SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

2024 MT-09 Y-AMT ต่างจากรุ่น 09 และรุ่น SP อย่างไร หลังจากเปิดตัวและทดสอบ 2024 MT-09 Y-AMT กันไปแล้ว ย่อมตามมาด้วยคำถามจากสาวก MT Series มากมายว่า เจ้ารุ่นนี้มันต่างจากโฉมที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อย่าง MT-09 และ MT-09SP อย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะพามาเทียบความต่างระหว่างทั้งสามรุ่น เพื่อให้เข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ก่อนหยิบใบจองมาให้ดูกันครับ เทียบความต่าง ระหว่าง MT-09 Y-AMT มีอะไรที่ต่างไปจากรุ่น MT-09 และ MT-09SP ? ระบบเกียร์ MT-09 Y-AMT มีระบบเกียร์ใหม่ที่ว่ากันง่ายนั้นคือการที่เราขับขี่ได้โดนไม่ต้องกำคลัตซ์และไม่มีคันเกียร์ แค่ใช้เพียงปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งข้างซ้ายเท่านั้น ทำให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้นไปอีกโดยในตัวของ Y-AMT จะมีชุดเกียร์ อัจฉริยะทั้งหมด 2 แบบ นั้นคือ ระบบแมนนวล (MT) และระบบออโตเมติก (AT) โหมดขับขี่ โดยเจ้าระบบ Y-AMT ที่เข้ามาใหม่จะยังคงมีโหมดการขับขี่ SPORT, STREET, RAIN, CUSTOM 1, CUSTOM 2 อยู่แต่จะไม่มีโหมด Track แบบในรุ่น MT-09SP ตารางเทียบโหมดการขับขี่ของ MT-09 ในแต่ละรุ่น MT-09 MT-09SP MT-09 Y-AMT SPORT • • • STREET • • • RAIN • • • CUSTOM 1 • • • CUSTOM 2 • • • Track • แมนนวล (MT) • ออโตเมติก (AT) • เทคโนโลยี โดยในตัว MT-09 Y-AMT มี สมาร์ทคีย์ ติดมาให้ที่เหมือนกับตัว MT-09SP แต่จะไม่มีในเรื่องของระบบเบรกด้านหน้าที่เป็น Brembo Stylema โช้คหน้า KYB Premium และ โช้คเดี่ยวของ Ohlins จะไม่ได้ใส่เข้ามาให้ในตัว MT-09 Y-AMT รุ่นนี้ แต่จะให้เป็นโช้คหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยว สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ตามปกติ คือว่าง่าย ๆ จะเหมือนในตัวของ MT-09 เลยต่างกันแค่ สมาร์ทคีย์ ที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาให้ และนอกจากนี้ยังมีโหมดปรับเอ็นจิ้นเบรกอย่าง Engine Brake Management (EBM) และโหมด TRACK ติดมาให้เฉพาะรุ่น SP อีกด้วย สำหรับใครที่กำลัง “ลังเล” อยู่ว่าตัวไหนดี อย่างแรกเลยถามเรื่องของงบประมาณก่อนว่าเราไหวเท่าไหร่ และชอบรุ่นไหน ? ใครอยากไปต่อ MT-09 รุ่นนี้ตอบโจทย์ ถ้า MT-09 ผมก็ว่าพอดีแล้วสำหรับใครที่ชื่นชอบรถ 3 สูบเรียง CP3 รุ่นนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสามารถต่อยอดไปได้ (ราคา 447,000 บาท) แต่งครบ..จบที่เดียว แถมมีโหมดแทร็กกิ้ง MT-09 SP ถ้าอยากเอาจบๆ เลย แนะนำเป็นรุ่น MT-09SP จบแน่นอน พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกัน แต่อัปเกรดเรื่องของระบบช่วงล่าง เบรก สำหรับรุ่น SP ถือว่าครบเลย เปลี่ยนยางหน่อย ใส่ Pirelli Diablo Supercorsa SP V4 นะ หล่อเลย รวมถึงถอดกระจก แต่งท่อก็คือ..สุด และ ชุดสีเฉพาะรุ่น SP ที่ต้องบอกว่าไม่เหมือนใครอีกด้วย (ราคา 489,000 บาท) ขี่ง่ายขึ้น

รีวิว MT-09 Y-AMT ครั้งนี้ทีมงาน SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโอกาสที่บอกเล่าถึงประสบการณ์การการขับขี่ เจ้า Y-AMT รุ่นนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษ

รีวิว CBR250RR SP 2023 ปรับใหม่ แรงขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม สวัสดีแฟน ๆ ซูเปอร์ไบค์ทุกท่าน ในวันนี้ เราก็ได้มีโอกาสมา รีวิว CBR250RR SP 2023 กันในงาน Honda Mini Track 2023 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี กับการขับขี่ทดสอบทั้ง 2 วัน เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่าครับว่า โมเดลโฉมใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอะไรบ้าง เดี๋ยวไปชมกัน ก่อนที่จะไปพูดในเรื่องของ Performance นั้น เรามาดูในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color พร้อมลายกราฟิกบนแฟริ่งออกแบบมาใหม่ เพิ่มลูกเล่นเส้นลายให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น อักษรโลโก้แบรนด์ด้านข้างมีการปรับขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนไฟหน้าจะถูกบิวอิ้นเข้าไปในแฟริ่งแยกส่วนกับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ คงความหล่อไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย ไล่ขึ้นมาในส่วนแผงคอจะพบกับเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แฮนด์จับโช้ค ประกับฝั่งซ้ายจะมีสวิตช์ไฟสูง-ต่ำ ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน ปุ่มสัญญาณแตรรถและปุ่มปรับโหมดการขับขี่ของตัวรถ ส่วนประกับฝั่งขวา มีสวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่ง เบาะนั่ง 2 ชิ้น ไฟท้าย LED ทรงสปอร์ต ปลายท่อคู่ โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เสริมความบึกบึนด้วยดับเบิ้ลแฟริ่งให้ตัวรถดูขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องลมด้านข้างเพิ่มความแอโรไดนามิก เบาะผู้ขับขี่ออกแบบ 2 ชิ้น พร้อมเบาะหลังเสริมช่องลม ไฟท้ายแบบ LED แยกกับไฟเลี้ยว ดูลงตัว สวยงาม รวมไปถึงท่อไอเสียแบบปลายคู่โดดเด่นในสไตล์รถสปอร์ต เครื่องยนต์ 2 สูบ 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ควิกชิฟเตอร์ ในด้านเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบเรียง 250 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปรับจูนเครื่องยนต์มาใหม่เพิ่มแรงม้าจากเดิม 41 เป็น 42 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ควบคู่กับแรงบิดสูงสุดที่ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ เสริมด้วยควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง เพิ่มความสมูทในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และแน่นอนยังมาพร้อมกับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดอาการรถกระตุกในขณะเชนเกียร์ลงอีกด้วย อีกทั้งเครื่องยนต์ยังตอบสนองความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า วัดแรงบิดหรือวัดองศาการเปิดคันเร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น นับว่าเป็นโมเดลพิกัด 250 ซีซีที่นำเทคโนโลยีของรถสปอร์ตรุ่นใหญ่มาใช้ในรุ่นนี้อีกด้วยครับ โช้คอัพหัวกลับ Showa SFF-BP โช้คอัพหลังแบบเดี่ยว สามารถตั้งค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ระบบเบรก ABS มั่นใจ เบรกหนึบ ปั๊มเบรก Nissin ทั้งล้อหน้าและหลัง สำหรับระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าหัวกลับจาก Showa พร้อมปรับเปลี่ยนไส้โช้คมาใหม่ ส่วนโช้คหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว สามารถเซ็ทค่าความแข็งอ่อนได้ 5 ระดับ ทำงานควบคู่กับสวิงอาร์ม ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้า-หลัง มาพร้อมระบบเบรก ABS ประกบจานด้วยปั๊มเบรกจาก Nissin พร้อมล้อแม็กขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 110/70 และ 140/70 แบบไม่ใช้ยางใน ในด้านเทคโนโลยีของเจ้าซีบีอาร์ รหัส RR รุ่นนี้ นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทั้ง ควิกชิฟเตอร์ แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ คันเร่งไฟฟ้าและระบบเบรก ABS โมเดลรุ่นนี้ ยังติดหน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล Full LCD แสดงผลฟังก์ชันครบครัน มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมดทั้ง Comfort, Sport, Sport+ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้แบบเต็มพิกัด สมรรถนะดีที่สุด ในพิกัด 250 ซีซี ส่วนตัวก็ได้มีโอกาสมาลองจับเจ้า CBR250RR SP 2023 นำมารีวิวและทดสอบในสนามแข่ง ที่แก่งกระจานเซอร์กิต จ.เพชรบุรี ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันที่ได้ลองทดสอบขับขี่แล้ว ฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ เริ่มจากท่านั่งการขับขี่ โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 176 ซม. พอนั่งคร่อมตัวรถรู้สึกว่ารถไม่ได้สูงมากจนเกินไป สามารถเหยียดขาได้เต็มเท้าได้ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมองว่าผู้ขับขี่ที่มีความสูงประมาณ 165 ซม.ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้ด้วยครับ ระยะแฮนด์ให้มาพอดี ไม่กว้างมาก ท่านั่งขับขี่สไตล์รถสปอร์ต ต่อมาเมื่อลองนั่งขับขี่แล้ว เข่าจะงอประมาณนึง ตำแหน่งที่พักเท้าเยื้องไปทางข้างหลังเล็กน้อย

Tenere 700 World Rally ทัวริ่งสายลุยตัวสุดคันใหม่ของยามาฮ่า เปิดตัว Tenere 700 World Rally ร่างสุดยอดของทัวริ่งสายลุยขนาดกลางจากยามาฮ่าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันที่โหดหินที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally ซึ่งนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1979 ที่ยามาฮ่าชนะรายการนี้เป็นครั้งแรก และในปี 1983 ที่โมเดลเทเนเร่ดั้งเดิมได้เริ่มเป็นที่จดจำด้วยการเป็นรถที่มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ แชสซีที่ทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และยังเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของยามาฮ่าที่เปิดโอกาสให้สาวกได้ผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งทีมแข่งของทางยามาฮ่า ทางซีอีโอยามาฮ่ามอเตอร์ฝรั่งเศส Jean Claude Olivier ต่างก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมอันน่าทึ่งของ Stephane Peterhansel ตำนานสิงห์ทะเลทราย 6 สมัยและรถแข่งของเขา จึงได้ถือกำเนิดโมเดลพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องให้แก่ตำนานในครั้งนี้ กลายเป็นโมเดลที่ผสมผสานกันระหว่างสายเลือดรถแข่งในอดีตเข้ากับสมรรถนะในแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ดีไซน์ของเจ้าเวิลด์แรลลี่คันนี้โดดเด่นด้วยสีสันแบบเดียวกับรถแข่งดาการ์ของ Stéphane Peterhansel สังกัดทีมโรงงานยามาฮ่าเมื่อปี 1993 เลย คือมาในสีน้ำเงิน ตัดด้วยเส้นสายสีชมพูสะท้อนแสง และลายกราฟิกสีเงิน ส่วนเรื่องของสเปกที่ปรับเปลี่ยนไปก็จะเป็นไปในแนวทางของการขับขี่แบบแรลลี่เต็มระบบ โดยตัวรถจะอัปเกรดมาใช้ถังน้ำมันคู่แบบยึดติดด้านข้างมีขนาด 23 ลิตรเพื่อรองรับการเดินทางไกล โดยมีจุดยึดถังน้ำมันที่ต่ำกว่าเดิม ทำให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำลง เสริมพละกำลังและสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้วยปลายท่อจาก Akrapovic น้ำหนักเบาพร้อมสุ้มเสียงเร้าใจ ทั้งนี้ยังอัปเกรดระบบกันสะเทือนจาก KYB ที่สเปกสูงขึ้น โช้คด้านหน้าหัวกลับสีดำปรับแต่งได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ โดยจะมีขนาด 43 ม.ม.ระยะยุบ 230 ม.ม. เนหลังเองก็จะเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ทำงานร่วมกับกระเดื่องให้ระยะยุบ 220 ม.ม. นอกจากนี้ยังให้กันสะบัดจาก Ohlins ปรับความหนืดได้ 18 ระดับติดรถมาเลย ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่ด้านหน้าก็จะมีหน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับ ก็จะมีเบาะนั่งราบแบบ 2 ชิ้นพร้อมโลโก้ประจำรุ่น ซึ่งเบาะราบจะช่วยให้เปลี่ยนท่วงท่าขับขี่ได้ง่าย หรือจะถอดชิ้นหลังเพื่อขนสัมภาระก็สะดวก สุดท้ายเป็นเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พิเศษมาก ๆ ของตัวนี้คือระบบเบรก ABS ที่ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด โหมด 1 จะทำงานเต็มระบบ โหมด 2 จะทำงานที่ล้อหน้า ปิดล้อหลัง ส่วนโหมด 3 จะปิดทั้งสองล้อเพื่อการขับขี่แบบลุย ๆ เต็มพิกัด งานนี้สายลุยที่ชอบเดินทางไกลเก็บเงินรอกันได้เลย ราคาแพงกว่าตัวทั่วไปอยู่พอสมควรแน่นอน แต่ต้องแย่งชิงกันหน่อยนะคาดว่าจะมีเข้าไทยไม่มากนักแน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4CR คาเฟ่เรซเซอร์ตัวแรงจากอังกฤษ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 นอร์ตันมอเตอร์ไซเคิลเคยเผยโฉมคอนเซ็ปต์ไบค์ที่มีชื่อว่า Norton V4CR มาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันดังกล่าวได้เข้าสู่ไลน์การผลิตจริงเรียบร้อยแล้ว แถมคันจริงก็แทบจะไม่ต่างจากรถคอนเซ็ปต์คันนั้นเลย จนเรียกได้ว่าคุณต้องจ้องสังเกตหาจุดต่างเหมือนเล่นเกมจับผิดภาพกันเลยทีเดียว สำหรับเจ้าคาเฟ่เรซเซอร์คันนี้แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นคาเฟ่เรซเซอร์แต่ดีไซน์ที่เห็นกลับออกมาในสไตล์ของโมเดิร์นคลาสสิกซะมากกว่า เพราะมันไม่ได้มีโม่งมาให้ แต่มีลักษณะของไฟ LED ทรงกลมแบบคลาสสิกและชิลด์ขนาดเล็กด้านบน มีความดุดันจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ พาร์ทสีดำ ช่องแรมแอร์ที่โผล่มาด้านข้าง และตัวรถที่เผยให้เฟรมอย่างชัดเจน แต่มีความสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คกับท่านั่งแบบต้องก้ม เบาะนั่งคนเดียวและท้ายสั้นตูดมด มาว่ากันเรื่องของเครื่องยนต์กันบ้าง แน่นอนว่าหัวใจหลักนั้นเป็นเครื่องยนต์มาจากโมเดลสปอร์ตไบค์ของทางค่ายนั่นเอง โดยจะเป็นแบบ 4 สูบวี 72 องศา ขนาด 1200 ซีซี ที่รีดแรงม้าออกมาได้ 185 แรงม้าที่ 12,000 รอบ และแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ถ่ายถอดสู่ล้อหลังด้วยเกียร์ 6 สปีด สั่งงานด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า และอาศัยแหล่งพลังงานจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตร ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถใช้แชสซีอลูมิเนียมท่อกลมเชื่อมด้วยมือและปัดเงา มีระบบกันสะเทือนหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Ohlins NIX30 ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Ohlins TTXGP ปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo โมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน ตัวรถยังมีกันสะบัดจากทาง Ohlins มาให้ด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอน BST หรือจะเลือกล้อฟอร์จอลูมิเนียม OZ Racing ก็ได้ โดยจะมียางขนาด 120/70-17 และ 200/55-17 หน้าหลังตามลำดับ มาต่อกันที่เทคโนโลยีที่ในตัวรถกันบ้าง ด้านหน้าตัวรถมีหน้าจอสีขนาด 6 นิ้วปรับความสว่างอัตโนมัติ ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Wet, Road และ Sport มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางพร้อมระบบออโต้บลิปเปอร์ ระบบแทร็คชันคอนโทรลร่วมกับระบบ IMU ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการลอยตัวของล้อหน้า ปิดท้ายด้วยระบบที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายอย่างระบบกุญแจคีย์เลส สุดท้ายเรื่องของราคาจำหน่ายซึ่งก็จะมีราคาป้ายห้อยอยู่ที่ 41,999 ปอนด์หรือราว ๆ 1.86 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ด้วยวัสดุราคาแพงที่มีอยู่ในรถมากมายนั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

การแข่งขันประเภทความเร็วนั้นเป็นอะไรที่ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะทาง Alex Rins แห่งทีม Suzuki ได้ทำความเร็วออกมาแซง Marc Marquez ในช่วงสุดท้ายและสามารถทำเวลาเฉือน Marc Marquez ด้วยเวลาเพียง 0.013 วินาทีเท่านั้นก่อนจะถึงเส้นชัย ต้องบอกว่าช่วงนี้ Marquez โดนแซงบ่อยจริงๆ นอกจากนี้ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองแล้วที่ Marc Marquez ได้ถูกปล้นชัยชนะไปก่อนจะถึงเส้นชัยเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

Lorenzo จากทีม Repsol Honda ออกมาชี้แจงถึงข่าวลือเรื่องการติดต่อกับทาง Ducati หลังจากขับให้กับทีมของ Honda ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น และยังบอกอีกว่าเริ่มสับสนในอาชีพนักแข่ง แชมป์โลก MotoGP สามสมัย Jorge Lorenzo ได้ฤกษ์กลับมาในการแข่งขันอีกครั้งใน British MotoGP ที่สนาม Silverstone ซึ่งจะเป็นการกลับมาครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาพลาดท่าและล้มลงที่ Assen โดยทาง Jorge Lorenzo ได้ออกมายืนยันแล้วว่าเขาจะยังคงอยู่กับทางทีม Repsol Honda ต่อไปส่วนเรื่องข่าวลือที่เขาติดต่อกับทีม Pramac Ducati นั้นทาง Jorge Lorenzo ก็ได้บอกปัดคำถามนี้กับทางสื่อมวลชนโดยการบอกว่าไปไกลถึงไหนแล้วและยอมรับว่าสับสนกับชีวิตและเส้นทางอาชีพนักแข่งของตัวเอง โดย Lorenzo พูดว่า “ผมเป็นมนุษย์คนนึง และได้เผชิญหน้ากับการล้มครั้งใหญ่ถึงสองครั้งโดยเฉพาะที่ Assen ซึ่งเป็นผลกระทบจากการล้มก่อนหน้านี้ที่ Barcelona” “ผมไม่เคยเจ็บหลังมาก่อนเลยและผมเริ่มจะมีความสับสนเกี่ยวกับชีวิตและอาชีพของผม” “มันเป็นเรื่องที่ปกติและธรรมดามากแต่หลังจากที่ผมรู้สึกดีขึ้นความสับสนนั้นก็เริ่มหายไป” เพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับเกี่ยวกับข่าวลือและสิ่งที่ Lorenzo พูดในครั้งนี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้