SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda Hornet 2.0 ของดีแต่น่าเสียดายขายแต่ในอินเดีย กลับมาอีกครั้งกับ Honda Hornet 2.0 2020 โมเดลใหม่จาก Honda India ที่ผลิตขึ้นในอินเดียและจะวางขายในประเทศอินเดียเป็นหลัก สนนราคาค่าตัวของเจ้า Hornet 2.0 อยู่ที่ราวๆ 53,900 บาท โดยตัวรถจะอยู่ในพิกัด 200 ซีซี ซึ่งเป็นพิกัดที่นิยมในอินเดีย ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีหลากหลายโมเดลทั้ง KTM 200 Duke, TVS Apache 200 และ Bajaj Pulsar NS200 ที่เราเพิ่งรีวิวไปไม่นาน ซึ่งในตอนนี้พิกัดนี้ไม่ได้เป็นรถใช้งานอเนกประสงค์อีกต่อไป แต่มันยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาอีกด้วย ตัวรถมาพร้อมกับโช้คหัวกลับ ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน เรือนไมล์สีดิจิตอลปรับความสว่างได้ ยางหน้ากว้างขึ้นเล็กน้อย (110 ที่ยางหน้าและยางหลังไซส์ 140) เบาะนั่งแบบสองตอน ดิสก์เบรกหน้าหลังแบบหยัก พร้อมระบบเบรก ABS ตัวขุมพลังเป็นเครื่องสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 184 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด เคลมแรงม้ามาที่ 13 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 15.7 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ตัวรถมีจำหน่าย 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำมุก สีแดงด้าน สีเทาด้าน และสีน้ำเงินด้าน ถ้าโมเดลนี้เข้าไทยนะ ตลาดรถบ้านเราน่าจะคึกคักไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC Superman มาแล้วครับพี่น้อง เราชื่อว่าไบค์เกอร์หลายๆ คนจะต้องรู้จักซูเปอร์ฮีโร่ที่มีจุดเด่นที่ใส่กางเกงในด้านนอก เอ้ย ใส่ผ้าคลุมสีแดง อย่าง Superman และหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบฮีโร่คนนี้เป็นอย่างมาก และวันนี้ HJC ก็ได้สานต่อเติมเต็มความฝันของไบค์เกอร์ในวัยเด็กหลายคนๆ ด้วยการส่งหมวกกันน็อคลาย Superman มาให้ไบค์เกอร์ได้เสียเงินกันครับ บุรุษเหล็กเป็นฮีโร่ที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ มาพร้อมกับสัญลักษณ์แห่งความหวังกลางหน้าอก เรียกว่ามีความหมายดีๆ เหมาะกับการทำเป็นลวดลายกราฟิกบนหมวกกันน็อกยิ่งนักฃ ทั้งนี้หมวกกันน็อครุ่นที่จะมีลายกราฟิกซูเปอร์แมนนี้จะได้แก่รุ่น RPHA 11 Pro หมวกทรงสปอร์ตตัวเทพสุด โดยจะมาพร้อมชิลด์สีสโม้คและแผ่นกันฝ้า พร้อมการรับประกัน 5 ปี ในสนนราคา 599.99 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคาขายในไทยของรุ่นก่อนๆ ที่เป็นลายซูเปอร์ฮีโร่ก็จะอยู่ที่ 20,900 บาท ซึ่งลายใหม่นี้ก็น่าจะไม่ต่างกันครับ ใครเป็นสาวกซูเปอร์แมนก็เตรียมเก็บเงินรอกันได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha YZR-M1 เวอร์ชั่น 4 ล้อ เอ้ย Abarth 595 ช้าก่อนไบค์เกอร์ จริงๆ แล้วนี่มันไม่ใช่ Yamaha YZR-M1 4 ล้อจริงๆ หรอกพี่น้อง มันคือรถ Abarth 595 Monster Energy Yamaha โดยเจ้า Abarth 595 ลาย Monster Energy Yamaha ที่ผลิตขึ้นเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้ ดีไซน์ตามรถแข่ง MotoGP ของยามาฮ่า โดยจะมีจำหน่ายในอังกฤษเพียง 2,000 คันเท่านั้น https://www.youtube.com/watch?v=Sc-S_uvRt4k แม้ว่า Abarth 595 มันจะมีจำนวนล้อมากเกินไป จนอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาลงใน SuperBike แต่ว่ามันก็มีข้อยกเว้น เพราะเจ้า Abarth 595 คันนี้มันน่าจะต้องถูกใจสาวก Yamaha อย่างแน่นอน ลายละเอียดพิเศษต่างๆ ในโมเดลพิเศษนี้ อาทิ โลโก้ Yamaha ข้างตัวรถและสีน้ำเงิน Yamaha นี้มันคือแบรนด์และสีที่ไบค์เกอร์หลายคนชื่นชอบ โลโก้ Monster Energy ที่ให้ภาพลักษณ์ของรถซิ่ง รถแข่ง และความสปอร์ต “สาวก Yamaha ถูกใจสิ่งนี้” ทำมาแล้วจะมีคนยอมจ่ายมันจริงๆ เหรอ ผมว่ามีแน่นอนครับ เช่น สาวกของพ่อหมอแบบเข้าเส้น หรือคนที่กำลังอยากได้รถแล้วก็เป็นไบค์เกอร์ที่ชอบ Yamaha หรือจะเป็นคนที่ชอบรถ Abarth ที่อยากได้ความแตกต่างก็เป็นได้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 300 ถ้ามาจริงจะซื้อมั้ย? ทุกวันนี้ Yamaha มีรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 300 ซีซีอยู่แล้ว 2 โมเดล (ไม่นับสกู๊ตเตอร์) ก็คือ YZF-R3 และ MT-03 ซึ่งเป็นสปอร์ตไบค์และเน็กเก็ตไบค์ตามลำดับ หากลองคิดดูเล่นๆ พูดกันแบบบ้านๆ คือ Yamaha ยังมีช่องว่างในการที่จะเติมเต็มพิกัดนี้ด้วยรถสไตล์อื่นอยู่อีก ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ๆ เพื่อไปใช้กับโมเดลอื่นๆ ในอนาคต เพราะแค่ใช้เครื่องยนต์เดิม อาจจะมีการปรับจูนอีกเล็กน้อย Yamaha อิตาลียังเคยพูดว่า ถ้าหากมีเสียงเรียกร้องมากพอ ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะผลิตรถแอดเวนเจอร์ที่ใช้เครื่องยนต์ 300 ซีซีตัวเดียวกันนี้ได้ กระแสของการหันมานิยมรถขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพดีกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หลังจากที่บรรดาค่ายรถต่างพยายามกันอัพไซส์มอเตอร์ไซค์ในส่วนของความจุเครื่องยนต์และน้ำหนักกันมาหลายสิบปี อาจจะกล่าวได้ว่าค่ายที่เริ่มทำเป็นเจ้าแรกๆ คือ KTM ที่ทำรถในขนาด 200 ซีซี, 250 ซีซี และ 390 ซีซี และตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่า Yamaha จะกระโดดร่วมวงด้วยการสร้าง Tenere 300 ผมว่ามันน่าจะเข้าท่าไม่น้อย เพราะ Tenere เองก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นรถที่ดี ใช้งานได้หลากหลายคันนึง และตลาดรถในอาเซียนเองก็บูมมาก และรถขนาดเล็กก็ขายดีมากๆ ด้วย ค่ายอื่นๆ เองก็นำกันไปก่อนแล้วอย่าง BMW G 310 GS และ KTM 390 Adventure ที่ได้รับความสนใจกันมากเลย ซึ่งหากว่ามีเสียงเรียกร้องมากพอ ตลาดรถในพิกัดนี้ขายดีมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ Yamaha จะทำขายจริงครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield เตรียมส่งครูเซอร์ไบค์ ลงทำตลาดเร็วๆ นี้ หากย้อนไปสักเมื่อ 2 ปีก่อนในงาน Eicma หลายๆ ท่านที่เป็นแฟนๆ ของรถสุดเก๋าค่ายนี้ น่าจะต้องเคยเห็นคอนเซ็ปต์ไบค์ที่ชื่อ KX Concept ที่เป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ในสไตล์ของบ็อบเบอร์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบวีทวินขนาด 838 ซีซี ซึ่งก็ดูสวยงามคลาสสิกได้ใจแฟนๆ ไปไม่น้อย เวลาผ่านไปนาน 2 ปี ข่าวคราวของโมเดลคอนเซ็ปต์ก็เงียบหายไป ทำเอาแฟนๆ เริ่มไม่หวังว่าจะมีบ็อบเบอร์จากค่าย Royal Enfield นี้แล้ว แต่ทว่าล่าสุดมีไบค์เกอร์ตาดีสามารถถ่ายคลิปภาพของรถที่คาดดว่าน่าจะเป็นครูเซอร์ไบค์คันใหม่ของ Royal Enfield ซึ่งจะมีดีไซน์คล้ายคลึงกับเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คันที่ว่ามานี่แหละครับ เรียกได้ว่าเจ้า KX ที่เป็นบ็อบเบอร์อาจจะยังไม่ผ่านการอนุมัติให้ผลิตจริงๆ แต่ถูกขัดเกลาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้กลายมาเป็นครูเซอร์ไบค์แทน โดยเจ้ารถคันที่ถูกถ่ายวิดีโอได้นั้นมีความคล้ายคลึงกับเจ้า KX อยู่หลายส่วน และกำลังถูกทดสอบกันอยู่บนท้องถนนในอินเดียที่เป็นแหล่งผลิตของมันนั่นเอง โดยภาพที่ถ่ายได้จะเป็นส่วนของท้ายรถและด้านข้างอีกเล็กน้อย มีสไตล์ที่แตกต่างจากเจ้า Interceptor อย่างชัดเจน จึงน่าจะคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นโมเดลใหม่ที่มาในสไตล์ของครูเซอร์ไบค์นั่นเองครับ ตัวรถจะมีเครื่องยนต์วางอยู่ค่อนข้างต่ำ มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำ บังโคลนท้ายขนาดใหญ่ และเครื่องยนต์ภายนอกจะทำสีดำ มีปลายท่อไอเสียแบบคู่แยกซ้ายขวา ซึ่งเครื่องยนต์ก็น่าจะเป็นเครื่องสองสูบเรียงขนาด 650 ซีซีแบบที่ใช้ใน Interceptor และ Continental GT แน่ๆ โดยโมเดลนี้น่าจะเป็นเพียง 1 ในหลายๆ โมเดลที่ทางค่ายซุ่มพัฒนาและทดสอบอยู่ ซึ่งตอนนี้ที่มีข่าวคราวอยู่ก็จะมี Meteor 350 และ Himalayan ขนาดเล็กลงมา ที่น่าจะมาในชื่อ Hunter หรือ Sherpa ครับ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประเทศไทยน่าจะนำเข้าเจ้าโมเดลครูเซอร์ไบค์นี่มาขายอย่างแน่นอน แต่ส่วนรถที่ขนาดเล็กกว่า 500 ซีซี ทาง Royal Enfield ประเทศไทยอาจจะไม่นำเข้ามาก็ได้ครับ ต้องดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงกันต่อไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Tuono V4 X ไฮเปอร์เน็กเก็ตสำหรับขี่สนามเท่านั้น ก่อนหน้านี้พักนึงเราอาจจะได้เห็นภาพสปายช็อตที่เราคิดว่ามันจะเป็น Aprilia Tuono V4 1100 มาพร้อมกับปีกในแบบลายพราง และสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านี่กันนะ จะปรับปรุงอะไรบ้างนะ และวันนี้เราก็ได้รู้แล้วครับ โมเดลใหม่ของ Aprilia ในคราวนี้คือ Aprilia Tuono V4 X โมเดลพิเศษจำนวนจำกัด เป็นไฮเปอร์เน็กเก็ตไบค์สำหรับขี่สนาม โดยเด่นที่ปีกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง MotoGP โดยเจ้า Tuono รหัส X คันนี้จะมีตัวเลขหลักๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ แรงม้าเคลมมาที่ 218 แรงม้า โดยน้ำหนักรถเปล่าจะอยู่ที่ 166 กก.และราคา 34,900 ยูโร หรือราวๆ 1,293,000 บาท เจ้า Tuono V4 X นั้นคล้ายคลึงกับ RSV4 X ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอย่างมาก และที่สำคัญคือมันผลิตขึ้นเพียงแค่ 10 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ เพราะเจ้านี่มันเจ๋งมากจริงๆ มันใช้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,077 ซีซีแบบเดียวกับที่ใช้ใน RSV4 1100 Factory และวางลงบนเฟรมของเจ้า Tuono มีการเพิ่มกำลังแรงม้าอีกเล็กน้อยด้วยการใส่ท่อ Akrapovic แบบฟูลซิสเต็ม แบบปลายคาร์บอนไฟเบอร์ กรองอากาศใหม่และมีการปรับจูน ECU ให้เหมาะกับการซิ่งในสนาม ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ รวมไปถึงแฟริ่งหน้าที่มาพร้อมปีกขนาดใหญ่อีกด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับการพยายามที่จะลดน้ำหนักด้วยวิธีการอื่นๆ แล้ว ทั้งหมดจะช่วยลดน้ำหนักให้กับเจ้า Tuono V4 X ได้มากถึง 18 กก. เมื่อเทียบกับโมเดลสำหรับขี่ถนน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ขับขี่ในสนามได้เป็นอย่างดี เช่น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเซ็ตให้เหมาะกับการขับขี่ในสนาม คาลิเปอร์เบรก GP4-MS และจานเบรก Brembo T-Drive และปั๊มบน Brembo 19X16 ม.ม. ล้อแม็กนีเซียมฟอร์จของ Marchesini และยางสลิก Pirelli Superbike ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ Ohlins และยังมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบสองทางไว้ด้วย ตัวประกับทำจากอลูมิเนียมขึ้นรูป CNC และติดตั้งปุ่มควบคุมแบบเรซซิ่ง แทนที่สวิตช์เกียร์แบบทั่วไป สุดท้ายที่สำคัญ แม้ไม่มีผลต่อความแรง แต่มีผลต่อใจคือการเลือกใช้ชุดสีอันเป็นที่นิยมของทางค่ายอย่าง Bol d’Or ที่ทาง Aprilia ใช้กับ RSV4 1000R Factory ในการแข่งขันเอ็นดูรานซ์เมื่อปี 2006 ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Blechmann R 18 คัสตอมครูเซอร์สุดบิ๊กเบิ้ม Blechmann R 18 คัสตอมครูเซอร์คันที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้เป็นผลงานความร่วมมือของ BMW Motorrad และเซียนคัสตอมชาวออสเตรียที่ชื่อว่า Bernhard Naumann หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า Blechmann ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคัสตอมโมเดลคันนี้นี่เอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทาง Blechmann จับมือกับ BMW และหากคุณได้ลองเห็นผลงานคัสตอมคันก่อนหน้านี้อย่าง Giggerl ที่มีพื้นฐานมาจาก R nineT แล้วคุณจะต้องร้องโอ้ว มันต้องเป็นสำนักเดียวกันอย่างแน่นอน เพราะว่างานของเขามันช่างโดดเด่นสะดุดตาซะเหลือเกิน แถมยังมีเอกลักษณ์ของเขาเองอีกด้วย รูปแบบที่เขาออกแบบแฟริ่งหน้าที่โอบอุ้มไฟหน้าเอาไว้ดูสุดโต่งน่าดู ดูแตกต่างออกไปอย่างมีสไตล์จริงๆ รถสมัยใหม่ทั่วไปจะไม่มีการออกแบบส่วนหัวของรถในแบบนี้ มองต่อไปด้านในตัวรถจะเห็นแฟริ่งยาวเรียวเข้ามารับกับถังน้ำมันทรงเพรียมลมที่ตัดเว้าสำหรับใช้เข่าหนีบถังได้สะดวก ตัวรถยังเว้ารับกับเบาะนั่งเดี่ยวที่หุ้มด้วยหนังสีน้ำตาล ที่จะให้คุณมีความรู้สึกเหมือนคุณควบมัน ไม่ใช่นั่งบนตัวรถ ส่วนท้ายโค้งขึ้นมาเป็นโหนกโค้งลงเล็กน้อย แต่เป็นแบบท้ายตัดสั้น เผยให้เห็นลายละเอียดของยางหลัง และขับเน้นให้เห็นความแคบของปลายเบาะนั่งตรงส่วนทิ่ติดกับถังน้ำมัน แว่บแรกที่เห็นคันนี้คุณจะเห็นว่าแฟริ่งหน้านั้นเด่นมากๆ และพอมามองดูอีกครั้ง คุณจะรู้สึกตัวว่าคุณเผลอมองข้ามเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ของรถไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ หากคุณลองคิดว่าต้องทำยังไงกันให้คนมองข้ามเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากตัวรถค่อนข้างมากของเจ้า R 18 ได้ ก็เรียกได้ว่า Blechmann มีเวทย์มนต์ที่ใช้ได้เลยล่ะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Classic Tribute Black โมเดลพิเศษปิดท้ายเครื่องยนต์ 500 ซีซีจาก Royal Enfield Royal Enfield Classic Tribute Black โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อส่งท้ายการใช้งานเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีของทางค่าย โดยจะมีราคาค่าตัวที่ 5499 ปอนด์หรือราวๆ 227,500 บาท (ราคาในอังกฤษ) โดยจะมีจำหน่ายในยุโรปเพียง 1,000 คันเท่านั้น (ในอังกฤษมีเพียง 210 คัน) เครื่องยนต์สูบเดียวบล็อกนี้ได้มีการใช้งานจากทางค่ายมานานแล้ว นับตั้งแต่ปี 2008 และใช้ในรถตระกูล Bullet และ Classic จนกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก โมเดลพิเศษ Tribute Black นี้จะมาในชุดสีพิเศษ สีดำทูโทน ดำเงาและดำด้าน พร้อมแผ่นป้ายซีเรียลนัมเบอร์ นอกจากนี้คุณจะยังได้กระเป๋าข้างผ้าพร้อมกับแร็คยึด กระจกแบบทัวริ่ง เบาะนั่งคนซ้อนและฝาปิดรูเติมน้ำมันเครื่องแต่ง “ตั้งแต่ปี 2008 แล้วที่มอเตอร์ไซค์ขนาด 500 ซีซีของ Royal Enfield ได้เฉิดฉายบนเวทีของตลาดมอเตอร์ไซค์ระดับกลาง ” Mr. Vinod Dasari ซีอีโอของ Royal Enfield กล่าว “โมเดล Classic 500 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในตลาดต่างประเทศด้วยดีไซน์แบบย้อนยุคและช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม” “เพื่อเป็นการปิดท้ายมอเตอร์ไซค์พิกัด 500 ซีซีของ Royal Enfield จึงได้มีการสร้างโมเดลพิเศษอย่าง Classic 500 Tribute Black ขึ้นในโอกาสที่นักสะสมจะได้เป็นเจ้าของรถรอยัลเอ็นฟิลด์ และเป็นส่วนนึงของประวัติศาสตร์ของโลกสองล้อ ” ทั้งนี้ทางรอยัลเอ็นฟิลด์จะหันไปโฟกัสในการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 650 ซีซีที่กำลังประสบความสำเร็จในปัจจุบันแทน ซึ่งก็จะมีใช้อยู่ในรถตระกูล Continental GT และ Interceptor อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CCM Spitfire Blackout รถที่ใช้ถ่ายในหนัง Black Widow ล่าสุด CCM ได้ทำการเผยโฉม Spitfire Blackout โมเดลใหม่เนื่องในโอกาสอันดีที่รถของพวกเขาได้ไปปรากฏกายในหนัง Marvel ฟอร์มยักษ์อย่าง Black Widow ที่นำแสดงโดย Scarlett Johansson ทางค่ายได้เตรียมรถไว้สำหรับถ่ายหนังไว้ถึง 6 คัน ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องแรกที่ได้กลับไปโผล่ในจอยักษ์อีกครั้งนับตั้งแต่หนังเรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ในปี 2001 แม้ว่ารถในหนังจะถูกออกแบบมาให้ดูพร้อมลุย ดูสมบุกสมบัน แต่รถโปรดักชั่นที่ขายจริงๆ จะถูกเคลือบเงาอย่างดี เพื่อให้เห็นลวดลายสีสันที่เกิดจากการเพนท์ด้วยมือชัดเจน ถึงแม้ว่าจำนวนของรถที่ผลิตออกมาจากจะยังไม่แน่ชัดในตอนนี้ แต่ราคาจะเริ่มต้นที่ 8,995 ปอนด์หรือราวๆ 372,000 บาท และจะมีรุ่นย่อยพร้อมของแต่งเพิ่มเติมอีก ได้แก่ Action, Hero และ Legend ตัวรถใช้เฟรมสตีลเทรลลิสหรือเฟรมถักโลหะของ Spitfire Scrambler ส่วนเครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 600 ซีซี แบบที่ใช้กับโมเดลอื่นๆ อีกหลายโมเดล อย่างไรก็ตามเจ้านี่ก็มีส่วนที่เป็นของใหม่ เช่น ท่อไอเสียปลายตัดแบบยึดสูงทำมือ เพื่อให้รถมีระยะห่างจากพื้นที่มาก และช่วยให้ได้สุ้มเสียงที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อรีดสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น มีการปรับแม็พการจ่ายน้ำมันใหม่ เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์นั้นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และได้แรงบิดมากขึ้นอีกเล็กน้อย ทั้งยังมีการเพิ่มฟันที่สเตอร์หลังเพื่อให้ขับทางไกลได้สบายมากขึ้นอีกด้วย นอกจากเรื่องของสมรรถนะ เจ้า Blackout ยังมีเบาะนั่งสำหรับสองคน ใช้เส้นใย Microsuede ทำ ตัวเฟรมทำสีแบบพาวเดอร์โค้ทสีดำมุกอย่างดี ล้อซี่มีขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว หน้าหลังตามลำดับ มาพร้อมยางแบบบั้งจาก Mitas เพื่อสร้างลุคพร้อมลุยในทุกเส้นทาง CCM ยังใส่ใจในเรื่องของระบบกันสะเทือน มีการเปลี่ยนสปริงโช้คและค่าความหนืดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้โช้คของ Marzocchi ซึ่งทางค่ายอ้างว่าโช้คหน้ามีการปรับคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ เพื่อให้สามารถปรับให้เหมาะกับการขับขี่ของตัวผู้ขับขี่ได้ โช้คหลังเองก็ปรับได้ โดยค่าโรงงานจะนุ่มกว่าโมเดล Scrambler เล็กน้อย ทั้งนี้ Black Widow จะเข้าโรงฉายในไทยวันที่ 29 ตุลาคมนี้ รอชมเจ้า Spitfire Blackout ในหนังกันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว R1 ลายทีมแข่ง PETRONAS Yamaha Sepang Racing Team Yamaha Motor Europe (YME) หรือยามาฮ่ายุโรปร่วมมือกับ Yamaha Austria Racing Team (YART) ทีมแข่ง Yamaha ออสเตรียและทาง GYTR Pro Shop ได้ทำการ เปิดตัว R1 ลายทีมแข่ง PETRONAS Yamaha Sepang Racing Team หรือก็คือ YZF-R1 เวอร์ชั่นพิเศษที่มีการทำเลียนแบบรถ YZR-M1 ของ ทีม PETRONAS Yamaha Sepang Racing Team ซึ่งตอนนี้ฟอร์มของทีมในการแข่งขัน MotoGP 2020 นั้นร้อนแรงมากๆ ทางทีมมีนักแข่งอย่าง Franco Morbidelli และ Fabio Quartararo เป็นผู้ร่วมกันโกยคะแนนให้กับทีมมามากถึง 98 คะแนนจากการแข่งขันทั้งหมด 4 สนามแรกของฤดูกาลนี้ โดย 2 เรซจากทั้งหมด 4 สนามเป็นการคว้าชัยของ Fabio Quartararo โมเดลพิเศษนี้เป็นการพยายามร่วมกันจากหลายฝ่ายทั้งยามาฮ่ายุโรป และทางทีม Petronas Yamaha Sepang เพื่อที่จะให้ได้ R1 พิเศษที่ใกล้เคียงกับสเปกของรถแข่ง MotoGP ของยามาฮ่ามากที่สุด โดยมีการเลือกใช้แฟริ่งคาร์บอนและวิงก์เล็ตแบบ MotoGP จากทาง GYTR (Genuine Yamaha Technology for Racing) เพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาและมีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้น จากนั้นทำชุดสีแบบเดียวกับรถแข่งทีมแข่ง PETRONAS Yamaha SRT ซึ่งใช้บริษัทเดียวกันกับที่ทำสีรถแข่ง MotoGP เลย นอกจากนี้ในส่วนของช่วงล่าง ยังมีระบบกันสะเทือนสเปกแข่งจาก Ohlins อย่าง โช้คหน้า FGRT Road & Track และโช้คหลัง TTX รวมไปถึงกันสะบัดสเปกรถแข่งจาก Ohlins ด้วยเช่นกัน ระบบเบรกจาก Brembo ที่มีคาลิเปอร์เบรคหน้าขั้นเทพอย่าง GP4-RX และจานเบรกแบบ T-Drive มือเบรกและมือคลัตช์ก็มาพร้อมตัวปรับแบบรีโมต ยางสลิก และล้ออลูมิเนียม 7 ก้านจาก Marchesini ตัวรถยังมีฟังก์ชั่นแบบรถแข่งมาแบบจัดเต็ม อาทิระบบเปลี่ยนล้อหลังได้อย่างรวดเร็ว พักเท้าเกียร์โยง กล่อง ECU และอื่นๆ ที่จำเป็นและต้องมีในรถแข่งของ Yamaha มีท่อไอเสียพิเศษจากโรงงาน เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ใช่ว่าได้แค่รถครับ มันมาเป็นแพ็กเกจ โดยในแพ็กเกจจะมีหมวกกันน็อก KYT เชื้อโปโลของทีม รวมไปถึงสิทธิพิเศษในอนาคต อย่างการได้เป็นสิทธิเป็นแขกวีไอพีในการเข้าชมการแข่งขัน MotoGP ได้ ทั้งนี้โมเดลพิเศษนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 46 ปีของสปอนเซอร์หลักอย่าง Petronas ดังนั้นก็เลยสร้างโมเดลพิเศษนี้ขึ้น 46 คันเท่านั้น ซึ่งแต่ละคันจะมีตัวเลขสลักผ่านเครื่อง CNC ไว้บนแผงคอบน ตัวรถจะวางขายในยุโรป และสามารถลงทะเบียนความสนใจหรือสั่งจองได้ โดยต้องกรอกรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ของ YART GYTR Pro Shop คลิก อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว New Scoopy i Chupa Chups Limited Edition AP Honda ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำเทรนด์รถแฟชั่นออโตเมติกอีกครั้ง ด้วยการ เปิดตัว New Honda Scoopy i Chupa Chups Limited Edition ที่พร้อมจะส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ ถ่ายทอดคาแรคเตอร์สดใสของ Chupa Chups ด้วยกราฟิกใหม่สีสันสะดุดตาไม่เหมือนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “Fun นะ จุ๊ปส์ จุ๊ปส์” New Honda Scoopy i Chupa Chups Limited Edition เกิดจากการ Collaboration อย่างเป็นทางการครั้งแรกของแบรนด์ชั้นนำจาก 2 วงการ นำโดย Honda ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย และ Chupa Chups แบรนด์อมยิ้มชื่อดังของโลกจากสเปน ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1958 และเป็นหนึ่งในแบรนด์ไอคอนที่เด็กวัยรุ่นทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี ตัวรถได้รับการออกแบบลวดลายขึ้นใหม่ ผสานความเป็นผู้นำแฟชั่นและความคลาสสิกด้วยโลโก้ Chupa Chups พร้อมคาดแถบสีสดใสที่ด้านหน้าและด้านข้างตัวรถ ให้กลิ่นอายความสนุกของชีวิตวัยรุ่นในยุค 80s ซึ่งเป็นยุคของป๊อปคัลเจอร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฉูดฉาดของสีสันต่าง ๆ New Honda Scoopy i Chupa Chups Limited Edition ยังถือเป็นรถที่โดดเด่นในด้านเทคโนโลยี ด้วยเครื่องยนต์ eSP (Enhanced Smart Power) ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ หัวฉีดอัจฉริยะ PGM-FI ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ และประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System มั่นใจการหยุดรถด้วยดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง โดยโมเดลใหม่นี้พร้อมวางจำหน่าย New Honda Scoopy i Chupa Chups Limited Edition ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยจะมาพร้อมกับหมวกกันน็อกดีไซน์พิเศษธีม Chupa Chups แบบเดียวกับตัวรถ ด้วยราคาแนะนำ 53,700 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.aphonda.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ fb.com/hondamotorcyclethailand อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Trident โร้ดสเตอร์คันใหม่เตรียมวางขายต้นปีหน้า ล่าสุดทาง SuperBike ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทราบข่าวและพูดคุยเกี่ยวกับโมเดลใหม่ในแบบ Sneak Peek หรือแบบพรีวิวกับทางค่ายรถผู้ดี Triumph ซึ่งขณะนี้ยังเป็นโมเดลต้นแบบหรือโปรโตไทป์อยู่ โดยเบื้องต้นจะมีดีไซน์แบบดั้งเดิมฉบับอังกฤษ ที่มีเอกลักษณ์ ของรถโรดสเตอร์ขนาดกลางที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ Trident โปรเจคที่ถูกบ่มเพาะมานานถึง 4 ปี Trident (ไทรเดนท์) ดีไซน์โปรโตไทป์ซึ่งเกิดจากการพัฒนามายาวนานถึง 4 ปี โดยทางทีมงานไทรอัมพ์แจ้งกับเราว่าได้ทุ่มเทให้กับการออกแบบในโปรเจคนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีการออกแบบกันที่โรงงานในสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของไทรอัมพ์ ที่เป็นจุดกำเนิดของทุกการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานของไทรอัมพ์ ด้วยการออกแบบและพัฒนาโดยทีมงานออกแบบที่ฮิงค์ลีย์ พร้อมด้วยการเสริมแต่งสไตล์จาก Rodolfo Frascoli ทำให้แนวคิดเบื้องต้นของ Triumph Trident เน้นไปที่ความโดดเด่น ลื่นไหล และน่าดึงดูดใจ สมกับความเป็นไทรอัมพ์ทั้งสไตล์และคาแรกเตอร์ และด้วยการทำงานร่วมกับ Rodolfo แฟนผู้หลงใหลในไทรอัมพ์ ได้นำสไตล์การออกแบบร่วมสมัยของอิตาลีมาผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ โดยจะเห็นได้จากการออกแบบรถในรุ่นล่าสุดอย่าง Tiger 900 ซึ่งทีมออกแบบมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมสมัยมากขึ้น การสร้างจุดแข็งอันเป็นที่น่าจดจำ และการออกแบบ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ไม่เหมือนใครของไทรอัมพ์ จากการพัฒนาในทุกแง่มุมของการออกแบบที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ให้มีความกลมกลืนกันตั้งแต่สไตล์ไปจนถึงสรีรศาสตร์ ผสมผสานเทคโนโลยี และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เข้าไป ก็เพื่อที่จะให้มันเป็นรถจักรยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่มากที่สุด ดีไซน์โปรโตไทป์ สู่ต้นกำเนิดของไอคอนใหม่ Trident เป็นการผสมผสานการออกแบบในสไตล์ดั้งเดิมที่ถูกพัฒนาขึ้นกับโปรโตไทป์ต้นแบบ โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เห็นถึงสไตล์และรูปลักษณ์ของรถจักรยานยนต์โฉมใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ Trident ตั้งใจที่จะนำเสนอความเรียบง่ายแบบมินิมอล ผ่านเส้นสายที่ดูสะอาดตา และคุณสมบัติที่ดูสมบูรณ์แบบซึ่งได้รวมเอา DNA ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์อย่าง ถังน้ำมันที่มีส่วนเว้ารับส่วนขาของผู้ขับขี่ เพื่อให้ได้ท่าทางการขับขี่ที่กระชับและดูแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาจากรุ่นไอคอนนิคอย่าง Speed Triple เป็นต้น Trident จะใช้เครื่องยนต์ 3 สูบอันทรงพลังของไทรอัมพ์ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำข้อดีทั้งหมดของเครื่องยนต์ 3 สูบ มาใช้ในตระกูลนี้เป็นครั้งแรก (เดิมทีรถในตระกูล Trident ใช้เครื่องยนต์แบบ 2 สูบ) โดยผสานแรงบิดในช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ และพลังสูงสุดในรอบปลายเครื่องยนต์ให้ได้ความสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ และนักบิดจะรู้สึกได้ถึงการออกแบบที่คำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ ช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งเฟรมรถใหม่จะทำให้รู้สึกขับขี่สะดวกสบาย มั่นใจ ตลอดจนตำแหน่งการขับขี่ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นท่านั่งตรงตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ดีไซน์โปรโตไทป์ดังกล่าวยังมีไฮไลท์ในเรื่องการรวมเอาเทคโนโลยีดิจิทัลอันทันสมัยเข้ากับการออกแบบที่นำเอาคุณสมบัติที่เป็นที่ต้องการจากนักบิดทั่วโลกในรูปแบบที่สวยงามและใช้งานง่าย มร.สตีฟ ซาร์เจนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กล่าวว่า “ดีไซน์ต้นแบบของ Triumph Trident นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับไทรอัมพ์ ซึ่งสาวกไทรอัมพ์จะได้เห็นความสนุกสนาน ตั้งแต่รูปลักษณ์ ไปจนถึงจากประสบการณ์การขับขี่จริง และด้วยรูปแบบที่ดูเรียบง่าย มินิมอล และเส้นสายที่ดูสะอาดตา รวมถึงการผสมผสาน DNA การออกแบบของไทรอัมพ์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาจากรุ่น Speed Triple ซึ่งสร้างความน่าตื่นเต้น ให้กับเรื่องราวของ Trident แบบเต็มรูปแบบที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต ท้ายที่สุดเป้าหมายของเราคือการนำสไตล์และรถรุ่นใหม่ ๆ ออกมานำเสนอ ไปพร้อมกับการควบคุมที่ง่ายและมีคุณภาพอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีในด้านความเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ และยิ่งไปกว่านั้นคือราคาที่จับต้องได้มากขึ้น” เรียกว่าตลาดรถระดับกลางในต้นปีหน้าจะร้อนแรงขึ้นอีกครั้งเพราะการมาของ Trident อย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่จบการพูดคุยเกี่ยวกับการออกแบบ การดีไซน์ และแนวคิดต่างๆ ของเจ้ารถต้นแบบที่จะผลิตขึ้นจริงและวางจำหน่ายในต้นปีหน้า มีการพูดคุยเพิ่มเติมกันอีกว่าโมเดลใหม่นี้จะผลิตที่ประเทศไทย และราคาจะเร้าใจมากๆ อาจจะไม่ถึงสามแสนดี ซึ่งจะกลายเป็นโมเดลที่มีราคาถูกที่สุดของทางค่ายเลยก็ว่าได้ครับ งานนี้ใครที่ชอบรถอังกฤษ สไตล์ที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับเอกลักษณ์และตัวตนแบบอังกฤษ เก็บเงินรอได้เลยครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ ในอนาคต ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ก่อนอื่นก็ต้องขอหมายเหตุไว้เลยว่า ตอนนี้สิ่งที่จะต้องเตรียมตัวก่อนจะทำใบขับขี่บิ๊กไบค์นั้น ยังไม่ชัวร์ 100% แต่น่าจะใกล้เคียง อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่คงไม่หนีจากนี้มากนัก สิ่งแรกเลยที่สำคัญคือ กรมการขนส่งทางบกนั้นร่างกฎกระทรวงกำหนดคำนิยามไว้ว่า บิ๊กไบค์ ที่เรานิยมเรียกกันนั้นเป็น รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Bigbike) หรือรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 400 ซีซีขึ้นไป เป็นพาหนะที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ผู้ขับขี่ต้องมีความรู้ มีทักษะความชำนาญในการขับขี่อย่างปลอดภัย นั่นหมายความว่า หากรถของคุณมีความจุ 400 ซีซีขึ้นไปจะเป็นบิ๊กไบค์ไปตามคำนิยมของกรมการขนส่งทางบก และจะทำให้คุณต้องไปทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ในอนาคต แล้ว จะทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ หรือต่อใบขับขี่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง สิ่งที่กรมการขนส่งทางบกระบุไว้ว่าจำเป็นสำหรับการทำใบขับขี่บิ๊กไบค์ คือ ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่จะนำมาใช้ประกอบ การขอรับหรือการต่ออายุใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล ซึ่งต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่มีโรคประจำตัว หรือสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าอาจจะเป็นอันตรายขณะขับรถ ผู้ที่จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Bigbike) หรือรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 400 ซีซีขึ้นไป ต้องผ่านการอบรม และการทดสอบรถเพิ่มเติม ผู้ต่อใบอนุญาตขับรถจะต้องใช้ใบรับรองแพทย์ประกอบในการดำเนินการขอต่อใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ข้อ 3 ฟังดูอาจจะยังไกลเพราะยังไม่มีใบขับขี่บิ๊กไบค์เลยจะต่อได้ยังไง แต่จริงๆ แล้วมันก็ยังมีผลต่อผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วไป หรือรถประเภทอื่นๆ เรียกว่าจะไปต่อใบอนุญาตรถอะไรก็ต้องไปขอใบรับรองแพทย์ก่อนเสมอ เอกสารอื่นๆ ก็จะเป็นบัตรประชาชน ส่วนค่าธรรมเนียมการขอก็ยังไม่ระบุอีกเช่นกัน ทั้งนี้การอมรมและการทดสอบเพิ่มเติมที่จะมีเข้ามาในการทำใบขับขี่บิ๊กไบค์นั้นยังไม่ระบุรายละเอียด หากทราบข้อมูลแล้วเราจะรีบนำมาเสนอในทันทีครับผม *** ปัจจุบันมีจำนวนรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 400 ซีซี ขึ้นไป จดทะเบียนทั้งสิ้น 216,547 คัน จากจำนวนรถจักรยานยนต์ทั้งหมด 21,284,775 คัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องสเปก CBR600RR ซูเปอร์สปอร์ตไบค์คันใหม่จาก Honda ล่าสุด Honda ได้ประกาศวันวางจำหน่ายของ All New CBR600RR ซูเปอร์สปอร์ตไบค์คันใหม่จาก Honda จะวางจำหน่ายวันที่ 25 กันยายน 2020 พร้อมกับเผยรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับลูกเล่นและสเปกรถ CBR600RR ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่มีขนาดที่พอเหมาะพอดี ให้ผู้ใช้งานได้เอ็นจอยไปกับสมรรถนะขั้นสูงใกล้เคียงกับรถแข่ง แต่มาในคราบของรถโปรดักชั่น แรงแต่ควบคุมได้ คล่องตัว ใช้งานได้ดีทั้งในสนามและบนท้องถนนทั่วไป ขุมพลังของ CBR600R มีแรงม้าสูงสุดที่ 89 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 120 แรงม้า เพื่อที่จะให้ได้แรงม้าที่มากขึ้น ความเร็วรอบสูงสุดจึงต้องมีการเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยมีชิ้นส่วนที่สำคัญเป็นหลักคือเพลาลูกเบี้ยวและเพลาข้อเหวี่ยง ประสิทธิภาพการทำงานของระบบไอดีและไอเสียก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยผ่านการขัดพอร์ตไอดี ขยายขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของเรือนปีกผีเสื้อ ปรับชิ้นส่วนต่างๆ ในท่อไอเสียอีกมากมาย และยังปรับเปลี่ยนในส่วนของวาล์วไทมิ่งอีกด้วย เพื่อที่จะให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม CBR600RR จะมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์รุ่นล่าสุด โดยจะมีระบบคันเร่งไฟฟ้ามาเป็นตัวสำคัญ ช่วยให้มีโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพการขับขี่และความชอบ เจ้า CBR600RR ยังมาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ซึ่งเด่นในเรื่องของแอโรไดนามิกและความสวยงาม เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในสนามมากยิ่งขึ้น มีการปรับแต่งแฟริ่งด้านหน้าและด้านข้าง และพยายามที่จะลดแรงฉุดให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการพัฒนาเรื่องสมรรถนะในการต้านลมและความคล่องตัวในการควบคุม ยิ่งไปกว่านั้นวิงก์เล็ตที่อยู่ด้านข้างยังช่วยสร้างแรงกดที่ด้านหน้าตัวรถ ช่วยเพิ่มความเสถียรเวลาเข้าโค้งและหรือหักเลี้ยวเวลาเร่งความเร็ว จุดเด่นของ CBR600RR ขุมพลังแรงแต่ยังควบคุมได้ เพื่อที่จะให้ได้สมรรถนะที่สูงขึ้น ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ซึ่งจะให้กำลังแรงสูงสุดถูกเพิ่มเป็น 14,000 รอบ ด้วยการเปลี่ยนเพลาลูกเบี้ยว วาล์วสปริงและเพลาข้อเหวี่ยง ปรับแต่งไอดีและไอเสีย ในฝั่งไอดีมีการขยายเรือนปีกผีเสื้อและพอร์ตไอดี ส่วนฝั่งไอเสียมีการปรับเปลี่ยนขนาดและความหนาของชิ้นส่วนต่างๆ ในท่อไอเสียเพื่อปรับแต่งระบบไอเสีย และเปลี่ยนแปลงวาล์วไทมิ่ง ช่วยรีดแรงม้าออกมาได้มากถึง 120 ตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อยของห้องเผาไหม้และรอบๆ บ่าวาล์วไอเสีย และมีการปรับปรุงรูปทรงเสื้อน้ำที่ฝาสูบ ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้ขับขี่ได้สนุก CBR600RR มาพร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย IMU (Inertial Measurement Unit) ช่วยจับการเคลื่อนไหวของตัวรถ มีระบบเบรก ABS และระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) หรือแทร็คชั่นคอนโทรล เพื่อให้ช่วยให้ขับขี่ได้ดีและเหมาะกับสภาพการขับขี่ ตัวรถยังมีระบบคันเร่งไฟฟ้าซึ่งจะมีการติดตั้งใช้เซ็นเซอร์วัดองศาของการเปิดคันเร่งและส่งสัญญาณไปที่ ECU จากนั้น ECU ประมวลผลและส่งสัญญาณไปที่มอเตอร์คันเร่งไฟฟ้าเพื่อควบคุมวาล์วปีกผีเสื้อ และยังมีโหมดการขับขี่ ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับระบบต่างๆ Power Selector, HSTC, ระบบช่วยป้องกันล้อลอยตัว และระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ผู้ใช้สามารถที่จะเลือกฟีลลิ่งในการขับขี่ได้ตามแต่ชอบหรือตามสภาวะการขับขี่ สไตล์ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องแอโรไดนามิกและความงาม เจ้า 600 คันใหม่นี้ใช้เทคโนโลยีแอโรไดนามิกที่พัฒนาจากในสนามแข่ง โดยเน้นไปในเรื่องของการต้านลมและเรื่องความคล่องตัวในการควบคุมรถ โดยมีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งด้านหน้าและด้านข้างเพื่อลดแรงฉุด จนได้แรงฉุดน้อยที่สุดในคลาสซูเปอร์สปอร์ต ยังมีแรงกดที่เกิดขึ้นจากวิงก์เล็ตคู่หน้าที่บริเวณด้านข้างตัวรถด้านหน้าที่ช่วยเพิ่มความเสถียรเวลาขับขี่เข้าโค้งและหักเลี้ยวเวลาเร่งความเร็ว มาพร้อมสีแบบเรซซิ่ง CBR600RR คันใหม่จะมาในชุดสีแดง Grand Prix Red เป็นชุดสีแบบไตรคัลเลอร์ที่สื่อถึงเทคโนโลยีการแข่งขันของ Honda อุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ระบบไฟ LED ทั้งคัน น้ำหนักเบา กะทัดรัดและประหยัดไฟ จอเรือนไมล์สี TFT แสดงผลข้อมูลต่างๆ มากมาย และง่ายต่อการทำความเข้าใจสถานะต่างๆ ของรถและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ระบบไฟเตือนฉุกเฉินเวลาเบรก Emergency Stop Signal system ซึ่งจะทำงานเวลาเบรกกะทันหัน โดยจะกระพริบไฟฉุกเฉินอย่างเร็วเวลาเบรกกะทันหันเพื่อแจ้งเตือนคนที่ขับตามมาด้านหลัง ระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ซึ่งจะช่วยให้มือคลัตช์เบาขึ้น และช่วยป้องกันล้อหลังโดดเวลาที่เชนเกียร์ลงอย่างรวดเร็ว ลองมา ส่องสเปก CBR600RR กันบ้างดีกว่าครับ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 599 ซีซี แรงม้า (เคลม) 120 แรงม้า ที่ 14,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 64 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 67.0 X 42.5 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 12.2:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด PGM-DSFI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ยางหน้า 120/70-ZR17″ M/C(58W)

Ducati ฉลองชัยชนะครบ 50 ครั้ง ตลอดการเข้าร่วมศึก MotoGP หลังจากที่ทาง Andrea Dovizioso คว้าชัยชนะในศึก Austrian GP มาได้ ก็ทำให้ทาง Ducati สามารถคว้าชัยชนะครั้งที่ 50 จากการแข่งขัน MotoGP มาจนได้ ซึ่งนับได้ว่านี่คือหมุดหมายที่สำคัญอันนึงของ Ducati ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณการตัดสินใจและการทุ่มเทของช่างเทคนิคและวิศวกรหลายๆ คนที่มีส่วนในการพัฒนารถแข่ง Desmosedici GP และนั่นทำให้ Ducati ได้มีประวัติศาสตร์ของการประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับจักรยานยนต์ระดับโลก ซึ่ง Ducati ได้เข้าร่วมการแข่งขันในคลาสสูงสุดนี้มาตั้งแต่ปี 2003 หลังจากที่เริ่มมีการออกกติกาใหม่ให้ใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะในการแข่งขัน Ducati Desmosedici GP คันแรกนั้นถูกมอบหมายให้ Loris Capirossi และ Troy Bayliss เป็นผู้กุมคันเร่ง ซึ่งไม่นานหนักพวกเขาก็สามารถนำพามันขึ้นโพเดียมไปได้ ในการแข่งขันที่ Suzuka ประเทศญี่ปุ่น นักแข่งชาวอิตาเลียนสามารถเข้าเส้นได้เป็นลำดับที่ 3 และกลายเป็นโพเดียมแรกจากทั้งหมด 155 โพเดียม (136 โพเดียวจากทีมโรงงานและ 19 โพเดียมจากทีมแซทเทิลไลท์) ในปี 2003 ที่ Autodromo del Mugello ได้มี Desmosedici GP คันใหม่เข้าร่วมในการแข่งขันและทำสถิติความเร็วสูงสุดที่ 332.409 กม./ชม. ด้วยฝีมือของ Capirossi และในการแข่งขันโฮมเรซของเขาในรอบ Italian GP นั้น Loris สามารถคว้าที่สองมาได้ ทำให้โพเดียมทั้งหมดนั้นตกเป็นของคนอิตาลี ซึ่งอีกสองคนที่เหลือก็คือ Valentino Rossi และ Max Biaggi ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา Capirossi ก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกในศึก MotoGP ให้กับ Ducati ที่การแข่งขันรอบ Catalunya Grand Prix หลังจากการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สนาม Montmelò Circuit สำหรับชาวอิตาลีแล้ว มันเป็นครั้งแรกจากความสำเร็จทั้งหมด 7 ครั้งที่รถแข่ง Desmosedici สามารถคว้ามาได้ในช่วงปี 2003 ถึงปี 2007 โดยในปี 2006 Troy Bayliss เป็นคนที่เข้ามาร่วมแข่งขันในปี 2003 และ 2004 กับทาง Ducati และคว้าชัยชนะที่น่าตื่นตาตื่นใจในการแข่งขันสนามสุดท้ายของฤดูกาลนั้นที่ Valencia และเป็นเพียงแต่การมาลงแข่งแทน Sete Gibernau ที่ได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่เขาได้กลายเป็นแชมป์โลกในรายการ WorldSBK กับแบรนด์อิตาลี แต่ในปี 2007 ตอนที่กติกาทางเทคนิคปรับเปลี่ยนความจุของเครื่องยนต์ Ducati ก็มาถึงจุดสูงสุดความสำเร็จในการแข่งขัน ด้วยการคว้าชัยชนะได้ทั้งหมด 10 ครั้งกับอีก 14 โพเดียม โดย Casey Stoner ได้กลายเป็นแชมป์โลก และทำให้ค่ายรถจากเมือง Bologna ได้รางวัลชนะเลิศประเภทค่ายรถผู้ผลิต หลังจากฤดูกาลอันยอดเยี่ยมของ Ducati แชมป์ชาวออสเตรเลียผู้นี้ก็ยังสามารถคว้าชัยชนะไปได้อีก 13 ครั้งในช่วงเวลา 3 ปีกับ Ducati และกลายเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบนรถแข่ง Desmosedici GP ด้วยสถิติชนะทั้งหมด 23 ครั้ง หลังจากความสำเร็จครั้งสุดท้ายของ Stoner ที่ Phillip Island ปี 2010 ต่อมาก็เป็นปี 2016 ก็เป็น Andrea Iannone ที่ทำได้ในการแข่งที่ออสเตรีย และ Andrea Dovizioso ที่มาเลเซีย ด้วยรถแข่ง Desmosedici GP ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปีกหรือวิงก์เล็ตที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องแอโรไดนามิกส์ โดย Dovizioso ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาเขาก็สามารถคว้าชัยมาให้ Ducati อีก 14 ครั้ง ซึ่งต้องรวมเข้ากับชัยชนะของ Jorge Lorenzo ทั้ง 3 ครั้งในปี 2018 ด้วย และชัยชนะที่น่าตื่นเต้นเร้าใจของ

Pirelli เปิดตัวยางสลิคไซส์ใหม่ หวังเสริมเขี้ยวเล็บให้นักแข่งไทย ล่าสุดทางบริษัท คอมพ์ โมโต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยางมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Pirelli ในประเทศไทย ได้ถือโอกาสเปิดตัวยาง Pirelli Diablo Superbike ไซส์ใหม่ ภายในงาน Pirelli Diablo Superbike Launch & Trackday ที่จัดขึ้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต เมื่อวันที่ 16 – 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพื้นฐานแล้วยาง Pirelli Diablo Superbike นั้นเป็นยางสลิก หรือยางที่ไม่มีดอก ดังนั้นจึงเป็นยางที่ใช้เฉพาะในการแข่งขันหรือการขับขี่ในสนามเท่านั้น ไม่เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป โดยยาง Pirelli Diablo Superbike ที่ได้เปิดตัวในครั้งนี้จะมาในรูปแบบของไซส์ยางใหม่ ซึ่งจะเป็นไซส์เดียวกับที่ใช้ในการแข่งขัน WorldSBK ในปัจจุบัน ทั้งนี้ไซส์ของยางเดิมจะอยู่ที่ ยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลังขนาด 200/60 ส่วนไซส์ใหม่จะเป็น ยางหน้าขนาด 125/70 และยางหลังขนาด 200/65 ซึ่งเหตุผลของการการปรับไซส์ใหม่ในครั้งนี้คือเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถซูเปอร์ไบค์สมัยใหม่ ช่วยให้สามารถถ่ายทอดสมรรถนะของเครื่องยนต์ลงสู่ยางและพื้นแทร็กได้มากยิ่งขึ้น ยางหน้าขนาดใหม่ 125/70 จะมีลักษณะหรือโปรไฟล์ของยางโดยรวมใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีความสูงของตัวยางขึ้นประมาณ 3 ม.ม. ส่วนยางหลังขนาด 200/65 ก็จะมีโปรไฟล์ใหม่ โดยจุดที่สูงที่สุดของยางจะสูงขึ้น 5 ม.ม. ยางไซส์ใหม่นี้ทำให้ได้พื้นที่บริเวณไหล่ยางให้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีหน้าสัมผัสหรือพื้นที่สำหรับการยึดเกาะเวลาเข้าโค้งได้มากขึ้น ทำให้เข้าโค้งได้ลึกขึ้นและเร็วขึ้น ตัวยางยังให้ความเสถียรที่มากกว่า รวมไปถึงสมรรถนะ ความคงเส้นคงวาของประสิทธิภาพของยาง และความแม่นยำในการควบคุมที่มากขึ้น ทั้งนี้ยางที่ Pirelli เปิดตัวยางสลิคไซส์ใหม่ จะมีคอมปาวด์ต่างๆ ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสมดังนี้ สำหรับยางหน้าขนาด 125/70 จะมีคอมปาวด์ให้เลือกทั้งหมด 3 คอมปาวด์ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 สำหรับยางหลังขนาด 200/65 จะมีคอมปาดว์ให้เลือกทั้งหมด 5 คอมปาวด์ได้แก่ SCX, SC0, SC1, SC2 และ SC3 ทั้งนี้แต่ละคอมปาวด์ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดย SCX จะเป็นคอมปาวด์ที่หนึบที่สุด แต่ก็จะมีอายุการใช้งานที่น้อยที่สุด และลดหลั่นกันมาตามลำดับ มาจนถึง SC3 ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ฝึกซ้อมมาก เพราะให้อายุการใช้งานยาวนานที่สุดในกลุ่มนี้ หมายเหตุ สำหรับท่านที่สนใจยางแข่งหรือ Pirelli Diablo Superbike โปรดสอบถามราคาและรายละเอียดคอมปาวด์จากตัวแทนจำหน่ายอีกครั้งครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ใบขับขี่บิ๊กไบค์ มาแน่ หลัง ครม. เห็นชอบร่างกฏกระทรวงแล้ว ล่าสุดวันที่ 18 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติเห็นชอบ “ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. ….” ที่แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงข้างคน คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ รวมทั้งการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ โดยมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Big bike) ต้องผ่านการอบรมและทดสอบการขับรถตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเป็นการเพิ่มเติม อันจะส่งผลให้สามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่และประชาชนผู้ใช้ถนนมิให้เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยร่างกฎกระทรวงใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้หลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ง่ายๆ คือจะมีใบขับขี่บิ๊กไบค์แยกออกมาจากใบขับขี่จักรยานยนต์ทั่วๆ ไป เบื้องต้นคือ เพื่อให้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งข้อบังคับ การออกใบอนุญาตและการลงโทษ ไปพร้อมกับการเพิ่มอายุในการขอใบอนุญาตของผู้ขับขี่ โดยหวังจะลดจำนวนนักขี่หน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ โดยจะกำหนดเกณฑ์ใหม่คือ ใบขับขี่บิ๊กไบค์ ต้องผ่านการอบรมแบบเฉพาะ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ออกใบขับขี่บิ๊กไบค์ต้องมีประสบการณ์ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดเล็กมาก่อนสักระยะหนึ่งถึงจะขอใบขับขี่บิ๊กไบค์ได้ ทั้งนี้รายละเอียดเรื่องของอายุผู้ขอยังไม่มีระบุออกมา รวมถึงเงื่อนไขว่าจะต้องมีใบขับขี่จักรยานยนต์ขนาดเล็กมากี่ปีก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa Primavera Sean Wotherspoon เฉียบ!! ไม่เหมือนใคร ความร่วมมือกันระหว่างดีไซเนอร์ชื่อดังที่มีหัวบรรเจิดที่สุดกับแบรนด์อันเป็นสัญลักษณ์อย่างนึงจากอิตาลีได้ก่อให้เกิดเวสป้าโมเดลพิเศษอย่าง Vespa Piremavera Sean Wotherspoon Sean Wotherspoon คือดาวเด่นคนนึงในวงการแฟชั่นของอเมริกา เขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยพลังและความสงสัยที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นนักทดลอง เป็นผู้ที่คลั่งไคล้คัลเจอร์ในแบบสตรีทตัวยง และทุกอย่างที่อาจจะช่วยชี้นำเขาในเรื่องของแฟชั่นและสีสันได้ ในงาน EICMA 2019 ความร่วมมือระหว่าง Vespa และ Sean Wotherspoon ได้นำเสนอตัวอย่างแรกที่แสนจะบรรเจิดที่เกิดจากความร่วมมือกัน และนั่นเป็นการชี้นำและจุดประกายให้เวสป้ามาทำโมเดลใหม่นี้ ซึ่งมันทั้งสนุก ทั้งกล้าและแหกคอก Vespa Primavera Sean Wotherspoon คือโมเดลพิเศษ ผลิตขึ้นอย่างจำกัดจำนวน ซึ่งสื่อถึงพลังความคิดความสร้างสรรค์ทั้งหมดจากทาง Vespa และทาง Sean มันเต็มไปด้วยสีสันและการลองทำอะไรใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นการชี้นำเทรนด์ในอนาคตและดึงดูดใครก็ตามที่หลงใหลในแฟชั่นและการขับขี่แบบมีสไตล์เป็นของตัวเอง บนตัวถังโลหะของ Primavera นั้น Sean ได้รังสรรค์สไตล์ใหม่สำหรับชีวิตวัยรุ่นคนเมือง แต่ก็ยังสามารถดึงดูดผู้ใช้กลุ่มอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน Sean ออกแบบให้เวสป้ามีลักษณะของความวินเทจ ความร่วมสมัยในแบบที่ทวิสต์ออกไปจากลักษณะเดิมๆ คือให้มันมีความแปลกใหม่ เขาทำแบบนี้ด้วยการดึงเอาความรักที่เขามีต่อทุกอย่างที่มีความโอลด์สคูล ใช้เทคนิคมิกซ์แอนด์แมตช์แบบกล้องสลับลายที่มีรากฐานมาจากยุคในปี 80 และ 90 สีสันของโมเดลพิเศษนี้จึงโดดเด่นออกมาด้วยสีสันจากยุค 80 ฉูดฉาดไม่เหมือนใคร ทั้งสีเหลือง แดง เขียวเข้มและสีฟ้าน้ำทะเล กระจายไปทั่วทั้งตัวรถ แต้มด้วยสีขาวเป็นไฮไลต์ตรงจุดต่างๆ ตามตัวรถ เพื่อขับเน้นรายละเอียดตัวรถออกมา จากนั้นดีไซน์ก็จบสมบูรณ์ด้วยการตกแต่งด้วยชิ้นส่วนสีโครมและสีดำ เช่น กรอบไฟหน้า แร็กวางสัมภาระและมือจับคนซ้อนจะเป็นสีโครม ส่วนกริพแฮนด์และครอบปลายท่อไอเสียเป็นสีดำ นอกจากนี้ยังมีการดูในส่วนการกลมกลืนกันของวัสดุ ทั้งโลหะ พลาสติก ผ้ากำมะหยี่และยาง เนื่องจากเวสป้าขนานแท้นั้นตัวรถทำมาจากเหล็กกล้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางเวสป้ามาโดยตลอด ฟุตบอร์ดที่ทำจากพลาสติกสีแดงเป็นสีเดียวกันกับโช้คและลิ้นยางรองสีน้ำเงินดูโดดเด่นจากบอดี้โลหะ เขาเลือกใช้กำหมะหยี่สีน้ำตาลอ่อนทำเบาะ มีการเติมแต่งสีขาวเป็นโลโก้ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของศิลปินแนวสตรีทตัวจริงที่ตัวเบาะ เพิ่มกราฟิกรายละเอียดที่ด้านท้ายของตัวรถด้วยการเน้นยำคำว่า Primavera ซ้ำๆ กันเพื่อให้รู้สึกถึงรถต้นแบบ Vespa Primavera Sean Wotherspoon จะจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายนปี 2020 ในแบบจำนวนจำกัด และในบางตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับเลือกเท่านั้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR250RR SP 2021 เปิดตัวที่อินโดนีเซียพร้อมกราฟิกพิเศษอีกด้วย ล่าสุด Honda อินโดนีเซียก็ได้ทำการเปิดตัว CBR250RR SP 2021 สปอร์ตไบค์ขนานแท้ที่มาพร้อมกับความสามารถที่ล้ำหน้ามากขึ้น แน่นอนว่ามันมีโมเดลพื้นฐานเป็น CBR250RR ที่เคยวางจำหน่ายมาแล้วหลายปีก่อน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำพิกัด 250 ซีซี ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจบางคน แต่ก็ดีกว่าสูบเดียวแหละ เชื่อผมเถอะ หากเรานำโมเดล SP ที่เปิดตัวใหม่นี้มาเทียบกันเราจะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ จุด ในเรื่องของดีไซน์ตัวรถและตัวเลขกำลังแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ โมเดลที่อัพเกรดขึ้นมานี้มีความสวนงามมากขึ้นหากมองจากมุมด้านข้าง โดยจะมีเฉดสีให้เลือกดังนี้ สีแดงดำ Bravery Red Black, สีแดง Racing Red และเวอร์ชั่นพิเศษ Garuda X Samurai Special Edition (ลายด้านขวาเป็นลายซามูไรและด้านซ้ายเป็นลายการูด้า) นอกจากนี้ Honda ยังได้ติดตั้งควิกชิฟเตอร์ ระบบแอสซิสต์และสลิเปอร์คลัตช์ลงในโมเดลใหม่นี้ด้วย โดยควิกชิฟเตอร์ที่ติดตั้งก็จะเป็นแบบ 2 ทาง คือสามารถใส่เกียร์ขึ้นหรือลงได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ครับ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำซึ่งสามารถรีดกำลังได้มากถึง 41 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 25 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ โดยทางวิศวกรฮอนด้าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรีดแรงม้าจากเครื่องยนต์เดิมให้ได้มากยิ่งขึ้นครับ Honda เคลทว่าสปอร์ตไบค์น้ำหนักเบาคันนี้เป็นรถที่ทรงพลังและเร็วมากๆ ในพิกัดเดียวกันนี้ สามารถทำท็อปสปีดได้ถึง 172 กม./ชม. และตัวรถยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จำเป็นต่อนักบิดอีกด้วย เรียกว่าเหมือนเป็นการปรับตัวรับมือการมาของคู่แข่งจากอีกค่ายที่เปิดตัวมาโหดเหลือเกิน เพราะมาเป็น 4 สูบเรียงกันเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองคันนี้ก็เปรียบเทียบกันตรงๆ ได้ยาก เพราะมีเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าราคาและขนาดความจุจะใกล้เคียงกัน ซึ่งแน่ๆ ว่าจะต้องถูกเปรียบเทียบกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีตัวรถจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันอย่างแน่นอนครับ อันนี้หากเราได้ทดสอบเมื่อไหร่เราจะมาบอกกล่าวแฟนๆ กันอย่างแน่นอนครับผม อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Leoncino 250 2021 กราฟิกใหม่ สีสันจี๊ดกว่าที่เคย พักหลังๆ มานี้รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กได้เข้ามาอิทธิพลในตลาดโลกอย่างมาก จะเห็นได้จากการที่มีโมเดลขนาดเล็กใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น KTM 200 Duke และ Yamaha MT-03 ที่เพิ่งเปิดตัวในแบบโกลบอลโมเดลหรือโมเดลวางจำหน่ายทั่วโลกไปเมื่อไม่นานมานี้ คงไม่ต้องบอกกันอีกต่อไปแล้วว่ารถขนาดเล็กไม่ได้มีไว้เพื่อให้มือใหม่ขับอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว และด้วยเหตุผลนี้ Benelli จึงได้เปิดตัวโมเดลใหม่ Leoncino 250 ในตลาดโลกด้วยเช่นกัน และครั้งนี้มาพร้อมกับเฉดสีใหม่ จี๊ดจ๊าดกว่าที่เคย แรกเริ่มเดิมทีมันเปิดตัวที่ประเทศจีน โดยเจ้า Benelli Leoncino 250 นี้เปิดตัวที่ราคา 19,990 หยวน (ในบ้านเราขายที่ 106,000 บาทสำหรับโมเดลปกติ และโมเดล ABS จำหน่ายที่ 109,000 บาท) นอกจากหน้าตาที่โดดเด่นของตัวรถแล้ว เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 250 ซีซีของมันก็สามารถรีดกำลังได้ที่ 27 แรงม้า และแรงบิดที่ 15 ฟุตปอนด์ วางบนเฟรมแบบเฟรมถักที่เป็นที่นิยม และเด่นที่ให้โช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.มาด้วยเลย เจ้า 250 จะมีสีและลายกราฟิกใหม่ด้วยกัน 5 ชุดสี ซึ่งสีสันและลวดลายนั้นจัดจ้านและทันสมัยดูตรงข้ามกับสไตล์ของรถโดยสิ้นเชิง โดยจะมีสีให้เลือกได้แก่ แดง เทา ขาว น้ำตาลและเงินพร้อมล้อสีชมพู ตัวรถยังจะมาพร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED และเรือนไมล์แบบดิจิตอลอีกด้วย ในเรื่องของสมรรถนะนั้นอาจจะไม่โดดเด่นเรื่องพละกำลัง แต่ตัวรถนั้นมีน้ำหนักค่อนข้างเบา พลิกเข้าโค้งได้ไม่อย่าง เนื่องจากน้ำหนักรถเปล่าหนักเพียง 155 ก.ก. ซึ่งทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ยางหลังขนาด 150 และยางหน้าขนาด 110 ก็มีขนาดใกล้เคียงกับรถในพิกัดเดียวกัน และแน่นอนว่าโมเดลนี้มาพร้อมกับดิสก์เบรกหน้าและหลังพร้อมระบบเบรก ABS มาเป็นมาตรฐานเลยครับ งานนี้ก็ต้องมาดูกันว่าเฉดสีใหม่ทั้ง 5 เฉดสีนี้จะมาขายในบ้านเราด้วย แล้วจะมาขายเมื่อไหร่ ติดตามรอกันต่อไปได้ครับสำหรับสาวกรถเล็กสายคลาสสิค อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R 18 Dragster คัสตอมสำหรับคอรถแดร็กจาก BMW ล่าสุด BMW Motorrad ได้เผยโฉม R 18 Dragster ที่มีต้นแบบมาจาก R 18 ที่เป็นครูเซอร์ไบค์ของทางค่าย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการคัสตอมครูเซอร์ไบค์รุ่นใหญ่ของทางค่าย ซึ่งเดิมทีเจ้า R 18 นี่ก็แปลกไม่เหมือนคันอื่นๆ ของในค่ายสักเท่าไหร่ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาโดยมีต้นแบบมาจากรถมอเตอร์ไซค์ BMW ในยุคก่อนๆ ทั้งในเรื่องทางเทคนิคและสไตล์ โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก R 5 ซึ่งเปิดตัวในปี 1936 โดดเด่นด้วยเครื่องบ็อกเซอร์และความเป็นมอเตอร์ไซค์แบบขนานแท้ ไม่ต้องมีเทคโนโลยีอะไรมากมาย เพื่อส่งผ่านเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์แบบเต็มๆ ให้กับผู้ขับขี่ เจ้า Dragster คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวางนอนที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW ที่ชื่อว่า Big Boxer ที่ยังคงใช้ระบบระบายความร้อนแบบดั้งเดิมหรือแบบระบายความร้อนด้วยอากาศนั่นเอง ซึ่งให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร และสืบทอดกันต่อเนื่องมานานกว่า 70 ปีแล้ว นับตั้งแต่เริ่มมีการผลิตขึ้นในปี 1923 มันทรงพลังมากที่สุดด้วยขนาดความจุสูงถึง 1,802 ซีซี รีดแรงม้าออกมาได้มากสุดที่ 91 แรงม้าที่รอบต่ำเพียง 4,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 157.89 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ โดยสามารถเรียกกำลังแรงบิดที่ราวๆ 150 นิวตันเมตรได้ตั้งแต่รอบต่ำเพียง 2000 – 4000 รอบเท่านั้น นอกจากนี้ยังเคลมมาว่าเครื่องนี้ให้การยึดเกาะที่ดีและให้สุ้มเสียงทุ้มลึกอีกด้วย เจ้า Dragster นั้นเป็นเหมือนตัวอย่างนึงของทาง BMW ที่พยายามจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการคัสตอมรถของทางค่าย โดยมีการทำงานร่วมกันกับทาง Roland Sands ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ด้านการคัสตอมรถชื่อดัง เนื่องด้วยตัวรถดั้งเดิมนั้นออกแบบมาเพื่อให้สามารถคัสตอมต่างๆ ได้มากมายกว่าโมเดลอื่นๆ ทั้งเฟรมท้ายที่ถอดออกได้ง่ายและชิ้นสีต่างๆ ก็ออกแบบมาให้ถอดออกมาได้ง่ายเช่นกัน และยังมีรายละเอียดต่างๆ มากมายที่ช่วยให้ออกคัสตอมได้ง่ายขึ้น ซึ่งเจ้าแดร็กสเตอร์เองก็ใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้ในการคัสตอมขึ้นมา เฟรมของมันมีการเปลี่ยนใหม่เพื่อให้เหมาะกับการแข่งแดร็ก บังโคลนหน้าและหลังถูกปรับแต่งเล็กน้อยโดยใช้ชิ้นส่วนโลหะของรถเดิมเพื่อให้มีความคลาสสิกยังคงอยู่ ไฟหน้ายังคงใช้ของเดิม แต่มีการใช้กรอบไฟหน้าอลูมิเนียมเข้ามาแทน ท่อไอเสียเดิมถูกสับออก แทนที่ด้วยท่อสเตนเลสสตีลแบบคู่ทรงโทรโข่งซึ่งมีน้ำหนักเบา ตัวปั๊มเบรกบนและปั๊มคลัตช์เป็นของทาง Roland Sands Design ผลิตขึ้น ถังน้ำมันถูกทำสีใหม่ด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกแบบทูโทนและลวดลายแถบเส้นแบบคลาสสิกของทาง BMW โช้คหน้าเลือกใช้โช้คของ R nineT ส่วนระบบเบรกเปลี่ยนไปใช้แบบเดียวกับที่ใช้ในรถ S 1000 RR ซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย เบาะนั่งออกแบบใหม่และติดตั้งเบาะของ RSD เข้าไปแทนที่ ถือว่า BMW ร่วมงานกับ Roland Sands นั้นไม่ผิดหวัง เขาสามารถสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์และสวยงามโดดเด่นโดยยังคงรักษาความคลาสสิกของรถและเครื่องยนต์ไว้ได้อย่างลงตัวมากทีเดียวครับ ใครรักใครชอบอาจจะนำเอาไอเดียต่างๆ ไปประยุกต์ใช้กับรถของตัวเองก็ได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

INDIAN เปิดตัว Jack Daniel’s Indian Roadmaster Dark Horse เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันแล้วที่แบรนด์อเมริกัน 3 แบรนด์ร่วมมือกัน ซึ่งก็ได้แก่ Indian, Jack Daniel และ Klock Works Custom Cycles ซึ่งจับมือกันร่วมเฉลิมฉลองงานฝีมือของชาวอเมริกันด้วยรถ Indian ที่มีกลิ่นอายของวิสกี้ของเหล่าสุภาพบุรุษ โดยโมเดลในปีนี้ถูกสร้างโดยมีแรงบันดาลใจมาจาก Jack Daniel Gentleman Jack รายละเอียดต่างๆ ของโมเดล Indian Roadmaster Dark Horse พิเศษหรือ INDIAN ROADMASTER JACK DANIELS นี้สื่อถึงขั้นตอนการผลิตวิสกี้อันมีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ดีเราไม่ขอพูดถึงตัววิสกี้มากนัก เราไปดูกันที่ตัวรถดีกว่าครับว่ามีรายละเอียดอะไรที่เด่นๆ กันบ้าง รายละเอียดเด่นๆ มีดังนี้: ชุดสีทูโทน วิสกี้เพิร์ลและเครื่องยนต์ทำสีโอ๊คเซรามิก ฟุตบอร์ดสลักคำว่า Gentleman Jack เอาไว้ มีโลโก้ Jack Daniel บนเบาะ ถังน้ำมันและชิ้นส่วนด้านล่างอื่นๆ แผ่นเหล็กระบุหมายเลขรถ เบาะนั่งเทคโนโลยีใหม่ที่ปรับอุณหภูมิได้ “ClimaCommand Rogue” ระบบอินโฟเทนเมนต์ ระบบเชื่อมต่อผ่านบลูทูธและ USB เพื่อฟังเพลงและนำทาง เครื่องเสียงขนาด 600 วัตต์ อุ่นมือ ชิลดฺหน้าปรับระดับได้ ปี๊บข้างและท้ายพร้อมระบบเซ็นทรัลล็อกสั่งงานผ่านรีโมท เจ้าม้ายักษ์คันนี้ใช้ขุมพลัง Thunderstroke 116 แบบวีทวินระบายความร้อนด้วยอากาศที่ให้แรงบิดมากถึง 168 นิวตันเมตร ใช้ระบบเกียร์ 6 สปีดและใช้หัวฉีดไฟฟ้า โดยในแต่ละคันจะมาพร้อมป้ายเหล็กตอกหมายเลขของตัวรถว่าเป็นคันที่เท่าไหร่ โดยจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 107 คันเท่านั้น โดยสามารถสั่งจองได้ที่ดีลเลอร์ของทาง Indian ได้เลยครับ ถือเป็นรถที่มีความพิเศษ ความสวยงามและสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ใครอยากได้น่าจะต้องลองตามหากันดูสักหน่อยครับ ราคาน่าจะไม่เบาเลยล่ะครับคันนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha ยุโรป จับมือหลายฝ่ายพัฒนารถโมโตครอสไฟฟ้า ในฐานะนักบิด เรามักจะมีความสุขที่ได้กลิ่นการเผาไหม้ของน้ำมันหรือกลิ่นน้ำมันเครื่อง เรานิยามการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ว่าคาแรกเตอร์ เราสนุกสนานไปกับเสียงคำรามจากท่อไอเสีย อย่างไรก็ตามเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ สนามแข่งรถทางเรียบหรือสนามมอเตอร์ครอสส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา และด้วยเหตุนั้นจึงมีข้อจำกัดเรื่องเสียบรบกวนนั้นมาส่งผลกับการแข่งขันต่างๆ หรือไม่งั้นก็จะโดนปิดสนามกันไปเลย ด้วยข้อกำหนดเรื่องมลพิษและเรื่องเสียงรบกวนที่เข้มงวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Yamaha ยุโรปจึงได้ร่วมมือกับ SPIKE ผู้ผลิตแบตเตอรี, Dohms Project บริษัทวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์ Royal Dutch (KNMV) (เนเธอร์แลนด์) เพื่อที่จะพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเพื่อนำไปใส่ให้กับแชสซีของ YZ250F โดยตั้งฐานกันในเนเธอร์แลนด์ โดยแต่ละส่วนจะแชร์ทรัพยากรและข้อมูลกันในส่วนที่ตนเองชำนาญ และทาง KNMV จะดำเนินการตรวจสอบความสามารถในการใช้งานของไฟฟ้าในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ขณะที่ SPIKE จะพัฒนาเซลแบตเตอรีและ Dohms จะออกแบบระบบขับเคลื่อนและการกระจายน้ำหนักของตัวรถ เพื่อที่จะสร้างรถโมโตครอสไฟฟ้า Dohms และ SPIKE จึงทุ่มเทพัฒนาระบบแบตเตอรีที่สามารถถอดสลับเปลี่ยนได้ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานในแทร็กได้ดียิ่งขึ้น นักแข่งจะสามารถที่จะชาร์จแบตเตอรีสำรองไว้ได้ในขณะที่ตัวเองอยู่ในสนามและสามารถสับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและออกไปแข่งขันต่อได้ทันที “ผมถูกโน้มน้าวว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เราจะสร้างขึ้นในเร็วๆ นี้จะเร็วกว่ารถเดิร์ทไบค์ในปัจจุบันนี้” Bas Verkaik จากทาง SPIKE กล่าว “แรงบิดที่มากกว่าของมอเตอร์ไฟฟ้าคือข้อได้เปรียบที่สำคัญและทำให้มันมีแทร็คชั่นที่มากกว่าเวลาขับขี่ในสนาม” ความเป็นไปได้ของโปรเจ็กต์มีความเป็นไปได้สูงมากๆ เนื่องจากการใช้แชสซีที่มีอยู่แล้วและการแบ่งปันทรัพยากรกับทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์จะช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายในการพัฒนา เราได้เห็นช่างเมคานิกหลายคนได้เปลี่ยนเดิร์ทไบค์ ICE ให้กลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีแรงบิดมหาศาล และถ้าแนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ แล้วเพิ่มความซับซ้อนและการใช้งานที่ยาวนานลงไป Yamaha น่าจะเป็นคำตอบที่ดี “เรายินดีมากที่จะได้สนับสนุนโปรเจ็กต์นี้ เนื่องจากเรารู้สึกว่ามันสำคัญที่จะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าของเรา” Leon Oosterhof ผู้จัดการฝ่ายโปรดักต์ของ Yamaha ยุโรปกล่าว “เราตั้งตารอคอยที่จะได้ทดสอบและประเมินผลรถต้นแบบคันนี้อย่างมาก เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงเทคโนโลยีจาก Dohms และ SPIKE ที่จะใส่ลงมาในแชสซี YZF ของเรา” หากโปรเจ็กต์นี้สำเร็จด้วยดี เราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่สับเปลี่ยนได้ในรถ Yamaha ในอนาคตก็เป็นได้ครับ เราผู้ใช้ก็ต้องร้องเพลงรอกันนานหน่อยนะครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VESPA SEI GIORNI II EDITION 300 HPE โมเดิร์นสปอร์ตคลาสสิคระดับตำนาน จากเรื่องราวในตำนานของทีมแข่งเวสป้ารายการ “The Sei Giorni Internazionale” ในยุค ’50s สู่ซีรีส์พิเศษ VESPA SEI GIORNI II EDITION 300 HPE ที่กลับมาสานต่อตำนานกับดีไซน์โมเดิร์นสปอร์ตคลาสสิก ด้วยไฟหน้าแบบตะเกียงล่าง แฮนด์แป๊บ หน้าปัดเรือนไมล์ และสัญลักษณ์หมายเลข 6 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการติดหมายเลขบนรถแข่งในยุคนั้น “Vespa Sei Giorni II Edition 300 HPEไ (เวสป้า เซ จอร์เน่ เซคคั่น อิดิชั่น 300 เอชพีอี) ซีรีส์พิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเฉลิมฉลองชัยชนะของทีมแข่งเวสป้าที่คว้ามาได้ 9 เหรียญทองจากรายการ “The Sei Giorni Internazionale” (Six Days Trial) ที่จัดขึ้นในปี ค.ศ.1951 ในประเทศอิตาลี โดยคำว่า “Sei Giorni” มีความหมายว่า 6 วัน และนั่นคือที่มาของลายกราฟิกหมายเลข 6 บนตัวรถ สีเทาด้าน (Grey Titanio) เมื่อความโมเดิร์นสปอร์ตผสมผสานเข้ากับความคลาสสิก โดยการออกแบบได้มีการปรับแต่งมาจากรถรุ่น GTS ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ของตัวรถมีความน่าสนใจ อาทิ โคมไฟหน้าที่อยู่บริเวณบังโคลนหน้า (ไฟหน้าตะเกียงล่าง) แฮนเดิลบาร์แบบท่อเหล็ก หรือแฮนด์แป๊บ ดีไซน์ของหน้าปัดเรือนไมล์ทรงกลมที่แสดงผลแบบอนาล็อก ที่เข้ากันกับดีไซน์ชิลด์บังลมหน้า พร้อมความโมเดิร์นสปอร์ตด้วยการตกแต่งสีดำด้านที่บังแตร ฝาครอบท่อไอเสีย และล้อแม็กที่เสริมความโดดเด่นด้วยกราฟิกสีแดงพร้อมชื่อรุ่น และการดีไซน์เบาะนั่งบุหนัง 2 ชั้น แบบปั๊มลอน โดยรูปทรงของเบาะถูกดีไซน์มาให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น สะดวกสบาย แม้ว่าจะต้องใช้ในการเดินทางระยะไกล จุดเด่นของตัวรถ ไฟหน้าตะเกียงล่างแบบหลอดบริเวณบังโคลนหน้า เรือนไมล์ทรงกลมแบบอนาล็อก และแฮนด์แป๊บแบบคลาสสิก สัญลักษณ์หมายเลข 6 บนตัวรถ เพลทเฉพาะรุ่นบอกหมายเลขคันที่ผลิต เบาะนั่งบุหนัง 2 ชั้น ดีไซน์สปอร์ตแบบปั๊มลอน ตกแต่งสีดำด้านที่บริเวณ บังแตร ล้อแม็กและฝาครอบท่อไอเสีย ตกแต่งสีแดงที่บริเวณชื่อรุ่นที่ตัวรถ กราฟิกบนขอบล้อและโช้คอัพหน้า ไฟท้าย – ไฟหรี่เป็น LED ระบบเบรก ABS ช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์ต่างๆ เครื่องยนต์ เจ้า Sei Gioni II Edition 300 HPE ใช้เครื่องยนต์ Piaggio HPE (High Performance Engine) หรือเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ขนาด 300 ซีซี แบบลูกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ มาตรฐานยูโร 4 ให้กำลังสูงสุด 23.8 แรงม้า แรงบิดได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น 18% สูงสุดที่ 26 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที วางในตัวถังเป็นเหล็กขึ้นรูป แข็งแรง ขับขี่ง่ายและคล่องตัว ส่วนช่วงล่างเด่นด้วยโช้คอัพหน้าไฮดรอลิคแบบแขนเดี่ยว และโช้คอัพหลังแบบไฮดรอลิคคู่ ปรับระดับได้ 4 ระดับตามแบบฉบับของเวสป้า ทั้งนี้ เจ้า Sei Giorni II Edition 300 HPE สีเทาด้าน มีสนนราคาจำหน่ายที่ 225,900 บาท ราคาดังกล่าวเป็นราคา On the Road Price (ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ค่าจดทะเบียน, ค่า พ.ร.บ. และค่าประกันรถหาย 1 ปี) รวมถึง Servizio Package (แพ็คเกจเช็คระยะ ฟรี 3 ปี หรือ 30,000 กม.) และพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อ 100 ท่านแรก จะได้รับชุด Premium Set