
Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ส่องแบรนด์น้องใหม่และรุ่นรถที่ต้องดูในงานมอเตอร์โชว์ 2026 เจาะลึกรายชื่อค่ายรถและไฮไลต์สำคัญ
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ส่องแบรนด์น้องใหม่และรุ่นรถที่ต้องดูในงานมอเตอร์โชว์ 2026 เจาะลึกรายชื่อค่ายรถและไฮไลต์สำคัญ

ข่าวช็อกวงการบิ๊กไบค์! Red Baron Bangkok (เรดบารอน) ประกาศปิดกิจการถาวร 29 ธ.ค. 2568 ปิดตำนานศูนย์บริการและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์นำเข้ากว่า 30 ปี

มอเตอร์ไซค์ขี่ขึ้นดอยได้ แต่ทำไม "ห้ามมอเตอร์ไซค์" ใช้สะพานข้ามแยก?

Click125 50th Anniversary อิดิชันพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี ล่าสุดทาง Honda Philippines ทำการเปิดตัวโมเดล Click125 50th Anniversary Limited Edition ปล่อยสู่ตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่เรียบร้อย กับความพิเศษด้วยลวดลายแห่งหารฉลองครบรอบ 50 ปีที่ออกแบบดีไซน์มาดูสวยงาม โดดเด่น จนอยากให้นำเข้ามาขายในบ้านเราซะเหลือเกิน โดยตัวรถมาในชุดสี Tri-Color กับเฉดสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง พร้อมลวดลายสติ๊กเกอร์ไล่ตามขอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำให้ตัวรถดูสะอาด ไม่เทอะทะจนเกินไป รวมถึงติดสติ๊กเกอร์ครบรอบ 50 ปี ที่บริเวณบังลมหน้าและแฟริ่งด้านท้าย เพิ่มความพรีเมียม น่าสะสม ผสมผสานความสปอร์ตที่น่าจับมาใช้งานอีกด้วย ส่วนเรื่องสเปคตัวรถยังคงใช้เบสเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยเครื่องยนต์ eSP สูบเดียว 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะแบบ SOHC เคลมอัตราการประหยัดมาที่ 50.3 กม./ลิตร ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ให้กำลังแรงม้าที่ 10 แรงม้าที่ 8,500 รอบและแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ ต่อด้วยระบบกันสะเทือน กับโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คเดี่ยวด้านหลัง ต่อด้วยระบบเบรกกับดิส์กเบรกหน้า พร้อมระบบ CBS หรือ Combi Brake ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรก ต่อด้วยล้อแม็กสีใหม่ขนาด 14 นิ้ว เข้ากับตัวรถได้อย่างสวยงาม รัดด้วยยางขนาด 90/80 และ 100/80 รวมถึงออปชันในตัวรถทั้งระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED,หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD, USB ชาร์จเจอร์, ช่องเก็บด้านหน้า และพื้นที่ใต้เบาะขนาด 18 ลิตร พร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,476 USD หรือประมาณ 5.4 หมื่นบาท โดยตอนนี้ยังคงเปิดจำหน่ายในตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าน่าจะไม่เข้าไทยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วสำหรับค่ายรถไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนสามล้อ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า UBCO 2X2 Hunt Edition ที่มาในสไตล์พร้อมลุย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในแบบที่หลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายได้ทำงานร่วมกันกับนายพรานและนักเซิร์ฟมือโปรอย่าง Shane Dorian เพื่อให้โมเดลนี้ได้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในป่าหรือสถานที่รกร้างห่างไกลจากตัวเมือง ไปตั้งแคมป์ ไปยิงนกตกปลา รับรองว่าดี (แต่บ้านเราต้องดูว่าอย่าไปทำอะไรสัตว์สงวนนะครับ) โดยตัวรถจะมีฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างที่ตอบโจทย์การใช้งานในสไตล์ผจญภัยเข้าป่าแบบนายพราน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบฟลัดไลท์กำลัง 2400 ลูเมน ขายึดธนูหรือหน้าไม้ แผงข้างตัวรถสำหรับไว้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่องใส่ของกลางตัวรถขนาด 12 ลิตร สายรัด ที่วางสัมภาระ รวมไปฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างขาจับโทรศัพท์ Peak Design การ์ดเบรก ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับมอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่านระบายความร้อนด้วยอากาศ อยู่กับล้อที่ให้กำลังสูงสุด 1.7 กิโลวัตต์ 2 ตัว (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะการใช้งานอยู่สูงสุดที่ 120 กม. จากแบตเตอรี่ขนาด 3.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จนาน 4 – 6 ชั่วโมง ช่วงล่างก็จะเป็นเฟรมแบบสเต็ปทรู ซึ่งเอื้อให้ทางแบรนด์ใช้วางของหรือสัมภาระได้ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นโช้คคู่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าหลังขนาดเท่ากันที่ 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเรเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง ที่ช่วยชาร์จไฟกลับเวลากำเบรก นอกจากนี้เบรกยังทำงานแบบพาสซีฟรีเจเนอเรทีฟเมื่อปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วหน้าหลังเท่ากันพร้อมยางหนามสำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีสเป็กและฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ เหมาะกับพื้นที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยาก แต่ราคาอาจจะแรงไปหน่อย โดยรุ่นนี้จะอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 240,000 โดยที่ยังไม่รวมภาษี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี พร้อมส่งความสนุกต่อเนื่อง กับกิจกรรม “Yamaha Automatic Trip เที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี” โดยครั้งนี้ทีมงาน Superbike Thailand ได้รับโอกาสดี ๆ จากทางไทยยามาฮ่า ขนทัพออโตเมติกมาให้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นสายแรงอย่าง Max Series พร้อมสายแฟชัน เรียบหรู ดูดีอย่าง F Series ขี่ท่องชมเมืองแลนมาร์คสำคัญ พร้อมลุยเส้นทางธรรมชาติอันซีนแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน โดยทริปครั้งนี้ แอดเองได้เลือกโมเดล Yamaha Grand Filano Hybrid 2023 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ล่าสุด พึ่งปล่อยตัวไปหมาด ๆ มาไม่นาน กับรูปลักษณ์สไตล์ตัวรถที่ดูเรียบหรู ดูดีเหมือนคนขับ พร้อมสีเทาเงางามดูโดดเด่น แถมเบาะลายใหม่สีทูโทนปักเย็บโลโก้แกรนด์ ฟีลาโน่ สีสันสวยงาม ซึ่งหลังจากเตรียมตัวสวมอุปกรณ์และบรีฟเส้นทางขับขี่เป็นเรียบร้อย เริ่มล้อหมุนสตาร์ทออกเดินทางได้ สำหรับแลนมาร์คจุดแรกที่ไปนั้นคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองลพบุรีนั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานที่มีชื่อเสียงและเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงโบราณวัตถุ เครื่องรางและรูปปั้นศิลปะแสดงวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน เมื่อชมความงามโบราณสถานเป็นที่เรียบร้อย ขอขี่แวะถ่ายรูปบริเวณหน้าพระปรางค์สามยอด สถานที่ยอดฮิตอันโด่งดังและเป็นโลเคชันที่สอดคล้องกับสไตล์ตัวรถในเรื่องความย้อนยุค ดูแกรนด์ ล้ำค่าและน่าสะสมไว้ แต่ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ไม่เจอแก๊งค์เจ้าถิ่นซะงั้น ซึ่งหลังจากเช็คอินจุดสำคัญของเมืองลพบุรีเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางสู่เส้นทางธรรมชาติ พาชมวิวอันซีนที่เขาจีนแล ซึ่งในระหว่างการเดินทางก็ขออนุญาติรีวิวเจ้า Grand Filano Hybrid 2023 สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยแล้วกันว่ามันดีอย่างไรบ้าง ขับขี่สบาย ดีไซน์เรียบหรู ดูล้ำสมัย ในจุดแรกกับรูปลักษณ์การดีไซน์ตัวรถที่ออกแบบมาได้สวยงาม ทั้งตัวชุดไฟ ลวดลายและเส้นสายปาดเว้าดูมีระดับ และสะดุดตาด้วยเบาะสีใหม่ มีขนาดกว้าง นั่งสบายสมกับเป็นตัวแกรนด์ รวมถึงฟีลลิ่งท่านั่งขับขี่ รู้สึกว่านั่งขับสบายมาก แถมที่พักเท้ามีขนาดกว้าง สามารถขยับแก้เมื่อยในเวลาเดินทางนาน ๆ ได้ ก็ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทางค่ายได้ออกแบบโดยคำนึงความสะดวกสบายในการขับขี่ใช้งานนั่นเอง แถมตัวรถมีน้ำหนักเบาที่ 102 กก. เท่านั้น บอกเลยว่าขี่ง่าย ใช้งานได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ การันตี ช่วงล่างนุ่มนวล เป็นอีกจุดหนึ่งที่ชอบมาก ๆ สำหรับขับขี่ในทริปนี้เลยก็ว่าได้ กับระบบช่วงล่างของตัวรถ ทั้งระบบกันสะเทือนและระบบเบรกที่ทางค่ายติดตั้งมาให้ ทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวล เบรกหนึบ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพเหมือนคุณนั่งบนโซฟานุ่ม ๆ นั่นแหล่ะครับ ฟีเจอร์ พร้อมใช้งาน ต่อด้วยตัวเรือนไมล์ขนาดใหญ่ดีไซน์มาสวยเลยทีเดียว ทั้งหน้าจอดิจิตัล LCD และจอสี TFT ที่ติดตั้งมาให้ อ่านค่าได้ง่าย ฟังก์ชันครบ สามารถเซ็ตทริปเดินทาง ดูเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ เกร์น้ำมัน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน มีครบหมดจบในรุ่นนี้ ยังรวมไปถึงระบบอื่น ๆ ในตัวรถทั้ง ระบบไฟ LED ระบบเบรก UBS ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Start&Stop รวมถึงในรุ่น ABS ทั้งกุญแจคีย์เลท และระบบเบรก ABS ที่ติดตั้งมาให้ เครื่องยนต์บลูคอร์ ไฮบริด ประหยัดน้ำมัน ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริดที่เป็นเอกลักษณ์จากทางค่าย ในพิกัด 125 ซีซี ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่โอเคเลยทีเดียว เครื่องยนต์ปรับจูนใหม่ ให้อัตราเร่งที่ตอบโจทย์ ทั้งรอบต้นและรอบปลาย ขี่สนุก สมูท ไหลลื่น เหมาะสำหรับใช้งาน แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยทริปนี้ใช้ความเร็วไปที่ 80-100กม./ชม. ในระยะทางกว่า 120 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 52.1 กม./ลิตร หากลองคำนวณคร่าวแล้ว ๆ ถังน้ำมันเต็มถังที่ 4.4 ลิตร สามารถวิ่งทางไกลได้ถึง 229 กม. ทีเดียว กับการเสียค่าน้ำมันไปไม่ถึง 200 บาทถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ หลังจากขับขี่ชมวิวกันไปที่เรียบร้อยแล้ว ขอแวะพักเบรก ดื่มกาแฟเย็น ๆ ที่ Flower House ก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งจริง ๆ มีกำหนดการเดินทางไปยังสถานที่อื่นต่อ แต่เนื่องด้วยสภาพฟ้าฝนไม่ค่อยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง บวกกับเวลาจำกัด จึงถือว่าสิ้นสุดภารกิจสำหรับการออกทริปเที่ยวเมืองรอง จ.ลพบุรี ไปโดยอย่างน่าเสียดาย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณไทยยามาฮ่า พร้อมกับขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในวงการ สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของประเทศ สำหรับกิจกรรม Yamaha Automatic เที่ยวเมืองรองไปกับ

Honda Africa Twin 2024 ปรับใหม่ทั้งหล่อทั้งแรง สมรรถนะ ความสบายและการใช้งานได้จริงนั่นคือเป้าหมายของ Honda Africa Twin 2024 ที่เพิ่งเปิดตัวมาแบบสายฟ้าแลบจากทางฝั่งอิตาลี ซึ่งครั้งนี้มีการปรับปรุงภายนอกเล็กน้อย ปรับเปลี่ยนในส่วนของเครื่องยนต์ให้มีแรงบิดมากขึ้น และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับเจ้าเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ของทางค่ายปีกนกนั้นจะแบ่งเป็น 2 โมเดลหลัก ๆ คือ CRF1100L Africa Twin และ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ซึ่งจะได้รับการปรับปรุงแบบเดียวกันในเรื่องของสมรรถนะ ความสบายในการขับขี่และอุปกรณ์พื้นฐานที่มีมากขึ้น โดยจะมีแบ่งแยกย่อยลงไปอีกคือรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มาพร้อมกับโช้คธรรมดา และเกียร์ธรรมดากับเกียร์ DCT ที่มาพร้อมกับระบบโช้คปรับไฟฟ้าให้เลือกใช้งานตามกำลังทรัพย์อีกด้ว เครื่องยนต์แรงขึ้น เครื่องยนต์สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำที่มีขนาด 1,084 ซีซีเช่นเดิม แต่มีการปรับปรุงให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 112 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ มากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมที่ 105 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ โดยที่แรงม้าไม่ได้ลดทอนลงไป คือยังคงอยู่ที่ 102 แรงม้าเท่าเดิม เนื่องมาจากการเพิ่มอัตราส่วนการอัดจาก 10.1:1 เป็น 10.5:1 ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนจังหวะการทำงานของวาล์ว ระบบไอดีทั้งในส่วนแอร์บ็อกซ์และท่อรับอาการ ระบบไอเสีย ระบบจุดระเบิด และการจ่ายน้ำมัน ให้เครื่องยนต์รองรับมาตรฐาน Euro5+ ซึ่งประหยัดและแรงขึ้นทุกย่านความเร็ว ยังมีในส่วนของระบบไอเสียที่ปรับปรุงภายในปลายท่อไอเสียเสียใหม่ช่วยเพิ่มสมรรถนะ และให้เสียงที่รอบต่ำที่น่าพอใจขณะเดียวกันก็ให้สุ้มเสียงนุ่มลึกเต็มแน่นเมื่อรอบสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบเกียร์ DCT ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดไปจนถึงช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 สมู้ทมากขึ้น CRF1100L Africa Twin / CRF1100L Africa Twin “ES” สำหรับสองโมเดลที่ขึ้นหัวไว้นี้คือโมเดลที่เน้นออฟโร้ดเป็นหลัก โดยจะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว และ 18 นิ้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยทั้ง 2 เวอร์ชัน ทั้งตัวสแตนดาร์ดโช้ค Showa ธรรมดา และตัว ES ที่มาพร้อมโช้ค Showa EER (Electronically Equipped Ride Adjustment) ซึ่งเป็นโช้คปรับไฟฟ้า ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในตัว Adventure Sports ซึ่งตัวโช้คไฟฟ้าจะช่วยซับแรงจากถนนในทุกสภาพพื้นผิว รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนค่าสปริงพรีโหลดได้แม้ตอนขับขี่ด้วยการควบคุมที่แฮนด์บาร์ โดยมีโหมดมาให้เลือก 5 โหมด Hard, Mid, Soft, Off-Road และ User ซึ่งควบคู่มากับไรดิ้งโหมด ช่วยให้คุณสามารถปรับอาการของรถให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่และเส้นทาง ที่นี้มาพูดถึงส่วนที่เปลี่ยนไปนอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่พูดไปข้างต้น โมเดล 2024 จะมีการย้ายไปใช้ล้อซี่ลวดแบบเยื้องที่สามารถใช้ยางทูบเลส หรือไม่ต้องใช้ยางในได้ ซึ่งจะง่ายเวลาปะยาง และเพื่อให้เดินทางไกลได้สบายมากขึ้น มีการปรับแฟริ่งด้านหน้าให้ดุดันยิ่งขึ้น วินด์ชิลด์ด้านหน้าปรับได้มากขึ้นเป็น 5 ระดับ ช่วยให้ได้ทัศนวิสัยและกันลมได้ดีที่สุดตามแต่ความชอบของผู้ขับขี่ CRF1100L Africa Twin Adventure Sports สำหรับโมเดลแอดเวนเจอร์สปอร์ตนั้นจะแตกต่างจากเดิมที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือล้อหน้ากลายเป็นล้อ 19 นิ้วกับยางขนาด 110/80 และปรับระยะยุบของโช้คไฟฟ้าลงอีก 20 ม.ม. เพื่อให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ลื่นไหลแบบสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขี่ถนนทางดำมากขึ้นแม้กระทั่งเวลาขับขี่แบบมีคนซ้อนและสัมภาระเต็มพิกัด โดยที่จะไม่เสียความสามารถในการลุยทางดินไป นอกจากนี้เซ็ตติ้งแบบนี้ยังทำให้ศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง ซึ่งช่วยให้คล่องตัวมากขึ้นเมื่อความเร็วต่ำและขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้นเวลาจอดรถ และยังมีการปรับปรุงแฟริ่งใหม่ให้แอโรไดนามิกดี มีชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ เบาะนั่งเองก็เปลี่ยนใหม่เพิ่มชั้นยูรีเทนและเมื่อบวกกับเบาะที่มีพื้นที่ผิวมากขึ้นอีก 8% ช่วยให้ลดอาการเมื่อยล้าเวลาเดินทางไกลได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายคาดว่าน่าจะเปิดราคาจำหน่ายอีกทีก็หลังจากงาน Eicma และจะเริ่มจำหน่ายจริง ๆ ในปีหน้าครับ ส่วนบ้านเรานั้นก็น่าจะต้องรอไปอีกพักหลังจากทางยุโรปขายไปซักพักครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX Rally จะลุยจะเที่ยว คันเดียวจบเลย มาใหม่อีกแล้วกับแอดเวนเจอร์ไบค์ไซส์กลางจาก Ducati ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่โมเดลใหม่แบบใหม่หมด แต่ก็เป็นโมเดลใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งนั่นก็คือเจ้า DesertX Rally ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในแบบออฟโร้ดได้มากยิ่งขึ้น เรื่องดีไซน์สำหรับค่ายนี้บอกเลยไม่ต้องห่วง มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว แต่โมเดลนี้จะพิเศษด้วยชุดสีและลายกราฟิกใหม่ให้กลิ่นอายของความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ในตัวรถที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการขับขี่แบบออฟโร้ดได้อย่างชัดเจนในแวบแรกที่เห็นกันเลยทีเดียวครับ เช่น บังโคลนหน้าสูง โช้คที่มีระยะยุบมาก ล้อซี่ลวด เป็นต้น เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องเดิม ที่ชื่อว่า Testastretta 11° สองสูบวี 937 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังแรงสูงสุด 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มาถึงเรื่องของช่วงล่างที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้พร้อมเข้าปะทะกับอุปสรรคให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยยึดหลักออกแบบให้มีคาแรคเตอร์แบบเดียวกันกับรถเอ็นดูโร่หรือรถแข่งครอสคันทรีของนักแข่งมืออาชีพเลยทีเดียว แชสซีหลักจะเป็นเฟรมถักเหล็กกล้าและสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม มีระบบกันสะเทือนจากทาง KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 48 ม.ม. ระยะยุบ 250 ม.ม. ปรับแต่งได้ทั้งคอมเพรสชันและรีบาวด์ มีการเคลือบแกนสไลด์ด้วยเทคโนโลยี Kashima Coating และกระบอกโช้คเคลือบ DLC ซึ่งจะช่วยเรื่องของความลื่นไหลและความทนทาน ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลด รีบาวด์ และคอมเพรสชันทั้งแบบไฮสปีดและโลว์สปีดได้ นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้งกันสะบัด Ohlins มาให้อีกด้วย ส่วนของระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ขณะที่ล้อจะเป็นล้อ Takasago Excel แบบใช้ยางใน และใช้ซี่ลวดคาร์บอนสตีล พร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ขนาด 90/90-21 และ 150/70 R18 ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นจัดเต็มตามแบบฉบับของทางค่าย ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban, Wet, Enduro และ Rally โหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด ระบบเบรก Cornering ABS จาก Bosch ปรับได้ 3 ระดับ ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน ระบบแทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอสี TFT 5 นิ้วเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นได้ เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มพร้อมลุยกันยาว ๆ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้าเป็นต้นไป ของบ้านเราก็น่าจะต้องกันไปอีก อาจจะยาวไปถึงครึ่งปีหลังก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Scrambler 1200 2024 เผยโฉมแล้ว เปิดตัวแล้วกับโมเดลใหม่จากค่ายรถเมืองผู้ดีอย่าง Triumph Scrambler 1200 2024 ครั้งนี้มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือ Scrambler 1200 XE (อัปเดตใหม่) และ Scrambler 1200 X (รุ่นใหม่) ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เจ้า XE จะตอบโจทย์การใช้งานแบบออฟโร้ด ขณะที่ X จะเหมาะกับการขับขี่บนถนนทางดำเป็นหลัก แต่ก็สามารถลุยได้ระดับนึง (มาแทนรุ่น XC) ทั้ง 2 โมเดลจะมาในดีไซน์สแครมเบลอร์แบบดั้งเดิมเด่นด้วยท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูงผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันคือเครื่อง High Power 2 สูบเรียงขนาด 1200 ซีซี ให้สมรรถนะสูงทั้งแรงม้าและแรงบิด และจะไปแตกต่างกันในเรื่องช่วงล่างเป็นหลัก และรายละเอียดปลีกย่อยอีกจำนวนนึง โดยเจ้าขุมพลังบอนเนวิลล์ไฮพาวเวอร์เครื่องนี้มีการปรับจูนให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบของสแครมเบลอร์คือเน้นแรงบิดสูง ปรับเปลี่ยนคอท่อไอเสียให้ดีขึ้น ทำให้แรงบิดสูงในรอบที่กว้างขึ้น โดยให้กำลังสูงถึง 90 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงถึง 110 นิวตันเมตรที่ 4,250 รอบ รุ่น X สำหรับรหัส X นั้นจะเน้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและความสูงของตัวรถ ดีไซน์เฉพาะตัวสังเกตได้จากบังโคลนแบบทำสี และจะมีจำหน่าย 2 สีด้วยกันคือสีแดง Carnival Red สีดำ Sapphire Black และตัวรถจะมีเบาะนั่งที่ต่ำกว่าตัว XE โดยจะมีความสูงเบาะที่ 820 ม.ม. ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะมีในส่วนของแชสซีและเฟรมที่เป็นแบบท่อเหล็กกล้าที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีส่วนที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับลักษณะการขับขี่ใช้งาน โดยโมเดล X จะออกแบบมามุ่งเน้นการขับขี่แบบออนโร้ดเป็นหลัก โดยจะมีโช้คจาก Marzocchi เต็มระบบ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก และโช้คหลังคู่แบบซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระยะยุบ 170 ม.ม. ระบบเบรกก็จะเป็นของทาง Nissin ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ 310 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียลเมาท์จากทาง Nissin ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยว 255 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรก Nissin เช่นกัน ส่วนล้ออลูมิเนียมแบบซี่ลวดสเตนเลสจะมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ ยางจะเป็นยางแบบ All Terrain ที่ใช้งานได้ทั้งทางดำและทางฝุ่น ขณะที่เทคโนโลยีนั้นก็ให้มาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟแบบ LED เต็ม ระบบ ระบบเบรก Optimised Cornering ABS ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่ ระบบ Optimised Cornering Traction Control ที่สามารถเปิด – ปิดได้ ปรับปรุงใหม่มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้งสองจะทำงานร่วมกันกับหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย IMU และจะมีโหมดการขับขี่ 5 โหมด Sport, Road, Rain, Off-Road และ Rider Configurable หน้าจอผสมแบบมัลติฟังก์ชันแบบ LCD และจอแสดงผลสี TFT รวมอยู่ในเรือนไมล์ทรงกลมคลาสสิก ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้จะไม่เหมือนกับทาง XE รุ่น XE สำหรับเจ้าโมเดล XE จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะมีบังโคลหน้าอลูมิเนียมแบบปัดเงา และมีสีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำเทา Phantom Black & Storm Grey สีส้มดำ Baja Orange & Phantom Black และสีดำ Sapphire Black ตัวรถยังมีเบาะนั่งที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวรถมีระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถที่มากกว่า ให้เหมาะสมกับการขับขี่แบบออฟโร้ด แต่พื้นฐานเครื่องยนต์จะเหมือนกันอย่างที่กล่าวไปแล้ว ส่วนช่วงล่างนั้นก็จะมีการอัปเกรดให้ดีขึ้น และเกรดสูงกว่าเมื่อเทียบกับโมเดล X อย่างโช้คก็จะเป็นของ Marzocchi เช่นกันเพียงแต่จะสามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้เต็มระบบ และมีระยะยุบที่มากกว่าเป็น 250 ม.ม. ระบบเบรกเองก็มีระดับที่สูงกว่า โดยจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม.กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255

Bautista ฟาดเรียบ ศึก WSBK 2023 ที่โปรตุเกส เป็นอีก 1 สนามที่ Bautista ฟาดเรียบ อีกครั้ง สำหรับการแข่งขัน WorldSBK ที่สนาม Autódromo Internacional do Algarve ประเทศโปรตุเกส ซึ่งเป็นสนามรองสนามสุดท้ายแล้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้แชมป์โลกสักทีเพราะคะแนนยังไม่ขาดกันต้องไปลุ้นแชมป์กันถึงสนามสุดท้าย ควอลิฟาย สำหรับการควอลิฟายหาตำแหน่งออกสตาร์ทในเรซที่ 1 นั้น Kawasaki เข้าวินมาสองคนได้แก่ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) ที่คว้าตำแหน่งโพล ด้วยเวลา 1’39.620 เกือบจะทำลายสถิติที่เขาเองทำเอาไว้ปีที่แล้ว ขณะที่ทีมเมท Alex Lowes เข้ามาเป็นอันดับ 2 และเข้าเส้นอันดับ 3 เป็น Andrea Locatelli (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) ซึ่งต้องออกสตาร์ทลำดับสุดท้ายเนื่องจากโดนโทษจากสนาม Aragon ทำให้ Toprak Razgatlioğlu (Pata Yamaha Prometeon WorldSBK) ได้ออกสตาร์ทแถวแรกแทนแถวที่สอง และ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) ออกสตาร์ทเป็นคนแรกจากกริดสตาร์ทแถวที่สอง ส่วนเรื่องยางนั้นนักแข่งทุกคนเลือกยางหลังเป็น SCX สูตรมาตรฐาน ซึ่งทางพีเรลลี่เลือกมาใช้สำหรับการแข่งในสนามนี้เป็นยางสำหรับควอลิฟายและซูเปอร์โพลเรซ แทนที่ SCQ ขณะที่ยางหน้านั้นนักแข่งแถวหน้าทั้ง 2 แถวต่างเลือกยาง SC1 สูตรมาตรฐาน เรซที่ 1 การแข่งขันในเรซแรกนั้นนักแข่งทุกคนเลือกยางหลังเป็นยาง SC0 สูตรมาตรฐาน ซึ่งนุ่มกว่าอีก 2 สูตรที่มีให้เลือก ส่วนยางหน้านั้นเกือบทุกคนเลือกใช้ SC1 สูตรมาตรฐาน เว้นแต่ Scott Redding และ Michael Van Der Mark (PETRONAS MIE Racing Honda Team) รวมไปถึยง Hafizh Syahrin (PETRONAS MIE Racing Honda Team) ซึ่งพอใจที่จะเลือกยาง SC2 ที่แข็งกว่า การแข่งขันเริ่มต้นไปจนถึงช่วงกลางเรซ การแข่งขันก็กลายเป็นศึกสามเศร้าระหว่างโพลแมนอย่าง Rea Rea, Ragatlioğlu และ Bautista จากนั้นก็กลายเป็นนักแข่งจากค่ายแดงที่สามารถขึ้นนำและมีเพียงนักแข่งหนุ่มจากตุรกีที่สามารถเกาะติดไปได้ ขณะที่ Rea ตกไปอยู่อันดับ 3 ที่ทิ้งช่องว่างห่างออกไปเกือบ 4 วินาทีจากสองคนที่นำ กระทั่งแล็ปสุดท้ายก็เป็นฝ่ายป้องกันแชมป์โลกที่สามารถยืดระยะกับนักแข่งยามาฮ่าเพิ่มขึ้นได้ และเข้าเส้นไปแบบอีซี่ ๆ แน่นอนว่าอันดับ 2 ตกเป็นของ Razgatlioğlu และอันดับ 3 เป็น Rea แต่ผลออกมาแบบนี้ทำให้คะแนนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ Bautista เป็นแชมป์โลกต่อไป ซูเปอร์โพลเรซ เรื่องการเลือกยางนั้นแทบจะเป็นเอกฉันทร์ นักแข่งแทบทุกคนเลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรมาตรฐานและยางหน้า SC1 สูตรมาตรฐาน มีเพียงคนเดียวคือ Bradley Ray (Yamaha Motoxracing WorldSBK Team) ที่ตัดสินใจเลือกยาง SC0 C0927 สูตรกำลังพัฒนาในส่วนของยางหน้า การแข่งเรซนี้โพลแมน Jonathan Rea ร่วงไปอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นไม่กี่เมตรเพื่อนร่วมทีม Alex Lowes ก็ตามไปติด ๆ กลายเป็น Toprak Razgatlioğlu ขึ้นนำ แต่พอมาถึงช่วงท้ายอีก 3 แล็ปจะจบเรซ Álvaro Bautista ย่นระยะห่างจนเหลือแค่เพียง 0.3 วินาที Razgatlioğlu เองก็ป้องกันการจู่โจมรุกไล่จากนักแข่งสเปนไว้ได้กระทั่งโค้งสุดท้ายในแล็ปสุดท้าย Bautista ออกจากโค้งได้เร็วกว่า ชิงเข้าเส้นแย่งชัยชนะไปจาก Razgatlioğlu ไปได้ก่อน ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ Andrea Locatelli นักแข่งยามาฮ่าอีก 1 คนแทน

X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ? หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ X-ADV 750 โฉมปี 2024 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรูปหลุดพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรใหม่สำหรับรุ่นอัปเดตที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวกับรายละเอียดของโมเดลอัปเกรดรุ่นนี้ จากการสังเกตุล่าสุดเหมือนจะมีการอัปเดตใหม่เพิ่มเติม ไหนขอลองไปสำรวจก่อน ว่ามีอะไรบ้าง สำหรับจุดแรกที่มีการปรับใหม่นั่นก็คือคอนโทรลหน้า พร้อมตำแหน่งของแผงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับขยับลงมาจากเดิม ทั้งไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงเพิ่มไฟ Conering light เข้ามาช่วยส่องสว่างในเวลาขับขี่ในเวลาเข้าโค้ง ดูโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นในสไตล์รถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ ในจุดต่อมาจะเป็นในส่วนของท่อไอเสียที่ปรับมาใหม่ ด้วยการเดินคอท่อยาวขึ้น ยกสูงยิ่งขึ้นและออกแบบปลายท่อขนานกับเบาะคนซ้อน ซึ่งดูคล้ายกับโมเดลแสครมเบลอร์ในรุ่น CL500 ซึ่งจะช่วยปรับทิศทางของการปล่อยไอเสียไปทางด้านหลัง แถมยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทางฝุ่น สามารถลุยดิน ลุยน้ำ ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านขุมพลังยังคงไม่อัปเดตอะไรเพิ่ม กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 270 องศา ขนาด 745 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 มาพร้อมกำลังแรงม้าที่ 58.6 และแรงบิดที่ 67.8 นิวตันเมตร เสริมด้วย 5 โหมดการขับขี่ ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ในด้านฟีเจอร์ยังคงไม่มีอะไรอัปเพิ่ม ซึ่งเดิม ๆ อัดมาให้แน่นอยู่แล้วสำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตขึ้นในปีหน้า ยังไงก็มารอลุ้นกันว่าโฉมจริงรุ่นอัปเดตหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่แอดเชื่อว่าจะต้องถูกใจสาวกค่ายปีกนกอย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง ที่ Motegi ในศึก Moto2 2023 แฟน ๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักแข่งหมายเลข 35 จากสังกัด IDEMITSU Honda Team Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแข่งจากโครงการ Race to The Dream ของทาง Thai Honda ที่ได้คว้าชัยในศึก Japanese Grand Prix สนาม Mobility Resort Motegi รุ่น Moto2 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เจ้าคิงคองก้องนั้นไม่ได้แค่ชนะ แต่ยังมีการทำสถิติที่น่าทึ่งไว้อีก 5 สถิติกันด้วย เราไปดูกันดีกว่ามีอะไรกันบ้าง สถิติแรกคือการทำเวลาควอลิฟายในรอบ Q2 ได้ดีที่สุดและได้ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลด้วยเวลา 1:49.898 นาที เวลานี้ได้กลายเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล (Best Pole) ของสนามแห่งนี้ ทำลายสถิติเดิมของทางสนาม สถิติที่ 2 ยังเป็นตัวเลขเดิมคือ 1:49.898 นาที ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาที่ดีที่สุดของผู้ที่ได้ตำแหน่งโพล แต่ยังควบสถิติเวลาแล็ปที่ดีที่สุดในพิกัดนี้ของสนามแห่งนี้อีกด้วย (All Time Lap Record) สถิติที่ 3 เจ้าก้องออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลและคว้าชัยชนะในการแข่งขันแบบขึ้นนำม้วนเดียวจบจนกระทั่งเข้าเส้นชัย เรียกว่าเข้าเส้นเป็นอันดับที่ 1 ทุกแล็ป สถิติที่ 4 นอกจากจะคว้าชัยชนะมาแล้ว ยังทำสถิติเวลาแล็ปในการแข่งขันที่ดีที่สุดของสนามนี้ด้วยเวลา 1:50.679 นาที (Best Race Lap) สถิติที่ 5 เจ้าก้องยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ชนะ Japanese Grand Prix ในรุ่น Moto2 และถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 2 ของเจ้าก้อง นับจากชัยชนะครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วที่อินโดนีเซีย เรียกว่าสนามแห่งนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ สำหรับ ก้อง สมเกียรติ จันทรา ส่วนสนามหน้าที่สนาม Pertamina Mandalika International Circuit ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 13 – 15 ตุลาคมนี้ แฟน ๆ ชาวไทยก็อย่าลืม “เชียร์ให้ก้อง” กันด้วยนะครับ ก้อง สมเกียรติ กับ 5 สถิติน่าทึ่ง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

R1300GS อีกระดับของ GS ที่ BMW จัดให้ เปิดตัวแล้วหลังจากมีภาพออกมาทั้งแบบตั้งใจและแบบหลุด ๆ รวมถึงข้อมูลหลุดต่าง ๆ อีกมากมาย แต่นี่คือข้อมูลแท้ ๆ ชัด ๆ ตรง ๆ กับ SuperBike Thailand กับ BMW R1300GS อีกระดับของ GS ที่ทางค่ายอัปเกรดและอยากให้เป็น ตอบโจทย์กว่าด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่สมรรถนะสูงขึ้น และช่วงล่างที่ดีขึ้นและน้ำหนักตัวรถที่เบากว่าเดิมอย่างมาก เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้นแบบรอบด้าน สำหรับคนที่ยังไม่รู้หรือเพิ่งเข้าวงการนั้น BMW Motorrad นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดรถในเซ็กเมนต์ที่เรียกกันว่าทัวริ่งแอดเวนเจอร์มากกว่า 40 ปีแล้ว ด้วยโมเดลที่มีชื่อว่า R 80 G/S ซึ่งเจ้า GS ที่มาพร้อมขุมพลังแบบบ็อกเซอร์นั้นกลายเป็นผู้นำในเซ็กเมนต์นี้มานับตั้งแต่นั้น และเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำที่ว่าจึงได้มีการปรับปรุงอัปเกรดมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเป็นโมเดลใหม่ล่าสุด ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าโมเดิลเดิมมากถึง 12 กิโลกรัมเลยทีเดียว เรื่องดีไซน์จะเห็นได้ว่ามีจุดเด่นใหม่ที่ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ LED ดีไซน์ไม่เหมือนใคร มีทั้งไฟสูงไฟต่ำ และไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์อยู่ด้วยกัน พร้อมไฟเลี้ยวหน้าที่บิลต์อินอยู่ในการ์ดแฮนด์ ส่วนระบบไฟแบบ Headlight Pro ซึ่งจะทำให้ไฟหน้าเลี้ยวเบนไปส่องสว่างในโค้งตามองศาการเข้าโค้งนั้นจะต้องติดตั้งเพิ่มเติม อีกทั้งตัวรถยังมีดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกว่าตัวรถมีความกระชับ มีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย และด้วยถังน้ำมันอลูมิเนียมใหม่ที่แบนราบกว่าเดิม ทำให้ดูมีความสปอร์ตและลื่นไหลมากขึ้นอีกด้วย ต่อกันที่เรื่องของขุมพลัง แน่นอนว่าหัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ที่มีดีไซน์ใหม่ให้เครื่องมีขนาดเล็กลงกว่าแต่ก่อน ด้วยการย้ายเกียร์บ็อกซ์ไปไว้ด้านใต้ของเครื่องและจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงเสียใหม่ ซึ่งเจ้าเครื่องใหม่ขนาด 1300 ซีซีที่ว่านี้ให้กำลังแรงม้ามากถึง 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุดถึง 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ทรงพลังกว่าที่ผ่าน ๆ มา และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างใหม่ เริ่มต้นด้วยเมนเฟรมเหล็กกล้าที่ปรับปรุงมาขนานใหญ่เพื่อให้วางเครื่องได้เหมาะสมและให้ความแข็งแรงที่มากขึ้น ส่วนเฟรมท้ายจากเดิมที่เป็นท่อเหล็กถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูป ทั้งยังมีระบบกันสะเทือนหน้าใหม่ที่เรียกว่า EVO Telelever ที่มาพร้อมชิ้นส่วนที่ยืดหยุ่นและระบบกันสะเทือนหลัง EVO Paralever ที่ช่วยให้การควบคุมที่แม่นยำและความเสถียรยอดเยี่ยม ส่วนเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์เองก็เพิ่มลูกเล่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว โหมดการขับขี่ตอนนี้เป็น 4 โหมดแล้วนอกเหนือไป Rain, Road, Eco ตอนนี้เพิ่ม Enduro มาเป็นพื้นฐานเลยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม มีระบบแอ็กทีฟครูซคอนโทรลซึ่งมาพร้อมระบบควบคุมระยะห่างในตัว ระบบเตือนก่อนชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรกเพื่อป้องกันเหตุร้ายและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ระบบเตือนก่อนเปลี่ยนเลนโดยแจ้งเตือนที่กระจกมองหลัง ระบบเบรก ABS Pro ระบบควบคุมเอ็นจิ้นแดร็กทอร์คคอนโทรล ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรล ยังมีระบบช่วยในเรื่องของความสะดวกสบายอย่างชิลด์หน้าปรับไฟฟ้า กุญแจแบบคีย์เลส ฮีทกริป ช่องใส่สมาร์ทโฟนสำหรับชาร์จไฟโดยเฉพาะ และช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์แยกมาอีกต่างหาก ๆ เรียกว่าให้มาเยอะ ให้มาแน่น ๆ สมเป็นรุ่นเรือธง แต่อย่างไรก็ตามระบบบางอย่างที่ช่วยในเรื่องการขับขี่ในระดับสูงก็ยังต้องจำเป็นต้องติดตั้งและจ่ายเงินเพิ่มอยู่ดี สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายในบ้านเราก็น่าจะเป็นปีหน้ากันเลย ส่วนราคาบอกเลยว่าจะต้องแพงขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะเรื่องของขนาดความจุของเครื่องยนต์ตลอดไปจนถึงเทคโนโลยีในตัวรถที่มากมายขึ้นอีกมาก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CUB House by Honda เปิดตัว New CT125 สีเหลือง Yellow SunGlow สีใหม่ล่าสุด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถตระกูล CT ของฮอนด้าในยุค 60’s ลงตัวกับความเป็นรถสไตล์เทรลที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มสีสันให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่น่าค้นหายิ่งกว่าเดิม New Honda CT125 มาพร้อมคอนเซปต์ ‘Time to Trail ได้เวลาออกนอกเส้นทาง’ นำเสนอมุมมองของไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่โดดเด่น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งในเมือง และนอกเมือง พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนถนนทั่วไป หรือบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย นอกจากสีเหลืองใหม่แล้ว New Honda CT125 ยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคลาสสิคแบบ FULL LED พร้อมไฟเลี้ยวทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรือนไมล์ LCD เต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีแร็คหลังขนาดใหญ่ แข็งแรง เหมาะสำหรับบรรทุกสัมภาระ รวมถึงท่อไอเสียพร้อมกรองอากาศยกสูง ตามแบบฉบับ CT Series New CT125 ยังมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ที่ให้แรงบิดสูง อัตราเร่งดี พร้อมด้วยระบบกันสะเทือนหลัง Adjustable Rear Suspension ที่สามารถปรับค่า Preload ได้ถึง 5 ระดับ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน CUB House by Honda พร้อมวางจำหน่าย New Honda CT125 ‘สีเหลือง Yellow SunGlow’ พร้อมกับอีก 3 เฉดสี ได้แก่ สีเทา สีแดง และ สีเขียว ราคาแนะนำที่ 88,900 บาท ที่ CUB House Flagship ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ CUB House Corner ในศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Hyosung GV300S-Evo ครูเซอร์แดนโสม ปรับโฉมใหม่ พรีเมียมกว่าเดิม นอกเหนือจากซีรี่ย์และเพลง Kpop ที่โด่งดังไปทั่วโลกจากแดนโอปป้าแล้ว วงการ 2 ล้อบ้านเขาก็ไม่แพ้เช่นกัน ล่าสุดทางค่ายรถจักรยานยนต์ Hyosung Motorcycle ทำการเปิดตัวโมเดลพิกัด 300 ซีซีอย่าง GV300S-Evo ปล่อยสู่ตลาดยุโรปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ HyoSung Motorcycle ถือเป็นค่ายรถ 2 ล้อ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องโมเดลคลาสสิกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเพียงไม่กี่ค่ายที่สามารถบุกตลาดมอเตอร์ไบค์และเป็นที่รู้จักของเหล่าไบค์ทั่วโลกโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป แต่สำหรับบ้านเราส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยคุ้นหูนักเพราะมักนิยมรถญี่ปุ่นเสียมากกว่า นอกจากคนรักสายคัสตอมอาจพอรู้บ้าง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปดูโมเดลของทางค่ายกันว่าทำไมถึงครองใจสายบิดตาน้ำข้าวได้ถึงขนาดนี้ โดยโมเดล GV300S Evo นั้นเป็นรถที่ได้รับการปรับปรุงในแง่ของรูปลักษณ์ที่ให้ความพรีเมียมมากขึ้นจากรุ่นบ็อบเบอร์ในเจ็นก่อน ด้วยระบบฟีเจอร์แบบใหม่ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ดูทันสมัย ทั้งระบบส่องสว่าง LED รอบคัน หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จอุปกรณ์ ตอบโจทย์การขับขี่ใช้งานในเมืองหรือขับขี่ออกทริปได้สะดวกมากขึ้น แถมยังโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์มาใหม่ ครอบไฟหน้าติดหน้ามาให้เรียบร้อย ไฟเลี้ยวแยกออกมาด้านข้างให้ดูสมส่วนลงตัว ขายึดบังโคลนออกแบบใหม่ ถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตร เบาะตอนเดียว 2 ระดับขนาดกว้างเสริมความเรียบหรูด้วยฝาครอบด้านข้างออกแบบใหม่ ฝาครอบกรองอากาศอลูมิเนียม พร้อมแปะสติ๊กเกอร์บ็อบเบอร์ดูโดดเด่น ท่อไอเสียสีดำดูเนี๊ยบ บวกกับการออกแบบสรีรศาสตร์ท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยแฮนด์บาร์และตำแหน่งที่พักเท้าที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ในสไตล์รถครูเซอร์แบบดั้งเดิมนั่นเอง ในด้านสมรรถนะจะเป็นแบบเดียวกันกับ GV300S ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V-Twins 60 องศา 2 สูบ ขนาด 296 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบหัวฉีด และเกียร์ 6 สปีด ให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 29.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิด 25.6 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ เสริมความแข็งแรงตัวรถด้วยเฟรมแบบโครงเหล็ก 2 ชั้น พร้อมระบบกันสะเทือนตัวรถ ด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับกระบอกสีเงิน เรียบหรูมากขึ้น ต่อด้วยโช้คหลังแบบสปริงคู่สามารถปรับพรีโหลดความแข็งอ่อนได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าหลัง พร้อมระบบ ABS ส่วนล้อหน้าจะมีขนาด 16 นิ้ว ล้อหลัง 15 นิ้ว พร้อมยางขนาดเท่ากันที่ 120/80 สำหรับ GV300S-Evo มีจำหน่ายทั้ง 2 สีได้แก่ สีดำและสีเทา เปิดราคาขายอยู่ที่ 5,299 ยูโร หรือตีเป็นเงินไทยราว 2 แสนนิด ๆ ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสายคลาสสิก ทั้งมิติตัวรถ การออกแบบดูพรีเมียมมากขึ้น เครื่องยนต์ V-Twins ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน และช่วงล่างที่ปรับใหม่ เหมาะสำหรับการขับขี่ใช้งานหรือออกทริป หรือจะขี่หล่อ ๆ ไปพร้อมทรงผมแสกกลางแบบโอปป้าก็ทำได้ ส่วนเรื่องการจำหน่ายในไทยส่วนนี้ทางแอดยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรออัปเดตอีกทีแล้วจะรีบแจ้งให้ทราบ สำหรับใครที่สนใจโมเดลค่ายนี้ ในบ้านเรามีจำหน่ายในรุ่น GV300 ให้เลือก โดยสามารถติดต่อได้ทางดีลเลอร์ HyoSung หรือรับชมออนไลน์ผ่านทางเว็บไซด์ที่ https://www.hyosungthailand.com/ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก