SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Bud Ekins Bonneville T120 และ T100 Special Editions Bud Ekins คือชื่อของชายผู้โด่งดังและเป็นตำนานในช่วงทศวรรษ 1960 เขาคือสตันท์แมนมืออาชีพของ Hollywood เป็นนักแข่งโมโตครอสชั้นแนวหน้า เป็นสิงห์ทะเลทรายและเป็นนักบิดที่ได้แสดงฉากขี่มอเตอร์ไซค์กระโดดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อง The Great Escape ในฐานะสตันท์ให้กับเพื่อนนักแสดงของเขา Steve McQueen และในปี 2020 นี้เองทางค่าย Triumph ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถที่ใช้ขับในหนัง และกลายเป็นมาเป็นชุดสีให้กับ 2 โมเดลพิเศษจาก Triumph ในครั้งนี้ ตัวโมเดลพิเศษนั้นมีพื้นฐานมาจาก Bonneville T120 และ Bonneville T100 ที่มีดีไซน์สวยงามไร้กาลเวลา สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ใน Bonneville T120 และ Bonneville T100 Special Edition ที่สร้างขึ้นมาเพื่อยกย่องเขา เพราะเขาคือตำนานสองล้อที่แท้จริง สตันท์แมนมือาชีพ นักแข่งโมโตครอสระดับแนวหน้าและสิงห์ทะเลทราย นอกจากตัวเขายังเคยเป็นตัวแทนจำหน่าย Triumph ในเมือง herman Oaks รัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นอดีตตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ซึ่งที่นั่นที่เขาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกับดาราดัง Steve McQueen รวมไปถึง Paul Newman และ Clint Eastwood โมเดลพิเศษนี้ได้รวมเอาไว้ทั้งสไตล์ที่คลาสสิคและความสามารถแบบรถสมัยใหม่ตามแบบมาตรฐานของรถต้นแบบเดิม และเสริมเติมมาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วยรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ – ถังน้ำมันดีไซน์พิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาลิฟอร์เนีย – โลโก้พิเศษที่ถังน้ำมันรูปลูกโลกมีปีก – โลโก้พิเศษบนพาเนลด้านข้างตัวรถทั้งสองโมเดล – บังโคลนหน้าแต่งโลโก้รูปลูกโลกมีปีก นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดพรีเมียมอีกหลายจุด อาทิ – ฝาถังน้ำมันฟลิปอัพสไตล์มอนซ่า Monza – ไฟเลี้ยว LED เกรดสูงขึ้น – ลายผิวกริพแฮนด์รูปทรงเพชร – กระจกปลายแฮนด์ขนาดเล็ก – ตราที่เครื่องสีดำพิเศษ และที่สำคัญรถทั้งสองโมเดลนี้จะมาพร้อมใบรับรองหรือเรียกง่ายๆ ว่าใบเซอร์ฯ ว่าเป็นของแท้ ซึ่งจะถูกเซ็นรับรองด้วย Nick Bloor ซีอีโอ และ Susan และ Donna ลูกสาวของตำนานชื่อดัง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Road Glide รุ่นพิเศษชุดสีทูโทนจากทาง HARLEY-DAVIDSON เผยโฉมให้เห็นแล้ว โดยจะมีให้เลือกหล่อด้วยกันทั้งหมดสองชุดสี ล่าสุดที่ Milwaukee เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา HarleI doy-Davidson ได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษในแบบของชุดสีทูโทน โดดเด่นในแบบปลุกเลือดรักชาติ (อเมริกา) และไม่เหมือนใครด้วยโลโก้ “Number One” สีแดงและน้ำเงินบนถังน้ำมัน โดยโมเดลพิเศษในชุดสีทูโทนนี้จะมีให้เลือกเฉพาะ Harley-Davidson Road Glide Special Edition การติดตั้งชุดสีที่มาจากโรงงานนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถชุดสีคัสตอมพิเศษได้โดยที่ไม่ต้อง มาทำสีใหม่เองหรือติดตั้งชุดของแต่งเข้าไปเพิ่มเอง โดยตัวเลือกโมเดลพิเศษสีทูโทนนั้นมีตัวชุดสีมีคุณภาพ มีมาตรฐานและทนทาน การันตีด้วยการรับประกันจากทางค่ายรถอีกด้วย ชุดสีนี้จะมีโลโก้ Harley-Davidson อยู่บนสีรองบริเวณด้านล่างของกล่องข้าง นอกจากนี้จะมีแถบสีรองที่ตรงกลางและด้านล่างของบังโคลนหน้า และโลโก้ Number One สุดคลาสสิคสีแดงและน้ำเงินบนถังน้ำมัน โดยดีไซน์ของถังน้ำมันจะคล้ายคลึงกับ CVO โมเดลล่าสุด Saddlebag latches are color-matched. ชุดสีที่มีให้เลือกได้แก่: สีแดงบิลเลียด/สีขาวหินล้าง (Billiard Red/Stone Washed White) สีน้ำเงินบิลเลียด/สีขาวหินล้าง(Billiard Blue/Stone Washed White) ราคาของ 2020 Road Glide Special model พร้อมชุดสีพิเศษนี้คือ 29,699 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 940,000 บาท (ราคาโดยประมาณยังไม่รวมภาษี) ส่วนจำนวนนั้นจะถูกจำกัดอยู่ที่ 750 คันต่อ 1 สี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ตำรวจญี่ปุ่น ใช้รถไฟฟ้าเป็นรถนำขบวนเป็นครั้งแรก นี่เป็นครั้งแรกเลยสำหรับรถตำรวจญี่ปุ่นที่นำเข้ามา และยังเป็นรถไฟฟ้าอีกด้วย โดยทาง BMW ได้ส่งมอบ BMW C evolution ให้กับกรมตำรวจนครบาลญี่ปุ่น และเมื่อวันที่ 1 มันก็ได้เผยโฉมให้เราได้เห็นกันในงานโตเกียวมาราธอน 2020 เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา โดยรถตำรวจคันสีขาวที่คุณเห็นอยู่นี้ก็คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของทาง BMW Motorrad ที่ชื่อว่า “BMW C evolution” ซึ่งทาง BMW ส่งมอบให้กับทางตำรวจนครบาลของทางญี่ปุ่น สกู๊ตเตอร์ BMW C evolution เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปี 2017 มันถูกติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนความจุสูงรุ่นใหม่เข้าไป ทำให้มันสามารถใช้เดินทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้มากถึง 160 กม. ที่ผ่านมารถมอเตอร์ไซค์สีขาวหรือรถตำรวจของญี่ปุ่นนั้นเป็นรถที่มาจากค่ายรถญี่ปุ่นเท่านั้น ดังนั้นนี้จึงเป็นครั้งแรกเลยที่เป็นรถที่ไม่ใช่รถญี่ปุ่นที่นำมาใช้ทำเป็นรถตำรวจ ส่วนเจ้ารถตำรวจคันที่เราเห็นหลักๆ ก็น่าจะใช้เป็นรถวิ่งนำขบวนในกิจกรรมและงานอีเวนท์ต่างๆ นั่นเอง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก เครดิตภาพจาก autoby

Coronavirus ทำพิษ MotoGP ที่กาตาร์ยกเลิก ด้านไทยเองก็โดนกระทบ การยกเลิกนั้นมีสาเหตุมาจากประเทศกาตาร์นั้นมีการประกาศข้อกำหนดเรื่องการห้ามผู้โดยสารที่มาจากอิตาลีเข้าประเทศ ดังนั้นการแข่งขันในรุ่น MotoGP จะไม่ทำการแข่งขันที่สนาม Losail FIM, IRTA และ Dorna รู้สึกเสียใจที่จะต้องประกาศยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ในการแข่งขันรอบ Grand Prix of Qatar ผลจากพิษโคโรน่าไวรัสนั้นทำให้มีการจำกัดการเดินทางเข้าไปยังประเทศกาตาร์ และส่งผลให้ผู้โดยสารที่มาจากประเทศอิตาลี และประเทศอื่นๆ ถูกห้ามเข้า โดยผู้โดยสารทั้งหมดที่มาถึงที่เมืองโดฮาโดยเที่ยวบินตรงมาจากอิตาลีหรือเคยอยู่ในอิตาลีในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดที่ผ่านมา จะถูกพาไปกักตัวอย่างน้อย 14 วัน และแน่นอนว่าอิตาลีนั้นมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันรายการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน MotoGP ทั้งในส่วนของนักแข่งในแทร็ก และทีมงานนอกแทร็ก จนส่งผลให้ทางผู้จัดต้องตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในคลาส MotoGP ส่วนของการแข่งขัน Moto2 และ Moto3 นั้นจะยังคงแข่งขันกันต่อไปได้เนื่องจากนักแข่งทั้งหมดอยู่ในประเทศกาตาร์เพื่อไปทำการทดสอบที่สนาม Losail International Circuit ตั้งแต่ก่อนแล้ว การแข่งขันของทั้งสองรุ่นนี้ก็เลยจะยังคงทำการแข่งขันต่อไปได้ โดยรุ่นเล็กทั้ง 2 รุ่นนี้จะกลายเป็นเพียง 2 รุ่นที่แข่งขันกันในรอบสนามเปิดฤดูกาลนี้ในช่วงวันที่ 6 – 8 มีนาคม เช่นเดียวกันกับการแข่งขัน Idemitsu Asia Talent Cup ซึ่งจะมีการแข่งขันขึ้น 2 เรซในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็จะยังคงแข่งกันตามแผนการเดิม ด้านสนามที่ 2 ที่จะจัดที่ประเทศไทยข่าวล่าสุดก็น่าจะเลื่อนออกไปก่อน แต่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Phillip Island สนามแรกของศึก WSBK 2020 Phillip Island เป็นสนามแข่งในประเทศออสเตรเลีย เป็นสนามเปิดฤดูกาลแข่งขัน WSBK 2020 และยังเป็นสถานที่ที่สวยงามมากๆ แห่งนึง นอกจากนี้ในมุมมองของมอเตอร์สปอร์ต มันยังเป็นสนามที่ตื่นเต้นเร้าใจอย่างมาก ย้อนไปในอดีต การแข่งขัน WSBK นั้นถูกจัดขึ้นที่สนามนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1990 หลังจากที่ MotoGP ไปจัดที่นั่นครั้งแรกในปี 1989 เป็นสนามที่ช่วยสร้างนักแข่งดาวเด่นในวงการสองล้อมากมาย อาทิ Wayne Gardner, Mick Doohan, Troy Bayliss, Troy Corser และ Casey Stoner นอกจากนี้ตามสถิติแล้ว ในปี 2016 สนามแห่งนี้ยังเป็นสนามแห่งแรกที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน WSBK ครบ 50 เรซ ข้อมูลสำคัญของ Phillip Island การแข่งขัน WSBK จะแข่งบนสนามแห่งนี้ทั้งหมด 22 รอบสนาม 1 รอบสนามกินระยะทางทั้งหมด 4.445 กม. คิดเป็นระยะทางทั้งหมด 97.790 กม. เป็นโค้งซ้ายทั้งหมด 7 โค้ง โค้งขวาทั้งหมด 5 โค้ง สถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดของการแข่งขัน WSBK ในสนามแห่งนี้คือ 1:30.848 นาที ทำไว้โดย Marco Melandri นักแข่งชาวอิตาลี กับรถ Ducati Panigale R เมื่อปี 2018 เพิ่มเติมจาก Pirelli การแข่งขันในสนามแรกนี้จะแข่งขันกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น WorldSBK และ WorldSSP รุ่น WorldSBK ทาง Pirelli เตรียมยางสลิก Diablo SuperBike ไว้ให้ทั้งหมด 1493 เส้น เป็นยางหน้าทั้งหมด 32 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (125/70 SC1, SC2) เป็นยางหลังทั้งหมด 44 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (200/65 W1049, Y0966, Y1093, SCX, Qualifier) ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในปี 2019 คือ 326.3 กม./ชม. โดย Chaz Davies กับรถ Ducati Panigale V4 R รุ่น WorldSSP ทาง Pirelli เตรียมยางสลิก Diablo SuperBike ไว้ให้ทั้งหมด 1215 เส้น เป็นยางหน้าทั้งหมด 24 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (125/70 SC1, SC2) เป็นยางหลังทั้งหมด 24 เส้นต่อนักแข่ง 1 คน (190/60 Y1006, Y1035) ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในปี 2019 คือ 277.6 กม./ชม. โดย Raffaele De Rosa กับรถ MV Agusta F3 675 ส่วนปีนี้ใครจะเป็นผู้ชนะในสนามแห่งนี้ ใครจะทำสถิติอะไรใหม่ๆ บ้างก็ต้องติดตามกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Endurance World Championship อีกหนึ่งรายการแข่งที่ควรติดตาม การแข่งขัน Endurance World Championship (EWC) เป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เพราะทั้งรถและนักแข่งต่างก็ถูกทดสอบในการแข่งขันอย่างทรหดต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ 8 ชม. ถึง 24 ชม.ด้วยกัน ซึ่งการแข่งขันแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความทนทานของรถและความอึดตลอดไปจนถึงฝีมือนักแข่งที่ฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีได้มากแค่ไหน ยกตัวอย่างการแข่งขันในฤดูกาลล่าสุด ฤดูกาล 2019-2020 จะจัดการแข่งขันทั้งหมด 5 สนามใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซียและญี่ปุ่น โดยเริ่มแข่งไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี 2019 และจะสิ้นสุดฤดูกาลในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2020 (แข่งไปแล้ว 2 สนามด้วย) การแข่งขัน EWC จะจัดขึ้นในสนามแข่งขันระดับโลกอาทิเช่น Paul Ricard Circuit ในเมือง Castellet และ Bugatti ที่ Le Mans ในประเทศฝรั่งเศส และ Suzuka ในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจัดแข่งในยุโรปตะวันออกเช่นที่ Oschersleben ในเยอรมัน โดยฤดูกาลที่แล้ว 2018-2019 แชมป์โลกตกเป็นของทีม TEAM SRC KAWASAKI FRANCE ซึ่งแน่นอนว่าใช้ Kawasaki ZX-10R ที่ใส่ยาง Pirelli แข่งขัน โดยมีนักแข่งในสังกัดทีมดังนี้ Jérémy Guarnoni, David Checa และ Erwan Nigon ในประเทศมาเลเซียก็จะมีการจัดการแข่งขันที่สนาม Sepang International Circuit ซึ่งจะเป็นการจัดการแข่งขัน 8 Hours of Sepang (แข่ง 8 ชม.) โดยจะมีการแข่งขันทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ ในฤดูกาลนี้จัดไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 นอกจากนี้การแข่งขันในรายการนี้จะนับเป็นการแข่งขันเพื่อควอลิฟายเข้าไปแข่งในสนามสุดท้ายรอบแกรนด์ไฟนอลในรายการ Suzuka 8 Hours Grand Finale 2020 อีกด้วย นับตั้งแต่ที่ Eurosport Events เข้ามาเป็นผู้จัดการแข่งขัน EWC คู่กับทาง FIM ในปี 2015 การแข่งขันรายชิงแชมป์โลกรายการนี้ก็เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้นทั้งในหน้าสื่อและมีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วโลก ตลอดไปจนถึงจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันเองก็เพิ่มขึ้นมาก ผลก็คือการแข่งขันในรูปแบบนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันเองก็เริ่มดึงดูดนักแข่งจากประเทศต่างๆ และนักแข่งชื่อดังมากขึ้นตามไปด้วย และยิ่งส่งผลให้มีทีมที่เก่งๆ แข่งขันกันมากขึ้นในแต่ละปี ทำไมถึงน่าติดตาม การแข่งขัน EWC ยังมีกิมมิคที่ทำให้การแข่งขันในรายการนี้แตกต่างจากการแข่งขันรายการอื่นๆ อีกด้วย เช่น การแข่งขันบางส่วนนั้นจะกินเวลาในช่วงกลางคืน การแข่งขันประเภท 8 ชม.เองก็ยังมีช่วงแข่งในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังเป็นการแข่งขันเพียงไม่กี่รายการในโลกที่แต่ละทีมสามารถเลือกใช้ยางแบรนด์ใดก็ได้ และอีกเรื่องก็คือการออกสตาร์ทแบบ Le Mans สไตล์ คือการที่นักแข่งทุกคนจะต้องวิ่งข้ามแทร็กและไปกระโดดขึ้นควบรถแข่งของตัวเองนั่นเอง การแข่งขันที่กินระยะทางไกลในรายการนี้เป็นเหมือนบททดสอบความทรหดของทั้งนักแข่งและรถแข่ง ซึ่งในแต่ละทีมจะต้องใช้นักแข่ง 2 ถึง 3 คน ผลัดกันลงแข่งโดยใช้รถคันเดียวกัน โดยส่งต่อรถกันเหมือนส่งต่อไม้ในการแข่งวิ่งผลัด โดยรถแข่งที่ใช้แข่งนั้นก็จะใกล้เคียงกับรถโปรดักชั่นที่ค่ายรถผลิตขายให้กับคนทั่วไป การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน รุ่น Formula EWC สำหรับแข่งขันชิงแชมป์โลก FIM EWC Endurance World Championship จุดสังเกตของรถ ด้านหลังเบอร์แข่งของรถใช้สีดำ ไฟหน้าสีขาว และน้ำหนักรถอย่างน้อย 175 กก. รุ่น Formula EWC คือรุ่นสูงสุดของการแข่งขัน การปรับปรุงสมรรถนะรถระหว่างการแข่งขันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ หน้าตาของรถโดยรวมจะไม่แตกต่างไปจากรถโปรดักชั่น แต่ว่าโช้คหน้า กันสะบัด สวิงอาร์ม เบรก แผงหม้อน้ำ และท่อไอเสียนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ ทีมแข่งยังสามารถปรับแต่งสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ นอกจากนี้ตัวรถยังจะติดตั้งระบบเปลี่ยนยางแบบรวดเร็วไว้อีกด้วย รุ่น Superstock สำหรับแข่งขันชิงแชมป์โลก FIM World Endurance Cup จุดสังเกตของรถ ด้านหลังเบอร์แข่งของรถใช้สีแดง ไฟหน้าสีเหลือง และน้ำหนักรถอย่างน้อย 168 กก. สำหรับรุ่น Superstock รถแข่งนั้นจะเหมือนกับรถโปรดักชั่นเลย เครื่องยนต์นั้นทางค่ายรถจะจัดเตรียมให้ โดยมีอนุญาตให้ดัดแปลงได้จำกัดมากๆ (หัวฉีดและการจ่ายน้ำมัน คลัทช์ และปลายท่อไอเสีย เป็นต้น) ล้อเองก็ต้องเหมือนเดิม ดังนั้นทีมจะต้องใช้มีการวางแผนการเปลี่ยนล้อที่ดีเวลาเข้าพิท

โรงงานรถอิตาลี ยังคงเปิดต่อ แม้โคโรน่าไวรัสจะระบาดหนักในอิตาลี ค่ายมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati และเครือ Piaggio (รวม Vespa, Aprilia และ Moto Guzzi) ได้หยุดบริการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์และโรงงานของทางค่ายตัวเองแล้ว แต่ โรงงานรถอิตาลี ยังคงเดินไลน์ผลิตกันต่อไป หลังโคโรน่าไวรัสหรือ COVID-19 จะระบาดหนักในอิตาลี “เราขออนุญาตเรียนให้ท่านทราบว่า เนื่องจากแถลงการณ์จากประธานแคว้น Emilia Romagna และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขหลัง ทำให้การเข้าชมพิพิธภัณฑ์และโรงงานผลิต รวมไปถึงเทรนนิ่งแล็บ Fisica in Moto ต้องถูกงดไว้ก่อนนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ไปจนถึง 31 มี.ค.2020 ” นี่คือข้อความที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของทาง Ducati อย่างไรก็ตาม ประกาศนี้สำหรับผู้ที่สนใจจะเยี่ยมชมเท่านั้น เพราะว่าไลน์การผลิตก็ยังคงเปิดอยู่ และไม่ใช่แค่เพียง Ducati ทางฝั่งโรงงานของ Aprilia และ Moto Guzzi ก็ยังคงเปิดไลน์การผลิตอยู่ ระเบียบการเพื่อความปลอดภัยนั้นเริ่มถูกใช้งานเนื่องจากการแถลงของ Ministero della Sanità (รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข) และ Ordinanza Regionale (เทศบัญญัติแห่งรัฐ) และยังได้มีการแจกจ่ายคู่มือดูแลเรื่องสุขภาพและวิธีการป้องกันโรคให้กับพนักงานทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น Ducati ยังไม่อนุญาตให้คนที่ถูกระบุจากทางการว่ามาจากจีน เกาหลีใต้และมาจากเขต Lombardy หรือ Veneto เข้ามาในโรงงาน นอกจากนี้ค่ายรถอิตาลียังจำกัดการเดินทางและบิสซิเนสทริป มีตติ้ง รวมไปถึงการรวมตัวกันในโรงงานเพื่อป้องกันพนักงานของพวกเขาจากเชื้อไวรัสโคโรน่า Piaggio Group, Aprilia & Moto Guzzi ทางด้านของเครือ Piaggio Group เองก็ได้มีการระงับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของพวกเขาเช่นกัน “เราขออภัยกับผู้เข้าชมของเรา เพราะว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรค COVID-19 (หรือโคโรน่าไวรัส) และด้วยประกาศจากทางการ Piaggio Foundation จึงได้ตัดสินใจที่จะระงับทัวร์เข้าชมและกิจกรรมต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ Piaggio Museum เนื่องจากทาง Piaggio Museum ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นจะปิดทำการตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.เป็นต้นไป ตามมาตรการป้องกันและเพื่อเป็นการป้องกันชุมชมในท้องถิ่นรวมไปถึงพนักงานของเรา” Piaggio กล่าว “ทันทีที่มาตรการฉุกเฉินทางการแพทย์นี่ถูกยกเลิก เราจะทำการเปิดพิพิธภัณฑ์จะทำการเปิดให้แก่สาธารณชนทันที” พวกเขาทิ้งท้าย มาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ รวมไปถึงการลดจำนวนการประชุมกับทางซัพพลายเออร์ ที่ปรึกษาและลูกค้าเองก็จะถูกจำกัดให้เหลือเพียงแค่การประชุมคอนเฟอเรนซ์ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น นอกจากนี้ยังได้งดการเดินทางทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รวมไปถึงได้นำมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ มาใช้ในออฟฟิศ โดยจะมีการตรวจอุณหภูมิร่างกายเพื่อป้องกันสุขภาพของพนักงานทุกคนอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ล่าสุดทาง BMW Motorrad ประเทศไทย ได้ร่วมกันกับ California Superbike School โรงเรียนสอนขับขี่ระดับโลก ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนขับขี่สำหรับมือใหม่ที่อยากจะวาดลวดลายในสนามแข่งอย่างถูกวิธี ถูกต้องตามหลักสูตรที่ใช้กันทั่วโลก และอยากจะบอกว่านักแข่งมืออาชีพหลายๆ คนก็เคยผ่านโรงเรียนนี้มาแล้วเช่นกัน และแน่นอนสำหรับในครั้งนี้ SuperBikemag.com ได้รับการเทียบเชิญจาก BMW Motorrad ประเทศไทย เข้าร่วมเรียนในครั้งนี้ด้วย ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ และขอก่อนเลยว่าไม่ว่าคุณจะเก่งมาจากไหน จะขี่มากี่สนามทั่วโลก กี่ภูมิประเทศ หรือขี่มาแล้วกี่ปี คุณต้องทิ้งสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาไว้ข้างหลัง แล้วมาเริ่มใหม่อย่างถูกต้องที่นี่ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าคุณต้องมีทักษะการขับขี่ซูเปอร์ไบค์ในระดับพื้นฐานมาก่อน เพราะที่นี่ไม่ได้สอนขับขี่เบื้องต้นนะครับ เรียนรู้ การเรียนการสอนของที่จะถูกแบ่งออกเป็นเลเวลต่างๆ กัน 3 ระดับด้วยกัน โดยผมนั้นได้เรียนที่เลเวล 1 เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนเลยส่วนเลเวลที่ 2 และ 3 นั้น จะต้องแสดงหลักฐานใบประกาศในเลเวลก่อนหน้านี้ที่เคยได้รับมาด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วทาง BMW Motorrad เคยจัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปแล้วเมื่อปีก่อน ก็จะมีบางคนที่ได้เรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็สามารถนำใบประกาศมายืนยันเพื่อที่จะเรียนลำดับขั้นที่สูงขึ้น ผมเปลี่ยนชุดเรซซิ่งสูทและไรดิ้งเกียร์อื่นๆ รวมถึงวอร์มร่างกายให้พร้อม เพราะวันนี้เราจะเรียนขับขี่กันทั้งวัน ซึ่งไรดิ้งเกียร์ต่างๆ ถือว่าเป็นพื้นฐานของคนที่อยากจะขับขี่ในสนาม คุณต้องเตรียมมาเอง ไม่งั้นนคุณจะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียน เพราะนี่คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งคือเรื่องพื้นฐาน แต่สำคัญที่สุด เริ่มต้นด้วยการเข้าเรียนทฤษฏีกันก่อน สำหรับการฝึกระดับ 1 จะแบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 5 หัวข้อหลักๆ ด้วยกัน โดยจะใช้เวลาเรียนตลอดทั้งวัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างมากสำหรับการเรียนในแต่ละหัวข้อ แต่ต้องขอบอกเวลาพอมาเรียนเข้าจริงๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่แทบจะไม่พอ เพราะหลังจากเรียนภาคทฤษฏีแล้วก็จะต้องกลับไปลงฝึกในภาคสนาม จากนั้นคุณต้องก็ต้องกลับมารับบรีฟแก้ไขต่างๆ กับครูภาคสนามอีกด้วย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคสนามแล้วนำมาปฏิบัติในรอบถัดไป เรียกว่าเข้มๆ กันเลยล่ะครับ ถ้าเทียบกับโรงเรียนมันคือโรงเรียนกวดวิชาชัดๆ หัวข้อการเรียนการสอนจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ข้อดังนี้ 1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง) 2 Turn Points (จุดเลี้ยว) 3 Quick Turn (การเลี้ยวเร็ว) 4 Rider Input (การควบคุมโดยตัวผู้ขี่เอง) 5 Two-step Turning (สายตา-เลี้ยวเร็ว) 1 Throttle (การควบคุมคันเร่ง) การควบคุมคันเร่งนั้นใครๆ ก็คงบอกว่าง่าย ก็แค่คันเร่ง ผมเองก็เคยคิดแบบนั้น แต่เดี๋ยวก่อน นี่คือสถาบันสอนขับขี่ระดับโลกเลยนะ มันคงไม่ง่ายแบบที่คิดหรอก สำหรับช่วงการฝึกขับขี่ในสนามนั้น จะใช้ได้เพียงแค่เกียร์ 4 เพียงเกียร์เดียวเท่านั้น คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ เกียร์เดียวเท่านั้น กับการขี่ในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นั่นละครับ สนามที่เขาใช้แข่ง MotoGP นั่นละ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ห้ามเบรก ยากไปไหน ผมเองก็เริ่มกังวลอยู่หน่อยๆ คิดในใจเอาไงดี แอบเบรกได้ไหม ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะซื่อสัตย์ต่อการเรียนครั้งนี้หรือเปล่า ถ้าเราเบรก เราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรกลับไป พอผมไปขี่ จากการเรียนครั้งนี้ ถึงเวลารู้อยู่อย่างเดียว อย่าใจร้อน เขาโค้งรักษาไลน์ให้เนียนที่สุด ถึงเวลาจะลงสนามก็ได้เวลาแต่งตัวให้พร้อม ช่วงแรกของวันนี้ รู้สึกอาการไม่ค่อยดี จะเปิดคันเร่งช่วงไหน ปิดคันเร่งตอนไหนดี จะไหลเข้าไลน์ไหนดี แถมรถที่ขี่ในสนามก็ดันเป็น BMW S 1000 RR 2020 ตัวใหม่ล่าสุดอีก จะหวดก็ไม่ได้รถมันแรงเกิน เบรกก็ไม่ได้ ไหนจะมีครูที่จะคอยขี่ดูเราสังเกตเราตลอดเวลา ประกบกันเลยก็ว่าได้ เพราะครู 1 คน ต่อนักเรียน เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ถือว่าสอนกันถึงพริกถึงขิง เล่นเอากังวลและเกร็งไปหมดแต่ไหนก็มาทั้งทีก็หวังจะเก็บเกี่ยวไปให้เต็มที่ ได้ยินคำเดียวก่อนออกว่าใช้เกียร์ 1 ออกตัวได้ก็นึกขำตัวเอง ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าลองดู ออกตัวได้ เตะถึงเกียร์ 4 ก็เข้าโค้งตามครูไปตลอด ติดๆ ขัดๆ พยายามสังเกตคันเร่งครู ตลอดเลย บางทีเราก็ต้องเบรก เพราะมันเข้าไม่ได้ ไม่ถนัด รอบแรกผ่านไป รอบสองเริ่มได้ ไม่เร็วมากนะ ค่อยๆ เดินคันเร่งเดินอย่างละเอียดมากๆ เพราะเปิดเยอะไป รถเร็วไป ทำให้ไหลยาวเข้าโค้งไม่ได้ พอเราเปิดน้อยไปก็กลัวไม่มีแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ตอนเลี้ยวก็พาลจะกลัวล้ม ผมขอใช้คำว่า ตกแต่งความเร็วก่อนเข้าโค้งมันยากมาก พอขับไปหลายรอบก็พอจะสังเกตได้ถึงจุดยกคันเร่งของแต่ละโค้ง ก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ครูกำลังสอนให้โฟกัสกับอะไรเพียงอย่างใดอย่างนึง เขาไม่สอนท่าทาง การเอียงตัว เขาไม่ได้สอนให้ทำเวลาเร็วที่สุด ที่สอนคือ คันเร่งจริงๆ เปิดปิดให้ถูกจุด ให้แค่เพียงพอต่อการใช้เท่านั้น

รถตำรวจ ต่างประเทศเฟี้ยวแค่ไหน ลองไปดู รถตำรวจ แค่ได้ยินคำนี้หลายๆ คนก็คงคิดถึงรถ Tiger Boxer รถตำรวจไทยเราสมัยก่อนที่จอดทิ้งเป็นซากเพราะปัญหาการทุจริต… หรือจะเป็น Honda CBR300R หรือจะเป็น Yamaha NMAX ที่เห็นกันได้บ่อย เพราะตำรวจจราจรใช้กัน หรือบางคนก็อาจจะเคยเห็นรถตำรวจอาบูดาบี้ที่ใช้ Ducati กันเลย (ทำไมมันต่างกันจังนะ) มาวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลรถตำรวจเฟี้ยวๆ จากประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นข่าวมาให้ชมกันครับ Honda Africa Twin ย้อนกลับไปในปี 2017 ตำรวจ Redondo Beach (อเมริกา) ได้รับมอเตอร์ไซค์ Honda Africa Twin ที่โมดิฟายโดยทาง Roland Sands ไป 2 คัน โดยเจ้ามอเตอร์ไซค์คันนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย มันเต็มไปด้วยของแต่งจาก RSD หรือ Roland Sands Design นอกจากนี้มันก็ยังมาพร้อมโช้คหน้า Öhlins FFHO 101 ยางแบบแรลลี่พร้อมตะลุย Dunlop D908 Rally Raid และอุปกรณ์ของตำรวจอาทิเช่น ระบบไฟฉุกเฉินของตำรวจ เมาท์สำหรับใส่ปืน AR-15 แครชบาร์ AltRider พร้อมกับระบบระบบขยายเสียง เมาท์ติดตั้งเรดาห์หรือเลเซอร์จับความเร็ว ชุดไฟ LED SoundOff Signal Blueprint LED และเกราะกันกระสุนไรเฟิลระดับ 4 Ducati Panigale V4 R ช่วงเดือนธันวาคมปี 2019 ตำรวจ Abu Dhabi ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ทำการจัดซื้อ Ducati Panigale V4 R ทั้งหมด 8 คันเข้ากรม โดยซูเปอร์ไบค์ทั้ง 8 คันนี้ถูกทำสีใหม่เป็นสีขาวและน้ำเงินพร้อมติดสติ๊กเกอร์บ่งบอกว่าเป็นตำรวจ Abu Dhabi แน่นอนว่าใครๆ ก็พอจะรู้ถึงความแรงของเจ้า V4 R ที่มีแรงม้าสูงถึง 221 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยีล้ำๆ อีกมากมาย ซึ่งก็แน่นอนว่าก็คงจะมีไว้เพื่อตามจับพวกคนรวยขับรถแรงๆ เร็วๆ ในประเทศเศรษฐีบ่อน้ำมันของพวกเขานั่นแหละครับ นอกจากนี้กรมตำรวจนี้ยังมีรถระดับซูเปอร์คาร์เป็นรถตำรวจอีกมากมาย อาทิ Lykan HyperSport, Audi R8, Lamborghini Huracan, Nissan GT-R และ Bugatti Veyron Ducati Panigale V4 ปี 2018 ประเทศอังกฤษ ตำรวจในโครงการ Bikesafe ได้รับรถ Ducati Panigale V4 ในชุดสีพิเศษเป็นชุดสีสำหรับรถตำรวจจากทาง Ducati UK แม้ว่าอาจจะไม่เท่ากับ V4 R ของตำรวจ Abu Dhabi แต่ก็แรงไม่น้อยกว่ากันมากนัก และแน่นอนว่าอ็อพชั่นเทคโนโลยีนั้นจัดเต็มอยู่แล้วสำหรับค่ายแดงค่ายนี้ โดยรถในโปรเจ็กต์นี้จะใช้ในการฝึกฝนขับขี่เพื่อให้ผู้ที่เข้าอบรมขับขี่นั้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น BMW S 1000 RR เมื่อปี 2015 ทางตัวแทนจำหน่าย BMW ที่ Long Beach อเมริกาได้มอบรถ BMW S 1000 RR ปี 2015 เวอร์ชั่นรถตำรวจเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสงานสัปดาห์ตำรวจแห่งชาติ หรือ National Police Week แน่นอนว่า S 1000 RR คันนี้แม้จะไม่ใช่รุ่นใหม่ๆ แต่ก็แรงถึง 199 แรงม้า ถูกตกแต่งเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับให้ตำรวจไว้ใช้งาน มาพร้อมชุดแฟริ่งสีดำ ติดตั้งธงสีน้ำเงินและแดง ไซเรน พร้อมตราตำรวจ รวมไปถึงที่แฮนด์บาร์ก็จะมีโลโก้ของ Long Beach อยู่ด้วย อย่างไรก็ดีคุณตำรวจก็มักจะใช้เจ้ารถคันนี้ไปในทางโปรโมตอื่นๆ มากกว่าจะไว้ไล่จับคนร้าย MV Agusta Rivale 800 ปี 2017

Triumph ย้ายสายการผลิต มาไทยมากขึ้น Triumph Motorcycles กำลังอยู่ในช่วงยักย้ายถ่ายเทสายการผลิตจากเมือง Hinckley ประเทศอังกฤษมาสักพักนึงแล้ว และตอนนี้รถที่เป็นรุ่นผลิตจำนวนมากก็กำลังจะย้ายมาผลิตนอกอังกฤษทั้งหมดทุกโมเดล ข่าวนี้ได้รับการยืนยันจากการที่ Nick Bloor ส่งจดหมายถึงพนักงานในตอนนี้ แจ้งว่าอาจจะมีพนักงานฝ่ายผลิต 40 – 50 คนที่โรงงานในเมือง Hinckley อาจจะต้องตกงานเนื่องจากทาง Triumph เปลี่ยนถ่ายกำลังการผลิตออกนอกประเทศ โดยรวมแล้ว Triumph ผลิตมอเตอร์ไซค์ราวๆ ปีละ 65,000 คัน ก่อนหน้าที่จะมีประกาศนี้ที่โรงงานในอังกฤษก็ผลิตรถไปแล้วราวๆ 6,000 ถึง 7,000 คัน ในความเป็นจริงแล้วนอกจากโมเดลระดับไฮเอนด์ซี่รี่ส์ TFT แล้วก็มีเพียงแค่ Speed Triple และ Tiger 1200 เท่านั้นที่ยังคงผลิตอยู่ในอังกฤษ ซึ่ง Triumph ได้ค่อยๆ ทำการย้ายสายการผลิตรถแบบผลิตจำนวนมากนั้นไปยังโรงงานที่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว สายการผลิตส่วนใหญ่ของ Triumph นั้นถูกย้ายมาผลิตที่ประเทศไทยแล้ว ซึ่งต่อไปก็จะเป็นคิวของ Speed Triple และ Tiger 1200 ที่จะย้ายตามมา ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าไลน์ผลิตใหม่อย่างโมเดล TFC นั้นจะยังคงผลิตในอังกฤษ ซึ่งจะผลิตรถราวๆ 4,500 คันต่อปี รวมไปถึงรถต้นแบบและโปรเจ็กต์พิเศษต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย “ตอนนี้เรากำลังเตรียมรับการขยายตัวทางธุรกิจของทาง Triumph ในระลอกถัดไป เราต้องการที่จะเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้มากที่สุดเพื่อขยายตลาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงได้เพิ่มบุคลากรในฝ่ายออกแบบในอังกฤษให้มากขึ้น และไปเน้นความสามารถในการผลิตรถจำนวนมากที่ไทยแทน ” CEO กล่าวในแกลงการณ์ “แน่นอนว่าจะยังมีการผลิตในอังกฤษ แต่บทบาทของโรงงานในเมือง Hinckley ก็จะถูกปรับเปลี่ยนเสียใมห่เพื่อให้เราสามารถที่จะทำอะไรได้อย่างยืดหยุ่นและมีคุณค่ามากขึ้นได้” โรงงานของ Triumph จะถูกเรียกใหม่ว่า “Centre of Excellence for Research and Development” หรือศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเราจะจ้างงานวิศวกรออกแบบเพิ่มอีกกว่า 20 ตำแหน่ง เราไม่พอใจแค่จะเปลี่ยนชื่ออะไรแค่เพียงหนึ่งในเมื่อเราสามารถเปลี่ยนได้ถึงสอง กล่าวคือโรงงานในไทยเองก็จะถูกเรียกใหม่เป็น “Centre of Excellence for Manufacturing” หรือศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านการผลิต เริ่มจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวให้เห็นภาพถึงแผนการที่จะขยายธุรกิจของทาง Triumph มาทางเอเชียชัดมากขึ้น จากการที่ทาง Triumph ย้ายสายการผลิต อย่าลืมว่ายังมีข่าวของการร่วมมือกันกับทาง Bajaj ที่จะผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดความจุไม่มากเพื่อขายในตลาอดเอเชีย ซึ่งจะเริ่มผลิตออกมาจำหน่ายทั่วโลกในราวๆ ปี 2022 หรืออาจจะช้าเร็วกว่านั้นก็ได้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ADV 150 Rally ถ้าออกมาหน้าตาแบบนี้ยอมเสียเงินมั้ย ADV 150 Rally ที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ยังไม่เป็นรถจริงๆ แต่เป็นภาพ CG ที่มีต้นแบบรถเดิมเป็น Honda ADV 150 ซึ่งเป็นรถยอดนิยมมากๆ ในญี่ปุ่น และให้ฟีลลิ่งคล้ายๆ กับรถ SUV พรีเมี่ยม ที่มันเป็นผสมผสานกันระหว่างรถลุยๆ กับรถใช้งานในเมืองได้อย่างลงตัว แต่เหมือนมันยังไม่ลุยได้ไม่ถูกใจสายลุย มาวันนี้ก็เลยมีภาพ CG จากทาง Young Machine ที่ได้ระบุว่าจะไปโผล่ให้เห็นในงาน Tokyo Motorcycle Show 2020 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนหน้า มาให้ได้ชมกัน โดย ADV 150 Rally นั้นมีการทำภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกมาให้ดูกันถึง 4 เวอร์ชั่นด้วยกัน ได้แก่ City, Light, Hard และ Camp ซึ่งก็จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไปในรายละเอียดปลีกย่อย ลองไปดูกันเลยครับว่าแบบไหนที่ใช่ กล่องท้าย Zega Pro จาก Touratech ขนาดใหญ่เพิ่มอำนวยความสะดวก การ์ดและแครชบาร์ ท่อ Yoshimura ดีไซน์สุดล้ำ พร้อมลวดลายกราฟฟิกใหม่ กล่องหรือปี๊บข้างขนาดกระจุ๋มกระจิ๋ม การ์ดและแครชบาร์ ท่อ Yoshimura ดีไซน์สุดล้ำ และตัวรถเด่นด้วยลวดลายพรางแบบสมัยใหม่ จัดหนักจัดเต็มทั้งกล่องท้ายและปี๊บข้าง Zega Evo ที่ติดตั้งและถอดออกได้ง่าย การ์ดและแครชบาร์ เพิ่มสปอยเลอร์ชิลด์พิเศ่ษ เหมาะกับการเดินทางไกลสไตล์ทัวริ่งขึ้น มาพร้อมกล่องท้ายและกระเป๋ากันน้ำ 4 ใบติดในแนวตั้ง การ์ดและแครชบาร์ สปอตไลท์ พร้อมลายพราง สีเขียว อย่างไรก็ดีภาพเหล่านี้เป็นเพียงภาพ CG เท่านั้น รถจริงที่ตกแต่งและนำมาโชว์ในงานอาจจะไม่เหมือนกับภาพที่เรานำมาให้ดูนะครับ หรือถ้าใครมีความสามารถในการคัสตอม ลองเอาไปใช้เป็นไอเดียตกแต่งรถตัวเองก็ได้นะครับ เครดิตภาพจาก: Young Machine อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WorldSBK 2020 จะเป็นปีแรกที่ทุกรุ่นใช้ยางสลิกจาก Pirelli การแข่งขัน MOTUL FIM Superbike World Championship ในฤดูกาล 2020 ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 33 แล้ว และเป็นการแข่งขัน 17 ปีติดต่อกันโดยมี Pirelli เป็นผู้ซัพพอร์ตยางให้อย่างเป็นทางการในทุกรุ่นการแข่งขัน แต่ในปีนี้จะพิเศษกว่าทุกๆ ปี คือ การที่การแข่งขันทุกรุ่นภายใต้ WorldSBK จะเปลี่ยนมาใช้ยางสลิกทั้งหมด การแข่งขันในฤดูกาลนี้จะเริ่มต้นเปิดฤดูกาลด้วยการทดสอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 – 25 ก.พ.นี้ และจะตามด้วยการแข่งขันจริงในช่วงสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค. โดยจะมีแข่งในรุ่น WorldSBK และ WorldSSP ปี 2020 จะเป็นปีแรกที่การแข่งขันในรุ่น WorldSSP และ WorldSSP300 จะใช้ยางสลิก โดยในรุ่น WorldSSP จะเริ่มใช้ครั้งแรกที่สนาม Phillip Island ส่วนทางด้านการแข่งขันในรุ่น WorldSSP300 จะเริ่มใช้ที่ Jerez สนาม Phillip Island นั้นเป็นสนามที่โหดร้ายกับยางมากที่สุดในการแข่งขัน WorldSBK เพราะยางจะต้องเจอกับการใช้งานอย่างหนักและเกิดความร้อนเชิงกลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ด้านซ้าย ที่สนามแห่งนี้ ทาง Pirelli เคยบันทึกไว้ว่ายางนั้นเกิดการโอเวอร์ฮีทบนผิวยาง (ร้อนเกินไป) ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่กำลังเข้าโค้งที่องศาสูงสุด ซึ่งทำให้เกิดแรงเครียดบิดอย่างรุนแรง ลักษณะพิเศษเฉพาะของสนามในออสเตรเลียแห่งนี้ทำให้เกิดความเครียดทั้งในเชิงกลและในเชิงของความร้อนอย่างมากกับยางรถ สนามที่ขึ้นชื่อแห่งนี้เป็นสนามที่มีโค้งแบบพาราโบลิกยาวที่สุดในการแข่งขัน WorldSBK (โค้งหักศอก) ซึ่งจำเป็นจะต้องเปิดคันเร่งจนหมดปลอกพร้อมใช้มุมแบนโค้งที่คงที่เป็นระยะเวลาที่นานกว่าปกติ และภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ยางก็จะถูกบังคับให้ต้องเจอกับความเครียดเชิงกลกับหน้าหน้ายางส่วนเดิมอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิยางเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว แน่นอนว่า Pirelli ได้พัฒนายางหลายสูตรมาเพื่อต่อกรกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับสนามแห่งนี้ และจะถูกทดสอบกับทั้งสองรุ่นการแข่งขัน ทั้ง WorldSBK และ WorldSSP ระหว่างการทดสอบทั้ง 2 วันก่อนการแข่งขันจริงจะเริ่มขึ้น การทดสอบสูตรยางในรุ่น WorldSBK และรุ่น WorldSSP โดยในรุ่น WorldSBK นอกจากยางแบบ Intermediate และยาง Wet แล้ว จะมียางสลิกเพิ่มเข้ามาให้อีก 4 สูตร เป็นด้านหน้า 2 สูตรและหลังอีก 2 สูตร ยางหน้าจะเป็น SC1 แบบซอฟต์คอมปาวด์ และ SC2 แบบมีเดียมคอมปาวด์ ขนาด 125/70 ซึ่งเป็นไซส์ใหม่และมีเพียงไซส์เดียวในฤดูกาลนี้ ส่วนยางหลังจะเป็น สองคอมปาวด์ที่มีแต่เฉพาะไซส์ 200/65 ได้แก่ สูตรที่กำลังพัฒนา SC1 W1049 โดยพัฒนาขึ้นมาใช้กับสนามแห่งนี้โดยเฉพาะ และสูตรที่กำลังพัฒนา SC1 Y1093 ซึ่งมีโครงสร้างที่ถูกเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้น ช่วยให้เสถียรมากขึ้น และช่วยให้รถพุ่งทะยานขณะเร่งความเร็วได้ดีขึ้น ส่วนในรุ่น WorldSSP นักแข่งจะได้ทดสอบยางสลิกเป็นครั้งแรก และจะมียางหน้าให้เลือก 2 สูตร และยางหลัง 1 สูตร สำหรับยางหน้าจะมีสูตรมาตรฐาน SC1 และ SC2 ในขนาด 120/70 ส่วนยางหลังจะใช้ยางสูตรกำลังพัฒนา SC1 Y1006 ส่วนขนาดยางจะเป็น 190/60 โดยมีไซส์เดียวสำหรับพิกัด 600 ซีซีนี้ โดยมันก็คือยางสลิกที่พัฒนามาจากยางสูตร SC1 U1149 โดยมีคอมปาวด์ที่การันตีว่าจะให้ความเสถียรมากขึ้นขณะที่เจอกับความร้อนสูงๆ และสุดท้ายอีกสูตรนึงคือสูตรพัฒนา SC1 Y1035 ที่มีโปรไฟล์และโครงสร้างยางใหม่เพื่อเพิ่มหน้าสัมผัสและความเสถียรขณะเร่งความเร็ว และเพิ่มความคงเส้นคงวาของสมรรถนะ เนื่องจาก Pirelli ไม่เคยใช้ยางสลิกใหม่กับรถคลาส 600 มาก่อน ดังนั้นทางค่ายยางจะต้องทำการทดสอบและคิดคำนวณหาแผนการที่ดีที่สุดเพื่อให้ยางใช้ในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะอาศัยข้อมูลที่ได้ระหว่างการทดสอบก่อนการแข่งขันจริง งานนี้การแข่งขันรุ่นต่างๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ยางสลิกนั้นจะเป็นยังไงกันบ้าง ก็ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Vitpilen 401 และ Svartpilen 401 2020 ปรับใหม่ให้ซ้อนได้สบายขึ้น Vitpilen 401 คือมอเตอร์ไซค์ที่ปลดเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นกับรถออกไป แต่ยังคงการันตีความสนุกเร้าใจในการขับขี่ไว้ให้คุณครบถ้วน มันมีแชสซีที่น้ำหนักเบามาก โดยน้ำหนักตัวรถเปล่าไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 151 กก. ตัวรถยังคงใช้เครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะขนาด 44 แรงม้า ซึ่งรับรองว่าจะให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่กับเจ้าของ ส่วน Svartpilen 401 นั้นเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดิบและดุดันพร้อมกับสเน่ห์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เหมาะกับการผจญภัยไปในเส้นทางชนบท มันส่งมอบการขับขี่ที่ลื่นไหลและมีท่านั่งขับขี่ที่ดีช่วยให้ควบคุมได้ดั่งใจ แน่นอนว่าใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับ Vitpilen 401 วางบนเฟรมถัก น้ำหนักเบาและระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงอย่าง WP APEX โดยในปี 2020 นี้ทั้งสองโมเดลจะปรับปรุงในเรื่องความสบายของคนนั่งซ้อนท้าย โดยทั้งคู่จะมีซับเฟรมที่ยืดยาวขึ้น เพื่อให้เบาะนั่งคนซ้อนนั่งได้สบายขึ้น นอกจากนี้แล้วทั้ง 2 โมเดลจะมาพร้อมชุดสีใหม่ โดย Vitpilen จะใช้สีเงินเป็นหลักและขับเน้นด้วยสีทองแดงให้ดูเด่น ส่วน Svartpilen ก็ยังคงเป็นโทนสีเข้ม โดยมีสีดำเป็นสีหลักตามชื่อและขับด้วยสีเงิน ไฮไลท์เด่น Vitpilen 401 และ Svartpilen 401 ซับเฟรมที่ยาวขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายให้กับคนซ้อน กราฟฟิกและชุดสีใหม่ เครื่องยนต์ที่ทรงพลังแต่ก็คุมได้ เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว ขนาด 373 ซีซี 44 แรงม้า แรงบิด 37 นิวตันเมตร น้ำหนักเบาและควบคุมได้อย่างแม่นยำ Vitpilen 401 หนัก 151 กก. ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง Svartpilen 401 หนัก 152 กก. ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟหน้าและไฟท้าย LED เบาะนั่งสูง 835 มม. ประหยัดน้ำมัน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki X-09 Racer 1993 [ตัวจี๊ดในวันวาน] ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่รถสไตล์เลียนแบบรถแข่งในประเทศญี่ปุ่นนั้นรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้ก่อให้เกิดรถเจ๋งๆ ขึ้นมามากมาย จนทางค่ายรู้สึกว่าเจ้า Kawasaki KR-1 ปี 1988 สปอร์ตไบค์คลาส 250 ซีซีต้องการการปรับปรุงใหม่ ดังนั้นก็เลยเริ่มต้นโปรเจ็กต์ลับสุดยอดขึ้นมา รถ 2 จังหวะคันใหม่นั้นถูกตั้งชื่อรหัสหรือโค้ดเนมว่า X-09 ในช่วงแรกนั้นมีการวางแผนกันว่าจะใช้เครื่องยนต์สองสูบขนาน แต่แผนนี้ถูกยกเลิกและไปใช้เครื่องยนต์วีทวินแบบ 90 องศาแทน ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น (1989) กลับมาใช้เครื่องยนต์อีกแบบที่ตรงข้ามกับวีทวินแบบทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะกระบอกสูบกลับหัว คาบูเรเตอร์ขนาดใหญ่ถูกย้ายมาที่ด้านบนของเครื่องยนต์ซึ่งเป็นแคร้งเครื่องที่กลับหัว พร้อมกับกรวยไอดี วาล์วรีด และพอร์ตไอดีก็ถูกจัดเรียงใหม่เสียหมด พอร์ตไอดีแบบตรงๆ และแอร์บ็อกซ์ถูกจัดวางให้อยู่ระหว่างเฟรม ผลที่ได้คือมีแรงต้านในระบบไอดีต่ำมาก เป็นข้อดีจากเลย์เอาท์เครื่องยนต์ที่ไม่เหมือนใครของเจ้า X-09 คันนี้ เจ้า X-09 ได้รับสิทธิ์ไวลด์การ์ดเข้าแข่งในรายการ All Japan Road Race Championship 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1989 ในสนามที่ 15 จนถึง 1993 ใน Suzuka 200km. ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นโดยฝีมือของ Trevor Crookes ซึ่งคว้าอันดับที่ 4 ในสนามที่ 10 ของฤดูกาล 1992 แต่เพื่อให้เห็นภาพถึงความเจ๋งของมันสักหน่อย ก็จะขอบอกถึงระดับของการแข่งขันในฤดูกาล 1992 ไว้ว่าสูงมาก เพราะนักแข่งต่างๆ ที่แข่งด้วยก็ล้วนขยับขึ้นไปแข่งในระดับโลกทั้งนั้น เช่น Tohru Ukawa, Tadayuki Okada, Tetsuya Harada, Noriyasu Numata และ Nobuatsu Aoki แฟนพันธ์ุแท้สายเขียว (ค่ายรถนะไม่ใช่พืช) ที่มีอายุหน่อยก็น่าจะคุ้นเคย หรือผ่านตากันมาบ้างกับตัวจี๊ดในวันวานคันนี้ โอกาสหน้ามีรถอะไรเจ๋งๆ กันอีกเราก็จะนำมาเสนอให้ผู้อ่านได้เสพกันบ้าง คอยติดตามกันนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

ไม่ธรรมดาแฟนเพจที่ชาวสองล้อต้องจดจำ กับเพจ อวย S1000 ที่เป็นกระแสกันอยู่ตอนนี้กับการอวยความแรง แรงม้า แรงบิด ที่มากกว่าคู่แขง ถึงกับขั้นขอเจอกันเลยทีเดียว เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้วได้โพสต์ข้อความว่า “พวกมึงรู้รึยัง กูมาแล้วนะ 2020 อะ พร้อมแดกโลมา พร้อมแดก กระเบนแล้วว่ะ อยากโดนรุ่นอื่นแดกอะ อยากโดนสวน สวนยาวๆ รุ่นไหนที่ว่าแรงๆ ขอเจอหน่อยนะ #อวยs1000 ” แต่ยังไงก็ขอให้เสพข่าวกันอย่างมีสติพอหอมปากหอมคอแล้วกันนะวัยรุ่น พอเป็นสีสันในวงการสองล้อไม่สนับสนุนถึงขั้นเอารถมาลองกันใครแรงไม่แรงเลยนะครับ ขับขี่ปลอดภัยเด้ออออออ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dragster 800 RR x TheArsenale ขายแค่คันเดียวในโลกเท่านั้น ล่าสุด MV Agusta ได้ผลิต Dragster 800 RR ให้กับทาง TheArsenale เว็บไซต์ขายสินค้าสุดพรีเมียมหรูรา ซึ่งรถคันนี้จะเป็นรถสุดพิเศษจำนวนจำกัด มีเพียงคันเดียวในโลก โดยเว็บไซต์ TheArsenale นั้นเสนอขายสินค้าที่มีความโดดเด่นและพิเศษไม่เหมือนใครหลากหลายมากๆ โดยมีตั้งแต่เครื่องบินเจ็ทยันมอเตอร์ไซค์ เครื่องประดับยันสินค้าสุดหรู เรียกว่าสากกระเบือยันเรือรบ แต่มาในเวอร์ชั่นพรีเมียมก็ว่าได้ ซึ่งทางนักออกแบบของ MV Agusta เองก็เป็นฝ่ายที่ลุ่มหลงในเรื่องอะไรแบบนี้แต่เป็นในรูปแบบของมอเตอร์ไซค์และมันก็ดูเข้ากันกับภาพลักษณ์ของทาง TheArsenale พอดีเลย รายละเอียดสีดำและสีส้มทำให้เกิดชุดสีที่คอนทราสต์กัน และทำให้ได้ Dragster 800 RR ที่ดูเร่าร้อนและเข้ากันกับแนวคิดของทาง TheArsenale ซึ่งก็คือยอดเยี่ยมสุดๆ รายละเอียดทางเทคนิคของเจ้า 800 RR คันนี้ก็ยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 798 ซีซี ที่ให้แรงม้า 140 แรงม้าและท็อปสปีดหรือความเร็วสูงสุดเกือบๆ 250 กม./ชม. ตัวรถยังมีระบบต่างๆ ที่ทันสมัย อาทิ คันเร่งไฟฟ้า แทร็คชั่นคอนโทรล 8 ระดับ ควิกชิฟเตอร์แบบสองทาง สลิปเปอร์คลัทช์ Ratmir Sardarov ผู้อำนวยการของ MV Agusta Motor S.p.A., กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากๆ เกี่ยวกับการร่วมมือกันกับทาง TheArsenale เราหลงตัวไปกับจิตวิญญาณในการริเริ่มสิ่งใหม่และความทุ่มเทในการขายสินค้าพรีเมียมของพวกเขา มีเพียงของที่ดีที่สุดและพิเศษที่สุดที่จะได้เข้าไปอยู่ในโรงรถออนไลน์ของพวกเขา และ Dragster 800 RR TheArsenale Edition คือผลงานศิลปะบนมอเตอร์ไซค์อย่างแท้จริงก็ได้กลายเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ส่งประกายเจิดจรัสที่สุดของพวกเขา” “เราภูมิใจอย่างยิ่งที่มีโปรเจ็กต์ร่วมกันกับแบรนด์ที่น่าทึ่งนี้และความพยายามร่วมกันก็ได้ออกดอกออกผลออกมาตอนที่เราได้เห็นรถคันเป็นๆ” Patrice Meignan, CEO และผู้ก่อตั้ง TheArsenale “รถสมรรถนะสูงที่มีหน้าตาสวยงามในแบบรถในฝันที่เรามักจะฝันถึง MV Agusta Dragster 800 RR x TheArsenale คันนี้คือรูปร่างของยานพาหนะในฝันของเรา” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

STREET TRIPLE R 2020 มีอะไรเด็ดๆ บ้าง ได้ฤกษ์เปิดตัวใหม่สักทีกับ Triumph Street Triple R 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้โมเดลเก่าเคยกวาดรางวัลต่างๆ มามากมาย และในปีนี้ก็ได้รับการอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ที่มีสมรรถนะมากยิ่งขึ้นพร้อมรองรับมาตรฐาน Euro5 และยังได้รับการปรับปรุงรูปโฉมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์สามสูบ 765 ซีซี สมรรถนะสูงตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดกระจายตัวดีทุกช่วงความเร็วรอบ แรงม้าสูงสุดที่ 118 แรงม้าที่ 12,000 รอบ แรงบิดที่ 77 นิวตันเมตรที่ 9,400 รอบ ตอบสนองดีขึ้น เนื่องจากแรงเฉื่อยหมุนลดลง 7% เสียงเครื่องยนต์เร้าใจมากขึ้น รองรับ Euro5 เข้าเกียร์ได้ลื่นไหลมากขึ้นด้วยแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัทช์ ออปชันชั้นดี คาลิเปอร์เบรก Brembo ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้เต็มระบบจาก Showa ยางสปอร์ตถนน Pirelli Rosso III ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง Triumph Shift Assist โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Rain และ Sport) ระบบเบรก ABS และแทร็คชั่นคอนโทรล รูปลักษณ์ใหม่ โฉบเฉี่ยวมากขึ้น ไฟหน้าคู่ LED ใหม่ สะดุดตา บอดี้รถที่มีความสปอร์ตและร่วมสมัยมากขึ้น ปลายท่อไอเสียใหม่ที่กะทัดรัดและมีสไตล์มากขึ้น กระจกมองหลังปรับสไตล์ใหม่ ปรับองศาการใช้งานต่างๆ ได้มากขึ้น สีสันและลวดลายกราฟิกใหม่พร้อมกับซับเฟรมท้ายสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดมาไม่เคยเปลี่ยน เข้าถึงได้ง่าย ราคาดี มีเวอร์ชั่น Low Ride Height เบาะนั่งต่ำ 780 ม.ม. สร้างตัวตนได้ง่ายขึ้น ด้วยชุดของแต่งแท้กว่า 60 ชนิด สนนราคาอย่างเป็นทางการในตอนนี้ยังไม่มีการประกาศออกมา แต่ราคาที่เปิดออกมาน่าจะเร้าใจแฟนๆ แน่นอน จากการประมาณการณ์ราคาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 4 แสนกว่าบาท น่าจะแพงขึ้นจากภาษีที่เพิ่มขึ้นจากค่าไอเสียใหม่ของบ้านเรา งานนี้ใครชอบใจเก็บเงินรอได้เลย เข้าไทยแน่นอน Triumph ประเทศไทยเขาไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition ช่วงเวลานี้ในทุกๆ ปีคือฤดูกาลของการทดสอบทั้งคนทั้งรถรวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายหรือไรดิ้งเกียร์เองก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ และสิ่งที่นักบิดอย่างเราๆ มักจะติดตามกันก็คือเรื่องสีสันลวดลายต่างๆ ของรถแข่ง และชุดแข่งหรือไรดิ้งเกียร์ซึ่งเราจะได้เห็นกันในฤดูกาลการแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ครั้งนี้เราจะให้ชมความงาม AGV Pista GP RR Sole e Luna Pop Art edition หมวกกันน็อกลายใหม่จากทาง AGV สำหรับหมวกกันน็อกใบนี้ให้ทายว่าใครใส่ก็คงจะทายไม่ยากเลย สีสันฉูดฉาดพร้อมหมายเลขแข่ง 46 เช่นนี้ ก็คงไม่พ้น Valentino Rossi พ่อหมอ หรือ The Doctor นั่นเอง แน่นอนว่าพ่อหมอของเรามีทีเด็ดที่นอกเหนือไปจากฝีมือการขับขี่แล้ว การออกแบบหมวกกันน็อคก็โดดเด่นในเรื่องสีสัน ซึ่งในปีนี้หมวกของเขาก็ยังคงสีสันสวยงาม และออกแบบได้โฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของ AGV Helmet ซึ่งเจ้าชื่อ Sole และ Luna นั่นเป็นภาษาอิตาลี แปลว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทางฝั่งซ้ายจะถูกออกแบบเป็นรูปพระจันทร์ และทางฝั่งขวาจะถูกออกแบบเป็นรูปพระอาทิตย์พร้อมแฉกรัศมีออกมา ซึ่งก็มีซี่รี่ส์นี้มาหลายปีแล้ว ใครที่เป็นแฟนๆ Rossi และ AGV น่าจะคุ้นเคยกันดี นอกจากนี้ยังมีเต่าน่ารักๆ พร้อมเบอร์ 46 ของพ่อหมอตรงชิลด์หมวกด้วย หมายเหตุพ่อหมอ Rossi ของเราได้ใส่หมวกใบนี้ในการทดสอบ Winter Test ที่สนามเซปังที่ผ่านมา ซึ่งเวลาแข่งจริงก็จะเปลี่ยนหมวกกันน็อคไปเรื่อยๆ ตามแต่ละโอกาส ใครเป็นสาวกก็อาจจะทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ที่เพิ่งมาเชียร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่หมวกของเฮียเขาจะไม่เหมือนกันตลอดทั้งปี และไม่เหมือนกับใบที่ใส่มาตอนเปิดตัวทีมแข่งปี 2020 ครับ งานนี้แฟนๆ ที่ชื่นชอบเก็บเงินรอได้เลย AGV ก็น่าจะผลิต Sole e Luna Pop Art editionนี้ขายในหมวกวางจำหน่ายทั่วไปอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Superleggera V4 ขั้นสุดของความเบา Ducati Superleggera V4 ได้ฤกษ์เผยโฉมอย่างเป็นทางการสักทีหลังจากที่ยั่วเย้ากระเซ้าแหย่ให้เกิดความอยากอยู่หลายสัปดาห์ มันรถที่สุดพิเศษและแพงเป็นพิเศษ แต่ก็มันก็สุดยอดจริงๆ อย่างที่เราคาดไว้ไม่มีผิด จริวๆ แล้วหลายๆ คนก็น่าจะพอทราบข่าวกันดีกับ เจ้า Panigale V4 เวอร์ชั่นโคตรเบา หลังจากที่มีคนถ่ายภาพรถ Panigale V4 ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งถูกนำออกมาขับขี่ทดสอบบนท้องถนนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โดยรถคันที่นำมาเทสต์นั้นแทบจะเหมือนกับ V4 R เลยเพียงแต่มีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยหลายๆ ส่วนด้วยกัน หลังจากนั้นข้อสันนิษฐานถึงโมเดลใหม่โคตรเบาก็คลี่คลายหลังจากที่ได้รับการยืนยันด้วยการที่ CEO ของ Ducati ได้ส่งอีเมลไปถึงบุคคลระดับ VIP ของ Ducati เพื่อแนะนำเกี่ยวกับโครงการ Project 1708 เนื้อหาในเมลได้แนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ระบุถึงสเปกที่น่าทึ่ง ลูกเล่นต่างๆ ไปจนถึงราคาของโมเดลพิเศษ ในที่สุดมันก็ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งก็คุ้มค่าแก่การรอคอย เจ้า Superleggera V4 นั้นดูเหมือนกับ Panigale V4 R ที่แน่นไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ มันมาพร้อมวิงก์เลต์แบบสองชั้น เพื่อเพิ่มแรงกดที่ด้านหน้าได้มากถึงราวๆ 50 กก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม. ส่วนแฟริ่งนั้นแร็ปด้วยชุดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งอย่าง Desmosedici GP19 เจ้า Superleggera V4 คันนี้ใช้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ขนาด 998 ซีซี ที่มีกำลัง 224 แรงม้า จากนั้นก็ทำการไล่เบาด้วยการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ในหลายๆ จุด รวมไปถึงเฟรมและสวิงอาร์มด้วย นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุอย่างแม็กนีเซียม อลูมิเนียม และไทเทเนียมอีกด้วย ผลที่ได้คือน้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียง 350 ปอนด์หรือประมาณ 158.75 กก. ทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 1.41 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งมากกว่า 1299 Superleggera ที่เคยทำไว้ที่ 1.378 แรงม้าต่อกิโลกรัม ระบบกันสะเทือนทั้งหน้าและหลังใช้ของ Ohlins ซึ่งใช้ไทเทเนียมเป็นวัสดุหลัก ขณะที่ชุดเบรกก็จะเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema R ตัวรถมีโหมดการขับขี่ตั้งมาให้ 3 โหมดและปรับแต่งได้เองอีก 5 โหมด และตัวจับเวลาแล็ป Superleggera คันใหม่นี้ยังมาพร้อมชุดเรซซิ่งคิท ที่ใช้ท่อ Akrapovic สำหรับใช้ในสนามโดยเฉพาะซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงม้าให้กลายเป็น 234 แรงม้า และชุดคิทนี้ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงหน้าจอแสดงผล RaceGP ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหน้าจอเรือนไมล์ของ Desmosedici GP20 และจำกัดให้ใช้แต่ในสนามเท่านั้น อีกทั้งน้ำหนักของรถจะลดลงเหลือ 152.2 กก.อีกด้วย นั่นทำให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักเพิ่มเป็น 1.54 แรงม้าต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ผู้ซื้อจะยังได้ลองขับขี่ Ducati Panigale V4 R สเปก WSBK และ Desmosedici GP20 ในสนามอีกด้วย (30 ท่านที่ทาง Ducati คัดเลือก) ตัวรถจะผลิตขึ้นเพียง 500 คันเท่านั้น โดยจะใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 5 คันต่อวัน โดย Ducati คาดว่าจะสามารถผลิตได้ทั้งหมดก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนเรื่องของราคานั้นยังไม่ได้เปิดเผยออกมาแก่คนทั่วไป แต่จากการเอกสารที่เคยหลุดออกมานั้นราคาจะอยู่ที่ 100,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 3 ล้านกว่าบาท แต่สุดท้ายเมื่อมาขายบ้านเรา ผมว่าราคาน่าจะเกิน 6 ล้านบาทเป็นแน่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Fat Boy Special Edition เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปี Fat Boy Fat Boy Special Edition โมเดลพิเศษนี้เปิดตัวออกมาก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของการผลิตโมเดล Harley-Davidson Fat Boy นั่นเอง โดยเจ้าโมเดลพิเศษนี้จะผลิตขึ้นเพียง 2500 คันเท่านั้น เรียกว่าพิเศษและจำนวนจำกัดด้วย ทั้งนี้รถแต่ละคันจะมาพร้อมกับเพลทแสดงเลขซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน และ Fat Boy โมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีคันนี้จะยังใช้เครื่องยนต์วีทวิน Milwaukee-Eight 114 อยู่ แต่ตัวรถและตัวเครื่องจะถูกทำสีเป็นสีดำทั่วทั้งคัน แล้วแต้มสีบรอนซ์ลงไปในส่วนของรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตัดชิ้นส่วนที่เป็นสีโครเมี่ยมแบบที่คุ้นเคยออกไป เพื่อให้ลุคใหม่ที่ได้ดูดุดัน นอกจากตัวรถสีดำดุดันด้วยชุดสี Vivid Black แล้ว ยังเพิ่มของแต่งพิเศษอย่างล้อทึบอลูมิเนียมสีดำซาตินอีกด้วย แน่นอนว่าสนนราคาก็ขยับแพงขึ้นจากเดิมที่ราคาประมาณ 710,000 บาท (ราคาโดยประมาณที่อังกฤษยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) กลายเป็น 825,000 บาท (ราคาโดยประมาณที่อังกฤษยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) โดยเมื่อลงลึกลงไปในส่วนรายละเอียดนอกเหนือไปจากชุดสีดำที่ดูดุดันแล้ว รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเป็นสีบรอนซ์นั้นก็จะมีตรงส่วนของครอบก้านกระทุ้งด้านล่างและตัวครอบไทมเมอร์ด้านข้างซึ่งจะมีตัวหนังสือสลักไว้ว่า ‘Harley-Davidson 30th anniversary’ สีบรอนซ์ตัดออกมาจากแบ็กกราวนด์สีดำ เดิมทีเจ้าเด็กอ้วนคันนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 ก่อนที่จะถึงฤดูกาลขับขี่ในปี 1990 และเมื่อถึงปี 2020 ก็เป็นโอกาสพิเศษที่จะได้ทำอะไรพิเศษๆ ก็เลยทำการย้อมดำชิ้นส่วนต่างๆ ตั้งแต่ครอบไฟหน้า แฮนด์บาร์และตัวควบคุมต่างๆ จากนั้นก็เติมรายละเอียดด้วยสีบรอนซ์ลงบนถังน้ำมันเพรียวๆ ของมัน คันนี้อาจจะน่าเสียดายไปนิดที่มันไม่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่อย่าง Screamin’ Eagle ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ไม่งั้นล่ะก็จะได้ความแรงที่เพิ่มขึ้นอีกพอสมควรครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เครื่องยนต์ 950 ซีซีกับแอดเวนเจอร์ไบค์คือเป้าหมายใหม่ของ MV Agusta Timur Sardarov ซีอีโอของ MV Agusta มีแผนการใหญ่จำนวนนึงกับทางแบรนด์ เขาต้องการที่จะช่วยให้บริษัทขยายตัวและดำเนินแผนการให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งหนึ่งในแผนการของพวกเขาก็คือรถแอดเวนเจอร์และเครื่องยนต์ใหม่ 950 ซีซี แผนใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับ MV Agusta ให้มีโมเดลต่างๆ มากขึ้น อย่างในตอนนี้ MV Agusta ก็มีรถที่ใกล้เคียงกับแอดเวนเจอร์ไบค์มากที่สุดก็คือเจ้า Turismo Veloce ในรูปด้านบน แต่มันเป็นโมเดลสปอร์ตทัวริ่ง และผมคาดว่าทางค่ายอาจจะใช้โมเดลนี้เป็นพื้นฐานให้กับโมเดลแอดเวนเจอร์ไบค์ก็ได้ ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ขนาด 950 ซีซี ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก นอกจากทาง Sardanov ได้ยืนยันว่าทางค่ายกำลังทำงานในส่วนนี้จริงๆ และเนื่องจากมีประเด็น 2 ประเด็นนี้มาในคราวเดียวกัน จึงมีแนวโน้มว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้จะถูกใส่มาในแอดเวนเจอร์ไบค์คันแรกของทางค่ายเป็นแน่ แต่ MV Agusta ไม่ได้กำลังมุ่งพัฒนาแค่เพียง 2 เรื่องนี้ ทางค่ายยังมีแผนการอื่นๆ อีกซึ่งจะเผยให้ทราบในภายหลัง ซึ่งรวมไปถึงการขยายไลน์อัพรถใหม่ๆ ในพิกัดความจุเครื่องยนต์ที่ต่ำลงมา โดยอาศัยความร่วมมือกับบริษัท Loncin ที่อยู่ในประเทศจีน นอกจากนี้ MV Agusta ยังมีแผนจะนำแบรนด์ Cagiva กลับมาอีกด้วยครับ ผมนี่ตื่นเต้นมากๆ เลยครับ ค่ายรถที่เด่นเรื่องความงามจะออกแบบแอดเวนเจอร์ไบค์ หรือรถสายลุยออกมาได้ดีแค่ไหนกันนะ แค่คิดก็ทนรอไม่ไหวแล้วครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Scrambler Ducati 1100 PRO และ Sport Pro เด่นด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1079 ซีซีที่มีแรงบิดดีตั้งแต่ในช่วงรอบต่ำๆ เบาะนั่งนุ่มสบาย ขี่สนุกได้ไม่หวั่นแม้ว่าเส้นทางจะไกลแค่ไหน Scrambler Ducati 1100 PRO นั้นเด่นด้วยชุดสี Ocean Drive เป็นชุดสีทูโทนใหม่ เฟรมถักและซับเฟรมท้ายอลูมิเนียมจะทำเป็นสีดำ ครอบอลูมิเนียมเองก็เป็นสีดำ ซึ่งจะตัดกับสีของตัวถังน้ำมันที่เป็นสีขาวอย่างชัดเจน ยังมีปลายท่อคู่ดีไซน์ใหม่และที่ยึดป้ายทะเบียนแบบติดกับสวิงอาร์มก็ช่วยเพิ่มความเท่ให้กับส่วนท้ายของรถ ไฟหน้ามีกรอบไฟเป็นรูปตัว X สีดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทปกาวป้องกันที่เคยใช้กันในช่วงทศวรรษ 1970 เพิ่มความโดดเด่น แม้จะไม่เปิดไฟหน้าก็ตาม ส่วน Scrambler Ducati 1100 Sport PRO ก็จะเป็นเวอร์ชั่นอ็อปชั่นแน่นที่สุดในตระกูล Scrambler โดยจะมีสไตล์แบบเดียวกันกับตัว Pro แต่ จะมาพร้อมระบบกันสะเทือนจาก Ohlins แฮนด์บาร์แบบต่ำ และกระจกมองหลังสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ นอกจากนี้ยังมีชุดสีเฉพาะเป็นสีดำด้าน และเสริมด้วยพาเนลด้านข้างเพ้นท์โลโก้ 1100 นอกจากนี้ทั้งสองโมเดลยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเสริมความปลอดภัยอย่างแทร็คชั่นคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด Active, Journey และ City ระบบเบรก Cornering ABS แน่นอนว่าเข้าไทยแน่นอน โดยทางยุโรปจะเริ่มจำหน่ายในมีนาคม 2020 เป็นต้นไป บ้านเราเร็วสุดก็น่าจะลุ้นได้ในราวๆ Big Motor Sale หรือก็รออีกทีปลายปีเลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

MOTO GUZZI V85 TT TRAVEL เป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ V85 TT ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมสำหรับนักเดินทาง ได้แก่ กระเป๋าข้าง ชิลด์สูง อุ่นมือ และอื่นๆ เพื่อให้พร้อมลุยไปไกลยิ่งกว่า V85 TT คือเอ็นดูโร่ไบค์สไตล์คลาสสิคตัวแรกจากทางค่าย Moto Guzzi มีความลงตัวจากดีไซน์ที่โดดเด่นเย้ายวนไม่เหมือนใครผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน กลายเป็นรถสไตล์ใหม่ที่เตะตาและน่าสนใจยิ่ง และล่าสุดกับเวอร์ชั่น Travel ที่จะทำให้คุณพร้อมลุยไปได้กว่ายิ่งขึ้น สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Travel เวอร์ชั่น ชิลด์ทัวริ่งที่มีความสูงมากขึ้น มีพื้นที่ป้องกันลมมากขึ้นกว่าปกติถึง 60% ช่วยป้องกันลมที่จะมาปะทะตัวคนขับขี่ได้มากขึ้น ดีมากเวลาเดินทางไกล และในบริเวณที่อากาศหนาวเย็นมากๆ ช่วยลดอาการล้าจากลมปะทะและลดความหนาวเย็นจากลมได้ กระเป๋าข้างพลาสติก 2 ใบ โดยด้านในจะเป็นอลูมิเนียม ด้านขวาจะมีความจุที่ 37 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ ด้านซ้ายมีความจุที่ 27.5 ลิตร (ติดปลายท่อไอเสีย) ตัวล็อกกระเป๋าใช้กุญแจดอกเดียวกันไขได้เลย นอกจากนี้ยังมีข้อดีคือไม่ทำให้เทอะทะมากกว่าเดิมเท่าไหร่นัก เนื่องจากออกแบบมาให้ขยายออกมาด้านข้างอย่างจำกัด โดยคำนึงถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกพัฒนาแล้ว อุ่นมือหรือฮีทกริ๊ปที่สามารถเปิดปิดด้วยสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ไฟสปอร์ตไลท์คู่ด้านข้างแบบ LED เพิ่มวิสัยทัศน์ยามค่ำคืนหรือพื้นที่ที่มีแสงน้อย ชุดสีพิเศษ Sabbia Namib สวยงามไม่เหมือนใครจริงๆ เด่นด้วยเฟรมแบบสีเทาเข้าคู่กับสีด้านของแชสซี ขณะที่ตัวถังน้ำมันและแผงด้านข้างมีลายกราฟฟิกใหม่ ยางสำหรับแอดเวนเจอร์ทั่วริ่ง ส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องยนต์นั้นยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นเครื่องยนต์วีทวินวางขวางขนาด 853 ซีซี แบบโอเวอร์เฮดวาล์ว สองวาล์วต่อสูบ ให้แรงม้ามากถึง 80 ตัว แรงบิดสูงถึง 80 นิวตันเมตรที่รอบเพียง 5000 รอบ และแรงบิดราวๆ 90 เปอร์เซ็นต์นั้นอยู่ในรอบต่ำเพียง 3750 รอบเท่านั้น นอกจากนี้ยังประหยัดน้ำมัน ให้คุณเดินทางได้ไกลกว่า 400 กม.จากถังน้ำมันขนาด 23 ลิตร ตัวรถมีเบาะนั่งต่ำเพียง 830 มม.ถือว่าต่ำกว่ารถแอดเวนเจอร์โดยทั่วไป ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และปลอดภัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือผู้ขับขี่ อาทิ คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด Road, Rain และ Off-road ซึ่งจะตอบสนองกับแม็ปปิ้งต่างๆ กันได้อีกด้วย ยังมีแทร็คชั่นคอนโทรลที่เปิดปิดได้ และระบบเบรก ABS ส่วนบ้านเราอดใจรอหน่อย คิดว่ายังไงก็ต้องเข้าไทยแน่นอน สีสวยพร้อมอ็อพชั่นครบครัน งานนี้ใครตรงสาย ใครถูกใจกำเงินรอได้เลย มาแน่ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก