SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Scrambler 1200 Bond Edition รุ่นพิเศษสำหรับคอหนังสายลับจาก Triumph ล่าสุด Triumph ก็ได้ทำการเปิดตัวรถใหม่ที่น่าจะเป็นระดับตำนานในอนาคตอย่างแน่นอนกับ Scrambler 1200 Bond Edition หลังจากที่เคยตกเป็นข่าวในวงการไปทั่วกับฉากเจมส์ บอนด์ขี่มอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ถ่ายทำในแบบแอ็กชั่นไล่ล่าตามสไตล์ของหนัง James Bond : No Time To Die ภาคใหม่ล่าสุด และเพื่อเป็นการฉลองที่ได้ร่วมมือกันสร้างอะไรเจ๋งๆ ค่ายรถอังกฤษจึงได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์คันแรกที่หลุดออกมาจากแฟรนไชส์ภาพยนต์สุดดัง Scrambler 1200 Bond Edition โดยได้รับแรงบรรดาลใจมาจากภาพยนต์นั่นเอง ตัวโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานเป็น Scrambler 1200 XE ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของตระกูลนี้ ทั้งในด้านของสมรรถนะและความพรีเมียม โดยมีการเพิ่มเติมความเป็นบอนด์เข้าไปในหลายๆ จุด ดังต่อไปนี้ ชุดสีพรีเมียม 007 โลโก้ 007 ที่การ์ดท่อไอเสีย และที่ด้านข้างตัวรถ เบาะหนังแท้ปักโลโก้บ่งบอกความเป็นรุ่นพิเศษ การแสดงผลเวลาบิดกุญแจแบบพิเศษเฉพาะรุ่นบนหน้าจอเรือนไมล์ ทำสีดำให้กับชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อโมเดลพิเศษนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ บังโคลนหน้าและหลังอโนไดซ์สีดำ โช้คหน้า เพลตโลโก้ที่เครื่องยนต์พิเศษเน้นด้วยสีทอง สวิงอาร์มและครอบสเตอร์หน้า พาวเดอร์โค้ตด้วยสีดำ มือจับท้าย การ์ดอ่างน้ำมันเครื่องและครอบเฟรมสีดำ โมเดษพิเศษจะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 250 คัน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคันมาพร้อมเพลตนัมเบอร์ของตัวเองไม่ซ้ำกันที่ประกบตุ๊กตาแฮนด์ นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อจะได้ชุดส่งมอบพิเศษ Special Bond อีกด้วยครับ ส่วนในเรื่องของสเปกอื่นๆ ก็จะเหมือนกับ ตัว XE ทุกประการครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Triumph คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Imperiale 400 พร้อมจะเปิดตัวในไทยเดือนมิถุนายน!! ล่าสุดทางแฟนเพจ Benelli Thailand มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโมเดลใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แม้ว่าในรูปที่ทางเพจโพสต์ไว้จะมีการคลุมผ้าโมเดลที่จะทำการเปิดตัว แต่ก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะทางเพจติดแฮชแท็กไว้ชัดเจนว่า #imperiale400 แถมยังมี #june อีก ดังนั้นไม่ยากเลยที่จะบอกว่า เบเนลลี่เตรียมเปิดตัวรถโมเดลไหน และเมื่อไหร่ โอกาสนี้เราก็เลยจะนำภาพ รายละเอียดและสเป็กของ Benelli Imperiale 400 มาให้ชมกันครับ Imperial 400 คือมอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิคที่นำเอา มอเตอร์ไซค์ Benelli-MotoBi ที่ผลิตในช่วงทศวรรษ 1950 มานำเสนอใหม่อีกครั้ง เป็นรถสไตล์ดั้งเดิมที่มาพร้อมกับจิตวิญญาณที่แท้จริง ซึ่งทุกวันนี้จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ได้ยาก ขุมพลังของมันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ SOHC จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดเพื่อให้ประหยัดน้ำมันในทุกสภาวะการขับขี่ กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 21 แรงม้าที่ 5500 พร้อมแรงบิดที่ 29 นิวตันเมตรที่ 4500 รอบ เฟรมเลือกใช้เป็นเฟรมเปลคู่ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นเทเลสโคปิคขนาด 41 มม. ระยะยุบ 121 ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มกับโช้คเดี่ยวระยะยุบ 55 มม. ออกแบบท่อไอเสียเป็นทรงคลาสสิคเพื่อขับเน้นความคลาสสิค เสริมด้วยไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำตามแบบมอเตอร์ไซค์ในอดีต ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาดใหญ่ 300 มม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ล้อเป็นอลูมิเนียม ขนาดล้อเป็น 19 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ส่วนยางเป็น 100/90 และ 130/80 ตามลำดับ และสุดท้าย Imperiale 400 ราคานั้นยังไม่เปิดเผยนะครับ รอลุ้นต้นเดือนมิถุนายน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Benelli คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MASH DESERT FORCE 400 คลาสสิคสไตล์ทหารอเมริกัน ล่าสุด Mash ค่ายรถแดนน้ำห้อมได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์วินเทจในคราบของ Desert Force 400 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 397 ซีซี ที่มีแรงม้าที่ 27 แรงม้า โดยตัวรถจะมาในชุดสีของกองทัพอเมริกาซึ่งทำให้หวนคิดถึงช่วงปี 1950 – 1960 มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิคกับชุดสีแบบทหารเป็นอะไรที่คนรักรถมอเตอร์ไซค์และค่ายรถอย่าง Indian, Jawa หรือ Royal Enfield หันมาทำและดัดแปลงกันมาหลายต่อหลายโมเดลแล้วตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และตอนนี้เป็นคราวของ Mash ที่จะมานำเสนอรถที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถของกองทัพว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรผ่านโมเดล Desert Force 400 สีของรถจะมาในโทนสีเบจ ที่บังโคลหน้าจะมาพร้อมที่ติดแผ่นทะเบียน และเพื่อทำให้มันเด่นยิ่งขึ้น มีการเลือกใช้ท่อไอเสียสีดำ และด้านข้างยังมาพร้อมถังน้ำมันสำรองและกระเป๋าสัมภาระ แน่นอนว่าทุกอย่างที่ใส่มันมีความเป็นวินเทจหรือย้อนยุคเพื่อให้เข้ากับสไตล์ของรถคันนี้ ล้อเลือกใช้เป็นล้อซี่ลวด มีตะแกรงครอบไฟหน้าทรงกลม มีตัวอักษรบ่งบอกแบรนด์สีน้ำตาลเข้ม และเบาะนั่งแบบแยกส่วนที่มีดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร นอกจากที่ว่ามาที่ดูแล้วแต่คลาสสิคย้อนยุค แต่ตัวรถก็แอบซ่อนความทันสมัยไว้อย่างเรือนไมล์ดิจิตอลทรงกลมเดี่ยว และระบบเบรกแบบ ABS โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 280 มม. ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ทั้งนี้เจ้ารุ่นพิเศษคันนี้จะผลิตขึ้นมาจำหน่ายเพียง 103 คันเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 5395 ยูโร หรือที่ราวๆ 190,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Over suspension คืออะไร ใส่ไว้ทำไม เรามีคำตอบ Over suspension คืออุปกรณ์เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่อย่างนึง พูดง่ายๆ คือของแต่งนั่นเอง แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก และยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา โดยเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นของทาง Supreme Technology (แบรนด์สัญชาติอิตาลี) วิจัยและพัฒนาร่วมกับทีมแข่งระดับโลกอย่าง Barni Racing Team – Ducati ซึ่งเป็นทีมแข่งรถในการแข่งขัน World Superbike Championship เจ้าตัวหน่วงมวลที่สวิงอาร์มนี้ทำจากอลูมิเนียม CNC เป็นชิ้นเดียว ด้านในมีลักษณะของตุ้มน้ำหนักถ่วงทำงานร่วมกับสปริง ใช้ติดตั้งบริเวณส่วนปลายของสวิงอาร์มของรถ ถามว่าเจ้านี้มีไว้ทำไม ตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่ามีหน้าที่ทำให้รถวิ่งได้สเถียรหรือนิ่งมากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ ว่าแต่เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มันมีหลักการยังไง ทำไมถึงช่วยได้ ผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ง่ายๆ อ่านต่อด้านล่างได้เลย เวลาที่เราขับขี่รถนั้นยิ่งเราขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากเท่าไหร่ก็จะเกิดอาการสั่นสะเทือนและการแกว่งตัวมากขึ้นเท่านั้น และที่ยางหลังก็มักจะเกิดอาการที่นักแข่งมักจะเรียกว่าท้ายสับ โดยเฉพาะเวลาเบรกเพื่อที่จะเข้าโค้ง อาการนี้คืออาการที่หน้ายางหรือหน้าสัมผัสจะเกาะพื้นและดีดลอยขึ้นมา สลับไปสลับมา คล้ายกับการสับหมูไว้ผัดกะเพรา ซึ่งอาการท้ายสับที่เกิดขึ้น จะทำให้รถเกิดอาการไม่เสถียรอย่างมาก ส่งผลให้รถที่รุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ จะตรวจจับได้ว่าเกิดอาการที่ไม่ปลอดภัยทำงาน และส่งข้อมูลไปที่ ECU เพื่อตัดกำลังรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัย แต่นั่นไม่เป็นผลดีกับรถแข่ง และคนที่ต้องการสมรรถนะที่สูงและเต็มร้อย เจ้าอุปกรณ์นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยเป้าหมายที่จะจำกัดหรือลดทอนอาการเหล่านี้นั่นเอง อุปกรณ์นี้จะช่วยซับแรงสั่นสะเทือนที่เกินมาจากที่ยาง แชสซี สวิงอาร์ม และโช้คหลังจะดูดซับไว้ได้ และช่วยลดอาการเหล่านี้ ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้น ควบคุมรถได้ดีขึ้น และที่สำคัญทำให้ปลอดภัยมากขึ้น เพราะสามารถลดการเกิดอาการไฮไซด์ (รถสะบัดและดีดตัวผู้ขับขี่ออกจากตัวรถ ซึ่งอันตรายมากๆ ) นอกจากนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิของโช้คหลังที่เกิดจากการทำงานหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ เนื่องจากโช้คจะทำงานน้อยลงเนื่องจากตัวรถมีอาการสั่นน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของโช้คในระยะยาวดีขึ้น และยังช่วยลดการสึกหรอของยางได้ด้วย จากการที่ยางเกิดอาการสับน้อยลง ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทาง Ducati ได้พยายามทดลองอุปกรณ์ที่มีหลักการคล้ายๆ กันนี้ซ่อนในท้ายรถแข่งมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว ขณะเดียวกัน ในการแข่งขัน F1 ในทีม Renault ได้มีการใช้อุปกรณ์ที่มีหลักการทำงานเดียวกันนี้ที่ด้านหน้าของรถ ตั้งแต่ในปี 2005 – 2006 แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรและการยึดเกาะจริงๆ (เรียกว่า Tuned Mass Damper) และหลังจากนั้นก็ถูกแบนห้ามใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วอุปกรณ์ Tuned Mass Damper มีการใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย กระทั่งในตึกสูงๆ ก็มีการใช้เพื่อป้องกันตึกถล่มจากแรงลมที่ความสูงมากๆ เพียงแต่อาจจะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์เท่านั้นเอง สุดท้ายนี้ยังใช้ได้กับรถหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถแข่ง รถขี่ถนน รถเอ็นดูโร่ ก็ติดตั้งได้ โดยเฉพาะรถที่ต้องการความเสถียรและสมรรถนะที่ดีขึ้น ส่วนสนนราคาก็ตกอยู่ที่ 330 ยูโร (เท่าที่เช็คมาจากรุ่นติดตั้งในรถตัวพัน) หรือราวๆ 12000 บาทเท่านั้น ใครสนใจสั่งซื้อลองเข้าไปค้นในกูเกิ้ลได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Voge Brivido 500R คู่แข่ง Honda CB500F เปิดตัวแล้ว Loncin Group ผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนขนาด 300 – 500 ซีซี แบรนด์ Voge ได้ทำการเปิดตัว Voge Brivido 500R เน็กเก็ตไบค์ขนาด 500 ซีซี ที่ประเทศอิตาลี โดยจัดว่าเป็นคู่แข่งตรงๆ ของ Honda CB500F. เจ้า Brivido 500R มีขนาดใหญ่กว่าเน็กเก็ตพิกัดเดียวกันอยู่มาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันดูเหมือนมอเตอร์ไซค์ขนาด 650 ซีซีมากกว่า มันมีดีไซน์ที่เฉียบคมและดูเหมือนกับ CFMoto 650NK จุดเด่นคือระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งหมด เรือนไมล์ดิจิตอลที่ดูโมเดิร์นและพรีเมียมไม่น้อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีเป็นแหล่งขุมพลัง ซึ่งให้แรงม้าที่ราวๆ 43.5 แรงม้าที่ 8500 รอบ สูสีกับรถในคลาสเดียวกัน แต่มันกลับหนักถึง 198 กก.ซึ่งอาจจะเป็นตัวถ่วงในเรื่องสมรรถนะได้ Voge เคลมมาว่าจะมีท็อปสปีดที่ราวๆ 160 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 27 กม./ลิตร โดยตัวรถมีถังน้ำมันขนาด 16.5 ลิตร ซึ่งน่าจะวิ่งใช้งานได้ราวๆ 445 กม. ส่วนที่น่าประทับใจ คือช่วงล่าง โดยได้ใช้โช้คจาก Kayaba ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ยางที่ใส่มาเป็น Pirelli Angel GT 120/70 ZR17 ที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นขนาด 160/60 ZR17 ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม.กับคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นจานเบรกขนาด 240 มม. พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งหน้าและหลัง โดยเปิดตัวมาที่ราคา 5690 ยูโรหรือราวๆ 2 แสนบาท ซึ่งถูกกว่า Honda CB500F เล็กน้อย (แต่ถ้ามาบ้านเราภาษีก็อาจจะแพงกว่าแต่ไม่มาก เพราะมาจากจีน) ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมาไทยนั้นค่อนข้างที่จะยาก แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ เพราะหลังๆ มาบ้านเราก็มีมอเตอร์ไซค์จากจีนมาจำหน่ายมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SUPERVELOCE 800 2020 เพิ่ม 2 ชุดสีใหม่ ตามคำเรียกร้องจากแฟนๆ ล่าสุด MV Agusta ได้ตอบรับคำเรียกร้องจากแฟนๆ จัดการเพิ่มเติมสีสันให้กับสปอร์ตไบค์สไตล์นีโอเรโทรของทางค่ายอย่างเจ้า Superveloce 800 ด้วย 2 ชุดสีใหม่ พร้อมกับเป็นเครื่องหมายยืนยันการเริ่มต้นกลับมาผลิตอีกครั้งหลังจากโรงงานในเมือง Varese ประเทศอิตาลี ถูกล็อกดาวน์ไปในช่วงของ COVID-19 โดยสีใหม่นี้เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกเฉดสีที่สะดุดตาและตรงใจมากขึ้น และเพื่อที่จะได้ชุดสีใหม่ที่สวยสะดุดตาแบบที่เห็นอยู่นี้ทางดีไซเนอร์ของ MV Agusta ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากแฟนๆ ของทางค่ายเป็นจำนวนมากครับ Adrian Mortor ผู้อำนวยการด้านการออกแบบของศูนย์วิจัยของ MV Agusta (CRC) ยืนยันถึงสีใหม่ที่เอาใจแฟนๆ ไว้ดังนี้ “ตามที่เราได้นำเสนอ Superveloce 800 ไปที่ Milano เราได้ขอฟีดแบ็กจากทั้งคนทั่วไปและผู้นำเข้า และได้ตัดสินใจที่จะสร้าง 2 ชุดสีใหม่ โดยทั้ง 2 เฉดสีจะใช้เฟรมสีทองที่แสดงให้เห็นถึงธีมในสไตล์นีโอเรโทร การเน้นไปที่เส้นสายที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งและช่วยให้โมเดลนี้มีคุณค่าทางแบรนด์มากยิ่งขึ้น” ชุดสีแรกนั้นจะรวมเอาสีที่เป็นอัตลักษณ์ของ MV Agusta ในยุคคลาสสิค ซึ่งได้แก่ สีแดง Ago และสีเงิน Ago ซึ่งเกี่ยวโยงไปยังการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของทางค่ายที่สามารถเอาชนะการแข่งขันในระดับโลกมาหลายสมัยด้วยกัน ตัวรถจะมีล้อและเฟรมสีทองซึ่งเป็นลักษณะที่สืบทอดมาจากรถแข่งสายพันธุ์อิตาเลียนในอดีต ก่อให้เกิดความโดดเด่น ความเป็นเอกเทศแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ผลิตทั่วไปมากยิ่งขึ้น อีกชุดสีนึงนั้นจะเป็นสีดำคาร์บอนเมทัลลิกและสีเทาดาร์กเมทัลลิกแบบด้าน และใช้เฟรมและล้อสีทองเช่นกัน โดยชุดสีนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างสีที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึก และสีที่สื่อถึงการแข่งขัน Formula1 ในช่วงปี 1970 ที่ให้ความหรูหรา ขณะเดียวกันก็เป็นสีอัตลักษณ์ของทางค่ายอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

วันนี้เรามาฟังเสียง Ninja ZX-25R จับใส่ท่อแต่งสำนักดังจากญี่ปุ่นอย่าง Yoshimura ใครๆก็รู้ว่าเจ้า ZX-25R คันนี้พื้นฐานเครื่องยนต์เป็นรถ 250 ซีซี 4 สูบ ทรงพลังในรอบเครื่องที่สูง เสียงเครื่องจัดจ้านกันอยู่แล้ว ทางคาวาซากิอินโดนิเซีย จับใส่ท่อแต่งเข้าไป จะเป็นยังไงไปชม Ninja ZX-25R Yoshimura กันครับรับรองเร้าใจแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ บนพื้นฐาน TMAX เหรอ เรากำลังคิดอยู่นะ ค่ายรถแห่งเมืองอิวาตะอาจจะพัฒนาและเปิดตัวรถคู่แข่ง Honda X-ADV ในอนาคต ลองอ่านบทสัมภาษณ์จากปากของ Paolo Pavesio ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและมอเตอร์สปอร์ตของ Yamaha ยุโรปได้เลยครับ การมาของ Honda X-ADV ส่งผลต่อการพัฒนา TMAX มั้ย? “ไม่ครับ เรารู้จักลูกค้าของเราดี เรารู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร TMAX 2017 อาจจะสูญเสียความสปอร์ตไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะในมุมมองของการออกแบบ แต่ในโมเดล 2020 เราก็ทำได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ใหม่และช่วงล่างนั้นเรามาถูกทางมากขึ้น เรารู้ว่าลูกค้า TMAX นั้นชื่นชอบเรามาก หากเรายื่นข้อเสนอให้เขาได้ตรงตามที่เขาต้องการ โดยมากกว่าครึ่งของเจ้าของโมเดลเดิมนั้น เมื่อมีโมเดลใหม่มาก็ยังคงหลงรักโมเดลใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ที่เราทำก็แค่พยายามพัฒนาสินค้าของเราซึ่งมีดีเอ็นเอที่ชัดเจนมาตลอด 19 ปีของเราให้ดี ผมคิดว่า X-ADV เป็นอะไรที่ไอเดียดีมากๆ ผมคิดว่ามันอาจจะดึงดูดลูกค้า TMAX ไปได้บางส่วน แต่เรารู้ข้อเท็จจริงที่ว่ามันไม่ได้มากมายอะไรเลย การที่ X-ADVเอาชนะใจคนได้นั้นเป็นการผสมผสานกันของสองแนวทาง คือการที่มันเป็นสกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูงและความปรารถนาของลูกค้าที่อยากที่จะนั่งสูงๆ หลังแฮนด์บาร์กว้างๆ ซึ่งจะมีได้จากรถเอ็นดูโร่ มันจึงกลายเป็น SUV คันแรกบนโลกสองล้อ และไอเดียนั้นก็โดนใจตลาด แต่ผมก็เชื่อว่า TMAX เป็นอะไรที่ต่างออกไป มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยการออกแบบที่ต้องการให้ลูกค้าของเราหลงรัก ระบบเกียร์ CVT นั้นยังคงเป็นที่สุดสำหรับรถลูกผสมระหว่างการใช้งานในเมืองและออกเดินทางไปยังต่างเมือง และผมเชื่อว่าความลงตัวนี้ของเรานั้นยังคงโดดเด่นไม่มีใครเหมือนเรา เราหวังว่า Yamaha จะตอบโต้อะไรไปบ้าง ทำไมไม่โฟกัสไปที่ระบบอะไรที่มันพรีเมี่ยมมากขึ้นไปอีก เช่น โช้คอัพปรับไฟฟ้า หน้าจอสี หรือว่า Cornering ABS? มันชัดเจนอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงในส่วนนี้ในอนาคตครับ แต่เราต้องประเมินอยู่ตลอดว่ามันจะส่งผลต่อราคาของรถอย่างไร คุ้มกับสิ่งที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่ครับ สิ่งที่เราใส่ลงไปให้ตลาดในทุกวันนี้นั้นคือ TMAX ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาแบบไม่ต้องสงสัยเลยครับ และในอนาคตมันจะพัฒนาขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่เรามีโมเดลใหม่ออกมา มันก็จะต้องดีกว่าของเดิมอยู่แล้ว สมมติว่าไม่มี X-ADV แล้ว TMAX มันจะขายได้มากแค่ไหนครับ? 20% แต่ TMAX 2020 จะแสดงให้เห็นถึงยอดขายว่าคู่แข่งหมายเลข 1 ของเราคือโมเดลปี 2017 ของเราเอง ที่ขาดความเป็นสปอร์ตไป แต่ลูกค้าบางคนโอเค ทำไม TMAX แพงกว่า Tracer 900? มันเป็นเรื่องของความประหยัดต่อขนาดการผลิต สิ่งที่เราทำกับรถเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ คือการพัฒนาแนวคิดแพลตฟอร์มที่จะช่วยเราขับเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น เครื่องยนต์สองสูบ 700 ซีซีและเฟรม 2 เฟรม เราสามารถผลิตรถได้ถึง 4 โมเดล กับเครื่องยนต์ 3 สูบ 900 ซีซีและ 2 เฟรม เราก็สามารถผลิตรถได้เพิ่มมากขึ้นอีก 4 โมเดลเช่นกัน รูปแบบนี้คุ้มค่ามากๆ สำหรับเรา ในขณะที่อีกแพลตฟอร์มนึงมาในรูปแบบของ 1 เครื่องยนต์ 1 แชสซี 1 โมเดล ดังนั้นกรณีของ TMAX นั้น ต้นทุนในการผลิตจึงต่างออกไปครับ แต่ Yamaha สามารถใช้แชสซีและเครื่องยนต์ของ TMAX ทำโมเดลครอสโอเวอร์ แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ได้นี่ครับ การที่จะทำอะไรที่คนอื่นเขาทำไปแล้วนั้นมันไม่ได้อยู่ใน DNA ของเรา แต่มันชัดเจนว่าการสร้างโมเดลลูกผสมระหว่างมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์นั้น ทำให้มีช่องว่างที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ตอนนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจอะไร ในอดีตนั้นเราหาเหตุผลต่างๆ มากมายและในอนาคตเราจะสร้างสิ่งใหม่ ดังนั้นเราจะไม่บอกว่าแพลตฟอร์มนี้จะไม่ขยายตัวออกไป ซึ่งถ้ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ มันก็คงจะไม่ใช่ภายในช่วงเวลา 2 – 3 ปีนี้แน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CF1250J ทัวริ่งรุ่นใหญ่แดนมังกรในคราบรถตำรวจจาก CFMoto เจ้า CF1250J ทัวริ่งไบค์คันนี้เป็นผลผลิตของสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง CFMoto และ KTM ซึ่งทาง CFMoto เป็นผู้ผลิต 200 Duke และ 390 Duke ให้กับค่ายสีส้ม และต่อมาในปีนี้ก็ได้เปิดโรงงานใหม่ ซึ่งมีกำลังการผลิตรถได้มากถึง 50,000 คันต่อปี ซึ่งจะใช้เป็นฐานผลิต KTM 790 Adventure และ Duke ที่จะขายไปทั่วโลก และโรงงานเดียวกันนี้จะผลิตเจ้าโมเดลใหม่คันนี้ที่ใช้ขุมพลัง LC8 วีทวินของ KTM ด้วย เจ้าทัวเรอร์คันนี้ใช้เครื่องยนต์ LC8 แต่ได้มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยมีการขึ้นรูปใหม่และมิติภายในก็ต่างออกไป ตอนนี้ขนาดความจุกลายเป็น 1279 ซีซี เล็กกว่าเครื่องที่ใหญ่ที่สุดของ KTM เล็กน้อย (เครื่องของ 1290 Super Duke และ Super Adventure) แต่มันก็ยังใหญ่กว่าค่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนค่ายอื่นอีกมาก อย่างไรก็ตาม CFMoto ยังไม่ได้เปิดตัวโมเดลใหม่หรือ CF1250 แก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ แต่เปิดตัว CF1250J โมเดลสเป็กรถตำรวจมาก่อน และตอนนี้ได้ส่งมอบให้กับทางตำรวจของจีนแล้วเรียบร้อย โดยเวอร์ชั่นสำหรับลูกค้าทั่วไปนั้นจะมีโค้ดเนมว่า CF1250G ซึ่งก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตแล้ว โดยตัวรถจะมีเบาะนั่งคนซ้อนและมีท้ายที่ต่างออกไป แต่โดยพื้นฐานแล้วจะมีลักษณะเหมือนกันกับรถตำรวจคันที่เราเห็นอยู่นี่ล่ะครับ เอกสารอย่างเป็นทางการนั้นระบุว่าตัวรถจะมีกำลังแรงม้าราวๆ 140 แรงม้า ซึ่งมากกว่าคู่แข่งจากฝั่งตะวันตกอย่าง BMW R 1250 RT ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาดใกล้เคียงกัน โดยมีแรงม้าเคลมมาที่ 134 แรงม้า น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 297 กก.รวมของเหลวแล้ว ซึ่งหนักกว่า R 1250 RT เล็กน้อย ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าโมเดลรถตำรวจนั้นจะต้องหนักกว่าโมเดลขายคนทั่วไปอยู่แล้วเนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ใช้งานของทางตำรวจเข้าไป ในเอกสารยังระบุอีกว่ารถจะใช้ยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และยางหลังขนาด 190/55 ZR17 และมาพร้อมกับระบบเบรก ABS จาก Bosch และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนความเร็วสูงสุดเคลมมาที่ 240 กม./ชม. ตัวรถนั้นมีหน้าจอเรือนไมล์เดี่ยวแบบสีขนาดใหญ่ ใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไปอยู่มาก และใช้เลย์เอาท์ที่ดูน่าสนใจมากขึ้น และน่าจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลายแบบอีกด้วย โดยแสดงผลข้อมูลได้หลากหลายครบถ้วน ก็เรียกว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ต้องติดตามโมเดลสำหรับขายคนทั่วไปกันอีกทีครับ คาดว่าคงอีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

FTR Carbon แฟล็ตแทร็กไบค์ที่เต็มไปด้วยคาร์บอนจาก Indian ล่าสุดทาง Indian Motorcycle ได้ออกมาประกาศเปิดตัว FTR Carbon เพิ่มเข้าไปในตระกูล FTR ซึ่งจะเป็นโมเดลที่เน้นในด้านของการดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุที่ล้ำสมัยอย่างคาร์บอนไฟเบอร์และเสริมด้วยท่อไอเสียจาก Akrapovic สีดำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก FTR750 ซึ่งเคยเอาชนะการแข่งขันแฟล็ตแทร็กมาได้ 3 สมัยติด เรียกได้ว่าน้องใหม่คันนี้เต็มไปด้วยดีเอ็นเอรถแข่งมาอย่างเต็มที่ โดย FTR Carbon นั้นจะมีต้นแบบเป็น FTR 1200 S แต่จะมีจุดเด่นที่เสริมเข้ามาจากเดิมคือ พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์นั่นเอง ได้แก่ บังโคลนหน้า ครอบไฟหน้า ครอบถังน้ำมันและแอร์บ็อกซ์ ครอบเบาะท้าย นอกจากชิ้นส่วนคาร์บอนแล้วก็จะมีท่อไอเสียสีดำจาก Akrapovic และมีเพลตสลักชื่อรุ่นไว้ว่า FTR Carbon บนคอนโซลกลาง เจ้าคาร์บอนคันนี้ใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 1203 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 124.72 แรงม้า และแรงบิดที่ 120 นิวตันเมตร ซึ่งให้กำลังแรงบิดดีทุกช่วงความเร็วรอบ นอกจากนี้ตัวยังมีเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่อย่างที่ควรจะเป็น อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo พร้อม ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ครูซคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ หน้าจอ LED แบบสัมผัสขนาด 4.3 นิ้ว ที่มีพอร์ต USB แบบชาร์จไวมาด้วย อีกทั้งยังเชื่อมต่อยบลูทูธได้อีกด้วย เรียกว่าผิดคาดกับรถอเมริกันอีกค่ายนึงเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 250 SP รถซิ่งสุดจี๊ดเปิดราคาแล้ว RS 250 SP คือยอดรถที่ทางแผนก Noale Racing Department ของทาง Aprilia ได้บรรจงสร้างขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ น้ำหนักเบา ขี่สบาย ลู่ลมและแรง ตัว RS 250 SP นั้น ใช้ขุมพลังแบบสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 250 ซีซี และมาพร้อมกับชิ้นส่วนสำหรับรถแข่งที่ดีที่สุดในคลาส ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo ล้อ Marchesini ยางจาก Pirelli และท่อไอเสียจาก SC Project และยังมีการพยายามพัฒนาเพื่อให้ได้สัดส่วนของอัตราแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดีที่สุด โดยมันมีน้ำหนักเบากว่า RS 125 ที่เป็นรถขี่ถนนจริงถึง 35 กก. โดยมีน้ำหนักรถเปล่าที่ 105 กก.เท่านั้น โดยล่าสุดก็ได้ออกมาประกาศสนนราคาค่าตัวแล้ว โดยอยู่ที่ 9700 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยได้ราวๆ 340,000 บาท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง แต่มันคือรถสำหรับขี่ในสนาม คนที่รักที่ชอบ จะคุ้มไม่คุ้ม ลองไปดูในตารางสเปกกันก่อนได้ครับ สเปก เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 249.2 ซีซี (เคลมที่ 28 แรงม้าที่ 9500 รอบ แรงบิด 22 นิวตันเมตรที่ 7000 รอบ) ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77.0 X 53.6 มม. อัตราส่วนการอัด ไม่ระบุ ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ขนาดยางหน้า 100/70-R17 แบบไม่ใช้ยางใน Pirelli Diablo Superbike ขนาดยางหลัง 120/70- R17 แบบไม่ใช้ยางใน Pirelli Diablo Superbike ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ขนาด 30 มม. ปรับพรีโหลด คอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 110 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Ohlins ปรับพรีโหลด คอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 110 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม. คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M50 4 ลูกสูบ เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 190 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ยาว X กว้าง X สูง 1,907 X 640 X 1,315 มม. ระยะฐานล้อ NA ความสูงเบาะ 740 มม. น้ำหนักรถ 105 กก. (รถเปล่า) ความจุถังน้ำมัน 8 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CB4X อาจจะถูกผลิตขายจริงหลัง Honda ได้ทำการจดสิทธิบัตร CB4X คอนเซ็ปต์ไบค์คันที่คุณเห็นอยู่นี้อาจจะเป็นโมเดลนึงที่ Honda ทำให้คุณต้องเซอร์ไพรส์ในงาน EICMA เมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากที่มันได้โชว์ตัวให้เราได้เห็นรูปโฉมและดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวของมัน และหลังจากที่เปิดตัวในตอนนั้นได้เพียงไม่เท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาให้กลายเป็นโมเดลผลิตจริงแล้ว ล่าสุดมีการยื่นเอกสารการขอจดสิทธิบัตรกับทางสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญายุโรป ซึ่งในเอกสารเผยให้เห็นภึงภาพแบบซิลลูเอตที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับ CB4X คอนเซ็ปต์โมเดลที่ทางค่ายปีกนกได้จัดโชว์ตัวไว้ข้างๆ เจ้า CBR1000RR-R ในงานโชว์ที่เมืองมิลานนั่นเอง แต่สิทธิบัตรกลับไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอะไรมากนัก ช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากคอนเซ็ปต์ (ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์) กลายเป็นความจริง เป็นเหมือนการบอกเราว่า Honda ได้มีมันอยู่ในแผนการมาระยะนึงแล้วและมันก็น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรถคอนเซ็ปต์ไบค์มากนัก มันจะต้องใกล้เคียงกับรถต้นแบบคันที่เราเห็นอยู่นี้ค่อนข้างมาก มันน่าจะยังคงมีลักษณะรูปลักษณ์ตามแบบของ Honda เช่น ท่อไอเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อถึงความเป็นสมัยใหม่เมื่อมองจากมุมมองทางด้านการออกแบบ รวมไปถึงด้านหน้าของรถที่มีลักษณะปราดเปรียวและมีไฟหน้าที่ดูขรึมๆ หน่อย โดยมีการอธิบายไว้ในตอนเผยโฉมให้เห็นว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นสปอร์ตและทัวริ่งเข้าด้วยกัน CB4X จะเป็นมอเตอร์ไซค์ลูกผสมซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุโรป เฉกเช่น Yamaha Tracer 700 และ Kawasaki Versys 650 โดยจะสามารถใช้มันได้ทั้งในการเดินทางในป่าคอนกรีตหรือกระทั่งท้องถนนบนเทือกเขาได้อย่างมั่นใจ หัวใจหลักของมันเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 650 ซีซี ซึ่งอิงมาจากเอกสารยื่นขอสิทธิบัตร ซึ่งโมเดลจริงก็น่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันนี้ (แม้ว่าโรงงานผลิตอาจจะไม่ใช้มันในการผลิตจริงๆ ก็ได้) ซึ่งมันจะโดดเด่นแตกต่างจากค่ายอื่นๆ เลย และอาจจะช่วยให้มันเข้ามีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น และลดความเป็นรถที่ใช้เน้นในการเดินทางไกลน้อยลง อย่างไรก็ดี Honda ยังไม่เคยออกมายืนยัน (หรือปฏิเสธ) เกี่ยวกับเจ้า CB4X คันนี้ว่าจะทำอะไรกับมันไปมากกว่าการออกแบบเพื่อศึกษาหรือไม่ แต่สิทธิบัตรนี้มันก็น่าจะพอมีมูลขึ้นมาบ้างใช่มั้ยล่ะครับ… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rossi ให้สัมภาษณ์ ผมอยากแข่งต่อในปี 2021 The Doctor หรือ Valentino Rossi พูดถึงเรื่องของอนาคตของตัวเองระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Matt Birt คอมเมนเตเตอร์การแข่งขัน MotoGP โดยระบุว่าผมจะกลับไปแข่งต่อในปี 2021 ล่าสุด Valentino Rossi จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ได้กล่าวบอกใบ้ครั้งสำคัญว่าเขาจะลงแข่ง MotoGP ต่อไปในปีหน้า ระหว่างการสัมภาษณ์กับ Maverick Viñales เพื่อนร่วมทีมและ Matt Birt คอมเมนเตเตอร์การแข่งขัน MotoGP โดยแชมป์โลก 9 สมัยยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาอยากให้ชีวิตนักแข่ง MotoGP ของเขาสิ้นสุดลงเลย และเขายังหวังว่าเขาจะได้แข่ง MotoGP กับ Yamaha อีกในฤดูกาลหน้า ในปีหน้านั้น Rossi ไม่มีเก้าอี้กับทีมโรงงานอีกแล้ว เพราะ Fabio Quartararo ย้ายเข้ามาและเป็นคู่หูกับ Vinales แทน ซึ่งหมายความว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็น Rossi ย้ายไปแข่งให้กับ Petronas Yamaha SRT แทน “ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก อย่างที่ผมบอกไป ทางเลือกแรกของผมคือพยายามที่จะแข่งต่อ” Rossi กล่าว “ผมมีแรงจูงใจมากพอและผมอยากจะแข่งต่อ ผมต้องเข้าใจถึงระดับของการแข่งขันให้ได้ มันสำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว เราเจ็บปวดมากและหลายครั้งด้วย ผมช้าเกินไป และผมต้องสู้นอกกลุ่มท็อป 5 คน ในความคิดของผม ผมมีเวลาเหลืออีก 1 ปีกับทีมโรงงาน และผมต้องการเวลาที่จะตัดสินใจ ผมอยากแข่งอีกสัก 5 ถึง 6 เรซกับหัวหน้าช่างคนใหม่ และปรับแต่งอะไรในทีมอีกสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจว่าเรานั้นแข็งแกร่งได้” “ปัญหาคือว่ามันดันไม่มีการแข่งขัน เพราะเจ้าไวรัส เราเลยแข่งไม่ได้ ดังนั้นผมจะต้องตัดสินใจก่อนที่จะลงแข่ง เพราะหากมองในแง่ดีที่สุดแล้ว เราน่าจะแข่งได้ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เราก็หวังว่าจะได้แข่งในเดือนสิงหาคมหรือไม่ก็กันยายน แต่ผมต้องตัดสินใจก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตามผมอยากที่จะแข่งต่อ แต่ผมต้องตัดสินใจโดยไม่ได้แข่งเลยสักเนี่ยสิครับ” “มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุด เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันอาจจะทำให้เราไม่ได้แข่งในปี 2020 เลยก็ได้ ดังนั้นมันจะเป็นการดีกว่าสำหรับผม ถ้าผมได้ลงแข่งอีกสักฤดูกาลและอำลาวงการในปีถัดไป ดังนั้นผมก็เลยหวังว่าผมจะได้แข่งในปี 2021” และนี่คือถ้อยคำส่วนนึงที่ Rossi ให้สัมภาษณ์ สามารถไปดูเต็มๆ ได้ที่คลิปด้านบนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ลองฟังเสียง Kawasaki Ninja ZX-25R ขึ้นไดโนกัน หลังจากปล่อยข่าวลือมามากมายหลายเดือน Kawasaki ก็เผยโฉม Kawasaki Ninja ZX-25R สำหรับวางจำหน่ายในเอเชียในเดือนตุลาคม 2019 แต่กระนั้นรายละเอียดก็ยังไม่มีเป็นที่ปรากฏชัดเจน มีรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหลังจากนั้นก็มีทั้งภาพและวิดีโอออกมายั่วยวนสาวกค่ายยักษ์เขียวมาเป็นระยะๆ กระทั่งแต่งเป็นรถซิ่งสนามก็ยังมี และแน่นอนครั้งนี้ก็ยังปล่อยออกมาอีกคลิป อาจจะเป็นเพราะผลพวงจากเจ้าไวรัสมหาภัย COVID-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ Kawasaki อินโดนีเซียที่เดิมทีจะเป็นประเทศแรกที่เปิดตัวต้องเลื่อนงานเปิดตัวในช่วงต้นเดือนเมษายนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ก็ไม่วายยั่วน้ำลายสาวกให้สาวกได้กรี๊ดร้องกันว่าเมื่อไหร่ เอ็งจะเปิดตัวเปิดสเป็กเปิดราคากันสักที ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ปล่อยคลิปไดโนออกมาให้สาวกอีก แต่ว่าวิดีโอไม่ได้เผยรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับรถเลยเว้ย ให้ตายสิพับผ่า ในวิดีโอมันมีแค่เพียงคนจากทาง Kawasaki คร่อมรถและจัดการหวดเข้าสี่สูบคันน้อยคันนี้ให้คำรามเสียจนเสียงมันเร้าเอารมณ์ กระตุ้นอะดรีนาลีนให้หลั่งออกมาเท่านั้น ฮ่าๆ แล้วตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะถามว่า แล้วเอ็งจะเขียนคอนเทนต์นี้ทำไมวะเนี่ย ผมก็แค่อยากจะบอกว่าลองมาฟังเสียงกันก่อนครับช่วงนี้เขาให้อยู่บ้าน ไปซิ่งไหนไม่ได้ ฟังเสียงหวานๆ นี่แทนไปก่อนนะครับท่านผู้อ่าน แฟน SuperBike แต่หากคุณฟังดีๆ แบบตั้งใจฟังแล้วล่ะก็ คุณจะต้องอึ้งว่าเสียงของรถนั้นดีมากๆ เมื่อเทียบกับพิกัดของรถ ในแบบที่คุณไม่คิดว่าจะได้ขนาดนี้ สรุปทวนรายละเอียดที่รู้จนถึงตอนนี้หากนับตั้งแต่เปิดตัวมา ก็จะมีเครื่องยนต์สี่สูบขนาดเล็ก 250 ซีซี ที่ให้แรงม้าเคลมมาที่ 45 แรงม้า มีเรดไลน์ที่ 17,000 รอบ เรายังได้ดู Jonathan Rea ได้หวดมันในสนามที่ Jerez และได้เห็นเขาทำความเร็วได้สูงถึง 160 กม./ชม. (จริงๆ อาจจะได้มากกว่านั้น) และเมื่อประกอบรวมกับคลิปไดโนครั้งนี้ เราก็จะได้ยินเสียงว่าตอนเร่งนั้นเสียงนั้นแหลมขนาดไหน และมันเร่งไปจนถึงเรดไลน์ได้เร็วขนาดไหน เรียกได้ว่าคลิปนี้ น้อยนิดๆ แต่บอกใบ้เราได้เยอะเลย ตอนนี้เราก็ได้แต่หวังว่าค่ายรถจะได้ยินเสียงอ้อนวอนของพวกเราและรีบหาทางเปิดตัวรถครั้งนี้อย่างเป็นทางการสักที และถ้าเป็นไปได้ เอามาขายไทยให้เร็วที่สุดยิ่งดีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

นานทีจะเจอกัน กับคอลัมน์รีวิวหมวกกันน๊อควันนี้เราหยิบรุ่นที่กำลังเป็นกระแสนิยมมาให้ชมกันก่อนเลยสำหรับวันนี้เรามา รีวิว X-Lite X803 RS ที่กำลังเป็นที่ต้องการของสายสปอร์ตอย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้ เจ้าหมวกกันน๊อคใบนี้มันมีความพิเศษยังไง มาชมกันครับ เรามาดูกันที่ภายนอกกันก่อนเลย โดยใบนี้จะเป็นวัสดุพิเศษขึ้นรูปด้วยคาร์บอนไฟเบอร์มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ คือ Ultra Carbon รวมไปถึงลวดลายสีสันที่ดูครั้งแรกติดตาเลยก็ว่าได้ นั้นคือลายของ Chaz Davies นักแข่งทีม ARUBA.IT Racing Ducati ที่เขาใช้จริง ใส่จริง ในการแข่งขันรายการความเร็วระดับโลกอย่าง WSBK บอกได้เลยว่าเหมือนเครื่องหมายการันตี ของดีจากอิตาลี เลยละครับ ด้านหน้าของตัวหมวก มีเทคโนโลยี RAF Racing Air Flow ช่องดักลมเข้าไปในหมวกถึง 4 ช่องทางคือ คาง 1 จุด หน้าผาก 1 จุด ตรงกลางศรีษะอีก 2 จุดซ้ายและขวา เพื่อที่จะทำงานดักอากาศภายนอกเข้าไประบายอุณหภูมิภายในตัวหมวกหมุนเวียนอากาศได้ดียิ่งขึ้น สำหรับใบนี้ตัวหมวกถูกปรับให้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้น เพื่อที่จะช่วงเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นมากกว่าเดิม รวมไปถึงกลไกการเปิด-ปิด ก็แน่นหนาเลยละครับ ส่วนใครที่ชอบขับรถตอนกลางวันแดดร้อนๆ ทาง X-Lite ก็มีแถมชิวมาจากโรงงานมาให้เปลี่ยนใช้ได้ตามความเหมาะสมได้เลย มาต่อกันที่เทคโนโลยี RAS ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีน้องใหม่ล่าสุดจากสนามแข่งสู่ถนน ที่ทาง X-Lite วิจัยและพัฒนาพร้อมกับนักแข่งทั้ง MotoGP อย่าง Alex Rin นักแข่งทีม Suzuki Ecstar , Danilo Pertrucci นักแข่งทีม Ducati Team รวมไปถึงเจ้าของลายหมวกใบนี้อย่าง Chaz Davies ก็เป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องที่ช่วยพัฒนาชิ้นส่วนนี้อีกด้วย เรามาเข้าเรื่องกันต่อสำหรับเทคโนโลยี RAS นั้นย่อมาจาก Race Track Aerodynamic Spoiler ถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่ถูกออกแบบลงตัวเอาอย่างมากเลยก็ว่าได้ มันทำให้หมวกกันน๊อคใบนี้ดูสปอร์ตมากขึ้นเป็นกอง แถมคุณสมบัติชิ้นส่วนนี้ก็ทำหน้าที่ได้จริงๆ ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อที่จะช่วยลดแรงต้านทานลมในความเร็วสูง ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดี ส่งผลให้ตัวหมวกไม่ส่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสายซิ่งและสายสนามเลยละครับ ภายใน 803 RS มาดูที่เป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดภายในหมวกกันก่อนนั้นก็คือ นวม ได้ถูกออกแบบโครงสร้างเป็นแบบเส้นใยคาร์บอนที่ทำให้มีความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ เหมาะอย่างยิ่งกับอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา อีกหนึ่งลูกเล่นภายในตัวหมวกที่ทาง X-lite ใส่มาให้นั้นคือการปรับกระชับนวมภายในตัวหมวก เพื่อที่จะเพิ่มความกระชับในการสวมใส่ สามารถปรับได้ง่าย เพียงแค่ดึงเปลี่ยนรูล๊อคแล้วสอดเก็บที่เดิม ตัวนวมตรงกลางก็จะกระชับขึ้นมาทันที ถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจเลยทีเดียว Nose Guard สามารถปรับเปลี่ยนได้ 2 ระดับ มันมีประโยชน์อย่างมากเลยละครับ บางคนอาจจะยังไม่ได้ใช้มันอย่างจริงๆจังๆ สิ่งนี้จะช่วยในเรื่องของการหายใจและช่วยป้องกันเศษหินเศษดินเข้ามากระทบจมูกได้ แต่ในที่นี้เจ้าการ์ดกันจมูกจะช่วยไม่ให้อากาศที่เราหายใจออกมานั้นหวนขึ้นไปในหมวก จะช่วยบังลมหายใจของเรา ให้มุดออกไปที่ด้านล่างแทน จะช่วยไม่ให้เกิดฝ่าขึ้นบนชิวของเรา แต่ถ้ายังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทาง X-Lite ก็แถมตัว Pinlock กันฝ่าเพิ่มมาให้ในกล่องอีกด้วย ยังว่าไป ในกล่องก็แถมมาหลายพันบาทแล้วนะเนี่ย อ่าน รีวิว X-Lite X803 RS มาถึงตรงนี้ คงต้องมีใครสักคนอยากได้เป็นเจ้าของ อย่างแน่นอน กับราคาที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับลาย Hot Lap อยู่ที่ 19,900 บาท และ ลาย Replica อยู่ที่ 22,500 บาท ทางเราบอกได้เลยว่า เป็นหมวกที่คุ้มค่าสุดๆเลยก็ว่าได้ ที่ใส่เทคโนโลยีมาให้เต็มขนาดนี้ ไม่ต้องไปซื้อของแต่งเพิ่มเติม ไม่ต้องซื้อชิวดำเพิ่ม แถมประกันอีก 5 ปี (ตามเงื่อนไข) สำหรับผู้ใดที่สนใจสามารถติดต่อซื้อได้ที่ Facebook Nolan Helmet Thailand และเว็บไซต์ www.Nolanthailand.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brixton 1200 Concept คู่แข่งของ Bonneville T120 เตรียมสร้างจริงแล้ว เรียกว่าเป็นม้านอกสายตาอย่างมากสำหรับเจ้า Brixton 1200 คันนี้ ซึ่งเคยเป็นรถคอนเซ็ปต์ไบค์ภายในงาน EICMA 2019 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาดใหญ่จากแบรนด์ Brixton ซึ่งระหว่างการพัฒนาเจ้าคันนี้ แค่มองดูหน้าตาก็รู้แล้วว่ามันคือคู่แข่งของ Triumph Bonneville และตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะทำการผลิตจริงในอนาคต แม้ว่ารายละเอียดและชื่อที่จริงจะยังเป็นความลับอยู่ แม้ว่าชื่อ Brixton คันนี้จะทำให้รู้สึกเหมือนว่าเป็นรถอังกฤษ แต่จริงๆ แล้วแบรนด์นี้เป็นส่วนนึงของ KSR Group ประเทศออสเตรีย ซึ่งนำเข้ารถที่ผลิตขึ้นจากโรงงานในจีนรวมไปถึง CFMoto และยังได้ทำการเปิดตัวแบรนด์ Malaguti ไปได้ไม่นานนี้ ซึ่งเราก็คาดว่าคู่แข่งของ Bonneville คันนี้น่าจะผลิตที่จีน แต่มันถูกออกแบบโดยศูนย์ออกแบบที่เพิ่งเปิดใหม่ของ KSR ซึ่งตั้งอยู่ใน Krups ประเทศออสเตรีย รายงานระบุว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้น่ามีความจุอยู่ที่ราวๆ 1200 ซีซี ซึ่งเท่ากับเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ T120 และมันยังมีลุคตามแบบรถอังกฤษสมัยนิยมเผยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีประโยคทางการของ Brixton ที่อยู่บนตัวรถคือ “แสดงให้เห็นถึงแนวทางของ Brixton Motorcycles ที่จะมุ่งไปยังคลาสที่มีความจุมากขึ้นและจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาของแบรนด์เรา” ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าเจ้าคู่แข่งของ T120 คันนี้จะผลิตได้ทันในช่วงต้นปี 2021 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

SYM DRG BT สกู๊ตเตอร์ไต้หวันพิกัด 150 ซีซี ที่ดีไซน์คล้ายมังกร อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่รถใหม่อะไรหรอกครับ เพียงแต่เราขอเก็บตกกันสักเล็กน้อยกับโมเดลที่มีดีไซน์สุดล้ำอย่าง SYM DRG BT สกู๊ตเตอร์จากไต้หวันที่มีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสัตว์ในตำนานอย่างมังกร จะเฟี้ยวแค่ไหนไปดูกันครับ! เจ้า DRG BT คันนี้เป็นสกู๊ตเตอร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 158 ซีซีที่มีดีไซน์เฉียบคมและดุดันเนื่องจากได้แรงบันดาลใจมาจากมังกร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความเร็วและความแข็งแกร่งหรือพละกำลัง ซึ่งก็นำเอารูปลักษณ์ของมังกรมาดัดแปลงเป็นเส้นสายที่ลื่นไหลของตัวรถนั่นเอง เพื่อให้รถมีสไตล์ที่ออกไปในทางสปอร์ต ทางค่ายจึงเลือกใช้โช้คหลังเดี่ยวแบบปรับพรีโหลดได้ติดตั้งไว้ที่ตรงกลางตัวรถแบบแทบจะวางนอนราบขนานไปกับพื้นเลย ซึ่งสำหรับสกู๊ตเตอร์แล้วหายากมากกับดีไซน์แบบนี้ ลองเจาะเข้าไปดูในรายละเอียดกันบ้างครับ ไฟด้านหน้าเป็น LED ตั้งแต่ไฟหน้ายันไฟเลี้ยว เรือนไมล์ดิจิตอลดีไซน์โฉบเฉี่ยว แบบไม่สมมาตร บอกข้อมูลครบถ้วน มีช่อง USB จ่ายไฟเหมาะสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน ถึงแม้ว่าตัวรถจะดูเล็กกะทัดรัด แต่ใต้เบาะก็แอบมีช่องเก็บของขนาดใหญ่สำหรับใส่หมวกโอเพ่นเฟซได้ โช้คหลังวางนอนสามารถปรับพรีโหลดได้ ดิสก์เบรกหน้าพร้อม ABS ดิสก์เบรกหลัง ล็อกน้ำหนักเบา และท่อไอเสียแบบสั้น สเปกหรือรายละเอียดทางเทคนิคของ DRG BT เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 158 ซีซี อัตราส่วนการอัด 11.2:1 ความกว้างกระบอกสูบ 59.0 มม. ระยะชัก 57.8 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบเกียร์ ออโตเมติก CVT ระบบคลัทช์ NA แชสซี เฟรม NA ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ ยางหน้า 120/70-13 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 130/70-13 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 มม. พร้อม ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อม ABS ระยะฐานล้อ 1,380 มม. ความสูงเบาะ 803 มม. ความจุถังน้ำมัน 7.4 ลิตร น้ำหนัก 135 กก. (รวมของเหลว) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไมคุณต้องเลือก Honda ADV 150? หากคุณเป็นไบค์เกอร์คนนึงที่ชอบความสนุก ชอบความท้าทาย และชอบการผจญภัย แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องการความสะดวกสบายที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่สไตล์เมโทรไปด้วย งานนี้ก็คงจะไม่มีโมเดลไหนเหมาะสมมากไปกว่า Honda ADV150 แล้วล่ะครับ มาถึงตอนนี้ หลายๆ คนคงสงสัยแล้วล่ะว่า ทำไมคุณต้องเลือก Honda ADV 150 ล่ะ แน่นอนผมมีคำตอบเตรียมไว้ให้คุณหลายข้อเลยล่ะครับว่าเพราะอะไร โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ADV 150 นั้นสตรีทแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ เป็นรถสไตล์ใหม่ที่ Honda บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้ได้ความแตกต่างและโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ดีไซน์นั้นโดดเด่น มี ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่แนวคิดและสไตล์การขับขี่เองก็แตกต่าง เป็นสกู๊ตเตอร์ที่ช่วยให้ใช้ชีวิตในเมืองได้สะดวกสบายแต่ก็มีความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางขรุขระได้ เหมาะกับออกไปขี่ข้างนอกถนนดำบ้าง หลีกหนีความซ้ำซากจำเจ ให้คุณได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะกับสีใหม่ สีขาวแอดวานซ์ไวท์ คันที่เรานำมาเป็นนายแบบในคราวนี้นี่ล่ะครับ หล่อไม่เหมือนใครจริงๆ ขับขี่ได้สนุกแต่ก็ประหยัดน้ำมัน ADV 150 ใช้เครื่องยนต์ eSP แบบสูบเดียว ขนาด 149.32 ซีซี ที่มีระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเจ้าเครื่องนี้การันตีเรื่องประหยัดน้ำมันอยู่แล้ว เพราะการมีหัวฉีดแบบ PGM-FI จึงการันตีเรื่องประหยัดน้ำมัน เมื่อควบรวมกับระบบ Idling Stop ที่จะช่วยดับเครื่องยนต์ขณะจอดรถติดไฟแดง หรือจอดรถเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ทิ้งความสะดวก เพราะแค่บิดคันเร่งเบาๆ รถก็พร้อมจะไปต่อได้ทันที โดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่องใหม่ แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องสมรรถนะ ตัวเครื่องยนต์นี้ยังสามารถให้กำลังแรงในระดับที่เรียกว่าขับขี่ได้สนุก ไม่ต้องรอรอบนานกว่าที่กำลังจะมาครับ ช่วงล่างแจ่ม เรื่องของช่วงล่างบอกเลยว่า Honda ทำการบ้านมาดีจริงๆ สำหรับโมเดลนี้ ระบบกันสะเทือนของ ADV 150 แม้ว่าด้านหน้าอาจจะขัดใจหลายๆ คนเพราะให้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกมา แต่ด้านหลังนั้นกลับให้โช้คอัพคู่แบบซับแทงค์ของ Showa มาด้วย จากการทดสอบก็พบว่าระบบกันสะเทือนชุดนี้นั้นซับแรงกระแทกได้ดี นุ่มสบาย ทีเดียวครับ เรียกว่ามาแบบผิดคาดและเหนือชั้นจริงๆ เมื่อบวกกับยางแบบกึ่งออฟโร้ด ก็ช่วยให้เจ้าสกู๊ตเตอร์พร้อมลุยคันนี้ สามารถลุยไปบนทางขรุขระหรือทางฝุ่นที่ไม่โหดหินจนเกินไปได้อย่างไม่ยากเย็น โดยคงการยึดเกาะไว้ได้มากทีเดียว ตรงจุดนี้จะตอบโจทย์คนที่ชอบผจญภัย หรือชอบอะไรท้าทายและแปลกใหม่ได้เป็นอย่างดี ส่วนของระบบเบรกก็จัดเต็มดิสก์เบรกหน้าและหลังพร้อมระบบเบรก ABS แถมจานเบรกก็จะเป็นแบบคลื่นซึ่งเพิ่มพื้นที่ขอบจานช่วยให้ระบายความร้อนได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งปลอดภัยและสวยงามในเวลาเดียวกันครับ สะดวกสบายพร้อมความหรูหรา แน่นอนว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ เรื่องความสะดวกสบายก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนให้ความสำคัญในจุดนี้ เจ้า ADV 150 คันนี้ก็เรียกว่าค่ายปีกนกทำการบ้านมาดี มีอ็อพชั่นต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายมากมาย อาทิ ชิลด์หน้าปรับระดับได้ 2 ระดับ เรือนไมล์แบบ LCD ดิจิตอลแบบจัดเต็มพร้อมฟังก์ชั่นบอกอุณหภูมิสภาวะแวดล้อม และมิเตอร์แสดงสถานะต่างๆ แบบแยกส่วน ที่ให้กลิ่นอายของระบบนำทางของรถแรลลี่ และคล้ายๆ กับเรือนไมล์พี่ใหญ่อย่าง X-ADV 750 (เพราะทรงมันได้เหลือเกิน) ลงมาข้างล่างอีกหน่อยมีที่เก็บของตรงคอนโซลด้านหน้าฝั่งซ้าย ซึ่งด้านในมีช่องจ่ายไฟ ซึ่งเหมาะกับการใช้เก็บและชาร์จสมาร์ทโฟนเป็นอย่างยิ่ง และใต้เบาะเองก็มีช่องเก็บของขนาดใหญ่ถึง 28 ลิตรที่สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้อีกด้วย ยังมีระบบสมาร์ทคีย์ที่มีฟังก์ชั่นใช้งานได้หลากหลาย สามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องเสียบกุญแจ แค่พกไว้ติดตัวก็สามารถที่จะปลดล็อคกันขโมยรถ สตาร์ทรถ เปิดเบาะ เปิดฝาถังน้ำมัน ตามหารถโดยกดให้รถส่งเสียงเตือนได้ ตัวบิดสวิตช์ยังมีแบ็กไลต์สีฟ้าช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นเวลากลางคืนอีกด้วย ตัวรถเป็นรถในแบบแฮนด์บาร์ยกสูง ให้ท่านั่งหลังตรง ขับขี่ได้สบาย ไม่ว่าจะทางใกล้ ทางไกล อีกทั้งยังช่วยให้รถควบคุมได้ง่ายแบบไม่เลือกเส้นทางดำหรือทางฝุ่น สรุป อ่านมาถึงตรงจุดนี้เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณต้องเลือก Honda ADV 150 และยิ่งหากคุณเป็นนักบิดหรือไบค์เกอร์ที่มีไลฟ์สไตล์แบบเมโทร แต่ก็ไม่ละทิ้งความสนุกความมันที่จะได้รับจากการผจญภัย บอกได้เลยว่าคันนี้เป็นคันที่ตอบโจทย์คุณได้ดีเลยล่ะครับ ทั้งในเรื่องของความสวยงาม ความประหยัด ความสะดวกสบาย ความสนุกสนานในการขับขี่ และความสามารถในการบุกตะลุยไปบนเส้นทางขรุขระ เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน สนนราคาแนะนำอยู่ที่ 98,500 บาท เท่านั้น หากไม่ถูกใจสีขาวใหม่นี้ ตัวรถยังมีอีก 3 สีให้เลือก ได้แก่ แดง, ดำ และน้ำตาล ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Rebel 1100 หน้าตาแบบนี้โอเคมั้ย Honda กำลังซุ่มพัฒนา Rebel ในเวอร์ชั่นที่มีขนาดความจุเครื่องยนต์ที่มากขึ้น โดยอาศัยพื้นฐานเครื่องยนต์ของ Africa Twin 1100 โดยโมเดลนี้ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกจากกลุ่มคนที่ชื่อชอบครูเซอร์ไบค์และต้องการความแตกต่างจากคนอื่น จนถึงตอนนี้แล้ว Honda Rebel ยังมีแค่ 2 ขนาดคือ 300 และ 500 ซีซี ซึ่งเมื่อเทียบกับค่ายเจ้าพ่อครูเซอร์ไบค์อย่าง Harley-Davidson และ Indian แล้วก็เปรียบเสมือนรถเล็กไปยังไงยังงั้น แต่ตอนนี้ Honda เองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมแล้ว โมเดลใหม่นี้จะมีชื่อว่า Rebel 1100 และจะใช้เครื่องยนต์สองสูบขนานขนาด 1082 ซีซี เครื่องเดียวกับ Africa Twin ซึ่งก็มีการคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับจูนเครื่องยนต์เพิ่มเติม ดังนั้นก็อาจจะมีแนวโน้มว่าจะมีฟีลลิ่งของเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันออกไป เราคิดว่าปรับแก้ไม่มากนัก เครื่องสองสูบบล็อกนี้ก็จะสามารถให้กำลังแรงบิดในรอบกลางได้มากขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้แรงม้าสูงสุดลดลงมาต่ำกว่า 94 แรงม้าได้ แต่นั่นก็จะเหมาะกับสไตล์ของครูเซอร์ไบค์มากกว่าครับ การเอาเครื่องยนต์ 1100 ซีซีมาใช้เปิดโอกาสให้ตัวรถมีโอกาสที่จะได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มากขึ้น เป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่มีใน Africa Twin มาด้วยเช่น ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ IMU และอาจจะมีโหมดการขับขี่และครูซคอนโทรลตามมาด้วยก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีการใช้เครื่องยนต์นี้ อาจจะทำให้ Honda ต้องพัฒนาแชสซีขึ้นมาใหม่เพื่อให้รองรับกับสไตล์ครูเซอร์ของรถซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น งานนี้เราอาจจะต้องรอปลายปีนี้ถึงจะได้เห็นคันจริง หรืออาจจะต้องรอถึงปีหน้าเลยก็ได้ หากโรคระบาดในคราวนี้ยังมีสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้น ภาพ CG จาก Autoby อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V III Racer 10th Anniversary มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ลองชม เก็บตกกันสักหน่อยกับโมเดลพิเศษอย่าง Moto Guzzi V7 III Racer 10th Anniversary สำหรับปี 2020 ซึ่งโดดเด่นกว่าทุกค่ายด้วยการใช้ขุมพลังแบบสองสูบวีวางขวางขนาด 744 ซีซีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางค่าย โดยโมเดลใหม่ฉลองครบรอบ 10 ปีของไลน์นี้จะได้รับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา แฟริ่งด้านหน้าออกแบบใหม่ให้รับเข้ากับบังลมหน้าซึ่งเป็นจุดเด่นของโมเดล 2020 นี้ และเน้นความงามด้วยลวดลายกราฟฟิกสีแดงและตัวอักษรฉลองครบรอบ 10 ปี แฟริ่งหน้าขนาบข้างด้วยกระจกปลายแฮนด์ดีไซน์ใหม่ ขณะเดียวกันที่ด้านท้ายของรถก็มีบางคันหลังใหม่ที่เพรียวบางลง เสริมภาพลักษณ์ให้รถโดยรวมดูปราดเปรียว ถังน้ำมันทรงคลาสสิคขนาด 20.8 ลิตรทำเป็นสีโครเมียมเงางามสะท้อนให้เห็นโมเดลแรกเริ่มในปี 2020 แต่ยังคงไว้ซึ่งสายคาดบนถังน้ำมันด้านบนที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร รูปลักษณ์ภายนอกส่วนอื่นๆ ยังคงนำส่วนต่างๆ มาจากโมเดล Racer ก่อนหน้านี้ เช่น เพลตหมายเลขด้านท้ายรถซึ่งติดเบอร์ 7 เอาไว้ด้วย และขอบเพลตก็จะมีแถบสีเขียว ขาวและแดงที่เป็นสีจากธงชาติอิตาลีประดับไว้ เฟรมและสวิงอาร์มทำสีพิเศษ แดง Rosso Corsa ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ V7 Sport ที่เปิดตัวในปี 1971 เบาะนั่งสีดำพร้อมเย็บด้วยด้ายแดงสวยงามรับเข้ากับสายคาดถังที่ทำจากหนังในชุดสีเดียวกัน ครอบเบาะท้ายหรือตูดมดนั้นมีลายกราฟฟิกสีแดงเป็นลายต่อมาจากแฟริ่งด้านหน้า ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น ระบบไฟส่องสว่างต่างๆ เป็น LED ตามแบบสมัยใหม่ทั้งหมด พักเท้าย้ายไปด้านท้ายเล็กน้อยให้ฟีลลิ่งแบบสปอร์ต ซึ่งขึ้นรูปจากโลหะชิ้นเดียว และเมื่อควบรวมเข้ากับคอรถน้ำหนักเบาและการ์ดแผงคอรอน้ำหนักเบาก็ยิ่งทำให้ Racer 10th Anniversary แตกต่างจากคันอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน ฝาครอบด้านข้างและการ์ดป้องกันเรือนปีกผีเสื้อเป็นงานทำมือและอโนไดซ์ด้วยอลูมินั่มสีดำสวยงาม และแน่นอนว่าโมเดลพิเศษแบบนี้ก็จะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดและมีหมายเลขของแต่ละตอกอยู่ในเพลตบนแผงคอบนเช่นเคยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Terra 250 มีภาพหลุดออกมาจากโรงงานในจีน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่าไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะมีสปายอยู่ตลอด โดยเฉาพะอย่างยิ่งในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนอยู่กับตัวแทบจะตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เป็นข่าวดีของเราอย่างนึง (หมายเหตุภาพตัวอย่างด้านหน้าเป็น Aprilia Terra 150) ภาพที่มีการหลุดออกมานั้นระบุไว้ว่าถ่ายมาจากโรงงานของ Aprilia ที่ Zongshen ในประเทศจีน โดยแสดงให้เห็นว่า Aprilia Terra 250 นั้นพร้อมจะวางจำหน่ายแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีโมเดลจขนาด 125 ซีซีและ 150 ซีซีวางจำหน่ายไปแล้วตั้งแต่ในปี 2016 แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นโมเดลขนาด 250 ซีซี โมเดลเน้นลุยคันใหม่ของทางค่ายนี้มีข้อมูลระบุไว้ว่าใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ GPR 250 ที่เป็นสปอร์ตไบค์ซึ่งเปิดตัวในจีนเมื่อปี 2019 และ CFMoto 250 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในอินเดียในเร็วๆ นี้ โดยเครื่องยนต์จะเป็นสูบเดียวขนาด 249.2 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC โดยมีข้อมูลทางสถิติว่าเจ้า CFMoto 250 นั้นทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 139.2 กม./ชม. และมีแรงบิดที่ราวๆ 16 ฟุตปอนด์ที่ 6,000 รอบ จากภาพเราจะเห็นได้ว่ามันใช้ล้อหน้าขนาด 18 นิ้วและล้อหลังขนาด 17 นิ้วพร้อมยางบั้งๆ มีดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช้คหลังเดี่ยวติดกับสวิงอาร์มและระยะยุบที่โช้คด้านหน้าที่ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีระยะห่างจากรถถึงตัวพื้นที่เหลือเฝือ เรียกว่าเหมาะกับการขับขี่ออฟโร้ดอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดียังไม่มีการยืนยันใดๆ แต่ Terra 250 ก็น่าจะไปเปิดคัวในอินเดียด้วยหากพิจารณาถึงการเติบโตของตลาดรถแอดเวนเจอร์ขนาดเล็ก มันน่าจะเป็นคู่แข่ง KTM 250 Adventure ได้เป็นอย่างดี และมีข่าวลือว่าจะมีโมเดลขนาด 300 ซีซีสำหรับวางขายในตลาดอินเดียอีกด้วย อย่างไรก็ดีแม้ในอดีต Aprilia เคยผิดหวังกับตลาดอินเดียจากการเปิดตัว RS150 และ Tuono 150 ในงาน Indian Auto Expo ในปี 2018 แต่กลับไม่ได้วางจำหน่ายจริงๆ หวังว่าโมเดลนี้จะสำเร็จ ส่วนบ้านเรานั้นน่าจะเลือนลางเหลือเกิน อย่างไรก็ตามหากผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดในครั้งนี้ไปได้ อะไรๆ ก็น่าจะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นไปตามลำดับนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Majesty S 155 ที่ใช้เครื่องเดียวกับ NMAX แต่ขายในญี่ปุ่น สำหรับในบ้านเรานั้น Yamaha เราขายรถสกู๊ตเตอร์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 155 ซีซี อยู่ 2 โมเดลด้วยกันได้แก่ NMAX และ Aerox อย่างไรก็ตามที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นยังมีโมเดลอื่นที่เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาด 155 ซีซี ซึ่งก็คือ 2020 Yamaha Majesty S โดยสนนราคาอยู่ที่ 345,000 เยน (ราวๆ 104,000 บาท) Majesty S 155 มีรูปลักษณ์ดีไซน์และสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง แตกต่างไปจาก NMAX อย่างสิ้นเชิง เบาะนั่งหนานุ่มทำให้เจ้านี่สูงกว่า โดยมีเบาะนั่งสูง 795 มม. เทียบกับ NMAX ที่สูงที่ 765 มม. น้ำหนักโดยรวมเองก็มากกว่า โดยอยู่ที่ 145 กก. จาก NMAX ที่หนัก 132 กก. ถังน้ำมันก็ใหญ่กว่าเล็กน้อยเป็น 7.4 ลิตรเทียบกับของ NMAX ที่ 7.1 ลิตร จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของสองโมเดลนี้ก็คือระบบกันสะเทือนหลัง โดยเจ้า Majesty จะใช้โช้คเดี่ยว ซึ่งทาง Yamaha บอกว่าดีไซน์แบบโชคเดี่ยวนี้จะให้ความนุ่มสบายเวลาขับขี่มากกว่า โดยเฉพาะยิ่งตอนที่มีคนซ้อนด้วยแล้ว ระบบเบรกของมันใช้ดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ไม่ได้ติดตั้งระบบเบรก ABSอย่างไรก็ดีจานเบรกหน้านั้นมีขนาดใหญ่เป็นจานหยักขนาด 267 มม. แน่นอนว่าพอพูดถึงเครื่องยนต์แล้ว ก็ต้องเป็นเครื่องเดียวกัน เป็นเครื่องขนาด 155 ซีซีซึ่งให้กำลังแรงม้าที่ 15 แรงม้าที่ 7500 รอบ และแรงบิด 14 นิวตันเมตรที่ 6000 รอบ ล้อเป็นล้อขนาด 13 นิ้วทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมยางหน้าขนาด 120/70 และยางหลังขนาด 130/70 สาวกยามาฮ่าบ้านเราคิดยังไงกันบ้างครับกับโมเดลที่จำหน่ายในญี่ปุ่นโมเดลนี้ ชอบคันไหนมากกว่ากันระหว่าง NMAX กับเจ้า Majesty S คันนี้ ลองคอมเมนต์หรือพูดคุยกันกับเราได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha มอบมอเตอร์ไซค์ 100 คัน ให้ “นักรบเสื้อกาวน์” ช่วยสู้โควิด-19 บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำของเมืองไทย พร้อมต่อสู้เคียงข้างไปกับบุคลากรทางการแพทย์ ฝ่าวิกฤติ โควิด-19 และสนับสนุนมาตรการเชิงป้องกันการแพร่ระบาดของภาครัฐ โดย นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมผู้บริหารระดับสูง ได้ทำการส่งมอบรถจักรยานยนต์ Yamaha จำนวน 100 คัน ให้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกระจายสู่สาธารณสุขพื้นที่ 77 จังหวัด นำไปใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการปฎิบัติภารกิจพิชิตเชื้อไวรัส โควิด-19 ภายใต้โครงการ “ยามาฮ่าร่วมใจ ต้านภัย COVID-19” โดยมอเตอร์ไซค์ที่นำมาบริจาคในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไซค์ Yamaha รุ่นต่างๆ ได้แก่ Fino, Freego, Aerox 155 และ Finn โดยส่งมอบให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกระจายจัดส่งให้สาธารณสุขในพื้นที่ 77 จังหวัดได้นำไปใช้งานต่อไป นายพงศธร เอื้อมงคลชัย กล่าวว่า “บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้การสนับสนุนเหล่า “นักรบเสื้อกาวน์” ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่แนวหน้าในการช่วยเหลือ ป้องกัน และพิชิตไวรัส โควิด-19 เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกับประชาชนชาวไทยเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติโรคระบาดในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย” สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ Yamaha จำนวน 100 คันนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท จะนำไปใช้โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศในด้านมาตรการป้องกันการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อ ซึ่งจะนำไปใช้เป็นพาหะนะในการการติดตาม ให้ความรู้ต่อผู้ที่อยู่ในระยะกักกัน ใช้ในบริการทางการแพทย์ อาทิ การส่งยาและเวชภัณฑ์ให้กับผู้ป่วย รวมถึงประสานงานสถานพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยการส่งมอบดังกล่าวมีขึ้น ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตำรวจอินเดีย เมือง South Delhi ตั้งสายตรวจมอเตอร์ไซค์รับมือ COVID-19 ตำรวจอินเดีย ในเมือง South Delhi ได้พยายามที่จะกระชับพื้นที่ ระแวดระวัง กวดขันไปจนถึงจับผู้ที่ฝ่าฝืนในช่วงที่อินเดียได้ประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศเป็นเวลา 21 วัน ด้วยการจัดตั้งหน่วยพิเศษ COVID_PATROL ซึ่งเป็นหน่วยสายตรวจมอเตอร์ไซค์จำนวน 40 คันขึ้นมา เพื่อตรวจตราในเขตเมือง ขณะที่ทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ 21 วันและมีการปิดกั้นเขตพรมแดนเพื่อจำกัดการเดินทาง แต่ก็ยังมีผู้ละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว โดยไม่สนใจสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นการทำผิดกฎหมาย (และเห็นแก่ตัวด้วย) ตำรวจอินเดีย ในเมืองนี้จึงได้จัดตั้งหน่วยดังกล่าวขึ้นมา โดยหน่วยนี้มีข้อดีคือสามารถเข้าถึงพื้นที่ๆ รถตำรวจซึ่งเป็นรถยนต์นั้นเข้าไม่ถึง ซึ่งเป้าหมายหลักของของการตั้งหน่วยนี้คือการทำให้แน่ใจว่าประชาชนในพื้นที่จะทำตามมาตรฐานการล็อกดาวน์ในช่วงนี้ ทั้งยังช่วยในการเตือนและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่า หน่วยเฉพาะกิจนี้ประกอบไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่ถูกทำสีเป็นสีเหลืองสดจำนวน 40 คัน พร้อมมีสติ๊กเกอร์ # COVID_PATROL บนถังน้ำมันและตรงตำแหน่งอื่นๆ โดยจะมีรถหลากหลายรุ่นตั้งแต่ Honda CB Shine, TVS Apache RTR 160 และ Bajaj Pulsar 150 เรียกว่าไม่จำกัดค่าย ไม่ล็อกสเป็ก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก