Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
เปิดตัว BMW F 750 GS

เปิดตัว BMW F 750 GS และ F 850 GS รุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี GS 40 Years GS Edition models BMW เปิดตัว BMW F 750 GS และ F 850 GS รุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี GS ต้อนรับปี 2021 ซึ่ง ได้แก่ F 750 GS, F 850 GS และ F 850 GS Adventure นอกจากสีสันใหม่ที่มักจะมีการเปลี่ยนเป็นประจำอยู่ทุกปี ก็จะยังมีชุดสีพิเศษดำและทอง เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของรถตระกูล GS อีกด้วย โมเดลพิเศษภายใต้ชื่อ ’40 Years of GS Edition’ มีจุดเด่นคือสีดำและสีทอง ยังมีสีเหลืองบริเวณจุดต่างๆ เสริมความเด่นให้กับตัวรถ อาทิ แฮนด์การ์ด เบาะนั่ง ถังน้ำมันและชิ้นส่วนพลาสติก ส่วนโมเดลอื่นๆ ก็จะเป็นสีทั่วๆ ไป รวมไปถึงสีแดง Racing Red สำหรับ F 850 GS ไม่เพียงแค่สีสันและลวดลายกราฟิกใหม่แล้ว รถทั้ง 3 โมเดลนี้จะได้รับการติดตั้งไฟเลี้ยวแบบ LED มาจากโรงงานด้วยเลย รวมไปถึงช่องชาร์จไฟแบบ USB ใกล้ๆ กับเรือนไมล์อีกด้วย และเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่ ระบบเบรกแบบ Cornering ABS และแทร็คชันคอนโทรลก็จะถูกใส่มาด้วยเลย ส่วน F 850 GS ยังจะมาพร้อมชิลด์หน้าปรับระดับได้ แท่นยึด GPS แบบสูง และมีหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ติดรถสแตนด์ดาร์ดมาด้วยเลย และอีกนิดกับรายละเอียดย่อยๆ คือทาง BMW ยังได้ทำการปรับปรุงการทำงานของโหมดการขับขี่ Dynamic ซึ่งเป็นโหมดย่อยในชุดโหมดการขับขี่แบบ Pro (ซึ่งเป็นอ็อพชั่นเสริม) จะมีการใส่ตัวเอ็นจิ้นเบรกคอนโทรลและไดนามิกเบรกคอนโทรลเข้ามาช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยรถจะเริ่มวางจำหน่ายในโชว์รูมตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ส่วนเมืองไทยก็น่าจะไม่หนีจากกันมากนัก หากไม่มีปัญหาหรือวิกฤติการณ์อะไรอีกนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CBR1000RR-R หล่อจัด

CBR1000RR-R หล่อจัด จนได้ไปโชว์ใน Red Dot Design Museum รถใหม่หลายคันได้รับการจดจำอย่างเป็นอย่างดีจากการดีไซน์ และไม่ต้องแปลกใจเพราะ Honda CBR1000RR-R ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่โดดเด่นมากๆ ทั้งภายนอกและภายใน มันมีดีไซน์ที่น่าทึ่งและมันก็เท่มากๆ ด้วย ถ้าคุณเป็นสาวก Honda ก็ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะไม่เพียงแต่เจ้า CBR1000RR-R คันใหม่นี้จะชนะรางวัล Red Dot Design Award แต่มันยังได้รับการเชิญให้เข้าไปในโชว์ในพิพิธภัณฑ์การออกแบบร่วมสมัยของ Red Dot ในเมือง Essen ประเทศเยอรมนีอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เจ้าพิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้มี 3 ที่ทั่วโลก ได้แก่ที่ สิงค์โปร์ จีนและเยอรมนี “เวลาผมคิดถึง Honda สิ่งแรกที่ลอยเข้ามาในหัวผมเลยก็คือมอเตอร์ไบค์” Peter Zec ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Red Dot Design Award เล่า “Honda Fireblade สมควรที่จะได้รับรางวัล Red Dot เพราะคณะกรรมการชอบมันมากๆ และเราก็มีกรรมการที่บ้ามากๆ ที่ให้คะแนนมอเตอร์ไซค์ มีกระทั่งนักบิดที่เป็นนักแข่งมืออาชีพ นอกจากนี้มันไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์เท่านั้น แต่มันยังมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงได้รางวัล” พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เขาชมงานพิเศษนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายใต้ชื่องานว่า “Milestones in Contemporary Design” หรือหมุดหมายสำคัญในการออกแบบร่วมสมัย และแน่อนว่าเจ้า CBR เป็นหนึ่งในสิ่งของหลายอย่างที่ไปออกแสดงโชว์ ส่วนสาวกบ้านเราอาจจะต้องรอไปถึงปลายปีนี้หรืออาจจะต้นปีหน้าเลย เพราะว่าปัญหาใหญ่ๆ อย่างเจ้าโรค Covid-19 นั้นส่งผลกระทบตลาดมอเตอร์ไซค์ไปทั่วโลกจริงๆ ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa เผยโฉม

VESPA เผยโฉม SPRINT 150 i-Get ABS สีแดงเมทัลลิกใหม่ทั้งร้อนแรงและหรูหรา ความเร่าร้อนที่จะกระตุ้นอะดรีนาลีนความสนุกให้พุ่งพล่านในทุกการขับขี่ กับสกู๊ตเตอร์ตระกูล Sprint ที่พร้อมให้คุณได้สัมผัสเสน่ห์แห่งความร้อนแรง กับ Vespa Sprint 150 i-Get ABS เฉดสีใหม่ สีแดงเข้มเมทัลลิก Red Scarlatto ที่มาพร้อมออพชั่นอำนวยความสะดวกอันทันสมัยและสมรรถนะที่เร้าใจ ให้ทุกการเดินทางเต็มเปี่ยมด้วยความสนุกยิ่งกว่าที่เคย Vespa Sprint รถสกู๊ตเตอร์ดีเอ็นเอแห่งความสปอร์ต ผสมผสานความคลาสสิกของยุค ’60s พร้อมความทันสมัย ดุดัน และทรงสมรรถนะตามแบบฉบับปัจจุบัน โดยครั้งนี้ Vespa เผยโฉม Sprint 150 มาพร้อมกับสีใหม่ สีแดงเข้มเมทัลลิก Red Scarlatto กับแนวคิด “It’s not just red. it’s scarlatto. Inspired by roman red to sexy red scarlatto” เปรียบเสมือนนิยามที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของรถสกู๊ตเตอร์สีใหม่รุ่นนี้ ที่ไม่ใช่แค่สีแดง แต่เป็นสีแดงเข้มที่ได้แรงบันดาลใจจากสีแดงของชาวโรมัน สะท้อนความหรูหรา สง่างาม และมีเสน่ห์ รถสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้สร้างแรงดึงดูดและพร้อมสะกดทุกสายตายามโลดแล่นบนท้องถนน ด้วยรูปทรงที่ปราดเปรียวของตัวถังรถที่ผลิตจากเหล็กกล้า สะท้อนความแข็งแรง พร้อมมิติการดีไซน์ที่มีความโดดเด่น คล่องตัว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คงเสน่ห์ด้วยไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมสไตล์สปอร์ต ตกแต่งรายละเอียดให้มีความหรูหราและสปอร์ตด้วยสีโครเมี่ยมตัดกับสีแดงเข้มเมทัลลิกของตัวรถ อาทิ กรอบไฟหน้า – ไฟหลัง กระจกมองหลัง คิ้วตัวถังหน้ารถ ฝาครอบท่อไอเสีย ที่พักเท้า ที่จับสำหรับผู้โดยสาร และขอบล้อ เบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบให้มีลุคสปอร์ตแฝงความคลาสสิก องค์ประกอบต่างๆ ถูกออกแบบให้เข้ากันกับตัวถังรถ และขับเน้นความโดดเด่นของเฉดสีแดงเข้มเมทัลลิก Scarlatto ออกมาได้อย่างลงตัว พร้อมส่งมอบความสนุกให้คุณทะยานไปกับความเร้าใจแห่งการขับขี่ทุกเส้นทางแล้ววันนี้ Vespa Sprint 150 i-Get ABS สีแดงเข้มเมทัลลิก (Red Scarlatto) วางจำหน่ายแล้วในราคา 132,400 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ เวสป้า สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเวสป้าทั่วประเทศ และสามารถติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ของเวสป้าได้ที่ LINE @vespathailand หรือ http://www.vespa.co.th เฟซบุ๊ก Official Vespa Society Thailand และ อินสตาแกรม @vespathailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Honda CBR600RR 2020 เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้

Honda CBR600RR 2020 เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ https://youtu.be/lSvf-XbVWl8 ล่าสุด Honda ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมหน้า CBR600RR 2020 โดยมีการปล่อยภาพนิ่งเพียงภาพเดียวอย่างที่เห็นด้านบน และก็ปล่อยคลิปทีเซอร์เรียกน้ำย่อยราวๆ 1 นาทีกว่าๆ เพื่อเรียกแขก แต่ข้อมูลรายละเอียดต้องรออีกทีในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้ครับ โดย Honda CBR600RR 2020 เป็นซูเปอร์สปอร์ตไบค์เจเนอเรชั่นใหม่ แต่พิกัดเดิม คือใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง แบบ 4 จังหวะ ขนาด 599 ซีซี เครื่องใหม่ แน่นอนว่ามีสมรรถนะสูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน และหากเราดูภาพที่ปล่อยออกมาและทีเซอร์เราจะเห็นจุดที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง อาทิ เช่น ท่อไอเสียออกท้ายรถ เรือนไมล์ดิจิตอล แฟริ่งใหม่หมด และด้านหน้าใต้โลโก้ HRC จะมีปีกซึ่งน่าจะออกแบบมาเพิ่มในส่วนของการเพิ่มแรงกดที่ล้อหน้าตามหลักแอโรไดนามิกอีกด้วย  ส่วนลูกเล่นที่ตัวผมคาดเดาก็น่าจะมีระบบไฟส่องสว่างเป็นแบบ LED ทั้งหมด น่าจะมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง คันเร่งไฟฟ้า ไรดิ้งโหมด แทร็กชั่นคอนโทรล ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ซึ่งอาจจะไม่มีตามนี้ก็ได้นะครับ  ส่วนบ้านเรานั้นต้องรอลุ้นเยอะหน่อยว่าจะเข้ามาขายในเมืองไทยหรือไม่ สาวกซูเปอร์สปอร์ตว่าไง หน้าตาแบบนี้ถูกใจกันมั้ยครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

HJC Joker

HJC JOKER หมวกใหม่ลายโจ๊กเกอร์รับรองโดนใจวัยรุ่น ผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะรู้จักชายที่มาพร้อมกับรอยยิ้มสีแดง อ้ากว้างๆ ผิวสีขาวจั๊วะ ผมสั้นสีเขียว และมาในชุดสูทสีม่วงกันดี ชายในลักษณะดังกล่าวนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ตัวละครร้ายสุดโด่งดังจากคอมมิคค่าย DC อย่างโจ๊กเกอร์  แม้ว่าในเมือง Gotham City จะมีเหล่าวายร้ายออกมาอาละวาดให้แบ็ทแมนต้องออกมาปราบอยู่ตลอดเวลา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีวายร้ายตัวไหนเป็นที่น่าจดจำได้มากเท่ากับโจ๊กเกอร์อีกแล้ว  ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดูเหมาะที่ทาง HJC จะนำเอาโจ๊กเกอร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำลายให้กับหมวกกันน็อกของพวกเขา หลังจากที่ทางค่ายทำหมวกลายซูเปอร์ฮีโร่และอื่นๆ ในทำนองเดียวกันนี้มาหลายใบแล้ว และคราวนี้ก็เป็นคิวของวายร้ายฝั่ง DC กันบ้าง กับหมวก HJC RPHA 11 Pro Joker HJC อธิบายว่านักออกแบบได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงลักษณะของหมวกกันน็อกที่เขาออกแบบลายโจ๊กเกอร์ ทั้งในตอนขณะขับขี่ ตอนที่โน้มตัวไปข้างหน้า และอื่นๆ เพื่อให้ลวดลายของหมวกนั้นออกมาดูดีและลงตัวที่สุด จึงออกแบบให้มีแววตากำลังจ้องมองที่ด้านบนชิลด์  เวลาที่คุณยกชิลด์หน้าหรือไวเซอร์ของหมวกขึ้น รอยฉีกยิ้มที่กว้างกว่าปกติบริเวณคางจะทำให้คนที่มองเห็นคุณรู้สึกเหมือนคุณยิ้ม ส่วนด้านหลังก็จะมีคำว่า Ha Ha Ha วึ่งเป็นเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของโจ๊กเกอร์ และปิดท้ายด้วยไพ่โจ๊กเกอร์เพื่อเติมเต็มการออกแบบ   ส่วนในเรื่องของสเปกหมวกนั้นแน่นอนว่า HJC Joker ใบนี้เป็นรุ่น RPHA 11 Pro Joker ที่แน่นไปด้วยลูกเล่นต่างๆ มากมาย อาทิ ตัวหมวกทำจากไฟเบอร์กลาสออกแบบมาให้มีโปรไฟล์สอดคล้องกับแอโรไดนามิกซึ่งมีการทดสอบในอุโมงค์ลม ตัวหมวกมีช่องลม 2 ช่อง ม่านลม 2 ช่องที่ด้านหน้า ช่องระบายลมที่ด้านหลังอีก 4 ช่อง มีม่านตรงคาง  ตัวชิลด์ HJ-26 กันฟ้าพร้อมกับระบบควิกรีลีสหรือถอดเร็ว และมีแถบฉุกเฉินสำหรับใช้ถอดหมวกอย่างรวดเร็วเวลามีเหตุจำเป็น นวมหมวกด้านในใช้เส้นใยที่มีเทคโนโลยี Multicool ป้องกันแบคทีเรีย อีกทั้งยังสามารถถอดออกมาซักได้ ส่วนในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยนั้น หมวก HJC Joker นั้นผ่านมาตรฐานทั้ง DOT และ ECE 22.05 โดยจะมีไซส์ให้เลือกตั้งแต่ XS และ XXL กันเลยครับ     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทหารกีวี่

ทหารกีวี่ ลองทดสอบมอไซค์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 2 ล้อ UBCO แบรนด์ที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดที่นิวซีแลนด์ได้ทำการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของทางค่าย ชื่อว่า 2X2 ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่เริ่มได้รับกระแสการตอบรับที่ดีจากทั่วโลก  เดิมทีมีการออกแบบมาเพื่อใช้ในฟาร์ม โดยมีการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ขับขี่บนถนนได้ถูกกฎหมาย สามารถไปไหนก็ได้ และยังใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ใช้ออกไปล่าสัตว์ ส่งของ ไปจนถึงช่วยให้ทหารใช้ตระเวรตรวจตราชายแดน หรือพื้นที่ทุรกันดารอย่างพื้นที่ Catalina Island ของ Califonia  ล่าสุด 2X2 เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมกับพาวเวอร์แพ็กที่สามารถถอดเปลี่ยนได้รวมไปถึงสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้มากมายเป็นที่หมายปองของหน่วย NZDF หรือกองกำลังพิทักษ์นิวซีแลนด์ โดยทุกหน่วยงานของ ทหารกีวี่ นั้นกล่าวว่ามันเป็นรถที่ใช้งานทางไกลและลอบเร้นได้ดี เหมาะกับการใช้งานในลาดตระเวนและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารได้เป็นอย่างดี เจ้ารถคันเล็กคันนี้เป็นรถที่เล็กกำลังดี มีแบตเตอรี่ขนาด 48 แอมป์-ชั่วโมง 50 โวลต์คอยเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1 กิโลวัตต์ 2 ตัว ซึ่งจะช่วยกันถ่ายทอดกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังแบบ 50/50  ระบบกันสะเทือนจะประกอบไปด้วยโช้คหน้าแบบจักรยานเสือภูเขาแบบซิงเกิลคราวน์ ให้ระยะยุบที่ 130 มม. ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ให้ระยะยุบ 120 มม. ซึ่งสามารถปรับพรีโหลด คอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  ดิสก์เบรกที่ออกแบบมาใช้กับจักรยานไฟฟ้าสามารถหยุดรถขนาด 65 กก.ได้สบาย โดยเฟรมรถนั้นมีสไตล์แบบเดียวกันกับ Honda ในตระกูล CT หรือรถเทรลไบค์ มันไม่มีคลัตช์ ระบบเกียร์หรือว่าเรื่องไอเสียอะไรให้ต้องกังวล แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงคือระยะทาง น้ำหนัก อุณหภูมิและสภาพเส้นทาง  ทาง UBCO เคลมมาว่า 2X2 จะสามาถใช้งานได้สูงสุดราว 120 กม. ซึ่งถ้าหากคุณไม่สับเปลี่ยนแบตเตอรี่ การชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มนั้นจะกินเวลา 6 – 8 ชม.หากใช้ไฟบ้านทั่วไป อีกทั้งยังมีการกำหนดความเร็วสูงสุดไว้ให้ไม่เกิน 48 กม./ชม. ดังนั้นการที่จะได้เห็นฉากไล่ล่าผู้ร้ายแบบในหนังล่ะก็ไม่มีหรอกครับ แต่จุดเด่นของเจ้านี่ไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่กลับเป็นเรื่องของการยึดเกาะ เพราะมันเป็นมอเตอร์ไซค์แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ดี เงียบและคล่องตัว. ข้อดีอื่นๆ คือมันไม่มีไอเสียหรือความร้อน และมันไม่ได้ใช้ของเหลวที่ติดไฟได้ในการเป็นแหล่งพลังงาน มันดูแลรักษาง่ายและสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ ของรถคันนี้ได้อีกด้วย  เรียกว่าเป็นรถที่น่าสนไม่น้อยเลยล่ะครับ สำหรับเจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบขับเคลื่อน 2 ล้ออย่าง 2X2 คันนี้ เอาไปขี่ไปไร่ไปสวนคงจะเท่ไม่เบาเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

HD350

HD350 Harley-Davidson ไซส์เล็กกำลังมา Harley-Davidson ได้ร่วมมือกับ Qianjiang จากประเทศจีน ซึ่งเป็นเจ้าของ Benelli อีกที เพื่อที่จะทำการผลิตโมเดลที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โดยร่วมมือกันมานานกว่า 1 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ได้มีภาพเผยให้เห็นเครื่องยนต์และแชสซีแล้ว เจ้า Harley-Davidson ไซส์เล็กปรากฎตัวในคราบของ QJ350-13 ภายใต้แบรนด์ QJMotor ซึ่งในอนาคตจะมีเวอร์ชั่นของ Benelli และของทาง HD อีกด้วยครับ โดยจะใช้ชิ้นส่วนกลไกเดี่ยวกันแต่จะมีปรับเปลี่ยนในเรื่องของสไตล์ของแต่ละแบรนด์เอง ถ้าคุณเห็นมันแล้วรู้สึกคุ้นๆ แล้วล่ะก็นั่นเป็นเพราะว่าแชสซีและเครื่องยนต์นั้นพัฒนามาจากของที่ใช้ใน Benelli 302S อย่างไรก็ตามมันก็มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคอื่นๆ อีก ตอนที่ Harley-Davidson ประกาศแผนการนี้พร้อมกับปล่อยภาพสเก็ตช์ในแบบของตัวเองเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว มีการกล่าวว่าเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 338 ซีซี จากการคำนวณคร่าวๆ คาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นการใช้เครื่องยนต์ของ Benelli 302S ที่มีระยะชัก 45.2 ม.ม.มาคว้านให้มีขนาดกระบอกสูบ 69 ม.ม.แบบที่ใช้ใน Benelli ที่อยู่ในพิกัด 500 ซีซี  เนื่องจากโปรเจ็กต์นี้ถูกตั้งชื่อว่า HD350 และตอนนี้เรามีข้อมูลรายละเอียดที่ยืนยันมาแล้วว่าเครื่องยนต์นั้นน่าจะมีความจุที่ 353 ซีซี และนั่นแสดงให้เห็นว่าทางค่ายมีการทำงานพัฒนาเครื่องยนต์มากกว่าที่คาด และยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกด้วย ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าอาจจะผลิตขึ้นแบบตามสั่งแทนที่จะผลิตจำนวนมากเพื่อจอดขายในโชว์รูมตามปกติ แม้ว่าตอนนี้ภาพที่เราเห็นจะเป็นเวอร์ชั่นของ QJMotor ซึ่งจะวางขายที่ประเทศจีน แต่มันก็เป็นการบอกใบ้ให้เราได้เห็นว่าชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของ Harley ไซส์เล็กจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง  เราเชื่อว่าทางค่ายจะต้องปรับสไตล์ให้เป็นไปในแบบของตัวเองหรือแบบดั้งเดิมอย่างที่เราเห็นในภาพสเก็ตช์ แต่ในส่วนของสเปกนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับ QJ350-13 นี้ ถึงแม้ตอนนี้รถจะยังไม่ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีเอกสารยืนยันว่าเครื่องยนต์นั้นจะมีความจุที่ 353 ซีซี มีแรงม้าสูงสุดที่ 36 แรงม้า ซึ่งน้อยกว่า Benelli 302S เคลมไว้เล็กน้อย ทว่าหากคำนึงถึงเรื่องแรงบิดด้วยแล้วล่ะก็คิดว่าจะมีมากกว่าและช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดมากกว่าครับ โมเดลใหม่นี้จะมีขนาดเล็กกว่าโมเดลที่มีขายอยู่ในปัจจุบันของทางค่าย แต่พละกำลังของรถกลับไม่ได้น้อยที่สุด เพราะที่น้อยที่สุดเป็นของ Street 500 ที่มีแรงม้าเพียง 33.5 แรงม้าเท่านั้น  อย่างไรก็ดี ตอนนี้เราก็คงได้แต่ร้องเพลง หรือไม่เก็บตังรอไปก่อน (หากคุณเป็นแฟนค่ายรถเมืองลุงแซมค่ายนี้) กว่าที่จะออกมาเผยโฉมหน้าจริงอาจจะอีกนานหลายเดือนหรือเป็นปีเลยก็ได้ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 800 SCS และ Dragster 800 SCS

Brutale 800 RR SCS และ Dragster 800 RC SCS ใหม่เพิ่มระบบเซมิออโต้คลัตช์ MV Agusta ได้ทำการเปิดตัว Brutale 800 SCS และ Dragster 800 SCS ซึ่งมาพร้อมกับระบบ SCS หรือระบบ Smart Clutch System ซึ่งทำให้รถสามารถเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ถ้าหากคุณต้องการ ซึ่งเป็นครั้งแรกของเน็กเก็ตไบค์ระดับกลางของทางค่าย การพัฒนาครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะในเดือนมิถุนายน ปี 2018 ทาง MV Agusta ได้ประกาศว่าสปอร์ตทัวเรอร์อย่าง Turismo Veloce จะได้ระบบเซมิออโต้คลัตช์ไป หากพิจารณาดีๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าโมเดลอื่นจะได้เทคโนโลยีนี้เมื่อไหร่แค่นั้นเอง ระบบคลัตช์อัจฉริยะนี้ออกแบบได้ชาญฉลาดมากๆ มันเรียบง่าย ไม่แพง และยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบปกติได้เหมือนเดิม หากเขาต้องการ มันทำงานยังไง? มันมีพื้นฐานมาจากดีไซน์ของคลัตช์จาก Rekluse ซึ่งเป็นของแต่งทั่วไปในวงการออฟโร้ด คลัตช์จะไม่จับเวลาอยู่ที่รอบต่ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันเครื่องดับ พอเครื่องยนต์ทำงานได้ถึงรอบ ลิ่มเล็กๆ ด้านในจะสไลด์ออกมาทำให้แผ่นคลัตช์ขยายขนาดทำให้คลัตช์จับกันอีกครั้ง ช่วยให้ส่งกำลังไปที่ล้อหลังได้อีกครั้ง แต่คุณก็ยังต้องเปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้าของคุณอยู่ดี ทว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องใช้คลัตช์แล้ว อย่าลืมว่า MV Agusta มีระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางกับรถพวกนี้อีกด้วย จริงๆ แล้วการออกแบบทำนองนี้มีมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เองก็มีคลัตช์ของ Rekluse ด้าน Honda เองก็มีระบบคลัตช์แบบหนีศูนย์กลางสำหรับรถ ATV และกลุ่มรถมินิไบค์ ส่วน MV Agusta ออกแบบให้มันมีความทันสมัยมากขึ้น ช่วยให้รถเร่งได้รวดเร็วมากขึ้น เหมาะกับการใช้งานเมืองที่ต้องหยุดและออกตัวรถอยู่บ่อยๆ มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้เก่ากว่าระบบ DCT ของทาง Honda และยังต้องพึ่งการเข้าเกียร์ผ่านคันเกียร์ ไม่เหมือนกับ Honda ที่อัตโนมัติทั้งระบบ ระบบคลัตช์นี้มีข้อดี 2 อย่างคือ อย่างแรกยังใช้ชิ้นส่วนเกียร์บ็อกซ์แบบมาตรฐานได้เหมือนเดิมซะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นทำให้มันราคาไม่แพง อย่างที่สองคือยังคงเข้าเกียร์แบบเดิมได้อยู่ ต่างจาก DCT ที่ใช้การกดปุ่มสั่งงานเอา นอกจากระบบใหม่นี้ โดยพื้นฐานก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงสีสันใหม่เท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Diavel 1260 Lamborghini

Diavel 1260 Lamborghini ผลงานของสองยอดแบรนด์อิตาลี แบรนด์ดังระดับแนวหน้าของอิตาเลียน 2 ค่ายภายใต้ร่มใบของกลุ่ม Volkswagen ได้จับมือกันสร้างโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดขึ้นอย่าง Diavel 1260 Lamborghini นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการร่วมมือกันสองแบรนด์นี้ ปีที่แล้วทั้งสองแบรนด์นี้ได้ร่วมงานกันออกแบบเวอร์ชั่นพิเศษให้กับ Diavel 1260 S สำหรับงาน Milan Design Week และดูเหมือนว่านั่นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลพิเศษโมเดลใหม่นี้ แวบแรกเวอร์ชั่นปีที่แล้วนั่นคล้ายคลึงกับ Diavel ปกติ จุดที่แตกต่างนั้นอยู่ในรายละเอียดปลีกย่อยลึกลงไป เช่น พาเนลด้านข้างและการ์ดแผงหม้อน้ำ ซึ่งจะทำมาเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ หรือไม่ก็มีรายละเอียดเป็นสีเหลืองสด ซึ่งเป็นจุดที่อิงไปถึงแบรนด์ Lamborghini โดยทางกลไกแล้ว โมเดลพิเศษนี้ไม่ได้ต่างจากโมเดลมาตรฐาน ในส่วนของสเปก โดยเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta ขนาด 1262 ซีซี ที่ผลิตแรงม้าได้มากถึง 160 แรงม้าและแรงบิด 129 นิวตันเมตร จัดว่าเป็นตัวร้ายตัวนึงในกลุ่มครูเซอร์ไบค์ อย่าคาดหวังว่ามันจะมีจุดต่างมากมายในส่วนของเครื่องยนต์กลไกลสำหรับโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด แต่ก็มีจุดเด่นแตกต่างที่พิเศษในเรื่องรายละเอียด และแน่นอนว่าองค์ประกอบต่างๆ ในรถก็เป็นของดีพรีเมียม เช่น ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจากทาง Ohlins ระบบเบรกจาก Brembo ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และจุดเด่นเอกลักษณ์ของครูเซอร์ก็คือยางหลังขนาดใหญ่ 240/45 ของ Pirelli รุ่น Diablo Rosso 3 ซึ่งได้รับการพัฒนามาเพื่อโมเดลนี้เป็นพิเศษ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha FJR1300AE

Yamaha FJR1300AE กลายเป็นรถตำรวจอิตาลี Yamaha Motor Europe NV สาขาอิตาลีได้สร้างและพัฒนาโปรเจ็กต์ Yamaha for Police ซึ่งช่วยสนับสนุนผู้บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ทำงานได้อย่างราบลื่นมากขึ้น   ด้วยโปรเจ็กต์นี้ทำให้ทางกรมตำรวจอิตาลีสามารถที่จะดำเนินงานของพวกเขาด้วยรถสปอร์ตทัวเรอร์ที่ทันสมัยที่สุดที่ทาง Yamaha จัดให้เป็นพิเศษ โดย Yamaha ได้ส่งมอบรถ Yamaha FJR1300AE ที่เป็นรถที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี ความทนทานและอุปกรณ์พิเศษเฉพาะกิจของตำรวจ กว่า 90 คันให้กับทางกรมตำรวจอิตาลีซึ่งจะนำไปใช้ในการตรวจการณ์และรักษาความเรียบร้อยในพื้นที่สาธารณะรวมไปถึงบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน รายละเอียดของรถ FJR1300AE ใช้ขุมพลังขนาด 1298 ซีซีแบบ 4 สูบเรียง ที่ให้อัตราเร่งที่ดี สมรรถนะแบบสปอร์ต และประหยัดน้ำมัน เพราะกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในทุกๆ สถานการณ์ สิ่งที่พิเศษไปจากรถทั่วๆ ไปนอกจากจะในเรื่องของสีสันและโลโก้ ในโทนสีขาวและน้ำเงินของทางกรมตำรวจแล้ว ยังรวมไปถึงการเซ็ตอัพเฉพาะสำหรับใช้งานของตำรวจอีกด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย: ไฟกระพริบฉุกเฉิน LED ติดตั้งบนเสาเทเลสโคปิก ไฟกระพริบฉุกเฉิน LED คู่หน้าติดกับชิลด์บังลมหน้า ชุดซาวด์คิท ซึ่งจะประกอบไปด้วยลำโพงนีโอไดเมียม 1 คู่ติดตั้งบริเวณด้านข้างตัวรถ ระบบเสียงไซเรนแบบทูโทน และเสียงสัญญาณอื่นๆ ระบบการจัดการต่างๆ มาพร้อมปุ่มกดแบบกันน้ำและไฟแบ็กไลต์   หากภาพด้านบนยังไม่ชัดเจนลองไปดูวิดีโอกันจะได้เห็นกันชัดๆ ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zontes VX310

Zontes VX310 ทัวริ่งไซส์เล็กเผยโฉมแล้ว ล่าสุด Zontes VX310 ก็ได้เผยโฉมออกมาแล้ว โดยมีขุมพลังแบบสองสูบเรียงขนาด 312 ซีซี ขนาด 35 แรงม้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะเล็กไปหน่อยสำหรับคนชอบเดินทางไกล แต่อย่างไรก็ดี VX310 นั้นมีน้ำหนักเบากว่าทัวริ่งทั่วๆ ไป โดยมันมีน้ำหนักรวมของเพลวอยู่แค่ 168 กก. เท่านั้น แม้สมรรถนะอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับรถสปอร์ตไบค์ แต่มันก็น่าจะสามารถหวดบนทางหลวงยาวๆ ได้อย่างไม่อยากเย็นนัก ภายใต้แฟริ่งด้านนอก Zontes VX310 นั้นมีต้นแบบมาจากรถคันอื่นๆ ในตระกูล 310 อย่างเช่น R310 โร้ดสเตอร์ X310 ที่เป็นสปอร์ตทัวริ่ง และ T310 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ และสุดท้าย V310 ที่เป็นครูเซอร์ไบค์หน้าตาคล้ายกับ Ducati Diavel ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานให้กับ VX310 โดยมีการเพิ่มแฟริ่ง ชิลด์บังลมและกระเป๋าเข้าไป นอกจากนี้ชิลด์บังลมยังเป็นแบบปรับด้วยไฟฟ้า ไฟหน้าเป็นแบบ LED และมีเรือนไมล์สี TFT ขนาดเล็ก ขนาบข้างด้วยช่องเก็บของที่ด้านข้างของแฟริ่ง ส่วนสนนราคานั้นยังไม่ระบุ แต่ทางค่ายนั้นเคยขายโมเดลอื่นๆ ในตระกูลเดียวกันในอังกฤษที่ราคาไม่เกิน 4000 ปอนด์หรือราวๆ 165,000 บาท ดังนั้น VX310 ก็น่าจะอยู่ในช่วงราคาเดียวกันนี้แหละครับ ส่วนบ้านเรานั้นจะนำเข้ามาหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM เตรียมขาย RC16 รถแข่ง MotoGP

KTM เตรียมขาย RC16 2019 รถแข่ง MotoGP KTM Motorsports กำลังจะวางขาย KTM RC16 2019 ทั้งหมด 2 คัน ซึ่งเป็นรถที่ใช้แข่งขัน MotoGP มาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนนึงของแพ็กเก็จ MotoGP สุดพิเศษ โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญก้าวนึงของ KTM ในโปรเจ็กต์ Grand Prix ซึ่งตอนนี้เพิ่งดำเนินการมาได้เพียง 4 ปีเท่านั้น Pol Espargaro เคยใช้มันควอลิฟายเพื่อออกสตาร์ทในกริดแถวหน้าที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli และถูกบันทึกไว้ว่าสามารถจบติดอันดับ 1 ใน 10 ทั้งหมด 8 ครั้ง และได้คะแนนในการแข่งขันชิงแชมป์โลก 100 คะแนน เจ้าของรถนอกจากจะได้รถ RC16 ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ อีกได้แก่ – ชุดเรซซิ่งสูทของ Pol Espargaro แบบครบชุด – หมวกเรซซิ่งที่มีลายเซ็นของ Espargaro – สิทธิ VIP ในอีเวนต์ MotoGP ซึ่งจะสามารถเข้าชมเบื้องหลังการแข่งขัน เยี่ยมชมพบปะนักแข่ง MotoGP และชุดเครื่องแต่งกายแบบเดียวกับทีม Red Bull KTM Factory Racing – เข้าชม Red Bull Energy Station ในช่วงสุดสัปดาห์พร้อมกับรับอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ KTM RC16 และสิทธิพิเศษข้างต้นนั้นสามารถรับมาเป็นเจ้าของได้ด้วยเงินราวๆ 10.7 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษี) หากใครสนใจสามารถติดต่อโดยตรงไปที่ [email protected] ได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รวมรถไฟฟ้าสมรรถนะสูง

รวมรถไฟฟ้าสมรรถนะสูง แถมวิ่งได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร เรามาถึงยุคที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไม่ใช่พาหนะแห่งอนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังถูกพิจารณาว่ามันคือพาหนะแห่งยุคปัจจุบัน กระทั่งในปัจจุบันสมาพันธุ์จักรยานยนต์นานาชาติก็ได้ร่วมมือกับค่ายรถไฟฟ้าชั้นนำอย่าง Energica เพื่อที่จะจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเปิดเป็นรุ่นสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และจะแข่งขันกันทั้งหมด 6 เรซ ในการแข่งขันในโซนยุโรปก่อน โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ดีทุกวันนี้หลายๆ คนยังมีอคติต่างๆ มากมายเกี่ยวกับรถไฟฟ้า เช่น มันวิ่งได้ไม่ไกล มันชาร์จนาน หรือว่ามันหนัก หรือแบตเตอรี่มันแพง และอื่นๆ อีกหลายเหตุผล แต่ตอนนี้มีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหลากหลายพิกัดให้เลือกมากขึ้นทุกปี และหากเราพูดถึงเครื่องยนต์หรือพูดให้ถูกคือมอเตอร์ที่ส่งกำลังขับให้เราเป็นกิโลวัตต์แทนที่จะเป็นแรงม้า ตอนนี้มันก็ดีไม่ขี้ริ้วขี้เหร่แล้ว และตอนนี้การตั้งเป้าหมายในเรื่องของมลพิษเป็นศูนย์ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้ค่ายรถต่างๆ สร้างรถที่ดียิ่งขึ้นออกมา แต่ก็ยังต้องถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้ แม้รถมันจะไม่มีเสียงดังเหมือนเครื่องยนต์ตั่วไปก็ตาม และเราก็ได้ รวมรถไฟฟ้าสมรรถนะสูง แถมวิ่งได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ที่เป็นโมเดลเด่นๆ ของปี 2020 ซึ่งผลิตโดยค่ายรถที่ผลิตแต่รถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยมีทั้งซูเปอร์สปอร์ต ทัวริ่ง และกระทั่งรถเอ็นดูโร่ ซึ่งแต่ละคันล้วนเลือกใช้แต่ยางจากทาง Pirelli เป็นยางติดรถเพื่อที่จะให้มันรองรับกับแรงบิดที่มากมายที่ได้จากมอเตอร์ไฟฟ้าของมัน   Energica Eva Ribelle Eva Ribelle เป็นสตรีทไฟเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ดุดันและยังคล่องตัว เหมาะกับการใช้งานในเมืองและออกทริปช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มันใช้ขุมพลังเดียวกับรถแข่ง MotoE ที่เพิ่มพลังแรงบิดจากเดิม 200 นิวตันเมตร กลายเป็น 215 นิวตันเมตร และยังมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิมมาก แบตเตอรีลิเธียมโพลิเมอร์ขนาด 21.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมงแบบใหม่มีขนาดเล็กและเบาลง และยังช่วยกระจายน้ำหนักตัวรถได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นอีกด้วย การพัฒนาอีกก้าวที่สำคัญมากๆ ของเจ้าคันนี้คือการที่มันมีความอิสระในระดับนึง เพราะเจ้า Eva Ribelle สามารถที่จะวิ่งได้ไกลมากถึง 400 กม.จากการชาร์จเพียงครั้งเดียวในกรณีใช้งานเมือง หรือประมาณ 180 กม. ในกรณีขี่ความเร็วสูงๆ ออกนอกเมือง ซึ่งเป็นไปได้จากการที่มีเทคโนโลยีฟาสต์ชาร์จ ที่ทำให้สามารถชาร์ต 1 นาที วิ่งได้ไกลเกือบ 7 กม. ในขณะที่การชาร์จแบบปกติสามารถช่วยให้คุณวิ่งได้ไกล 67 กม.ต่อการชาร์จ 1 ชม. Eva Ribelle ใช้ยาง Pirelli Diablo Rosso III ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 ตามลำดับ ซึ่งเป็นยางซูเปอร์สปอร์ตสำหรับขี่ถนน สามารถใช้งานได้ดีทั้งถนนเปียกหรือถนนแห้ง และยังสามารถทำงานร่วมกันกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัยของรถได้เป็นอย่างดีอีกด้วย   Zero SR / S Zero Motorcycles บริษัทผลิตรถจากรัฐคาลิฟอร์เนียก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 13 ปีก่อน และดำเนินการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยมีรถให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้ง เน็กเก็ต ทัวริ่ง ซูเปอร์สปอร์ต ซูเปอร์โมโต และเอ็นดูโร่ และโมเดลใหม่ล่าสุดก็จัดเป็นโมเดลฟูลแฟริ่งคันแรก มาพร้อมสมรรถนะสูงและยาง Pirelli Diablo Rosso III ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/55 ZR17 ตามลำดับ โดยเจ้า SR / S มาพร้อมกำลังแรง 110 แรงม้าและทอร์คที่ 190 นิวตันเมตร เป็นรถที่ถูกนำเสนอออกมาในฐานะรถซูเปอร์สปอร์ตที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย แม้กระทั่งแบบทัวริ่งด้วยเบาะคนซ้อน โดยตัวรถนั้นมีน้ำหนักเพียง 230 กก. แบตเตอรี่ของรถได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้า โดยสามารถเดินทางได้ไกลถึง 323 กม.ต่อการชาร์จครั้งเดียว ตัวรถยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ แจ้งเตือนสถานะของรถ การชาร์จ ข้อมูลการขับขี่ และการอัพเกรดหรืออัพเดตระบบ ซึ่งช่วยให้ใช้งานรถได้สะดวกมากยิ่งขึ้น   Tacita T-Cruise Turismo Tacita คือชื่อที่นำมาจากเทพธิดาแห่งความเงียบงันของโรมัน และก็ยังเป็นชื่อของบริษัทที่ตัดสินใจที่จะผลิตรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และก็เลือกใช้ยาง Pirelli อีกค่าย โดยเลือกใช้ ขนาด 120/70 ZR17 และ 160/60 ZR17 ตามลำดับ โดยตัวรถจะเน้นออกมาให้กลุ่มผู้ใช้ที่รักการเดินทางเป็นหลักครับ ตัวรถสามารถปรับแต่งได้ทั้งในเรื่องของขนาดขุมพลังและแบตเตอรี่ ทั้งนี้สเปกที่ดีที่สุดก็คือขุมพลังที่ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 44 กิโลวัตต์ (59 แรงม้า) สามารถรีดแรงบิด 100 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็ว แบตเตอรี่ลิเธียมโพลิเมอร์ก็จะมีขนาด 27 กิโลวัตต์-ชั่วโมง สามารถใช้งานได้ถึง

KTM 450 Rally Replica 2021

KTM 450 RALLY REPLICA 2021 เฉียบยิ่งกว่าเดิม หากคุณเป็นสายลุยขาโหด เจ้า KTM 450 Rally Replica คันนี้อาจจะถูกใจคุณ และถ้าคุณชอบใจมันจริงๆ คุณต้องรีบตัดสินใจ เพราะทางค่ายสีส้มค่ายนี้บอกว่าผลิตขึ้นจำหน่ายเพียง 85 คันเท่านั้น ในปี 2021 ทางเคทีเอ็มบอกว่าเจ้า Rally Replica โมเดลใหม่นี้จะได้รับชุดเกียร์บ็อกซ์ใหม่ และปรับเปลี่ยนกลไกการเปลี่ยนเกียร์เสียใหม่ โดยแผนกมอเตอร์สปอร์ตของ KTM พัฒนาร่วมกับทาง PANKL Racing System ซึ่งระบุว่าจะทำให้รถนั้นมีความแม่นยำ ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ใช้จะได้ประโยชน์จากการที่ช่วงเกียร์นั้นกว้างมากขึ้นด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนอัตราทดให้เป็นแบบเดียวกับที่ทีมโรงงานใช้แข่งขัน โดยจุดเด่นจะอยู่ที่ระบบช่วงล่างใหม่อย่าง WP XACT แบบโคลสคาร์ทริดจ์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีวาล์วรูปกรวยที่ซับซ้อน รวมไปถึงตัวรถที่มีการออกแบบที่เน้นในเรื่องของแอโรไดนามิกส์หรืออากาศพลศาสตร์ รวมไปถึงเรื่องของเออร์โกโนมิกส์หรือสรีระศาสตร์ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้การขับขี่นั้นทำได้ดีขึ้นโดยไม่เกี่ยงงอนเรื่องสภาพเส้นทาง เจ้า KTM 450 Rally Replica จึงเป็นโมเดลที่พิเศษ เพราะมันเป็นรถแบบเดียวกันกับที่นักแข่งดาการ์ของ KTM ทีมดรงงานใช้แข่ง (รวมไปถึงของทาง Husqvarna และ GasGas ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่ด้วย) อย่างไรก็ดีนักแข่งจากทีมโรงงานต่างก็ใช้รถแบบเดียวกันนี้แต่มีการปรับจูนในระดับที่สูงกว่า รวมถึงมีการปรับเซ็ตช่วงล่าง เบรก และตำแหน่งท่านั่งขับขี่ต่างๆ ให้เหมาะกับตัวนักแข่งเฉพาะคนมากที่สุด หากคุณมองไปถึงประวัติชัยชนะที่ยาวนานถึง 19 ปี ตั้งแต่ปี 2001 – 2019 คุณก็จะรู้ว่ารถของ KTM นั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน และนี่ก็เป็นเหตุผลนึงที่ทีมอิสระทั้งหลายต่างเลือกใช้รถ Rally Replica ส่วนเรื่องของสนนราคานั้นจะอยู่ที่ 25,900 ยูโร หรือราวๆ 960,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงหากมองว่ามันคือรถแข่งระดับทีมโรงงาน นอกจากนี้ถ้าคุณอยากได้เป็นเจ้าของและได้ไปแข่งดาการ์ดู ทางค่ายยังบอกว่ามีแพ็กเกจพร้อมเซอร์วิสและดูแลแบบจำนวนจำกัดผู้ใช้อยู่ด้วยนะ แน่นอนว่าคันนี้คงไม่เหมาะกับผู้ใช้ธรรมดาอย่างเราๆ แน่นอน แต่ถ้าหากคุณชอบ เงินเหลือ หรือเป็นนักแข่ง โมเดลนี้ก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Nolan N70-2 X รีวิวหมวกทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ปรับฟังก์ชั่นได้เพียบ

หมวกกันน็อค Nolan จากประเทศอิตาลี MADE IN ITALY แท้ๆที่จะนำมารีวิวให้อ่านกันในครั้งนี้กับชื่อรุ่นที่ว่า Nolan N70-2 X เป็นรุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในบ้านเราไม่นานมานี้ ต้องบอกเลยว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งานของไบค์เกอร์สายทัวร์ริ่งได้อย่างแน่นอน เพราะสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบตามความต้องการใช้งาน หมวกกันน็อคทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ใบนี้โดยรูปลักษณ์ภายนอกจากสไตล์หมวกทัวร์ริ่งที่จะมีปีกด้านบน บางคนก็เรียกว่าสกู๊ป หรือบางคนก็ว่าที่บังแดด ใช้งานได้จริงถ้าไม่ใช้ก็สามารถถอดออกได้ รวมไปถึงตัวคางด้วย เรามาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง วัสดุพิเศษ Lexan Polycarbonate วัสดุหมวกแบบพิเศษที่คิดค้นโดยโนแลนกรุ๊บ มีความต้านทานแรงกระแทกได้มากกว่าปกติ และยังให้ความยืดหยุ่นสูง เป็นวัสดุที่ใช้ผลิตหมวกกันน๊อคสำหรับนักบินอวกาศในภารกิจ Apollo ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นวัสดุเทอร์โมพลาสติกที่ดีที่สุดในการผลิตหมวกนิรภัย ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่เป็น Airbooster technology ที่มีช่องรับลมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางศีรษะ และด้านหลังศีรษะที่ช่องระบายอากาศ ทำให้อากาศหมุนเวียนในศีรษะได้อย่างเย็นสบาย นวมภายในแบบ Clima-Comfort สวมหมวกนุ่มๆสบายหัว เมื่อสกปรกสามารถที่จะถอดนวมออกมาซักได้ทุกชิ้น ลองถอดออกมาแล้ว ทำได้ง่าย และสามารถที่จะประกอบกลับได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงนวมคอ Neck-Roll ที่ใส่มาให้จากโรงงาน สามารถที่จะถอดเก็บได้ แต่ดูๆแล้วคงไม่เหมาะกับบ้านเราเท่าไร แต่บอกได้เลยว่าเวลาใส่ขี่แล้ว ช่วยให้เงียบรอบข้างขณะขับขี่ลดลงได้เยอะเลย ตัวเปลือกหมวกถูกออกแบบให้รองรับการติดตั้ง Bluetooth N-Com แบบบิลต์อินเข้าไปได้เลยภายในได้ออกแบบให้เก็บสายไฟและตัวลำโพงซ้ายขวาได้เป็นอย่างดี ไม่มีสะกิดรบกวนเวลาขับขี่แน่นอน และด้านหลังของตัวหมวกยังมีช่องของ ESS ที่จะสามารถติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบขณะขับขี่ได้อีกด้วย ถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจเลยละครับ Ultra-wide ชิลด์หน้ามุมมองขนาดใหญ่ ช่วยในเรื่องของการมองเห็นเส้นทางหรือชำเลืองหางตาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ตัวชิลด์มีความยืดหยุ่นสูง สามารถที่จะรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี และถูกออกแบบมาเพื่อที่จะสามารถใส่ Pinlock (แถม)ได้อีกด้วย เป็นตัวกันฝ้าขึ้นหน้าชิลด์ ขับขี่ลุยฝนได้สบาย Vision Protection System แว่นกันแดดขนาดใหญ่ที่สามารถป้องกันรังสี UV 400 ใช้งานได้ง่าย กลไกการทำงานแบบ Auto Remove เพียงแค่กดครั้งเดียวแว่นก็เป็นสปริงเด้งกลับเก็บที่เดิมทันที สามารถถอดคาง เข้า-ออกได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ในส่วนของชิ้นส่วนนี้ได้รับมาตรฐานจากการทดสอบ P/J Homologation UN/ECE หายห่วงเรื่องความปลอดภัย แข็งแรง ทนต่อแรงกระแทกได้อย่างสบายๆ สามารถที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบหมวกกันน๊อคได้หลายรูปแบบ ทางโรงงานโนแลนเองได้เคลมมาว่า สามารถที่ปรับได้ถึง 8 รูปแบบ ตามความต้องการของผู้ใช้ได้เลย สำหรับหมวกกันน็อคใบนี้เป็นหมวกสไตล์ แอดเวนเจอร์/ทัวร์ริ่ง ซึ่งแบบอเนกประสงค์สามารถปรับการใช้งานได้หลายแบบ จะเป็นแบบใช้ขับขี่ในเมืองชิลล์ๆ หรือขับขี่แบบเอ็นดูโร่ก็ได้ ถือว่าเป็นหมวกที่คุ้มค่าคุ้มราคาเลยก็ว่าได้ สำหรับสีพิเศษ ราคา 11,900 บาท ส่วนสีพื้น ราคา 10,900 บาท พร้อมกับการรับประกันหมวก 5 ปี จาก NOLAN Helmet Thailand (รายละเอียดรับประกัน คลิก)  นอกจากนี้ยังมีของแถมที่ให้มาในกล่องอย่าง Pinlock และ เพลทปิดคางและประกบกลไกลเลื่อนชิลด์ สุดท้ายนี้ยังไงก็ขอฝากหมวกกันน็อคใบนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่อยากได้หมวกทัวร์ริ่ง แอดเวนเจอร์อเนกประสงค์ ไว้พิจารณาด้วยนะครับ ขับขี่ปลอดภัย เปิดไฟใส่หมวกทุกครั้งที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์…สวัสดีครับ สนใจหมวกสามารถติดต่อได้ที่ คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

7 โมเดล น่าจับตา

7 โมเดล น่าจับตามอง ในงาน Motor Show 2020 งาน Motor Show 2020 ครั้งนี้มีโมเดลเปิดใหม่หลายตัวหลายค่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกโมเดลจะโดนใจไบค์เกอร์ เพราะบางโมเดลก็อาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ อย่างเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนลายกราฟฟิก ดังนั้นเราก็เลยคัดเลือก 7 โมเดล ที่น่าจับตามองในงาน Motor Show ครั้งนี้มาให้ ซึ่งทุกโมเดลเป็นโมเดลที่เพิ่งเปิดตัวในไทย มีความน่าสนใจ และมีความโดดเด่นเฉพาะตัวไม่น้อยหน้าใคร Honda Forza350 แน่นอนว่าโมเดลนี้ย่อมต้องถูกพูดถึงเป็นลำดับต้นๆ อยู่แล้ว โดยโมเดลนี้ไม่ใช่แค่เพียงการอัพเกรดซีซีเท่านั้น แต่เป็นโมเดลแบบ All New ที่มีการปรับปรุงในจุดต่างๆ มากมาย แน่นอนว่าก็เพื่อต่อกรกับคู่แข่ง ที่แย่งส่วนแบ่งการตลาดของสกู๊ตเตอร์ในคลาสเดียวกันนี้ไป ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าจับตามองมากๆ ทั้งในเรื่องของความแรง และราคาที่เปิดตัวออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งอยู่ที่ 173,500 บาท ซึ่งกระแสแรงมากจริงๆ ครับกับโมเดลนี้ คนที่สนใจสกู๊ตเตอร์คลาสนี้อย่าลืมแวะเวียนไปชมกันนะครับ   Yamaha WR155R เป็นโมเดลที่เรียกว่าร้อนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับ WR155R เพราะเปิดตัวมาในราคา 105,000 บาท แต่ก็มีเสียงซุบซิบกันว่าออกจะแพงไปหน่อย แต่ทางเราที่ไปทดสอบสั้นๆ ในงานเปิดตัวรอบสื่อก็มองว่ามีความคุ้มค่าเนื่องจากอะไหล่บางชิ้นเป็นของที่มีคุณภาพดี อีกทั้งก็มีสไตล์และดีไซน์ที่สวยงาม และที่สำคัญเลยก็คือ เปิดตัวเปิดราคาวันแรกยอดจองก็ถล่มทลาย เรียกได้ว่าเสียบซุบซิบ เสียงบ่นนี่เงียบไปเลยล่ะครับ ถ้ายังไม่เชื่อลองไปอ่าน 7 เหตุผลที่คุณควรซื้อ WR155R แล้วพิจารณาดูกันก่อนก็ได้ครับ   Kawasaki Ninja ZX-25R SE โอ๊ย โมเดลนี่ยิ่งต้องพูดถึงจริงๆ ครับ หลังจากเป็นกระแสในโลกออนไลน์อยู่มานานหลายเดือน ผลจากโรคร้าย Covid-19 ทำให้ทางอินโดนีเซียเลื่อนเปิดตัวอยู่นาน แต่ก็ไม่วายทำคลิปเรียกกระแสให้คงอยู่เรื่อยๆ แบบไม่จางไปไหน มาเปิดตัวเปิดสเปกกันอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนนี่เอง แล้ว Kawasaki ประเทศไทยก็เหมือนได้ยินเสียงเรียกร้องจากๆ แฟนๆ สปอร์คไบค์ ที่ชื่นชอบในสุ้มเสียงของเครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง รีบนำมาเปิดตัวเปิดราคากันในแบบทันใจ ไม่ต้องรอนานเลย กับราคาที่ 269,000 บาท เจ้า Ninja ZX-25R SE ถือเป็นสปอร์ตไบค์สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ต ที่เรื่องความแรงนั้นไม่ต้องพูดถึง ตัวรถนั้นออกแบบมาให้เหมาะกับการขี่สนามเป็นอย่างยิ่ง งานนี้ใครชอบสปอร์ตไบค์ 4 สูบ แต่ไม่อยากได้คันที่ใหญ่เกินไปนัก คันนี้ก็ดูจะเข้าทีไม่น้อยเลยล่ะครับ ส่วนใครที่เห็นซีซีเป็นเรื่องใหญ่ กดข้ามไปได้เลยครับผม   Bajaj Dominar 400 มาถึงแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในไทยแบรนด์ล่าสุด แม้จะเป็นรถอินเดีย ไม่ใช่รถญี่ปุ่นหรือรถยุโรปที่เราคุ้นเคยกัน แต่ Bajaj (บาจาจ) โดย Dominar 400 ถือเป็นเน็กเก็ตรุ่นใหญ่ล่าสุดตอนนี้ของทาง Bajaj ซึ่งเปิดตัวมาด้วยราคาดีมากๆ ที่ 115,000 บาท แต่อ็อพชั่นมาแบบค่อนข้างจะแน่น อาทิ ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมระบบเบรก ABS แบบ Bosch ส่วนเรื่องดีไซน์ไม่ใช่ล้าหลังนะครับ เขาเรียกว่ามีเอกลักษณ์ของเขา เรื่องความสวยความงามเป็นเรื่องของส่วนบุคคลนะเออ ส่วนเรื่องสมรรถนะเป็นอย่างไรบ้าง เราขอโอกาสไปทดสอบก่อนนะครับ   KTM 790 Adventure R กลับมาอีกครั้งแล้วกับค่ายสีส้มอย่าง KTM เปลี่ยนมือ เปลี่ยนตัวแทนนำเข้ามาหลายครั้งเหลือเกิน เรียกว่าสาวกหวั่นใจเหลือเกิน แต่ก็ยังกลับมา เพราะทุกคนต่างก็รู้กันดีว่า KTM เขามีดี ไม่ใช่ไก่กา งานนี้แม้ในงานทาง Vroom จะยังไม่เปิดราคา แต่ก็นำเอามาโชว์ แน่นอนว่านอกจากสีสันหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการเอางานเอาเรียนแล้ว อ็อพชั่นต่างๆ ก็มาครบครัน เย้ายวนให้เป็นเจ้าของจริงๆ บอกได้เลยว่าถ้าเปิดราคามาดี คู่แข่งมีปวดหัวแน่นอนครับ แอดเวนเจอร์ระดับกลางก็เป็นขนาดที่นิยมในบ้านเราเสียด้วยครับ ถ้าเราได้ทดสอบหรือรู้ข้อมูลราคาแล้ว เราจะรีบมานำเสนออย่างแน่นอนครับ   BMW F 900 XR สำหรับโมเดลนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถตระกูล F ซี่รี่ส์ของทาง BMW ที่มาในคราบของแอดเวนเจอร์ทัวริ่งรหัส XR ซึ่งเดิมทีจะอยู่ในตระกูล S ซึ่งจะเป็นสปอร์ตทัวริ่ง โดยครั้งนี้เป็นการเปิดหน้าใหม่ของตระกูล F เลยล่ะครับ โดยราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 535,000 บาท พร้อมกับฟีเจอร์ล้ำสมัยและอ็อพชั่นต่างๆ มากมายตามสไตล์ของทาง BMW เรียกได้ว่าเป็นโมเดลใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับทาง BMW และอีกเช่นเคยหากเราได้ทดสอบแล้วก็จะรีบนำมานำเสนออย่างแน่นอนครับ   Triumph Bonneville Bobber

รีวิว Yamaha Exciter 150

รีวิว Yamaha Exciter 150 เร้าใจเกินพิกัดซีซี เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาทาง Yamaha ได้จัดทริปทดสอบรถจักรยานยนต์ Yamaha Aerox 155 และ Yamaha Exciter 150 ที่มาพร้อมกับสโลแกนทริปว่า “King of 150 class” หรือราชาแห่งพิกัด 150 โดยในงานนี้ได้คุณสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด พาทัพสื่อมวลชนชั้นนำของประเทศไทยร่วมทดสอบสมรรถนะ รถจักรยานยนต์ออโตเมติก และรถครอบครัวสไตล์สปอร์ตพร้อมกันทั้ง 2 รุ่น ซึ่งไปทำการทดสอบกันที่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี   ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ ทางเราจะขอ รีวิว Yamaha Exciter 150 เป็นหลักนะครับ ทั้งนี้ระยะทางในการใช้ทดสอบรถครั้งนี้ได้ใช้ระยะทางไม่มากนัก โดยทางยามาฮ่าเลือกถนนรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งจะเป็นเส้นทางสวยๆ ที่สองข้างทางจะเต็มไปด้วยวิวแบบธรรมชาติที่เขียวชะอุ่มของต้นไม้ใบหญ้า พร้อมกับอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนในเมือง ระหว่างการทดสอบก็จะมีฝนตกโปรยปรายมาเบาๆ เป็นระยะๆ เจ้า Exciter 150 นั้นเป็นรถในแบบสปอร์ตโมเป็ด ซึ่งมีรูปทรงของตัวรถที่ดูโฉบเฉี่ยวปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต และดูดียิ่งขึ้นด้วยเฉดสีใหม่สำหรับปี 2020 การออกแบบนั้นเป็นดีไซน์ในแบบสปอร์ตและโมเดิร์น มีการใส่ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ที่ทันสมัยเข้ามาให้รถนั้นมีความคุ้มค่าน่าใช้งาน ตัวรถมีไฟหน้าแบบ LED พร้อมสวิตช์ไฟฉุกเฉินให้กดใช้งาน เรือนไมล์ที่ให้มาเป็นแบบดิจิทัลทั้งหมด มีครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน สามารถแสดงผลข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ เกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง นาฬิกา ระยะทาง ทริป 1 – 2 ทริปน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลืองแบบ Real Time และอัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ย เรียกว่ามีมาให้ใช้งานได้ครบถ้วน ทั้งยังสะดวกในการค้นหารถในที่จอดระยะ 20 เมตรด้วย Answer Back Key (เฉพาะรุ่น)   ตัวรถใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ 150 ซีซี สูบเดี่ยว 4 จังหวะ แบบ SOHC 4 วาล์ว ส่งกำลังผ่านเกียร์แบบสปอร์ต 5 สปีด พร้อมคลัตช์มือ พร้อมเทคโนโลยีต่างๆ เฉพาะของทาง Yamaha อย่างกระบอกสูบเคลือบไดอะซิล ช่งบฝห้ระบายความร้อนได้ดีกว่าลูกสูบทั่วไป พร้อมกระเดื่องกดวาล์วแบบ Roller Rocker Arm ช่วยลดแรงเสียดทานของเครื่องยนต์ ช่วยให้รีดสมรรถนะของเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างเต็มที่  ส่วนในของช่วงล่าง ชุดหน้าเป็นโช้คอัพเทเลสโคปิค โช้คหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยว ล้อหน้าหลังขนาด 17 นิ้ว พร้อมดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กับความจุน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 4.2 ลิตร   ซึ่งจากการทดสอบขับขี่ Exciter 150 บนถนนรอบอ่างเก็บน้ำ ในทางตรงนั้น สามารถทำอัตราการเร่งความเร็วได้ค่อนข้างดี บิดได้ติดมือประมาณนึงเลยทีเดียว ส่วนในช่วงทางโค้งก็สามารถควบคุมรถเข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว แถมยังขับขี่สนุกด้วยคลัตช์มือ ที่เราสามารถจะตัดรอบหรือรีดขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซีของมันได้ดั่งใจ ถึงแม้จะเป็นการทดสอบที่เวลาและระยะทางในการขับขี่ค่อนข้างสั้น แต่เราก็สัมผัสฟีลลิ่งของเจ้ารถครอบครัวสไตล์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมคันนี้ได้พอสมควร ก็ถือว่าทางยามาฮ่าก็ทำได้น่าประทับใจในระดับนึงเลยทีเดียวล่ะครับ นับได้ว่าเจ้า Yamaha Exciter 150 นั้นทำออกมาได้ดีเหมาะสมกับสโลแกนทริป “King of 150 Class” ครั้งนี้จริงๆ ครับ กับราคาค่าตัวที่ 65,000 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph เปิด 3 โมเดลสุดพิเศษ

Triumph เปิด 3 โมเดลสุดพิเศษ ในงาน Motor Show 2020 พร้อมอัดโปรโมชัน ดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะในงาน ล่าสุด Triumph เปิด 3 โมเดลสุดพิเศษ อย่าง Bonneville Bobber TFC และอีก 2 รุ่นพิเศษ ได้แก่ Bonneville T120 BUD EKINS และ Bonneville T100 BUD EKINS ให้สัมผัสใกล้ชิดครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมยกทัพมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ทุกไลน์ทุกรุ่นมาจัดโปรโมชันกันอย่างเต็มที่ Bonneville Bobber TFC จะเป็นพรีเมียมบิ๊กไบค์ รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 750 คันทั่วโลก ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ High Torque ขนาด 1,200 ซีซี และการตกแต่งและรายละเอียดสุดพรีเมี่ยมไปอีกขั้น รวมถึงเฟรมรถที่มีคุณลักษณะเฉพาะและมีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมไปถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฉพาะรุ่น TFC ที่มีความโดดเด่นขั้นสูงสุด ในราคา 869,000 บาท   พร้อมกันนี้ยังได้เผยโฉมตัวจริง 2 รุ่นพิเศษอย่าง Bonneville T120 Bud Ekins และ Bonneville T100 Bud Ekins ที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับนักขี่ข้ามทะเลทราย นักขี่สตันท์แมน ผู้เป็นตำนานแห่งวงการจักรยานยนต์อย่าง Bud Ekins ซึ่ง ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมการออกแบบตัวถังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์แคลิฟอร์เนีย มาพร้อมกับตราโลโก้ “Flying globe” และเฉดสีขาวแดงอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงรายละเอียดพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลอดจนนำเสนอเทคโนโลยีที่เน้นผู้ขับขี่อย่างครบครัน เพื่อการควบคุมรถ ความปลอดภัย และความมั่นใจของผู้ขับขี่ โดย Bonneville T120 BUD EKINS มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ขนาด 1200  ซีซี ให้กำลังสูงสุดที่ 80 แรงม้า ที่ 6,550 รอบต่อนาที และ ให้แรงบิดสูง 105 นิวตันเมตร ที่ 3,100 รอบต่อนาที ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 566,000 บาท ในขณะที่ Bonneville T100 BUD EKINS มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ขนาด 900 ซีซี ให้กำลังสูงสุดที่ 55 แรงม้า ที่ 5,900 รอบต่อนาที และแรงบิดสูง 80 นิวตันเมตร ที่ 3,230 รอบต่อนาที ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 449,000 บาท นอกจากนี้ ไทรอัมพ์ ยังปรับลดราคารถมอเตอร์ไซค์ตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกทั้งหมด 16 รุ่น พร้อมด้วยดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะในงาน และรับ Gift voucher สูงสุด 52,500 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตอบรับกระแสความนิยมรถมอเตอร์ไซค์ตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในขณะที่โซนเสื้อผ้า (Triumph Clothing World) มาพร้อมคอลเลคชัน Spring/Summer 2020 ใหม่ล่าสุด รวมถึงคอลเลคชันอื่น ๆ ให้เหล่าสาวกไทรอัมพ์ได้เลือกชมและซื้อกันอย่างจุใจ พร้อมรับส่วนลดพิเศษเฉพาะภายในงานสูงสุดถึง 60% สำหรับผู้ที่จองรถไทรอัมพ์ภายในงาน จะได้รับ Triumph Survival Kit Limited Edition ประกอบด้วย Triumph Mask หน้ากากผ้าสีดำสกรีนโลโก้ไทรอัมพ์ เพิ่มความคูลให้กับผู้สวมใส่ และ Triumph Pocket Sanitizer สเปรย์แอลกอฮอล์แบบพกพา สุดพิเศษที่สาวกต้องมี อย่างไรก็ตามไทรอัมพ์ยังตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้เข้าชม โดยได้เตรียมมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในบูธอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ในการเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 26 กรกฎาคม 2563 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี สุดท้ายผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ตลอดจนขอทดลองขี่รถรุ่นที่สนใจได้ที่โชว์รูมไทรอัมพ์ ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th ตลอดจนติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

ซูซูกิ

ซูซูกิ กับการเปิดบูธอย่างเป็นทางการในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41” ปีนี้มากับแนวคิด Suzuki Move On “ก้าวไปข้างหน้า” อัดแน่นไปด้วยรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น ซึ่งนักบิดทั้งหลายสามารถเข้ามาหาคำตอบและสัมผัสถึงความเป็นตัวตนกันได้ที่บูธซูซูกิ การเปิดบูธอย่างเป็นทางการได้รับเกียรติจาก มร.ชินจิ ฮะสึอิ ประธานกรรมการ, คุณเลิศศักดิ์ นววิมาน กรรมการบริหาร, มร.คาสึยูกิ โอซาว่า กรรมการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก คุณสุรชัย ชัยวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด รวมถึงได้รับเกียรติจาก คุณอโนทัย เอี่ยมลำเนา พร้อมด้วย คุณพีระพงษ์ เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ที่ได้มาร่วมแสดงความยินที่บูธซูซูกิอีกด้วย ในปีนี้บูธ ซูซูกิ ได้มีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Ultimate and Sport, Street Sport and Adventure Tourer, Cruiser & Pleasure และ กลุ่ม Convenient ที่พร้อมจะดึงทุกความเป็นตัวตนออกมาได้อย่างครบถ้วน และเร้าใจไปในทุกการสัมผัสกับรถจักรยานยนต์ระดับเวิลด์คลาสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น Suzuki GSX-R1000/R สปอร์ตไบค์ที่ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงมาจาก MotoGP อีกทั้งยังมีรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมี่ยม Suzuki Burgman 400 พร้อมด้วย Suzuki V-Strom 650XT ที่คว้ารางวัล Best Touring Middle Weight และ Suzuki Boulevard การันตีด้วยรางวัล Best Cruiser Middle Weight จากการประกวดรถจักรยานยนต์ Bike of The Year 2020 มาร่วมโชว์ในบูธอีกด้วย นอกจากนี้ ซูซูกิ ได้นำรถจักรยานยนต์ที่เป็นไฮไลท์มาให้ทุกท่านได้ชมอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ในระดับตำนานอย่าง Suzuki Katana, Suzuki GSX1300R Hayabusa, Suzuki GSX-R1000R และ Suzuki GSX-R1000 ต่อมาที่รถจักรยานยนต์สไตล์สตรีทสปอร์ต Suzuki GSX-S1000, Suzuki GSX-S1000F, Suzuki GSX-S750, Suzuki SV650X และ Suzuki SV650 ถัดมาที่รถจักรยานยนต์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยกับทัวริ่งยอดนิยม Suzuki V-Strom 1000, Suzuki V-Strom 650XT และ Suzuki V-Strom 650 นอกจากนี้ทาง ซูซูกิ ยังได้นำรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นอิสระ อาทิ Suzuki VanVan 200, Suzuki GSX-R150 และ Suzuki GSX-S150 ให้ทุกท่านได้จับจองเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีโซนแอ็กเซสซอรีที่ได้รวบรวมอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ และโซนแอพพาเรล อาทิ เครื่องแต่งกาย พร้อมผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกจากซูซูกิอีกมากมายมาให้ท่านเลือกชมได้อย่างเต็มที่ โดย Suzuki ยังได้มีการ จัดโปรฯ แน่นบูธ Gift Voucher *สูงสุด 165,000 บาท – พบกับ Gift Voucher *สูงสุด 165,000 บาท ในรุ่นของ *V-Strom 1000(L8)​ รถจักรยานยนต์ที่สุดแห่งสมรรถนะของการเดินทาง พร้อมให้ทุกท่านจับจองเป็นเจ้าของกันได้ไม่ยาก – V-Strom 650 สีใหม่… !!! ที่มาพร้อมกับ Gift Voucher สูงสุดถึง 35,000 บาท – Suzuki Katana ด้วย Gift Voucher สูงสุดถึง 35,000 บาท พร้อมด้วย

เปิดตัว Royal Enfield Classic 500 Stealth Black ใน Motor Show 2020

เปิดตัว Royal Enfield Classic 500 Stealth Black ใน Motor Show 2020 ล่าสุดในงาน Motor Show 2020 ทาง Royal Enfield ได้ทำการ เปิดตัว Royal Enfield Classic 500 Stealth Black ซึ่งเป็นโมเดลชุดสีพิเศษ โดยจะยังเป็นรถมอเตอร์ไซค์มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ซึ่งมาพร้อมระบบเบรก ABS โดยจะวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 196,800 บาท ตอนนี้ Royal Enfield Classic 500 ได้รับการติดตั้งระบบการจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดไฟฟ้าแล้ว ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ราบรื่น เพิ่มสมรรถนะ และความสามารถในการสตาร์ทที่ดีแม้เครื่องยนต์เย็น ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องยนต์ส่งพลังขับเคลื่อนได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสถานการณ์ และยังได้รับการปรับจูนเครื่องยนต์ให้ภาพรวมและแรงบิดออกมาดีที่สุดเพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถตลอดทุกช่วงความเร็วรอบ และยังรองรับมาตรฐานไอเสีย Euro4 นอกจากนี้โมเดลใหม่นี้จะยังมาพร้อมล้ออัลลอยและประกันรถนานถึง 2 ปี   สุดท้ายนี้สำหรับลูกค้าที่จองรถรถทุกรุ่นภายในงาน จะได้รับโปรโมชั่นพิเศษ ฟรี… พ.ร.บ. ฟรีค่าจดทะเบียน ประกันรถนานถึง 2 ปี และสำหรับผู้ที่จองรถในพิกัด 650 ซีซี อย่าง Interceptor 650 และ Continental GT 650 จะได้รับการประกันฟรีมากถึง 3 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง และบริการ Roadside Assistance 3 ปีหรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda เผยโฉม All New Forza350

Honda เผยโฉม All New Forza350 พร้อมกับ CT125 Special Edition   เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรถใหม่ล่าสุดถึงสองรุ่น ในงาน Motor Show โดย Honda เผยโฉม All New Forza350 พร้อมกับ CT125 Special Edition พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษมากมายเฉพาะภายในงาน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 กรกฏาคมนี้ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร เผยว่า “ปี 2563 นี้เป็นปีแห่งความท้าทายของวงการรถจักรยานยนต์ไทย สถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่ออุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไทย โดยตัวเลขยอดจดทะเบียนครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ที่ 733,722 คัน คิดเป็น 82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนฮอนด้ามียอดจดทะเบียนครึ่งปีอยู่ที่ 572,989 คัน ปรับตัวลดลงในระดับเดียวกันของตลาดรวม” “สำหรับแนวโน้มของตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนั้นยังเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก หากสถานการณ์โดยรวมของประเทศดีขึ้นเป็นลำดับ และไม่มีปัจจัยลบเข้ามาเพิ่มเติม ตัวเลขจดทะเบียนของปีนี้อาจจะแตะระดับ 85% เทียบกับปีก่อนหน้า” “ในฐานะผู้นำตลาด ฮอนด้าพร้อมแล้วที่จะกลับมากระตุ้นวงการรถจักรยานยนต์ไทยให้คึกคักอีกครั้ง เริ่มด้วยการเปิดตัว All New Forza350 เป็นครั้งแรกของโลกในเมืองไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ ที่ให้ความแรงเหนือระดับ ตอบโจทย์การใช้งานของคนที่ชอบรถสมรรถนะสูง ในขณะที่ตัวรถได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น ให้ทั้งความสปอร์ตและความหรูหราเหนือใคร นี่คือรถที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดในกลุ่มบิ๊กสกู๊ตเตอร์ของไทยสู่ยุคใหม่” All New Forza350 ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “Only For The Greatest เพราะที่สุด มีเพียงหนึ่งเดียว” ติดตั้งเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 330 ซีซี 4 วาล์ว ให้การเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แรงเสียดทานต่ำลง ให้สมรรถนะสูงและแรงส่งที่ต่อเนื่อง พร้อมกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม ให้อัตราเร่งติดมือ เพิ่มเพลาบาลานเซอร์เพื่อสร้างสมดุลให้เพลาข้อเหวี่ยง หม้อกรองอากาศมีขนาดใหญ่ถึง 5.5 ลิตร เพิ่มประสิทธิภาพในการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ พร้อมหม้อน้ำที่ย้ายตำแหน่งมาอยู่ที่ด้านหน้ารถ ส่งผลให้การระบายความร้อนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยในการกระจายน้ำหนักมาทางด้านหน้าทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ตัวรถยังติดตั้งท่อไอเสียใหม่ที่คายไอเสียออกได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ช่วยรักษากำลังตั้งแต่ช่วงออกตัวจนถึงช่วงเร่งแซง All New Forza350 ยังมาพร้อมฟังก์ชันใหม่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นกระจกบังลมหรือวินด์สกรีนหน้าที่ปรับระดับได้สูงถึง 150 ม.ม. ช่วยลดแรงลมปะทะขณะขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบไฟฉุกเฉิน ESS เพิ่มความปลอดภัย สะดวกสบายด้วย In-Console USB Charger & Bottle Holder ช่องชาร์จไฟผ่าน USB Port ขนาดใหญ่ที่สามารถวางขวดน้ำได้ในตัว พร้อมด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัยมากมาย อาทิ แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลสไตล์ Cockpit Area แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน รีโมทอัจฉริยะฮอนด้าสมาร์ทคีย์ระบุตำแหน่งพร้อมกันขโมย ระบบเบรก ABS หน้า-หลัง สะดวกสบายด้วยกล่องเก็บของขนาดใหญ่ใส่หมวกกันน็อกได้ถึง 2 ใบ ซึ่งพร้อมวางจำหน่าย All New Forza350 แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศด้วยราคาแนะนำ 173,500 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สีได้แก่ สีดำ สีขาว-น้ำเงิน สีแดง-ดำ และสีน้ำเงิน-ดำ “พร้อมกันนี้ เอ.พี. ฮอนด้า ยังได้เปิดตัว CT125 Special Edition ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ด้วย โดย CT125 ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของฮอนด้า ล่าสุด รถรุ่นนี้ได้กลายเป็น Lifestyle Gadget ที่สร้างวัฒนธรรมการขับขี่แบบใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว นี่คือรถที่ได้รับผลตอบรับที่ดีมากและจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากเปิดตัว ครั้งนี้ เรานำเสนอ CT125 รุ่นแต่งพิเศษที่ติดตั้งชุดแต่งจากแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่นเพิ่มอีก 2 รุ่น ได้แก่ CT125 Military Campster และ CT125 Farm Campster ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 125 คัน เท่านั้น” ประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวเพิ่มเติม CT125 Military Campster โดดเด่นด้วยชุดแต่ง Kitaco

Kawasaki เปิดตัว Ninja ZX-25R

Kawasaki เปิดตัว Ninja ZX-25R แถมยังจัดเต็มโปรโมชั่นทุกคันในงาน Motor Show ล่าสุด คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเปิดตัว Ninja ZX-25R โมเดลซูเปอร์สปอร์ตใหม่พิกัด 250 ซีซี ซึ่งเป็นโมเดลใหม่แบบ All-New หรือใหม่หมดจดทั้งคัน โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เรือนไมล์แบบผสมเกรดไฮเอนด์ แทร็คชั่นคอนโทรล และควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง ตอกย้ำสมรรถนะระดับแนวหน้าของตระกูล Ninja ZX และยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์อย่าง Ninja 400 ที่มาพร้อมสีสันและลวดลายกราฟิกใหม่สวยงามสะดุดตา นอกจาก Kawasaki เปิดตัว Ninja ZX-25R และ Ninja 400 ใหม่แล้ว ยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์ในบูท Kawasaki รอคุณอยู่ อาทิ สปอร์ตไบค์ตระกูล Ninja, เน็กเก็ตไบค์ตระกูล Z, คลาสสิคไบค์ตระกูล W และแอดเวนเจอร์ทัวริ่ง และพิเศษกว่าที่ผ่านๆ มาคือ คาวาซากิได้นำเอาพาหนะอื่นๆ นอกจากมอเตอร์ไซค์มาด้วย เช่น Kawasaki Jet Ski ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องยนต์อันทรงพลัง เปิดประสบการณ์ใหม่บนเส้นทางใหม่ที่ท้าทาย ตื่นเต้นเร้าใจและแตกต่าง แต่ยังไม่หมด ยังมีจักรยานโร้ดไบค์และเมาท์เทนไบค์อีกด้วย เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลงใหลในกิจกรรมการผจญภัยหรือกิจกรรมกลางแจ้งที่หลากหลายอีกด้วย แน่นอนว่า Kawasaki ยังมาพร้อมโปรโมชั่นสุดฮอตภายในงาน และสามารถสอบถามโปรโมชั่นเดียวกันนี้ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย โดยโปรโมชั่นต่างๆ มีดังนี้ KLX230/SE รับทันทีประกันรถหาย 1 ปี/ Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 6,000 บาท Z400/SE รับทันทีประกันชั้น 1 และ พรบ.ทะเบียน ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท Ninja 400/SE/HG รับทันทีประกันชั้น 1 และ พรบ.ทะเบียน ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 21,000 บาท Ninja 650 รับทันทีประกันชั้น 1 และ พรบ.ทะเบียน ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 15,000 บาท Z650 รับทันทีประกันชั้น 1 และ พรบ. ทะเบียนฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 15,000 บาท Z900 รับทันทีประกันชั้น 1 ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท W800 รับทันทีประกันชั้น 1 ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 70,000 บาท Ninja 1000SX รับทันทีประกันชั้น 1 ฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่า 20,000 บาท Ninja ZX-10R/SE/RR รับทันทีประกันชั้น 1 และ พรบ. ทะเบียนฟรี 1 ปี / Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 70,000 บาท หรือ หมวกกันน็อค Arai Ninja ZX-6R รับทันทีประกันชั้น 1 และ

Yamaha เปิดตัว WR155R พร้อมยกทัพจัดโปรฯ ใน Motor Show

Yamaha เปิดตัว WR155R พร้อมยกทัพทุกรุ่นจัดโปรฯ ใน Motor Show ยามาฮ่าโชว์ศักยภาพระดับโลก ในโอกาสฉลองครบรอบ 65 ปี ด้วยการเนรมิตบูธภายใต้แนวคิด “Yamaha Life” ยกทัพมาโชว์แบบเต็มพิกัด เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ Yamaha เปิดตัว WR155R ซึ่งเป็นไฮไลต์หลักของงาน และ Grand Filano Hybird สีใหม่ รวมไปถึง MT-10, MT-07 และ MT-15 สีใหม่ ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2020 อีกด้วย มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า“สำหรับงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สุดพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเดือนที่ครบรอบการก่อตั้งบริษัทยามาฮ่ามอเตอร์เป็นปีที่ 65 เราจึงได้เนรมิตบูธยามาฮ่าบนพื้นที่การจัดแสดงกว่า 1,000 ตร.ม. ภายใต้แนวคิด Yamaha Life ซึ่งมาจากแนวคิดที่ว่า เพราะชีวิตมีความหลากหลาย และแตกต่าง เราจึงต้องสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้สอดคล้องและตอบสนองในทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า โดยภายในงานเราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบสนองผู้ขับขี่ที่หลงใหลรถจักรยานยนต์ในสไตล์ Enduro ด้วย All New Yamaha WR155R ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Journey of the Brave เปิดเส้นทางใหม่ไปกับใจที่กล้า ซึ่ง All New Yamaha WR155R จะเป็นรถโมเดลใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาเติมเต็มในโปรดักส์ไลน์ของยามาฮ่าในเมืองไทยให้ครบทุกเซ็กเมนท์ พร้อมด้วยราคาเปิดตัวสุดเร้าใจที่ 105,000 บาท พร้อมกันนี้เรายังเปิดตัวรถพรีเมี่ยม  ออโตเมติกขนาด 125 ซีซี สีสันใหม่กับ Yamaha Grand Filano Hybrid และเน็คเก็ตจอมพลังจากตระกูล   MT-Series  อย่าง MT-10, MT-07 และ MT-15 สีใหม่ ภายในงานอีกด้วย โดยภายในบูธแห่งนี้ เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้น เร้าใจ ให้กับผู้คน ในชีวิตที่เป็นแบบฉบับของตนเอง โดยผนวกกับการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าในรูปแบบ Series ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงสร้างความมั่นใจด้วยการรับประกันถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม. สำหรับรถไม่เกิน 400 ซีซี อีกทั้งในโอกาสครบรอบ 65 ปี เราได้จัดแสดงโซนนิทรรศการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยามาฮ่าตลอด 65 ปีที่ผ่านมา สำหรับผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบัน เราได้จัดเตรียมข้อเสนอสุดพิเศษอย่างมากมายภายในงาน Bangkok International Motor Show 2020 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 26 กรกฎาคม 2563 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งผมเชื่อว่าสินค้ายามาฮ่าที่นำมาจัดแสดง และการให้การต้อนรับจากชาวยามาฮ่า จะสร้างความประทับใจและประสบการณ์อันสุดเร้าใจให้กับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมบูธของยามาฮ่าอย่างแน่นอนครับ” นอกจากการที่ Yamaha เปิดตัว WR155R ซึ่งเป็นไฮไลต์หลักของงาน และ Grand Filano Hybird สีใหม่ รวมไปถึง MT-10, MT-07 และ MT-15 สีใหม่ แล้ว ภายในบูธจะจัดแสดงโดยแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก คือ NOW Zone รวมสุดยอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์เทรนด์ใหม่ล่าสุด ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งออกเป็นโซนย่อยต่างๆ อีกดังนี้ Commuter Zone สุดยอดนวัตกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่  Grand Filano Hybrid, QBIX, Fino125, Aerox155, Exciter150, GT125, FreeGo และ Finn โดยทุกรุ่นนั้นจะมาพร้อมการรับประกัน 5 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง Adventure and Sport Touring Style

Ducati เปิดตัว 3 โมเดลใหม่

Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ ในงาน Motor Show 2020   โดยใน Motor Show 2020 ครั้งนี้ Ducati Thailand นั้นขนกองทัพมาหนาแน่นเช่นเคย โดยคราวนี้มีไฮไลต์เด็ดคือทาง Ducati เปิด 3 โมเดลใหม่ ได้แก่ Panigale V4 (2020), Scrambler 1100 Pro และ Diavel 1260 S (สีใหม่)        1.Panigale V4 MY 2020 โมเดลปี 2020 ได้พัฒนาสมรรถนะและประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นกว่าซูเปอร์ไบค์เรือธงคันเก่า โดยหลักๆ จะยังคงใช้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ที่เป็นเครื่อง V4 แบบ 90 องศา ขนาด 1,103 ซีซี ที่มีพละกำลังอยู่ที่ 214 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาที และเรียกแรงบิดสูงสุดได้ที่ 124 นิวตันเมตร ที่ 10,000 รอบต่อนาที เช่นเดิม เพียงแต่มีการพัฒนาในส่วนของ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับปรุงใหม่เป็นของปี 2020 และปรับปรุงในส่วนของระบบอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกของตัวรถให้ดียิ่งขึ้น    โดยพัฒนา New Aerodynamic package ใหม่ดังนี้ แฟริ่งด้านข้างที่กว้างขึ้นและชิลด์หน้าใหม่ที่กว้างและสูงขึ้น เพื่อลดแรงลมที่มาปะทะกับผู้ขับขี่ ช่องอากาศหรือแรมแอร์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศผ่านระบบระบายความร้อนและออยล์คูลเลอร์ ถึง 6% หรือ 16% ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ Aerofoils หรือ Winglets หรือเรียกง่ายๆ ว่าปีกหรือวิงก์เล็ท บริเวณด้านหน้า เมื่อทำงานร่วมกับอากาศพลศาสตร์ของชุดแฟริ่ง จะมีแรงกดอากาศที่ล้อหน้าเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม.ช่วยลดการลอยตัวของล้อหน้าขณะทำความเร็วได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ราคา Panigale V4 จะอยู่ที่ 999,000 บาท และ Panigale V4 S จะอยู่ที่ 1,249,000 บาท โดยสามารถส่งมอบรถได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป   Scrambler 1100 Pro   สแครมเบลอร์รุ่นใหญ่สุดของค่ายกับขุมพลังขนาด ขนาด 1,079 ซีซี 86 แรงม้า ที่เต็มไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะมากมาย มาพร้อมระบบสมองกล ECU M4C โดย Continental และระบบเซ็นเซอร์ใหม่ “lambda sensor” รวมถึง “Map sensors” ที่ใช้ใน Panigale V4 ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย เเทร็คชั่นคอนโทรล ระบบเบรก Cornering ABS และระบบ IMU แบบ 6 แกน นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ ทั้ง Active, Journey และ City ช่วยเพิ่มความมั่นใจและตอบโจทย์ได้ทุกการเดินทาง สำหรับ Scrambler 1100 PRO มีดีไซน์สีทูโทน Ocean Drive ผนวกเข้ากับเฟรมสีดำและซับเฟรมหลังอลูมิเนียม มาพร้อมกับท่อไอเสียทรงใหม่ดีไซน์ออกคู่ด้านข้าง และการ์ดบังโคลนหลังที่ยึดป้ายทะเบียนด้านล่าง รวมถึงชุดโคมไฟหน้าแบบตัว X อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Scrambler 1100 Sport PRO รุ่นท็อปสุด จะมีการออกแบบที่เพิ่มเติมในหลายจุด โดยเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยสีดำด้านดุดัน และแฮนด์เดิลบาร์ทรงต่ำ รับกันกับกระจกส่องหลังสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ กับช่วงล่างอย่าง Öhlins ทั้งด้านหน้าและหลัง  โดยราคาของ Scrambler 1100 PRO อยู่ที่ 579,900 บาท และราคา Scrambler 1100 Sport PRO อยู่ที่ 659,900 บาท โดยสามารถส่งมอบรถได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป