Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

SuperBikemag x SuperDrivemag ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตข่าวมอเตอร์ไซค์ล่าสุด 2026 รุ่นใหม่ ราคา รีวิวครบทุกสไตล์

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Project 1708

Project 1708 นั้นเป็นชื่อโครงการสร้างรถใหม่จากทาง Ducati ซึ่งล่าสุดมีข้อมูลหลุดออกมาว่ามันจะมีกำลังแรงม้าสูงมากถึง 234 แรงม้า ข่าวนี้มันเริ่มต้นขึ้นจากการที่มีอีเมลฉบับนึงถูกส่งไปถึงสาวก Ducati หรือ Ducatisti โดยเป็นเมลที่ส่งตรงมาจาก Claudio Domenicali ซึ่งเป็นซีอีโอของทาง Ducati และมีการพูดถึง Project 1708 ซึ่งจะเป็นรถซูเปอร์ไบค์ว่าใกล้จะมาถึงแล้ว และล่าสุดเราก็ได้มีโอกาสเห็นสเป็กซึ่งเป็นภาพหลุดออกมาบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นตัวเลขและข้อมูลที่สุดมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น 234 แรงม้า น้ำหนักรถเปล่า 152 กก. มีปีกแอโรไดนามิกแบบไบเพลนใช้เทคโนโลยี MotoGP และแน่นอนว่าเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุขั้นเทพ อย่างไรก็ดีตอนนี้จากข้อมูลที่หลุดออกมาในตอนนี้นั้น เรายังไม่รู้ว่า Ducati จะใช้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซีจาก Panigale V4 และ Panigale V4 S หรือจะใช้เครื่องยนต์ 998 ซีซีแบบเดียวกันกับ Panigale V4 R กันแน่ แต่ชื่อที่ใช้ตอนวางจำหน่ายนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้ชื่อว่า Ducati Panigale V4 Superleggera จากน้ำหนักที่เบามากๆ หากเราประเมินจากตัวเลขแรงม้าและรอบเครื่องยนต์ในช่วงแรงม้าสูงสุดและแรงบิดสูงสุด ก็มีความเป็นไปได้ว่า Ducati อาจจะใช้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale R และเครื่องยนต์ V4 น่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะเครื่องนี้มีกำลังเครื่องยนต์มหาศาลเป็นธรรมดาอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าตัวเลข 221 แรงม้าที่เป็นของเดิมเจ้าเครื่องนี้อยู่แล้ว ถูกเพิ่มเป็น 234 แรงม้ามาจากการติดตั้งท่อของทาง Akrapovic เข้าไป ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เราก็รอชมอยู่ครับ งานนี้เพื่อไล่เบาคิดว่า ล้อคาร์บอนไฟเบอร์และแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ก็ต้องมาแน่นอน ส่วนชิ้นส่วนปีกแอโรไดนามิกต่างๆ น่าจะมาจากรถ Desmosedici GP16 ซึ่งเป็นรถแข่ง MotoGP ซึ่งใช้ปีกแบบไบเพลนที่ช่วยสร้างแรงกดราว 50 กก.ที่ความเร็วราวๆ 270 กม./ชม. ซึ่งมากกว่าแรงกดที่ Panigale V4 R อยู่ราวๆ 67% น้ำตัวรถเปล่าที่เบาเพียง 152 กก.นั้นเบากว่ารถ Ducati Panigale V4 R อยู่มากถึง 20 กก.ต่อให้เติมน้ำมันเข้าไปแล้วก็ยังจัดว่าเบามากอยู่ดีๆ สำหรับรถในคลาสซูเปอร์ไบค์ ชุดสีของรถจะเป็นชุดสีจากรถแข่ง MotoGP 2019 ติดตั้งคลัทช์แห้งมาพร้อมสรรพ มีตัวเลขซีเรียลแต่ละคันโดยเฉพาะ และเดาๆ กันว่าน่าจะผลิตไม่เกิน 500 คัน สนนราคาก็น่าจะทะลุ 6 ล้านบาทเป็นแน่แท้เมื่อมาถึงไทย เพราะน่าจะโดนภาษีไอเสียใหม่เพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่ผมก็เชื่อว่าแฟนพันธ์ุแท้ชาวไทยที่เป็นชาว Ducatisti ก็ไม่พลาดที่จะจับจองครบโควต้าทุกคันที่เข้าไทยมากอย่างแน่นอน โดยรถจะส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2020 แต่มาไทยก็น่าจะราวๆ ปลายปีนี้ งานนี้รอข้อมูลเพิ่มเติมไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โปรโมชั่น Kawasaki ในงาน BMF 2020 มันช่างเร้าใจ

โปรโมชั่น Kawasaki เน้นๆ ในงาน Bangkok Motorbike Festival 2020 ที่เซ็นทรัลเวิร์ล โดยจัดขึ้นในวันที่ 15 – 19 มกราคมนี้เท่านั้น ที่เด็ดๆ คือมีตั้งแต่ดาวน์น้อยๆ ไปจนถึงดอกเบี้ย 0 % กันเลยทีเดียวครับ ล่าสุดในงาน Bangkok Motorbike Festival บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยกทัพมอเตอร์ไซค์ Kawasaki ไปชุดใหญ่ พร้อมจัดโปรแรงในงานแบบจัดเต็มทุกรุ่น ไฮไลท์ในงาน Z H2 สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ตจากรถเน็กเก็ตในตระกูล Z พร้อมขุมพลังซูเปอร์ชาร์จกับดีไซน์การออกแบบที่ดุดันกับค่าตัว 917,000 บาท Z900 ใหม่ ซูเปอร์เน็กเก็ตยอดนิยมที่มีดีไซน์โดดเด่นดุดัน เพิ่มลูกเล่นล้ำๆ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และเสริมความปลอดภัยด้วยระบบแทร็คชั่นคอนโทรล พร้อมปรับปรุงสวิงอาร์มและโช้คหน้าหลังใหม่รับกับเฟรมใหม่ เริ่มต้น 443,100 บาท Z650 ใหม่ เน็กเก็ตระดับกลางขุมพลังสองสูบเรียง ปรับเปลี่ยนยางติดรถใหม่ หนึบขึ้น พร้อมเรือนไมล์ใหม่ที่อัพเกรดรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น Rideology The App W800 ใหม่คลาสสิคไบค์คันงาม ที่ปรับโฉมใหม่ด้วยความปราณีต เพื่อให้เจ้าของหล่อเท่ได้ไร้กาลเวลา Ninja ZX-10R พิเศษที่จำลองรถแข่งแชมป์โลก 5 สมัยรายการ WSBK พร้อมชุดแข่งและหมวกกันน็อกของ Jonathan Rea นำมาจัดโชว์ในงาน สร้างแรงบันดาลใจให้สาวกค่ายยักษ์เขียว โปรโมชั่นเต็มๆ ด้านล่างเลยครับ   สำหรับท่านใดที่สนใจรถ Kawasaki สามารถเข้าไปชมบูธคาวาซากิ ภายในงาน BMF 2020 ที่เซ็นทรัลเวิร์ล บริเวณโซนอีเด็น ในวันที่ 15 – 19 มกราคม 2020 หรือเข้าไปติดตามข่าวสารและ โปรโมชั่น Kawasaki ต่างๆ ได้ที่ www.kawasaki.co.th หรือ Facebook: Kawasaki Motors Thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sherpa

Sherpa และ Hunter จะเป็นชื่อโมเดลใหม่จากรถสุดเก๋าอย่าง Royal Enfield จากการที่ทางบริษัทได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ ในชื่อดังกล่าว โดยคาดการณ์กันว่าจะเป็นรถในไลน์อัพใหม่ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็ต้องมีโมเดลใหม่มาอย่างแน่นอน สำหรับชื่อ Sherpa นั้น Royal Enfield เคยขายมอเตอร์ไซค์ในชื่อนี้มาก่อน ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 กันลยทีเดียว ซึ่งในตอนนั้นเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ 175 ซีซี แบบ 2 จังหวะ ซึ่งสร้างขึ้นโดย Villiers Engineering ซึ่งบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์รายนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือกันของ Norton-Villiers-Triumph ซึ่งปิดตัวไปแล้วในปี 1978 โดย Sherpa เป็นมอเตอร์ไซค์ธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ Royal Enfield จะกลับมาผลิตเจ้า Sherpa ขึ้นมาใหม่และมีการปรับปรุงเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปเพิ่มเติม ส่วนทางด้านของ Hunter นั้นมีข่าวลือกันว่าจะใช้เป็นชื่อรถแอดเวนเจอร์ โดยอาจจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีขนาดเล็กกว่า Royal Enfield Himalayan ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้จริงๆ ก็อาจจะไม่ขายโมเดลนี้นอกประเทศอินเดีย นอกจากนี้เสียงบ่นจากผู้ใช้Himalayan ที่เรามักได้ยินคือกำลังเครื่องน้อยไปหน่อย ดังนั้นหลายๆ คนก็คาดการณ์กันว่า Royal Enfield จะเอาเครื่องสองสูบ 650 ซีซีที่ใช้ใน Interceptor 650 กับ Continental GT 650 มาใช้กับเจ้า Hunter นี้มากกว่า ซึ่งงานนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไปครับ สำหรับไบค์เกอร์สายคลาสสิค อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leoncino 800 โมเดิร์นคลาสสิคสุดหล่อค่ายสิงโต

Leoncino 800 ยังคงใช้แนวคิด “Timeless Desire” ความต้องการที่ไร้ซึ่งกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดตัวตนของรถในตระกูล Leoncino มาตั้งแต่แรก และโมเดลใหม่นี้ก็เช่นกัน มันเป็นการวิวัฒนาการของรถในตระกูลโมเดิร์นคลาสสิคของค่ายรถจากเมือง Pesaro (เมืองนึงในอิตาลี) แสดงออกมาในรูปแบบของการผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิคและสไตล์แบบโมเดิร์น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเครื่องยนต์ขนาด 754 ซีซีที่ล้ำหน้าที่สุดของทางค่าย Benelli Leoncino 800 เน้นโชว์ให้เห็นเฟรมและเครื่องยนต์มากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นน้องของมัน นำเสนอให้เห็นรูปทรงและเส้นสายมากที่มีการปรับเปลี่ยนให้ดูทรงพลังและลื่นไหลมากขึ้น ขณะเดียวกันรถเองก็มีความเพรียวและมีสัดส่วนที่ลงตัวมากกว่า มันยังขับเน้นเอกลักษณ์และความโดดเด่นของมันออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบร่วมกันของรถในตระกูล Leoncino ซึ่งจะเห็นได้จากเส้นสายลายโค้งที่มีสไตล์ ตลอดไปจนถึงไฟหน้าและถังน้ำมัน อันเป็นคาแรกเตอร์ของรถในตระกูลนี้ องค์ประกอบและรายละเอียดเองก็มีการพัฒนาให้ดูดีมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นน้องพิกัด 250 ซีซีและ 500 ซีซี แต่ยังคงแฝงไว้ซึ่งสไตล์ร่วมกันอย่างชัดเจน ขุมพลังของ Leocino คันนี้เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ เรือนปีกผีเสื้อคู่ขนาด 43 มม. ช่วยให้มีแรงม้าเคลมมาที่ 81.6 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มีสลิปเปอร์คลัทช์ และส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เฟรมของรถเป็นเฟรมถักพร้อมเพลตโลหะ ออกแบบใหม่หมดให้รับเข้ากับดีไซน์และเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ความคล่องตัวและควบคุมได้ดีที่สุดบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นนักบิดสายไหนก็ตาม เน้นในเรื่องของรายละเอียดและชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อขับเน้นสไตล์อย่างเต็มที่  ถังน้ำมันมีเส้นสายแบบสมัยใหม่ ทำขึ้นจากแผ่นโลหะและเป็นที่ติดตั้งโลโก้ Benelli และมีโลโก้ Leoncino ที่อยู่ใต้เบาะนั่งซึ่งทำทำเป็นพาเนลอลูมิเนียมซึ่งช่วยเติมเต็มและกลมกลื่นไปกับถังน้ำมันที่อยู่ติดกัน ดูเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นและซับซ้อนในรายละเอียด ไฟหน้าของรถเป็น LED ทั้งชุดและมีการขัดเกลาดีไซน์ให้เนี้ยบขึ้น และนำเอาโลโก้ตระกูลไปใส่ไว้ตรงกลางโคมไฟ เรือนไมล์สี TFT พร้อมดีไซน์แบบโมเดิร์น เบาะนั่งนุ่มสบายทั้งคนขับและคนซ้อน ทั้งยังกลมกลืนไปกับเส้นสายไลน์ของรถอีกด้วย ด้านล่างถัดลงมาเป็นท่อไอเสียขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาให้มีสัดส่วนที่ลงตัวเข้ากับรถ และแน่นอนว่าตรงบังโคลนหน้าก็จะต้องมีพี่สิงโตยืนยกขาข้างนึงเป็นกิมมิคเล็กๆ ที่เท่ไม่หยอกอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่าง ด้านหน้านั้นใช้โช้คหัวกลับ Marzocchi ขนาด 50 มม. ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์ คอมเพรสชั่นและพรีโหลด การันตีความนุ่มและความเสถียรตลอดช่วงระยะยุบ 130 มม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คเดี่ยวที่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกใช้คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลโมโนบล็อก 4 พ็อต ร่วมกับจานขนาด 320 มม.แบบดิสก์คู่การันตีความปลอดภัย ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต ล้อซี่ขนาด 17 นิ้วแบบไม่ใช้ยางใน มาพร้อมยางหน้าขนาด 120 / 70-17 และยางหลังขนาด 180 / 55-17 ถังน้ำมันมีความจุ 15 ลิตร ใหญ่และช่วยเติมเต็มความบึกบึนได้เป็นอย่างดี Leoncino 800 จะเริ่มวางจำหน่ายในตัวแทนจะหน่ายราวๆ กลางปี 2020 ส่วนบ้านเราก็น่าจะมาปลายปี งานนี้ใครชอบก็ต้องอดใจเก็บเงินรอกันไปก่อนนะครับ หล่อๆ แบบนี้ ไบค์เกอร์หลายๆ คนน่าจะชอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Avinton Collector

Avinton Collector คือมอเตอร์ไซค์ที่เด่นเรื่องความงามอย่างแท้จริง ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างามและเป็นรถที่เน้นในเรื่องของทำมือ เพราะทำตามความต้องการของเจ้าของรถแต่ละคันอย่างปราณีต กว่า 60 ปีที่ S & S Cycles ผลิตและสร้างชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์คุณภาพสูงขึ้นมากมาย และยังผลิตเครื่องยนต์สมรรถนะสูงสำหรับใช้ใน Harley-Davidson โดยเฉพาะ เป็นเครื่องยนต์วีทวิน 45 องศา ขนาด 1647 ซีซี  แบบทวินแคม กับระยะชักและความกว้างกระบอกสูบแบบเท่ากันที่ 101.6 มม. x 101.6 มม. ที่ใช้ใน Avinton คาร์บูเรเตอร์แฟลตวาล์ว Keihin FCR 41 มม. มันมีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 167.69 นิวตันเมตรที่ 3000 รอบ แม้ว่ากำลังเครื่องยนต์หรือแรงม้าสูงสุดจากเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซี ของรถซูเปอร์ไบค์ในปัจจุบันนี้จะทะลุ 200 แรงม้าไปแล้ว แต่มันเป็นสเป็กปกติ ทว่าสำหรับเครื่องวีทวิน 45 องศาที่มีแรงม้า 120 ตัวเครื่องนี้นั้นถ้ามันถูกปรับให้กลายเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซี มันจะมีสมรรถนะเทียบเท่ากับรถขนาด 280 แรงม้าเลยทีเดียว นอกจากนี้เครื่องยนต์จาก Avinton ยังมีแรงบิดสูงสุดถึง 167.69 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องเพียง 3000 รอบ และ ในขณะที่แรงบิดของเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซีนั้นมีแค่ราวๆ 120 นิวตันเมตรที่รอบสูงๆ เกิน 10000 รอบขึ้นไป ลองคิดดูเอาเองสิครับว่าเจ้า Avinton นั้นจะมีอัตราเร่งที่รวดเร็วมากแค่ไหนเวลาที่คุณเปิดคันเร่งแม้จะแค่เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เด่นที่สุดในตัวรถ Avinton นั้นก็คือความกะทัดรัด ปราดเปรียว และน้ำหนักเบา เทียบเท่ากับรถขนาด 400 ซีซี ถ้าคุณเคยเป็นเจ้าของ Harley-Davidson ที่ใช้เครื่องยนต์วีทวิน 45 องศาอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเข้าใจถึงจุดเด่นของเครื่องยนต์ของ Avinton ได้ในทันที คุณสามารถเข้าโค้งและเอาเข่าเช็ดพื้นได้เต็มที่ ขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเร้าใจอย่างแน่นอน Avinton Collector คือมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้สนุกสนานในแบบสปอร์ตไบค์ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถที่สามารถขับขี่ลัดเลาะเล่นโค้งบนถนนและในสนามได้อย่างไม่รู้เบื่อ ถ้าคุณอยากลองเป็นเจ้าของดูล่ะก็งานนี้คุณต้องติดต่อทาง  Moto Corse Museo ดูนะครับ   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทีมแข่ง GS Trophy

ทีมแข่ง GS Trophy ไทยซุ่มซ้อมเตรียมความพร้อมสู้ศึกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับสากล หรือ International GS Trophy 2020 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-16 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมี BMW Motorrad ประเทศไทย สนับสนุน มีการจัดคอร์สเข้มข้นเต็มรูปแบบตลอด 4 วันเต็ม ที่จ.ชลบุรี เพื่อเป็นการฝึกซ้อมให้กับสามนักบิดผู้คว้าชัยจาก GS Trophy Thailand 2019 ณ เอ็นดูโร พาร์ค ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดระยะไกล สถานีทดสอบทักษะต่าง ๆ เช่น การขับขี่ การหาพิกัด ทดสอบทักษะเชิงช่าง ทดสอบสมรรถนะทางกาย เป็นต้น โดยทีมนักบิดตัวแทนประเทศไทยต้องฝ่าภารกิจสุดท้าทายภายใต้สถานการณ์จำลอง รวมถึงแรงกดดันเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ International GS Trophy ที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะทีมตัวแทนประเทศ หลังจากที่เราเคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทาง BMW Motorrad ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้านให้แก่ทีมประเทศไทย จึงร่วมสนับสนุนการฝึกซ้อมทั้งสามนักบิดเพื่อยกระดับศักยภาพของทีมสู่การชิงชัยในสนามระดับสากล” การฝึกซ้อมในครั้งนี้ ได้เลือกใช้บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ซึ่งเป็น มอเตอร์ไซค์ออฟโรดขนาดกลางพร้อมเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ทรงพลังด้วยกำลัง 95 แรงม้า โหมดการขับขี่แบบ Pro และล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว พร้อมพานักบิดตัวแทนประเทศทุกคนพิชิตสนามแข่งในประเทศนิวซีแลนด์จากเกาะเหนือสู่เกาะใต้ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน 8 วัน สำหรับทีมผู้ฝึก นำทีมโดย มร.ทอม วูล์ฟ เจ้าของฉายา Mr. GS Trophy ในตำนาน ผู้ริเริ่มกิจกรรมการแข่งขัน International GS Trophy และเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์สไตล์ แอดเวนเจอร์ให้กับ BMW พร้อมกับทีมครูฝึกผู้เชี่ยวชาญจาก Enduro Park นอกจากนี้ ทีมไทยยังได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์และฝึกซ้อมร่วมกันกับทีมจากอินเดีย ซึ่งถือเป็นทีมคู่แข่งที่จะต้องชิงชัยกันอีกด้วย “การเข้าร่วมแข่งใน International GS Trophy นี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักบิดสไตล์แอดเวนเจอร์ แต่การแข่งขันนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การประลองความเร็ว แต่หัวใจสำคัญคือความสามัคคีของทีม รวมไปถึงทักษะทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ เมื่อกิจกรรมการฝึกซ้อมเสร็จสิ้นลง เชื่อว่านักแข่งจากทั้งสองทีมจะได้เรียนรู้มากมาย ทั้งจากประสบการณ์ของเหล่าครูฝึกที่มาร่วมแบ่งปัน และนำไปปรับปรุงและพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป” มร. ทอม วูล์ฟ เน้นย้ำ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้จัดกิจกรรม International GS Trophy ทุกๆ สองปี ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ที่ได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ทั่วโลก เป็นการแข่งขันแบบทีมที่รวมทั้งการท่องเที่ยว การผจญภัย และความท้าทายไว้ในที่เดียวกัน โดย ทีมแข่ง GS Trophy ทุกทีมจะต้องเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS กินระยะเวลาราว 7-8 วันบนเส้นทางออฟโรด คิดเป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ที่ผ่านมา กิจกรรม International GS Trophy เคยจัดมาแล้วในประเทศตูนิเซีย  ประเทศแอฟริกาใต้ ภูมิภาค พาตาโกเนียในอเมริกาใต้ ประเทศแคนาดา รวมทั้งประเทศไทย และล่าสุดในปีพ.ศ. 2561 ที่ประเทศมองโกเลีย สำหรับปีนี้จะจัดขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีภูมิประเทศหลากหลายและท้าทาย ทั้งป่าฝน ธารน้ำแข็ง พื้นที่ราบสูง ยอดเขา ภูมิทัศน์ของฟยอร์ด เนินเขาและป่าไม้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการแข่งขันสไตล์เอ็นดูโร่อย่างแท้จริง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lazareth LMV 496 มอไซค์บินได้พร้อมให้จับจองแล้ว มีแค่เพียง 5 คัน

Lazareth LMV 496 มอเตอร์ไซค์บินได้คันนี้ หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นผ่านๆ ตามาบ้างแล้ว มาวันนี้ก็มีการอัปเดตเพิ่มเติม ในส่วนของราคาและจำนวนที่จะครอบครองได้ โดยตอนนี้เปิดตัวที่ราคา 560,000 ดอลลาร์หรือราวๆ 16.8 ล้านบาท แพงกว่าบ้านเดี่ยวอีก ที่สำคัญคือมีเงินเยอะอย่างเดียวไม่พอ ต้องไวด้วย เพราะมีเพียงแค่ 5 คันเท่านั้นเอง ใครเงินเหลือ และอยากเด่นกว่าใคร รีบไปจับจองกันได้นะครับ อิอิ สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ Lazareth LMV 496 แล้วล่ะก็อ่านเนื้อหาต่อไปด้านล่างเลยครับ LMV 496 มอเตอร์ไซค์บินได้คันนี้จะทำให้คุณไม่ต้องห่วงกับเรื่องรถติดอีกต่อไป เพราะอย่างที่บอกคือมันบินได้ ชื่อ LMV ของมันย่อมาจาก La Moto Volante เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่ามอเตอร์ไซค์บินได้ ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นยานพาหนะที่สามารถบินได้นั่นเอง เจ้า LMV คันนี้ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น JetCat ที่ทำงานด้วยความเร็วสูงถึง 96,000 รอบต่อนาที 4 ตัวซึ่งติดตั้งอยู่ในดุมล้อของแต่ละล้อ เจ้าเครื่องนี้ช่วยให้ล้อทำหน้าที่เสมือนกับใบพัดที่ช่วยให้รถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ โดยล้อจะปรับจากแนวตั้งเป็นแนวนอนขนานไปกับพื้นแบบช้าๆ ก่อนจะขึ้นบินหลังจากที่เครื่องยนต์ไอพ่นทำงาน เครื่องยนต์ไอพ่นนี้ต้องใช้เวลาราวๆ 1 นาทีในการเดินเครื่องก่อนที่จะขึ้นบิน ซึ่งขณะนั้นรถจะลอยห่างจากพื้นแค่เพียงไม่กี่ฟุต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 390 Adventure สายลุยน้องเล็กจากค่ายสีส้ม

KTM 390 Adventure น้องเล็กสายแอดเวนเจอร์จากค่าย KTM ที่ใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 373 ซีซี ตัวเดียวกันกับเครื่องยนต์ของ RC 390 และ 390 Duke หลังจากที่ผมลังเลอยู่พักนึงว่าจะเขียนข่าวเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ดีหรือไม่อยู่นาน เนื่องจากการที่ในประเทศไทยไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาระยะนึงแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานเย็น ก็มีข่าวล่ามาแรงว่ามีตัวแทนผู้นำเข้ารายใหม่ชื่อ VROOM ซึ่งเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเลย และจะไม่ได้นำเข้าแค่เพียงแบรนด์เดียวด้วย แต่จะนำเข้ามาถึง 3 แบรนด์ด้วยกันได้แก่ KTM, Husqvarna และ Bajaj ซึ่งจริงๆ ทั้ง 3 แบรนด์นี้ก็เป็นเครือเดียวกัน ผมจึงคิดว่านี่คือโอกาสดีที่จะเขียนถึงเจ้า KTM 390 Adventure สักที แน่นอนว่า เจ้าน้องเล็กสายลุยคันนี้เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่น่าสนใจไม่น้อยเลย ซึ่งในตลาดมอเตอร์ไซค์บ้านเราในตอนนี้ไม่ค่อยมีแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดนี้ (หลักๆ ก็น่าจะเป็น Kawasaki Versys-X 300 กับ Benelli TRK 251) ถือว่าเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมที่น่าสนใจมากๆ ครับ จริงๆ แล้วก็น่าแปลกที่ทำไมทาง KTM ถึงใช้เวลานานมากกว่าที่จะเปิดตัวเจ้าน้องเล็กสายลุยคันนี้ออกมา เนื่องจากแพลตฟอร์ม 390 ก็มีมานานมากแล้ว ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจำนวนคนที่สนใจรถแอดเวนเจอร์พิกัดนี้อาจจะยังไม่มากพอ หรืออาจจะรอดูแนวโน้มของตลาดสองล้ออยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ช่างเถอะตอนนี้ก็ออกมาพร้อมจำหน่ายแล้ว เพียงแต่ยังไม่เข้าไทย ก็คงต้องรอดูราคาจากผู้นำเข้ารายใหม่ว่าจะเปิดราคาออกมาได้น่าตื่นเต้นเร้าใจ หรือเปิดมาแล้วคนไทยก่ายหน้าผากบ่นกันต่อ คงต้องรอดูในช่วง Motor Show 2020 ที่ใกล้จะถึงนี้กันครับ จุดเด่นของ KTM 390 Adventure  ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีบล็อกเดียวกันกับเจ้า RC และ Duke พิกัดเดียวกัน เฟรมถักน้ำหนักเบาแบบเดียวกันกับรถ 450 Rally ที่ลงแข่ง Dakar 9 ครั้งและชนะทั้งหมด น้ำหนักรถเปล่าเบาเพียง 157.85 กก. ตัวรถให้ความคล่องตัวสูงจากฐานล้อที่ไม่ยาวมากที่ 1430 มม.และองศาของคอรถที่ 26.5 องศาเท่านั้น มาพร้อมช่วงล่างปรับแต่งได้ โดยด้านหน้าจะเป็น WP แบบหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Apex ระยะยุบ 177 มม. เบาะนั่งสูง 853.4 มม. เท่ากับ 790 Adventure แต่ด้วยเครื่องยนต์มีขนาดเล็กกว่า เราจึงคาดว่าเจ้าน้องเล็กคันนี้น่าจะเพรียวกว่าและช่วยให้ขาแตะพื้นได้มากขึ้น ล้อหน้าเป็นล้อ 19 นิ้ว ด้านหลังเป็น 17 นิ้ว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 320 มม.และดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 มม. โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็น Bybre เป็นลูกของ Brembo ที่ผลิตในอินเดียอีกที ซึ่งก็คุณภาพโอเค ราคาเป็นมิตรมากขึ้น ชิลด์หน้าปรับระดับได้ 2 ระดับ ถังน้ำมัน 14.38 ลิตรซึ่งจะวิ่งได้ราวๆ 400 กม. อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี อาทิ จอสี TFT ระบบเบรกแบบ Cornering ABS สามารถปิดล้อหลังได้ในโหมด Off-road แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งหมด สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น KTM My Ride นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นน้องเล็กแต่จัดเต็มเทคโนโลยีเหลือเกิน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าราคาที่เปิดตัวมาจะไม่ถูกแน่ แต่ผมก็บอกเลยว่าคุ้มแน่ๆ กับของที่ให้มาครับ ซึ่งเป็นสไตล์ของรถยุโรปอยู่แล้วครับ ซึ่งงานนี้ต้องไปดูงานประกอบกันอีกทีว่า อินเดียจะประกอบโมเดลนี้ได้เนี้ยบมั้ย ถ้าเนี้ยบล่ะก็แจ่มแจ๋วแน่นอนครับ นอกจากนี้ใครที่เป็นสาวกค่ายสีส้มอาจจะได้ลุ้นเป็นเจ้าของคันนี้หรือรถ KTM โมเดลอื่นๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวลใจเรื่องการเซอร์วิส เพราะมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าไม่มีอะไรอีกนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuono 660

Tuono 660 ก็เป็นอีกโมเดลที่มีแนวคิดต้นกำเนิดคล้ายกันกับ RS 660 สปอร์ตไบค์ขนาดกลางที่มีพื้นฐานการออกแบบอิงมาจาก Aprilia RSV4 แน่นอนว่าเจ้า Tuono 660 คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ก็มีพื้นฐานมาจาก Tuono V4 เจ้าเน็กเก็ตสปอร์ตคันใหม่นี้เผยให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ที่ชัดเจนของทางค่าย เกี่ยวกับการพยายามรังสรรค์รถตระกูลใหม่ที่ให้ความคล่องตัวและมีความสปอร์ตซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ของทางค่ายที่เป็นเครื่องยนต์สองสูบขนาด 660 ซีซี  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีแนวคิดการออกแบบ ว่าจะต้องเป็นรถที่ขี่ได้สนุกในทุกการใช้งาน ตั้งแต่การใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงขับขี่ในสนามในรูปแบบของสปอร์ต มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหมาะสำหรับทุกๆ คน เฟรมและช่วงล่างรวมไปถึงรายละเอียดดีเทลต่างๆ ของรถก็ต้องผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มันคือรถตามธรรมเนียมของ Aprilia ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ามันคือเน็กเก็ตไบค์ที่ถือกำเนิดมาจาก RS 660 มันมีรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ตลอดไปจนถึงเฟรมและช่วงล่างที่เหมือนกัน แต่ โดดเด่นในด้านของการขี่ถนนมากเป็นพิเศษ ด้วยท่านั่งหลังตรงที่ได้มาจากแฮนด์บาร์ที่กว้างกว่า ซึ่งโดยปกติแล้ว Aprilia มักจะออกแบบ Tuono มาเป็นเหมือนกับ RS ในรูปแบบของสตรีทไบค์เต็มตัว แทนที่จะเป็นสปอร์ตไบค์จ๋าๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของทางค่ายเลย และเป็นค่ายแรกด้วยที่พัฒนาเน็กเก็ตไบค์โดยยังใช้เฟรม ช่วงล่างและเครื่องยนต์ของรถสปอร์ต ทำให้เจ้า Tuono นั้นสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีมากๆ เจ้า 660 Concept นั้นโดดเด่นในเรื่องของความสวยงามและเครื่องยนต์สองสูบระดับกลางที่มีน้ำหนักเบา พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้สมรรถนะชั้นยอดและความสนุกขั้นสุด ซึ่งก็เป็นผลมาจากอัตราส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักที่เหนือกว่าหลายๆ ค่าย เหมาะกับทั้งนักบิดหน้าใหม่ หรือนักบิดที่ขยับซีซีขึ้นมาจากรถที่มีขนาดเล็กกว่า และมองหาเน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ที่ระดับสูงขึ้น เหมาะกับการใช้งานในทุกๆ วันและสามารถออกทริปหรือลงสนามได้บ้างในบางครั้งบางคราว ดีไซน์ ดีไซน์ของมันนั้นมีความเป็นสปอร์ตอยู่มากและเต็มไปด้วยกลิ่นอายในแบบของ Aprilia เส้นสายที่ลื่นไหล คาแร็กเตอร์สปอร์ตที่ชัดเจน ยังคงมีแฟริ่งขนาดใหญ่พอเหมาะที่ด้านหน้าเพื่อป้องกันลมปะทะ ไฟหน้าสามดวงแบบเดียวกันกับ RS 660 พร้อมเดย์ไลท์ ใช้เทคโนโลยีดับเบิ้ลแฟริ่งเช่นเดียวกันเพื่อให้แอโรไดนามิกที่ดี ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับวงการสองล้อ โดยจุดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับรถยังช่วยพัดไล่ความร้อนที่ออกมาจากเครื่องยนต์ให้ออกห่างไปไม่กระทบกับตัวผู้ขับขี่ และแน่นอนว่าท่านั่งหลังตรง ผ่อนคลายกว่า เหมาะกับการขับขี่ในทุกๆ วัน ทั้งยังควบคุมรถได้ง่ายอีกด้วย  สมรรถนะ เป้าหมายหลักของโปรเจ็กต์ 660 นี้คือการสร้างรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ยอดเยี่ยม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมช่างเทคนิคของทางค่ายถึงได้เลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและอาศัยเครื่องยนต์ใหม่มาเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักของตัวรถ โดยเจ้าเครื่องยนต์ใหม่นี้โดดเด่นเรื่องขนาดและน้ำหนัก อีกทั้งยังผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกด้วย เรียกว่ายกแบงค์เครื่องด้านหน้าของ RSV4 1100 มาเลยล่ะครับ ผลที่ได้คือแรงม้า 95 ตัวซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรถระดับกลาง เฟรมคุณภาพสูง สวิงอาร์มแบบไม่สมมาตรโดยมีจุดหมุนอยู่ที่เครื่องยนต์ก็ใช้อลูมิเนียมในการผลิต ช่วงล่างที่ปรับตั้งค่าได้ ระบบเบรกจาก Brembo ซึ่งทั้งหมดก็ใช้แต่ของคุณภาพสูง ตัวรถยังแน่นไปด้วยเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่ อาทิ เซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่จะทำงานร่วมกันกับ ECU ช่วยให้รถขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น โดยรถจะมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือการขับขี่ APRC ที่จะมีทั้งแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันยกล้อ เอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล เป็นต้น ทั้งนี้ระบบต่างๆ สามารถปรับตั้งค่าตามความเหมาะสมกับตัวเราได้อีกด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า ไรดิ้งโหมดหรือโหมดการขับขี่ที่มีทั้งแบบ Road และ Track ระบบเบรก Cornering ABS หรือเบรก ABS ที่ใช้งานในโค้งได้ หน้าจอสี TFT ดิจิตอลที่เชื่อมต่อกับมือถือได้ เรียกว่าแน่นๆ กันเลย ซึ่งเราก็คาดว่ามันจะออกตามมาหลังจาก Aprilia RS 660 อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้คันที่เราเห็นเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่ก็มีแนวโน้มจะผลิตจริงสูงมาก เพียงแต่ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ไปบ้าง ยังไงก็รอลุ้นกันดูครับ ส่วนราคาก็น่าจะถูกกว่า RS 660 อยู่พอสมควร ใครเป็นสาวกค่ายนี้กำเงินรอไว้ได้เลย   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

BOBBER TFC สุดยอดบ็อบเบอร์จาก Triumph เผยโฉมแล้ว

Bobber TFC คืออีกขั้นของ Triumph Bobber ที่มีความพิเศษเหนือใคร ทั้งในเรื่องของความหายาก ความลิมิเต็ด ทั้งยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น เพื่อแฟนๆ นักบิดที่ชอบความคลาสสิคและไม่ละเลยในเรื่องของสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม หลังจากที่เปิดตัว Bobber ครั้งแรกเมื่อปี 2017 ก็ได้สร้างมิติความคลาสสิคใหม่ให้กับวงการและไบค์เกอร์ และครั้งนี้ Triumph ก็ตอกย้ำความเป็นเจ้ารถคลาสสิคด้วยการเปิดตัว Bobber TFC ซึ่งเป็นโมเดลรถในซี่รี่ส์ TFC รุ่นที่ 3 ที่ไทรอัมพ์เปิดตัวออกมา โดยโมเดล TFC นี้จะมาพร้อมของแต่งสุดพรีเมี่ยมไปอีกขั้น พร้อมประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิม รวมถึงแรงบิดสูงของเครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซี เฟรมที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมไปถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฉพาะรุ่น TFC ไฮไลท์ของ Bobber TFC มีจำนวนจำกัด 750 คันทั่วโลก มาพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน ชุดส่งมอบพิเศษ เป็นหนังสือการตกแต่งสไตล์คัสตอมโดยเฉพาะ ผ้าคลุมรถ กระเป๋าเก็บเอกสาร และกระเป๋าเป้หนัง TFC สุดพรีเมี่ยม มีกำลังแรงมากขึ้น แรงขึ้น 10 ม้าและแรงบิดมากขึ้น 4 นิวตันเมตร รอบเครื่องสูงสุดมากขึ้น 500 รอบ น้ำหนักเบากว่า 5 กก. โช้คหน้าปรับแต่งได้เต็มระบบ Öhlins และระบบกันการสั่นสะเทือนหลังแบบปรับได้ ท่อ Arrow พร้อมฝาครอบปลายท่อคาร์บอน คาลิเปอร์เบรกคู่แบบโมโนบล็อก Brembo M50 ก้านเบรก Brembo MCS แบบเรเดียล โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Road, Rain และ Sport ไฟหน้า LED พร้อมไฟท้าย DRL ไฟท้าย LED แบบมัลติฟังก์ชั่น โดดเด่นตามสไตล์ Bobber พร้อมแฮนด์บังคับเฉพาะ เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ แผงคอก้ามปูตัวบนและล่างติดเพลตแสดงหมายเลขลำดับรถ เบาะนั่งหนังแท้ หน้าจอแสดงผลและเพลต TFC สุดโดดเด่น สีพิเศษเฉพาะรุ่น TFC เท่านั้น บังโคลนหน้าแบบสั้น เฟรมรถและสวิงอาร์มสีดำและล้อซี่อะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีดำ Specification  Specifications เครื่องยนต์ สองสูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1200 ซีซี ระบบวาล์ว 8 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 97.6 X 80.0 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกพร้อมระบบทอร์คแอสซิสต์ ยาว X กว้าง X สูง NA ขนาดยางหน้า 100/90 – R19 ขนาดยางหลัง 150/80 – R16 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX 30 ขนาด 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins RSU แบบตั้งค่าพรีโหลดนีบาวด์ได้ เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม.คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo M50 4 พ็อต และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 พ็อต และ ABS ระยะฐานล้อ NA ความสูงเบาะ NA น้ำหนักรถ NA ความจุถังน้ำมัน 9 ลิตร ราคา 869,000 บาท   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

700CL-X

700CL-X โมเดิร์นคลาสสิคไบค์ โมเดลใหม่ล่าสุดจากทาง CFMOTO ที่ไปโชว์ตัวในงาน Eicma เมื่อปลายปีที่แล้ว จัดเป็นโมเดลเรโทรคันแรกจากค่ายนี้ เรียกว่าเปิดเซ็กเมนต์ใหม่กันเลยทีเดียว เดิมทีทาง CFMOTO นั้นมีรถสตรีทไบค์ตระกูล NK มีรถสไตล์เรซซิ่งในตระกูล SR ทัวริ่งในตระกูล GT และรถอเนกประสงค์ตระกูล MT ซึ่งก็ถือว่ามีหลากหลาย แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของไบค์เกอร์บางกลุ่มที่นิยมรถที่เน้นในเรื่องของแฟชั่น  เน้นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์และความสวยงามเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดูจะตอบโจทย์คนกลุ่มหลังนี้ได้มากเลยล่ะครับ เพราะดูจากรูปแล้วก็หล่อเหลาเอาการไม่เบาเลยล่ะครับ จุดเด่นของ 700CL-X  จุดเด่นหลักๆ ก็เป็นเรื่องของดีไซน์ที่มีความเรียบง่าย มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นจากงานฝีมืองานคราฟต์เพื่อให้มีกลิ่นอายของเรโทรแทรกเข้ามา เช่น ไฟหน้า เรือนไมล์และกระจกมองหลังที่เป็นทรงกลม โดยไฟหน้าเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่พร้อมโลโก้ตัว X ที่เป็นตัวตนของโมเดลนี้ ส่วนไฟท้ายเป็นทรงตัว H ก็เป็น LED เช่นกัน ซึ่งระบบไฟยังเปิดปิดอัตโนมัติตามความสว่างของสภาพแวดล้อม ตัวรถเผยให้เห็นเฟรมที่ดูใหญ่ หนา ดุดัน ส่วนถังน้ำมันมีความเพรียวกระชับ และปิดท้ายด้วยเบาะนั่งสไตล์เรโทร ตัวรถออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเพื่อให้ขับขี่ได้ง่ายและสบาย โดยเฟรมของเจ้า CL-X คันนี้นั้นมีน้ำหนักเพียง 16.5 กก.และสวิงอาร์มหนักเพียง 6.7 กก. มีการปรับตำแหน่งการจัดวางท่านั่งขับขี่ให้ผ่อนคลายและสบาย ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน ยางติดรถที่ให้มาเป็น Pirelli ก็เด่นเรื่องการยึดเกาะ ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้ และเบรกที่มีสมรรถนะดี ให้ความมั่นใจเวลาขับขี่เดินทางในเส้นทางต่างๆ ได้มากขึ้น พร้อมระบบเบรก ABS เสริมความปลอดภัย คันเร่งไฟฟ้า ครูซคอนโทรล และอื่นๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังเอื้อให้มีการคัสตอมส่วนต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย เหมาะกับสายแต่งรถอย่างยิ่งครับ เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์นั้นมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 692 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยใช้ประสบการณ์การผลิตกว่า 30 ปีในการพัฒนาเครื่องใหม่นี้ เด่นด้วยก้านสูบแบบแยก ลูกสูบแบบฟอร์จ และคันเร่งไฟฟ้า ทั้งยังมีการพัฒนาในส่วนของไอดีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้รถมีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 73.75 แรงม้า และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตร จุดเด่นอื่นๆ  ตัว CL-X นั้นยังมีลูกเล่นอื่นๆ อาทิ พอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟใต้เบาะ มีระบบเซฟตี้ โดยรถจะสตาร์ทได้เมื่ออยู่ในเกียร์ว่างหรือกำคลัทช์และต้องเอาขาตั้งขึ้นแล้ว มีโหมด Limp Home ในกรณีที่ระบบควบคุมเครื่องยนต์เสียหาย โหมดนี้จะช่วยให้ขี่รถกลับบ้านในแบบความเร็วจำกัดได้ มีเซ็นเซอร์รถล้มแล้วจะดับเครื่องยนต์ มีครูซโหมดช่วยในการขับขี่ทางไกล และสามารถบำรุงดูแลรักษารถได้ง่าย จากการถอดชิ้นส่วนแฟริ่งได้ง่าย และเข้าถึงชิ้นส่วนต่างๆ อย่างกรองอากาศได้ง่าย ถ่ายน้ำมันเองได้ง่าย ทำได้เองไม่ยากครับ สุดท้ายนี้ CFMOTO เปิดโมเดลนี้มาใน 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ HERITAGE, ADVENTURE และ  SPORT ซึ่งแต่ละโมเดลก็จะมีสไตล์แตกต่างกันออกไป ให้คุณได้เลือกให้ตรงกับสไตล์ของคุณมากที่สุด CFMOTO 700CL-X Specifications เครื่องยนต์ สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 จังหวะ ปริมาตรกระบอกสูบ 692.2 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยาว X กว้าง X สูง 2,100 X 860 X 1,150 มม. ขนาดยางหน้า 110/80 – R18 ขนาดยางหลัง 180/55 – R17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คแบบหัวกลับ ปรับแดมปิ้งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวแบบปรับแดมปิ้งได้ เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 มม. และ ABS ระยะฐานล้อ 1,435

นวัตกรรม น่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ 5 อย่าง

นวัตกรรม น่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ 5 อย่างนี้เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้เราๆ ไบค์เกอร์ได้ตามทันกระแสโลกครับ หมวกกันน็อกอัจฉริยะ  ไม่ว่าคุณจะมีความรู้สึกอย่างไรกับหมวกกันน็อกอัจฉริยะหรือสมาร์ทเฮลเม็ต ตอนนี้เป็นยุคของพวกมันแล้ว และนักบิดบางคนก็ดูท่าจะชอบหมวกกันน็อกพวกนี้ซะด้วยสิ เพราะลูกเล่นของมันก็มีหลากหลายซะเหลือเกิน อาทิเช่น กล้องหน้า กล้องหลัง GPS เซ็นเซอร์ไจโรสโคป มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดความกดอากาศ มาตรวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล จอแสดงผลอัจฉริยะด้านหน้า HUD และระบบสื่อสารผ่านบลูทูธ เป็นต้น การแข่งขันช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เราจะได้เห็นผู้ผลิตหมวกกันน็อกแบรนด์ต่างๆ หรือแบรนด์ใหม่ๆ หันมาผลิตหรือเปิดตัวหมวกกันน็อกอัจฉริยะใหม่ๆ มากขึ้น และช่วยกันสร้างตลาดหมวกกันน็อกใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าไบค์เกอร์อย่างเราๆ ท่านๆ ย่อมได้ประโยชน์มากที่สุดครับ   อุปกรณ์ที่จะโทรเบอร์ฉุกเฉินขอความช่วยเหลืออัตโนมัติ บางทีคุณอาจจะยังคิดว่าหมวกกันน็อกอัจฉริยะมันอาจจะยังเกินความจำเป็น หรือว่าไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้น แต่บางทีหากคุณรู้ว่าถ้าคุณประสบอุบัติเหตุแล้วคุณหมดสติหรือไม่สามารถที่จะโทรเรียกขอความช่วยเหลือได้ แล้วมีอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่ช่วยโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติ คุณอาจจะรู้สึกอยากได้มันมาใช้บ้างก็ได้  ซึ่งตอนนี้เจ้า Apple Watch เองก็สามารถทำได้แล้ว แต่แน่นอนว่าคุณต้องมีเจ้า Apple Watch และใส่มันไว้ด้วย ถ้าคุณมีแล้วก็ชอบใช้มัน มันก็โอเค แต่คนส่วนมากคงไม่คิดจะออกไปซื้อมันแค่เพียงจะใช้ฟังก์ชั่นนี้เพียงอย่างเดียวใช่มั้ยล่ะครับ ส่วนมอเตอร์ไซค์เองก็มีทาง BMW Motorrad ที่เริ่มทำกับรถของพวกเขาแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ดีไม่น้อยเลย แม้ว่าที่เมืองไทยจะยังไม่มีบริการนี้ให้ใช้ก็ตาม แต่จะดีกว่ามั้ยที่เราจะมีอะไรช่วยเรานอกไปจากสิ่งที่เราพูดมาข้างต้น โชคดีที่มีนักเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์คนนึงที่ชนะรางวัลนวัตกรรมและวางแผนที่จะใช้เงินรางวัลนี้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปกับหมวกกันน็อก สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดคือไม่ใช่แค่ Ty Uehara ที่คิดเรื่องนี้เพียงคนเดียว แต่จริงๆ ยังมีนักประดิษฐ์อีกหลายคนที่คิดเหมือนเขาและพยายามทำแบบเดียวกันนี้ และนั่นเป็นสิ่งดีที่เทคโนโลยีจะมีให้ใช้กันอย่างแพร่หลายในอนาคตอย่างแน่นอน   เทคโนโลยีจอแสดงผลอัจฉริยะบนแว่นตาจาก Bosch  ถ้าคุณชอบเทคโนโลยีจอแสดงผลอัจฉริยะหรือ Head Up Display เทคโนโลยีนี้จาก Bosch ที่จะเปิดตัวในงาน CES 2020 ซึ่งมีชื่อว่า Light Drive จะเป็นอะไรที่ถูกจริตของคุณมากเลยล่ะครับ เทคโนโลยีนี้แค่เพียงใส่แว่นตาก็จะได้เห็นข้อมูลต่างๆ และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแว่นตาแบบไหนอีกด้วย  ทว่าตอนนี้เรายังไม่ทราบข้อมูลและราคา แต่การมีเทคโนโลยีนี้แยกออกมาจากหมวกกันน็อกอัจฉริยะก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการที่มันถูกจำกัดอยู่ที่หมวกกันน็อกนั้น การที่เราเปลี่ยนไปใช้ใบอื่นเราก็จะเสียประโยชน์ตรงนี้ไป ผิดกับแว่นตาที่สามารถนำไปใช้ร่วมกับหมวกกันน็อกใบอื่นได้สะดวกกว่า  แต่ถ้าเกิดว่าเจ้า Bosch Light Drive เกิดแพงมากๆ ขึ้นมา บางทีมันอาจจะทำให้พวกเรานักบิดอาจจะต้องหันไปมองทางเลือกอื่น หรือลืมเลือนมันไป แต่อย่างที่บอกเรายังไม่มีข้อมูลของมันในตอนนี้ ดังนั้นเรามารอลุ้นกันอีกจนกว่าจะถึงงาน CES 2020 กันเถอะครับ   ชุดแอร์แบ็ก จริงๆ แล้วเรื่องของแอร์แบ็กก็ไม่ได้เป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากนัก เนื่องจากก็มีมาหลายปีแล้ว เพียงแต่อย่างที่เคยบอกไปข้างต้นว่า การแข่งขันทำให้เกิดการพัฒนา และในตอนนี้ยังมีผู้ผลิตไรดิ้งเกียร์เพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่ใส่เทคโนโลยีแอร์แบ็กเข้ามาในชุดของพวกเขา แต่ตอนนี้ก็นับเป็นข่าวดีที่หลายๆ ค่ายต่างเริ่มหันมาสนใจนวัตกรรมนี้กันมากขึ้น อาทิ เช่น แบรนด์ฝรั่งเศสอย่าง Furygan ที่เริ่มจับมือกับ In&Motion เพื่อสร้างชุดที่ติดตั้งระบบแอร์แบ็กเข้าไป แน่นอนว่าเป็นอะไรที่ดีกับเรามากๆ ที่ไม่ใช่จะต้องคอยเพียงแค่แบรนด์หรือสองแบรนด์ที่มีเจ้าเทคโนโลยีนี้เท่านั้น  ถ้าเกิดคุณเป็นคนที่ชอบดูการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับนานาชาติ หรือเคยดูคลิปเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์จากที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะ facebook หรือ YouTube คุณน่าจะรู้สึกได้ว่ามีไรดิ้งเกียร์มากมายหลากหลายแบรนด์เหลือเกิน และ Furygan ก็เป็นแบรนด์นึงที่เป็นที่นิยมมากนานแล้ว แม้ในไทยจะยังไม่บูมมากๆ ก็ตาม แต่ก็น่าดีใจที่เขาหันมาสนใจเรื่องนี้ และถ้าแบรนด์อื่นๆ สนใจเพิ่มด้วยจะยิ่งดีมากๆ ครับ   นวัตกรรมความปลอดภัยที่ทัดเทียมกันในเพศหญิง แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องมอเตอร์ไซค์ ก็จะพบว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ชายซะเป็นส่วนมาก ดังนั้นไรดิ้งเกียร์ส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาเพื่อผู้ชายซะเป็นส่วนมาก แม้ว่าหมวกกันน็อกมันจะไม่เลือกเพศแต่เลือกหัว แต่ชุดไรดิ้งเกียร์นั้นจำเป็นจะต้องแบ่งแยกเพศ เพราะสรีระเพศชายและเพศหญิงนั้นแตกต่างกัน และชุดตัวท็อปๆ เทพๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความปลอดภัย อย่างเจ้าชุดแอร์แบ็ก ก็มักจะมีแต่ในชุดของผู้ชาย  แต่จริงๆ แล้ว ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นที่เป็นไบค์เกอร์ ยังมีไบค์เกอร์หญิงสาวอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แม้จะยังไม่มีมากเท่าผู้ชาย แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่หลายๆ ค่ายผู้ผลิตเริ่มหันมาจับตามอง และล่าสุดแบรนด์ดังๆ อย่าง Dainese ที่มีเทคโนโลยี D-Air หรือแอร์แบ็กเนี่ยก็เล็งเห็นจุดนี้และเริ่มที่จะนำนวัตกรรมนี้ใส่ให้กับชุดสูทของไบค์เกอร์หญิงแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีมากๆ ครับ อย่างไรก็ตามบ้านเราก็น่าจะต้องเวลาอีกพอสมควรนะครับกว่านวัตกรรมต่างๆ จะมาให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย บางนวัตกรรมจากบานแบรนด์อาจจะมาแล้ว แต่ราคาก็อาจจะเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้มันไม่แพร่หลาย ไม่เป็นที่นิยม แต่ผมเองเชื่อว่าอนาคตนวัตกรรมเหล่านี้จะถูกลงจากผลของการแข่งขันและพัฒนา และสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะกลายเป็นฟีเจอร์พื้นฐานของไรดิ้งเกียร์หรืออุปกรณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าเป็น นวัตกรรม เพื่อความปลอดภัย มีเงินหน่อยก็ซื้อเถอะครับ มันเซฟเงินเราได้เยอะกว่ามากแน่ๆ ถ้าสมมติว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Hayabusa ยังคงครองใจไบค์เกอร์มาตลอดเพราะอะไรกัน?

Suzuki Hayabusa หรือ Suzuki GSX-R1300R เป็นสปอร์ตไบค์ที่มีอายุอานามมากถึง 20 ปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นสปอร์ตไบค์ที่หลายๆ คนชอบหรือหลงรักมัน แต่มันเป็นเพราะอะไรกันนะ ทำไมมันถึงได้ครองใจไบค์เกอร์มาได้อย่างยาวนานกว่า 20 ปี ก่อนอื่นๆ ใครก็น่าจะรู้กับเรื่องของท็อปสปีดของเจ้า Hayabusa คันนี้กันดีว่าแรงทะลุ 300 กม./ชม.และมีการอัพเดตที่สำคัญจริงๆ แค่เพียงครั้งเดียวนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999   20 ปีนับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน โดยเฉพาะกับในวงการมอเตอร์ไซค์ เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของวงการนี้อย่างต่อเนื่องและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกคิดค้นขึ้นมากมาย แต่เจ้า Suzuki GSX-R1300R ก็ยังคงผลิตและขายอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ปกติเอาซะเลย   สหรัฐอเมริกาคือประเทศนึงในไม่กี่ประเทศที่ยังคงขายเจ้า Hayabusa อยู่ ประเทศอื่นๆ ที่ยังขายอยู่ก็จะมีไทย แอฟริกาใต้ ชิลี ออสเตลเลีย แคนาดาและซาอุดิอาระเบีย ทวีปยุโรป อเมริกาใต้และเอเชียแผ่นดินใหญ่นั้นไม่มีเจ้าฮายาฯ ขายแล้วเนื่องจากการมีกฎหมายเรื่องไอเสียที่เคร่งครัด ทำให้ไม่อาจจะจำหน่ายมันได้อีก มันเปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 เป็นช่วงเวลาที่ผิดแปลกสำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลก เงื่อนไขเกี่ยวกับซูเปอร์ไบค์กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง โดยในปีก่อนหน้าเราได้เห็นการเปิดตัวของรถที่จะมาจำกัดนิยามใหม่ให้กับรถในคลาสนี้อย่าง Yamaha YZF-R1 มันควรจะเป็น 6 ปีก่อนที่ซูเปอร์ไบค์จะขยับปรับเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 750 ซีซีไปเป็น 1000 ซีซี   สงครามช่วงชิงการเป็นเจ้าแห่งความเร็ว สงครามแห่งท็อปสปีด “ของข้าใหญ่กว่าของเอ็ง” เกิดขึ้น เป็นการแข่งขันกันระหว่างค่ายรถญี่ปุ่นในช่วงปี 1996 ในตอนที่ Honda เปิดตัว ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,137 ซีซี โดยมีคู่แข่งคือ Kawasaki ZZ-R1100 ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,052 ซีซี และเจ้า Blackbird ก็ทำให้ท็อปสปีดสูงสุดของมอเตอร์ไซค์เขยิบไปเกือบๆ 288 กม./ชม. และ Suzuki เองก็อยากมีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ และ Suzuki ก็ทำได้ดีซะด้วย แผนกการตลาดของ Suzuki เลือกใช้ชื่อ Hayabusa ที่เป็นชื่อของนกที่บินได้เร็วที่สุด มันคือชื่อของเหยี่ยวเพเรกรินญี่ปุ่น ที่สามารถบินได้เร็วสูงสุดถึง 384 กม./ชม. แล้วที่สำคัญคือมันล่านกแบล็กเบิร์ดญี่ปุ่นเป็นอาหารอีกด้วย เรียกว่าข่ม Honda กันชัดๆ   และความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.ก็กลายเป็นไพ่ตายของ Suzuki แน่นอนว่าทาง Honda และ Kawasaki ย่อมไม่ยอม ทว่าสงครามครั้งนี้กลับสิ้นสุดลงก่อนที่จะเริ่มต้นจริงจังซะด้วยซ้ำ เนื่องจาก 1 ปีให้หลัง ค่ายรถญี่ปุ่นกลับหันมาจับมือกันไม่ทำรถโปรดักชั่นหรือรถขายจริงที่มีความเร็วเกินกว่า 300 กม./ชม. แต่กระนั้นก็ตาม Kawasaki ก็ยังเปิดตัว ZX-12R ในปีต่อมาพร้อมกับเคลมว่ามีความเร็วสูงสุดที่ 301 กม./ชม.แบบแสบๆ คันๆ แม้ชื่อเสียงเรียงนามว่าจ้าวแห่งความเร็วของ Suzuki Hayabusa จะถูกปิดผนึกไปแล้ว แต่ทาง Kawasaki ก็ยังเข็นเอา ZX-14R ออกมาในปี 2006 เพื่อหวังจะปิดบัญชีแค้นครั้งนี้ ทว่าโลกกลับหันความสนใจไปในด้านอื่นแล้ว   เจ้าเหยี่ยวเพเรกรินคันนี้ได้รับการอัพเดทครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวตลอดอายุ 20 ปีของมัน เป็นปี 2008 ที่มีการเพิ่มความจุของเครื่องยนต์ให้กลายเป็น 1,340 ซีซี พร้อมกับแฟริ่งใหม่ที่ลื่นไหลกว่าเดิม (แต่ยังเป็นเอกลักษณ์ให้จดจำเหมือนอย่างที่ผ่านมา) ต่อมาในปี 2013 ถึงจะมีระบบเบรค ABS และคาลิเปอร์เบรคใหม่ และมีสีสันใหม่ๆ เท่านั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา   แม้ว่ามันจะขาดสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครูซคอนโทรล อุ่นมือ และฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยอย่างแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อลอย และทุกวันนี้รถหลายๆ คันก็ทำความเร็วแตะ 300 กม./ชม.ได้ไม่ยากเย็น แต่ Hayabusa ในวันนี้ก็ยังเป็นรถที่ดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา การอัพเดตในปี 2008 ทำให้มันยังคงเป็นรถที่ยังคงขายได้ในทุกวันนี้   Hayabusa ยังคงครองพื้นที่ในใจของชาวไบค์เกอร์ เปรียบเสมือนตำนานที่ยังมีชีวิตของคนสองล้อ แต่ใครจะไปรู้โมเดลที่คุณเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้อาจจะกลายเป็นอดีตก็ได้ Suzuki อาจจะสร้างตำนานบทใหม่ให้กับมันก็ได้ เหมือนอย่างที่ Suzuki ทำกับ Katana ก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki 1 Day Trip @ Bangsaen

Suzuki 1 Day Trip @ Bangsaen เปิดทริปส่งท้ายปี เปิดคันเร่งปะทะคลื่น วันเดย์ทริป เช็คอิน บางแสน  เป็นการรวมตัวกันอีกครั้ง ในกิจกรรมวันเดย์ทริปส่งท้ายปี 2019 สำหรับชาว ซูซูกิ โดยเฉพาะ ด้วยรถจักรยานยนต์ซูซูกิ ทั้งรถบิ๊กไบค์และรถเล็ก ทริปนี้มีรถเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 60 คัน ที่จะได้ร่วมเดินทางกันไปในทริปสั้นๆ เพื่อร่วมพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลบางแสน โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้มีการรวมตัวกัน ในเช้าวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 บริเวณ หน้าโชว์รูม Suzuki World ช่วงเช้าทุกท่านพร้อมลงทะเบียนและรับเสื้อแจ็คเก็ตสุดเท่ และเติมพลังแบบเบาๆ ด้วยชุดอาหารเช้ากันก่อนออกเดินทาง โดยจุดหมายปลายทางทริปนี้อยู่ที่บางแสน เพื่อไปสูดอากาศสดชื่นริมทะเลพร้อมดื่มกาแฟยามบ่ายกันที่ร้าน Sea Salt ชลบุรี เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เริ่มเคลื่อนขบวนกันทันที โดย มร.ชินจิ ฮะสึอิ President บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้ให้เกียรติตีธงปล่อยขบวน และยังได้ร่วมขบวนไปในทริปนี้ ด้วยการขับขี่ ซูซูกิ GSX-S150 พร้อมการตกแต่งแบบเต็มคัน การขับขี่ในทริปนี้เป็นไปในรูปแบบขบวน และเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสมาชิกในขบวนและผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป จุดหมายแรกอยู่ที่ร้านอาหารแก้วมณี จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเติมพลังอาหารมื้อกลางวันสุดพิเศษ สำหรับชาว ซูซูกิ โดยเฉพาะ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สะพานชลมารควิถี สะพานเลียบชายทะเลชลบุรี ถอดตัวยาวตลอดริมฝั่งป่าชายเลน สมาชิกขี่รถรับลมกันแบบสบายๆ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ร้าน Sea Salt ชลบุรี เป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ ที่นี่ทุกคนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศ ผ่อนคลายสบายๆ พอที่จะทำให้หายเหนื่อยจากงานในชีวิตประวันจำกันได้ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับอาหารว่างทั้งขนม ผลไม้ และกาแฟกันแบบสุดชิลด์ ริมทะเล ก่อนที่จะได้ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันอีกครั้งที่สะพานกลางทะเล พร้อมกับได้สัมผัสกับบรรยากาศลมโชยเป็นการส่งท้ายของทริป Suzuki 1 Day Trip @ Bangsaen  สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.thaisuzuki.co.thและwww.facebook.com/SuzukiSociety #ThaiSuzukiMotor #SuzukiSociety #SuzukiWorldBigbike อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 660

Aprilia RS 660 คือแนวคิดสปอร์ตไบค์ใหม่ของค่ายที่สร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่งเพื่อให้คุณขับขี่บนท้องถนนได้อย่างสนุกสนาน จุดเด่นคือแชสซีที่ยอดเยี่ยม น้ำหนักตัวรถที่เบา เครื่องยนต์ 2 สูบใหม่กำลังแรง 100 แรงม้า พร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยกจาก RSV4 มาใส่ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรมและการดีไซน์ ดีไซน์ Aprilia RS 660 มีสไตล์ที่โดดเด่นมากๆ และเส้นสายลวดลายรูปร่างของมันจะกลายเป็นต้นแบบของสปอร์ตไบค์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคตของ Aprilia การออกแบบใช้นวัตกรรม มีความซับซ้อนและให้ภาพลักษณ์สปอร์ตแท้ๆ แต่ก็ไม่สุดโต่งจนใช้งานจริงได้ไม่ดี ยังคงให้ความสบายในการขับขี่ของคนขับและซ้อนท้ายของคนซ้อน ซึ่งเป็นผลของการตั้งเป้าการออกแบบดีไซน์ของทาง Aprilia Centro Stile ด้านหน้ายังคงเอกลักษณ์ตามสไตล์ของทางค่ายกับไฟหน้า 3 ดวง การันตีเรื่องทัศนวิสัยที่ดี ซึ่งตอนนี้เป็นแบบ LED แล้ว เก็บงานสวยๆ ด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์หรือไฟเดย์ไลท์แบบที่บ้านเรานิยมเรียกกัน โดยจะมีไฟเลี้ยวในตัวไฟเดย์ไลท์ด้วย ซึ่งช่วยให้ด้านหน้ารถดูเล็กกะทัดรัดมากขึ้น ไฟต่ำพร้อมระบบออโต้ที่เปิดปิดให้เองจากเซ็นเซอร์ ไฟเลี้ยวเองก็มีระบบยกเลิกเองอัตโนมัติ รวมถึงจะกระพริบถี่ๆ เวลาเบรคฉุกเฉิน และปิดท้ายด้วยระบบ Cornering Light ที่เพิ่มเข้ามาช่วยส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง ด้านข้างมีแฟริ่ง 2 ชุดหรือเรียกว่าดับเบิ้ลแฟริ่งที่ออกแบบโดยควบรวมเอาหลักอากาศพลศาสตร์เข้าไปด้วยในตัว ช่วยลดแรงต้านจากลมได้มาก ช่วยให้ลดนิ่งที่ความเร็วสูง ทั้งยังช่วยให้ขับขี่ได้สบายมากขึ้น แถมยังมีส่วนที่ทำอากาศเย็นไปไล่อากาศร้อนที่เครื่องยนต์อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่ปกปิดส่วนของเฟรมหลักที่มีดีไซน์สวนงาม และที่แน่นอนเรื่องความสบายก็ออกแบบมาให้มีท่านั่งที่สบาย ให้เบาะนั่งที่กว้าง แต่ส่วนท้ายเรียวลง รวมกันกับพักเท้าที่ได้ตำแหน่งพอเหมาะ ช่วยให้คนซ้อนเองก็นั่งได้สบายเช่นกัน (ในรูปที่เห็นจะเป็นตัวที่ใส่ตูดมด) แชสซี RS 660 มาพร้อมโครงสร้างแชสซีใหม่ที่มีน้ำหนักเบา เนื่องจากใช้เฟรมและสวิงอาร์มทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรงและน้ำหนักเบา ทั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนักเบา ทางค่ายยังกระจายน้ำหนักไปยังล้อหน้าและหลังได้อย่างสมดุล ช่วยให้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เฟรมที่ไม่ได้ถูกแฟริ่งซ่อนไว้เผนให้เห็นว่าเครื่องยนต์เป็นส่วนหนึ่งของการรับโหลดน้ำหนักตัวรถ ซึ่งช่วยให้โครงสร้างแชสซีกะทัดรัด เบาและแข็งแรงยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันสวิงอาร์มแบบไม่สมมาตรเองก็มีใช้เครื่องยนต์เป็นจุดหมุน โช้คหลังที่ติดตั้งเข้าไปก็เลือกจุดติดตั้งที่ช่วยให้ทำงานได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งกระเดื่อง ซึ่งช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักรถได้อีกส่วนนึง ด้านหน้าติดตั้งโช้ค Kayaba ขนาด 41 มม.แบบหัวกลับปรับแต่งได้ ดิสก์เบรคหน้าคู่ขนาด 320 มม.พร้อมกับคาลิเปอร์เบรคจาก Brembo และจบด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II เครื่องยนต์ ขุมพลัง RS 660 เป็นเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซี เป็นเครื่องบล็อกใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 มีขนาดเล็กแต่ทรงประสิทธิภาพ ให้กำลังแรงม้าสูงถึง 100 ตัว ซึ่งเมื่อคิดคำนึงถึงอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถจะถือว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียว แรงบิดเองก็สูง ซึ่งจุดนี้จะช่วยให้รถขี่ได้สนุก เร่งแซงได้ดี ตอบสนองรวดเร็วแม้จะใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ปรับแต่งได้มากถึง 5 โหมด ท่อไอเสียแบบปลายเดียว ออกที่ด้านใต้ตัวรถช่วยในเรื่องของศูนย์ถ่วงมวลรวมของรถ ช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น เมื่อรวมกับน้ำหนักแชสซีที่เบา เครื่องยนต์ที่แรงแล้ว ถือว่าน่าจะตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ทั้งขี่ในสนามและในชีวิตประจำวันได้ดี ระบบช่วยเหลือ อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่ามีการยกระบบอิเล็กทรอนิกส์จาก RSV4 มาใส่ ดังนั้นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเหลือในการขับขี่และความปลอดภัยนั้นถือว่าจัดเต็มทีเดียว นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบหกแกนด้วย เรียกว่าระบบนี้มาถึงรถระดับกลางกันแล้ว ใครไม่มีเสียเปรียบเลยทีเดียว ระบบที่มีใน RS 660 ก็เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล สามารถปรับแต่งได้ ระบบกันล้อลอยตัว สามารถปรับแต่งได้ ครูซคอนโทรล ระบบรักษาความเร็วขณะเดินทางขับขี่ทางไกล ควิกชิฟต์แบบสองทาง ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายโดยไม่ต้องกำคลัทช์ เอ็นจิ้นเบรค คอยควบคุมเอ็นจิ้นเบรคเวลาปิดคันเร่ง เอ็นจิ้นแม็พ ช่วยปรับการส่งกำลังของเครื่องยนต์ Cornering ABS ระบบเบรค ABS ที่ใช้ในโค้งได้ หน้าจอเรือนไมล์สีพร้อมเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อควบคุมฟังก์ชั่นมัลติมีเดีย ฟังเพลง รับสาย และดูข้อมูลต่างๆ ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Harley-Davidson 350 ดาวน์ไซส์รุกตลาดจีนใกล้จะเผยโฉมแล้ว

Harley-Davidson 350 คือโปรเจ็กต์ที่จะพัฒนาเครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 338 ซีซี ที่เปรียบเสมือนเบบี้ Harley และโปรเจ็กต์นี้เองก็มาถึงอีกหนึ่งช่วงสำคัญแล้ว นั่นก็คือ จบขั้นตอนของการออกแบบดีไซน์รถแล้ว นั่นหมายถึงก้าวถัดไปจะเป็นการขึ้นไลน์ผลิตในโรงงานในจีนที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Harley ซึ่งก็คือ Qianjiang Motorcycle ที่เคยซื้อบริษัทสัญชาติอิตาลีที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์อย่าง Benelli ไปตั้งแต่ในปี 2005 โดยช่วงเวลาออกแบบเสร็จสิ้นครั้งนี้ถูกจารึกลงไปในพิธีการเซ็นสัญญาที่ประเทศจีนเพื่อเป็นการแสดงว่าทั้งสองค่ายต่างเห็นชอบกับดีไซน์ใหม่นี้อย่างเป็นทางการ ในตอนนั้นมีเพียงแค่ภาพสเก็ตช์คร่าวๆ เท่านั้น โดยดีไซน์ที่เผยให้เห็นเป็นเครื่องยืนยันว่าโมเดลใหม่จะมีพื้นฐานคล้ายคลึงกับ Benelli 302S อย่างมาก โดยตัวรถจะมีเฟรมถักเหมือนกัน เพราะ Benelli เป็นแบรนด์ที่ Qianjiang เป็นเจ้าของ ลองดูจากภาพเคลื่อนไหวก็ได้ ชิ้นส่วนกลไกต่างๆ ในภาพร่างเองก็ใกล้เคียงกับชิ้นส่วนของ Benelli มากๆ เช่นกัน เครื่องยนต์ขนาด 338 ซีซีเองก็มีการเผยออกมาให้เห็นกันแล้วตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยมีการใช้ระยะชัก 45.2 มม.ที่มาจากเครื่องยนต์ขนาด 300 ซีซีของ Benelli 302S และมีความกว้างกระบอกสูบขนาดใหญ่กว่าเป็น 69 มม.จากเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 500 ซีซีที่ใช้กันใน Benelli TRK 502 และ Leoncino 500 จากนั้นเราก็พบว่า Benelli เปลี่ยน 302S ด้วย 350S เกือบจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันที่จะมาใช้ในเจ้าเบบี้ Harley-Davidson คันใหม่นี้ด้วย เมื่อพูดถึงเรื่องชื่อของโมเดลใหม่ ในตอนที่เซ็นสัญญาเรื่องดีไซน์ใหม่ เจ้าเบบี้คันใหม่เนี่ยคือสื่อถึงโปรเจ็กต์ HD350 แต่จริงๆ แล้วอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอีกก็ได้นะครับ ยังไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนบ้านเรานั้นจะมีมาขายมั้ย ต้องลุ้นกันนะครับ เพราะหลักๆ คือ Harley-Davidson อยากที่จะใช้รถคันนี้ปลดล็อคตลาดรถในจีนและอินเดียเป็นหลัก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Diablo Rosso Scooter SC ยางซิ่งเพื่อสกู๊ตเตอร์ของคุณ

Pirelli Diablo Rosso Scooter SC คือยางสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ที่รวมเอาความชำนาญในด้านการแข่งขันของ Pirelli มาถ่ายทอดสู่โลกของสกู๊ตเตอร์ และออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้ในการแข่งขันสกู๊ตเตอร์โดยเฉพาะ ด้วยการโฟกัสไปที่การยึดเกาะในแบบของเรซซิ่ง การควบคุมเข้าโค้ง สมรรถนะดีรอบด้านไปจนถึงความคงเส้นคงวาของสมรรถนะ หลังจากที่เจ้า Diablo Rosso Scooter SC ไปทำการเปิดตัวกันที่ประเทศไต้หวัน ประเทศที่มีการแข่งขันสกู๊ตเตอร์รายการใหญ่ๆ อย่างน้อย 4 รายการ ดึงดูดนักแข่งไว้มากกว่า 600 ชีวิต และจัดงานแข่งมากกว่า 20 งาน แบ่งย่อยออกไปได้มากถึง 30 รุ่น เรียกว่าไปเปิดได้ถูกที่ถูกทางจริงๆ และเมื่อทางเราได้ทราบข่าวก็นำมาโพสต์ลงแฟนเพจ ก็มีผู้ที่สนใจมาเป็นจำนวนมาก และคราวนี้เราก็ได้ข้อมูลแบบแน่นๆ เน้นๆ มาลงให้ผู้ที่สนใจได้ลองพิจารณากันดูว่า ยางสายฟ้าเวอร์ชั่นสกู๊ตเตอร์มันมีดียังไงกันบ้างครับ Diablo Rosso Scooter SC พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยใช้ Rosso Scooter เป็นจุดเริ่มต้น แน่นอนว่า SC ที่เพิ่มเข้ามาต่อท้ายนั้นหากใครเป็นสาวกยาง Pirelli ต้องรู้ว่ามันเป็นการบ่งบอกว่ามันมีส่วนเชื่อมโยงกับสูตรคอมปาวด์ยางเรซซิ่ง และเจ้า Diablo Supercorsa ที่เป็นยางแข่ง ทั้งนี้ยาง Rosso Scooter SC เป็นยางที่ขี่ถนนได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็สามารถใช้แข่งในสนามหรือหวดบนถนนหลวงได้แบบหายห่วง คุณสมบัติเด่น การยึดเกาะในแบบเรซซิ่ง เมื่อเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน แน่นอนว่าการยึดเกาะเป็นสิ่งสำคัญ ตัวยางสกู๊ตเตอร์สายฟ้านี้ให้การยึดเกาะที่เหนือกว่า และให้การยึดเกาะที่ดีในทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ การควบคุมในแบบเรซซิ่ง ตัวยางสายฟ้านี้นอกจากให้การยึดเกาะที่ดีแล้ว ยังมีโปรไฟล์ที่ช่วยให้พลิกรถได้เร็ว แบนรถที่องศาสูงสุดได้ไว เปลี่ยนทิศทาง ควบคุมได้รวดเร็ว นิ่งและเสถียรมากพอ ไม่ว่าจะอยู่ในทางตรง ตอนเร่ง หรือตอนเบรค ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง สมรรถนะดีรอบด้านและความคงเส้นคงวา การที่ยางจะหนึบเพียงระยะสั้นๆ หรือช่วงแรกๆ ของการใช้งาน จากตอนเปลี่ยนใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลย แต่เจ้าสายฟ้าสำหรับสกู๊ตเตอร์คันนี้จะให้สมรรถนะที่ดีคงเส้นคงวาตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนจนหมดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังให้สมรรถนะดีรอบด้าน ไม่ว่าจะถนนแห้งหรือถนนเปียกก็ให้การตอบสนองที่ดี มั่นใจและเอาอยู่ ประโยชน์ทั้งหมดข้างต้นได้มาจากการผสมผสานรวมตัวกันอย่างลงตัวของคอมปาวด์ยางแบบฟูลคาร์บอนแบล็คที่ช่วยให้ยางร้อนไว หนึบและทนทาน โปรไฟล์ยางแบบเรซซิ่งที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวและแม่นยำ และลายดอกยางสายฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ เด่นในเรื่องของการลดการสึกหรอและช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายางได้รวดเร็ว ไซส์ของยางที่มีในตอนนี้ เจ้า Diablo Rosso Scooter SC ตอนนี้มีสองไซส์เท่านั้นคือ (ล้อขอบ 12 นิ้วเท่านั้น) 100/90 – 12” M/C 64P TL ยางหน้า 120/80 – 12” M/C 55P TL ยางหลัง ดังนั้นรถที่บ้านเราใส่ได้ก็จะเป็นพวก Vespa, Honda Scoopy i, Honda Zoomer X, Yamaha Grand Filano, Yamaha QBIX, Yamaha Freego เป็นต้น ทั้งนี้อาจจะต้องปรึกษาช่างเทคนิคอีกที สำหรับรถที่มีการปรับแต่งเพิ่มเติมในส่วนของโช้ค หรืออื่นๆ ที่อาจจะมีผลต่อการติดตั้งยางได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก      

MV Agusta Rush 1000

MV Agusta Rush 1000 ถือเป็นเซอร์ไพรส์นึงที่ทำให้เราประหลาดใจในหลายๆ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเลยคือตัวรถนั้นมาโชว์ให้เห็นโฉมหน้าก็ตอนที่ทาง MV Agusta ประกาศโมเดลใหม่สำหรับปี 2020 ไปแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของตัวรถ Rush 1000 เองแล้ว เพราะสไตล์ของมันสุดจริงๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าเวลาที่เป็นค่ายรถที่เน้นในเรื่องดีไซน์เป็นหลัก เน้นขายรถรุ่นพิเศษแบบจำนวนจำกัด ค่ายก็จะสามารถกล้าใส่อะไรเสี่ยงๆ แต่เจ๋งมาได้ง่ายขึ้น   แต่ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเจ้า MV Agusta Rush 1000 คุณจะต้องยกนิ้วให้กับค่ายรถจากเมือง Varese ค่ายนี้ในด้านการออกแบบอยู่ดี สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้ารถคันนี้ก็คือว่าเจ้า Rush 1000 นั้นเป็นรถที่ทางค่ายทำการคัสตอมมาจากเจ้า Brutale 1000 RR ซึ่งถ้ามองลึกเข้าไปจะรับรู้ได้ว่า Brutale 1000 นั้นอยู่ในไลน์ของคลาสสิคของทางค่าย ในขณะที่ Rush 1000 คือสิ่งที่เราคาดไม่ถึง มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แฟนตาซีและแปลกตาไม่น้อย สิ่งนึงที่เห็นคือทางค่ายนำเอาไฟหน้า LED ทรงกลมซึ่งเคยใช้ใน RVS #1 มาใช้อีกในโมเดลนี้ และเพิ่มครอบล้อคาร์บอนไฟเบอร์เข้าไปในส่วนของล้อหลังที่ดูลงตัวกับสวิงอาร์มเดี่ยว ส่วนท้ายของรถน่าจะเป็นส่วนที่แตกต่างจากปกติมากที่สุดผิดกับที่เป็นรถอิตาลี ท้ายใช้แฟริ่งเป็นคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมกับไฟท้าย LED ที่ดูเหมือนกับจรวดมากกว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ ราคาค่าตัวนั้นเปิดออกมาที่ 34,000 ยูโรหรือราวๆ 1.15 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่า Brutale 1000 RR เพียง 4,000 ยูโรหรือราวๆ แสนนิดๆ ซึ่งหากคิดแล้วถือว่าไม่มากมายอะไร เมื่อเทียบกับความพรีเมียมที่ได้ และกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อรถราคาขนาดนี้   ส่วนบ้านเราจะนำมาขายมั้ยนั้น คงต้องลุ้นหน่อย ถ้าจำเข้ามาก็คงจะเพียงคันหรือสองคันเท่านั้น กับรถพิเศษสุดๆ ขนาดนี้ รายละเอียดรถ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 จังหวะ ปริมาตรกระบอกสูบ 998 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 79.0 X 50.9 มม. อัตราส่วนการอัด 13.4:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยาว X กว้าง X สูง 2,080 X 805 X NA มม. ขนาดยางหน้า 120/70 – ZR17 M/C (58W) ขนาดยางหลัง 200/55 – R17  M/C (78W) ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins Nix EC ขนาด 43 มม. ปรับไฟฟ้า ระยะยุบ 120 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มเดี่ยวและโช้คเดี่ยว Ohlins EC TTX ปรับไฟฟ้า ระยะยุบ 120 มม. เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่แบบลอยตัวขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema 4 พ็อต และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 มม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พ็อตและ ABS ระยะฐานล้อ 1,415 มม. ความสูงเบาะ 845 มม. น้ำหนักรถ 186 กก. ความจุถังน้ำมัน 16 ลิตร ราคา ราคายังไม่ระบุ ติดต่อ Facebook: https://www.facebook.com/MVAgustaTH/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถประเภทไหน

รถประเภทไหน ที่นิยมกันในอิตาลี? รถประเภทไหน ที่นิยมกันในอิตาลี? คำถามนี้ผมนึกขึ้นมาได้หลังจากอ่านคอมเมนต์ในแฟนเพจ SuperBike Magazine ที่เข้ามาคอมเมนต์ตอบโพสต์ที่ว่า “เกิดอะไรขึ้นทำไมยอดขาย Yamaha Tenere 700 ถึงได้แซง GS ในเยอรมัน?” ผมก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วฝรั่งหรือคนยุโรปนั้นเขาชอบขี่รถอะไรกัน รถอะไรขายดี อะไรทำนองนั้น และในเมื่อผมเคยเอาสถิติของประเทศเยอรมนีมาให้ดูไปครั้งนึงแล้ว คราวนี้ผมก็เลยขอไปหาข้อมูลจากฝั่งอิตาลีกันบ้างดีกว่า   หลายคนคงสงสัยทำไมผมถึงเลือกอิตาลี ผมก็ขอตอบไว้ว่า เผอิญหาข้อมูลได้พอดี เอ้ย ไม่ใช่ อิตาลีนั้นเรียกว่าเป็นดินแดนแห่งมอเตอร์ไซค์เลยก็ว่าได้ หลายๆ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ดังๆ เด่นๆ ก็เกิดขึ้นที่อิตาลี ไม่ว่าจะเป็น Aprilia, Benelli, Beta, Bimota, Cagina, Ducati, Fantic, Gilera, Italjet, Lambretta, Moto Guzzi, Moto Morini, MV Agusta, Piaggio, SWM, Vespa และยังมีหลายแบรนด์ที่ไม่ได้กล่าวถึง บางแบรนด์อาจจะไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่นัก   นอกจากแบรนด์มอเตอร์ไซค์แล้ว แบรนด์ของแต่งรถต่างๆ หรือไรดิ้งเกียร์คุณภาพดีก็มาจากอิตาลีอีกหลากหลายแบรนด์เช่นกัน ซึ่งถ้าให้ผมลิสต์ออกมาคงจะยาวไม่น้อย นักแข่งระดับแชมป์โลกก็เป็นคนอิตาลีหลายคนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Giacomo Agostini, Valentino Rossi, Carlo Ubbiali, Walter Villa, Max Biaggi เป็นต้น สุดท้าย EICMA งานมอเตอร์ไซค์ระดับโลกที่ไบค์เกอร์ควรจะไปสักครั้งนึงในชีวิตเองก็ดันไปจัดที่มิลาน ประเทศอิตาลีอีก ไม่แปลกใจเลยที่ผมจะยกให้อิตาลีเป็นแดนของมอเตอร์ไซค์ เพราะงั้นผมว่าอิตาลีจึงประเทศที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว การหยิบสถิติของประเทศอิตาลีมาจึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างน้อยก็ผมคนนึง   สถิติจดทะเบียนรถแบบแยกตามประเภทของรถ (มกราคม – สิงหาคม 2019) เน็กเก็ตไบค์ 29,687 คัน แอดเวนเจอร์ไบค์ 28,905 คัน ทัวริ่งไบค์ 9,818 คัน คัสตอมไบค์ 4,119 คัน สปอร์ตไบค์ 3,626 คัน โมตาร์ด 2,281 คัน   สถิติจดทะเบียนรถแบบแยกตามขนาดความจุของเครื่องยนต์ (มกราคม – สิงหาคม 2019) 800 – 1,000 ซีซี 22,603 คัน มากกว่า 1,000 ซีซี 18,842 คัน 600 – 750 ซีซี 13,751 คัน 250 – 500 ซีซี 12,904 คัน 125 ซีซี 8,987 คัน 150 – 250 ซีซี 1,906 คัน   *หมายเหตุสถิติข้อมูลดังกล่าวนี้ยังไม่รวมสกู๊ตเตอร์ จากตัวเลขสถิติข้างตนจะพอเห็นได้ว่าคนอิตาลีในปี 2019 นั้นนิยมซื้อรถประเภทเน็กเก็ตไบค์และรถแอดเวนเจอร์มากที่สุด และก็นิยมใช้รถขนาดใหญ่พิกัดตั้งแต่ 800 ซีซีขึ้นไป หากพิจารณาดีๆ แล้วก็จะพอทำนายได้ว่าค่ายรถต่างๆ ก็น่าจะผลิตรถในสไตล์เน็กเก็ตและแอดเวนเจอร์ขนาดกลางไปถึงขนาดใหญ่มากขึ้นก็เป็นได้   แล้วไบค์เกอร์ชาวไทยล่ะชอบรถประเภทไหนกัน แล้วกี่ซีซีถึงจะดี ลองคอมเมนต์กันมาดู เผื่อว่าค่ายรถอาจจะหันมามองและใส่ใจไบค์เกอร์ชาวไทยมากขึ้นก็เป็นได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยามาฮ่า ฟรีโก 125 สีใหม่

ยามาฮ่า ฟรีโก 125 สีใหม่ เติมความสุขทุกเส้นทางได้มากกว่า รถออโตเมติกโมเดิร์นแฟมิลี่ 125 ซีซี ขี่ง่าย ประหยัดน้ำมัน ใช้งานสะดวก พร้อมฟังก์ชั่นเพิ่มความสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่…ใช่สำหรับทุกคน! บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกตัวจริง ของเมืองไทยอีกครั้ง!!! พร้อมส่ง ยามาฮ่า ฟรีโก 125 สีใหม่ สู่ตลาด บ่งบอกความเป็นตัวตนที่โดดเด่นชัดเจนสมกับที่เป็นรถออโตเมติก “โมเดิร์นแฟมิลี่” เครื่องยนต์พิกัด 125 ซีซี ที่เน้นการขับขี่ที่แสนง่าย ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้งานสะดวกคล่องตัว และมาพร้อมฟังก์ชั่นเพิ่มความสบายอย่างครบครัน ตอบสนองทุกการขับขี่ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่…ใช่สำหรับทุกคน! สำหรับ ยามาฮ่า FreeGo สีใหม่ ยังคงมาพร้อมขุมกำลังยุคใหม่ของยามาฮ่าด้วยเครื่องยนต์ Blue Core 125 ซีซี ที่พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ได้อย่างสนุก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้หมดจด ระบายความร้อนได้ดีกว่า ทำให้ประหยัดน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากจะขับขี่สนุกด้วยเครื่องยนต์ Blue Core แล้วยังเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยล้อแม็กขนาด 12” เท่ถูกใจ! พร้อมให้การยึดเกาะถนนแน่นหนึบด้วยยางหลังขนาด 110/90 มม. นอกจากนี้ “ยามาฮ่า FreeGo สีใหม่” ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นเพิ่มความสบายอย่างครบครันตั้งแต่หัวจดท้าย เริ่มตั้งแต่เรือนไมล์ LCD ดีไซน์สวยจัด พร้อมแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่น ทันสมัย ดูง่าย สบายตา ไฟหน้า LED พร้อมไฟฉุกเฉิน Hazard Lamp เพิ่มความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ให้ความสว่างชัดเจนทุกเส้นทาง ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า เติมง่าย สะดวกโดยไม่ต้องลงจากรถ พร้อมปุ่มกดเปิดฝาอัตโนมัติ ให้ความสบายกว่าเหนือระดับ ช่องต่อชาร์จไฟสำรองด้านหน้า ใช้งานสะดวกมาก สามารถต่อชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ เบาะนั่งกว้างใหญ่ พื้นที่นั่งขนาดใหญ่ความยาวพอเหมาะ พร้อมที่เก็บของใต้เบาะใหญ่ 25 ลิตร ที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกเต็มใบใต้เบาะได้แบบจุใจ รวมถึงมีพื้นที่วางเท้ากว้างขวาง พื้นเรียบแบบ Flat Foot Board วางเท้าก็ดี มีของก็วางได้สบาย     สำหรับ “ยามาฮ่า FreeGo สีใหม่” เติมความสุขทุกเส้นทางได้มากกว่า เพิ่มสีสันใหม่เพื่อความโดดเด่นตามสไตล์รถออโตเมติก “โมเดิร์นแฟมิลี่” ที่มีให้เลือกด้วยกันถึง 3 สี คือ สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับ สีดำ เพื่อความคมเข้มทุกการขับขี่ และสีแดง-ดำ ให้ความโดดเด่นเร้าใจทุกมุมมอง โดย “ยามาฮ่า ฟรีโก สีใหม่” พร้อมจำหน่ายในราคา 51,200 บาท ตั้งแต่วันนี้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ Website​: www.yamaha-motor.co.th • Facebook​: Yamaha Society Thailand • Instagram​: @yamahasocietythailand • Youtube​: Yamaha Society Thailand ติดตามข่าวสารรถแต่ง คลิกทีนี้  ติดตามผ่าน Facebook คลิกทีนี้ 

Bimota Tesi H2

Bimota Tesi H2 คือผลลัพธ์ชิ้นแรกจากค่ายรถอิตาลีในเมือง Rimini ที่ได้ทำงานร่วมกันกับผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kawasaki แม้ว่าตอนนี้จะเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์อยู่ แต่มันก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว Tesi H2 นั้นมีพื้นฐานเป็นไฮเปอร์ไบค์ตัวแรงของ Kawasaki อย่าง Kawasaki H2 จากนั้น Bimota ก็ได้เพื่มเติมเอกลักษณ์ของทางค่ายเข้าไปอย่างระบบ Hub Center Steering ที่หน้าตาดูคล้ายกับสวิงอาร์มหลัง เมื่อบังคับเลี้ยวก็จะมีตัวก้านต่อไปหมุนแกนล้อหน้าให้เลี้ยวตาม จริงๆ ระบบบังคับเลี้ยวแบบ Hub Center Steering นี้ไม่ใช่ของใหม่อะไร และมีมานานหลายสิบปีแล้ว โดยในบางค่ายก็มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเช่น Yamaha GTS1000 ที่ใช้ชื่อว่า Radd front steering นอกจากนี้ก็ยังจะมีเจ้า Vyrus 985 C3 และ Bimota Tesi โมเดลช่วงยุคปี 90 Kawasaki เองก็เคยมีส่วนเกี่ยวของในการพัฒนาระบบนี้ช่วงทศวรรษ 1970 เช่นกัน ตอนนั้นเป็นตอนที่เครื่องยนต์ 4 สูบของ Kawasaki ถูกใช้ในรถ Nessie รถแข่งของทีม Mead and Tomkinson ในกรณีของ Tesi H2 นั้น Tesi นั้นหมายถึงคำว่า ทฤษฎี ในภาษาอิตาลี เป็นสูตรของทางค่ายที่ในการผลิตสตรีทไบค์และทำการเพิ่มดีไซน์เข้าไปของตัวเองเข้าไป อย่างเจ้านี้ก็จะรักษาเฟรมและซูเปอร์ชาร์จที่ได้จากเจ้า Kawasaki H2 เอาไว้ แต่ด้านหน้าตอนนี้ก็ถูกจับแปลงใส่สวิงอาร์มอลูมิเนียมอัลลอยพร้อมกับระบบ Hub Center Steering เข้าไป สวิงอาร์มเดี่ยวของเดิมของเจ้า H2 หายไปกลายเป็นสวิงอาร์มคู่แบบทั่วๆ ไป แต่ท่อไอเสียปลายคู่ขนาดใหญ่ของเดิมยังคงเดิมอยู่ เฟรมถักของ Kawasaki เองก็เป็นอีกส่วนที่หายไป โดยมีเฟรมแบบบีมเข้ามาแทนที่ มีการนำชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ในแทบจะทั่วทั้งคัน โดยเฉพาะปีกหรือวิงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ที่บริเวณด้านข้างของแฟริ่งหน้าและทางเดินไอดีซูเปอร์ชาร์จเจอร์ การที่ Kawasaki Motors Europe เข้ามาเป็นเจ้าของและช่วยเหลือบริษัทมอเตอร์ไซค์อิตาลีในครั้งนี้น่าจะทำให้ Kawasaki สามารถขายรถมอเตอร์ไซค์ระดับไฮเอนด์ได้มากขึ้น และบางทีอาจจะสร้างแบรนด์พิเศษขึ้นมาเพื่อขายในแบบรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดภายใต้ชื่อ Bimota ที่ถูกฟื้นคืนขึ้นมาก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Husqvarna Norden 901

HUSQVARNA NORDEN 901 เตรียมผลิตขายจริงแล้ว หลังจากที่ทาง Husqvarna เผยโฉมให้เห็นคอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดของทางค่ายอย่างเจ้า Norden 901 ในงาน EICMA ไปก็ได้รับกระแสการตอบรับดีเกิดคาด และหลังจากนั้นไม่นานนัก Husqvarna ก็ออกมาประกาศว่าทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไบค์คัน 2 สูบที่น่าตื่นตาตื่นใจคันนี้กำลังจะผลิตขายจริงๆ โดยทางค่ายยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะเน้นผลิตรถในกลุ่มขี่ถนนมากยิ่งขึ้น นับเป็นครั้งแรกเลยสำหรับงานนิทรรศการมอเตอร์ไซค์ระดับนานาชาติที่อิตาลีหรือ EICMA ที่ Husqvarna จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากแฟนๆ นักบิดเรือนแสนตลอดไปจนถึงสื่อมอเตอร์ไซค์ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยโมเดลที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือเจ้า Norden 901 นั่นเอง และตอนนี้เจ้าโมเดลนี้ก็จะกลายเป็นโมเดลที่เพิ่มเข้ามาในไลน์อัพรถในกลุ่มขี่ถนนของทาง Husqvarna โดยเจ้า Norden 901 เป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกลที่คล่องตัวและใช้งานได้หลากหลาย เป็นรถมอเตอร์ไซค์สมัยใหม่ที่ให้นักบิดได้สัมผัสถึงความลงตัวระหว่างความสบายและการใช้งานได้จริง นอกจากนี้ Norden 901 จะยังเป็นมอเตอร์ไซค์เครื่องสองสูบที่เน้นเรื่องการออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์หรือเออโกโนมิกส์และมีสมรรถนะสูงโดยใช้ฐานประสบการณ์จากการแข่งขันแรลลี่ที่สั่งสมมานานหลายปี รวมไปถึงมีดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนและทางฝุ่น มีน้ำหนักเบาและแรงระดับแถวหน้าของคลาสเดียวกันช่วยให้รถคล่องตัวมากขึ้น ควบคุมรถได้แม่นยำให้คุณได้ออกผจญภัยได้อย่างสบายใจ ตลอดไปถึงขี่ง่ายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำหน้าที่จะใส่เข้ามาในตัวรถ ตอบโจทย์ทั้งชีวิตประจำวันและคนที่เดินทางไกลบ่อยครั้ง ไฮไลท์เด็ด => เป็นทัวริ่งแอดเวนเจอร์ที่เล็กและเบา • ใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 889.5 ซีซีที่ปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์ => ให้สมรรถนะที่ดีและลงตัวทั้งในแบบของออฟโร้ดและทัวริ่ง • ล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว หลัง 18 นิ้ว ท่านั่งที่สบายและช่วยให้ขับขี่รถได้อย่างมั่นใจ => ช่วงล่างจาก WP คุณภาพสูง   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

Lexmoto LXR 380 สปอร์ตไบค์น้องเล็กราคากันเอง

Lexmoto LXR 380 ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นคือสปอร์ตไบค์พิกัดเริ่มต้นไม่เกิน 400 ซีซี หลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยิน ซึ่งจริงๆ แล้วแบรนด์ Lexmoto นั้นเป็นมอเตอร์ไซค์สัญชาติจีน แต่ก็มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่อังกฤษที่แข็งแกร่ง จึงนับว่าเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจแบรนด์นึงเลยทีเดียว Lexmoto LXR 380 มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 378 ซีซี ที่ได้มาตรฐานไอเสียสูงถึง Euro4 พิกัดกำลังนั้นอยู่ในระดับรถเริ่มต้น (ใช้ใบขับขี่ A2 ของอังฤษได้) ที่ถูกผลิตโดยทาง Zongshen (บ้านเราก็ Ryuka นั่นเอง) ระบบขับเคลื่อนใช้ระบบเกียร์ 6 สปีด ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถปั่นแรงม้าออกมาได้ 40.2 แรงม้าที่ 9,000 รอบ อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 34.31 กม./ลิตร และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ราวๆ 144.16 กม./ชม. แม้ว่าจะน้อยกว่ารถพิกัดเดียวกันที่มาจากฝั่งแดนปลาดิบอยู่พอสมควร แต่ความเร็วเท่านี้ก็สามารถนำพาให้คุณไปถึงจุดหมายผ่านเส้นทางที่ติดขัดในเมืองได้เป็นอย่างดี ตัวรถนั้นมีดีไซน์ออกมาดูพรีเมี่ยมใช้ได้เลยทีเดียว แถมจัดเต็มดิสก์หน้าคู่แบบหยัก คาลิเปอร์เบรคแบบเรเดียลเมาท์ พร้อมระบบเบรก ABS ที่ได้มาตรฐานของฝากยุโรปเลย ไม่พอโช้คหน้ายังเป็นโช้คหัวกลับทำให้ได้ลุคที่เป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนยางก็จะเป็นยางแบบไม่ใช่ยางใน หน้าขนาด 120/70 X 17 นิ้วและ 160/60 X นิ้ว ซึ่งเป็นไซส์ใหญ่ มียางหลากหลายแบรนด์รองรับอยู่ เพราะงั้นไม่ต้องคิดมากในส่วนนี้ สนนราคานั้นนั้นเปิดตัวมาที่ราคาราวๆ 148,000 บาท เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนบ้านเรานั้นทาง Ryuka จะนำเข้ามาขายหรือไม่นั้นคงต้องลุ้นกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 900

Triumph Tiger 900 มีดีอะไรบ้าง Triumph Tiger 900 จัดเป็น All-New โมเดลที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย เพราะทางค่ายเคลมไว้ว่าจะเป็นโมเดลที่จะมายกระดับมาตรฐานให้กับโลกของแอดเวนเจอร์ไบค์ เราไปดูกันว่า Triumph Tiger 900 มีดียังไงบ้าง ก่อนอื่นเลยมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชื่อโมเดลย่อยเล็กน้อย จากเดิมที่เป็น Tiger 800 XC และ XCx สำหรับโมเดลล้อซี่ลวดเน้นทางฝุ่นจะถูกเปลี่ยนเป็น Tiger 900 Rally และ Rally Pro ส่วนโมเดล Tiger 800 XR และ XRx ที่เป็นโมเดลล้อแม็กเน้นขี่ทางดำจะกลายเป็น Tiger 900 GT และ GT Pro นอกจากนี้จะมีโมเดลพื้นฐานเป็น Tiger 900 ที่เน้นขี่ถนน   เครื่องยนต์ใหม่ Triumph Tiger 900 ในตอนนี้ใช้เครื่องยนต์สามสูบตัวใหม่ขนาด 888 ซีซีรองรับ Euro5 เคลมมาว่ามีแรงบิดมากขึ้นกว่าโมเดลเดิม 10% มีแรงบิดสูงสุดที่ 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ให้กำลังแรงม้าดีขึ้นในทุกย่าน โดยเฉพาะในรอบกลางที่มากขึ้นถึง 9% เปลี่ยนแปลงลำดับการจุดระเบิดใหม่เป็น 1,3 ,2 ให้ฟีลลิ่งที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   เซ็ตมาตรฐานใหม่ของแอดเวนเจอร์ไบค์ เด่นด้วยเฟรมโมดูลาร์ใหม่เพราะซับเฟรมท้ายพร้อมพักเท้าคนซ้อนซึ่งน้ำหนักเบา ทั้งนี้ด้วยแชสซีใหม่นี้ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่าพี่เสือ 800 อยู่ถึง 5 กก. ระบบกันสะเทือนชั้นดีเพื่อสมรรถนะที่ดีทั้งบนทางดำและทางฝุ่น ส่วนในโมเดล GT Pro จะมาพร้อมโช้คปรับไฟฟ้าอีกด้วย คาลิเปอร์เบรคถูกอัพเกรดเป็น Brembo Stylema ที่เป็นตัวโมโนบล็อก และยังเพิ่มความจุของถังน้ำมันเป็น 20 ลิตรเพื่อให้ใช้งานได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย   ลูกเล่นเพื่อความสวยงามและการขับขี่ที่ดีขึ้น Triumph ยังยัดลูกเล่นไฮเทคมาให้แบบจัดเต็มทั้งเพื่อความงามและการขับขี่ อาทิ เรือนไมล์ TFT สีขนาด 7 นิ้ว (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในรุ่น Pro ระบบเบรก Cornering ABS และแทร็คชั่นคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (ไม่มีในรุ่นพื้นฐาน)  โหมดการขับขี่ที่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ Rain, Road, Sport, Rider, Off-Road, Off-Road Pro ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง (เฉพาะรุ่น Pro) ไฟ LED ทั้งระบบพร้อมไฟเดย์ไลท์ที่ออกแบบใหม่ และช่องเก็บมือถือพร้อมช่องจ่ายไฟ USB   รูปโฉมใหม่ แน่นอนว่าเจ้าเสือคันใหม่นี้มีรูปโฉมใหม่ โดยการออกแบบดีไซน์คราวนี้จะมุ่งเน้นไปในสไตล์ที่ดุดันก้าวร้าวมากขึ้นพร้อมท่าทางที่พร้อมจะลุยทุกเส้นทาง การเก็บงานและรายละเอียดต่างๆ เนี้ยบเนียน ชุดสีและลวดลายกราฟฟิกต่างๆ ดูดีพรีเมี่ยมกว่าที่ผ่านมา   เข้าถึงง่าย เบาะนั่งของ Tiger 900 ทุกโมเดลสามารถปรับระดับความสูงได้ 20 มม. ดังนั้นคนที่ไม่สูงมากหลายคนก็สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมี Tiger 900 GT รุ่นพิเศษที่มาพร้อมช่วงล่างและเบาะต่ำพิเศษอีกด้วย   Specifications โมเดล Tiger 900 Tiger 900 GT Tiger 900 GT Pro Tiger 900 Rally Tiger 900 Rally Pro เครื่องยนต์ 3 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 888 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78 X 61.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.27:1 แรงม้าเคลม 95.2 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดเคลม 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ ระบบเกียร์