
มาร์โก้ เบซเซคคี่ หวังคว้าชัยเป็นสนามที่ 4 ติดต่อกันในศึก Brazilian GP ท่ามกลางความท้าทายของสนามแห่งใหม่ Autódromo Internacional de Goiânia
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

มาร์โก้ เบซเซคคี่ หวังคว้าชัยเป็นสนามที่ 4 ติดต่อกันในศึก Brazilian GP ท่ามกลางความท้าทายของสนามแห่งใหม่ Autódromo Internacional de Goiânia

วิกฤต Yamaha M1 V4 กลายเป็นประเด็นร้อนหลัง Fabio Quartararo ออกมาสับเละว่ารถแข่งรุ่นใหม่ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่จุดเดียว แถมยังทำเวลาช้ากว่ารถเดิมถึง 0.7 วินาทีในการทดสอบ กดอ่านด่วน!

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ? Shakedown Test2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยการทดสอบรอบนี้จะเป็นการทดสอบเฉพาะกลุ่มเทสไรเดอร์ และเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP ฤดูกาล 2025 เป็นครั้งแรก โดยการทดสอบในรอบ Shakedown Test ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นจะเป็นการทดสอบเพื่อให้เหล่าเทสไรเดอร์ และทีมช่างของแต่ละทีมได้ทำการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ ก่อนที่จะส่งต่อรถให้กับนักแข่งของแต่ละทีม เพื่อให้สามารถแข่งขันในช่วงเรซจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Honda และ Yamaha ร่วมจอยในรอบ Shakedown Test ซึ่งการทดสอบในรอบนี้ทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า และยามาฮ่า ก็จะได้สิทธิพิเศษในการลงทดสอบ ที่สามารถนำนักแข่งลงไปร่วมทดสอบได้ในรอบ Shakedown ที่ค่ายญี่ปุ่นสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะรถแข่งจากค่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์สามารถทำคะแนนได้อยู่ในอันดับสุดท้าย และรองสุดท้าย ทางฝั่งฮอนด้าสามารถทำคะแนนได้เพียง 75 คะแนน และยามาฮ่าทำได้เพียง 124 คะแนน ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ถึง 35% ของคะแนนรวมทั้งหมดตลอดซีซันที่ 728 คะแนน (แบ่งเป็น (คะแนนการแข่งวันอาทิตย์ 25 คะแนน) x (20 สนาม)) + ((การแข่งขันในวันเสาร์ 12 คะแนน) x (20 สนาม)) และไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยในตลอดซีซั่น 2024 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองค่ายจึงทำให้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตทั้งสองรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อสู้กับรถแข่งทางฝั่งยุโรปได้อย่างสูสี นักแข่งหน้าใหม่ลงครบ และการซ้อมรอบนี้จะรวมไปถึงเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่ได้ขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP2025 เป็นฤดูกาลแรกได้แก่ ไอ โอกูระ จากทีม Trackhouse Racing, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing และสมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda นอกเหนือจากสามรายที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีเหล่าเทสไรเดอร์ หรือนักทดสอบรถแข่งของแต่ละค่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นอดีตที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมมาก่อน ในช่วงที่ตัวเองแข่งขัน ร่วมลงทดสอบในรอบนี้อีกด้วย ดังนี้ ค่าย Ducati Michele Pirro (มิเคเล่ ปีร์โร) นักทดสอบหลักของทีม Ducati (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีในปี 2004) Fermin Aldeguer (เฟอร์มิน อัลเดเกร์) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Gresini Racing ค่าย Aprilia Lorenzo Savadori (โลเรนโซ ซาวาดอรี) นักทดสอบหลักของทีม Aprilia Ai Ogura (ไอ โอกูระ) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Trackhouse Racing ค่าย KTM Dani Pedrosa (ดานี่ เปโดรซ่า) นักทดสอบหลักของทีม KTM (อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซีในปี 2005 ปัจจุบันทำหน้าที่หัวหน้าทีมทดสอบ) Pol Espargaro (โปล เอสปาร์กาโร) นักทดสอบของค่าย KTM (อดีตแชมป์โลก Moto2 ปี 2013) ค่าย Yamaha Andrea Dovizioso (อันเดรีย โดวิซิโอโซ) นักทดสอบของทีม Yamaha (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี) Augusto Fernandez (อากุสโต้ เฟร์นันเดซ) นักทดสอบของค่าย Yamaha (แชมป์โลก Moto2 ปี 2022) Fabio Quartararo (ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Alex Rins (อเล็กซ์ รินส์) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Jack Miller (แจ็ค มิลเลอร์) นักแข่งสังกัดทีม Prima

2025 Bennetts British Superbike ศึกคนเถื่อน ฤดูกาลใหม่ มาแล้ว เข้าสู่ช่วงฤดูกาล 2025 กับอีกหนึ่งรายการแข่งขันสองล้อสุดเดือดจากสหราชอาณาจักรอย่าง Bennetts British Superbikes Calendar 2025 พร้อมเผยปฎิทินการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งหมด 11 สนาม ปักหมุดวันให้พร้อม!! ปฏิทินแข่งขัน BSB ฤดูกาล 2025 Round Date Circuit Official Test 6-7 เมษายน Circuito de Navarra, สเปน Official Test 18-19 เมษายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร Official Test 23-24 เมษายน Oulton Park, สหราชอาณาจักร 1 3-5 พฤษภาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 2 16-18 พฤษภาคม Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 3 20-22 มิถุนายน Snetterton, สหราชอาณาจักร 4 4-6 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 5 25-27 กรกฎาคม Knockhill, สหราชอาณาจักร 6 8-10 สิงหาคม Thruxton, สหราชอาณาจักร 7 23-25 สิงหาคม Cadwell Park, สหราชอาณาจักร 8 5-7 กันยายน Donington Park (GP Circuit), สหราชอาณาจักร 9 19-21 กันยายน TT Circuit Assen, เนเธอร์แลนด์ 10 3-5 ตุลาคม Oulton Park, สหราชอาณาจักร 11 17-19 ตุลาคม Brands Hatch (GP Circuit), สหราชอาณาจักร ตัวตึงที่น่าจับตามองในฤดูกาลนี้ ไคล์ ไรด์ (Kyle Ryde) – แชมป์ BSB 2024 จากทีม OMG GRILLA Yamaha Racing ทอมมี่ ไบรด์เวลล์ (Tommy Bridewell) – อดีตแชมป์ปี 2023 จากทีม BeerMonster Ducati แบรดลีย์ เรย์ (Bradley Ray) – อดีตแชมป์ปี 2022 ที่อาจกลับมาแข่งขันอีกครั้ง การชิงแชมป์เมื่อฤดูกาล 2024 ที่ผ่านมา รวมถึงนักแข่งที่มาร่วมแข่งขันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักบิดจากโมโตจีพี หรือ WorldSBK กับกฎการแข่งขันสุดเดือด โดยออกแบบให้ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีในตัวรถ อาทิการห้ามใช้ระบบแทร็กชันคอนโทรล จึงต้องอาศัยทักษะความสามารถของนักแข่งล้วน ๆ ประกอบกับสนามที่จัดแข่งขันล้วนเป็นสนามที่ได้รับการรองรับในระดับสากล หรือแม้กระทั่งบางสนามก็เคยแข่งขันในรายการระดับโลก อาทิ Brands Hatch, Donington Park, และ TT Circuit Assen ซึ่งเต็มไปด้วยความเร็วและความท้าทาย โดยมีรุ่นแข่งขันทั้งหมดประกอบไปด้วย British Superbike Championship (BSB) รุ่นซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุด British Supersport Championship รุ่นรองลงมาที่ใช้เครื่องยนต์พิกัด 600 – 700 ซีซี แบบเดียวกับการแข่งขันรุ่น SuperSport ใน WSBK British Superstock

VR46 มองว่า Ducati GP25 คืออาวุธที่แท้จริง VR46 ที่พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา สองนักแข่งของทีมอย่าง “Diggia” ฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ และ “แฟรงกี้” ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี่ ก็ได้มีโอกาสในการขับขี่ตัวแข่งจากค่าย Ducati อย่าง Desmosedici GP โดย Diggia จะได้ใช้สเปคเดียวกับทีมโรงงาน ได้แก่ Desmosedici GP25 และมอร์บิเดลลี่จะได้ใช้ในสเปครองลงมาอย่าง Desmosedici GP24 ในการเปิดตัวทีมที่ผ่านมา หลังจากเผยโฉมรถใหม่ที่จะใช้แข่งขันในฤดูกาลหน้าที่กำลังจะมาถึง มอร์บิเดลลี่ ได้ตอบคำถามกับสื่อเกี่ยวกับตัวรถ GP24 หลังจากที่เจ้าตัวเคยใช้ลงแข่งขันในการแข่งขันฤดูกาล 2024 ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่ามันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม “GP24 มันเป็นรถแข่งที่ยอดเยี่ยม เพราะมันถูกพัฒนามาอย่างดี อีกทั้งรถคันนี้มันสามารถทำความเร็วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และสามารถคว้าชัยชนะได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงแข่งขัน ดังนั้นผมเลยเชื่อมั่นในรถแข่ง GP24 คันนี้” และในรายของฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ ก็ได้ออกมาเผยถึงความรู้สึกที่เจ้าตัวจะได้ใช้รถที่มีการพัฒนามากถึง 2 ปีอย่าง GP25 (เดิมเจ้าตัวใช้ GP23 ในการแข่งขันเมื่อฤดูกาล 2024) โดยเจ้าตัวรู้สึกประทับใจ และมองว่า GP25 ที่จะได้ใช้แข่งขันนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวอย่างแท้จริง “สำหรับผม ถือว่ามันเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จาก GP23 เพราะผมได้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาถึงสองปี เพราะฉะนั้นการขับขี่ครั้งนี้มันจะเป็นความท้าทายใหม่อย่างแน่นอน แน่นอนว่าในช่วงแรกคงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของ GP25 และคงต้องดูว่าอะไรที่ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้” “อย่างไรก็ตาม ผมว่า GP25 ที่ดูคาติมอบให้ผม ผมคิดว่ามันจะเป็นอาวุธที่น่าสนใจอย่างแท้จริง เพราะตัวแข่งคันนี้มันถูกพัฒนามาจาก GP24 แน่นอนว่าโฉมเก่าก็เป็นรถที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว และยิ่งได้รับการพัฒนาในโฉมนี้มันก็จะดีมากยิ่งขึ้นไปอีก และนี่มันจะเป็นความท้าทายใหม่ที่ผมจะต้องมีสมาธิอย่างมากกับรถคันนี้” โดยในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากนี้จะมีนักแข่งเพียงสามรายเท่านั้นที่ได้ใช้รถ Ducati Desmosedici GP25 ได้แก่สองหนุ่มจากทีมโรงงาน Ducati Lenovo อย่าง มาร์ก มาร์เกซ และฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และฟาบิโอ ดิ จานนันโตนิโอ จากทีม VR46 “ดิกเจีย” จะควบ GP25 ลงซ้อมอีกครั้งอย่างเป็นทางการในรอบที่สนามเซปัง ประเทศมาเลยเซียในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และแข่งขันนัดเปิดสนามในรายการ ThaiGP ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Prima Pramac จับมือ Alpine ลุย MotoGP2025 Prima Pramac อดีตทีมต้นสังกัดของแชมป์ MotoGP หนล่าสุดได้ประกาศจับมือกับอัลไพน์ แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงจากประเทศฝรั่งเศส โดยการประกาศจับมือหนนี้อาจนำมาซึ่งความร่วมมือด้านการพัฒนาในด้านของเทคโนโลยีรถแข่ง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการแข่งขันระดับ MotoGP เปาโล แคมปิโนติ หัวหน้าทีมของพราแม็ก ได้ออกมาเผยว่าตนนั้นรู้สึกยินดีที่จะได้จับมือกับอัลไพน์ อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าทั้งสองแบรนด์จะสามารถจับมือกันไปได้อย่างราบรื่นเพราะมีทัศนคติที่มีความคล้ายคลึงกัน “ผมมีความภูมิใจอย่างมากที่ทีมของเรา (พราแม็ก) ได้เริ่มต้นจับมือกับอัลไพน์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน” “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตในการแข่งขันชั้นนำระดับโลกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแข่งขัน MotoGP และการที่พวกเขา (อัลไพน์) เลือก พวกเราในการพัฒนาการแข่งขัน MotoGP มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าพวกเราเชื่อมั่นในวิธีการทำงานของพวกเรามาโดยตลอด ทั้งสองแบรนด์ถือเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยแพชชั่นการแข่ง และหลงใหลในความท้าทาย” อันโตนิโอ ลาบาเต้ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาดของทาง Alpine ได้ออกมาเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้า และแฟน ๆ วงการมอเตอร์สปอร์ต อีกทั้งในทีมของพราแม็กยังแสดงให้เห็นอีกว่าทีมนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้พิสูจน์ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในทีมที่มีความทะเยอะทะยาน “นอกเหนือจาก Formula 1 และ World Endurance Championship แล้ว Alpine ยังเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในวงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP World Championship ร่วมกับทีม พราแม็ก ความร่วมมือนี้จะสร้างประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้าและแฟน ๆ ที่หลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต ทั้งอัลไพน์และ พราแม็กพวกเราทั้งคู่ต่างมีค่านิยมร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือจิตวิญญาณเดียวกัน ความหลงใหลในสมรรถนะ” “พราแม็กยังแสดงให้เราเห็นอีกว่า พวกเขานั้นเติบโตมากขึ้น ซึ่งเหมือนกับเป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นทีมที่ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน” ความร่วมมือนี้ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านแอโรไดนามิก การจัดการพลังงาน และวัสดุศาสตร์ขั้นสูง โดยทีมวิศวกรจากทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการร่วมมือระหว่างพราแม็กและ อัลไพน์นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ต การผสานความเชี่ยวชาญจากทั้งสองโลกไม่เพียงสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเปิดศักราชใหม่ของนวัตกรรมการแข่งขันในศึก MotoGP 2025 โดยการเซ็นสัญญาหนนี้จะเป็นการเซ็นสัญญาระยะยาว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป แต่ในส่วนของการรายละเอียดการสนับสนุนครั้งนี้แม้จะไม่มีการเผยข้อมูลตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ แต่การประกาศจับมือการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญของทีมพราแม็ก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Öhlins พัฒนาโช้คอัพสำหรับ Ducati Lenovo 2025 Öhlins แบรนด์โช้คอัพคู่ใจของทีม Ducati Lenovo 2025 ยอดทีมประจำศึกการแข่งขัน MotoGP เจ้าของแชมป์ประเภทนักแข่ง 3 สมัย โดยทีมนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของการแข่งขันได้เพราะการทีมมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของตัวรถ Desmosedici GP ที่เปลี่ยนจาก “ตัวแข่งธรรมดา” เป็น “ตัวแข่งที่มีจุดประสงค์ในการไล่ล่าโพเดียม” ไม่เพียงแค่การพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีความยอดเยี่ยม แอโร่ไดนามิกที่เหนือชั้น ที่ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้นขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่น้อยก็เป็นระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนา ซึ่งเดิมทีเป็นโช้คอัพรุ่น TSB46 Carbon Front Fork ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขัน MotoGP เพราะทางผู้ผลิตได้เล็งเห็น และเข้าใจว่าการแข่งขัน MotoGP เป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและความกดดันสูง ทั้งจากทีมแข่งและสภาพการแข่งขันที่ต้องการความสมบูรณ์แบบอย่างมาก โดยมีช่องว่างให้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ผู้ผลิตจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์สำหรับการแข่งขันที่มีความแม่นยำสูงและสมรรถนะในระดับสูง โช้คอัพ Öhlins – MotoGP™ Fork Bottoms โช้คอัพด้านหน้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดเป็นโช้คอัพแบบ UP-Side down ที่ถูกออกแบบดีไซน์ใหม่ จุดที่แตกต่างจากตัวก่อนหน้าเป็นการตัดซับแทงค์ออกไป โดยโช้คต้นนี้จะถูกนำไปใช้ลงสนามในการแข่งขัน MotoGP กับ DUCATI LENOVO TEAM แม้จะพึ่งเปิดตัวทีมไปไม่นาน โช้คอัพเจนใหม่ของทีมโรงงานก็เผยโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโช้คอัพคู่นี้คาดการณ์ว่าจะถูกติดตั้ง และนำลงไปทดสอบในช่วงทดสอบ Winter test ที่กำลังจะมาถึงนี้ และไม่เพียงแค่โช้คอัพคู่นี้ แต่ในช่วงนี้ก็เตรียมพบกับเทคโนโลยีช่วยเหลือการแข่งขัน หรือของแต่งระดับเทพตัวใหม่ที่จะออกมาเผยโฉมอีกเรื่อย ๆ โดยโช้คอัพคู่หน้าเจเนอเรชั่นใหม่คู่นี้ อยู่ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ก่อนนำไปทดสอบการใช้งานต่อไป เรียกได้เลยว่าเข้าโค้งหนนี้ Ducati Lenovo จัดให้แบบเนียนกริ๊บชนิดที่ว่าแฟน ๆ ต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rookie 2025 อาจตกเป็นของดาวรุ่งแดนกระทิงดุ ? Rookie 2025 หรือ Rookie of the year 2025 รางวัลสำหรับนักแข่งที่ขึ้นมาขับขี่ในการแข่งขันระดับสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก แล้วสามารถทำผลงานได้ออกมาอย่างยอดเยี่ยม หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นรางวัลสำหรับมือใหม่ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะมีดาวรุ่งหน้าใหม่ขยับจาก Moto2 ขึ้นมาขับขี่ใน MotoGP ถึงสามคนได้แก่ ไอ โอกูระ, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ และสมเกียรติ จันทรา ซึ่งสามชื่อที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น ดูผิวเผินเหมือนว่านักบิดสัญชาติญี่ปุ่นจะดูมีความหวือหวามาเป็นอันดับต้น ๆ อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์รายการ Moto2 ได้ในหนล่าสุด และการแข่งขันในฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งสามก็ต่างได้ขึ้นไปกับต้นสังกัดต่าง ๆ ดังนี้ นักแข่ง สังกัดทีม รถที่ใช้แข่งขัน ไอ โอกูระ Trackhouse Racing Aprilia RS-GP25 เฟอร์มิน อัลเดเกร์ Gresini Racing Ducati Desmosedici GP25 สมเกียรติ จันทรา LCR Honda RC213V พอได้ทราบถึง ‘รถแข่งที่ใช้ทำการแข่งขัน’ ของทั้งสามคน เหมือนว่าด้านของนักบิดดาวรุ่งจากแดนกระทิงดุ ‘เฟอร์มิน อัลเดเกร์’ จะดูมีความน่าสนใจมากกว่าสองคนที่เหลือ เพราะศักยภาพของ Ducati Desmosedici หลาย ๆ คนที่ติดตามการแข่งขัน MotoGP ก็น่าจะทราบกันดีกว่ารถจากค่ายนี้มันไม่ธรรมดา การรันตีผลงานในฤดูกาล 2024 ที่สามารถคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม อีกทั้งยังคว้าแชมป์ทีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว และรถของ ‘ท่านก้อง’ ดูเหมือนว่าจะเสียเปรียบที่สุดในตาราง เพราะ RC213V จากค่ายปีกนกถูกยกให้เป็นรถที่ต้องพัฒนาอีกมาก และตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ตางคะแนนทีม และตารางคะแนนผู้ผลิตก็เป็นทางฮอนด้าที่เหมาอันดับสุดท้ายในตารางคะแนนไปทั้งคู่ ผลงานการทดสอบที่บาร์เซโลนา หลังจากปิดฤดูกาล 2024 ในการแข่งขัน Moto2 เป็นทางด้านของไอ โอกูระที่สามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้ด้วยคะแนน 274 คะแนน ทิ้งห่างเฟอร์มิน อัลเดเกร์ที่จบในอันดับที่ 5 ของตารางคะแนน ซึ่งทั้งคู่มีคะแนนห่างกันถึง 92 คะแนน และในรายของสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับที่ 12 เก็บคะแนนได้ 104 คะแนน โดยหลังจากปิดฤดูกาลนักแข่งหน้าใหม่ทั้งสามคนก็ได้ทำการลงทดสอบรถใหม่กับต้นสังกัดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามก็ล้มเทกระจาดทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะการขยับมาขับขี่ในรถที่มีซีซีสูงขึ้นก็ย่อมมีการควบคุมที่ยากลำบากมากกว่า ต้องใช้ทักษะ และเรียนรู้กับตัวรถจึงจะสามารถรีดประสิทธิภาพของรถได้ออกมามากที่สุด ผลเวลาที่ทำได้ของทั้งสามคนในการทดสอบที่สนามบาร์เซโลน่า เฟอร์มิน อัลเดเกร์ สามารถทำเวลาได้ดีที่สุด รองมาเป็นไอ โอกูระ และสมเกียรติ จันทรา จบในอันดับสุดท้าย นักแข่ง เวลาต่อรอบเร็วที่สุด เฟอร์มิน อัลเดเกร์ 01:40.56 ไอ โอกูระ 01:40.94 สมเกียรติ จันทรา 01:41.29 แฟรงกี้ คาร์เคดี้ จากมาร์ก สู่ เฟอร์มิน สำหรับเฟอร์มิน อัลเดเกร์ ไม่เพียงแค่ Ducati ที่จะมาเป็นตัวแปรของตัวในการสรรค์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่ ‘หัวหน้าทีมช่าง’ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน เฟอร์มินเข้าร่วมแข่งขันภายใต้ทีม Gresini Racing ที่มี ‘แฟรงกี้ คาร์เคดี้’ เป็นหัวเรือของแผนกทีมช่าง ซึ่งแฟรงกี้เองก็เคยทำงานร่วมกับแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง ‘มาร์ก มาร์เกซ’ จึงมีความน่าสนใจว่าหัวทีมช่างรายนี้อาจแบ่งปันเทคนิคบางสิ่งบางอย่างให้กับดาวรุ่งหน้าใหม่รายนี้ก็เป็นได้ ไอ โอกูระ กับการปรับตัวในการแข่งขัน MotoGP ความสม่ำเสมอของไอ โอกูระเป็นจุดแข็งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์ Moto2 ฤดูกาลล่าสุดได้ แต่เจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าเขาก็ยังต้องปรับตัวกับการแข่งขัน MotoGP แม้ว่าจะทำงานภายใต้การควบคุมของ ‘ดาวิเด บริวิโอ’ ผู้จัดการทีม Trackhouse Racing ที่เคยมีประสบการณ์ในการปั่นนักแข่ง MotoGP มากมายไม่ว่าจะเป็น โจอัน เมียร์, อเล็กซ์ รินส์ และมาเวอริค บีญาเลส

วาเลนตีโน รอสซี วางเป้าหมายของ VR46 ฤดูกาล 2025 วาเลนตีโน รอสซี นายใหญ่ของทีมรองค่าย Ducati อย่าง VR46 Racing Team ที่เจ้าตัวออกมาเผยว่าตัวเขานั้นคาดหวังไว้อย่างสูง สำหรับการรีดฟอร์มเก่งในการไล่ลาโพเดียมของทีมประจำฤดูกาล 2025 ที่กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ “ผมคาดหวังกับทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ไว้สูงมาก เพราะในฤดูกาลนี้ทีมของเราเหมือนเป็นทีมรองในอันดับสองที่ใช้รถจากค่าย Ducati ในการแข่งขัน ดังนั้นผมเองก็หวังว่าเราจะสามารถต่อสู้เพื่อโพเดียม และชนะการแข่งขัน และหากเป็นไปได้ ผมเองก็หวังที่จบตำแหน่งสูง ๆ ในตารางคะแนน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าผมอยากให้ทีมนั้นติดท็อปไฟว์ในการแข่งขันทุกสนาม” “เรามีความสุขอย่างมากที่มีนักแข่งสัญชาติอิตาลีถึงสองคนในทีม ผมคิดว่าเราสามารถแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง” อีกทั้ง ‘พ่อหมอ’ ยังออกมาเผยถึงฟรานโก้ โมบิเดลี นักบิดคนใหม่ล่าสุดของทีม ว่าการที่ทีมได้ตัวของ ‘แฟรงกี้’ เข้ามาอยู่ในทีมถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแฟรงกี้เองก็เป็นอดีตเด็กปั้นจากอะคาเดมีของ VR46 Riders Academy และเคยพาอะคาเดมี่นี้ได้แชมป์โลก Moto2 ในฤดูกาล 2017 “การได้โมบิเดลี่เข้ามาอยู่ในทีมถือเป็นสิ่งที่พิเศษมากสำหรับเรา เพราะเขาเองเป็นนักแข่งที่เติบโตมาจากอะคาเดมีของเรา และเราก็อยู่เคียงข้างกันมาตลอดในอาชีพของเขา ดังนั้นการได้เข้ามาอยู่ในทีมก็เหมือนเป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดให้สมบูรณ์ และเราหวังว่าเราจะเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากขึ้น” สองนักบิดของทีมอย่าง ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ และฟรานโก้ โมบิเดลลี่ จะขับขี่รถจากค่าย Ducati ลงแข่งขันในฤดูกาลนี้ โดยในรายของฟาบิโอจะขับขี่รถสเปคเดียวกันกับทีมโรงงานอย่าง Ducati GP25 และแฟรงกี้จะขับขี่ในสเปครองลงมาอย่าง Ducati GP24 โดยรายละเอียดกราฟิกของรถถูกออกแบบให้โดดเด่นด้วยสีเหลืองสะท้อนแสง และสีขาว รวมถึงหมายเลข 46 ที่อยู่เป็นกรอบล้อมรอบหมายเลขของนักแข่งทั้งสองคน “ผมมีความสุขมากกับลวดลายใหม่ เราเดินตามแนวคิดของปีที่แล้วร่วมกับ Aldo Drudi ผู้ออกแบบคนสำคัญของผม และรถแข่งสีเหลืองสะท้อนแสงนี้ก็เหมือนเป็น ‘รถของเรา’ และตอนนี้ที่เพิ่มลวดลายพระอาทิตย์และพระจันทร์รวมถึงเลข 46 มันยิ่งพิเศษมากขึ้น” โดยทีมของพ่อหมอจะเริ่มลงทำการทดสอบอีกครั้งในการทดสอบที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซียในระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนามรายการ ThaiGP 2025 ในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เป้กโก้ มอง มาร์กมีทักษะการขับขี่ที่น่าสนใจ เป้กโก้ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และมาร์ก มาร์เกซสองนักบิดจากทีมโรงงานดูคาติที่ทั้งคู่รวมกันมีแชมป์มากถึง 11 สมัย โดยเป้กโก้ได้ออกมาเผยว่าทีมเมทแชมป์โลก 8 สมัยของเจ้าตัวนั้นมีทักษะการขับขี่ที่มีความน่าสนใจ และเป้กโก้เองก็เคยศึกษาการขับขี่ของมาร์ก มาร์เกซอีกด้วย โดยจุดที่เป้กโก้ประทับใจ และต้องการศึกษาจากการขับขี่ของมาร์ก มาร์เกซ ได้แก่การขับขี่บนแทร็กที่มีความลื่นได้อย่างยอดเยี่ยม และวิธีการเข้าโค้งของแชมป์โลก 8 สมัยซึ่งก็เป็นจุดที่น่าสนใจไม่น้อย “มาร์กมีสองทักษะที่ผมประทับใจมาก อย่างแรกคือวิธีในการขับขี่บนแทร็กที่ลื่น เขาสามารถหาเทคนิคการขับขี่บนสนามแข็งประเภทนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือวิธีการเข้าโค้งซ้ายของเขา เขาทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นทั้งหมด ผมลองพยายามแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมทำ ผมมักจะเสียการควบคุมที่ล้อหน้า ดังนั้นผมต้องเรียนรู้การขับขี่ของเขา” นโยบายนักบิดต้องแบ่งปันข้อมูลกัน นโยบายของทางดูคาติมีการเผยว่านักบิดต้องมีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันภายในทีม อีกทั้งทางดูคาติยังมีการจัดทำรายงานหลังการแข่งขันสำหรับนักบิดแต่ละคน โดยในรายงานดังกล่าวจะมีการระบุถึงจุดแข็ง และจุดอ่อนเพื่อช่วยพัฒนาผลงานการขับขี่ “ปกติผมจะดูข้อมูลของนักบิดดูคาติที่มีการแข่งขันสูงทั้งหมด เพราะนักบิดหลายคนทำสิ่งที่แตกต่างกันได้ดี ดังนั้นมันสำคัญและน่าสนใจที่จะดูวิธีที่นักบิดคนอื่นใช้ทำเวลาต่อรอบ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันที่สนามเฆเรซเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมก็เรียนรู้จากมาร์กในการเข้าโค้งที่ 7 และ 8” ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนรู้จากการขับขี่ในนักแข่งระดับท็อปเป็นที่มาร์ก มาร์เกซเห็นด้วย เพราะตัวเขาเองก็ได้ดู และเรียนรู้การขับขี่จากเป้กโก้ และมาร์ติน ที่ทั้งสองเป็นนักบิดที่เร็วที่สุดในการแข่งขันเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา “แน่นอนว่าคุณต้องดูนักบิดดูคาติระดับท็อปทั้งหมด และเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะครึ่งแรกของฤดูกาล ผมดูสิ่งที่เป็กโกและมาร์ตินทำเยอะมาก เพราะทั้งสองคนเป็นนักบิดที่เร็วที่สุด แต่โดยเฉพาะเป็กโก เพราะเขาอยู่ในทีมโรงงาน เพื่อพยายามเข้าใจการตั้งค่า จากนั้นในครึ่งหลังของฤดูกาลมันก็เปลี่ยนไป เพราะผมเริ่มทำในแบบของตัวเองมากขึ้น เพราะผมเริ่มเข้าใจตัวรถและสิ่งที่ผมต้องการดีขึ้น แต่มันเป็นกลยุทธ์ที่ดีของดูคาติที่แบ่งปันข้อมูลระหว่างนักบิดทุกคน เพราะแบบนี้การพัฒนาก็ง่ายขึ้น” เป็นอีกหนึ่งคู่จากทีมโรงงาน Ducati ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เต็งแชมป์’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการแข่งขันในฤดูกาล 2025 โดยมาร์ก และเป้กโก้จะจับมือพาทีมโรงงานสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าอันดับหนึ่งในทุกโพเดียมได้หรือไม่ เหล่าสาวกต้องติดตาม โดยการแข่งขันนัดเปิดสนามในการแข่งขัน Thai GP จะเปิดฉากในระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Subaru Solterra รับบท Safety Car ในการแข่ง WSBK2025 Subaru Solterra รถยนต์พลัง EV จากค่าย Subaru แบรนด์รถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น จะเข้ามารับบทบาทของรถ Safety Car ของการแข่งขัน SUPERBIKE WORLD CHAMPIONSHIP แทนที่ของ Dodge Challenger SPTs ภายใต้ข้อตกลงในระยะเวลา 3 ปีตั้งแต่ปี 2025 ถึงปี 2027 ซึ่งหมายความว่ารถ SUV ไฟฟ้าคันนี้จะเข้ามารับหน้าที่ตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป รายละเอียดสเปคเบื้องต้น รายละเอียดสเปคของรถ SUV ไฟฟ้าคันนี้มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (All-Wheel Drive) ขนาด 71.4 kWh ให้พละกำลังรวมกันสูงสุดอยู่ที่ 217 แรงม้าที่มาพร้อมแรงบิดอยู่ที่ 168 นิวตันเมตร โดยทางค่ายเคลมระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งอยู่ที่ 228 ไมล์หรือ 366 กิโลเมตร อีกทั้งรถคันนี้ยังรองรับการใช้งานร่วมกับเครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว (DC Fast Charger) ซึ่งช่วยให้ชาร์จไฟได้ถึง 80% ภายในระยะเวลาประมาณ 30 นาที ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในรถโมเดลนี้มีการทำงานจับคู่กับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า จึงทำให้รถคันนี้มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน ตั้งแต่ถนนในเมืองไปจนถึงเส้นทางโคลน ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำจึงช่วยให้เพิ่มเสถียรภาพการควบคุม ทำให้การขับขี่มีความสนุกมากยิ่งขึ้น จับมือกับการแข่ง WSBK รถยนต์จากค่าย ‘ดาวลูกไก่’ จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยบนสนามแข่งตลอดฤดูกาลแข่งขันรายการ WSBK โดยรถคันนี้มีหน้าที่ในการประเมินสภาพสนามก่อนเริ่มการแข่งขันในแต่ละรอบ ไม่เพียงแค่รักษาความปลอดภัยก่อนเริ่มการแข่งขัน แต่บริเวณโดยรอบสนามแข่งขันในแต่ละครั้งจะมีพื้นที่พิเศษในการจัดแสดงรถยนต์ของทางค่ายเพื่อให้สื่อและแฟน ๆ ของ WorldSBK ได้สัมผัสกับนวัตกรรมล่าสุดของ Subaru รวมถึงมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เช่น การทดลองขับบนสนามแข่ง การทดสอบรถ และกิจกรรมสนุกสนานอื่น ๆ อีกมากมาย Francesco Valentino (ฟรานเชสโก้ วาเลนติโน่) หัวหน้าฝ่ายการค้า และการตลาดของการแข่งขันรายการ WorldSBK ได้ออกมาแสดงความตื่นเต้นต่อความร่วมมือกับแบรนด์ Subaru ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Subaru ในฐานะพันธมิตรรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการของ WorldSBK Solterra เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรม สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ ทำให้มันเป็นรถที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันของเรา การมุ่งเน้นของแบรนด์รถยนต์ค่ายนี้ มีการเน้นในการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงนั้นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ WorldSBK ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ความร่วมมือครั้งนี้ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของการแข่งขันในฐานะแพลตฟอร์มการตลาดระดับโลกอีกด้วย” โดยรถ Safety Car จากค่าย ‘ดาวลูกไก่’ จะเริ่มปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยบนสนามแข่งในรายการ WSBK ตั้งแต่ฤดูกาล 2025 เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คลายความกดดัน ? Gigi Dall’Igna เผย ไม่คิดว่า Ducati จะดีเท่าปีที่แล้ว Gigi Dall’Igna หัวเรือคนสำคัญของทีมโรงงาน Ducati ออกมาคลายความกดดัน หรือเผยทริคปลุกใจอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะจู่ ๆ จีจี้ก็ได้ออกมาเผยกับสื่อว่าตนนั้นไม่คิดว่าทีมแข่งในปี 2025 นี้จะทำผลงานออกมาได้ดีเท่าปีที่แล้ว แม้ว่าทีมโรงงาน Ducati อย่าง ‘Ducati Lenovo’ จะมีสองนักแข่งที่ดีที่สุดในกริดเลยก็ว่าได้อย่าง ‘เป้กโก้’ ฟรานเชสโก้ บัญญาย่า และทีมเมทของใหม่ของทีม มาร์ก มาร์เกซ เจ้าของแชมป์โลก 8 สมัย แต่จีจี้ ผู้จักการทีม Ducati ก็ออกมายอมรับว่า การที่ทำให้ทีมแข่งในปีนี้ทำผลงานให้เหมือนกับความยิ่งใหญ่ของฤดูกาลที่แล้วนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก “ผมคิดว่ามันซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักของเรา คือการคว้าแชมป์นักแข่งและแชมป์ผู้ผลิต ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว สิ่งสำคัญคือการชนะทั้งสองแชมป์” ซึ่งในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์เมื่อฤดูกาล 2024 ทีมโรงงาน Ducati ก็สามารถเค้นฟอร์มร้อนแรงคว้าชัยในการแข่งขันไปถึง 19 สนาม แม้ในการแข่งขันสนามที่ 3 จะพลาดท่าเสียชัยชนะให้กับ Aprilia ไปแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใด ๆ กับทีม เพราะสี่อันดับแรกของตารางคะแนนชิงแชมป์โลกก็เป็นรถจากค่าย Ducati ที่จับจองพื้นที่หัวตารางเป็นที่เรียบร้อย ตารางคะแนนชิงแชมป์โลก รถที่ใช้ คะแนน Jorge Martin Ducati 508 Francesco Bagnaia Ducati 498 Marc Marquez Ducati 392 Enea Bastianini Ducati 386 Brad Binder KTM 217 อีกทั้งยังแสดงถึงความเป็นเจ้าสนามด้วยการคว้าแชมป์ประเภทผู้ผลิตด้วยคะแนน 722 คะแนนห่างจากอันดับของอย่าง KTM ถึง 395 คะแนน ทีมผู้ผลิต คะแนน Ducati 722 KTM 327 Aprilia 302 Yamaha 124 Honda 75 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทีมโรงงานจะสามารถกระชากแชมป์โลก 8 สมัยเข้ามาเป็นนักบิดของทีมได้ แต่ทาง Ducati เองก็ต้องเสียแชมป์โลกคนปัจจุบัน ‘ฆอร์เก้ มาร์ติน’ ให้กับทีมโรงงาน Aprilia เสียเอเนีย บาสเตียนินี่ มาร์โก เบซเซคคี่ และการเสียทีม Prima Pramac ให้กับ Yamaha แต่หัวเรือของ ‘เจ้าสนาม’ รายนี้ก็ยังคงคิดว่าสองคู่หูใหม่นี้จะเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ “เรามีนักแข่งแชมป์โลกสองคน และในมุมมองของผม พวกเขาคือนักแข่งที่ดีที่สุดในสนามในปี 2025” “เป้กโก้ (ฟรานเชสโก บัญญาญ่า) เป็นนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่พาเรากลับมาคว้าแชมป์นักแข่งอีกครั้งในปี 2022 เขาสามารถยืนยันตำแหน่งของเขาได้ในปีถัดมา และต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อชิงแชมป์โลกมาตลอด “ส่วนมาร์ค (มาร์เกซ) เป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ใน MotoGP ยุคปัจจุบัน แต่บางทีอาจเป็นตลอดกาล “เขาเคยมีอาการบาดเจ็บรุนแรง จากนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับเราปีที่แล้ว [ในทีมเกรซินี] และทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่ในทีมของเรา” สองคู่หู มาร์ก และ เป้กโก้ จะลงซ้อมอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการซ้อมที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย ในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะลงแข่งขันอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนาม Thai GP ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Alberto Puig เผยทีม HRC Honda ต้องพัฒนาก่อนปี 2027 Alberto Puig (อัลแบร์โต้ พูอิก) ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของทีม HRC Honda ทีมจากในการแข่ง MotoGP ได้ออกมาเผยว่าทีมของตนนั้นไม่สามารถรอช่วงเปลี่ยนกฎในการแข่งขันปี 2027 ได้ ต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ตอนนี้เลย หลังจากที่ทีมของเขาได้เผชิญกับความยากลำบากมาหลายปีของตัวรถ RC213V ทีมโรงงานกำลังเผชิญกับความยากลำบาก และวิกฤตครั้งใหญ่ของทีมในการแข่งขันในรูปแบบกรังด์ปรีซ์ โดยในการแข่งขันปี 2024 ทีมรถแข่งจากค่ายฮอนด้าจบในอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนในประเภทผู้ผลิต ด้วยคะแนนรวมเพียง 75 คะแนนเท่านั้น ซึ่งอันดับของนักแข่งที่ใช้รถฮอนด้าที่มีคะแนนสะสมในฤดูกาล 2024 ได้แก่ ‘โยฮันน์ ซาร์โก้’ จากทีม LCR Honda ที่ทำได้เพียงแค่จบในอันดับ 17 มี 55 คะแนนเท่านั้น โดยการเปลี่ยนแปลงกฎการแข่งขันในปี 2027 ที่จะมีการลดขนาดของเครื่องยนต์ลงจาก 1,000 ซีซีเหลือเพียง 850 ซีซีเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายก็มองว่าทางฮอนด้าอาจจะรอให้ถึงช่วงนั้น เพื่อทำการทุ่มพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เผชิญในปัจจุบันโดยเป็นลงทุนแค่เพียงรอบเดียวแบบสุดตัว แต่ทางด้านของผู้จัดการทีมอย่าง ‘อัลแบร์โต้ พูอิก’ ได้ออกมาบอกว่าการรอให้ถึงปี 2027 แล้วค่อยพัฒนาเป็นเรื่องที่ช้าเกินไป “แบรนด์ต่าง ๆ จะหาทางทำให้รถจักรยานยนต์เร็วขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะมีการควบคุมที่น้อยลง หรือไม่มีอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ก็ตาม แต่นั่นไม่สำคัญ ซึ่งมันยากที่จะให้คำตอบที่แน่ชัดในตอนนี้ แต่ฮอนด้าไม่สามารถรอถึงปี 2027 เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องคิดถึงปีหน้า” โดยพูอิกยังเผยอีกว่าสิ่งเดียวที่ฮอนด้าควรทำมากที่สุดตอนนี้คือ การปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์สำหรับแข่งขัน และการว่าจ้างผู้ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมเป็นทีมพัฒนาของทีม “กลยุทธ์เดียวที่เราวางไว้ในตอนนี้คือการปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์ โดยนั่นคือจุดเริ่มต้น และเพื่อบรรลุสิ่งนี้ ฮอนด้ากำลังจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ รวมถึงเทคโนโลยีของเรา โดยผมไม่ได้หมายถึงแค่ทรัพยากรทางการเงิน แต่ยังรวมถึงทรัพยากรมนุษย์ด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจจ้างโรมาโน (อดีตหัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Aprilia) สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับปรุงรถมอเตอร์ไซค์” “ตอนนี้พวกเรายังไม่มีแผนที่แน่นอน เรากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้ในแต่ละวัน เพราะเราตระหนักว่าระดับของเราตอนนี้ยังไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น” ทางทีมโรงงานฮอนด้า ‘HRC Honda’ จะเปิดตัวทีมแข่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 และทีม ‘LCR Honda’ จะเปิดตัวทีมอย่างเป็นทางการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 สาวกค่ายปีกนก รอติดตามได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

วิกฤต Yamaha M1 V4 กลายเป็นประเด็นร้อนหลัง Fabio Quartararo ออกมาสับเละว่ารถแข่งรุ่นใหม่ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่จุดเดียว แถมยังทำเวลาช้ากว่ารถเดิมถึง 0.7 วินาทีในการทดสอบ กดอ่านด่วน!

MotoGP 850cc วิเคราะห์ทิศทางใหม่ของโมโตจีพีปี 2027 ชี้การลดขนาดเครื่องยนต์ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคล่องตัว

Marco Bezzecchi ออกมาเบรกกระแสหลัง Aprilia ทำผลงานหรูในการทดสอบ MotoGP 2026 ที่บุรีรัมย์ ย้ำผลซ้อมวัดอะไรไม่ได้ ขอโฟกัสความสม่ำเสมอมากกว่าคำชม

บทสัมภาษณ์ Dovizioso ถึง Marc Marquez ใน MotoGP 2026 ชี้คู่แข่งเตรียมรุมกินโต๊ะ และอัปเดตเครื่องยนต์ V4 จาก Yamaha

วิเคราะห์ผลทดสอบ MotoGP 2026 ที่บุรีรัมย์ Aprilia ทุบสถิติสนามช้างฯ ขณะที่ Marquez พลาดล้มและค่ายญี่ปุ่นยังไร้ทางสู้ก่อนเปิดฤดูกาล

Ducati MotoGP 2027 ยอมรับกฎการแข่งขัน ออกแบบมาเพื่อจำกัดนวัตกรรมของพวกเขา หลังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแอโรไดนามิกและเครื่องยนต์มาอย่างยาวนาน

Alex Rins ยอมสละรถ V4 ให้ Fabio Quartararo ในการทดสอบ MotoGP ที่บุรีรัมย์ 2026 พร้อมอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดของทีม Yamaha ก่อนเปิดฤดูกาล ThaiGP

ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ เผยนาทีเข้าปลอบใจ ต็อปัค ราซกัตลิโอกลู หลังฟอร์มฝืดรั้งท้ายการเทสต์ MotoGP ที่บุรีรัมย์ ชี้เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดของ Yamaha

หรือ Ducati จะไม่ต่อสัญญากับ Bulega ก็อาจเป็นไปได้ เพราะมีดราม่าอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วมันคือดราม่าอะไร ทำไมดูคาติถึง

BMW เตือน Ducati อย่าได้ใจ สนามนี้ “ของโทปรัค” ถึงแม้จะนำในสนามแรกเหมา ๆ แบบ “Ducati Cup” ก็อย่าได้ใจไป.. BMW เตือน Ducati ยังมีอีกหลายสเตทให้แก้มือ ประโยคเหล่านี้อาจไม่ใช่คำกล่าวที่เอ่ยจากปากจากของ Shaun Muir หัวเรือใหญ่จาก BMW Motorrad แต่ก็ยังมี Trash talk เล็กน้อย ๆ กับคู่แข่งที่กำลังมาแรงอย่างค่ายดูคาติ ระวังสนามนี้ไว้ให้ดี ๆ หล่ะ ดูเหมือนจะพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม แต่ก็มีเรื่องจริงที่สอดคล้องถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะสนามแข่งขัน Autodromo Internacional do Algarve หรือสนามที่เราคุ้นเคยกันในชื่อของ ปอร์ติเมา จะเป็นสนามที่ 2 ของการแข่งขัน WorldSBK ฤดูกาล 2025 ที่จะจัดขึ้นในปลายวีคเอ็นต์นี้ นอกจากนี้ยังเป็นสนามที่ถนัดมือของนักบิดแชมป์โลกคนล่าสุดอย่าง โทปรัค ราซกัตลิโอกลู อีกด้วย มันมีเรื่องหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ลิ้งค์เชื่อมต่อโยงกัน แต่มันก็สื่อไปในทิศทางเดียวกันก็คือมันดีสำหรับค่ายใบพัดสีฟ้าแหล่ะครับ นับตั้งแต่คว้าชัยชนะครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อฤดูกาล 2021 ของ Michael van der Mark และก็เป็นสนามที่โทปรัคทำสถิติคว้าชัยต่อเนื่องใน WorldSBK ได้ถึง 13 ครั้ง ซึ่งยังคงเป็นสถิติในปัจจุบัน ตั้งแต่เรซแรกของการแข่งขันที่ ปอร์ติเมา นับตั้งแต่ปี 2022 โทปรัคไม่เคยจบอันดับต่ำกว่าที่ 2 ในจำนวน 9 เรซล่าสุดที่นี่ พร้อมยืนโพเดียมร่วมกับเบสติสต้ามากถึง 7 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2023 ที่ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด และเบสติสต้าสามารถเฉือนชนะโทปรัคในโค้งสุดท้ายของรอบซุปเปอร์โพลและ Race 2 ไปได้ สำหรับปอร์ติเมาเป็นสนามที่ค่อนข้างถนัดมือกับนักแข่งของเรา และเหมาะกับตัวแข่ง M1000 RR เป็นอย่างมาก มันเป็นสนามที่โทปรัคและมิเชลทำผลงานได้ดีทั้งการคว้าโพเดี้ยมและคว้าชัย..รูปแบบของสนามนี้เข้ากับสไตล์ของรถเรา ทำให้ที่นี่กลายเป็นสนามที่ดีสำหรับการทดสอบ โดยรวมแล้ว สนามนี้ยอดเยี่ยมมาก และเราชอบมาที่ Algarve เพราะอากาศก็มักจะดี ฟ้าใสตลอดทั้งวัน Shaun Muir กล่าว “เตือนดูคาติ ให้ระมัดระวังไว้ให้ดีโพเดี้ยมอันดับ 1 ในสนามนี้ อาจไม่ใช่ของเขาก็เป็นไปได้” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lowes คว้าดับเบิ้ลวิน ส่วน Bulega ประเดิมชัยเรซแรก ที่ Philip Island การแข่งขัน WorldSBK สนามแรกที่ Philip Island ประเทศออสเตรเลีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยเรื่องราว สถิติ และดราม่ามากมาย โดยสนามที่ 1 นี้ Alex Lowes คว้าดับเบิ้ลวิน ส่วน Bulega ประเดิมชัยเรซแรกในฐานะรุกกี้แล้วเปิดซิงคว้าชัยในระดับสูงสุดทันที หลังจากฤดูกาลที่แล้วคว้าแชมป์ในรุ่น WorldSSP มา พร้อมทำสถิติใหม่ให้กับสนามด้วยยาง Pirelli อีกด้วย เข้มข้น ดุเดือด พังสถิติ ในรอบซูเปอร์โพล SC0 ยางหลังสูตรมาตรฐานถูกกำหนดให้ใช้ในรอบนี้แทนที่ SCQ ที่จะเป็นยางสำหรับรอบนี้โดยเฉพาะ และเคยช่วยให้นักแข่งมากถึง 16 คนที่สามารถทำลายสถิติสนามที่ Tom Sykes ทำไว้ในปี 2020 ได้ ซึ่งต่อมาสถิติก็พังทลายลงด้วยฝีมือของ Toprak Razgatlioglu (ROKiT BMW Motorrad WorldSBK Team) ในระหว่างการทดสอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงเวลาซูเปอร์โพลจริง ๆ มีนักแข่ง 4 คนที่ทำเวลาได้ดีกว่านักแข่งชาวเติร์กเสียอีก Nicolò Bulega (Aruba.it Racing – Ducati) ทำเวลาได้ดีที่สุดที่ 1’27.916 นาที คว้าตำแหน่งโพลไปครอง ตามมาด้วย Andrea Iannone (Team GoEleven) ที่ทำเวลาได้ที่ 1’28.154 อันดับสามจากกริดสตาร์ทตกเป็นของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ด้วยเวลา 1’28.239 และ Dominique Aegerter (GYTR GRT Yamaha WorldSBK Team) ด้วยเวลา 1’28.403 ซึ่งนักแข่งทั้งหมดล้วนใช้ยาง SC1 ที่ด้านหน้าเว้นแต่ Andrea Locatelli ที่เลือกใช้ SC2 เรซที่ 1 การแข่งขันในเรซแรก นักแข่งเกือบทุกคนเลือกใช้ยางหลัง SC1 กับยางหน้า SC1 มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้ยางหน้า SC2 คือ Toprak Razgatlioglu และ Scott Redding จากทาง BMW และ Andrea Locatelli และ Philipp Oettl นักแข่งจาก Yamaha โดยในเรซนี้เป็น Nicolò Bulega ที่อาศัยความได้เปรียบจากการได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพล เข้าเส้นได้เป็นคนแรก โดยมีนักแข่งอิตาลีอีกสองคนเข้าเส้นตามมาได้แก่ Andrea Locatelli กับรถยามาฮ่า และ Andrea Iannone กับ Ducati ซูเปอร์โพลเรซ สำหรับการแข่งขันในรอบซูเปอร์โพลเรซ ก็มาการใช้ยางแบบเดียวกันกับในเรซแรก มีเพียง 2 คนเท่านั้นคือ Toprak Razgatlioğlu และ Philipp Oettl (GMT94 Yamaha) ที่เปลี่ยนมาใช้ SC1 แทนที่ SC2 ในยางหลัง ขณะที่ Andrea Locatelli (Pata Prometeon Yamaha) และ Scott Redding (Bonovo Action BMW) ยังคงใช้ SC2 เช่นเดียวกับเรซแรก Bautista ทำสถิติเร็วที่สุดในแล็ปที่ 9 ด้วยเวลา 1’29.273 ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้นบนผิวแทร็กที่มีอุณหภูมิ 42 องศา แต่ชัยชนะตกเป็นของ Alex Lowes (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่เข้าเส้นชัยก่อน Locatelli และ Razgatlioğlu ที่ได้อันดับ 3 เรซที่

Pirelli เผยแผนรับมือสนาม Philip Island งานงอกขึ้นทันทีหลังจากที่สนามแรกของการแข่งขัน WorldSBK มีการทำผิวแทร็กสนามใหม่ ทำให้มีความท้าทายเกิดขึ้นทันที แต่ทาง Pirelli เผยแผนรับมือสนาม Philip Isaland ให้แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตได้รับรู้กัน ว่าทางพีเรลลีจะรับมือปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรบ้าง สนามเปิดฤดูกาลการแข่งขันรายการ MOTUL FIM Superbike World Championship เป็นสนามที่สำคัญเสมอ แค่สนามนี้สนามเดียวก็แทบจะคาดเดาการแข่งขันในปี 2024 ได้เลยทีเดียว สิ่งนึงที่เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ เลยก็คือยางที่พีเรลลีจะนำไปใช้ในสนามนี้ งานนี้บริษัทยางอิตาลีก็ได้ประกาศแผนการรับมือกับสนามที่มีการทำผิวแทร็กใหม่แห่งนี้แล้ว โดยมีการมีข้อจำกัดเพิ่มเติม และจำเป็นจะต้องมีการเข้ามาเปลี่ยนยางทั้งในรุ่นใหญ่อย่าง WorldSBK และ WorldSSP ยางที่มีให้เลือกใช้ ทางพีเรลลี่ได้เลือกที่จะนำยางที่มีเนื้อยางหรือคอมปาวด์ที่แข็งที่สุดไปให้นักแข่งใช้ที่ออสเตรเลีย เนื่องจากสนามมีโค้งที่ต้องใช้ความเร็ว และโค้งความเร็วสูงที่กินยางมาก ๆ โดยด้านหน้าจะมียางให้เลือก 2 สูตรคือ SC1 และ SC2 ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐาน ขณะที่ยางหลังมีให้ใช้เป็น SC0 สองเส้นในช่วงซูเปอร์โพลเรซ และเนื่องจากการมีการบังคับให้เข้ามาเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยาง ดังนั้นก็เลยจะมียางเพิ่มให้อีก 2 เซ็ทเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในการทดสอบอย่างเป็นทางการนั้น นักแข่งหลาย ๆ คนเองก็สามารถทำเวลาได้ดีกว่าสถิติเวลาแล็ปของสนามอีกด้วย และเป็นครั้งแรกเลยที่มีคนทำเวลาได้ที่ 1.28 นาที ในส่วนของการแข่งขันในรุ่น WorldSSP เองก็เช่นเดียวกันกับรุ่น WorldSBK โดยมียางให้เลือกแบบเดียวกัน โดยจะมียางหน้า SC1 และ SC2 สำหรับกรณีฝนไม่ตก แต่จะมียางหลังเพียงสูตรเดียวให้เลือก ซึ่งยาง SC1-A ที่เคยเปิดตัวให้ใช้ครั้งแรกที่สนามแห่งนี้เมื่อสองปีที่แล้วจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการเป็นยางให้เลือกใช้ในเรซ และอย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นว่าจำเป็นจะต้องมีการเข้าพิทมาเปลี่ยนยาง ดังนั้นก็เลยจะมียางเพิ่มเติมให้ด้วยเช่นกัน ส่วนรุ่นนี้ในการทดสอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็น Yari Montella (Barni Spark Racing Team) ที่สามารถทำสถิติเวลาต่ำกว่าสถิติเวลาแล็ปของสนามได้จากการอาศัยข้อดีของผิวแทร็กใหม่นั่นเอง ต้องเข้าพิท การแข่งขันทั้งในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP จะต้องมีการเข้าพิททั้งในเรซแรกและเรซที่สอง โดยในรุ่น WorldSBK จะลดแล็ปเหลือ 20 แล็ปจากเดิม 22 แล็ป ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีการเปิดให้เข้าพิทในช่วงแล็ปที่ 9 ถึงแล็ปที่ 11 ขณะที่รุ่น WorldSSP จะแข่งที่ 18 แล็ปเท่าเดิม และจะมีช่วงให้เข้าพิทในแล็ปที่ 8 ถึง แล็ปที่ 10 นักแข่งจะต้องเปลี่ยนยางหลังของพวกเขาในระหว่างเข้าพิท ส่วนยางหน้านั้นจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้ “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากจริง ๆ” เบื้องหลังของการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในครั้งนี้ โดยทาง Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ของทาง Pirelli กล่าวว่า “เรารู้จักสนามนี้เป็นอย่างดี ทว่าทุก ๆ ปีสนามแห่งนี้กลับกลายเป็นอีกเรื่องนึงตลอด เพราะที่นี่มีตัวแปรหลายอย่างที่ส่งผลต่ออาการของยางและมักจะคาดเดาไม่ได้อีกด้วย ปีนี้เองก็มีปัจจัยที่ส่งผลหนักที่สุดก็คือยางมะตอยใหม่ที่ทำเอาข้อมูลอ้างอิงที่เรามีนั้นต้องรีเซ็ตกันไปเลย ผมเตือนทุกคนว่ายางสำหรับการแข่งขันในเรซนี้ถูกส่งมาจากยุโรปตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่การปรับผิวแทร็กใหม่เพิ่งจะเสร็จไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง และการที่เราใช้ข้อมูลเดิมไม่ได้ เราจึงคิดหาวิธีที่เหมาะสม โดยเลือกที่จะปรับเปลี่ยนการแข่งขันที่เคยใช้และได้ผลดีมาแล้วเมื่อสองฤดูกาลที่แล้วแทน” “เราได้เห็นการทดสอบไปแล้วว่ายางมะตอยใหม่นี้ให้การยึดเกาะที่ดีมาก ๆ ทำให้เวลาแล็ปดีขึ้นมาก แต่ในทางตรงกันข้ามก็กินยางมาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูง ๆ ซึ่งทำให้เกิดอุณหภูมิขึ้นสูงจนผิดปกติและทำให้ยางหมดไวมาก ๆ โดยเราตรวจพบว่ายางร้อนสูงถึง 160 องศาในพิทเลน ซึ่งเราคาดว่าขณะที่ขับขี่อยู่อาจจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกินกว่า 200 องศาเลยด้วยซ้ำ พิจารณาจากข้อมูลที่มี และข้อตกลงกับทาง Dorna, FIM และทางเรซไดเร็กชัน เราได้ตัดสินใจแล้วว่าการแข่งขันของทั้งสองเรซจำเป็นจะต้องมีการเข้าพิทเปลี่ยนยาง มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะบางทีมเองก็อยากที่จะแข่งเต็มระยะทีเดียวให้จบ แต่อย่างไรก็ตามพีเรลลีเชื่อว่าความปลอดภัยของนักแข่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในสถานการณ์แบบนี้” สำหรับความคิดเห็นของผมนั้นบอกเลยว่าการเข้ามาเปลี่ยนยางนั้นมีผลต่อรูปเกมการแข่งขันอย่างมาก มันต้องอาศัยทีมเวิร์กที่ยอดเยี่ยม การบริหารยางที่ดี การตัดสินใจที่แม่นยำ และการวางแผนที่ดี ไม่งั้นแล้วคนที่นำอยู่อาจจะกลายเป็นผู้ตาม คนที่ตามแล้วอาจจะกลายเป็นผู้นำได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 และนี่คือ 5 จุดเปลี่ยนใหญ่ ในศึก WorldSBK 2024 ที่ทำให้เกมการแข่งขันนั้นยุติธรรมและท้าทายมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนกฏและกติกาการแข่งขัน งานนี้บอกเลยค่ายแดงจะเป็นแชมป์อีกสมัยไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ จุดแรกคือ การถ่วงน้ำหนัก จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ส่งผลมากที่สุดเรื่องนึงต่อการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำหนัก โดยนักแข่งจะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถของพวกเขาหากว่าพวกเขามีน้ำหนักตัวเบากว่าน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิง ซึ่งน้ำหนักมาตรฐานอ้างอิงที่ว่าคือ 80 กิโลกรัม โดยมีเกณฑ์การถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัมทุก ๆ น้ำหนักตัวของนักแข่งที่เบากว่าเกณฑ์ 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างเช่น หากนักแข่งคนนึงน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม เมื่อคำนวณแล้วถือว่าเบากว่ามาตรฐานอ้างอิง 10 กิโลกรัม ก็จะต้องถ่วงน้ำหนักที่รถเพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมนั่นเอง แต่ทั้งนี้จะมีการถ่วงน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 10 กิโลกรัม งานนี้ใครตัวเล็กก็จะต้องถ่วงกันเยอะหน่อย และแน่นอนว่าแชมป์โลกอย่าง Alvaro Bautista จะต้องโดนถ่วงน้ำหนักที่รถมากแน่นอน จุดที่ 2 คือ ลดปริมาณน้ำมัน เรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการลดความจุของถังน้ำมันให้เหลือเพียง 21 ลิตรเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีการทดสอบบางอย่างเพื่อนำไปใช้ประเมินเรื่องการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2025 นอกจากนี้การแข่งขันต้องใช้น้ำมันที่เปลี่ยนไป โดยน้ำมันใหม่นี้จะต้องมีส่วนผสมน้ำมันที่ไม่ได้มาจากฟอสซิลในอัตราส่วน 40% เพื่อมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต แน่นอนว่าเรื่องนี้มีผลต่อการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์อย่างมาก เพราะจะต้องทำให้เครื่องยนต์นั้นยังคงทำงานได้ดีจากน้ำมันผสมใหม่นี้ จุดที่ 3 กระบวนการคำนวณแต้มต่อใหม่ แต้มต่อที่ว่านี้คือ Concession Point นั่นเอง ซึ่งทางสมาพันธ์จะใช้แต้มต่อที่ว่านี้ในการรักษาบาลานซ์ในการแข่งขัน ไม่ให้มีรถจากค่ายใดค่ายนึงมีความได้เปรียบเสียเปรียบมากเกินไป เพื่อให้เกมการแข่งขันมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าจะมีจุดเช็คพอยต์เพื่อคำนวณแต้มต่อที่ว่านี้ทุก 2 สนาม จากเดิม 3 สนาม และการแข่งซูเปอร์โพลเรซก็จะมีแต้มตัวนี้ด้วยเหมือนกัน จากเดิมที่ไม่มีในรอบซูเปอร์โพลเรซ ซึ่งเริ่มต้นทุกทีมจะมี 0 คะแนน และ เมื่อถึงเช็คพอยต์ค่ายรถใดที่มีแต้มนี้น้อยกว่าค่ายใดที่ได้มากที่สุดตั้งแต่ 33 คะแนนขึ้นไปจะถูกประเมินเพื่อปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ปรับแต่งได้ ซึ่งจากเดิมแค่เรื่องของแชสซี แต่ตอนนี้รวมถึงชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมที่ได้อันดับน้อย ๆ หรือแข่งขันกับค่ายอื่นไม่ได้ มีโอกาสทำคะแนนได้มากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้จะมีสูตรการคำนวณที่ซับซ้อนพอสมควรเลยทีเดียว จุดที่ 4 การลงโทษแบบใหม่ จะมีบทลงโทษใหม่สำหรับคนที่ใช้เครื่องยนต์เกินจำนวนที่อนุญาต นักแข่งที่ทำผิดจะต้องออกสตาร์ทจากท้ายของกริดและต้องวิ่งลองแล็ป (Long Lap) จำนวน 2 แล็ปด้วยกัน จากเดิมที่ให้ออกสตาร์ทจากพิทเลนโดยนักแข่งจะออกจากพิทเลนได้ต่อเมื่อไฟเขียวติดขึ้นหลังจากที่นักแข่งทุกคนได้เลยผ่านทางออกพิทไปแล้ว จุดที่ 5 เปลี่ยนเรื่องตำแหน่งกริดในเรซที่ 2 จริง ๆ จุดที่ 5 นี้ก็ไม่ใช่ของ WorldSBK โดยตรง แต่จะเป็นการแข่งขันซัพพอร์ตรายการอื่น ๆ ที่แข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์เดียวกันต่างหาก ซึ่งก็คือรายการ WorldSSP, WorldSSP300 และ WorldWCR ซึ่งตอนนี้ตำแหน่งกริดสตาร์ทของเรซที่ 2 จะยึดตามสถิติเวลาแล็ปเร็วที่สุดของ Race ที่ 1 แทน ส่วนกริดสตาร์ทเรซที่ 1 จะยังคงยึดลำดับจากรอบซูเปอร์โพลตามเดิม โดยนักแข่งที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด 9 อันดับแรก ก็จะออกสตาร์ทเป็นกลุ่มแรกตามลำดับในเรซที่ 2 ส่วนอันดับที่เหลือจะอิงตามผลของซูเปอร์โพลตามเดิม งานนี้บอกเลยว่าเกมการแข่งขันจะสนุกและสูสีกันมากขึ้นอย่างแน่นอน แชมป์อาจจะมีการเปลี่ยนมือก็ได้ ทีมที่ด้อยกว่าก็จะมีโอกาสได้พัฒนามากขึ้น และแน่นอนว่าเพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามเชียร์กันด้วยนะ โดยเฉพาะรุ่น WorldSSP จะมีนักแข่งชาวไทยลงแข่งขันภายใต้ทีม Yamaha Thailand Racing Team ด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK สเปกยังไง สำหรับเจ้าตัวแข่งคันใหม่ของค่ายปีกนกอย่าง Honda CBR1000RR-R Fireblade SP 2024 ตัวแข่ง WorldSBK นั้นถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Total Control for the Track” หรือก็คือการตามหาสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมควบคุมได้ทั้งในแทร็กและในการแข่งขัน เครื่องยนต์ใช้เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่ง MotoGP อย่าง RC213V ส่งผลให้โมเดลนี้ทรงพลังที่สุดของ CBR แต่มีสเปกอะไรยังไง เราจะพาไปดูกันครับ รูปโฉมโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR ด้านข้าง และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว ขณะที่ภายใต้แฟริ่งอันสวยงามนั้นคือเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 999.9 ซีซี ที่มีแรงม้ากว่า 228 แรงม้าที่ 14,500 รอบ (รถเดิมเคลมที่ 214.6 แรงม้า) ระบบเกียร์ 6 สปีด ควบคุมการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงตามกติกาของ FIM และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาด 21 ลิตร และท่อสูตรจาก Akrapovic ทั้งนี้การโมดิฟายปรับแต่งหลัก ๆ ของรถเดิมโมเดลใหม่ปี 2024 นี้มาจากการปรับแต่งฝาสูบ กำลังอัด จังหวะการทำงานของวาล์วและสปริงวาล์ว เปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงและก้านสูบให้เบาขึ้น อัตราทดเกียร์ใหม่ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมมอเตอร์ควบคุม 2 ตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำการตอบสนองฟีลลิ่ง มาพร้อมช่วงล่างที่มีระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins เจ็นใหม่ล่าสุด และระบบเบรกจาก Brembo ขณะที่เวอร์ชันตัวแข่งของ WorldSBK ทางทีมงาน HRC เลือกที่จะใช้ระบบกันสะเทือนจากทาง Showa และระบบเบรกจากทาง Nissin แทน ล้อจาก OZ Racing ยางสลิก Pirelli Diablo SuperBike ส่วนเฟรมและสวิงอาร์มก็จะเป็นอลูมิเนียม และเมื่อช่างน้ำหนักทั้งคันแล้วรถจะมีน้ำหนักเหลือเพียง 168 กิโลกรัม จากรถเดิมที่หนัก 201 กิโลกรัม โดยรวมแล้วความแรงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นไม่ได้มากหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้แค่เพียงประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเรื่องของสมรรถนะโดยรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมากกว่าด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบากว่ามาก หากคิดเปรียบเทียบอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักแล้วต่างกันมากทีเดียวครับ โดยตัวแข่งนั้นมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากกว่าถึง 27 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว สุดท้ายนี้เราก็ต้องมาดูกันว่ารถแข่งคันใหม่คันนี้จะทำผลงานในรายการได้ดีขนาดไหน เพราะทีมอื่น ๆ เองก็มีการพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน โดยเฉพาะทางค่ายแดงที่เป็นแชมป์ปัจจุบันอยู่ตอนนี้ มีเครื่องยนต์ที่รอบจัดมากที่สุดเลยทีเดียวครับ แน่นอนว่าแรงม้าก็ต้องมากตามไปด้วยนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 แล้ววันนี้ ล่าสุดทาง Honda เปิดตัวทีมแข่ง Team HRC 2024 พร้อมสู้ศึก Superbike World Championship แล้ววันนี้ผ่านระบบออนไลน์ โดยมาพร้อมกับ CBR1000RR-R รถแข่งคันใหม่กับนักแข่งมากฝีมืออย่าง Xavi Vierge #97 และ Iker Lecuona #7 งานนี้มีทางผู้จัดการทีม Jose Manuel Escamez มาพูดถึงเป้าหมายในการแข่งขันฤดูกาลนี้ พร้อมกับวิดีโอการเปิดตัวรถแข่งโฉมใหม่ กับสองนักแข่งสัญชาติสเปนที่อยู่กับทีมมา 3 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว พร้อมชูจุดเด่นและการเปลี่ยนรวมถึงความเป็นไปได้ของรถแข่งคันใหม่ ที่เน้นยำว่ามีการยึดเกาะที่ดีและอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม ส่วนตัวรถนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลคร่าว ๆ ในวิดีโอการเปิดตัวออนไลน์ประมาณว่า มีแอโรไดนามิกและแพ็กเกจระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม จากผลงานการทำงานหนักของวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ทำงานกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อเนรมิตรถแข่งจากทีมโรงงาน ตัวรถมาพร้อมชิ้นส่วนใหม่ ๆ มามากมาย ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องการเร่งความเร็ว การลดความเร็ว การเบรก ซึ่งภายหลังได้ทดสอบช่วงวินเทอร์เทสต์นักแข่งของเราก็มองเห็นได้ถึงสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ในเรื่องของรูปโฉมนั้นบอกเลยว่ากระแทกตาโดนใจ ด้วยเฉดสีไตรคัลเลอร์ แดง ขาว และน้ำเงิน เด่นด้วยโลโก้ CBR และตัวอักษร RRR สีฟ้าข้างตัวรถที่ดูเฉียบคมก็ลงตัว นอกจากนี้ยังเข้าคู่ลงตัวกับชุดแข่งของนักแข่งที่มาในโทนสีเดียวกันช่างลงตัวยิ่งนัก สุดท้ายนี้นักแข่งทั้งสองจะลงทำการขับขี่ในสนามอีกครั้งในวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์นี้ ช่วงทดสอบก่อนเปิดฤดูกาลครั้งสุดท้ายที่ Philip Island ออสเตรเลีย และจะเริ่มแข่งขันเปิดฤดูกาลใหม่ที่สนามเดียวกันนี้ในวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Racing team WorldSBK 2024 เปิดตัวทีมแข่ง ค่ายเขียวหนึ่งเดียวที่ลงทำการแข่งขันในรายการ World superbike championship 2024 โดยปีนี้มีการปรับเปลี่ยนโทนสี รวดลายใหม่บนตัวรถแข่งและชุดแข่งใหม่ทั้งหมด การแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ปี 2024 ก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยสนามเปิดฤดูกาลของปีนี้อยู่ที่ Phillip Island วันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ เรามาพูดถึงตัวรถแข่งทีม Kawasaki Racing Team ในรายการ WorldSBK กันหน่อยสำหรับฤดูกาลนี้ ทางคาวาซากิได้เปิดตัวรุ่นรถ NINJA ZX-10RR เรือธงซูเปอร์ไบค์เครื่องยนต์ระดับ 1,000 ซีซี เรือธงพวกเขาในปี มีการออกแบบลวดลายแฟริ่งใหม่ที่มีสีเขียวมากกว่าปีก่อนมากๆ โดยตัวรถมีการเลือกใช้สีพื้นส่วนใหญ่เป็นสีเขียว แล้วตัดด้วยเส้นลายสีเหลืองและแถบสีขาว ส่วนตัวทำให้ตัวรถดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าได้โลดแล่นบนแทร้กละก็คงจะสวยเด่นไม่ใช้น้อยเลยละ จะพูดถึงตัวรถอย่างเดียวก้คงจะไม่ได้ ต้องมีนักบิดด้วย ทีมนี้มี 2 คน อย่าง Alex Lowes จะใช้เบอร์ 22 ลงทำการแข่งขันและ Axel Bassani จะใช้เบอร์ 47 ลงทำการแข่งขัน ในฤดูกาลนี้ ที่จะเป็นนักบิดคนสำคัญของทีมที่จะผนึกกำลังร่วมชิงแชมป์ในรายการแข่งขัน WorldSBK ในปี 2024 นี้ ยังไงก็ต้องขอฝากแฟนๆสาวกค่ายเขียวร่วมส่งกำลังใจ ติดตามเชียร์ทีมนี้ เพราะปีนี้เดือนแน่นอน… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก