะใช้ เซ็นเซอร์ 2 ตัว ที่คล้ายคลึงกับเซ็นเซอร์ IMU ซึ่งมีคุณสมบัติตรวจจับคววามเร่งในเร่งในแนวราบ แนวข้างและแนวดิ่งได้ ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวแรกถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของจุดศูนย์ถ่วงของรถ ส่วนอีกตัวหนึ่งจะติดตั้งไว้ด้านหลังจุดศูนย์ถ่วง นั่นเอง เล็งติดตั้งในรุ่น YZF-R1 และ Tricity สำหรับภาพประกอบสิทธิบัตรของระบบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ยามาฮ่า กำลังทดลองแนวคิดนี้กับเจ้า YZF–R1 และเจ้า Tricity ซึ่งแตกต่างกันมากในแง่ของการออกแบบและใช้งาน โดยความคืบหน้าของระบบนี้ เราอาจจะได้เห็นภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และอาจบรรจุในโมเดลเซ็กเมนต์อื่น ๆ ของทางค่าย ซึ่งนับว่าเป็นการคืบหน้าที่ดี เพราะขับขี่ปลอดภัย ยังไงก็ดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Night Course กับ 6 เหตุผลว่าทำไมคุณต้องมาเรียน สำหรับกิจกรรมการเรียนการสอน Honda Night Course ให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และฝึกทักษะขับขี่ปลอดภัยได้มากที่สุดและ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาเรียนแต่ไม่มีเวลาในช่วงกลางวัน สามารถมาเข้ารับการฝึกในช่วงภาคค่ำแทนได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง เพิ่มความสะดวกให้กับคนรุ่นใหม่ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัท นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป 1.กลางวันไม่ว่างไม่ใช่ปัญหา เพราะคอร์สนี้จัดในช่วงเย็นยันค่ำ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศหรือคนทำงานทั่วไป ซึ่งอยากที่จะเสริมทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์และทักษะการขับขี่ปลอดภัย ซึ่งคอร์สเรียนนี้ออกมาได้ตอบโจทย์เรื่องเวลามาก ๆ แถมใคร ๆ ก็เรียนได้ ขอแค่มีพื้นฐานเคยขี่รถมีคลัตช์มาบ้าง โดยคอร์สนี้จริง ๆ แล้วจะเปิดให้บุคคลทั่วไป หรือจะเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือผู้ที่อยากขับขี่รถบิ๊กไบค์ และเนื่องจาก 2.ปลอดภัยไร้กังวล สถานที่เรียนไนท์คอร์สนั้นคือที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า Honda Safety Riding Park Bangkok เป็นสถานที่ ๆ ปลอดภัยมีการติดตั้งไฟสป็อตไลท์เพิ่มแสงสว่างในการมองเห็นเพียงพอในการฝึกสอน ทั้งยังมีการออกแบบสนามให้ใช้ความเร็วได้ไม่มาก เพราะงั้นจึงไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงแน่นอน สำหรับในส่วนสำคัญเลย ที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ป้องกันขับขี่ให้ยืมครบทุกส่วนในช่วงเวลาของการฝึกขับขี่ Night Course 3.อากาศดีไม่ร้อน แน่นอนว่าคอร์สนี้ก็ตามชื่อเลยครับ การขับขี่จะเริ่มกันในช่วงเย็นไปจนถึงหัวค่ำดังนั้นจึงไม่มีแดดจัด ๆ มาทำให้ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อยอีกด้วย เรียกว่าชิลล์ ๆ กันเลย 4.สถานีฝึกหลากหลาย เช่น สลาลม ทางโค้ง ทางตรง ร่วมไปถึงในส่วนของสถานี Dirt ซึ่งเหมาะไว้สำหรับ สายวิบาก รถเอ็นดูโร่ รถโมโตครอสนั่นเองครับ 5.ไม่ต้องกลัวรถที่เรารักพังหรือเสียหาย เพราะที่นี่มีรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าให้เรียนเสริมทักษะการขับขี่แบบครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ 110 ซีซี ขึ้นไป มีครบทุกประเภท ทั้งรถเกียร์ รถออโตเมติก รถโมโตครอส กระทั่งรถบิ๊กไบค์ เรียกได้ว่าไม่ต้องเอารถตัวเองมาให้เสี่ยงเลย 6.เรียนกับครูฝึกผู้ชำนาญการ ครูฝึกจากฮอนด้าอธิบายการสอนในการขับขี่ได้อย่างดี เข้าใจง่าย ฝึกสอนแบบตัวต่อตัว เป็นกันเอง และสามารถให้คำแนะนำในการขับขี่กับเราได้อย่างดี และในครั้งนี้ คอร์สขับขี่ปลอดภัยที่เรามาเรียนเป็นแบบ Pre BigBike หรือ การเริ่มต้นขับขี่รถบิ๊กไบค์ อย่างถูกต้อง โดยบทเรียนที่จะเจอในคอร์สนี้จะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะพัฒนาขึ้นมาขี่รถบิ๊กไบค์ โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้ผู้มาเรียนกลับไปขี่รถบิ๊กไบค์ของตัวเองได้ดีและถูกต้องมากกว่าเดิม โดยทักษะการเรียนการสอนถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ โดยเริ่มจาก ส่วนที่ 1 ภาคทฤษฎี ซึ่งจะเป็นการอธิบาย และท่าทางการขับขี่ การใช้สายตา ต้องมองให้ไกล ให้มากพอที่จะมีระยะในการเบรกเพื่อเข้าโค้ง ท่านั่งขับขี่ หัวไหล่ต้องผ่อนคลาย ให้หัวไหล่ขนานกับแฮนด์ ต้องให้เป็นส่วนเดียวกับรถ ท่อนแขนต้องงอ เวลารถเร่งออกตัวไปข้างหน้าข้อศอกต้องรับน้ำหนัก ไม่หนีบหรือแนบลำตัว ให้กางออกเล็กน้อย เวลาเบรกแขนต้องตึงเพื่อให้ตัวรถมั่นคงเวลาเบรก มือกำแฮนด์ จับให้กระชับ เฉียงข้อมือออกมาเล็กน้อย 4 นิ้วไว้ที่เบรก ส่วนลำตัว นั่งให้กระชับกับตัวรถมากที่สุด เพื่อให้ควบคุมตัวรถได้ง่าย หัวเข่า ให้ชิดชี้ตรงไปข้างหน้ามากที่สุด ไม่กางออกจากตัวรถ ส่วนการวางเท้า ต้องวางเท้าแล้วสามารถยืนขี่ได้ อยู่ในจุดที่มั่นคง ไม่สอดลงใต้เกียร์หรือใต้เบรก ส่วนที่ 2 ภาคปฏิบัติ เริ่มจากการวอร์มร่างกายก่อนขับขี่ วอร์มยาง และทำความรู้จักรถ เรียนรู้ผ่านการขับขี่ในสเตจต่าง ๆ เช่น สลาลม การเข้าโค้งแบบซิกแซก เข้าโค้งในทางแคบ เข้าโค้งในโค้งทางกว้าง การใช้คลัตช์และคันเร่ง ในการคอนโทรลตัวรถในการเข้าโค้งเพื่อไม่ให้รถดับเวลาเข้าโค้ง การใช้เบรก การเบรกในระยะที่กำหนด หรือการกำหนดจุดเบรก และการเบรกกะทันหัน การให้สัญญาณมือ ในการตั้งแถวคู่ เดี่ยว และการจอดรถ หลังจากที่ได้ฝึกขับขี่ปลอดภัยจากทางฮอนด้า รู้สึกว่าทำให้เรามองขับขี่ได้มากขึ้นมองไกลขึ้นควบคุมตัวรถได้ดี และเข้าโค้งได้มั่นใจกว่าเดิม สำหรับ “Night Course” คือ หลักสูตรการฝึกขับขี่ปลอดภัยที่เปิดการฝึกสอนในภาคค่ำ ตั้งแต่เวลา 17:30 น. ถึงเวลา 20:30 น. ทุกวันพุธถึงวันเสาร์ โดยคอร์สการฝึกสอนประกอบด้วย วันพุธ-วันพฤหัสบดี คอร์ส Pre Riding/Pre Clutch วันศุกร์ คอร์ส Pre Big Bike วันเสาร์ คอร์ส Riding Clinic นอกจากนี้ ในทุกวันศุกร์และวันเสาร์สุดท้ายของเดือน จะเป็นคอร์สจิมคานาที่จะเพิ่มความท้าทายให้กับผู้ขับขี่รถได้เข้ามาร่วมแข่งขันทักษะการขับขี่พร้อมชิงถ้วยรางวัล โดยทางฮอนด้าจะเริ่มเปิดให้บริการที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าเซฟตี้่ไรดิ้งปาร์ค กรุงเทพ ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Honda Call Center : โทร.02-725-4000 เว็บไซต์

V-Strom SX แอดเวนเจอร์หัวใจสปอร์ตไซส์เล็กจาก Suzuki เปิดตัวแล้วที่อินเดีย ล่าสุดแบบสด ๆ ร้อน ๆ ซูซูกิ อินเดียก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลที่ทางค่ายเรียกว่าสปอร์ตแอดเวนเจอร์อย่าง Suzuki V-Strom SX ซึ่งมีพื้นฐานเครื่องยนต์มาจากเจ้า Gixxer 250 ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียวแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งโมเดลนี้นิยมมากในอินเดีย โดยคันนี้จะมีจุดแตกต่างกับวีสตรอม 250 ที่เป็นเครื่องสองสูบตรงที่ตัวรถมีความเพรียวและเบากว่ามาก โดยตัวรถน้ำหนักเบาเพียง 167 กก.เท่านั้น เครื่องยนต์ 249 ซีซีเครื่องนี้ มีการเคลมแรงม้ามาที่ 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ และแรงบิดมาที่ 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ และขนาดล้อจะมีขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งถือว่าออกมาในเชิงกึ่ง ๆ แอดเวนเจอร์ซะมากกว่า นอกจากเรื่องข้างต้นแล้วซูซูกิยังนำระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันเครื่องหรือออยล์คูลลิ่งอย่าง “ซูซูกิออยล์คูลลิ่งซิสเต็ม (SOCS) มาใส่ให้โมเดลนี้อีกด้วย สำหรับในส่วนของการออกแบบดีไซน์นั้นตัวรถยังให้ความรู้สึกย้อนยุคอยู่เล็กน้อย โดยจะมาในเส้นสายเป็นเหลี่ยมมุมแบบรถในปี 80 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก DR-Z แบบเดียวกับรุ่นพี่ใหญ่อย่าง 1050 มีไฟหน้า LED อยู่ในโคมแบบแปดเหลี่ยมคล้าย ๆ กับ Gixxer 250 และไฟท้าย LED ในเรื่องของช่วงล่างก็จะแตกต่างจาก 250 ตรงที่เปลี่ยนเป็นล้อมีขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับอย่างที่กล่าวไปแล้ว และล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมดีไซน์คล้ายกับ Gixxer 250 ส่วนระบบเบรกจะดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบ ABS แบบ 2 ชาแนล ขณะที่ระบบกันสะเทือนจะมีโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดา ส่วนโช้คหลังจะเป็นแบบโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ขณะที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็พอมีพอใช้ ไม่ได้ใส่มามากนัก โดยจะมีระบบอีซี่สตาร์ทที่กดครั้งเดียวไม่ต้องกดค้างเหมือนรถจากค่ายอื่น ๆ ยังมีระบบ Suzuki Ride Connect ซึ่งจะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ช่วยให้สามารถรับสายโทรเข้ามาได้ ใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่ด้านซ้ายของเรือนไมล์เพื่อให้สามารถชาร์จไฟอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวกอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยโฉม Interceptor และ Continental GT รุ่นลิมิเต็ด เฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี Royal Enfield ล่าสุดรอยัล เอ็นฟีลด์ เปิดตัวรถจักรยานยนต์ Interceptor 650 และ Continental GT 650 รุ่นลิมิเต็ด เฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปี ของแบรนด์ และทุกความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น มีจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงรุ่นละ 60 คันเท่านั้น มีจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย 60 คัน, ประเทศญี่ปุ่น 24 คัน, ประเทศเกาหลี 16 คัน และประเทศฟิลิปปินส์ 10 คัน ส่วนในประเทศไทยจะมีเฉพาะรุ่น Interceptor 650 จำหน่าย จำนวน 10 คัน ราคาคันละ 290,000 บาท เนื่องจากเป็นโอกาสพิเศษ รอยัล เอ็นฟีลด์จึงมอบหมายให้ทีมในสหราชอาณาจักร และประเทศอินเดียเป็นผู้ออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ รวมถึงทำชิ้นส่วนบางชิ้นขึ้นด้วยมือทั้งหมด รอยัล เอ็นฟีลด์พัฒนาสีดำโครเมียมอันโดดเด่นของถังน้ำมันขึ้นเอง ด้วยเทคโนโลยีชุบโครเมียมชั้นนำในอุตสาหกรรมของแบรนด์ ที่โรงงานผลิตดั้งเดิม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1950 ในธีรุโวตติยุร (Thiruvottiyur), เมืองเจนไน (Chennai) ประเทศอินเดีย รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ถูกชุบแบบไตรวาเลนท์ (trivalent) ในกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เพื่อความเข้ากันกับถังน้ำมันสีดำโครเมียม ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ Interceptor 650 และ Continental GT 650 มาพร้อมชิ้นส่วนโทนสีดำทั้งหมด เช่น เครื่องยนต์และท่อไอเสีย ส่วนอุปกรณ์เสริมของแท้ก็เป็นสีดำทั้งหมดเหมือนกัน เช่น ฟลายสกรีน อุปกรณ์ป้องกันเครื่องยนต์ อุปกรณ์ป้องกันส้นเท้า กระจกมองหลัง และกระจกปลายแฮนด์ รอยัล เอ็นฟีลด์ฉลองครบรอบ 120 ปี อย่างภาคภูมิใจใน DNA ของแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือ ด้วยสัญลักษณ์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ด้านข้างถังน้ำมันที่ช่างทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลือง สัญลักษณ์ที่ดูวิจิตรนี้ทำขึ้นร่วมกับตระกูลเซอร์ปี เซนธิล (Sirpi Senthil) ซึ่งเป็นช่างฝีมือหลากหลายชั่วอายุคนจากเมืองวัด กุมภโกนัม (Kumbakonam), รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ที่เชี่ยวชาญในการทำหุ่นจำลองทองเหลืองที่สง่างามให้กับวัดต่าง ๆ ที่ผู้คนเคารพ และนับถือมากที่สุดในประเทศอินเดียมานานหลายศตวรรษ โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ช่างฝีมือเหล่านี้ร่วมมือกับแบรนด์ยานยนต์ นอกจากมีสัญลักษณ์ด้านข้างถังน้ำมันที่ทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลืองแล้ว รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ก็มีลวดลายที่วาดด้วยมือตกแต่งบนตัวรถ เป็นการระลึกถึงตำนานการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือของแบรนด์ สุดท้ายเพื่อให้รถจักรยานยนต์แต่ละคันมีความพิเศษยิ่งขึ้น สัญลักษณ์ด้านบนของถังน้ำมันจะมีเลขเฉพาะประจำคันอยู่ โดยไล่ตั้งแต่เลข 1 ถึง 60 เป็นแบบนี้เหมือนกันใน 4 ภูมิภาคทั่วโลกที่มีจำหน่าย (ภูมิภาคละ 120 คัน) และตัวรถก็ยังมีลวดลายดีคอล (decal) ประดับอยู่บนด้านข้างอีกด้วย เผยโฉม Interceptor และ Continental GT รุ่นลิมิเต็ด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GS ราชาแอดเวนเจอร์ จาก BMW เตรียมส่งโมเดลใหม่ใหญ่ยิ่งขึ้น? GS ราชาแอดเวนเจอร์ จาก BMW กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากที่มีการหลุดมาของข้อมูลบนเว็บไซต์สำหรับบำรุงดูแลรักษารถของทาง BMW เอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีภาพหลุดจากทางค่ายว่ากำลังพัฒนาโมเดลใหม่อยู่อีกด้วย สังเกตได้จากภาพสปายช็อตที่ทาง MCN นำมาเผยแพร่ ซึ่งมีโมเดลใหม่ทดสอบที่ศูนย์ทดสอบออฟโร้ดของทางค่าย ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับการแก้ไข โดยก่อนหน้าที่จะได้รับการแก้ไขนั้นทางเว็บไซต์ได้มีดร็อปดาวน์เมนูให้เลือกจองบริการโมเดลใหม่ ได้แก่ R1300 GS R1400GS และ M1300GS ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่าโมเดลใหม่ที่อาจจะมาถึงในไม่ช้านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะโมเดลอย่าง M1300GS ที่คาดว่าจะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ท่อแต่งและของแต่งอื่น ๆ และอาจจะเป็นไปได้ว่าจะออกมาเป็นโมเดลพิเศษที่เน้นขี่ถนนทางดำด้วยการใส่ล้อขนาด 17 นิ้วก็เป็นไปได้ ส่วน R1300GS และ R1400GS ก็คาดว่าจะเป็นสเต็ปต่อไปของโมเดลใหม่ในตระกูลแอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่ของทางค่าย และเป็นไปได้ว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกใหม่ แม้ว่าตอนนี้เครื่องยนต์จะระบายความร้อนด้วยน้ำแล้วก็จริง แต่ส่วนของกระบอกสูบนั้นยังใช้ลมระบายความร้อนเป็นหลัก ดังนั้นโมเดลใหม่อาจจะใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบเลยก็เป็นได้ โดยอาจจะเพิ่มเสื้อน้ำมาให้บริเวณลูกสูบเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้นและยังช่วยลดเสียงและมลพิษ เพื่อรองรับมาตรฐานไอเสียใหม่ในอนาคตอย่าง Euro5B ที่เข้มงวดขึ้นมากและอาจจะบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ ขณะที่ R1400GS อาจจะเป็นโมเดลใหม่ที่มาแทนที่รุ่น Adventure หรือ GSA ก็เป็นไปได้ ซึ่งโมเดลนี้จะเหมาะกับสายลุยสายเดินทางแบบฮาร์ดคอร์ ซึ่งตัวรถน่าจะแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างไรก็ตามสำหรับโมเดลใหม่นี้คงไม่น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้อย่างแน่นอน อาจจะเป็นโมเดลปี 2023 แทน สาวกคงต้องกันนานหน่อยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับโมโตครอสไฟฟ้า พวกเราไบเกอร์น่าจะเคยได้เห็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้าจากทาง Yamaha ไปหลายตัวแล้ว แล้วเจ้าสิทธิบัตรล่าสุดเนี่ยก็ยังเกี่ยวข้องกับโมเดลโมโตครอสไฟฟ้าที่เผยให้เห็นถึงอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งที่แฮนด์บาร์เพื่อทำหน้าที่จำลองผลของคลัตช์หรือพูดง่าย ๆ ว่า Yamaha จดสิทธิบัตรคลัตช์เทียม สำหรับรถโมโตครอสไฟฟ้านั่นเอง ยามาฮ่าได้ตะหนักอย่างชัดเจนเลยว่ารถไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่ใช้ในการแข่งขัน จะขับขี่ได้ดีขึ้นจากการมีคลัตช์ สังเกตได้จาก TY-E รถไทรอัลไฟฟ้าของทางค่ายที่มีฟลายวีลและคลัตช์คั่นกลางระหว่างมอเตอร์กับระบบเกียร์ 1 สปีด มันช่วยให้ผู้ขับขี่หมุนมอเตอร์และฟลายวีลได้โดยที่ล้อไม่ต้องหมุนตามได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความเสถียรจากการอาศัยหลักของแรงเฉื่อยของมวลหมุน และสามารถใช้ฟลายวีลเป็นเสมือนแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวเพื่อเร่งความเร็วรอบเครื่องยนต์และปล่อยคลัตช์ซึ่งช่วยสร้างพละกำลังและแรงบิดที่มากขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งมากกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าเพียงลำพังจะทำได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิบัตรที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัทแสดงให้เห็นว่าระบบคลัตช์แบบกลไกและฟลายวีลได้ถูกกำจัดออกไปแล้วเพื่อที่จะให้รถมีความกะทัดรัด และเบามากขึ้น และแทนที่มันด้วยตัวหน่วงการสั่นสะเทือนเชิงบิด โดยใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นที่เชื่อมต่อกันด้วยสปริงซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนกับแหล่งเก็บพลังงานชั่วคราวได้ ยามที่เปิดคันเร่งเล็กน้อยขณะที่กำลังกดเบรกอยู่เพื่อบังคับให้สปริงโช้คยุบตัว จากนั้นก็ปล่อยเบรกเพื่อให้สามารถปล่อยพละกำลังที่หนักหน่วงออกมาได้มาเป็นพิเศษ สิทธิบัตรล่าสุดนี้มีการเพิ่มก้านคลัตช์หลอก ๆ เข้าไปด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าควบคุมการส่งกำลังของรถได้มากขึ้น และมีรีเจ็นเนอเรทีฟเบรกกิ้งในระดับที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ว่ามันมีผลแบบเดียวกับการมีคลัตช์จริง ๆ โดยไม่ต้องแยกเครื่องยนต์ออกจากระบบส่งกำลังจริง ๆ ทว่าในปีนี้เราได้เห็นไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้มาแล้วมาจากหลาย ๆ ค่าย เช่น Kymco ที่ไม่เพียงแต่จำลองระบบคลัตช์แต่ยังจำลองระบบเกียร์มาด้วย ขณะที่การควบคุมอะไรที่มันง่าย ๆ แบบบิดแล้วก็ไปของรถไฟฟ้านั้นเป็นอะไรที่ตลาดรถใช้งานในชีวิตประจำวันต้องการมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไรเดอร์อีกกลุ่มที่ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาของการแข่งขันรถโมโตครอสไฟฟ้าของยามาฮ่าก็ต้องถูกคาดหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถสันดาป แน่นอนว่าการควบคุมนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการเพิ่มคลัตช์เข้ามาดูจะสมเหตุสมผลมาก แล้วเจ้าสิทธิบัตรใหม่ที่ว่านี้ก็เจาะจงไปว่าก้านคลัตช์ที่ว่านี้ติดตั้งและทำงานยังไง แม้ว่ามันจะอยู่ที่แฮนด์ด้านซ้ายอย่างที่คิด แต่มันไม่ใช่คลัตช์ มันคือเบรกหลัง ก้านคลัตช์ที่ควบคุมรถจริง ๆ คือก้านเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านบนเบรกอีก ใช้นิ้วชี้ควบคุมอย่างเดียว ผลของการใช้คลัตช์นี้ต่อกำลังของมอเตอร์และแรงจากระบบรีเจอเนเรทีฟจะเทียบเท่ากับเอ็นจิ้นเบรกของรถสันดาป สิทธิบัตรนี้อธิบายความรู้สึกของการควบคุมและแสดงให้เห็นถึงเดดโซนที่ปลายทั้งสองด้านของระยะการเคลื่อนที่ และมีแรงต้านแบบก้าวหน้าที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเหนี่ยวก้านเข้ามาและจะลดลงเมื่อดึงจนสุด แบบเดียวกับคลัตช์ปกติเลย ทำให้มีความรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก แม้สิทธิบัตรนี้จะใช้กับรถโมโตครอสไฟฟ้าและกำลังพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดก็ชัดเจนว่ามันน่าจะนำไปใช้กับสตรีทไบค์ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย และจะช่วยดึงดูดนักบิดที่อยากจะสนุกกับกลไกต่าง ๆ แบบที่เขาเคยได้จากเครื่องยนต์สันดาป อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MV Agusta Superveloce 1000 Serie Oro ผลงานสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์คันล่าสุด แห่งเจ้าตำรับ ‘Motorcycle Art’ ศิลปกรรมแห่งโลกสองล้อ MV Agusta ‘ซุปเปอร์เวโลเซ่ 1000 เซเรีย โอโร่’ MV Agusta สร้างสรรค์สุนทรียภาพผสมผสานเทคโนโลยี จากสนามแข่งขันนับจาก MV Agusta GP 1972 สู่ Superveloce 1000 Serie Oro รุ่นใหม่ 500 คันทั่วโลก ประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยช่างผู้ชำนาญจากเมืองวาเรเซ่ โรงงานหลักของทางค่ายผสมผสานความคลาสสิคจากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยไฟหน้าทรงกลมแต่ผสานเทคโนโลยีทันสมัย การออกแบบแอโรไดนามิค โดดเด่นด้วยปีกที่ได้รับการทดสอบด้านอากาศพลศาสตร์จากอุโมงค์ลมที่เคลมไว้ว่า เสถียรอย่างเหลือเชื่อ จากเครื่องยนต์4สูบเรียง 998 c.c. ให้พละกำลัง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิด 116.5 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที วาล์วไทเทเนี่ยม ก้านสูบไทเทเนี่ยม หัวฉีด 8 หัว ล่าง 4 บน 4 เพลาลูกเบี้ยวเคลือบสาร DLC เชื่อมั่นได้ว่าเครื่องทำงานได้อย่างราบรื่น แม้รอบสูงจัด แสดงผลผ่านจอ TFT 5.5 นิ้ว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครันเท่าที่ Superbike พึงจะมี รวมถึงระบบ FLC (front lift control) กันยกล้อลอย เพื่อการเร่งเร็วอย่างสมบูรณ์ โหมดขับขี่ 4 แบบ Race, Sport, Rain และ Custom ที่เปิดโอกาสให้ปรับแต่งตั้งแต่ คันเร่ง แรงบิด ระบบเบรค ไปถึงการการตั้งค่าโช้คอัพ ที่แน่นอนต้องเป็น Ohlins ทั้งหน้าหลัง รวมไปถึงกันสะบัด ปรับแบบไฟฟ้าได้ มี Cruise Control มี GPS ทำงานร่วมกับ แอพพลิเคชั่น MV RIDE ลงมาที่เบรค Brembo เรเดียลเมาท์ Stylema กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 mm. และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 mm. กับคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบมั่นใจสุดๆ เสริมด้วยอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยมทั้งชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ลายพิเศษ 41 ชิ้น! เบาะหนัง Alcantara คาดเข็มขัดถังน้ำมันที่ทำจากหนังแท้ ท่อ Akrapovic Titanium ออก 4 ‘Organ Style’ รวมไปถึง ‘ล้อดาว’ สุดคลาสสิคที่นำมาจาก MV Agusta F4 750 Serie Oro อันเป็น Signature รุ่นตำนานของ MV Agusta รัดด้วยยาง Pirelli Diablo SuperCorsa SP V4 รุ่นพิเศษ Red logo โดดเด่น เพื่อชิ้นงานศิลปะของ Superveloce 1000 Serie Oro คันนี้กันเลยทีเดียว สีสันที่แต่งแต้มบนเรือนร่างเป็นสีสัน Signature สุดคลาสสิคอย่าง สีเงิน Ago Silver, สีแดงมุก Pearl Shock Red และทอง Ciclistica Gold ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ครบไลน์อัพ พิถีพิถันทุกจุด เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ให้ความประทับใจสูงสุดเท่าที่ Premium Superbike คันนึงพึงมี ทั้งหมดนี้ MV Agusta จะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น สามารถเป็นเจ้าของด้วยราคาเพียง 110,895 เหรียญสหรัฐ ตีกลม ๆ 4 ล้าน

Hayabusa ทำสถิติใหม่ แรงทะลุ 440 กม./ชม. หากคุณคิดว่ารถคุณเร็วแล้ว แรงแล้ว บางทีคุณอาจจะต้องกลับมานั่งพิจารณาตัวเองเสียใหม่ให้ดี เพราะล่าสุด Suzuki Hayabusa ทำสถิติใหม่แรงทะลุ 440 กม./ชม. ซึ่งหลาย ๆ คนที่มีอายุสักหน่อยน่าจะรับรู้กันได้ดีว่าเจ้าเหยี่ยวย้อนกลับเจ้าคันนี้เคยเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นู่นเลย และนั่นแหละที่ทำให้เจ้าคันนี้เป็นรถที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันและอยากเป็นเจ้าของ รวมไปถึงมีแฟนคลับอยู่เหนียวแน่นมาโดยตลอด สำหรับสถิติความเร็วในครั้งนี้เป็นการทำสถิติทำความเร็วในทางตรงที่ประเทศอังกฤษ โดยมี Jarrod Frost หรือฉายาว่า Jack Frost ผู้ก่อตั้งสำนัก Holeshot Racing เป็นผู้ทำลายสถิติด้วยความเร็ว 274.926 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือเท่ากับ 442.450 กม./ชม. ซึ่งความเร็วดังกล่าวนั้นเร็วกว่าความเร็วที่เครื่องบินโดยสารเทคออฟจากกราวด์เสียอีก รายละเอียดในการทำสถิติครั้งนี้มีคร่าว ๆ ดังนี้ โดยมีการทำสถิติที่สนามบิน Elvington Airfield และสามารถทำลายสถิติเดิมที่ Guy Martin คนบ้าความเร็วทำเอาไว้ที่ 270.9 ไมล์ต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือ 435.971 กม./ชม. ที่ทำสถิติไว้ปีที่แล้ว ณ สนามบินแห่งเดียวกันนี้ โดยก่อนหน้านี้เขาก็พยายามทำสถิติอยู่หลายรันด้วยกันกระทั่งสามารถทำให้ Hayabusa ทำสถิติใหม่ ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจแห่งความแรงเห็นจะหนีไม่พ้นเทอร์โบชาร์จเจอร์ AET ที่คัสตอมพิเศษ ร่วมกับวาล์วโบลว์ออฟ Turbosmart ชุดระบายความร้อนที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ก้านสูบ Carillo ลูกสูบอัปสเป็คพิเศษ แคม Kent Performance ปิดท้ายด้วยชุดเกียร์บ็อกซ์และชามคลัตช์ CNC พิเศษ ทั้งหมดนี้ช่วยให้รีดแรงม้าได้ราว ๆ 700 – 750 แรงม้าเลยทีเดียว โดยทีไม่มีการเปลี่ยนห้องข้อเหวี่ยง ความกว้างกระบอกสูบ และระยะชักเลย ง่าย ๆ ว่าความจุเท่าเดิม และยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่ช่วยส่งเสริมอย่างล้อคาร์บอน BST และแฟริ่งคัสตอมที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำแฟริ่งด้านหน้า GSX-R1000R เสริมด้วยปีกแอโรไดนามิก ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins สวิงอาร์มสั่งทำพิเศษ และคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 RX เห็นตัวเลขแบบนี้รถของคุณน่าจะต้องชิดซ้ายไปหน่อย แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับ ยังไงเสียรถคันโปรดของคุณก็เป็นไปในแบบที่คุณชอบ ส่วนเจ้านี่มันคือรถที่ไว้ทำสถิติครับ ไปขี่ที่อื่นก็รับรองว่าลำบากกว่ารถคันโปรดของคุณแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

“อินทรีแซงค์” ผงาดคว้าโพเดียมใน FMSCT Thailand Motocross 2023 “อินทรีแซงค์” – กฤษฎา จำรูญจารีต ยอดนักบิดขวัญใจกองเชียร์ทางฝุ่นจากโครงการ “เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” เจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมด้วยสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF250R หมายเลข 17 สังกัดทีม Honda Racing Thailand S Motor สู้สุดใจสมศักดิ์ศรีแชมป์ประเทศไทยในศึก FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย แต่ด้วยอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในสนามออกมาได้ดีที่สุด ถึงแม้จะพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ติดต่อกันจากโอกาสที่เป็นรอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวลั่นพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งในฤดูกาลหน้า สำหรับการแข่งขัน FMSCT Thailand Motocross 2023 สนามสุดท้าย ดวลกัน ณ สนามเสี่ยน้องสิงห์สองฝั่ง จ.มุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อินทรีแซงค์-กฤษฎา มีคะแนนสะสมอยู่ 128 แต้ม รั้งอันดับที่ 2 ตามคู่แข่งอยู่ 6 คะแนน โดยยอดนักบิดดาวรุ่งหมายเลข 17 ได้ต่อสู้สุดใจจนสามารถคว้าโพเดียม สนามส่งท้าย FMSCT Thailand Motocross 2023 สำเร็จ แม้ในท้ายที่สุดจะพลาดแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 5 ด้วยคะแนนห่างเพียง 4 คะแนน แต่เจ้าตัวได้ฝืนอาการบาดเจ็บ สู้เต็มที่ในสนามนี้แล้ว และพร้อมกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้งฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน โดยเริ่มออกสตาร์ตจากตำแหน่งที่ 3 พร้อมรถแข่งคู่ใจ Honda CRF250R หมายเลข 17 เปิดการ์ดสู้ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็สามารถขึ้นเป็นผู้นำ ในสถานการณ์ของการแข่งขัน “อินทรีแซงค์-กฤษฎา” ถึงจะคว้าผลงานดีที่สุดมาก็ยังต้องลุ้นผลงานของคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับทุกข้อจำกัดทั้งอาการบาดเจ็บและโอกาสที่เป็นรอง ซึ่งยอดนักบิดจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” นับได้ว่าสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แบกอาการบาดเจ็บเข้าเส้นชัยมาเป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คู่แข่งตามมาเป็นอันดับ 3 แม้จะพลาดการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขันเจ้าของแชมป์ประเทศไทย 4 สมัยติดต่อกันต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการที่บาดเจ็บ พร้อมพบกับความท้าทายครั้งใหม่เพื่อกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์อีกครั้งใน FMSCT Thailand Motocross ฤดูกาลหน้า โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักบิดไทยในโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” และ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ แชมเปี้ยน” ส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าทุกคนได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรซ ทู เดอะ ดรีม : www.facebook.com/HondaRacingTeamTH อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZX-10RR WSBK Edition ตัวสุดสายเขียว ขายแค่ 10 คัน ล่าสุดก็มีโมเดลพิเศษจากทางค่ายเขียวมายั่ว ๆ สาวกนินจากันซึ่งก็คือเจ้า Kawasaki Ninja ZX-10RR WSBK Edition ที่แน่นอนว่าจะหน้าตาละม้ายคล้ายกับรถแข่งทีมโรงงานแบบแยกแทบไม่ออกกันเลยทีเดียว แถมเพื่อให้ออกมายอดเยี่ยมที่สุดรถที่ว่านี้ยังใช้ผู้เชี่ยวชาญจากทางทีมแข่งของทางคาวาซากิมาช่วยจัดการให้อีกด้วยครับ สำหรับโมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับรถแข่งในศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ของ Jonathan Rea และ Alex Lowes มากที่สุด ซึ่งโมเดลพื้นฐานอย่างเจ้า R เดี่ยวยังจัดเต็มฟีเจอร์หลาย ๆ อย่างเกือบทุกแบบที่ซูเปอร์ไบค์สมัยใหม่เขามี และเมื่อเป็นดับเบิ้ลอาร์ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการขับขี่ในสนามเข้าไปอีก เช่น ลูกสูบน้ำหนักเบาและก้านสูบไทเทเนียมจาก Pankl Racing System แคมชาฟต์ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ สลักลูกสูบเคลือบ DLC และสปริงวาล์วแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี มีแรงม้าทะลุ 200 ตัวไปได้สบาย ๆ นอกจากนี้ยังมีล้อฟอร์จน้ำหนักเบาจาก Marchesini ที่ส่งผลดีต่อการขับขี่ในสนามมาก ๆ และสำหรับเจ้าโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะมาพร้อมปลายท่อไอเสียคาร์บอนจาก Akrapovic และวินด์ชิลด์หน้าแบบย้อมสีอีกด้วย แต่ที่สำคัญคือการมีระบบรับอากาศดีแบบแปรผัน ด้วยการมีกรวยไอดีที่มีความยาวแปรผันได้ ติดตั้งอยู่ในแอร์บ็อกซ์สำหรับใช้ในการแข่งขัน โดยสามารถสั่งให้ทำงานได้โดยใช้ชุดเรซซิ่งคิท ชุดไฟพิเศษและตัวควบคุม ซึ่งจะระบบนี้จะยกปากแตรไอดีด้วยมอเตอร์เซอร์โวที่รอบเครื่องยนต์สูงๆ ทำให้สามารถดูดอากาศเข้ามาได้มากขึ้น และที่รอบต่ำและรอบกลาง กรวยไอดีก็จะอยู่ที่ระดับเดิมเพื่อให้อากาศเข้ามาอย่างเหมาะสม จากการที่มีทางเดินไอดีที่ยาวและมีความเร็วของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ว้ำกันของแต่ละคันบนเพลทที่ถังน้ำมัน และชุดบ็อกซ์พิเศษที่ด้านในจะประกอบไปด้วยใบเซอร์ 2 ชุดพร้อมลายเซ็นของ Jonathan Rea และ Alex Lowes บล็อกแก้วสลักด้วยเนเซอร์เป็นรูปโมเดลรถ กุญแจรถคัสตอมพิเศษและคลิปสำหรับหนีบเงินพิเศษ นอกจากนี้จะยังได้รับชุดสติกเกอร์เบอร์แข่งของนักแข่งทั้งสอง คือ Jonathan Rea เบอร์ 65 และ Alex Lowes เบอร์ 22 เพื่อใช้ตกแต่งรถของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องสนนราคานั้นจะอยู่ที่ 33,145 ยูโรหรือราว ๆ 1.24 ล้านบาทครับ หากมีมีขายในไทยล่ะก็ราคาไม่เบาแน่นอนครับ เพราะมีแค่ 10 คันเท่านั้นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก