SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars
Forza 750 (เดิม) vs Forza 750 (แต่ง) by Showpow Shop มันต่างกันแค่ไหน?
ดูใน YouTube

2025 Triumph Tiger Sport 800 ดีไซน์คล้ายน้อง แต่เครื่องใหม่ 2025 Triumph Tiger Sport 800 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในสไตล์รถของสปอร์ต แอดเวนเจอร์ การออกแบบด้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและความสามารถในการทัวร์ระยะไกล ด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง โครงสร้างที่ขับขี่สนุกและสะดวกสบาย พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย และการตกแต่งที่หรูหรา เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ในส่วนของเครื่องยนต์ ทาง Triumph ไม่ได้นำเครื่องยนต์ของ Tiger Sport 900 มาลดปริมาตรกระบอกสูบ แต่เป็นการนำเครื่องยนต์ในโมเดลของ Street Triple 765 มาพัฒนาต่อยอด เพิ่มช่วงชักรวมไปถึงแรงบิด ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 798 ซีซี 3 สูบเรียงระบายความความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 113 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 83.9 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมถังน้ำมันขนาด 18.5 ลิตร ระบบช่วงล่างที่โดดเด่น แม้รูปร่างจะมีขนาดใหญ่กว่า Tiger Sport 660 แต่ Triumph สามารถใส่รุ่น 800 ใหม่ลงในโครงสร้างเดิมที่ใช้กับรุ่น 660 ได้ เพราะขนาดเครื่องยนต์ของทั้งสองโมเดลมีความใกล้เคียงกัน โครงและสวิงอาร์มยังคงเหมือนเดิม แต่รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่โดดเด่นกว่าเดิม ทั้งด้านหน้า และด้านหลังใช้โช้คอัพจาก Showa ให้ระยะยุบตัว 150 มม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. ที่ปรับได้เต็มรูปแบบ และโช้คหลังเดี่ยว Showa ส่วนระบบเบรกของ Tiger Sport 800 ประกอบด้วยคาลิเปอร์เบรกสี่สูบแบบติดตั้งเรเดียลที่ล้อหน้าพร้อมจานคู่ขนาด 310 มม. และคาลิเปอร์เบรกหลังแบบสูบเดียวติดตั้งกับจานเบรกขนาด 255 มม. เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มาแบบแน่น ๆ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับตัวรถคันนี้จัดให้แบบไม่ธรรมดา โดยใน Tiger 800 ทาง Triumph ได้ทำการปรับแต่งชุดอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังมีส่วนของระบบควบคุมการยึดเกาะถนน, ระบบ IMU แบบ 6 แกน, ระบบเกียร์พร้อม Quickshifter แบบสองทาง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมีโหมดการขับขี่อีก 3 โหมดได้แก่ Sport, Road และ Rain รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้โดยเชื่อมผ่านระบบ Bluetooth ด้วยแอพพลิเคชัน ‘My Triumph’ ที่จะแสดงข้อมูลต่าง ๆ อีกทั้งยังมีระบบในการนำทางได้ รวมไปถึงการรับสายโทรศัพท์ และแสดงข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านจอสี TFT ขนาดเล็กด้านล่าง สีสันที่วางจำหน่าย สีเหลือง (Cosmic Yellow) สีเทา-ดำ (Graphite/Sapphire Black) สีดำ (Sapphire Black) สีน้ำเงิน-ดำ (Caspian Blue/Phantom Black) อีกหนึ่งรถดีไซน์ Sport Adventure ที่มีความน่าสนใจ ด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาใหม่ ระบบเทคโนโลยีการขับขี่ ในส่วนของราคาจะอยู่ที่ 12,495 ดอลล่าร์เหรียฐสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยมูลค่าประมาณ 421,500 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) โดยจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปี 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO ดีไซน์ใหม่ ไร้คลัตซ์ 2025 KTM 1390 SUPER ADVENTURE S EVO เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับอีกหนึ่งโมเดลที่เรียกได้ว่าเป็นตัวสุดของวงการสายลุย บ้าพลัง ที่ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมขุมกำลังที่พัฒนาใหม่ และไฮไลท์เด็ดคือมาพร้อมเกียร์ตัวใหม่ของค่ายอย่าง AMT ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ เครื่องยนต์พัฒนาใหม่ ซีซีเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์แบบสองสูบวีที่ขยายปริมาตรกระบอกสูบ จาก 1,301 ซีซี เป็น 1,350 ซีซี สามารถรีดกำลังได้ถึง 173 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี CAMSHIFT ใหม่ที่ช่วยให้ยกวาล์วไอดีได้สองระดับตามช่วงรอบเครื่องยนต์ ส่งผลให้กำลังและแรงบิดเพิ่มขึ้นตลอดช่วงรอบ และทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษใหม่ผ่านมาตรฐาน EURO 5+ โดยในเครื่องยนต์นี้จะมาพร้อมกับระบบเกีบร์ใหม่ของค่ายอย่าง AMT (สามารถเกี่ยวกับระบบเกียร์ใหม่ได้ที่นี่) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกำคลัตซ์เมื่อเข้าในโหมด M หรือสามารถขับขี่ในโหมดเกียร์อัตโนมัติได้ในโหมด A ที่สำคัญมาพร้อมเกียร์ P หรือเกียร์สำหรับการจอด ช่วยป้องกันไม่ให้ไหลเคลื่อนที่ในเวลาจอด ทั้งนี้ ระบบเกียร์จะถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ECU และชุดควบคุมระบบส่งกำลัง ปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยระบบไฟฟ้าเชิงกล โดยใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาทีเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเทียบเท่ากับระบบควิกชิฟเตอร์ในรถเกียร์แมนนวลนั่นเอง ช่วงล่างไฟฟ้าเต็มระบบ ในส่วนของระบบกันสะเทือนด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down จาก WP SAT (WP Semi Active Technology) หรือโช้คแบบปรับไฟฟ้าที่สามารถปรับได้แบบเต็มรูปแบบ ทั้งพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชัน ในส่วนของโช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว จาก WP SAT (semi-active technology) ปรับไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับได้เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับด้านหน้า โดยทั้งคู่มีระยะยุบตัวเท่ากันที่ 200 มม. ระบบเบรกด้านหน้าให้มาแบบดิสก์เบรกคู่แบบเรเดียล เมาท์ 4 พอต จาก Brembo และจานเบรกขนาด 320 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 120/70-19 ในส่วนของเบรกหลังแบบดิสก์เบรกเดี่ยว 2 พอต จาก Brembo เช่นเดียวกับเบรกหน้าพร้อมจานเบรกขนาด 267 มม. พร้อมด้วยล้อขนาด 170/60-17 เทคโนโลยีเต็มพิกัด ไม่เพียงแค่ขุมพลังที่ให้มาแบบเต็มพิกัด แต่ในส่วนของเทคโนโลยีที่มาพร้อมรถคันนี้เองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจอกลางที่เด่นเป็นสง่าด้วยขนาดจอ 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่สามารถสัมผัสได้ทั้งตอนใส่ถุงมือ และถอดถุงมือ โดยจอนี้เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของรถคันนี้ เพราะเป็นจุดที่ควบคุมทุกอย่าง เช่น การหน่วง SAT, การตั้งค่า Preload และการบอกข้อมูลสถานะต่าง ๆ ของรถ อาทิ โหมดการขับขี่ 5 โหมด, ระบบเบรก ABS, Traction Control, Adaptive Cruise Control ที่สามารถทำได้จากจุดที่รถหยุดนิ่ง ไม่เพียงแค่ระบบเทคโนโลยีบางส่วนที่ได้กล่าวถึง แต่รถคันนี้ยังมาพร้อมกับเรดาห์ด้านหน้ารถที่พัฒนาโดย Bosch (อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรดาห์ความปลอดภัยได้ที่นี่คลิ๊ก) โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การตรวจจับรถวัตถุรอบข้างที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มโหมดการขับขี่เป็นกลุ่ม (Group Ride) อีกทั้งเรดาห์นี้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่าง การสตาร์ท และหยุดอัตโนมัติด้วยเกียร์ AMT, ระบบช่วยเบรก, การเตือนการชน และการเตือนระยะห่าง โดยเซ็นเซอร์เรดาร์จะถูกติดตั้งใต้ไฟหน้า และรวมอยู่ในดีไซน์ของรถ 2025 KTM 1390 Super Adventure S EVO รายละเอียดอื่น ๆ เครื่องยนต์ 2 สูบ V-Twin ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,350 ซีซี แรงม้า (เคลม) 170 แรงม้าที่ 9,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 145 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 8 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก

GSX-8S Schwantz Edition เพียง 5 คันทั่วโลก Suzuki Italia เปิดตัว Suzuki GSX-8S Schwantz Edition เน็กเก็ดไบค์อิดิชันพิเศษเพียง 5 คัน ในงาน Autolook Week Torino 2023 ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของนักแข่งตำนานแชมป์โลกตลอดกาลอย่าง Kevin Schwantz โดยตำนานของ Kevin Schwantz ชายอเมริกันที่เคยคว้าแชมป์มาแล้ว ทั้งรายการ Daytona 200, แชมป์ เจแปนนิส เวิลด์กรังปรีซ์ เมื่อปี 1988 จนมาถึงยุคทองในปี 1993 ด้วยการคว้าแชมป์โลกรุ่น 500 ซีซี ซึ่งโดยรวมแล้วเขาสามารถคว้าชัยในกรังด์ปรีซ์ได้ถึง 25 ครั้ง และได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่หอเกียรติยศ ซึ่งทางสหพันธ์ FIM ได้ตั้งชื่อให้เขาเป็น “ตำนาน” กรังด์ปรีซ์ในปี 2000 สำหรับโทนสีและลวดลายที่นำมาใส่ในโมเดลรุ่นนี้ ถูกถอดแบบจากโมเดลรถแข่ง RGV500 เหมือนกันยังกับแกะ ที่ใช้ในการแข่งขันเวิลด์กรังปรีซ์เมื่อปี 1993 กับลุคโทนขาวแดง พร้อมเส้นสายสีเขียวขี้ม้ากับสีดำ พร้อมประดับหมายเลข 34 ที่แฟริ่งด้านข้าง และชื่อแบรนด์ไว้ที่ตัวถัง ดูลงตัวสมกับเป็นโมเดลที่ถูกถ่ายทอดความเป็นตำนานมาไว้ในรุ่นนี้ ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับ Parallel-Twin 2 สูบเรียง ขนาด 776 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 83 แรงม้าที่ 9,000 รอบ พร้อมแรงบิด 78 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมช่วงล่างกับโช้คหัวกลับด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก KYB ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ระบบเบรก กับดิสก์เบรกคู่หน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ติดปั๊ม Nissin ด้านหน้า 4 ลูกสูบและปั๊มหลังลูกสูบเดียว เสริมด้วยระบบ ABS พร้อมล้อ 17 นิ้ว และยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ และฟีเจอร์ใช้งานประกอบไปด้วย หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ระบบส่องสว่าง LED ระบบแอสซิตส์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็กชั่นคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS Dual Channel สำหรับราคานั้นเปิดตัวอยู่ที่ 11,490 ยูโร หรือราว ๆ 4 แสน 3 หมื่นกว่าบาท หากใครสนใจสามารถสั่งจองได้โดยใช้ลิงก์ Suzuki Italia เท่านั้น หรือบินไปจองได้ที่อิตาลีโดยตรง แต่ก่อนไปก็ขอแนะนำ เช็คดูซักนิดว่ารุ่นดังกล่าวถูกจองไปหมดแล้วหรือยัง เพราะมันถูกผลิตออกมาเพียง 5 คันเท่านั้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter ประจำเดือนสิงหาคม 2023 บทความนี้เราได้เรียบเรียง ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ ประจำเดือนสิงหาคม 2023 ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมหรือยอดขายของแต่ละโมเดลได้ อันดับ ยี่ห้อรุ้น ยอดจด 1 Honda Forza350 3657 2 Yamaha XMAX 1864 3 Lambretta X300 1129 4 Honda ADV350 528 5 Honda X-ADV 94 6 Vespa GTS 300 74 7 Yamaha TMAX 30 8 BMW C400GT 21 9 Suzuki Burgman 400 20 10 Vespa GTV 300 HPE 10 รวมแล้ว 7,427 คัน หมายเหตุ อ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F900GS และ F900GS Adventure สายลุยตัวจบของไซส์กลาง เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วจากทางฝากฝั่งยุโรปสำหรับสายลุยตัวจบไซส์กลาง BMW F900GS และ F900GS Adventure ที่ครั้งนี้เป็นการอัปเกรดขนานใหญ่ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักที่โมเดลใหม่นี้รีดออกไปมากถึง 14 กก. ซึ่งเป็นอะไรที่ดี ๆ มาก เวลาขับขี่ โดยเฉพาะกับสายลุยด้วยยิ่งดีมาก ๆ เข้าเรื่องกันเลย สำหรับดีไซน์นั้นโมเดลรหัส 900 นี้แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกมากนัก ที่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจะเป็นเรื่องของกราฟิก แต่จริง ๆ แล้วก็มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือถังน้ำมันพลาสติกที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ เพรียวบางและรับกับสรีระมากขึ้น รวมถึงเบามากขึ้นด้วย และจะมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลาย ๆ อย่างต่างจาก F800GS ให้มาในทางขับขี่เอ็นดูโร่ มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวรถเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดอยู่เหมือนกัน ทีนี้เรามาต่อกันเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนให้มีความจุมากขึ้น จากเดิม 2 สูบเรียงขนาด 853 ซีซี ก็ขยับเพิ่มมาเป็น 895 ซีซี ทำให้มีกำลังและแรงบิดเพิ่มมากขึ้น โดยแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันพลาสติกขนาด 14.5 ลิตรที่ดีไซน์มาใหม่ ช่วยให้ลดน้ำหนักจากส่วนนี้ไปได้มากถึง 4.5 กก. แถมมีปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic มาให้จากโรงงานเลยด้วย ขณะที่ช่วงล่างก็เป็นอีกจุดที่สำคัญมาก ๆ สำหรับสายลุย ตัวรถมีเฟรมแบบบริดจ์ที่ทำจากเหล็กกล้าเชื่อมเข้าด้วยกันและใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก พร้อมยึดซับเฟรมท้ายเข้าไว้ด้วย ทำให้ได้ท้ายที่สั้นและปราดเปรียว ส่วนเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับแต่งได้เช่นเดียวกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มคู่ ซึ่งในจุดนี้จะแตกต่างกับ 800 ตรงที่น้ำหนักสวิงอาร์มจะเบากว่าเล็กน้อยที่ 250 กรัม และระยะยุบของโช้คจะให้มีมากกว่า เนื่องจากเป็นโมเดลเน้นออฟโร้ดมากกว่านั้นเอง เรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS Pro ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ โดยใช้ยางขนาด 90/90-21 และ 150/70-R17 ตามลำดับ ซึ่งจะต่างกับตัว 800 ที่ให้มาเป็นล้อแม็ก ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ออนโร้ดมากกว่า ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีกันบ้าง ตัวรถแน่ ๆ ว่ามาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน ไฟหน้า LED เต็มระบบ ระบบอุ่นมือ ส่วนเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS Pro ที่กล่าวไปแล้วจะยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road รวมไปถึงระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ทีนี้มาเรื่องของเจ้า GSA ก็จะมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาจากโมเดลสแตนดาร์ด ให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลทัวริ่งมากยิ่งขึ้น มีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันจุได้มากขึ้นเป็น 23 ลิตร และมีอกล่างอลูมิเนียมเพิ่มเติมมาให้ และสุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย จะอยู่ที่เริ่มต้น 13750 ยูโร และ 14750 ยูโรตามลำดับ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ 523,000 บาท และ 561,000 บาท ตามลำดับ แต่ก็ต้องมารอดูราคาจำหน่ายในไทยกันอีกทีว่าจะบวกเพิ่มกันไปอีกเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดูคาติจัดทริปแบบ Be Safe, Be Cool พาสาวกดูคาทิสต้าออกไปท้าความมันส์กับกิจกรรมการแข่งขัน MotoGP พร้อมแท็กทีมภูริ และเป้-อารักษ์ ขี่ดูคาติไปร่วมเชียร์ นักแข่ง Ducati MotoGP Team แบบติดขอบสนามช้างฯ อีกหนึ่งประสบการณ์พรีเมียม ร่วม Meet & Greet สองนักแข่งใน Ducati Fan Zone อย่างใกล้ชิด พร้อมจุดเซอร์วิสความสะดวกสบายแบบครบครัน คุณสมรรถ รอบบรรเจิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือดูคาติไทยแลนด์ กล่าวถึงกิจกรรมของดูคาติในงาน MotoGP 2019 ว่า “ดูคาติมีการจัดทริปเพื่อพาลูกค้าไปสัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ทำให้กลุ่มคอมมิวนิตี้ของดูคาติมีความแน่นแฟ้น จนกลายเป็นครอบครัวใหญ่มากยิ่งขึ้น สำหรับในปีนี้ดูคาติได้มีการจัดทริปเพื่อพาลูกค้าขี่รถไปชมการแข่งขัน MotoGP 2019 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งการออกทริปทุกครั้งเราเน้นย้ำด้านการขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนน และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้าได้ขี่รถดูคาติอย่างสนุก รวมถึงมีความปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง ตามคอนเซปต์ Be Safe, Be Cool และในทริปครั้งนี้ เรามีทีมงานมาร์แชล รถเซอร์วิส และรถพยาบาลดูแลลูกค้าตลอดขบวน”ทั้งนี้ ดูคาติได้จัด Tribuna Ducati Package มอบความเอ็กซ์คลูซีฟตลอดงาน โดยจุดให้บริการและอำนวยความสะดวกจุดแรกเริ่มที่ดูคาติ บุรีรัมย์ ที่สามารถรับชุดของที่ระลึก Ducati Tribuna Kit ได้แก่ เสื้อ หมวก สายคล้องคอ พัด ถุงผ้า และมีจุดจอดรถจักรยานยนต์, จุดรับฝากอุปกรณ์ป้องกันการขับขี่, รถรับส่งไปกลับ ดูคาติบุรีรัมย์-สนาม และ สนาม-ดูคาติบุรีรัมย์ นอกจากนี้ ดูคาติยังอำนวยความสะดวกจุดจอดรถจักรยานยนต์ Ducati Parking Area ในสนามช้างฯ พร้อมเจ้าหน้าที่และจุดรับฝากอุปกรณ์ป้องกันการขับขี่ไว้ด้วยเช่นกันสำหรับกิจกรรมเชียร์การแข่งขัน MotoGP 2019 เป็นการรวมตัวของสาวกดูคาทิสต้าจากทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมส่งแรงใจเชียร์สองนักแข่ง รวมถึงสองนักแสดงและพิธีกรชื่อดังอย่าง คุณภูริ หิรัญพฤกษ์ และคุณเป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่ขี่ดูคาติมาร่วมกิจกรรมเชียร์ MotoGP แบบติดขอบสนาม นอกจากนี้ แฟนดูคาติยังได้เข้าร่วมกิจกรรม Meet & Greet สองนักแข่ง ดูคาติ MotoGP Team ทั้ง Andrea Dovizioso (อังเดร โดวิซิโอโซ่) #04 และ Danilo Petrucci (ดานิโย่ เปตรุคชี่) #9 อย่างใกล้ชิด ในบริเวณ Ducati Fan Zone ที่จัดไว้ให้เฉพาะสาวกดูคาทิสต้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมช้อปปิ้งสินค้าโซน Ducati Apparel คอลเลคชั่นพิเศษและส่วนลดอีกมากมายเฉพาะในงาน MotoGP 2019 เท่านั้น #TribunaDucati #DucatiThailand #MotoGP2019 #ThaiGP #SharichHolding อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

Team Suzuki ECSTAR รั้งอันดับ 3 ของโลก 2 นักแข่งทีม ซูซูกิ ผนึกกำลัง เก็บแต้มท็อปเท็น ท่ามกลางกองเชียร์ชาวไทย เป็นอีกหนึ่งวันที่ชาว ซูซูกิ ได้เกาะติดสถานการณ์การแข่งขัน พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ที่จัดขึ้นเป็นสนามที่ 15 ได้ทำการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยในงานนี้ถือว่าเป็นการรวมพลชาว ซูซูกิ ที่พร้อมใจส่งแรงเชียร์ 2 นักแข่งจาก อเล็กซ์ รินส์ เบอร์ 42 และ โจน เมียร์ เบอร์ 36 ที่ยังเดินหน้าเก็บแต้มติดอันดับท็อปเท็นได้ในสนามนี้ โดยผลคะแนนรวมรั้งอันดับที่ 3 ของโลกชาว ซูซูกิ ยังคงรวมพลังกันอีกครั้งกับการส่งแรงใจเชียร์ให้กับ 2 นักแข่ง อเล็กซ์ รินส์ และ โจน เมียร์ กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับยังมีกิจกรรมพิเศษๆ สำหรับครอบครัว ซูซูกิ โดยเฉพาะ โดยในช่วงเช้ายังเป็นการเปิดโอกาสให้กับครอบครัว ซูซูกิ ได้เข้าไปร่วมสัมผัสอีกหนึ่งมุมมองของการเตรียมรถแข่ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเยี่ยมห้องรับรองหรือว่าการเข้าไปดูการเตรียมรถแข่งของ 2 นักแข่งกันถึงในพิท ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะยังมาลุ้นกันต่อกับเสื้อ ซูซูกิ พร้อมลายเซ็นของ 2 นักแข่งอีก 10 ตัว ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษจากกิจกรรมภายในบูธ ซูซูกิ ที่ได้จัดขึ้นมาให้กับชาวมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะ ก่อนที่จะไปร่วมใจส่งแรงเชียร์ให้กับ 2 นักแข่งที่มีคิวลงทำการดวลล้อกันในช่วงบ่าย ซึ่งสนามนี้ 2 นักแข่งต้องใช้พลังกันเยอะพอสมควรกับการที่จะต้องไล่คันเร่งเพื่อเก็บคะแนนให้ได้ในสนามนี้ ช่วงแห่งความตื่นเต้นและรอคอยกับการแข่งขันที่กำลังเปิดฉากขึ้น สนามนี้ โจน เมียร์ ออกสตาร์ทในอันดับ 8 และ อเล็กซ์ รินส์ ออกสตาร์ทในอันดับ 10 แต่เมื่อไฟแดงดับทั้ง 2 คู่หูทีมเมทก็กดคันเร่ง ซูซูกิ GSX-RR ไต่อันดับขึ้นมาได้อย่างมีลุ้นทีเดียว กับการแข่งขันทั้งหมด 26 รอบสนาม และสนามนี้ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟน ซูซูกิ กับการสู้อย่างสุดใจของ 2 นักแข่งทั้ง อเล็กซ์ รินส์ และ โจน เมียร์ ที่ขยับอันดับขึ้นมาได้เรื่อยๆ และเมื่อจบการแข่งขัน อเล็กซ์ รินส์ สามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับ 5 ส่วน โจน เมียร์ จบอันดับ 7 เก็บแต้มได้อีกครั้งท่ามกลางเสียงกองเชียร์จากชาว ซูซูกิ นับเป็นการปิดฉากของการแข่งขันในศึก พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ สนามที่ 15 ได้น่าประทับใจของชาว ซูซูกิ ที่ได้มาร่วมกิจกรรมนี้กันตั้งแต่การมาร่วมให้การต้อนรับ 2 นักแข่งอย่างอบอุ่น พร้อมกับได้มาร่วมส่งกำลังใจกันถึงขอบสนามในครั้งนี้ รวมทั้งประสบการณ์ใหม่ๆที่หาที่ไหนไม่ได้ เพราะได้จัดขึ้นมาให้กับชาว ซูซูกิ เท่านั้น แล้วพบกันอีกครั้งกับศึกโมโตจีพี ช่วยเป็นแรงเชียร์ Team Suzuki ECSTAR สู้ศึกในสนามต่อไป ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ณ สนาม ทวินริง โมเตกิ ประเทศ ญี่ปุ่น #TeamSuzukiEcstar #ThaiSuzuki #SuzukiBigBike #ThaiGP อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้