SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

CB500F 2020 และ CB500X 2020 เปิดตัวแล้ว ล่าสุด ก็ได้ทำการปรับโฉม Honda CB500F 2020 และ CB500X 2020 โดนใจไบค์เกอร์ด้วยสีใหม่สุดอินเทรนด์ New Honda CB500F และ New Honda CB500X ซึ่งเป็นการปรับโฉมเพิ่มสีสัน นำเทรนด์ปีนี้ เติมเต็มความเท่ขั้นสุดให้กับสตรีทเน็กเก็ตและสปอร์ตแอดเวอร์เจอร์ยอดนิยม โดย Honda CB500F โฉมใหม่ จะมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Street Excitement เท่สุดขีด สตรีทเต็มขั้น” เสริมความโฉบเฉี่ยวอินเทรนด์ด้วยสีน้ำเงินใหม่ Candy Caribbean Blue Sea ซึ่งเป็นสีที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกในขณะนี้ พร้อมเติมเต็มความดุดันด้วยลายสีเทาเข้มที่ด้านข้าง สะท้อนไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง ส่วน Honda CB500X โฉมใหม่ จะมาภายใต้แนวคิด “The Adventure Begins เริ่มต้นความท้าทายใหม่…สู่การผจญภัยไม่สิ้นสุด” ถ่ายทอด DNA พันธุ์ลุยจากรุ่นใหญ่อย่าง Honda Africa Twin ด้วยการโชว์มัดกล้ามเฟรมท้ายสีแดง ลวดลายกราฟิกบนถังน้ำมันแบบใหม่ รวมถึงเพิ่มตัวเลือกสีใหม่อย่างสีดำเมทัลลิก Mat Gunpowder Black Metallic และสีขาวมุก Pearl Metalloid White ยกระดับความโดดเด่นและหรูหราให้กับสายลุยตัวจริง ทั้งนี้ทั้ง 2 รุ่น จะยังคงใช้เครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 500 ซีซี 2 สูบเรียงแบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์ ให้ความสมูททุกการขับขี่ นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่รอบคัน ได้แก่ ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ทั้งระบบ เรือนไมล์ดิจิตอล พร้อมไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ และบอกข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วน มั่นใจด้วยกุญแจ Wave key และระบบ H.I.S.S ป้องกันการโจรกรรม ด้วยระบบกุญแจฝังชิพ เทคโนโลยีเฉพาะของฮอนด้า และระบบไฟฉุกเฉิน Emergency Stop Tail Light ซึ่งจะกระพริบไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหัน ทั้งนี้ รถฮอนด้าบิ๊กไบค์ในตระกูล 500 ซีรีย์ ถือได้ว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในคลาส 500 ซีซี ของเมืองไทย โดยเฉพาะ Honda CB500X ที่ครองตำแหน่งรถแอดเวนเจอร์บิ๊กไบค์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2013 ล่าสุดเฉพาะในปี 2020 Honda CB500X มียอดจำหน่ายสะสมครึ่งปีแรกสูงถึง 1,275 คัน ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ในคลาสนี้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยทั้งสองโมเดลใหม่นี้จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda BigWing ทั้ง 22 สาขาทั่วประเทศ โดย New Honda CB500F มีให้เลือก 3 เฉดสีสุดเท่ ได้แก่ Grand Prix Red, Mat Gunpowder Black Metallic และสีใหม่ Candy Caribbean Blue Sea ราคาแนะนำที่ 214,700 บาท ขณะที่ New Honda CB500X มีให้เลือก 3 เฉดสี เช่นกัน ได้แก่ Grand Prix Red และ 2 สีใหม่ Mat Gunpowder Black Metallic และ Pearl Metalloid White ราคาแนะนำที่ 224,900 บาท อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TRK 502 X 2020 มาดูว่ามีอะไรใหม่ก่อนเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ หลังจากที่ทางเพจ Benelli Thailand ได้ทำการโพสต์ภาพโลโก้ตัว X ไปเมื่อวันก่อน ผมเองเห็นปุ๊บก็เดาได้ว่าน่าจะเป็น TRK 502 X โมเดล 2020 และเนื่องจากวันโพสต์ก็ใกล้กับวันที่จะจัดงาน Motor Show พอดี จึงมีความเป็นไปได้มากว่า Benelli จะทำการเปิดโมเดลนี้ในงานนั่นเอง เจ้า TRK 502 X นั้นได้ถูกปรับโฉมใหม่ โดยมีทั้งการปรับในส่วนของหน้าตาภายนอกและเทคนิคภายในตัวรถ เพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น สนุกมากขึ้น และโดยรวมดูดีขึ้น เริ่มต้นจากการมีลวดลายกราฟิกใหม่และชุดแฟริ่งที่มีพื้นผิวใหม่ช่วยขับเน้นให้เด่นขึ้นสมกับเป็นรถสำหรับผจญภัย สวิตช์ต่างๆ ที่แฮนด์บาร์ปรับใหม่หมดมาพร้อมไฟแบ็กไลต์ กระจกมองหลังดีไซน์ใหม่มาพร้อมโลโก้ TRK และเปลี่ยนกริพแฮนด์ใหม่ โดยแฮนด์บาร์ทรงใหม่จะสามารถปรับให้เข้ากับความชอบของเจ้าของรถเพื่อให้ได้ท่านั่งที่ดีที่สุด ก้านคลัตช์เองก็ปรับได้ด้วย แร็คท้ายใหม่ทำจากอลูมิเนียมอัลลอยสวยงามขึ้นและใช้งานได้ดีขึ้น เบาะนั่งปรับใหม่นั่งได้สบายมากขึ้นทั้งคนขับคนซ้อน เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 499 ซีซีแบบ DOHC วางบนแชสซีที่ช่วยให้รถควบคุมได้ง่าย โดยมีกำลังแรงสูงสุดที่ 47.6 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 46 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีดเช่นเดิม ส่วนเฟรมนั้นยังคงเป็นเฟรมถักพร้อมกับสตีลเพลตเพื่อความแข็งแรงไว้ใจได้ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คอัพไซด์ดาวน์ขนาด 50 มม. และมีระยะยุบที่ 140 มม. ส่วนด้านหลังเป็นสวิงอาร์มทำงานร่วมกันกับโช้คเดี่ยววางกลางตัวรถ สามารถปรับรีบาวด์และคอมเพรสชั่นแดมปิ้ง รวมถึงพรีโหลดได้ (ระยะยุบ 62 มม.) ท่อไอเสียนั้นจะเป็นแบบยกสูง หากเทียบกับ TRK 502 จะเห็นได้ชัดเจนกว่ามาก เพื่อให้ลุยเส้นทางขรุขระได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการ์ดเครื่องยนต์ติดมาให้จากโรงงานเลยอีกด้วย ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบลอยตัว 2 พ็อต และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. เพื่อให้แรงเบรกที่ทรงพลังเพียงพอที่จะหยุดรถ ล้อแบบซี่อลูมิเนียมอัลลอยด้านหน้าขนาด 19 นิ้วและด้านหลังขนาด 17 นิ้วมาพร้อมยางขนาด 110/80 และ 150/70 ตามลำดับ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 20 ลิตรช่วยให้เดินทางได้ไกล สุดท้ายนี้จะมีวางจำหน่าย 3 สีด้วยกันได้แก่ สีขาว สีแดง และสีเทา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BAJAJ เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมส่ง 4 โมเดลลุยตลาดด้วยราคาสุดเร้าใจ ล่าสุดทาง บริษัท วรูม จำกัด หรือ วรูม ไทยแลนด์ เดินเครื่องเต็มที่รุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัวแบรนด์มอเตอร์ไซค์ด้วยกันถึง 3 แบรนด์ นำโดย BAJAJ และอีก 2 แบรนด์ที่เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้วอย่าง KTM และ Husqvarna พร้อมสร้างมาตรฐานการบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ มร.ฮิเดกิ นายากิซาว่า ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2019 มีอัตราการเติบโตลดลงที่ 3.4% โดยมียอดจดทะเบียนรวมประมาณ 1.72 ล้านคัน พอมาถึงปีนี้ 2020 ทั่วโลกต่างเจอกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำลง เศรษฐกิจในประเทศไทยเองก็เช่นกัน แต่ทางเรายังมั่นใจว่าหลังจากผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤติในครั้งนี้ เศรษฐกิจในประเทศไทยจะเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยและคงต้องใช้เวลาพอสมควร” โดยในทางบริษัทจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่จากอินเดีย เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่าง BAJAJ เพื่อทำตลาดครั้งแรกในไทย “โดยเราชื่อว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า เนื่องจากกระแสของตลาดกลุ่มรถสปอร์ตยังเป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่บาจาจจะสร้างตลาดกลุ่มรถสปอร์ต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลุกค้าได้มากขึ้น รวมถึงในอนาคตเราจะเปิดตัวรถจักรยานยนต์อีก 2 แบรนด์ด้วยกันคือ KTM และ Husqvarna เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าของเรา” โดยครั้งนี้เปิดตัวบาจาจที่เป็นโมเดลสปอร์ตทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ 1.Pulsar NS 160 เครื่องยนต์ DTSI ระบบหัวฉีด ขนาด 160 ซีซี แบบหัวเทียนคู่ วางบนเฟรมแบบ Perimeter ดิสก์เบรกหน้าหลัง ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 69,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่รวมทะเบียนและพ.ร.บ.) 2.Pulsar NS 200 FI ABS เครื่องยนต์ DTSI ระบบหัวฉีด ขนาด 200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จุดระเบิดแบบ Triple Spark Plug วางบนเฟรมแบบ Perimeter ให้กำลัง 24.5 แรงม้า ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกพร้อม ABS ทั้งหน้าและหลัง ไฟเรืองแสงแบบสีน้ำเงิน เบาะนั่งแยกชิ้น ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 79,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่รวมทะเบียนและพ.ร.บ.) 3.Pulsar RS 200 FI ABS เครื่องยนต์ DTSI ระบบหัวฉีด ขนาด 200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จุดระเบิดแบบ Triple Spark Plug วางบนเฟรมแบบ Perimeter ให้กำลัง 24.5 แรงม้า ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกพร้อม ABS ทั้งหน้าและหลัง โดดเด่นด้วยไฟหน้าคู่แบบโปรเจกเตอร์ ไฟท้ายแบบเส้นโค้งเว้า รูปลักษณ์ที่ดุดันในแบบสปอร์ตไบค์ตัวจริง ไฟเรืองแสงแบบสีน้ำเงิน เบาะนั่งแยกชิ้น ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 89,800 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่รวมทะเบียนและพ.ร.บ.) 4.Dominar 400 เป็นเน็กเก็ตไบค์สไตล์สปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ DTSI ระบบหัวฉีด DOHC ขนาด 400 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จุดระเบิดแบบ Triple Spark Plug วางบนเฟรมแบบ Solid Stamp Perimeter ให้กำลัง 40 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ 6 สปีดและสลิปเปอร์คลัตช์ สามารถทำความเร็ว 0 ถึง 100 กม./ชม.ได้ในเวลา 7.1 วินาที ไฟหน้าแบบ LED ทั้งระบบ โช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์ ขนาด 43 ม.ม. โช้คหลังแบบโช้คเดี่ยว ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกพร้อม ABS จาก Bosch แบบ Dual Channel โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. ท่อไอเสียแบบคู่ให้กลิ่นอายรถแข่ง หน้าจอเรือนไมล์แบบ

Super Cub สีชมพูพิเศษ Tenki no Ko จากอนิเมะ “ฤดูฝัน ฉันมีเธอ” ล่าสุด Honda ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ทำการเผยโฉม Honda Super Cub เวอร์ชั่น Tenki no Ko ชื่อภาษาอังกฤษว่า Weathering with you หรือชื่อไทยว่า ฤดูฝัน ฉันมีเธอ ซึ่งเป็นอนิเมะฉายในโรงภาพยนต์จากผลงานของ Makoto Shinkai ผู้สร้าง Kimi no Na Wa? หรือ Your Name? หรือชื่อไทยว่า หลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ ซึ่งเป็นอนิเมะที่ภาพสวยสดใสมาพร้อมเนื้อหากินใจ ที่เคยฉายในไทยมาแล้ว และในตอนนี้อนิเมะฤดูฝันฉันมีเธอก็กำลังเข้าโรงฉายในเครือ SF Cinema อยู่ครับ โดยในอนิเมะฤดูฝัน ฉันมีเธอ นั้นจะมีฉากที่ตัวเอกในเรื่องขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเจ้า Honda Super Cub แต่ว่ามาในสีสันสีชมพูสุดแสนจะน่ารักหวานแหวว และในโอกาสนี้นี่เอง Honda ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เปิดตัวโมเดลสีพิเศษนี้ และวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นจำนวนรวม 2,000 คัน พร้อมสติ๊กเกอร์พิเศษจากอนิเมะเรื่องนี้อีกด้วยครับ โดยจะมีทั้งรุ่น 50 ซีซี (500 คัน) และรุ่น 110 ซีซีครับ (1,500 คัน) ส่วนรายละเอียดสเปกและตัวเลขทางเทคนิคนั้นก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิม มีเพียงสีสันและสติ๊กเกอร์เท่านั้นที่เพิ่มเข้ามา เหมาะกับคนที่ชื่นชอบอนิเมะ หรือสาวๆ หรือแม้แต่หนุ่มๆ ที่ชอบสีสันหวานแหววแบบนี้อย่างยิ่งครับ ก็เรียกได้ว่าสมกับเป็นประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ครับ อะไรๆ ก็เป็นไปได้จริงๆ สำหรับแดนปลาดิบที่ชอบอนิเมะหรือการ์ตูนจริงจังขนาดนี้ครับ ส่วนบ้านเรานั้นคงจะไม่มีเข้ามา แต่อาจจะมีสีชมพูแบบนี้ขายในอนาคตก็เป็นได้ครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Macbor Montana XR5 แอดเวนเจอร์ไบค์แดนกระทิง นี่คือ Macbor Montana XR5 ที่จำหน่ายอยู่ในสเปน ไม่ใช่ GS จาก BMW แต่อย่างใด โดยแบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วจากทาง Motos Bordoy SA ใน Rubi เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยมีชื่อเป็นสเปน แต่ผลิตในประเทศจีน โดยเจ้า XR5 เป็นรถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในตอนนี้และวางจำหน่ายในสนนราคา 6499 ยูโร หรือราวๆ 230,000 บาท ขุมพลังที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงขนาด 472 ซีซี 8 วาล์ว และระบายความร้อนด้วยน้ำ มีถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร ขนาดล้อหน้า 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้ว เบาะนั่งสูง 840 ม.ม.และน้ำหนักตัวรถหนัก 178 กก. ซึ่งสเปกประมาณนี้ในประเทศจีนนั้นมีหลายๆ แบรนด์เลยทีเดียว เพียงแต่ว่ามีเพียงเจ้า Montana XR5 ที่ได้แรงบันดาลใจหนักๆ มาจาก BMW GS แถมมันยังดูเหมือน GS รุ่นใหญ่ มากกว่าเจ้า G 310 GS ที่เป็น BMW แท้ๆ ซะอีก (รถจีนนี่นะ น่าตีมือจริงๆ) โดยในจีนนั้นจะขายในชื่อ Excelle 500X และยังมีเวอร์ชั่น 400X อีกด้วย แต่ที่แน่ๆ คือแผนการของพวกเขาคือการเดินตามลอยผู้นำตลาดไปพลางๆ ก่อนที่จะตามหาแนวทางของตัวเอง ว่าจะไปชัดเจนในทางใด มีสไตล์ไหนที่เข้ากับตัวเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชม Kawasaki KLR650 Diesel ที่เคยใช้ในกองทัพสหรัฐ M1030M1 คือทางออกในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันจากการใช้งานยานพาหนะของกองทัพสหรัฐ เพราะว่ามันมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันดีเซลที่ที่จะเป็นน้ำมันเบนซินแบบมอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไป เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในกองทัพสหรัฐ เพราะมันเป็นการสะดวกและสมเหตุสมผลในหลายๆ ด้านมากกว่า กับการที่จะใช้น้ำมันเพียงแค่ชนิดเดียวแล้วนำไปใช้ได้กับทุกๆ อย่าง และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงการผลิต JP-8 หรือน้ำมันเครื่องบินไอพ่นทหาร และเมื่อมีการตัดสินใจว่าจะต้องใช้มอเตอร์ไซค์ในกองทัพด้วย พวกเขาจึงต้องหาวิธีใช้น้ำมัน JP-8 กับมอเตอร์ไซค์เหล่านั้นด้วย มันก็เลยกลายเป็นต้นกำเนิดของ Kawasaki M1030M1 ซึ่งดัดแปลงมาจาก Kawasaki KLR650 แนวคิดนี้มาจาก Hayes Diversified Technologies บริษัทเทคโนโลยีแห่งนึงที่คิดออกว่ามันจำเป็นจะต้องยัดเครื่องยนต์ดีเซลลงไปในมอเตอร์ไซค์เพื่อที่จะได้ใช้น้ำมัน JP-8 ได้ เมื่อเรื่องของน้ำมันจบไปแล้ว ก็ต้องมาหารถที่ทนทานและสามารถขับขี่ไปได้ในทุกสภาวะพื้นผิว และ Kawasaki KLR650 คือรถที่เหมาะสมมากในช่วงเวลานั้น มันทนทานพร้อมลุย สามารถตะลุยข้ามผ่านอุปสรรค สิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ แรกเริ่มเครื่องยนต์ที่นำมาใช้เป็นเครื่อง 611 DC และให้กำลังแรงม้า 30.4 แรงม้า แม้ว่ารถจะค่อนข้างหนัก โดยหนักถึง 167 กก. แต่ก็สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กม./ชม. และที่สำคัญคือมันกินน้ำมันเพียง 2.5 ลิตรต่อ 100 กม. ที่ความเร็วเฉลี่ย 90 กม./ชม. และรถนั้นมีแค่เพียง 5 เกียร์ จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนชิ้นส่วนที่จะง่ายต่อการเสียหายออก อาทิ เปลี่ยนยางใหม่ ติดตั้งระบบกันสะเทือนใหม่ที่แข็งขึ้น และติดตั้งแบตเตอรีพิเศษเข้าไป เพื่อป้องกันกรดไหลออกมาเวลาเสียหาย และสามารถติดตั้งแบบคว่ำได้โดยไม่มีปัญหา สุดท้ายก็ตามสไตล์ทหารคือการใส่ลวดลายพรางเข้าไป และเพิ่มความจุถังน้ำมันเกือบๆ 23 ลิตรเข้าไป ช่วยให้รถใช้งานได้เกือบๆ 1000 กม. Kawasaki M1030M1 คือวอร์แมชชีนที่เต็มไปด้วยข้อดีระดับสุดยอด อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีข้อเสียใหญ่อย่างนึงคือ มันไม่สบายเอาเสียเลย รถมันสั่นอย่างมาก ไม่สมู้ทเลย และการตอบสนองของเครื่องยนต์ก็ไม่ทันใจอย่างที่อยากให้เป็น M1030M1 ผลิตขึ้นในปี 2004 และ 2008 โดยใช้ในกองทัพสหรัฐทั้งหมด 440 คัน ขณะที่ทางอังกฤษและ NATO ซื้อไปกี่คันนั้นไม่สามารถระบุได้ เรียกว่าก็เป็นรถที่เจ๋งดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะครับ แอดมินเองก็อยากจะลองขี่หรือไปดูด้วยตาจริงๆ สักหนนึง น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย ถ้าได้ไป ชม Kawasaki KLR650 Diesel คันที่ว่านี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Gilera AC4 นีโอคลาสสิคไบค์พันธุ์ผสม หลังจากที่ไปโชว์ตัวในงาน International Motorcycle Show ใน La Rural ปี 2018 ในที่สุดมันก็วางจำหน่ายในอาร์เจนตินาสักทีกับโมเดลนีโอคลาสสิคของ Gilera คันนี้ มันรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองโดยมาในสไตล์เรโทร ใช้ขุมพลังสูบเดียวขนาด 223 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรง 17.7 แรงม้าที่ 8500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 17.2 แรงม้าที่ 6000 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ตัวรถใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โช้คหน้าแบบหัวกลับและโช้คหลังแบบโช้คเดี่ยว ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED และเรือนไมล์แบบดิจิทัล ถังน้ำมันนั้นแปลกกว่ารถพิกัดนี้โดยทั่วไป เพราะมีขนาดใหญ่มากถึง 15.5 ลิตร โดยเจ้า Gilera AC4 ผลิตโดย Loncin ซึ่งตั้งอยู่ในจีนและประกอบในโรงงานของของแบรนด์ตัวเองในเมือง Carlos Spegazzini กรุง Buenos Aires อาร์เจนตินา AC4 ถูกขายในหลายๆ ชื่อ หลายๆ ประเทศ ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจที่ทาง Loncin และค่ายรถจีนอื่นๆ ที่ใช้ โดย Loncin ยังเป็นเจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Vogue ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับทาง MV Agusta ซึ่งตอนนี้ได้ไปออกตลาดที่ยุโรปแล้ว โดย AC4 มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ดำ น้ำเงิน และแดง โดยมีสนนราคาขายที่ราวๆ 72,000 บาทพร้อมกับการรับประกัน 6 เดือนหรือ 10000 กม. ถือว่าราคาถูกมากๆ และน่าสนใจ แต่เรื่องคุณภาพและงานประกอบก็ต้องดูกันครับ เรียกว่าจีนนี่ทำรถออกมาราคาว้าวตลอดเลย ส่วนเรื่องเข้ามาขายบ้านเรานั้น ยังห่างไกลมากๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S750 ลายแข่ง MotoGP ฉลองครบรอบ 100 ปีค่าย ปี 2020 หรือปีนี้เป็นปีที่พิเศษมากๆ สำหรับ Suzuki เป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีของค่ายรถจากเมืองฮามามัตซึ และครบรอบ 60 ปีในการแข่งขันระดับโลก และนี่ถือเป็นหลักไมล์ที่สำคัญมากๆ ของทางค่าย และในโอกาสนี้ Suzuki จึงได้เปิดตัว GSX-S750 MotoGP Edition หรือตัวลายรถแข่ง MotoGP นั่นเอง Michio Suzuki ก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 1909 แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัท Suzuki Loom ก่อตั้งขึ้นในปี 1920 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นธุรกิจเครื่องทอผ้า และหลังจากนั้นอีก 30 ปีจึงถือกำเนิดรถคันแรกที่มีโลโก้ตัว S บนถังน้ำมัน ต่อมาในปี 1960 ซูซูกิก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก ดังนั้นปีนี้ก็เลยเป็นการเฉลิมฉลอง 60 ปีในการเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก และในโอกาสพิเศษนี้ซูซูกิจึงได้นำเสนอโมเดลพิเศษของรถรุ่นขายดีอย่าง Suzuki GSX-S750 โดยจะมาในชุดสีแบบเดียวกับรถแข่ง GSX-RR ของทีม Ecstar Suzuki team ที่มีขุนพลนักบิดอย่าง Alex Rins และ Joan Mir นอกจากจะมาในลวดลายสีสันกราฟิกใหม่แล้ว ยังจะมาพร้อมท่อ Akrapovic และสแตนด์อลูมิเนียมและโลโก้ฉลองครบรอง 100 ปีและ 60 ปีที่เข้าร่วมแข่งอีกด้วย ส่วนเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องแบบ 4 สูบเรียงขนาด 749 ซีซี ที่ให้แรงม้า 114 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดที่ 81 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ รายละเอียดที่เหลือก็ยังคงเดิม แทร็คชั่นคอนโทรล 3 โหมด ระบบกันสะเทือนจาก Kayaba ระบบเบรก Nissin พร้อม ABS และเรือนไมล์ LCD งานนี้บ้านเราจะมีจำหน่ายด้วยหรือไม่นั้นต้องติดตามกันต่อไป เพราะโมเดลนี้เปิดตัวที่ฝรั่งเศสครับ ถ้าเขามาก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ เชื่อว่าน่าจะถูกใจสายซูอยู่มากเลยทีเดียวล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bullit V-Bob 250 ครูเซอร์เครื่องวีไซส์เล็กมีอะไรน่าสนใจ? Bullit ได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 250 ซีซี โมเดลใหม่ ชื่อว่า V-Bob 250 ซึ่งเป็นการหยิบเอาเครื่องยนต์ที่ใช้ในโมเดลก่อนอย่าง Bluroc ที่เป็นรถสไตล์เรโทร มาจับใส่สไตล์แบบครูเซอร์ V-Bob 250 นั้นมีน้ำหนักเพียง 179 กก.เท่านั้น (รวมน้ำมันเต็มถังแล้ว) แต่เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศนั้นกลับให้กำลังแรงม้าแค่เพียง 17 แรงม้า อาจจะไม่พอมือสำหรับคนมือเก๋า แต่น่าจะเหมาะกับนักขี่หน้าใหม่ ตัวรถใช้ระบบขับเคลื่อนแบบสายพาน ดังนั้นไม่ต้องคอยหล่อลื่นโซ่ Henry Maplethorpe แบรนด์เมเนเจอร์ของ Bullit UK กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ต้อนรับ V-Bob ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นโมเดลยอดนิยมของ Bullit ไปแล้ว นี่คือรถสไตล์ใหม่หมดของเรา และจะช่วยให้แบรนด์ของเราเข้าถึงนักบิดใหม่ๆ ได้มากขึ้น” “เราได้สร้างเจ้า V-Bob มาโดยเน้นว่ามันจะต้องขี่ได้ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมน้ำหนักรถจึงน้อย จนเป็นระดับที่นักบิดทุกวัยและทุกรูปร่างสามารถขับขี่เดินทางไปทั่วเมืองและนอกเมืองได้อย่างสบายใจ ” Bullit V-Bob 250 จะมีให้เลือกด้วยกัน 3 สีสัน ได้แก่ เทา ดำและแดง และมีราคาค่าตัว 3799 ปอนด์หรือราวๆ 145,000 บาท ครับ ส่วนบ้านเรานั้นยังคงต้องรอให้มีตัวแทนจำหน่ายกันไปก่อนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler Ducati Club Italia โมเดลพิเศษสุดงามแต่ยากต่อการครอบครอง รถในตระกูล Scrambler ของ Ducati กลายเป็นโมเดลที่มีจำนวนการผลิตมากระดับ 50000 คันต่อปี เนื่องจากความนิยม โดยการสร้างโมเดลพิเศษต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับโมเดลพื้นฐาน เพิ่มความแตกต่าง การใช้งาน สมรรถนะ และลักษณะเฉพาะตัวให้กับรถ และโมเดลพิเศษในคราวนี้ก็คือ Club Italia ซึ่งตั้งตามชื่อของสมาคม Scuderia Club Italia ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1989 และมีความสัมพันธ์กับดูคาติมาอย่างยาวนาน Scuderia Club Italia นั้นกำหนดจำนวนของสมาชิกในคลับไว้จำกัดแค่เพียงแค่ 60 คน นั่นทำให้คลับนี้มีความเอ็กซ์คลูซีฟมากๆ โดย Scuderia Club Italia และ Ducati เคยร่วมงานกันครั้งแรกในปี 1995 เพื่อสร้างโมเดลพิเศษอย่าง Ducati Monster 900 มาตอนนี้สมาชิกในคลับบางคนที่มีใจรักในสองล้อและมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำงานร่วมกับ Ducati ออกแบบรถที่มีความพิเศษสุดๆ โดยใช้โมเดล Sport Pro เป็นพื้นฐาน ตัวรถมาในชุดสีน้ำเงินเมทัลลิกเข้มและแถบสีแดงสดบนตัวถังน้ำมัน ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้มันเด่นกว่าโมเดลอื่นๆ แล้ว นอกจากนี้ยังมีเบาะหนังแท้สีแดงโดดเด่นอีกด้วย โดยรถพื้นฐานจะเป็นตัวท็อปของ Scrambler Ducati 1100 ซึ่งก็คือโมเดล Sport Pro ที่จะมาพร้อมกับชิ้นส่วนคุณภาพสูง ไล่ตั้งแต่ โช้คหน้า Ohlins ขนาด 48 มม. และโช้คหลัง Ohlins เช่นกัน ไปจนกระทั่งระบบเบรก Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. และใช้คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก M4.32 ท่อไอเสียของโมเดลนี้ยังเป็นแบบท่อคู่ซึ่งเลือกใช้ปลายท่อเป็นของ Termignoni แน่นอนว่าเครื่องยนต์ก็จะเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบแอลทวินระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 1100 ซีซี ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 86 แรงม้าที่ 7500 รอบ เมื่อบวกกับปลายท่อแต่งแล้วก็น่าจะเพิ่มแรงม้าขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย นอกจากนี้ตัวรถยังมีลายกราฟิกเฉพาะ ซึ่งก็คือลายธงชาติอิตาลีบนบังโคลนหน้า และลายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกจำนวนนึง และแน่นอนว่า Scrambler 1100 Scuderia Club Italia จะมีจำนวนจำกัด โดยจะเปิดให้กับสมาชิกในคลับได้เป็นเจ้าของก่อน อย่างไรก็ดีเราก็หวังว่ามันจะผลิตจำนวนมากกว่านี้หน่อยเพื่อที่จะได้มีคนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของมันมากขึ้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ปรับปรุงยางใหม่ รองรับความแรงของ Superleggera V4 Pirelli แบรนด์ยางชั้นนำจากอิตาลี ที่มักจะได้รับความไว้วางใจจากค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำ นำยางจากพีเรลลี่มาใส่ให้กับรถระดับเรือธง หรือโมเดลที่มีสมรรถนะสูงๆ มาโดยตลอด และครั้งนี้ก็เช่นกันที่ Ducati Superleggera V4 ก็ยังเลือกใช้ยางจากพีเรลลี่ โดยยางที่ทาง Ducati เลือกใช้กับรถตัวแรงรุ่นสุดพิเศษของทางค่ายก็จะเป็นยางสมรรถนะสูงที่สามารถใช้งานบนถนนได้อย่างถูกกฎหมายอย่าง Diablo Supercorsa SP แต่เพื่อให้รองรับสมรรถนะของรถได้มากที่สุดทาง Pirelli จึงเลือกที่จะปรับปรุงยางเพื่อรองรับความแรงและเทคโนโลยีของ Superleggera V4 เป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะนอกจากอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่มากเป็นพิเศษและเทคโนโลยีในส่วนของแอโรไดนามิกที่ทำให้เกิดแรงกดที่ล้อหน้ามากขึ้นจากปีกด้านหน้ารถอีกด้วย โดย Superleggera V4 คือมอเตอร์ไซค์ที่ขี่บนถนนได้อย่างถูกกฎหมายที่มาพร้อมกับเฟรม ซับเฟรม สวิงอาร์มและล้อซึ่งทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ล้วนๆ มีเครื่องยนต์ V4 แบบ 90 องศาซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 234 แรงม้า แต่กลับมีน้ำหนักรถเปล่าที่ 152 กก. ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักนั้นสูงถึง 1.54 และยังมีปีกและชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีก ซึ่งทำให้ได้แรงกดที่ล้อหน้ามากถึง 50 กก. ช่วยให้รถนั้นมีเสถียรภาพและการเร่งความเร็วที่ดีขึ้น แน่นอนว่าในฐานะที่ Pirelli ผลิตยางให้ Ducati ทางค่ายยางอิตาลีจึงได้ ปรับปรุงยางใหม่ ในระหว่างที่ Ducati พัฒนา Superleggera V4 เหมือนกับตอนที่ทางพีเรลลี่พัฒนา Diablo Supercorsa SP V3 ไซส์ 200/60 ZR-17 ให้กับ Panigale V4 ในตอนแรก ซึ่งคราวนี้เป็น Diablo Supercorsa SP ซึ่งพัฒนามาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว สำหรับยางซูเปอร์สปอร์ต ประเภทยางกึ่งสนาม โดยยางใหม่นี้ด้านหน้าจะเป็นคอมปาวด์เดี่ยวที่เน้นให้ยางร้อนไวและให้การยึดเกาะได้ดีทุกสถานการณ์ ด้านหลังจะเป็นยางแบบ 2 คอมปาวด์และใช้คอมปาวด์แบบเรซซิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการแข่งขัน WorldSBK ที่บริเวณไหล่ยาง โดยมีการออกแบบให้ด้านข้างยางนั้นกลมเล็กน้อยเพื่อให้สามารถตอบรับกับสมรรถนะของ Superleggera V4 ได้ และยังมีการเพิ่มสีพิเศษที่ด้านข้างยางเป็นโลโก้ Pirelli และ Diablo สีแดงอีกด้วย เรียกว่านอกจากจะสมรรถนะดีเป็นพิเศษแล้วยังเป็นยางที่หล่อเป็นพิเศษอีกด้วยครับผม บ้านเรานั้นจะได้เห็น Ducati นำเอา Superleggera V4 มาขายกี่คันกันหนอ แต่ผมเชื่อว่าเอามากี่คันก็น่าจะขายหมด ถ้าเรามีโอกาสเราจะเก็บภาพคันเป็นๆ มาฝากกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia Pagani 150 คาเฟ่เรซเซอร์ไซส์เล็กลูกผสมอิตาเลียนจีน เป็นอีกครั้งที่ทาง Zongshen ได้นำเอาแพล็ตฟอร์ม 150 ซีซีของ Aprilia มาพัฒนาขึ้นมเป็นโมเดลใหม่ โดยก่อนหน้านี้เป็น GPR150 มาครั้งนี้กลายเป็น Pagani 150 ซึ่งเป็นคาเฟ่เรซเซอร์ไบค์ที่ดูดีไม่หยอกเลยล่ะครับ Pagani 150 นั้นจะมีจุดเด่นตามแบบของคาเฟ่เรซเซอร์ คือมีโม่งขนาดใหญ่ด้านหน้า มีแฮนด์จับโช้ค เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิตอล ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์แบบ 150 ซีซีแบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีกำลังแรงม้า 18 แรงม้าสูงสุดที่ 9750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตรที่ 7500 รอบ ส่วนเฟรม ท่อไอเสีย โช้คหน้าเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ และอีกหลายๆ ส่วนนำมาจากโมเดล CR150 พูดง่ายๆ คือมีพื้นฐานมาจาก CR150 นั่นแหละครับ แต่ด้วยสไตล์แบบคาเฟ่แล้วทำให้รถดูลงตัวมากขึ้น แม้ว่าที่จีนจะยังไม่ได้รับความนิยมกับสไตล์นี้สักเท่าไหร่ อย่างไรก็ดีมันมีดีไซน์ที่เหมือนกับ FB Mondial Pagani 1948 แต่อย่าพึ่งดราม่า เพราะเป็นแบรนด์นึงที่ทาง Paggio เจ้าของ Aprilia นั้นชุบชีวิตขึ้นมาครับ ส่วนสนนราคานั้นถูกตั้งราคาไว้ที่ 21,800 หยวนหรือราวๆ 95,000 บาท บ้านเรานั้นไม่รู้จะมีการนำเข้ามาหรือไม่ แต่ถ้ามีนำเข้ามาตลาดรถ 150 ซีซีก็น่าจะคึกคักไม่น้อยเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brixton Crossfire 500 โมเดิร์นคลาสสิคที่คุณไม่ควรมองข้าม งาน EICMA นั้นเป็นงานเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ตลอดหลายปี และหลายๆ คันจากค่ายดังๆ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ตอนที่ค่ายน้องใหม่อย่าง Brixton เปิดตัวคอนเซ็ปต์ไบค์ Crossfire 500 ในปี 2018 และจะเริ่มผลิตในปี 2019 มันกลับไม่ได้รับผลตอบรับมากมายนัก บางทีอาจจะเป็นเพราะแบรนด์นี้เป็นรถโร้ดสเตอร์ที่ผลิตในจีน ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศก็เป็นได้ แต่พอทางค่ายเปิดตัวรถโปรดักชั่นของ Crossfire 500 และ Crossfire 500 X แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Crossfire นั้นเป็นผลงานชิ้นแรกจากการออกแบบโดยทีมดีไซน์ KSR Group ที่เป็นสตูดิโอออกแบบแห่งใน Krems ประเทศออสเตรีย ซึ่งมีสไตล์ออกมาในแนวของเรโทรแทร็กเกอร์ ท้ายสั้นๆ ป้อมๆ ล้อซี่ลวด ไฟกลมและสิ่งที่ทางค่ายบอกว่าเป็นไฮไลท์ในการออกแบบเลยก็คือ ถังน้ำมันทรงตัว X ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของทางค่ายเลยก็ว่าได้ โดยทุกรุ่นที่มีถังน้ำมันทรงนี้จะถูกเรียกว่า Crossfire เจ้าครอสไฟร์คันนี้มีความคล้ายคลึงกับ Svartpilen ของ Husqvarna อยู่มาก เพียงแต่ขาดในส่วนของเฟรมถักออกไปเรียกว่าเลือดออสเตรียมันแรงก็น่าจะได้กระมัง อย่างไรก็ตาม เบาะนั่งเป็นเส้นตรงนั้นใช้กับทั้ง 2 โมเดล แม้ว่าโมเดล X จะมีวัสดุที่แตกต่างออกไป ด้านหน้ามีไฟหน้าและไฟเลี้ยวแบบ LED หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอล ส่วนของเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่หมด เป็นแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 486 ซีซี ซึ่งเคลมมาว่าจะให้แรงม้าสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 8500 รอบและแรงบิดที่ 31.7 ปอนด์ฟุตที่ 6700 รอบ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ตัวรถยังมีระบบเบรก ABS จาก Bosch อีกด้วย ช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ KYB ปรับต่าได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกด้วยเช่นกัน ส่วนท่อไอเสียนั้นเป็นสเตนเลสสตีล ข้อแตกต่างระหว่าง 500 และ 500 X นั้นมีไม่มากนัก โดยโมเดล X จะมีลวดลายกราฟิกที่โดดเด่นกว่า และมีสีเข้ม มีที่ยึดป้ายทะเบียนที่สูงกว่า เบาะนั่งเป็นลายเส้นตามแบบของแทร็กเกอร์ และมาพร้อมกับยาง Pirelli MT 60 ส่วนตัวธรรมดาจะเป็น Angel ST แต่ทั้งสองคันยังมีสไตล์ท่านั่งในแบบหลังตรง มีพักเท้ากลางตัวรถและแฮนด์บาร์ที่ค่อนข้างกว้าง ทางค่ายบอกว่าจะเริ่มขายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยราคานั้นยังไม่ระบุ ส่วนประเทศไทยนั้นตอนนี้ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายเลย เรื่องการเข้าไทยนั้นคงต้องรอดูกันไปยาวๆ เลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Cobra คัสตอมพิเศษจาก Hookie บนพื้นฐาน R nineT หากคุณชอบอะไรที่มันย้อนยุคแต่ก็แอบล้ำๆ คุณอาจจะต้องเลือกใช้บริการจากทาง Hookie ที่เป็นสำนักคัสตอมสัญชาติเยอรมัน ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวผลงานสุดพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Cobra โดยมีพื้นฐานเป็นเจ้า BMW R nineT 2020 โดยทาง Hookie ได้ออกแบบให้มันมีสไตล์แบบนีโอคลาสสิคและแอบทำให้มันดูล้ำยุคนิดๆ โดยเส้นสายลายโค้งต่างๆ ดูเป็นสันเป็นมุมมากขึ้น โดยให้กลิ่นอายของคาเฟ่เรซเซอร์แฝงอยู่ด้วย โดยรวมแล้ว Hookie จะทำผลิตเจ้างูเห่าคันงามขึ้นทั้งหมด 10 คัน โดยแต่ละคันจะมีสีเฉพาะคันเท่านั้น นอกจากนี้เพื่อให้งานออกมาดีและมีมาตรฐาน ทีมงานของ Hookie จะแบ่งรถออกเป็น 2 ชุด ชุดละ 5 คัน โดย 5 คันแรกกำลังผลิตและจำหน่าย ส่วนอีก 5 คันที่เหลือจะเริ่มทำงานกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ รถคันแรกจากชุดแรกนั้นขายไปแล้วเรียบร้อย โดยตัวรถเป็นสีแดง Toxic Red อย่างไรก็ตามคุณยังสามารถสั่งซื้อสีอื่นที่เหลือได้อยู่ ซึ่งยังมีสีเหลือง Electric Yellow ลายพราง Stealth Pattern สีทองแดง Dark Cooper และสีน้ำเงิน Ice Blue สำนักนี้จะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการสร้างชิ้นส่วนต่างๆ จำนวนมาก โดยขั้นตอนแรกพวกเขาจะร่างแบบบนกระดาษขึ้นมาอย่างหยาบๆ ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนขึ้นโมเดลจากดินเหนียว จากนั้นก็จะไปสู้ขั้นตอนขึ้นแบบใน CAD และปรับแต่งอีกก่อนจะพิมพ์ 3 มิติออกมา นั่นทำให้ทีมมีโอกาสปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตลอดขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ดี ทางสำนักยังเลือกใช้วัสดุ PA12 ซึ่งเป็นไฟเบอร์กลาสขึ้นรูปชิ้นส่วนต่างๆ (ซึ่งยังรู้จักในชื่อ Nylon 12) มีข้อดีคือแข็งแรงทนทานต่อแรงดึงและแรงกระแทกและสามารถยืดหยุ่นได้โดยไม่แตกหัก ถ้าคุณชอบสิ่งที่ทาง Hookie ทำการคัสตอมกับ BMW R nineT ล่ะก็ หากลองคิดถึงสนนราคาของมันอยู่ที่ราวๆ 1,210,000 บาท ก็น่าจะสมเหตุสมผลอยู่ เพราะราคานั้นรวมเอารถเดิมและบวกกับงานคัสตอมเพิ่มเติมเข้าไป และเปลี่ยนให้รถของคุณไม่ซ้ำใคร แถมแต่ละคันก็ใช้เวลานาน 6 – 8 สัปดาห์ในการทำอีกด้วย ใครสนใจจริงๆ สามารถเข้าไปสั่งผ่านทางเว็บไซต์ได้เลย ปล.ส่งทั่วโลกด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vespa 946 Christian Dior Edition หรูหราเกินใคร แต่จะหรูยังไงต้องชม Piaggio กับแฟชั่นเฮาส์สัญชาติปารีสอย่าง Christian Dior ได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างเวสป้าที่พรีเมียมที่สุดภายใต้ชื่อว่า Vespa 946 Christian Dior โดยเป็นการร่วมมือกันของสองแบรนด์ซึ่งก่อตั้งขึ้นพร้อมๆ กันในปี 1946 โมเดลพิเศษจำนวนจำกัดนี้จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคมปี 2021 ในร้านของ Christian Dior และเอาต์เล็ท Piaggio Motoplex ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว โดยจะมีพื้นฐานมาจาก Vespa 946 และได้รับการออกแบบใหม่จากทางครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ Maria Grazia Chiuri ของ Christian Dior Vespa 946 Christian Dior จะมาในเฉดสีขาวซึ่งตัดกับสีน้ำเงินเข้มของเบาะหนังและกริพแฮนด์ และแถบเส้นสายสีทองบนตัวรถและล้อ ยังมีโลโก้ของ Dior บริเวณโครงสร้างที่คอยซัพพอร์ตตัวเบาะนั่ง และยังมีกล่องท้าย กระเป๋าและหมวกกันน็อกพร้อมลวดลายกราฟิกในธีมเดียวกันเป็นแอ็กเซสซอรีอีกด้วย โดยตัวรถ Vespa 946 นั้นจะมีรายละเอียดสเปกเหมือนเดิม ยังคงใช้เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ 3 วาล์ว ที่ให้แรงม้าที่ 11.8 แรงม้าและแรงบิดที่ 10.33 นิวตันเมตรเช่นเดิม Vespa 946 Christian Dior จะผลิตขึ้นที่ Pontedera Piaggio โดยจะเป็นไลน์การผลิตพิเศษซึ่งที่นั่นทุกอย่างจะถูกทำขึ้นด้วยมือ โดยจะมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่ชื่นชอบแฟชั่น แน่นอนว่าโมเดลนี้จะมีราคาแพงพิเศษ แม้ว่าราคาจะยังไม่ประกาศ แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าราคาไม่เบาแน่นอนครับ ส่วนจะเข้าประเทศไทยมั้ย อันนี้น่าจะยาก แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เผยแรงม้า ZX-25R แรงจนคุณไม่อยากเชื่อ ในที่สุดตัวเลขที่ใครๆ ก็อยากรู้เกี่ยวกับเจ้า Kawasaki Ninja ZX-25R ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์อยู่ในช่วงนี้ อย่างตัวเลขกำลังแรงม้าและแรงบิดก็มีข้อมูลหลุดออกมาจนได้ โดยมีตัวเลขหลุดออกมาทั้งแบบโมเดลสแตนดาร์ดและโมเดลเรซซิ่งไลน์หรือโมเดลที่มาพร้อมท่อ Akrapovic ที่ทาง Kawasaki ตกแต่งให้ดูเป็นตัวอย่างนั่นเองครับ จากภาพ เผยแรงม้า ZX-25R จะเห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้าสูงสุดของ ZX-25R แบบท่อเดิมนั้นจะอยู่ที่ 42 แรงม้าที่ 15350 รอบ และแรงบิดอยู่ที่ 20.8 นิวตันเมตรที่ 12700 รอบ ซึ่งเป็นแรงม้าที่วัดที่ล้อ ไม่ใช่แรงม้าจากเพลาข้อเหวี่ยง เรียกว่าเยอะมากๆ สำหรับรถขนาด 250 ซีซี ถ้าเป็นแรงม้าเคลมมาจากโรงงานก็น่าจะทะลุ 45 แรงม้าแน่นอนครับ ส่วนโมเดลเรซซิ่งไลน์ที่ใส่ท่อ Akrapovic มาก็จะมีความแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้งแรงม้าและแรงบิด โดยแรงม้าจะอยู่ที่ 43.3 ที่ 15450 รอบ และ 21.5 นิวตันเมตรที่ 12500 รอบ นอกจากนี้ในภาพยังแสดงข้อมูลของน้ำหนักของท่อเดิมและท่อแต่ง รวมไปถึงความดังของท่อไอเสียอีกด้วย เรียกว่าท่อเดิมก็ลั่นพอตัว แต่ก็ผ่านกฎหมายในไทยได้สบายๆ ส่วนท่อแต่งนั้นลั่นเร้าใจ แต่ไม่รอดพี่ตำหนวดอย่างแน่นอนครับ ส่วนกราฟไดโนก็จะแสดงให้เห็นว่าช่วง 10000 รอบขึ้นไปนั้นจะมีกำลังแรงมากๆ เลยล่ะครับ งานนี้ก็ได้แต่รอว่า เมื่อไหร่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการสักที แล้วเมื่อไหร่จะมาขายในบ้านเราสักทีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet Dragster Limited Edition 2020 มาในมาดสีทองและดำสุดเท่ การพรีออเดอร์มอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ที่มีการคาดหวังกันเป็นอย่างมาก อาจจะทำให้คุณได้อะไรเจ๋งๆ แถมมาเป็นโบนัสก็เป็นได้ แต่จริงๆ แล้วคุณจะรู้ข้อมูลต่างๆ ล่วงหน้า ยกเว้นโมเดลสุดพิเศษคันนี้ที่มาพร้อมชุดสีที่ชวนให้คุณเสียเงินจองตั้งแต่คิวแรกๆ ตอนที่ Italjet ประกาศที่จะปรับปรุง Dragster ใหม่หมดสำหรับปี 2020 ทางค่ายเลือกที่จะไม่บอกใครเกี่ยวกับโมเดลพิเศษจำนวนจำกัด และรอจนกระทั่งเดือนมีนาคม 2020 พวกเขาถึงได้แจ้งกับลูกค้าที่ได้ทำการจองรถไว้ก่อนแล้วเกี่ยวกับโอกาสที่เขาจะเลือกว่าจะสั่งตามเดิมหรือเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นสีใหม่ ตอนแรกนั้นที่ทางค่ายเปิดให้พรีออเดอร์ Dragster คันใหม่ มันจะมีสองสีให้เลือกซึ่งตอนนี้ก็ยังมีให้เลือกคือ สีแดง-ขาว และสีเหลือง นอกจากนี้ยังมีสีส้มและสีเทา (ณ ตอนนั้น) แต่ต่อมามีคนตาดีสังเกตเห็นว่าทางค่ายได้แจ้งลูกค้าที่พรีออเดอรืไปว่ามีคนสั่งไปไม่มากพอ สองสีหลังเลยถูกยกเลิกไป ทว่าลูกค้าที่พรีออเดอร์ไปแล้วจะสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนไปเป็นชุดสีใหม่ได้ โดยชุดสีใหม่จะเป็นสีทองด้านและสีดำ อย่างทมี่คุณเห็นในรูป โดยจะมีพิเศษเพียง 499 คันเท่านั้น โดยจะนับรวมกับทั้งรุ่น 125 ซีซี และรุ่น 200 ซีซี ด้วย โดยสีพิเศษนี้จะไม่มีจำหน่ายอีกแล้วหลังจากหมด 499 คันแรก ข่าวดีคือที่ไหนที่ขาย Italjet Dragster ก็จะสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ ไม่ได้เป็นโมเดลพิเศษเฉพาะภูมิภาคแต่อย่างใด และจากการแจ้งของทางค่าย เราก็ได้ทราบว่าทั้งหมด 499 คันขายหมดแล้ ซึ่งเราไม่แปลกใจเลย ดังนั้นถ้าคุณพลาดไปและหวังว่าจะได้เป็นเจ้าของมันสักคันนึงนั่นหมายความว่าคุณจะต้องรอให้มันไปโผล่ขายเป็นรถมือสอง โดยเจ้า Dragster จะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าในช่วงเดือนกันยายนปี 2020 เรียกได้ว่าใครได้ไปก็ถือว่าโชคดีมากๆ ครับ ที่ได้สีพิเศษจำนวนจำกัดแบบนี้ครับ ส่วนบ้านเรานี่อาจจะไม่มีใครได้เป็นเจ้าของแน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hypermotard 950 RVE จี๊ดกว่าใครด้วยลวดลายกราฟิตี้ โมเดลใหม่นี้เป็นการอัพเกรดตัว Hypermotard ตัวสแตนดาร์ดให้ดีขึ้นด้วยการติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง และเพิ่มความเท่ไม่เหมือนใครด้วยลวดลายกราฟฟิกใหม่แบบกราฟิตี้ โดยโมเดลใหม่นี้จะเป็นโมเดลระดับกลางอยู่ระหว่างรุ่นเริ่มต้นและรุ่นท็อปอย่าง SP สนนราคาจะอยู่ที่ 11,750 ปอนด์ โดยจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ด และเพิ่มควิกชิฟเตอร์อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้น นอกเหนือจากควิกชิฟเตอร์แล้ว ก็จะมีชุดสีทำลายกราฟิตี้ด้วยแอร์บรัช และทำให้มีความเด่นด้วยล้อแบบทูโทน ครึ่งวงนึงดำและอีกครึ่งวงแดง และมีคำว่า “Hyper” ที่บริเวณถัง ซึ่งแหวกจากแนวทางชุดสีแบบเดิมๆ ของทางค่ายอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งชุดสีแบบนี้เดิมทีเคยเผยให้เห็นในงาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นชุดสีของรถคอนเซ็ปต์ไบค์ โดยคันนึงที่เหมือนกับโมเดลคอนเซ็ปต์ไบค์นี้จะถูกมอบให้เป็นรางวัลให้กับคนที่เข้าร่วมการแข่งขันเมื่อช่วงต้นปีกับทางค่าย ซึ่งเป็นชาวคาลิฟอร์เนียชื่อว่า Jose Carlos Sagarminaga แม้จะไม่เหมือนกับคอนเซ็ปต์ไบค์แบบทั้งหมด กลายมาเป็นรุ่น RVE รุ่นนี้ แต่มันก็มีลายเซ็นจากผู้ลงมือจัดการชุดสีนี้อย่าง Andrea Amato เครื่องยนต์ของ Hypermotard 950 RVE ยังคงเดิม ยังคงใช้ขุมพลังวีทวินขนาด 937 ซีซี ที่ให้แรงม้าที่ 112.4 แรงม้าที่ 9000 รอบและแรงบิดที่ 96.12 นิวตันเมตร ซึ่งแรงบิดกว่า 80% อยู่ที่รอบต่ำเพียง 3000 รอบ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเหมือนกันกับตัวสแตนดาร์ดครับ อาทิ แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อลอย ระบบเบรก Cornering ABS และอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

QJ SRK 600 เน็กเก็ตไบค์ที่น่าจะเป็น Benelli แต่ไม่ใช้ชื่อ Benelli ล่าสุดโมเดลที่หลายๆ คนอาจจะรอคอยมานานแสนนานอย่าง Benelli TNT 600i ก็ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วที่ประเทศจีน แต่ทว่ากลับไม่ได้ถูกติดตราแปะโลโก้ว่าเป็น Benelli แต่อย่างใด กลับถูกแปะป้ายตีตราว่าเป็น Zhejiang Qianjiang หรือ QJ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถในจีนที่เป็นเจ้าของ Benelli และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า QJ SRK 600 เราคาดกันว่าโมเดลที่เปิดตัวนี้น่าจะเป็น Benelli TNT600i 2020 ซึ่งจะเป็นชื่อที่ขายนอกประเทศจีน ซึ่งอันนี้เรายังไม่แน่ใจมากนัก แต่หากมองจากภายนอกแล้วก็ถือว่าการอัพเดตครั้งนี้มีเส้นสายที่ดูเฉียบคมมากขึ้น ดูมีความดุดันมากยิ่งขึ้น และมีการอัพเกรดเพิ่มเติมในหลายๆ จุดหากเจาะลึกลงไปครับ QJ SRK 600 มีสวิงอาร์มที่สั้นลง มีปลายท่อไอเสียใต้ตัวรถ มีโคมไฟหน้า ถังน้ำมัน และชิ้นช้างออกแบบใหม่ เพื่อให้ดูโมเดิร์นขึ้นกว่าโมเดลเก่า ลูกเล่นอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ หน้าจอเรือนไมล์สี ระบบคีย์เลส ระบบไฟ LED ทั้งระบบ และสวิตช์ควบคุมต่างๆ มีแบ็กไลท์มาให้ด้วย และทีเด็ดคือน้ำหนักเบากว่าโมเดลเก่าถึง 33 กก. QJ SRK 600 จะมีหลายรุ่นย่อยให้เลือก โดยตัวท็อปสุดจะมาพร้อมระบบเบรกจาก Brembo โช้ค Marzocchi ที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นโช้ค KYB ส่วนเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงซึ่งจูนให้มีกำลังมากขึ้นเป็น 80 แรงม้าที่ 11000 รอบและมีแรงบิดที่ 55 นิวตันเมตร หากเทียบกับโมเดลก่อน แรงม้าอาจจะไม่ต่างกันมากนัก เว้นแต่ว่าจะมาถึงในรอบที่ต่ำลง แต่ข่าวดีคือ แรงบิดมากขึ้น 4 นิวตันเมตรครับ ส่วนตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าจะจำหน่ายนอกประเทศจีนเมื่อไหร่ จะอยู่กับโรค COVID-19 นี้ไปอีกนานแค่ไหน สาวกเบเนลลี่ในไทยก็คงต้องติดตามลุ้นกันต่อไปก่อนนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Razorback 125 สแคลมเบลอร์ไซส์เล็กสายพันธุ์อังกฤษ Razorback 125 คันที่คุณเห็นอยู่นี้เป็นมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์อังกฤษที่ไม่ได้มาจากค่ายที่เรารู้จักกันดีอย่าง Triumph แต่มาจากค่ายรถที่ชื่อว่า Mutt motorcycle และคำว่า Mutt นั้นมีความหมายว่าสุนัขพันธุ์ทาง ซึ่งหลายๆ คนมักจะมองว่าพันธุ์ทางนั้นเป็นอะไรที่ดูน่ารังเกียจและไม่น่ารักเอาซะเลย แต่ก็มีหลายๆ คนมองว่าสุนัขพันธุ์ทางนั้นแข็งแรงและเลี้ยงง่าย ซึ่งดูเหมือนว่า Mutt Motorcycle ก็ดูเหมือนว่าจะถือกำเนิดขึ้นมาจากแนวคิดนี้ เพราะรถของพวกเขานั้นแม้จะมีแต่ขนาดเล็ก แต่ก็มีดีไซน์ที่ดูออกรสออกชาติดีทีเดียว เจ้าเรเซอร์แบ็กใช้เฟรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ของทางค่ายที่ชื่อว่า Monoshock มีการใช้ช่วงล่างแบบโมเดิร์นหรือแบบสมัยใหม่ แต่ยังคงภาพลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์แบบวินเทจของทางค่ายเอาไว้ มีเบาะนั่งสูง 879 ม.ม. อาจจะดูสูงสำหรับคนไทย แต่มีข้อดีคือช่วยให้มีทัศนวิสัยที่ดี โดยเฉพาะเวลาขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น และยังช่วยให้รถขนาด 125 คันนี้ดูเป็นเหมือนกับบิ๊กไบค์ ถังน้ำมันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุค 70 ที่มาพร้อมกับเส้นสายของถังที่ดูสวยงามและสีสันที่ดูเรียบง่าย ไฟหน้าทรงกลม บังโคลนตัดสั้น แผงข้างเจาะรู และเบาะนั่งทรงตอนเดียว เรียกว่าทุกชิ้นของมันดูเหมือนเป็นรถที่คัสตอมขึ้นมาเป็นพิเศษและให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปหารถในยุคเก่าๆ ยังมีรายละเอียดเล็กๆ เสริมเข้าไปอีก อาทิ เรือนไมล์ขนาดเล็ก ไฟเลี้ยวแบบ LED และปลอกแฮนด์ลายข้าวหลามตัดช่วยเสริมให้รถดูมีอะไรๆ มากยิ่งขึ้น และไม่ใช่แค่ความหล่อหรือความสวยงามแบบที่เอาไว้จอดโชว์เฉยๆ แต่มันขี่ได้จริงๆ มันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 125 ซีซี 4 จังหวะทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์ 5 สปีด ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 12 แรงม้า และแรงบิดที่ 9.49 นิวตันเมตร และทำท็อปสปีดสูงสุดได้ที่ 112 กม./ชม. โดยใช้ระบบหัวฉีดไฟฟ้าและท่อไอเสียสเตนเลสสตีลแบบเดินท่อต่ำกว่าตัวท้องเครื่องซึ่งออกแบบมาผ่านมาตรฐานไอเสียแบบบ Euro4 ช่วงล่างของรถนั้นเลือกใช้สเป็กที่เหมาะกับสแครมเบลอร์ที่จะค่อนไปทางลุยๆ โดยเลือกใช้ล้อซี่ลวดขนาด 18 นิ้ว สวิงอาร์มอลูมิเนียมที่นอกจากจะแข็งแรงแล้วก็จะยังมีน้ำหนักเบา ด้านหน้าใช้โช้คอัพแบบหัวกลับ ส่วนด้านก็จะเป็นโช้คเดี่ยว โดยให้ระยะยุบที่เหมาะกับการขับขี่แบบลุยๆ น้ำหนักตัวรถนั้นอยู่ที่ราวๆ 100 กก.เท่านั้น ซึ่งถือว่าเบามากๆ ด้านล่างยังมีการ์ดอลูมิเนียมบริเวณใต้ท้องเครื่องเพื่อป้องกันเครื่องยนต์เวลาลุยทางฝุ่นอีกด้วยครับ ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งจองกัยผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ได้ โดยสนนราคาอยู่ที่ 136,000 บาท (ราคาโดยประมาณ) และยังมาพร้อมประกัน 2 ปี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Imperiale 400 เปิดราคาไทยพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว Benelli เอาใจสายวินเทจในลุคสุดคลาสสิกด้วยการเปิดตัว Benelli Imperiale 400 และเผยราคาแนะนำแบบเร้าๆ ที่ 139,900 บาทเท่านั้น มันคือคลาสสิคไบค์ที่เดินทางข้ามกาลเวลามาจากยุค 50 คงไว้ซึ่งความคลาสสิคอย่างเต็มที่ เสริมด้วยเทคโนโลยีในแบบของสมัยใหม่อย่างลงตัว ในพิกัดใหม่ 400 ซีซี มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดียว 4 จังหวะ แบบ SOHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังสูงสุด 21 แรงม้าที่ 5500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 29 นิวตันเมตร ที่ 4500 รอบต่อนาทีจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ระบบคลัตช์แบบเปียก และเกียร์ 5 สปีด เจ้า Imperiale ให้อารมณ์วินเทจด้วยไฟหน้าเดี่ยวและไฟเลี้ยวทรงกลม เรือนไมล์ทรงกลมคู่ผสานการทำงานแบบอนาล็อกและดิจิตอลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมไฟบอกเกียร์ ช่วงล่างเลือกใช้ล้อหน้าแบบซี่ลวดขนาด 19 นิ้ว ขนาดยาง 100/80-19 ล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ขนาดยาง 130/80-18 นั่งสบายทุกการเดินทางกับตำแหน่งท่านั่งที่ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ ตัวรถมีการใส่ฟังก์ชั่นสมัยใหม่ลงไป อาทิ ระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS นอกจากนี้ยังสร้างความพิเศษกับการร่วมฉลองครบรอบ 109 ปี (Benelli 109th Aniversary Edition) ด้วยเพลทนัมเบอร์ที่บ่งบอกว่าคุณคือ 1 ใน 109 คัน ทั้งนี้ตัวรถจะมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีพิเศษ (Special Color) คือสีครีม-ดำ(Cream-Black) และสีมาตรฐาน (Standard Color) อย่าง สีดำ( Black) และสีเงิน-ดำ (Silver-Black) ในราคาแนะนำเพียง 139,900 บาท อ่านรายละเอียดและสเปกเพิ่มเติมได้ที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Intruder 2020 ครูเซอร์ไซส์เล็กจาก Suzuki เปิดตัวที่อินเดีย Suzuki Intruder 2020 คือครูเซอร์ไบค์ที่มีจุดเด่นที่ราคาขายเป็นสิ่งล่อตาล่อใจมากที่สุด และเปิดตัววางจำหน่ายที่ประเทศอินเดีย เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสนใจรถ Suzuki มากขึ้น โดย Suzuki India ได้ทำการปรับปรุงและอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อให้รถสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ของอินเดียหรือ BS6 ได้ ก่อนหน้านี้ไม่นาน Suzuki Gixxer ที่มีเครื่องยนต์ผ่านตามมาตรฐานไอเสียใหม่ของอินเดีย BS6 ก็เพิ่งจะเปิดตัวในตลาดอินเดียไป โดยมีจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เร้าใจ จนกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับตลาดรถสปอร์ตในอินเดีย โดยเจ้าครูเซอร์คันนี้ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 155 ซีซี แบบระบาบความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลังแรงม้าใกล้เคียงกันกับ Gixxer ที่ 13.4 แรงม้าที่ 8000 รอบ และมีแรงบิดสูงถึง 13.8 นิวตันเมตรที่ 6000 รอบ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้า ขับเคลื่อนกำลังผ่านระบบเกียร์ 5 สปีด โดยมีคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันก็คือ Bajaj Street 160 ที่เคลมมาว่ามีแรงม้า 15 แรงม้า ทั้งนี้ Suzuki อินเดียเผยว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้ได้รับการคาลิเบรตและปรับปรุงเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี เสถียร และผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ เรียกได้ว่าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารุ่นเก่าถึง 30% เลยทีเดียว ตัว Intruder นี้ใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังเดี่ยว ระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและหลัง ล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งหน้าและหลัง ระบบไฟส่องสว่างทั้งไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยวปรับมาใช้ LED แล้ว ส่วนหน้าจอเรือนไมล์ยังเป็นเรือนไมล์โมโนโครมอยู่ น้ำหนักตัวนั้นอยู่ที่ 152 กก. ความสูงเบาะที่ 740 มม. ซึ่งเหมาะกับตลาดอาเซียนบ้านเรา โดยสนนราคาอยู่ที่ 120,000 รูปีหรือประมาณ 50,000 บาท (ราคาคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ยังไม่รวมเรื่องภาษีต่างๆ) ซึ่งถือว่าถูกมากๆ สำหรับรถครูเซอร์พิกัดนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S300 เปิดตัวที่จีนในชื่อว่า Haojue DR300 Suzuki ได้เปิดตัวเน็กเก็ตรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดรถในอาเซียนไปไม่นานนี้ ซึ่งก็คือ GSX-S300 ที่ใช้ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 298 ซีซี และมีสไตล์ที่โดดเด่นตามแบบของเน็กเก็ตไบค์ของทางค่ายซูซูกิ ทว่าการเปิดตัวในครั้งนี้เป็นการเปิดตัวในตลาดจีนและเป็นการเปิดตัวภายใต้ชื่ออื่น ซึ่งชื่อในตลาดจีนมีชื่อว่า Haojue DR300 เดิมทีมีการแสดงโชว์รถโมเดลนี้ครั้งแรกในงาน Chingqin Mobo Fair เมื่อปี 2018 โดยเจ้า Haojue DR300 มีเส้นสายที่ดุดัน มาดของสตรีทไฟเตอร์ และเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่ อาทิ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ถังน้ำมันก็มีเส้นสายที่ดูโฉบเฉี่ยว แฮนด์จับโช้คแบบยกขึ้นมาให้สูงเพิ่มความเป็นสปอร์ต แต่ก็ไม่ทำให้คุณต้องก้มมากจนเกินไป เรือนไมล์ดิจิตอลก็ดูสะอาดตาไม่รก นอกจากนี้โช้คหน้าก็ให้เป็นโช้คหัวกลับมาเลยซึ่งน่าจะถูกใจแฟนๆ จากของที่ให้มา ทำให้รถดูดีพรีเมียมมากขึ้น และโช้คหน้าก็หนึบขึ้นด้วย สิ่งนึงที่น่าสนใจมากของโมเดลนี้คือเครื่องยนต์ 2 สูบ 298 ซีซี ซึ่งแตกต่างไปจากปกติของทาง Suzuki ที่ปกติเครื่องยนต์ขนาดเล็กจะเป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว ดังนั้นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบเครื่องนี้จะต้องให้กำลังที่สมู้ทดีและเสียงที่เร้าใจกว่าที่เคยอย่างแน่นอน Haojue DR300 นั้นมีแรงม้าที่ 30 แรงม้าและแรงบิดที่ 27.8 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด ซึ่งเคลมมาว่าประหยัดน้ำมัน 32.8 กม.ต่อลิตร ทั้งนี้ราคายังไม่เปิดเผย ส่วนบ้านเราก็คงต้องลุ้นกันไปยาวๆ ครับผมว่าจะเข้ามาบ้านเรามั้ยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ST Papio มินิไบค์สุดเฉี่ยวจาก CFMoto ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถนนไฮเวย์หรือทางหลวงกระจายตัวไปทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศเป็นอย่างดี มอเตอร์ไซค์เล็กๆ นั้นกลายเป็นเหมือนรถที่มีความนิชมากๆ หรือเรียกว่าได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเล็กๆ แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีแต่ถนนขนาดเล็กเต็มไปด้วยรถติด รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กพวกนี้กลับเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มันให้ความคล่องตัวและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาก และโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการจะย่นเวลาที่จะต้องเสียเวลาไปจากรถติด และล่าสุด CFMoto ได้ทำการเปิดตัว ST Papio หลังจากประสบความสำเร็จค่อนข้างดีกับโมเดลในตระกูล NK ของทางค่าย ตามสเปกที่มีระบุมานั้น เจ้า ST Papio มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กับรถในคลาสเดียวกัน แต่ก็มีจุดเด่นที่ใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch และมีดีไซน์ที่สุดเฉี่ยว โดดเด่นไม่น้อยหน้าใคร หากใครตามกันดีๆ ก็จะรู้ว่ารถแดนมังกรค่ายนี้เขาใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันกับ KTM หรือก็คือ Kiska Design ทำให้มีความคล้ายคลึงกับ KTM อยาบ้าไงม่มากก็น้อย และ CFMoto ยังรับผลิต KTM ในบางโมเดล แบบผลิตจำนวนมากเพื่อป้อนตลาดเอเชียบ้านเราอีกด้วยครับ อย่างที่บอกไปว่าใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันดังนั้นหน้าตามันจึงไปละม้ายกับ KTM Duke ร่างเล็กยังไงยังงั้น ด้วยสไตล์ของเน็กเก็ตไซส์มินิแบบนี้จึงช่วยให้คุณซอกแซกไปตามที่ต่างๆ ในเมืองได้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 126 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ช่วยให้รถมีแรงม้าที่ 9.4 แรงม้า ทำให้มันกำลังมากพอที่จะใช้งาน ระบบเกียร์ 6 สปีดช่วยให้มันค่อนข้างจะเหนือกว่าค่ายอื่นๆ ในจุดนี้ น้ำหนักรถที่เบาและท่านั่งที่ค่อนข้างสบายช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ และง่ายสำหรับมือใหม่ และช่วยได้มากเวลาเจอกับที่จอดรถแคบๆ ส่วนที่ดีที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นราคาเพราะสนนราคาที่เปิดตัวจำหน่ายที่ฟิลิปปินส์นั้นอยู่ที่ 78,000 เปโซหรือราวๆ 49,300 บาทเท่านั้น (ราคาเป็นเพียงการคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก