Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Bullit V-Bob 250

Bullit V-Bob 250 ครูเซอร์เครื่องวีไซส์เล็กมีอะไรน่าสนใจ? Bullit ได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 250 ซีซี โมเดลใหม่ ชื่อว่า V-Bob 250 ซึ่งเป็นการหยิบเอาเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลก่อนอย่าง Bluroc ที่เป็นรถสไตล์เรโทร มาจับใส่สไตล์แบบครูเซอร์ V-Bob 250 นั้นมีน้ำหนักเพียง 179 กก.เท่านั้น (รวมน้ำมันเต็มถังแล้ว) แต่เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศนั้นกลับให้กำลังแรงม้าแค่เพียง 17 แรงม้า อาจจะไม่พอมือสำหรับคนมือเก๋า แต่น่าจะเหมาะกับนักขี่หน้าใหม่ ตัวรถใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายพาน ดังนั้นไม่ต้องคอยหล่อลื่นโซ่ Henry Maplethorpe แบรนด์เมเนเจอร์ของ Bullit UK กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ต้อนรับ V-Bob ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นโมเดลยอดนิยมของ Bullit ไปแล้ว นี่คือรถสไตล์ใหม่หมดของเรา และจะช่วยให้แบรนด์ของเราเข้าถึงนักบิดใหม่ๆ ได้มากขึ้น” “เราได้สร้างเจ้า V-Bob มาโดยเน้นว่ามันจะต้องขี่ได้ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมน้ำหนักรถจึงน้อย จนเป็นระดับที่นักบิดทุกวัยและทุกรูปร่างสามารถขับขี่เดินทางไปทั่วเมืองและนอกเมืองได้อย่างสบายใจ ” Bullit V-Bob 250 จะมีให้เลือกด้วยกัน 3 สีสัน ได้แก่ เทา ดำและแดง และมีราคาค่าตัว 3799 ปอนด์หรือราวๆ 145,000 บาท ครับ ส่วนบ้านเรานั้นยังคงต้องรอให้มีตัวแทนจำหน่ายกันไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler Ducati Club Italia

Scrambler Ducati Club Italia โมเดลพิเศษสุดงามแต่ยากต่อการครอบครอง รถในตระกูล Scrambler ของ Ducati กลายเป็นโมเดลที่มีจำนวนการผลิตมากระดับ 50000 คันต่อปี เนื่องจากความนิยม โดยการสร้างโมเดลพิเศษต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับโมเดลพื้นฐาน เพิ่มความแตกต่าง การใช้งาน สมรรถนะ และลักษณะเฉพาะตัวให้กับรถ และโมเดลพิเศษในคราวนี้ก็คือ Club Italia ซึ่งตั้งตามชื่อของสมาคม Scuderia Club Italia ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1989 และมีความสัมพันธ์กับดูคาติมาอย่างยาวนาน Scuderia Club Italia นั้นกำหนดจำนวนของสมาชิกในคลับไว้จำกัดแค่เพียงแค่ 60 คน นั่นทำให้คลับนี้มีความเอ็กซ์คลูซีฟมากๆ โดย Scuderia Club Italia และ Ducati เคยร่วมงานกันครั้งแรกในปี 1995 เพื่อสร้างโมเดลพิเศษอย่าง Ducati Monster 900 มาตอนนี้สมาชิกในคลับบางคนที่มีใจรักในสองล้อและมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำงานร่วมกับ Ducati ออกแบบรถที่มีความพิเศษสุดๆ โดยใช้โมเดล Sport Pro เป็นพื้นฐาน ตัวรถมาในชุดสีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มและแถบสีแดงสดบนตัวถังน้ำมัน ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้มันเด่นกว่าโมเดลอื่นๆ แล้ว นอกจากนี้ยังมีเบาะหนังแท้สีแดงโดดเด่นอีกด้วย โดยรถพื้นฐานจะเป็นตัวท็อปของ Scrambler Ducati 1100 ซึ่งก็คือโมเดล Sport Pro ที่จะมาพร้อมกับชิ้นส่วนคุณภาพสูง ไล่ตั้งแต่ โช้คหน้า Ohlins ขนาด 48 มม. และโช้คหลัง Ohlins เช่นกัน ไปจนกระทั่งระบบเบรก Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. และใช้คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก M4.32 ท่อไอเสียของโมเดลนี้ยังเป็นแบบท่อคู่ซึ่งเลือกใช้ปลายท่อเป็นของ Termignoni แน่นอนว่าเครื่องยนต์ก็จะเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบแอลทวินระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 1100 ซีซี ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 86 แรงม้าที่ 7500 รอบ เมื่อบวกกับปลายท่อแต่งแล้วก็น่าจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย นอกจากนี้ตัวรถยังมีลายกราฟิกเฉพาะ ซึ่งก็คือลายธงชาติอิตาลีบนบังโคลนหน้า และลายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกจำนวนนึง และแน่นอนว่า Scrambler 1100 Scuderia Club Italia จะมีจำนวนจำกัด โดยจะเปิดให้กับสมาชิกในคลับได้เป็นเจ้าของก่อน อย่างไรก็ดีเราก็หวังว่ามันจะผลิตจำนวนมากกว่านี้หน่อยเพื่อที่จะได้มีคนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของมันมากขึ้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ปรับปรุงยางใหม่

Pirelli ปรับปรุงยางใหม่ รองรับความแรงของ Superleggera V4 Pirelli แบรนด์ยางชั้นนำจากอิตาลี ที่มักจะได้รับความไว้วางใจจากค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำ นำยางจากพีเรลลี่มาใส่ให้กับรถระดับเรือธง หรือโมเดลที่มีสมรรถนะสูงๆ มาโดยตลอด และครั้งนี้ก็เช่นกันที่ Ducati Superleggera V4 ก็ยังเลือกใช้ยางจากพีเรลลี่ โดยยางที่ทาง Ducati เลือกใช้กับรถตัวแรงรุ่นสุดพิเศษของทางค่ายก็จะเป็นยางสมรรถนะสูงที่สามารถใช้งานบนถนนได้อย่างถูกกฎหมายอย่าง Diablo Supercorsa SP แต่เพื่อให้รองรับสมรรถนะของรถได้มากที่สุดทาง Pirelli จึงเลือกที่จะปรับปรุงยางเพื่อรองรับความแรงและเทคโนโลยีของ Superleggera V4 เป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะนอกจากอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่มากเป็นพิเศษและเทคโนโลยีในส่วนของแอโรไดนามิกที่ทำให้เกิดแรงกดที่ล้อหน้ามากขึ้นจากปีกด้านหน้ารถอีกด้วย โดย Superleggera V4 คือมอเตอร์ไซค์ที่ขี่บนถนนได้อย่างถูกกฎหมายที่มาพร้อมกับเฟรม ซับเฟรม สวิงอาร์มและล้อซึ่งทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ล้วนๆ มีเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศาซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 234 แรงม้า แต่กลับมีน้ำหนักรถเปล่าที่ 152 กก. ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักนั้นสูงถึง 1.54 และยังมีปีกและชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีก ซึ่งทำให้ได้แรงกดที่ล้อหน้ามากถึง 50 กก. ช่วยให้รถนั้นมีเสถียรภาพและการเร่งความเร็วที่ดีขึ้น แน่นอนว่าในฐานะที่ Pirelli ผลิตยางให้ Ducati ทางค่ายยางอิตาลีจึงได้ ปรับปรุงยางใหม่ ในระหว่างที่ Ducati พัฒนา Superleggera V4 เหมือนกับตอนที่ทางพีเรลลี่พัฒนา Diablo Supercorsa SP V3 ไซส์ 200/60 ZR-17 ให้กับ Panigale V4 ในตอนแรก ซึ่งคราวนี้เป็น Diablo Supercorsa SP ซึ่งพัฒนามาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว สำหรับยางซูเปอร์สปอร์ต ประเภทยางกึ่งสนาม โดยยางใหม่นี้ด้านหน้าจะเป็นคอมปาวด์เดี่ยวที่เน้นให้ยางร้อนไวและให้การยึดเกาะได้ดีทุกสถานการณ์ ด้านหลังจะเป็นยางแบบ 2 คอมปาวด์และใช้คอมปาวด์แบบเรซซิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการแข่งขัน WorldSBK ที่บริเวณไหล่ยาง โดยมีการออกแบบให้ด้านข้างยางนั้นกลมเล็กน้อยเพื่อให้สามารถตอบรับกับสมรรถนะของ Superleggera V4 ได้ และยังมีการเพิ่มสีพิเศษที่ด้านข้างยางเป็นโลโก้ Pirelli และ Diablo สีแดงอีกด้วย เรียกว่านอกจากจะสมรรถนะดีเป็นพิเศษแล้วยังเป็นยางที่หล่อเป็นพิเศษอีกด้วยครับผม บ้านเรานั้นจะได้เห็น Ducati นำเอา  Superleggera V4 มาขายกี่คันกันหนอ แต่ผมเชื่อว่าเอามากี่คันก็น่าจะขายหมด ถ้าเรามีโอกาสเราจะเก็บภาพคันเป็นๆ มาฝากกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Pagani 150

Aprilia Pagani 150 คาเฟ่เรซเซอร์ไซส์เล็กลูกผสมอิตาเลียนจีน เป็นอีกครั้งที่ทาง Zongshen ได้นำเอาแพล็ตฟอร์ม 150 ซีซีของ Aprilia มาพัฒนาขึ้นมเป็นโมเดลใหม่ โดยก่อนหน้านี้เป็น GPR150 มาครั้งนี้กลายเป็น Pagani 150 ซึ่งเป็นคาเฟ่เรซเซอร์ไบค์ที่ดูดีไม่หยอกเลยล่ะครับ Pagani 150 นั้นจะมีจุดเด่นตามแบบของคาเฟ่เรซเซอร์ คือมีโม่งขนาดใหญ่ด้านหน้า มีแฮนด์จับโช้ค เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิตอล ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์แบบ 150 ซีซีแบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีกำลังแรงม้า 18 แรงม้าสูงสุดที่ 9750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตรที่ 7500 รอบ ส่วนเฟรม ท่อไอเสีย โช้คหน้าเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ และอีกหลายๆ ส่วนนำมาจากโมเดล CR150 พูดง่ายๆ คือมีพื้นฐานมาจาก CR150 นั่นแหละครับ แต่ด้วยสไตล์แบบคาเฟ่แล้วทำให้รถดูลงตัวมากขึ้น แม้ว่าที่จีนจะยังไม่ได้รับความนิยมกับสไตล์นี้สักเท่าไหร่ อย่างไรก็ดีมันมีดีไซน์ที่เหมือนกับ FB Mondial Pagani 1948 แต่อย่าพึ่งดราม่า เพราะเป็นแบรนด์นึงที่ทาง Paggio เจ้าของ Aprilia นั้นชุบชีวิตขึ้นมาครับ ส่วนสนนราคานั้นถูกตั้งราคาไว้ที่ 21,800 หยวนหรือราวๆ 95,000 บาท บ้านเรานั้นไม่รู้จะมีการนำเข้ามาหรือไม่ แต่ถ้ามีนำเข้ามาตลาดรถ 150 ซีซีก็น่าจะคึกคักไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brixton Crossfire 500

Brixton Crossfire 500 โมเดิร์นคลาสสิคที่คุณไม่ควรมองข้าม งาน EICMA นั้นเป็นงานเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ตลอดหลายปี และหลายๆ คันจากค่ายดังๆ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ตอนที่ค่ายน้องใหม่อย่าง Brixton เปิดตัวคอนเซ็ปต์ไบค์ Crossfire 500 ในปี 2018 และจะเริ่มผลิตในปี 2019 มันกลับไม่ได้รับผลตอบรับมากมายนัก บางทีอาจจะเป็นเพราะแบรนด์นี้เป็นรถโร้ดสเตอร์ที่ผลิตในจีน ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศก็เป็นได้ แต่พอทางค่ายเปิดตัวรถโปรดักชั่นของ Crossfire 500 และ Crossfire 500 X แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Crossfire นั้นเป็นผลงานชิ้นแรกจากการออกแบบโดยทีมดีไซน์ KSR Group ที่เป็นสตูดิโอออกแบบแห่งใน Krems ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีสไตล์ออกมาในแนวของเรโทรแทร็กเกอร์ ท้ายสั้นๆ ป้อมๆ ล้อซี่ลวด ไฟกลมและสิ่งที่ทางค่ายบอกว่าเป็นไฮไลท์ในการออกแบบเลยก็คือ ถังน้ำมันทรงตัว X ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของทางค่ายเลยก็ว่าได้ โดยทุกรุ่นที่มีถังน้ำมันทรงนี้จะถูกเรียกว่า Crossfire เจ้าครอสไฟร์คันนี้มีความคล้ายคลึงกับ Svartpilen ของ Husqvarna อยู่มาก เพียงแต่ขาดในส่วนของเฟรมถักออกไปเรียกว่าเลือดออสเตรียมันแรงก็น่าจะได้กระมัง อย่างไรก็ตาม เบาะนั่งเป็นเส้นตรงนั้นใช้กับทั้ง 2 โมเดล แม้ว่าโมเดล X จะมีวัสดุที่แตกต่างออกไป ด้านหน้ามีไฟหน้าและไฟเลี้ยวแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอล ส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่หมด เป็นแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 486 ซีซี ซึ่งเคลมมาว่าจะให้แรงม้าสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 8500 รอบและแรงบิดที่ 31.7 ปอนด์ฟุตที่ 6700 รอบ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ตัวรถยังมีระบบเบรก ABS จาก Bosch อีกด้วย ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ KYB ปรับต่าได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกด้วยเช่นกัน ส่วนท่อไอเสียนั้นเป็นสเตนเลสสตีล ข้อแตกต่างระหว่าง 500 และ 500 X นั้นมีไม่มากนัก โดยโมเดล X จะมีลวดลายกราฟิกที่โดดเด่นกว่า และมีสีเข้ม มีที่ยึดป้ายทะเบียนที่สูงกว่า เบาะนั่งเป็นลายเส้นตามแบบของแทร็กเกอร์ และมาพร้อมกับยาง Pirelli MT 60 ส่วนตัวธรรมดาจะเป็น Angel ST แต่ทั้งสองคันยังมีสไตล์ท่านั่งในแบบหลังตรง มีพักเท้ากลางตัวรถและแฮนด์บาร์ที่ค่อนข้างกว้าง ทางค่ายบอกว่าจะเริ่มขายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยราคานั้นยังไม่ระบุ ส่วนประเทศไทยนั้นตอนนี้ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายเลย เรื่องการเข้าไทยนั้นคงต้องรอดูกันไปยาวๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cobra

Cobra คัสตอมพิเศษจาก Hookie บนพื้นฐาน R nineT หากคุณชอบอะไรที่มันย้อนยุคแต่ก็แอบล้ำๆ คุณอาจจะต้องเลือกใช้บริการจากทาง Hookie ที่เป็นสำนักคัสตอมสัญชาติเยอรมัน ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวผลงานสุดพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Cobra โดยมีพื้นฐานเป็นเจ้า BMW R nineT 2020 โดยทาง Hookie ได้ออกแบบให้มันมีสไตล์แบบนีโอคลาสสิคและแอบทำให้มันดูล้ำยุคนิดๆ โดยเส้นสายลายโค้งต่างๆ ดูเป็นสันเป็นมุมมากขึ้น โดยให้กลิ่นอายของคาเฟ่เรซเซอร์แฝงอยู่ด้วย โดยรวมแล้ว Hookie จะทำผลิตเจ้างูเห่าคันงามขึ้นทั้งหมด 10 คัน โดยแต่ละคันจะมีสีเฉพาะคันเท่านั้น นอกจากนี้เพื่อให้งานออกมาดีและมีมาตรฐาน ทีมงานของ Hookie จะแบ่งรถออกเป็น 2 ชุด ชุดละ 5 คัน โดย 5 คันแรกกำลังผลิตและจำหน่าย ส่วนอีก 5 คันที่เหลือจะเริ่มทำงานกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ รถคันแรกจากชุดแรกนั้นขายไปแล้วเรียบร้อย โดยตัวรถเป็นสีแดง Toxic Red อย่างไรก็ตามคุณยังสามารถสั่งซื้อสีอื่นที่เหลือได้อยู่ ซึ่งยังมีสีเหลือง Electric Yellow ลายพราง Stealth Pattern สีทองแดง Dark Cooper และสีน้ำเงิน Ice Blue สำนักนี้จะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการสร้างชิ้นส่วนต่างๆ จำนวนมาก โดยขั้นตอนแรกพวกเขาจะร่างแบบบนกระดาษขึ้นมาอย่างหยาบๆ ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนขึ้นโมเดลจากดินเหนียว จากนั้นก็จะไปสู้ขั้นตอนขึ้นแบบใน CAD และปรับแต่งอีกก่อนจะพิมพ์ 3 มิติออกมา นั่นทำให้ทีมมีโอกาสปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตลอดขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ดี ทางสำนักยังเลือกใช้วัสดุ PA12 ซึ่งเป็นไฟเบอร์กลาสขึ้นรูปชิ้นส่วนต่างๆ (ซึ่งยังรู้จักในชื่อ Nylon 12) มีข้อดีคือแข็งแรงทนทานต่อแรงดึงและแรงกระแทกและสามารถยืดหยุ่นได้โดยไม่แตกหัก ถ้าคุณชอบสิ่งที่ทาง Hookie ทำการคัสตอมกับ BMW R nineT ล่ะก็ หากลองคิดถึงสนนราคาของมันอยู่ที่ราวๆ 1,210,000 บาท ก็น่าจะสมเหตุสมผลอยู่ เพราะราคานั้นรวมเอารถเดิมและบวกกับงานคัสตอมเพิ่มเติมเข้าไป และเปลี่ยนให้รถของคุณไม่ซ้ำใคร แถมแต่ละคันก็ใช้เวลานาน 6 – 8 สัปดาห์ในการทำอีกด้วย ใครสนใจจริงๆ สามารถเข้าไปสั่งผ่านทางเว็บไซต์ได้เลย ปล.ส่งทั่วโลกด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa 946 Christian Dior Edition

Vespa 946 Christian Dior Edition หรูหราเกินใคร แต่จะหรูยังไงต้องชม Piaggio กับแฟชั่นเฮาส์สัญชาติปารีสอย่าง Christian Dior ได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างเวสป้าที่พรีเมียมที่สุดภายใต้ชื่อว่า Vespa 946 Christian Dior โดยเป็นการร่วมมือกันของสองแบรนด์ซึ่งก่อตั้งขึ้นพร้อมๆ กันในปี 1946 โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคมปี 2021 ในร้านของ Christian Dior และเอาต์เล็ท Piaggio Motoplex ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว โดยจะมีพื้นฐานมาจาก Vespa 946 และได้รับการออกแบบใหม่จากทางครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Maria Grazia Chiuri ของ Christian Dior Vespa 946 Christian Dior จะมาในเฉดสีขาวซึ่งตัดกับสีน้ำเงินเข้มของเบาะหนังและกริพแฮนด์ และแถบเส้นสายสีทองบนตัวรถและล้อ ยังมีโลโก้ของ Dior บริเวณโครงสร้างที่คอยซัพพอร์ตตัวเบาะนั่ง และยังมีกล่องท้าย กระเป๋าและหมวกกันน็อกพร้อมลวดลายกราฟิกในธีมเดียวกันเป็นแอ็กเซสซอรีอีกด้วย โดยตัวรถ Vespa 946 นั้นจะมีรายละเอียดสเปกเหมือนเดิม ยังคงใช้เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 3 วาล์ว ที่ให้แรงม้าที่ 11.8 แรงม้าและแรงบิดที่ 10.33 นิวตันเมตรเช่นเดิม Vespa 946 Christian Dior จะผลิตขึ้นที่ Pontedera Piaggio โดยจะเป็นไลน์การผลิตพิเศษซึ่งที่นั่นทุกอย่างจะถูกทำขึ้นด้วยมือ โดยจะมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่ชื่นชอบแฟชั่น แน่นอนว่าโมเดลนี้จะมีราคาแพงพิเศษ แม้ว่าราคาจะยังไม่ประกาศ แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าราคาไม่เบาแน่นอนครับ ส่วนจะเข้าประเทศไทยมั้ย อันนี้น่าจะยาก แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยแรงม้า ZX-25R

เผยแรงม้า ZX-25R แรงจนคุณไม่อยากเชื่อ ในที่สุดตัวเลขที่ใครๆ ก็อยากรู้เกี่ยวกับเจ้า Kawasaki Ninja ZX-25R ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์อยู่ในช่วงนี้ อย่างตัวเลขกำลังแรงม้าและแรงบิดก็มีข้อมูลหลุดออกมาจนได้ โดยมีตัวเลขหลุดออกมาทั้งแบบโมเดลสแตนดาร์ดและโมเดลเรซซิ่งไลน์หรือโมเดลที่มาพร้อมท่อ Akrapovic ที่ทาง Kawasaki ตกแต่งให้ดูเป็นตัวอย่างนั่นเองครับ จากภาพ เผยแรงม้า ZX-25R จะเห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้าสูงสุดของ ZX-25R แบบท่อเดิมนั้นจะอยู่ที่ 42 แรงม้าที่ 15350 รอบ และแรงบิดอยู่ที่ 20.8 นิวตันเมตรที่ 12700 รอบ ซึ่งเป็นแรงม้าที่วัดที่ล้อ ไม่ใช่แรงม้าจากเพลาข้อเหวี่ยง เรียกว่าเยอะมากๆ สำหรับรถขนาด 250 ซีซี ถ้าเป็นแรงม้าเคลมมาจากโรงงานก็น่าจะทะลุ 45 แรงม้าแน่นอนครับ ส่วนโมเดลเรซซิ่งไลน์ที่ใส่ท่อ Akrapovic มาก็จะมีความแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้งแรงม้าและแรงบิด โดยแรงม้าจะอยู่ที่ 43.3 ที่ 15450 รอบ และ 21.5 นิวตันเมตรที่ 12500 รอบ นอกจากนี้ในภาพยังแสดงข้อมูลของน้ำหนักของท่อเดิมและท่อแต่ง รวมไปถึงความดังของท่อไอเสียอีกด้วย เรียกว่าท่อเดิมก็ลั่นพอตัว แต่ก็ผ่านกฎหมายในไทยได้สบายๆ ส่วนท่อแต่งนั้นลั่นเร้าใจ แต่ไม่รอดพี่ตำหนวดอย่างแน่นอนครับ ส่วนกราฟไดโนก็จะแสดงให้เห็นว่าช่วง 10000 รอบขึ้นไปนั้นจะมีกำลังแรงมากๆ เลยล่ะครับ งานนี้ก็ได้แต่รอว่า เมื่อไหร่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการสักที แล้วเมื่อไหร่จะมาขายในบ้านเราสักทีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster

Italjet Dragster Limited Edition 2020 มาในมาดสีทองและดำสุดเท่ การพรีออเดอร์มอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ที่มีการคาดหวังกันเป็นอย่างมาก อาจจะทำให้คุณได้อะไรเจ๋งๆ แถมมาเป็นโบนัสก็เป็นได้ แต่จริงๆ แล้วคุณจะรู้ข้อมูลต่างๆ ล่วงหน้า ยกเว้นโมเดลสุดพิเศษคันนี้ที่มาพร้อมชุดสีที่ชวนให้คุณเสียเงินจองตั้งแต่คิวแรกๆ ตอนที่ Italjet ประกาศที่จะปรับปรุง Dragster ใหม่หมดสำหรับปี 2020 ทางค่ายเลือกที่จะไม่บอกใครเกี่ยวกับโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด และรอจนกระทั่งเดือนมีนาคม 2020 พวกเขาถึงได้แจ้งกับลูกค้าที่ได้ทำการจองรถไว้ก่อนแล้วเกี่ยวกับโอกาสที่เขาจะเลือกว่าจะสั่งตามเดิมหรือเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นสีใหม่ ตอนแรกนั้นที่ทางค่ายเปิดให้พรีออเดอร์ Dragster คันใหม่ มันจะมีสองสีให้เลือกซึ่งตอนนี้ก็ยังมีให้เลือกคือ สีแดง-ขาว และสีเหลือง นอกจากนี้ยังมีสีส้มและสีเทา (ณ ตอนนั้น) แต่ต่อมามีคนตาดีสังเกตเห็นว่าทางค่ายได้แจ้งลูกค้าที่พรีออเดอรืไปว่ามีคนสั่งไปไม่มากพอ สองสีหลังเลยถูกยกเลิกไป ทว่าลูกค้าที่พรีออเดอร์ไปแล้วจะสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นชุดสีใหม่ได้ โดยชุดสีใหม่จะเป็นสีทองด้านและสีดำ อย่างทมี่คุณเห็นในรูป โดยจะมีพิเศษเพียง 499 คันเท่านั้น โดยจะนับรวมกับทั้งรุ่น 125 ซีซี และรุ่น 200 ซีซี ด้วย โดยสีพิเศษนี้จะไม่มีจำหน่ายอีกแล้วหลังจากหมด 499 คันแรก ข่าวดีคือที่ไหนที่ขาย Italjet Dragster ก็จะสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ ไม่ได้เป็นโมเดลพิเศษเฉพาะภูมิภาคแต่อย่างใด และจากการแจ้งของทางค่าย เราก็ได้ทราบว่าทั้งหมด 499 คันขายหมดแล้ ซึ่งเราไม่แปลกใจเลย ดังนั้นถ้าคุณพลาดไปและหวังว่าจะได้เป็นเจ้าของมันสักคันนึงนั่นหมายความว่าคุณจะต้องรอให้มันไปโผล่ขายเป็นรถมือสอง โดยเจ้า Dragster จะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าในช่วงเดือนกันยายนปี 2020 เรียกได้ว่าใครได้ไปก็ถือว่าโชคดีมากๆ ครับ ที่ได้สีพิเศษจำนวนจำกัดแบบนี้ครับ ส่วนบ้านเรานี่อาจจะไม่มีใครได้เป็นเจ้าของแน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hypermotard 950 RVE

Hypermotard 950 RVE จี๊ดกว่าใครด้วยลวดลายกราฟิตี้ โมเดลใหม่นี้เป็นการอัพเกรดตัว Hypermotard ตัวสแตนดาร์ดให้ดีขึ้นด้วยการติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง และเพิ่มความเท่ไม่เหมือนใครด้วยลวดลายกราฟฟิกใหม่แบบกราฟิตี้ โดยโมเดลใหม่นี้จะเป็นโมเดลระดับกลางอยู่ระหว่างรุ่นเริ่มต้นและรุ่นท็อปอย่าง SP สนนราคาจะอยู่ที่ 11,750 ปอนด์ โดยจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ด และเพิ่มควิกชิฟเตอร์อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้น นอกเหนือจากควิกชิฟเตอร์แล้ว ก็จะมีชุดสีทำลายกราฟิตี้ด้วยแอร์บรัช และทำให้มีความเด่นด้วยล้อแบบทูโทน ครึ่งวงนึงดำและอีกครึ่งวงแดง และมีคำว่า “Hyper” ที่บริเวณถัง ซึ่งแหวกจากแนวทางชุดสีแบบเดิมๆ ของทางค่ายอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งชุดสีแบบนี้เดิมทีเคยเผยให้เห็นในงาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นชุดสีของรถคอนเซ็ปต์ไบค์ โดยคันนึงที่เหมือนกับโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์นี้จะถูกมอบให้เป็นรางวัลให้กับคนที่เข้าร่วมการแข่งขันเมื่อช่วงต้นปีกับทางค่าย ซึ่งเป็นชาวคาลิฟอร์เนียชื่อว่า Jose Carlos Sagarminaga แม้จะไม่เหมือนกับคอนเซ็ปต์ไบค์แบบทั้งหมด กลายมาเป็นรุ่น RVE รุ่นนี้ แต่มันก็มีลายเซ็นจากผู้ลงมือจัดการชุดสีนี้อย่าง Andrea Amato เครื่องยนต์ของ Hypermotard 950 RVE ยังคงเดิม ยังคงใช้ขุมพลังวีทวินขนาด 937 ซีซี ที่ให้แรงม้าที่ 112.4 แรงม้าที่ 9000 รอบและแรงบิดที่ 96.12 นิวตันเมตร ซึ่งแรงบิดกว่า 80% อยู่ที่รอบต่ำเพียง 3000 รอบ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเหมือนกันกับตัวสแตนดาร์ดครับ อาทิ แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อลอย ระบบเบรก Cornering ABS และอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJ SRK 600

QJ SRK 600 เน็กเก็ตไบค์ที่น่าจะเป็น Benelli แต่ไม่ใช้ชื่อ Benelli ล่าสุดโมเดลที่หลายๆ คนอาจจะรอคอยมานานแสนนานอย่าง Benelli TNT 600i ก็ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วที่ประเทศจีน แต่ทว่ากลับไม่ได้ถูกติดตราแปะโลโก้ว่าเป็น Benelli แต่อย่างใด กลับถูกแปะป้ายตีตราว่าเป็น Zhejiang Qianjiang หรือ QJ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถในจีนที่เป็นเจ้าของ Benelli และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า QJ SRK 600 เราคาดกันว่าโมเดลที่เปิดตัวนี้น่าจะเป็น Benelli TNT600i 2020 ซึ่งจะเป็นชื่อที่ขายนอกประเทศจีน ซึ่งอันนี้เรายังไม่แน่ใจมากนัก แต่หากมองจากภายนอกแล้วก็ถือว่าการอัพเดตครั้งนี้มีเส้นสายที่ดูเฉียบคมมากขึ้น ดูมีความดุดันมากยิ่งขึ้น และมีการอัพเกรดเพิ่มเติมในหลายๆ จุดหากเจาะลึกลงไปครับ QJ SRK 600 มีสวิงอาร์มที่สั้นลง มีปลายท่อไอเสียใต้ตัวรถ มีโคมไฟหน้า ถังน้ำมัน และชิ้นช้างออกแบบใหม่ เพื่อให้ดูโมเดิร์นขึ้นกว่าโมเดลเก่า ลูกเล่นอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ หน้าจอเรือนไมล์สี ระบบคีย์เลส ระบบไฟ LED ทั้งระบบ และสวิตช์ควบคุมต่างๆ มีแบ็กไลท์มาให้ด้วย และทีเด็ดคือน้ำหนักเบากว่าโมเดลเก่าถึง 33 กก. QJ SRK 600 จะมีหลายรุ่นย่อยให้เลือก โดยตัวท็อปสุดจะมาพร้อมระบบเบรกจาก Brembo โช้ค Marzocchi ที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นโช้ค KYB ส่วนเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงซึ่งจูนให้มีกำลังมากขึ้นเป็น 80 แรงม้าที่ 11000 รอบและมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร หากเทียบกับโมเดลก่อน แรงม้าอาจจะไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่ว่าจะมาถึงในรอบที่ต่ำลง แต่ข่าวดีคือ แรงบิดมากขึ้น 4 นิวตันเมตรครับ ส่วนตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าจะจำหน่ายนอกประเทศจีนเมื่อไหร่ จะอยู่กับโรค COVID-19 นี้ไปอีกนานแค่ไหน สาวกเบเนลลี่ในไทยก็คงต้องติดตามลุ้นกันต่อไปก่อนนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Razorback 125

Razorback 125 สแคลมเบลอร์ไซส์เล็กสายพันธุ์อังกฤษ Razorback 125 คันที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์อังกฤษที่ไม่ได้มาจากค่ายที่เรารู้จักกันดีอย่าง Triumph แต่มาจากค่ายรถที่ชื่อว่า Mutt motorcycle และคำว่า Mutt นั้นมีความหมายว่าสุนัขพันธุ์ทาง ซึ่งหลายๆ คนมักจะมองว่าพันธุ์ทางนั้นเป็นอะไรที่ดูน่ารังเกียจและไม่น่ารักเอาซะเลย แต่ก็มีหลายๆ คนมองว่าสุนัขพันธุ์ทางนั้นแข็งแรงและเลี้ยงง่าย ซึ่งดูเหมือนว่า Mutt Motorcycle ก็ดูเหมือนว่าจะถือกำเนิดขึ้นมาจากแนวคิดนี้ เพราะรถของพวกเขานั้นแม้จะมีแต่ขนาดเล็ก แต่ก็มีดีไซน์ที่ดูออกรสออกชาติดีทีเดียว เจ้าเรเซอร์แบ็กใช้เฟรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ของทางค่ายที่ชื่อว่า Monoshock มีการใช้ช่วงล่างแบบโมเดิร์นหรือแบบสมัยใหม่ แต่ยังคงภาพลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์แบบวินเทจของทางค่ายเอาไว้ มีเบาะนั่งสูง 879 ม.ม. อาจจะดูสูงสำหรับคนไทย แต่มีข้อดีคือช่วยให้มีทัศนวิสัยที่ดี โดยเฉพาะเวลาขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น และยังช่วยให้รถขนาด 125 คันนี้ดูเป็นเหมือนกับบิ๊กไบค์ ถังน้ำมันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุค 70 ที่มาพร้อมกับเส้นสายของถังที่ดูสวยงามและสีสันที่ดูเรียบง่าย ไฟหน้าทรงกลม บังโคลนตัดสั้น แผงข้างเจาะรู และเบาะนั่งทรงตอนเดียว เรียกว่าทุกชิ้นของมันดูเหมือนเป็นรถที่คัสตอมขึ้นมาเป็นพิเศษและให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปหารถในยุคเก่าๆ ยังมีรายละเอียดเล็กๆ เสริมเข้าไปอีก อาทิ เรือนไมล์ขนาดเล็ก ไฟเลี้ยวแบบ LED และปลอกแฮนด์ลายข้าวหลามตัดช่วยเสริมให้รถดูมีอะไรๆ มากยิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่ความหล่อหรือความสวยงามแบบที่เอาไว้จอดโชว์เฉยๆ แต่มันขี่ได้จริงๆ มันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 125 ซีซี 4 จังหวะทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์ 5 สปีด ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 12 แรงม้า และแรงบิดที่ 9.49 นิวตันเมตร และทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 112 กม./ชม. โดยใช้ระบบหัวฉีดไฟฟ้าและท่อไอเสียสเตนเลสสตีลแบบเดินท่อต่ำกว่าตัวท้องเครื่องซึ่งออกแบบมาผ่านมาตรฐานไอเสียแบบบ Euro4 ช่วงล่างของรถนั้นเลือกใช้สเป็กที่เหมาะกับสแครมเบลอร์ที่จะค่อนไปทางลุยๆ โดยเลือกใช้ล้อซี่ลวดขนาด 18 นิ้ว สวิงอาร์มอลูมิเนียมที่นอกจากจะแข็งแรงแล้วก็จะยังมีน้ำหนักเบา ด้านหน้าใช้โช้คอัพแบบหัวกลับ ส่วนด้านก็จะเป็นโช้คเดี่ยว โดยให้ระยะยุบที่เหมาะกับการขับขี่แบบลุยๆ น้ำหนักตัวรถนั้นอยู่ที่ราวๆ 100 กก.เท่านั้น ซึ่งถือว่าเบามากๆ ด้านล่างยังมีการ์ดอลูมิเนียมบริเวณใต้ท้องเครื่องเพื่อป้องกันเครื่องยนต์เวลาลุยทางฝุ่นอีกด้วยครับ ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งจองกัยผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ โดยสนนราคาอยู่ที่ 136,000 บาท (ราคาโดยประมาณ) และยังมาพร้อมประกัน 2 ปี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Imperiale 400

Imperiale 400 เปิดราคาไทยพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว Benelli เอาใจสายวินเทจในลุคสุดคลาสสิกด้วยการเปิดตัว Benelli Imperiale 400 และเผยราคาแนะนำแบบเร้าๆ ที่ 139,900 บาทเท่านั้น มันคือคลาสสิคไบค์ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาจากยุค 50 คงไว้ซึ่งความคลาสสิคอย่างเต็มที่ เสริมด้วยเทคโนโลยีในแบบของสมัยใหม่อย่างลงตัว ในพิกัดใหม่ 400 ซีซี มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังสูงสุด 21 แรงม้าที่ 5500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 4500 รอบต่อนาทีจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ระบบคลัตช์แบบเปียก และเกียร์ 5 สปีด   เจ้า Imperiale ให้อารมณ์วินเทจด้วยไฟหน้าเดี่ยวและไฟเลี้ยวทรงกลม เรือนไมล์ทรงกลมคู่ผสานการทำงานแบบอนาล็อกและดิจิตอลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมไฟบอกเกียร์ ช่วงล่างเลือกใช้ล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้ว ขนาดยาง 100/80-19 ล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ขนาดยาง 130/80-18 นั่งสบายทุกการเดินทางกับตำแหน่งท่านั่งที่ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถมีการใส่ฟังก์ชั่นสมัยใหม่ลงไป อาทิ ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS นอกจากนี้ยังสร้างความพิเศษกับการร่วมฉลองครบรอบ 109 ปี (Benelli 109th Aniversary Edition) ด้วยเพลทนัมเบอร์ที่บ่งบอกว่าคุณคือ 1 ใน 109 คัน ทั้งนี้ตัวรถจะมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีพิเศษ (Special Color) คือสีครีม-ดำ(Cream-Black) และสีมาตรฐาน (Standard Color) อย่าง สีดำ( Black) และสีเงิน-ดำ (Silver-Black) ในราคาแนะนำเพียง 139,900 บาท อ่านรายละเอียดและสเปกเพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Intruder 2020

Intruder 2020 ครูเซอร์ไซส์เล็กจาก Suzuki เปิดตัวที่อินเดีย Suzuki Intruder 2020 คือครูเซอร์ไบค์ที่มีจุดเด่นที่ราคาขายเป็นสิ่งล่อตาล่อใจมากที่สุด และเปิดตัววางจำหน่ายที่ประเทศอินเดีย เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสนใจรถ Suzuki มากขึ้น โดย Suzuki India ได้ทำการปรับปรุงและอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อให้รถสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ของอินเดียหรือ BS6 ได้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน Suzuki Gixxer ที่มีเครื่องยนต์ผ่านตามมาตรฐานไอเสียใหม่ของอินเดีย BS6 ก็เพิ่งจะเปิดตัวในตลาดอินเดียไป โดยมีจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เร้าใจ จนกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับตลาดรถสปอร์ตในอินเดีย โดยเจ้าครูเซอร์คันนี้ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 155 ซีซี แบบระบาบความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าใกล้เคียงกันกับ Gixxer ที่ 13.4 แรงม้าที่ 8000 รอบ และมีแรงบิดสูงถึง 13.8 นิวตันเมตรที่ 6000 รอบ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า ขับเคลื่อนกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด โดยมีคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันก็คือ Bajaj Street 160 ที่เคลมมาว่ามีแรงม้า 15 แรงม้า ทั้งนี้ Suzuki อินเดียเผยว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้ได้รับการคาลิเบรตและปรับปรุงเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี เสถียร และผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ เรียกได้ว่าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารุ่นเก่าถึง 30% เลยทีเดียว ตัว Intruder นี้ใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว ระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและหลัง ล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งหน้าและหลัง ระบบไฟส่องสว่างทั้งไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวปรับมาใช้ LED แล้ว ส่วนหน้าจอเรือนไมล์ยังเป็นเรือนไมล์โมโนโครมอยู่ น้ำหนักตัวนั้นอยู่ที่ 152 กก. ความสูงเบาะที่ 740 มม. ซึ่งเหมาะกับตลาดอาเซียนบ้านเรา โดยสนนราคาอยู่ที่ 120,000 รูปีหรือประมาณ 50,000 บาท (ราคาคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ยังไม่รวมเรื่องภาษีต่างๆ) ซึ่งถือว่าถูกมากๆ สำหรับรถครูเซอร์พิกัดนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX

Suzuki GSX-S300 เปิดตัวที่จีนในชื่อว่า Haojue DR300 Suzuki ได้เปิดตัวเน็กเก็ตรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดรถในอาเซียนไปไม่นานนี้ ซึ่งก็คือ GSX-S300 ที่ใช้ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 298 ซีซี และมีสไตล์ที่โดดเด่นตามแบบของเน็กเก็ตไบค์ของทางค่ายซูซูกิ ทว่าการเปิดตัวในครั้งนี้เป็นการเปิดตัวในตลาดจีนและเป็นการเปิดตัวภายใต้ชื่ออื่น ซึ่งชื่อในตลาดจีนมีชื่อว่า Haojue DR300 เดิมทีมีการแสดงโชว์รถโมเดลนี้ครั้งแรกในงาน Chingqin Mobo Fair เมื่อปี 2018 โดยเจ้า Haojue DR300 มีเส้นสายที่ดุดัน มาดของสตรีทไฟเตอร์ และเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่ อาทิ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ถังน้ำมันก็มีเส้นสายที่ดูโฉบเฉี่ยว แฮนด์จับโช้คแบบยกขึ้นมาให้สูงเพิ่มความเป็นสปอร์ต แต่ก็ไม่ทำให้คุณต้องก้มมากจนเกินไป เรือนไมล์ดิจิตอลก็ดูสะอาดตาไม่รก นอกจากนี้โช้คหน้าก็ให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยซึ่งน่าจะถูกใจแฟนๆ จากของที่ให้มา ทำให้รถดูดีพรีเมียมมากขึ้น และโช้คหน้าก็หนึบขึ้นด้วย สิ่งนึงที่น่าสนใจมากของโมเดลนี้คือเครื่องยนต์ 2 สูบ 298 ซีซี ซึ่งแตกต่างไปจากปกติของทาง Suzuki ที่ปกติเครื่องยนต์ขนาดเล็กจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว ดังนั้นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเครื่องนี้จะต้องให้กำลังที่สมู้ทดีและเสียงที่เร้าใจกว่าที่เคยอย่างแน่นอน Haojue DR300 นั้นมีแรงม้าที่ 30 แรงม้าและแรงบิดที่ 27.8 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ซึ่งเคลมมาว่าประหยัดน้ำมัน 32.8 กม.ต่อลิตร ทั้งนี้ราคายังไม่เปิดเผย ส่วนบ้านเราก็คงต้องลุ้นกันไปยาวๆ ครับผมว่าจะเข้ามาบ้านเรามั้ยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ST Papio

ST Papio มินิไบค์สุดเฉี่ยวจาก CFMoto ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถนนไฮเวย์หรือทางหลวงกระจายตัวไปทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศเป็นอย่างดี มอเตอร์ไซค์เล็กๆ นั้นกลายเป็นเหมือนรถที่มีความนิชมากๆ หรือเรียกว่าได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเล็กๆ แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีแต่ถนนขนาดเล็กเต็มไปด้วยรถติด รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กพวกนี้กลับเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มันให้ความคล่องตัวและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาก และโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการจะย่นเวลาที่จะต้องเสียเวลาไปจากรถติด และล่าสุด CFMoto ได้ทำการเปิดตัว ST Papio หลังจากประสบความสำเร็จค่อนข้างดีกับโมเดลในตระกูล NK ของทางค่าย ตามสเปกที่มีระบุมานั้น เจ้า ST Papio มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กับรถในคลาสเดียวกัน แต่ก็มีจุดเด่นที่ใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch และมีดีไซน์ที่สุดเฉี่ยว โดดเด่นไม่น้อยหน้าใคร หากใครตามกันดีๆ ก็จะรู้ว่ารถแดนมังกรค่ายนี้เขาใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันกับ KTM หรือก็คือ Kiska Design ทำให้มีความคล้ายคลึงกับ KTM อยาบ้าไงม่มากก็น้อย และ CFMoto ยังรับผลิต KTM ในบางโมเดล แบบผลิตจำนวนมากเพื่อป้อนตลาดเอเชียบ้านเราอีกด้วยครับ อย่างที่บอกไปว่าใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันดังนั้นหน้าตามันจึงไปละม้ายกับ KTM Duke ร่างเล็กยังไงยังงั้น ด้วยสไตล์ของเน็กเก็ตไซส์มินิแบบนี้จึงช่วยให้คุณซอกแซกไปตามที่ต่างๆ ในเมืองได้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 126 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ช่วยให้รถมีแรงม้าที่ 9.4 แรงม้า ทำให้มันกำลังมากพอที่จะใช้งาน ระบบเกียร์ 6 สปีดช่วยให้มันค่อนข้างจะเหนือกว่าค่ายอื่นๆ ในจุดนี้ น้ำหนักรถที่เบาและท่านั่งที่ค่อนข้างสบายช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ และง่ายสำหรับมือใหม่ และช่วยได้มากเวลาเจอกับที่จอดรถแคบๆ ส่วนที่ดีที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นราคาเพราะสนนราคาที่เปิดตัวจำหน่ายที่ฟิลิปปินส์นั้นอยู่ที่ 78,000 เปโซหรือราวๆ 49,300 บาทเท่านั้น (ราคาเป็นเพียงการคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟิล์มกันรอย Focus Moove กันรอยเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์ดีที่สุดในตอนนี้

ฟิล์มกันรอย Focus Moove อีกขั้นของฟิล์มกันรอยจากโฟกัส ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์คู่ใจ เพราะไบค์เกอร์ย่อมมีบาดแผล! ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือสิงห์นักบิดมือฉมัง ถ้าได้เข้าสู่วงการไบค์เกอร์แล้ว ก็ดูเป็นเรื่องยาก ที่จะถอนตัวจากการซื้ออุปกรณ์มาเสริมความหล่อเท่ให้มอเตอร์ไซค์คู่ใจ และก็มีแต่ชาวไบค์เกอร์ นักเล่นมอเตอร์ไซค์ตัวยงเท่านั้นครับที่จะเข้าใจ ว่านอกเหนือจากอุปกรณ์ที่เพิ่มความเท่แล้ว เราก็ยังต้องการอุปกรณ์ที่จะช่วยปกป้องมอเตอร์ไซค์ที่เรารักให้คงความหล่อเท่ได้ยาวนานยิ่งขึ้นอีกด้วย “เรือนไมล์” หรือหน้าปัด ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายมาก หลายครั้งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าไปเกิดขึ้นตอนไหน ทำเอาหลายคนถึงกับเซ็งไปเลย นอกจากรอยขีดข่วนที่น่ารำคาญตารำคาญใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือคราบสกปรก คราบหยดน้ำ คราบยางไม้ มูลนก ฝุ่นหรือโคลน ที่กระเด็นมาโดนเรือนไมล์ขณะขับขี่หรือในขณะที่จอดไว้ ยิ่งเข้าหน้าฝนแล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยากเลยครับที่จะทำความสะอาด มิหนำซ้ำยังทิ้งรอยด่างให้เราเจ็บช้ำใจเล่นๆ การถอดประกอบเพื่อเปลี่ยนเรือนไมล์ ก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา คงทำใจลำบาก ที่ต้องเห็นรถที่คุณรักโดนถอดชิ้นส่วน แถมเป็นกังวลว่าประกอบกลับแล้วจะไม่เหมือนเดิม Focus Moove (โฟกัสมูฟ) คือ แบรนด์ฟิล์มกันรอยน้องใหม่ คิดค้นมาจากความเข้าใจในปัญหาของผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ยังคงคุณภาพและความเชี่ยวชาญในเรื่องการปกป้องของโฟกัสไว้เช่นเคย ต่อยอดความสำเร็จของฟิล์มกันรอยอันดับ 1 แบรนด์โฟกัส และตอกย้ำสโลแกน “Focus Protect What Matters” ที่ไม่ใช่แค่การปกป้องหน้าจอสมาร์ทโฟนอีกต่อไป แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณรัก โฟกัสจะตามไปปกป้องเสมอ ซึ่งในตอนนี้ Focus Moove ก็มี ฟิล์มกันรอยเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์ ที่พร้อมจะปกป้องรถของชาวไบค์เกอร์ทุกคนกันแล้ว ฟิล์มกันรอย Focus ผลิตจากเนื้อฟิล์มพีพีเอฟ (PPF : Paint Protection Film) ซึ่งเป็นเนื้อฟิล์มชนิดพิเศษที่ใช้ในวงการเคลือบสีและป้องกันรอยขีดข่วนรถยนต์ ซึ่งฟิล์มชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันในวงการรถยนต์ครับ ว่ามีความหนา ยืดหยุ่นสูง ทนทาน กันรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และยังมีความใส แต่ก็สามารถป้องกันรังสี UV ได้ จึงทนทาน ใช้งานยาวนาน คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ Focus Moove แตกต่างจากคนอื่น แยกให้เห็นง่ายๆ ตามนี้  SELF HEALING หน้าฟิล์มสามารถฟื้นฟูตัวเองจากรอยขีดข่วน และคืนตัวรวดเร็วเมื่อได้รับความร้อน  SCRATCH-RESISTANT ปกป้องรอยขีดข่วนขนแมว รอยจากหินดีด กุญแจ คราบยาง หรือแม้กระทั่งมูลนก  HIGH DEFINITION & ANTI-UV ฟิล์มใส ไม่เหลืองง่าย ป้องกันยูวี มองเรือนไมล์ได้อย่างชัดเจน  EASY INSTALLATION ติดตั้งง่าย สามารถแก้งานได้ ลอกออกไม่ทิ้งคราบกาวเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน อายุการใช้งานยาวนาน โดยฟิล์มของเราจะมีอยู่ 2 ประเภทได้แก่รุ่น Normal และ Premium โดยฟิล์มชนิด Normal จะรองรับกลุ่มรถ Automatic และ Big scooter ส่วนชนิด Premium จะรองรับรถกลุ่ม Big bike เป็นหลัก ซึ่งทั้งสองขนิดนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของค่ากัน UV และอายุการใช้งานที่นานกว่าของรุ่น Premium แต่มั่นใจได้เลยว่ากันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยมทุกรุ่นแน่นอน วิธีการติดตั้งฟิล์มกันรอย Honda Forza   สำหรับใครที่สนใจ ฟิลม์กันรอย คลิกที่นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย

Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย หลังจากเปิดตัววางจำหน่ายที่ประเทศไทยเป็นที่แรกของโลกได้ไม่ทันไร AP Honda ก็ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ไปทดสอบเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอบนเส้นทางพร้อมอุปสรรคจำลองที่ทาง Honda ได้จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของรถที่ว่า “ได้เวลา..ออกนอกเส้นทาง” หลังจากไปทดสอบมาแล้ว เราก็ขอนำเสนอแบบสั้นๆ กับบทความ Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย ซึ่งสาเหตุที่เรายังไม่ลงเป็นรีวิวหนักๆ แน่นๆ เพราะเราได้มีโอกาสทดสอบเพียงไม่นานนัก เพราะมีสื่อหลายสำนักไปทดสอบในวันเดียวกันครับ เอ้าไปดูกันเลยว่าทั้ง 13 ข้อนั้นมีอะไรกันบ้าง แรงดีตั้งแต่ช่วงต้น แม้จะใช้เครื่องยนต์หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 125 ซีซีเหมือนหลายๆ โมเดล แต่มีการออกแบบระบบส่งกำลังใหม่ ให้ตอบสนองในช่วงรอบต้นได้ดี ทำให้ขับขี่ได้สนุกมากขึ้นมากกว่าเครื่องยนต์ 125 ซีซีในพิกัดเดียวกัน 2. ขี่ง่าย ด้วยการออกแบบระบบเกียร์ให้เป็นแบบเกียร์วน ไม่มีคลัตช์ ทำให้ใช้งานง่าย ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี มือใหม่ก็ไม่มีปัญหา 3. คล่องตัว จากการมีรูปทรงที่เล็กเพรียว กะทัดรัด ทำให้ขับขี่ได้ง่ายและคล่องตัว การคอนโทรลตัวรถจึงทำได้ง่าย รวมไปถึงแฮนด์บาร์ที่ออกแบบให้ขับขี่ง่ายแบบ Taper bar 4. แข็งแกร่ง ท้าทายการขับขี่ของคุณมากยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน เช่น ยางกันฝุ่นแกนโช้ค การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ 5. พร้อมลุย ด้วยการออกแบบช่วงล่างมารองรับการใช้งานสมบุกสมบัน โช้คหน้าที่เน้นความแข็งแรงมากขึ้นพร้อมกับออกแบบระยะยุบมากถึง 110 มิลลิเมตร และโช้คหลังสามารถยุบได้ถึง 70 มิลลิเมตร ทำให้มั่นใจได้ทุกสภาพถนน เข้าได้กับทุกพื้นที่ 6. ปลอดภัย เพราะ Honda เลือกจะใส่ดิสก์เบรกแบบหน้า – หลังมาเลย และยังมีระบบกันล้อล็อค ABS ที่ใส่มาให้ด้านหน้าอีกด้วย ได้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น 7. ไม่กลัวน้ำ ด้วยการวางท่อไอเสียและกรองอากาศที่สูง จึงสามารถที่จะเอาไปลุยน้ำได้(ในระดับนึง) และยังให้สตล์ที่สวยงาม ลงตัวในแบบของออฟโร้ดไบค์ 8. ขนของสบาย แร็คด้านหลังถูกออกแบบมาให้มีขนาดใหญ่ สามารถที่จะมัดสิ่งของสัมภาระต่างๆ ช่วยให้คุณเข้าไปผจญภัยบนเส้นทางต่างๆ ได้อย่างที่ใจต้องการ 9. บุกตะลุยได้ไม่หวั่น เพราะยางที่ติดรถมาแบบพร้อมลุยเป็นแบบสองประสงค์ Dual Purpose แบบเดียวกับรถแอดเวนเจอร์ให้คุณบุกตะลุยไปในทุกเส้นทางที่คุณอยากไป 10. ไม่เสียเวลาแวะปั๊มบ่อย เพราะนักล่าคันนี้มีถังน้ำมันใต้เบาะขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร ถือว่าเป็นถังน้ำมันที่ใหญ่สำหรับรถพิกัดนี้เลยก็ว่าได้ สามารถขับขี่ระยะทางไกลได้ถึง 360 กิโลเมตร เลยทีเดียว คิดง่ายๆ ไป-กลับ เขาใหญ่ ได้สบายๆ 11. ชัดเจนทุกเส้นทาง CT125 เลือกใช้ระบบส่องสว่างแบบ Full LED ซึ่งจัดเต็มทั้งระบบทั้งหน้าและหลังพร้อมลุยทุกเส้นทางแบบสว่างแจ่มจรัส 12. ล้ำสมัย ด้วยเรือนไมล์ LCD ทรงกลมแบบ Full Digital คงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่คลาสสิก แต่ก็ยังผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปให้ดูดีและสะดวกกับการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมองเห็นได้เด่นชัดทั้งกลางวันกลางคืน 13. มีสไตล์ จากการเลือกใช้โลโก้พิเศษ Honda Classic Wing ทรงคุณค่าความเป็นตำนาน และโดดเด่นไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นรถที่พร้อมจะตอบโจทย์คนลุยๆ คนที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งจริงๆ แต่จะลุยได้มากแค่ไหนนั้น ไว้มีโอกาส SuperBike จะทำการรีวิวมาให้แบบจัดเต็มแน่นอนครับผม อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 1000 RR ML

Brutale 1000 RR ML โมเดลสุดพิเศษจาก MV Agusta MV Agusta ได้ทำการเผยโฉมโมเดลสุดพิเศษของที่มีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ตไบค์รุ่นเรือธงของทางค่ายอย่าง Brutale 1000 RR ผ่านทาง Facebook ซึ่งจะไม่มีโมเดลไหนพิเศษมากขนาดนี้อีกแล้ว เพราะว่ารถคันนี้มีเพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น นอกจากสีน้ำเงินตัดด้วยสีขาวที่ดูโดดเด่นยังเสริมความหรูหราพรีเมี่ยมด้วยสีทองแบบด้าน กลายเป็นสีไตรคัลเลอร์ที่ไม่เหมือนใคร โดยยังแอบมีลูกเล่นที่ล้ออลูมิเนียมฟอร์จที่มีการตัดด้วยสีดำเข้าไปบริเวณก้านล้อ พื้นบานของ Brutale 1000 RR ML เป็นโมเดล Brutale 1000 RR ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 205 แรงม้า และแน่นอนว่าตัวรถมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยและระบบกันสะเทือนจาก Ohlins สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลพิเศษอย่าง Brutale 910 Italia ซึ่งเป็นโมเดลพิเศษเฉลิมฉลองที่อิตาลีได้แชมป์ฟุตบอลโลกปี 2006 และมอบให้กับนักเตะอิตาลีรวมไปถึงหัวหน้าโค้ชด้วย โดยรหัส ML ต่อท้ายนี้เป็นตัวย่อของชื่อลูกค้าที่สั่งผลิตโมเดลพิเศษนี้ ดังนั้นมันจะไม่มีวางขายทั่วไป โดยทางค่ายไม่ได้ระบุว่าผู้เป็นเจ้าของคันนี้คือใคร แต่ถ้าเราเดาก็อาจจะเป็น Marcello Lippi ซึ่งเป็นชื่อของหัวหน้าโค้ชทีมชาติอิตาลีในปี 2006 อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ MV Agusta คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชมคลิป Ninja ZX-25R

ชมคลิป Ninja ZX-25R สเป็กแข่งโชว์ความลั่นบนไดโนแบบสุดทุกเกียร์ เรียกว่าดูคลิปนี้แล้วสาวกค่ายเขียวน่าจะเคืองหลัง Kawasaki อินโดนีเซียยังคงลงคลิปโปรโมตเร้าอารมณ์อยากเสียเงินไม่หยุดสักที ขนาดผมยังแอบขึ้น ทำไมไม่เปิดตัวสักที แต่ก็เข้าใจว่ามีปัญหากับเรื่องโควิด-19 ที่ประเทศต้นทางนั้นสถานการณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่ และคลิปล่าสุดก็คือคลิปที่ทาง Kawasaki จับเอา Ninja ZX-25R ตัวสเปกแข่งที่ใส่ของแต่งมาแล้ว โดยเฉพาะกับท่อ Yoshimura HeptaForce TSS ที่บอกได้คำเดียวว่า “สุด” ให้สุ้มเสียงไม่ต่างอะไรจากรถสปอร์ตไบค์ตัวพันเลยด้วยซ้ำ เพราะเสียงมันลั่นซะเหลือเกิน สาวกค่ายเขียวต้องร้องว่า โอ้มายก็อด อย่างแน่นอนครับ ปล.ก่อนดูเตรียมหูฟังให้พร้อม วอร์มหูให้ดี และอย่าเปิดดังจนเกินไป ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Kawasaki คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องสเปก F 900 R

ส่องสเปก F 900 R ก่อนเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ F 900 R คือเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ระดับกลางของ BMW ที่มีประวัติยาวนาน โดยโมเดลใหม่นี้จัดเป็นโมเดลแบบ All New ที่มีการปรับปรุงจากโมเดลก่อนหน้านี้อย่าง F 800 R โดยโมเดลใหม่มีการดีไซน์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ให้การขับขี่ที่ลื่นไหลและมีความเป็นสปอร์ตแฝงอยู่ และปรับปรุงใหม่ในหลายๆ จุด โดยจุดที่สำคัญหลักๆ คือเครื่องยนต์และถังน้ำมัน เครื่องยนต์เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงเช่นเดิม แต่มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 895 ซีซี (จากโมเดลก่อน 853 ซีซี) ซึ่งให้สมรรถนะที่ดีขึ้น เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 8750 รอบและแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ และการันตีแรงบิดที่ 87 นิวตันเมตรตลอดช่วง 4500 – 8500 รอบ ขับขี่นุ่มนวลด้วยเคาน์เตอร์บาลานซ์ชาฟต์ 2 ตัว แชสซีของรถนั้นเลือกใช้เฟรมบริดจ์ทำจากเหล็กกล้า ที่แข็งแรงทนทานและให้การควบคุมที่แม่นยำ เฟรมท้ายมีการปรับปรุงใหม่ โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับ โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มคู่ ถังน้ำมันพลาสติกขนาด 13 ลิตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการมอเตอร์ไซค์ เทคโนโลยีที่ใส่ให้มาก็ค่อนข้างแน่น อาทิ ไรดิ้งโหมด 2 โหมด Rain และ Road ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมสมดุลรถอัตโนมัติ ASC (สามารถติดตั้งอ็อพชั่นเพิ่มเทคโนโลยีได้) ลูกเล่นอื่นๆ เช่น หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ระบบไฟ LED ทั้งระบบ เป็นต้น ในส่วนของราคานั้นยังไม่มีข้อมูลราคาจำหน่ายในบ้านเรา แต่คิดว่าราคาคงไม่หนีไปจากเดิมมากนัก ส่องสเปก F 900 R เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 895 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 86.0 X 77.0มม. อัตราส่วนการอัด 13.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR 17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 135 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่และโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 142 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้ง ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,140 X 815 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,518 ม.ม. ความสูงเบาะ 815 ม.ม. น้ำหนักรถ 211 กก. รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 13.0 ลิตร   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ BMW คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องสเปก F 900 XR

ส่องสเปก F 900 XR ก่อนเข้าไทยเร็วๆ นี้ F 900 XR คือสปอร์ตทัวริ่งไบค์ระดับกลางรุ่นล่าสุดของ BMW เหมาะกับการขับขี่ทางไกล แต่ยังมีกลิ่นอายของการขับขี่ในแบบสปอร์ต พร้อมด้วยดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยไม่เหมือนใคร พร้อมเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่ของทางค่าย เครื่องยนต์เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซี (จากโมเดลก่อน 853 ซีซี) เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 8750 รอบและแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ และการันตีแรงบิดที่ 87 นิวตันเมตรตลอดช่วง 4500 – 8500 รอบ ขับขี่นุ่มนวลด้วยเคาน์เตอร์บาลานซ์ชาฟต์ 2 ตัว แชสซีของรถนั้นเลือกใช้เฟรมสตีลบริดจ์ ที่แข็งแรงทนทานและให้การควบคุมที่แม่นยำ เฟรมท้ายมีการปรับปรุงใหม่ โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับ โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มคู่ ถังน้ำมันพลาสติกขนาด 15.5 ลิตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการมอเตอร์ไซค์ เทคโนโลยีที่ใส่ให้มาก็ค่อนข้างแน่น อาทิ ไรดิ้งโหมด 2 โหมด Rain และ Road ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมสมดุลรถอัตโนมัติ ASC (สามารถติดตั้งอ็อพชั่นเพิ่มเทคโนโลยีได้) ลูกเล่นอื่นๆ เช่น ชิลด์หน้าปรับระดับความสูงได้ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ระบบไฟ LED ทั้งระบบ เป็นต้น ในส่วนของราคานั้นยังไม่มีข้อมูลราคาจำหน่ายในบ้านเรา แต่คิดว่าราคาก็คงไม่แพงจนเกินไปอย่างแน่นอน ส่องสเปก F 900 XR ด้านล่างได้เลย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 895 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 86.0 X 77.0มม. อัตราส่วนการอัด 13.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR 17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่และโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 172 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้ง ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,160 X 860 X 1,320 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,521 ม.ม. ความสูงเบาะ 825 ม.ม. น้ำหนักรถ 219 กก. รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 15.5 ลิตร   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ BMW คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แต่ง R1M แบบจัดเต็มใน 1 วันใส่อะไรได้บ้าง

วันนี้เรามาดูรถ Yamaha YZF-R1M โมเดลใหม่ล่าสุดปี 2020 กันดีกว่า สำหรับการ แต่ง R1M แบบจัดเต็มแทบจะทุกจุดที่สามารถแต่งได้ เอาจริงคันนี้ถ้าออกมาจากโรงงานมันก็เพียบพร้อมที่จะซิ่งอยู่แล้ว แต่เพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเจ้าของเองนั้น มันก็ต้องจัดไป อย่าให้เสีย… สำหรับเจ้า R1M คันนี้พื้นฐานชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะทั้งคันเป็นคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาอยู่แล้ว มาพร้อมกับระบบช่วงล่าง Ohlins หล่อๆ มาจากโรงงาน พร้อมกับ Serial แต่ละคัน คันนี้เป็นคันที่ 565 จากยามาฮ่า ดูๆ แล้วแค่นี้ก็รู้สึกถึงความเป็น Limited Edition ในตัวเลยละ เรามาดูสไตล์การ แต่ง R1M คันนี้กันบ้างว่าทางเจ้าตัวจับอะไรใส่ลงไปในคันนี้กัน แต่ที่แน่ๆ “สุดจัด..ปลัดบอก” มาดูกันที่ด้านหน้ากันก่อนเลยที่ชิ้นส่วนเดิมเป็นคาร์บอนอยู่แล้วจับใส่ชิลด์ใส เป็นของ MRA ไว้ตัดลมด้านหน้าสวยงามและได้ใส่ตัวอุดกระจกข้างออกสั่งตัวปิด Gillies มาใส่ให้เนียนตา ด้านหน้าดูดุกว่าเดิม มาดูกันที่ระบบเบรกปั๊มเบรกหน้าที่ถอดของเก่าออกทั้งระบบพร้อมกับใส่ Galespeed โลโก้แดงเข้าไปแทนที่มั่นใจกว่าเดิมจับกับหูโช้ค Ohlins เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น จับเปลี่ยนจานเบรกหน้าไปอีก 1 ชุด เป็นของ Braketech 320 mm. แบบ Floating หมุดสีน้ำเงิน สวยงาม ปั๊มเบรกบนก็ไม่ธรรมดาจัดโลโก้แดง หมุดทอง Galespeed ท็อปสุดมาใส่ในคันนี้ใส่กันล้มจาก Graves พร้อมกับเปลี่ยนตัวปรับระยะก้านเป็นของ TWM ไปอยู่ทางด้านซ้ายเพื่อไว้ใช้ปรับขณะขับขี่ในสนามอีกด้วย อยู่คู่กับมือคลัตช์ Galespeed โลโก้แดง มองๆ แล้วมันช่างลงตัวอะไรอย่างนี้ ประกับทางด้านซ้ายสีสันสวยงามใช้งานง่ายเป็นของ JET Prime ยังคงใช้งานสัญญาณต่างๆ ได้เหมือนเดิมแต่เพิ่มความเป็นรถแข่งเข้ามาได้ฟีลลิ่งดีตอนขับขี่ มาดูของแต่งทางด้านหลังกันบ้างสำหรับคันนี้ ก็ได้เปลี่ยนปั๊มหลังเป็นของ Galespeed โลโก้แดงดูเหมือนว่าตัวนี้จะหายากเหมือนกันมาพร้อมกับขาจับคาลิเปอร์แบบตรงรุ่นซะด้วย รวมไปถึงดิสหลังเปลี่ยนไปใส่เป็นของ BrakeTech สเต็ปเดียวกับทางด้านหน้า ล้อหน้า-หลัง เป็น Marchesini สีดำน้ำหนักเบาช่วยลดภาระน้ำหนักและสวยด้วยไปในตัวรัดด้วยยาง Pirelli SC2 สายฟ้าของดีไม่ต้องพูดเยอะ และใส่ของแต่งป้องกันแคร้งเครื่องเป็นของ GB Racing ท่อไอเสียแต่งแบบเต็มระบบแบบฟูลไทเทเนียมของ SC Project ลองฟังเสียงแล้วไม่ดังมากแต่ให้ความสวยแบบสุดๆ ไปเลยแถมรุ่นนี้ทางเจ้าของเองก็บอกไว้ว่า จะมีขยับโปรเจ็กต์อีกนิดหน่อยเพราะได้ตัวท่อเป็นรุ่นพิเศษมา สามารถใส่กับสวิงอาร์มแบบกลับหัวได้ (คล้ายๆ รถใน WSBK) เกียร์โยงเป็นของ Gia Moto สามารถที่จะปรับระยะการวางเท้าได้ให้เหมาะสมกับคนขับขี่และยังได้ใส่ตัวช่วยการเข้าเกียร์เป็น Quick Shifter up/down สามารถที่จะใส่เกียร์ได้เลยทั้งขึ้นและลง สบายๆ พร้อมขับขี่ในสนาม พร้อมกับเปลี่ยนสเตอร์หน้าหลังเป็นมิเนียมน้ำหนักเบาของ AFAM เบาะแต่งจาก Race seat ทำให้กระชับมากขึ้นเวลาขับขี่ และยังใส่ชิ้นส่วนเคฟลาร์เพิ่มขึ้นเป็นจุดเล็กๆ ชิ้นส่วนตัวช่วยดักลมต่างๆ จาก 40 Garage ที่ทำให้รถคันนี้ดูเป็นรถที่พิเศษกว่า R1M ทั่วๆ ไป เป็นคำถามที่ผมถามจะทุกครั้งที่ไปถ่าย “ในอนาคตจะแต่งเพิ่มไหม” คำตอบได้มาอย่างรวดเร็วฉับไวว่า “ถ้ามีโอกาส..จัดเต็มแน่อน” ทางเจ้าตัวเล็งๆ สวิงอาร์มแบบกลับหัวอยู่เพราะได้ท่อสเปกพิเศษมา อาจจะได้เห็นเร็วๆ นี้ และสำหรับคันนี้ ใช้เวลานานมากๆ ประมาณ 1 วัน หลังออกจากศูนย์ Yamaha Riders’ club ก็ดิ่งไปที่ 40 Garage ทางพี่ต๋อง เจ้าสำนัก ก็จัดให้เป็นสภาพนี้เลยก็ถือว่าเป็นรถที่สุดจัดอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจและจะติดตามต่อๆ ไป บอกไว้ก่อนว่า เดี๋ยวมีอีกคันตามมาเร็วๆ นี้ แน่นอน… รูปภาพ     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R

ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R เท่าที่เรารู้ถึงตอนนี้ ล่าสุด Kawasaki อินโดนีเซีย อัพโหลดคลิปวิดีโอ Jonathan Rea แชมป์โลก WorldSBK 5 สมัย หวด Kawasaki Ninja ZX-25R ในสนาม Jerez ที่ประเทศสเปน ที่ยังไม่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการอันมาจากพิษโรคระบาด COVID-19 ทาง Kawasaki ก็มีความพยายามรุกเร้าพวกเราไบค์เกอร์กันเหลือเกิน และในคลิปก็มีการเปิดเผยรายละเอียดฟีเจอร์เด่นๆ บางส่วนออกมาแล้ว ซึ่งละเอียดมากขึ้นกว่าก่อน ซึ่งเราก็จะเอามาแจงให้ดูว่ามีอะไรกันบ้างครับ ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R มีดังนี้ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 250 ซรซร แชสซีที่ออกแบบมาโดยใช้พื้นฐานมาจากรถแข่ง WorldSBK ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า แรมแอร์กลางตัวรถ แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ โช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 37 มม. โช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับแบ็กลิงก์แบบแนวนอน ยางแบบเรเดียล ระบบไฟ LED แทร็คชั่นคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ พาวเวอร์โหมด (2 โหมด Full / Low) รายละเอียดที่ให้มาแค่นี้ ไม่ต้องมีตัวเลขแรงม้าแรงบิด หรือตัวเลขอื่นๆ ผมว่าก็เพียงพอที่จะทำให้สาวกค่ายเขียวทีมกรีนได้เฮกันละมั้งครับงานนี้ บอกได้คำเดียวว่าเก็บเงินรอได้เลยสำหรับนักบิดสายสปอร์ต สายสนามแท้ๆ เร้าใจแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Kawasaki คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก