
Ducati Superleggera V4 Centenario เตรียมเปิดตัว อสูรกายรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เน้นการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แรงระดับ MotoGP
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Ducati Superleggera V4 Centenario เตรียมเปิดตัว อสูรกายรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี เน้นการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แรงระดับ MotoGP

Honda XL750 Transalp SP ตัวแรงรุ่นพิเศษ ผลิตจำกัด 250 คัน มาพร้อมชุดแต่งสายลุยและกราฟิก Retro ยุค 80 เช็กสเปคและออปชันล่าสุดที่นี่

2026 KTM RC 160 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2569 พร้อมเครื่องยนต์ 164.2cc 19 แรงม้า ดีไซน์ถอดแบบรถแข่ง เช็กสเปกและรายละเอียดที่นี่

XMAX300 2024 เปิดสีใหม่ พร้อมเปิดขายในยุโรปสิ้นปี เผยโฉมสีสันใหม่ให้เห็นกันแล้วสำหรับ Yamaha XMAX300 2024 สำหรับวางขายในยุโรป โดยจะยังมีสีเดิมที่ยังคงจำหน่ายต่อ และเพิ่มสีใหม่รุ่นละ 1 สี และในส่วนของดีเทลอื่น ๆ ของเครื่องยนต์และตัวรถจะยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปครับ สำหรับโมเดลนี้นะครับก็จะใช้โฉมหน้าจากปี 2023 ต่อ เพียงแต่จะมีสีใหม่เพิ่มเข้ามารุ่นละ 1 สี เป็นรุ่นสแตนดาร์ด 1 สีเป็นสี Icon Blue ตัวรถสีดำล้อสีน้ำเงิน และรุ่น Tech Max 1 สี Dark Magma เป็นสีน้ำตาล รายละเอียดส่วนอื่นยังคงเดิม เพราะงั้นจะขอสรุปเป็นรายการดังนี้ – ระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ – เครื่องสูบเดียว 292 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว – กำลังแรงม้าสูงสุด 27.62 แรงม้าที่ 7,250 รอบ และแรงบิด 29.0 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ – ถังน้ำมันจุด 13.2 ลิตร – โช้คหน้าเทเลสโคปิก โช้คหลังสปริงคู่ – ดิสก์เบรกเดี่ยวหน้า – หลัง พร้อมระบบเบรก ABS – ยางขนาด 120/70-15 และ 140/70-14 หน้าหลังตามลำดับ – หน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 3.2 นิ้ว เฉพาะรุ่น Tech Max เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและสามารถใช้ระบบนาวิเกเตอร์ได้ – ระบบแทร็คชันคอนโทรล – ระบบสมาร์ทคีย์ – ช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะเก็บหมวกเต็มใบได้ 2 ใบ สำหรับการจำหน่ายในบ้านเราจะแตกต่างออกไปคือจะไม่มีรุ่นสแตนดาร์ดแบบที่ยุโรปที่ใช้หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดา บ้านเราจะจำหน่ายตัว Tech MAX เป็นตัวปกติเลย ส่วนเรื่องสีนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นสีใหม่ในยุโรปมาจำหน่ายในบ้านเราด้วย ส่วนใครที่หวังว่าจะมีเครื่องยนต์ใหม่นั้นคงต้องรอกันต่อไปครับผม อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตารางแข่ง Dakar Rally 2024 ปักหมุดความมันส์ ระดับพระกาฬ ล่าสุดผู้จัดการแข่งขัน Daker Rally ประกาศอย่างเป็นทางการ สำหรับตารางการแข่งขันแรลลี่ ดาการ์ ชิงแชมป์ทางฝุ่นสุดคฤโหดในฤดูกาล 2024 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมรูทเส้นทางการแข่งขันทั้งหมด 12 Stage ผ่าน 9 จุดเช็คอินตามเมืองต่าง ๆ รวมระยะทาง 7,891 กม. โดยในฤดูกาล 2024 ถือเป็นปีที่ 46 ของการแข่งขันแรลลี่ ดาการ์ และนับเป็นปีที่ 5 ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยจะเริ่มแข่งขันในวันที่ 5 มกราคม 2024 จากจุดสตาร์ทที่ Al Ula และจบ Stage สุดท้ายที่ Yanbu ในวันที่ 19 มกราคม 2024 โดยแข่งขันทั้งหมด 14 วัน สำหรับรายการนี้ มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันทั้งหมด 354 คัน แบ่งเป็นประเภทรถจักรยานยนต์ 137 คัน รถโฟวิล10 คัน นอกจากนี้ยังมีรถอัลติเมทคาร์ 72 คัน รถ Challenger 42 คัน รถ SSVs 36 คัน และรถบรรทุกจำนวน 46 คัน รวมถึงการแข่งขันประเภท Misson 1,000 จะดำเนินการพร้อมกันสำหรับรถยนต์ที่ได้รับการคัดเลือกล่วงหน้า 9 คัน รวมถึงรถยนต์ HySE Dakar ที่พัฒนาร่วมกันโดยทาง Honda, Kawasaki, Suzuki, Yamaha และ Toyota เพิ่มรูปแบบการแข่งขันใหม่ เร้าใจกว่าเดิม สำหรับสิ่งที่น่าสนใจที่จะเกิดในฤดูกาลนี้ก็คือ ทางผู้จัดมีการเพิ่มรูปแบบการแข่งขันแบบมาราธอน 48 ชม. ซึ่งจัดขึ้นใน Empty Quarter โดยทางผู้จัดอนุญาตให้นักแข่งสามารถซัพพอร์ตช่วยเหลือกันได้เฉพาะช่วงเย็นของวันแข่งขัน และหลังเวลา 16.00 น.ผู้แข่งขันจะต้องหยุดแข่งขัน และพักแรมในที่พักบริเวณใกล้เคียงที่พวกเขาไปถึงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการจัดรูทเส้นทางแยกกันระหว่างรถมอเตอร์ไซค์และรถสี่ล้อ และอีกเส้นทางหนึ่งสำหรับรถยนต์กับรถบรรทุก โดยทางผู้จัดกล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มความท้าทายสำหรับผู้เข้าแข่งขันประเภทรถยนต์และรถบรรทุกนั่นเอง เส้นทางการแข่งขัน Darkar Rally 2024 วัน/เดือน/ปี Stage จุดเริ่มต้น/จุดสิ้นสุด ระยะทาง (ก.ม.) ระยะทาง กม. (แข่งขันพิเศษ) 5 ม.ค. 67 Prologue Al Ula – Al Ula 158 28 6 ม.ค. 67 1 Al Ula – Al Henakiyah 532 405 7 ม.ค. 67 2 Al Henakiyah – Al Duwadimi 662 470 8 ม.ค. 67 3 Al Duwadimi – Al Salamiya 733 440 9 ม.ค. 67 4 Al Salamiya – Al-Hofuf 631 299 10 ม.ค. 67 5 Al-Hofuf – Shubaytah 727 118 11 – 12 ม.ค. 67 6 – (รวมรุ่นแข่งมาราธอน 48 ชม.) Shubaytah – Shubaytah 766 532 13

หรือ MotoGP ต้องใช้ระบบซื้อขายตัวแบบวงการลูกหนังถึงจะดี? ชัยชนะของ Fabio Di Giannantonio ในโมโตจีพีครั้งแรกที่กาตาร์มาถึงเมื่อสายเกินไป เพราะตอนนี้อนาคตของเขานั้นเหมือนจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายเสียแล้ว ที่นั่งที่เคยเป็นของเขาบัดนี้ก็กลายเป็นของ Marc Marquez ในปี 2024 ที่ใกล้จะมาถึงนี้แล้ว ซึ่งดู ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไหร่สำหรับเขา หรือ MotoGP ต้องใช้ระบบซื้อขายตัวแบบวงการลูกหนังถึงจะดี? แนวคิดเรื่องการซื้อขายตัวนักแข่งแบบวงการฟุตบอลถูกบรรดากูรูพูดถึงขึ้นมาหลังจากมีประเด็นของ Fabio Di Giannantonio ที่มีฟอร์มดีและอันดับในตารางคะแนนก็ไม่ได้แย่ แต่กลับตกอยู่ในที่นั่งลำบากไปเสียอย่างนั้น Frankie Carchedi หัวหน้าทีมของ Di Giannantonio ออกมากล่าวกับสื่อว่า“ผมเห็นด้วยกับเรื่องการซื้อขายตัวแบบวงการฟุตบอลนะ วงการนั้นเขาถึงขั้นตกชั้นไปอยู่อีกดิวิชันนึง และจะเลื่อนชั้นขึ้นเมื่ออยู่ที่อันดับท็อป Fabio เขาอยู่อันดับที่ 12 เลยนะ มันไม่ยุติธรรมเลย รายการนี้มันมีการเมืองมากไป คุณทำได้แค่เห็นเขาจากไป ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะได้อยู่” ซึ่งดู ๆ แล้วก็เป็นเรื่องตลกร้ายจริง ๆ เพราะมีนักแข่งที่มีสัญญาแบบเต็มฤดูกาล 3 คนรั้งท้ายตารางคะแนนรวมอยู่ ซึ่งนั่นก็ได้แก่ Pol Espargaro, Joan Mir และ Raul Fernandez ด้านของ Sylvain Guintoli นักแข่งมืออาชีพชาวฝรั่งเศสและนักวิเคราะห์การแข่งขันทางโทรทัศน์ ปัจจุบันลงแข่งแทนนักแข่งคนอื่นบ้างเป็นครั้งคราว ให้ความเห็นว่า “ผมได้คุยกับ Davide Brivio (ผู้จัดการทีมแข่งรถชาวอิตาลี ปัจจุบันคุมทีม Alpine F1) เขาเองก็กำลังคุยว่าควรมีเรื่องตลาดซื้อขายนักแข่ง และมีเรื่องของช่วงเวลาซื้อขายที่ล่าช้าออกมาสักหน่อยแบบในฟุตบอล ผมคิดว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เพราะบางครั้งสัญญาถูกเซ็นขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นปี มันเป็นอะไรที่น่าคิดนะ” สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับฟุตบอล ปกติแล้วตลาดซื้อขายนักเตะจะมี 2 ช่วงเวลาต่อปี ซึ่งจะเปิดให้แต่ละทีมสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนักเตะได้ โดยช่วงแรกคือช่วงกลางฤดูกาลและช่วงพักฤดูกาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแข่ง MotoGP มีเรื่องจำนวนรถเข้ามาจำกัดมากกว่า จนทำให้เกิดกรณีร้าย ๆ กับ Fabio เขาแบบที่เกริ่นไว้ในตอนต้น ซึ่งโดยปกติแล้วนักแข่งมักจะเซ็นสัญญา 2 ปีกับทีมใดทีมนึง แต่ไม่ใช่กับ Di Giannantonio ที่ทำให้ง่ายต่อการถูกเท ทั้งนี้ฟอร์มของนักแข่งผู้นี้กลับเริ่มมาดีเอาตอนที่ทีมของเขาเองตอบคอนเฟิร์มแล้วว่าตำแหน่งของเขาจะมี Marc มาเสียบแทน Suzi Perry ผู้ประกาศข่าว MotoGP ทางช่อง BT Sport เองก็ออกมาบอกว่า “เราได้เห็นการเซ็นสัญญานักแข่งหลายคน แล้วการแข่งในปีนี้มันก็เลยดูแย่อย่างที่เห็น ซึ่งมันน่าจะเป็นเพราะว่าทีมเซ็นสัญญาเร็วเกินไป” Frankie Carchedi ยังเสริมอีกว่า “แน่นอนว่าผมจะไม่เอ่ยว่าเป็นใคร แต่มีหลายคนเลยที่ต่อสู้และพยายามมีหลายคนที่เป็นแบบนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ Fabio เพิ่งจะเป็นปีที่ 2 เอง ไม่ใช่ว่าเขาแข่งมา 5 ปี 10 ปีแล้วสักหน่อย เขาออกสตาร์ทจากอันดับที่ 17 ที่ Mandalika และจบที่อันดับ 4 เขาสู่เพื่อชัยชนะที่ Phillip Island มันเป็นเรื่องยากเพราะว่าผมรู้ดีว่าเขาเองก็ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน” แล้วคุณล่ะคิดเห็นยังไงหาก MotoGP จะมีกติกาเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยนนักแข่งแบบเดียวกับวงการค้าแข้ง เพื่อเพิ่มความยุติธรรม หรือความตื่นเต้นในเกมการแข่งขันให้มากขึ้น? อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FIM E-Xplorer World Cup ศึกวิบากไฟฟ้า พร้อมตารางแข่งปี 2024 ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ สายซูเปอร์ครอส สายเอ็นดูโร่และสายออฟโร้ด โดยทาง The FIM E-Xplorer World Cup ผู้จัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทางฝุ่นชิงแชมป์โลก ได้ประกาศตารางแข่งขันสำหรับฤดูกาล 2024 แล้ว ซึ่งในฤดูกาลหน้าจะมีการแข่งขันด้วยกันทั้งหมด 5 สนาม แถมเซอร์ไพรส์ในโซนเอเชียบ้านเราก็ติดโผในลิตส์สนามแข่งขันของฤดูกาลหน้าอีกด้วย สำหรับการแข่งขันรถวิบากไฟฟ้า เกิดจากแนวคิดของการทดสอบศักยภาพของโมเดลรถไฟฟ้าของแต่ละค่าย สู่การแข่งขันระดับโลก แถมยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทางผู้จัดพร้อมการันตีว่า จะมีการจัดแข่งในฤดูกาลถัดไปอย่างแน่นอน Valentin Guyonnet ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง FIM E-Xplorer กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จในก้าวแรกของ FIM-Xplorer ที่ได้กระแสตอบรับที่ดีเกินคาด และตอนนี้ เรากำลังผลักดันในเกมการแข่งขันฤดูกาล 2024 ให้น่าสนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะสร้างกีฬาแข่งขันวิบากไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกและเป็นกีฬาที่ยั่งยืนอีกด้วย” โดยรายการนี้ จะมีรูปแบบการแข่งขันที่ผสมผสานระหว่างขับขี่แนวเอ็นดูโร่ (ขับขี่ทางฝุ่น ผ่านโขดหิน ท่อนซุง) ขี่ในเมือง (ขี่ลงบันไดและคอนกรีต) และขี่แบบสลาลม (ขี่ในเลนของตัวเอง) เข้าด้วยกัน โดยมีทีมแข่งซึ่งแบ่งเป็นชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน แข่งกับทีมอื่น ๆ โดยกำหนดรูทแข่งขันด้วยความยาวของสนามที่กำหนดมาที่ 400 เมตร และความกว้างขนาด 4-10 เมตร ให้ให้นักแข่งได้ใช้ทักษะขับขี่ทางฝุ่นได้อย่างเต็มพิกัด สำหรับคุณสมบัติของรถที่ใช้แข่งนั้น จะเป็นรุ่นโปรโตไทป์ที่บรรจุแบตเตอรีขนาด 7 กิโลวัตต์ ล้อขนาดมาตรฐานเดียวกันกับรถแข่งโมโตครอส ตัวรถต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 112 กก. และตัวแบตเตอรีต้องมีกำลังผลิตไฟสูงสุด 6 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ที่มีพื้นฐานมาจากรุ่นโปรดักชันปกติ และมีการดัดแปลงมากมายให้เหมาะสมกับการแข่งขันอีกด้วย ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จของการแข่งขันในฤดูกาล 2023 ที่ผ่านมาทั้ง สนามบาร์เซโลนา เทือกเขาคร็องมงตานา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เทือกเขา Vollore-Montagne ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงสนามหาดทรายในประเทศซาร์ดิเนียแล้ว ทางต้นสังกัดมีแพลนที่จะเพิ่มสนามแข่งขันทางฝั่งเอเชียอีกด้วย ตารางการแข่งขันฤดูกาล 2024 วัน/เดือน/ปี สนาม 16-17 กุมภาพันธ์ 2566 TBA, ญี่ปุ่น* 3-4 พฤษภาคม 2566 TBA, นอร์เวย์** 21-23 มิถุนายน 2566 Vollore-Montagne, ฝรั่งเศส 20-22 กันยายน 2566 Crans-Montana, สวิตซ์เซอร์แลนด์ 29-1 พ.ย.-ธ.ค. 2566 TBA, อินเดีย* หมายเหตุ (*)รอประกาศชื่อสนามอีกครั้ง (**)อยู่ในระหว่างการตกลงสัญญา Carina Munte ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขันและผู้ร่วมก่อตั้ง FIM E-Xplorer กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศวันแข่ง สำหรับฤดูกาลปี 2024 นี้” “เรามีข้อตกลงเกี่ยวกับโลเคชันที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาล 2024 นี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการขยายแนวคิด เกี่ยวกับศักยภาพของมอเตอร์ไบค์ไฟฟ้า สู่ตลาดเอเชียซึ่งเป็นผู้นำตลาดรถ 2 ล้อไฟฟ้า โดยในฤดูกาลแรกนั้นเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม มันก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเวทีแข่งขันระดับโลกขึ้นมาได้ และเราได้รับการซัพพอร์ตจาก FIM รวมไปถึงผู้สนับสนุนอื่น ๆ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของกีฬามอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-8R สปอร์ตคันใหม่ไซส์คนนิยมจากค่ายคนเดือด เดือดกันอีกแล้วสำหรับค่ายซูซูกิที่ล่าสุดเปิดตัวสปอร์ตไบค์ด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหม่ของทางค่ายในงาน Eicma 2024 ที่มิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีชื่อโมเดลใหม่ว่า Suzuki GSX-8R ซึ่งแน่นอนว่าโดดเด่นตามแบบฉบับ DNA สายพันธุ์ใหม่ของทางค่าย และความแรงจากเครื่องยนต์ใหม่ที่ทางค่ายคนเดือดนำไปใส่ให้กับโมเดลใหม่ ๆ มาก่อนหน้านี้มาแล้วถึง 3 โมเดล และโมเดลนี้เป็นโมเดลที่ 4 แล้ว จะเป็นยังไง มีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันได้เลยครับ [yotuwp type=”videos” id=”HlYUJgGpr20″ ] ดีไซน์ ตัวรถออกแบบมาเป็นสปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งที่มีความโฉบเฉี่ยมด้วยเส้นสายเฉียบคม พร้อมออกแบบให้มีแอโรไดนามิกที่ยอดเยี่ยมด้วยการทดสอบในอุโมงค์ลม โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED แบบโมโนโฟกัส 6 เหลี่ยม 2 ชั้นซ้อนกันตามสไตล์ของพิกัด 800 ของทางค่าย พร้อมบังโคลนหน้าดีไซน์สวยโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวรถยังเผยให้เห็นซับเฟรมแบบถักดูดิบดุดันลงตัวไปอีกแบบ เครื่องยนต์ จะเป็นเครื่องสองสูบเรียง 776 ซีซีที่มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศาที่พร้อมเพลาครอสบาลานเซอร์ให้กำลังสมู้ทนุ่มนวลตลอดการขับขี่ไปพร้อม ๆ กับแรงบิดนักแน่น และสุ้มเสียงที่ฟังแล้วเสนาะหู เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 82.9 ตัวที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ตัวรถมีระบบสั่งการความแรงด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันขนาด 14 ลิตร และส่งผ่านความแรงด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด อ้อเกือบลืมไป ยังมีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง มาช่วยให้เปลี่ยนเกียร์อีกด้วยนะ ช่วงล่าง ช่วงล่างทางค่ายยืนยันมาว่าควบคุมเป็นเลิศบรรเจิดความสบาย โดดเด่นด้วยโช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP และโช้คเดี่ยวด้านหลังร่วมกับกระเดื่อง Showa ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวและคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโมเดลนี้ก็ถือว่ามีระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัยค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วปรับโหมดกลางวันกลางคืนได้อัตโนมัติ ชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่พัฒนาไปอีกขั้นที่ทางค่ายใช้ชื่อว่า Suzuki Intelligent Ride System ซึ่งจะได้แก่ โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับ ระบบอีซี่สตาร์ท และระบบช่วยป้องกันรถดับเมื่อขับขี่ที่รอบต่ำ นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนลอีกด้วย สุดท้ายนี้เรื่องของการวางจำหน่ายในบ้านเรานั้น ก็คาดว่าจะมีการนำเข้ามาจำหน่ายแน่นอน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์เดียวอย่าง V-Strom 800 DE ที่วางจำหน่ายในบ้านเราแล้วที่ราคา 479,000 บาท แล้ว โมเดลนี้ก็น่าจะมีราคาถูกกว่าพอสมควร โดยโมเดลนี้น่าจะจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท +/- นิดหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะครับ งานนี้คนที่ชื่นชอบสปอร์ตไบค์สายซูน่าจะต้องมีซู้ดปากกันแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli เตรียมทดสอบยาง Moto2 และ Moto3 ที่วาเลนเซีย แฟน ๆ สายซิ่งเตรียมรับชมการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตในปี 2024 กับการเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่ยางพีเรลลี่สู่เวทีมอเตอร์สปอร์ตที่ใช้รถต้นแบบอย่าง Moto2 และ Moto3 แทนที่จะเป็นรถโปรดักชันระดับโลกอย่างในรายการ WorldSBK แบบที่ผ่าน ๆ มา แต่ตอนนี้บรรดานักบิดจะได้เริ่มสัมผัสความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ก่อนแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตภายหลังจากที่มีประกาศว่า Pirelli เตรียมทดสอบยาง Moto2 และ Moto3 ที่วาเลนเซีย ในวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายนนี้อย่างเป็นทางการ ภายหลังการแข่งครั้งสนามสุดท้ายของปี 2023 จบลงนั่นเอง หลังจากการแข่งขันจบลงทีมงานและนักแข่งทั้ง Moto2 และ Moto3 ห้ามหนีกลับ จะต้องอยู่ต่อเพื่อรอทดสอบยางจากสปอนเซอร์ยางรายใหม่อย่าง Pirelli เพิ่มอีก 1 วัน แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของการทดสอบยางใหม่ โดยจะมีการทดสอบยางอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปีหน้าที่ Jerez ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 1 มีนาคม 2024 ก่อนจะเริ่มเปิดฤดูกาลใหม่ที่กาตาร์ ทั้งนี้ยางที่มีให้นักแข่งทดสอบที่วาเลนเซียจะเป็นยางตัวเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบมาแล้วที่บาร์เซโลนาทั้งขนาดและคอมปาวด์ยาง โดยเป็นยาง Diablo Superbike สลิก และ Diablo Rain ที่เป็นยางสูตรมาตรฐาน ไม่ใช่ยางโปรโตไทป์ Moto2 ขนาด – สลิก: ยางหน้า 125/70 R17 – ยางหลัง 200/65 R17 – ยางฝน: ยางหน้า 120/70 R17 – ยางหลัง 200/60 R17 จำนวนยางต่อนักแข่ง 1 คน – สลิก: ยางหน้า SC1 (soft) เส้น, SC2 (medium) 3 เส้น – ยางหลัง SC0 (soft) 3 เส้น และ SC1 (medium) 3 เส้น – ยางฝน: SCR1 2 คู่ หน้า – หลัง อุณหภูมิยางที่แนะนำขณะยางร้อน (หลังจากวอร์มยาง) – สลิก: ยางหน้า 2.2/2.4 บาร์ (32/35 psi) – ยางหลัง 1.65/1.8 บาร์ (24/26 psi) – ยางฝน: ยางหน้า 2.3/2.4 บาร์ (33.4/35 psi) – ยางหลัง 2.0/2.2 บาร์ (29/32 psi) Moto3™ ขนาด – ยางสลิก: ยางหน้า 100/70 R17 – ยางหลัง 120/70 R17 – ยางฝน: ยางหน้า 100/70 R17 – ยางหลัง 125/70 R17 จำนวนยางต่อนักแข่ง 1 คน – สลิก: ยางหน้า SC1 (soft) 3 เส้น และ SC2 (medium) 3 เส้น – ยางหลัง SC1 (soft) 3 เส้น และ SC1 (medium) 3 เส้น – ยางฝน: SCR1 2 คู่ หน้า – หลัง อุณหภูมิยางที่แนะนำขณะยางร้อน (หลังจากวอร์มยาง)

ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 19 ที่กาตาร์ ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 19 ที่กาตาร์ สนามที่ร้อนแรงมาก ๆ จนต้องไปแข่งกันตอนกลางคืน เป็นไฮไลท์เด็ดในการแข่งขันสนามนึงเลยทีเดียว แถมสนามนี้ก็ยังมีทางตรงที่ยาวมาก ๆ โดยยาวถึง 1,068 เมตร ทำความเร็วกันได้สูง ๆ กันทั้งนั้นเลย สนามนี้หัวแถวท็อปสปีด 3 อันดับแรกดาหน้ากันมาเป็นรถ Ducati ล้วน ๆ แต่ก็แอบมี Honda โผล่มาที่ท็อป 5 เหมือนกัน ตกลงมันยังไงกันแน่นะ อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 1 5 Johann Zarco Ducati 356.4 355.8 2 23 Enea Bastianini Ducati 356.4 354.5 3 72 Marco Bezzecchi Ducati 356.4 354.8 4 33 Brad Binder KTM 355.2 352.7 5 36 Joan Mir Honda 355.2 353.8 อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 6 1 Francesco Bagnaia Ducati 354.0 349.2 7 20 Fabio Quartararo Yamaha 354.0 353.3 8 41 Aleix Espargaro Aprilia 354.0 351.7 9 10 Luca Marini Ducati 352.9 352.4 10 12 Maverick Viñales Aprilia 352.9 352.9 11 25 Raul Fernandez Aprilia 352.9 350.8 12 43 Jack Miller KTM 352.9 352.3 13 44 Pol Espargaro KTM 352.9 351.9 14 93 Marc Marquez Honda 352.9 351.6 15 21 Franco Morbidelli Yamaha 351.7 350.8 16 30 Takaaki Nakagami Honda 351.7 347.6 17 89 Jorge Martin Ducati 351.7 350.9 18 37 Augusto Fernandez KTM 350.6 349.6 19 49 Fabio Di Giannantonio Ducati 350.6 348.8 20 73 Alex Marquez Ducati 349.5 349.5 21 27 Iker Lecuona

Yamaha New Model 2024 ปล่อยจิ๊กซอร์โมเดลใหม่ จะเป็นรุ่นอะไร ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮากันยกใหญ่ สำหรับ Yamaha Motor ประเทศเวียดนาม ทำการเปิดเผยคลิปหลุดจิ๊กซอร์โมเดลใหม่ล่าสุด ก่อนเตรียมเปิดตัวจำหน่ายในตลาดเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นที่น่าลุ้นกันว่าโมเดลรุ่นนี้จะมาแนวไหน แล้วสไตล์ตัวรถจะถูกใจเหล่าแฟน ๆ ได้มากน้อยเพียงใด ไปชมกันครับ คลิปวิดีโอประกอบ โดยคาดการณ์น่าจะเป็นโมเดลสายลุยทางฝุ่นในรุ่นพิกัดเล็ก ที่ทำให้ชวนนึกถึงเจ้า Yamaha Scrambler 80 Belle Super แสครมเบลอร์ไบค์กับทรงท่อไอเสียยกสูงที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์นี้ และยังมีกลิ่นอายของความเรโทร กับสัดส่วนทรงกลมในส่วนต่าง ๆ โดยทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ยังไงก็ต้องมารอลุ้นกันว่าโฉมใหม่รุ่นนี้ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะนำเข้ามาจำหน่ายในในไทยหรือไม่ อย่าลืมติดตามการอัปเดตข่าวสารจากทางเพจ SuperBike Thailand กันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หลังจากหวดไล่ทำคะแนนตาม Francesco Bagnaia จนห่างกันแค่เพียง 7 แต้มด้วยชัยชนะในรอบสปรินท์เรซในวันเสาร์ มาวันอาทิตย์ Martin โอดยางไม่ดี ทำให้โอกาสที่จะได้ลุ้นแชมป์ของเขากลับยิ่งห่างไกลออกไป เนื่องจากตอนที่เขาออกตัวล้อหลังเกิดหมุนฟรีตอนออกสตาร์ทจากกริดในวันแข่งนั่นเอง เขารั้งอยู่อันดับที่ 8 ในแล็ปแรก ต่อมา Martin ขยับมาได้อีก 1 อันดับเมื่อ Johann Zarco เพื่อร่วมทีมบาน จากนั้นเขาก็ตามสลิปสตรีมรอบ ๆ Marc Marquez ในแล็ปที่ 5 จากการแข่งขันทั้งหมด 22 แล็ป แต่เขาก็ไม่อาจจะแซงได้แม้ว่าจะมีช่องและคลีนแอร์โล่ง ๆ ให้เขา เขากลับยิ่งห่างจากกลุ่มนำไปเรื่อย ๆ เมื่อการแข่งขันดำเนินไปได้ครึ่งทาง นักแข่งหลายคนต่างต่อคิวแซงผ่านเขาไป ทิ้งให้นักแข่งชาวสเปนส่ายหัวหนัก ๆ ด้วยความสับสนเนื่องจากอันดับที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเขาเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 10 แต่อย่างไรก็ตาม Bagnaia ถูกแย่งชัยชนะไปโดย Fabio di Giannantonio ที่แย่งชัยไป และกลายเป็นว่าแชมป์คนปัจจุบันมีแต้มหนีห่างออกไปเป็น 21 แต้ม และกลายเป็นแชมป์โลกต้องไปวัดกันสนามหน้าที่ Valencia โดยยังมีคะแนน 37 คะแนนให้แย่งกัน ด้านนักแข่งสเปนกล่าวว่า “แน่นอนว่าผมไม่โอเคเลย คุณเองก็น่าจะได้เห็นแล้วตอนออกสตาร์ทที่ผมล้อฟรีและคุณน่าจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ยางหลังมันไม่โอเค ผมผิดหวังมาก ๆ ที่แชมป์จะถูกตัดสินด้วยยางไม่ดี แล้วมันก็ดันเกิดขึ้นกับผม ผมพยายามอย่างมาก แต่ยางหลังมันไม่มีกริปเลย ผมหยุดรถไม่ได้ เข้าโค้งไม่ได้ เปิดคันเร่งไม่ได้ มันเหมือนกับตอนฝนตกเลย ผมคิดว่าด้วยประสบการณ์ของผม ผมน่าจะจบแบบมีแต้มบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ตอนนี้ผมก็มูฟออนแล้ว ไปหวังว่าเราจะทำได้ที่วาเลนเซีย” เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “ที่วาเลนเซีย อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ Pecco อาจจะพลาดก็ได้ และผมก็น่าจะชนะทั้ง 2 เรซได้ แต่ผมจะชนะได้นั้นก็ต้องไม้ใช่ยางแบบวันนี้” ทางด้าน Piero Taramasso หัวหน้าจากทาง Michelin ยังบอกว่าอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล แต่บอกได้ตอนนี้เลยว่ายางของเขาออกมาจาโรงงานแล้วตรงมาที่นี่เลยไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือวอร์มอัพอะไรทั้งนั้น โดยเขาใช้ยาง Hard ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทั้ง 2 เรซเลย โดยในรอบสปรินท์เรซนั้นเขาสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดได้ ขณะที่แข่งจริงกลับทำได้แค่อันดับที่ 11 ขณะที่ Enea Bastianini ที่ใช้ยางแบบเดียวกันกับเขาและขี่ Ducati เหมือนกันกลับทำเวลาได้ดีกว่า โดย Jorge ทำเวลาได้ที่ 1’53.693 ขณะที่ฝ่ายหลังกลับทำได้ 1’52.978 งานนี้ก็บอกเลยว่าน่าแปลกจริง ๆ ครับ ไม่รู้ว่าเซ็ตติ้งรถมีปัญหา หรือว่ายางเฉพาะของเขาเท่านั้นที่มีปัญหา เอาเป็นว่าการลุ้นแชมป์ยังคงต้องติดตามกันต่อจนสนามสุดท้ายจริง ๆ ครับฤดูกาลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชมคลิปดราม่า Marco บั๊มท้าย Pol 6 ครั้ง ในรอบซ้อมที่ Qatar มันเกิดอะไรขึ้นระหว่าง Marco Bezzecchi และ Pol Espargaro กัน จนศิษย์สำนัก VR46 ต้องไปบั๊มท้าย Pol รัว ๆ ไป ชมคลิปดราม่า Marco บั๊มท้าย Pol 6 ครั้งในรอบซ้อมที่ 1 ที่ Qatar GP กันครับ The full thing as to why Bez gave @polespargaro a few little nudges 👇#QatarGP 🇶🇦 pic.twitter.com/p70WVKXL4v — MotoGP™🏁 (@MotoGP) November 17, 2023 สังเกตจากในคลิปจะเห็นได้ว่ามีการกระทบกระทั่งกันก่อนระหว่างสองคนนี้ โดยครั้งแรกเป็น Bezzecchi ไปบานใส่ Pol ก่อน และหลังจากนั้นเหมือนจะมีการเอาคืนจากทางฝั่ง Pol แต่เรื่องราวยังไม่จบ จนคนในโซเชียลถึงกับวิพากย์วิจารณ์ว่านี่เราดูเด็กอนุบาลกันอยู่ใช่มั้ยเนี่ย ส่วนทาง FIM Stewards ยังไม่ได้มีการประกาศว่าทั้งคู่จะได้รับโทษอะไรหรือไม่ งานนี้พี่น้องแฟน ๆ MotoGP คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ลองพูดคุยกันได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New X300 SR คอลเลคชั่นใหม่ สไตล์โมโนโครม พร้อมข้อเสนอพิเศษเมื่อจองออนไลน์ ล่าสุด! แลมเบรตต้าขอตอกย้ำความเป็นตำนานสกู๊ตเตอร์จากอิตาลีที่อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนาน เปิดตัว X300 SR (2024) 3 เฉดสีในคอลเลคชั่นใหม่ สไตล์โมโนโครม (Monochrome Collection) ให้อารมณ์ความเท่ พรีเมียมเหนือระดับ ในคอนเซ็ปต์ ‘Colors of Time’ กับแนวคิดของสีสันที่อยู่ในความทรงจำ เพราะเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสีสันที่มีความหมายในชีวิต พร้อมคงเอกลักษณ์สไตล์ Super Retro ของรุ่นรหัส SR ต่อท้าย ด้วยลวดลาย Side panel stripes ที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นตำนานแลมเบรตต้า DL/GP ในปี 1969 กับการกลับมาบอกเล่าเรื่องราวผ่าน 3 เฉดสียอดฮิตตลอดกาล ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังคงเป็นเฉดสีที่ให้อารมณ์ความคลาสสิกอยู่เหนือกาลเวลา เช่นเดียวกับ DNA ของรถสกู๊ตเตอร์แลมเบรตต้าที่ไม่ว่าจะเดินทางผ่านกาลเวลาจากอดีตมาสู่ปัจจุบันกว่า 76 ปีแล้ว ก็ยังคงครองใจผู้ขับขี่แลมเบรตต้า หรือสาวกแลมเบรตติสต้า (LAMBRETTISTA) ที่หลงใหลในความคลาสสิกเสมอมา โมโนโครม (Monochrome) คือสไตล์ของการใช้สีที่มีความคุมโทน มีความใกล้เคียงกันของสี อาจเป็นสีเดียวกันที่เพิ่มหรือลดระดับความเข้ม-อ่อน ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่า โมโนโครมนั้นต้องเป็นแค่สีขาวกับดำเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สามารถเป็นสีอื่น ๆ ที่เพิ่มหรือลดระดับความเข้มและความอ่อนได้นั่นเอง 3 เฉดสีพิเศษ ในคอลเลคชั่นโมโนโครม นอกจากจะเป็นเฉดสียอดฮิตตลอดกาลแล้วยังมาพร้อมกับความสเปเชียลที่ถูกถ่ายทอดให้ซ่อนอยู่ในตัวตนของทั้ง 3 เฉดสี ได้แก่ GEMMA WHITE (Hi-Gloss) สีขาวที่เปล่งประกายด้วยเม็ดสีดุจอัญมณี ตัดกับคู่สีโครเมียมของชิ้นส่วนบนตัวรถ อาทิ การเดินเส้นสายบนตัวรถ หรือสีของขอบคิ้ว โคมไฟหน้า และชุดกระจก เป็นต้น ตัดกับเบาะนั่งสีดำเข้มให้ความอารมณ์คลาสสิก หรูหรา พรีเมียมเหนือระดับ SCURO GREY (Hi-Gloss) สีเทาเข้มของตัวรถที่ตัดกับคู่สีโครเมียมของชิ้นส่วนต่างๆ อาทิ การเดินเส้นสายบนตัวรถ หรือสีของขอบคิ้ว โคมไฟหน้า และชุดกระจก เป็นต้น ตัดกับเบาะนั่งสีดำเข้ม มอบอารมณ์ความพิเศษด้วยลุคที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร SUPER BLACK (Hi-Gloss) บอดี้ตัวรถสีดำเงาแบบพิเศษ กับอารมณ์ที่แตกต่างจากสีอื่น ๆ ในคอลเลคชั่นนี้ ด้วยการออกแบบให้รับกับคู่สีดำกึ่งเงากึ่งด้านของอุปกรณ์ต่างๆบนตัวรถ คุมโทนกับเบาะนั่งสีดำเข้ม เสริมให้ Total Look ของสีนี้ มาในสไตล์ All Black แบบฉบับความเข้ม เท่ ทรงเสน่ห์น่าค้นหา อีกทั้งคอลเลคชั่นโมโนโครม ยังได้มีการอัพเกรดโช้คอัพทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่พัฒนามาใหม่ เพื่อมอบฟีลลิ่งความสมูทและนุ่มนวลให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ซึ่งโช้คอัพหน้า-หลัง ที่อัพเกรดมาใหม่นี้ เพิ่มเติมฟังก์ชั่นให้สามารถปรับพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ และยังสามารถควบคุมตัวรถได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการออกแบบระบบช่วงล่างเอกลักษณ์จากรุ่นตำนานกับชุดกันสะเทือนหน้าแบบ Double Arm-Link ทั้งสองข้าง เพื่อให้การควบคุมบาลานซ์ของตัวรถเป็นไปอย่างมั่นใจ ตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ โดยยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นสุดคูลแบบจัดเต็มกันอีกเช่นเคย เริ่มกันที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ LSP (Lambretta Super Performance) ขนาด 275 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบ Smart Key ที่เพียงแค่พกพาและอยู่ใกล้ตัวรถ ก็สามารถบิดสตาร์ทได้ทันที พร้อมการออกแบบ Riding Position กับท่านั่งขับขี่สกู๊ตเตอร์แบบคลาสสิกตัวตั้งหลังตรง ในตำแหน่งการวางเท้าถึงพื้นไม่สูงจนเกินไป ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวรถแบบ Low & Long ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ LAMBRETTA มาตั้งแต่อดีต สู่รุ่นปัจจุบัน พร้อมมอบความปลอดภัยที่ให้มากกว่า ด้วยดิสก์เบรกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ทำงานพร้อมกับระบบเบรกแบบ Dual-channel ABS ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟหน้า และไฟท้ายในระบบ FULL LED กับโคมไฟหน้ารูปทรงหกเหลี่ยม อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นยอดฮิตของแลมเบรตต้า ออกแบบมาให้แฝงโลโก้ไว้ภายใน บ่งบอกตัวตนไว้ได้อย่างชัดเจน และส่วนของไฟท้ายที่บึกบึนดูแข็งแกร่งแตกต่างไม่ซ้ำใคร ให้ความพรีเมียมเหนือระดับ กับดีไซน์ในรูปทรงคริสตัล 7 แท่ง ที่เพิ่มเลเยอร์ในการซ้อนโคมด้านนอกอีกชั้น มาพร้อมกับระบบ IFS (Integrate-Function Signals) ที่ออกแบบให้ทั้ง ไฟเลี้ยว/ไฟฉุกเฉิน/ไฟเบรก อยู่ภายใต้โคมไฟท้ายเดียวกัน สุดท้ายนี้เปิดมาพร้อมกับราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 157,900 บาท พร้อมบิ๊กเซอร์ไพรส์ ฉลองครบรอบ 76 ปีแลมเบรตต้า ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ จองออนไลน์ รวมมูลค่ากว่า 7,000 บาท! ข้อเสนอสุดพิเศษ เมื่อจองรถรุ่น

Yamaha RayZR สกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ เน้นจับต้องง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ยามาฮ่าเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่พิกัด 125 ซีซีคันล่าสุดที่ยุโรปกับโมเดลที่มีชื่อว่า Yamaha RayZR ที่ทางค่ายออกแบบมาให้มีความสวยงามโดดเด่น พร้อมกับวางตลาดจับกลุ่มคนยุคใหม่ที่เน้นใช้งานในเมือง โดยเน้นให้จับต้องเป็นเจ้าเข้าเจ้าของได้ง่ายด้วยราคา และที่สำคัญคือเป็นมิตรกับทุก ๆ คน แต่จะมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ไปดูรายละเอียดกันครับ สำหรับเจ้าเรย์แซดอาร์คันนี้นั่น มีการออกแบบดีไซน์ออกมาให้ดูมีความโดดเด่น แต่ไม่ได้เน้นในเรื่องของความหรูหราพรีเมียม ตัวรถมีลายเส้นที่โค้งมน ดูมีความลื่นไหลและความคล่องตัวสูง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ไม่เหมือนใคร พร้อมไฟเลี้ยวที่ยกระดับขึ้นมาอยู่เหนือไฟหน้า LED พร้อมกันนี้ยังมีแฟริ่งที่ดูคล้ายกับแรมแอร์แบบบิ๊กไบค์ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดูดุดัน มีชิลด์ขนาดเล็กฝังไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ทรงตัว Y ไว้ด้วย โดยจะอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD ให้ภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตนิด ๆ ขณะที่ไฟท้ายทรงเหลี่ยมพร้อมไฟเลี้ยวแยกส่วนดูลงตัวเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดี ขุมพลังเครื่องยนต์เป็นเครื่องบลูคอร์สูบเดียว 125 ซีซี ที่ให้กำลังดี ทั้งยังประหยัดน้ำมัน โดยให้กำลัง 8.05 แรงม้าที่ 6,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 9.7 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ อาศัยแหล่งเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 5.2 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยสายพานแบบวีเบลต์ โดยที่ตัวรถนั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 99 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกว่าเบาที่สุดในตอนนี้ของยามาฮ่าเลยล่ะครับ ช่วงล่างเป็นไปตามมาตรฐาน ด้านหน้ามีโช้คเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว ด้านหลังจะเป็นแบบดรัมเบรก พร้อมระบบกระจายแรงเบรก UBS ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 90/90 – 12 และ 110/90 – 10 แบบไม่ต้องใช้ยางในครับ มาถึงเรื่องของเทคโนโลยีที่ใส่มาให้กันบ้าง ตัวรถมีระบบสตาร์ตแอนด์สต็อปซิสเต็ม ช่วยประหยัดน้ำมันเมื่อจอดรถติดไฟแดงหรือจอดรอรถติดนาน ๆ และระบบเบรก UBS อย่างที่กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกสบายก็เห็นจะเป็นเรื่องของช่องเก็บของใต้เบาะแบบราบขนาดความจุ 21 ลิตรเพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ สรุปแล้วโมเดลนี้เน้นความคุ้มค่าความประหยัด การเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นฟังก์ชั่นอะไรต่าง ๆ ก็เลยลดน้อยตามไปด้วย แต่งานนี้ใครที่เน้นใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป เท่านี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้สบาย ๆ ครับ แต่การที่โมเดลนี้จะขายไทยนั้น น่าจะเป็นไปได้ยากหน่อยครับ แต่ก็ไม่แน่นะ ส่วนราคามาขายบ้านเราก็คงจะไม่แพงมากนักน่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ซื้อง่ายขายคล่องเลยนะผมว่า อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก