SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

KTM Riders Academy 2024 แคมป์สุดเดือด ของคนวัยมันส์ เติมความมันส์ทะลุขีดจำกัด..!! สำหรับกิจกรรม KTM Riders Academy 2024 เทรนนิ่งแคมป์สุดเดือด ที่จะพาลูกค้าชาว KTM และ Husqvarna (ฮัสกี้) มาเปิดประสบการณ์การขับขี่ Hard Enduro ครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ นำทัพโดยครูฝึกระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ เนซูต้า : Romaniacs Legend โค้ชผู้ช่วยชาวไทยและทีมงาน KTM จากต่างประเทศ และเพื่อให้เหล่ายูสเซอร์ได้ร่วมสัมผัสกับการขับขี่ Hard Enduro พร้อมเติมเต็มสกิลการขับขี่ทางฝุ่นแบบเต็มพิกัด กับโปรแกรมที่ทาง KTM จัดเต็มไว้ให้แบบจุก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัพ ตามสเตชันต่าง ๆ อาทิ สเตชันการขับขี่ศราลม สเตชันขี่จั้มสิ่งกีดขวาง สเตชันขับขี่บนทางดิน และ Wheelie Station ไปพร้อมกับโมเดลสายลุยชูโรงอย่าง KTM 350 EXC-F Six days และ Husqvana FE350 ให้ผู้ขับขี่ได้เคาะสนิม ฝึกสกิลควบคุมคอนโทรล การจัดสรีระท่าทางขับขี่ที่เหมาะสม การใช้คันเร่ง การใช้เบรกและการบาลานซ์ตัวรถ ก่อนแบ่งกรุ๊ปขับขี่ในลำดับถัดไป โดยแบ่งเป็นกรุ๊ปขับขี่ประเภทมือโปรและมือใหม่ แยกรูทเส้นทางขับขี่พร้อมจุดทดสอบหรือ Way Point ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งแต่ละจุดล้วนมีอุปสรรคและความท้าทายไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นหัวใจหลักของกิจกรรมครั้งนี้ก็คือ การก้าวข้ามความกลัวจากอุปสรรคต่าง ๆ หรือการปลดลิมิต ขีดจำกัดตัวเองพร้อมที่จะลุยและผจญภัยไปในทุกเส้นทางนั่นเอง ซึ่งการขับขี่รูปแบบเอ็นดูโร่นั้นไม่ยากอย่างที่คิด หากหมั่นฝึกฝนเป็นประจำ ซึ่งจุด ๆ นี้นอกจากจะช่วยให้ขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกแก้อาการตัวรถสำหรับนักบิดสายแทร็กเดย์อีกด้วย มาชมบรรยากาศความมันส์ภายในกิจกรรมครั้งนี้ DAY 1 ต่อความมันส์ใน DAY 2 อีกทั้งยังได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นธรรมชาติของตัวเมืองเชียงใหม่ และวิถีชีวิตของผู้คนบนพื้นที่และตามจุดชมวิวของอุทยานต่าง ๆ ใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่อีกด้วย พร้อมแจกประกาศณียบัตรสำหรับผู้ขับขี่ที่มาร่วมกิจกรรมภายในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องหมายการันตีที่ผ่านบททดสอบจากครูฝึกระดับโลก ปีเตอร์ เนซูต้า และถือว่าเป็นกิจกรรมสุดพิเศษของเหล่ายูสเซอร์ที่ได้เข้ามาร่วมเปิดประสบการณ์สุดท้าทาย พร้อมสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน หากใครสนใจที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมจากทาง KTM สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้บนช่องทางเพจ KTM Thailand ได้เลย สำหรับกิจกรรมต่อไปจากทาง KTM Thailand จะเป็นกิจกรรมอะไร อย่าลืมฝากติดตามข่าวสารจาก SuperBike Thailand รับรอง สนุกแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ถือว่าเป็นรุ่นที่ให้ออฟชันเยอะแยะมากมายจริงๆ กับ NEW Zontes 368K ปี 2025 ประเทศไทยเราอดใจอีกนิดไม่แน่อาจจะเข้าเร็วๆ นี้แน่นอน

2025 Ducati Panigale V4 Tricolore ลิมิเต็ด 1,000 คัน 2025 Ducati Panigale V4 Tricolore ซูเปอร์ไบค์รุ่นเรือธงจากค่าย ดูคาติ ที่ได้จัดทำตัวพิเศษของรุ่น Panigale ซึ่งเพิ่มความเป็นลิมิเต็ดด้วยการผลิตขึ้นมาแค่เพียง 1,000 คันเท่านั้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ 750 F1 พร้อมตกแต่งลวดลายเฉดสี Tricolore ที่เป็นสีประจำธงชาติของอิตาลี ที่เป็นประเทศบ้านเกิดของเรือธงลำนี้ รายละเอียดที่น่าสนใจต่าง ๆ สัญลักษณ์หมายเลข 1 ที่ด้านหน้าของตัวรถ ถังน้ำมันสีสันลวดลายใหม่ เพลทรันนัมเบอร์ ล้อคาร์บอนน้ำหนักเบา ในเรื่องของเครื่องยนต์ก็เรียกได้ว่ายกเทคโนโลยีจาก Panigale V4 และ V4S แทบจะทุกประการ เครื่องยนต์ขนาด 1,103 ซีซี วาล์วเดสโมโดรมิกเอกลักษณ์ของค่าย ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 216 แรงม้าที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 120.9 นิวตันเมตรที่ 11,250 รอบต่อนาที ระบบเบรกของรุ่นพิเศษ Tricolore นี้มาพร้อมกับระบบเบรก Brembo Front Brake Pro ที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Hypure รุ่นล่าสุดพร้อมระบบ ABS มาพร้อมกับจานเบรก Brembo T-Drive ขนาด 338.5 มม. มาพร้อมครีบระบายความร้อน พร้อมทั้งรักษาอุณหภูมิการทำงานให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้ประสิทธิภาพการเบรกคงที่ ลดปัญหาการยืดยาวของก้านเบรก เส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นยังช่วยเพิ่มแรงบิดของการเบรก ทำให้การชะลอความเร็วทำได้มากขึ้นแม้ใช้แรงเท่าเดิม ส่งผลให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มาพร้อมล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านรุ่นใหม่ของทางค่าย ที่มีน้ำหนักเบาลงเมื่อเทียบน้ำหนักของล้อเวอร์ชั่นธรรมดาอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลกรัม และสามารถลดโมเมนต์ความเฉื่อยได้ถึง 12% ที่ล้อหน้า และ 19% ที่ล้อหลัง ทำให้รถมีความคล่องตัวขณะขับขี่สูงขึ้น เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น ทำให้การตอบสนองในการควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งในโมเดลพิเศษนี้จะวางขายในประเทศสหรัฐอเมริกา และในส่วนของราคาวางจำหน่าย มีราคาอยู่ที่ 58,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือตีเป็นมูลค่าเงินไทยยังไม่รวมภาษีอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านบาท โดยตัวรถจะพร้อมส่งมอบในช่วงเดือนเมษายน 2025 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ประสบการณ์ได้ไปร่วมสัมผัสกับการขับขี่สองล้อในต่างแดนที่ประเทศนามิเบียกับ รีวิว BMW R1300GS 2025 ในกิจกรรม FTT GS TROPHY 2024

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโร่ จากตระกูล GS ด้วยการอวดโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ยกระดับประสบการณ์และความสนุกในแบบ GS ขึ้นไปอีก โดยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความเร้าใจให้กับนักบิดสายผจญภัย ด้วยการควบคุมที่เชื่อมั่นได้ในหลากหลายเส้นทางและสภาพถนน และขุมพลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกโอกาส บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงพร้อมสานต่อตำนานของตระกูล GS ด้วยรุ่นใหม่ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโรทั้งสาม ที่ยกระดับทั้งการออกแบบและสมรรถนะอย่างรอบด้าน มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความนิยมในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เหมาะเป็นคู่หูสำหรับนักบิดเริ่มต้นที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความเป็นเลิศ เราได้ออกแบบและผลิตแต่ละรุ่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เรามั่นใจว่า BMW 40 Years Edition นี้คือมอเตอร์ไซค์ที่ผู้รักมอเตอร์ไซค์ชาวไทยสามารถรู้สึกถึงการผจญภัยที่สุดยอดได้” บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ใหม่ ราคา 625,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เติมเต็มด้วยดีไซน์เทปใหม่พร้อมดีไซน์ใหม่บนแผงด้านข้างแฟริ่ง มาพร้อมกับจอแสดงผล TFT พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งไฟเลี้ยว LED ได้เพิ่มมาเป็นมาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล TFT ด้วยขุมกำลังมหาศาลขนาดเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีดในทั้งสามรุ่น ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance เสริมความนุ่มนวล ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS รุ่น BMW 40 Years GS Edition” มาร่วมฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล GS ในโฉม Black Storm Metallic พร้อมโลโก้ “40 Years GS” ที่แผงข้างแฟริ่ง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และเบาะที่นั่งหนังสีดำ/เหลืองพร้อมโลโก้ GS เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 40 ปี ความสูงเบาะ 860 มม. ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่พิเศษของ รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventureท่อโช้คแบบตายตัวสีดำและครอบหม้อน้ำเคลือบเมทาลิคเป็นจุดเด่นของรุ่นฉลองครบรอบนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure มาพร้อมชุดอุปกรณ์ Pro riding modes ที่มีคุณสมบัติใหม่มากมาย โดยในโหมด DYNAMIC ทั้งสามรุ่นจะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร้าใจ เพื่อเสริมความคล่องตัว เติมความสนุกสนานเมื่อโลดแล่นไปบนท้องถนน ส่วนระบบควบคุมการลดความเร็วด้วยการหน่วงเครื่องยนต์ และระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในชุดอุปกรณ์นี้ เช่นเดียวกับปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมดที่บริเวณแฮนด์ด้านขวา ในเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยปัจจุบันไม่รองรับการปิดระบบเบรก ABS โดยสมบูรณ์อีกต่อไป โหมดการขับขี่แบบ Enduro และ Enduro Pro จึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ขับขี่จะสามารถเลือกปิดระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหลังได้ เมื่อเลือกใช้โหมด Enduro Pro ในรุ่น F

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้ ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ฉลอง 40 ปีแห่งความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโร่ จากตระกูล GS ด้วยการอวดโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ยกระดับประสบการณ์และความสนุกในแบบ GS ขึ้นไปอีก โดยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความเร้าใจให้กับนักบิดสายผจญภัย ด้วยการควบคุมที่เชื่อมั่นได้ในหลากหลายเส้นทางและสภาพถนน และขุมพลังเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการขับขี่ในทุกโอกาส บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงพร้อมสานต่อตำนานของตระกูล GS ด้วยรุ่นใหม่ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเอ็นดูโรทั้งสาม ที่ยกระดับทั้งการออกแบบและสมรรถนะอย่างรอบด้าน มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตระกูล GS ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่ชื่นชอบทั่วโลก โดยเฉพาะรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ได้สร้างความนิยมในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผสมผสานเพื่อการเดินทางและการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS เหมาะเป็นคู่หูสำหรับนักบิดเริ่มต้นที่หลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความเป็นเลิศ เราได้ออกแบบและผลิตแต่ละรุ่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เรามั่นใจว่า BMW 40 Years Edition นี้คือมอเตอร์ไซค์ที่ผู้รักมอเตอร์ไซค์ชาวไทยสามารถรู้สึกถึงการผจญภัยที่สุดยอดได้” บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition ใหม่ ราคา 575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ใหม่ ราคา 625,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure เติมเต็มด้วยดีไซน์เทปใหม่พร้อมดีไซน์ใหม่บนแผงด้านข้างแฟริ่ง มาพร้อมกับจอแสดงผล TFT พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งไฟเลี้ยว LED ได้เพิ่มมาเป็นมาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล TFT ด้วยขุมกำลังมหาศาลขนาดเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีดในทั้งสามรุ่น ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance เสริมความนุ่มนวล ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 57 กิโลวัตต์ (77 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS 40 Years Edition และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure 40 Years Edition ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS รุ่น BMW 40 Years GS Edition” มาร่วมฉลองครบรอบ 40 ปีของตระกูล GS ในโฉม Black Storm Metallic พร้อมโลโก้ “40 Years GS” ที่แผงข้างแฟริ่ง แฮนด์การ์ดสีเหลือง และเบาะที่นั่งหนังสีดำ/เหลืองพร้อมโลโก้ GS เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น 40 ปี ความสูงเบาะ 860 มม. ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่พิเศษของ รุ่นบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventureท่อโช้คแบบตายตัวสีดำและครอบหม้อน้ำเคลือบเมทาลิคเป็นจุดเด่นของรุ่นฉลองครบรอบนี้ บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure มาพร้อมชุดอุปกรณ์ Pro riding modes ที่มีคุณสมบัติใหม่มากมาย โดยในโหมด DYNAMIC ทั้งสามรุ่นจะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร้าใจ เพื่อเสริมความคล่องตัว เติมความสนุกสนานเมื่อโลดแล่นไปบนท้องถนน ส่วนระบบควบคุมการลดความเร็วด้วยการหน่วงเครื่องยนต์ และระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในชุดอุปกรณ์นี้ เช่นเดียวกับปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ 4 โหมดที่บริเวณแฮนด์ด้านขวา ในเมื่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยปัจจุบันไม่รองรับการปิดระบบเบรก ABS โดยสมบูรณ์อีกต่อไป โหมดการขับขี่แบบ Enduro และ Enduro Pro จึงได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ขับขี่จะสามารถเลือกปิดระบบเบรก ABS เฉพาะที่ล้อหลังได้ เมื่อเลือกใช้โหมด Enduro Pro ในรุ่น F

รีวิว New CB500X 2021 อัพเกรดโช้คหน้า ดิสก์คู่ แต่ราคาเดิม!! ครั้งนี้เราก็จะมา รีวิว New CB500X 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นอีกโมเดลจากทาง Honda ที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในเมือง ขับขี่ไปทำงาน หรือกระทั่งออกทริปเดินทางไกล และขับขี่ผจญภัยได้พอสมควรอีกด้วย แน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสได้ทดสอบ เราก็ไม่พลาดที่จะนำมาเสนอให้แฟน ๆ SuperBike Thailand ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อครับ สมบุกสมบัน ความรู้สึกแรกที่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ รู้สึกได้ถึงความบึกบึน เห็นได้ถึงความสมบุกสมบันมากขึ้น ด้วยโช้คอัพหน้าแกนใหญ่ มาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมรัดยางสไตล์ที่พร้อมลุยได้เลย ทำให้ดูเต็มขึ้น สวยขึ้นมากกว่าเดิม และในส่วนไฟหน้าตัวใหม่นี้จะมีการปรับตำแหน่งไฟหน้าที่เป็นแบบ LED เป็นแบบ 4 โมดูล ทำให้ความสว่างมากขึ้นอีก 25% เพิ่มความสว่างยามค่ำคืน ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เหมาะสมอย่างยิ่งเลย สำหรับรถสไตล์ทัวร์ริ่งกึ่งแอดเวนเจอร์คันนี้ ขี่ง่ายสบายทุกท่วงท่า สำหรับโมเดลนี้ท่านั่งไม่ได้มีการปรับไปจากเดิม ตำแหน่งของแฮนด์ เบาะ พักเท้า เหมือนเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งมิติตัวรถและตัวถังน้ำมันเองก็ไม่ได้กว้างมาก ฉะนั้นเวลาบังคับเลี้ยวทั้งท่านั่ง ท่ายืนก็ทำได้ง่าย คล่องตัว โดยเฉพาะในทางลุยที่จำเป็นต้องถ่ายเทน้ำหนักเอียงตัว การบาลานซ์น้ำหนัก ช่วยเลี้ยวตรงนี้ก็ทำได้ง่ายและสะดวก ในส่วนของการยืนขี่ ระยะแฮนด์บาร์ออกแบบมาสูงพอดี ไม่เตี้ยไม่สูงจนเกินไป ยีนขี่ได้ นั่งขี่สบาย ปรับเปลี่ยนท่าขี่แก้เมื่อยได้อย่างเป็นอย่างดี เครื่องเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดิม ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 47 แรงม้าที่ 8,600 รอบ และแรงบิดที่ 43 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ โดยในการขับขี่ครั้งนี้เป็นการทดสอบแบบ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือถนนดำบริเวณรอบ ๆ ตัวเมืองบุรีรัมย์ และสไตล์ที่ 2 สำหรับสายลุย ซึ่งจะเป็นเส้นทางรอบอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เรียกว่าได้ลองแบบครบรสชาติ ในส่วนของถนนดำ ตรงนี้ถือว่ากำลังเครื่องเพียงพอต่อการเดินทาง ทำความเร็วได้สบาย ๆ 170 กม./ชม. คันเร่งเบาขี่ง่าย เหลือ ๆ และช่วงของทางขรุขระ ลุยทางดิน รอบ ๆ อ่างเก็บน้ำจะไปเน้นใช้เกียร์ 2-3 ซะมากกว่า เพราะทำความเร็วไม่ได้สูงมาก เน้นแรงบิดรอบต้น ๆ ช่วงเกียร์ 2-3 มีรอบกว้างไว้สำหรับเติมคันเร่งทำได้ดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ถือว่า ถนนดำขี่สนุก ทางลุยก็ทำได้สบายไม่เขอะเขิน ช่วงล่างใหม่คือพระเอก พระเอกเลยสำหรับในส่วนนี้ เพราะปรับชุดหน้ามาใหม่ทั้งหมด เรามาพูดถึงฟีลลิ่งตัวโช้คกันก่อนเลยที่เป็นแบบหัวกลับ Upside Down มีระยะยุบมากขึ้น 133 มิลลิเมตร รู้สึกได้ว่าซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ช่วงที่ขี่บนถนนดำตอนเข้าโค้งเองก็รู้สึกได้ถึงความเนียน เลี้ยวดีเลยละ และที่เห็นได้ชัดเจนเลยในทางลุย ช่วงที่รูดทางดินรอบอ่างเก็บน้ำยาว ๆ ความเร็ว 40-50 กม./ชม. ก็ซับแรงกระแทกจากร่องดินและหลุมได้ดี ช่วงแฮนด์นิ่งคอนโทรลตัวรถได้ดีเลย ในส่วนของตัวล้อและเบรกที่มีการปรับมาให้ดีไซน์ตัวล้อให้รองรับดิสก์เบรกคู่ สำหรับตรงนี้ฟีลลิ่งถนนดำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเวลาใช้เบรกหนัก ๆ ได้ระยะที่สั้นขึ้น ทำงานควบคู่กับตัวโช้คอัพก็ซับแรง โช้คหน่วงได้ดี ในส่วนของทางดิน อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักหน่อย เพราะเบรกจะจิกมากขึ้นกว่าเดิม แตะ ๆ เบรก ก็ทำงานอย่างไว ปรับตัวระยะก้านเบรกลึก ๆ หย่อน ๆ จะช่วยได้ บอกเลยว่าเบรกดีกว่าเดิม ช่วงล่างเฟิร์มกว่าเดิมการันตีครับ บอกเลยยังไงก็คุ้ม!! มาถึงช่วงสรุปกันแล้ว ผมบอกเลยทัวริ่งแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่เราควักตังจ่ายแบบไม่หนักกระเป๋าแล้วได้ของติดรถมาจากโรงงานแบบคุ้มค่า ต้องคันนี้เลย ทั้งโช้คอัพหน้า ระบบเบรก เครื่องยนต์ ยางพร้อมลุย ไฟหน้า LED และยังสามารถมาติดตั้งอุปกรณ์ที่มีมากมายในตลาดสายนี้มีเยอะเลย ที่สำคัญความคุ้มค่ามันอยู่ที่ ทุกอย่างที่อัพเกรดมาจากตัวก่อนหน้านี้ “ราคาเดิม” ไม่มีเพิ่มเติม โดย New CB500X มี 3 สี ได้แก่ สีแดง Grand Prix Red, สีเขียว Pearl Organic Green และสีดำ Mat Gunpowder Metallic ราคาแนะนำ 224,900 บาท

บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รถจักรยานยนต์ Indian Motorcycle “America’s First Motorcycle Company” ขยายความแข็งแกร่ง เปิดตัวโชว์รูม บนถนน นครอินทร์ พระราม 5 ขยายศักยภาพและตอบรับกระแสรถสไตล์ อเมริกันครุยเซอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูการให้บริการ มาตรฐานโลก ที่เข้าใจนักขี่ ในทุกแง่มุม ครอบคลุมทั้งการจำหน่ายสินค้า, ไลน์สโตร์ และอุปกรณ์ตกแต่ง คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ รถอเมริกันครุยเซอร์ให้แก่ลูกค้า ในย่าน กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ทางเรามีความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพ ในการเติบโตของตลาด ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการขยายโชว์รูม และสร้างการเข้าถึงลุกค้าในกรุงเทพฯ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังตอกย้ำ ความแข็งแกร่ง ของ อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ประเทศไทย โดยเรามีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่นี้ เอ็มเอฟ โมชั่น ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รถจักรยานยนต์อินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิลแต่เพียงผู้เดียว จากสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และด้วยความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจและรู้จักลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี เราจึงขยายการให้บริการ โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 นี้ พร้อมด้วยทีมที่ชำนาญและเชี่ยวชาญในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล” คุณสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด โชว์รูมอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล พระราม 5 ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,400 ตารางเมตร มีพนักงานละเจ้าหน้าที่ พร้อมให้บริการ จึงสามารถให้บริการ ทางด้านการขายที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลก ของอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล อเมริกา ในทุกด้าน โดยตัวอาคารและพื้นที่แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า ในขณะที่โซนจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และโซนรับรองลูกค้าได้รับการจัดวางและออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายสูงสุดของลูกค้าอินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิลเป็นหัวใจสำคัญ อินเดียนมอเตอร์ไซค์เคิล สาขา พระราม5 มีพนักงานให้คำปรึกษาทางด้านการขาย ซึ่งได้รับการอบรมตามมาตรฐาน ทั่วโลก พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อมอบความประทับใจเหนือระดับให้กับลูกค้าอินเดียน มอเตอร์ไซค์เคิล ทุกท่าน โชว์รูม Indian Motorcycle พระราม5 ตั้งอยู่ที่ 135/5 หมู่ 7 ถนนนครอินทร์ ต. บางคูเวียง อ. บางกรวย นนทบุรี 11130 โทรศัพท์ 02-449-4893 และพิเศษไปกว่านั้น ปีนี้ คือปีฉลองครบรอบ 100 ปีรถรุ่น CHIEF ทางบริษัท เอ็มเอฟ โมชั่น จำกัด ยังได้เปิดตัวรถ พร้อมกันถึง 2 รุ่นภายในงาน ทั้ง Indian Chief Dark Horse และ Indian Chief Bobber Dark Horse สุดยอดรถระดับตำนาน กับความสวยงามเลอค่า เหมาะแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัย ผสมผสานความคลาสสิคได้อย่างลงตัว กับการออกแบบเส้นสายตามสไตล์รถสัญชาติอเมริกัน Indian Chief Dark Horse อีกขั้นของการดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา จากอดีตสู่ปัจจุบัน ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คงความสวยงามในอดีต อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง ด้วยหัวใจสำคัญของ Indian Chief Dark Horse คือเครื่องยนต์แบบ Thunderstroke 116”(1,890 cc.) ระบายความร้อนด้วยอากาศ สามารถสร้างแรงบิดได้มากถึง 162 นิวตันเมตร ที่ 2,900 รอบต่อนาที ทรงพลังด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ Cross-Over ให้เสียงที่ดุดันแม้อยู่ในรอบเดินเบาชุดไฟส่องสว่างรอบคันแบบ LEDจอแสดงผลทรงกลมแบบ Touchscreen และจอสี ขนาด 4 นิ้ว ที่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn ซึ่งสามารถเลือกโหมดการขับขี่ และ การใช้งานได้ถึง 3 โหมด

Thruxton RS Ton Up Edition โมเดลพิเศษฉลองความแรงทะลุ 100 ไมล์ครั้งแรก เปิดตัวแล้วกับโมเดลพิเศษระยะเวลาขายจำกัด Thruxton RS Ton Up Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอย่าง Ton Up boys ในช่วงทศวรรษปี 50 – 60 ซึ่งเป็นกลุ่มไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบรถในสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ และความสำเร็จของ Malcolm Uphill ที่สามารถขี่รถโปรดักชันทำสถิติความเร็วทะลุ 100 ไมล์ต่อชั่วโมงในการแข่งขัน Isle of Man TT ในปี 1969 จึงกลายมาเป็นโมเดลพิเศษที่จำกัดเวลาสั่งซื้อ 1 ปีเท่านั้น จุดเด่นในโมเดลนี้ ถังน้ำมันสีน้ำเงิน Aegean Blue พร้อมกริปถังน้ำมันสีดำ Jet Black และเส้นสายสีเงินเพ้นท์ด้วยมือ ครอบเบาะท้ายสีขาว Fusion White และแต้มด้วยสีแดง Carnival Red เพ้นท์เส้นสีดำด้วยมือและลายกราฟิก “100 Special Edition” บังโคลนหน้าสีขาว Fusion White และลายกราฟิกสีแดงเป็นตัวเลข “100” แผงข้างสีดำ Jet Black พร้อมโลโก้บ่งบอกความพิเศษเฉพาะโมเดล อุปกรณ์เสริมค็อกพิตแฟริ่งสีน้ำเงิน Aegean Blue เพื่อเติมเต็มโมเดลพิเศษนี้ เพิ่มรายละเอียดพรีเมี่ยมด้วยการ์ดโช้คหน้าสีเงิน Matt Aluminium Silver ทำสีล้อ เครื่องและสปริงโช้คเป็นสีดำ ทั้งนี้พื้นฐานของรถก็จะมาจาก Thruxton RS ที่ใช้เครื่องยนต์ Bonneville 2 สูบเรียงขนาด 1,200 ซีซี ที่เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดที่ 112 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ ท่อไอเสียปลายคู่ทรงยกปลายแยกซ้ายขวา ในส่วนของช่วงล่างสมรรถนะสูง อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo เป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ M50 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจาก Showa ปรับแต่งได้ ด้านหลังจาก Ohlins แบบโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ แน่นอนว่ายังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์อีกมากมาย อาทิ ระบบเบรก ABS แทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด ไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบทอร์คแอสซิสต์คลัตช์ กุญแจอิมโมบิไลเซอร์และช่องจ่ายไฟแบบ USB ใต้เบาะ ทั้งนี้ยังไม่เปิดราคาจำหน่ายในไทย แต่คาดว่าน่าจะจำหน่ายในไทยในปี 2022 ใครสนใจก็เก็บเงินรอกันก่อนได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R คว้าดับเบิ้ลโพเดียม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ยึดจ่าฝูงตารางคะแนนต่อเนื่อง ศึก AMA Supercross 2024 ที่เซนต์หลุยส์ พี่น้อง “ลอว์เรนซ์” สังกัด Team Honda HRC บิดสุดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF 450R สร้างผลงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ควงคู่คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ขณะที่ตารางคะแนนสะสม “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับ 1 ในการแข่งขันศึก AMA Supercross 2024 สนามที่ 12 ซึ่งดวลกันที่เซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแข่งขันในสนามที่ 12 จัดกันในรูปแบบ Triple Crown โดยนำผลงานที่ดวลกันทั้ง 3 เรซมาตัดสิน โดย “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF 450R หมายเลข 96 ปลดล็อคคว้าโพเดียมมาครองได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับ 8 ในเรซแรก และการขึ้นโพเดียมอันดับ 2 ในเรซที่สอง ตามด้วยจบอันดับที่ 4 ในเรซที่สาม ขณะที่ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” บิด Honda CRF450R หมายเลข 18 บิดคว้าโพเดียมอันดับที่ 2 ในเรซแรก ส่วนเรซที่สองยังคงทำผลงานได้ดีแต่มีการปรับโทษจากอุบัติเหตุในการแข่งขันจึงอยู่ในโพเดียมอันดับที่ 3 โด ยในเรซที่สามโชคร้ายถูกชนระหว่างการแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บแต่ยกรถขึ้นบิดต่อจบในอันดับที่ 21 โดยผลการแข่งขันจัดลำดับแบบโอเวอร์ออล (Overall) “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” คว้าโพเดียมอันดับที่ 3 มาครอง และ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” รั้งอันดับที่ 8 สำหรับตารางแชมป์เปี้ยนชิพ “เจ็ตต์ ลอว์เรนซ์” ครองรั้งอันดับที่ 1 ต่อเนื่องด้วยคะแนนสะสม 244 คะแนน ขณะที่ “ฮันเตอร์ ลอว์เรนซ์” ขยับขึ้นมารั้งท็อป 10 ได้เรียบร้อยด้วยคะแนนสะสม 133 คะแนน ทั้งนี้การแข่งขัน AMA Supercross 2024 สนามที่ 13 จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะไปดวลกันที่ Gillette Stadium ใน Foxborough, MA ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ MotoGP เป็นข่าวใหญ่ระดับสะเทือนวงการสองล้อกันเลยทีเดียวของดีลธุรกิจที่มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นดีลธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการที่ Liberty Media เทคกิจการของ Dorna เจ้าของสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอดวิดีโอการแข่งขัน MotoGP นั่นเอง แล้ว Liberty Media คือใคร ทำธุรกิจอะไร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ ลิเบอร์ตี้มีเดียคือเจ้าของสิทธิ์ Formula 1 นั่นเอง เรียกว่าอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน เพียงแต่จำนวนล้อไม่เท่ากันและรูปแบบการแข่งขันก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร รวมถึงยังประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสื่อ การสื่อสาร และธุรกิจบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทางลิเบอร์ตี้เองก็มาซื้อหุ้นของทาง Dorna ไปมากถึงราว ๆ 86% ใช้เงินไปกว่า 3.5 พันล้านยูโร หรือราว ๆ 138,000 ล้านบาท โดยทางดอร์น่าเองยังถือหุ้นไว้เอง 14% ผ่านข้อตกลงใหม่ซึ่งทาง Dorna Sports S.L., ที่ถือสิทธิ์ทางการค้าและการถ่ายทอด MotoGP อยู่จะยังคงทำดำเนินธุรกิจอยู่อย่างอิสระเช่นเดิม เพียงแต่เป็นส่วนนึงของทางกลุ่มธุรกิจลิเบอร์ตี้มีเดียเท่านั้น ทั้งนี้การแข่งขันอื่น ๆ ที่ทางดอร์น่าดูแลเองก็จะตกอยู่ภายใต้ลิเบอร์ตี้มีเดียด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Moto2, Moto3, WorldSBK, MotoE, Junior GP, Asia Talent Cup, British Talent Cup, Northern Talent Cup, MiniGP และ MotoGP Rookies Cup นอกจากนี้ทาง Carmelo Ezpeleta ซีอีโอของทางดอร์น่าที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1994 เองก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปเช่นเดิม และทำธุรกิจต่อไปร่วมกับทีมบริหารของเขา และเบสก็จะยังคงอยู่ที่เมืองมาดริดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป ซึ่งทาง Greg Maffei ประธานของฝั่งลิเบอร์ตี้มีเดียก็ออกมากล่าวในทำนองว่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายเครือข่ายธุรกิจการถ่ายทอดสดกีฬาเพิ่มมากขึ้นจากดีลในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่ารายการการแข่งขันนี้มีฐานแฟน ๆ ที่ติดตามที่ดีและเหนียวแน่น มีการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ และมีเงินไหลเวียนมาก มีศักยภาพในการทำเงินนั่นเอง และเขาเองก็ตั้งใจจะมาพัฒนาและเพิ่มยอดผู้ชมหรือแฟน ๆ MotoGP ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ทางซีอีโอของทางดอร์น่าเองก็มองว่านี่คือมุดหมายสำคัญของการแข่งขันรายการนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ซึ่งทางลิเบอร์ตี้มีเดียนั้นชำนาญงานทางด้านนี้ และจะช่วยเพิ่มฐานคนดูให้มากขึ้นได้อย่างแน่นอน สุดท้ายดีลนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะมีผลอะไรต่อรายการแข่งขันรายการโปรดของพวกเขาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าต้องมีอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรยืนยัน แต่สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องค่าตั๋วนั้นจะต้องแพงขึ้น เนื่องจากเรื่องของการลงทุนทำธุรกิจ และอาจจะมีผลดีเรื่องคุณภาพการถ่ายทอดสด หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการถ่ายทอดสดก็เป็นได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cake Bukk เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสุดแรงที่ให้คุณเลือกสเปกเองได้ Cake Bukk คือมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน ไม่ใช่ชื่อขนมเค้กแต่อย่างใด ซึ่งแต่เดิมโมเดลนี้เป็นรถโปรโตไทป์ และตอนนี้ได้กลายเป็นรถโปรดักชันพร้อมให้ลูกค้าได้คัสตอมสเปกรถได้เองโดยตรงกับทางแบรนด์ได้เลย ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวครับ โดยสิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือโมเดลนี้มีจำหน่ายด้วยกัน 2 เวอร์ชันหลัก ๆ อิงจากใบขับขี่ โดยเวอร์ชัน Super Light จะมีกำลัง 13 กิโลวัตต์หรือประมาณ 17.4 แรงม้า ก็จะเหมาะกับใบขับขี่ A1 ของทางยุโรป แต่ถ้าเป็นใบขับขี่ A2 ล่ะก็จะมีเวอร์ชัน Power Light ที่รถจะมีกำลัง 16 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 21.4 แรงม้า แต่ถ้าบ้านเราล่ะก็ไม่มีปัญหา ตัวรถเวอร์ชันซูเปอร์ไลท์จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจาก Jante ซึ่งเคลมมาว่ามีแรงบิดสูงถึง 366 นิวตันเมตรที่ล้อหลัง และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.57 วินาที ส่วนท็อปสปีดอยู่ที่ 80 กม./ชม. ส่วนเวอร์ชันเพาเวอร์ไลท์จะมีแรงบิดสูงถึง 456 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วจาก 0 – 45 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 2.15 วินาที และมีท็อปสปีดที่ 90 กม./ชม. ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะแตกต่างไปจากการทดสอบจริงบนท้องถนนอยู่บ้าง หัวใจสำคัญของรถไฟฟ้าทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี ตัวรถมีแบตเตอรี่ขนาด 40 แอมป์ชั่วโมงให้กำลังไฟ 2.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสามารถชาร์จกับตัวรถเลย หรือจะถอดเปลี่ยนแบบฮ็อตสว็อปก็ทำได้เช่นกัน ตัวแบตเตอรีจะปิดตัวเองทันทีเมื่อถอดออกจากรถด้วยระบบความปลอดภัย และยังกันน้ำกันฝุ่นได้มาตรฐาน IP67 อีกด้วย ดังนั้นเอาไปลุยไปผจญภัยได้สบาย ๆ หายห่วง แต่ไปแช่น้ำในทะเลสาปเลยก็ไม่แนะนำ ขณะในเรื่องของการชาร์จสามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านชาร์จได้เลย โดยสามารถชาร์จได้เต็มจาก 0 – 100% ได้ภายในเวลาประมาณ 2 ชม. 45 นาที และชาร์ตจาก 0 – 80% ได้ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 55 นาที โดยระยะการใช้งานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงในแบบของการขับขี่แบบเทรลหรือเอ็นดูโร หรือประมาณ 85 กม. อย่างไรก็ดีปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมก็จะทำให้ระยะทางตรงนี้เปลี่ยนไปได้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เจ้า Cake Bukk เจ๋งไม่เหมือนใครคือสามารถเลือกสเปกรถได้เองเลย ไม่ว่าจะทำให้รถเป็นรถแบบขี่ถนนได้ด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างต่าง ๆ และกระจก หรือจะไม่ใส่ไฟเพื่อเข้าป่าล้วน ๆ ก็ไม่ผิด โดยเฉพาะในส่วนของช่วงล่างสามารถเลือกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโช้ค Ohlins หรือ WP XACT Pro ก็ได้ หรือจะผสมกันหน้ายี่ห้อนึงหลังยี่ห้อนึงก็ได้ แต่โช้คเดิมจะเป็น หน้าเป็น Formula Tech แบบหัวกลับ ขณะที่ด้านหลังเป็น RacingBros Shicane HLR ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 240 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็น 220 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก ต่อกันที่ล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จ ขนาด 19 และ 18 นิ้วด้านหลังตามลำดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีแบบสมัยใหม่ เช่น โหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ผ่านแอพลิเคชันของทางแบรนด์ (ออปชันเสริม) ช่วยให้ปรับพละกำลัง ความไวเบรก แทร็คชันคอนโทรลเองได้ เป็นต้น สุดท้ายในเรื่องของราคาจะเริ่มต้นที่ 10,270 ยูโรหรือราว ๆ 381,000 บาท โดยรถจะเริ่มส่งมอบได้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati SuperSport 950S ม้าสีหมอก พันธุ์สปอร์ต จากอิตาลี เผยโฉมกันเป็นที่เรียบร้อย กับโมเดลลวดลายสีใหม่ สายพันธุ์สปอร์ต ในรุ่น Ducati SuperSport 950S มาพร้อมลายกราฟิกใหม่ เร้าใจยิ่งขึ้น และออปชั่นต่าง ๆ ในตัวรถอีกมากมาย เชื่อได้เลยว่า เหล่าแฟน ๆ สายรถสปอร์ตจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น โดยเริ่มจากตัวแฟริ่ง ออกแบบรูปทรงให้มีความปราดเปรียว และสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์ ให้คาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แบบเดียวกันกับเจ้า Ducati Panigale V4 พร้อมไฟหน้าและไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ บิ้วอินท์เข้าไปในตัวแฟริ่งดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมแรมแอร์ด้านข้างที่พร้อมรับอากาศสู่การเผาไหม้ในเครื่องยนต์อีกด้วย บวกกับแฟริ่งด้านข้างจะมีช่องระบายอากาศแบบคู่ ผสมกับลายกราฟิกแนวตรงเฉียงลงไปด้านหน้า ได้อย่างสวยงาม อีกทั้ง ยังมีชิลด์หน้าออกแบบมาให้มีขนาดกระทัดรัด สามารถบังลมและใช้งานได้อย่างดีเสริมด้วยหน้าจอสี TFT 4.3 นิ้วพร้อมถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เบาะนั่งเดี่ยวผู้ขับขี่แบบเดี่ยว เพิ่มความสะดวกสบายในการนั่ง รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายท่อคู่ ให้ความเท่ไปอีกขั้น ในด้านของขุมพลังสำหรับโมเดลนี้ จะเป็นเครื่องยนต์ L-Twin 2 สูบ 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 110 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมควิกชิฟเตอร์ 2 ทางกับระบบเกียร์ 6 สปีด และระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ อีกทั้งเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรอง Euro 5 ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย สำหรับระบบช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวแบบโปรลิงค์ ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว โดยจะเป็นโช้คอัพจาก Ohlins ทั้งคู่ พร้อมระบบเบรกกับเบรกหน้าดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. เป็นจานเบรกโฟลทติ้ง พร้อมคาลิเปอร์ Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และเบรกหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 มม. พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางหน้า-หลังขนาด 120/70 และ 180/55 จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Pirelli Diablo Rosso III โดยน้ำหนักตัวรถรวมอยู่ที่ 210 กก. ในเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มจากระบบ IMU 6 แกน ระบบ Cornering ABS ช่วยเบรกทั้งทางตรงและทางโค้งระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อหน้าลอย โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Touring, Urban) ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ระบบควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง และแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Ducati Multimedia System ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้ สามารถรับสายโทรศัพท์ ดูข้อความ และเล่นเพลงโดยใช้ปุ่มควบคุมตรงแฮนด์ได้เลยอีกด้วย ทั้งความ สปอร์ต สวยงามและดุดัน เหมาะกับเป็นม้าสีหมอกตัวแรงของค่ายนี้จริง ๆ อย่างไรก็ดี เราก็ยังไม่ทราบว่าโมเดลจะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ คงต้องอดใจรอกันไปก่อน ไว้คราวหน้าถ้ามีอัปเดตอะไรเพิ่มเติม เดี๋ยวแอดมินจะรีบมาแจ้งให้ทราบนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R18 Roctane ลูกผสมครูเซอร์และแบ็กเกอร์สุดเท่จาก BMW เรียกว่าแตกไลน์ไม่หยุดจริง ๆ กับเครื่องยนต์บิ๊กบ็อกเซอร์ พี่ใหญ่สุดจาก BMW ซึ่งล่าสุดก็เป็นเจ้า BMW R18 Roctane ซึ่งนับเป็นโมเดลที่ 5 แล้วที่ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 1800 ซีซี โดยเป็นรถในสไตล์ครูเซอร์ไบค์ผสมผสานเข้ากับแบ็กเกอร์ด้วยการมีเคสด้านข้าง ข้างละ 27 ลิตร สำหรับขนสัมภาระใช้เดินทางไกล ดีไซน์ของโมเดลนี้ยืมมาจากเจ้า R5 โมเดลยอดนิยมในอดีตที่ดิบเถื่อน ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใด ๆ และโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์กับดีไซน์แบบคลาสสิก แต่สำหรับโมเดลนี้ได้ผสานเทคโนโลยีในยุคใหม่นี้เข้าไปอย่างกลมกลืนเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับตัวรถที่มีเส้นสายเนียนเรียบกลมกลืนก็ยิ่งกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวยิ่งนัก มาที่เรื่องขุมพลังกันบ้างก็เรียกได้ว่าไม่ต้องสาธยายกันเยอะ แน่นอนว่าเป็นเครื่องบิ๊กบ็อกเซอร์ 2 สูบนอน 1802 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เพียงโดดเด่นในเรื่องของพละกำลัง แต่ยังมีดีไซน์และสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์โดนใจหลาย ๆ คน ให้กำลังแรงบิดสูงถึง 150 นิวตันเมตรในรอบต่ำเพียง 2,000 – 4,000 รอบ ส่วนแรงม้าจะอยู่ที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ อีกทั้งยังทำเครื่องยนต์สีดำแมตช์กับท่อไอเสียแบบสีดาร์กโครมอีกด้วย ช่วงล่างโดดเด่นด้วยเฟรมท่อโลหะแบบดับเบิ้ลลูปและสวิงอาร์มพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเพลาแบบเปิด ที่เด่นในด้านความสวยงามแบบคลาสสิก ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลาง ส่วนล้อก็จะเป็นหน้า 21 นิ้วหลัง 18 นิ้ว รัดด้วยยาง 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ สำหรับเรื่องของเทคโนโลยีตัวรถก็จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rain, Roll และ Rock ระบบควบคุมสเถียรภาพอัตโนมัติ ระบบควบคุมแรงฉุดของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับสายเดินทางไกลที่เน้นสไตล์และความชิลล์เป็นหลัก แต่ก็ต้องมาดูกันว่าจะแย่งฐานลูกค้ามาจากรถมะกันได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก