Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Triumph ย้ายสายการผลิต

Triumph ย้ายสายการผลิต มาไทยมากขึ้น Triumph Motorcycles กำลังอยู่ในช่วงยักย้ายถ่ายเทสายการผลิตจากเมือง Hinckley ประเทศอังกฤษมาสักพักนึงแล้ว และตอนนี้รถที่เป็นรุ่นผลิตจำนวนมากก็กำลังจะย้ายมาผลิตนอกอังกฤษทั้งหมดทุกโมเดล ข่าวนี้ได้รับการยืนยันจากการที่ Nick Bloor ส่งจดหมายถึงพนักงานในตอนนี้ แจ้งว่าอาจจะมีพนักงานฝ่ายผลิต 40 – 50 คนที่โรงงานในเมือง Hinckley อาจจะต้องตกงานเนื่องจากทาง Triumph เปลี่ยนถ่ายกำลังการผลิตออกนอกประเทศ โดยรวมแล้ว Triumph ผลิตมอเตอร์ไซค์ราวๆ ปีละ 65,000 คัน ก่อนหน้าที่จะมีประกาศนี้ที่โรงงานในอังกฤษก็ผลิตรถไปแล้วราวๆ 6,000 ถึง 7,000 คัน ในความเป็นจริงแล้วนอกจากโมเดลระดับไฮเอนด์ซี่รี่ส์ TFT แล้วก็มีเพียงแค่ Speed Triple และ Tiger 1200 เท่านั้นที่ยังคงผลิตอยู่ในอังกฤษ ซึ่ง Triumph ได้ค่อยๆ ทำการย้ายสายการผลิตรถแบบผลิตจำนวนมากนั้นไปยังโรงงานที่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว สายการผลิตส่วนใหญ่ของ Triumph นั้นถูกย้ายมาผลิตที่ประเทศไทยแล้ว ซึ่งต่อไปก็จะเป็นคิวของ Speed Triple และ Tiger 1200 ที่จะย้ายตามมา ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าไลน์ผลิตใหม่อย่างโมเดล TFC นั้นจะยังคงผลิตในอังกฤษ ซึ่งจะผลิตรถราวๆ 4,500 คันต่อปี รวมไปถึงรถต้นแบบและโปรเจ็กต์พิเศษต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย “ตอนนี้เรากำลังเตรียมรับการขยายตัวทางธุรกิจของทาง Triumph ในระลอกถัดไป เราต้องการที่จะเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้มากที่สุดเพื่อขยายตลาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้เพิ่มบุคลากรในฝ่ายออกแบบในอังกฤษให้มากขึ้น และไปเน้นความสามารถในการผลิตรถจำนวนมากที่ไทยแทน ” CEO กล่าวในแกลงการณ์ “แน่นอนว่าจะยังมีการผลิตในอังกฤษ แต่บทบาทของโรงงานในเมือง Hinckley ก็จะถูกปรับเปลี่ยนเสียใมห่เพื่อให้เราสามารถที่จะทำอะไรได้อย่างยืดหยุ่นและมีคุณค่ามากขึ้นได้” โรงงานของ Triumph จะถูกเรียกใหม่ว่า “Centre of Excellence for Research and Development” หรือศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเราจะจ้างงานวิศวกรออกแบบเพิ่มอีกกว่า 20 ตำแหน่ง เราไม่พอใจแค่จะเปลี่ยนชื่ออะไรแค่เพียงหนึ่งในเมื่อเราสามารถเปลี่ยนได้ถึงสอง กล่าวคือโรงงานในไทยเองก็จะถูกเรียกใหม่เป็น “Centre of Excellence for Manufacturing” หรือศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านการผลิต   เริ่มจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวให้เห็นภาพถึงแผนการที่จะขยายธุรกิจของทาง Triumph มาทางเอเชียชัดมากขึ้น จากการที่ทาง Triumph ย้ายสายการผลิต อย่าลืมว่ายังมีข่าวของการร่วมมือกันกับทาง Bajaj ที่จะผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดความจุไม่มากเพื่อขายในตลาอดเอเชีย ซึ่งจะเริ่มผลิตออกมาจำหน่ายทั่วโลกในราวๆ ปี 2022 หรืออาจจะช้าเร็วกว่านั้นก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ADV 150 Rally

ADV 150 Rally ถ้าออกมาหน้าตาแบบนี้ยอมเสียเงินมั้ย ADV 150 Rally ที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ยังไม่เป็นรถจริงๆ แต่เป็นภาพ CG ที่มีต้นแบบรถเดิมเป็น Honda ADV 150 ซึ่งเป็นรถยอดนิยมมากๆ ในญี่ปุ่น และให้ฟีลลิ่งคล้ายๆ กับรถ SUV พรีเมี่ยม ที่มันเป็นผสมผสานกันระหว่างรถลุยๆ กับรถใช้งานในเมืองได้อย่างลงตัว แต่เหมือนมันยังไม่ลุยได้ไม่ถูกใจสายลุย มาวันนี้ก็เลยมีภาพ CG จากทาง Young Machine ที่ได้ระบุว่าจะไปโผล่ให้เห็นในงาน Tokyo Motorcycle Show 2020 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนหน้า มาให้ได้ชมกัน  โดย ADV 150 Rally นั้นมีการทำภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกมาให้ดูกันถึง 4 เวอร์ชั่นด้วยกัน ได้แก่ City, Light, Hard และ Camp ซึ่งก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไปในรายละเอียดปลีกย่อย ลองไปดูกันเลยครับว่าแบบไหนที่ใช่ กล่องท้าย Zega Pro จาก Touratech ขนาดใหญ่เพิ่มอำนวยความสะดวก การ์ดและแครชบาร์ ท่อ Yoshimura ดีไซน์สุดล้ำ พร้อมลวดลายกราฟฟิกใหม่ กล่องหรือปี๊บข้างขนาดกระจุ๋มกระจิ๋ม การ์ดและแครชบาร์ ท่อ Yoshimura ดีไซน์สุดล้ำ และตัวรถเด่นด้วยลวดลายพรางแบบสมัยใหม่ จัดหนักจัดเต็มทั้งกล่องท้ายและปี๊บข้าง Zega Evo ที่ติดตั้งและถอดออกได้ง่าย การ์ดและแครชบาร์ เพิ่มสปอยเลอร์ชิลด์พิเศ่ษ เหมาะกับการเดินทางไกลสไตล์ทัวริ่งขึ้น มาพร้อมกล่องท้ายและกระเป๋ากันน้ำ 4 ใบติดในแนวตั้ง การ์ดและแครชบาร์ สปอตไลท์ พร้อมลายพราง สีเขียว   อย่างไรก็ดีภาพเหล่านี้เป็นเพียงภาพ CG เท่านั้น รถจริงที่ตกแต่งและนำมาโชว์ในงานอาจจะไม่เหมือนกับภาพที่เรานำมาให้ดูนะครับ หรือถ้าใครมีความสามารถในการคัสตอม ลองเอาไปใช้เป็นไอเดียตกแต่งรถตัวเองก็ได้นะครับ  เครดิตภาพจาก: Young Machine อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WorldSBK 2020

WorldSBK 2020 จะเป็นปีแรกที่ทุกรุ่นใช้ยางสลิกจาก Pirelli  การแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ในฤดูกาล 2020 ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 33 แล้ว และเป็นการแข่งขัน 17 ปีติดต่อกันโดยมี Pirelli เป็นผู้ซัพพอร์ตยางให้อย่างเป็นทางการในทุกรุ่นการแข่งขัน แต่ในปีนี้จะพิเศษกว่าทุกๆ ปี คือ การที่การแข่งขันทุกรุ่นภายใต้ WorldSBK จะเปลี่ยนมาใช้ยางสลิกทั้งหมด การแข่งขันในฤดูกาลนี้จะเริ่มต้นเปิดฤดูกาลด้วยการทดสอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 – 25 ก.พ.นี้ และจะตามด้วยการแข่งขันจริงในช่วงสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค. โดยจะมีแข่งในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP ปี 2020 จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น WorldSSP และ WorldSSP300 จะใช้ยางสลิก โดยในรุ่น WorldSSP จะเริ่มใช้ครั้งแรกที่สนาม Phillip Island ส่วนทางด้านการแข่งขันในรุ่น WorldSSP300 จะเริ่มใช้ที่ Jerez   สนาม Phillip Island นั้นเป็นสนามที่โหดร้ายกับยางมากที่สุดในการแข่งขัน WorldSBK เพราะยางจะต้องเจอกับการใช้งานอย่างหนักและเกิดความร้อนเชิงกลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ด้านซ้าย ที่สนามแห่งนี้ ทาง Pirelli เคยบันทึกไว้ว่ายางนั้นเกิดการโอเวอร์ฮีทบนผิวยาง (ร้อนเกินไป) ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่กำลังเข้าโค้งที่องศาสูงสุด ซึ่งทำให้เกิดแรงเครียดบิดอย่างรุนแรง ลักษณะพิเศษเฉพาะของสนามในออสเตรเลียแห่งนี้ทำให้เกิดความเครียดทั้งในเชิงกลและในเชิงของความร้อนอย่างมากกับยางรถ สนามที่ขึ้นชื่อแห่งนี้เป็นสนามที่มีโค้งแบบพาราโบลิกยาวที่สุดในการแข่งขัน WorldSBK (โค้งหักศอก) ซึ่งจำเป็นจะต้องเปิดคันเร่งจนหมดปลอกพร้อมใช้มุมแบนโค้งที่คงที่เป็นระยะเวลาที่นานกว่าปกติ และภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ยางก็จะถูกบังคับให้ต้องเจอกับความเครียดเชิงกลกับหน้าหน้ายางส่วนเดิมอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิยางเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แน่นอนว่า Pirelli ได้พัฒนายางหลายสูตรมาเพื่อต่อกรกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับสนามแห่งนี้ และจะถูกทดสอบกับทั้งสองรุ่นการแข่งขัน ทั้ง WorldSBK และ WorldSSP ระหว่างการทดสอบทั้ง 2 วันก่อนการแข่งขันจริงจะเริ่มขึ้น   การทดสอบสูตรยางในรุ่น WorldSBK และรุ่น WorldSSP โดยในรุ่น WorldSBK นอกจากยางแบบ Intermediate และยาง Wet แล้ว จะมียางสลิกเพิ่มเข้ามาให้อีก 4 สูตร เป็นด้านหน้า 2 สูตรและหลังอีก 2 สูตร ยางหน้าจะเป็น SC1 แบบซอฟต์คอมปาวด์ และ SC2 แบบมีเดียมคอมปาวด์ ขนาด 125/70 ซึ่งเป็นไซส์ใหม่และมีเพียงไซส์เดียวในฤดูกาลนี้ ส่วนยางหลังจะเป็น สองคอมปาวด์ที่มีแต่เฉพาะไซส์ 200/65 ได้แก่ สูตรที่กำลังพัฒนา SC1 W1049 โดยพัฒนาขึ้นมาใช้กับสนามแห่งนี้โดยเฉพาะ และสูตรที่กำลังพัฒนา SC1 Y1093 ซึ่งมีโครงสร้างที่ถูกเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้น ช่วยให้เสถียรมากขึ้น และช่วยให้รถพุ่งทะยานขณะเร่งความเร็วได้ดีขึ้น ส่วนในรุ่น WorldSSP นักแข่งจะได้ทดสอบยางสลิกเป็นครั้งแรก และจะมียางหน้าให้เลือก 2 สูตร และยางหลัง 1 สูตร สำหรับยางหน้าจะมีสูตรมาตรฐาน SC1 และ SC2 ในขนาด 120/70 ส่วนยางหลังจะใช้ยางสูตรกำลังพัฒนา SC1 Y1006 ส่วนขนาดยางจะเป็น 190/60 โดยมีไซส์เดียวสำหรับพิกัด 600 ซีซีนี้ โดยมันก็คือยางสลิกที่พัฒนามาจากยางสูตร SC1 U1149 โดยมีคอมปาวด์ที่การันตีว่าจะให้ความเสถียรมากขึ้นขณะที่เจอกับความร้อนสูงๆ และสุดท้ายอีกสูตรนึงคือสูตรพัฒนา SC1 Y1035 ที่มีโปรไฟล์และโครงสร้างยางใหม่เพื่อเพิ่มหน้าสัมผัสและความเสถียรขณะเร่งความเร็ว และเพิ่มความคงเส้นคงวาของสมรรถนะ เนื่องจาก Pirelli ไม่เคยใช้ยางสลิกใหม่กับรถคลาส 600 มาก่อน ดังนั้นทางค่ายยางจะต้องทำการทดสอบและคิดคำนวณหาแผนการที่ดีที่สุดเพื่อให้ยางใช้ในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะอาศัยข้อมูลที่ได้ระหว่างการทดสอบก่อนการแข่งขันจริง งานนี้การแข่งขันรุ่นต่างๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ยางสลิกนั้นจะเป็นยังไงกันบ้าง ก็ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vitpilen 401

Vitpilen 401 และ Svartpilen 401 2020 ปรับใหม่ให้ซ้อนได้สบายขึ้น Vitpilen 401 คือมอเตอร์ไซค์ที่ปลดเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นกับรถออกไป แต่ยังคงการันตีความสนุกเร้าใจในการขับขี่ไว้ให้คุณครบถ้วน มันมีแชสซีที่น้ำหนักเบามาก โดยน้ำหนักตัวรถเปล่าไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 151 กก. ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 44 แรงม้า ซึ่งรับรองว่าจะให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่กับเจ้าของ ส่วน Svartpilen 401 นั้นเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดิบและดุดันพร้อมกับสเน่ห์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เหมาะกับการผจญภัยไปในเส้นทางชนบท มันส่งมอบการขับขี่ที่ลื่นไหลและมีท่านั่งขับขี่ที่ดีช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจ แน่นอนว่าใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ Vitpilen 401 วางบนเฟรมถัก น้ำหนักเบาและระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงอย่าง WP APEX โดยในปี 2020 นี้ทั้งสองโมเดลจะปรับปรุงในเรื่องความสบายของคนนั่งซ้อนท้าย โดยทั้งคู่จะมีซับเฟรมที่ยืดยาวขึ้น เพื่อให้เบาะนั่งคนซ้อนนั่งได้สบายขึ้น นอกจากนี้แล้วทั้ง 2 โมเดลจะมาพร้อมชุดสีใหม่ โดย Vitpilen จะใช้สีเงินเป็นหลักและขับเน้นด้วยสีทองแดงให้ดูเด่น ส่วน Svartpilen ก็ยังคงเป็นโทนสีเข้ม โดยมีสีดำเป็นสีหลักตามชื่อและขับด้วยสีเงิน ไฮไลท์เด่น Vitpilen 401 และ Svartpilen 401 ซับเฟรมที่ยาวขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายให้กับคนซ้อน กราฟฟิกและชุดสีใหม่ เครื่องยนต์ที่ทรงพลังแต่ก็คุมได้ เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ขนาด 373 ซีซี 44 แรงม้า แรงบิด 37 นิวตันเมตร น้ำหนักเบาและควบคุมได้อย่างแม่นยำ Vitpilen 401 หนัก 151 กก. ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง Svartpilen 401 หนัก 152 กก. ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟหน้าและไฟท้าย LED เบาะนั่งสูง 835 มม. ประหยัดน้ำมัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki X-09

Kawasaki X-09 Racer 1993 [ตัวจี๊ดในวันวาน] ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่รถสไตล์เลียนแบบรถแข่งในประเทศญี่ปุ่นนั้นรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้ก่อให้เกิดรถเจ๋งๆ ขึ้นมามากมาย จนทางค่ายรู้สึกว่าเจ้า Kawasaki KR-1 ปี 1988 สปอร์ตไบค์คลาส 250 ซีซีต้องการการปรับปรุงใหม่ ดังนั้นก็เลยเริ่มต้นโปรเจ็กต์ลับสุดยอดขึ้นมา รถ 2 จังหวะคันใหม่นั้นถูกตั้งชื่อรหัสหรือโค้ดเนมว่า X-09 ในช่วงแรกนั้นมีการวางแผนกันว่าจะใช้เครื่องยนต์สองสูบขนาน แต่แผนนี้ถูกยกเลิกและไปใช้เครื่องยนต์วีทวินแบบ 90 องศาแทน ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น (1989) กลับมาใช้เครื่องยนต์อีกแบบที่ตรงข้ามกับวีทวินแบบทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะกระบอกสูบกลับหัว คาบูเรเตอร์ขนาดใหญ่ถูกย้ายมาที่ด้านบนของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นแคร้งเครื่องที่กลับหัว พร้อมกับกรวยไอดี วาล์วรีด และพอร์ตไอดีก็ถูกจัดเรียงใหม่เสียหมด พอร์ตไอดีแบบตรงๆ และแอร์บ็อกซ์ถูกจัดวางให้อยู่ระหว่างเฟรม ผลที่ได้คือมีแรงต้านในระบบไอดีต่ำมาก เป็นข้อดีจากเลย์เอาท์เครื่องยนต์ที่ไม่เหมือนใครของเจ้า X-09 คันนี้ เจ้า X-09 ได้รับสิทธิ์ไวลด์การ์ดเข้าแข่งในรายการ All Japan Road Race Championship 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1989 ในสนามที่ 15 จนถึง 1993 ใน Suzuka 200km. ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นโดยฝีมือของ Trevor Crookes ซึ่งคว้าอันดับที่ 4 ในสนามที่ 10 ของฤดูกาล 1992 แต่เพื่อให้เห็นภาพถึงความเจ๋งของมันสักหน่อย ก็จะขอบอกถึงระดับของการแข่งขันในฤดูกาล 1992 ไว้ว่าสูงมาก เพราะนักแข่งต่างๆ ที่แข่งด้วยก็ล้วนขยับขึ้นไปแข่งในระดับโลกทั้งนั้น เช่น Tohru Ukawa, Tadayuki Okada, Tetsuya Harada, Noriyasu Numata และ Nobuatsu Aoki แฟนพันธ์ุแท้สายเขียว (ค่ายรถนะไม่ใช่พืช) ที่มีอายุหน่อยก็น่าจะคุ้นเคย หรือผ่านตากันมาบ้างกับตัวจี๊ดในวันวานคันนี้ โอกาสหน้ามีรถอะไรเจ๋งๆ กันอีกเราก็จะนำมาเสนอให้ผู้อ่านได้เสพกันบ้าง คอยติดตามกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คันไหนแรงกว่า

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

อวย s1000 เพจมาแรงแซงทางโค้ง ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็แล้วแต่

ไม่ธรรมดาแฟนเพจที่ชาวสองล้อต้องจดจำ กับเพจ อวย S1000 ที่เป็นกระแสกันอยู่ตอนนี้กับการอวยความแรง แรงม้า แรงบิด ที่มากกว่าคู่แขง ถึงกับขั้นขอเจอกันเลยทีเดียว เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้วได้โพสต์ข้อความว่า “พวกมึงรู้รึยัง กูมาแล้วนะ 2020 อะ พร้อมแดกโลมา พร้อมแดก กระเบนแล้วว่ะ อยากโดนรุ่นอื่นแดกอะ อยากโดนสวน สวนยาวๆ รุ่นไหนที่ว่าแรงๆ ขอเจอหน่อยนะ #อวยs1000 ” แต่ยังไงก็ขอให้เสพข่าวกันอย่างมีสติพอหอมปากหอมคอแล้วกันนะวัยรุ่น พอเป็นสีสันในวงการสองล้อไม่สนับสนุนถึงขั้นเอารถมาลองกันใครแรงไม่แรงเลยนะครับ ขับขี่ปลอดภัยเด้ออออออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dragster 800 RR x TheArsenale

Dragster 800 RR x TheArsenale ขายแค่คันเดียวในโลกเท่านั้น ล่าสุด MV Agusta ได้ผลิต Dragster 800 RR ให้กับทาง TheArsenale เว็บไซต์ขายสินค้าสุดพรีเมียมหรูรา ซึ่งรถคันนี้จะเป็นรถสุดพิเศษจำนวนจำกัด มีเพียงคันเดียวในโลก  โดยเว็บไซต์ TheArsenale นั้นเสนอขายสินค้าที่มีความโดดเด่นและพิเศษไม่เหมือนใครหลากหลายมากๆ โดยมีตั้งแต่เครื่องบินเจ็ทยันมอเตอร์ไซค์ เครื่องประดับยันสินค้าสุดหรู เรียกว่าสากกระเบือยันเรือรบ แต่มาในเวอร์ชั่นพรีเมียมก็ว่าได้ ซึ่งทางนักออกแบบของ MV Agusta เองก็เป็นฝ่ายที่ลุ่มหลงในเรื่องอะไรแบบนี้แต่เป็นในรูปแบบของมอเตอร์ไซค์และมันก็ดูเข้ากันกับภาพลักษณ์ของทาง TheArsenale พอดีเลย  รายละเอียดสีดำและสีส้มทำให้เกิดชุดสีที่คอนทราสต์กัน และทำให้ได้ Dragster 800 RR ที่ดูเร่าร้อนและเข้ากันกับแนวคิดของทาง TheArsenale ซึ่งก็คือยอดเยี่ยมสุดๆ รายละเอียดทางเทคนิคของเจ้า 800 RR คันนี้ก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 798 ซีซี ที่ให้แรงม้า 140 แรงม้าและท็อปสปีดหรือความเร็วสูงสุดเกือบๆ 250 กม./ชม. ตัวรถยังมีระบบต่างๆ ที่ทันสมัย อาทิ คันเร่งไฟฟ้า แทร็คชั่นคอนโทรล 8 ระดับ ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง สลิปเปอร์คลัทช์  Ratmir Sardarov ผู้อำนวยการของ MV Agusta Motor S.p.A., กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากๆ เกี่ยวกับการร่วมมือกันกับทาง TheArsenale เราหลงตัวไปกับจิตวิญญาณในการริเริ่มสิ่งใหม่และความทุ่มเทในการขายสินค้าพรีเมียมของพวกเขา มีเพียงของที่ดีที่สุดและพิเศษที่สุดที่จะได้เข้าไปอยู่ในโรงรถออนไลน์ของพวกเขา และ Dragster 800 RR TheArsenale Edition คือผลงานศิลปะบนมอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริงก็ได้กลายเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ส่งประกายเจิดจรัสที่สุดของพวกเขา” “เราภูมิใจอย่างยิ่งที่มีโปรเจ็กต์ร่วมกันกับแบรนด์ที่น่าทึ่งนี้และความพยายามร่วมกันก็ได้ออกดอกออกผลออกมาตอนที่เราได้เห็นรถคันเป็นๆ” Patrice Meignan, CEO และผู้ก่อตั้ง TheArsenale “รถสมรรถนะสูงที่มีหน้าตาสวยงามในแบบรถในฝันที่เรามักจะฝันถึง MV Agusta Dragster 800 RR x TheArsenale คันนี้คือรูปร่างของยานพาหนะในฝันของเรา” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

STREET TRIPLE R 2020

STREET TRIPLE R 2020 มีอะไรเด็ดๆ บ้าง ได้ฤกษ์เปิดตัวใหม่สักทีกับ Triumph Street Triple R 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้โมเดลเก่าเคยกวาดรางวัลต่างๆ มามากมาย และในปีนี้ก็ได้รับการอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ที่มีสมรรถนะมากยิ่งขึ้นพร้อมรองรับมาตรฐาน Euro5 และยังได้รับการปรับปรุงรูปโฉมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์สามสูบ 765 ซีซี สมรรถนะสูงตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดกระจายตัวดีทุกช่วงความเร็วรอบ  แรงม้าสูงสุดที่ 118 แรงม้าที่ 12,000 รอบ แรงบิดที่ 77 นิวตันเมตรที่ 9,400 รอบ ตอบสนองดีขึ้น เนื่องจากแรงเฉื่อยหมุนลดลง 7% เสียงเครื่องยนต์เร้าใจมากขึ้น รองรับ Euro5  เข้าเกียร์ได้ลื่นไหลมากขึ้นด้วยแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัทช์ ออปชันชั้นดี คาลิเปอร์เบรก Brembo ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Showa ยางสปอร์ตถนน Pirelli Rosso III  ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง Triumph Shift Assist โหมดการขับขี่ 3 โหมด  (Road, Rain และ Sport) ระบบเบรก ABS และแทร็คชั่นคอนโทรล รูปลักษณ์ใหม่ โฉบเฉี่ยวมากขึ้น ไฟหน้าคู่ LED ใหม่ สะดุดตา บอดี้รถที่มีความสปอร์ตและร่วมสมัยมากขึ้น ปลายท่อไอเสียใหม่ที่กะทัดรัดและมีสไตล์มากขึ้น กระจกมองหลังปรับสไตล์ใหม่ ปรับองศาการใช้งานต่างๆ ได้มากขึ้น สีสันและลวดลายกราฟิกใหม่พร้อมกับซับเฟรมท้ายสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาไม่เคยเปลี่ยน เข้าถึงได้ง่าย ราคาดี มีเวอร์ชั่น Low Ride Height เบาะนั่งต่ำ 780 ม.ม. สร้างตัวตนได้ง่ายขึ้น ด้วยชุดของแต่งแท้กว่า 60 ชนิด สนนราคาอย่างเป็นทางการในตอนนี้ยังไม่มีการประกาศออกมา แต่ราคาที่เปิดออกมาน่าจะเร้าใจแฟนๆ แน่นอน จากการประมาณการณ์ราคาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 4 แสนกว่าบาท น่าจะแพงขึ้นจากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากค่าไอเสียใหม่ของบ้านเรา งานนี้ใครชอบใจเก็บเงินรอได้เลย เข้าไทยแน่นอน Triumph ประเทศไทยเขาไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องนี้   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกลายใหม่สดๆ ร้อนๆ

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition ช่วงเวลานี้ในทุกๆ ปีคือฤดูกาลของการทดสอบทั้งคนทั้งรถรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายหรือไรดิ้งเกียร์เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และสิ่งที่นักบิดอย่างเราๆ มักจะติดตามกันก็คือเรื่องสีสันลวดลายต่างๆ ของรถแข่ง และชุดแข่งหรือไรดิ้งเกียร์ซึ่งเราจะได้เห็นกันในฤดูกาลการแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ครั้งนี้เราจะให้ชมความงาม AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกกันน็อกลายใหม่จากทาง AGV สำหรับหมวกกันน็อกใบนี้ให้ทายว่าใครใส่ก็คงจะทายไม่ยากเลย สีสันฉูดฉาดพร้อมหมายเลขแข่ง 46 เช่นนี้ ก็คงไม่พ้น Valentino Rossi พ่อหมอ หรือ The Doctor นั่นเอง แน่นอนว่าพ่อหมอของเรามีทีเด็ดที่นอกเหนือไปจากฝีมือการขับขี่แล้ว การออกแบบหมวกกันน็อคก็โดดเด่นในเรื่องสีสัน ซึ่งในปีนี้หมวกของเขาก็ยังคงสีสันสวยงาม และออกแบบได้โฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของ AGV Helmet ซึ่งเจ้าชื่อ Sole และ Luna นั่นเป็นภาษาอิตาลี แปลว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทางฝั่งซ้ายจะถูกออกแบบเป็นรูปพระจันทร์ และทางฝั่งขวาจะถูกออกแบบเป็นรูปพระอาทิตย์พร้อมแฉกรัศมีออกมา ซึ่งก็มีซี่รี่ส์นี้มาหลายปีแล้ว ใครที่เป็นแฟนๆ Rossi และ AGV น่าจะคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ยังมีเต่าน่ารักๆ พร้อมเบอร์ 46 ของพ่อหมอตรงชิลด์หมวกด้วย หมายเหตุพ่อหมอ Rossi ของเราได้ใส่หมวกใบนี้ในการทดสอบ Winter Test ที่สนามเซปังที่ผ่านมา ซึ่งเวลาแข่งจริงก็จะเปลี่ยนหมวกกันน็อคไปเรื่อยๆ ตามแต่ละโอกาส ใครเป็นสาวกก็อาจจะทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่งมาเชียร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่หมวกของเฮียเขาจะไม่เหมือนกันตลอดทั้งปี และไม่เหมือนกับใบที่ใส่มาตอนเปิดตัวทีมแข่งปี 2020 ครับ งานนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบเก็บเงินรอได้เลย AGV ก็น่าจะผลิต Sole e Luna Pop Art editionนี้ขายในหมวกวางจำหน่ายทั่วไปอย่างแน่นอน   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Superleggera V4

Ducati Superleggera V4 ขั้นสุดของความเบา Ducati Superleggera V4 ได้ฤกษ์เผยโฉมอย่างเป็นทางการสักทีหลังจากที่ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ให้เกิดความอยากอยู่หลายสัปดาห์ มันรถที่สุดพิเศษและแพงเป็นพิเศษ แต่ก็มันก็สุดยอดจริงๆ อย่างที่เราคาดไว้ไม่มีผิด จริวๆ แล้วหลายๆ คนก็น่าจะพอทราบข่าวกันดีกับ เจ้า Panigale V4 เวอร์ชั่นโคตรเบา หลังจากที่มีคนถ่ายภาพรถ Panigale V4 ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งถูกนำออกมาขับขี่ทดสอบบนท้องถนนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โดยรถคันที่นำมาเทสต์นั้นแทบจะเหมือนกับ V4 R เลยเพียงแต่มีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยหลายๆ ส่วนด้วยกัน หลังจากนั้นข้อสันนิษฐานถึงโมเดลใหม่โคตรเบาก็คลี่คลายหลังจากที่ได้รับการยืนยันด้วยการที่ CEO ของ Ducati ได้ส่งอีเมลไปถึงบุคคลระดับ VIP ของ Ducati เพื่อแนะนำเกี่ยวกับโครงการ Project 1708 เนื้อหาในเมลได้แนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ระบุถึงสเปกที่น่าทึ่ง ลูกเล่นต่างๆ ไปจนถึงราคาของโมเดลพิเศษ ในที่สุดมันก็ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งก็คุ้มค่าแก่การรอคอย เจ้า Superleggera V4 นั้นดูเหมือนกับ Panigale V4 R ที่แน่นไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ มันมาพร้อมวิงก์เลต์แบบสองชั้น เพื่อเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าได้มากถึงราวๆ 50 กก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ส่วนแฟริ่งนั้นแร็ปด้วยชุดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งอย่าง Desmosedici GP19  เจ้า Superleggera V4 คันนี้ใช้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ขนาด 998 ซีซี ที่มีกำลัง 224 แรงม้า จากนั้นก็ทำการไล่เบาด้วยการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ในหลายๆ จุด รวมไปถึงเฟรมและสวิงอาร์มด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุอย่างแม็กนีเซียม อลูมิเนียม และไทเทเนียมอีกด้วย ผลที่ได้คือน้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียง 350 ปอนด์หรือประมาณ 158.75 กก. ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 1.41 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งมากกว่า 1299 Superleggera ที่เคยทำไว้ที่ 1.378 แรงม้าต่อกิโลกรัม ระบบกันสะเทือนทั้งหน้าและหลังใช้ของ Ohlins ซึ่งใช้ไทเทเนียมเป็นวัสดุหลัก ขณะที่ชุดเบรกก็จะเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema R ตัวรถมีโหมดการขับขี่ตั้งมาให้ 3 โหมดและปรับแต่งได้เองอีก 5 โหมด และตัวจับเวลาแล็ป  Superleggera คันใหม่นี้ยังมาพร้อมชุดเรซซิ่งคิท ที่ใช้ท่อ Akrapovic สำหรับใช้ในสนามโดยเฉพาะซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงม้าให้กลายเป็น 234 แรงม้า และชุดคิทนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงหน้าจอแสดงผล RaceGP ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหน้าจอเรือนไมล์ของ Desmosedici GP20 และจำกัดให้ใช้แต่ในสนามเท่านั้น อีกทั้งน้ำหนักของรถจะลดลงเหลือ 152.2 กก.อีกด้วย นั่นทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักเพิ่มเป็น 1.54 แรงม้าต่อกิโลกรัม  นอกจากนี้ผู้ซื้อจะยังได้ลองขับขี่ Ducati Panigale V4 R สเปก WSBK และ Desmosedici GP20 ในสนามอีกด้วย (30 ท่านที่ทาง Ducati คัดเลือก)  ตัวรถจะผลิตขึ้นเพียง 500 คันเท่านั้น โดยจะใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 5 คันต่อวัน โดย Ducati คาดว่าจะสามารถผลิตได้ทั้งหมดก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่ได้เปิดเผยออกมาแก่คนทั่วไป แต่จากการเอกสารที่เคยหลุดออกมานั้นราคาจะอยู่ที่ 100,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 3 ล้านกว่าบาท แต่สุดท้ายเมื่อมาขายบ้านเรา ผมว่าราคาน่าจะเกิน 6 ล้านบาทเป็นแน่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fat Boy Special Edition เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปี Fat Boy

Fat Boy Special Edition เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปี Fat Boy Fat Boy Special Edition โมเดลพิเศษนี้เปิดตัวออกมาก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของการผลิตโมเดล Harley-Davidson Fat Boy นั่นเอง โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นเพียง 2500 คันเท่านั้น เรียกว่าพิเศษและจำนวนจำกัดด้วย ทั้งนี้รถแต่ละคันจะมาพร้อมกับเพลทแสดงเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน และ Fat Boy โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีคันนี้จะยังใช้เครื่องยนต์วีทวิน Milwaukee-Eight 114 อยู่ แต่ตัวรถและตัวเครื่องจะถูกทำสีเป็นสีดำทั่วทั้งคัน แล้วแต้มสีบรอนซ์ลงไปในส่วนของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตัดชิ้นส่วนที่เป็นสีโครเมี่ยมแบบที่คุ้นเคยออกไป เพื่อให้ลุคใหม่ที่ได้ดูดุดัน นอกจากตัวรถสีดำดุดันด้วยชุดสี Vivid Black แล้ว ยังเพิ่มของแต่งพิเศษอย่างล้อทึบอลูมิเนียมสีดำซาตินอีกด้วย แน่นอนว่าสนนราคาก็ขยับแพงขึ้นจากเดิมที่ราคาประมาณ 710,000 บาท (ราคาโดยประมาณที่อังกฤษยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) กลายเป็น 825,000 บาท (ราคาโดยประมาณที่อังกฤษยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)   โดยเมื่อลงลึกลงไปในส่วนรายละเอียดนอกเหนือไปจากชุดสีดำที่ดูดุดันแล้ว รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเป็นสีบรอนซ์นั้นก็จะมีตรงส่วนของครอบก้านกระทุ้งด้านล่างและตัวครอบไทมเมอร์ด้านข้างซึ่งจะมีตัวหนังสือสลักไว้ว่า ‘Harley-Davidson 30th anniversary’ สีบรอนซ์ตัดออกมาจากแบ็กกราวนด์สีดำ เดิมทีเจ้าเด็กอ้วนคันนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 ก่อนที่จะถึงฤดูกาลขับขี่ในปี 1990 และเมื่อถึงปี 2020 ก็เป็นโอกาสพิเศษที่จะได้ทำอะไรพิเศษๆ ก็เลยทำการย้อมดำชิ้นส่วนต่างๆ ตั้งแต่ครอบไฟหน้า แฮนด์บาร์และตัวควบคุมต่างๆ จากนั้นก็เติมรายละเอียดด้วยสีบรอนซ์ลงบนถังน้ำมันเพรียวๆ ของมัน คันนี้อาจจะน่าเสียดายไปนิดที่มันไม่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่อย่าง Screamin’ Eagle ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ไม่งั้นล่ะก็จะได้ความแรงที่เพิ่มขึ้นอีกพอสมควรครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เครื่องยนต์ 950 ซีซีกับแอดเวนเจอร์ไบค์

เครื่องยนต์ 950 ซีซีกับแอดเวนเจอร์ไบค์คือเป้าหมายใหม่ของ MV Agusta Timur Sardarov ซีอีโอของ MV Agusta มีแผนการใหญ่จำนวนนึงกับทางแบรนด์ เขาต้องการที่จะช่วยให้บริษัทขยายตัวและดำเนินแผนการให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งหนึ่งในแผนการของพวกเขาก็คือรถแอดเวนเจอร์และเครื่องยนต์ใหม่ 950 ซีซี แผนใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับ MV Agusta ให้มีโมเดลต่างๆ มากขึ้น อย่างในตอนนี้ MV Agusta ก็มีรถที่ใกล้เคียงกับแอดเวนเจอร์ไบค์มากที่สุดก็คือเจ้า Turismo Veloce ในรูปด้านบน แต่มันเป็นโมเดลสปอร์ตทัวริ่ง และผมคาดว่าทางค่ายอาจจะใช้โมเดลนี้เป็นพื้นฐานให้กับโมเดลแอดเวนเจอร์ไบค์ก็ได้  ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ขนาด 950 ซีซี ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก นอกจากทาง Sardanov ได้ยืนยันว่าทางค่ายกำลังทำงานในส่วนนี้จริงๆ และเนื่องจากมีประเด็น 2 ประเด็นนี้มาในคราวเดียวกัน จึงมีแนวโน้มว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะถูกใส่มาในแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายเป็นแน่  แต่ MV Agusta ไม่ได้กำลังมุ่งพัฒนาแค่เพียง 2 เรื่องนี้ ทางค่ายยังมีแผนการอื่นๆ อีกซึ่งจะเผยให้ทราบในภายหลัง ซึ่งรวมไปถึงการขยายไลน์อัพรถใหม่ๆ ในพิกัดความจุเครื่องยนต์ที่ต่ำลงมา โดยอาศัยความร่วมมือกับบริษัท Loncin ที่อยู่ในประเทศจีน นอกจากนี้ MV Agusta ยังมีแผนจะนำแบรนด์ Cagiva กลับมาอีกด้วยครับ ผมนี่ตื่นเต้นมากๆ เลยครับ ค่ายรถที่เด่นเรื่องความงามจะออกแบบแอดเวนเจอร์ไบค์ หรือรถสายลุยออกมาได้ดีแค่ไหนกันนะ แค่คิดก็ทนรอไม่ไหวแล้วครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Scrambler Ducati 1100 Pro

Scrambler Ducati 1100 PRO และ Sport Pro เด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1079 ซีซีที่มีแรงบิดดีตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำๆ เบาะนั่งนุ่มสบาย ขี่สนุกได้ไม่หวั่นแม้ว่าเส้นทางจะไกลแค่ไหน Scrambler Ducati 1100 PRO นั้นเด่นด้วยชุดสี Ocean Drive เป็นชุดสีทูโทนใหม่ เฟรมถักและซับเฟรมท้ายอลูมิเนียมจะทำเป็นสีดำ ครอบอลูมิเนียมเองก็เป็นสีดำ ซึ่งจะตัดกับสีของตัวถังน้ำมันที่เป็นสีขาวอย่างชัดเจน ยังมีปลายท่อคู่ดีไซน์ใหม่และที่ยึดป้ายทะเบียนแบบติดกับสวิงอาร์มก็ช่วยเพิ่มความเท่ให้กับส่วนท้ายของรถ ไฟหน้ามีกรอบไฟเป็นรูปตัว X สีดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทปกาวป้องกันที่เคยใช้กันในช่วงทศวรรษ 1970 เพิ่มความโดดเด่น แม้จะไม่เปิดไฟหน้าก็ตาม ส่วน Scrambler Ducati 1100 Sport PRO ก็จะเป็นเวอร์ชั่นอ็อปชั่นแน่นที่สุดในตระกูล Scrambler โดยจะมีสไตล์แบบเดียวกันกับตัว Pro แต่ จะมาพร้อมระบบกันสะเทือนจาก Ohlins แฮนด์บาร์แบบต่ำ และกระจกมองหลังสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ นอกจากนี้ยังมีชุดสีเฉพาะเป็นสีดำด้าน และเสริมด้วยพาเนลด้านข้างเพ้นท์โลโก้ 1100 นอกจากนี้ทั้งสองโมเดลยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเสริมความปลอดภัยอย่างแทร็คชั่นคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด Active, Journey และ City ระบบเบรก Cornering ABS แน่นอนว่าเข้าไทยแน่นอน โดยทางยุโรปจะเริ่มจำหน่ายในมีนาคม 2020 เป็นต้นไป บ้านเราเร็วสุดก็น่าจะลุ้นได้ในราวๆ Big Motor Sale หรือก็รออีกทีปลายปีเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V85 TT Travel

MOTO GUZZI V85 TT TRAVEL เป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ V85 TT ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมสำหรับนักเดินทาง ได้แก่ กระเป๋าข้าง ชิลด์สูง อุ่นมือ และอื่นๆ เพื่อให้พร้อมลุยไปไกลยิ่งกว่า V85 TT คือเอ็นดูโร่ไบค์สไตล์คลาสสิคตัวแรกจากทางค่าย Moto Guzzi มีความลงตัวจากดีไซน์ที่โดดเด่นเย้ายวนไม่เหมือนใครผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน กลายเป็นรถสไตล์ใหม่ที่เตะตาและน่าสนใจยิ่ง และล่าสุดกับเวอร์ชั่น Travel ที่จะทำให้คุณพร้อมลุยไปได้กว่ายิ่งขึ้น  สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Travel เวอร์ชั่น ชิลด์ทัวริ่งที่มีความสูงมากขึ้น มีพื้นที่ป้องกันลมมากขึ้นกว่าปกติถึง 60% ช่วยป้องกันลมที่จะมาปะทะตัวคนขับขี่ได้มากขึ้น ดีมากเวลาเดินทางไกล และในบริเวณที่อากาศหนาวเย็นมากๆ ช่วยลดอาการล้าจากลมปะทะและลดความหนาวเย็นจากลมได้ กระเป๋าข้างพลาสติก 2 ใบ โดยด้านในจะเป็นอลูมิเนียม ด้านขวาจะมีความจุที่ 37 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ด้านซ้ายมีความจุที่ 27.5 ลิตร (ติดปลายท่อไอเสีย) ตัวล็อกกระเป๋าใช้กุญแจดอกเดียวกันไขได้เลย นอกจากนี้ยังมีข้อดีคือไม่ทำให้เทอะทะมากกว่าเดิมเท่าไหร่นัก เนื่องจากออกแบบมาให้ขยายออกมาด้านข้างอย่างจำกัด โดยคำนึงถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกพัฒนาแล้ว  อุ่นมือหรือฮีทกริ๊ปที่สามารถเปิดปิดด้วยสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ไฟสปอร์ตไลท์คู่ด้านข้างแบบ LED เพิ่มวิสัยทัศน์ยามค่ำคืนหรือพื้นที่ที่มีแสงน้อย ชุดสีพิเศษ Sabbia Namib สวยงามไม่เหมือนใครจริงๆ เด่นด้วยเฟรมแบบสีเทาเข้าคู่กับสีด้านของแชสซี ขณะที่ตัวถังน้ำมันและแผงด้านข้างมีลายกราฟฟิกใหม่  ยางสำหรับแอดเวนเจอร์ทั่วริ่ง  ส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องยนต์นั้นยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นเครื่องยนต์วีทวินวางขวางขนาด 853 ซีซี แบบโอเวอร์เฮดวาล์ว สองวาล์วต่อสูบ ให้แรงม้ามากถึง 80 ตัว แรงบิดสูงถึง 80 นิวตันเมตรที่รอบเพียง 5000 รอบ และแรงบิดราวๆ 90 เปอร์เซ็นต์นั้นอยู่ในรอบต่ำเพียง 3750 รอบเท่านั้น นอกจากนี้ยังประหยัดน้ำมัน ให้คุณเดินทางได้ไกลกว่า 400 กม.จากถังน้ำมันขนาด 23 ลิตร  ตัวรถมีเบาะนั่งต่ำเพียง 830 มม.ถือว่าต่ำกว่ารถแอดเวนเจอร์โดยทั่วไป ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และปลอดภัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่ อาทิ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด  Road, Rain และ Off-road ซึ่งจะตอบสนองกับแม็ปปิ้งต่างๆ กันได้อีกด้วย ยังมีแทร็คชั่นคอนโทรลที่เปิดปิดได้ และระบบเบรก ABS ส่วนบ้านเราอดใจรอหน่อย คิดว่ายังไงก็ต้องเข้าไทยแน่นอน สีสวยพร้อมอ็อพชั่นครบครัน งานนี้ใครตรงสาย ใครถูกใจกำเงินรอได้เลย มาแน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Screamin' Eagle 131

Screamin’ Eagle 131 คือสิ่งที่มาสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับไบค์เกอร์ที่หลงรักในวีทวินครูเซอร์ นับตั้งแต่ที่ Harley-Davidson ทำการปรับปรุงรถในตระกูล Softail ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนถึง Indian ที่ได้เปิดตัวเครื่องยนต์ PowerPlus ที่ใช้ใน Challenger ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่างๆ ก็ต้องมาคอยตอบคำถามจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาโหยหารถที่มีสมรรถนะมากขึ้นอยู่เนืองๆ    ในที่สุดก็มีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดที่มาลงสังเวียนในเรื่องของขนาดความจุ โดยมีขนาด 131 คิวบิคนิ้วหรือ 2147 ซีซี และเป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Harley-Davidson เคยมีมา เครื่องยนต์ใหม่นี้มีชื่อว่า Screamin’ Eagle Milwaukee Eight 131 Crate Engine ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่จะมาแทนที่เครื่องยนต์ Milwaukee 8 ในโมเดลต่างๆ ของ Harley-Davidson ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์ใหม่นี้มาพร้อมอัตราส่วนการอัด 10.7:1 และหัวฉีดใหม่ที่ให้อัตราการจ่ายน้ำมันสูงมากขึ้นที่ 5.5 กรัมต่อวินาที อย่างไรก็ตามเครื่องใหม่นี้ยังใช้ระยะชักที่ 114.3 มม.เท่าเดิมอย่างที่พบในเครื่อง 114 คิวบิคนิ้ว แต่ความกว้างของกระบอกสูบนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 109.47 มม. เรือนปีกผีเสื้อใหม่ใหญ่เป็น 64 มม.แคมชาฟต์ยกสูงเพื่อให้สมรรถนะกำลังเครื่องโดยรวมเพิ่มมากขึ้น เมื่อจับคู่กับท่อ Street Cannon muffler แล้วเครื่องยนต์นี้จะให้กำลังแรงบิดสูงถึง 131 ฟุตปอนด์และ 121 แรงม้า  “นักบิดที่กำลังแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจของเราร้องขอให้รถของเรานั้นมีพละกำลังและแรงบิดที่ตื่นเต้นเร้าใจพร้อมกับความทนทาน” James Crean ผู้จัดการฝ่ายโปรดักต์ของ Harley-Davidson กล่าว “และเครื่องยนต์ใหม่นี้ก็สามารถส่งมอบสิ่งเหล่านั้นได้ครับ” นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอัพเกรดเป็นเครื่องยนต์ใหม่อีกด้วย โดยมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น 2 ราคา โดยเครื่องยนต์แบบออยคูลราคาราวๆ 190,000 บาทและเครื่องยนต์แบบทวินคูลที่ราวๆ 194,000 บาท ส่วนเรื่องประกันจากทางโรงงานนั้นจะมีเงื่อนไขต่างๆ กันออกไป ให้สอบถามทางตัวแทนจำหน่ายครับ โดยเครื่องยนต์นั้นจะมีให้เลือก 2 ชุดสีอีกด้วยคือ สีดำ/โครม และสีดำ/ดำเงา    สาวก Harley-Davidson ที่สนใจจะอัพเกรดขุมพลังก็ลองไปติดต่อสอบถามตัวแทนจำหน่ายดูนะครับ ส่วนใครที่ลังเล ลองรออีกสักนิดให้รถรุ่นใหม่ๆ ติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่มาเลยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph จับมือ Bajaj

Triumph จับมือ Bajaj ร่วมกันผลิตมอเตอร์ไบค์พิกัด 200 – 750 ซีซีรุกตลาด  ล่าสุดค่ายรถแดนผู้ดีอย่าง Triumph กับค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแดนภารตะ Bajaj ก็เจรจาปิดดีลทำข้อตกลงที่จะเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงนี้กินเวลากว่า 2 ปี กว่าที่จะตกลงร่วมมือกันได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นทางการ รายละเอียดข้อตกลงกล่าวว่า Bajaj จะทำหน้าที่จัดจำหน่ายรถ Triumph ในอินเดียให้ และยังกล่าวว่า Bajaj จะพรีเซนต์บริษัทในตลาดใหม่ๆ อีกด้วย โดยรถที่ผลิตออกมาภายใต้ชื่อแบรนด์ Triumph แต่ Bajaj จะจัดการเรื่องแผนงาน นี่เป็นการร่วมมือกันแบบไม่เท่าเทียมกัน และจะโฟกัสไปที่ผลิตมอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม 200 – 750 ซีซี โดยรถใหม่ๆ ในกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือว่าเมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในปี 2022 รถกลุ่มนี้จะยังขายในตลาดเดิมของ Triumph ด้วย นั่นคือยุโรปและอเมริกาเหนือ “นี่การร่วมมือกันครั้งสำคัญสำหรับ Triumph และผมยินดีที่มันได้รับการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการที่พาแบรนด์ของเราไปยังดินแดนใหม่ที่มีความสำคัญอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาจากการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา และเป็นอีกก้าวของความทะเยอทะยานของเราที่จะขยายแบรนด์ของเราไปในระดับโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และยังมีส่วนผลักดันตลาดที่โตแล้วอย่างยุโรปได้อีกด้วย” Nick Bloor ซีอีโอ Triumph Motorcycles กล่าว งานนี้เราก็ได้แต่รอกันไปก่อนครับ หวังว่าเราจะได้เจอ Bonneville คันจิ๋ว ในอีกไม่นานนี้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Desmosedici GP20

Desmosedici GP20 รถแข่ง MotoGP ฤดูกาล 2020 คันใหม่ของ Ducati ได้เผยโฉมให้เราเห็นแล้วที่  Palazzo Re Enzo ในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี ในงานเปิดตัวนั้นนอกจากจะมี Claudio Domenicali ซีอีโอของ Ducati กับ Luigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปแล้วก็ยังมีสองนักแข่งของทีมอย่าง Andrea Dovizioso และ Danilo Petrucci มาร่วมเผยโฉมรถแข่งคันใหม่ของพวกเขาอีกด้วย  Ducati ได้ทำการปรับโฉมสีสันลวดลายรถแข่งของพวกเขาใหม่จนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ GP19 แม้ว่าจะยังคงใช้โทนสีแดงเข้มแบบเดียวกัน แต่รายละเอียดส่วนที่เป็นสีขาวของปี 2019 ถูกแทนที่ด้วยสีสีดำและโครมแทน โลโก้ Audi Sport เองก็เด่นชัดกว่าเดิม เช่นเคยว่าการเปิดเผยหน้าตารถในครั้งนี้ เหมือนกับครั้งที่แล้วในปี 2019 ซึ่งชิ้นส่วนใหม่ๆ อีกหลายขิ้นส่วนยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาจนกว่าจะเริ่มการทดสอบที่สนามเซปังในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็จะพอเห็นความแตกต่างได้หลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าที่ปรับแรมแอร์ใหม่ วิงเล็ทหรือปีกที่ได้รับการอกแบบใหม่ เป็นต้น  นอกจากนี้ในส่วนของ Dovizioso ก็มีการเปลี่ยนหมวกเป็นลายกราฟฟิกใหม่ จากเดิมเป็นม้าสีขาวและสีดำ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงเหตุผลและสัญชาติญาณ แทนที่ด้วยเพกาซัส อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2020 KTM 1290 Super Duke R

2020 KTM 1290 Super Duke R คือซูเปอร์เน็กเก็ตที่หลายๆ คนตั้งตารอคอยและคาดหวังกันมานาน ซึ่งมันก็เปิดตัวให้เราได้เห็นโฉมหน้ากันตั้งแต่ช่วง Eicma ปลายปีที่แล้วแหละครับ แต่ทางเราเพิ่งจะมีข้อมูลรายละเอียดมาให้พิจารณากัน และบ้านเราก็เพิ่งประกาศตัวแทนจำหน่ายใหม่ได้ไม่นาน แน่นอนว่าคราวนี้มันแรงกว่าเดิม แล้วก็เบายิ่งกว่าเดิม จากการใช้แชสซีใหม่  ฉายา The Beast หรือสัตว์ร้ายนั้นคือฉายาที่ทาง KTM ตั้งให้กับมัน เจ้า 1290 คันนี้ใช้เฟรมถักที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยใช้เฟรมแบบท่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ว่ามีความบางกว่าเดิม ทำให้น้ำหนักเฟรมนั้นลดลงไปได้มากถึง 2 กก. เมื่อเทียบกับ Super Duke โมเดลแรกที่ใช้เฟรมแบบเดียวกันกับ 1190 Adventure โดยเจ้า 2020 KTM 1290 Super Duke R นั้นจะออกไปคล้ายกับเจ้า 790 Duke มากกว่า เนื่องจากใช้ซับเฟรมอลูมิเนียมเช่นกัน ส่วนสวิงอาร์มเป็นแบบสวิงอาร์มเดี่ยว ปรับให้ยาวขึ้นและมีจุดหมุนสูงขึ้นกว่าเดิม 5 มม.เพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้น นอกจากการยึดเกาะที่ดีขึ้นแล้ว KTM ยังกล่าวว่ารถคันใหม่นี้ยังทนต่อแรงบิดได้สูงกว่าเดิม 3 เท่าจากการใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียด   ระบบกันสะเทือนใช้ชุดคิท Apex ใหม่ของ WP ส่วนระบบเบรกใช้คาลิเปอร์เบรก Stylema จาก Brembo ที่ด้านหน้า ส่วนยางนั้นมีการปรับไซส์ยางที่ด้านหลังเป็นขนาด 200 ตามแบบหลายๆ ค่ายทำกัน นอกจากการรีดน้ำหนักและอัพเดตส่วนอื่นๆ แล้ว KTM ยังมีการปรับจูนเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1301 ซีซีอีกด้วย มีการใช้ระบบแรมแอร์ใหม่ที่มีช่องรับอากาศผ่านทางรอยแยกของไฟหน้า LED เพื่อป้อนอากาศเข้าแอร์บ็อกซ์ที่ออกแบบมาใหม่ ฝาเครื่องยนต์บางลงช่วยให้น้ำหนักเครื่องเบาลงมา 800 กรัม และท่อไอเสียใหม่ก็มีตัวแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์หรือแคทฯ 2 ตัวเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 การปรับจูนเครื่องยนต์นั้นทำให้เจ้า Super Duke R นั้น มีกำลังแรงมากขึ้นอีก 3 ตัวเป็น 177 แรงม้า แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อยจาก 104 เหลือ 103 ฟุตปอนด์ อย่างไรก็ดีตัวรถนั้นมีน้ำหนักรถเปล่า 189 กก. เบากว่าเดิม 6 กก. แต่ถังน้ำมันของรถเองก็มีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 16 ลิตรจากเดิม 18 ลิตร งานนี้ก็ต้องรอดูตัวแทนใหม่ว่าจะเปิดราคาขายที่เท่าไหร่ จะเข้าสูตรซีซีละพันแบบที่ตัวแทนในอดีตยุคแรกเคยทำไว้หรือไม่ หรือจะทำราคาออกมาได้เร้าใจเพียงใด ติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Rosso Scooter รีวิวยางสกู๊ตเตอร์ดีที่สุดในตอนนี้

สำหรับรีวิวในครั้งนี้เราพามาดูยางสกู๊ตเตอร์ที่ถูกถามหากันมากที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter สำหรับใส่สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซี แต่ในวันนี้ทางเราได้เอารถ Yamaha X-max 300 ในการเปลี่ยนยางครั้งนี้เรามาเปลี่ยนยางกันที่ร้านโชว์พาว สาขาอ่อนนุช และได้รับการดูแลจากช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาง เป็นอย่างดี เพื่อที่จะมารีวิวทดสอบในครั้งนี้นั้น ได้เลือกยางสำหรับรถสกู๊ตเตอร์ Yamaha X-max 300 เป็นสกู๊ตเตอร์ของผมเองได้เลือกใช้ยางที่มีส่วนสำคัญที่สุดส่วนนึงในตัวรถ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะสัมผัสพื้นถนน จึงจำเป็นต้องเป็นยางที่ได้มาตรฐาน และมีการยึดเกาะถนนที่ดีที่สุด สำหรับยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter ได้ถูกเลือกใช้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากการใช้ยางรุ่นนี้มาแล้ว 1 ครั้งตอน 1,000 กิโลเมตร แรกของการใช้รถคันนี้ (ยาง 1 คู่วิ่งได้ประมาณ 10000-15000 กิโลเมตร) ไซส์ยางหน้าถูกเลือกเป็นสเปกพิเศษเรท R ขนาด 120/70-R15 และยางหลังเป็นสเปคปกติ 150/70-14 ที่เป็นยางหลังขนาด Oversize ขึ้นมาอีก 1 ไซส์ จาก 140 มาเป็น 150 ทำให้มีหน้ายางที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งให้หน้าสัมผัสเวลาเข้าโค้งที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นจากของเก่า แต่ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย เรท R คืออะไร ขออธิบาย ยางเรท R กันก่อน สำหรับสเปกที่ผมเลือกใส่มานี้มันคือสเปกยางแบบเรเดียล ซึ่งจะมีโครงสร้างเป็นใยเหล็ก ช่วยให้ยางมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าโครงสร้างผ้าใบ (ล้อหลัง) ทำให้เวลาเบรกลึก หนักๆ โครงสร้าง สเปก R จะไม่เสียรูปจะทำให้หน้าสัมผัสยางกับพื้นถนนได้อย่างเต็มที่ แล้วโค้งละ ทำได้ดีกว่าตัวธรรมดาไหม? ตอบได้อย่างเต็มคำว่า ดีกว่าแน่นอนครับ เพราะสเปค R สามารถที่จะแบนโค้งได้มากกว่าตัวสแตนดาร์ด จริงแน่แท้อยากจะบอกว่าสเปก R เป็นสเปกที่ถูกเลือกใส่ในสกู๊ตเตอร์ สมรรถสูงอย่าง Yamaha T-Max, BMW C650 และรุ่นอื่นๆ ที่มีขนาดไซส์ตามสเปกเพราะยางตัวนี้สามารถรองรับน้ำหนักและความเร็วระดับที่สามารถวิ่งถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเบรก ทำให้ยางได้รับแรงกดมหาศาลมาที่ยาง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใส่สเปก R มาถึงตอนนี้ก็น่าจะเข้าใจสเปก R กันพอสมควร แล้วทำไมผมถึงเลือกมาใส่ X-max ละทั้งๆ ที่รถก็ไม่น่าวิ่งถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะส่วนตัวผมแล้ว ผมมีชอบใช้เบรกค่อนข้างที่จะหนักและเบรกลึก พับโค้งเร็ว ทำให้ตัวผู้ขับเลือกที่จะลองใช้สเปกนี้ และก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมากกว่าเดิม ขี่สนุกขึ้น มาพูดถึงฟีลลิ่งยางซิ่งตัวนี้กันบ้าง หลังจากการเปลี่ยนยางทำให้รถวิ่งได้ดีและเร็วขึ้นเพราะหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนเวลาขับขี่ในทางตรงน้อยลง ด้วยโครงสร้างตัวยางเป็นยางที่ถอดแบบยางสปอร์ตัวท๊อปจาก Pirelli จะให้ฟีลลิ่งความสปอร์ตในขณะเข้าโค้ง เพราะหน้ายางสัมผัสพื้นถนนตอนเข้าโค้งมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด มีการยึดเกาะถนนได้ดี และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในส่วนของน้ำหนัก ยางคู่นี้มีขนาดโอเวอร์ไซส์จากยางเดิม ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเพราะมีการยึดเกาะถนนมากขึ้นกว่าเดิม ต้องบอกก่อนว่ายังมีอีกหลายๆตัวแปรที่จะทำให้ขับขี่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งการถ่วงล้อ การเติมลมยางที่เหมาะสม สภาพพื้นถนนการขับขี่ และการเซ็ตโช้คอัพช่วงล่างให้เหมาะสมกับการขับขี่ ก็จะทำให้รถนั้นขี่สนุกขึ้น ลดความเสี่ยงจากการลื่นในที่ที่ไม่ควรลื่นได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนในเรื่องของอายุการใช้งานทางร้านเคลมมา สามารถใช้งานได้ถึง 15,000 กิโลเมตร และควรที่จะวัดลมยางอยู่สม่ำเสมออย่างน้อยๆ 2 อาทิตย์/ครั้ง หรือ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานยางให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ยังไงก็ขอฝากรีวิวครั้งนี้ไว้ด้วย อยากให้ไบค์เกอร์ทุกๆ คนเอ็นจอยกับการขับขี่รถที่ตัวเองรักได้สนุกแล้วดีกว่าเดิมมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ครั้งต่อไปจะหาสิ้นค้ามารีวิวเพิ่มอย่างแน่นอน… ถ้าใครสนใจอยากจะลองยางหน้าสเปคนี้ ก็ติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายยาง Pirelli ได้เลยทุกสาขาทั่วประเทศ คลิกที่นี้ สำหรับราคายาง Diablo Rosso Scooter – 120/70 15 ราคา 2,180 บาท (รุ่นปกติ) – 120/70 R15 ราคา 4,180 บาท (รุ่นพิเศษ) – 150/70 14 ราคา 2,710 บาท ซื้อยางที่ Showpow ฟรี ค่าบริการถอด-ถ่วง สนใจซื้อที่นี้ คลิกที่นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 1200

Triumph Tiger 1200 นั้นเปิดตัวครั้งแรกก็ตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และบัดนี้ก็อายุอานาม 8 ปีเข้าไปแล้ว และเพื่อเป็นการรับทศวรรษใหม่ Triumph ก็ได้ทำการเปิดตัวพี่เสือรุ่นพิเศษใหม่ 2 โมเดล ได้แก่ Desert edition และ Alpine edition ทั้งสองโมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการตกแต่งมาจากการเดินทางผจญภัยที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในโลก โดยทั้งสองโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมของตกแต่งคุณภาพสูง พร้อมชุดสีพิเศษ Tiger 1200 Desert Edition – ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทางข้ามทะเลทรายสุดหฤโหดจากทะเลทราย Sahara ไปยัง Kalahari และที่อื่นๆ – ชุดสีพิเศษ Sandstorm พร้อมลายกราฟฟิกพิเศษ – ปลายท่อ Arrow ไทเทเนียมน้ำหนักเบา – ควิกชิฟเตอร์ของ Triumph แบบสองทาง – คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก – โช้คไฟฟ้า WP – เบาะนั่งปรับความสูงได้ 2 ระดับ (835-855 มม.)   Tiger 1200 Alpine Edition   – ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางข้ามเทือกเขาที่สวยงามที่มีอยู่ทั่วโลก – ชุดสีพิเศษ Snowdonia พร้อมลายกราฟฟิกพิเศษ – ปลายท่อ Arrow ไทเทเนียมน้ำหนักเบา – ควิกชิฟเตอร์ของ Triumph แบบสองทาง – คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก – โช้คไฟฟ้า WP – เบาะนั่งปรับความสูงได้ 2 ระดับ (835-855 มม.) นอกจากนี้ Triumph Tiger 1200 ทั้งสองโมเดลจะอัดแน่นไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จัดเต็ม ไม่ว่าจะหน้าจอ TFT สีเต็มระบบ แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบเบรก Cornering ABS โหมดการขับขี่ 5 โหมด ระบบไฟ LED ทั้งระบบ โช้คปรับไฟฟ้า ไฟแบ็คไลท์หลังปุ่มสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ ระบบคีย์เลส ครูซคอนโทรล ชิลด์ปรับไฟฟ้า คันเร่งไฟฟ้า ฮีทกริป ช่องจ่ายไฟ 3 ช่อง ช่อง USB ใต้เบาะอีก 1 ช่อง เรียกว่าแน่นๆ ครบๆ คุ้มๆ งานนี้ใครเป็นไบค์เกอร์สายทัวริ่งแบบผู้ดีๆ ควรจะเก็บตังรอได้เลยครับ น่าจะมีจำหน่ายในไทยแน่นอน ราคาอาจจะแรงกว่าโมเดลปกติสักนิด แต่เรียกได้ว่าหล่อเหลา โดดเด่นและคุ้มค่าแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Angel GT II

Pirelli Angel GT II ยางสปอร์ตทัวริ่งอันดับ 1 การันตีโดยนิตยสารดัง ในการทดสอบเปรียบเทียบที่ติพิมพ์ในนิตยสาร Motociclismo ฉบับเดือนมิถุนายน 2019 นั้น ซึ่งนักทดสอบได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกับยางต่างๆ จากอีก 4 แบรนด์ด้วยกัน ได้แก่ Metzeler ROADTEC 01, Bridgestone Battlax T31, Dunlop RoadSmart III และ Continental Road Attack 3 แต่จะไม่มียางแบรนด์ดังอย่าง Michelin เนื่องจากยาง Michelin Pilot Road 5 นั้นเก่าแล้ว และทางค่ายยางแดนน้ำหอมกำลังจะออกโมเดลใหม่มาแทนที่ โดยในการทดสอบที่จัดขึ้นนั้นจะใช้ยางขนาดเดียวกันทั้งหมดคือ ยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และยางหลังขนาด 180/55 ZR17 กับรถ BMW R 1250 RT ซึ่งเป็นที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องสไตล์การขับขี่และเทคโนโลยีในแบบสมัยใหม่ และยังเลือกใช้ลมยางตามที่ทาง BMW แนะนำ เพื่อให้มีตัวแปรที่เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด การทดสอบยังแบ่งออกเป็นหลายๆ การทดสอบด้วยกัน โดยการทดสอบในส่วนแรกทำการทดสอบด้วยรถนักเดินทาง 5 คนซึ่งจะออกเดินทางจากเมือง Milan ไปยังเมือง Sicily และเดินทางกลับ มีการสลับรถกันทุกๆ 50 กม. เพื่อให้ยางแต่ละตัวรับน้ำหนักและสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยพวกเขาจะขี่บนเส้นทางที่เลือกมาแล้วว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบของสปอร์ตทัวริ่ง เช่น ไฮเวย์ ถนนที่คดเคี้ยว ผสมไปกับถนนในเขตชนบท จากนั้นนักเดินทางทั้ง 5 คนจะประเมินคะแนนตามเกณฑ์ จากนั้นนักทดสอบมืออาชีพ 5 คนจากกองบรรณาธิการนิตยสาร Motociclismo ก็จะขับขี่เดินทางเพิ่มอีก 1000 กม. เพื่อนำรถจากเมือง Milan มายังเยอรมนี ที่สนามทดสอบ Contidrom ซึ่งเป็นสนามทดสอบของทาง Continental ซึ่งจะทำการตรวจวัดและทดสอบถนนเปียก โดยการทดสอบทั้งหมดจะกินระยะทาง 7000 กม. โดย 5000 กม.จะเป็นบนทางชนบทและ 2000 กม.เป็นทางหลวงไฮเวย์ ซึ่งเราคาดว่าระยะทาง 7000 กม.นี้จะกินอายุการใช้งานของยางไปราวๆ 2 ใน 3 ของอายุการใช้งานประเภทนี้ และอีกส่วนคือการทดสอบภาคสนาม จะใช้นักทดสอบเพียงคนเดียวเพื่อป้องการความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ และเพื่อที่จะให้มีข้อมูลที่คงที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเกณฑ์ดังนี้ ความคล่องตัวลื่นไหล การยึดเกาะ และระยะหยุดรถ (ทดสอบทั้งถนนเปียกและถนนแห้ง) กับยางที่ใช้งานมาแล้ว และการทดสอบในสนามนี้จะทำซ้ำอีกครั้งด้วยยางใหม่ในสภาพอากาศใกล้เคียงกันด้วย  เพื่อเปรียบเทียบกับยางใหม่ เพื่อจะดูความสม่ำเสมอของสมรรถนะของยางด้วย นอกจากนี้เรายังสุ่มลำดับการทดสอบยาง และไม่แจ้งให้นักทดสอบของเรารู้ด้วยว่าใช้ยางอะไรอยู่ ซึ่งเงื่อนไขหลักเกณฑ์ซับซ้อนทั้งหมดที่ทำมานี้ก็เพื่อให้การทดสอบนั้นมีความแม่นยำสูงที่สุด และได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากการทดสอบและวิเคราะห์ข้อมูล ผลการทดสอบพบว่ามีความน่าสนใจมากๆ ในเรื่องของสมรรถนะยาง โดยเมื่อเป็นยางใหม่เพิ่งลงพื้น สมรรถนะของยางแต่ละแบรนด์จะใกล้เคียงกัน แต่เมื่อยางผ่านใช้งานไประยะนึงแล้ว สมรรถนะของยางแต่ละแบรนด์จะเริ่มมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยในยางบางตัวนั้นจะเริ่มมีปัญหาเรื่องระยะเบรกแล้ว คะแนนจากการทดสอบ   คะแนนจากนักเดินทางทั้ง 5 คน เบรก อัตราการเร่ง การสึกหรอ คะแนนเฉลี่ย Pirelli 10 10 10 10 10 Metzeler 9 9.5 8.5 8.5 8.9 Bridgestone 8.5 8.5 10 7 8.5 Continental 7.5 8 8 9 8.1 Dunlop 6.5 7 7.5 9 7.5   จากตารางสรุปคะแนนจะเห็นได้ว่ายาง ANGEL™ GT II ได้รับการคะแนนเต็มจากนักเดินทางทั่วไป และยังได้รับคะแนนสูงสูดเป็นคะแนนเต็มในการทดสอบทุกด้าน ทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง นอกจากนี้ยังได้เป็นยางที่สึกหรอน้อยที่สุดหลังจากผ่านการทดสอบไป 7000 กม. แล้วอีกด้วย การตัดสินครั้งสุดท้ายนั้นตัดสินจากคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบในทุกๆ ด้านรวมไปถึงคะแนนจากนักเดินทางด้วย และนั่นทำให้เราไม่สงสัยในตัวยาง Angel GT ที่ได้คะแนนเต็มอีกต่อไป 1) Pirelli ANGEL GT II – ได้คะแนน 10/10  2) Metzeler ROADTEC

2020 Aprilia RSV4 1000

2020 Aprilia RSV4 RR 1000 และ Tuono RR 1100 Misano Limited Edition สำหรับขายในตลาดอเมริกาเท่านั้น  โดยปกติแล้วเรามักจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษจากทางฝั่งยุโรปหรือฝั่งญี่ปุ่นซะเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีคราวนี้เป็นโมเดลพิเศษสำหรับชาวเมืองลุงแซมหรืออเมริกาเท่านั้น กับ 2020 Aprilia RSV4 RR 1000 และ Tuono RR 1100 Misano Limited Edition ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ สำหรับโมเดลพิเศษ Misano Limited Edition นั้นจะเป็นเรื่องของสไตล์ด้านนอกมากกว่า โดยชุดสี Misano ใหม่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดสีของมอเตอร์ไซค์ที่ทำให้ Aprilia ได้รับชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ และสิ่งที่เด่นที่สุดก็คือโลโก้ Aprilia แบบเก่าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งก็ดูเก๋ดีไม่หยอก ในปี 1987 เป็น Loris Reggiani ที่ควบ Aprilia สองจังหวะคว้าชัยในคลาส 250GP ในการแข่งขันรอบ San Marino Grand Prix ที่สนาม Circuito Internazionale Santa Monica ไปได้ ซึ่งตอนนี้สนามนี้ได้เปลี่ยนชื่อกลายเป็น Misano World Circuit Marco Simoncelli แล้ว โดย Reggiani สามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 4 โพเดี้ยม จากการเข้าแข่งให้กับทีมโรงงานของ Aprilia ดังนั้นชัยชนะของเขาจึงไม่ใช่แค่โชคช่วยเท่านั้น ทั้งนี้รถทั้งสองคันนี้จะได้บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียม ดังนั้นจึงมีน้ำหนักเบากว่าเวอร์ชั่นปกติเล็กน้อย ส่วนแชสซีและเครื่องยนต์ V4 ยกมาจากโมเดล RR โดยแต่ละโมเดลนั้นจะมีจำนวนจำกัด โมเดลละ 100 คัน แต่ละคันมีหมายเลขประจำตัวรถ สำหรับ RSV4 จะแสดงให้เห็นอยู่บนแผงคอรถ ส่วน Tuono จะแสดงอยู่บนครอบถัง ส่วนในไทยเรา คาดว่าอาจจะหมดสิทธิ์ อย่างไรก็ดี ชมและรู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อใครมีเงิน ไปหาร้านสติ๊กเกอร์ที่มีฝีไม้ลายมือทำลวดลายออกมาให้สวยแบบเดียวกันนี้ก็ได้นะครับ เป็นไอเดียและแรงบันดาลใจกันไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Gixxer 150 2020

Suzuki Gixxer 150 2020 เน็กเก็ตไบค์สไตล์โร้ดสปอร์ตได้รับการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่แล้ว โดยจะเริ่มจำหน่ายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2020 เป็นต้นไป สไตล์ใหม่ของ Gixxer 150 ถูกออกแบบมาใหม่ โดยคำนึงถึงเรื่องการปรับตัวรถให้ได้สัดส่วนที่ดูดีมากขึ้น ดูแน่นมากขึ้นด้วยถังน้ำมันขนาดใหญ่ 12 ลิตร แต่ก็ปราดเปรียวด้วยเบาะนั่งที่เพรียวและด้านหน้ารถที่ลาดเข้าหาจุดศูนย์กลางตัวรถ ให้ความรู้สึกลื่นไหลตั้งแต่ไฟหน้าที่เป็น LED ไปจนถึงถังน้ำมัน เบาะท้ายแบบ 2 ตอนแยกส่วนกัน บังโคลนท้ายแบบติดกับสวิงอาร์มเองก็เป็นสไตล์ที่กำลังนิยม จนตอนนี้มันได้กลายเป็นเน็กเก็ตสไตล์สปอร์ตที่ดูดุดันและแน่นเทียบได้กับสปอร์ตไบค์ขนาดใหญ่ของ Suzuki ได้เลย แถมตอนนี้ตัวรถก็มาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้าเป็นมาตรฐานแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าจิ๊กเซอร์ 150 นี้เป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มของไบค์เกอร์วัยรุ่น ตั้งแต่เปิดตัวในญี่ปุ่นในปี 2017 ซึ่งก็ผ่านไปได้เพียงแค่ 3 ปีก็มีการปรับเปลี่ยนโฉมแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ เพราะปกติกว่าจะมีการปรับโฉมก็ต้องใช้เวลาหลายปี ทิ้งเรื่องประหลาด ไปดูเรื่องสีสันกันดีกว่า สีสันก็จะมีให้เลือก 3 ชุดสีด้วยกันได้แก่ ดำประกายแก้วตัดด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกหรือดำ/น้ำเงิน (Glass Sparkle Black / Triton Blue Metallic ), สีดำประกายแก้วหรือดำล้วน (Glass Sparkle Black) และสีเงินเมทัลลิกตัดด้วยสีดำประกายแก้วหรือเงิน/ดำ (Sonic Silver Metallic / Glass Sparkle Black) Suzuki Gixxer 150 2020 – Specifications เครื่องยนต์ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ 4 จังหวะ ปริมาตรกระบอกสูบ 154 ซีซี ระบบวาล์ว 2 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 56.0 X 62.9 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยาว X กว้าง X สูง 2,020 X 800 X 1,035 มม. ขนาดยางหน้า 100/80 – R17 ขนาดยางหลัง 140/60 – R17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะฐานล้อ 1,335 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 139 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก