
กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในกลุ่ม Kawasaki Ninja ZX25R-ZX4R Club Thailand ได้โพสต์ภาพของ ปริศนา ZX-6R จอดทิ้ง อยู่ริมฟุตบาทบริเวณย่านหมอชิต
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในกลุ่ม Kawasaki Ninja ZX25R-ZX4R Club Thailand ได้โพสต์ภาพของ ปริศนา ZX-6R จอดทิ้ง อยู่ริมฟุตบาทบริเวณย่านหมอชิต

อัปเดตล่าสุด New Honda Monkey 2026 รถจักรยานยนต์จิ๋วระดับตำนาน อัปเกรดระบบเบรก ABS ใหม่ พร้อมเผย 3 เฉดสีใหม่สุดเท่ เช็กสเปคและราคาแนะนำที่นี่

Zontes 150X 2026 สกู๊ตเตอร์ 150cc ที่เบาที่สุดในโลกด้วยเฟรมอลูมิเนียมชิ้นเดียว แรง 17.7 แรงม้า พร้อมชิลด์ไฟฟ้าและหน้าจอ TFT ล้ำสมัย

สร้างความสั่นสะเทือนวงการรถจักรยานยนต์อีกครั้ง กับแบรนด์ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนาน 76 ปี จากอิตาลี ทำเซอร์ไพรส์เผยโฉมสุดยอดอิเลคทริคสกู๊ตเตอร์ EV Concept รุ่นต้นแบบ ในชื่อรุ่น Lambretta Elettra กับรูปโฉมที่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% Elettra รถรุ่นต้นแบบของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ดังฝั่งอิตาลี อย่างแลมเบรตต้า ที่นำมาเผยโฉมให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรกในโลก ภายในงาน EICMA 2023 (Esposizione Internazionale Ciclo Motociclo e Accessori 2023) จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 66 นี้ ซึ่งถือเป็นปีที่แบรนด์แลมเบรตต้าครบรอบ 76 ปี สำหรับชื่อ Elettra เป็นชื่อภาษาอิตาเลียน ที่นิยามถึงหญิงสาวทรงเสน่ห์ มากความสามารถมีความคิดนอกกรอบและมีความมั่นใจในตนเอง นอกจากนี้ ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็น จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก หรือผู้ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นจนได้รับเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งนั่นจึงเหมาะสมกับการนิยามความหมายให้กับรุ่นต้นแบบของ Elettra สกู๊ตเตอร์แนวคิดแห่งอนาคตอันมีดีไซน์ทรงเสน่ห์คันนี้ “ แรงบันดาลใจจากอดีต สู่ แนวคิดแห่งอนาคต ” เบื้องหลังของการออกแบบรูปโฉมของ Elettra สกู๊ตเตอร์แห่งอนาคตคันนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตในรุ่นตำนานอย่าง Model LD ในช่วงปี 1951-1958 นำมาถ่ายทอดเส้นสายของดีไซน์และพัฒนาใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ New Golden Era ของแลมเบรตต้า โดยใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA ดีไซน์โครงสร้างแบบ Low & Long อันเป็นเอกลักษณ์ของ แลมเบรตต้าซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว การออกแบบในส่วนของด้านหน้ารถ เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าที่ยังคงเอกลักษณ์ โคมหกเหลี่ยมพร้อมสลักโลโก้ LAMBRETTA ตรงกลาง ถัดลงมาที่โลโก้ INNOCENTI – LAMBRETTA ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดในหลากหลายโมเดลของแลมเบรตต้ามาหลายยุคหลายสมัย ก็ยังคงดีไซน์เดิมเอาไว้ แต่เพิ่มเติมลูกเล่นใหม่โดยใช้ lighting แบบแสงออกหน้า ถัดลงมาที่เอกลักษณ์สำคัญที่สาวกแลมเบรตต้าตัวจริงหรือชาวแลมเบรตติสต้า เรียกบริเวณนี้กันว่า จมูกหมู ซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์ที่มีในรถแลมเบรตต้ามาอย่างยาวนาน โดยในโมเดล Elettra คันนี้ ได้ปรับดีไซน์ใหม่ ให้มีการเล่น lighting ภายในดีไซน์ของบริเวณจมูกหมูถือเป็นการนำเสนอแบบใหม่ ที่เสริมคาแรคเตอร์ให้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงตัวตนของแลมเบรตต้าเอาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ ก็ยังคงแฝงดีไซน์การเล่น lighting ในจุดต่างๆ รอบคัน ทั้งบริเวณขอบคิ้วของตัวรถ ปลายแฮนด์ทั้งสองข้าง โลโก้บริเวณฝาข้างทั้งสองข้าง และที่แปลกตาคือไฟท้าย ในโมเดล Elettra รุ่นต้นแบบคันนี้ ออกแบบมาให้ไฟท้าย เล่น lighting สีแดง แบบที่ฝังอยู่ในตัวบอดี้ ไม่มีโคมแยกชิ้น ซึ่งหากไม่สตาร์ทรถ ก็จะเห็นเพียงชิ้นสีบอดี้แบบเนียนตาเลยทีเดียว สมกับเป็นดีไซน์ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบจริงๆ มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโมเดล Elettra คันนี้ คือ การออกแบบให้บอดี้ตัวรถสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ที่นอกจากจะได้อารมณ์ความล้ำนำสมัยขั้นสุดแล้ว ยังช่วยให้การเซอร์วิสหรือการคัสตอมอุปกรณ์ต่างๆด้านในกลายเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในส่วนของโครงสร้างด้านในตัวรถยังมีรายละเอียดทางด้านวิศวกรรมในการออกแบบที่เลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน ประกอบกับมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานแบบประหยัดแบตเตอรี่ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในโมเดล Elettra คันต้นแบบคันนี้ ยังมาพร้อมกับช่วงล่างเอกลักษณ์ กับระบบโช๊คด้านหน้าแบบ Double Arm-Link พร้อม ปั๊มเบรค Brembo รัดด้วยยางหน้า-หลัง ขนาด 12” จากแบรนด์สัญชาติเดียวกันอย่าง Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังจากอิตาลี ส่วนทางด้านหลังออกแบบให้ใช้ช่วงล่างแบบ “Push Rod” หรือระบบช่วงล่างที่นิยมใช้กันในรถ Super bike และ Hyper Car คือการออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ของสปริงโช๊คอัพไปในแนวระนาบแทน ซึ่งการวางแบบนี้ ในโมเดล Elettra จะสัมพันธ์กับการดีไซน์บอดี้ด้านข้างให้สามารถแคบลงได้ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งบอดี้สลิม รูปร่างเพรียว เมื่อมองจากทางด้านท้าย เหมือนกับโมเดลแลมเบรตต้าในอดีต อีกทั้งยังมีข้อดีที่ช่วยให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลมากกว่าแบบปกติทั่วไป สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้ Elettra จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ ถึง 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่ ECO โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด ทำให้ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จไกลขึ้น NORMAL โหมดการใช้งานทั่วไป SPORT โหมดที่ปล่อยกำลังของมอเตอร์ และแบตเตอรี่สูงสุด เพื่อให้อัตราเร่งและความเร็วสูงที่สุด

เปลี่ยนโซ่ กับ 5 จุดสังเกต ที่เหล่าไบค์เกอร์ควรรู้ สวัสดีแฟน ๆ SuperBike ทุกท่าน ครั้งนี้แอดก็ได้มีโอกาสมาแนะนำเกี่ยวกับชิ้นส่วนสำคัญในรถมอเตอร์ไซค์อย่าง “โซ่ สเตอร์” ตัวส่งกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อหลังให้รถมอเตอร์ไซค์สุดที่รักของท่าน สามารถเคลื่อนที่ได้นั่นเอง แต่ทว่าเมื่อใช้งานไปแล้ว เกิดอยาก เปลี่ยนโซ่ หรือยังไม่รู้ว่าควรเปลี่ยนโซ่ตอนไหนดี ให้ลองดู 5 จุดสังเกต ถ้าหากทุกคนเจออาการดังกล่าวนี้ ให้ทำการเปลี่ยนโซ่ได้ทันทีเลยครับ 5 จุดสังเกต ที่ควรต้องเปลี่ยนโซ่ มีอะไรบ้าง 1.โซ่ยืด “โซ่ยืด” หรือที่บ้านเรามักเรียกติดปากว่า โซ่หย่อน ปัญหายอดฮิตของรถมอเตอร์ไซค์ที่เหล่าไบค์เกอร์ล้วนเผชิญ (รถมอเตอร์ไซค์แบบใช้โซ่นะ) โดยสาเหตุของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการเสียดสีของชิ้นส่วน 2 ชิ้น คือ สลักและปลอกสลักเสียดสีกัน ใช้งานไปเรื่อย ๆ จนเกิดช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนที่ทำให้โซ่ยืด อันเป็นผลมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้ง บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป ตั้งโซ่ตึงจนเกินไป บิดกระชากหนัก ๆ เป็นต้น 2.สนิมขึ้นโซ่ หากโซ่รถใครสนิมขึ้นล่ะก็ เตรียมใจเปลี่ยนได้ทันที สำหรับอาการสนิมขึ้นโซ่ นั้นเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่า คุณขาดการทำความสะอาดดูแลรักษา ปล่อยให้ฝุ่น เศษละอองหินหรือทราย เข้ามาเกาะบริเวณโซ่ ปล่อยปะละเลยจนโซ่ขึ้นสนิม จนข้อต่อของตัวโซ่นั้นเสื่อมสภาพเป็นที่เรียบร้อย เพราะฉะนั้นควรเปลี่ยนทันทีก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ในวันข้างหน้า 3.ฟันสเตอร์แหลม หากรถใครยังไม่เกิดอาการตาม 2 ข้อข้างบนนี้ ให้ลองใช้นิ้วสัมผัสไปที่ที่ฟันสเตอร์หลังว่าแหลมมากน้อยเพียงใด หรือกดร่องสเตอร์ว่ามีความลึกน้อยแค่ไหน หากแหลมจนน่าเกลียดเกินไปละก็ แสดงว่าโซ่นั้นกินเนื้อฟันสเตอร์มากเข้าไปเต็มทีเสียแล้ว ควรเปลี่ยนโซ่สเตอร์ทั้งชุด เพื่อความอุ่นใจและความปลอดภัยของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ 4.ใช้งานเกินระยะที่กำหนด สำหรับโซ่ติดรถเดิม ๆ และใช้งานไปแล้วประมาณ 10,000 – 15,000 กม. ให้ลองสังเกตดูว่าโซ่รถของคุณเป็นอย่างไรบ้าง หรือทางที่ดีก็เปลี่ยนก่อนเลย และสำหรับโซ่ที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาหน่อย ให้ควรกะไว้ซักประมาณ 15,000 – 20,000 กม. หรือดูตามการใช้งาน ว่าใช้หนักมากน้อยเพียงใด ถ้าหากเป็นนักบิดสายซิ่งกระโชกโฮกฮาก แล้วโซ่เกิดอาการสึกหรอตามการใช้งานแล้วหล่ะก็ สามารถเปลี่ยนได้เลยครับ ไม่ต้องรีรอให้รถเกิดอาการก่อน ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อนครับ 5.เสียงดังผิดปกติ เสียงที่เกิดมาจากโซ่ในระหว่างที่คุณขับขี่ คอยรบกวนใจ ชวนให้หงุดหงิดทุกครั้ง นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า โซ่ของคุณนั้นไม่ไหวแล้ว หากปล่อยเช่นนี้อาจทำให้โซ่ขาดได้ ควรเปลี่ยนได้ทันทีเลย และในครั้งนี้ ตัวแอดเองก็ได้มีโอกาสนำรถเปลี่ยนชุดโซ่ สเตอร์ เนื่องจากใช้งานมาเกินระยะที่กำหนด มีเสียงดัง แถมสนิมขึ้น เรียกได้ว่าไม่ไหวแล้วจริง ๆ จึงเลยนำรถมาใช้บริการที่ศูนย์บริการยางบิ๊กไบค์และซ่อมบำรุง ShowPow ทุกสาขา สามารถสอบถามรายละเอียดการดูแลรักษาสินค้า หรือถ้าต้องการสินค้าสามารถติดต่อซื้อสินค้าได้เลย เปลี่ยนแล้ว ดียังไง หลังจากเปลี่ยนโซ่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนครับ ตัวผมเองก็เลือก โซ่ D.I.D สีดำทอง เลยขอลองเอามาขับขี่ดูกันหน่อย ซึ่งในจุดนี้แอดต้องขออภัยเพราะไม่ได้ถ่ายภาพตอนขับขี่มาให้ชม แต่จะขอเล่าฟีลลิ่ง ซึ่งหลังจากที่เปลี่ยนโซ่ไปแล้วรู้สึกว่า รถวิ่งดีขึ้น เสียงหาย ไม่รบกวนใจอีกต่อไป แถมได้ความหล่อ พรีเมียม ดูซิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ขี่ให้เขารู้ไปเลยว่าคันนี้ใช้ D.I.D นะ วิธีการทำความสะอาด และดูแลรักษาโซ่ สำหรับการดูแล บำรุงรักษาโซ่นั้น ควรหมั่นทำความสะอาด โดยใช้ผลิตภัณฑ์คลีนเนอร์ล้างคราบน้ำมันจาระบี เศษฝุ่นละออง หิน กรวด ทราย ที่ติดอยู่บริเวณโซ่ และหลังจากล้างแล้ว หมั่นหยอดน้ำมันหล่อลื่นในการใช้งานทุก ๆ 500 กม. หรือประมาณเดือนละครั้ง เพื่อรักษาสภาพสภาพยางโอริง ลดอาการเสียงดัง และควรตั้งโซ่ให้ได้ระยะตามมาตรฐานของคู่มือรถอีกด้วยนะครับ *ไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันเบนซินหรือผงซักฟอกในการล้างทำความสะอาดโซ่ เนื่องจากน้ำมันเบนซินจะทำปฏิกิริยากับยางโอริงของโซ่ ซึ่งจะส่งผลให้โอริงเสียหาย สรุปแล้วกันนะครับ ว่า “โซ่ เสตอร์” ถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมากในรถของคุณเลยแหล่ะ ยังไงก็อย่าลืมหมั่นสังเกต และดูแลรักษารถให้ดี ๆ ไว้ใช้งานได้นาน ๆ และขอให้สนุกกับการเดินทาง เพลิดเพลินไปกับขับขี่รถ 2 ล้อสุดที่รัก แล้วพบกันในบทความต่อไปกันครับ ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์สินค้าและของตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์เพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการยางบิ๊กไบค์และซ่อมบำรุง ShowPow – สาขาอ่อนนุช คลิกที่นี่ – สาขาบางบอน คลิกที่นี่ – สาขาสายไหม คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster 559 Twin บิ๊กสกู๊ตเตอร์อิตาเลียนสุดเท่ เรียกว่าตะลึงกันทั้งงานกับการเปิดตัวของบิ๊กสกู๊ตเตอร์อิตาเลียนสุดเท่ Italjet Dragster 559 Twin ซึ่งค่ายนี้มีจุดเด่นเรื่องดีไซน์สุดล้ำ พร้อมรถที่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระดับแนวหน้า แน่นอนว่าราคาเองก็แนวหน้าสุด ๆ ด้วยเช่นกัน แต่จะยังไงก็เถอะ เราลองไปส่องเจ้าคันใหม่คันนี้กันก่อนดีกว่าว่ามันมีอะไรเจ๋ง ๆ กันบ้าง เรื่องของดีไซน์ก็บอกเลยว่าโดดเด่น และออกมาในสไตล์ของซูเปอร์ไบค์สำหรับใช้งานในเมือง เรียกว่าเป็นสปอร์ตเออร์บันสกู๊ตเตอร์นั่นเอง โดยตัวรถมาในรูปทรงดุดัน ด้านหน้ามีแฟริ่งพร้อมวิงก์เล็ตทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ไฟหน้าคู่ LED ดุดัน ส่วนไฟเลี้ยวย้ายมาอยู่ตรงการ์ดเบรกการ์ดคลัตช์แทนดูล้ำสมัย ตรงกลางตัวรถเปิดเผยให้เห็นเครื่องยนต์กันอย่างชัดเจน มีเบาะนั่งแบบ 2 ตอนแยกชิ้น ด้านท้ายมีการออกแบบมาได้โฉบเฉี่ยวสวยงามลงตัว ดูโดดเด่นไม่ซ้ำใคร สำหรับเครื่องยนต์ตัวรถจะใช้เครื่องยนต์ใหม่และใหญ่ที่สุดคือ 2 สูบเรียงขนาด 550 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ มีถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร เคลมกำลังมา 58.33 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับเจ้าสกู๊ตเตอร์คันนี้ก็คือการที่ตัวรถไม่ได้ใช้ระบบเกียร์ CVT และระบบสายพาน แต่กลายเป็นระบบเกียร์แมนวล 6 สปีดและระบบส่งกำลังแบบโซ่แทน พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เรียกว่าน่าจะถูกใจสายซิ่งกันน่าดูล่ะครับ ส่วนช่วงล่างนั้นค่อนข้างจัดเต็มมาก ๆ ในส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 270 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo อีกเช่นกัน ขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ปรับแต่งได้ และปรับความสูงของโช้คได้อีกด้วย ปิดท้ายด้วยล้อและยาง ทางค่ายให้ยาง Pirelli Diablo Scooter 120/70 R15 และ 160/60 R15 ทั้งนี้ทางค่ายยังไม่ได้มีการเปิดเผยในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่แน่ ๆ จะมีระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และอาจจะมีระบบแทร็คชันคอนโทรล และหน้าจอสี TFT เป็นต้น ส่วนราคานั้นยังไม่ได้ระบุเช่นกัน แต่หากเทียบกับเกรย์มาร์เก็ตเมืองไทยที่นำตัวพิกัด 200 มาขายในราคาดุดันมากถึง 540,000 จากราคายุโรปที่ราว ๆ 2 แสนกว่าบาทนั้น สำหรับตัว 559 นี้ ราคาน่าจะโดดไปมากเลยทีเดียว ราคายุโรปเมื่อคิดเป็นเงินบาทก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 5 แสนกลาง ๆ ถ้าเข้าไทยก็น่าจะโดดไปอีกไกลเลยล่ะครับ แต่คิดว่าคงเป็นไปได้ยากสักหน่อยที่จะมีตัวแทนอย่างเป็นทางการในไทยน่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เทียบสเปก CBR500R 2024 vs Ninja 500 SE 2024 สปอร์ตไบค์พิกัด 500 ซีซีจากค่ายญี่ปุ่น Honda และ Kawasaki ที่มีความใกล้เคียงกันมาก ๆ

Ninja 500 SE 2024 ปรับโฉม อัปซีซี รับมือคู่แข่ง ใหม่หมดยกคันกับสปอร์ตไบค์คันใหม่ล่าสุดจากค่ายยักษ์เขียว Kawasaki Ninja 500 SE 2024 ที่มีหัวใจหลักใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ความแรงที่มากขึ้น พร้อมสไตล์และ DNA เรซซิ่งตามแบบฉบับของนินจา ที่โฉบเฉี่ยวดุดันยิ่งขึ้น ดีไซน์ ดีไซน์จากหัวจรดท้ายยังคงมีความลื่นไหลแบบสปอร์ต โดยเฉพาะลายกราฟิกของโมเดล SE หรือ Special Edition ที่มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยครอบหม้อน้ำ ครอบเบาะท้าย เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะเป็นเครื่องยนต์พิกัดใหม่ 2 สูบเรียงขนาด 451 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 45.4 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 42.6 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 14 ลิตร อ่อ ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์มาช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยนะ ช่วงล่าง ตัวรถนอกจากจะมีเฟรมถักน้ำหนักเบา ที่มีดีไซน์คล้าย ๆ กับของ H2 ให้ความบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่ดี ผนวกกับการใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนนึงในการรับโหลด ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 172 กิโลกรัมเท่านั้น ขณะที่เรื่องของระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 310 ม.ม.คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนา 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ส่วนล้อและยางจะมีขนาด 110/70-R17 และ 150/60-R17 หน้าหลังตามลำดับ เทคโนโลยี โมเดลนี้ยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างหน้าจอสี TFT ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธได้ มีช่องจ่ายไฟแบบ USB-C ตามแบบสมัยใหม่ และยังมีระบบ KIPASS หรือระบบกุญแจแบบคีย์เลสแล้วอีกด้วย เรียกว่าเพิ่มความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดีครับ สุดท้ายนี้โมเดลนี้น่าจะมาจำหน่ายในไทยแทนที่ Ninja 400 ที่จำหน่ายในไทยเป็นแน่ ราคาก็น่าจะปรับขึ้นไปอีกเล็กน้อย หากเทียบกับเจ้า 400 ที่ขายในไทยตอนนี่ที่ราคา 224,400 บาท งานนี้ก็อาจจะได้เห็นตัวเลขสองกลาง ๆ ขึ้นไปแน่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 18 ที่เซปัง ประเทศมาเลเซีย สำหรับการแข่งขันในรอบ PETRONAS Grand Prix of Malaysia ซึ่งเป็นสนามที่ 18 แล้ว ไปแข่งที่สนาม PETRONAS Sepang International Circuit มีทางตรงที่ยาวที่สุด 920 เมตร ก็มีนักแข่งทำท็อปสปีดกันได้พอสมควร ไปดูกันเลยว่าใครได้เท่าไหร่กันบ้าง อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 1 89 Jorge Martin Ducati 333.3 332.5 2 1 Francesco Bagnaia Ducati 332.3 331.2 3 5 Johann Zarco Ducati 331.2 327.4 4 12 Maverick Vinales Aprilia 330.2 328.8 5 72 Marco Bezzecchi Ducati 330.2 329.5 ส่อง Top Speed MotoGP 2023 สนามที่ 18 อันดับ เบอร์ นักแข่ง รถ Top Speed เฉลี่ย 6 73 Alex Marquez Ducati 330.2 328.8 7 93 Marc Marquez Honda 330.2 329.6 8 10 Luca Marini Ducati 329.2 326.5 9 23 Enea Bastianini Ducati 329.2 327.5 10 43 Jack Miller KTM 329.2 327.7 11 19 Alvaro Bautista Ducati 328.2 325.6 12 20 Fabio Quatararo Yamaha 328.2 326.7 13 37 Augusto Fernandez KTM 328.2 326.6 14 41 Aleix Espargaro Aprilia 328.2 323.1 15 21 Franco Morbidelli Yamaha 327.2 235.3 16 49 Fabio Di Giannantonio Ducati 326.2 322.3 17 25 Raul Fernandez Aprilia 325.3 320.8 18 27 Iker Lecuona Honda 324.3 320.5 19 30 Takaaki Nakagami Honda 324.3 322.9 20 44 Pol Espargaro KTM 324.3 321.9 21 33 Brad Binder KTM 321.4 318.9 22 88 Miguel

Panigale V4 SP2 30° Anniversario 916 รุ่นพิเศษเน้นไล่เบา เนื่องในโอกาสพิเศษอีกแล้ว (โอกาสพิเศษเยอะมากจริง ๆ ค่ายรถอิตาลีนี่) ครบรอบ 30 ปี Ducati 916 สปอร์ตไบค์ฟูลแฟริ่งระดับตำนานของทางค่าย ที่เป็นเหมือนดั่งหมุดหมายที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และความแรงด้วยการคว้าแชมป์โลกจากฝีมือของ Carl Forgarty ในปี 1999 ด้วยการเปิดตัว Panigale V4 SP2 30° Anniversario 916 โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน ดีไซน์ สำหรับเจ้ารุ่นพิเศษคันนี้แน่นอนว่ามีการสกัดเอา DNA ของเจ้าไนน์วันซิกส์ที่เป็นดั่งตำนานที่โลกต้องจดจำ มาบรรจุเอาไว้อย่างเต็มที่ สังเกตได้จากด้านหน้าตัวรถ ไฟหน้า ช่องแอร์อินเทค รูปทรงตัว V บนแฟริ่ง รูปทรง ถังน้ำมันทรงเพชร ท้ายที่สั้นและดูปราดเปรียว และสวิงอาร์มเดี่ยว สีสันไตรคัลเลอร์อันเป็นเอกลักษณ์ เพลตนัมเบอร์สีขาว และเบอร์ 1 ส่วนสีดำบนแฟริ่งหน้าชวนให้นึงถึงแอร์ดักต์ของเจ้า 916 ถังน้ำมันส่วนล่างเองก็สีดำเพิ่มความเข้มได้ดี และละม้ายคล้ายตำนาน ครอบถังน้ำมันยังมีโลโก้สีทองแบบเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้โลโก้ที่แฟริ่งข้างที่เป็นตัวเลข 916 ก็มาในเฉดสีเงินขอบทองดูมีมิติลงตัว และที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับรถลิมิเต็ดแบบนี้นั่นก็คือนัมเบอร์บนแผงคอรถจากการยิงเลเซอร์บ่งบอกความเป็นของแทร่ ไม่ได้แต่งมาให้เหมือนรถลิมิเต็ดแบบที่หลาย ๆ คนชอบทำกันนั่นเอง แน่นอนว่ามีใบรับรองและผ้าคลุมพิเศษให้มาด้วยครับ รายละเอียดของแต่งพิเศษ โมเดลพิเศษนี้ยังมีของแต่งพิเศษเพิ่มเติมเสริมความโดดเด่น อาทิ ฝาถังแต่งแบบเรซซิ่ง แอร์ดักต์ระบายความร้อนระบบเบรกหน้า การ์ดท่อไอเสีย วิงก์แบบดับเบิ้ลโปรไฟล์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านน้ำหนักเบา เบากว่าล้อฟอร์จ Marchesini ของ V4 S 1.4 กิโลกรัม และ V4 3.4 กิโลกรัม ทำให้แรงเฉื่อยน้อยลง ด้านหน้า 26% ด้านหลัง 46% ทำให้รถคล่องตัวมากขึ้น ใช้แรงคุมน้อยลง และบังคับได้มากขึ้น ยังมีระบบเบรกตัวสุดมีคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema R และท่อแอร์ดักต์ระบายความร้อน ช่วยให้ประสิทธิภาพในการเบรกสูง คงเส้นคงวา ไม่ต้องกำมากขึ้นแม้ท้ายรอบการลงหวดในสนาม ปั๊มบน Brembo MCS พร้อมรีโมทปรับ ช่วยให้ปรับการตอบสนองได้สะดวกโดยไม่ต้องจอด มีระบบคลัตช์แห้ง STM EVO ให้ความลื่นไหลในช่วงของการขับขี่ ทั้งยังเอื้อให้ปรับแต่งเอ็นจิ้นเบรกแบบกลไกได้ด้วยการเปลี่ยนสปริงคลัตช์ และด้วยการที่ครอบคลัตช์มันเปิดยังให้สาวกดูคาติได้เพลิดเพลินไปกับเสียงที่ใคร ๆ ก็น่าจะชื่นชอบ มีพักเท้า CNC จากอลูมิเนียมที่ปรับตำแหน่งได้ และช่วยให้ควิกชิฟเตอร์ของทางค่ายยังสามารถปรับแต่งได้อีกด้วย และสุดท้ายยังมีระบบเก็บข้อมูล Ducati Data Analyser+ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาตรวจสอบและปรับปรุงพัฒนาการขับขี่และตัวรถได้ สุดท้ายนี้ตัวรถจะส่งมอบพร้อมชุดคิทสำหรับพร้อมหวดในสนาม ซึ่งในนั้นจะมีฝาอลูมิเนียมสำหรับอุดรูกระจกมองหลัง ชุดถอดป้ายทะเบียน ฝาครอบคลัตช์คาร์บอนแบบเปิด และระบบเก็บข้อมูลที่กล่าวไปแล้วนั่นเอง ส่วนรายละเอียดทางเทคนิคอื่น ๆ อย่างเครื่องยนต์และช่วงล่างส่วนอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ครับ รวมรายการอุปกรณ์ ** สำหรับโมเดลนี้โดยเฉพาะ * สำหรับใช้งานในสนามแข่งเท่านั้น – ชุดสีพิเศษ ** – แผงคอ CNC พร้อมนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน (XXX/500)* – ถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา – ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ – เบาะปักโลโก้ 30 ปี ** – วิงก์คาร์บอนไฟเบอร์ – บังโคลนคาร์บอนไฟเบอร์ – สกู๊ปดักลมเบรกคาร์บอนไฟเบอร์ ** – การ์ดท่อคาร์บอนไฟเบอร์ ** – คลัตช์แห้งSTM-EVO SBK – ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ 5 ก้านแยก – คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema R® – ปั๊มบน Brembo MCS 19.21 (Multiple Click System) พร้อมรีโมทปรับ – ก้านเบรกและก้านคลัตช์เซาะร่อง – พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดส้นเท้าคาร์บอนไฟเบอร์ – ปรับเป็นเบาะตอนเดียวได้ – ระบบเก็บข้อมูล Ducati Data Analyser+

CBR150R 2024 อัปสีใหม่ สปอร์ตเต็มขั้น หลังโหมกระหน่ำกับโมเดลใหม่ในงาน EICMA 2023 ที่อิตาลีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาดูค่ายปีกนกฝั่งบ้านเรากันบ้าง โดยล่าสุดเปิดตัว New Honda CBR150R โมเดลสายสปอร์ตตระกูล CBR Series กับ 2 สีใหม่ “สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED)” และ “สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK)” ซึ่งมาพร้อมคอนเซปต์ “For the Real Racing Spirit แรงเท่าที่ใจอยากแรง” พร้อมอัปลุคความสปอร์ตให้โดดเด่นกว่าเดิมด้วยลายเส้นกราฟิกและล้ออัลลอยสีทองใหม่ สะท้อนความเป็น Sport Aggressive ได้อย่างลงตัว สำหรับสีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED) มาพร้อมกราฟิกไตรคัลเลอร์ ที่ถ่ายทอดมาจากดีไซน์ของตัวแข่งฮอนด้าในศึก World Superbike และ สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK) ที่ให้ความดุดันกว่าเดิม ลงตัวกับไฟหน้า LED 2 ชั้น แบบ Double-Layered ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมกับ Position Light คู่บน และไฟเลี้ยว LED เฉียบคมด้วยเส้นสายบนตัวรถที่บ่งบอกความเป็นสปอร์ตขั้นสุด รวมทั้ง ยังถ่ายทอด DNA ความเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจากสนามแข่งด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 150 ซีซี DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังความแรงด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมระบบ Assist Slipper Clutch ช่วยลดแรงกระชากของล้อหลังขณะเปลี่ยน ขับขี่สนุกด้วยท่านั่งในแบบ “Super Sport Riding Position” ที่โอบรับสรีระผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระชับ และคล่องตัว ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสอารมณ์ของความเป็นรถซูเปอร์สปอร์ตตัวจริง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบกันสะเทือน ด้วยการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับ จากแบรนด์ SHOWA ดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ ABS เสริมด้วยระบบไฟฉุกเฉิน ESS แสดงสัญญาณไฟกะพริบเมื่อใช้เบรกอย่างกะทันหัน สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED) สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK) โดย Honda CBR150R พร้อมวางจำหน่ายรุ่น ABS 2 สีใหม่ “สีแดงกรังด์ปรีซ์เรด (GRAND PRIX RED)” และ “สีดำ (DOMINATOR MATTE BLACK)” ราคาแนะนำ 99,900 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Shark Aeron GP หมวกใบแรกในโลกที่ปรับทรงหมวกได้เองตามท่าทางขับขี่ เปิดตัวแล้วในงาน Eicma 2023 กับหมวกกันน็อกใบแรกในโลกที่สามารถปรับรูปทรงหมวกได้เองตามท่าทางการขับขี่ ซึ่งก็คือเจ้า Shark Aeron GP ใบที่คุณเห็นอยู่นี้ สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่ามันปรับรูปทรงยังไงนั้น ผมจะอธิบายให้ฟังว่ามันปรับทรงได้ด้วยระบบที่ชื่อว่า A²S หรือ Adaptive Aero System คือ ระบบที่ออกแบบมาให้สปอยเลอร์ด้านหลังพับขยับปรับทรงได้คล้ายปีกเครื่องบินช่วยลดกระแสลมปั่นป่วน ลดแรงฉุดจากแรงลม ตามหลักแอโรไดนามิกส์ ซึ่งช่วยให้หมวกนิ่งและลดความเมื่อยล้าได้ และแน่นอนว่ามันช่วยให้คุณขี่ได้เร็วขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบใหม่ในหลายส่วน เช่น ตัวหมวกด้านบนทำจากวัสดุคาร์บอนอารามิดมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ แต่ช่วยซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ออกแบบนวมหมวกภายในใหม่ใช้วัสดุต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดกลิ่นอับ มีนวมแก้มแบบ 3D Pad กระชับยิ่งขึ้น นวมรองหูแบบถอดออกได้ แผ่นกันลมหายใจย้อนไปที่ชิลด์หน้า เพื่อกันฝ้า ยังมีสายรัดคางใหม่พร้อมระบบออโต้ล็อกแบบแม่เหล็ก ตัวสายสามารถปรับระดับได้ และถอดซักได้ด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบา โดยน้ำหนักหมวกชั่งจากไซส์ M อยู่ที่ 1,410 กรัม + – 50 กรัม ถือว่าเบามาก ๆ ส่วนมาตรฐานแน่นอนว่าผ่าน ECE 22-06 มาตรฐานใหม่ของทางยุโรปแล้ว สุดท้ายนี้หมวกรุ่นนี้จะมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ XS – XXL กันเลยทีเดียว ส่วนสนนราคาก็น่าจะแรงไม่เบาเช่นกัน ซึ่งหากเทียบกับ Race-R Pro GP หมวกสายเรซซิ่งท็อปสุดของทางค่ายที่มีค่าตัวที่ 32,900 บาท หมวกตัวใหม่นี้ก็น่าจะแพงกว่ารุ่นดังกล่าวขึ้นไปอีก เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ของมัน งานนี้ใครเป็นนักซิ่งที่ชอบความเทพความสุดใบนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดีเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB650R 2024 ปรับโฉม เสริมเข้ม เติมจอสี Honda CB650R 2024 เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับการปรับโฉมใหม่และเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่รับปีหน้าฟ้าอมร พร้อมเพิ่มทางเลือกพิเศษเพื่อมือใหม่จะได้มีโอกาสขี่รถมีคลัตช์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งหลัก ๆ ของโมเดลใหม่นี้จะเป็นเรื่องของดีไซน์และหน้าจอสีที่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ ดีไซน์ ยังคงมาในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่เช่นเดิม แต่มีการปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นตั้งแต่หัวจรดท้าย ด้านหน้าเด่นด้วยไฟหน้าใหม่ที่แน่นอนว่าเป็น LED เต็มระบบแล้ว ครอบหม้อน้ำ เบาะคนนั่งและคนซ้อนปรับรูปทรงใหม่ และมีช่องจ่ายไฟใต้เบาะแบบ USB-C ส่วนท้ายรถและไฟท้ายที่มีการปรับใหม่ ให้ดูลงตัวรับกันดีมากยิ่งขึ้น ส่วนบริเวณค็อกพิทก็จะมีหน้าจอเรือนไมล์ใหม่เป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync ที่ช่วยให้ใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของโทรศัพท์ได้สะดวก และแน่นอนว่ามีสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่มาพร้อมไฟแบ็กไลท์ที่ช่วยให้ใช้งานง่ายและสะดวกแม้ว่าจะต้องใช้งานตอนกลางคืนก็ตาม เรียกว่าเป็นการอัปเดตตาม ๆ กันมาแบบเดียวกันกับ CBR650R ที่เป็นเสมือนแฝดคนละฝานั่นเอง เครื่องยนต์และช่วงล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่าง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนะครับ เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 4 สูบเรียง 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมพละกำลังมาที่ 93.87 แรงม้าที่ 12,000 รอบและแรงบิด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีขนาดถังน้ำมัน 15.4 ลิตร ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 240 ม.ม.มีคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว ส่วนล้ออลูมิเนียมมีขนาดล้อและยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็จะมีระบบ HSTC หรือแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS และพิเศษสำหรับรุ่น E-Clutch ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ที่ช่วยให้คุณเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์อีกเลย ไม่ว่าจะตอนไหน ซึ่งต่างจากควิกชิฟเตอร์ที่ยังต้องใช้คลัตช์ในการออกตัวและหยุดรถ ซึ่งเป็นออปชันที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ ส่วนมือเก๋าจะไม่ใช้ระบบนี้ก็สามารถกำคลัตช์ตามปกติได้เลย หรือจะใช้คลัตช์เพื่อการขับขี่แบบดุดันก็ทำได้เช่นกันครับ แต่ก็ต้องและมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีก 2 กิโลกรัมด้วยนะ สุดท้ายนี้โมเดลนี้ผลิตในไทย แน่นอนว่ามีขายไทยแน่นอน กำเงินรอได้เลย ถือว่าเป็นบิ๊กไบค์ไซส์กลางสำหรับไบค์เกอร์ที่เน้นความหล่อเท่ที่คุ้มค่าแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR650R 2024 ปรับโฉมใหม่ ใส่จอสีล้ำทันสมัยสำหรับเจ้าสปอร์ต 4 สูบเรียงไซส์กลางอย่าง Honda CBR650R 2024 ที่เปิดตัวในงาน Eicma 2023 ที่อิตาลีเองก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกและหน้าจอสี ส่วนอื่น ๆ จะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่ถ้าหากคุณเป็นมือใหม่ล่ะก็โมเดลนี้เขามีอ็อปชันเสริมพิเศษให้ด้วยนะ ถ้าสนใจ เอาล่ะถึงตรงนี้แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไปตะลุยอ่านกันได้เลยครับ ดีไซน์ สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของไฟหน้า LED คู่ดีไซน์ใหม่ แฟริ่งด้านบนและด้านล่างปรับใหม่ให้ดูมีความปราดเปรียว ถัดเข้ามาที่ค็อกพิทจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชัน Honda RoadSync เพื่อใช้งานระบบนำทางและฟังก์ชันอื่น ๆ ของสมาร์ทโฟนได้ ถัดมาที่แฮนด์ด้านซ้ายมีสวิตช์เกียร์ควบคุมใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายแถมยังมีไฟแบ็กไลท์ให้ใช้งานได้สะดวกแม้ยามค่ำคืนอีกด้วย นอกจากนี้ก็จะมีเบาะคนขี่และคนซ้อนปรับทรงใหม่ให้เข้ากับท้ายใหม่ได้อย่างลงตัวมากขึ้น โดยที่ความสูงไม่ได้เพิ่ม และแอบใส่ช่องจ่ายไฟ USB-C มาให้ใต้เบาะด้วย ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เครื่องยนต์และช่วงล่าง ในส่วนของเครื่องยนต์และช่วงล่าง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้นจะขอบอกคร่าว ๆ นะครับ เครื่องยนต์ยังเป็นเครื่อง 4 สูบเรียง 649 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ 93.87 แรงม้าที่ 12,000 รอบและแรงบิด 63 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีขนาดถังน้ำมัน 15.4 ลิตร ช่วงล่างจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ 10 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็น ดิสก์เบรกหน้าคู่ 310 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 240 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว มีล้อแบบอลูมิเนียม และมีขนาดล้อและยางเป็น 120/70-ZR17 และ 180/55-ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็จะมีระบบ HSTC ที่คล้ายกับแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และระบบไฟกระพริบฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS และพิเศษสำหรับรุ่น E-Clutch ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีใหม่จากทาง Honda ที่ช่วยให้คุณเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์อีกเลย ไม่ว่าจะตอนไหน ซึ่งต่างจากควิกชิฟเตอร์ที่ยังต้องใช้คลัตช์ในการออกตัวและหยุดรถ ซึ่งเป็นออปชันที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ ส่วนมือเก๋าจะไม่ใช้ระบบนี้ก็สามารถกำคลัตช์ตามปกติได้เลย หรือจะใช้คลัตช์เพื่อการขับขี่แบบดุดันก็ทำได้เช่นกันครับ สุดท้ายนี้โมเดลนี้ผลิตในไทย แน่นอนว่าขายไทยแน่นอน กำเงินรอได้เลย ถือว่าเป็นสปอร์ตไบค์ไซส์กลางที่แจ่มแมวมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Countdown MOTOR EXPO 2023 นับถอยหลัง สู่งานยิ่งใหญ่แห่งปี เตรียมนับถอยหลัง สู่งานมหกรรมยายนต์ ครั้งที่ 40 กับ Countdown MOTOR EXPO 2023 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2566 นี้ ณ อาคารชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยครั้งนี้จัดหนัก จัดเต็มกับโมเดลใหม่จากค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือยานยนต์ และอากาศยาน มากกว่า 73 แบรนด์ทั่วโลก ขนทัพมาโชว์ในงานพร้อมจัดโปรโมชันแบบสุดพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น โดยงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้จัดงาน ผู้ประกอบการภาคเอกชน รวมไปถึงผู้ประกอบการรายใหม่จากค่ายต่าง ๆ ที่จะมาร่วมสร้างสีสัน และเตรียมพร้อมนำเสนอโมเดลใหม่ พร้อมนวัตกรรมสุดพิเศษแบบที่ไม่มีใครเห็นมาก่อน โดยมีค่ายรถยนต์ 40 แบรนด์ที่ร่วมงาน ได้แก่ AION, AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, CHANGAN, FORD, GWM, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LEXUS, LOTUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NETA, NEX, NISSAN รวมถึง PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, SMOGO, SUBARU, SUZUKI, TATA, TESLA, TOYOTA, VOLVO, WULING รวมถึงชุดแต่งและรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT สำหรับค่ายรถจักรยานยนต์ที่นำมาโชว์ในงานประกอบไปด้วย ALPHA VOLANTIS, BMW, CINECO, CYCLONE, EM EV BIKE THAILAND, FELO, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, I-MOTOR KAWASAKI, LAMBRETTA, LYVA, RAPID, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, SCOMADI, SMOGO, SOLAR, SUZUKI, TRIUMPH, YAMAHA และ ZEEHO ค่ายรถขนทัพมาเยอะขนาดนี้ คงอลังการแน่นอน..เอาหล่ะ เตรียมตัวกันให้พร้อม แล้วมาชมโมเดลใหม่ เผื่อได้ของที่ถูกใจในราคาสุดพิเศษ แล้วพบกันในงานนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก