
หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่

มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นดอยได้ แต่ทำไม "ห้ามมอเตอร์ไซค์" ใช้สะพานข้ามแยก?

เปลี่ยน "รถทำผิดกฎ" เป็น "โบนัสปีใหม่" สรุปวิธีล่า "ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร" และเงินรางวัลหลักหมื่น!

KTM 50SX 2024 สายลุย ตัวจิ๋ว จากค่ายส้ม ชมรถใหญ่มาหลายต่อหลายรุ่นกันแล้ว คราวนี้มาลองส่องรถเล็กกันบ้าง โดยล่าสุดทางค่าย KTM ประกาศเปิดตัวมินิไบค์สายลุย ตัวเล็ก สเปคจี๊ดไปกับ KTM 50SX 2024 และ KTM 65SX รวมถึงอิดิชันสุดพิเศษกับ 50SX Factory Edition โดยทั้งหมดนี้มาพร้อมกับการปรับปรุงใหม่ พร้อมตอบสนองเพอร์ฟอร์มานซ์อันเร้าใจแก่นักซิ่งตัวจิ๋วได้ดียิ่งขึ้น สำหรับเวอร์ชันใหม่ที่ทางโรงงาน ได้มีการปรับปรุงทั้งในส่วนของโครงเหล็กแบบใหม่และซับเฟรมสองชิ้นที่ทำจากพอลิเอไมด์ รวมไปถึง การออกแบบระบบช่วงล่างให้สามารถปรับแต่งระดับ เพื่อรองรับสรีระผู้ขับขี่ที่แตกต่างกันได้อีกด้วย รุ่น 50SX 2024 สำหรับรุ่น 50SX เวอร์ชันใหม่ครั้งนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะ ขนาด 49.9 ซีซี ใช้เพลาข้อเหวี่ยง 3 แกน และกระบอกสูบที่มีการออกแบบใหม่ ซึ่งตัวรถสามารถรีดกำลังแรงม้าสูงสุดได้มากถึง 15 ตัว มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งมีน้ำหนักรวม 42.5 กก. รวมถึงยังใช้ระบบเกียร์เป็นแบบออโตเมติก จึงเหมาะสำหรับนักบิดตัวจิ๋วมือใหม่อย่างแน่นอน รุ่น 65SX 2024 ในขณะที่รุ่น 65SX จะเป็นรุ่นอัปเลเวลขึ้นมาหน่อย กับเครื่องยนต์สูบเดียวแบบ 2 จังหวะเช่นเดียวกัน มีปริมาตรขนาด 64.9 ซีซี เหมาะสำหรับเด็กโตที่เริ่มขี่รถชำนาญมาได้ระดับหนึ่งแล้ว โดยรุ่นนี้ทางโรงงานได้ติดตั้งคลัตช์แบบเปียกมาให้ พร้อมระบบขีบเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 53.5 กก. สำหรับระบบช่วงล่างของทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าจะใช้โช้คแบบหัวกลับแบรนด์คู่บุญอย่าง WP XACT ที่มีน้ำหนักเบา มาพร้อมเทคโนโลยี AER แยกฟังก์ชันของขาแต่ละข้าง สามารถปรับเซ็ตได้เต็มระบบ ตามสภาพสนามและตัวผู้ขับขี่ ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว สามารถปรับเซ็ตได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากเทียบกันแล้ว รุ่นพี่อย่าง 65SX จะเซ็ตตัวโช้คที่ให้ระยุบที่มากกว่า ในขณะที่ระบบเบรก เป็นดิสก์เบรกหน้า-หลัง ส่วนล้อซี่ลวด ขอบล้อชุปอโนไดซ์สีดำ ติดมาพร้อมยางหนามให้ใช้งานอีกด้วย ทั้งสามโมเดลนี้ยังสามารถปรับตั้งค่าความสูงเบาะและตำแหน่งแฮนด์บาร์ให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ โดยในรุ่น 50SX ปรับได้ระหว่าง 634-683 มม. ขณะที่รุ่น 65SX ปรับได้ระหว่าง 730-760 มม.เช่นเดียวกัน รุ่น 50 SX Factory Edition อิดิชันพิเศษสำหรับรุ่น 50SX Factory Edition เวอร์ชัน 2024 มาพร้อมท่อไอเสียจาก FMF เบาะใหม่จากโรงงาน ติดตั้งหัวเทียนใหม่จาก Brisk รวมไปถึง ลวดลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่ง MXGP (Red Bull KTM Factory Racing Team) สำหรับโมเดล KTM 50SX, 50SX Factory Edition และ 60SX จะเริ่มวางจำหน่ายผ่านทางดีลเลอร์ KTM ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่กำลังจะถึงนี้เป็นต้นไป อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda SH125i 2024 เรโทรสกู๊ตเตอร์ กับคอลเลกชันใหม่ สุดพรีเมียม ปล่อยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด สำหรับทางค่ายปีกนกประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ Honda SH Series ทั้ง SH125i Vetro, Honda SH125i 2024, SH350i และ SH Mode 125 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก กับโฉมเฉดสีใหม่ ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้น สำหรับ Honda SH Series จัดอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ สไตล์เรโทรจากยุโรป ที่มีการจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวออกมา ซึ่งกลุ่มโปรดักต์อาจเป็นรองกลุ่มสกู๊ตเตอร์แถวหน้าอย่าง X-ADV, Forza 350 และ PCX125 อย่างไรก็ตามทางค่ายการันตียอดขายโมเดลรุ่นนี้มากกว่า 1 ล้านคันเลยทีเดียว เดี๋ยวไปชมโมเดลแต่ละรุ่นกันว่าจะมีอะไรอัปเดตใหม่มาบ้าง Honda SH125i Vetro 2024 เปิดประเดิมด้วยเฮดไลน์โมเดลไปกับ SH125i Vetro 2024 อิดิชันพิเศษมาพร้อมกับสีเขียวโปร่งแสง โดดเด่นด้วยชิลด์หน้าแบบสูง และติดกล่องท้ายด้านหลัง รวมถึงการ์ดแฮนด์แบบใส ซึ่งโดยรวมแล้ว การดีไซน์นั้นถูกออกแบบมาให้ดูลงตัว สมกับโมเดลแห่งแฟชัน และเหมาะแก่การใช้ขี่ออกทริปทางไกลเลยทีเดียว Honda SH125i 2024 ต่อด้วยโมเดลรุ่นมาตรฐานในเวอร์ชัน 2024 โดยมาพร้อมกับเฉดสีใหม่ สี ประกอบไปด้วย สีขาวมุก (Matt Pearl Cool White), สีเทา (Pearl Falcon Grey) ,สีน้ำเงิน (Matt Pearl Pacific Blue) และสีดำ (Pearl Nightstar Black) มาพร้อมล้อแบบสีใหม่ ดูเข้มมากยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 รุ่นใช้ขุมพลังแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 1 สูบ พิกัด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 12.06 แรงม้าที่ 8,250 รอบ แรงบิด 11.4 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มาพร้อมระบบหัวฉีด PGM-Fi เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 44.6 กม./ลิตร ใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน CVT และติดตั้งถังน้ำมันมาให้ขนาด 7 ลิตร และยังคงโดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างปรับแต่งมาให้เหมาะกับการใช้งาน ด้วยระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก มีขนาดแกน 33 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบสปริงคู่ ต่อด้วยระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า-หลังขนาดเท่ากันที่ 240 มม. คาลิเปอร์เบรกหน้าแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังลูกสูบเดียว ล้อเท่ากันขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 100/80 และ 120/80 ตามลำดับ และใช้ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน ระบบกุญแจคีย์เลส ช่องเสียบชาร์จ USB พร้อมด้วยระบบอำนวยการขับขี่ ประกอบไปด้วย ระบบเบรก ABS Dual Channel ระบบ Iding Stop หรือระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ในรอบเดินเบา และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (HSTC) สำหรับราคาเปิดตัวที่ 3,999 ปอนด์สเตอลิงหรือราว ๆ 1.7 แสนบาท ถือว่าเอาเรื่องอยู่พอสมควร Honda SH350i 2024 มาถึงรุ่นพี่ใหญ่กับ Honda SH350i ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มกับสีใหม่เช่นเดียวกัน กับสีฟ้า (Zefiro Blue Metallic) และสีเงิน (Matt Techno Silver Metallic) มาพร้อมล้อสีใหม่แบบเดียวกันกับรุ่นเล็กนั่นเอง รวมไปถึงจุดเด่นในส่วนอื่น ๆ ทั้ง หน้าจอดิจิทัล LCD ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบไฟส่องสว่าง LED รอบคัน และช่องเสียบ USB

Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อตะลุยออฟโร้ดสุดเจ๋ง และนี่คือ Yamaha TMW คอนเซ็ปต์ไบค์สามล้อคันแรกที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่พร้อมจะบุกตะลุยไปยังเส้นทางออฟโร้ดด้วยการใช้เทคโนโลยี Leaning Multi Wheeler (LMW) แบบเดียวกับเจ้า Niken ที่มีใช้งานจริงบนท้องถนน ผสมกับ TW200 ของทางค่าย งานนี้โมเดลนี้เผยโฉมให้เราเห็นก่อนหน้างาน Japan Mobility Show 2023 ซึ่งเป็นงานที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะค่ายรถได้ออกมาโชว์นวัตกรรมของตัวเอง และแน่นอนว่ายามาฮ่าก็ขนมาเพียบแล้วเจ้า TMW ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเจ้าคอนเซ็ปต์ไบค์คคันนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของระบบ LMW ที่ช่วยให้ล้อหน้าทั้งสองเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระจากกัน ซึ่งทำให้สามารถปรับให้เข้ากับสภาพพื้นผิวที่หลากหลายได้ ซึ่งแน่นอนว่าเข้ากับทางออฟโร้ดนั่นเอง นอกจากนี้ด้วยระบบเชื่อมต่อที่ด้านหน้ายังช่วยให้สามารถติดตั้งแร็คขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ซึ่งบริเวณนี้จะรักษาระดับกับพื้นผิวไว้เสมอ แม้ว่ารถจะเอียงเข้าโค้ง ขึ้นหรือลงทางลาดชันก็ตาม จึงสะดวกที่จะใช้บรรทุกสัมภาระที่แร็คนี้อย่างยิ่ง นอกจากนี้โมเดลคอนเซ็ปต์คันนี้ยังเป็นรถแบบไฮบริด โดยจะมีมอเตอร์แบบฮับมอเตอร์อยู่ที่ล้อหน้าทั้งสองล้อ ส่วนด้านหลังจะขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องยนต์ ถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดข้อมูลอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลตามแนวคิดที่น่าสนใจถ้าผลิตออกมาขายจริงครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TUAREG 660 2024 อัปสีใหม่ สไตล์แรลลี่ หลังจากเปิดตัวและได้ลองจับมารีวิวซักระยะหนึ่งแล้วกับ Aprilia Tuareg 660 เวอร์ชัน 2023 แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งไซส์กลางจากค่ายสามตา ล่าสุดทางค่ายทำการเปิดตัว Tuareg 660 2024 โฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมนอกจากชุดสีที่มีมาให้เลือกถึง 3 เฉดสีด้วยกัน ถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกใหม่ ตามความชื่นชอบของผู้ขับขี่แบบเต็มพิกัด โดยสีใหม่ที่พึ่งเปิดตัวออกมาล่าสุด ประกอบไปด้วย สีไตรคัลเลอร์ (Dakar Podium color) แยกเป็นสีขาว น้ำเงิน และสีแดง และลวดลายที่ได้รับรับแรงบันดาลใจมาจากชัยชนะในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ เมื่อปี 2010 ในแอฟริกา โดยนักบิด Chaleco Lopez ที่ใช้ตัวแข่ง Aprillia RXV450 ส่วนอีก 2 เฉด ประกอบไปด้วย สีดำ (Atreides Black) และสีน้ำตาล (Canyon Sand) รวมถึงมีการใช้เฟรมสีแดง เพิ่มความสดใหม่ พร้อมใช้งานมากยิ่งขึ้น ในด้านอื่น ๆ ยังคงใช้พื้นฐานจากเจ็นเดิม ทั้งเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ขนาด 659 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์ 6 สปีด มีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบ แรงบิด 70 นิวตันเมตรที่ 6,500 ต่อด้วยช่วงล่าง โช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.จาก KYB ให้ระยะยุบ 240 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ให้ระยะยุบ 106.5 มม. ปรับค่าได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบเบรก ด้วยดิสก์คู่ด้านหน้าขนาด 300 มม. ดิสก์เบรกหลังขนาด 260 มม. จาก Brembo มีล้อและยางหน้าขนาด 90/90-21 และด้านหลัง 150/70/18 เสริมด้วยยางกึ่งทางลุยและทางฝุ่นจาก Pirelli Scorpion Rally STR มาพร้อมเทคโนโลยีออปชันแบบเต็มระบบ ทั้งฟังก์ชันโหมดต่าง ๆ กับระบบเซฟตี้โหมดจาก Aprilia Performance Ride Control (แทร็คชันคอนโทรล, ครูซคอนโทรล, เอ็นจิ้นแม็พ, เอ็นจิ้นเบรกและแอนตี้ล็อก เบรก ซิสเต็ม) ระบบเบรก ABS โหมดการขับขี่ 4 โหมด (Urban, Explore, Off-Road และ Individual) มีให้เลือกใช้แบบเต็มพิกัด รวมถึงหน้าจอสี TFT ระบบไฟ LED รอบคัน ถือว่าครบเครื่องสุดในทัวริ่งไซส์กลางเลยก็ว่าได้ หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้ารับชมรีวิวTuareg 660 ได้ที่นี่ สรุปโดยรวม สำหรับ Tuareg 660 2024 มีสีอัปเดตมาใหม่มาให้เลือกถึง 3 สี รับรองว่าถูกใจสายแอดเวนเจอร์อย่างแน่นอน โดยเปิดให้จองแล้วในประเทศอังกฤษ ในราคาเริ่มต้นที่ 9,950 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือราว ๆ 4.4 แสนบาท หากนำเข้ามาขายในไทยราคาคงกระโดดขึ้นอีกเท่าตัวแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรามีจำหน่าย โมเดลโฉมปี 2023 ในราคาเริ่มต้นที่ 749,000 บาท โดยสามารถรับชมตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Aprilia สาขาใกล้บ้านท่าน หรือรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aprilia.com/th_TH/ หากมีรถรุ่นอัปเดตใหม่จากทางอาพริเลีย ก็อย่าลืมฝากติดตามเป็นกำลังใจให้พวกเรา SuperBike Thailand กันด้วยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Airoh Twist 3 หมวกสายลุยรุ่นใหม่ ที่ทั้งเบาและโปร่งโล่งสบาย ล่าสุดค่ายหมวกสัญชาติอิตาลีที่โดดเด่นในหมวกสายเอ็นดูโร่และแอดเวนเจอร์ก็ได้ทำการเปิดตัว Airoh Twist 3 หมวกกันน็อกที่พัฒนากันมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่ปลอดภัยขั้นสุดแบบเจ็นฯ เดิม แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ และพัฒนาในเรื่องของการดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย เริ่มกันที่ดีไซน์ก็บอกเลยว่าลวดลายกราฟิกโดดเด่นสะดุดตา และเข้ากันกับรถแอดเวนเจอร์หรือรถเอ็นดูโร่สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ นอกจากนี้ตัวรูปทรงของหมวกยังออกแบบและทดสอบผ่านอุโมงค์ลมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม ใส่สบายไม่ว่าจะขี่ที่ความเร็วไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไบเกอร์สายลุย ส่วนในแง่ของเทคโนโลยีนั้นหมวกทวิสต์ 3 ใบนี้มีตัวเปลือกหมวกทำจากวัสดุ HRT (High Resistant Thermoplastic) ทนทานแต่น้ำหนักเบา โดยตัวหมวกจะมีเชลล์ไซส์ 2 ขนาดรองรับขนาดศีรษะได้ 6 ขนาด หรือก็คือต่างกันที่นวมหมวกด้านใน นวมหมวกใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า ASN (Airoh Sliding Net) ออกแบบมาให้ซับและย้ายทิศทางของแรงกระแทกให้พ้นจากศีรษะของผู้สวมใส่ ยังมีระบบถอดออกฉุกเฉินที่ถอดเร็วในกรณีที่ต้องการการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนเมื่อเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย นอกไปจากเรื่องของความปลอดภัย ยังมีฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่ ตัวหมวกรองรับการติดตั้งระบบสื่อสารไร้สายแบบบลูทูธ โดยมีช่องสำหรับติดตั้งลำโพงด้านในตัวหมวก นวมหมวกเองก็ถอดออกซักได้เพื่อให้อายุการใช้งานยาวนาน และเพื่อความสะอาด มีการปรับให้ตัวปีกของหมวกนั้นมีสกรูที่ด้านนอกช่วยให้ง่ายต่อการถอดหรือใส่เพื่อปรับการใช้งานตามตรงการ ดีไซน์ใหม่นี้ยังช่วยให้หมวกมีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าหมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 แล้วเรียบร้อย มาพร้อมสายรัดคางแบบดับเบิ้ลดีริงที่ทั้งปลอดภัยและใส่ได้กระชับ น้ำหนักหมวกจะอยู่ที่ 1,330 กรัมบวกลบ 50 กรัม ซึ่งถือว่าเบามาก ๆ ส่วนไซส์จะมีให้เลือกตั้งแต่ XS จนถึง XXL เรียกว่าปลอดภัยมากขึ้น โดยที่น้ำหนักไม่มากตามไปด้วย ของดีชัด ๆ งานนี้แฟน ๆ สายเอ็นดูโร่ สายลุยท่านไหนสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเรื่องการจำหน่ายจากทาง Panda Rider Thailand เว็บไซต์ www.pandarider.com หรือทาง Facebook https://www.facebook.com/PandaRiderDotCom/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4 RS ยอดทัวริ่งสุดซิ่งเท่าที่เคยมีมา เปิดตัวโมเดลใหม่กันอย่างต่อเนื่องครับ สำหรับค่ายแดง มาครั้งนี้เป็นคิวของเจ้าทัวริ่งพิกัดเรือธงจากทาง Ducati ที่ทางค่ายบอกว่านี่คือการผสมผสานซูเปอร์ไบค์เข้ากับทัวริ่งกลายเป็น Multistrada V4 RS ยอดทัวริ่งสุดซิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีมากันเลยทีเดียว และที่สำคัญยังแอบมีความพิเศษเพิ่มเติมคือจะมีตัวเลขนัมเบอร์รันต่อเนื่องระบุไว้บนแผงคออีกด้วยครับ มาถึงตรงนี้คงจะสงสัยว่ามันซิ่งแบบสุด ๆ ยังไง แน่นอนว่าผมจะอธิบายให้ฟังเป็นจุด ๆ ไปครับ จุดแรกเลยแน่นอนว่ามาจากสไตล์ที่เป็นสปอร์ตสุด ๆ ทางค่ายมีการใส่ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ไปในหลาย ๆ จุด เช่น บังโคลนหน้า การ์ดแฮนด์ แผ่นกันความร้อน และปากนก สร้างสีดำตัดกับสีขาวเพิ่มความคอนทราสต์ให้กับตัวรถ ทั้งยังลดน้ำหนักตัวรถโดยรวม ยังมีส่วนท้ายรถที่ออกแบบให้เป็นมือจับคนซ้อนไปในตัว มีการใช้วัสดุพิเศษเทคโนโพลิเมอร์น้ำหนักเบาพิเศษเพิ่มความเพรียวให้ส่วนท้ายและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ซับเฟรมท้ายทำจากไทเทเนียมช่วยลดน้ำหนักรถได้มากถึง 2.5 กิโลกรัม และเพลตอลูมิเนียมสีดำรันนัมเบอร์ตามจำนวนคันที่ผลิตพร้อมธงอิตาลีซึ่งจะอยู่บริเวณที่แผงคอบนนั่นเอง ต่อกันที่เครื่องยนต์ก็คือเครื่อง V4 1103 ซีซีที่มีชื่อว่า Desmosedici Stradale ที่เป็นเครื่องเดียวกันกับเจ้า Panigale และ Streetfighter แต่ปรับมาให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบทัวริ่ง จึงให้กำลังแรงสูงสุด 180 แรงม้าที่ 12,250 รอบ และ 118 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ มีการปรับมาใส่ปลายท่อ Akrapovic เพิ่มความแรงและความซิ่ง และยังมาพร้อมกับคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK แบบเดียวกับรถสปอร์ตของทางค่าย ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและเสียงที่ถูกใจสายซิ่งหลาย ๆ คนยิ่งนัก ยังมีลูกเล่นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ช่วยลดความร้อนได้มากคือการปิดการทำงานของลูกสูบในแบงค์เครื่องด้านหลังเมื่อรถจอดเข้าเกียร์ว่าง และอุณหภูมิเครื่องสูงกว่า 70 องศา ขณะที่ช่วงล่างก็โดดเด่นสไตล์สปอร์ต โดยจะได้ล้อขนาด 17 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะเป็นล้ออัลลอยฟอร์จ Marchesini รัดมาด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa ขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 หน้าหลังตามลำดับ ส่วน ระบบกันสะเทือนจะมาจากทาง Ohlins ที่มาพร้อมระบบโช้คไฟฟ้าอัจฉริยะ Ohlins Smart EC 2.0 เต็มระบบ ซึ่งจะปรับการทำงานของโช้คให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่โดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบเช่นกัน โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema โมโนบล็อกสีแดงพิเศษ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มระดับเรือธง โดดเด่นด้วยระบบเรดาห์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังช่วยให้รถสามารถใช้งานระบบอะแอ็ปทีฟครูซคอนโทรล ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา ยังมีพาวเวอร์โหมด 4 ระดับ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 4 โหมด ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบไฟเบรกเตือนเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพบนทางลาดชัน หน้าจอสี TFT 6.5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ พร้อมช่องใส่สมาร์ทโฟนที่มีช่องระบายอากาศไว้ช่วยลดความร้อนของโทรศัพท์ได้อีกด้วย ง สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายสำหรับต่างประเทศก็จะเริ่มในช่วงต้นปี 2024 น่ะครับ ส่วนบ้านเราคงต้องรอนานหน่อย และเรื่องของสนนราคาก็บอกเลยว่าต้องมีล้านกลาง ๆ ขึ้นไปแน่ครับ เพราะอ็อปชันแน่นมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducasu DK400 สปอร์ตโฉมใหม่ หน้าตาคุ้น ๆ หากมองผ่าน ๆ ก็คงคิดว่าเป็นโมเดลสายสปอร์ตตัวใหม่จากฝั่งอสูรค่ายแดงแน่นอน แต่เมื่อลองสังเกตดี ๆ ถึงกับร้องอุทานเลยว่า “เฮ้ย มันมีแบบนี้ด้วยหรือ” ก๊อปปี้เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก และโมเดลใหม่นั้นก็คือ Ducasu DK400 จากแดนมังกรนั่นเอง แฟน ๆ ดูคาติ เห็นข่าวนี้คงมีหัวเราะบ้างแหล่ะครับ แต่หากลองเปิดใจมาดูกันก่อนว่าโมเดลรุ่นนี้ มีความพิเศษอย่างไรบ้าง โดยโมเดลดังกล่าวเป็นหนึ่งในโปรดักส์ ที่ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Shanghai Jianshe Motorcycle จากฝั่งสัญชาติจีน ในเรื่องของดีไซน์นั้นคงไม่ต้องพูดถึง เลียนแบบเหมือนเป๊ะอย่างกับ Ducati SuperSport 950 รุ่นปี 2017- 2021 ทั้งชุดสี แฟริ่ง ไฟหน้า สวิงอาร์มแขนเดี่ยว ตัวท่อ และส่วนอื่น ๆ แค่นั้นยังไม่พอ โลโก้แบรนด์ยังออกแบบให้ดูคล้ายคลึงกันเสียด้วย ต่างกันเพียงลวดลายในบางจุด ราวกับใช้นักออกแบบคนเดียวกันเสียอีก ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบ ขนาด 384 ซีซี ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 25 ตัว ซึ่งแตกต่างกับโมเดลซูเปอร์สปอร์ตสายเลือดอิตาลีแท้โดยสิ้นเชิง ทั้งตัวเครื่องยนต์และในเรื่องของระบบเทคโนโลยี เช่น IMU 6 แกน Connering ABS ควิกชิฟเตอร์ ระบบป้องกันล้อยก ทำให้เห็นความต่างทั้งในเรื่องของพละกำลัง และระบบความปลอดภัย และที่สำคัญภาพลักษณ์ที่คุณไม่จำเป็นต้องเขินใครอีกด้วย ในส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยราคาค่าตัวโมเดลรุ่นนี้เปิดจำหน่ายอยู่ที่ 19,949 หยวนหรือราว ๆ 1 แสนนิด ๆ ซึ่งถูกกว่าเจ้า Ducati SuperSport 950S รุ่นปัจจุบันประมาณ 7 เท่าเลยทีเดียว หากใครที่สนใจอยากได้โมเดล Ducasu Dk400 มาใช้งานหล่ะก็ สามารถเดินบินลัดฟ้าเข้าไปชมตัวจริงได้ในประเทศจีน เพราะผู้ผลิตเปิดจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc Marquez เผย สเปครถแข่ง MotoGP ในฤดูกาล 2024 สำหรับเจ้าของแชมป์โลก MotoGP 8 สมัย อย่าง Marc Marquez ออกมายืนยันแล้ว สำหรับสเปครถที่ใช้แข่งในฤดูกาล 2024 หลังย้ายสังกัดจากบ้านเก่าอย่าง ฮอนด้า เรปโซล สู่ เกรซินี ทีม ในฤดูกาลหน้า ซึ่งมาร์เกซ จะได้ควบรถแข่ง Ducati Desmosedici GP23 ตัวแข่งโปรโตไทป์สเปคปี 2023 ซึ่งเป็นโฉมตัวเดียวกันกับนักแข่งระดับหัวตารางอย่าง Francesco Bagnaia และ Jorge Martin ที่ใช้แข่งในฤดูกาลนี้นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าสนใจของแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตไม่น้อยเลยทีเดียว เท่ากับว่าในฤดูกาลหน้า มาร์ค มาร์เกซจะได้ควบ Ducati Desmosedici GP23 ปี 2023 แบบเดียวกันกับน้องชายของเขาอย่าง Alex Marquez และนักแข่งร่วมค่ายอย่าง Bezzecchi และ Luca Marini ส่วนตัวเต็งทั้ง Bagnaia, Martin, Enea Bastianini และ Franco Morbidelli จะได้ใช้ตัวแข่งปี 2024 ซึ่งเป็นโฉมล่าสุดนั่นเอง โดยเจ้าตัวเผยว่า “ปีหน้ามีความน่าสนใจมาก ท้ายที่สุดแล้ว ผมจะได้ใช้รถแข่งที่กำลังจะคว้าแชมป์โลกในปีนี้” “ผมจะได้ขี่รถแข่งปี 2023 (Ducati Desmosedici GP23) แต่ไม่รู้มันจะพัฒนาไปขนาดไหน” ยังไงก็รอลุ้นกันว่ารถแข่งดูคาติโฉมใหม่ของมาร์เกซ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ผมเชื่อเลยว่าในฤดูกาลหน้าเดือดอย่างแน่นอน เดี๋ยวพาไปชมสเปค Ducati Desmosedici GP23 กันว่าจะมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง สเปค Ducati Desmosedici GP 2023 เครื่องยนต์ V4 ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,000 ซีซี พละกำลังแรงม้า 250 แรงม้าขึ้นไป ความเร็วสูงสุด มากกว่า 350 กม./ชม. ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบบขับเคลื่อน โซ่ (D.I.D) ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบเกียร์ 6 สปีด ประเภทน้ำมันที่เติม Shall Racing V-Power ท่อ Akrapovic. เฟรม อลูมิเนียมอัลลอย ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับพร้อมซับแทงค์ (Ohlins) ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว (Ohlins) ปรับพรีโหลดและแดมปิ้ง ขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว ขนาดล้อหลัง 17 นิ้ว เบรกหน้า ดิสก์เบรกคาร์บอนคู่ขนาด 340 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Brembo 4 ลูกสูบ เบรกหลัง ดิสก์เบรกคาร์บอนเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ น้ำหนักรวม 157 กก. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ Marelli ECU programmed with Dorna Unified Software อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Extreme สำหรับสายออฟโร้ดตัวจริงจาก Yamaha Yamaha Tenere 700 Extreme 2024 แค่เห็นชื่อก็น่าจะพอรู้แล้วว่ามันเหมาะกับไบเกอร์แบบไหน แน่นอนว่ามันต้องเหมาะกับสายออฟโร้ดตัวจริง สายที่ชอบความฮาร์ดคอร์ ซึ่งโมเดลนี้ก็จะออกแบบมาให้สอดคล้องกับสายลุยตัวเข้มนั่นเองครับ สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็คือการที่มันมีช่วงล่างที่ให้ระยะยุบมาก รวมไปถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบมาให้คุณพร้อมจะบุกตะลุยไปในทุก ๆ เส้นทางนั่นเอง โดยตัวรถจะมีโช้จากทาง KYB ที่สามารถปรับแต่งได้เต็มระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระยะยุบที่มากขึ้นอีก 20 ม.ม.เมื่อเทียบกับโมเดลปกติ ทำให้มีระยะห่างจากตัวพื้นถึงรถเป็น 260 ม.ม. อีกทั้งตัวโช้คยังมีการเคลือบผิวแบบ Kashima Coating เพื่อเพิ่มความทนทานและลดแรงเสียทาน แถมยังทำสีทองเพิ่มความหล่อเท่หรูหราอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ได้แก่ พักเท้าไทเทเนียมน้ำหนักเบาและมีขนาดใหญ่ขึ้นมาจากทางโรงงาน การ์ดหม้อน้ำอลูมิเนียมและตัวประคองโซ่อลูมิเนียม ซึ่งทั้งหมดนี้ใส่มาเพื่อให้รองรับกับทุกสภาวะและทุกเส้นทางที่แสนจะยากลำบาก ยังมีบังโคลนหน้าแบบแยก 2 ชั้น ชั้นบนแบบเอ็นดูโร่ไบค์มีสีแมตช์กับตัวรถ ส่วนชั้นล่างคงไว้ดังเดิมเพื่อป้องกินดินโคลนและเศษอื่น ๆ กระเด็นใส่ตัวรถ และปิดท้ายด้วยเบาะนั่งชิ้นเดียวแบบราบเพื่อให้ง่ายต่อการย้ายก้นเพื่อถ่ายเทน้ำหนักเพื่อควบคุมบาลานซ์ของตัวรถ ส่วนรายละเอียดในเรื่องของเครื่องยนต์ก็จะยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปครับ เรียกว่าปรับเปลี่ยนให้ถูกใจสายลุยเต็มข้อกันจริง ๆ ครับ ส่วนบ้านเรานั้นจะมีจำหน่ายหรือไม่ก็คงต้องรอลุ้นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Thruxton Final Edition คาเฟ่เรซเซอร์รุ่นพิเศษส่งท้ายตระกูล ไบเกอร์ท่านใดที่เป็นแฟน ๆ มอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษน่าจะรู้กันว่าทรักซ์ตันนั้นคือยอดรถสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์มาตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แต่สุดท้ายกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เทรนด์และกระแสของโลกเปลี่ยนไปทางค่ายรถจากแดนผู้ดีก็ได้ใช้โอกาสนี้เปิดตัวโมเดลพิเศษ Thruxton Final Edition ที่พร้อมไปด้วยความโดดเด่นและพิเศษเฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงสมรรถนะอันน่าทึ่งอีกด้วย สำหรับความพิเศษของโมเดลนี้ก็จะประกอบไปด้วย การตกแต่งอย่างสวยงามพิเศษ ตัวรถจะมาในเฉดสี เขียว Competition Green พร้อมเส้นสายสีทองบริเวณถังน้ำมันและตูดมดที่วาดด้วยมือ ลายกราฟิกพิเศษและเอมเบลมโลโก้ Final Edition พร้อมลายเซ็นของผู้วาด ทำให้มีความโดดเด่นหรูหราเป็นพิเศษ แต่ละคันยังจะมาพร้อมใบรับรองความเป็นของแท้ พร้อมหมายเลข VIN แต่ละคันไม่ซ้ำกัน และลายเซ็นสมาชิกของทีมออกแบบ ทรักซ์ตัน 1200 และ Nick Bloor ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ในเรื่องส่วนประกอบทางเทคนิคนั้นตัวรถจะใช้พื้นฐานมาจากโมเดล RS ที่มีสมรรถนะโดดเด่นที่สุดของทางทรักซ์ตันแล้ว โดยจะมีขุมพลัง Bonneville High Power 2 สูบ 1200 ซีซี ทรงพลังที่สุดของเครื่องสองสูบของทางค่าย ให้แรงม้าที่ 105 แรงม้าและแรงบิด 112 นิวตันเมตร ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว ช่วงล่างที่จัดมาให้ก็เป็นของพรีเมียม ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa BPF ปรับแต่งได้เต็มระบบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คคู่พร้อมซับแทงค์จากทาง Ohlins ปรับแต่งระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อกติดตั้งแบบเรเดียลเมาท์ Brembo M50 ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin ปิดท้ายด้วยล้อซี่ลวดอลูมิเนียม แบบไม่ต้องใช้ยางใน ขนาด 17 นิ้ว และยางแบบสปอร์ตถนนสมกับเป็นคาเฟ่เรซเซอร์ แน่นอนว่าเทคโนโลยีก็มีให้มาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ 3 โหมด Road, Rain และ Sport ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรก ABS ระบบไฟ LED และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และช่องจ่ายไฟแบบ USB สุดท้ายนี้เรื่องสนนราคาและวันวางจำหน่ายในบ้านเรายังไม่เปิดเผย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลางปีหน้า แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่า ตัว RS ในบ้านเราอีกประมาณนึง ซึ่งก็น่าจะเห็นราคาโดดไปเป็น 7 แสนต้น ๆ ถึงกลาง ๆ นั่นล่ะครับ แต่รุ่นนี้ซื้อแล้วตำนานแน่นอนครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย แน่นอนแล้วว่าปีหน้าฟ้าใหม่ 2024 พี่น้องมาร์เกซจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้งในทีมแซทเทิลไลท์ที่ใช้ Ducati หลังจากข่าวคราวที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการเผยว่า Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย นับเป็นการเดิมพันของ Marc และตอนนี้แต้มเดิมพันก็สูงมากขึ้นหลังจากที่พี่น้องได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เมื่อมีคนถาม Alex ว่าพี่ของเขาอยากที่จะอยู่นานกว่าสัญญา 1 ปีหรือไม่ น้องชายได้ตอบกลับมาว่า “เราจะได้รู้กัน มันคล้ายกับว่าคุณเหลือเวลาอีกแค่ 1 ปีที่จะได้สนุกกับโลกนี้อีกครั้ง เขาบอกอีกว่าถ้ามันไม่สนุก ก็จะรีไทร์ มันก็แบบนี้แหละ เพราะงั้นมันมีความเป็นไปได้” “เขาอยากที่จะสนุกไปกับการแข่งอีกครั้ง ถ้าเขายังขี่ได้เร็วอย่างที่ต้องการแม้ว่าจะมีอาการบาดเจ็บแบบที่ผ่านมา ผมไม่สงสัยเลย แต่ตัวเขาเองเริ่มสงสัยตัวเอง เขามีเหตุผลที่จะสงสัยเพราะผมเองก็สงสัยตอนที่ผมขี่ Honda เมื่อปีที่แล้ว” “ผมมั่นใจว่าเมื่อไปถึงที่วาเลนเซียแล้ว เขาจะสนุกกับการแข่งรถอีกครั้ง สิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ในหัวจะหายไปอย่างรวดเร็วเลยแหละ” Alex อดีตนักแข่งจากทีม LCR Honda ที่ตอนนี้อยู่กับทาง Gresini Ducati ยังถูกถามอีกว่าเขาคิดยังไงกับการตัดสินใจของพี่ชายของเขา “ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่ก็อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ เขาเปลี่ยนใจและความคิดของเขาไปเรื่อย ผมบอกเขาว่า พี่เปลี่ยนไปมากนะ ผมขอพูดกับพี่ในฐานะน้องชายนะ ไม่ใช่นักแข่งทีม Gresini Ducati” “เขาต้องเปลี่ยน ต้องเรียกฟีลลิ่ง แพชชันที่จะเป็นแชมป์โลกกลับมาให้ได้ ซึ่งตอนที่เห็นเขายืนบนโพเดียมที่โมเตกิ ที่ญี่ปุ่น เขากลับไม่ดีใจเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา” “เขาย้ายมาอยู่ทีมเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมจะไม่เป็นมืออาชีพ แต่เป็นเหมือนครอบครัวเล็ก ๆ ซึ่งเมื่อเราอยู่ด้วยกัน นี่อาจจะช่วยให้เขากลับมาสนุกกับการขี่รถ กับการได้ลงแทร็กอีกครั้งก็ได้” แล้วรถแข่ง Ducati ที่เก่ากว่ารถของทีมโรงงาน 1 ปีมีอะไรให้คาดหวังได้บ้าง? “แน่นอนว่าเป็นเครื่องที่ดีจริง ๆ เป็นอะไรที่คาดหวังได้” Alex บอก “รถที่ให้ฟีลลิ่งได้ชัดเจน แต่ว่าเขาขี่รถที่เหมือน ๆ เดิมมาตลอด 11 ปี ดังนั้นจะต้องปรับอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเลยล่ะ ผมเองก็เปลี่ยน แต่ผมแค่ขี่ Honda มาแค่ 3 ปีไง ดังนั้นลองคิดดูว่า 11 ปี จะเป็นยังไง แต่เขาเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับอะไรได้เร็วนะ คงไม่มีปัญหาหรอก แล้วก็น่าจะขี่ได้เร็วเลยแหละ” Alex ยังยืนยันปิดท้ายอีกว่าพี่ชายของเขากำลังจะได้มีรถที่ช่วยพิสูจน์ได้ว่าพี่ชายของเขาคือนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน MotoGP อีกด้วยว่า “มันเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้แสดงศักยภาพตรงนั้นให้เห็น มันเป็นเพราะว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ปีหน้าเขาจะมีโอกาสแสดงศักยภาพให้เราเห็นอีกครั้ง” ก็นั่นล่ะครับ งานนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปยาว ๆ ครับว่า #93 นักแข่งขวัญใจคนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนจะคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ เดินหน้าสานต่อทำสถิติไปเทียบกับตำนานตลอดกาลอย่าง #46 Valentino Rossi ที่เป็นขวัญใจหลาย ๆ คนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก๋าได้หรือไม่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก