Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ตำรวจอินเดีย

ตำรวจอินเดีย เมือง South Delhi ตั้งสายตรวจมอเตอร์ไซค์รับมือ COVID-19 ตำรวจอินเดีย ในเมือง South Delhi ได้พยายามที่จะกระชับพื้นที่ ระแวดระวัง กวดขันไปจนถึงจับผู้ที่ฝ่าฝืนในช่วงที่อินเดียได้ประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศเป็นเวลา 21 วัน ด้วยการจัดตั้งหน่วยพิเศษ COVID_PATROL ซึ่งเป็นหน่วยสายตรวจมอเตอร์ไซค์จำนวน 40 คันขึ้นมา เพื่อตรวจตราในเขตเมือง ขณะที่ทั้งประเทศกำลังอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ 21 วันและมีการปิดกั้นเขตพรมแดนเพื่อจำกัดการเดินทาง แต่ก็ยังมีผู้ละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว โดยไม่สนใจสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นการทำผิดกฎหมาย (และเห็นแก่ตัวด้วย) ตำรวจอินเดีย ในเมืองนี้จึงได้จัดตั้งหน่วยดังกล่าวขึ้นมา โดยหน่วยนี้มีข้อดีคือสามารถเข้าถึงพื้นที่ๆ รถตำรวจซึ่งเป็นรถยนต์นั้นเข้าไม่ถึง ซึ่งเป้าหมายหลักของของการตั้งหน่วยนี้คือการทำให้แน่ใจว่าประชาชนในพื้นที่จะทำตามมาตรฐานการล็อกดาวน์ในช่วงนี้ ทั้งยังช่วยในการเตือนและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่า หน่วยเฉพาะกิจนี้ประกอบไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ที่ถูกทำสีเป็นสีเหลืองสดจำนวน 40 คัน พร้อมมีสติ๊กเกอร์ # COVID_PATROL บนถังน้ำมันและตรงตำแหน่งอื่นๆ โดยจะมีรถหลากหลายรุ่นตั้งแต่ Honda CB Shine, TVS Apache RTR 160 และ Bajaj Pulsar 150 เรียกว่าไม่จำกัดค่าย ไม่ล็อกสเป็ก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Vyrus Alyen

Vyrus Alyen เนี่ยถึงคำแรกจะออกเสียงว่าไวรัส แต่นี่ไม่ใช่ไวรัสใหม่อะไรนะครับ นี่คือมอเตอร์ไซค์ อย่าเพิ่งไปคิดว่าเป็นไวรัสโคโรน่า หรือ Covid-19 สายพันธ์ใหม่ไปซะก่อน ซึ่งวันนี้เราก็เอามาให้ชมกัน ซึ่งเป็นรถที่มีดีไซน์ล้ำสุดๆ อย่างกับยานอวกาศกันเลยทีเดียว เจ้า Alyen คันนี้เนี่ยเป็นผลงานการสร้างคันล่าสุดจากสำนักรถอิตาเลียนชื่อว่า Vyrus ใครเป็นสายลึก ตามกันมานานน่าจะพอได้ยินชื่อนี้มาบ้าง เราเองก็เคยนำเสนอมาบ้างแล้ว ครั้งนี้สำนักนี้นำเอาเครื่องยนต์ Superquadro หรือเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1,285 ซีซี ของ Ducati มาวางบนแชสซีแบบฮับเซ็นเตอร์สเตียริง (แบบที่ Bimota ใช้) แล้วก็ดีไซน์ตัวบอดี้รถซะใหม่หมด ในแบบที่ไม่เหมือนใครในท้องตลาดเลยก็ว่าได้ เจ้านี่ถือว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Bimota TesiH2 เลยก็ว่าได้ โดยเจ้านี่เป็นสปอร์ตไบค์ที่ให้แรงม้ามากถึง 202 แรงม้า แต่หากมองจริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นนักนะผมว่า น่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ที่แตกต่างซะมากกว่าที่เป็นเหตุผลในการซื้อเจ้าคันนี้ ลองดูที่ท่อไอเสียกันก่อน มันเหมือนกับ Vyrus 982 M2 ที่วิวัฒนาการเพิ่มเติมขึ้นมา และเจ้านี่ยังมีไฟหน้าที่โดดเด่นเข้าคู่กับการ์ดแฮนด์ซึ่งมีไฟเลี้ยวในตัว ตัวแฟริ่งหรือบอดี้เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ล้อเป็นฟอร์จคาร์บอนรุ่น Bullet จาก Rotobox เฟรมแบบดับเบิลโอเมกาทำจากแม็กนีเซียม ส่วนพลังในการเบรกนั้นมาจากคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 ส่วนระบบกันสะเทือนก็แน่นอนว่าจะเป็น Ohlins เพื่อการันตี ความแน่นอน ส่วนราคานั้น เรายังไม่ทราบ สเปก Vyrus Alyen เครื่องยนต์ 2 สูบแบบวีทวินแบบ 90 องศา 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1285 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 116.0 X 70.8 มม. อัตราส่วนการอัด 11.3:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัตช์เปียก ยาว X กว้าง X สูง NA ขนาดยางหน้า 120/70 ZR 17, Pirelli Diablo Supercorsa SP ขนาดยางหลัง 200/60 ZR17, Pirelli Diablo Supercorsa SP ระบบกันสะเทือนหน้า Push Rod Twin Pivot Vyrus ระบบกันสะเทือนหลัง Push Rod Twin Pivot Vyrus เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่และคาลิเปอร์เบรก Brembo GP4 เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะฐานล้อ 1575 มม. ความสูงเบาะ NA น้ำหนักรถ NA ความจุถังน้ำมัน 11 ลิตร ราคา NA   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

BMW R 18

BMW R 18 ครูเซอร์สุดคลาสสิคเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว R 18 ใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบที่พัฒนาขึ้นใหม่ชื่อว่า Big Boxer ซึ่งน่าประทับใจทั้งในเรื่องของหน้าตาและเทคโนโลยีที่สะท้อนให้เห็นถึงเครื่องยนต์บ็อกเซอร์แบบดั้งเดิมแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่ยังคงถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร มาตั้งแต่ปี BMW Motorrad เริ่มต้นการผลิตในปี 1923 เลย เครื่องนี้มีขนาดความจุ 1802 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 91 แรงม้าที่ 4750 รอบ และในช่วงรอบตั้งแต่ 2000 ถึง 4000 รอบก็ให้แรงบิดสูงกว่า 150 นิวตันเมตรแล้ว นอกจากนี้ยังให้สุ้มเสียงที่ทรงพลังอีกด้วย แชสซีเฟรมท่อแบบดับเบิลลูพและสวิงอาร์มกับระบบขับเพลา   เฟรมท่อแบบดับเบิลลูพเป็นการออกแบบที่เป็นดีไซน์อมตะของทางค่าย และด้วยการผลิตที่เน้นคุณภาพและรายละเอียดให้แนบเนียน บวกกับสวิงอาร์มท้ายและระบบขับเพลาแบบปิดเหมือนอย่าง R 5 ที่เป็นตำนาน สร้างเป็นสไตล์ที่คลาสสิคยิ่งขึ้น ช่วงล่างใช้โช้คเทเลสโคปิกพร้อมครอบโช้ค ระบบกันสะเทือนแบบสตรัทคานยื่น ล้อซี่และดิสก์เบรก โมเดลใหม่นี้จะไม่มีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า แต่จะมีโช้คหน้าแบบดั้งเดิมคือแบบเทเลสโคปิด และสตรัทที่ยึดเข้ากับศูนย์กลางตัวรถที่มีค่าแดมปิ้งสัมพันธ์กับระยะยุบและสปริงพรีโหลดปรับได้ การันตีการควบคุมที่ดีและนุ่มสบาย โดยจะมีไซน์คล้ายคลึงกับ R 5 ด้านหน้าโช้คใหญ่ถึง 49 มม. และมีระยะยุบที่ 120 มม. ขณะที่ด้านหลังมีระยะยุบที่ 90 มม. ส่วนของระบบเบรกนั้นใช้ดิสก์หน้าคู่และดิสก์หลังเดี่ยวซึ่งทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนล้อเป็นล้อแบบซี่เน้นในด้านสไตล์ที่เป็นสุดยอด   ออกแบบตามหลักสรีระและเพื่อการควบคุมที่ดี R 18 มีท่านั่งหลังตรง มีพักเท้ากลางตัวรถแบบคลาสสิค ช่วยให้ได้ท่านั่งที่ผ่อนคลายและควบคุมรถได้ดี   โหมดขับขี่ 3 โหมด ระบบควบคุมสมดุลอัตโนมัติ เกียร์ถอยและระบบช่วยออกตัวบนเนินเป็นอ็อปชั่น ตัวรถมีโหมดขับขี่ 3 โหมดได้แก่ Rain, Roll และ Rock เพื่อปรับให้เข้ากับการขับขี่ของแต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมสมดุลอัตโนมัติ ASC ปิดเปิดได้ ระบบ MSR ที่ช่วยควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ ระบบช่วยถอยหลังและระบบช่วยออกตัวบนเนินเป็นอ็อปชั่น   สไตล์โดดเด่นเน้นโชว์เฟรม เทคโนโลยีและวัสดุแบบดั้งเดิม ตัวรถนั้นมีการเปิดเผยให้เห็นเฟรมพิเศษนี้อย่างชัดเจนทั้งคัน ขับเน้นตัวถังน้ำมันทรงหยดน้ำ โชว์เทคโนโลยีขับเพลา และดีไซน์คลาสสิคจากลายเพนต์แถบสีขาว ตัวบอดี้ของรถยังเลือกใช้โลหะแทนพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งโลหะนั้นเป็นวัสดุแบบรถคลาสสิคแบบดั้งเดิม ช่วยขับเน้นสไตล์มากยิ่งขึ้น   R 18 First Edition นอกจากนี้ยังมีโมเดลพิเศษที่มาพร้อมลวดลายเพนต์และชิ้นส่วนโครเมี่ยมต่างๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

5 ไฮไลต์เด่น All New Africa Twin 1100

5 ไฮไลต์เด่น All New Africa Twin 1100   บทความนี้ได้รวบรวมเอา 5 ไฮไลต์เด่น ของสุดยอดบิ๊กไบค์สายลุยระดับตำนาน All New Africa Twin 1100 ที่ส่งผลให้ทะยานคว้าอันดับที่ 1 ในกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ ตามรายงานเว็บไซต์สองล้อชั้นนำจากอังกฤษอย่าง visordown.com มาไว้ที่นี่แล้ว   1.ขับขี่สนุกกับโหมดการขับขี่และสารพัดลูกเล่น ตัว Africa Twin 1100 มีโหมดการขับขี่ถึง 6 รูปแบบ ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกสนุกเต็มที่ และยังมีระบบ HSTC ป้องกันรถลื่นไถลขณะขับขี่ แฮนด์ปรับอุณหภูมิได้หรือ Heated Grips* หรืออุ่นมือ ไม่ว่าสภาพอากาศไหนก็พร้อมลุย พร้อมครูซคอนโทรล Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ   2.หน้าจออัจฉริยะสัมผัสได้ นับเป็นครั้งแรกของรถจักรยานยนต์ฮอนด้ากับหน้าจอสัมผัส TFT Touchscreen สีขนาด 6.5 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay และการเชื่อมต่อบลูทูธ แสดงข้อมูลการขับขี่ เช่น แผนที่ มาตรวัดความเร็วดิจิทัล และมาตรวัดมัลติฟังก์ชั่นอีกมากมาย 3.จัดจ้านด้วยขุมพลังใหม่ 1,100 ซีซี เครื่องยนต์อัพไซส์สู่ 1,100 ซีซี แบบสองสูบขนาน เพิ่มกำลังแรงขึ้น แต่น้ำหนักเบาลง ทำให้ขับขี่สนุกขึ้น สมรรถนะดีเยี่ยมทั้งออนและออฟโร้ด สามารถตอบสนองการผจญภัยหรือเดินทางไกลได้อย่างไร้ขอบเขต   4.อัดแน่นเทคโนโลยีรอบคัน เทคโนโลยีการขับขี่จัดว่าเหนือชั้นด้วยระบบเบรก Cornering ABS เพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเข้าโค้ง พร้อมด้วย Cornering Light ที่ปรับแสงได้ตามองศาการเข้าโค้ง แถมยังเพิ่มความมั่นใจด้วย DCT Cornering Detection* ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะที่ทำให้การเข้าโค้งสมูท เรียบเนียน ส่วนยางเป็นแบบไม่ใช่ยางใน Tubeless* ที่น้ำหนักเบา เมื่อเกิดความเสียหายเล็กน้อยระหว่างทางสามารถซ่อมได้ง่าย   5.ช่วงล่างอย่างล้ำ ระบบกันสะเทือนใหม่ ครั้งแรกของ Honda กับโช้คอัพหน้าไฟฟ้า* จาก SHOWA ปรับเปลี่ยนง่ายเหมาะกับทุกสภาพถนน รองรับการขับขี่ด้วยความเร็ว บุกตะลุยบนเส้นทางโหดได้อย่างมั่นใจ หมายเหตุ* เฉพาะรุ่น Adventure Sports ไบค์เกอร์สายลุย สายแอดเวนเจอร์ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ All New Honda Africa Twin CRF1100L ได้ที่ เว็บไซต์ www.hondabigbike.com เฟซบุ๊ก www.fb.com/hondabigbikeTH อินสตราแกรม : hondabigbike อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki-250-Patent

Suzuki ยื่นจดสิทธิบัตรเครื่องยนต์ 250 ซีซีเครื่องใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ขนาด 250 ซีซีของ Suzuki คือคำตอบของการแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐาน Euro5 และสามารถจะมาเป็นเครื่องที่ใช้ในโมเดลใหม่ๆ ที่จะวางขายในอนาคต หลัง Euro5 บังคับใช้ เช่น GSX250R และ V-Strom 250 เครื่องยนต์ใหม่นี้น่าจะมาใช้ในรถอย่าง GSX250R และ V-Strom 250 รวมไปถึงโมเดลใหม่ๆ ในอนาคตของ Suzuki ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ นอกยุโรปก็อาจจะเป็น Gixxer 250 SF ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ Gixxer 250 และ GW250 Inazuma เพื่อให้ยังขายต่อไปได้ในสภาวะที่ทั่วโลกต่างมีเป้าหมายในการลดเรื่องมลภาวะ เพื่อที่จะช่วยผ่านข้อกำหนดเกี่ยวกับมลภาวะ เครื่องยนต์ใหม่จะต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยาคู่ติดตั้งอยู่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์มีตัวเร่งปฏิกิริยาแบบกระป๋องขนาดเล็กด้านหน้าของเครื่องยนต์ ซึ่งการติดตั้งแบบนี้กลายเป็นทางออกพื้นฐานสำหรับการทำให้ไอเสียนั้นสะอาดขึ้น ซึ่งค่ายอื่นๆ ก็ใช้วิธีแบบเดียวกันนี้ โดยระบบไอเสียใหม่นี้จะมีแลมป์ดาเซนเซอร์ 2 ตัว 1 ตัวที่ด้านบนและ 1 ตัวที่ด้านใต้ตัวเร่งหรือแคตฯที่ด้านหน้า มันไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ที่ใส่อะไรเพิ่มเติมเข้าไปมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ตัวปัจจุบัน ซึ่งเครื่องยนต์ปัจจุบันนี้มีแรงม้าอยู่ที่ราวๆ 26 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และ 22.6 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ขึ้นอยู่กับรถและการปรับจูน โดยเจ้าเครื่องยนต์ใหม่นี้มีความเป็นไปได้ว่าจะยังคงตัวเลขกำลังต่างๆ ไว้ที่ประมาณเดิม ไม่มีทางจะเพิ่มขึ้นแน่ เพราะคิดว่า Suzuki จะหันไปเน้นเรื่องการพัฒนาโมเดลใหม่ๆ มากกว่า อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson ซุ่มทำรถใหม่ น่าจะสวยจนต้องร้องว้าว

Harley-Davidson ซุ่มทำรถใหม่ น่าจะสวยจนต้องร้องว้าว ขณะที่ยอดขายกำลังลดลง จนซีอีโอคนนึงเด้งจากเก้าอี้มา แม้จะมีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เป็นเหมือนเรือธงของทางค่ายออกมาตามกระแสโลก แต่ก็แพงซะเหลือเกิน จนไม่อาจจะช่วยเรื่องยอดขายได้ จนทาง Harley-Davidson ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติที่อาจจะมีผลถึงการคงอยู่ของแบรนด์ได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ดีในเอกสารสำหรับนักลงทุนเผยให้เห็นว่าทางค่ายกำลังซุ่มทำโมเดลใหม่ 2 โมเดลซึ่งก็อาจจะช่วยนำพาให้บริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นก็เป็นได้ สำหรับเจ้า Livewire รถไฟฟ้าคันแรกของทางค่าย มันยังมีปัญหาในเรื่องของราคาอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับเรานั้นเรายังคิดว่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านั้นยังมีข้อเสียเปรียบมอเตอร์ไซค์ปกติทั่วไปอยู่หลายจุดเกินไป และถ้าจะโน้มน้าวให้ผมสนใจได้จริงๆ ก็คงจะต้องปรับปรุงในอีกหลายๆ เรื่อง ซึ่งจากเอกสารที่มีออกมานั้นสื่อว่า Harley-Davidson ยังไม่ทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างที่มีทั้งหลายไปลงกับเจ้า Livewire จนหมดซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะว่าจะได้ยังมีคนและทรัพยากรอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ไปพัฒนาโมเดลอื่นๆ เพื่อหาทางรอดต่อไป เอกสารสำหรับผู้ลงทุนจากเมื่อปีที่แล้วแสดงให้เห็นถึงรถใหม่ 2 โมเดลกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งเราไม่เคยได้รับรู้กันมาก่อน ซึ่งในนั้นระบุว่าจะมีคาเฟ่เรซเซอร์ไบค์ในชุดสีดำและทอง กับแฟล็ตแทร็กไบค์สีน้ำเงิน ที่รู้สีได้เพราะว่ามีรูปอยู่ในนั้นด้วย แต่ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะไม่มีระบุในเอกสาร แต่คาดกันว่ารถสองคันนี้รถสองคันนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และไม่มีข้อมูลอีกเลยจนกระทั่ง Harley เปิดตัว Pan America ที่เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์และ Bronx ที่เป็นสตรีทไฟเตอร์ ในเวลาต่อมา ซึ่งทั้ง 4 โมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์ Revolution Max ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด ได้แก่ 975 ซีซีหรือ 1250 ซีซี แล้วสองโมเดลนี้จะสามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์ของ Harley ได้หรือไม่ เราต้องมาดูกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Katana

Katana กับสีใหม่ที่ Suzuki จัดให้แบบงามๆ Katana เน็กเก็ตไบค์ระดับตำนานของค่ายรถจากเมืองฮามามัตซึ ได้รับการปรับสีสันใหม่รับปีใหม่ ผ่านการเปิดตัวแบบจำลองผ่านการ Suzuki Motorcycle Show แบบออนไลน์ที่ทางญี่ปุ่นจัดขึ้น อันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ของเจ้าโรคโควิด-19 โดยสีใหม่ของ Katana จะมีด้วยกันสองสีคือ สีแดงเบอร์กันดี้จับคู่กับวงล้อสีแดง ตัดความแดงด้วยสีทองจากกระบอกโช้คหน้าและแฮนด์บาร์ อีกสีก็จะเป็นสีดำด้านล้อทอง และเลือกใช้แฮนด์บาร์สีทองกับกระบอกโช้คหน้าสีทองเช่นเดียวกัน สวยแค่ไหนไปชมกันครับว่าเป็นยังไงกันบ้าง สีแดง สีดำด้าน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Ninja ZX-25R Racer

Ninja ZX-25R Racer Custom โมเดลคัสตอมที่ค่ายเขียวจัดเอง ล่าสุดทาง Kawasaki Motor ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการสร้าง Kawasaki Ninja ZX-25R Racer ขึ้นมา โดยใช้รถที่จะวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ซึ่งเจ้านี่จัดเป็นโมเดลในตระกูลซูเปอร์สปอร์ต หรือ Ninja ZX ของทาง Kawasaki โดยใช้ขุมพลังเป็นเครื่องสี่สูบเรียงพิกัด 250 ซีซีที่ให้สมรรถนะสูง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของรถสนุกได้ทั้งบนท้องถนนและในสนาม ส่วนโมเดลตัวแข่งคันนี้จะยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นไปได้ว่าสูงแค่ไหน และจะสามารถยกระดับความเร้าใจได้มากแค่ไหน โดยของที่แต่งเพิ่มเข้าไปมีดังนี้ แฟริ่งหน้า: A-TECH BLACK DIAMOND Racing แฟริ่งท้าย: A-TECH BLACK DIAMOND Racing กันรอยถัง: A-TECH BLACK DIAMOND Racing ท่อไอเสีย: BEET NASSERT-R Evolution Type II (Race Prototype) ยาง: DUNLOP SPORTMAX α-13SP โซ่: RK BL520R-XW สเตอร์: RK (เป็นของติดรถแต่มีการเพนท์สีเพิ่มเข้าไป) โช้คหน้า: SHOWA (Ninja ZX-25R ของติดรถ มีการเคลือบด้านในใหม่) โช้คหลัง: SHOWA (Ninja ZX-10R part) (Reference Part) เกียร์โยง: SNIPER ก้านเบรก: SNIPER แบบก้านพับ ปรับได้ ก้านคลัทช์: SNIPER แบบก้านพับ ปรับได้ การ์ดเบรก: SNIPER คาร์บอนไฟเบอร์ **หมายเหตุ โมเดลนี้ไม่มีวางจำหน่ายและจะไม่ใช่โมเดลที่นำไปใช้ในการแข่ง นอกจากนี้แล้วทาง Kawasaki ยังวางแผนที่จะจัดการแข่งขันแบบ One-make race ให้กับ Ninja ZX-25R คันนี้อีกด้วย โดยวางไว้จะเป็นปี 2021 ซึ่งจะเป็นงานที่ออกแบบมาเพื่อให้นักบิดที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้างและนักบิดที่ไม่เคยขี่แบบเรซซิ่งมาก่อนเลยได้มาสนุกกัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไม่ใช่แค่แรง

ไม่ใช่แค่แรง แต่หล่อด้วย หลัง Honda CBR1000RR-R FIREBLADE ได้รางวัล Red Dot Award แหม่ เรียกว่ามีข่าวออกมายั่วยวนไบค์เกอร์สายสปอร์ตมาโดยตลอดกับ Honda CBR1000RR-R FIREBLADE นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในงานโชว์ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เป็นที่สงสัยใคร่รู้โดยเฉพาะในเรื่องของความแรง และเทคโนโลยีล้ำๆ ต่าง ซึ่งก็ค่อยๆ มีภาพมีคลิปการทดสอบต่างๆ มายืนยันความแรงกันไปแล้ว และล่าสุดกับข่าวที่มาเป็นตัวการันตีเรื่องของความหล่อ หรือเรื่องของการออกแบบ การดีไซน์ กับการได้รับรางวัล Red Dot Award นั่นเอง นี่คือโมเดลตัวท็อปสุดของตระกูล CBR ที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวคิด “Total Control” สำหรับรถที่เหมาะกับการขี่สนามคันนี้ที่จะมาแสดงสมรรถนะในสนามแข่ง เครื่องยนต์ทำงานร่วมกันกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ในรถ RC213V ที่เป็นรถแข่ง MotoGP ซึ่งคว้าแชมป์โลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าเครื่องยนต์ตัวนี้ยังสามารถทำสถิติรีดแรงม้าออกมาได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรถ CBR อีกด้วย เป็นโมเดลที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่มาพร้อมกับเฟรมน้ำหนักเบาและปรับแต่งมาเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเสถียรระหว่างการเร่งความเร็วและการเบรก เมื่อรวมกันกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยก็จะช่วยเสริมการขับขี่สไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี นอกจากจะไม่ละทิ้งเรื่องความแรงแล้ว ตัวรถยังได้รับรางวัลเนื่องจากความสวยงามและการใช้งานได้จริงของตัวรถเอง เรียกได้ว่า ไม่ใช่แค่แรง แต่ยังหล่ออีกด้วย The Red Dot Design Awards จัดการบริหารโดย Zentrum Nordrhein Westfalen สถาบันด้านการออกแบบของเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตอกย้ำความเท่

ตอกย้ำความเท่ Tenere 700 คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยมอีกแล้ว ล่าสุด ตอกย้ำความเท่ ความคูล ความเจ๋งของ Yamaha Tenere 700 กันอีกครั้ง หลัง Yamaha Motor ประกาศว่า Tenere 700 ได้รับรางวัล Red Dot Award สาขาโปรดักต์ดีไซน์ ประจำปี 2020 ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งนับเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันแล้วนับตั้งแต่ปี 2012 ที่ผลิตภัณฑ์ของทาง Yamaha Motor นั้นได้รับรางวัล Red Dot Award Tenere 700 คือแอดเวนเจอร์ไบค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดภายใต้ชื่อ Tenere และถ่ายทอดตำนานความสำเร็จจากการแข่งขันรายการแรลลี่หฤโหดมากที่สุดในโลกอย่าง Dakar ในช่วงปี 1980 – 1990 ได้ออกมาอย่างชัดเจน โดยเจ้า T7 คันนี้เด่นที่เครื่องยนต์ครอสเพลน 2 สูบเรียง 689 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำวางบนแชสซีน้ำหนักเบา ด้วยท่านั่งที่ให้อิสระแก่ผู้ขับขี่เป็นอย่างมาก ความทนทานและความง่ายในการดูแลรักษาซ่อมบำรุง ทั้งยังมีความสามารถในการปรับแต่งได้สูงภายใต้การใช้งานแบบต่างๆ เรียกได้ว่ามีความบาลานซ์ของการขับขี่ผจญภัยในแบบออฟโร้ดและการขับขี่เดินทางบนท้องถนนทางไกล ดีมากๆ ครับ   ด้วยแนวคิดการออกแบบ “Exciting Adventure Tenere” ซึ่งสื่อถึงการผจญภัยที่เร้าใจ ทำให้โมเดลนี้มีด้านหน้ารถสูงรับกับชิลด์หน้า 3 ชิ้น ไฟหน้าที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและถังน้ำมัน ออกมาเป็นดีไซน์ที่ขับเน้นจิตวิญญาณของแอดเวนเจอร์ไบค์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยก่อนหน้านี้เจ้า T7 คันนี้ก็เพิ่งจะได้รับรางวัล iF Design Award ไปได้ไม่นาน เรียกว่า ตอกย้ำความเท่ ได้เป็นอย่างดีจริงๆ The Red Dot Design Awards จัดการบริหารโดย Zentrum Nordrhein Westfalen สถาบันด้านการออกแบบของเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000R 2020

GSX-R1000R สีพิเศษครบรอบ 100 ปี Suzuki ล่าสุด Suzuki ประเทศญี่ปุ่นจัดงานมอเตอร์โชว์แบบออนไลน์ ให้คนจากทั่วโลกสามารถเข้าชมบูทของทางค่ายแบบออนไลน์ที่บ้านได้โดยไม่ต้องไปเสี่ยงกับเชื้อโรค COVID-19 เรียกได้ว่าปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์โลกได้อย่างทันท่วงที แบบเดียวกับอีกค่ายที่เปิดตัวคอนเซ็ปต์ไบค์ไปก่อนหน้านี้ และในโอกาสนี้เอง Suzuki ก็ได้จัดแสดง GSX-R1000R 2020 ซึ่งมาในชุดสีใหม่ฉลองครบรอบ 100 ปีของ Suzuki ด้วย เรียกว่าเห็นสีใหม่แล้วจะต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว โดย GSX-R1000R สีใหม่นั้นมาในชุดสีพิเศษแบบเดียวกันกับ GSX-RR รถแข่ง MotoGP 2020 ของ Team Suzuki Ecstar เลย เป็นการผสมผสานกันระหว่างสีน้ำเงินและสีเงิน ซึ่งสีนี้เป็นสีแห่งประวัติศาสตร์ในวงการแข่งอันน่าทึ่งของ Suzuki ที่มีมาอย่างยาวนาน และยังสอดคล้องกับโอกาสครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้ง Suzuki อีกด้วย สามารถรับชมเจ้า GSX-R1000R 2020 แบบ 360 องศาจากในคลิปด้านล่างนี้ได้เลย นอกจากนี้ยังมีคลิปขับขี่จริงโดยนักแข่ง MotoGP ให้ชมข้างล่างนี้อีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tony Rutter

Tony Rutter ตำนานแห่ง Isle of Man TT เสียชีวิตแล้ว Tony Rutter ตำนานแห่งการแข่งขันแบบโร้ดเรซซิ่ง อดีตแชมป์ North West 200 9 สมัย และอดีตแชมป์ Isle of Man TT 7 สมัย ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยวัย 78 ปี Michael Rutter ลูกชายของเขาที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามรอยยางของพ่อจนเข้ามาสู่วงการโร้ดเรซวิ่งเช่นเดียวกัน ได้กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องน่าเศร้า หลังจากที่ป่วยออดแอดมาระยะนึง พ่อผมก็จากไป ผมอยู่กับเขาตอนที่เขาเสียไปตอนประมาณตี 2 และเขาก็จากไปอย่างสงบมาก”  Tony เริ่มแข่งขันในรายการ TT ในปี 1965 และแข่งไปเรื่อยจนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เขาคว้าแชมป์โลก TT-Formula 2 4 สมัยติดต่อกันให้กับ Ducati และทาง IOMTT ก็มีการโพสต์วิดีโอนึงซึ่งเป็นชัยชนะของ เขากับ Ducati เพื่อเป็นการให้เกียรติกับตำนาน TT ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ มักจะเป็นเรื่องเศร้าเสมอเวลาที่มีใครสักคนจากโลกนี้ไป แต่ดูเหมือนว่า Rutter ได้ใช้ชีวิตของเขาในแบบที่เขาต้องการ และนั่นเป็นอะไรที่เราควรจะยินดีกับเขาด้วย “เรื่องนี้มันทำให้ผมยิ้มได้ การที่พ่อผมได้ใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการและการที่เขาจากไปแบบนั้น” Michael Rutter กล่าวเสริม “เขาอาจจะเป็นที่จดจำได้ดีที่สุดตอนที่เขาเป็นแชมป์โลก TT-F2 กับ Ducati 4 สมัยติดต่อกัน และได้เป็นแชมป์ Isle of Man TT 7 ครั้ง แชมป์ North West 200 9 สมัยและแชมป์ British championship อีก 2 สมัยในตลอดช่วงเวลา 22 ปีของการแข่งขันอาชีพของเขา”  เขายังเสริมอีกว่า “ผมอยากจะกล่าวขอบคุณคนที่ดูแลพ่อผมด้วยที่ดูแลพ่อผมเป็นอย่างดี และอยากจะขอบคุณแฟนๆ และผู้สนับสนุนพ่อผมทุกๆ คนด้วยครับ”  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

All New Africa Twin 1100

All New Africa Twin 1100 สิงห์ทะเลทรายเปิดตัวพร้อมราคาไทยแล้ว โดย Honda ได้เปิดตัว All New Africa Twin 1100 2 โมเดลย่อยด้วยกันได้แก่ Africa Twin 1100 และ Africa Twin Adventure Sport DCT ไฮไลต์สำหรับโมเดลธรรมดา   ภายนอก ตัวรถขนาดกะทัดรัด เบาะนั่งแบบสลิมและแฮนด์บาร์สูง เรือนไมล์แบบหน้าจอสัมผัส TFT ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมรองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อบลูทูธ ระบบเดย์ไลท์ และครูซคอนโทรล เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ขยับเป็น 1084 ซีซี แรง 100.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิด 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ (เดิม 93.87 ม้า แรงบิดที่ 99 นิวตันเมตร) เพิ่มขนาดจากระยะชักที่ยาวขึ้น 6.4 มม. น้ำหนักเครื่องเบาลง 2.5 กก. (โมเดล DCT เบาลง 2.2 กก.) จากการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ฝาสูบ วาล์วไทมิ่งและตัวยกวาล์ว เรือนปีกผีเสื้อ เปลี่ยนใหม่ ปลายท่อมีระบบวาล์วควบคุมไอเสียแบบแปรผัน ช่วยให้เสียงดี และสมรรถนะในรอบปลายดีขึ้น   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดแรงเฉื่อย 6 แกน และปรับปรุงระบบให้เหมาะกับการใช้งานออฟโร้ด ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ 3 ระดับ ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดแรงเฉื่อย 6 แกน โหมดการขับขี่แบบ Off-Road เป็นโหมดมาตรฐานแล้ว เพิ่มจากเดิม TOUR, URBAN และ GRAVEL โหมด User ปรับเองได้ 2 โหมด   ระบบ DCT หรือ Dual Clutch Transmission เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วไม่ว่าจะอยู่ในโหมดไหน MT (แมนวล) D (ออโตเมติก) S (สปอร์ต) โหมด S มี 3 ระดับ จะให้รอบที่สูงกว่าและลดเกียร์ลงเร็วกว่าปกติ ให้สไตล์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ต ดุดัน G สวิตช์สำหรับเพิ่มการยึดเกาะที่ล้อหลังเวลาขับขี่ออฟโร้ด ตัวระบบสามารถตรวจจับการขึ้นลงเนินได้ และปรับเปลี่ยนแพทเทิร์นการชิฟต์เกียร์ให้ใหม่ เซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยตรวจจับการเข้าโค้งช่วยปรับปรุงจังหวะการเข้าเกียร์ให้ใหม่   ช่วงล่าง ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยตรงกลางตัวรถ เฟรมปรับปรุงใหม่น้ำหนักเบา ซับเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา แต่แข็งแกร่งขึ้น สวิงอาร์มสไตล์ CRF450R เพิ่มการยึดเกาะที่ล้อหลังและการตอบสนอง (รวมกับเครื่องยนต์ที่เบาลง ทำให้น้ำหนักรถเบาลง 5 กก. เหลือที่ 226 กก.) ระบบ Cornering ABS และสามารถปรับให้ใช้งานแบบออฟโร้ดได้ ระบบกันสะเทือนจาก Showa มาพร้อมค่าหน่วงและสปริงเรทใหม่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง   สำหรับโมเดล Adventure Sport แตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ดังนี้ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น เป็น 24.8 ลิตร ชิลด์บังล้มหน้าขนาดใหญ่ขึ้น ปรับความสูงได้ การ์ดท้องเครื่องขนาดใหญ่ ตะแกรงท้ายอลูมิเนียม ล้อทูบเลส ไม่ใช้ยางใน ช่องจ่ายไฟ ฮีทกริป โช้คอัพไฟฟ้า Showa EERA พร้อมโหมดหลักโหมด SOFT, MID, HARD และ OFF-ROAD และปรับตั้งได้เองอีก 1 โหมด หรือโหมด USER เดย์ไลท์และคอนเนอริงไลท์ (ไฟส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง)   CRF1100L Africa Twin 559,000

มาตรฐาน ECE

มาตรฐาน ECE ยกระดับการทดสอบหวังเพิ่มความปลอดภัยให้นักบิด มาตรฐาน ECE คืออะไร หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่หากคุณเป็นไบค์เกอร์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน ก็น่าจะพอรู้จักว่ามาตรฐานนี้มันก็คือ มาตรฐานด้านความปลอดภัยของหมวกกันน็อก ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีอยู่หลายมาตรฐานตามแต่ล่ะประเทศ แต่ละทวีปจะบังคับใช้ ซึ่ง ECE เนี่ยก็จะเป็นของทางยุโรป โดยมาตรฐานที่บังคับใช้ในยุโรปตอนนี้คือ ECE 22.05 ECE 22.05 เนี่ยเริ่มที่จะล้าหลังและปลอดภัยไม่มีเพียงพอแล้วก็ว่าได้ เพราะใช้กันมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงและยกระดับการทดสอบให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น โดยจะใช้มาตรฐานใหม่เป็น ECE 22.06 แทน แล้วมาตรฐานใหม่มันอะไรยังไงบ้าง? คำตอบก็คือ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือการทดสอบการกระแทกของหมวก อีกเรื่องคือเทคโนโลยีต่างๆ ของหมวก อนึ่งการทดสอบการกระแทกของหมวกกันน็อกของ ECE 22.05 ในตอนนี้จะใช้การเอาศีรษะโฟมจำลองใส่เข้าไปด้านในหมวกแล้วทำการปล่อยหมวกลงมาที่ความเร็วที่กำหนดไว้ให้กระแทกเข้ากับทั่งทดสอบ แน่นอนว่าด้านในศีรษะจำลองก็จะมีเซ็นเซอร์คอยวัดแรงกระทำที่ถ่ายทอดเข้าไป แล้วก็จะระบุผลออกมาอย่างเรียบง่ายแค่ว่า ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่สำหรับการทดสอบมาตรฐานใหม่ ECE 22.06 จะทำการทดสอบปล่อยหมวกในหลายช่วงความเร็ว รวมไปถึงยังปล่อยในความสูงหลายระดับอีกด้วย มีทั้งสูงกว่าและต่ำกว่า และที่สำคัญคือทดสอบการกระแทกในหลายๆ จุดทั่วทั้งหมวก ไม่ใช่แค่จุดเดียวเช่นเคย ซึ่งการทดสอบมาตรฐานใหม่นี้จะใกล้เคียงกับมาตรฐานของรัฐบาลอังกฤษหรือ SHARP มากขึ้นเล็กน้อย ซึ่งของ SHARP จะให้คะแนนในการทดสอบเป็นดาวตั้งแต่ 1 – 5 ดาว มาถึงจุดนี้หลายคนโอเคว่า การทดสอบที่ความเร็วสูงขึ้นดูสมเหตุสมผลดี แต่ทำไมต้องทดสอบที่ความเร็วต่ำกว่าลงมาด้วย? ซึ่งการผลิตหมวกออกมาให้สามารถรองรับการกระแทกที่ความเร็วสูงๆ อาจจะลดความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกต่ำๆ ได้ ซึ่งนั่นทำให้หมวกนั้นแข็งเกินไป นอกจากนี้การทดสอบในหลายๆ มุมและหลายๆ ความเร็วยังช่วยให้แน่ใจว่าหมวกกันน็อกจะช่วยป้องกันศีรษะในอุบัติเหตุหลายๆ แบบได้มากกว่า และนี่จะเป็นครั้งแรกที่การทดสอบจะพิจารณาถึงแรงกระแทกที่จะส่งผลต่อสมอง เพราะการทดสอบ ECE 22.05 เดิมนั้นจะทดสอบบนทั่งในแนบราบเท่านั้น ซึ่งการทดสอบแบบนี้ดีต่อการทดสอบหาแรงกระทำและใช้สร้างหมวกที่ป้องกันไม่ให้กระโหลกแตก อย่างไรก็ตามจากการวิจัยล่าสุดพบว่า การบิดตัวจากการกระแทกแบบแฉลบสามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่เนื้อสมองอย่างรุนแรงได้โดยที่ไม่มีร่องรอยภายนอก เพื่อที่จะทดสอบหมวกกันน็อกในลักษณะอุบัติเหตุแบบนี้ จะทำการทดสอบด้วยการปล่อยให้หล่นใส่ทั่งที่ทำมุมเอียง 45 องศา ขณะที่เซ็นเซอร์ใหม่จะตรวจวัดอัตราเร่งในการหมุนอยู่ภายในหมวก ในทางทฤษฎีแล้ว หมวกที่มีลักษณะกลมมนกว่าจะสามารถลดแรงกระแทกแบบแฉลบหรือในแนวเฉือนได้ดีกว่า อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการลื่นไถลซึ่งจะช่วยลดการเคลื่อนไหวแบบหมุนซึ่งจะถ่ายทอดไปยังสมองได้ดีกว่า ส่วนที่เหลือของการปรับปรุงมาตรฐานในครั้งนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามแต่สไตล์ของหมวกและอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไป ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมานั้น มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ติดตั้งเข้ากับหมวกมามากมาย ดังนั้นมาตรฐานใหม่นี้จะทำการทดสอบหมวกแบบฟลิพอัพหรือหมวกแบบยกคางในแบบที่ส่วนคางนั้นอยู่ในตำแหน่งอื่นด้วย นอกจากนี้จะทำการทดสอบกับตัวแว่นกันแดดภายในหมวกด้วย ถ้าหากมีระบบอินเตอร์คอมสำหรับติดตั้งในหมวกซึ่งอาจจะทำให้หมวกกันน็อกมีน้ำหนักมากขึ้น ก็จะต้องทำการทดสอบด้วย แต่ ECE ไม่สามารถทดสอบได้ทุกอย่าง ดังนั้นจะทดสอบเฉพาะอุปกรณ์ของทางค่ายหมวกนั้นๆ เท่านั้น ในส่วนของการทดสอบอุปกรณ์เสริมก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน โดยมีการทดสอบการกระแทกที่ความเร็วสูงขึ้น ชิลด์ดำสำหรับขับขี่ในเวลากลางวันก็จะต้องเข้มมากขึ้นจากเดิมที่ให้แสงส่องผ่านได้ 50% จะเปลี่ยนเป็น 35% เอกสารเกี่ยวกับมาตรฐานใหม่นี้ได้รับการยืนยันแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องผ่านกระบวนการโหวตที่ UN ก่อน ถึงจะบังคับใช้ได้ ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ได้ราวๆ เดือนมิถุนายน 2020 นี้ ผู้ค้าปลีกจะมีเวลาเต็มที่ 2 ปีในการจำหน่ายหมวกมาตรฐานเก่าก่อนที่จะขายไม่ได้เนื่องจากผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามเราคาดว่าหมวกกันน็อกส่วนใหญ่จะต้องผลิตมาให้ผ่านมาตรฐานใหม่เพื่อวางจำหน่ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อเสียงเพียงอย่างเดียวในการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะทำให้ราคาของหมวกเพิ่มขึ้นได้ โดยอาจจะอยู่ที่ราวๆ 5% แน่นอนว่าบ้านเราจะจำหน่ายได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับ มอก. แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผ่านเมืองนอกมาก็จะใส่ได้ปลอดภัยแหละครับ เพียงแต่ผู้จำหน่ายจะต้องทดสอบ มอก. ในบ้านเราเพื่อให้จำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมายด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี สำหรับหมวกบางใบที่ไม่ใช่รุ่นท็อปๆ ก็จะได้มาตรฐานความปลอดภัยที่มากขึ้น ส่วนหมวกตัวท็อปซึ่งมักจะได้คะแนนสูงจากๆ การทดสอบของ SHARP ก็น่าจะผ่านการทดสอบ ECE มาตรฐานใหม่ได้ไม่ยากอยู่แล้ว ส่วนใครอยากรู้เรื่องมาตรฐานอะไรเพิ่มเติมติดตามได้ในบทความถัดๆ ไปนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปก Honda CT125 Hunter Cub

สเปก Honda CT125 Hunter Cub   ล่าสุด Honda ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลของ Honda CT125 Hunter Cub แล้ว โดย Honda มองว่าโมเดลนี้จะเป็นโมเดลสนุกๆ ที่เหมาะกับชีวิตกลางแจ้ง โดยจะวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นวันที่ 26 มิถุนายนนี้ CT125 Hunter Cub ยังเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีสเน่ห์ในแบบเดียวกับรถในตระกูล Super Cub แต่เพิ่มเติมความสนุกเข้าไป ให้เหมาะกับการออกเดินทางไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ตั้งแคมป์ อะไรทำนองนั้น จัดว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจและน่าใช้ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวรถนั้นมีพื้นฐานมาจาก Super Cub C125 ปรับแต่งตัวรถและความแข็งแรงของเฟรมให้เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การเดินทางจากในเมืองไปยังชานเมือง และการขี่ตะลุยบนเส้นทางในป่าเขา สามารถที่จะลุยไปบนเส้นทางขรุขระ โช้คหน้าให้ระยะยุบมา 110 มม. ปลายท่อเชิดสูง มีการ์ดท้องเครื่อง และอื่นๆ ซึ่งเป็นของที่ติดตั้งมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มดิสก์เบรกเข้ามาอีกด้วย เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว 124 ซีซี แบบ OHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ ซึ่งติดตั้งระบบคลัทช์ออโตเมติกแบบหนีศูนย์ไว้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกำคลัทช์ที่มือซ้าย โดยเครื่องยนต์จะให้กำลังดีที่รอบต่ำและกลาง เหมาะกับถนนในเมืองที่มีการหยุดจากรถติดบ่อยๆ และการขี่ชิลล์ๆ ออกไปนอกเมือง สไตล์นั้นมีการออกแบบให้โดดเด่นไม่เหมือนใคร ผสมผสานภาพลักษณ์ของการใช้งานได้จริงและความทนทานไว้ด้วยกัน เหมาะกับไบค์เกอร์ที่มีไลฟ์สไตล์แบบสมัยใหม่ แต่ก็ต้องการสีสันจากกิจกรรมเอาท์ดอร์ต่างๆ โดยตัวรถจะมีให้เลือก 2 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีแดงและสีน้ำตาล ฟีเจอร์เด่นๆ ของ CT125 Hunter Cub ตัวรถ เฟรมพัฒนามาจากเฟรมของ Super Cub C125 มีการเสริมความแรงในช่วงบริเวณของคอท่อและเพิ่มเพลทตรงจุดไพวอทต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ใช้แฮนด์บาร์ยกสูงช่วยให้ท่านั่งหลังตรง นั่งสบายและทัศนวิสัยที่ดี ระยะห่างระว่างตัวพื้นถึงรถพอเหมาะที่ 165 มม.โดยเลือกที่จะเดินท่อไปด้านบนและมีการ์ดท้องเครื่องเพื่อเพิ่มความสามารถในการลุยบนเส้นทางขรุขระ ใช้ระบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและหลัง โดยมี ABS แบบ 1 แชนเนล คือที่ด้านหน้าอย่างเดียว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ล้อหน้าและหลังใช้ล้อแบบซี่ลวดพร้อมลุย และมีขอบล้อสีเทาด้าน เครื่องยนต์ แอร์อินเทคออกแบบมาเป็นพิเศษรับอากาศสะอาดจากการย้ายท่ออากาศไปไวด้านบนส่วนท้ายรถ รวมถึงปลายท่อยกสูงเช่นกัน จะได้ไม่มีปัญหาเวลาขับลุยๆ ทั้งลุยฝุ่นและลุยน้ำสูงๆ ได้สบาย และตัวเครื่องเองนั้นมีกำลังดีในช่วงรอบต่ำและกลาง สไตล์ มีภาพลักษณ์ที่ทั้งลุยและโมเดิร์นเกิดขึ้นได้ด้วยการผสมผสานของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันอย่างพอดิบพอดี ไม่ล้นไม่เกิน สีสันเองก็มีให้เลือก 2 สี ซึ่งเหมาะกับการใช้งานทั้งในเมืองและชานเมือง รวมไปถึงจุดพิเศษอย่างโลโก้ปีนกแบบเก่าที่สื่อความเก๋าและประวัติศาสตร์ของ Honda อื่นๆ ระบบไฟส่องสว่างทุกดวงใช้ LED ทั้งหมด แต่ก็ยังมีดีไซน์แบบเรียบง่าย ถังน้ำมันขนาด 5.3 ลิตร ช่วยให้เดินทางได้ไกลแบบหายห่วง ตัวรถติดตั้งตะแกรงท้ายเหมาะสำหรับโหลดสัมภาระได้หลากหลายสะดวกสบาย มีพักเท้าสำหรับคนนั่งซ้อน มีสตาร์ทมือเพื่อให้ง่ายต่อการซ้อน แต่ก็ยังไม่ตัดสตาร์ทเท้าออกไป สนนราคาแนะนำที่ 84,900 บาท   รายละเอียดทางเทคนิคหรือ สเปก Honda CT125 Hunter Cub เครื่องยนต์ รูปแบบ สูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ OHC ขนาดความจุ 124 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.3:1 ความกว้างกระบอกสูบ 52.4 มม. ระยะชัก 57.9 มม. ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้าและสตาร์ทเท้า ระบบเกียร์ เกียร์วน 4 สปีด ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกันและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ แชสซี เฟรม แบ็กโบน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์ม โช้คอัพคู่ ยางหน้า 80/90 – 17MC / 44 P ยางหลัง 80/90 – 17MC / 44 P ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อม ABS ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะห่างจากตัวรถถึงพื้น 165 มม. ความสูงเบาะ 800 มม. ความจุถังน้ำมัน 5.3 ลิตร น้ำหนัก

701 Enduro LR

701 Enduro LR ให้สายลุยไปได้ไกลกว่าที่เคย โมเดลใหม่คันนี้มีพื้นฐานมาจากโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่าง Husqvarna 701 Enduro โดยอัพเกรดหลักๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้คือการที่มันมีถังน้ำมันขนาดใหญ่โตโอโห้ถึง 25 ลิตร เทียบเคียงได้กับรถแอดเวนเจอร์ไซส์ใหญ่ได้เลยแหละครับ! โดยเจ้ารหัส LR ด้านหลังคาดเดากันว่าน่าจะย่อมาจาก Long Range แปลง่ายๆ ว่าระยะไกลนั่นเอง เนื่องจากว่าถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้วิ่งได้ไกลขึ้นนั่นเอง โดยทางค่ายเคลมมาว่าจะช่วยให้วิ่งได้ราวๆ 500 ก.ม.เลยล่ะครับ ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 690 ซีซีบล็อกเดียวกันกับ KTM 690 Duke ซึ่งให้กำลังแรงม้า 74 แรงม้าและแรงบิดที่ 71 นิวตันเมตร และเพื่อที่จะช่วยให้เดินคันเร่งได้สมู้ทมากขึ้น จึงมีการติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้าและมาพร้อมกับโหมดการขับขี่และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดมุมเอียง นอกไปจากระบบข้างต้นแล้วตัวรถยังติดตั้งระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch พร้อมระบบเบรก Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกขนาด 300 มม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยวกับดิสก์เบรกขนาด 240 มม. ระบบกันสะเทือนก็จะเป็นของ WP อย่างที่คุ้นเคย และยังมีสลิปเปอร์คลัทช์จาก Adler และแผงคอ CNC   ฟีเจอร์ต่างๆ ของ Husqvarna 701 Enduro LR น้ำหนักเบา ถังน้ำมันจุมากขึ้น 12 ลิตร ทำให้เดินทางได้ไกลได้ราวๆ 500 กม. (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ) โหมดการขับขี่ปรับเปลี่ยนได้ ช่วยปรับเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์ขณะขับขี่ให้ออกมาในแบบที่คุณชอบ ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU ระบบ Easy Shift ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น แทร็คชั่นคอนโทรลทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU ช่วยให้รถมีการยึดเกาะที่ดีขึ้น เฟรมถักแบบโครโมลี่ เบา คล่องตัว เสถียร และแข็งแรง สวิงอาร์มอลูมิเนียม น้ำหนักเบา ซับเฟรมท้ายโพลีอาไมด์พร้อมถังน้ำมันภายใน   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Rally

Yamaha Rally Official Team ประกาศไลน์อัพใหม่พร้อมลุยศึกครอสคันทรี ล่าสุด Monster Energy Yamaha Rally Official Team ได้ออกมาประกาศถึงไลน์อัพนักแข่งใหม่สำหรับสู้ศึก FIM Cross-Country Rallies World Championship 2020 โดยทีมได้ Andrew Short และ Ross Branch มาร่วมทำศึกในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ทั้งคู่ทำผลงานในศึก Dakar Rally ปีนี้ได้น่าประทับใจ และมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นนักแข่งคนสำคัญของทีมได้ Andrew Short คือนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์ออฟโร้ดที่มีฝีมือและประสบความสำเร็จมากคนนึง เขามีประสบการณ์มากจากการลงแข่งขันซูเปอร์ครอสและโมโตครอสในอเมริกา เคยยืนโพเดียมมากถึง 40 ครั้ง และยังเคยเป็นหนึ่งในทีมที่ชนะการแข่งขัน Motocross of Nations ปี 2010 ที่จัดขึ้นที่อเมริกาอีกด้วย แล้วก็ถึงเวลาพักการแข่งขันซูเปอร์ครอสและโมโตครอสมาตลอด 16 ปีของเขาแล้ว ตอนนี้นักแข่งจากเท็กซัสคนนี้ได้ย้ายมาลงแข่งขันครอสคันทรีแรลลี่แล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 จากนั้นในปี 2018 เขาก็ลงแข่งดาการ์แรลลี่เป็นครั้งแรก Andrew สามารถแข่งดาการ์จนจบทั้ง 3 ครั้ง โดยตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ อันดับที่ 2 ในสเตจ Silk Way Rally ปี 2019 และอันดับ 1 ในสเตจ Rally du Maroc 2019 ทางด้านของ Ross Branch ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการแข่งขัน Dakar Rally 2020 เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพเส้นทางของซาอุดิอาระเบียที่ยากจะคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว นักแข่งวัย 33 ปีจากบอตสวานาผู้นี้สามารถที่จะเอาชนะสเตจที่ 2 ในรายการนี้ได้ และยังสามารถติดท็อป 10 ในแต่ละสเตจได้ถึง 4 ครั้ง ทั้งๆ ที่เขามีอาการบาดเจ็บตลอดการแข่งขัน เขาลงแข่งดาการ์แรลลี่ครั้งแรกในปี 2019 และ Ross ก็สามารถจบการแข่งขันนี้ได้ในอันดับที่ 13 ในรุ่นของมอเตอร์ไซค์ และครองตำแหน่งมือใหม่ที่สามารถจบการแข่งขันได้อันดับดีที่สุดในปีนั้น นอกจากนี้เขายังจบอันดับ 2 ในสเตจ Merzouga Rally และอันดับ 8 ในสเตจ Rally du Maroc ปี 2019 Short และ Branch นั้นจริงๆ แล้วเคยพร้อมที่จะเปิดตัวกับทีม Monster Energy Yamaha Rally Official Team ในศึก Abu Dhabi Desert Challenge แต่กลับเจอพิษของ Covid-19 ทำให้การแข่งขันในรอบเปิดฤดูกาลมีอันต้องเลื่อนไป ดังนั้นเลยมีเป้าหมายใหม่เป็นการแข่งขัน Rally Kazakhstan ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 24 – 29 พฤษภาคมแทน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แรงม้าลงล้อ

แรงม้าลงล้อ Honda CBR1000RR-R เท่าไหร่มาดูกัน ล่าสุด Young-Machine นิตยสารชื่อดังจากญี่ปุ่นได้ทำการจับเจ้า Honda CBR1000RR-R มาขึ้นไดโน หรือไดนาโมมิเตอร์เพื่อหา แรงม้าลงล้อ ว่ามันจะแตกต่างจากแรงม้าที่ทางโรงงาน Honda เคลมมาขนาดไหน ทั้งนี้ตัวเลขตามแคตตาล็อกของ Honda ระบุมาว่า Honda CBR1000RR-R นั้นมีแรงม้าสูงสุดที่ 217.6 แรงม้าที่ 14500 รอบ ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวเลขแรงม้าที่ทางโรงงานวัดจากเครื่องยนต์ หรือลึกเข้าไปหน่อย ตามที่นักบิดเข้าใจคือเป็นแรงม้าที่วัดจากเพลาข้อเหวี่ยง เวลาขึ้นไดโนวัดกันจริงๆ ก็จะมีการตกหล่นหายระหว่างระบบขับเคลื่อนระบบส่งกำลังไปบ้าง งานนี้เจ้า CBR1000RR-R หรือ Fireblade 2020 จะมี แรงม้าลงล้อ เหลือเท่าไหร่กัน คลิกชมคลิปด้านล่างได้เลยครับ     จากกราฟในคลิปจะเห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 202.56 ตัว ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ปกติจะแตกต่างจากค่าที่เคลมม้าไม่เกิน 8 – 10%) เรียกได้ว่า Honda แรงจริงไม่โม้นั่นเอง ลองมาดูตัวเลขแรงม้าเคลมของซูเปอร์ไบค์ตัวพันจากค่ายอื่นๆ กันบ้างดีกว่า Ducati Panigale V4 R นั้นเคลมมาที่ 221 แรงม้าที่ 15250 รอบ เรียกว่าเคลมมาสูงที่สุดเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้า V4 นั้นจะใช้ระบบข้อเหวี่ยงแบบหมุนกลับทาง ดังนั้นก็จะมีแกนเพิ่มเข้ามาอีกแกนซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียกำลังแรงม้าระหว่างทางมากขึ้นดังนั้น และเมื่อวัด แรงม้าลงล้อ จริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้แรงม้าน้อยลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่างานนี้แค่ตัวเลขแรงม้าจริงๆ Honda CBR1000RR-R นี่แรงจริงจังไม่ใช่แค่คำคุยแน่นอน ส่วนผลงานใน WorldSBK นั้นก็ต้องตามกันต่อไปครับ หมายเหตุ ไดนาโมมิเตอร์ที่ทดสอบในคลิปวัดแรงม้าที่ล้อ ดังนั้นจะแตกต่างจากวัดจากเครื่องที่ทางโรงงานมักใช้กัน และค่าแรงม้าอาจจะขึ้นลงได้เล็กน้อยอันมาจากตัวแปรต่างๆ เช่น ออกซิเจน เชื้อเพลิง ความชื้นและอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki ครบรอบ 100 ปี

Suzuki ครบรอบ 100 ปี รู้กันรึยัง? Suzuki เมื่อพูดถึงแบรนด์นี้ ไบค์เกอร์หลายคนก็น่าจะรู้จักกันดีในนามของค่ายคนบ้า อันมีเหตุผลมาจากความแรง ความดิบและดุดันของเครื่องยนต์ ไม่ได้มีเหตุผลมาจากคนสติไม่ดีถึงไปเลือกซื้อ Suzuki แต่เป็นเรื่องของคนที่เรียกว่าชอบความแรง ความดิบและดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์จากทาง Suzuki นั่นเอง (ส่วนวลี “คนดีขี่ฮอนด้า คนบ้าขี่ซู” นั้น ผมก็ไม่รู้ใครคิด ฮา) และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมาก็เป็นวันที่ Suzuki นั้นมีอายุครบ 100 ปีพอดิบพอดี (อยากจะเขียนตั้งแต่วันที่ 15 แต่ผมไม่ว่าง นั่งหาเลขเด็ดอยู่) เรียกได้ว่าเป็นตำนานได้แล้วแหละ อิอิ เนื่องในโอกาสนี้ผมก็เลยจะเขียนเล่าถึงช่วงเหตุการณ์ไทม์ไลน์สำคัญๆ เกี่ยวกับ Suzuki สักหน่อยในสกู๊ปพิเศษนี้ เอาเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ก็พอนะ รถยนต์ไม่เอา เดี๋ยวจะเยอะเกินไป (อย่าเพิ่งว่าผมขี้เกียจเลย) ตุลาคม 1909 Michio Suzuki ได้ก่อตั้ง Suzuki Loom Work ขึ้นมา โดยตั้งอยู่ในหมู่บ้านริมชายฝั่งเล็กๆ แห่งนึงในเมืองฮามามัตซึ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธุรกิจการทอผ้า 15 มีนาคม 1920 บริษัทได้จัดระบบใหม่ รวมหุ้มกันเข้าเป็นบริษัทและมีทุนจดทะเบียนจำนวน 500,00 เยน กลายเป็น Suzuki Loom Manufacturing Co. โดยมี Michio Suzuki เป็นประธาน มิถุนายน 1952 Suzuki ได้กระโจนเข้าสู่วงการยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์เป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดตัว Power Free ที่เป็นจักรยานติดเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ขนาด 36 ซีซี มิถุนายน 1954 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Suzuki Motor Co., Ltd. มีนาคม 1955 เปิดตัว Colleda เครื่องยนต์ 125 ซีซี เป็นมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ มิถุนายน 1962 คว้าแชมป์ Isle of Man TT ในรุ่น 50 ซีซี มิถุนายน 1963 Misuo Ito กลายเป็นนักแข่งญี่ปุ่นคนแรกที่เอาชนะ Isle of Man TT ในรุ่น 50 ซีซี เมษายน 1967 บริษัท ไทย ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบรถในประเทศไทย (เป็นโรงงานมอเตอร์ไซค์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นของทางค่าย)   มกราคม 1972 เปิดตัว GT380 เครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 371 ซีซี (เครื่องยนต์ 3 สูบ) มกราคม 1981 เปิดตัว GSX 1100S Katana เครื่องยนต์ 4 จังหวะขนาด 1100 ซีซีในตลาดต่างประเทศ มีนาคม 1983 เปิดตัวสปอร์ตไบค์ 2 จังหวะระดับตำนานอย่าง RG250 ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี มีนาคม 1985 เปิดตัวสปอร์ตไบค์รุ่นใหญ่ระดับตำนาน GSX-R750 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี 4 จังหวะ ตุลาคม 1990 เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง โดยเปลี่ยนเป็น Suzuki Motor Corporation มกราคม 1999 เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ที่เป็นตำนานที่สุดอย่างแท้จริงกับ GSX1300R Hayabusa (โมเดลส่งออก) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะขนาด 1299 ซีซี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้น พฤศจิกายน 2018

Honda Africa Twin 800

Honda Africa Twin 800 มาแน่แค่ต้องรอเวลา   ตอนนี้ Honda กำลังพัฒนา Africa Twin ขนาดเล็กเพื่อมาแข่งขันในคลาสรถที่เป็นที่นิยมของกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ โดยโมเดลใหม่นี้จะเป็น 1 ใน 3 โมเดลใหม่ที่จะมีพื้นฐานเดียวกัน ข่าวนี้น่าจะทำให้นักบิดสายลุยทั้งหลายตื่นเต้นอย่างแน่นอน เพราะในรถของ Honda นั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่มากสำหรับรถประเภทออฟโร้ด หรือรถในตระกูล CRF ซึ่งโดดจาก 250 และ 450 ซีซีไปเป็น 1100 ซีซี ใน Africa Twin 1100 ในทีเดียวเลย Honda Africa Twin เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีส่วนผสมที่ลงตัว เหมาะทั้งการเดินทางออกทริปแบบไปเป็นคู่และโมเดล Adventure Sports ก็เหมาะกับพวกสายลุยจริงจังอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันมีข้อด้อยอยู่บ้าง เพราะมันใหญ่ มันหนัก แถมมันก็แรงไม่เหมาะกับมือใหม่ แล้วราคาก็ค่อนข้างสูง ทำให้นักบิดอายุน้อยหรือนักบิดหน้าใหม่นั้นขาดหายไป และ Honda เองก็ทราบเรื่องนี้ดี และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงกำลังทำสิ่งใหม่ๆ พื้นฐานของโมเดลใหม่นี้จะเป็นการวิวัฒน์พัฒนามาจากโมเดลในตระกูล NC ซึ่งรวมไปถึง NC750S และ NC750X ที่เป็นโมเดลในสไตล์แอดเวนเจอร์ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จะแยกแต่ละโมเดลออกจากกันอย่างชัดเจน เครื่องยนต์นั้นจะเพิ่มเป็นขนาด 790 ซีซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังแรงม้าและแรงบิดของรถ เพื่อชดเชยในส่วนที่จะเสียไปจากเรื่องของ Euro5 นอกจากนี้ตัวรถจะมีระบบเกียร์ DCT และระบบเกียร์แมนวลให้เลือกเหมือนกับพี่ใหญ่ 1100 ซึ่งเดิมทีเจ้า NC ก็มีระบบ DCT อยู่แล้ว Kenji Morita หัวหน้าโปรเจ็กต์ Africa Twin 1100 ยอมรับว่า Honda มีช่องว่างในรถตระกูลนี้จริงๆ และจำเป็นจะต้องกลบช่องว่างนี้  “เมื่อเราพูดถึงรถแอดเวนเจอร์จริงๆ เราไม่มีไลน์อัพในกลุ่มนี้กว้างพอ ดังนั้นเราจึงกำลังคิดที่จะหาโมเดลที่มาอยู่ตรงกลางช่องว่างนี้เพื่อดึงดูดนักบิดอายุน้อยหรือนักบิดหน้าใหม่” เราคาดว่ามันจะสร้างโดยมีราคาไม่แพง ไม่มีชิลด์หน้าปรับระดับ เรือนไมล์แบบเรียบๆ ง่ายๆ และโช้คอัพแบบปรับแต่งไม่ได้ โดยเจ้าแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดไม่เกิน 800 ซีซีคันนี้หรือ Honda Africa Twin 800 (ยังไม่ยืนยันว่าใช้ชื่อนี้ แต่ขอใช้ชื่อนี้เรียกแทนไปก่อน) จะช่วยให้ Honda สามารถแข่งขันในตลาดรถแอดเวนเจอร์ไบค์ในระดับกลางได้สูสีกับค่ายอื่น ซึ่งเซ็กเมนต์นี้แต่เดิมก็มีทั้งเจ้า  BMW F 850 GS, Triumph Tiger 900, Yamaha Tenere 700 และ KTM 790 Adventure เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ถึงแม้ว่า Africa Twin น่าจะดูด้อยกว่าในเรื่องของกำลังเมื่อเทียบกับ 4 ค่ายที่เรากล่าวถึง แต่มันจะเป็นรถที่ขี่ได้ง่ายกว่าและเหมาะกับนักบิดหน้าใหม่มากกว่าอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V4

Ducati Multistrada V4 ถูกถ่ายภาพไว้ได้ขณะทดสอบ Ducati ใกล้ที่จะใช้เครื่องยนต์ V4 ครบ 3 ไลน์แล้ว ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทางดูคาติกำลังพัฒนา Multistrada V4 อยู่ ช่วงที่เจ้านี่ถูกพบครั้งแรกบนท้องถนนในอิตาลีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่แล้ว ประกอบกับ Claudio Domenicali ซีอีโอ Ducati ระบุว่าเครื่องยนต์ V4 นี้จะนำไปใช้กับโมเดลใหม่นี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเหลือแค่เพียงว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ก็เท่านั้นแล้วล่ะครับ Multistrada V4 ที่เป็นรถทดสอบนั้นถูกพบเห็นขณะอยู่บนท้องถนนอีกครั้ง และคราวนี้มาในคราบของรถพร้อมลวดลายพรางเต็มคัน ซึ่งจากภาพสปายช็อตหรือภาพที่ถ่ายได้มานี้เผยให้เห็นคำบอกใบ้เกี่ยวกับรถคันใหม่นี้ได้นิดหน่อย โดยตัวรถเผยให้เห็นเฟรมถักสีแดงสด ซึ่งขาดหายไปใน Multistrada 950 และ 1260 และเห็นได้ว่ามีสวิงอาร์มที่สั้นลงซึ่งก็น่าจะมีผลให้ระยะฐานล้อสั้นลงไปด้วย ที่ด้านหน้าจะสังเกตเห็นได้ว่าไฟหน้ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและแอร์ดักต์หรือช่องอากาศด้านบนจมูกของรถมีขนาดเล็กลงไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนบนโมเดลเรือธงซึ่งน่าจะเป็นเพราะช่องเปิดด้านข้างตัวรถ ตัวรถทดสอบยังติดตั้งโช้คหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอน คาลิเปอร์เบรก Brembo กับ ABS บังโคลนท้ายที่น่าจะมีจุดยึดที่ดุมล้อกลายเป็นติดกับซับเฟรมท้ายแทน ซึ่งทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เราสังเกตได้จากภาพที่ได้มาในตอนนี้ แต่เชื่อได้ว่าจะมีอะไรอีกมากมายที่ Ducati ยังไม่ได้เปิดเผย เหมือนกับตอนที่ค่ายแดงค่ายนี้ทำกับตอน Streetfighter เมื่อปีที่แล้ว อ้างอิงจากคำแถลงการณ์ของ Domenicali ระบุว่า Multistrada V4 ที่โมเดลใหม่นี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในไลน์อัพรถสปอร์ตทัวริ่งแทนที่จะมาแทนโมเดลปัจจุบัน นอกจากนี้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซีนั้นเป็นขนาดที่เหมาะกับการเพิ่มเข้าไปในช่องว่างระหว่างเครื่องยนต์ขนาด 937 ซีซีและ 1,262 ซีซีเป็นอย่างยิ่ง เครื่องยนต์ V4 ยังสามารถรีดแรงม้าออกมาได้มากกว่า 200 แรงม้า (208 แรงม้าใน Streetfighter และ 214 แรงม้าใน Panigale) และยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งตรงจุดนี้จะกลายมาเป็นข้อดีของ Multistrada V4 ที่เด่นกว่าอีก 2 โมเดลที่มีอยู่ในตอนนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ก็ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น เช่น Streetfighter และ Panigale นั้นมีน้ำหนักเบากว่า Multistrada 950 ที่มีขนาดเล็กกว่าอยู่ถึง 50 ปอนด์หรือประมาณ 22.68 กก. จากการคาดการณ์ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะได้เห็นเจ้ารถอเนกประสงค์คันนี้เร็วสุดก็ในงาน EICMA ช่วงปลายปีนี้ แต่อาจจะช้าไปกว่านี้ก็เป็นได้หากสถานการณ์เรื่องไวรัสโคโรนาหรือโควิด19 ยังไม่ดีขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-25R

Ninja ZX-25R โชว์แรง 162 กม./ชม. ในวิดีโอขับขี่จริง!! ในที่สุด Kawasaki ก็ได้ทำการปล่อยคลิปวิดีโอขี่จริงของ Ninja ZX-25R โดยในคลิปมี Jonathan Rea และ Alex Lowes ขี่ในสนาม Jerez ในประเทศสเปน และในวิดีโอก็ทำความเร็วไปมากถึง 162 กม./ชม. ที่ความเร็วรอบสูงเกินกว่า 16,000 ที่เกียร์ 6 เจ้า ZX-25R คันนี้คือรถที่ทุกคนเฝ้าจับตามอง เพราะมันคือรถ 4 สูบเรียง 250 ซีซีจากค่ายที่มีแชมป์โลกการันตีให้ และวิดีโอการขับขี่จริงก็เปิดออกมาให้รับชมแล้ว โดยมีแชมป์โลก WorldSBK 5 สมัย อย่าง Jonathan Rea มาขับขี่ให้ และในคลิปนั่นก็เป็นเพียงแค่น้ำย่อยเท่านั้น ยังมีอะไรที่น่าตื่นเต้นรออยู่อีก จากในคลิปจะเห็นได้ว่ารอบเครื่องสูงมากๆ และทำความเร็วสูงที่สุดในคลิป 162 กม./ชม. ก่อนที่คลิปจะตัดไปอีกช็อต ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีท็อปสปีดที่สูงกว่านี้อีกก็เป็นได้! และในวันที่ 4 เมษายน 2020 เจ้านี่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่อินโดนีเซีย ซึ่งวันนั้นเราก็จะได้รับรู้กันว่าสเป็กและสนนราคาจะเป็นอย่างไร จะมีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่อีกบ้าง รอติดตามกันต่อไปครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XG750R

XG750R แฟล็ตแทร็กไบค์สุดเท่จาก H-D และ Vance & Hines และนี่คือ Harley-Davidson XG750R แฟล็ตแทร็กสุดเท่จากฝีมือของ Vance & Hines ซึ่งถ้าคุณเป็นคนสายนี้ เป็นวัยรุ่นเมกันผู้หลงรักการแข่งขันในสนามทางฝุ่นหรือการแข่งขัน America Flat Twin  คุณไม่ควรจะพลาดคันนี้ด้วยประการทั้งปวง รถคันนี้เป็นผลงานการสร้างจากทาง Vance & Hines ให้กับทาง Harley-Davidson และนำไปตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อใช้แข่งในรุ่น Production Twin และที่สำคัญคือจะมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดมากๆ และราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 1,150,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับโมเดลนี้อย่างมาก ถึงแม้ว่าแฟล็ตแทร็กไบค์จาก H-D จะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่าง Indian FTR750 ที่คว้าแชมป์ AFT ไปในปีที่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ใช่รถไม่เจ๋งพอ แต่อาจจะเป็นเพราะพรสวรรค์หรือฝีมือหรือฟอร์มของนักแข่งก็ได้ นอกจากนี้เจ้านี่ยังไงๆ ก็มีความเท่ไม่แพ้ใครอยู่ดี คุณเห็นด้วยกับผมมั้ยล่ะครับ สเป็กคร่าวๆ  เครื่องยนต์: H-D วีทวินแบบ 60º ขนาด 798 ซีซี แบบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ความกว้างกระบอกสูบ X ระยะชัก: 87.75 X 66 มม. อัตราส่วนการอัด: 12.6:1 ระบบเกียร์: 4 สปีด ระบบป้อนอากาศ: เรือนลิ้นเร่งขนาด 38 มม. คลัทช์: สลิปเปอร์คลัทช์ Hinson ท่อไอเสีย: Vance & Hines แบบ 2 ออก 2 ระบบกันสะเทือน: Ohlins บอดี้เวิร์ก: คาร์บอนไฟเบอร์ ล้อ: Performance Machine Flat Tracker (หน้า 2.75 /หลัง 3.0) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toni Bou X-TRIAL 2020 Champion

Toni Bou พา Honda ซิวแชมป์โลกมอเตอร์ไซค์ผาดโผน X-Trial 2020 ยอดนักบิดสแปนิช Toni Bou ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ X-Trial หรือมอเตอร์ไซค์ผาดโผนในร่ม พาต้นสังกัดทีมแข่ง Repsol Honda ผงาดคว้าแชมป์โลก ประจำปี 2020 อย่างเป็นทางการ หลังผู้จัดการแข่งขันประกาศยกเลิกการแข่งขันสนามที่ 6 ที่ประเทศออสเตรียเนื่องจากผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้โทนี โบซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในตารางคะแนนสะสมแบบขาดลอยจากผลงานในสนามที่ผ่านๆ มา ได้รับการประกาศให้เป็นแชมป์โลกโดยทันที ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของศึกรถจักรยานยนต์ผาดโผนในร่มชิงแชมป์โลก รายการ เอฟไอเอ็ม เอ็กซ์-ไทรอัล เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ หรือที่คุ้นหูในชื่อ X-Trial ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งล่าสุดต้องประกาศยกเลิกเกมชิงชัยสนามที่ 6 ของฤดูกาล 2020 ที่ประเทศออสเตรียไป หลังจากภาครัฐสั่งห้ามจัดกิจกรรมทุกชนิดที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คนขึ้นไป สำหรับการยุติเกมชิงชัยครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากประกาศครั้งก่อนหน้าที่ทางผู้จัดเพิ่งแจ้งว่าเกมการแข่งขันสนามที่ 7 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส จากเดิมในวันที่ 3 เมษายน ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลแดนตราไก่ที่ขอความร่วมมือมิให้จัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมสาธารณะตั้งแต่ 1,000 คน ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม จากโปรแกรมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงล่าสุด ทำให้การแข่งขันประจำปี 2020 ต้องสิ้นสุดลง และทำให้แชมป์ตกเป็นของ โทนี โบ ยอดนักบิดชาวสเปน สังกัดทีมแข่ง Repsol Honda โดยทันที จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมที่สามารถผงาดคว้าแชมป์ได้ทั้ง 5 สนามที่ผ่านมา เก็บคะแนนสะสมรวมทั้งสิ้น 100 แต้ม ทิ้งห่างคู่แข่งในอันดับที่ 2 แบบขาดลอย แม้จะเหลือการชิงชัยอีกหนึ่งสนามก็ตาม (การแข่งขันที่ฝรั่งเศสถูกเลื่อนแต่ยังไม่ยกเลิก) ทั้งนี้ ยอดนักบิดจอมเก๋าวัย 33 ปี แชมป์โลกแห่งวงการ X-Trial  ปีล่าสุด เตรียมฉลองความสำเร็จกับการคว้าชัยชนะสมัยที่ 14 ในประเภทอินดอร์อย่างเป็นทางการ บนสังเวียนส่งท้ายของฤดูกาล เตรียมจัดขึ้นที่อันดอร์รา ลา เวลลา ประเทศอันดอร์รา วันที่ 25 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก