SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2025 Kawasaki Versys 1100 ยักษ์เขียวทัวร์ริ่ง เครื่องใหญ่กว่าเดิม เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในยุโรปกับ 2025 Kawasaki Versys 1100 ที่ขยายความจุเพิ่มขึ้นจากตัวก่อนหน้า พร้อมทั้งได้รับการอัพเกรดให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก การออกแบบดีไซน์ตัวถังของ Versys 1100 มีเส้นสายที่พลิ้วไหวให้รูปลักษณ์มีความสปอร์ต อีกทั้งยังมีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย โดยในโมเดล 2025 นี้มีการเปิดตัวออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยได้แก่ Kawasaki Versys 1100, Kawasaki Versys 1100S และ Kawasaki Versys 1100SE เครื่องยนต์อัพไซส์ ดีดม้าเพิ่ม 15 ตัว ซึ่งสิ่งที่อัพเกรดคือเครื่องยนต์ ใน Kawasaki Versys โมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกันทั้งสามรุ่นย่อย คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุเพิ่มขึ้นจาก 1,043 ซีซีเป็น 1,099 ซีซี ทำให้ได้ม้าเพิ่มขึ้นถึง 15 ตัวจาก 120 แรงม้าเป็น 135 แรงม้า ทำให้การขับขี่มีความสนุก และสบายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางระยะไกล การเร่งจากรอบต่ำถึงรอบสูงเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นมากขึ้น อีกทั้งการตอบสนองของคันเร่งที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่แข็งแกร่งในทุกช่วงรอบ และเสียงดูดอากาศที่น่าดึงดูดยังช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่อีกด้วย Quick Shifter ปรับใหม่ 1,500 รอบก็ทำงานแล้ว Kawasaki Quick Shifter (KQS) ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ เพื่อการเร่งความเร็วที่ราบรื่น และลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ระบบ KQS ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถทำงานในช่วงรอบต่อนาทีที่กว้างขึ้น โดยรอบต่อนาทีต่ำสุดจะเปลี่ยนจาก 2,500 รอบต่อนาที เป็น 1,500 รอบต่อนาที ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลแม้จะอยู่ในเมืองหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีแบบเต็มระบบ นอกจาก Quick Shifter ที่ทำให้การเข้าเกียร์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับ Versys 1100 ในโมเดลใหม่นี้เรียกได้ว่าให้มาแบบครบครัน สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่อย่างเต็มพิกัดไม่ว่าจะเป็น IMU หรือหน่วยประมวลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน แทรคชันคอนโทรล 3 โหมด ได้แก่ โหมดเพิ่มความเสียรภาพในถนนลื่นไม่ให้ล้อหมุนฟรี โหมดในการรักษาแรงยึดเกาะที่เหมาะสมขณะเข้าโค้ง และโหมดในการลดกำลังเครื่องเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหลังหมุนฟรี ระบบควบคุมเบรก ระบบเบรก ABS ระบบ Cruise control (ครูซ คอนโทรล) และช่องจ่ายไฟแบบ USB-Type C นอกจากฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วยังเพิ่มความสามารถให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแอปด้วยคำสั่งเสียง ผ่านแอปพลิเคชัน RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE ซึ่งช่วยให้สามารถปรับการตั้งค่ามอเตอร์ไซค์และฟังก์ชันอื่นๆ ด้วยการสั่งงานผ่านเสียง ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะสามารถใช้ได้แค่ในรุ่น S และ SE เท่านั้น ซึ่งจุดพิจารณาคือ อาจจะยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกเสียงสำเนียงในแต่ละท่านอาจจะทำให้การรับคำสั่งบางคนไม่ตอบสนองได้ดีเท่าที่ควร https://www.youtube.com/watch?v=EH-Fz8lK7N0 2025 Kawasaki Versys 1100 สเปคพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ 2025 Kawasaki Versys 2025 Kawasaki Versys S 2025 Kawasaki Versys SE เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี 1,099 ซีซี แรงม้า (เคลม) 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ 135 แรงม้าที่ 9,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112 นิวตันเมตรที่ 7,600 รอบ 112

Yamaha XMAX ล้อฟอร์จมันเอ้าท์ ! ได้เวลาล้อคาร์บอน Yamaha XMAX ล้อเดิมมันก็น่าเบื่อแล้ว ล้อฟอร์จก็ดูโหล ถ้าเป็นคาร์บอนจะหล่อกว่าเดิมไหมนะ เพราะเปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการกับล้อคาร์บอนจากแบรนด์ BST – Star Tek ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามสำหรับ XMAX เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาที่ร้าน Showpow สาขาอ่อนนุช 46/2 บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ที่สนใจล้อมากมาย แบรนด์ BST หรือ Black Stone Tek ก่อตั้งโดย Gary Turner อดีตนักแข่ง Supermono ในยุค 1990s ซึ่งเคยลองใช้ล้อโปรโตไทป์ของ Dymags ในยุคนั้น ล้อเหล่านี้เป็นที่รู้จักเพราะเป็นสูตรที่ทำให้ Ducati สามารถเอาชนะค่ายญี่ปุ่น ได้ ด้วยการลด Unsprung Weight จากล้อ 1 คู่ Gary ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาร์ทคาร์บอนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่แล้วเกิดความคิดว่า ทำไมถึงไม่ทำล้อคาร์บอนขึ้นเอง ซึ่งต้องเป็นล้อแบบ Monocoque หรือการขึ้นรูปชิ้นเดียว ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านเวลามากกว่า 20 ปี กับการผลิตล้อหลายหมื่นคู่ นอกจากนั้น BST ผู้ผลิตล้อ”คาร์บอน” หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ Supercar หรือ Superbike นิยมใส่เป็นล้อติดรถ เช่น Ducati Superleggera V4 ที่ให้ล้อมาตั้งแต่โรงงานโดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อความเบาล้วน ๆ และตอนนี้ล้อแบรนด์ระดับโลกก็ได้มาถึงรถบิ๊กสกูตเตอร์อย่าง Yamaha XMAX แล้ว ซึ่งทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลว่าล้อคาร์บอนนี้มีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบากว่าล้อมาตรฐานถึง 55% และยังแข็งแรงมากกว่าล้อทั่วไปถึง 13 เท่า เพราะน้ำหนักที่เบาจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งและการเบรกของ XMax ให้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยในเรื่องของความคล่องตัวในการควบคุม อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย ขนาดของล้อหน้าของ BST Star-Tek มีขนาดอยู่ที่ 3.5”x 15” และล้อหลังมีขนาดอยู่ที่ 4”x 14” โดยวัสดุที่ใช้ผลิตล้อได้แก่ Pre-preg carbon fibre Pre-preg คืออะไร อธิบายกันแบบไว ๆ และเข้าใจง่าย Pre-preg carbon fibre คือ วัสดุคอมโพสิท ซึ่งทำมาจากผ้าคาร์บอนที่นำไปชุบเรซิ่น ในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดย Prepreg จะมีคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว คือ ต้องใช้อุณหภูมิ และแรงดันสูงในการกระบวนการผลิต ดังนั้นในการทำงานจึงจำเป็นจะต้องมีตู้อบ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และความดัน ข้อดีคือ ความแข็งแรง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนสิ้นเปลืองจากกระบวนการทำชิ้นงานน้อยกว่า มีความแม่นยำสูง อีกทั้งระยะเวลาในการผลิตงานสั้นกว่า ที่แข็งแรงกว่าเพราะ Prepreg นั้น ได้คำนวณอัตราส่วนเรซิ่น ต่อ คาร์บอน มาอย่างดี จึงทำให้ เป็นจุดที่ได้ความแข็งแรงจากส่วนที่เป็นคาร์บอนมากที่สุด และมีน้ำหนักเรซิ่นน้อยที่สุด จึงได้ทั้งความแข็งแรง และน้ำหนักชิ้นงานที่เบากว่า ส่วนข้อเสียของล้อแบบ Pre-preg carbon fibre คือ แพง ไม่ใช่แพงธรรมดาแต่ โค-ตะ-ระ แพงเพราะต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงลิ่ว จึงทำให้คาร์บอนประเภทนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรถึงแม้ว่ามันจะแข็งแรงมาก ๆ และใช้เวลาในการสร้างชิ้นงานที่สั้นก็ตาม ตารางเทียบน้ำหนักระหว่างล้อเดิม และ ล้อคาร์บอนจาก BST ประเภทล้อ ล้อหน้า ล้อหลัง ล้อเดิม XMAX 4.8 กิโลกรัม 5.5 กิโลกรัม Star-Tek For XMAX 2.522 กิโลกรัม 2.164 กิโลกรัม น้ำหนักความต่าง ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ล้อ Star-Tek มีน้ำหนักเบากว่าล้อเดิมอยู่ที่ 3.4 กิโลกรัม ผลการทดสอบตามมาตรฐานของล้อที่ผลิตออกมา ดังนี้ การทดสอบ ล้อหน้า ล้อหลัง Radial Impact Test หรือการนำเอาล้อแม็กไปรับแรงกระแทก รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 374.5 กิโลกรัม รับแรงกระแทกสูงสุดได้อยู่ที่ 312

Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มมากฝีมือ เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 สิงหาคม 2563 Haruki Noguchi นักแข่งหนุ่มชาวญี่ปุ่นมากฝีมือได้เสียชีวิตลงแล้ว หลังจากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2023 สนามที่ 4 ที่ Pertamina Mandalika International Circuit โค้ง 10 ในแล็ปที่ 4 รุ่น Asia Superbike 1000cc จนต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ศูนย์การแพทย์ของสนามก่อนจะย้ายไปรักษายังโรงพยาบาล Public Hospital of Nusa Tenggara Barat ในท้องถิ่น และแม้ทีมแพทย์และพยาบาลจะพยายามอย่างสุดความสามารถก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ ประวัติ ฮารุกิ โนกุจิ เกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2001 จังหวัดนาระ ประเทศญี่ปุ่น 2017 Asia Talent Cup อันดับ 2 2018 Asia Talent Cup อันดับ 2 และ All Japan Road Race Championship รุ่น J-GP3 อันดับ 12 2019 Red Bull Rookies Cup อันดับ 3 และ FIM CEV Repsol International อันดับ 15 2020 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 อันดับ 14 2021 All Japan Road Race Championship รุ่น ST600 แชมป์เปี้ยน 2022 FIM Asia Road Racing อันดับ 2 2023 FIM Asia Road Racing ยังไม่จบการแ่งขัน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ สำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของฮารุกิ โนกุจิมา ณ ที่นี้ด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LAMBRETTA G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ Lambretta G350 พร้อมส่งมอบลูกค้าแล้ววันนี้ เจ้านี่คือรถสกู๊ตเตอร์สุดคลาสสิกที่หลายคนเฝ้ารอคอย ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมียมในสไตล์คลาสสิกที่คงเอกลักษณ์ DNA ความเป็นแลมเบรตต้าเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ออกแบบผลงานภายใต้คอนเซปต์ “The Masterpiece of Italian Design” กับการรังสรรค์ขึ้นมาในผลงานแบบงานฝีมืออย่างพิถีพิถันทุกรายละเอียด ดุจงานศิลปะอันล้ำค่าที่คุณสามารถพาออกไปโลดแล่นบนท้องถนน คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ แลมเบรตต้า ประเทศไทย เผยว่า “ สำหรับ G350 ที่เราได้ทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้ากันในวันนี้ จะเข้ามาเป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในตระกูล G โดยในรุ่น G350 แม้จะคงไว้ในความคลาสสิกที่เน้นดีไซน์ตามแบบฉบับ DNA ดั้งเดิมของทางแลมเบรตต้า แต่มาในสมรรถนะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและตอบโจทย์กับการใช้งานในปัจจุบันครับ นอกจากนี้ยังไม่ใช่แค่รถสกู๊ตเตอร์เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนกับผลงานศิลปะแห่งยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งเป็นผลงานการประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship ที่เรียกได้ว่ามีความพิถีพิถันในรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สมกับการรอคอยของผู้ที่จะได้ครอบครองครับ” สำหรับโมเดลนี้เปิดตัวครั้งแรกพร้อม ๆ กับรุ่น X300 ในโอกาสฉลองครบรอบ 75 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มีความพิเศษอยู่ที่การออกแบบซึ่งใส่ใจพิถีพิถันกับทุกองค์ประกอบ โดยยังคงรักษา DNA แห่งดีไซน์เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รวมถึงรายละเอียดของวัสดุชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ถูกคัดสรรกลั่นกรองเพื่อรังสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด รวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบประหนึ่งผลงานชิ้นเอกของศิลปินที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณไว้ในรายละเอียดทุก ๆ ขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดข้างต้นนี้จะทำให้ผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกรู้สึกดื่มด่ำไปกับสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ดุจการขับเคลื่อนสกู๊ตเตอร์แห่งความภาคภูมิใจ เคลื่อนไหวไปให้ผู้คนได้เสพศิลป์กับชิ้นงาน Masterpiece แห่งดีไซน์จากอิตาลี ในส่วนของรายละเอียดตัวรถนั้นจะใช้ขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 330.1 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ 4 วาล์ว พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long เอกลักษณ์ของทางค่ายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมบอดี้ตัวรถเหล็กแกร่งแบบเฟรมโมโนค็อกที่เพิ่มความพิเศษดีไซน์ให้บริเวณข้างถังทั้งสองข้างสามารถถอดแยกชิ้นได้ เพื่อให้ง่ายต่อการเซอร์วิส รวมไปถึงการคัสตอมแต่งรถในสไตล์ต่าง ๆ ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย และแม้ว่าตัวรถจะยังคงดีไซน์สไตล์คลาสสิกตามแบบฉบับทางค่าย ทั้งช่องแตรหรือที่ชาวแลมเบรตติสต้าเรียกกันว่าจมูกหมู รวมไปถึงบังโคลนแบบคงที่หรือ Fix Fender และไฟหน้าดีไซน์หกเหลี่ยม พร้อมระบบไฟ LED เต็มระบบ ไม่เพียงให้ความสว่างในการขับขี่ ยังเพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีทันสมัยมากับหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ที่ให้สีสันคมชัดที่ปรับระดับแสงหน้าจอได้ และมีเซ็นเซอร์ที่สามารถปรับหน้าจอจากโหมดหน้าจอสว่างสำหรับกลางวัน (Day) เป็นหน้าจอมืดสำหรับกลางคืน (Night) เมื่อตั้งค่าหน้าจอที่โหมดอัตโนมัติ (Auto) พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อบลูทูธ ที่สามารถโชว์เบอร์สายเรียกเข้าบนหน้าจอ และในส่วนของเทคโนโลยีการขับขี่ที่สามารถควบคุมบาลานซ์ของตัวรถได้เป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบระบบช่วงล่างในชุดกันสะเทือนหน้าแบบ Double Arm-Link ที่ถอดแบบดีไซน์เอกลักษณ์จากตำนานของแลมเบรตต้ามาไว้ในรุ่นนี้กับสมรรถนะที่พัฒนามาใหม่ให้มีความสมู้ทมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับยางติดรถจากแบรนด์อิตาลีอย่าง Pirelli ยึดเกาะพื้นถนนให้ความปลอดภัยเหมาะกับการขับขี่ในเมืองไทย และเพิ่มความมั่นใจกับระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS สำหรับโมเดลนี้มีจำหน่ายในไทย 3 สีสันสุดพรีเมียม ได้แก่ FRESCO RED (สีแดง/เบาะแดง), LUSTRO WHITE (สีขาว/เบาะส้ม) และ SCURO BLACK (สีดำ/เบาะส้ม) ในราคาเปิดตัวสุดเซอร์ไพรส์ ที่ 215,000 บาท เริ่มส่งมอบรถตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครที่สนใจก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://Lambretta.co.th หรือ สามารถมาสัมผัสกับตัวจริงของ G350 ได้ที่โชว์รูมแลมเบรตต้าทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกใหม่สุดเท่ ล่าสุดหมวกกันน็อกแบรนด์ไทยมาตรฐานสากลอย่างบิลโมลาทำการเปิดตัวหมวกใหม่ได้ใจสายซิ่งอีกแล้วหลังจากที่ Bilmola x Initial D คอลแล็บฯ กันเปิดตัวหมวกกันน็อกลายพิเศษจำนวนจำกัดเพียงลายละ 866 ใบ ภายใต้ลิขสิทธิ์แท้ ๆ จากทาง Shuichi Shigeno / Kodansha Ltd. ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง โดยหมวกดังกล่าวจะมีพื้นฐานมาจากหมวกรุ่น Rapid RSLT เป็นหมวกรุ่นใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน ECE 22.06 ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดของทางยุโรป การันตีเรื่องความปลอดภัยว่าไว้ใจได้ โดยตัวหมวกจะให้ชิลด์ดำและแถมชิลด์ใสมาให้ด้วย ถูกใจคนใส่ ถูกกฎหมายไม่ต้องกังวลเรื่องโดนจับ และมาพร้อมสายรัดคาง DD Ring แบบเดียวกับหมวกกันน็อกที่นักแข่งใส่กันการันตีความปลอดภัยไม่หลุดได้ง่ายอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเปิดตัวเสื้อยืดสุดเท่พร้อมกันไปด้วยอีก 3 ลายให้เลือก ได้แก่ ลาย AE86 ลาย RX-7 FC3S และ RX-7 FD3S มาเป็นชุดให้สาวกได้เก็บเข้าคอลเล็กชัน ใส่ก็เท่ สะสมก็ดีงามพระรามเก้า ทั้งนี้หมวกกันน็อกเปิดตัวที่ราคาใบละ 3,680 บาท และเสื้อยืดตัวละ 990 บาท โดยจะวางขายประมาณวันที่ 30 กันยายน 2566 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามตัวแทนจำหน่ายหมวกกันน็อกบิลโมลาใกล้บ้านคุณได้เลยครับ บอกเลยช้าหมดอดแน่นอน ของเท่ ๆ แบบนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

อุดมการณ์ “ถ้าคุณรักในการขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ของคุณ สัมผัสถึงลมที่ผัดผ่านไปตามแฟริ่ง(ตัวรถ) และมองดูโลกผ่านกระจกหมวกกันน็อค เราเข้าใจ เรารู้สึกเช่นเดียวกันตั้งแต่เสียงเครื่องคํารามในครั้งแรก” #be a racer ทีมแข่งรถมอเตอร์ไซค์อาพริเลีย ทีมอาพริเลียเป็นหนึ่งในทีมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับชัยชนะมากมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งรถ มอเตอร์ไซค์ ทีมอาพริเลียชนะการแข่งขันระดับโลกถึง54รายการ ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขัน อาพริเลียได้รับชัยชนะ ในการแข่งขันตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปัจจุบันซึ่งประสบความสําเร็จ ถึง28ครั้ง และตั้งแต่ปี 2015ผู้ผลิตจากโนอาเล(Noale) ได้เข้าร่วมกับพิอาจิโอกรุ๊ปในปี 2005 รายชื่อรางวัลที่สิงห์นักบิดอาพริเลียคว้ามาได้มีดังนี้ – 38 รายการจากการแข่งขันมอเตอร์ไซค์กรังด์ปรีซ์ (20ครั้งในการแข่งขันรายการ 125ซี ซี และ 18 ครั้ง ในการแข่งขันรายการ 250 ซีซี) – 7 รายการจากเวิร์ลซูเปอร์ไบค์ (Rider and Manufacturer ในปี 2010, Rider and Manufacturer ใน ปี 2012, Manufacturer ในปี 2013 และ Rider and Manufacturer ในปี 2014) – 9 รายการจากการแข่งขัน Off-Road Disciplines (7 รายการจากมอเตอร์ไซค์วิบาก (Supermoto) และ 2 รายการจากแข่งขันเทรล (Trial) และการแข่งขันจักรยานยนต์ ทางไกล ทีมอาพริเลีย ชนะในรายการการแข่งขันมอเตอร์ไซค์กรังด์ปรีซ์ ถึง294 ครั้งและชนะ 52 ครั้งในการแข่งรายการ ซูเปอร์ไบค์ (ขึ้นแท่นรับรางวัลถึง121ครั้ง) เรื่องราวชัยชนะของอาพริเลียนั้นได้ รวมไปถึงชัยชนะปีที่แล้ว ที่ลงแข่งด้วยมอเตอร์ไซค์รุ่น RSV4-RFซึ่งขับขี่โดยโดซาวาโดรี่ (Savadori)ในรายการแข่งขันซูเปอร์สตอร์ก1000ชิงถ้วย รางวัลจากสมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (Superstock1000FIMCup) เหนื่อสิ่งอื่นใด ทีมนักบิดอาพริเลีย ถือได้ว่าเป็นตัวแทนในการแสดงออกถึงต้นกําเนิดของทีมดังคําจํากัดความว่า “อาพริเลียเป็นเบ้าหลอมของทักษะและความสามารถที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ ”พิสูจน์ด้วยนักแข่งทุกคนที่ได้สร้างชื่อให้กับประวัติศาสตร์การแข่งรถมอเตอร์ไซค์ในไม่ กี่ทศวรรษที่ ผ่านมาด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตโดยโนอาเล และนอกเหนือจากชัยชนะที่น่าจดจํา คือเหล่าบรรดานักแข่งมากมายทั้ง แม็กบิแอ๊คจิ (MaxBiaggi) ผู้ที่ชนะรายการระดับโลกถึง 3 ครั้ง ในการแข่งระดับ 250 ซีซี ให้กับ ทีมอาพริเลีย ในปี 1994 ถึง 1996 ,โลลิส คาปิ ลอสซี่ (Loris Capirossi) ชนะรายการระดับโลก รุ่น 250 ซีซี ให้กับ อาพริเลีย ในปี 1998, วาเลนติ โน รอสซี่(Valentino Rossi) ชนะรายการระดับโลกรุ่น 125 ซีซี ในปี 1997 และรุ่น 250 ซีซี ในปี 1999, ฆอร์ เก โรเลนโซ (Jorge Lorenzo) ชนะรายการระดับโลก รุ่น 250 ซีซี ในปี 2006 และปี 2007, เคซี1 สโตเนอร์ (Casey Stoner) ชนะที่ 2 ในรุ่น 250 ซีซี ในปี 2005 และที่ไม่ได้กล่าวถึงคือ มานูเอลพ๊อกจาลี่ (Manuel Poggiali), มาโก้ ซิมอนเซลี่ (Marco Simoncelli), อัลวาโร บัลทิสต้า (Alvaro Bautista) และ คาซุโตะ ซาคาตะ (Kazuto Sakata) เกรซินี เรซซิ่ง (Gresini Racing) บริหารงานโดยฟาอุสโต เกรซินี แชมป์โลกคลาส 125 ซีซี 2 สมัย เกรซินี เรซซิ่งโลดแล่นอยู่ในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์รถจักรยานยนต์ตั้งแต่ปี 1997 เถลิงความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มากมาย นอกเหนือจากการคว้าแชมป์ 4 รายการโดย ไดจิโระ คาโตะ (250

ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดหนึ่งเดียวของไทย หมายเลข 35 จากทีม อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีมเอเชีย สู้ศึกโมโตทู ณ สนาม โมโตแลนด์ อารากอน ประเทศสเปน คว้าอันดับที่ 16 มาครอง โดยทำเวลาห่างจากแชมป์ของสนามนี้เพียงไม่กี่วินาที รั้งอันดับที่ 21 บนตารางด้วยคะแนนสะสม 13 คะแนน ด้านมาเกวซ เด็กระเบิดฟอร์มเทพอัดม้วนเดียวจบแบบไม่เห็นฝุ่น ฉลองชัยชนะในสนามที่ 200 ของเขา และจ่อคว้าแชมป์โลกที่ไทย ในรายการแข่งขันรุ่น โมโตจีพี โดยการแข่งขันในสนามต่อไป จะเป็นโฮมเรซของ “คิงคองก้อง” แฟน ๆ ชาวไทยสามารถส่งแรงใจ ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์กันแบบสดๆ ได้ที่ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต หรือชมสดได้ทาง PPTVHD36 ติดตามข่าวสารได้ทาง เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/aphondaracingth #WhatStopsYou#มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด#Racetothedream#MotorSport#APhonda #APhondaracingthailand#MotoGP#Moto2#somkiat#sc35 #idemitsuhondateamasia #ก้อง สมเกียรติ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่