Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha Yard Built

Yamaha Yard Built ได้ผู้ชนะแล้ว เตรียมชมคันจริงได้เลย!!   โปรเจ็กต์ Yamaha Yard Built 2020 ภายใต้แนวคิด “Back To The Drawing Board” ดึงดูดผู้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ออกแบบรถครั้งนี้มากมาย แต่ในท้ายที่สุดแล้วจะมีผู้ชนะได้เพียงแค่คนเดียว และผู้ชนะก็คือ XSR 700 “Disruptive” ที่ออกแบบโดย Barbara Motorcycle ที่ดูโฉบเฉี่ยวมากจนคุณจะต้องตั้งใจมองรายละเอียดต่างๆ ของมัน ซึ่งมันได้แรงบันดาลใจมาจากแฟล็ตแทร็กเกอร์ของยามาฮ่า ในช่วงปี 1970 แต่ว่าคันนี้ดูแจ่มกว่ามากจริงๆ เจ้า Disruptive มันดูดำมืดและลึกลับ เหมือนหลุดออกมาจากเมือง Gotham มีเพียงสีเหลืองสดของโลโก้ Dunlop และ Yamaha และสีทองแวววาวของโช้คหน้าที่เด่นออกมาจากภาพลักษณ์รถยุคหลังวันสิ้นโลกคันนี้ มันดูดุดัน แข็งแรงและเกรี้ยวกราด ราวกับว่าเส้นสายลายคาร์บอนมันช่วยเสริมภาพลักษณ์ กระทั่งล้อหลังเองก็เป็นแบบล้อทึบสีดำ พร้อมที่จะตัดผ่านกระแสลมอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังให้ภาพความรู้สึกที่ว่ารถคันนี้จะรวดเร็วและรุนแรงแม้ว่ามันจะจอดอยู่นิ่งๆ ก็เถอะ หากมองจากรูปนี้มันอาจจะยังไม่ชัดเจนว่าไฟท้ายนั้นอยู่ตรงไหนอย่างไร แต่ในมุมมองของผม ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นไฟ LED แบบแถบบางๆ ที่ส่วนขอบของท้ายรถ ถ้ามันสว่างเพียงพอและมีไฟเลี้ยวในตัว มันก็จะแจ่มมากๆ และไฟหน้าเองก็น่าจะเป็นไฟแบบ LED ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดในโปรเจ็กต์ประกวด YYB ก็คือรถผู้ชนะจะได้รับการสร้างขึ้นมาจริงๆ และมีโอกาสที่จะได้เป็นโมเดลใหม่ มากกว่าจะเป็นแค่ดีไซน์สวยๆ เท่ๆ เท่านั้น และตอนนี้ Bad Winners สำนักแต่งแห่งนึงใน Paris จะได้ทำการสร้าง Disruptive XSR 700 คันนี้ให้มีชีวิตขึ้นมา โดยมีเส้นตายเป็นงาน Wheels and Waves 2020 ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ โดยเจ้า Disruptive คันจริงจะไปโผล่บนเวที YYB ร่วมกับอีก 7 คันที่เป็นผู้ชนะเลิศจากประเทศที่เหลือทั่วยุโรป ซึ่งมันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ ที่เราจะได้เห็นไอเดียการออกแบบของแต่ละคน แต่ละสำนัก ที่มีทั้งความแตกต่าง ความคล้ายคลึง และจะได้เห็นมันออกมาโลดแล่นจริงๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel 1100

Rebel 1100 ที่ใช้เครื่องทวิน 1100 ซีซี ของ Honda อาจจะกำลังมาหลังจากมีเอกสารการจดสิทธิบัตรของโมเดลใหม่ที่มีการใช้เครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงขนาด 1100 ซีซีหรือเครื่องยนต์ของ Honda Africa Twin 1100 Honda Africa Twin 1100 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 โดยเป็นการอัพเกรดเครื่องยนต์เพิ่มเติมจากโมเดลเก่าที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 และเป็นโมเดลเดียวที่ใช้เครื่องยนต์สองสูบ 1000 ซีซี เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ได้มีข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพัฒนา Rebel ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นก็มีข้อมูลมาจากคนของเว็บไซต์ YoungMachine คนเดียวกันกับที่รายงานข่าวการอัพไซส์ของ CRF1100L ในปี 2019 และหลังจากนั้น 6 เดือนต่อมาก็มีการเปิดตัว Africa Twin คันใหม่ ถึงแม้ว่า Rebel ขนาดใหญ่ตอนนี้จะยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงเพราะดูเหมือนว่าคนๆ นี้เขามีเส้นสายกับทาง Honda ตอนนี้มีสิทธิบัตรใหม่จากทาง Honda ที่อธิบายถึงโมเดลใหม่โมเดลนึงแบบไม่มีแฟริ่งที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีหน้าตาเหมือนเครื่องยนต์แบบที่ใช้ใน Africa Twin การออกแบบในเอกสารแสดงให้เห็นถึงเฟรมแบบดับเบิ้ลเครเดิลหรือเปลคู่พร้อมกับรูปทรงที่คล้ายกับ Rebel แต่ยังมีจุดที่แตกต่างใหญ่ๆ อยู่จำนวนไม่มากที่ทำให้กลิ่นอายว่าจะเป็นโร้ดสเตอร์ สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือดีไซน์ของซับเฟรมที่ต่างจาก Rebel โมเดลปัจจุบัน มันมีตำแหน่งที่สูงขึ้น และท้ายรถเองก็ชี้ขึ้นแทนที่จะเป็นลงต่ำแบบบ็อบเบอร์ อย่างที่เรารู้ สิทธิบัตรไม่ได้เป็นการยืนยันว่าโมเดลใหม่จะมา โดยเฉพาะถ้าเป็นสิทธิบัตรจากทาง Honda เพราะค่ายนี้เป็นมืออาชีพด้านการจดสิทธิบัตรดีไซน์ใหม่ อย่างไรก็ดีคุณต้องยอมรับว่าข่าวลือ Rebel 1100 นั้นออกมาไม่นานก็มีข่าวเรื่องจดสิทธิบัตรอีก ซึ่งบังเอิญมากๆ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องนึงนั้นซับซ้อนและใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่เครื่องยนต์สองสูบ 1100 จะถูกนำไปใช้กับรถโมเดลอื่นๆ ด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BIKE OF THE YEAR 2020 ยามาฮ่าการันตีคุณภาพ คว้า 9 รางวัล

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย การันตีคุณภาพรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่ได้มาตรฐานสูงสุด ด้วยการคว้ารางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 มาครองได้มากถึง 9 รางวัล ได้แก่ * รางวัล BEST CRUISER HEAVY WEIGHT จาก YAMAHA SCR950 * รางวัล BEST NAKED HEAVY WEIGHT จาก YAMAHA MT-09 * รางวัล BEST SPORT MIDDLE WEIGHT จาก YAMAHA YZF-R6 * รางวัล BEST SCOOTER MIDDLE WEIGHT จาก YAMAHA TMAX TECH MAX * รางวัล BEST SPORT OVER 300 CC. จาก YAMAHA YZF-R3 * รางวัล BEST FAMILY SPORT จาก YAMAHA EXCITER 150 * รางวัล BEST AUTOMATIC SPORT จาก YAMAHA AEROX 155 * รางวัล BEST AUTOMATIC FASHION ,จาก YAMAHA GRAND FILANO HYBRID * รางวัล THE INNOVATOR OF FASHION AUTOMATIC โดยรถจักรยานยนต์ YAMAHA โดยมี นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล (คนที่ 4 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล นายธนะชัย เลขวณิชกุล (คนซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจรถบิ๊กไบค์ และนายสุรชัย เพ็ชร์พงษ์ (คนที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรการทั่วไป บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขึ้นรับมอบรางวัลในพิธีมอบรางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 จากนายจุลพงษ์ ทวีศรี (คนที่ 3 จากซ้าย) รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธี มอบรางวัลไบค์ ออฟเดอะ เยียร์ 2020 ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา (คนที่ 4 จากขวา) นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ (คนที่ 3 จากขวา) นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา (คนที่ 2 จากซ้าย) คณะผู้จัดงาน ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ตามแนวคิดที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้มีการเติบโตสู่ระดับสากล อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bullit Bluroc 250

Bullit Bluroc 250 คือรถวีทวินคันแรกของค่าย Bullit Bluroc 250 ได้กลายเป็นโมเดลที่มีความจุมากที่สุดของค่ายรถสัญชาติเบลเยี่ยมค่ายนี้ เมื่อเทียบกับโมเดลขนาด 125 ซีซีที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งโมเดลใหม่นี้เป็นโมเดลสไตล์เรโทรที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซีแบบวีทวิน 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยให้ท็อปสปีดอยู่ที่ประมาณ 125 กม./ชม. โดยตัวเครื่องยนต์นั้นผลิตโดยค่ายรถจีนอย่าง Lifan และโชคไม่ค่อยจะดีนักที่แรงม้าที่ได้ออกมานั้นทำได้แค่เพียง 16.7 แรงม้าเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้รถคันนี้อยู่ในเกณฑ์ใบขับขี่แบบ A2 ในยุโรปแบบน้อยไปเยอะ (เกณฑ์อยู่ที่ไม่เกิน 47 แรงม้า) ซึ่งน่าผิดหวังไปหน่อย ก โช้คหลังเดี่ยว และระบบเกียร์ 5 สปีด แต่รถคันนี้เบาเพียง 151 กก. ซึ่งน่าสนใจในจุดนี้ โดยรถจะวางจำหน่ายใน 2 ชุดสีคือสีเขียวและสีเทาด้าน ในสนนราคาประมาณ 128,000 บาท “ปีนี้จะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา หลังจากที่เราเปิดตัว Hero 50 ไปเมื่อไม่นานมานี้ และตอนนี้เรายังได้เปิดตัวโมเดลใหม่อีก 2 เวอร์ชั่นได้แก่ Bluroc 125 และ 250” Henry Maplethorpe แบรนด์เมเนเจอร์ Bullit UK “รถคันนี้เองก็เป็นอีกคันที่อยู่ในกระแสความนิยมของรถสไตล์เรโทร แต่สามารถเข้าถึงนักบิดได้มากกว่า โดยโมเดลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนี้ทำให้เราตอบโจทย์นักบิดได้มากยิ่งขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งในส่วนของทางเลือกให้แก่ท้องตลาดได้มากขึ้น” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Indian Scout Bobber Sixty

Indian Scout Bobber Sixty โมเดลใหม่ที่ให้คุณเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดูเหมือนหลายๆ อย่างจะไปได้สวยสำหรับค่าย Indian ค่ายรถอเมริกันค่ายนี้ปิดท้ายปี 2019 ด้วยตัวเลขในเชิงบวก อีกทั้งทางค่ายยังสามารถประสบความสำเร็จได้ในขณะที่ Harley-Davidson ต้องดิ้นรบแทบแย่ นั่นก็คือการทำให้วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่นั้นสนใจ งานนี้ต้องขอบคุณเจ้า FTR 1200 ที่เปิดตัวในปี 2019 จริงๆ และการรักษาแนวทาง “เข้าถึงได้มากขึ้น” ของทางค่ายนั้น ทำให้ Indian เปิดตัวโมเดลใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ Bobber รุ่นยอดนิยมของทางค่ายในชื่อใหม่ว่า 2020 Scout Bobber Sixty ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้ยินอะไรทำนองนี้จากทางค่าย ในช่วงต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา มีเอกสารตัวนึงที่บอกใบ้เราให้เห็นถึงการมาของโมเดลใหม่ เพราะมีการระบุชื่อไว้ด้านในเอกสารดังกล่าว ถ้าหากว่า Scout Sixty โมเดลก่อนหน้านี้ยังโอลด์สคูลไม่มากพอที่ทำจะทำให้คุณกระหายถึงกลิ่นอายเก่าๆ ครั้งนี้ Scout Bobber Sixty นี้น่าจะเพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณได้ “การเปิดตัวบ็อบเบอร์สไตล์โอลด์สคูลที่สนนราคา 8,999 บาทหรือประมาณ 290,000 บาท เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ เราภูมิใจที่ได้ตระเตรียมตัวเลือกที่ดีในราคาที่จะทำให้รถมอเตอร์ไซค์ของ Indian นั้นเป็นเจ้าเข้าเจ้าของได้ง่ายและยังเปิดโอกาสให้มีกลุ่มนักบิดที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย” Reid Wilson รองประธานของ Indian Motorcycle กล่าว Bobber Sixty เกือบจะเหมือนกับพี่ใหญ่ของมัน ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งเดี่ยวต่ำ บังโคลนตัด แฮนด์บาร์แบบกว้าง อย่างไรก็ตาม เจ้าซิกตี้คันนี้ก็มีสไตล์ในส่วนที่เป็นของตัวเอง เช่น เครื่องยนต์ทำสีดำล้วน ไฟหน้าเปลือยๆ กระจกมองข้างแบบยึดแฮนด์บาร์และล้อแบบ 5 ก้าน นอกจากนี้เจ้าซิกตี้คันนี้ยังเบากว่าบ็อบเบอร์คันพี่อยู่ที่เกือบๆ 11 กก. โดยเครื่องยนต์จะใช้เครื่องขนาด 61 คิวบิกนิ้วหรือ 999 ซีซีแบบวีทวินที่ให้แรงม้าที่ 78 แรงม้า แน่นอนว่าราคาของเจ้า Sixty นั้นถูกกว่ามาก โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 290,000 บาท และมี 2 ชุดสีให้เลือกได้แก่ สีดำเงา และสีดำด้าน โดยจะมีจำหน่ายทั้งในรุ่น ABS และไม่มี ABS ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะมีของแต่งให้เจ้านี่กว่า 140 ชิ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หลุดครูเซอร์ไบค์

หลุดครูเซอร์ไบค์ เครื่อง R18 ที่ BMW กำลังซุ่มทำ BMW กำลังซุ่มพัฒนาโมเดลใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์ R18 ซึ่งจะมาเป็นครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่นอกเหนือไปจากเน็กเก็ตบ็อบเบอร์ที่พวกเขาสร้างออกมายั่วเรามาพักนึงแล้ว และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการทดสอบแบ็กเกอร์ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่พร้อมจะผลิตจริงแล้ว ภาพสปายช็อต หลุดครูเซอร์ไบค์ ที่ถ่ายได้เผยให้เห็นว่าสไตล์ของรถมันคือแบ็กเกอร์แบบอเมริกันแท้ๆ เลยก็ว่าได้ แต่มันน่าจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน ขุมพลังหลักก็คือเครื่องบ็อกเซอร์ขนาด 1802 ซีซี ที่ทาง BMW เคยเปิดตัวให้เรารับรู้มาก่อนหน้านี้ ซึ่งเรารู้ตัวเลขต่างๆ ของมันดี เช่น แรงม้าสูงสุดที่ 89.8 แรงม้าที่ 4750 รอบและแรงบิดที่ 116.5 ฟุตปอนด์ จับคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีดสำหรับการขี่ชิลล์ๆ ไกลๆ แบบสบายๆ และน่าจะมีเกียร์ถอยหลังเป็นอ็อปชั่นเสริม โดยอาศัยมอเตอร์สตาร์ทเตอร์เพื่อช่วยให้เจ้าของสามารถถอยรถไปเพื่ออกจากที่จอดได้ง่ายขึ้น ท่อไอเสียสีโครเมียมคู่ลากยาวจากคอท่อมาจนถึงท้ายรถแบบตรงๆ ยาวๆ เรียบๆ ซึ่งพรางตาตัวคอลเล็กเตอร์ที่อยู่ด้านใต้ของเครื่องยนต์โดยอาศัยตัวชิลด์กันความร้อนท่อบังไม่ให้เห็นส่วนของท่อที่วกเข้าไปด้านในและวกกลับมาด้านนอกเหมือนกับท่อของ Triumph T120 มันจะคล้ายๆ กับรถในตระกูลเฮริเทจของ BMW ที่อยู่ในตระกูล R โดยเครื่องยนต์ R18 นี้จะใช้ระบบขับเพลา แม้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะเผยให้เห็นชัดเจนว่าเป็นขับเพลา แต่โมเดลนี้กลับถูกซ่อนเอาไว้ แชสซีของเวอร์ชั่นแบ็กเกอร์คันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเแบบเดียวกันกับ R18 บ็อบเบอร์คอนเซ็ปต์ไบค์คันก่อนหน้านี้ โดยใช้เฟรมแบบสตีลเครเดิลเป็นเฟรมหลักแล้ววางเครื่องไว้ตรงกลาง ด้านท้ายใช้การจัดวางแบบซอฟต์เทลเพื่อรักษาอารมณ์ความคลาสสิคเอาไว้ พร้อมกับวางระบบขับเคลื่อนแบบเพลาเอาไว้ เหมือนอย่างโมเดลในช่วงบุกเบิกของช่วงปี 1930 บังโคลนท้ายขนาดใหญ่เองก็ช่วยฟอร์มตัวเป็นเสมือนกับซับเฟรมท้ายด้วย แน่นอนว่าเจ้าแบ็กเกอร์คันนี้แตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้อย่างชัดเจนด้วยการมาพร้อมกับชิ้นส่วนในสไตล์ของแบ็กเกอร์แบบจัดเต็ม ด้านหน้ามีแฟริ่งสไตล์แบทวิงที่เต็มไปด้วยลูกเล่นล้ำสมัย เรือนไมล์ทรงกลามขนาดใหญ่ที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงความเร็ว ความเร็วรอบ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง และน่าจะมีหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ โดยจอส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นระบบอินโฟเทนเมนต์ ทั้งควบคุมและแสดงผลไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ได้ทั้งฟังเพลง หรือว่าเป็นหน้าจอของระบบนำทาง เป็นต้น เราอาจจะได้เห็น BMW เปิดตัวระบบ CarPlay ในมอเตอร์ไซค์ แบบที่ Honda ทำกับ Gold Wing และ Africa Twin ก็เป็นได้ ด้านข้างจอขนาดใหญ่ก็น่าจะเป็นลำโพงขนาดใหญ่ 1 คู่ ในส่วนของสวิตช์ต่างๆ ก็น่าจะใช้แบบเดียวกับที่เราเห็นในรถขนาดใหญ่ของทางค่าย และเมื่อเรามองดูใกล้ๆ ที่แฟริ่งด้านหน้าเหนือไฟหน้าจะมีกล่องเล็กๆ โดยส่วนนั้นน่าจะเป็นเรดาห์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ระบบอะแดปทีฟครูซคอนโทรล (ชะลดความเร็วรถขณะท่การจราจรหนาแน่น จากนั้นจะค่อยๆ คืนค่าความเร็วเดินทางให้เมื่อถนนข้างหน้าโล่ง)  เป็นต้น พูดถึงไฟหน้าเป็น LED เดี่ยวขนาดใหญ่และมีไฟเดย์ไลท์เป็นวงแหวน และเสริมด้วยสปอตไลท์ 2 ดวงที่ด้านข้าง ส่วนของไฟท้ายนั้นติดอยู่ที่กระเป๋าข้างทั้งสองใบ ซึ่งรวมไว้ทั้งไฟเบรกและไฟเลี้ยว โดยที่ไม่มีไฟเบรกตรงกลางแต่อย่างใด และเพื่อความสบายในขณะเดินทางไกล ตัวรถก็จะมีแฟริ่งด้านล่างส่วนขา มีเบาะนั่งขนาดใหญ่สำหรับคนขับและคนซ้อน กล่องท้ายแบบแข็งขนาดใหญ่จะติดรถเป็นของมตรฐารมาเลย แน่นอนว่ากล่องท้ายก็น่าจะมีขายเป็นของแต่งเพิ่มเติม โดยกระเป๋าข้างนั้นจะต้องเป็นของที่ยึดอย่างแน่นอหนา เพราะว่าถ้าถอดออกก็จะไม่มีไฟท้ายไปด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ เพราะงั้นเราคงต้องรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสเป็ก วันวางจำหน่าย หรือราคา งานนี้สาวก Harley-Davidson จะคิดยังไงกันบ้างนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

300SR

300SR สปอร์ตไบค์คันแรกจาก CFMOTO ทุกวันนี้เวลาเราซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เรายังต้องคิดเรื่องต้นกำเนิดหรือโรงงานผลิตว่าอยู่ที่ประเทศไหนอีกหรือไม่? คำถามนี้น่าจะโดนใจใครหลายคน เราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เฟื่องฟูอย่างเต็มที่ หลายๆ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ต่างก็มีโรงงานนอกประเทศต้นกำเนิดแบรนด์ผลิตรถให้ อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย หรือแม้แต่จีน แต่ตอนนี้เราเชื่อได้หรือยังว่ามาตรฐานและคุณภาพของการผลิตรถจากประเทศต่างๆ เหล่านี้น่าพึงพอใจหรือไว้ใจได้แล้วหรือยัง? ซื้อรถแบบไม่ต้องคิดว่าจะประกอบหรือผลิตที่ไหนได้หรือยัง?   ปัญหานี้อาจจะยังไม่มีค่ายไหนตอบได้อย่างชัดเจนเต็มปากมากนัก แต่วันนี้ค่ายนึงก็พยายามจะพิสูจน์ พยายามจะตอบคำถามจุดนี้ โดยส่งโมเดลใหม่ออกมาที่กล้าคุยในเรื่องของคุณภาพ เรื่องของสมรรถนะ ซึ่งเทียบเคียงกับคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ ได้ แถมยังมีข้อดีที่เด่นมากๆ อย่างเรื่องของราคาที่ถูกกว่าเห็นๆ ค่ายที่เราพูดถึงอยู่ก็คือ CFMoto นั่นเอง   CFMoto นั้นมีฐานที่ตั้งหลักอยู่ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งก็ก่อตั้งแบรนด์มาได้ระยะนึงแล้ว โดยอาศัยประสบการณ์ในการผลิตรถ ATV และ UTV มาเป็นตัวช่วยในการผลิตมอเตอร์ไซค์ โดยเริ่มแรก CFMoto ก็ได้เปิดตัวรถประเภทสตรีทมอเตอร์ไซค์ในตระกูล NK ในปี 2013 และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีการอัพเดทโมเดลเหล่านี้มาตลอด รวมถึงเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถในตระกูล NK ค่ายมอเตอร์ไซค์จากจีนเจ้านี้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งด้วยการมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายกระจายไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย บางส่วนในยุโรป และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม CFMoto ยังไม่ได้เริ่มผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปยังอเมริกา โดยยังจำกัดอยู่แค่รถ ATV และ UTV และเจ้า300SR คือส่วนนึงของความพยายามของ CFMoto ในการขยายทางเลือกให้แก่นักบิด เป็นโมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว โดยรถคันนี้จะอยู่ในกลุ่มของสปอร์ตไบค์ระดับเริ่มต้นซึ่งเดิมทีก็มีเจ้าตลาดหลักๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Yamaha YZF-R3, Honda CBR300R, Kawasaki Ninja 400 และ KTM RC390 เรียกได้ว่าเปิดมานี่ถ้าไม่เจ๋งจริงก็ไปเงียบๆ เลยทีเดียว โดยเจ้าน้องเล็กคันใหม่นี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 292.4 ซีซี 4 จังหวะ 29 แรงม้า แรงบิด 23.5 นิวตันเมตร ตัวเลขนี้พอจะสูสีกับคู่แข่งมั้ย หลายๆ คนน่าจะพอรู้กันดี ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับมาด้วยเลย แน่นอนว่าจะให้การตอบสนองและความเสถียรขณะเข้าโค้งได้ดีกว่าโช้คแบบเทเลสโคปิกทั่วไป อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่า 300SR จะใช้ชิ้นส่วนช่วงล่างของ KYB แบบเดียวกันกับ NK400 หรือ NK650 หรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ส่วนในเรื่องของสไตล์ที่อาจจะกังวลกัน คงไม่ต้องห่วงเท่าไหร่นัก เพราะโมเดลใหม่นี้นั้นสะดุดตาใช้ได้  เพราะมี Kiska Design ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ชุดเดียวกันกับที่ออกแบบ KTM เจ้า 300SR เด่นในตัวของมันเองด้วยดีไซน์ที่ดูปราดเปรียวยิ่งวก่าและมีสเน่ห์ชวนให้ต้องเหลียวหลังมองอีกครั้งอย่างแน่นอน โดยโมเดลที่เพิ่งเปิดตัวนี้ยังใช้เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานแค่เพียง Euro4 นั่นหมายความว่ารถชุดแรกนี้อาจจะยังไม่ได้ขายในยุโรป แต่จะขายในตลาดเอเชียก่อน เนื่องจากว่าความต้องการมอเตอร์ไซค์ในตลาดเอเชียนั้นสูงกว่ามาก อย่างไรก็ตามด้วยความใกล้ชิดกับ KTM ทำให้เราคาดว่าโมเดลใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ก็น่าจะอีกไม่นานแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2021 จะอัพเดทระบบวาล์วแปรผันให้ดียิ่งขึ้นอีก

GSX-R1000 2021 จะอัพเดทระบบวาล์วแปรผันให้ดียิ่งขึ้นอีก ตอนนี้ Suzuki กำลังพัฒนาและปรับปรุงระบบวาล์วแปรผัน (VVT) ใน GSX-R1000 ให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งอัพเดทใหม่นี้จะช่วยให้ Suzuki สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ และยังลดจำนวนชิ้นส่วนที่จะต้องใช้ผลิตซูเปอร์ไบค์ของทางค่ายได้ Suzuki ได้พยายามพัฒนา GSX-R1000 มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว มีเอกสารการจดสิทธิบัตรบางชุดถูกเผยออกมาว่ามีรถซูเปอร์ไบค์จากเมือง Hamamatsu จะได้รับการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันแบบไฮดรอลิกที่ปรับปรุงใหม่ นอกจากนี้แล้วสิทธิบัตรยังได้เผยอีกว่าระบบนี้ใกล้จะใช้ในการผลิตจริงแล้ว ดีไซน์ของกลไกการทำงานของระบบวาล์วแปรผันในโมเดลปัจจุบันนั้นพัฒนาต่อยอดมาจาก GSX-RR ที่เป็นรถแข่ง MotoGP เพราะว่ากติกาของการแข่งขันนั้นแบนระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าระบบวาล์วแปรผันแบบไฮดรอลิก ระบบวาล์วแปรผันที่อัพเดทใหม่ ระบบวาล์วแปรผันใหม่จะใช้แรงหนีศูนย์กลางขับเคลื่อนกลไกลให้เฟืองแคมชาฟต์ฝั่งไอดีทำงานเพื่อให้ได้กำลังเครื่องยนต์ในรอบสูงๆ โดยไม่ศูนย์เสียกำลังเครื่องในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ระบบวาล์วแปรผันใหม่นั้นถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และเลือกใช้โซลินอยด์วาล์วขนาดเล็กด้านข้างฝาสูบและไม่ใช้ท่อน้ำมันภายนอกเหมือนอย่างที่ใช้ในโมเดลปัจจุบัน อีกทั้งยังมีฝาสูบดีไซน์ขึ้นมาใหม่ช่วยให้ได้ทางเดินน้ำมันมากขึ้นและอัตราการไหลของน้ำมันที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ง่ายต่อการผลิตระบบวาล์วแปรผันเนื่องมาจากมันลดการใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้ นอกจากนี้การปรับปรุงระบบใหม่นี้ยังมีประโยชน์อื่นอีกคือช่วยลดมลภาวะที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องยนต์ของ Suzuki ผ่านมาตรฐาน Euro5 และช่วยให้ขายรถ GSX-R1000 หลังวันที่ 1 มกราคม 2021 ต่อไปได้ เพราะปี 2021 คือปีที่มาตรฐาน Euro5 บังคับใช้กับมอเตอร์ไซค์ทุกคัน วาล์วโซลินอยด์ที่ติดตั้งไว้ด้านข้างและท่อน้ำมันภายในติดตั้งเข้าไปในเฟรมเดิมจากด้านล่าง ทำให้ Suzuki ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมในขั้นตอนการผลิต ดังนั้นจึงช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต GSX-R1000 ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F 750 GS เฟี้ยวจัดเมื่ออยู่ในคราบรถตำรวจลอนดอน

F 750 GS เฟี้ยวจัดเมื่ออยู่ในคราบรถตำรวจลอนดอน ล่าสุดตำรวจกรุงลอนดอนได้รับรถตำรวจชุดใหม่ ซึ่งเป็นรถ BMW F 750 GS-P ซึ่งจะมาช่วยต่อกรกับผู้ร้ายที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ในกรุงลอนดอน เพื่อให้แน่ใจรถ F 750 GS นั้นเหมาะกับการใช้งานเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ BMW ได้ปรึกษากับ Clem Jones เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วย Operation Venice และเขาคนนี้เองที่บอกว่ารถคันนี้ถูกดัดแปลงอย่างไรบ้าง “BMW ไม่ใช่รถตำรวจทั่วๆ โดยเฉพาะในเรื่องหน้าตาของมัน” เขาบอก “มันมีความลื่นไหลและในส่วนท้ายเองก็ถูกทำให้เพรียวบางเพื่อให้เราสามารถไปในที่ๆ มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กไปได้ นั่นล่ะคือลักษณะสำคัญของรถตำรวจคันใหม่นี้เลย” เพื่อให้ได้รถอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ กล่องข้างและไฟสีน้ำเงินของตำรวจอย่างที่เรามักจะเคยเห็นกันนั้นจะถูกตัดออกเพื่อให้ได้ท้ายรถที่คลีนแบบนี้และจะมีไฟ LED ติดตั้งอยู่ที่กลางตัวรถแทน Jones ย้ำอีกว่าการสร้างรถตำรวจขึ้นมาใหม่สักคันนึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างการซื้อรถคันใหม่มาแล้วมาติดสติ๊กเกอร์และไฟลงไป เขาบอกว่า “สำหรับเจ้าหน้าที่ทั่วไปอาจจะคิดแบบนั้น แต่ในขั้นตอนของการทดสอบและการพัฒนารถพวกนี้นั้นน่าทึ่งมากๆ เลย” “ทุกชิ้นส่วนที่เป็นสเป็กตำรวจที่เพิ่มเข้ามาจะต้องถูกทดสอบ เพื่อที่มันจะได้ไม่ขัดกับส่วนอื่นๆ รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์และ ECU เพราะเวลาขี่ออกไปปฏิบัติงานแล้วล่ะก็ พวกมันจะต้องทนทาน ใช้งานได้จริงและไว้ใจได้” เขายังบอกอีกว่าในตอนแรกระบบไฟ LED ใหม่นั้นกวนกับการสื่อสารของรถ ดังนั้นก็เลยต้องออกแบบใหม่ นอกจากในส่วนท้ายรถแล้ว ตัวรถเองก็มีไฟและไซเรนที่ด้านหน้า ระบบสื่อสาร ระบบนำทางผ่านดาวเทียมจากทางโรงงาน BMW และแครชบาร์เพิ่มเข้ามา F 750 GS-P คือผลงานของการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจและ BMW และรถที่ได้ออกมาก็เป็นที่สนใจจากหน่วยอื่นๆ ในอังกฤษที่พยายามจะต่อสู้กับอาชญากรที่ใช่มอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ในการหลบหนีหรือก่อคดี Scott Grimsdall คนของ BMW UK กล่าวว่ามีเพียงแบรนด์เดียวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านนี้ที่จะสามารถทำแบบนี้ได้ “เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสู้กับอาชญากรที่ใช้มอเตอร์ไซค์ F 750 GS นี้มีความคล่องตัวและใช้งานได้หลากหลายเหมาะกับทุกสภาพเส้นทาง โดยเฉพาะกับการลาดตระเวนในกรุงลอนดอนที่มีการจราจรหนาแน่น ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rocket 3 R

Rocket 3 R ครูเซอร์ไบค์จาก Triumph แรงจัดพร้อมงัดซูเปอร์คาร์ด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบขนาดใหญ่เบิ้ม ระยะหลังๆ มานี้จะเห็นได้ว่ากระแสของรถมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ความจุสูงหรือมีขนาดใหญ่นั้นลดน้อยลงจนเห็นได้ชัดเจน หลายๆ ค่ายรถก็ย้ายไปผลิตรถที่มีขนาดเล็กลง ความจุเครื่องยนต์น้อยๆ หรือไม่ก็รถไฟฟ้ามากขึ้น การผลิตในแนวทางนี้เองก็มีข้อดี ไม่เพียงแค่ทำให้มันเป็นมิตรกับเจ้าของรถมากขึ้นหรือดีกับมือใหม่ แต่มันยังทำให้รถนั้นเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม Triumph ก็ยังคงเดินหน้าต่อไม่สนใจเรื่องที่กล่าวไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว ด้วยการไปปรับปรุงมอเตอร์ไซค์ที่บางคนอาจจะคิดว่ามันเก่าจนเป็นคุณปู่โดโนสาร์ไปแล้ว แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ที่มีความจุมากที่สุดในโลกอยู่ นั่นก็คือ Triumph Rocket 3 ที่มีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,294 ซีซี ซึ่งเจ้ารถคันนี้ไม่เบาแน่นอน เพราะน้ำหนักของรถนั้นเกือบๆ 291 กก. (เกือบๆ 2 เท่าของรถเน็กเก็ตสมัยใหม่) ทำไมไทรอัมพ์ถึงได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มความจุให้กับเจ้า Rocket ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มโหฬารอยู่แล้วให้กลายเป็น 2,500 ซีซี ในโมเดล 2020 นี้ บางทีอาจจะเป็นเหตุผลง่ายๆ แค่เพียงว่า “ก็ผมทำได้อ่ะ” และการเพิ่มความจุนี้เองทำให้แรงม้าและแรงบิดสูงขึ้น ซึ่งลำพังโมเดลเก่าเองก็มีอัตราเร่งมากมายจากแรงบิดที่มหาศาลอยู่แล้ว โดยเคลมมาว่าสามารถทำสถิติความเร็วในช่วง 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที ทว่านั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเจนกระมัง เทสต์ไรเดอร์ไทรอัมพ์กลับทำลายสถิติของตัวเองด้วยการลองหวดในสนามที่สเปนในช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยนักบิดไม่เปิดเผยชื่อสามารถที่จะควบเจ้าจรวดสองล้อคันเบิ้มทำสถิติความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายในเวลาเพียง 2.73 วินาทีกับรถที่มีน้ำหนักมากถึง 291 กว่ากิโลกรัม นับว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ อย่างไรก็ตาม เจ้า Rocket 3 R ไม่ได้เจ๋งหรือน่าประทับใจแค่เพียงสถิติในส่วนนี้เท่านั้น เทสต์ไรเดอร์คนเดียวกันนี้ยังแสดงให้เราเห็นว่าเจ้าจรวดคันนี้เข้าโค้งได้ดีแค่ไหน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สปอร์ตไบค์ และมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้หวดในสนามแข่งซะด้วย แต่มันกลับขี่ได้ดีอย่างกับขี่เจ้า Speed Triple ยังไงยังงั้นเลย ไม่คิดเลยว่านี่คือครูเซอร์ไบค์ เรียกได้ว่าเจ้าจรวดสามสูบคันใหม่นี้ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในแง่ของสมรรถนะในคลาสของมันให้สูงขึ้นไปอีกมากมาย แต่เอ๊ะ เดียวก่อนนะ มันมีคันอื่นในคลาสใกล้เคียงกันด้วยเหรอ? งานนี้เรามีคลิปมาให้ชมกันด้วย ไปชมคลิปด้านล่างนี้กันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Bike of the Year 2020 ประกาศศักดาคว้าเรียบ 13 รางวัล

รถจักรยานยนต์ Honda คว้ารางวัล BIKE OF THE YEAR ประจำปี 2020 มากที่สุดในวงการ ฯ ถึง 13 รางวัล ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดย ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร รับมอบรางวัล BIKE OF THE YEAR ประจำปี 2020 จาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน CAR & BIKE OF THE YEAR 2020 โดยมี นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี จัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับรายชื่อรางวัล Honda Bike of the Year 2020 ทั้ง 13 รางวัลที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้รับในปีนี้ประกอบด้วย 1. รางวัล Best Dual Purpose – Honda CRF250 RALLY 2. รางวัล Best Family Fashion – Honda Super Cub 3. รางวัล Mini Bike Best Design – Honda Monkey 4. รางวัล Mini Bike Best Performance – Honda MSX125SF 5. รางวัล Best Naked Light Weight – Honda CB500F 6. รางวัล Best Sport Light Weight – Honda CBR500R 7. รางวัล Best Adventure Light Weight – Honda CB500X 8. รางวัล Best Adventure Middle Weight – Honda X-ADV 9. รางวัล Best Cruiser Light Weight – Honda REBEL 500 10. รางวัล Best Naked Under 300 cc. – Honda CB150R Exmotion 11. รางวัล Best Naked Over 300 cc. – Honda CB300R 12. รางวัล Best Sport Under 300 cc. – Honda CBR250RR 13. รางวัล YEARS CONTINUOUSLY MOTORCYCLE BEST SELLER (รถจักรยานยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Ruby Helmet Thailand เปิดตัวอย่างเป็นทางการสุดยอดหมวกคลาสสิก

Ruby Helmet หรือชื่อเต็ม Les Ateliers Ruby มีผู้จำหน่ายอิสระได้นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คุณเชน ศรีกรุงไกร และคุณพีรญา เชี่ยวสกุล ได้พบกับผู้บริหารของ Les Ateliers Ruby คนปัจจุบันที่งาน Eigma Motorcycle show จึงได้เจรจาธุรกิจดำเนินการนำเข้าหมวกกันน็อค Ruby และผ่านการทดสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม และได้จัดตั้งบริษัท บิลเลี่ยนบี จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายหมวกกันน็อค Ruby ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวอย่างเป็นทางการในปี 2020 Les Ateliers Ruby ก่อตั้งขึ้นโดยดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ภายใต้แบรนด์ Les Ateliers Ruby (เล ซาเตอลิเออ รูบี้) ที่รักในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ประกอบกับชื่นชอบในการสรรค์สร้างงานดีไซน์ ซึ่งผสมผสานการออกแบบ ผสมผสานแฟชั่นที่สามารถการันตีได้ทั้งคุณภาพ, ภาพลักษณ์และความปลอดภัยในทุกๆ วันของการขับขี่ตัวหมวกดีไซน์ย้อนยุค ที่ถูกออกแบบให้ร่วมสมัย ซึ่งนอกจากความหรูหรามีสไตล์แล้ว “Ruby” ยังคำนึงถึงการผลิตหมวกกันน็อคที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความปลอดภัย เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณถือครอง” หมวกกันน็อคภายใต้ชื่อ Les Ateliers Ruby ทุกใบ ถูกผลิตขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุที่มีความแข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน การันตีได้ถึงความทนสูงสุดและน้ำหนักที่เบากว่าเดิม ตกแต่งตามขอบด้วย Chrome/ Gold-plated, ยาง หรือหนัง (ขึ้นอยู่กับแต่ละแบบ) พร้อมประดับเครื่องหมาย “Ruby” ที่ทำจากแผ่นโลหะไว้ด้านบนของตัวหมวก และ Backbone หรือสันนูนคล้ายกระดูกสันหลัง ลากยาวตั้งแต่กลางศีรษะจนถึงท้ายทอย เอกลักษณ์เฉพาะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกของอัศวินในยุคโบราณ ภายในบุด้วยหนังนุ่มของหนังแกะและหนังกลับกำมะหยี่สี Claret หมวกกันน็อก Les Ateliers Ruby บรรจุมาในกล่องกันกระแทกสีแดงอย่างดี เน้นความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด โดย Ruby Helmet นั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามการใช้งาน  ชื่อรุ่น  ราคา Full Face 48,000 – 95,000 บาท Jet 39,000 – 72,000 บาท Open Face 32,000 – 52,000 บาท   ถ้าใครสนใจหมวกกันน๊อค Ruby ติดต่อสอบถามไปที่เพจ คลิกที่นี้ หรือถ้าใครสนใจอยากจะไปชมตัวจริงสามารถเดินทางเข้าไปที่โชว์รูม Ruby Thailand สำนักงานใหญ่   : เลขที่ 271 ซอยรามคำแหง 21 (นวศรี) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZXR250R

ZXR250R 1989 Kawasaki ตัวซิ่งในตำนาน [ตัวจี๊ดในวันวาน] ZXR250 คือโมเดลแรกๆ ของ Kawasaki ที่ลงมาสู้ศึกในตลาดรถ 4 สูบขนาด 250 ซีซี และต่อมาก็ได้กลายเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นๆ ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตัวรถนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดชั้นสูงต่างๆ มากมาย ในทางตรงกันข้าม เมื่อเทียบกับ ZXR750 และ ZXR400 ในยุคนั้น ซึ่งเครื่องยนต์ของทั้ง 2 โมเดลนี้จะเป็นการปรับปรุงและพัฒนาของโมเดลก่อนหน้าให้ดียิ่งขึ้น แต่ทว่าเครื่องยนต์ของ ZXR250R ที่เป็นเครื่องยนต์สี่สูบเรียงขนาดเล็กที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและมีจำกัดแรงม้าในตัวเครื่องยนต์ไว้ที่ 45 แรงม้าเท่านั้น   นอกจากนี้ ZXR250R ยังเป็นโมเดลขนาด 250 ซีซีโมเดลแรกของ Kawasaki ที่มาพร้อมกับโช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์ และอีกจุดนึงที่เรียกได้ว่าเอาไว้คุยโวโอ้อวดได้เนี่ยก็คือระบบแรมแอร์  “K-RAS” (Kawasaki Ram Air System) บังเอิญมาก่อนกาล เป็นเวลา 1 ปีก่อนที่ ZZ-R1100 ปี 1990 จะเข้าสู่ท้องตลาด ระบบแรมแอร์อินเทคนั้นตั้งอยู่ที่ด้านซ้ายของแฟริ่ง ระบบนี้จะป้อนอากาศผ่านกล่องกรองอากาศผ่านท่อ ZXR250R ยังมีระบบคูลแอร์มาช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ชื่อว่า“K-CAS” (Kawasaki Cool Air System) ซึ่งระบบนี้จะมีท่ออลูมิเนียมที่ดึงเอาอากาศเย็นจากแฟริ่งหน้าด้านบนมาระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งตรงส่วนนี้ถูกล้อมไปด้วยเฟรมอลูมิเนียมหนาๆ โดยเจ้าโมเดลรหัส R ที่คุณเห็นอยู่นี้ เป็นตัวแข่งนั่นเอง ซึ่งจะเพิ่มจุดเด่นต่างๆ เหมาะกับการแข่งขันในสนาม ไม่ว่าจะเป็นอัตราทดเกียร์ที่ชิดขึ้น คาบูเรเตอร์ขนาด 32 มม. ยางเรเดียล และโช้คหลังที่สามารถปรับแดมปิ้งได้ โดยสามารถแยกแยะความต่างจากโมเดลมาตรฐานได้จากสติ๊กเกอร์คำว่า “SPORTS PRODUCTION” ที่แฟริ่งท้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally กำลังจะมาจริงดิ?

Tenere 700 Rally กำลังจะมา? ดูเหมือนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Yamaha กำลังจะเพิ่มโมเดลแรลลี่ให้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับเจ้า Tenere 700 ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรป ตอนนี้ Yamaha ยังมีเจ้า T7 เพียงแค่เวอร์ชั่นเดียวก็จริง แต่ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถของเขาเองให้ถูกรสนิยมของพวกเขาด้วยของแต่งที่ทางค่ายได้จัดเตรียมไว้ให้ประมาณนึง นอกจากนี้ยังมีชุดแพ็คของแต่งที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์สไตล์ที่แตกต่างกันเช่น ‘Explorer Pack’ สำหรับสายทัวริ่งเดินทางไกลและ ‘Rally Pack’ สำหรับสายลุย อย่างไรก็ตามมีเอกสารใหม่ระบุว่าทางค่ายจะเพิ่มโมเดลใหม่ที่โดดเด่นกว่าเพิ่มเติมเข้าไปในรูปแบบของ Ténéré 700 Rally แน่นอนว่ามันจะไม่เหมือนกับชุดของแต่งแรลลี่แพ็กที่มีอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเป็นการติดตั้งของแต่งต่างๆ เพิ่มเติมเข้าไป เพราะเจ้า Tenere 700 Rally จะมีการออกแบบโมเดลที่แตกต่างออกไปเลย ในขณะที่ T7 ซึ่งรู้กันภายในด้วยโค้ดเนมว่า XTZ690 แต่เจ้า Rally คันใหม่จะใช้โค้ดเนมต่างออกไปเป็น XTZ690D-B ซึ่งเพิ่งจะได้รับการรับรองในยุโรปเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งก็แสดงว่าอาจจะใกล้วางขายได้จริงในอีกไม่นานนัก แต่เรื่องหน้าตาของ Rally คันใหม่นั้นยังคลุมเครืออยู่ จากเอกสารรับรองนั้นมีข้อมูลสเป็กอยู่อย่างจำกัด โดยระบุไว้ว่ารถใหม่จะยังมีกำลังแรงม้าไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก T7 ก็คือ 72 แรงม้า (และมีเวอร์ชั่น A2 ที่จะถูกจำกัดกำลังเครื่องยนต์ โดยตัวนี้จะอยู่ทีี่ 47 แรงม้า) ระดับเสียงเองก็ยังคงเท่าเดิม แสดงว่าจะไม่ได้มาพร้อมท่อ Akrapovic แน่นอน น้ำหนักและมิติต่างๆ ของรถยังเหมือนเดิม น้ำหนัก 204 กก. ความยาว 2370 มม. ระยะฐานล้อ 1595 มม. และที่สำคัญคือความสูงซึ่งก็ยังคงเท่าเดิมที่ 1455 มม. แสดงให้เห็นว่าตัวใหม่นี้ก็ไม่ได้มีช่วงล่างที่สูงกขึ้นกว่าโมเดลปกติเลย แล้วทำไมถึงบอกว่าเป็นโมเดลใหม่ล่ะ ถ้าแค่ดูจากสเป็กคร่าวๆ ที่ให้มานั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดมาในลวดลายรถแข่ง Dakar Rally แบบเดียวกันกับ Monster Enery WR450F Rally ก็เป็นได้ อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่ที่เกิดจากการยกเครื่องปรับปรุงเพิ่มเติมขนาดหนักแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2020 Honda Forza 300 Limited Edition

2020 Honda Forza 300 Limited Edition 2020 Honda Forza 300 Limited Edition โมเดลพิเศษยังคงมีดีไซน์ที่เฉียบคม สไตล์สปอร์ต แต่เพิ่มความโดดเด่น สวยงามและดูหรูหราพรีเมียมมากกว่าที่ผ่านๆ มา ด้วยรายละเอียดพิเศษต่างๆ ดังนี้ ชุดสีพิเศษสีเทาแอร์ฟอร์ซ (Air Force Grey) เบาะหนังเย็บด้วยด้ายแดง ล้อขอบแดงแม็ตช์กับด้ายแดงที่เย็บเบาะ กล่องท้ายสีเดียวกับตัวรถพร้อมรองรับระบบสมาร์ทคีย์ โลโก้ Forza 300 พิเศษใหม่ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้เครื่องยนต์ 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ที่ให้กำลัง 24.8 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิด 27.2 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ ซึ่งเป็นบล็อกเดิมกับ Forza โมเดลล่าสุดที่ได้รับการอัพเดตปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2018 ซึ่งปรับปรุงในหลายๆ ส่วน จนได้ Forza โมเดลปัจจุบันที่น้ำหนักเบากว่า เล็กกว่า สปอร์ตกว่า และสมาร์ทยิ่งกว่าที่ผ่านมาๆ นอกจากนี้ Forza 300 ก็จะมีโมเดล 2020 ซึ่งมาในชุดสีใหม่อีกด้วยติดตามได้เร็วๆ นี้ ส่วนในบ้านเรานั้นจะนำมาจำหน่ายด้วยหรือไม่ จะนำมาขายด้วยราคาเท่าไหร่ต้องรอลุ้นกันไปก่อนครับ เพราะตอนนี้งาน Motor Show ในบ้านเราก็โดนพิษโคโรน่าไวรัส เลื่อนงานออกไปซะด้วย ใครสาวกฟอร์ซ่า เก็บเงิน กำเงิน รอไปก่อนนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bud Ekins Special Edition

Bud Ekins Bonneville T120 และ T100 Special Editions Bud Ekins คือชื่อของชายผู้โด่งดังและเป็นตำนานในช่วงทศวรรษ 1960 เขาคือสตันท์แมนมืออาชีพของ Hollywood เป็นนักแข่งโมโตครอสชั้นแนวหน้า เป็นสิงห์ทะเลทรายและเป็นนักบิดที่ได้แสดงฉากขี่มอเตอร์ไซค์กระโดดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง The Great Escape ในฐานะสตันท์ให้กับเพื่อนนักแสดงของเขา Steve McQueen และในปี 2020 นี้เองทางค่าย Triumph ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถที่ใช้ขับในหนัง และกลายเป็นมาเป็นชุดสีให้กับ 2 โมเดลพิเศษจาก Triumph ในครั้งนี้ ตัวโมเดลพิเศษนั้นมีพื้นฐานมาจาก Bonneville T120 และ Bonneville T100 ที่มีดีไซน์สวยงามไร้กาลเวลา สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ใน Bonneville T120 และ Bonneville T100 Special Edition ที่สร้างขึ้นมาเพื่อยกย่องเขา เพราะเขาคือตำนานสองล้อที่แท้จริง สตันท์แมนมือาชีพ นักแข่งโมโตครอสระดับแนวหน้าและสิงห์ทะเลทราย นอกจากตัวเขายังเคยเป็นตัวแทนจำหน่าย Triumph ในเมือง herman Oaks รัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นอดีตตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ซึ่งที่นั่นที่เขาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกับดาราดัง Steve McQueen รวมไปถึง Paul Newman และ Clint Eastwood โมเดลพิเศษนี้ได้รวมเอาไว้ทั้งสไตล์ที่คลาสสิคและความสามารถแบบรถสมัยใหม่ตามแบบมาตรฐานของรถต้นแบบเดิม และเสริมเติมมาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วยรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ – ถังน้ำมันดีไซน์พิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาลิฟอร์เนีย – โลโก้พิเศษที่ถังน้ำมันรูปลูกโลกมีปีก – โลโก้พิเศษบนพาเนลด้านข้างตัวรถทั้งสองโมเดล – บังโคลนหน้าแต่งโลโก้รูปลูกโลกมีปีก นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดพรีเมียมอีกหลายจุด อาทิ – ฝาถังน้ำมันฟลิปอัพสไตล์มอนซ่า Monza – ไฟเลี้ยว LED เกรดสูงขึ้น – ลายผิวกริพแฮนด์รูปทรงเพชร – กระจกปลายแฮนด์ขนาดเล็ก – ตราที่เครื่องสีดำพิเศษ และที่สำคัญรถทั้งสองโมเดลนี้จะมาพร้อมใบรับรองหรือเรียกง่ายๆ ว่าใบเซอร์ฯ ว่าเป็นของแท้ ซึ่งจะถูกเซ็นรับรองด้วย Nick Bloor ซีอีโอ และ Susan และ Donna ลูกสาวของตำนานชื่อดัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Road Glide รุ่นพิเศษชุดสีทูโทนจากทาง HARLEY-DAVIDSON เผยโฉมแล้ว

Road Glide รุ่นพิเศษชุดสีทูโทนจากทาง HARLEY-DAVIDSON เผยโฉมให้เห็นแล้ว โดยจะมีให้เลือกหล่อด้วยกันทั้งหมดสองชุดสี ล่าสุดที่ Milwaukee เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา HarleI doy-Davidson ได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษในแบบของชุดสีทูโทน โดดเด่นในแบบปลุกเลือดรักชาติ (อเมริกา) และไม่เหมือนใครด้วยโลโก้ “Number One” สีแดงและน้ำเงินบนถังน้ำมัน โดยโมเดลพิเศษในชุดสีทูโทนนี้จะมีให้เลือกเฉพาะ Harley-Davidson Road Glide Special Edition การติดตั้งชุดสีที่มาจากโรงงานนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถชุดสีคัสตอมพิเศษได้โดยที่ไม่ต้อง มาทำสีใหม่เองหรือติดตั้งชุดของแต่งเข้าไปเพิ่มเอง โดยตัวเลือกโมเดลพิเศษสีทูโทนนั้นมีตัวชุดสีมีคุณภาพ มีมาตรฐานและทนทาน การันตีด้วยการรับประกันจากทางค่ายรถอีกด้วย ชุดสีนี้จะมีโลโก้ Harley-Davidson อยู่บนสีรองบริเวณด้านล่างของกล่องข้าง นอกจากนี้จะมีแถบสีรองที่ตรงกลางและด้านล่างของบังโคลนหน้า และโลโก้ Number One สุดคลาสสิคสีแดงและน้ำเงินบนถังน้ำมัน โดยดีไซน์ของถังน้ำมันจะคล้ายคลึงกับ CVO โมเดลล่าสุด Saddlebag latches are color-matched. ชุดสีที่มีให้เลือกได้แก่: สีแดงบิลเลียด/สีขาวหินล้าง (Billiard Red/Stone Washed White) สีน้ำเงินบิลเลียด/สีขาวหินล้าง(Billiard Blue/Stone Washed White) ราคาของ 2020 Road Glide Special model พร้อมชุดสีพิเศษนี้คือ 29,699 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 940,000 บาท (ราคาโดยประมาณยังไม่รวมภาษี) ส่วนจำนวนนั้นจะถูกจำกัดอยู่ที่ 750 คันต่อ 1 สี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตำรวจญี่ปุ่น ใช้รถไฟฟ้าเป็นรถนำขบวนเป็นครั้งแรก

ตำรวจญี่ปุ่น ใช้รถไฟฟ้าเป็นรถนำขบวนเป็นครั้งแรก นี่เป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถตำรวจญี่ปุ่นที่นำเข้ามา และยังเป็นรถไฟฟ้าอีกด้วย โดยทาง BMW ได้ส่งมอบ BMW C evolution ให้กับกรมตำรวจนครบาลญี่ปุ่น และเมื่อวันที่ 1 มันก็ได้เผยโฉมให้เราได้เห็นกันในงานโตเกียวมาราธอน 2020 เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา โดยรถตำรวจคันสีขาวที่คุณเห็นอยู่นี้ก็คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของทาง BMW Motorrad ที่ชื่อว่า “BMW C evolution” ซึ่งทาง BMW ส่งมอบให้กับทางตำรวจนครบาลของทางญี่ปุ่น สกู๊ตเตอร์ BMW C evolution เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปี 2017 มันถูกติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนความจุสูงรุ่นใหม่เข้าไป ทำให้มันสามารถใช้เดินทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้มากถึง 160 กม. ที่ผ่านมารถมอเตอร์ไซค์สีขาวหรือรถตำรวจของญี่ปุ่นนั้นเป็นรถที่มาจากค่ายรถญี่ปุ่นเท่านั้น ดังนั้นนี้จึงเป็นครั้งแรกเลยที่เป็นรถที่ไม่ใช่รถญี่ปุ่นที่นำมาใช้ทำเป็นรถตำรวจ ส่วนเจ้ารถตำรวจคันที่เราเห็นหลักๆ ก็น่าจะใช้เป็นรถวิ่งนำขบวนในกิจกรรมและงานอีเวนท์ต่างๆ นั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก เครดิตภาพจาก autoby

Coronavirus

Coronavirus ทำพิษ MotoGP ที่กาตาร์ยกเลิก ด้านไทยเองก็โดนกระทบ การยกเลิกนั้นมีสาเหตุมาจากประเทศกาตาร์นั้นมีการประกาศข้อกำหนดเรื่องการห้ามผู้โดยสารที่มาจากอิตาลีเข้าประเทศ ดังนั้นการแข่งขันในรุ่น MotoGP จะไม่ทำการแข่งขันที่สนาม Losail FIM, IRTA และ Dorna รู้สึกเสียใจที่จะต้องประกาศยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ในการแข่งขันรอบ Grand Prix of Qatar ผลจากพิษโคโรน่าไวรัสนั้นทำให้มีการจำกัดการเดินทางเข้าไปยังประเทศกาตาร์ และส่งผลให้ผู้โดยสารที่มาจากประเทศอิตาลี และประเทศอื่นๆ ถูกห้ามเข้า โดยผู้โดยสารทั้งหมดที่มาถึงที่เมืองโดฮาโดยเที่ยวบินตรงมาจากอิตาลีหรือเคยอยู่ในอิตาลีในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดที่ผ่านมา จะถูกพาไปกักตัวอย่างน้อย 14 วัน และแน่นอนว่าอิตาลีนั้นมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันรายการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน MotoGP ทั้งในส่วนของนักแข่งในแทร็ก และทีมงานนอกแทร็ก จนส่งผลให้ทางผู้จัดต้องตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ส่วนของการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 นั้นจะยังคงแข่งขันกันต่อไปได้เนื่องจากนักแข่งทั้งหมดอยู่ในประเทศกาตาร์เพื่อไปทำการทดสอบที่สนาม Losail International Circuit ตั้งแต่ก่อนแล้ว การแข่งขันของทั้งสองรุ่นนี้ก็เลยจะยังคงทำการแข่งขันต่อไปได้ โดยรุ่นเล็กทั้ง 2 รุ่นนี้จะกลายเป็นเพียง 2 รุ่นที่แข่งขันกันในรอบสนามเปิดฤดูกาลนี้ในช่วงวันที่ 6 – 8 มีนาคม เช่นเดียวกันกับการแข่งขัน Idemitsu Asia Talent Cup ซึ่งจะมีการแข่งขันขึ้น 2 เรซในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็จะยังคงแข่งกันตามแผนการเดิม ด้านสนามที่ 2 ที่จะจัดที่ประเทศไทยข่าวล่าสุดก็น่าจะเลื่อนออกไปก่อน แต่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Phillip Island

Phillip Island สนามแรกของศึก WSBK 2020 Phillip Island เป็นสนามแข่งในประเทศออสเตรเลีย เป็นสนามเปิดฤดูกาลแข่งขัน WSBK 2020 และยังเป็นสถานที่ที่สวยงามมากๆ แห่งนึง นอกจากนี้ในมุมมองของมอเตอร์สปอร์ต มันยังเป็นสนามที่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างมาก ย้อนไปในอดีต การแข่งขัน WSBK นั้นถูกจัดขึ้นที่สนามนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1990 หลังจากที่ MotoGP ไปจัดที่นั่นครั้งแรกในปี 1989 เป็นสนามที่ช่วยสร้างนักแข่งดาวเด่นในวงการสองล้อมากมาย อาทิ Wayne Gardner, Mick Doohan, Troy Bayliss, Troy Corser และ  Casey Stoner นอกจากนี้ตามสถิติแล้ว ในปี 2016 สนามแห่งนี้ยังเป็นสนามแห่งแรกที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน WSBK ครบ 50 เรซ ข้อมูลสำคัญของ Phillip Island     การแข่งขัน WSBK จะแข่งบนสนามแห่งนี้ทั้งหมด 22 รอบสนาม 1 รอบสนามกินระยะทางทั้งหมด 4.445 กม. คิดเป็นระยะทางทั้งหมด 97.790 กม. เป็นโค้งซ้ายทั้งหมด 7 โค้ง โค้งขวาทั้งหมด 5 โค้ง สถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดของการแข่งขัน WSBK ในสนามแห่งนี้คือ 1:30.848 นาที ทำไว้โดย Marco Melandri นักแข่งชาวอิตาลี กับรถ Ducati Panigale R เมื่อปี 2018   เพิ่มเติมจาก Pirelli การแข่งขันในสนามแรกนี้จะแข่งขันกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น WorldSBK และ WorldSSP รุ่น WorldSBK ทาง Pirelli เตรียมยางสลิก Diablo SuperBike ไว้ให้ทั้งหมด 1493 เส้น เป็นยางหน้าทั้งหมด 32 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (125/70 SC1, SC2) เป็นยางหลังทั้งหมด 44 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (200/65 W1049, Y0966, Y1093, SCX, Qualifier) ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในปี 2019 คือ 326.3 กม./ชม. โดย Chaz Davies กับรถ Ducati Panigale V4 R รุ่น WorldSSP ทาง Pirelli เตรียมยางสลิก Diablo SuperBike ไว้ให้ทั้งหมด 1215 เส้น เป็นยางหน้าทั้งหมด 24 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (125/70 SC1, SC2) เป็นยางหลังทั้งหมด 24 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (190/60 Y1006, Y1035) ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในปี 2019 คือ 277.6 กม./ชม. โดย Raffaele De Rosa กับรถ MV Agusta F3 675   ส่วนปีนี้ใครจะเป็นผู้ชนะในสนามแห่งนี้ ใครจะทำสถิติอะไรใหม่ๆ บ้างก็ต้องติดตามกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Endurance World Championship

Endurance World Championship อีกหนึ่งรายการแข่งที่ควรติดตาม การแข่งขัน Endurance World Championship (EWC) เป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เพราะทั้งรถและนักแข่งต่างก็ถูกทดสอบในการแข่งขันอย่างทรหดต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ 8 ชม. ถึง 24 ชม.ด้วยกัน ซึ่งการแข่งขันแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความทนทานของรถและความอึดตลอดไปจนถึงฝีมือนักแข่งที่ฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีได้มากแค่ไหน ยกตัวอย่างการแข่งขันในฤดูกาลล่าสุด ฤดูกาล 2019-2020 จะจัดการแข่งขันทั้งหมด 5 สนามใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซียและญี่ปุ่น โดยเริ่มแข่งไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี 2019 และจะสิ้นสุดฤดูกาลในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2020 (แข่งไปแล้ว 2 สนามด้วย) การแข่งขัน EWC จะจัดขึ้นในสนามแข่งขันระดับโลกอาทิเช่น Paul Ricard Circuit ในเมือง Castellet และ Bugatti ที่ Le Mans ในประเทศฝรั่งเศส และ Suzuka ในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจัดแข่งในยุโรปตะวันออกเช่นที่ Oschersleben ในเยอรมัน   โดยฤดูกาลที่แล้ว 2018-2019 แชมป์โลกตกเป็นของทีม TEAM SRC KAWASAKI FRANCE ซึ่งแน่นอนว่าใช้ Kawasaki ZX-10R ที่ใส่ยาง Pirelli แข่งขัน โดยมีนักแข่งในสังกัดทีมดังนี้ Jérémy Guarnoni, David Checa และ Erwan Nigon ในประเทศมาเลเซียก็จะมีการจัดการแข่งขันที่สนาม Sepang International Circuit ซึ่งจะเป็นการจัดการแข่งขัน 8 Hours of Sepang (แข่ง 8 ชม.) โดยจะมีการแข่งขันทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ ในฤดูกาลนี้จัดไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 นอกจากนี้การแข่งขันในรายการนี้จะนับเป็นการแข่งขันเพื่อควอลิฟายเข้าไปแข่งในสนามสุดท้ายรอบแกรนด์ไฟนอลในรายการ Suzuka 8 Hours Grand Finale 2020 อีกด้วย นับตั้งแต่ที่ Eurosport Events เข้ามาเป็นผู้จัดการแข่งขัน EWC คู่กับทาง FIM ในปี 2015 การแข่งขันรายชิงแชมป์โลกรายการนี้ก็เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้นทั้งในหน้าสื่อและมีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วโลก ตลอดไปจนถึงจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันเองก็เพิ่มขึ้นมาก ผลก็คือการแข่งขันในรูปแบบนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันเองก็เริ่มดึงดูดนักแข่งจากประเทศต่างๆ และนักแข่งชื่อดังมากขึ้นตามไปด้วย และยิ่งส่งผลให้มีทีมที่เก่งๆ แข่งขันกันมากขึ้นในแต่ละปี   ทำไมถึงน่าติดตาม การแข่งขัน EWC ยังมีกิมมิคที่ทำให้การแข่งขันในรายการนี้แตกต่างจากการแข่งขันรายการอื่นๆ อีกด้วย เช่น การแข่งขันบางส่วนนั้นจะกินเวลาในช่วงกลางคืน การแข่งขันประเภท 8 ชม.เองก็ยังมีช่วงแข่งในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังเป็นการแข่งขันเพียงไม่กี่รายการในโลกที่แต่ละทีมสามารถเลือกใช้ยางแบรนด์ใดก็ได้ และอีกเรื่องก็คือการออกสตาร์ทแบบ Le Mans สไตล์ คือการที่นักแข่งทุกคนจะต้องวิ่งข้ามแทร็กและไปกระโดดขึ้นควบรถแข่งของตัวเองนั่นเอง การแข่งขันที่กินระยะทางไกลในรายการนี้เป็นเหมือนบททดสอบความทรหดของทั้งนักแข่งและรถแข่ง ซึ่งในแต่ละทีมจะต้องใช้นักแข่ง 2 ถึง 3 คน ผลัดกันลงแข่งโดยใช้รถคันเดียวกัน โดยส่งต่อรถกันเหมือนส่งต่อไม้ในการแข่งวิ่งผลัด โดยรถแข่งที่ใช้แข่งนั้นก็จะใกล้เคียงกับรถโปรดักชั่นที่ค่ายรถผลิตขายให้กับคนทั่วไป การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน รุ่น Formula EWC สำหรับแข่งขันชิงแชมป์โลก FIM EWC Endurance World Championship จุดสังเกตของรถ ด้านหลังเบอร์แข่งของรถใช้สีดำ ไฟหน้าสีขาว และน้ำหนักรถอย่างน้อย 175 กก. รุ่น Formula EWC คือรุ่นสูงสุดของการแข่งขัน การปรับปรุงสมรรถนะรถระหว่างการแข่งขันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ หน้าตาของรถโดยรวมจะไม่แตกต่างไปจากรถโปรดักชั่น แต่ว่าโช้คหน้า กันสะบัด สวิงอาร์ม เบรก แผงหม้อน้ำ และท่อไอเสียนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ ทีมแข่งยังสามารถปรับแต่งสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ นอกจากนี้ตัวรถยังจะติดตั้งระบบเปลี่ยนยางแบบรวดเร็วไว้อีกด้วย รุ่น Superstock สำหรับแข่งขันชิงแชมป์โลก FIM World Endurance Cup จุดสังเกตของรถ ด้านหลังเบอร์แข่งของรถใช้สีแดง ไฟหน้าสีเหลือง และน้ำหนักรถอย่างน้อย 168 กก. สำหรับรุ่น Superstock รถแข่งนั้นจะเหมือนกับรถโปรดักชั่นเลย เครื่องยนต์นั้นทางค่ายรถจะจัดเตรียมให้ โดยมีอนุญาตให้ดัดแปลงได้จำกัดมากๆ (หัวฉีดและการจ่ายน้ำมัน คลัทช์ และปลายท่อไอเสีย เป็นต้น) ล้อเองก็ต้องเหมือนเดิม ดังนั้นทีมจะต้องใช้มีการวางแผนการเปลี่ยนล้อที่ดีเวลาเข้าพิท

โรงงานรถอิตาลี

โรงงานรถอิตาลี ยังคงเปิดต่อ แม้โคโรน่าไวรัสจะระบาดหนักในอิตาลี ค่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati และเครือ Piaggio (รวม Vespa, Aprilia และ Moto Guzzi) ได้หยุดบริการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์และโรงงานของทางค่ายตัวเองแล้ว แต่ โรงงานรถอิตาลี ยังคงเดินไลน์ผลิตกันต่อไป หลังโคโรน่าไวรัสหรือ COVID-19 จะระบาดหนักในอิตาลี “เราขออนุญาตเรียนให้ท่านทราบว่า เนื่องจากแถลงการณ์จากประธานแคว้น Emilia Romagna และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขหลัง ทำให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์และโรงงานผลิต รวมไปถึงเทรนนิ่งแล็บ Fisica in Moto ต้องถูกงดไว้ก่อนนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ไปจนถึง 31 มี.ค.2020 ” นี่คือข้อความที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของทาง Ducati อย่างไรก็ตาม ประกาศนี้สำหรับผู้ที่สนใจจะเยี่ยมชมเท่านั้น เพราะว่าไลน์การผลิตก็ยังคงเปิดอยู่ และไม่ใช่แค่เพียง Ducati ทางฝั่งโรงงานของ Aprilia และ Moto Guzzi ก็ยังคงเปิดไลน์การผลิตอยู่ ระเบียบการเพื่อความปลอดภัยนั้นเริ่มถูกใช้งานเนื่องจากการแถลงของ Ministero della Sanità (รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข) และ Ordinanza Regionale (เทศบัญญัติแห่งรัฐ) และยังได้มีการแจกจ่ายคู่มือดูแลเรื่องสุขภาพและวิธีการป้องกันโรคให้กับพนักงานทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น Ducati ยังไม่อนุญาตให้คนที่ถูกระบุจากทางการว่ามาจากจีน เกาหลีใต้และมาจากเขต Lombardy หรือ Veneto เข้ามาในโรงงาน นอกจากนี้ค่ายรถอิตาลียังจำกัดการเดินทางและบิสซิเนสทริป มีตติ้ง รวมไปถึงการรวมตัวกันในโรงงานเพื่อป้องกันพนักงานของพวกเขาจากเชื้อไวรัสโคโรน่า   Piaggio Group, Aprilia & Moto Guzzi ทางด้านของเครือ Piaggio Group เองก็ได้มีการระงับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของพวกเขาเช่นกัน “เราขออภัยกับผู้เข้าชมของเรา เพราะว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรค COVID-19 (หรือโคโรน่าไวรัส) และด้วยประกาศจากทางการ Piaggio Foundation จึงได้ตัดสินใจที่จะระงับทัวร์เข้าชมและกิจกรรมต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ Piaggio Museum เนื่องจากทาง Piaggio Museum ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นจะปิดทำการตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.เป็นต้นไป ตามมาตรการป้องกันและเพื่อเป็นการป้องกันชุมชมในท้องถิ่นรวมไปถึงพนักงานของเรา” Piaggio กล่าว “ทันทีที่มาตรการฉุกเฉินทางการแพทย์นี่ถูกยกเลิก เราจะทำการเปิดพิพิธภัณฑ์จะทำการเปิดให้แก่สาธารณชนทันที” พวกเขาทิ้งท้าย มาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ รวมไปถึงการลดจำนวนการประชุมกับทางซัพพลายเออร์ ที่ปรึกษาและลูกค้าเองก็จะถูกจำกัดให้เหลือเพียงแค่การประชุมคอนเฟอเรนซ์ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น นอกจากนี้ยังได้งดการเดินทางทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รวมไปถึงได้นำมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ มาใช้ในออฟฟิศ โดยจะมีการตรวจอุณหภูมิร่างกายเพื่อป้องกันสุขภาพของพนักงานทุกคนอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

California Superbike School โรงเรียนสอนขับขี่ระดับโลก ที่ทุกคนต้องลอง!!

ล่าสุดทาง BMW Motorrad ประเทศไทย ได้ร่วมกันกับ California Superbike School โรงเรียนสอนขับขี่ระดับโลก ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนขับขี่สำหรับมือใหม่ที่อยากจะวาดลวดลายในสนามแข่งอย่างถูกวิธี ถูกต้องตามหลักสูตรที่ใช้กันทั่วโลก และอยากจะบอกว่านักแข่งมืออาชีพหลายๆ คนก็เคยผ่านโรงเรียนนี้มาแล้วเช่นกัน  และแน่นอนสำหรับในครั้งนี้ SuperBikemag.com ได้รับการเทียบเชิญจาก BMW Motorrad ประเทศไทย เข้าร่วมเรียนในครั้งนี้ด้วย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ และขอก่อนเลยว่าไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน จะขี่มากี่สนามทั่วโลก กี่ภูมิประเทศ หรือขี่มาแล้วกี่ปี คุณต้องทิ้งสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาไว้ข้างหลัง แล้วมาเริ่มใหม่อย่างถูกต้องที่นี่ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าคุณต้องมีทักษะการขับขี่ซูเปอร์ไบค์ในระดับพื้นฐานมาก่อน  เพราะที่นี่ไม่ได้สอนขับขี่เบื้องต้นนะครับ เรียนรู้ การเรียนการสอนของที่จะถูกแบ่งออกเป็นเลเวลต่างๆ กัน 3 ระดับด้วยกัน โดยผมนั้นได้เรียนที่เลเวล 1 เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนเลยส่วนเลเวลที่ 2 และ 3 นั้น จะต้องแสดงหลักฐานใบประกาศในเลเวลก่อนหน้านี้ที่เคยได้รับมาด้วย  ซึ่งอันที่จริงแล้วทาง BMW Motorrad เคยจัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปแล้วเมื่อปีก่อน ก็จะมีบางคนที่ได้เรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็สามารถนำใบประกาศมายืนยันเพื่อที่จะเรียนลำดับขั้นที่สูงขึ้น ผมเปลี่ยนชุดเรซซิ่งสูทและไรดิ้งเกียร์อื่นๆ รวมถึงวอร์มร่างกายให้พร้อม เพราะวันนี้เราจะเรียนขับขี่กันทั้งวัน ซึ่งไรดิ้งเกียร์ต่างๆ ถือว่าเป็นพื้นฐานของคนที่อยากจะขับขี่ในสนาม คุณต้องเตรียมมาเอง ไม่งั้นนคุณจะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียน เพราะนี่คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งคือเรื่องพื้นฐาน แต่สำคัญที่สุด  เริ่มต้นด้วยการเข้าเรียนทฤษฏีกันก่อน สำหรับการฝึกระดับ 1 จะแบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 5 หัวข้อหลักๆ ด้วยกัน โดยจะใช้เวลาเรียนตลอดทั้งวัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างมากสำหรับการเรียนในแต่ละหัวข้อ แต่ต้องขอบอกเวลาพอมาเรียนเข้าจริงๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่พอ เพราะหลังจากเรียนภาคทฤษฏีแล้วก็จะต้องกลับไปลงฝึกในภาคสนาม จากนั้นคุณต้องก็ต้องกลับมารับบรีฟแก้ไขต่างๆ กับครูภาคสนามอีกด้วย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคสนามแล้วนำมาปฏิบัติในรอบถัดไป เรียกว่าเข้มๆ กันเลยล่ะครับ ถ้าเทียบกับโรงเรียนมันคือโรงเรียนกวดวิชาชัดๆ  หัวข้อการเรียนการสอนจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อดังนี้   1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง) 2 Turn Points (จุดเลี้ยว) 3 Quick Turn (การเลี้ยวเร็ว) 4 Rider Input (การควบคุมโดยตัวผู้ขี่เอง) 5 Two-step Turning (สายตา-เลี้ยวเร็ว)   1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง) การควบคุมคันเร่งนั้นใครๆ ก็คงบอกว่าง่าย ก็แค่คันเร่ง ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่เดี๋ยวก่อน นี่คือสถาบันสอนขับขี่ระดับโลกเลยนะ มันคงไม่ง่ายแบบที่คิดหรอก สำหรับช่วงการฝึกขับขี่ในสนามนั้น จะใช้ได้เพียงแค่เกียร์ 4 เพียงเกียร์เดียวเท่านั้น คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ เกียร์เดียวเท่านั้น กับการขี่ในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นั่นละครับ สนามที่เขาใช้แข่ง MotoGP นั่นละ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ห้ามเบรก ยากไปไหน ผมเองก็เริ่มกังวลอยู่หน่อยๆ คิดในใจเอาไงดี แอบเบรกได้ไหม ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะซื่อสัตย์ต่อการเรียนครั้งนี้หรือเปล่า ถ้าเราเบรก เราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรกลับไป พอผมไปขี่ จากการเรียนครั้งนี้ ถึงเวลารู้อยู่อย่างเดียว อย่าใจร้อน เขาโค้งรักษาไลน์ให้เนียนที่สุด ถึงเวลาจะลงสนามก็ได้เวลาแต่งตัวให้พร้อม ช่วงแรกของวันนี้ รู้สึกอาการไม่ค่อยดี จะเปิดคันเร่งช่วงไหน ปิดคันเร่งตอนไหนดี จะไหลเข้าไลน์ไหนดี แถมรถที่ขี่ในสนามก็ดันเป็น BMW S 1000 RR 2020 ตัวใหม่ล่าสุดอีก จะหวดก็ไม่ได้รถมันแรงเกิน เบรกก็ไม่ได้ ไหนจะมีครูที่จะคอยขี่ดูเราสังเกตเราตลอดเวลา ประกบกันเลยก็ว่าได้ เพราะครู 1 คน ต่อนักเรียน เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ถือว่าสอนกันถึงพริกถึงขิง เล่นเอากังวลและเกร็งไปหมดแต่ไหนก็มาทั้งทีก็หวังจะเก็บเกี่ยวไปให้เต็มที่ ได้ยินคำเดียวก่อนออกว่าใช้เกียร์ 1 ออกตัวได้ก็นึกขำตัวเอง ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าลองดู  ออกตัวได้ เตะถึงเกียร์ 4 ก็เข้าโค้งตามครูไปตลอด ติดๆ ขัดๆ พยายามสังเกตคันเร่งครู ตลอดเลย บางทีเราก็ต้องเบรก เพราะมันเข้าไม่ได้ ไม่ถนัด รอบแรกผ่านไป รอบสองเริ่มได้ ไม่เร็วมากนะ ค่อยๆ เดินคันเร่งเดินอย่างละเอียดมากๆ เพราะเปิดเยอะไป รถเร็วไป ทำให้ไหลยาวเข้าโค้งไม่ได้ พอเราเปิดน้อยไปก็กลัวไม่มีแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ตอนเลี้ยวก็พาลจะกลัวล้ม ผมขอใช้คำว่า ตกแต่งความเร็วก่อนเข้าโค้งมันยากมาก  พอขับไปหลายรอบก็พอจะสังเกตได้ถึงจุดยกคันเร่งของแต่ละโค้ง ก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ครูกำลังสอนให้โฟกัสกับอะไรเพียงอย่างใดอย่างนึง เขาไม่สอนท่าทาง การเอียงตัว เขาไม่ได้สอนให้ทำเวลาเร็วที่สุด ที่สอนคือ คันเร่งจริงๆ เปิดปิดให้ถูกจุด ให้แค่เพียงพอต่อการใช้เท่านั้น

รถตำรวจ

รถตำรวจ ต่างประเทศเฟี้ยวแค่ไหน ลองไปดู   รถตำรวจ แค่ได้ยินคำนี้หลายๆ คนก็คงคิดถึงรถ Tiger Boxer รถตำรวจไทยเราสมัยก่อนที่จอดทิ้งเป็นซากเพราะปัญหาการทุจริต… หรือจะเป็น Honda CBR300R หรือจะเป็น Yamaha NMAX ที่เห็นกันได้บ่อย เพราะตำรวจจราจรใช้กัน หรือบางคนก็อาจจะเคยเห็นรถตำรวจอาบูดาบี้ที่ใช้ Ducati กันเลย (ทำไมมันต่างกันจังนะ) มาวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลรถตำรวจเฟี้ยวๆ จากประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นข่าวมาให้ชมกันครับ   Honda Africa Twin ย้อนกลับไปในปี 2017 ตำรวจ Redondo Beach (อเมริกา) ได้รับมอเตอร์ไซค์ Honda Africa Twin ที่โมดิฟายโดยทาง Roland Sands ไป 2 คัน โดยเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย มันเต็มไปด้วยของแต่งจาก RSD หรือ Roland Sands Design นอกจากนี้มันก็ยังมาพร้อมโช้คหน้า Öhlins FFHO 101 ยางแบบแรลลี่พร้อมตะลุย Dunlop D908 Rally Raid และอุปกรณ์ของตำรวจอาทิเช่น ระบบไฟฉุกเฉินของตำรวจ เมาท์สำหรับใส่ปืน AR-15 แครชบาร์ AltRider พร้อมกับระบบระบบขยายเสียง เมาท์ติดตั้งเรดาห์หรือเลเซอร์จับความเร็ว ชุดไฟ LED SoundOff Signal Blueprint LED และเกราะกันกระสุนไรเฟิลระดับ 4   Ducati Panigale V4 R ช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ตำรวจ Abu Dhabi ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ทำการจัดซื้อ Ducati Panigale V4 R ทั้งหมด 8 คันเข้ากรม โดยซูเปอร์ไบค์ทั้ง 8 คันนี้ถูกทำสีใหม่เป็นสีขาวและน้ำเงินพร้อมติดสติ๊กเกอร์บ่งบอกว่าเป็นตำรวจ Abu Dhabi แน่นอนว่าใครๆ ก็พอจะรู้ถึงความแรงของเจ้า V4 R ที่มีแรงม้าสูงถึง 221 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยีล้ำๆ อีกมากมาย ซึ่งก็แน่นอนว่าก็คงจะมีไว้เพื่อตามจับพวกคนรวยขับรถแรงๆ เร็วๆ ในประเทศเศรษฐีบ่อน้ำมันของพวกเขานั่นแหละครับ นอกจากนี้กรมตำรวจนี้ยังมีรถระดับซูเปอร์คาร์เป็นรถตำรวจอีกมากมาย อาทิ Lykan HyperSport, Audi R8, Lamborghini Huracan, Nissan GT-R และ Bugatti Veyron   Ducati Panigale V4 ปี 2018 ประเทศอังกฤษ ตำรวจในโครงการ Bikesafe ได้รับรถ Ducati Panigale V4 ในชุดสีพิเศษเป็นชุดสีสำหรับรถตำรวจจากทาง Ducati UK แม้ว่าอาจจะไม่เท่ากับ V4 R ของตำรวจ Abu Dhabi แต่ก็แรงไม่น้อยกว่ากันมากนัก และแน่นอนว่าอ็อพชั่นเทคโนโลยีนั้นจัดเต็มอยู่แล้วสำหรับค่ายแดงค่ายนี้ โดยรถในโปรเจ็กต์นี้จะใช้ในการฝึกฝนขับขี่เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมขับขี่นั้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น   BMW S 1000 RR เมื่อปี 2015 ทางตัวแทนจำหน่าย BMW ที่ Long Beach อเมริกาได้มอบรถ BMW S 1000 RR ปี 2015 เวอร์ชั่นรถตำรวจเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสงานสัปดาห์ตำรวจแห่งชาติ หรือ National Police Week แน่นอนว่า S 1000 RR คันนี้แม้จะไม่ใช่รุ่นใหม่ๆ แต่ก็แรงถึง 199 แรงม้า ถูกตกแต่งเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับให้ตำรวจไว้ใช้งาน มาพร้อมชุดแฟริ่งสีดำ ติดตั้งธงสีน้ำเงินและแดง ไซเรน พร้อมตราตำรวจ รวมไปถึงที่แฮนด์บาร์ก็จะมีโลโก้ของ Long Beach อยู่ด้วย อย่างไรก็ดีคุณตำรวจก็มักจะใช้เจ้ารถคันนี้ไปในทางโปรโมตอื่นๆ มากกว่าจะไว้ไล่จับคนร้าย   MV Agusta Rivale 800 ปี 2017