Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
701 Enduro LR

701 Enduro LR ให้สายลุยไปได้ไกลกว่าที่เคย โมเดลใหม่คันนี้มีพื้นฐานมาจากโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่าง Husqvarna 701 Enduro โดยอัพเกรดหลักๆ สำหรับโมเดลใหม่นี้คือการที่มันมีถังน้ำมันขนาดใหญ่โตโอโห้ถึง 25 ลิตร เทียบเคียงได้กับรถแอดเวนเจอร์ไซส์ใหญ่ได้เลยแหละครับ! โดยเจ้ารหัส LR ด้านหลังคาดเดากันว่าน่าจะย่อมาจาก Long Range แปลง่ายๆ ว่าระยะไกลนั่นเอง เนื่องจากว่าถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้วิ่งได้ไกลขึ้นนั่นเอง โดยทางค่ายเคลมมาว่าจะช่วยให้วิ่งได้ราวๆ 500 ก.ม.เลยล่ะครับ ขุมพลังของโมเดลนี้เป็นเครื่องยนต์ขนาด 690 ซีซีบล็อกเดียวกันกับ KTM 690 Duke ซึ่งให้กำลังแรงม้า 74 แรงม้าและแรงบิดที่ 71 นิวตันเมตร และเพื่อที่จะช่วยให้เดินคันเร่งได้สมู้ทมากขึ้น จึงมีการติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้าและมาพร้อมกับโหมดการขับขี่และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดมุมเอียง นอกไปจากระบบข้างต้นแล้วตัวรถยังติดตั้งระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch พร้อมระบบเบรก Brembo โดยด้านหน้าจะเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบพร้อมดิสก์เบรกขนาด 300 มม. ส่วนด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยวกับดิสก์เบรกขนาด 240 มม. ระบบกันสะเทือนก็จะเป็นของ WP อย่างที่คุ้นเคย และยังมีสลิปเปอร์คลัทช์จาก Adler และแผงคอ CNC   ฟีเจอร์ต่างๆ ของ Husqvarna 701 Enduro LR น้ำหนักเบา ถังน้ำมันจุมากขึ้น 12 ลิตร ทำให้เดินทางได้ไกลได้ราวๆ 500 กม. (อาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ) โหมดการขับขี่ปรับเปลี่ยนได้ ช่วยปรับเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์ขณะขับขี่ให้ออกมาในแบบที่คุณชอบ ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU ระบบ Easy Shift ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงได้สมู้ทมากยิ่งขึ้น แทร็คชั่นคอนโทรลทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU ช่วยให้รถมีการยึดเกาะที่ดีขึ้น เฟรมถักแบบโครโมลี่ เบา คล่องตัว เสถียร และแข็งแรง สวิงอาร์มอลูมิเนียม น้ำหนักเบา ซับเฟรมท้ายโพลีอาไมด์พร้อมถังน้ำมันภายใน   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Rally

Yamaha Rally Official Team ประกาศไลน์อัพใหม่พร้อมลุยศึกครอสคันทรี ล่าสุด Monster Energy Yamaha Rally Official Team ได้ออกมาประกาศถึงไลน์อัพนักแข่งใหม่สำหรับสู้ศึก FIM Cross-Country Rallies World Championship 2020 โดยทีมได้ Andrew Short และ Ross Branch มาร่วมทำศึกในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ทั้งคู่ทำผลงานในศึก Dakar Rally ปีนี้ได้น่าประทับใจ และมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นนักแข่งคนสำคัญของทีมได้ Andrew Short คือนักแข่งรถมอเตอร์ไซค์ออฟโร้ดที่มีฝีมือและประสบความสำเร็จมากคนนึง เขามีประสบการณ์มากจากการลงแข่งขันซูเปอร์ครอสและโมโตครอสในอเมริกา เคยยืนโพเดียมมากถึง 40 ครั้ง และยังเคยเป็นหนึ่งในทีมที่ชนะการแข่งขัน Motocross of Nations ปี 2010 ที่จัดขึ้นที่อเมริกาอีกด้วย แล้วก็ถึงเวลาพักการแข่งขันซูเปอร์ครอสและโมโตครอสมาตลอด 16 ปีของเขาแล้ว ตอนนี้นักแข่งจากเท็กซัสคนนี้ได้ย้ายมาลงแข่งขันครอสคันทรีแรลลี่แล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2017 จากนั้นในปี 2018 เขาก็ลงแข่งดาการ์แรลลี่เป็นครั้งแรก Andrew สามารถแข่งดาการ์จนจบทั้ง 3 ครั้ง โดยตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ อันดับที่ 2 ในสเตจ Silk Way Rally ปี 2019 และอันดับ 1 ในสเตจ Rally du Maroc 2019 ทางด้านของ Ross Branch ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการแข่งขัน Dakar Rally 2020 เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพเส้นทางของซาอุดิอาระเบียที่ยากจะคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว นักแข่งวัย 33 ปีจากบอตสวานาผู้นี้สามารถที่จะเอาชนะสเตจที่ 2 ในรายการนี้ได้ และยังสามารถติดท็อป 10 ในแต่ละสเตจได้ถึง 4 ครั้ง ทั้งๆ ที่เขามีอาการบาดเจ็บตลอดการแข่งขัน เขาลงแข่งดาการ์แรลลี่ครั้งแรกในปี 2019 และ Ross ก็สามารถจบการแข่งขันนี้ได้ในอันดับที่ 13 ในรุ่นของมอเตอร์ไซค์ และครองตำแหน่งมือใหม่ที่สามารถจบการแข่งขันได้อันดับดีที่สุดในปีนั้น นอกจากนี้เขายังจบอันดับ 2 ในสเตจ Merzouga Rally และอันดับ 8 ในสเตจ Rally du Maroc ปี 2019 Short และ Branch นั้นจริงๆ แล้วเคยพร้อมที่จะเปิดตัวกับทีม Monster Energy Yamaha Rally Official Team ในศึก Abu Dhabi Desert Challenge แต่กลับเจอพิษของ Covid-19 ทำให้การแข่งขันในรอบเปิดฤดูกาลมีอันต้องเลื่อนไป ดังนั้นเลยมีเป้าหมายใหม่เป็นการแข่งขัน Rally Kazakhstan ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 24 – 29 พฤษภาคมแทน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

แรงม้าลงล้อ

แรงม้าลงล้อ Honda CBR1000RR-R เท่าไหร่มาดูกัน ล่าสุด Young-Machine นิตยสารชื่อดังจากญี่ปุ่นได้ทำการจับเจ้า Honda CBR1000RR-R มาขึ้นไดโน หรือไดนาโมมิเตอร์เพื่อหา แรงม้าลงล้อ ว่ามันจะแตกต่างจากแรงม้าที่ทางโรงงาน Honda เคลมมาขนาดไหน ทั้งนี้ตัวเลขตามแคตตาล็อกของ Honda ระบุมาว่า Honda CBR1000RR-R นั้นมีแรงม้าสูงสุดที่ 217.6 แรงม้าที่ 14500 รอบ ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวเลขแรงม้าที่ทางโรงงานวัดจากเครื่องยนต์ หรือลึกเข้าไปหน่อย ตามที่นักบิดเข้าใจคือเป็นแรงม้าที่วัดจากเพลาข้อเหวี่ยง เวลาขึ้นไดโนวัดกันจริงๆ ก็จะมีการตกหล่นหายระหว่างระบบขับเคลื่อนระบบส่งกำลังไปบ้าง งานนี้เจ้า CBR1000RR-R หรือ Fireblade 2020 จะมี แรงม้าลงล้อ เหลือเท่าไหร่กัน คลิกชมคลิปด้านล่างได้เลยครับ     จากกราฟในคลิปจะเห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 202.56 ตัว ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ปกติจะแตกต่างจากค่าที่เคลมม้าไม่เกิน 8 – 10%) เรียกได้ว่า Honda แรงจริงไม่โม้นั่นเอง ลองมาดูตัวเลขแรงม้าเคลมของซูเปอร์ไบค์ตัวพันจากค่ายอื่นๆ กันบ้างดีกว่า Ducati Panigale V4 R นั้นเคลมมาที่ 221 แรงม้าที่ 15250 รอบ เรียกว่าเคลมมาสูงที่สุดเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้า V4 นั้นจะใช้ระบบข้อเหวี่ยงแบบหมุนกลับทาง ดังนั้นก็จะมีแกนเพิ่มเข้ามาอีกแกนซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียกำลังแรงม้าระหว่างทางมากขึ้นดังนั้น และเมื่อวัด แรงม้าลงล้อ จริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้แรงม้าน้อยลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่างานนี้แค่ตัวเลขแรงม้าจริงๆ Honda CBR1000RR-R นี่แรงจริงจังไม่ใช่แค่คำคุยแน่นอน ส่วนผลงานใน WorldSBK นั้นก็ต้องตามกันต่อไปครับ หมายเหตุ ไดนาโมมิเตอร์ที่ทดสอบในคลิปวัดแรงม้าที่ล้อ ดังนั้นจะแตกต่างจากวัดจากเครื่องที่ทางโรงงานมักใช้กัน และค่าแรงม้าอาจจะขึ้นลงได้เล็กน้อยอันมาจากตัวแปรต่างๆ เช่น ออกซิเจน เชื้อเพลิง ความชื้นและอื่นๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki ครบรอบ 100 ปี

Suzuki ครบรอบ 100 ปี รู้กันรึยัง? Suzuki เมื่อพูดถึงแบรนด์นี้ ไบค์เกอร์หลายคนก็น่าจะรู้จักกันดีในนามของค่ายคนบ้า อันมีเหตุผลมาจากความแรง ความดิบและดุดันของเครื่องยนต์ ไม่ได้มีเหตุผลมาจากคนสติไม่ดีถึงไปเลือกซื้อ Suzuki แต่เป็นเรื่องของคนที่เรียกว่าชอบความแรง ความดิบและดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์จากทาง Suzuki นั่นเอง (ส่วนวลี “คนดีขี่ฮอนด้า คนบ้าขี่ซู” นั้น ผมก็ไม่รู้ใครคิด ฮา) และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมาก็เป็นวันที่ Suzuki นั้นมีอายุครบ 100 ปีพอดิบพอดี (อยากจะเขียนตั้งแต่วันที่ 15 แต่ผมไม่ว่าง นั่งหาเลขเด็ดอยู่) เรียกได้ว่าเป็นตำนานได้แล้วแหละ อิอิ เนื่องในโอกาสนี้ผมก็เลยจะเขียนเล่าถึงช่วงเหตุการณ์ไทม์ไลน์สำคัญๆ เกี่ยวกับ Suzuki สักหน่อยในสกู๊ปพิเศษนี้ เอาเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ก็พอนะ รถยนต์ไม่เอา เดี๋ยวจะเยอะเกินไป (อย่าเพิ่งว่าผมขี้เกียจเลย) ตุลาคม 1909 Michio Suzuki ได้ก่อตั้ง Suzuki Loom Work ขึ้นมา โดยตั้งอยู่ในหมู่บ้านริมชายฝั่งเล็กๆ แห่งนึงในเมืองฮามามัตซึ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธุรกิจการทอผ้า 15 มีนาคม 1920 บริษัทได้จัดระบบใหม่ รวมหุ้มกันเข้าเป็นบริษัทและมีทุนจดทะเบียนจำนวน 500,00 เยน กลายเป็น Suzuki Loom Manufacturing Co. โดยมี Michio Suzuki เป็นประธาน มิถุนายน 1952 Suzuki ได้กระโจนเข้าสู่วงการยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์เป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดตัว Power Free ที่เป็นจักรยานติดเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ขนาด 36 ซีซี มิถุนายน 1954 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Suzuki Motor Co., Ltd. มีนาคม 1955 เปิดตัว Colleda เครื่องยนต์ 125 ซีซี เป็นมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ มิถุนายน 1962 คว้าแชมป์ Isle of Man TT ในรุ่น 50 ซีซี มิถุนายน 1963 Misuo Ito กลายเป็นนักแข่งญี่ปุ่นคนแรกที่เอาชนะ Isle of Man TT ในรุ่น 50 ซีซี เมษายน 1967 บริษัท ไทย ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบรถในประเทศไทย (เป็นโรงงานมอเตอร์ไซค์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นของทางค่าย)   มกราคม 1972 เปิดตัว GT380 เครื่องยนต์ 2 จังหวะขนาด 371 ซีซี (เครื่องยนต์ 3 สูบ) มกราคม 1981 เปิดตัว GSX 1100S Katana เครื่องยนต์ 4 จังหวะขนาด 1100 ซีซีในตลาดต่างประเทศ มีนาคม 1983 เปิดตัวสปอร์ตไบค์ 2 จังหวะระดับตำนานอย่าง RG250 ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี มีนาคม 1985 เปิดตัวสปอร์ตไบค์รุ่นใหญ่ระดับตำนาน GSX-R750 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี 4 จังหวะ ตุลาคม 1990 เปลี่ยนชื่ออีกครั้ง โดยเปลี่ยนเป็น Suzuki Motor Corporation มกราคม 1999 เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ที่เป็นตำนานที่สุดอย่างแท้จริงกับ GSX1300R Hayabusa (โมเดลส่งออก) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะขนาด 1299 ซีซี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เร็วที่สุดในโลกในขณะนั้น พฤศจิกายน 2018

Honda Africa Twin 800

Honda Africa Twin 800 มาแน่แค่ต้องรอเวลา   ตอนนี้ Honda กำลังพัฒนา Africa Twin ขนาดเล็กเพื่อมาแข่งขันในคลาสรถที่เป็นที่นิยมของกลุ่มแอดเวนเจอร์ไบค์ โดยโมเดลใหม่นี้จะเป็น 1 ใน 3 โมเดลใหม่ที่จะมีพื้นฐานเดียวกัน ข่าวนี้น่าจะทำให้นักบิดสายลุยทั้งหลายตื่นเต้นอย่างแน่นอน เพราะในรถของ Honda นั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่มากสำหรับรถประเภทออฟโร้ด หรือรถในตระกูล CRF ซึ่งโดดจาก 250 และ 450 ซีซีไปเป็น 1100 ซีซี ใน Africa Twin 1100 ในทีเดียวเลย Honda Africa Twin เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีส่วนผสมที่ลงตัว เหมาะทั้งการเดินทางออกทริปแบบไปเป็นคู่และโมเดล Adventure Sports ก็เหมาะกับพวกสายลุยจริงจังอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันมีข้อด้อยอยู่บ้าง เพราะมันใหญ่ มันหนัก แถมมันก็แรงไม่เหมาะกับมือใหม่ แล้วราคาก็ค่อนข้างสูง ทำให้นักบิดอายุน้อยหรือนักบิดหน้าใหม่นั้นขาดหายไป และ Honda เองก็ทราบเรื่องนี้ดี และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงกำลังทำสิ่งใหม่ๆ พื้นฐานของโมเดลใหม่นี้จะเป็นการวิวัฒน์พัฒนามาจากโมเดลในตระกูล NC ซึ่งรวมไปถึง NC750S และ NC750X ที่เป็นโมเดลในสไตล์แอดเวนเจอร์ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จะแยกแต่ละโมเดลออกจากกันอย่างชัดเจน เครื่องยนต์นั้นจะเพิ่มเป็นขนาด 790 ซีซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังแรงม้าและแรงบิดของรถ เพื่อชดเชยในส่วนที่จะเสียไปจากเรื่องของ Euro5 นอกจากนี้ตัวรถจะมีระบบเกียร์ DCT และระบบเกียร์แมนวลให้เลือกเหมือนกับพี่ใหญ่ 1100 ซึ่งเดิมทีเจ้า NC ก็มีระบบ DCT อยู่แล้ว Kenji Morita หัวหน้าโปรเจ็กต์ Africa Twin 1100 ยอมรับว่า Honda มีช่องว่างในรถตระกูลนี้จริงๆ และจำเป็นจะต้องกลบช่องว่างนี้  “เมื่อเราพูดถึงรถแอดเวนเจอร์จริงๆ เราไม่มีไลน์อัพในกลุ่มนี้กว้างพอ ดังนั้นเราจึงกำลังคิดที่จะหาโมเดลที่มาอยู่ตรงกลางช่องว่างนี้เพื่อดึงดูดนักบิดอายุน้อยหรือนักบิดหน้าใหม่” เราคาดว่ามันจะสร้างโดยมีราคาไม่แพง ไม่มีชิลด์หน้าปรับระดับ เรือนไมล์แบบเรียบๆ ง่ายๆ และโช้คอัพแบบปรับแต่งไม่ได้ โดยเจ้าแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดไม่เกิน 800 ซีซีคันนี้หรือ Honda Africa Twin 800 (ยังไม่ยืนยันว่าใช้ชื่อนี้ แต่ขอใช้ชื่อนี้เรียกแทนไปก่อน) จะช่วยให้ Honda สามารถแข่งขันในตลาดรถแอดเวนเจอร์ไบค์ในระดับกลางได้สูสีกับค่ายอื่น ซึ่งเซ็กเมนต์นี้แต่เดิมก็มีทั้งเจ้า  BMW F 850 GS, Triumph Tiger 900, Yamaha Tenere 700 และ KTM 790 Adventure เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ถึงแม้ว่า Africa Twin น่าจะดูด้อยกว่าในเรื่องของกำลังเมื่อเทียบกับ 4 ค่ายที่เรากล่าวถึง แต่มันจะเป็นรถที่ขี่ได้ง่ายกว่าและเหมาะกับนักบิดหน้าใหม่มากกว่าอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V4

Ducati Multistrada V4 ถูกถ่ายภาพไว้ได้ขณะทดสอบ Ducati ใกล้ที่จะใช้เครื่องยนต์ V4 ครบ 3 ไลน์แล้ว ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทางดูคาติกำลังพัฒนา Multistrada V4 อยู่ ช่วงที่เจ้านี่ถูกพบครั้งแรกบนท้องถนนในอิตาลีตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่แล้ว ประกอบกับ Claudio Domenicali ซีอีโอ Ducati ระบุว่าเครื่องยนต์ V4 นี้จะนำไปใช้กับโมเดลใหม่นี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเหลือแค่เพียงว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ก็เท่านั้นแล้วล่ะครับ Multistrada V4 ที่เป็นรถทดสอบนั้นถูกพบเห็นขณะอยู่บนท้องถนนอีกครั้ง และคราวนี้มาในคราบของรถพร้อมลวดลายพรางเต็มคัน ซึ่งจากภาพสปายช็อตหรือภาพที่ถ่ายได้มานี้เผยให้เห็นคำบอกใบ้เกี่ยวกับรถคันใหม่นี้ได้นิดหน่อย โดยตัวรถเผยให้เห็นเฟรมถักสีแดงสด ซึ่งขาดหายไปใน Multistrada 950 และ 1260 และเห็นได้ว่ามีสวิงอาร์มที่สั้นลงซึ่งก็น่าจะมีผลให้ระยะฐานล้อสั้นลงไปด้วย ที่ด้านหน้าจะสังเกตเห็นได้ว่าไฟหน้ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและแอร์ดักต์หรือช่องอากาศด้านบนจมูกของรถมีขนาดเล็กลงไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนบนโมเดลเรือธงซึ่งน่าจะเป็นเพราะช่องเปิดด้านข้างตัวรถ ตัวรถทดสอบยังติดตั้งโช้คหัวกลับและโช้คหลังเดี่ยวแบบวางนอน คาลิเปอร์เบรก Brembo กับ ABS บังโคลนท้ายที่น่าจะมีจุดยึดที่ดุมล้อกลายเป็นติดกับซับเฟรมท้ายแทน ซึ่งทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เราสังเกตได้จากภาพที่ได้มาในตอนนี้ แต่เชื่อได้ว่าจะมีอะไรอีกมากมายที่ Ducati ยังไม่ได้เปิดเผย เหมือนกับตอนที่ค่ายแดงค่ายนี้ทำกับตอน Streetfighter เมื่อปีที่แล้ว อ้างอิงจากคำแถลงการณ์ของ Domenicali ระบุว่า Multistrada V4 ที่โมเดลใหม่นี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในไลน์อัพรถสปอร์ตทัวริ่งแทนที่จะมาแทนโมเดลปัจจุบัน นอกจากนี้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซีนั้นเป็นขนาดที่เหมาะกับการเพิ่มเข้าไปในช่องว่างระหว่างเครื่องยนต์ขนาด 937 ซีซีและ 1,262 ซีซีเป็นอย่างยิ่ง เครื่องยนต์ V4 ยังสามารถรีดแรงม้าออกมาได้มากกว่า 200 แรงม้า (208 แรงม้าใน Streetfighter และ 214 แรงม้าใน Panigale) และยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งตรงจุดนี้จะกลายมาเป็นข้อดีของ Multistrada V4 ที่เด่นกว่าอีก 2 โมเดลที่มีอยู่ในตอนนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ก็ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็น เช่น Streetfighter และ Panigale นั้นมีน้ำหนักเบากว่า Multistrada 950 ที่มีขนาดเล็กกว่าอยู่ถึง 50 ปอนด์หรือประมาณ 22.68 กก. จากการคาดการณ์ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะได้เห็นเจ้ารถอเนกประสงค์คันนี้เร็วสุดก็ในงาน EICMA ช่วงปลายปีนี้ แต่อาจจะช้าไปกว่านี้ก็เป็นได้หากสถานการณ์เรื่องไวรัสโคโรนาหรือโควิด19 ยังไม่ดีขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja ZX-25R

Ninja ZX-25R โชว์แรง 162 กม./ชม. ในวิดีโอขับขี่จริง!! ในที่สุด Kawasaki ก็ได้ทำการปล่อยคลิปวิดีโอขี่จริงของ Ninja ZX-25R โดยในคลิปมี Jonathan Rea และ Alex Lowes ขี่ในสนาม Jerez ในประเทศสเปน และในวิดีโอก็ทำความเร็วไปมากถึง 162 กม./ชม. ที่ความเร็วรอบสูงเกินกว่า 16,000 ที่เกียร์ 6 เจ้า ZX-25R คันนี้คือรถที่ทุกคนเฝ้าจับตามอง เพราะมันคือรถ 4 สูบเรียง 250 ซีซีจากค่ายที่มีแชมป์โลกการันตีให้ และวิดีโอการขับขี่จริงก็เปิดออกมาให้รับชมแล้ว โดยมีแชมป์โลก WorldSBK 5 สมัย อย่าง Jonathan Rea มาขับขี่ให้ และในคลิปนั่นก็เป็นเพียงแค่น้ำย่อยเท่านั้น ยังมีอะไรที่น่าตื่นเต้นรออยู่อีก จากในคลิปจะเห็นได้ว่ารอบเครื่องสูงมากๆ และทำความเร็วสูงที่สุดในคลิป 162 กม./ชม. ก่อนที่คลิปจะตัดไปอีกช็อต ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีท็อปสปีดที่สูงกว่านี้อีกก็เป็นได้! และในวันที่ 4 เมษายน 2020 เจ้านี่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่อินโดนีเซีย ซึ่งวันนั้นเราก็จะได้รับรู้กันว่าสเป็กและสนนราคาจะเป็นอย่างไร จะมีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่อีกบ้าง รอติดตามกันต่อไปครับ! อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

XG750R

XG750R แฟล็ตแทร็กไบค์สุดเท่จาก H-D และ Vance & Hines และนี่คือ Harley-Davidson XG750R แฟล็ตแทร็กสุดเท่จากฝีมือของ Vance & Hines ซึ่งถ้าคุณเป็นคนสายนี้ เป็นวัยรุ่นเมกันผู้หลงรักการแข่งขันในสนามทางฝุ่นหรือการแข่งขัน America Flat Twin  คุณไม่ควรจะพลาดคันนี้ด้วยประการทั้งปวง รถคันนี้เป็นผลงานการสร้างจากทาง Vance & Hines ให้กับทาง Harley-Davidson และนำไปตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อใช้แข่งในรุ่น Production Twin และที่สำคัญคือจะมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดมากๆ และราคานั้นอยู่ที่ประมาณ 1,150,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับโมเดลนี้อย่างมาก ถึงแม้ว่าแฟล็ตแทร็กไบค์จาก H-D จะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่าง Indian FTR750 ที่คว้าแชมป์ AFT ไปในปีที่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ใช่รถไม่เจ๋งพอ แต่อาจจะเป็นเพราะพรสวรรค์หรือฝีมือหรือฟอร์มของนักแข่งก็ได้ นอกจากนี้เจ้านี่ยังไงๆ ก็มีความเท่ไม่แพ้ใครอยู่ดี คุณเห็นด้วยกับผมมั้ยล่ะครับ สเป็กคร่าวๆ  เครื่องยนต์: H-D วีทวินแบบ 60º ขนาด 798 ซีซี แบบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ความกว้างกระบอกสูบ X ระยะชัก: 87.75 X 66 มม. อัตราส่วนการอัด: 12.6:1 ระบบเกียร์: 4 สปีด ระบบป้อนอากาศ: เรือนลิ้นเร่งขนาด 38 มม. คลัทช์: สลิปเปอร์คลัทช์ Hinson ท่อไอเสีย: Vance & Hines แบบ 2 ออก 2 ระบบกันสะเทือน: Ohlins บอดี้เวิร์ก: คาร์บอนไฟเบอร์ ล้อ: Performance Machine Flat Tracker (หน้า 2.75 /หลัง 3.0) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toni Bou X-TRIAL 2020 Champion

Toni Bou พา Honda ซิวแชมป์โลกมอเตอร์ไซค์ผาดโผน X-Trial 2020 ยอดนักบิดสแปนิช Toni Bou ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ X-Trial หรือมอเตอร์ไซค์ผาดโผนในร่ม พาต้นสังกัดทีมแข่ง Repsol Honda ผงาดคว้าแชมป์โลก ประจำปี 2020 อย่างเป็นทางการ หลังผู้จัดการแข่งขันประกาศยกเลิกการแข่งขันสนามที่ 6 ที่ประเทศออสเตรียเนื่องจากผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้โทนี โบซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในตารางคะแนนสะสมแบบขาดลอยจากผลงานในสนามที่ผ่านๆ มา ได้รับการประกาศให้เป็นแชมป์โลกโดยทันที ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของศึกรถจักรยานยนต์ผาดโผนในร่มชิงแชมป์โลก รายการ เอฟไอเอ็ม เอ็กซ์-ไทรอัล เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ หรือที่คุ้นหูในชื่อ X-Trial ก็เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งล่าสุดต้องประกาศยกเลิกเกมชิงชัยสนามที่ 6 ของฤดูกาล 2020 ที่ประเทศออสเตรียไป หลังจากภาครัฐสั่งห้ามจัดกิจกรรมทุกชนิดที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คนขึ้นไป สำหรับการยุติเกมชิงชัยครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากประกาศครั้งก่อนหน้าที่ทางผู้จัดเพิ่งแจ้งว่าเกมการแข่งขันสนามที่ 7 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส จากเดิมในวันที่ 3 เมษายน ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลแดนตราไก่ที่ขอความร่วมมือมิให้จัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมสาธารณะตั้งแต่ 1,000 คน ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม จากโปรแกรมการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงล่าสุด ทำให้การแข่งขันประจำปี 2020 ต้องสิ้นสุดลง และทำให้แชมป์ตกเป็นของ โทนี โบ ยอดนักบิดชาวสเปน สังกัดทีมแข่ง Repsol Honda โดยทันที จากฟอร์มอันยอดเยี่ยมที่สามารถผงาดคว้าแชมป์ได้ทั้ง 5 สนามที่ผ่านมา เก็บคะแนนสะสมรวมทั้งสิ้น 100 แต้ม ทิ้งห่างคู่แข่งในอันดับที่ 2 แบบขาดลอย แม้จะเหลือการชิงชัยอีกหนึ่งสนามก็ตาม (การแข่งขันที่ฝรั่งเศสถูกเลื่อนแต่ยังไม่ยกเลิก) ทั้งนี้ ยอดนักบิดจอมเก๋าวัย 33 ปี แชมป์โลกแห่งวงการ X-Trial  ปีล่าสุด เตรียมฉลองความสำเร็จกับการคว้าชัยชนะสมัยที่ 14 ในประเภทอินดอร์อย่างเป็นทางการ บนสังเวียนส่งท้ายของฤดูกาล เตรียมจัดขึ้นที่อันดอร์รา ลา เวลลา ประเทศอันดอร์รา วันที่ 25 เมษายนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Yard Built

Yamaha Yard Built ได้ผู้ชนะแล้ว เตรียมชมคันจริงได้เลย!!   โปรเจ็กต์ Yamaha Yard Built 2020 ภายใต้แนวคิด “Back To The Drawing Board” ดึงดูดผู้เข้าร่วมโปรเจ็กต์ออกแบบรถครั้งนี้มากมาย แต่ในท้ายที่สุดแล้วจะมีผู้ชนะได้เพียงแค่คนเดียว และผู้ชนะก็คือ XSR 700 “Disruptive” ที่ออกแบบโดย Barbara Motorcycle ที่ดูโฉบเฉี่ยวมากจนคุณจะต้องตั้งใจมองรายละเอียดต่างๆ ของมัน ซึ่งมันได้แรงบันดาลใจมาจากแฟล็ตแทร็กเกอร์ของยามาฮ่า ในช่วงปี 1970 แต่ว่าคันนี้ดูแจ่มกว่ามากจริงๆ เจ้า Disruptive มันดูดำมืดและลึกลับ เหมือนหลุดออกมาจากเมือง Gotham มีเพียงสีเหลืองสดของโลโก้ Dunlop และ Yamaha และสีทองแวววาวของโช้คหน้าที่เด่นออกมาจากภาพลักษณ์รถยุคหลังวันสิ้นโลกคันนี้ มันดูดุดัน แข็งแรงและเกรี้ยวกราด ราวกับว่าเส้นสายลายคาร์บอนมันช่วยเสริมภาพลักษณ์ กระทั่งล้อหลังเองก็เป็นแบบล้อทึบสีดำ พร้อมที่จะตัดผ่านกระแสลมอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังให้ภาพความรู้สึกที่ว่ารถคันนี้จะรวดเร็วและรุนแรงแม้ว่ามันจะจอดอยู่นิ่งๆ ก็เถอะ หากมองจากรูปนี้มันอาจจะยังไม่ชัดเจนว่าไฟท้ายนั้นอยู่ตรงไหนอย่างไร แต่ในมุมมองของผม ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นไฟ LED แบบแถบบางๆ ที่ส่วนขอบของท้ายรถ ถ้ามันสว่างเพียงพอและมีไฟเลี้ยวในตัว มันก็จะแจ่มมากๆ และไฟหน้าเองก็น่าจะเป็นไฟแบบ LED ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดในโปรเจ็กต์ประกวด YYB ก็คือรถผู้ชนะจะได้รับการสร้างขึ้นมาจริงๆ และมีโอกาสที่จะได้เป็นโมเดลใหม่ มากกว่าจะเป็นแค่ดีไซน์สวยๆ เท่ๆ เท่านั้น และตอนนี้ Bad Winners สำนักแต่งแห่งนึงใน Paris จะได้ทำการสร้าง Disruptive XSR 700 คันนี้ให้มีชีวิตขึ้นมา โดยมีเส้นตายเป็นงาน Wheels and Waves 2020 ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ โดยเจ้า Disruptive คันจริงจะไปโผล่บนเวที YYB ร่วมกับอีก 7 คันที่เป็นผู้ชนะเลิศจากประเทศที่เหลือทั่วยุโรป ซึ่งมันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ ที่เราจะได้เห็นไอเดียการออกแบบของแต่ละคน แต่ละสำนัก ที่มีทั้งความแตกต่าง ความคล้ายคลึง และจะได้เห็นมันออกมาโลดแล่นจริงๆ อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rebel 1100

Rebel 1100 ที่ใช้เครื่องทวิน 1100 ซีซี ของ Honda อาจจะกำลังมาหลังจากมีเอกสารการจดสิทธิบัตรของโมเดลใหม่ที่มีการใช้เครื่องยนต์แบบสองสูบเรียงขนาด 1100 ซีซีหรือเครื่องยนต์ของ Honda Africa Twin 1100 Honda Africa Twin 1100 เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 โดยเป็นการอัพเกรดเครื่องยนต์เพิ่มเติมจากโมเดลเก่าที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 และเป็นโมเดลเดียวที่ใช้เครื่องยนต์สองสูบ 1000 ซีซี เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ได้มีข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการพัฒนา Rebel ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นก็มีข้อมูลมาจากคนของเว็บไซต์ YoungMachine คนเดียวกันกับที่รายงานข่าวการอัพไซส์ของ CRF1100L ในปี 2019 และหลังจากนั้น 6 เดือนต่อมาก็มีการเปิดตัว Africa Twin คันใหม่ ถึงแม้ว่า Rebel ขนาดใหญ่ตอนนี้จะยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงเพราะดูเหมือนว่าคนๆ นี้เขามีเส้นสายกับทาง Honda ตอนนี้มีสิทธิบัตรใหม่จากทาง Honda ที่อธิบายถึงโมเดลใหม่โมเดลนึงแบบไม่มีแฟริ่งที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีหน้าตาเหมือนเครื่องยนต์แบบที่ใช้ใน Africa Twin การออกแบบในเอกสารแสดงให้เห็นถึงเฟรมแบบดับเบิ้ลเครเดิลหรือเปลคู่พร้อมกับรูปทรงที่คล้ายกับ Rebel แต่ยังมีจุดที่แตกต่างใหญ่ๆ อยู่จำนวนไม่มากที่ทำให้กลิ่นอายว่าจะเป็นโร้ดสเตอร์ สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือดีไซน์ของซับเฟรมที่ต่างจาก Rebel โมเดลปัจจุบัน มันมีตำแหน่งที่สูงขึ้น และท้ายรถเองก็ชี้ขึ้นแทนที่จะเป็นลงต่ำแบบบ็อบเบอร์ อย่างที่เรารู้ สิทธิบัตรไม่ได้เป็นการยืนยันว่าโมเดลใหม่จะมา โดยเฉพาะถ้าเป็นสิทธิบัตรจากทาง Honda เพราะค่ายนี้เป็นมืออาชีพด้านการจดสิทธิบัตรดีไซน์ใหม่ อย่างไรก็ดีคุณต้องยอมรับว่าข่าวลือ Rebel 1100 นั้นออกมาไม่นานก็มีข่าวเรื่องจดสิทธิบัตรอีก ซึ่งบังเอิญมากๆ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น นอกจากนี้การพัฒนาเครื่องยนต์เครื่องนึงนั้นซับซ้อนและใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่เครื่องยนต์สองสูบ 1100 จะถูกนำไปใช้กับรถโมเดลอื่นๆ ด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BIKE OF THE YEAR 2020 ยามาฮ่าการันตีคุณภาพ คว้า 9 รางวัล

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย การันตีคุณภาพรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่ได้มาตรฐานสูงสุด ด้วยการคว้ารางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 มาครองได้มากถึง 9 รางวัล ได้แก่ * รางวัล BEST CRUISER HEAVY WEIGHT จาก YAMAHA SCR950 * รางวัล BEST NAKED HEAVY WEIGHT จาก YAMAHA MT-09 * รางวัล BEST SPORT MIDDLE WEIGHT จาก YAMAHA YZF-R6 * รางวัล BEST SCOOTER MIDDLE WEIGHT จาก YAMAHA TMAX TECH MAX * รางวัล BEST SPORT OVER 300 CC. จาก YAMAHA YZF-R3 * รางวัล BEST FAMILY SPORT จาก YAMAHA EXCITER 150 * รางวัล BEST AUTOMATIC SPORT จาก YAMAHA AEROX 155 * รางวัล BEST AUTOMATIC FASHION ,จาก YAMAHA GRAND FILANO HYBRID * รางวัล THE INNOVATOR OF FASHION AUTOMATIC โดยรถจักรยานยนต์ YAMAHA โดยมี นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล (คนที่ 4 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโสฝ่ายการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล นายธนะชัย เลขวณิชกุล (คนซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจรถบิ๊กไบค์ และนายสุรชัย เพ็ชร์พงษ์ (คนที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรการทั่วไป บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขึ้นรับมอบรางวัลในพิธีมอบรางวัล THAILAND BIKE OF THE YEAR 2020 จากนายจุลพงษ์ ทวีศรี (คนที่ 3 จากซ้าย) รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธี มอบรางวัลไบค์ ออฟเดอะ เยียร์ 2020 ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา (คนที่ 4 จากขวา) นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ (คนที่ 3 จากขวา) นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา (คนที่ 2 จากซ้าย) คณะผู้จัดงาน ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ตามแนวคิดที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้มีการเติบโตสู่ระดับสากล อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bullit Bluroc 250

Bullit Bluroc 250 คือรถวีทวินคันแรกของค่าย Bullit Bluroc 250 ได้กลายเป็นโมเดลที่มีความจุมากที่สุดของค่ายรถสัญชาติเบลเยี่ยมค่ายนี้ เมื่อเทียบกับโมเดลขนาด 125 ซีซีที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งโมเดลใหม่นี้เป็นโมเดลสไตล์เรโทรที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซีแบบวีทวิน 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศ โดยให้ท็อปสปีดอยู่ที่ประมาณ 125 กม./ชม. โดยตัวเครื่องยนต์นั้นผลิตโดยค่ายรถจีนอย่าง Lifan และโชคไม่ค่อยจะดีนักที่แรงม้าที่ได้ออกมานั้นทำได้แค่เพียง 16.7 แรงม้าเท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้รถคันนี้อยู่ในเกณฑ์ใบขับขี่แบบ A2 ในยุโรปแบบน้อยไปเยอะ (เกณฑ์อยู่ที่ไม่เกิน 47 แรงม้า) ซึ่งน่าผิดหวังไปหน่อย ก โช้คหลังเดี่ยว และระบบเกียร์ 5 สปีด แต่รถคันนี้เบาเพียง 151 กก. ซึ่งน่าสนใจในจุดนี้ โดยรถจะวางจำหน่ายใน 2 ชุดสีคือสีเขียวและสีเทาด้าน ในสนนราคาประมาณ 128,000 บาท “ปีนี้จะเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา หลังจากที่เราเปิดตัว Hero 50 ไปเมื่อไม่นานมานี้ และตอนนี้เรายังได้เปิดตัวโมเดลใหม่อีก 2 เวอร์ชั่นได้แก่ Bluroc 125 และ 250” Henry Maplethorpe แบรนด์เมเนเจอร์ Bullit UK “รถคันนี้เองก็เป็นอีกคันที่อยู่ในกระแสความนิยมของรถสไตล์เรโทร แต่สามารถเข้าถึงนักบิดได้มากกว่า โดยโมเดลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนี้ทำให้เราตอบโจทย์นักบิดได้มากยิ่งขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งในส่วนของทางเลือกให้แก่ท้องตลาดได้มากขึ้น” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Indian Scout Bobber Sixty

Indian Scout Bobber Sixty โมเดลใหม่ที่ให้คุณเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดูเหมือนหลายๆ อย่างจะไปได้สวยสำหรับค่าย Indian ค่ายรถอเมริกันค่ายนี้ปิดท้ายปี 2019 ด้วยตัวเลขในเชิงบวก อีกทั้งทางค่ายยังสามารถประสบความสำเร็จได้ในขณะที่ Harley-Davidson ต้องดิ้นรบแทบแย่ นั่นก็คือการทำให้วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่นั้นสนใจ งานนี้ต้องขอบคุณเจ้า FTR 1200 ที่เปิดตัวในปี 2019 จริงๆ และการรักษาแนวทาง “เข้าถึงได้มากขึ้น” ของทางค่ายนั้น ทำให้ Indian เปิดตัวโมเดลใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ Bobber รุ่นยอดนิยมของทางค่ายในชื่อใหม่ว่า 2020 Scout Bobber Sixty ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้ยินอะไรทำนองนี้จากทางค่าย ในช่วงต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา มีเอกสารตัวนึงที่บอกใบ้เราให้เห็นถึงการมาของโมเดลใหม่ เพราะมีการระบุชื่อไว้ด้านในเอกสารดังกล่าว ถ้าหากว่า Scout Sixty โมเดลก่อนหน้านี้ยังโอลด์สคูลไม่มากพอที่ทำจะทำให้คุณกระหายถึงกลิ่นอายเก่าๆ ครั้งนี้ Scout Bobber Sixty นี้น่าจะเพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณได้ “การเปิดตัวบ็อบเบอร์สไตล์โอลด์สคูลที่สนนราคา 8,999 บาทหรือประมาณ 290,000 บาท เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ เราภูมิใจที่ได้ตระเตรียมตัวเลือกที่ดีในราคาที่จะทำให้รถมอเตอร์ไซค์ของ Indian นั้นเป็นเจ้าเข้าเจ้าของได้ง่ายและยังเปิดโอกาสให้มีกลุ่มนักบิดที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย” Reid Wilson รองประธานของ Indian Motorcycle กล่าว Bobber Sixty เกือบจะเหมือนกับพี่ใหญ่ของมัน ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งเดี่ยวต่ำ บังโคลนตัด แฮนด์บาร์แบบกว้าง อย่างไรก็ตาม เจ้าซิกตี้คันนี้ก็มีสไตล์ในส่วนที่เป็นของตัวเอง เช่น เครื่องยนต์ทำสีดำล้วน ไฟหน้าเปลือยๆ กระจกมองข้างแบบยึดแฮนด์บาร์และล้อแบบ 5 ก้าน นอกจากนี้เจ้าซิกตี้คันนี้ยังเบากว่าบ็อบเบอร์คันพี่อยู่ที่เกือบๆ 11 กก. โดยเครื่องยนต์จะใช้เครื่องขนาด 61 คิวบิกนิ้วหรือ 999 ซีซีแบบวีทวินที่ให้แรงม้าที่ 78 แรงม้า แน่นอนว่าราคาของเจ้า Sixty นั้นถูกกว่ามาก โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 290,000 บาท และมี 2 ชุดสีให้เลือกได้แก่ สีดำเงา และสีดำด้าน โดยจะมีจำหน่ายทั้งในรุ่น ABS และไม่มี ABS ซึ่งทางค่ายยืนยันว่าจะมีของแต่งให้เจ้านี่กว่า 140 ชิ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

หลุดครูเซอร์ไบค์

หลุดครูเซอร์ไบค์ เครื่อง R18 ที่ BMW กำลังซุ่มทำ BMW กำลังซุ่มพัฒนาโมเดลใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์ R18 ซึ่งจะมาเป็นครูเซอร์ไบค์ขนาดใหญ่นอกเหนือไปจากเน็กเก็ตบ็อบเบอร์ที่พวกเขาสร้างออกมายั่วเรามาพักนึงแล้ว และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการทดสอบแบ็กเกอร์ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่พร้อมจะผลิตจริงแล้ว ภาพสปายช็อต หลุดครูเซอร์ไบค์ ที่ถ่ายได้เผยให้เห็นว่าสไตล์ของรถมันคือแบ็กเกอร์แบบอเมริกันแท้ๆ เลยก็ว่าได้ แต่มันน่าจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน ขุมพลังหลักก็คือเครื่องบ็อกเซอร์ขนาด 1802 ซีซี ที่ทาง BMW เคยเปิดตัวให้เรารับรู้มาก่อนหน้านี้ ซึ่งเรารู้ตัวเลขต่างๆ ของมันดี เช่น แรงม้าสูงสุดที่ 89.8 แรงม้าที่ 4750 รอบและแรงบิดที่ 116.5 ฟุตปอนด์ จับคู่กับระบบเกียร์ 6 สปีดสำหรับการขี่ชิลล์ๆ ไกลๆ แบบสบายๆ และน่าจะมีเกียร์ถอยหลังเป็นอ็อปชั่นเสริม โดยอาศัยมอเตอร์สตาร์ทเตอร์เพื่อช่วยให้เจ้าของสามารถถอยรถไปเพื่ออกจากที่จอดได้ง่ายขึ้น ท่อไอเสียสีโครเมียมคู่ลากยาวจากคอท่อมาจนถึงท้ายรถแบบตรงๆ ยาวๆ เรียบๆ ซึ่งพรางตาตัวคอลเล็กเตอร์ที่อยู่ด้านใต้ของเครื่องยนต์โดยอาศัยตัวชิลด์กันความร้อนท่อบังไม่ให้เห็นส่วนของท่อที่วกเข้าไปด้านในและวกกลับมาด้านนอกเหมือนกับท่อของ Triumph T120 มันจะคล้ายๆ กับรถในตระกูลเฮริเทจของ BMW ที่อยู่ในตระกูล R โดยเครื่องยนต์ R18 นี้จะใช้ระบบขับเพลา แม้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะเผยให้เห็นชัดเจนว่าเป็นขับเพลา แต่โมเดลนี้กลับถูกซ่อนเอาไว้ แชสซีของเวอร์ชั่นแบ็กเกอร์คันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเแบบเดียวกันกับ R18 บ็อบเบอร์คอนเซ็ปต์ไบค์คันก่อนหน้านี้ โดยใช้เฟรมแบบสตีลเครเดิลเป็นเฟรมหลักแล้ววางเครื่องไว้ตรงกลาง ด้านท้ายใช้การจัดวางแบบซอฟต์เทลเพื่อรักษาอารมณ์ความคลาสสิคเอาไว้ พร้อมกับวางระบบขับเคลื่อนแบบเพลาเอาไว้ เหมือนอย่างโมเดลในช่วงบุกเบิกของช่วงปี 1930 บังโคลนท้ายขนาดใหญ่เองก็ช่วยฟอร์มตัวเป็นเสมือนกับซับเฟรมท้ายด้วย แน่นอนว่าเจ้าแบ็กเกอร์คันนี้แตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้อย่างชัดเจนด้วยการมาพร้อมกับชิ้นส่วนในสไตล์ของแบ็กเกอร์แบบจัดเต็ม ด้านหน้ามีแฟริ่งสไตล์แบทวิงที่เต็มไปด้วยลูกเล่นล้ำสมัย เรือนไมล์ทรงกลามขนาดใหญ่ที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงความเร็ว ความเร็วรอบ อุณหภูมิ และปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง และน่าจะมีหน้าจอสี TFT ขนาดใหญ่ โดยจอส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นระบบอินโฟเทนเมนต์ ทั้งควบคุมและแสดงผลไปพร้อมๆ กัน โดยใช้ได้ทั้งฟังเพลง หรือว่าเป็นหน้าจอของระบบนำทาง เป็นต้น เราอาจจะได้เห็น BMW เปิดตัวระบบ CarPlay ในมอเตอร์ไซค์ แบบที่ Honda ทำกับ Gold Wing และ Africa Twin ก็เป็นได้ ด้านข้างจอขนาดใหญ่ก็น่าจะเป็นลำโพงขนาดใหญ่ 1 คู่ ในส่วนของสวิตช์ต่างๆ ก็น่าจะใช้แบบเดียวกับที่เราเห็นในรถขนาดใหญ่ของทางค่าย และเมื่อเรามองดูใกล้ๆ ที่แฟริ่งด้านหน้าเหนือไฟหน้าจะมีกล่องเล็กๆ โดยส่วนนั้นน่าจะเป็นเรดาห์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ระบบอะแดปทีฟครูซคอนโทรล (ชะลดความเร็วรถขณะท่การจราจรหนาแน่น จากนั้นจะค่อยๆ คืนค่าความเร็วเดินทางให้เมื่อถนนข้างหน้าโล่ง)  เป็นต้น พูดถึงไฟหน้าเป็น LED เดี่ยวขนาดใหญ่และมีไฟเดย์ไลท์เป็นวงแหวน และเสริมด้วยสปอตไลท์ 2 ดวงที่ด้านข้าง ส่วนของไฟท้ายนั้นติดอยู่ที่กระเป๋าข้างทั้งสองใบ ซึ่งรวมไว้ทั้งไฟเบรกและไฟเลี้ยว โดยที่ไม่มีไฟเบรกตรงกลางแต่อย่างใด และเพื่อความสบายในขณะเดินทางไกล ตัวรถก็จะมีแฟริ่งด้านล่างส่วนขา มีเบาะนั่งขนาดใหญ่สำหรับคนขับและคนซ้อน กล่องท้ายแบบแข็งขนาดใหญ่จะติดรถเป็นของมตรฐารมาเลย แน่นอนว่ากล่องท้ายก็น่าจะมีขายเป็นของแต่งเพิ่มเติม โดยกระเป๋าข้างนั้นจะต้องเป็นของที่ยึดอย่างแน่นอหนา เพราะว่าถ้าถอดออกก็จะไม่มีไฟท้ายไปด้วย อย่างไรก็ดี ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ เพราะงั้นเราคงต้องรายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นสเป็ก วันวางจำหน่าย หรือราคา งานนี้สาวก Harley-Davidson จะคิดยังไงกันบ้างนะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

300SR

300SR สปอร์ตไบค์คันแรกจาก CFMOTO ทุกวันนี้เวลาเราซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เรายังต้องคิดเรื่องต้นกำเนิดหรือโรงงานผลิตว่าอยู่ที่ประเทศไหนอีกหรือไม่? คำถามนี้น่าจะโดนใจใครหลายคน เราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เฟื่องฟูอย่างเต็มที่ หลายๆ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ต่างก็มีโรงงานนอกประเทศต้นกำเนิดแบรนด์ผลิตรถให้ อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย หรือแม้แต่จีน แต่ตอนนี้เราเชื่อได้หรือยังว่ามาตรฐานและคุณภาพของการผลิตรถจากประเทศต่างๆ เหล่านี้น่าพึงพอใจหรือไว้ใจได้แล้วหรือยัง? ซื้อรถแบบไม่ต้องคิดว่าจะประกอบหรือผลิตที่ไหนได้หรือยัง?   ปัญหานี้อาจจะยังไม่มีค่ายไหนตอบได้อย่างชัดเจนเต็มปากมากนัก แต่วันนี้ค่ายนึงก็พยายามจะพิสูจน์ พยายามจะตอบคำถามจุดนี้ โดยส่งโมเดลใหม่ออกมาที่กล้าคุยในเรื่องของคุณภาพ เรื่องของสมรรถนะ ซึ่งเทียบเคียงกับคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ ได้ แถมยังมีข้อดีที่เด่นมากๆ อย่างเรื่องของราคาที่ถูกกว่าเห็นๆ ค่ายที่เราพูดถึงอยู่ก็คือ CFMoto นั่นเอง   CFMoto นั้นมีฐานที่ตั้งหลักอยู่ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งก็ก่อตั้งแบรนด์มาได้ระยะนึงแล้ว โดยอาศัยประสบการณ์ในการผลิตรถ ATV และ UTV มาเป็นตัวช่วยในการผลิตมอเตอร์ไซค์ โดยเริ่มแรก CFMoto ก็ได้เปิดตัวรถประเภทสตรีทมอเตอร์ไซค์ในตระกูล NK ในปี 2013 และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีการอัพเดทโมเดลเหล่านี้มาตลอด รวมถึงเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถในตระกูล NK ค่ายมอเตอร์ไซค์จากจีนเจ้านี้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งด้วยการมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายกระจายไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย บางส่วนในยุโรป และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม CFMoto ยังไม่ได้เริ่มผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปยังอเมริกา โดยยังจำกัดอยู่แค่รถ ATV และ UTV และเจ้า300SR คือส่วนนึงของความพยายามของ CFMoto ในการขยายทางเลือกให้แก่นักบิด เป็นโมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว โดยรถคันนี้จะอยู่ในกลุ่มของสปอร์ตไบค์ระดับเริ่มต้นซึ่งเดิมทีก็มีเจ้าตลาดหลักๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Yamaha YZF-R3, Honda CBR300R, Kawasaki Ninja 400 และ KTM RC390 เรียกได้ว่าเปิดมานี่ถ้าไม่เจ๋งจริงก็ไปเงียบๆ เลยทีเดียว โดยเจ้าน้องเล็กคันใหม่นี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 292.4 ซีซี 4 จังหวะ 29 แรงม้า แรงบิด 23.5 นิวตันเมตร ตัวเลขนี้พอจะสูสีกับคู่แข่งมั้ย หลายๆ คนน่าจะพอรู้กันดี ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับมาด้วยเลย แน่นอนว่าจะให้การตอบสนองและความเสถียรขณะเข้าโค้งได้ดีกว่าโช้คแบบเทเลสโคปิกทั่วไป อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่า 300SR จะใช้ชิ้นส่วนช่วงล่างของ KYB แบบเดียวกันกับ NK400 หรือ NK650 หรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ส่วนในเรื่องของสไตล์ที่อาจจะกังวลกัน คงไม่ต้องห่วงเท่าไหร่นัก เพราะโมเดลใหม่นี้นั้นสะดุดตาใช้ได้  เพราะมี Kiska Design ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ชุดเดียวกันกับที่ออกแบบ KTM เจ้า 300SR เด่นในตัวของมันเองด้วยดีไซน์ที่ดูปราดเปรียวยิ่งวก่าและมีสเน่ห์ชวนให้ต้องเหลียวหลังมองอีกครั้งอย่างแน่นอน โดยโมเดลที่เพิ่งเปิดตัวนี้ยังใช้เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานแค่เพียง Euro4 นั่นหมายความว่ารถชุดแรกนี้อาจจะยังไม่ได้ขายในยุโรป แต่จะขายในตลาดเอเชียก่อน เนื่องจากว่าความต้องการมอเตอร์ไซค์ในตลาดเอเชียนั้นสูงกว่ามาก อย่างไรก็ตามด้วยความใกล้ชิดกับ KTM ทำให้เราคาดว่าโมเดลใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 ก็น่าจะอีกไม่นานแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GSX-R1000 2021 จะอัพเดทระบบวาล์วแปรผันให้ดียิ่งขึ้นอีก

GSX-R1000 2021 จะอัพเดทระบบวาล์วแปรผันให้ดียิ่งขึ้นอีก ตอนนี้ Suzuki กำลังพัฒนาและปรับปรุงระบบวาล์วแปรผัน (VVT) ใน GSX-R1000 ให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ซึ่งอัพเดทใหม่นี้จะช่วยให้ Suzuki สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ และยังลดจำนวนชิ้นส่วนที่จะต้องใช้ผลิตซูเปอร์ไบค์ของทางค่ายได้ Suzuki ได้พยายามพัฒนา GSX-R1000 มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว มีเอกสารการจดสิทธิบัตรบางชุดถูกเผยออกมาว่ามีรถซูเปอร์ไบค์จากเมือง Hamamatsu จะได้รับการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันแบบไฮดรอลิกที่ปรับปรุงใหม่ นอกจากนี้แล้วสิทธิบัตรยังได้เผยอีกว่าระบบนี้ใกล้จะใช้ในการผลิตจริงแล้ว ดีไซน์ของกลไกการทำงานของระบบวาล์วแปรผันในโมเดลปัจจุบันนั้นพัฒนาต่อยอดมาจาก GSX-RR ที่เป็นรถแข่ง MotoGP เพราะว่ากติกาของการแข่งขันนั้นแบนระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าระบบวาล์วแปรผันแบบไฮดรอลิก ระบบวาล์วแปรผันที่อัพเดทใหม่ ระบบวาล์วแปรผันใหม่จะใช้แรงหนีศูนย์กลางขับเคลื่อนกลไกลให้เฟืองแคมชาฟต์ฝั่งไอดีทำงานเพื่อให้ได้กำลังเครื่องยนต์ในรอบสูงๆ โดยไม่ศูนย์เสียกำลังเครื่องในช่วงรอบต่ำถึงกลาง ระบบวาล์วแปรผันใหม่นั้นถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และเลือกใช้โซลินอยด์วาล์วขนาดเล็กด้านข้างฝาสูบและไม่ใช้ท่อน้ำมันภายนอกเหมือนอย่างที่ใช้ในโมเดลปัจจุบัน อีกทั้งยังมีฝาสูบดีไซน์ขึ้นมาใหม่ช่วยให้ได้ทางเดินน้ำมันมากขึ้นและอัตราการไหลของน้ำมันที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ง่ายต่อการผลิตระบบวาล์วแปรผันเนื่องมาจากมันลดการใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้ นอกจากนี้การปรับปรุงระบบใหม่นี้ยังมีประโยชน์อื่นอีกคือช่วยลดมลภาวะที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องยนต์ของ Suzuki ผ่านมาตรฐาน Euro5 และช่วยให้ขายรถ GSX-R1000 หลังวันที่ 1 มกราคม 2021 ต่อไปได้ เพราะปี 2021 คือปีที่มาตรฐาน Euro5 บังคับใช้กับมอเตอร์ไซค์ทุกคัน วาล์วโซลินอยด์ที่ติดตั้งไว้ด้านข้างและท่อน้ำมันภายในติดตั้งเข้าไปในเฟรมเดิมจากด้านล่าง ทำให้ Suzuki ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมในขั้นตอนการผลิต ดังนั้นจึงช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต GSX-R1000 ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F 750 GS เฟี้ยวจัดเมื่ออยู่ในคราบรถตำรวจลอนดอน

F 750 GS เฟี้ยวจัดเมื่ออยู่ในคราบรถตำรวจลอนดอน ล่าสุดตำรวจกรุงลอนดอนได้รับรถตำรวจชุดใหม่ ซึ่งเป็นรถ BMW F 750 GS-P ซึ่งจะมาช่วยต่อกรกับผู้ร้ายที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ในกรุงลอนดอน เพื่อให้แน่ใจรถ F 750 GS นั้นเหมาะกับการใช้งานเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ BMW ได้ปรึกษากับ Clem Jones เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วย Operation Venice และเขาคนนี้เองที่บอกว่ารถคันนี้ถูกดัดแปลงอย่างไรบ้าง “BMW ไม่ใช่รถตำรวจทั่วๆ โดยเฉพาะในเรื่องหน้าตาของมัน” เขาบอก “มันมีความลื่นไหลและในส่วนท้ายเองก็ถูกทำให้เพรียวบางเพื่อให้เราสามารถไปในที่ๆ มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กไปได้ นั่นล่ะคือลักษณะสำคัญของรถตำรวจคันใหม่นี้เลย” เพื่อให้ได้รถอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ กล่องข้างและไฟสีน้ำเงินของตำรวจอย่างที่เรามักจะเคยเห็นกันนั้นจะถูกตัดออกเพื่อให้ได้ท้ายรถที่คลีนแบบนี้และจะมีไฟ LED ติดตั้งอยู่ที่กลางตัวรถแทน Jones ย้ำอีกว่าการสร้างรถตำรวจขึ้นมาใหม่สักคันนึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างการซื้อรถคันใหม่มาแล้วมาติดสติ๊กเกอร์และไฟลงไป เขาบอกว่า “สำหรับเจ้าหน้าที่ทั่วไปอาจจะคิดแบบนั้น แต่ในขั้นตอนของการทดสอบและการพัฒนารถพวกนี้นั้นน่าทึ่งมากๆ เลย” “ทุกชิ้นส่วนที่เป็นสเป็กตำรวจที่เพิ่มเข้ามาจะต้องถูกทดสอบ เพื่อที่มันจะได้ไม่ขัดกับส่วนอื่นๆ รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์และ ECU เพราะเวลาขี่ออกไปปฏิบัติงานแล้วล่ะก็ พวกมันจะต้องทนทาน ใช้งานได้จริงและไว้ใจได้” เขายังบอกอีกว่าในตอนแรกระบบไฟ LED ใหม่นั้นกวนกับการสื่อสารของรถ ดังนั้นก็เลยต้องออกแบบใหม่ นอกจากในส่วนท้ายรถแล้ว ตัวรถเองก็มีไฟและไซเรนที่ด้านหน้า ระบบสื่อสาร ระบบนำทางผ่านดาวเทียมจากทางโรงงาน BMW และแครชบาร์เพิ่มเข้ามา F 750 GS-P คือผลงานของการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจและ BMW และรถที่ได้ออกมาก็เป็นที่สนใจจากหน่วยอื่นๆ ในอังกฤษที่พยายามจะต่อสู้กับอาชญากรที่ใช่มอเตอร์ไซค์หรือสกู๊ตเตอร์ในการหลบหนีหรือก่อคดี Scott Grimsdall คนของ BMW UK กล่าวว่ามีเพียงแบรนด์เดียวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านนี้ที่จะสามารถทำแบบนี้ได้ “เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสู้กับอาชญากรที่ใช้มอเตอร์ไซค์ F 750 GS นี้มีความคล่องตัวและใช้งานได้หลากหลายเหมาะกับทุกสภาพเส้นทาง โดยเฉพาะกับการลาดตระเวนในกรุงลอนดอนที่มีการจราจรหนาแน่น ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Rocket 3 R

Rocket 3 R ครูเซอร์ไบค์จาก Triumph แรงจัดพร้อมงัดซูเปอร์คาร์ด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบขนาดใหญ่เบิ้ม ระยะหลังๆ มานี้จะเห็นได้ว่ากระแสของรถมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ความจุสูงหรือมีขนาดใหญ่นั้นลดน้อยลงจนเห็นได้ชัดเจน หลายๆ ค่ายรถก็ย้ายไปผลิตรถที่มีขนาดเล็กลง ความจุเครื่องยนต์น้อยๆ หรือไม่ก็รถไฟฟ้ามากขึ้น การผลิตในแนวทางนี้เองก็มีข้อดี ไม่เพียงแค่ทำให้มันเป็นมิตรกับเจ้าของรถมากขึ้นหรือดีกับมือใหม่ แต่มันยังทำให้รถนั้นเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม Triumph ก็ยังคงเดินหน้าต่อไม่สนใจเรื่องที่กล่าวไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว ด้วยการไปปรับปรุงมอเตอร์ไซค์ที่บางคนอาจจะคิดว่ามันเก่าจนเป็นคุณปู่โดโนสาร์ไปแล้ว แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ที่มีความจุมากที่สุดในโลกอยู่ นั่นก็คือ Triumph Rocket 3 ที่มีเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 2,294 ซีซี ซึ่งเจ้ารถคันนี้ไม่เบาแน่นอน เพราะน้ำหนักของรถนั้นเกือบๆ 291 กก. (เกือบๆ 2 เท่าของรถเน็กเก็ตสมัยใหม่) ทำไมไทรอัมพ์ถึงได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มความจุให้กับเจ้า Rocket ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มโหฬารอยู่แล้วให้กลายเป็น 2,500 ซีซี ในโมเดล 2020 นี้ บางทีอาจจะเป็นเหตุผลง่ายๆ แค่เพียงว่า “ก็ผมทำได้อ่ะ” และการเพิ่มความจุนี้เองทำให้แรงม้าและแรงบิดสูงขึ้น ซึ่งลำพังโมเดลเก่าเองก็มีอัตราเร่งมากมายจากแรงบิดที่มหาศาลอยู่แล้ว โดยเคลมมาว่าสามารถทำสถิติความเร็วในช่วง 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที ทว่านั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเจนกระมัง เทสต์ไรเดอร์ไทรอัมพ์กลับทำลายสถิติของตัวเองด้วยการลองหวดในสนามที่สเปนในช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยนักบิดไม่เปิดเผยชื่อสามารถที่จะควบเจ้าจรวดสองล้อคันเบิ้มทำสถิติความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ได้ภายในเวลาเพียง 2.73 วินาทีกับรถที่มีน้ำหนักมากถึง 291 กว่ากิโลกรัม นับว่าเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ อย่างไรก็ตาม เจ้า Rocket 3 R ไม่ได้เจ๋งหรือน่าประทับใจแค่เพียงสถิติในส่วนนี้เท่านั้น เทสต์ไรเดอร์คนเดียวกันนี้ยังแสดงให้เราเห็นว่าเจ้าจรวดคันนี้เข้าโค้งได้ดีแค่ไหน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สปอร์ตไบค์ และมันก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้หวดในสนามแข่งซะด้วย แต่มันกลับขี่ได้ดีอย่างกับขี่เจ้า Speed Triple ยังไงยังงั้นเลย ไม่คิดเลยว่านี่คือครูเซอร์ไบค์ เรียกได้ว่าเจ้าจรวดสามสูบคันใหม่นี้ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในแง่ของสมรรถนะในคลาสของมันให้สูงขึ้นไปอีกมากมาย แต่เอ๊ะ เดียวก่อนนะ มันมีคันอื่นในคลาสใกล้เคียงกันด้วยเหรอ? งานนี้เรามีคลิปมาให้ชมกันด้วย ไปชมคลิปด้านล่างนี้กันได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Bike of the Year 2020 ประกาศศักดาคว้าเรียบ 13 รางวัล

รถจักรยานยนต์ Honda คว้ารางวัล BIKE OF THE YEAR ประจำปี 2020 มากที่สุดในวงการ ฯ ถึง 13 รางวัล ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดย ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร รับมอบรางวัล BIKE OF THE YEAR ประจำปี 2020 จาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน CAR & BIKE OF THE YEAR 2020 โดยมี นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี จัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับรายชื่อรางวัล Honda Bike of the Year 2020 ทั้ง 13 รางวัลที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้รับในปีนี้ประกอบด้วย 1. รางวัล Best Dual Purpose – Honda CRF250 RALLY 2. รางวัล Best Family Fashion – Honda Super Cub 3. รางวัล Mini Bike Best Design – Honda Monkey 4. รางวัล Mini Bike Best Performance – Honda MSX125SF 5. รางวัล Best Naked Light Weight – Honda CB500F 6. รางวัล Best Sport Light Weight – Honda CBR500R 7. รางวัล Best Adventure Light Weight – Honda CB500X 8. รางวัล Best Adventure Middle Weight – Honda X-ADV 9. รางวัล Best Cruiser Light Weight – Honda REBEL 500 10. รางวัล Best Naked Under 300 cc. – Honda CB150R Exmotion 11. รางวัล Best Naked Over 300 cc. – Honda CB300R 12. รางวัล Best Sport Under 300 cc. – Honda CBR250RR 13. รางวัล YEARS CONTINUOUSLY MOTORCYCLE BEST SELLER (รถจักรยานยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Ruby Helmet Thailand เปิดตัวอย่างเป็นทางการสุดยอดหมวกคลาสสิก

Ruby Helmet หรือชื่อเต็ม Les Ateliers Ruby มีผู้จำหน่ายอิสระได้นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คุณเชน ศรีกรุงไกร และคุณพีรญา เชี่ยวสกุล ได้พบกับผู้บริหารของ Les Ateliers Ruby คนปัจจุบันที่งาน Eigma Motorcycle show จึงได้เจรจาธุรกิจดำเนินการนำเข้าหมวกกันน็อค Ruby และผ่านการทดสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม และได้จัดตั้งบริษัท บิลเลี่ยนบี จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายหมวกกันน็อค Ruby ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวอย่างเป็นทางการในปี 2020 Les Ateliers Ruby ก่อตั้งขึ้นโดยดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ภายใต้แบรนด์ Les Ateliers Ruby (เล ซาเตอลิเออ รูบี้) ที่รักในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ประกอบกับชื่นชอบในการสรรค์สร้างงานดีไซน์ ซึ่งผสมผสานการออกแบบ ผสมผสานแฟชั่นที่สามารถการันตีได้ทั้งคุณภาพ, ภาพลักษณ์และความปลอดภัยในทุกๆ วันของการขับขี่ตัวหมวกดีไซน์ย้อนยุค ที่ถูกออกแบบให้ร่วมสมัย ซึ่งนอกจากความหรูหรามีสไตล์แล้ว “Ruby” ยังคำนึงถึงการผลิตหมวกกันน็อคที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความปลอดภัย เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณถือครอง” หมวกกันน็อคภายใต้ชื่อ Les Ateliers Ruby ทุกใบ ถูกผลิตขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุที่มีความแข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้จากอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน การันตีได้ถึงความทนสูงสุดและน้ำหนักที่เบากว่าเดิม ตกแต่งตามขอบด้วย Chrome/ Gold-plated, ยาง หรือหนัง (ขึ้นอยู่กับแต่ละแบบ) พร้อมประดับเครื่องหมาย “Ruby” ที่ทำจากแผ่นโลหะไว้ด้านบนของตัวหมวก และ Backbone หรือสันนูนคล้ายกระดูกสันหลัง ลากยาวตั้งแต่กลางศีรษะจนถึงท้ายทอย เอกลักษณ์เฉพาะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกของอัศวินในยุคโบราณ ภายในบุด้วยหนังนุ่มของหนังแกะและหนังกลับกำมะหยี่สี Claret หมวกกันน็อก Les Ateliers Ruby บรรจุมาในกล่องกันกระแทกสีแดงอย่างดี เน้นความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด โดย Ruby Helmet นั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามการใช้งาน  ชื่อรุ่น  ราคา Full Face 48,000 – 95,000 บาท Jet 39,000 – 72,000 บาท Open Face 32,000 – 52,000 บาท   ถ้าใครสนใจหมวกกันน๊อค Ruby ติดต่อสอบถามไปที่เพจ คลิกที่นี้ หรือถ้าใครสนใจอยากจะไปชมตัวจริงสามารถเดินทางเข้าไปที่โชว์รูม Ruby Thailand สำนักงานใหญ่   : เลขที่ 271 ซอยรามคำแหง 21 (นวศรี) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ZXR250R

ZXR250R 1989 Kawasaki ตัวซิ่งในตำนาน [ตัวจี๊ดในวันวาน] ZXR250 คือโมเดลแรกๆ ของ Kawasaki ที่ลงมาสู้ศึกในตลาดรถ 4 สูบขนาด 250 ซีซี และต่อมาก็ได้กลายเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นๆ ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตัวรถนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดชั้นสูงต่างๆ มากมาย ในทางตรงกันข้าม เมื่อเทียบกับ ZXR750 และ ZXR400 ในยุคนั้น ซึ่งเครื่องยนต์ของทั้ง 2 โมเดลนี้จะเป็นการปรับปรุงและพัฒนาของโมเดลก่อนหน้าให้ดียิ่งขึ้น แต่ทว่าเครื่องยนต์ของ ZXR250R ที่เป็นเครื่องยนต์สี่สูบเรียงขนาดเล็กที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและมีจำกัดแรงม้าในตัวเครื่องยนต์ไว้ที่ 45 แรงม้าเท่านั้น   นอกจากนี้ ZXR250R ยังเป็นโมเดลขนาด 250 ซีซีโมเดลแรกของ Kawasaki ที่มาพร้อมกับโช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์ และอีกจุดนึงที่เรียกได้ว่าเอาไว้คุยโวโอ้อวดได้เนี่ยก็คือระบบแรมแอร์  “K-RAS” (Kawasaki Ram Air System) บังเอิญมาก่อนกาล เป็นเวลา 1 ปีก่อนที่ ZZ-R1100 ปี 1990 จะเข้าสู่ท้องตลาด ระบบแรมแอร์อินเทคนั้นตั้งอยู่ที่ด้านซ้ายของแฟริ่ง ระบบนี้จะป้อนอากาศผ่านกล่องกรองอากาศผ่านท่อ ZXR250R ยังมีระบบคูลแอร์มาช่วยระบายความร้อนเครื่องยนต์ชื่อว่า“K-CAS” (Kawasaki Cool Air System) ซึ่งระบบนี้จะมีท่ออลูมิเนียมที่ดึงเอาอากาศเย็นจากแฟริ่งหน้าด้านบนมาระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งตรงส่วนนี้ถูกล้อมไปด้วยเฟรมอลูมิเนียมหนาๆ โดยเจ้าโมเดลรหัส R ที่คุณเห็นอยู่นี้ เป็นตัวแข่งนั่นเอง ซึ่งจะเพิ่มจุดเด่นต่างๆ เหมาะกับการแข่งขันในสนาม ไม่ว่าจะเป็นอัตราทดเกียร์ที่ชิดขึ้น คาบูเรเตอร์ขนาด 32 มม. ยางเรเดียล และโช้คหลังที่สามารถปรับแดมปิ้งได้ โดยสามารถแยกแยะความต่างจากโมเดลมาตรฐานได้จากสติ๊กเกอร์คำว่า “SPORTS PRODUCTION” ที่แฟริ่งท้าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally กำลังจะมาจริงดิ?

Tenere 700 Rally กำลังจะมา? ดูเหมือนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Yamaha กำลังจะเพิ่มโมเดลแรลลี่ให้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้กับเจ้า Tenere 700 ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรป ตอนนี้ Yamaha ยังมีเจ้า T7 เพียงแค่เวอร์ชั่นเดียวก็จริง แต่ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถของเขาเองให้ถูกรสนิยมของพวกเขาด้วยของแต่งที่ทางค่ายได้จัดเตรียมไว้ให้ประมาณนึง นอกจากนี้ยังมีชุดแพ็คของแต่งที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์สไตล์ที่แตกต่างกันเช่น ‘Explorer Pack’ สำหรับสายทัวริ่งเดินทางไกลและ ‘Rally Pack’ สำหรับสายลุย อย่างไรก็ตามมีเอกสารใหม่ระบุว่าทางค่ายจะเพิ่มโมเดลใหม่ที่โดดเด่นกว่าเพิ่มเติมเข้าไปในรูปแบบของ Ténéré 700 Rally แน่นอนว่ามันจะไม่เหมือนกับชุดของแต่งแรลลี่แพ็กที่มีอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเป็นการติดตั้งของแต่งต่างๆ เพิ่มเติมเข้าไป เพราะเจ้า Tenere 700 Rally จะมีการออกแบบโมเดลที่แตกต่างออกไปเลย ในขณะที่ T7 ซึ่งรู้กันภายในด้วยโค้ดเนมว่า XTZ690 แต่เจ้า Rally คันใหม่จะใช้โค้ดเนมต่างออกไปเป็น XTZ690D-B ซึ่งเพิ่งจะได้รับการรับรองในยุโรปเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งก็แสดงว่าอาจจะใกล้วางขายได้จริงในอีกไม่นานนัก แต่เรื่องหน้าตาของ Rally คันใหม่นั้นยังคลุมเครืออยู่ จากเอกสารรับรองนั้นมีข้อมูลสเป็กอยู่อย่างจำกัด โดยระบุไว้ว่ารถใหม่จะยังมีกำลังแรงม้าไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก T7 ก็คือ 72 แรงม้า (และมีเวอร์ชั่น A2 ที่จะถูกจำกัดกำลังเครื่องยนต์ โดยตัวนี้จะอยู่ทีี่ 47 แรงม้า) ระดับเสียงเองก็ยังคงเท่าเดิม แสดงว่าจะไม่ได้มาพร้อมท่อ Akrapovic แน่นอน น้ำหนักและมิติต่างๆ ของรถยังเหมือนเดิม น้ำหนัก 204 กก. ความยาว 2370 มม. ระยะฐานล้อ 1595 มม. และที่สำคัญคือความสูงซึ่งก็ยังคงเท่าเดิมที่ 1455 มม. แสดงให้เห็นว่าตัวใหม่นี้ก็ไม่ได้มีช่วงล่างที่สูงกขึ้นกว่าโมเดลปกติเลย แล้วทำไมถึงบอกว่าเป็นโมเดลใหม่ล่ะ ถ้าแค่ดูจากสเป็กคร่าวๆ ที่ให้มานั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดมาในลวดลายรถแข่ง Dakar Rally แบบเดียวกันกับ Monster Enery WR450F Rally ก็เป็นได้ อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่ที่เกิดจากการยกเครื่องปรับปรุงเพิ่มเติมขนาดหนักแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2020 Honda Forza 300 Limited Edition

2020 Honda Forza 300 Limited Edition 2020 Honda Forza 300 Limited Edition โมเดลพิเศษยังคงมีดีไซน์ที่เฉียบคม สไตล์สปอร์ต แต่เพิ่มความโดดเด่น สวยงามและดูหรูหราพรีเมียมมากกว่าที่ผ่านๆ มา ด้วยรายละเอียดพิเศษต่างๆ ดังนี้ ชุดสีพิเศษสีเทาแอร์ฟอร์ซ (Air Force Grey) เบาะหนังเย็บด้วยด้ายแดง ล้อขอบแดงแม็ตช์กับด้ายแดงที่เย็บเบาะ กล่องท้ายสีเดียวกับตัวรถพร้อมรองรับระบบสมาร์ทคีย์ โลโก้ Forza 300 พิเศษใหม่ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้เครื่องยนต์ 279 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ SOHC 4 วาล์วต่อสูบ ที่ให้กำลัง 24.8 แรงม้าที่ 7,000 รอบ แรงบิด 27.2 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ ซึ่งเป็นบล็อกเดิมกับ Forza โมเดลล่าสุดที่ได้รับการอัพเดตปรับปรุงใหม่เมื่อปี 2018 ซึ่งปรับปรุงในหลายๆ ส่วน จนได้ Forza โมเดลปัจจุบันที่น้ำหนักเบากว่า เล็กกว่า สปอร์ตกว่า และสมาร์ทยิ่งกว่าที่ผ่านมาๆ นอกจากนี้ Forza 300 ก็จะมีโมเดล 2020 ซึ่งมาในชุดสีใหม่อีกด้วยติดตามได้เร็วๆ นี้ ส่วนในบ้านเรานั้นจะนำมาจำหน่ายด้วยหรือไม่ จะนำมาขายด้วยราคาเท่าไหร่ต้องรอลุ้นกันไปก่อนครับ เพราะตอนนี้งาน Motor Show ในบ้านเราก็โดนพิษโคโรน่าไวรัส เลื่อนงานออกไปซะด้วย ใครสาวกฟอร์ซ่า เก็บเงิน กำเงิน รอไปก่อนนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก