Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ST Papio

ST Papio มินิไบค์สุดเฉี่ยวจาก CFMoto ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถนนไฮเวย์หรือทางหลวงกระจายตัวไปทั่วถึงทุกภาคส่วนของประเทศเป็นอย่างดี มอเตอร์ไซค์เล็กๆ นั้นกลายเป็นเหมือนรถที่มีความนิชมากๆ หรือเรียกว่าได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเล็กๆ แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีแต่ถนนขนาดเล็กเต็มไปด้วยรถติด รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กพวกนี้กลับเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มันให้ความคล่องตัวและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาก และโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการจะย่นเวลาที่จะต้องเสียเวลาไปจากรถติด และล่าสุด CFMoto ได้ทำการเปิดตัว ST Papio หลังจากประสบความสำเร็จค่อนข้างดีกับโมเดลในตระกูล NK ของทางค่าย ตามสเปกที่มีระบุมานั้น เจ้า ST Papio มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กับรถในคลาสเดียวกัน แต่ก็มีจุดเด่นที่ใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch และมีดีไซน์ที่สุดเฉี่ยว โดดเด่นไม่น้อยหน้าใคร หากใครตามกันดีๆ ก็จะรู้ว่ารถแดนมังกรค่ายนี้เขาใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันกับ KTM หรือก็คือ Kiska Design ทำให้มีความคล้ายคลึงกับ KTM อยาบ้าไงม่มากก็น้อย และ CFMoto ยังรับผลิต KTM ในบางโมเดล แบบผลิตจำนวนมากเพื่อป้อนตลาดเอเชียบ้านเราอีกด้วยครับ อย่างที่บอกไปว่าใช้ดีไซน์เนอร์เดียวกันดังนั้นหน้าตามันจึงไปละม้ายกับ KTM Duke ร่างเล็กยังไงยังงั้น ด้วยสไตล์ของเน็กเก็ตไซส์มินิแบบนี้จึงช่วยให้คุณซอกแซกไปตามที่ต่างๆ ในเมืองได้เป็นอย่างดี เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 126 ซีซี พร้อมหัวฉีดไฟฟ้าจาก Bosch ช่วยให้รถมีแรงม้าที่ 9.4 แรงม้า ทำให้มันกำลังมากพอที่จะใช้งาน ระบบเกียร์ 6 สปีดช่วยให้มันค่อนข้างจะเหนือกว่าค่ายอื่นๆ ในจุดนี้ น้ำหนักรถที่เบาและท่านั่งที่ค่อนข้างสบายช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ และง่ายสำหรับมือใหม่ และช่วยได้มากเวลาเจอกับที่จอดรถแคบๆ ส่วนที่ดีที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นราคาเพราะสนนราคาที่เปิดตัวจำหน่ายที่ฟิลิปปินส์นั้นอยู่ที่ 78,000 เปโซหรือราวๆ 49,300 บาทเท่านั้น (ราคาเป็นเพียงการคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟิล์มกันรอย Focus Moove กันรอยเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์ดีที่สุดในตอนนี้

ฟิล์มกันรอย Focus Moove อีกขั้นของฟิล์มกันรอยจากโฟกัส ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์คู่ใจ เพราะไบค์เกอร์ย่อมมีบาดแผล! ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือสิงห์นักบิดมือฉมัง ถ้าได้เข้าสู่วงการไบค์เกอร์แล้ว ก็ดูเป็นเรื่องยาก ที่จะถอนตัวจากการซื้ออุปกรณ์มาเสริมความหล่อเท่ให้มอเตอร์ไซค์คู่ใจ และก็มีแต่ชาวไบค์เกอร์ นักเล่นมอเตอร์ไซค์ตัวยงเท่านั้นครับที่จะเข้าใจ ว่านอกเหนือจากอุปกรณ์ที่เพิ่มความเท่แล้ว เราก็ยังต้องการอุปกรณ์ที่จะช่วยปกป้องมอเตอร์ไซค์ที่เรารักให้คงความหล่อเท่ได้ยาวนานยิ่งขึ้นอีกด้วย “เรือนไมล์” หรือหน้าปัด ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายมาก หลายครั้งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าไปเกิดขึ้นตอนไหน ทำเอาหลายคนถึงกับเซ็งไปเลย นอกจากรอยขีดข่วนที่น่ารำคาญตารำคาญใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือคราบสกปรก คราบหยดน้ำ คราบยางไม้ มูลนก ฝุ่นหรือโคลน ที่กระเด็นมาโดนเรือนไมล์ขณะขับขี่หรือในขณะที่จอดไว้ ยิ่งเข้าหน้าฝนแล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยากเลยครับที่จะทำความสะอาด มิหนำซ้ำยังทิ้งรอยด่างให้เราเจ็บช้ำใจเล่นๆ การถอดประกอบเพื่อเปลี่ยนเรือนไมล์ ก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา คงทำใจลำบาก ที่ต้องเห็นรถที่คุณรักโดนถอดชิ้นส่วน แถมเป็นกังวลว่าประกอบกลับแล้วจะไม่เหมือนเดิม Focus Moove (โฟกัสมูฟ) คือ แบรนด์ฟิล์มกันรอยน้องใหม่ คิดค้นมาจากความเข้าใจในปัญหาของผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ยังคงคุณภาพและความเชี่ยวชาญในเรื่องการปกป้องของโฟกัสไว้เช่นเคย ต่อยอดความสำเร็จของฟิล์มกันรอยอันดับ 1 แบรนด์โฟกัส และตอกย้ำสโลแกน “Focus Protect What Matters” ที่ไม่ใช่แค่การปกป้องหน้าจอสมาร์ทโฟนอีกต่อไป แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณรัก โฟกัสจะตามไปปกป้องเสมอ ซึ่งในตอนนี้ Focus Moove ก็มี ฟิล์มกันรอยเรือนไมล์มอเตอร์ไซค์ ที่พร้อมจะปกป้องรถของชาวไบค์เกอร์ทุกคนกันแล้ว ฟิล์มกันรอย Focus ผลิตจากเนื้อฟิล์มพีพีเอฟ (PPF : Paint Protection Film) ซึ่งเป็นเนื้อฟิล์มชนิดพิเศษที่ใช้ในวงการเคลือบสีและป้องกันรอยขีดข่วนรถยนต์ ซึ่งฟิล์มชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันในวงการรถยนต์ครับ ว่ามีความหนา ยืดหยุ่นสูง ทนทาน กันรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และยังมีความใส แต่ก็สามารถป้องกันรังสี UV ได้ จึงทนทาน ใช้งานยาวนาน คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ Focus Moove แตกต่างจากคนอื่น แยกให้เห็นง่ายๆ ตามนี้  SELF HEALING หน้าฟิล์มสามารถฟื้นฟูตัวเองจากรอยขีดข่วน และคืนตัวรวดเร็วเมื่อได้รับความร้อน  SCRATCH-RESISTANT ปกป้องรอยขีดข่วนขนแมว รอยจากหินดีด กุญแจ คราบยาง หรือแม้กระทั่งมูลนก  HIGH DEFINITION & ANTI-UV ฟิล์มใส ไม่เหลืองง่าย ป้องกันยูวี มองเรือนไมล์ได้อย่างชัดเจน  EASY INSTALLATION ติดตั้งง่าย สามารถแก้งานได้ ลอกออกไม่ทิ้งคราบกาวเมื่อใช้เป็นระยะเวลานาน อายุการใช้งานยาวนาน โดยฟิล์มของเราจะมีอยู่ 2 ประเภทได้แก่รุ่น Normal และ Premium โดยฟิล์มชนิด Normal จะรองรับกลุ่มรถ Automatic และ Big scooter ส่วนชนิด Premium จะรองรับรถกลุ่ม Big bike เป็นหลัก ซึ่งทั้งสองขนิดนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของค่ากัน UV และอายุการใช้งานที่นานกว่าของรุ่น Premium แต่มั่นใจได้เลยว่ากันรอยขีดข่วนได้ดีเยี่ยมทุกรุ่นแน่นอน วิธีการติดตั้งฟิล์มกันรอย Honda Forza   สำหรับใครที่สนใจ ฟิลม์กันรอย คลิกที่นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย

Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย หลังจากเปิดตัววางจำหน่ายที่ประเทศไทยเป็นที่แรกของโลกได้ไม่ทันไร AP Honda ก็ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ไปทดสอบเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอบนเส้นทางพร้อมอุปสรรคจำลองที่ทาง Honda ได้จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของรถที่ว่า “ได้เวลา..ออกนอกเส้นทาง” หลังจากไปทดสอบมาแล้ว เราก็ขอนำเสนอแบบสั้นๆ กับบทความ Honda CT125 กับ 13 จุดเด่น ที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อไปลุย ซึ่งสาเหตุที่เรายังไม่ลงเป็นรีวิวหนักๆ แน่นๆ เพราะเราได้มีโอกาสทดสอบเพียงไม่นานนัก เพราะมีสื่อหลายสำนักไปทดสอบในวันเดียวกันครับ เอ้าไปดูกันเลยว่าทั้ง 13 ข้อนั้นมีอะไรกันบ้าง แรงดีตั้งแต่ช่วงต้น แม้จะใช้เครื่องยนต์หัวฉีด PGM-Fi ขนาด 125 ซีซีเหมือนหลายๆ โมเดล แต่มีการออกแบบระบบส่งกำลังใหม่ ให้ตอบสนองในช่วงรอบต้นได้ดี ทำให้ขับขี่ได้สนุกมากขึ้นมากกว่าเครื่องยนต์ 125 ซีซีในพิกัดเดียวกัน 2. ขี่ง่าย ด้วยการออกแบบระบบเกียร์ให้เป็นแบบเกียร์วน ไม่มีคลัตช์ ทำให้ใช้งานง่าย ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี มือใหม่ก็ไม่มีปัญหา 3. คล่องตัว จากการมีรูปทรงที่เล็กเพรียว กะทัดรัด ทำให้ขับขี่ได้ง่ายและคล่องตัว การคอนโทรลตัวรถจึงทำได้ง่าย รวมไปถึงแฮนด์บาร์ที่ออกแบบให้ขับขี่ง่ายแบบ Taper bar 4. แข็งแกร่ง ท้าทายการขับขี่ของคุณมากยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งมาจากโรงงาน เช่น ยางกันฝุ่นแกนโช้ค การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ 5. พร้อมลุย ด้วยการออกแบบช่วงล่างมารองรับการใช้งานสมบุกสมบัน โช้คหน้าที่เน้นความแข็งแรงมากขึ้นพร้อมกับออกแบบระยะยุบมากถึง 110 มิลลิเมตร และโช้คหลังสามารถยุบได้ถึง 70 มิลลิเมตร ทำให้มั่นใจได้ทุกสภาพถนน เข้าได้กับทุกพื้นที่ 6. ปลอดภัย เพราะ Honda เลือกจะใส่ดิสก์เบรกแบบหน้า – หลังมาเลย และยังมีระบบกันล้อล็อค ABS ที่ใส่มาให้ด้านหน้าอีกด้วย ได้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น 7. ไม่กลัวน้ำ ด้วยการวางท่อไอเสียและกรองอากาศที่สูง จึงสามารถที่จะเอาไปลุยน้ำได้(ในระดับนึง) และยังให้สตล์ที่สวยงาม ลงตัวในแบบของออฟโร้ดไบค์ 8. ขนของสบาย แร็คด้านหลังถูกออกแบบมาให้มีขนาดใหญ่ สามารถที่จะมัดสิ่งของสัมภาระต่างๆ ช่วยให้คุณเข้าไปผจญภัยบนเส้นทางต่างๆ ได้อย่างที่ใจต้องการ 9. บุกตะลุยได้ไม่หวั่น เพราะยางที่ติดรถมาแบบพร้อมลุยเป็นแบบสองประสงค์ Dual Purpose แบบเดียวกับรถแอดเวนเจอร์ให้คุณบุกตะลุยไปในทุกเส้นทางที่คุณอยากไป 10. ไม่เสียเวลาแวะปั๊มบ่อย เพราะนักล่าคันนี้มีถังน้ำมันใต้เบาะขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร ถือว่าเป็นถังน้ำมันที่ใหญ่สำหรับรถพิกัดนี้เลยก็ว่าได้ สามารถขับขี่ระยะทางไกลได้ถึง 360 กิโลเมตร เลยทีเดียว คิดง่ายๆ ไป-กลับ เขาใหญ่ ได้สบายๆ 11. ชัดเจนทุกเส้นทาง CT125 เลือกใช้ระบบส่องสว่างแบบ Full LED ซึ่งจัดเต็มทั้งระบบทั้งหน้าและหลังพร้อมลุยทุกเส้นทางแบบสว่างแจ่มจรัส 12. ล้ำสมัย ด้วยเรือนไมล์ LCD ทรงกลมแบบ Full Digital คงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ที่คลาสสิก แต่ก็ยังผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปให้ดูดีและสะดวกกับการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมองเห็นได้เด่นชัดทั้งกลางวันกลางคืน 13. มีสไตล์ จากการเลือกใช้โลโก้พิเศษ Honda Classic Wing ทรงคุณค่าความเป็นตำนาน และโดดเด่นไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นรถที่พร้อมจะตอบโจทย์คนลุยๆ คนที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งจริงๆ แต่จะลุยได้มากแค่ไหนนั้น ไว้มีโอกาส SuperBike จะทำการรีวิวมาให้แบบจัดเต็มแน่นอนครับผม อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Brutale 1000 RR ML

Brutale 1000 RR ML โมเดลสุดพิเศษจาก MV Agusta MV Agusta ได้ทำการเผยโฉมโมเดลสุดพิเศษของที่มีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ตไบค์รุ่นเรือธงของทางค่ายอย่าง Brutale 1000 RR ผ่านทาง Facebook ซึ่งจะไม่มีโมเดลไหนพิเศษมากขนาดนี้อีกแล้ว เพราะว่ารถคันนี้มีเพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น นอกจากสีน้ำเงินตัดด้วยสีขาวที่ดูโดดเด่นยังเสริมความหรูหราพรีเมี่ยมด้วยสีทองแบบด้าน กลายเป็นสีไตรคัลเลอร์ที่ไม่เหมือนใคร โดยยังแอบมีลูกเล่นที่ล้ออลูมิเนียมฟอร์จที่มีการตัดด้วยสีดำเข้าไปบริเวณก้านล้อ พื้นบานของ Brutale 1000 RR ML เป็นโมเดล Brutale 1000 RR ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซี ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 205 แรงม้า และแน่นอนว่าตัวรถมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยและระบบกันสะเทือนจาก Ohlins สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดลพิเศษอย่าง Brutale 910 Italia ซึ่งเป็นโมเดลพิเศษเฉลิมฉลองที่อิตาลีได้แชมป์ฟุตบอลโลกปี 2006 และมอบให้กับนักเตะอิตาลีรวมไปถึงหัวหน้าโค้ชด้วย โดยรหัส ML ต่อท้ายนี้เป็นตัวย่อของชื่อลูกค้าที่สั่งผลิตโมเดลพิเศษนี้ ดังนั้นมันจะไม่มีวางขายทั่วไป โดยทางค่ายไม่ได้ระบุว่าผู้เป็นเจ้าของคันนี้คือใคร แต่ถ้าเราเดาก็อาจจะเป็น Marcello Lippi ซึ่งเป็นชื่อของหัวหน้าโค้ชทีมชาติอิตาลีในปี 2006 อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ MV Agusta คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชมคลิป Ninja ZX-25R

ชมคลิป Ninja ZX-25R สเป็กแข่งโชว์ความลั่นบนไดโนแบบสุดทุกเกียร์ เรียกว่าดูคลิปนี้แล้วสาวกค่ายเขียวน่าจะเคืองหลัง Kawasaki อินโดนีเซียยังคงลงคลิปโปรโมตเร้าอารมณ์อยากเสียเงินไม่หยุดสักที ขนาดผมยังแอบขึ้น ทำไมไม่เปิดตัวสักที แต่ก็เข้าใจว่ามีปัญหากับเรื่องโควิด-19 ที่ประเทศต้นทางนั้นสถานการณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่ และคลิปล่าสุดก็คือคลิปที่ทาง Kawasaki จับเอา Ninja ZX-25R ตัวสเปกแข่งที่ใส่ของแต่งมาแล้ว โดยเฉพาะกับท่อ Yoshimura HeptaForce TSS ที่บอกได้คำเดียวว่า “สุด” ให้สุ้มเสียงไม่ต่างอะไรจากรถสปอร์ตไบค์ตัวพันเลยด้วยซ้ำ เพราะเสียงมันลั่นซะเหลือเกิน สาวกค่ายเขียวต้องร้องว่า โอ้มายก็อด อย่างแน่นอนครับ ปล.ก่อนดูเตรียมหูฟังให้พร้อม วอร์มหูให้ดี และอย่าเปิดดังจนเกินไป ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Kawasaki คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องสเปก F 900 R

ส่องสเปก F 900 R ก่อนเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ F 900 R คือเน็กเก็ตโร้ดสเตอร์ระดับกลางของ BMW ที่มีประวัติยาวนาน โดยโมเดลใหม่นี้จัดเป็นโมเดลแบบ All New ที่มีการปรับปรุงจากโมเดลก่อนหน้านี้อย่าง F 800 R โดยโมเดลใหม่มีการดีไซน์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ให้การขับขี่ที่ลื่นไหลและมีความเป็นสปอร์ตแฝงอยู่ และปรับปรุงใหม่ในหลายๆ จุด โดยจุดที่สำคัญหลักๆ คือเครื่องยนต์และถังน้ำมัน เครื่องยนต์เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงเช่นเดิม แต่มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 895 ซีซี (จากโมเดลก่อน 853 ซีซี) ซึ่งให้สมรรถนะที่ดีขึ้น เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 8750 รอบและแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ และการันตีแรงบิดที่ 87 นิวตันเมตรตลอดช่วง 4500 – 8500 รอบ ขับขี่นุ่มนวลด้วยเคาน์เตอร์บาลานซ์ชาฟต์ 2 ตัว แชสซีของรถนั้นเลือกใช้เฟรมบริดจ์ทำจากเหล็กกล้า ที่แข็งแรงทนทานและให้การควบคุมที่แม่นยำ เฟรมท้ายมีการปรับปรุงใหม่ โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับ โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มคู่ ถังน้ำมันพลาสติกขนาด 13 ลิตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการมอเตอร์ไซค์ เทคโนโลยีที่ใส่ให้มาก็ค่อนข้างแน่น อาทิ ไรดิ้งโหมด 2 โหมด Rain และ Road ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมสมดุลรถอัตโนมัติ ASC (สามารถติดตั้งอ็อพชั่นเพิ่มเทคโนโลยีได้) ลูกเล่นอื่นๆ เช่น หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ระบบไฟ LED ทั้งระบบ เป็นต้น ในส่วนของราคานั้นยังไม่มีข้อมูลราคาจำหน่ายในบ้านเรา แต่คิดว่าราคาคงไม่หนีไปจากเดิมมากนัก ส่องสเปก F 900 R เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 895 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 86.0 X 77.0มม. อัตราส่วนการอัด 13.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR 17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 135 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่และโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 142 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้ง ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,140 X 815 X 1,130 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,518 ม.ม. ความสูงเบาะ 815 ม.ม. น้ำหนักรถ 211 กก. รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 13.0 ลิตร   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ BMW คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องสเปก F 900 XR

ส่องสเปก F 900 XR ก่อนเข้าไทยเร็วๆ นี้ F 900 XR คือสปอร์ตทัวริ่งไบค์ระดับกลางรุ่นล่าสุดของ BMW เหมาะกับการขับขี่ทางไกล แต่ยังมีกลิ่นอายของการขับขี่ในแบบสปอร์ต พร้อมด้วยดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยไม่เหมือนใคร พร้อมเทคโนโลยีจากรุ่นใหญ่ของทางค่าย เครื่องยนต์เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 895 ซีซี (จากโมเดลก่อน 853 ซีซี) เคลมแรงม้ามาที่ 105 แรงม้าที่ 8750 รอบและแรงบิดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6500 รอบ และการันตีแรงบิดที่ 87 นิวตันเมตรตลอดช่วง 4500 – 8500 รอบ ขับขี่นุ่มนวลด้วยเคาน์เตอร์บาลานซ์ชาฟต์ 2 ตัว แชสซีของรถนั้นเลือกใช้เฟรมสตีลบริดจ์ ที่แข็งแรงทนทานและให้การควบคุมที่แม่นยำ เฟรมท้ายมีการปรับปรุงใหม่ โช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับ โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มคู่ ถังน้ำมันพลาสติกขนาด 15.5 ลิตร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการมอเตอร์ไซค์ เทคโนโลยีที่ใส่ให้มาก็ค่อนข้างแน่น อาทิ ไรดิ้งโหมด 2 โหมด Rain และ Road ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมสมดุลรถอัตโนมัติ ASC (สามารถติดตั้งอ็อพชั่นเพิ่มเทคโนโลยีได้) ลูกเล่นอื่นๆ เช่น ชิลด์หน้าปรับระดับความสูงได้ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ระบบไฟ LED ทั้งระบบ เป็นต้น ในส่วนของราคานั้นยังไม่มีข้อมูลราคาจำหน่ายในบ้านเรา แต่คิดว่าราคาก็คงไม่แพงจนเกินไปอย่างแน่นอน ส่องสเปก F 900 XR ด้านล่างได้เลย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 895 ซีซี ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 86.0 X 77.0มม. อัตราส่วนการอัด 13.1:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR 17 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR-17 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มคู่และโช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 172 มม. เบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบโฟลตติ้ง ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์ 4 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก 1 พ็อต พร้อมระบบเบรก ABS ยาว X กว้าง X สูง 2,160 X 860 X 1,320 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,521 ม.ม. ความสูงเบาะ 825 ม.ม. น้ำหนักรถ 219 กก. รวมของเหลว ความจุถังน้ำมัน 15.5 ลิตร   อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ BMW คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แต่ง R1M แบบจัดเต็มใน 1 วันใส่อะไรได้บ้าง

วันนี้เรามาดูรถ Yamaha YZF-R1M โมเดลใหม่ล่าสุดปี 2020 กันดีกว่า สำหรับการ แต่ง R1M แบบจัดเต็มแทบจะทุกจุดที่สามารถแต่งได้ เอาจริงคันนี้ถ้าออกมาจากโรงงานมันก็เพียบพร้อมที่จะซิ่งอยู่แล้ว แต่เพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเจ้าของเองนั้น มันก็ต้องจัดไป อย่าให้เสีย… สำหรับเจ้า R1M คันนี้พื้นฐานชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะทั้งคันเป็นคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาอยู่แล้ว มาพร้อมกับระบบช่วงล่าง Ohlins หล่อๆ มาจากโรงงาน พร้อมกับ Serial แต่ละคัน คันนี้เป็นคันที่ 565 จากยามาฮ่า ดูๆ แล้วแค่นี้ก็รู้สึกถึงความเป็น Limited Edition ในตัวเลยละ เรามาดูสไตล์การ แต่ง R1M คันนี้กันบ้างว่าทางเจ้าตัวจับอะไรใส่ลงไปในคันนี้กัน แต่ที่แน่ๆ “สุดจัด..ปลัดบอก” มาดูกันที่ด้านหน้ากันก่อนเลยที่ชิ้นส่วนเดิมเป็นคาร์บอนอยู่แล้วจับใส่ชิลด์ใส เป็นของ MRA ไว้ตัดลมด้านหน้าสวยงามและได้ใส่ตัวอุดกระจกข้างออกสั่งตัวปิด Gillies มาใส่ให้เนียนตา ด้านหน้าดูดุกว่าเดิม มาดูกันที่ระบบเบรกปั๊มเบรกหน้าที่ถอดของเก่าออกทั้งระบบพร้อมกับใส่ Galespeed โลโก้แดงเข้าไปแทนที่มั่นใจกว่าเดิมจับกับหูโช้ค Ohlins เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น จับเปลี่ยนจานเบรกหน้าไปอีก 1 ชุด เป็นของ Braketech 320 mm. แบบ Floating หมุดสีน้ำเงิน สวยงาม ปั๊มเบรกบนก็ไม่ธรรมดาจัดโลโก้แดง หมุดทอง Galespeed ท็อปสุดมาใส่ในคันนี้ใส่กันล้มจาก Graves พร้อมกับเปลี่ยนตัวปรับระยะก้านเป็นของ TWM ไปอยู่ทางด้านซ้ายเพื่อไว้ใช้ปรับขณะขับขี่ในสนามอีกด้วย อยู่คู่กับมือคลัตช์ Galespeed โลโก้แดง มองๆ แล้วมันช่างลงตัวอะไรอย่างนี้ ประกับทางด้านซ้ายสีสันสวยงามใช้งานง่ายเป็นของ JET Prime ยังคงใช้งานสัญญาณต่างๆ ได้เหมือนเดิมแต่เพิ่มความเป็นรถแข่งเข้ามาได้ฟีลลิ่งดีตอนขับขี่ มาดูของแต่งทางด้านหลังกันบ้างสำหรับคันนี้ ก็ได้เปลี่ยนปั๊มหลังเป็นของ Galespeed โลโก้แดงดูเหมือนว่าตัวนี้จะหายากเหมือนกันมาพร้อมกับขาจับคาลิเปอร์แบบตรงรุ่นซะด้วย รวมไปถึงดิสหลังเปลี่ยนไปใส่เป็นของ BrakeTech สเต็ปเดียวกับทางด้านหน้า ล้อหน้า-หลัง เป็น Marchesini สีดำน้ำหนักเบาช่วยลดภาระน้ำหนักและสวยด้วยไปในตัวรัดด้วยยาง Pirelli SC2 สายฟ้าของดีไม่ต้องพูดเยอะ และใส่ของแต่งป้องกันแคร้งเครื่องเป็นของ GB Racing ท่อไอเสียแต่งแบบเต็มระบบแบบฟูลไทเทเนียมของ SC Project ลองฟังเสียงแล้วไม่ดังมากแต่ให้ความสวยแบบสุดๆ ไปเลยแถมรุ่นนี้ทางเจ้าของเองก็บอกไว้ว่า จะมีขยับโปรเจ็กต์อีกนิดหน่อยเพราะได้ตัวท่อเป็นรุ่นพิเศษมา สามารถใส่กับสวิงอาร์มแบบกลับหัวได้ (คล้ายๆ รถใน WSBK) เกียร์โยงเป็นของ Gia Moto สามารถที่จะปรับระยะการวางเท้าได้ให้เหมาะสมกับคนขับขี่และยังได้ใส่ตัวช่วยการเข้าเกียร์เป็น Quick Shifter up/down สามารถที่จะใส่เกียร์ได้เลยทั้งขึ้นและลง สบายๆ พร้อมขับขี่ในสนาม พร้อมกับเปลี่ยนสเตอร์หน้าหลังเป็นมิเนียมน้ำหนักเบาของ AFAM เบาะแต่งจาก Race seat ทำให้กระชับมากขึ้นเวลาขับขี่ และยังใส่ชิ้นส่วนเคฟลาร์เพิ่มขึ้นเป็นจุดเล็กๆ ชิ้นส่วนตัวช่วยดักลมต่างๆ จาก 40 Garage ที่ทำให้รถคันนี้ดูเป็นรถที่พิเศษกว่า R1M ทั่วๆ ไป เป็นคำถามที่ผมถามจะทุกครั้งที่ไปถ่าย “ในอนาคตจะแต่งเพิ่มไหม” คำตอบได้มาอย่างรวดเร็วฉับไวว่า “ถ้ามีโอกาส..จัดเต็มแน่อน” ทางเจ้าตัวเล็งๆ สวิงอาร์มแบบกลับหัวอยู่เพราะได้ท่อสเปกพิเศษมา อาจจะได้เห็นเร็วๆ นี้ และสำหรับคันนี้ ใช้เวลานานมากๆ ประมาณ 1 วัน หลังออกจากศูนย์ Yamaha Riders’ club ก็ดิ่งไปที่ 40 Garage ทางพี่ต๋อง เจ้าสำนัก ก็จัดให้เป็นสภาพนี้เลยก็ถือว่าเป็นรถที่สุดจัดอีกหนึ่งคันที่น่าสนใจและจะติดตามต่อๆ ไป บอกไว้ก่อนว่า เดี๋ยวมีอีกคันตามมาเร็วๆ นี้ แน่นอน… รูปภาพ     อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R

ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R เท่าที่เรารู้ถึงตอนนี้ ล่าสุด Kawasaki อินโดนีเซีย อัพโหลดคลิปวิดีโอ Jonathan Rea แชมป์โลก WorldSBK 5 สมัย หวด Kawasaki Ninja ZX-25R ในสนาม Jerez ที่ประเทศสเปน ที่ยังไม่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการอันมาจากพิษโรคระบาด COVID-19 ทาง Kawasaki ก็มีความพยายามรุกเร้าพวกเราไบค์เกอร์กันเหลือเกิน และในคลิปก็มีการเปิดเผยรายละเอียดฟีเจอร์เด่นๆ บางส่วนออกมาแล้ว ซึ่งละเอียดมากขึ้นกว่าก่อน ซึ่งเราก็จะเอามาแจงให้ดูว่ามีอะไรกันบ้างครับ ฟีเจอร์เด่น Ninja ZX-25R มีดังนี้ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 250 ซรซร แชสซีที่ออกแบบมาโดยใช้พื้นฐานมาจากรถแข่ง WorldSBK ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า แรมแอร์กลางตัวรถ แอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ โช้คหน้าหัวกลับ Showa SFF-BP ขนาด 37 มม. โช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับแบ็กลิงก์แบบแนวนอน ยางแบบเรเดียล ระบบไฟ LED แทร็คชั่นคอนโทรล ควิกชิฟเตอร์ พาวเวอร์โหมด (2 โหมด Full / Low) รายละเอียดที่ให้มาแค่นี้ ไม่ต้องมีตัวเลขแรงม้าแรงบิด หรือตัวเลขอื่นๆ ผมว่าก็เพียงพอที่จะทำให้สาวกค่ายเขียวทีมกรีนได้เฮกันละมั้งครับงานนี้ บอกได้คำเดียวว่าเก็บเงินรอได้เลยสำหรับนักบิดสายสปอร์ต สายสนามแท้ๆ เร้าใจแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Kawasaki คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler 1200 Bond Edition

Scrambler 1200 Bond Edition รุ่นพิเศษสำหรับคอหนังสายลับจาก Triumph ล่าสุด Triumph ก็ได้ทำการเปิดตัวรถใหม่ที่น่าจะเป็นระดับตำนานในอนาคตอย่างแน่นอนกับ Scrambler 1200 Bond Edition หลังจากที่เคยตกเป็นข่าวในวงการไปทั่วกับฉากเจมส์ บอนด์ขี่มอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ถ่ายทำในแบบแอ็กชั่นไล่ล่าตามสไตล์ของหนัง James Bond : No Time To Die ภาคใหม่ล่าสุด และเพื่อเป็นการฉลองที่ได้ร่วมมือกันสร้างอะไรเจ๋งๆ ค่ายรถอังกฤษจึงได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์คันแรกที่หลุดออกมาจากแฟรนไชส์ภาพยนต์สุดดัง Scrambler 1200 Bond Edition โดยได้รับแรงบรรดาลใจมาจากภาพยนต์นั่นเอง ตัวโมเดลพิเศษนี้จะมีพื้นฐานเป็น Scrambler 1200 XE ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของตระกูลนี้ ทั้งในด้านของสมรรถนะและความพรีเมียม โดยมีการเพิ่มเติมความเป็นบอนด์เข้าไปในหลายๆ จุด ดังต่อไปนี้ ชุดสีพรีเมียม 007 โลโก้ 007 ที่การ์ดท่อไอเสีย และที่ด้านข้างตัวรถ เบาะหนังแท้ปักโลโก้บ่งบอกความเป็นรุ่นพิเศษ การแสดงผลเวลาบิดกุญแจแบบพิเศษเฉพาะรุ่นบนหน้าจอเรือนไมล์ ทำสีดำให้กับชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อโมเดลพิเศษนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ บังโคลนหน้าและหลังอโนไดซ์สีดำ โช้คหน้า เพลตโลโก้ที่เครื่องยนต์พิเศษเน้นด้วยสีทอง สวิงอาร์มและครอบสเตอร์หน้า พาวเดอร์โค้ตด้วยสีดำ มือจับท้าย การ์ดอ่างน้ำมันเครื่องและครอบเฟรมสีดำ โมเดษพิเศษจะผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 250 คัน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคันมาพร้อมเพลตนัมเบอร์ของตัวเองไม่ซ้ำกันที่ประกบตุ๊กตาแฮนด์ นอกจากนี้ผู้ที่ซื้อจะได้ชุดส่งมอบพิเศษ Special Bond อีกด้วยครับ ส่วนในเรื่องของสเปกอื่นๆ ก็จะเหมือนกับ ตัว XE ทุกประการครับ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Triumph คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli Imperiale 400

Benelli Imperiale 400 พร้อมจะเปิดตัวในไทยเดือนมิถุนายน!! ล่าสุดทางแฟนเพจ Benelli Thailand มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโมเดลใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว แม้ว่าในรูปที่ทางเพจโพสต์ไว้จะมีการคลุมผ้าโมเดลที่จะทำการเปิดตัว แต่ก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะทางเพจติดแฮชแท็กไว้ชัดเจนว่า #imperiale400 แถมยังมี #june อีก ดังนั้นไม่ยากเลยที่จะบอกว่า เบเนลลี่เตรียมเปิดตัวรถโมเดลไหน และเมื่อไหร่ โอกาสนี้เราก็เลยจะนำภาพ รายละเอียดและสเป็กของ Benelli Imperiale 400 มาให้ชมกันครับ Imperial 400 คือมอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิคที่นำเอา มอเตอร์ไซค์ Benelli-MotoBi ที่ผลิตในช่วงทศวรรษ 1950 มานำเสนอใหม่อีกครั้ง เป็นรถสไตล์ดั้งเดิมที่มาพร้อมกับจิตวิญญาณที่แท้จริง ซึ่งทุกวันนี้จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ได้ยาก ขุมพลังของมันใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ แบบ SOHC จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดเพื่อให้ประหยัดน้ำมันในทุกสภาวะการขับขี่ กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 21 แรงม้าที่ 5500 พร้อมแรงบิดที่ 29 นิวตันเมตรที่ 4500 รอบ เฟรมเลือกใช้เป็นเฟรมเปลคู่ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นเทเลสโคปิคขนาด 41 มม. ระยะยุบ 121 ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มกับโช้คเดี่ยวระยะยุบ 55 มม. ออกแบบท่อไอเสียเป็นทรงคลาสสิคเพื่อขับเน้นความคลาสสิค เสริมด้วยไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำตามแบบมอเตอร์ไซค์ในอดีต ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาดใหญ่ 300 มม. คาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 240 มม. และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ล้อเป็นอลูมิเนียม ขนาดล้อเป็น 19 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ส่วนยางเป็น 100/90 และ 130/80 ตามลำดับ และสุดท้าย Imperiale 400 ราคานั้นยังไม่เปิดเผยนะครับ รอลุ้นต้นเดือนมิถุนายน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Benelli คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MASH DESERT FORCE 400

MASH DESERT FORCE 400 คลาสสิคสไตล์ทหารอเมริกัน ล่าสุด Mash ค่ายรถแดนน้ำห้อมได้ทำการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์วินเทจในคราบของ Desert Force 400 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบสูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 397 ซีซี ที่มีแรงม้าที่ 27 แรงม้า โดยตัวรถจะมาในชุดสีของกองทัพอเมริกาซึ่งทำให้หวนคิดถึงช่วงปี 1950 – 1960 มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิคกับชุดสีแบบทหารเป็นอะไรที่คนรักรถมอเตอร์ไซค์และค่ายรถอย่าง Indian, Jawa หรือ Royal Enfield หันมาทำและดัดแปลงกันมาหลายต่อหลายโมเดลแล้วตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และตอนนี้เป็นคราวของ Mash ที่จะมานำเสนอรถที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถของกองทัพว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรผ่านโมเดล Desert Force 400 สีของรถจะมาในโทนสีเบจ ที่บังโคลหน้าจะมาพร้อมที่ติดแผ่นทะเบียน และเพื่อทำให้มันเด่นยิ่งขึ้น มีการเลือกใช้ท่อไอเสียสีดำ และด้านข้างยังมาพร้อมถังน้ำมันสำรองและกระเป๋าสัมภาระ แน่นอนว่าทุกอย่างที่ใส่มันมีความเป็นวินเทจหรือย้อนยุคเพื่อให้เข้ากับสไตล์ของรถคันนี้ ล้อเลือกใช้เป็นล้อซี่ลวด มีตะแกรงครอบไฟหน้าทรงกลม มีตัวอักษรบ่งบอกแบรนด์สีน้ำตาลเข้ม และเบาะนั่งแบบแยกส่วนที่มีดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนใคร นอกจากที่ว่ามาที่ดูแล้วแต่คลาสสิคย้อนยุค แต่ตัวรถก็แอบซ่อนความทันสมัยไว้อย่างเรือนไมล์ดิจิตอลทรงกลมเดี่ยว และระบบเบรกแบบ ABS โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 280 มม. ด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกัน ทั้งนี้เจ้ารุ่นพิเศษคันนี้จะผลิตขึ้นมาจำหน่ายเพียง 103 คันเท่านั้น โดยสนนราคาอยู่ที่ 5395 ยูโร หรือที่ราวๆ 190,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Over Suspension

Over suspension คืออะไร ใส่ไว้ทำไม เรามีคำตอบ Over suspension คืออุปกรณ์เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่อย่างนึง พูดง่ายๆ คือของแต่งนั่นเอง แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก และยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา โดยเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นของทาง Supreme Technology (แบรนด์สัญชาติอิตาลี) วิจัยและพัฒนาร่วมกับทีมแข่งระดับโลกอย่าง Barni Racing Team – Ducati ซึ่งเป็นทีมแข่งรถในการแข่งขัน World Superbike Championship เจ้าตัวหน่วงมวลที่สวิงอาร์มนี้ทำจากอลูมิเนียม CNC เป็นชิ้นเดียว ด้านในมีลักษณะของตุ้มน้ำหนักถ่วงทำงานร่วมกับสปริง ใช้ติดตั้งบริเวณส่วนปลายของสวิงอาร์มของรถ   ถามว่าเจ้านี้มีไว้ทำไม ตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่ามีหน้าที่ทำให้รถวิ่งได้สเถียรหรือนิ่งมากขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ ว่าแต่เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มันมีหลักการยังไง ทำไมถึงช่วยได้ ผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ง่ายๆ อ่านต่อด้านล่างได้เลย เวลาที่เราขับขี่รถนั้นยิ่งเราขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากเท่าไหร่ก็จะเกิดอาการสั่นสะเทือนและการแกว่งตัวมากขึ้นเท่านั้น และที่ยางหลังก็มักจะเกิดอาการที่นักแข่งมักจะเรียกว่าท้ายสับ โดยเฉพาะเวลาเบรกเพื่อที่จะเข้าโค้ง อาการนี้คืออาการที่หน้ายางหรือหน้าสัมผัสจะเกาะพื้นและดีดลอยขึ้นมา สลับไปสลับมา คล้ายกับการสับหมูไว้ผัดกะเพรา ซึ่งอาการท้ายสับที่เกิดขึ้น จะทำให้รถเกิดอาการไม่เสถียรอย่างมาก ส่งผลให้รถที่รุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ จะตรวจจับได้ว่าเกิดอาการที่ไม่ปลอดภัยทำงาน และส่งข้อมูลไปที่ ECU เพื่อตัดกำลังรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัย แต่นั่นไม่เป็นผลดีกับรถแข่ง และคนที่ต้องการสมรรถนะที่สูงและเต็มร้อย เจ้าอุปกรณ์นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยเป้าหมายที่จะจำกัดหรือลดทอนอาการเหล่านี้นั่นเอง อุปกรณ์นี้จะช่วยซับแรงสั่นสะเทือนที่เกินมาจากที่ยาง แชสซี สวิงอาร์ม และโช้คหลังจะดูดซับไว้ได้ และช่วยลดอาการเหล่านี้ ทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้น ควบคุมรถได้ดีขึ้น และที่สำคัญทำให้ปลอดภัยมากขึ้น เพราะสามารถลดการเกิดอาการไฮไซด์ (รถสะบัดและดีดตัวผู้ขับขี่ออกจากตัวรถ ซึ่งอันตรายมากๆ ) นอกจากนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิของโช้คหลังที่เกิดจากการทำงานหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ เนื่องจากโช้คจะทำงานน้อยลงเนื่องจากตัวรถมีอาการสั่นน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของโช้คในระยะยาวดีขึ้น และยังช่วยลดการสึกหรอของยางได้ด้วย จากการที่ยางเกิดอาการสับน้อยลง ซึ่งเทคโนโลยีนี้ทาง Ducati ได้พยายามทดลองอุปกรณ์ที่มีหลักการคล้ายๆ กันนี้ซ่อนในท้ายรถแข่งมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว ขณะเดียวกัน ในการแข่งขัน F1 ในทีม Renault ได้มีการใช้อุปกรณ์ที่มีหลักการทำงานเดียวกันนี้ที่ด้านหน้าของรถ ตั้งแต่ในปี 2005 – 2006 แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรและการยึดเกาะจริงๆ (เรียกว่า Tuned Mass Damper) และหลังจากนั้นก็ถูกแบนห้ามใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วอุปกรณ์ Tuned Mass Damper มีการใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย กระทั่งในตึกสูงๆ ก็มีการใช้เพื่อป้องกันตึกถล่มจากแรงลมที่ความสูงมากๆ เพียงแต่อาจจะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการมอเตอร์ไซค์เท่านั้นเอง สุดท้ายนี้ยังใช้ได้กับรถหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถแข่ง รถขี่ถนน รถเอ็นดูโร่ ก็ติดตั้งได้ โดยเฉพาะรถที่ต้องการความเสถียรและสมรรถนะที่ดีขึ้น ส่วนสนนราคาก็ตกอยู่ที่ 330 ยูโร (เท่าที่เช็คมาจากรุ่นติดตั้งในรถตัวพัน) หรือราวๆ 12000 บาทเท่านั้น ใครสนใจสั่งซื้อลองเข้าไปค้นในกูเกิ้ลได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Voge Brivido 500R

Voge Brivido 500R คู่แข่ง Honda CB500F เปิดตัวแล้ว Loncin Group ผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนขนาด 300 – 500 ซีซี แบรนด์ Voge ได้ทำการเปิดตัว Voge Brivido 500R เน็กเก็ตไบค์ขนาด 500 ซีซี ที่ประเทศอิตาลี โดยจัดว่าเป็นคู่แข่งตรงๆ ของ Honda CB500F. เจ้า Brivido 500R มีขนาดใหญ่กว่าเน็กเก็ตพิกัดเดียวกันอยู่มาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันดูเหมือนมอเตอร์ไซค์ขนาด 650 ซีซีมากกว่า มันมีดีไซน์ที่เฉียบคมและดูเหมือนกับ CFMoto 650NK จุดเด่นคือระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งหมด เรือนไมล์ดิจิตอลที่ดูโมเดิร์นและพรีเมียมไม่น้อย เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 471 ซีซีเป็นแหล่งขุมพลัง ซึ่งให้แรงม้าที่ราวๆ 43.5 แรงม้าที่ 8500 รอบ สูสีกับรถในคลาสเดียวกัน แต่มันกลับหนักถึง 198 กก.ซึ่งอาจจะเป็นตัวถ่วงในเรื่องสมรรถนะได้ Voge เคลมมาว่าจะมีท็อปสปีดที่ราวๆ 160 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 27 กม./ลิตร โดยตัวรถมีถังน้ำมันขนาด 16.5 ลิตร ซึ่งน่าจะวิ่งใช้งานได้ราวๆ 445 กม. ส่วนที่น่าประทับใจ คือช่วงล่าง โดยได้ใช้โช้คจาก Kayaba ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 41 มม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว ยางที่ใส่มาเป็น Pirelli Angel GT 120/70 ZR17 ที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นขนาด 160/60 ZR17 ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 298 มม.กับคาลิเปอร์เบรก Nissin ด้านหลังเป็นจานเบรกขนาด 240 มม. พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งหน้าและหลัง โดยเปิดตัวมาที่ราคา 5690 ยูโรหรือราวๆ 2 แสนบาท ซึ่งถูกกว่า Honda CB500F เล็กน้อย (แต่ถ้ามาบ้านเราภาษีก็อาจจะแพงกว่าแต่ไม่มาก เพราะมาจากจีน) ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมาไทยนั้นค่อนข้างที่จะยาก แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ เพราะหลังๆ มาบ้านเราก็มีมอเตอร์ไซค์จากจีนมาจำหน่ายมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Superveloce 800 2020

SUPERVELOCE 800 2020 เพิ่ม 2 ชุดสีใหม่ ตามคำเรียกร้องจากแฟนๆ ล่าสุด MV Agusta ได้ตอบรับคำเรียกร้องจากแฟนๆ จัดการเพิ่มเติมสีสันให้กับสปอร์ตไบค์สไตล์นีโอเรโทรของทางค่ายอย่างเจ้า Superveloce 800 ด้วย 2 ชุดสีใหม่ พร้อมกับเป็นเครื่องหมายยืนยันการเริ่มต้นกลับมาผลิตอีกครั้งหลังจากโรงงานในเมือง Varese ประเทศอิตาลี ถูกล็อกดาวน์ไปในช่วงของ COVID-19 โดยสีใหม่นี้เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกเฉดสีที่สะดุดตาและตรงใจมากขึ้น และเพื่อที่จะได้ชุดสีใหม่ที่สวยสะดุดตาแบบที่เห็นอยู่นี้ทางดีไซเนอร์ของ MV Agusta ได้รับฟังข้อคิดเห็นจากแฟนๆ ของทางค่ายเป็นจำนวนมากครับ Adrian Mortor ผู้อำนวยการด้านการออกแบบของศูนย์วิจัยของ MV Agusta (CRC) ยืนยันถึงสีใหม่ที่เอาใจแฟนๆ ไว้ดังนี้ “ตามที่เราได้นำเสนอ Superveloce 800 ไปที่ Milano เราได้ขอฟีดแบ็กจากทั้งคนทั่วไปและผู้นำเข้า และได้ตัดสินใจที่จะสร้าง 2 ชุดสีใหม่ โดยทั้ง 2 เฉดสีจะใช้เฟรมสีทองที่แสดงให้เห็นถึงธีมในสไตล์นีโอเรโทร การเน้นไปที่เส้นสายที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งและช่วยให้โมเดลนี้มีคุณค่าทางแบรนด์มากยิ่งขึ้น” ชุดสีแรกนั้นจะรวมเอาสีที่เป็นอัตลักษณ์ของ MV Agusta ในยุคคลาสสิค ซึ่งได้แก่ สีแดง Ago และสีเงิน Ago ซึ่งเกี่ยวโยงไปยังการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของทางค่ายที่สามารถเอาชนะการแข่งขันในระดับโลกมาหลายสมัยด้วยกัน ตัวรถจะมีล้อและเฟรมสีทองซึ่งเป็นลักษณะที่สืบทอดมาจากรถแข่งสายพันธุ์อิตาเลียนในอดีต ก่อให้เกิดความโดดเด่น ความเป็นเอกเทศแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ผลิตทั่วไปมากยิ่งขึ้น อีกชุดสีนึงนั้นจะเป็นสีดำคาร์บอนเมทัลลิกและสีเทาดาร์กเมทัลลิกแบบด้าน และใช้เฟรมและล้อสีทองเช่นกัน โดยชุดสีนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างสีที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึก และสีที่สื่อถึงการแข่งขัน Formula1 ในช่วงปี 1970 ที่ให้ความหรูหรา ขณะเดียวกันก็เป็นสีอัตลักษณ์ของทางค่ายอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

ZX-25R จับใส่ท่อแต่ง Yoshimura เสียงสุดโหด (นาทีที่ 1.29) เด็ด!!

วันนี้เรามาฟังเสียง Ninja ZX-25R จับใส่ท่อแต่งสำนักดังจากญี่ปุ่นอย่าง Yoshimura ใครๆก็รู้ว่าเจ้า ZX-25R คันนี้พื้นฐานเครื่องยนต์เป็นรถ 250 ซีซี 4 สูบ ทรงพลังในรอบเครื่องที่สูง เสียงเครื่องจัดจ้านกันอยู่แล้ว ทางคาวาซากิอินโดนิเซีย จับใส่ท่อแต่งเข้าไป จะเป็นยังไงไปชม Ninja ZX-25R Yoshimura กันครับรับรองเร้าใจแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์

แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ บนพื้นฐาน TMAX เหรอ เรากำลังคิดอยู่นะ ค่ายรถแห่งเมืองอิวาตะอาจจะพัฒนาและเปิดตัวรถคู่แข่ง Honda X-ADV ในอนาคต ลองอ่านบทสัมภาษณ์จากปากของ Paolo Pavesio ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและมอเตอร์สปอร์ตของ Yamaha ยุโรปได้เลยครับ การมาของ Honda X-ADV ส่งผลต่อการพัฒนา TMAX มั้ย? “ไม่ครับ เรารู้จักลูกค้าของเราดี เรารู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร TMAX 2017 อาจจะสูญเสียความสปอร์ตไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะในมุมมองของการออกแบบ แต่ในโมเดล 2020 เราก็ทำได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ใหม่และช่วงล่างนั้นเรามาถูกทางมากขึ้น เรารู้ว่าลูกค้า TMAX นั้นชื่นชอบเรามาก หากเรายื่นข้อเสนอให้เขาได้ตรงตามที่เขาต้องการ โดยมากกว่าครึ่งของเจ้าของโมเดลเดิมนั้น เมื่อมีโมเดลใหม่มาก็ยังคงหลงรักโมเดลใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ที่เราทำก็แค่พยายามพัฒนาสินค้าของเราซึ่งมีดีเอ็นเอที่ชัดเจนมาตลอด 19 ปีของเราให้ดี ผมคิดว่า X-ADV เป็นอะไรที่ไอเดียดีมากๆ ผมคิดว่ามันอาจจะดึงดูดลูกค้า TMAX ไปได้บางส่วน แต่เรารู้ข้อเท็จจริงที่ว่ามันไม่ได้มากมายอะไรเลย การที่ X-ADVเอาชนะใจคนได้นั้นเป็นการผสมผสานกันของสองแนวทาง คือการที่มันเป็นสกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูงและความปรารถนาของลูกค้าที่อยากที่จะนั่งสูงๆ หลังแฮนด์บาร์กว้างๆ ซึ่งจะมีได้จากรถเอ็นดูโร่ มันจึงกลายเป็น SUV คันแรกบนโลกสองล้อ และไอเดียนั้นก็โดนใจตลาด แต่ผมก็เชื่อว่า TMAX เป็นอะไรที่ต่างออกไป มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยการออกแบบที่ต้องการให้ลูกค้าของเราหลงรัก ระบบเกียร์ CVT นั้นยังคงเป็นที่สุดสำหรับรถลูกผสมระหว่างการใช้งานในเมืองและออกเดินทางไปยังต่างเมือง และผมเชื่อว่าความลงตัวนี้ของเรานั้นยังคงโดดเด่นไม่มีใครเหมือนเรา เราหวังว่า Yamaha จะตอบโต้อะไรไปบ้าง ทำไมไม่โฟกัสไปที่ระบบอะไรที่มันพรีเมี่ยมมากขึ้นไปอีก เช่น โช้คอัพปรับไฟฟ้า หน้าจอสี หรือว่า Cornering ABS? มันชัดเจนอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงในส่วนนี้ในอนาคตครับ แต่เราต้องประเมินอยู่ตลอดว่ามันจะส่งผลต่อราคาของรถอย่างไร คุ้มกับสิ่งที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่ครับ สิ่งที่เราใส่ลงไปให้ตลาดในทุกวันนี้นั้นคือ TMAX ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาแบบไม่ต้องสงสัยเลยครับ และในอนาคตมันจะพัฒนาขึ้นไปอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่เรามีโมเดลใหม่ออกมา มันก็จะต้องดีกว่าของเดิมอยู่แล้ว สมมติว่าไม่มี X-ADV แล้ว TMAX มันจะขายได้มากแค่ไหนครับ? 20% แต่ TMAX 2020 จะแสดงให้เห็นถึงยอดขายว่าคู่แข่งหมายเลข 1 ของเราคือโมเดลปี 2017 ของเราเอง ที่ขาดความเป็นสปอร์ตไป แต่ลูกค้าบางคนโอเค ทำไม TMAX แพงกว่า Tracer 900? มันเป็นเรื่องของความประหยัดต่อขนาดการผลิต สิ่งที่เราทำกับรถเพื่อให้ได้มาซึ่งกุญแจที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ คือการพัฒนาแนวคิดแพลตฟอร์มที่จะช่วยเราขับเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น เครื่องยนต์สองสูบ 700 ซีซีและเฟรม 2 เฟรม เราสามารถผลิตรถได้ถึง 4 โมเดล กับเครื่องยนต์ 3 สูบ 900 ซีซีและ 2 เฟรม เราก็สามารถผลิตรถได้เพิ่มมากขึ้นอีก 4 โมเดลเช่นกัน รูปแบบนี้คุ้มค่ามากๆ สำหรับเรา ในขณะที่อีกแพลตฟอร์มนึงมาในรูปแบบของ 1 เครื่องยนต์ 1 แชสซี 1 โมเดล ดังนั้นกรณีของ TMAX นั้น ต้นทุนในการผลิตจึงต่างออกไปครับ แต่ Yamaha สามารถใช้แชสซีและเครื่องยนต์ของ TMAX ทำโมเดลครอสโอเวอร์ แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ได้นี่ครับ การที่จะทำอะไรที่คนอื่นเขาทำไปแล้วนั้นมันไม่ได้อยู่ใน DNA ของเรา แต่มันชัดเจนว่าการสร้างโมเดลลูกผสมระหว่างมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์นั้น ทำให้มีช่องว่างที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ตอนนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจอะไร ในอดีตนั้นเราหาเหตุผลต่างๆ มากมายและในอนาคตเราจะสร้างสิ่งใหม่ ดังนั้นเราจะไม่บอกว่าแพลตฟอร์มนี้จะไม่ขยายตัวออกไป ซึ่งถ้ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ มันก็คงจะไม่ใช่ภายในช่วงเวลา 2 – 3 ปีนี้แน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

CF1250J

CF1250J ทัวริ่งรุ่นใหญ่แดนมังกรในคราบรถตำรวจจาก CFMoto เจ้า CF1250J ทัวริ่งไบค์คันนี้เป็นผลผลิตของสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง CFMoto และ KTM ซึ่งทาง CFMoto เป็นผู้ผลิต 200 Duke และ 390 Duke ให้กับค่ายสีส้ม และต่อมาในปีนี้ก็ได้เปิดโรงงานใหม่ ซึ่งมีกำลังการผลิตรถได้มากถึง 50,000 คันต่อปี ซึ่งจะใช้เป็นฐานผลิต KTM 790 Adventure และ Duke ที่จะขายไปทั่วโลก และโรงงานเดียวกันนี้จะผลิตเจ้าโมเดลใหม่คันนี้ที่ใช้ขุมพลัง LC8 วีทวินของ KTM ด้วย เจ้าทัวเรอร์คันนี้ใช้เครื่องยนต์ LC8 แต่ได้มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยมีการขึ้นรูปใหม่และมิติภายในก็ต่างออกไป ตอนนี้ขนาดความจุกลายเป็น 1279 ซีซี เล็กกว่าเครื่องที่ใหญ่ที่สุดของ KTM เล็กน้อย (เครื่องของ 1290 Super Duke และ Super Adventure) แต่มันก็ยังใหญ่กว่าค่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีนค่ายอื่นอีกมาก อย่างไรก็ตาม CFMoto ยังไม่ได้เปิดตัวโมเดลใหม่หรือ CF1250 แก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ แต่เปิดตัว CF1250J โมเดลสเป็กรถตำรวจมาก่อน และตอนนี้ได้ส่งมอบให้กับทางตำรวจของจีนแล้วเรียบร้อย โดยเวอร์ชั่นสำหรับลูกค้าทั่วไปนั้นจะมีโค้ดเนมว่า CF1250G ซึ่งก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตแล้ว โดยตัวรถจะมีเบาะนั่งคนซ้อนและมีท้ายที่ต่างออกไป แต่โดยพื้นฐานแล้วจะมีลักษณะเหมือนกันกับรถตำรวจคันที่เราเห็นอยู่นี่ล่ะครับ เอกสารอย่างเป็นทางการนั้นระบุว่าตัวรถจะมีกำลังแรงม้าราวๆ 140 แรงม้า ซึ่งมากกว่าคู่แข่งจากฝั่งตะวันตกอย่าง BMW R 1250 RT ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาดใกล้เคียงกัน โดยมีแรงม้าเคลมมาที่ 134 แรงม้า น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 297 กก.รวมของเหลวแล้ว ซึ่งหนักกว่า R 1250 RT เล็กน้อย ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าโมเดลรถตำรวจนั้นจะต้องหนักกว่าโมเดลขายคนทั่วไปอยู่แล้วเนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ใช้งานของทางตำรวจเข้าไป ในเอกสารยังระบุอีกว่ารถจะใช้ยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และยางหลังขนาด 190/55 ZR17 และมาพร้อมกับระบบเบรก ABS จาก Bosch และคาลิเปอร์เบรก Brembo ส่วนความเร็วสูงสุดเคลมมาที่ 240 กม./ชม. ตัวรถนั้นมีหน้าจอเรือนไมล์เดี่ยวแบบสีขนาดใหญ่ ใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไปอยู่มาก และใช้เลย์เอาท์ที่ดูน่าสนใจมากขึ้น และน่าจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลายแบบอีกด้วย โดยแสดงผลข้อมูลได้หลากหลายครบถ้วน ก็เรียกว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ต้องติดตามโมเดลสำหรับขายคนทั่วไปกันอีกทีครับ คาดว่าคงอีกไม่นานเกินรออย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

FTR Carbon 2020

FTR Carbon แฟล็ตแทร็กไบค์ที่เต็มไปด้วยคาร์บอนจาก Indian ล่าสุดทาง Indian Motorcycle ได้ออกมาประกาศเปิดตัว FTR Carbon เพิ่มเข้าไปในตระกูล FTR ซึ่งจะเป็นโมเดลที่เน้นในด้านของการดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุที่ล้ำสมัยอย่างคาร์บอนไฟเบอร์และเสริมด้วยท่อไอเสียจาก Akrapovic สีดำ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก FTR750 ซึ่งเคยเอาชนะการแข่งขันแฟล็ตแทร็กมาได้ 3 สมัยติด เรียกได้ว่าน้องใหม่คันนี้เต็มไปด้วยดีเอ็นเอรถแข่งมาอย่างเต็มที่ โดย FTR Carbon นั้นจะมีต้นแบบเป็น FTR 1200 S แต่จะมีจุดเด่นที่เสริมเข้ามาจากเดิมคือ พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์นั่นเอง ได้แก่ บังโคลนหน้า ครอบไฟหน้า ครอบถังน้ำมันและแอร์บ็อกซ์ ครอบเบาะท้าย นอกจากชิ้นส่วนคาร์บอนแล้วก็จะมีท่อไอเสียสีดำจาก Akrapovic และมีเพลตสลักชื่อรุ่นไว้ว่า FTR Carbon บนคอนโซลกลาง เจ้าคาร์บอนคันนี้ใช้เครื่องยนต์วีทวินขนาด 1203 ซีซี ที่ให้กำลังแรงม้าที่ 124.72 แรงม้า และแรงบิดที่ 120 นิวตันเมตร ซึ่งให้กำลังแรงบิดดีทุกช่วงความเร็วรอบ นอกจากนี้ตัวยังมีเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่อย่างที่ควรจะเป็น อาทิ ระบบเบรกจาก Brembo พร้อม ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ครูซคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด ระบบไฟส่องสว่างแบบ LED เต็มระบบ หน้าจอ LED แบบสัมผัสขนาด 4.3 นิ้ว ที่มีพอร์ต USB แบบชาร์จไวมาด้วย อีกทั้งยังเชื่อมต่อยบลูทูธได้อีกด้วย เรียกว่าผิดคาดกับรถอเมริกันอีกค่ายนึงเลยล่ะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Aprilia RS 250 SP

Aprilia RS 250 SP รถซิ่งสุดจี๊ดเปิดราคาแล้ว RS 250 SP คือยอดรถที่ทางแผนก Noale Racing Department ของทาง Aprilia ได้บรรจงสร้างขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ น้ำหนักเบา ขี่สบาย ลู่ลมและแรง ตัว RS 250 SP นั้น ใช้ขุมพลังแบบสูบเดียว 4 จังหวะ ขนาด 250 ซีซี และมาพร้อมกับชิ้นส่วนสำหรับรถแข่งที่ดีที่สุดในคลาส ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo ล้อ Marchesini ยางจาก Pirelli และท่อไอเสียจาก SC Project และยังมีการพยายามพัฒนาเพื่อให้ได้สัดส่วนของอัตราแรงม้าต่อน้ำหนักที่ดีที่สุด โดยมันมีน้ำหนักเบากว่า RS 125 ที่เป็นรถขี่ถนนจริงถึง 35 กก. โดยมีน้ำหนักรถเปล่าที่ 105 กก.เท่านั้น โดยล่าสุดก็ได้ออกมาประกาศสนนราคาค่าตัวแล้ว โดยอยู่ที่ 9700 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยได้ราวๆ 340,000 บาท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง แต่มันคือรถสำหรับขี่ในสนาม คนที่รักที่ชอบ จะคุ้มไม่คุ้ม ลองไปดูในตารางสเปกกันก่อนได้ครับ สเปก เครื่องยนต์ สูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 249.2 ซีซี (เคลมที่ 28 แรงม้าที่ 9500 รอบ แรงบิด 22 นิวตันเมตรที่ 7000 รอบ) ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77.0 X 53.6 มม. อัตราส่วนการอัด ไม่ระบุ ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ขนาดยางหน้า 100/70-R17 แบบไม่ใช้ยางใน Pirelli Diablo Superbike ขนาดยางหลัง 120/70- R17 แบบไม่ใช้ยางใน Pirelli Diablo Superbike ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins ขนาด 30 มม. ปรับพรีโหลด คอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 110 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Ohlins ปรับพรีโหลด คอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ระยะยุบ 110 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว 300 มม. คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M50 4 ลูกสูบ เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 190 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ยาว X กว้าง X สูง 1,907 X 640 X 1,315 มม. ระยะฐานล้อ NA ความสูงเบาะ 740 มม. น้ำหนักรถ 105 กก. (รถเปล่า) ความจุถังน้ำมัน 8 ลิตร   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

CB4X

CB4X อาจจะถูกผลิตขายจริงหลัง Honda ได้ทำการจดสิทธิบัตร CB4X คอนเซ็ปต์ไบค์คันที่คุณเห็นอยู่นี้อาจจะเป็นโมเดลนึงที่ Honda ทำให้คุณต้องเซอร์ไพรส์ในงาน EICMA เมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากที่มันได้โชว์ตัวให้เราได้เห็นรูปโฉมและดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวของมัน และหลังจากที่เปิดตัวในตอนนั้นได้เพียงไม่เท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาให้กลายเป็นโมเดลผลิตจริงแล้ว ล่าสุดมีการยื่นเอกสารการขอจดสิทธิบัตรกับทางสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญายุโรป ซึ่งในเอกสารเผยให้เห็นภึงภาพแบบซิลลูเอตที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับ CB4X คอนเซ็ปต์โมเดลที่ทางค่ายปีกนกได้จัดโชว์ตัวไว้ข้างๆ เจ้า CBR1000RR-R ในงานโชว์ที่เมืองมิลานนั่นเอง แต่สิทธิบัตรกลับไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอะไรมากนัก ช่วงระยะเวลาสั้นๆ จากคอนเซ็ปต์ (ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์) กลายเป็นความจริง เป็นเหมือนการบอกเราว่า Honda ได้มีมันอยู่ในแผนการมาระยะนึงแล้วและมันก็น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรถคอนเซ็ปต์ไบค์มากนัก มันจะต้องใกล้เคียงกับรถต้นแบบคันที่เราเห็นอยู่นี้ค่อนข้างมาก มันน่าจะยังคงมีลักษณะรูปลักษณ์ตามแบบของ Honda เช่น ท่อไอเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อถึงความเป็นสมัยใหม่เมื่อมองจากมุมมองทางด้านการออกแบบ รวมไปถึงด้านหน้าของรถที่มีลักษณะปราดเปรียวและมีไฟหน้าที่ดูขรึมๆ หน่อย โดยมีการอธิบายไว้ในตอนเผยโฉมให้เห็นว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเป็นสปอร์ตและทัวริ่งเข้าด้วยกัน CB4X จะเป็นมอเตอร์ไซค์ลูกผสมซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุโรป เฉกเช่น Yamaha Tracer 700 และ Kawasaki Versys 650 โดยจะสามารถใช้มันได้ทั้งในการเดินทางในป่าคอนกรีตหรือกระทั่งท้องถนนบนเทือกเขาได้อย่างมั่นใจ หัวใจหลักของมันเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 650 ซีซี ซึ่งอิงมาจากเอกสารยื่นขอสิทธิบัตร ซึ่งโมเดลจริงก็น่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันนี้ (แม้ว่าโรงงานผลิตอาจจะไม่ใช้มันในการผลิตจริงๆ ก็ได้) ซึ่งมันจะโดดเด่นแตกต่างจากค่ายอื่นๆ เลย และอาจจะช่วยให้มันเข้ามีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น และลดความเป็นรถที่ใช้เน้นในการเดินทางไกลน้อยลง อย่างไรก็ดี Honda ยังไม่เคยออกมายืนยัน (หรือปฏิเสธ) เกี่ยวกับเจ้า CB4X คันนี้ว่าจะทำอะไรกับมันไปมากกว่าการออกแบบเพื่อศึกษาหรือไม่ แต่สิทธิบัตรนี้มันก็น่าจะพอมีมูลขึ้นมาบ้างใช่มั้ยล่ะครับ… อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Rossi ให้สัมภาษณ์

Rossi ให้สัมภาษณ์ ผมอยากแข่งต่อในปี 2021 The Doctor หรือ Valentino Rossi พูดถึงเรื่องของอนาคตของตัวเองระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Matt Birt คอมเมนเตเตอร์การแข่งขัน MotoGP โดยระบุว่าผมจะกลับไปแข่งต่อในปี 2021 ล่าสุด Valentino Rossi จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ได้กล่าวบอกใบ้ครั้งสำคัญว่าเขาจะลงแข่ง MotoGP ต่อไปในปีหน้า ระหว่างการสัมภาษณ์กับ Maverick Viñales เพื่อนร่วมทีมและ Matt Birt คอมเมนเตเตอร์การแข่งขัน MotoGP โดยแชมป์โลก 9 สมัยยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาอยากให้ชีวิตนักแข่ง MotoGP ของเขาสิ้นสุดลงเลย และเขายังหวังว่าเขาจะได้แข่ง MotoGP กับ Yamaha อีกในฤดูกาลหน้า ในปีหน้านั้น Rossi ไม่มีเก้าอี้กับทีมโรงงานอีกแล้ว เพราะ Fabio Quartararo ย้ายเข้ามาและเป็นคู่หูกับ Vinales แทน ซึ่งหมายความว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็น Rossi ย้ายไปแข่งให้กับ Petronas Yamaha SRT แทน   “ผมอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก อย่างที่ผมบอกไป ทางเลือกแรกของผมคือพยายามที่จะแข่งต่อ” Rossi กล่าว “ผมมีแรงจูงใจมากพอและผมอยากจะแข่งต่อ ผมต้องเข้าใจถึงระดับของการแข่งขันให้ได้ มันสำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว เราเจ็บปวดมากและหลายครั้งด้วย ผมช้าเกินไป และผมต้องสู้นอกกลุ่มท็อป 5 คน ในความคิดของผม ผมมีเวลาเหลืออีก 1 ปีกับทีมโรงงาน และผมต้องการเวลาที่จะตัดสินใจ ผมอยากแข่งอีกสัก 5 ถึง 6 เรซกับหัวหน้าช่างคนใหม่ และปรับแต่งอะไรในทีมอีกสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจว่าเรานั้นแข็งแกร่งได้” “ปัญหาคือว่ามันดันไม่มีการแข่งขัน เพราะเจ้าไวรัส เราเลยแข่งไม่ได้ ดังนั้นผมจะต้องตัดสินใจก่อนที่จะลงแข่ง เพราะหากมองในแง่ดีที่สุดแล้ว เราน่าจะแข่งได้ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง เราก็หวังว่าจะได้แข่งในเดือนสิงหาคมหรือไม่ก็กันยายน แต่ผมต้องตัดสินใจก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตามผมอยากที่จะแข่งต่อ แต่ผมต้องตัดสินใจโดยไม่ได้แข่งเลยสักเนี่ยสิครับ” “มันไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุด เพราะสถานการณ์ในตอนนี้มันอาจจะทำให้เราไม่ได้แข่งในปี 2020 เลยก็ได้ ดังนั้นมันจะเป็นการดีกว่าสำหรับผม ถ้าผมได้ลงแข่งอีกสักฤดูกาลและอำลาวงการในปีถัดไป ดังนั้นผมก็เลยหวังว่าผมจะได้แข่งในปี 2021” และนี่คือถ้อยคำส่วนนึงที่ Rossi ให้สัมภาษณ์ สามารถไปดูเต็มๆ ได้ที่คลิปด้านบนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

ลองฟังเสียง

ลองฟังเสียง Kawasaki Ninja ZX-25R ขึ้นไดโนกัน หลังจากปล่อยข่าวลือมามากมายหลายเดือน Kawasaki ก็เผยโฉม Kawasaki Ninja ZX-25R สำหรับวางจำหน่ายในเอเชียในเดือนตุลาคม 2019 แต่กระนั้นรายละเอียดก็ยังไม่มีเป็นที่ปรากฏชัดเจน มีรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหลังจากนั้นก็มีทั้งภาพและวิดีโอออกมายั่วยวนสาวกค่ายยักษ์เขียวมาเป็นระยะๆ กระทั่งแต่งเป็นรถซิ่งสนามก็ยังมี และแน่นอนครั้งนี้ก็ยังปล่อยออกมาอีกคลิป อาจจะเป็นเพราะผลพวงจากเจ้าไวรัสมหาภัย COVID-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ Kawasaki อินโดนีเซียที่เดิมทีจะเป็นประเทศแรกที่เปิดตัวต้องเลื่อนงานเปิดตัวในช่วงต้นเดือนเมษายนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ก็ไม่วายยั่วน้ำลายสาวกให้สาวกได้กรี๊ดร้องกันว่าเมื่อไหร่ เอ็งจะเปิดตัวเปิดสเป็กเปิดราคากันสักที ทนไม่ไหวแล้วโว้ย ปล่อยคลิปไดโนออกมาให้สาวกอีก แต่ว่าวิดีโอไม่ได้เผยรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับรถเลยเว้ย ให้ตายสิพับผ่า ในวิดีโอมันมีแค่เพียงคนจากทาง Kawasaki คร่อมรถและจัดการหวดเข้าสี่สูบคันน้อยคันนี้ให้คำรามเสียจนเสียงมันเร้าเอารมณ์ กระตุ้นอะดรีนาลีนให้หลั่งออกมาเท่านั้น ฮ่าๆ แล้วตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะถามว่า แล้วเอ็งจะเขียนคอนเทนต์นี้ทำไมวะเนี่ย ผมก็แค่อยากจะบอกว่าลองมาฟังเสียงกันก่อนครับช่วงนี้เขาให้อยู่บ้าน ไปซิ่งไหนไม่ได้ ฟังเสียงหวานๆ นี่แทนไปก่อนนะครับท่านผู้อ่าน แฟน  SuperBike แต่หากคุณฟังดีๆ แบบตั้งใจฟังแล้วล่ะก็ คุณจะต้องอึ้งว่าเสียงของรถนั้นดีมากๆ เมื่อเทียบกับพิกัดของรถ ในแบบที่คุณไม่คิดว่าจะได้ขนาดนี้   สรุปทวนรายละเอียดที่รู้จนถึงตอนนี้หากนับตั้งแต่เปิดตัวมา ก็จะมีเครื่องยนต์สี่สูบขนาดเล็ก 250 ซีซี ที่ให้แรงม้าเคลมมาที่ 45 แรงม้า มีเรดไลน์ที่ 17,000 รอบ เรายังได้ดู Jonathan Rea ได้หวดมันในสนามที่ Jerez และได้เห็นเขาทำความเร็วได้สูงถึง 160 กม./ชม. (จริงๆ อาจจะได้มากกว่านั้น)   และเมื่อประกอบรวมกับคลิปไดโนครั้งนี้ เราก็จะได้ยินเสียงว่าตอนเร่งนั้นเสียงนั้นแหลมขนาดไหน และมันเร่งไปจนถึงเรดไลน์ได้เร็วขนาดไหน เรียกได้ว่าคลิปนี้ น้อยนิดๆ แต่บอกใบ้เราได้เยอะเลย ตอนนี้เราก็ได้แต่หวังว่าค่ายรถจะได้ยินเสียงอ้อนวอนของพวกเราและรีบหาทางเปิดตัวรถครั้งนี้อย่างเป็นทางการสักที และถ้าเป็นไปได้ เอามาขายไทยให้เร็วที่สุดยิ่งดีครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Full Carbon

นานทีจะเจอกัน กับคอลัมน์รีวิวหมวกกันน๊อควันนี้เราหยิบรุ่นที่กำลังเป็นกระแสนิยมมาให้ชมกันก่อนเลยสำหรับวันนี้เรามา รีวิว X-Lite X803 RS ที่กำลังเป็นที่ต้องการของสายสปอร์ตอย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้ เจ้าหมวกกันน๊อคใบนี้มันมีความพิเศษยังไง มาชมกันครับ เรามาดูกันที่ภายนอกกันก่อนเลย โดยใบนี้จะเป็นวัสดุพิเศษขึ้นรูปด้วยคาร์บอนไฟเบอร์มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ คือ Ultra Carbon รวมไปถึงลวดลายสีสันที่ดูครั้งแรกติดตาเลยก็ว่าได้ นั้นคือลายของ Chaz Davies นักแข่งทีม ARUBA.IT Racing Ducati ที่เขาใช้จริง ใส่จริง ในการแข่งขันรายการความเร็วระดับโลกอย่าง WSBK บอกได้เลยว่าเหมือนเครื่องหมายการันตี ของดีจากอิตาลี เลยละครับ ด้านหน้าของตัวหมวก มีเทคโนโลยี RAF Racing Air Flow ช่องดักลมเข้าไปในหมวกถึง 4 ช่องทางคือ คาง 1 จุด หน้าผาก 1 จุด ตรงกลางศรีษะอีก 2 จุดซ้ายและขวา เพื่อที่จะทำงานดักอากาศภายนอกเข้าไประบายอุณหภูมิภายในตัวหมวกหมุนเวียนอากาศได้ดียิ่งขึ้น สำหรับใบนี้ตัวหมวกถูกปรับให้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้น เพื่อที่จะช่วงเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นมากกว่าเดิม รวมไปถึงกลไกการเปิด-ปิด ก็แน่นหนาเลยละครับ ส่วนใครที่ชอบขับรถตอนกลางวันแดดร้อนๆ ทาง X-Lite ก็มีแถมชิวมาจากโรงงานมาให้เปลี่ยนใช้ได้ตามความเหมาะสมได้เลย มาต่อกันที่เทคโนโลยี RAS ที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีน้องใหม่ล่าสุดจากสนามแข่งสู่ถนน ที่ทาง X-Lite วิจัยและพัฒนาพร้อมกับนักแข่งทั้ง MotoGP อย่าง Alex Rin นักแข่งทีม Suzuki Ecstar , Danilo Pertrucci นักแข่งทีม Ducati Team รวมไปถึงเจ้าของลายหมวกใบนี้อย่าง Chaz Davies ก็เป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องที่ช่วยพัฒนาชิ้นส่วนนี้อีกด้วย เรามาเข้าเรื่องกันต่อสำหรับเทคโนโลยี RAS นั้นย่อมาจาก Race Track Aerodynamic Spoiler ถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่ถูกออกแบบลงตัวเอาอย่างมากเลยก็ว่าได้ มันทำให้หมวกกันน๊อคใบนี้ดูสปอร์ตมากขึ้นเป็นกอง แถมคุณสมบัติชิ้นส่วนนี้ก็ทำหน้าที่ได้จริงๆ ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อที่จะช่วยลดแรงต้านทานลมในความเร็วสูง ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดี ส่งผลให้ตัวหมวกไม่ส่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสายซิ่งและสายสนามเลยละครับ ภายใน 803 RS มาดูที่เป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดภายในหมวกกันก่อนนั้นก็คือ นวม ได้ถูกออกแบบโครงสร้างเป็นแบบเส้นใยคาร์บอนที่ทำให้มีความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ เหมาะอย่างยิ่งกับอากาศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา อีกหนึ่งลูกเล่นภายในตัวหมวกที่ทาง X-lite ใส่มาให้นั้นคือการปรับกระชับนวมภายในตัวหมวก เพื่อที่จะเพิ่มความกระชับในการสวมใส่ สามารถปรับได้ง่าย เพียงแค่ดึงเปลี่ยนรูล๊อคแล้วสอดเก็บที่เดิม ตัวนวมตรงกลางก็จะกระชับขึ้นมาทันที ถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจเลยทีเดียว Nose Guard สามารถปรับเปลี่ยนได้ 2 ระดับ มันมีประโยชน์อย่างมากเลยละครับ บางคนอาจจะยังไม่ได้ใช้มันอย่างจริงๆจังๆ สิ่งนี้จะช่วยในเรื่องของการหายใจและช่วยป้องกันเศษหินเศษดินเข้ามากระทบจมูกได้ แต่ในที่นี้เจ้าการ์ดกันจมูกจะช่วยไม่ให้อากาศที่เราหายใจออกมานั้นหวนขึ้นไปในหมวก จะช่วยบังลมหายใจของเรา ให้มุดออกไปที่ด้านล่างแทน จะช่วยไม่ให้เกิดฝ่าขึ้นบนชิวของเรา แต่ถ้ายังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทาง X-Lite ก็แถมตัว Pinlock กันฝ่าเพิ่มมาให้ในกล่องอีกด้วย ยังว่าไป ในกล่องก็แถมมาหลายพันบาทแล้วนะเนี่ย อ่าน รีวิว X-Lite X803 RS มาถึงตรงนี้ คงต้องมีใครสักคนอยากได้เป็นเจ้าของ อย่างแน่นอน กับราคาที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับลาย Hot Lap อยู่ที่ 19,900 บาท และ ลาย Replica อยู่ที่ 22,500 บาท ทางเราบอกได้เลยว่า เป็นหมวกที่คุ้มค่าสุดๆเลยก็ว่าได้ ที่ใส่เทคโนโลยีมาให้เต็มขนาดนี้ ไม่ต้องไปซื้อของแต่งเพิ่มเติม ไม่ต้องซื้อชิวดำเพิ่ม แถมประกันอีก 5 ปี (ตามเงื่อนไข) สำหรับผู้ใดที่สนใจสามารถติดต่อซื้อได้ที่ Facebook Nolan Helmet Thailand และเว็บไซต์ www.Nolanthailand.com   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก