SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ZXmoto 500rr จ่อประกอบและวางจำหน่ายในไทย

หากพูดถึงกระแสรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟริ่งในพิกัดมิดเดิลเวทที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นข่าวมอเตอร์ไซค์ของค่ายรถหน้าใหม่จากแดนมังกรที่ทำเอาค่ายรถญี่ปุ่นถึงกับต้องมองค้อน เพราะล่าสุดมีกระแสข่าววงในหลุดรอดออกมาว่

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย

Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย แน่นอนแล้วว่าปีหน้าฟ้าใหม่ 2024 พี่น้องมาร์เกซจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้งในทีมแซทเทิลไลท์ที่ใช้ Ducati หลังจากข่าวคราวที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการเผยว่า Marc อาจจะรีไทร์ ถ้าอยู่กับ Gresini แล้วไม่จอย นับเป็นการเดิมพันของ Marc และตอนนี้แต้มเดิมพันก็สูงมากขึ้นหลังจากที่พี่น้องได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว เมื่อมีคนถาม Alex ว่าพี่ของเขาอยากที่จะอยู่นานกว่าสัญญา 1 ปีหรือไม่ น้องชายได้ตอบกลับมาว่า “เราจะได้รู้กัน มันคล้ายกับว่าคุณเหลือเวลาอีกแค่ 1 ปีที่จะได้สนุกกับโลกนี้อีกครั้ง เขาบอกอีกว่าถ้ามันไม่สนุก ก็จะรีไทร์ มันก็แบบนี้แหละ เพราะงั้นมันมีความเป็นไปได้” “เขาอยากที่จะสนุกไปกับการแข่งอีกครั้ง ถ้าเขายังขี่ได้เร็วอย่างที่ต้องการแม้ว่าจะมีอาการบาดเจ็บแบบที่ผ่านมา ผมไม่สงสัยเลย แต่ตัวเขาเองเริ่มสงสัยตัวเอง เขามีเหตุผลที่จะสงสัยเพราะผมเองก็สงสัยตอนที่ผมขี่ Honda เมื่อปีที่แล้ว” “ผมมั่นใจว่าเมื่อไปถึงที่วาเลนเซียแล้ว เขาจะสนุกกับการแข่งรถอีกครั้ง สิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ในหัวจะหายไปอย่างรวดเร็วเลยแหละ” Alex อดีตนักแข่งจากทีม LCR Honda ที่ตอนนี้อยู่กับทาง Gresini Ducati ยังถูกถามอีกว่าเขาคิดยังไงกับการตัดสินใจของพี่ชายของเขา “ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่ก็อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ เขาเปลี่ยนใจและความคิดของเขาไปเรื่อย ผมบอกเขาว่า พี่เปลี่ยนไปมากนะ ผมขอพูดกับพี่ในฐานะน้องชายนะ ไม่ใช่นักแข่งทีม Gresini Ducati” “เขาต้องเปลี่ยน ต้องเรียกฟีลลิ่ง แพชชันที่จะเป็นแชมป์โลกกลับมาให้ได้ ซึ่งตอนที่เห็นเขายืนบนโพเดียมที่โมเตกิ ที่ญี่ปุ่น เขากลับไม่ดีใจเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา” “เขาย้ายมาอยู่ทีมเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมจะไม่เป็นมืออาชีพ แต่เป็นเหมือนครอบครัวเล็ก ๆ ซึ่งเมื่อเราอยู่ด้วยกัน นี่อาจจะช่วยให้เขากลับมาสนุกกับการขี่รถ กับการได้ลงแทร็กอีกครั้งก็ได้” แล้วรถแข่ง Ducati ที่เก่ากว่ารถของทีมโรงงาน 1 ปีมีอะไรให้คาดหวังได้บ้าง? “แน่นอนว่าเป็นเครื่องที่ดีจริง ๆ เป็นอะไรที่คาดหวังได้” Alex บอก “รถที่ให้ฟีลลิ่งได้ชัดเจน แต่ว่าเขาขี่รถที่เหมือน ๆ เดิมมาตลอด 11 ปี ดังนั้นจะต้องปรับอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเลยล่ะ ผมเองก็เปลี่ยน แต่ผมแค่ขี่ Honda มาแค่ 3 ปีไง ดังนั้นลองคิดดูว่า 11 ปี จะเป็นยังไง แต่เขาเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับอะไรได้เร็วนะ คงไม่มีปัญหาหรอก แล้วก็น่าจะขี่ได้เร็วเลยแหละ” Alex ยังยืนยันปิดท้ายอีกว่าพี่ชายของเขากำลังจะได้มีรถที่ช่วยพิสูจน์ได้ว่าพี่ชายของเขาคือนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน MotoGP อีกด้วยว่า “มันเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้แสดงศักยภาพตรงนั้นให้เห็น มันเป็นเพราะว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ปีหน้าเขาจะมีโอกาสแสดงศักยภาพให้เราเห็นอีกครั้ง”   ก็นั่นล่ะครับ งานนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปยาว ๆ ครับว่า #93 นักแข่งขวัญใจคนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนจะคัมแบ็กกลับมายิ่งใหญ่ เดินหน้าสานต่อทำสถิติไปเทียบกับตำนานตลอดกาลอย่าง #46 Valentino Rossi ที่เป็นขวัญใจหลาย ๆ คนทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก๋าได้หรือไม่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Superveloce 98 Edizione Limitata

MV AGUSTA Superveloce 98 Edizione Limitata โมเดลพิเศษที่จะสร้างขึ้นเพื่อหวนระลึกถึงเครื่องยนต์เครื่องแรกของทางค่ายที่เกิดขึ้นในปี 1943 ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์นั่นเอง ช่วงต้นทศวรรษ 1940 สงครามโลกทำให้ทุกชีวิตในอิตาลียากแค้น แม้กระทั่งจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่นแค่จะออกไปไหนมันก็ช่างลำบากและต้องใช้เงินมากเนื่องจากขนส่งสาธารณะนั้นหายไป และกลายเป็นเหตุผลที่ Domenico Agusta ได้เปลี่ยนธุรกิจครอบครัวของเขาในปี 1927 มาทำรถมอเตอร์ไซค์ และเชื่อมั่นว่านี่อาจจะวิธีที่จะช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นและจะเป็นการการันตีอนาคตของตัวเขารวมไปถึงลูกจ้างของเขาอีกด้วย จุดกำเนิดเริ่มต้นคือเครื่องยนต์เครื่องแรกในปี 1943 ที่เป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 98 ซีซี พร้อมเกียร์บ็อกซ์ 2 สปีด จากนั้นเครื่องที่ว่านี้ก็เข้าไลน์การผลิต แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ไลน์ผลิตก็ถูกหยุดลง โครงการนี้ถูกพับขึ้นหิ้งไปกระทั่งสงครามโลกจบสิ้น การประกอบมอเตอร์ไซค์ก็ได้กลับมาดำเนินการต่อได้อีกครั้ง และเมื่อเจ้า MV 98 เปิดตัวมันก็มาในชุดสีแดงเบอร์กันดี้สุดสง่างาม มันยากมากที่เราจะจินตนาการหาเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกสีที่ไม่ปกติแบบนั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะต้นกำเนิดของ Giovanni Agusta ที่เป็นชนชั้นสูง และลูกชายของเขาก็อยากจะให้เป็นเกียรติพ่อของเขา หรือไม่ก็แค่ได้แรงบันดาลใจมาง่าย ๆ หรือไม่ก็รสนิยมส่วนตัว แต่จะอย่างไรก็ตามสีแดงเบอร์กันดี้นั้นช่วยเพิ่มความหรูหราลงตัวให้กับมอเตอร์ไซค์ซึ่งพร้อมที่จะออกมาพิชิตท้องถนนในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี และในวันนี้ 80 ปีให้หลังนับจากการกำเนิดเครื่องยนต์เครื่องแรก เลข “98” ได้กลับมาปรากฎตัวอีกครั้งบนแฟริ่งของโมเดลใหม่ที่ทางค่ายผลิตขึ้นมาอย่างจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น โดยมีชื่อว่า Superveloce 98 Edizione Limitata มาในชุดสีที่ทำให้คุณจดจำมันได้ในทันทีด้วยสีแดง “Rosso Verghera” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีดั้งเดิมของโมเดลดั้งเดิม ซึ่งสีแดงที่ว่านี้เป็นสีที่มีคุณภาพสูงมากและมีความยุ่งยากในการทำ ซึ่งเป็นสูตรที่ทางทีมวิจัยและพัฒนาได้สร้างขึ้นมาใช้กับโมเดลพิเศษนี้โดยเฉพาะ   การทำสีนั้นใช้แบบแฮนด์เมดหลายขั้นตอน ซึ่งสีนี้ใช้สีเบสด้านสองสีผสมกันและเคลือบเงาอีกชั้นนึงเพื่อขับเน้นเนื้อเมทัลลิกของสีให้เด่นขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ความสำเร็จ ความกล้าหาญ และการริเริ่มที่มิอาจจะเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีเครื่องยนต์เครื่องแรกในปี 1943 เครื่องนั้น ตัวรถจะมีตัวอักษรคำว่า “98 Edizione Limitata” ที่ท้ายรถและส่วนบนของรถ ด้านหน้ารถเหนือแฟริ่งขนาบด้วยธงชาติอิตาลีทั้งสองด้านซ้ายขวา เน้นยำความเป็น “Made in Italy” ต้นกำเนิดของรถทุกคันของทางค่าย ซึ่งจะผลิตขึ้นในโรงงานที่ Schiranna ที่อยู่ริมทะเลสาบ Varese Lake ซึ่งเจ้าตัวเลขที่ว่านี้สื่อถึงขนาดความจุของเครื่องยนต์เครื่องแรกนั้นเอง ยังมีตัวเลขแสดงถึงความพิเศษจำนวนจำกัดด้วยตัวเลขบนแผงคอบนด้วยกรรมวิธียิงเลเซอร์ ช่วยเพิ่มความเป็นของแท้ ยากที่จะหาใครเลียนแบบ นอกจากนี้โมเดลพิเศษนี้จะมาพร้อมชุดเรซซิ่งคิทสุดพิเศษที่มาในกล่องสีแดงเบอร์กันดี้ ภายในจะบรรจุไว้ด้วยครอบเบาะท้าย ผ้าคลุมตรงรุ่น ใบรับรอง และชิ้นส่วนเสริมสมรรถนะอีก 2 อย่าง ซึ่งก็คือท่อไอเสียแบบ 3 ปลายของ Arrow สำหรับใช้งานในสนามโดยเฉพาะ และกล่อง ECU แบบเรซซิ่งสำหรับรีดสมรรถนะขีดสุดของเครื่องพลัง 3 สูบเลือดอิตาลีเครื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเครื่องยนต์ของโมเดลนี้คือเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 798 ซีซี ขนาด 147 แรงม้า ที่โดดเด่นเรื่องของขนาดที่กะทัดรัดและน้ำหนักเบา เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถให้น้อยที่สุด โดยน้ำหนักรถเปล่าจะหนักเพียง 173 กิโลกรัม และถ้าใส่ชุดเรซซิ่งคิทน้ำหนักรถเปล่าจะเหลือเพียง 165 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งหลาย ๆ ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ก็เลือกใช้แต่ชิ้นส่วนที่เสริมประสิทธิภาพและสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนและแค็มที่ผ่านการเคลือบ DLC ที่ช่วยลดแรงเสีดทานและเพิ่มสมรรถนะในการทำงาน วาล์ว แบริ่ง และก้านสูบไทเทเนียมที่ช่วยลดการสูญเสียเชิงกลช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้น ยังมีรายละเอียดพิเศษอีกมาก เช่น ล้อซี่ลวดสีทอง ระบบเบรกที่ปรับให้ดีขึ้นและมีการไล่เบาเพิ่ม โดยมีการใช้ปั๊มบน Brembo PR 16/19 ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกหน้า M4.30 Stylema และระบบเบรก ABS Continental MK100 ระบบคันเร่งไฟฟ้าที่พัฒนาให้ดีขึ้น หน้าจอสี TFT 5.5 นิ้วที่ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ ยางชั้นดีอย่าง Pirelli Diablo Rosso IV Corsa และระบบกันขโมยแบบระบุตำแหน่งดาวเทียม Mobisat แน่นอนว่ามีเพียง 300 คันเท่านั้น โดยที่ส่วนใหญ่ได้ถูกสั่งจองไปแล้วจากแฟนพันธุ์แท้ของทางค่ายครับ แม้ว่าราคาจะยังไม่เปิดเผยก็ตาม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli คว้าแชมป์โลกโมโตครอสรวม 81 สมัย

Pirelli คว้าแชมป์โลกโมโตครอสรวม 81 สมัย หลังจากจบการแข่งขัน FIM Motocross World Championship 2023 ในการแข่งขันสนามก่อนสนามสุดท้ายของปีที่จัดขึ้นที่  Maggiora Park ในอิตาลี เราก็ได้เห็นแชมป์โลกก่อนที่การแข่งขันจะจบฤดูกาล 2023 ซึ่งก็คือ Jorge Prado Garcia (Red Bull GasGas Factory Racing) ในรุ่น MXGP และ Andrea Adamo (Red Bull KTM Factory Racing) ในรุ่น MX2 ซึ่งตลอดทั้งฤดูกาลนักแข่งทั้งสองสามารถพึ่งพาสมรรถนะของยาง SCORPION MX32 ที่เปรียบเสมือนยางมาตรฐานอ้างอิงสำหรับนักบิดมืออาชีพและผู้ที่ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ทุกคน และเขาทั้งสองก็ช่วยให้ Pirelli คว้าแชมป์โลกโมโตครอสรวม 81 สมัย นี่คือแชมป์โลกสมัยที่ 3 สำหรับ  Jorge Prado Garcia นักแข่งชาวสเปนซึ่งก่อนนหน้านี้เคยชนะมาก่อนในรุ่น MX2 ในปี 2018 และ 2019 ด้วยการสนับสนุนจากทางพีเรลลี่ และสำหรับ Andrea Adamo นักแข่งชาวอิตาลี หลังจากที่ได้แชมป์ EMX150 เมื่อปี 2017 นี่ถือเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของเขา แม้ว่าจะเหลือการแข่งขันอีก 1 สนาม แต่ Pirelli ก็ได้กลายเป็นแชมป์โลกทั้ง 2 รุ่นแล้ว และยังคุยได้อีกว่า 4 คนจากนักแข่ง 5 อันดับแรกในพิกัด MXGP นั้นใช้ยางพีเรลลี่ ขณะที่พิกัด MX2 นั้น 5 อันดับแรกล้วนแล้วแต่ใช้ยางพีเรลลี่ทั้งหมด ยางพีเรลลี่ SCORPION MX นั้นประกอบไปด้วยยางโมโตครอสสำหรับพื้นผิวที่อ่อนนุ่มอย่าง SCORPION MX Soft ยางสำหรับพื้นที่อ่อนนุ่มไปจนถึงปานกลาง SCORPION MX32 Mid Soft ยางสำหรับพื้นผิวแข็งปานกลางไปจนถึงแข็ง SCORPION MX32 Mid Hard และยางที่เหมาะสำหรับใช้ในการฝึกซ้อมอย่าง SCORPION MX Extra X 5 อันดับแรกในรุ่น MXGP 1.Prado J. (สเปน) 890 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 2.Febvre R. (ฝรั่งเศส) 807 คะแนน  3.Seewer J. (สวิตเซอร์แลนด์) 719 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 4.Coldenhoff G. (เนเธอแลนด์) 655 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 5.Fernandez R. (สเปน) 612 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli)   5 อันดับแรกในรุ่น MX2 1.Adamo A. (อิตาลี) 779 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 2.Geerts J. (เบลเยี่ยม) 706 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 3.Everts L. (เบลเยี่ยม) 702 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 4.Langenfelder S. (เยอรมนี) 702 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) 5.Coenen L. (เบลเยี่ยม) 558 คะแนน (ใช้ยาง Pirelli) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda-E-Clutch

Honda E-Clutch เทคฯ ใหม่ เปลี่ยนเกียร์ได้ไม่ต้องกำคลัตช์   ล่าสุดทางฮอนด้าก็ได้ทำการเปิดเผยเทคโนโลยีใหม่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อว่า Honda E-Clutch เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคลัตช์ได้ดียิ่งขึ้น ในการขับขี่ช่วงเวลาที่มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ หรือว่าหยุดรถ เทคโนโลยีที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้จะช่วยควบคุมคลัตช์ให้ทำงานอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทำให้มีการออกตัว เปลี่ยนเกียร์ รวมถึงหยุดได้อย่างนุ่มนวลราบรื่น โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยกำคลัตช์แต่อย่างใด แต่แม้ว่าจะมีระบบนี้เข้ามาช่วยควบคุมคลัตช์แล้ว ผู้ขับขี่ก็ยังสามารถที่จะใช้คลัตช์ในแบบปกติได้เลยเพียงแค่กำคลัตช์ไปตามปกติ ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่ในทุกระดับฝีมือและประสบการณ์ จะมือใหม่หรือมือเก๋าให้สามารถขับขี่ได้ง่ายดายมากขึ้น และสามารถสนุกไปกับการขับขี่ได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

F1 เลือก Pirelli ซัพพอร์ตยาง ยาวยันปี 2027 เป็นอย่างน้อย

F1 เลือก Pirelli ซัพพอร์ตยาง ยาวยันปี 2027 เป็นอย่างน้อย F1 เลือก Pirelli ให้เป็นผู้ซัพพอร์ตยางในการแข่งขันชิงแชมป์โลกและพาร์ทเนอร์ยางในระดับโลกจนถึงปี 2027 พร้อมออปชันว่าสามารถต่อสัญญาเพิ่มได้อีก หลาย ๆ คนน่าจะทราบว่าค่ายยางอิตาลีผู้นี้ได้รับบทบาทการเป็นผู้ซัพพอร์ตยางเพียงรายเดียวมาตั้งแต่ปี 2011 และจะอยู่กับ F1 จนครบ 18 ฤดูกาล รวมไปถึงสัญญาที่อาจจะต่อเพิ่มเติมได้อีก ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Pirelli ได้ตอบสนองต่อการรายการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค รวมไปถึงการทำตามคำขอให้ส่งมอบยางขนาด 13 นิ้วในปี 2011 ยางที่หน้ากว้างขึ้นในปี 2017 และการเปลี่ยนมาใช้ยางขนาด 18 นิ้วอย่างในปัจจุบันที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2022 ทาง Formula 1 แถลงว่า “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ Pirelli ได้ร่วมมือกับทางนักขับ ทีมงาน FIA ตลอดไปจนถึงทาง Formula 1 เป็นอย่างดี เพื่อที่จะส่งมอบยางที่ช่วยให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม การวิเคราะห์ข้อมูล และรวบรวมฟีดแบ็กเพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นในทุก ๆ ปีอย่างต่อเนื่อง” Pirelli ยังได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนายางที่ตอบโจทย์เรื่องของความยั่งยืนอันเนื่องมาจากการเป็นส่วนนึงของการซัพพอร์ตเป้าหมายความยั่งยืนของทาง Formula 1 ซึ่งทางผู้จัดการแข่งขันเล็งที่จะลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศให้เท่ากับ 0 ภายในปี 2030 โดยตั้งแต่ในปี 2024 เป็นต้นไป ยางทั้งหมดที่ใช้ในการแข่งขันรถสูตร 1 จะต้องได้รับการรับรอง FSC-certified ซึ่งเป็นการรับรองจาก Forest Stewardship Council  องค์กรนานาชาติที่ช่วยผลักดันและสนับสนุนการดูแลป่าไม้ทั่วโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และสามารถบริหารจัดการให้เกิดผลทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายความว่าทาง FSC จะมาตรวจสอบยืนยันการทำสวนที่เป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตยางจะต้องควบคุมจัดการในแบบที่รักษาความหลายทางชีวภาพและนำประโยชน์สู่ทุกชีวิตรวมถึงผู้คนและคนงานในสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อการันตีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจนั่นเอง Stefano Domenicali ซีอีโอของ Formula 1 ยังกล่าวอีกว่า “นับตั้งแต่ที่กลับเข้ามาสนับสนุนอีกครั้งในปี 2011 Pirelli ได้กลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และซัพพอร์ตการแข่งขันมาโดยตลอดทั้งเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงกฎกติกาทางเทคนิค และการส่งมอบยางที่ช่วยเกิดการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมกับแฟน ๆ ของเรา”   สุดท้ายนี้ข้อตกลงนี้ยังเป็นการคอนเฟิร์มด้วยว่า Pirelli จะซัพพอร์ตยางในรุ่นการแข่งขัน Formula 2 และ Formula 3 ด้วย F1 เลือก Pirelli ซัพพอร์ตยาง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fabio เผยถ้าปีหน้า Yamaha

Fabio เผยถ้าปีหน้า Yamaha ไม่แรง มีย้าย!!   ล่าสุดแชมป์โลก MotoGP ปี 2021 หรือ Fabio เผยถ้าปีหน้า Yamaha ไม่ทำรถแข่งปี 2024 ให้ได้ตามที่เขาบอก ไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะย้ายทีม!! โดยเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอดีตแชมป์เมื่อปี 2021 เอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์ความก้าวหน้าของทีมในเรื่องการพัฒนารถซึ่งเขาบอกว่ารู้สึกผิดหวังหลังจากที่ได้ทดสอบรถที่ Misano ซึ่งใคร ๆ ที่ตามก็น่าจะทราบกันดีว่าสัญญา Quartararo นั้นจะหมดในปี 2024 ซึ่งหมายความทางทีมยามาฮ่ามีเวลา 1 ปีที่จะทำให้ดาวเด่นของพวกเขาพอใจ หรือไม่อย่างนั้นก็แยกย้าย “เรามีเวลาไม่มากนักที่จะปฏิวัติ” Fabio กล่าว “อนาคตในตอนนี้มันไม่ได้อยู่ในมือผมแล้ว แต่มันอยู่ในมือของยามาฮ่า” “แน่นอนว่า ผมชอบที่จะอยู่กับยามาฮ่า แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำตามที่ผมต้องการ เรื่องรถที่สามารถใช้แข่งได้สูสีล่ะก็ ผมคงต้องพิจารณาตัวเองเรื่องการย้ายทีมในปี 2025” ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีระหว่าง Quartararo และ Yamaha เริ่มต้นขึ้นระหว่างการป้องกันแชมป์ของเขาเมื่อปี 2022 หรือปีที่แล้วนั่นเอง จนกลายเป็น Francesco Bagnaia ที่สามารถไล่ตามกลับมาแล้วกลายเป็นแชมป์โลกปี 2022 ไปได้ แต่ผลงานของเขาในปีนี้กลับไม่ดีขึ้นเลย ไม่เพียงแต่ตามหลัง Ducati แต่บางครั้งยังตกลงไปเป็นรอง KTM และ Aprilia แม้ว่าที่อินเดีย Quartararo จะสามารถจบที่อันดับที่ 3 แต่เขาก็อธิบายว่า “มันยากมาก ๆ มันยากตอนที่เราต้องต่อสู้มาตลอด 3 ปี จากแรกเริ่มคือเพื่อให้คว้าแชมป์ กลายมาเป็นแค่คว้าชัย คว้าโพเดียม ในทุก ๆ เรซแทน” “บางทีนักแข่งอาจจะช่วยคัฟเวอร์ปัญหาของตัวรถได้บ้าง แต่บางครั้งปัญหาจากตัวรถก็เกินกว่าที่ผมจะทำอะไรได้” “โดยพื้นฐานแล้วมันเป็น 3 ปีที่ผมอยู่กับรถที่ไม่ต่างไปจากเดิม มันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย และเราก็พัฒนาอะไรไม่ได้” “ปีหน้าและในอนาคต มันอยู่ในมือของยามาฮ่าที่จะต้องทำรถที่ดีกว่านี้ และจะได้เห็นว่ามันจะเป็นอย่างไร” การทดสอบที่ Misano นั้นเป็นโอกาสแรกที่เขาจะได้สัมผัสแนวทางการพัฒนาของทางค่ายสำหรับฤดูกาลถัดไป แต่เขากลับรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่นัก เขาบอก “ว่ามันเป็นการทดสอบที่ไม่ดีเท่าไหร่ มันเป็นที่ตัวรถ ผมบอกได้เลยว่าผมรู้สึกอย่างไร เราพูดคุยกับ 1 ชั่วโมง มีคนไม่ต่ำกว่า 20 คนอยู่ในมีตติ้งนั้น ผมบอกเขาไปตรง ๆ กับทีมงานว่าผมไม่แฮปปี้ และพวกเราต้องพัฒนา” “ผมขอเขาไปเยอะด้วย ผมจะดีใจมากที่เขาทำตามที่ผมขอได้สักครึ่งนึง ครึ่งในปีหน้า และอีกครึ่งในปี 2025 ผมจะดีใจมาก” “ถ้ายามาฮ่าจะดูเป็นมืออาชีพและแข่งขันได้อย่างสูสีในปีหน้า เขาจะต้องวางเดิมพันให้มากกว่านี้” สุดท้ายนี้แฟน ๆ MotoGP ก็ต้องติดตามเชียร์กันต่อไปครับ โดยเฉพาะค่ายรถจากฝั่งญี่ปุ่นที่ตอนนี้ตกเป็นรองค่ายยุโรปอยู่ ปีหน้า 2024 สถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ดูคาติกังวล

ดูคาติกังวล Marc อาจจะแวะมาดึงความลับรถแรงของเรา แชมป์โลก MotoGP 6 สมัย Marc Marquez ที่เชื่อกันว่าจะไปจอยกับทีม Gresini Ducati ในฤดูกาลหน้า 2024 หลังจากคอนเฟิร์มว่าความสัมพันธ์อันดีกับทาง Honda ที่ยาวนานถึง 11 ปีได้จบลง และก็มีท่าทีที่ว่า ดูคาติกังวล Marc อาจจะแวะมาดึงความลับก่อนจะไปต่อกับทีมอื่น เรื่องนี้เกิดขึ้นจากผู้จัดการทั่วไปของ Ducati หรือก็คือ Gigi Dall’Igna นั้นเคยออกมาเผยถึงความคิดที่เขามีต่อ Marquez ที่กำลังจะเซ็นสัญญา 1 ปีกับทาง Gresini ซึ่งนั่นทำให้เขาจะกลายเป็นนักแข่งไร้สังกัดอีกทีปีในปี 2025 ซึ่งการที่เขาได้มาขี่ Desmosedici ของเรา 1 ปีและมาร่วมงานกับ Ducati ที่กำลังเป็นผู้นำ ที่มากทั้งประสบการณ์และความรู้อาจจะไปเป็นประโยชน์ให้กับทีมอื่นที่เลือกจ้างเขาไปขี่ให้ต่อในปี 2025 ก็เป็นได้ Dall’Igna เคยให้สัมภาษณ์กับทาง SKY ไว้ว่า “ผมเกรงว่าเขาอาจจะดึงความลับเราไปเพื่อไปดีกว่าในปี 2025?” “Johann Zarco เองก็จะย้ายไป Honda ในปีหน้า มันเป็นอะไรที่คล้ายกันเลย” “เขาจะต้องเอาข้อมูลและความรู้ไปด้วยแน่นอน แต่มันจะแย่กว่าถ้าวิศวกรออกตามไปด้วย” หลาย ๆ คนก็คาดว่า Marquez เองก็น่าจะย้ายมา Gresini คนเดียว โดยไม่มีคนจากวงในที่เคยเคียงข้างในช่วงเวลาอันรุ่นเรืองของเขามาด้วยแน่ ๆ อย่างหัวหน้าทีมช่าง Santi Hernandez จะไม่มาแน่ ๆ   ซึ่งนั่นหมายความว่า Marc จะต้องได้รับการแนะนำและซัพพอร์ตจากคนใหม่ ๆ ซึ่งก็มาจากทางทีม และถ้าหากเขาเลือกที่จะทดสอบคุณค่าในตัวของเขาเองในช่วงที่เขายังไม่มีสัญญาในปี 2025 นั้น อย่างน้อย ๆ เลยทาง Ducati ก็น่าจะต้องส่งวิศวกรไปประกบและทำงานกับเขาอย่างใกล้ชิดตลอดปี 2024 เพื่อให้เขาไม่หลุดไปไหนเป็นแน่ งานนี้ก็ต้องมาดูกันล่ะครับว่า Marc Marquez ในปี 2024 และในอนาคตนั้นจะมีผลงานอย่างไร จะย้ายทีมอีกมั้ย นั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

V-Strom 800RE แอดเวนเจอร์ทัวริ่งน้องใหม่จาก Suzuki

V-Strom 800RE แอดเวนเจอร์ทัวริ่งน้องใหม่จาก Suzuki ตามมาติด ๆ หลังจากเปิดตัว V-Strom 800DE ไปได้ไม่นาน ล่าสุด Suzuki ก็ได้ทำการส่งน้องใหม่สายแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่าง V-Strom 800RE ที่ช่วยเติมเต็มรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ทัวริ่งของทางค่ายให้สมบูรณ์และลงตัวมากขึ้น สำหรับเจ้า RE นั้นย่อมาจาก Road Explorer หรือนักผจญภัยบนทางดำ เข้าใจง่าย ๆ ก็คือพร้อมจะออกเดินทางไปบนถนนเป็นหลักนั่นเอง จึงต่างไปจากเจ้า DE ที่มาจากคำว่า Dual Explorer คือพร้อมตะลุยไปบนทางฝุ่นหรือทางดำก็ได้ ด้วยอะไร ๆ ที่ปรับมาให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้นนั่นเองครับ เรื่องรูปโฉมนั้นคล้าคลึงกับเจ้า DE เลย โดยเฉพาะในเรื่องของปากนกและไฟหน้าที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็อย่างที่บอกเจ้าโมเดลนี้จะไปแตกต่างในส่วนอื่น ๆ ที่ทำให้ขับขี่บนท้องถนนได้ดีขึ้นเป็นหลักนั่นเอง ขุมพลังของมันยังคงใช้เครื่องสองสูบเรียงขนาด 776 ซีซีเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้า DE ซึ่งจะมาพร้อมกับเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา ที่ออกแบบมาให้มีแรงบิดกระจายตัวได้ดีในทุกย่านความเร็วรอบ โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ และให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 84.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบ ในส่วนของช่วงล่างก็จะมีเมนเฟรมเหล็กกล้าเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการออกแบบทางวิศวรกรรมให้มีความสมดุลกันระหว่างความสเถียรและความคล่องตัว ตัวท่อเหล็กกล้ามีความแคบลงช่วยให้วางถังน้ำมันที่มีขนาดความจุได้มากขึ้น โดยถังน้ำมันจะมีความจุมากถึง 20 ลิตร อย่างไรก็ตามเจ้า RE คันนี้ก็มีความแตกต่างจากตัว DE โดยจะเปลี่ยนจากล้อซี่ลวด 21 และ 17 นิ้วที่ต้องใช้ยางใน และมาใช้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วแบบไม่ต้องใช้ยางในแทน ขณะที่ระบบกันสะเทือนก็ยังคงให้ระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงจากทาง Showa แต่ปรับมาให้ใช้งานแบบออนโร้ดได้ดีขึ้น โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับที่มีระยะยุบน้อยลงเป็น 150 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวพร้อมกระเดื่องที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีการปรับส่วนต่าง ๆ ให้เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่สูง 825 ม.ม. พักเท้าอลูมิเนียมมียางรองเท้าก็เยื้องไปด้านหลัง 14 ม.ม. และสูงขึ้นอีก 7 ม.ม. เมื่อเทียบกับ DE ด้านหน้ามีแฮนด์บาร์อลูมิเนียมแบบสอบปลายที่ต่ำลง 13 ม.ม.และโน้มไปด้านหน้า 23 ม.ม. และแคบลง 15 ม.ม. เพื่อให้ท่าทางการขับขี่เหมาะกับการขับขี่แบบออนโร้ดอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีชิลด์หน้าที่สูงและกว้างขึ้นเพื่อป้องกันลมและฝนได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เหมาะกับการเดินทางไกลมากยิ่งขึ้น มาเข้าเรื่องระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ด้านหน้าตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มีโหมดการแสดงผลหน้าจอสองโหมดคือกลางวันและกลางคืน สามารถเลือกเมนูต่าง ๆ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมีพอร์ต USB สำหรับจ่ายไฟที่ด้านซ้ายมือของหน้าจออีกด้วย ยังมีส่วนที่ช่วยเหลือในการขับขี่ เช่น แทร็คชันคอนโทรล 3 โหมด เปิดปิดได้ โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 3 โหมด Active (โหมดที่ตอบสนองคันเร่งฉับไว้แบบสปอร์ต), Basic (เหมาะสำหรับขี่ชิลล์ ๆ เดินทางไกล ๆ หรือขับขี่ในเมือง) และ Comfort (สำหรับถนนเปียกลื่น) ซึ่งทำได้เนื่องจากระบบคันเร่งไฟฟ้าที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนคันเร่งสาย มีระบบเบรก ABS 2 ระดับ มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางเข้าคู่กันกับสลิปเปอร์คลัตช์ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหล มีระบบ Low RPM Assist ช่วยป้องกันรถดับเมื่อรอบต่ำ และระบบ Easy Start สตาร์ทง่ายเพียงกดปุ่มครั้งเดียว เรื่องการเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้นก็คงต้องลุ้นกันครับว่าทางซูซูกิประเทศไทยจะนำเข้ามามั้ย มันมีความใกล้เคียงกันค่อนข้างมาก ราคาไทยเองถ้านำเข้ามาก็น่าจะถูกกว่าโมเดล DE ที่ขายอยู่ตอนนี้ที่ 479,000 บาท ราคาของโมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 4 แสนต้น ๆ ครับ ซึ่งโมเดลนี้จะตอบคนที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวบนทางดำมากกว่าทางฝุ่นนั่นเองครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี ล่าสุดทาง Honda Philippines ทำการเปิดตัวโมเดล Click125 50th Anniversary Limited Edition ปล่อยสู่ตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย กับความพิเศษด้วยลวดลายแห่งหารฉลองครบรอบ 50 ปีที่ออกแบบดีไซน์มาดูสวยงาม โดดเด่น จนอยากให้นำเข้ามาขายในบ้านเราซะเหลือเกิน     โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color กับเฉดสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง พร้อมลวดลายสติ๊กเกอร์ไล่ตามขอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูสะอาด ไม่เทอะทะจนเกินไป รวมถึงติดสติ๊กเกอร์ครบรอบ 50 ปี ที่บริเวณบังลมหน้าและแฟริ่งด้านท้าย เพิ่มความพรีเมียม น่าสะสม ผสมผสานความสปอร์ตที่น่าจับมาใช้งานอีกด้วย ส่วนเรื่องสเปคตัวรถยังคงใช้เบสเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยเครื่องยนต์ eSP สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะแบบ SOHC เคลมอัตราการประหยัดมาที่ 50.3 กม./ลิตร ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ให้กำลังแรงม้าที่ 10 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ ต่อด้วยระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลัง ต่อด้วยระบบเบรกกับดิส์กเบรกหน้า พร้อมระบบ CBS หรือ Combi Brake ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก ต่อด้วยล้อแม็กสีใหม่ขนาด 14 นิ้ว เข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม รัดด้วยยางขนาด 90/80 และ 100/80 รวมถึงออปชันในตัวรถทั้งระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED,หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD, USB ชาร์จเจอร์, ช่องเก็บด้านหน้า และพื้นที่ใต้เบาะขนาด 18 ลิตร พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,476 USD หรือประมาณ 5.4 หมื่นบาท โดยตอนนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าน่าจะไม่เข้าไทยครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วสำหรับค่ายรถไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนสามล้อ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า UBCO 2X2 Hunt Edition ที่มาในสไตล์พร้อมลุย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในแบบที่หลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายได้ทำงานร่วมกันกับนายพรานและนักเซิร์ฟมือโปรอย่าง Shane Dorian เพื่อให้โมเดลนี้ได้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในป่าหรือสถานที่รกร้างห่างไกลจากตัวเมือง ไปตั้งแคมป์ ไปยิงนกตกปลา รับรองว่าดี (แต่บ้านเราต้องดูว่าอย่าไปทำอะไรสัตว์สงวนนะครับ) โดยตัวรถจะมีฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างที่ตอบโจทย์การใช้งานในสไตล์ผจญภัยเข้าป่าแบบนายพราน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบฟลัดไลท์กำลัง 2400 ลูเมน ขายึดธนูหรือหน้าไม้ แผงข้างตัวรถสำหรับไว้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่องใส่ของกลางตัวรถขนาด 12 ลิตร สายรัด ที่วางสัมภาระ รวมไปฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างขาจับโทรศัพท์ Peak Design การ์ดเบรก ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับมอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่านระบายความร้อนด้วยอากาศ อยู่กับล้อที่ให้กำลังสูงสุด 1.7 กิโลวัตต์ 2 ตัว (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะการใช้งานอยู่สูงสุดที่ 120 กม. จากแบตเตอรี่ขนาด 3.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จนาน 4 – 6 ชั่วโมง ช่วงล่างก็จะเป็นเฟรมแบบสเต็ปทรู ซึ่งเอื้อให้ทางแบรนด์ใช้วางของหรือสัมภาระได้ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นโช้คคู่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าหลังขนาดเท่ากันที่ 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเรเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง ที่ช่วยชาร์จไฟกลับเวลากำเบรก นอกจากนี้เบรกยังทำงานแบบพาสซีฟรีเจเนอเรทีฟเมื่อปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วหน้าหลังเท่ากันพร้อมยางหนามสำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีสเป็กและฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ เหมาะกับพื้นที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยาก แต่ราคาอาจจะแรงไปหน่อย โดยรุ่นนี้จะอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 240,000 โดยที่ยังไม่รวมภาษี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Automatic Trip พาชมเมืองรอง จ.ลพบุรี

Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี พร้อมส่งความสนุกต่อเนื่อง กับกิจกรรม “Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี” โดยครั้งนี้ทีมงาน Superbike Thailand ได้รับโอกาสดี ๆ จากทางไทยยามาฮ่า ขนทัพออโตเมติกมาให้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นสายแรงอย่าง Max Series พร้อมสายแฟชัน เรียบหรู ดูดีอย่าง F Series ขี่ท่องชมเมืองแลนมาร์คสำคัญ พร้อมลุยเส้นทางธรรมชาติอันซีนแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยทริปครั้งนี้ แอดเองได้เลือกโมเดล Yamaha Grand Filano Hybrid 2023 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ล่าสุด พึ่งปล่อยตัวไปหมาด ๆ มาไม่นาน กับรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ดูเรียบหรู ดูดีเหมือนคนขับ พร้อมสีเทาเงางามดูโดดเด่น แถมเบาะลายใหม่สีทูโทนปักเย็บโลโก้แกรนด์ ฟีลาโน่ สีสันสวยงาม ซึ่งหลังจากเตรียมตัวสวมอุปกรณ์และบรีฟเส้นทางขับขี่เป็นเรียบร้อย เริ่มล้อหมุนสตาร์ทออกเดินทางได้ สำหรับแลนมาร์คจุดแรกที่ไปนั้นคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองลพบุรีนั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานที่มีชื่อเสียงและเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงโบราณวัตถุ เครื่องรางและรูปปั้นศิลปะแสดงวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน  เมื่อชมความงามโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย ขอขี่แวะถ่ายรูปบริเวณหน้าพระปรางค์สามยอด สถานที่ยอดฮิตอันโด่งดังและเป็นโลเคชันที่สอดคล้องกับสไตล์ตัวรถในเรื่องความย้อนยุค ดูแกรนด์ ล้ำค่าและน่าสะสมไว้ แต่ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ไม่เจอแก๊งค์เจ้าถิ่นซะงั้น ซึ่งหลังจากเช็คอินจุดสำคัญของเมืองลพบุรีเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางสู่เส้นทางธรรมชาติ พาชมวิวอันซีนที่เขาจีนแล ซึ่งในระหว่างการเดินทางก็ขออนุญาติรีวิวเจ้า Grand Filano Hybrid 2023 สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยแล้วกันว่ามันดีอย่างไรบ้าง ขับขี่สบาย ดีไซน์เรียบหรู ดูล้ำสมัย  ในจุดแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถที่ออกแบบมาได้สวยงาม ทั้งตัวชุดไฟ ลวดลายและเส้นสายปาดเว้าดูมีระดับ และสะดุดตาด้วยเบาะสีใหม่ มีขนาดกว้าง นั่งสบายสมกับเป็นตัวแกรนด์ รวมถึงฟีลลิ่งท่านั่งขับขี่ รู้สึกว่านั่งขับสบายมาก แถมที่พักเท้ามีขนาดกว้าง สามารถขยับแก้เมื่อยในเวลาเดินทางนาน ๆ ได้ ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทางค่ายได้ออกแบบโดยคำนึงความสะดวกสบายในการขับขี่ใช้งานนั่นเอง แถมตัวรถมีน้ำหนักเบาที่ 102 กก. เท่านั้น บอกเลยว่าขี่ง่าย ใช้งานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ การันตี ช่วงล่างนุ่มนวล เป็นอีกจุดหนึ่งที่ชอบมาก ๆ สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยก็ว่าได้ กับระบบช่วงล่างของตัวรถ ทั้งระบบกันสะเทือนและระบบเบรกที่ทางค่ายติดตั้งมาให้ ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล เบรกหนึบ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพเหมือนคุณนั่งบนโซฟานุ่ม ๆ นั่นแหล่ะครับ ฟีเจอร์ พร้อมใช้งาน ต่อด้วยตัวเรือนไมล์ขนาดใหญ่ดีไซน์มาสวยเลยทีเดียว ทั้งหน้าจอดิจิตัล LCD และจอสี TFT ที่ติดตั้งมาให้ อ่านค่าได้ง่าย ฟังก์ชันครบ สามารถเซ็ตทริปเดินทาง ดูเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ เกร์น้ำมัน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน มีครบหมดจบในรุ่นนี้ ยังรวมไปถึงระบบอื่น ๆ ในตัวรถทั้ง ระบบไฟ LED ระบบเบรก UBS ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Start&Stop รวมถึงในรุ่น ABS ทั้งกุญแจคีย์เลท และระบบเบรก ABS ที่ติดตั้งมาให้ เครื่องยนต์บลูคอร์ ไฮบริด ประหยัดน้ำมัน ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริดที่เป็นเอกลักษณ์จากทางค่าย ในพิกัด 125 ซีซี ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่โอเคเลยทีเดียว เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ให้อัตราเร่งที่ตอบโจทย์ ทั้งรอบต้นและรอบปลาย ขี่สนุก สมูท ไหลลื่น เหมาะสำหรับใช้งาน แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย  โดยทริปนี้ใช้ความเร็วไปที่ 80-100กม./ชม. ในระยะทางกว่า 120 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 52.1 กม./ลิตร หากลองคำนวณคร่าวแล้ว ๆ ถังน้ำมันเต็มถังที่ 4.4 ลิตร สามารถวิ่งทางไกลได้ถึง 229 กม. ทีเดียว กับการเสียค่าน้ำมันไปไม่ถึง 200 บาทถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ หลังจากขับขี่ชมวิวกันไปที่เรียบร้อยแล้ว ขอแวะพักเบรก ดื่มกาแฟเย็น ๆ ที่ Flower House ก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งจริง ๆ มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานที่อื่นต่อ แต่เนื่องด้วยสภาพฟ้าฝนไม่ค่อยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง บวกกับเวลาจำกัด จึงถือว่าสิ้นสุดภารกิจสำหรับการออกทริปเที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี ไปโดยอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณไทยยามาฮ่า พร้อมกับขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในวงการ สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของประเทศ สำหรับกิจกรรม Yamaha Automatic เที่ยวเมืองรองไปกับ

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง  และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports  สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก