SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Screamin’ Eagle 131 คือสิ่งที่มาสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับไบค์เกอร์ที่หลงรักในวีทวินครูเซอร์ นับตั้งแต่ที่ Harley-Davidson ทำการปรับปรุงรถในตระกูล Softail ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนถึง Indian ที่ได้เปิดตัวเครื่องยนต์ PowerPlus ที่ใช้ใน Challenger ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่างๆ ก็ต้องมาคอยตอบคำถามจากลูกค้าที่โทรศัพท์เข้ามาโหยหารถที่มีสมรรถนะมากขึ้นอยู่เนืองๆ ในที่สุดก็มีเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดที่มาลงสังเวียนในเรื่องของขนาดความจุ โดยมีขนาด 131 คิวบิคนิ้วหรือ 2147 ซีซี และเป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Harley-Davidson เคยมีมา เครื่องยนต์ใหม่นี้มีชื่อว่า Screamin’ Eagle Milwaukee Eight 131 Crate Engine ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่จะมาแทนที่เครื่องยนต์ Milwaukee 8 ในโมเดลต่างๆ ของ Harley-Davidson ซึ่งเจ้าเครื่องยนต์ใหม่นี้มาพร้อมอัตราส่วนการอัด 10.7:1 และหัวฉีดใหม่ที่ให้อัตราการจ่ายน้ำมันสูงมากขึ้นที่ 5.5 กรัมต่อวินาที อย่างไรก็ตามเครื่องใหม่นี้ยังใช้ระยะชักที่ 114.3 มม.เท่าเดิมอย่างที่พบในเครื่อง 114 คิวบิคนิ้ว แต่ความกว้างของกระบอกสูบนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 109.47 มม. เรือนปีกผีเสื้อใหม่ใหญ่เป็น 64 มม.แคมชาฟต์ยกสูงเพื่อให้สมรรถนะกำลังเครื่องโดยรวมเพิ่มมากขึ้น เมื่อจับคู่กับท่อ Street Cannon muffler แล้วเครื่องยนต์นี้จะให้กำลังแรงบิดสูงถึง 131 ฟุตปอนด์และ 121 แรงม้า “นักบิดที่กำลังแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจของเราร้องขอให้รถของเรานั้นมีพละกำลังและแรงบิดที่ตื่นเต้นเร้าใจพร้อมกับความทนทาน” James Crean ผู้จัดการฝ่ายโปรดักต์ของ Harley-Davidson กล่าว “และเครื่องยนต์ใหม่นี้ก็สามารถส่งมอบสิ่งเหล่านั้นได้ครับ” นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอัพเกรดเป็นเครื่องยนต์ใหม่อีกด้วย โดยมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น 2 ราคา โดยเครื่องยนต์แบบออยคูลราคาราวๆ 190,000 บาทและเครื่องยนต์แบบทวินคูลที่ราวๆ 194,000 บาท ส่วนเรื่องประกันจากทางโรงงานนั้นจะมีเงื่อนไขต่างๆ กันออกไป ให้สอบถามทางตัวแทนจำหน่ายครับ โดยเครื่องยนต์นั้นจะมีให้เลือก 2 ชุดสีอีกด้วยคือ สีดำ/โครม และสีดำ/ดำเงา สาวก Harley-Davidson ที่สนใจจะอัพเกรดขุมพลังก็ลองไปติดต่อสอบถามตัวแทนจำหน่ายดูนะครับ ส่วนใครที่ลังเล ลองรออีกสักนิดให้รถรุ่นใหม่ๆ ติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่มาเลยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph จับมือ Bajaj ร่วมกันผลิตมอเตอร์ไบค์พิกัด 200 – 750 ซีซีรุกตลาด ล่าสุดค่ายรถแดนผู้ดีอย่าง Triumph กับค่ายรถยักษ์ใหญ่จากแดนภารตะ Bajaj ก็เจรจาปิดดีลทำข้อตกลงที่จะเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงนี้กินเวลากว่า 2 ปี กว่าที่จะตกลงร่วมมือกันได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นทางการ รายละเอียดข้อตกลงกล่าวว่า Bajaj จะทำหน้าที่จัดจำหน่ายรถ Triumph ในอินเดียให้ และยังกล่าวว่า Bajaj จะพรีเซนต์บริษัทในตลาดใหม่ๆ อีกด้วย โดยรถที่ผลิตออกมาภายใต้ชื่อแบรนด์ Triumph แต่ Bajaj จะจัดการเรื่องแผนงาน นี่เป็นการร่วมมือกันแบบไม่เท่าเทียมกัน และจะโฟกัสไปที่ผลิตมอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม 200 – 750 ซีซี โดยรถใหม่ๆ ในกลุ่มนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือว่าเมื่อไหร่ แต่คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในปี 2022 รถกลุ่มนี้จะยังขายในตลาดเดิมของ Triumph ด้วย นั่นคือยุโรปและอเมริกาเหนือ “นี่การร่วมมือกันครั้งสำคัญสำหรับ Triumph และผมยินดีที่มันได้รับการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการที่พาแบรนด์ของเราไปยังดินแดนใหม่ที่มีความสำคัญอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาจากการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา และเป็นอีกก้าวของความทะเยอทะยานของเราที่จะขยายแบรนด์ของเราไปในระดับโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และยังมีส่วนผลักดันตลาดที่โตแล้วอย่างยุโรปได้อีกด้วย” Nick Bloor ซีอีโอ Triumph Motorcycles กล่าว งานนี้เราก็ได้แต่รอกันไปก่อนครับ หวังว่าเราจะได้เจอ Bonneville คันจิ๋ว ในอีกไม่นานนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Desmosedici GP20 รถแข่ง MotoGP ฤดูกาล 2020 คันใหม่ของ Ducati ได้เผยโฉมให้เราเห็นแล้วที่ Palazzo Re Enzo ในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี ในงานเปิดตัวนั้นนอกจากจะมี Claudio Domenicali ซีอีโอของ Ducati กับ Luigi Dall’lgna ผู้จัดการทั่วไปแล้วก็ยังมีสองนักแข่งของทีมอย่าง Andrea Dovizioso และ Danilo Petrucci มาร่วมเผยโฉมรถแข่งคันใหม่ของพวกเขาอีกด้วย Ducati ได้ทำการปรับโฉมสีสันลวดลายรถแข่งของพวกเขาใหม่จนเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ GP19 แม้ว่าจะยังคงใช้โทนสีแดงเข้มแบบเดียวกัน แต่รายละเอียดส่วนที่เป็นสีขาวของปี 2019 ถูกแทนที่ด้วยสีสีดำและโครมแทน โลโก้ Audi Sport เองก็เด่นชัดกว่าเดิม เช่นเคยว่าการเปิดเผยหน้าตารถในครั้งนี้ เหมือนกับครั้งที่แล้วในปี 2019 ซึ่งชิ้นส่วนใหม่ๆ อีกหลายขิ้นส่วนยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาจนกว่าจะเริ่มการทดสอบที่สนามเซปังในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็จะพอเห็นความแตกต่างได้หลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าที่ปรับแรมแอร์ใหม่ วิงเล็ทหรือปีกที่ได้รับการอกแบบใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของ Dovizioso ก็มีการเปลี่ยนหมวกเป็นลายกราฟฟิกใหม่ จากเดิมเป็นม้าสีขาวและสีดำ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงเหตุผลและสัญชาติญาณ แทนที่ด้วยเพกาซัส อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2020 KTM 1290 Super Duke R คือซูเปอร์เน็กเก็ตที่หลายๆ คนตั้งตารอคอยและคาดหวังกันมานาน ซึ่งมันก็เปิดตัวให้เราได้เห็นโฉมหน้ากันตั้งแต่ช่วง Eicma ปลายปีที่แล้วแหละครับ แต่ทางเราเพิ่งจะมีข้อมูลรายละเอียดมาให้พิจารณากัน และบ้านเราก็เพิ่งประกาศตัวแทนจำหน่ายใหม่ได้ไม่นาน แน่นอนว่าคราวนี้มันแรงกว่าเดิม แล้วก็เบายิ่งกว่าเดิม จากการใช้แชสซีใหม่ ฉายา The Beast หรือสัตว์ร้ายนั้นคือฉายาที่ทาง KTM ตั้งให้กับมัน เจ้า 1290 คันนี้ใช้เฟรมถักที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยใช้เฟรมแบบท่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ว่ามีความบางกว่าเดิม ทำให้น้ำหนักเฟรมนั้นลดลงไปได้มากถึง 2 กก. เมื่อเทียบกับ Super Duke โมเดลแรกที่ใช้เฟรมแบบเดียวกันกับ 1190 Adventure โดยเจ้า 2020 KTM 1290 Super Duke R นั้นจะออกไปคล้ายกับเจ้า 790 Duke มากกว่า เนื่องจากใช้ซับเฟรมอลูมิเนียมเช่นกัน ส่วนสวิงอาร์มเป็นแบบสวิงอาร์มเดี่ยว ปรับให้ยาวขึ้นและมีจุดหมุนสูงขึ้นกว่าเดิม 5 มม.เพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้น นอกจากการยึดเกาะที่ดีขึ้นแล้ว KTM ยังกล่าวว่ารถคันใหม่นี้ยังทนต่อแรงบิดได้สูงกว่าเดิม 3 เท่าจากการใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงในการรับแรงเครียด ระบบกันสะเทือนใช้ชุดคิท Apex ใหม่ของ WP ส่วนระบบเบรกใช้คาลิเปอร์เบรก Stylema จาก Brembo ที่ด้านหน้า ส่วนยางนั้นมีการปรับไซส์ยางที่ด้านหลังเป็นขนาด 200 ตามแบบหลายๆ ค่ายทำกัน นอกจากการรีดน้ำหนักและอัพเดตส่วนอื่นๆ แล้ว KTM ยังมีการปรับจูนเครื่องยนต์วีทวินขนาด 1301 ซีซีอีกด้วย มีการใช้ระบบแรมแอร์ใหม่ที่มีช่องรับอากาศผ่านทางรอยแยกของไฟหน้า LED เพื่อป้อนอากาศเข้าแอร์บ็อกซ์ที่ออกแบบมาใหม่ ฝาเครื่องยนต์บางลงช่วยให้น้ำหนักเครื่องเบาลงมา 800 กรัม และท่อไอเสียใหม่ก็มีตัวแคทาลิติกคอนเวอร์เตอร์หรือแคทฯ 2 ตัวเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 การปรับจูนเครื่องยนต์นั้นทำให้เจ้า Super Duke R นั้น มีกำลังแรงมากขึ้นอีก 3 ตัวเป็น 177 แรงม้า แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อยจาก 104 เหลือ 103 ฟุตปอนด์ อย่างไรก็ดีตัวรถนั้นมีน้ำหนักรถเปล่า 189 กก. เบากว่าเดิม 6 กก. แต่ถังน้ำมันของรถเองก็มีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 16 ลิตรจากเดิม 18 ลิตร งานนี้ก็ต้องรอดูตัวแทนใหม่ว่าจะเปิดราคาขายที่เท่าไหร่ จะเข้าสูตรซีซีละพันแบบที่ตัวแทนในอดีตยุคแรกเคยทำไว้หรือไม่ หรือจะทำราคาออกมาได้เร้าใจเพียงใด ติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สำหรับรีวิวในครั้งนี้เราพามาดูยางสกู๊ตเตอร์ที่ถูกถามหากันมากที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter สำหรับใส่สกู๊ตเตอร์ขนาด 300 ซีซี แต่ในวันนี้ทางเราได้เอารถ Yamaha X-max 300 ในการเปลี่ยนยางครั้งนี้เรามาเปลี่ยนยางกันที่ร้านโชว์พาว สาขาอ่อนนุช และได้รับการดูแลจากช่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาง เป็นอย่างดี เพื่อที่จะมารีวิวทดสอบในครั้งนี้นั้น ได้เลือกยางสำหรับรถสกู๊ตเตอร์ Yamaha X-max 300 เป็นสกู๊ตเตอร์ของผมเองได้เลือกใช้ยางที่มีส่วนสำคัญที่สุดส่วนนึงในตัวรถ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะสัมผัสพื้นถนน จึงจำเป็นต้องเป็นยางที่ได้มาตรฐาน และมีการยึดเกาะถนนที่ดีที่สุด สำหรับยาง Pirelli Diablo Rosso Scooter ได้ถูกเลือกใช้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากการใช้ยางรุ่นนี้มาแล้ว 1 ครั้งตอน 1,000 กิโลเมตร แรกของการใช้รถคันนี้ (ยาง 1 คู่วิ่งได้ประมาณ 10000-15000 กิโลเมตร) ไซส์ยางหน้าถูกเลือกเป็นสเปกพิเศษเรท R ขนาด 120/70-R15 และยางหลังเป็นสเปคปกติ 150/70-14 ที่เป็นยางหลังขนาด Oversize ขึ้นมาอีก 1 ไซส์ จาก 140 มาเป็น 150 ทำให้มีหน้ายางที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งให้หน้าสัมผัสเวลาเข้าโค้งที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นจากของเก่า แต่ก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย เรท R คืออะไร ขออธิบาย ยางเรท R กันก่อน สำหรับสเปกที่ผมเลือกใส่มานี้มันคือสเปกยางแบบเรเดียล ซึ่งจะมีโครงสร้างเป็นใยเหล็ก ช่วยให้ยางมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าโครงสร้างผ้าใบ (ล้อหลัง) ทำให้เวลาเบรกลึก หนักๆ โครงสร้าง สเปก R จะไม่เสียรูปจะทำให้หน้าสัมผัสยางกับพื้นถนนได้อย่างเต็มที่ แล้วโค้งละ ทำได้ดีกว่าตัวธรรมดาไหม? ตอบได้อย่างเต็มคำว่า ดีกว่าแน่นอนครับ เพราะสเปค R สามารถที่จะแบนโค้งได้มากกว่าตัวสแตนดาร์ด จริงแน่แท้อยากจะบอกว่าสเปก R เป็นสเปกที่ถูกเลือกใส่ในสกู๊ตเตอร์ สมรรถสูงอย่าง Yamaha T-Max, BMW C650 และรุ่นอื่นๆ ที่มีขนาดไซส์ตามสเปกเพราะยางตัวนี้สามารถรองรับน้ำหนักและความเร็วระดับที่สามารถวิ่งถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเบรก ทำให้ยางได้รับแรงกดมหาศาลมาที่ยาง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใส่สเปก R มาถึงตอนนี้ก็น่าจะเข้าใจสเปก R กันพอสมควร แล้วทำไมผมถึงเลือกมาใส่ X-max ละทั้งๆ ที่รถก็ไม่น่าวิ่งถึง 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะส่วนตัวผมแล้ว ผมมีชอบใช้เบรกค่อนข้างที่จะหนักและเบรกลึก พับโค้งเร็ว ทำให้ตัวผู้ขับเลือกที่จะลองใช้สเปกนี้ และก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมากกว่าเดิม ขี่สนุกขึ้น มาพูดถึงฟีลลิ่งยางซิ่งตัวนี้กันบ้าง หลังจากการเปลี่ยนยางทำให้รถวิ่งได้ดีและเร็วขึ้นเพราะหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนเวลาขับขี่ในทางตรงน้อยลง ด้วยโครงสร้างตัวยางเป็นยางที่ถอดแบบยางสปอร์ตัวท๊อปจาก Pirelli จะให้ฟีลลิ่งความสปอร์ตในขณะเข้าโค้ง เพราะหน้ายางสัมผัสพื้นถนนตอนเข้าโค้งมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด มีการยึดเกาะถนนได้ดี และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในส่วนของน้ำหนัก ยางคู่นี้มีขนาดโอเวอร์ไซส์จากยางเดิม ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเพราะมีการยึดเกาะถนนมากขึ้นกว่าเดิม ต้องบอกก่อนว่ายังมีอีกหลายๆตัวแปรที่จะทำให้ขับขี่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งการถ่วงล้อ การเติมลมยางที่เหมาะสม สภาพพื้นถนนการขับขี่ และการเซ็ตโช้คอัพช่วงล่างให้เหมาะสมกับการขับขี่ ก็จะทำให้รถนั้นขี่สนุกขึ้น ลดความเสี่ยงจากการลื่นในที่ที่ไม่ควรลื่นได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนในเรื่องของอายุการใช้งานทางร้านเคลมมา สามารถใช้งานได้ถึง 15,000 กิโลเมตร และควรที่จะวัดลมยางอยู่สม่ำเสมออย่างน้อยๆ 2 อาทิตย์/ครั้ง หรือ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานยางให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ยังไงก็ขอฝากรีวิวครั้งนี้ไว้ด้วย อยากให้ไบค์เกอร์ทุกๆ คนเอ็นจอยกับการขับขี่รถที่ตัวเองรักได้สนุกแล้วดีกว่าเดิมมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ครั้งต่อไปจะหาสิ้นค้ามารีวิวเพิ่มอย่างแน่นอน… ถ้าใครสนใจอยากจะลองยางหน้าสเปคนี้ ก็ติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายยาง Pirelli ได้เลยทุกสาขาทั่วประเทศ คลิกที่นี้ สำหรับราคายาง Diablo Rosso Scooter – 120/70 15 ราคา 2,180 บาท (รุ่นปกติ) – 120/70 R15 ราคา 4,180 บาท (รุ่นพิเศษ) – 150/70 14 ราคา 2,710 บาท ซื้อยางที่ Showpow ฟรี ค่าบริการถอด-ถ่วง สนใจซื้อที่นี้ คลิกที่นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 1200 นั้นเปิดตัวครั้งแรกก็ตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และบัดนี้ก็อายุอานาม 8 ปีเข้าไปแล้ว และเพื่อเป็นการรับทศวรรษใหม่ Triumph ก็ได้ทำการเปิดตัวพี่เสือรุ่นพิเศษใหม่ 2 โมเดล ได้แก่ Desert edition และ Alpine edition ทั้งสองโมเดลพิเศษนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการตกแต่งมาจากการเดินทางผจญภัยที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในโลก โดยทั้งสองโมเดลใหม่นี้จะมาพร้อมของตกแต่งคุณภาพสูง พร้อมชุดสีพิเศษ Tiger 1200 Desert Edition – ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทางข้ามทะเลทรายสุดหฤโหดจากทะเลทราย Sahara ไปยัง Kalahari และที่อื่นๆ – ชุดสีพิเศษ Sandstorm พร้อมลายกราฟฟิกพิเศษ – ปลายท่อ Arrow ไทเทเนียมน้ำหนักเบา – ควิกชิฟเตอร์ของ Triumph แบบสองทาง – คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก – โช้คไฟฟ้า WP – เบาะนั่งปรับความสูงได้ 2 ระดับ (835-855 มม.) Tiger 1200 Alpine Edition – ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางข้ามเทือกเขาที่สวยงามที่มีอยู่ทั่วโลก – ชุดสีพิเศษ Snowdonia พร้อมลายกราฟฟิกพิเศษ – ปลายท่อ Arrow ไทเทเนียมน้ำหนักเบา – ควิกชิฟเตอร์ของ Triumph แบบสองทาง – คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก – โช้คไฟฟ้า WP – เบาะนั่งปรับความสูงได้ 2 ระดับ (835-855 มม.) นอกจากนี้ Triumph Tiger 1200 ทั้งสองโมเดลจะอัดแน่นไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จัดเต็ม ไม่ว่าจะหน้าจอ TFT สีเต็มระบบ แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบเบรก Cornering ABS โหมดการขับขี่ 5 โหมด ระบบไฟ LED ทั้งระบบ โช้คปรับไฟฟ้า ไฟแบ็คไลท์หลังปุ่มสวิตช์ที่แฮนด์บาร์ ระบบคีย์เลส ครูซคอนโทรล ชิลด์ปรับไฟฟ้า คันเร่งไฟฟ้า ฮีทกริป ช่องจ่ายไฟ 3 ช่อง ช่อง USB ใต้เบาะอีก 1 ช่อง เรียกว่าแน่นๆ ครบๆ คุ้มๆ งานนี้ใครเป็นไบค์เกอร์สายทัวริ่งแบบผู้ดีๆ ควรจะเก็บตังรอได้เลยครับ น่าจะมีจำหน่ายในไทยแน่นอน ราคาอาจจะแรงกว่าโมเดลปกติสักนิด แต่เรียกได้ว่าหล่อเหลา โดดเด่นและคุ้มค่าแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli Angel GT II ยางสปอร์ตทัวริ่งอันดับ 1 การันตีโดยนิตยสารดัง ในการทดสอบเปรียบเทียบที่ติพิมพ์ในนิตยสาร Motociclismo ฉบับเดือนมิถุนายน 2019 นั้น ซึ่งนักทดสอบได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบกับยางต่างๆ จากอีก 4 แบรนด์ด้วยกัน ได้แก่ Metzeler ROADTEC 01, Bridgestone Battlax T31, Dunlop RoadSmart III และ Continental Road Attack 3 แต่จะไม่มียางแบรนด์ดังอย่าง Michelin เนื่องจากยาง Michelin Pilot Road 5 นั้นเก่าแล้ว และทางค่ายยางแดนน้ำหอมกำลังจะออกโมเดลใหม่มาแทนที่ โดยในการทดสอบที่จัดขึ้นนั้นจะใช้ยางขนาดเดียวกันทั้งหมดคือ ยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และยางหลังขนาด 180/55 ZR17 กับรถ BMW R 1250 RT ซึ่งเป็นที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องสไตล์การขับขี่และเทคโนโลยีในแบบสมัยใหม่ และยังเลือกใช้ลมยางตามที่ทาง BMW แนะนำ เพื่อให้มีตัวแปรที่เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด การทดสอบยังแบ่งออกเป็นหลายๆ การทดสอบด้วยกัน โดยการทดสอบในส่วนแรกทำการทดสอบด้วยรถนักเดินทาง 5 คนซึ่งจะออกเดินทางจากเมือง Milan ไปยังเมือง Sicily และเดินทางกลับ มีการสลับรถกันทุกๆ 50 กม. เพื่อให้ยางแต่ละตัวรับน้ำหนักและสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกันมากที่สุด โดยพวกเขาจะขี่บนเส้นทางที่เลือกมาแล้วว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบของสปอร์ตทัวริ่ง เช่น ไฮเวย์ ถนนที่คดเคี้ยว ผสมไปกับถนนในเขตชนบท จากนั้นนักเดินทางทั้ง 5 คนจะประเมินคะแนนตามเกณฑ์ จากนั้นนักทดสอบมืออาชีพ 5 คนจากกองบรรณาธิการนิตยสาร Motociclismo ก็จะขับขี่เดินทางเพิ่มอีก 1000 กม. เพื่อนำรถจากเมือง Milan มายังเยอรมนี ที่สนามทดสอบ Contidrom ซึ่งเป็นสนามทดสอบของทาง Continental ซึ่งจะทำการตรวจวัดและทดสอบถนนเปียก โดยการทดสอบทั้งหมดจะกินระยะทาง 7000 กม. โดย 5000 กม.จะเป็นบนทางชนบทและ 2000 กม.เป็นทางหลวงไฮเวย์ ซึ่งเราคาดว่าระยะทาง 7000 กม.นี้จะกินอายุการใช้งานของยางไปราวๆ 2 ใน 3 ของอายุการใช้งานประเภทนี้ และอีกส่วนคือการทดสอบภาคสนาม จะใช้นักทดสอบเพียงคนเดียวเพื่อป้องการความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ และเพื่อที่จะให้มีข้อมูลที่คงที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเกณฑ์ดังนี้ ความคล่องตัวลื่นไหล การยึดเกาะ และระยะหยุดรถ (ทดสอบทั้งถนนเปียกและถนนแห้ง) กับยางที่ใช้งานมาแล้ว และการทดสอบในสนามนี้จะทำซ้ำอีกครั้งด้วยยางใหม่ในสภาพอากาศใกล้เคียงกันด้วย เพื่อเปรียบเทียบกับยางใหม่ เพื่อจะดูความสม่ำเสมอของสมรรถนะของยางด้วย นอกจากนี้เรายังสุ่มลำดับการทดสอบยาง และไม่แจ้งให้นักทดสอบของเรารู้ด้วยว่าใช้ยางอะไรอยู่ ซึ่งเงื่อนไขหลักเกณฑ์ซับซ้อนทั้งหมดที่ทำมานี้ก็เพื่อให้การทดสอบนั้นมีความแม่นยำสูงที่สุด และได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากการทดสอบและวิเคราะห์ข้อมูล ผลการทดสอบพบว่ามีความน่าสนใจมากๆ ในเรื่องของสมรรถนะยาง โดยเมื่อเป็นยางใหม่เพิ่งลงพื้น สมรรถนะของยางแต่ละแบรนด์จะใกล้เคียงกัน แต่เมื่อยางผ่านใช้งานไประยะนึงแล้ว สมรรถนะของยางแต่ละแบรนด์จะเริ่มมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยในยางบางตัวนั้นจะเริ่มมีปัญหาเรื่องระยะเบรกแล้ว คะแนนจากการทดสอบ คะแนนจากนักเดินทางทั้ง 5 คน เบรก อัตราการเร่ง การสึกหรอ คะแนนเฉลี่ย Pirelli 10 10 10 10 10 Metzeler 9 9.5 8.5 8.5 8.9 Bridgestone 8.5 8.5 10 7 8.5 Continental 7.5 8 8 9 8.1 Dunlop 6.5 7 7.5 9 7.5 จากตารางสรุปคะแนนจะเห็นได้ว่ายาง ANGEL™ GT II ได้รับการคะแนนเต็มจากนักเดินทางทั่วไป และยังได้รับคะแนนสูงสูดเป็นคะแนนเต็มในการทดสอบทุกด้าน ทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง นอกจากนี้ยังได้เป็นยางที่สึกหรอน้อยที่สุดหลังจากผ่านการทดสอบไป 7000 กม. แล้วอีกด้วย การตัดสินครั้งสุดท้ายนั้นตัดสินจากคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบในทุกๆ ด้านรวมไปถึงคะแนนจากนักเดินทางด้วย และนั่นทำให้เราไม่สงสัยในตัวยาง Angel GT ที่ได้คะแนนเต็มอีกต่อไป 1) Pirelli ANGEL GT II – ได้คะแนน 10/10 2) Metzeler ROADTEC

2020 Aprilia RSV4 RR 1000 และ Tuono RR 1100 Misano Limited Edition สำหรับขายในตลาดอเมริกาเท่านั้น โดยปกติแล้วเรามักจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษจากทางฝั่งยุโรปหรือฝั่งญี่ปุ่นซะเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีคราวนี้เป็นโมเดลพิเศษสำหรับชาวเมืองลุงแซมหรืออเมริกาเท่านั้น กับ 2020 Aprilia RSV4 RR 1000 และ Tuono RR 1100 Misano Limited Edition ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ สำหรับโมเดลพิเศษ Misano Limited Edition นั้นจะเป็นเรื่องของสไตล์ด้านนอกมากกว่า โดยชุดสี Misano ใหม่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดสีของมอเตอร์ไซค์ที่ทำให้ Aprilia ได้รับชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ และสิ่งที่เด่นที่สุดก็คือโลโก้ Aprilia แบบเก่าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งก็ดูเก๋ดีไม่หยอก ในปี 1987 เป็น Loris Reggiani ที่ควบ Aprilia สองจังหวะคว้าชัยในคลาส 250GP ในการแข่งขันรอบ San Marino Grand Prix ที่สนาม Circuito Internazionale Santa Monica ไปได้ ซึ่งตอนนี้สนามนี้ได้เปลี่ยนชื่อกลายเป็น Misano World Circuit Marco Simoncelli แล้ว โดย Reggiani สามารถคว้าโพเดี้ยมมาได้ 4 โพเดี้ยม จากการเข้าแข่งให้กับทีมโรงงานของ Aprilia ดังนั้นชัยชนะของเขาจึงไม่ใช่แค่โชคช่วยเท่านั้น ทั้งนี้รถทั้งสองคันนี้จะได้บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียม ดังนั้นจึงมีน้ำหนักเบากว่าเวอร์ชั่นปกติเล็กน้อย ส่วนแชสซีและเครื่องยนต์ V4 ยกมาจากโมเดล RR โดยแต่ละโมเดลนั้นจะมีจำนวนจำกัด โมเดลละ 100 คัน แต่ละคันมีหมายเลขประจำตัวรถ สำหรับ RSV4 จะแสดงให้เห็นอยู่บนแผงคอรถ ส่วน Tuono จะแสดงอยู่บนครอบถัง ส่วนในไทยเรา คาดว่าอาจจะหมดสิทธิ์ อย่างไรก็ดี ชมและรู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อใครมีเงิน ไปหาร้านสติ๊กเกอร์ที่มีฝีไม้ลายมือทำลวดลายออกมาให้สวยแบบเดียวกันนี้ก็ได้นะครับ เป็นไอเดียและแรงบันดาลใจกันไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Gixxer 150 2020 เน็กเก็ตไบค์สไตล์โร้ดสปอร์ตได้รับการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่แล้ว โดยจะเริ่มจำหน่ายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2020 เป็นต้นไป สไตล์ใหม่ของ Gixxer 150 ถูกออกแบบมาใหม่ โดยคำนึงถึงเรื่องการปรับตัวรถให้ได้สัดส่วนที่ดูดีมากขึ้น ดูแน่นมากขึ้นด้วยถังน้ำมันขนาดใหญ่ 12 ลิตร แต่ก็ปราดเปรียวด้วยเบาะนั่งที่เพรียวและด้านหน้ารถที่ลาดเข้าหาจุดศูนย์กลางตัวรถ ให้ความรู้สึกลื่นไหลตั้งแต่ไฟหน้าที่เป็น LED ไปจนถึงถังน้ำมัน เบาะท้ายแบบ 2 ตอนแยกส่วนกัน บังโคลนท้ายแบบติดกับสวิงอาร์มเองก็เป็นสไตล์ที่กำลังนิยม จนตอนนี้มันได้กลายเป็นเน็กเก็ตสไตล์สปอร์ตที่ดูดุดันและแน่นเทียบได้กับสปอร์ตไบค์ขนาดใหญ่ของ Suzuki ได้เลย แถมตอนนี้ตัวรถก็มาพร้อมระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้าเป็นมาตรฐานแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าจิ๊กเซอร์ 150 นี้เป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มของไบค์เกอร์วัยรุ่น ตั้งแต่เปิดตัวในญี่ปุ่นในปี 2017 ซึ่งก็ผ่านไปได้เพียงแค่ 3 ปีก็มีการปรับเปลี่ยนโฉมแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ เพราะปกติกว่าจะมีการปรับโฉมก็ต้องใช้เวลาหลายปี ทิ้งเรื่องประหลาด ไปดูเรื่องสีสันกันดีกว่า สีสันก็จะมีให้เลือก 3 ชุดสีด้วยกันได้แก่ ดำประกายแก้วตัดด้วยสีน้ำเงินเมทัลลิกหรือดำ/น้ำเงิน (Glass Sparkle Black / Triton Blue Metallic ), สีดำประกายแก้วหรือดำล้วน (Glass Sparkle Black) และสีเงินเมทัลลิกตัดด้วยสีดำประกายแก้วหรือเงิน/ดำ (Sonic Silver Metallic / Glass Sparkle Black) Suzuki Gixxer 150 2020 – Specifications เครื่องยนต์ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ 4 จังหวะ ปริมาตรกระบอกสูบ 154 ซีซี ระบบวาล์ว 2 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 56.0 X 62.9 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 5 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยาว X กว้าง X สูง 2,020 X 800 X 1,035 มม. ขนาดยางหน้า 100/80 – R17 ขนาดยางหลัง 140/60 – R17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ระยะฐานล้อ 1,335 มม. ความสูงเบาะ 795 มม. น้ำหนักรถ 139 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รถทัวริ่ง พิกัด 1200 ซีซีจาก Benelli ตกเป็นข่าวว่ากำลังอยู่ในระหว่างเข้าสู่ไลน์การผลิต หรือพูดง่ายๆ ว่าออกแบบและดีไซน์เสร็จแล้วนั่นเอง โดยโมเดลทัวริ่งไบค์โมเดลใหม่นี้ยังไม่มีชื่อทางการค้าอย่างเป็นทางการค้า แต่มีรหัสที่ใช้เรียกกันว่า QJ1200-3 ทั้งนี้ Benelli ได้ทำดำเนินงานเกี่ยวกับ รถทัวริ่ง คันโตที่เห็นในรูปมาระยะนึงแล้ว และตอนนี้รถก็ผ่านการแอพพรูฟจากทางจีนแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่ารถคันนี้จะเข้าสู้ขั้นตอนการผลิตในเร็วๆ นี้ รถทัวริ่ง QJ1200-3 นั้นมีภาพหลุดมาโลกอินเตอร์เน็ต เราคาดเดากันว่ามันจะใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 1200 ซีซี ที่เป็นการปรับปรุงมาจากเครื่องยนต์พิกัด 1130 ซีซีที่มีอยู่เดิมของเจ้า TreK 1130 ที่เคยวางจำหน่ายในท้องตลาดเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ รถได้รับการรับรองการจดสิทธิบัตรในจีนแล้ว โดยเป็นรถทัวริ่งขนาด 1200 ซีซีที่ใช้ยางหลังขนาด 190/55 ZR17 และน้ำหนักของตัวรถน่าจะหนักมากถึง 338 ก.ก. จากข้อมูลการรับรอง เครื่องยนต์จะมีแรงม้าสูงสุดที่ 134 แรงม้า และจะผ่านค่ามาตรฐานไอเสียของทางจีนที่ชื่อว่า China-IV ซึ่งเทียบเท่ากับกับ EURO4 และเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเจ้า รถทัวริ่ง QJ1200-3 คันนี้จะกลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ทรงพลังที่สุดของทาง Benelli โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 220 กม./ชม. ทั้งนี้ก็ประมาณกันว่าจะได้เห็นตัวจริงๆ ราวๆ ปลายปี 2020 นี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Project 1708 นั้นเป็นชื่อโครงการสร้างรถใหม่จากทาง Ducati ซึ่งล่าสุดมีข้อมูลหลุดออกมาว่ามันจะมีกำลังแรงม้าสูงมากถึง 234 แรงม้า ข่าวนี้มันเริ่มต้นขึ้นจากการที่มีอีเมลฉบับนึงถูกส่งไปถึงสาวก Ducati หรือ Ducatisti โดยเป็นเมลที่ส่งตรงมาจาก Claudio Domenicali ซึ่งเป็นซีอีโอของทาง Ducati และมีการพูดถึง Project 1708 ซึ่งจะเป็นรถซูเปอร์ไบค์ว่าใกล้จะมาถึงแล้ว และล่าสุดเราก็ได้มีโอกาสเห็นสเป็กซึ่งเป็นภาพหลุดออกมาบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นตัวเลขและข้อมูลที่สุดมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น 234 แรงม้า น้ำหนักรถเปล่า 152 กก. มีปีกแอโรไดนามิกแบบไบเพลนใช้เทคโนโลยี MotoGP และแน่นอนว่าเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุขั้นเทพ อย่างไรก็ดีตอนนี้จากข้อมูลที่หลุดออกมาในตอนนี้นั้น เรายังไม่รู้ว่า Ducati จะใช้เครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,103 ซีซีจาก Panigale V4 และ Panigale V4 S หรือจะใช้เครื่องยนต์ 998 ซีซีแบบเดียวกันกับ Panigale V4 R กันแน่ แต่ชื่อที่ใช้ตอนวางจำหน่ายนั้นมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้ชื่อว่า Ducati Panigale V4 Superleggera จากน้ำหนักที่เบามากๆ หากเราประเมินจากตัวเลขแรงม้าและรอบเครื่องยนต์ในช่วงแรงม้าสูงสุดและแรงบิดสูงสุด ก็มีความเป็นไปได้ว่า Ducati อาจจะใช้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale R และเครื่องยนต์ V4 น่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะเครื่องนี้มีกำลังเครื่องยนต์มหาศาลเป็นธรรมดาอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าตัวเลข 221 แรงม้าที่เป็นของเดิมเจ้าเครื่องนี้อยู่แล้ว ถูกเพิ่มเป็น 234 แรงม้ามาจากการติดตั้งท่อของทาง Akrapovic เข้าไป ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เราก็รอชมอยู่ครับ งานนี้เพื่อไล่เบาคิดว่า ล้อคาร์บอนไฟเบอร์และแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ก็ต้องมาแน่นอน ส่วนชิ้นส่วนปีกแอโรไดนามิกต่างๆ น่าจะมาจากรถ Desmosedici GP16 ซึ่งเป็นรถแข่ง MotoGP ซึ่งใช้ปีกแบบไบเพลนที่ช่วยสร้างแรงกดราว 50 กก.ที่ความเร็วราวๆ 270 กม./ชม. ซึ่งมากกว่าแรงกดที่ Panigale V4 R อยู่ราวๆ 67% น้ำตัวรถเปล่าที่เบาเพียง 152 กก.นั้นเบากว่ารถ Ducati Panigale V4 R อยู่มากถึง 20 กก.ต่อให้เติมน้ำมันเข้าไปแล้วก็ยังจัดว่าเบามากอยู่ดีๆ สำหรับรถในคลาสซูเปอร์ไบค์ ชุดสีของรถจะเป็นชุดสีจากรถแข่ง MotoGP 2019 ติดตั้งคลัทช์แห้งมาพร้อมสรรพ มีตัวเลขซีเรียลแต่ละคันโดยเฉพาะ และเดาๆ กันว่าน่าจะผลิตไม่เกิน 500 คัน สนนราคาก็น่าจะทะลุ 6 ล้านบาทเป็นแน่แท้เมื่อมาถึงไทย เพราะน่าจะโดนภาษีไอเสียใหม่เพิ่มเติมเข้าไปอีก แต่ผมก็เชื่อว่าแฟนพันธ์ุแท้ชาวไทยที่เป็นชาว Ducatisti ก็ไม่พลาดที่จะจับจองครบโควต้าทุกคันที่เข้าไทยมากอย่างแน่นอน โดยรถจะส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2020 แต่มาไทยก็น่าจะราวๆ ปลายปีนี้ งานนี้รอข้อมูลเพิ่มเติมไปก่อนนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

โปรโมชั่น Kawasaki เน้นๆ ในงาน Bangkok Motorbike Festival 2020 ที่เซ็นทรัลเวิร์ล โดยจัดขึ้นในวันที่ 15 – 19 มกราคมนี้เท่านั้น ที่เด็ดๆ คือมีตั้งแต่ดาวน์น้อยๆ ไปจนถึงดอกเบี้ย 0 % กันเลยทีเดียวครับ ล่าสุดในงาน Bangkok Motorbike Festival บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยกทัพมอเตอร์ไซค์ Kawasaki ไปชุดใหญ่ พร้อมจัดโปรแรงในงานแบบจัดเต็มทุกรุ่น ไฮไลท์ในงาน Z H2 สุดยอดไฮเปอร์เน็กเก็ตจากรถเน็กเก็ตในตระกูล Z พร้อมขุมพลังซูเปอร์ชาร์จกับดีไซน์การออกแบบที่ดุดันกับค่าตัว 917,000 บาท Z900 ใหม่ ซูเปอร์เน็กเก็ตยอดนิยมที่มีดีไซน์โดดเด่นดุดัน เพิ่มลูกเล่นล้ำๆ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ และเสริมความปลอดภัยด้วยระบบแทร็คชั่นคอนโทรล พร้อมปรับปรุงสวิงอาร์มและโช้คหน้าหลังใหม่รับกับเฟรมใหม่ เริ่มต้น 443,100 บาท Z650 ใหม่ เน็กเก็ตระดับกลางขุมพลังสองสูบเรียง ปรับเปลี่ยนยางติดรถใหม่ หนึบขึ้น พร้อมเรือนไมล์ใหม่ที่อัพเกรดรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น Rideology The App W800 ใหม่คลาสสิคไบค์คันงาม ที่ปรับโฉมใหม่ด้วยความปราณีต เพื่อให้เจ้าของหล่อเท่ได้ไร้กาลเวลา Ninja ZX-10R พิเศษที่จำลองรถแข่งแชมป์โลก 5 สมัยรายการ WSBK พร้อมชุดแข่งและหมวกกันน็อกของ Jonathan Rea นำมาจัดโชว์ในงาน สร้างแรงบันดาลใจให้สาวกค่ายยักษ์เขียว โปรโมชั่นเต็มๆ ด้านล่างเลยครับ สำหรับท่านใดที่สนใจรถ Kawasaki สามารถเข้าไปชมบูธคาวาซากิ ภายในงาน BMF 2020 ที่เซ็นทรัลเวิร์ล บริเวณโซนอีเด็น ในวันที่ 15 – 19 มกราคม 2020 หรือเข้าไปติดตามข่าวสารและ โปรโมชั่น Kawasaki ต่างๆ ได้ที่ www.kawasaki.co.th หรือ Facebook: Kawasaki Motors Thailand อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sherpa และ Hunter จะเป็นชื่อโมเดลใหม่จากรถสุดเก๋าอย่าง Royal Enfield จากการที่ทางบริษัทได้มีการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ ในชื่อดังกล่าว โดยคาดการณ์กันว่าจะเป็นรถในไลน์อัพใหม่ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็ต้องมีโมเดลใหม่มาอย่างแน่นอน สำหรับชื่อ Sherpa นั้น Royal Enfield เคยขายมอเตอร์ไซค์ในชื่อนี้มาก่อน ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 กันลยทีเดียว ซึ่งในตอนนั้นเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ 175 ซีซี แบบ 2 จังหวะ ซึ่งสร้างขึ้นโดย Villiers Engineering ซึ่งบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์รายนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือกันของ Norton-Villiers-Triumph ซึ่งปิดตัวไปแล้วในปี 1978 โดย Sherpa เป็นมอเตอร์ไซค์ธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ Royal Enfield จะกลับมาผลิตเจ้า Sherpa ขึ้นมาใหม่และมีการปรับปรุงเพิ่มเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปเพิ่มเติม ส่วนทางด้านของ Hunter นั้นมีข่าวลือกันว่าจะใช้เป็นชื่อรถแอดเวนเจอร์ โดยอาจจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ที่มีขนาดเล็กกว่า Royal Enfield Himalayan ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้จริงๆ ก็อาจจะไม่ขายโมเดลนี้นอกประเทศอินเดีย นอกจากนี้เสียงบ่นจากผู้ใช้Himalayan ที่เรามักได้ยินคือกำลังเครื่องน้อยไปหน่อย ดังนั้นหลายๆ คนก็คาดการณ์กันว่า Royal Enfield จะเอาเครื่องสองสูบ 650 ซีซีที่ใช้ใน Interceptor 650 กับ Continental GT 650 มาใช้กับเจ้า Hunter นี้มากกว่า ซึ่งงานนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไปครับ สำหรับไบค์เกอร์สายคลาสสิค อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Leoncino 800 ยังคงใช้แนวคิด “Timeless Desire” ความต้องการที่ไร้ซึ่งกาลเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดตัวตนของรถในตระกูล Leoncino มาตั้งแต่แรก และโมเดลใหม่นี้ก็เช่นกัน มันเป็นการวิวัฒนาการของรถในตระกูลโมเดิร์นคลาสสิคของค่ายรถจากเมือง Pesaro (เมืองนึงในอิตาลี) แสดงออกมาในรูปแบบของการผสมผสานกันระหว่างความคลาสสิคและสไตล์แบบโมเดิร์น ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเครื่องยนต์ขนาด 754 ซีซีที่ล้ำหน้าที่สุดของทางค่าย Benelli Leoncino 800 เน้นโชว์ให้เห็นเฟรมและเครื่องยนต์มากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นน้องของมัน นำเสนอให้เห็นรูปทรงและเส้นสายมากที่มีการปรับเปลี่ยนให้ดูทรงพลังและลื่นไหลมากขึ้น ขณะเดียวกันรถเองก็มีความเพรียวและมีสัดส่วนที่ลงตัวมากกว่า มันยังขับเน้นเอกลักษณ์และความโดดเด่นของมันออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบร่วมกันของรถในตระกูล Leoncino ซึ่งจะเห็นได้จากเส้นสายลายโค้งที่มีสไตล์ ตลอดไปจนถึงไฟหน้าและถังน้ำมัน อันเป็นคาแรกเตอร์ของรถในตระกูลนี้ องค์ประกอบและรายละเอียดเองก็มีการพัฒนาให้ดูดีมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นน้องพิกัด 250 ซีซีและ 500 ซีซี แต่ยังคงแฝงไว้ซึ่งสไตล์ร่วมกันอย่างชัดเจน ขุมพลังของ Leocino คันนี้เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ เรือนปีกผีเสื้อคู่ขนาด 43 มม. ช่วยให้มีแรงม้าเคลมมาที่ 81.6 แรงม้าที่ 9,000 รอบและแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ มีสลิปเปอร์คลัทช์ และส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 สปีด เฟรมของรถเป็นเฟรมถักพร้อมเพลตโลหะ ออกแบบใหม่หมดให้รับเข้ากับดีไซน์และเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ความคล่องตัวและควบคุมได้ดีที่สุดบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นนักบิดสายไหนก็ตาม เน้นในเรื่องของรายละเอียดและชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อขับเน้นสไตล์อย่างเต็มที่ ถังน้ำมันมีเส้นสายแบบสมัยใหม่ ทำขึ้นจากแผ่นโลหะและเป็นที่ติดตั้งโลโก้ Benelli และมีโลโก้ Leoncino ที่อยู่ใต้เบาะนั่งซึ่งทำทำเป็นพาเนลอลูมิเนียมซึ่งช่วยเติมเต็มและกลมกลื่นไปกับถังน้ำมันที่อยู่ติดกัน ดูเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นและซับซ้อนในรายละเอียด ไฟหน้าของรถเป็น LED ทั้งชุดและมีการขัดเกลาดีไซน์ให้เนี้ยบขึ้น และนำเอาโลโก้ตระกูลไปใส่ไว้ตรงกลางโคมไฟ เรือนไมล์สี TFT พร้อมดีไซน์แบบโมเดิร์น เบาะนั่งนุ่มสบายทั้งคนขับและคนซ้อน ทั้งยังกลมกลืนไปกับเส้นสายไลน์ของรถอีกด้วย ด้านล่างถัดลงมาเป็นท่อไอเสียขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาให้มีสัดส่วนที่ลงตัวเข้ากับรถ และแน่นอนว่าตรงบังโคลนหน้าก็จะต้องมีพี่สิงโตยืนยกขาข้างนึงเป็นกิมมิคเล็กๆ ที่เท่ไม่หยอกอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่าง ด้านหน้านั้นใช้โช้คหัวกลับ Marzocchi ขนาด 50 มม. ปรับแต่งได้ทั้งรีบาวด์ คอมเพรสชั่นและพรีโหลด การันตีความนุ่มและความเสถียรตลอดช่วงระยะยุบ 130 มม. ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มร่วมกับโช้คเดี่ยวที่ปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกใช้คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลโมโนบล็อก 4 พ็อต ร่วมกับจานขนาด 320 มม.แบบดิสก์คู่การันตีความปลอดภัย ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มม.กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 พ็อต ล้อซี่ขนาด 17 นิ้วแบบไม่ใช้ยางใน มาพร้อมยางหน้าขนาด 120 / 70-17 และยางหลังขนาด 180 / 55-17 ถังน้ำมันมีความจุ 15 ลิตร ใหญ่และช่วยเติมเต็มความบึกบึนได้เป็นอย่างดี Leoncino 800 จะเริ่มวางจำหน่ายในตัวแทนจะหน่ายราวๆ กลางปี 2020 ส่วนบ้านเราก็น่าจะมาปลายปี งานนี้ใครชอบก็ต้องอดใจเก็บเงินรอกันไปก่อนนะครับ หล่อๆ แบบนี้ ไบค์เกอร์หลายๆ คนน่าจะชอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Avinton Collector คือมอเตอร์ไซค์ที่เด่นเรื่องความงามอย่างแท้จริง ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างามและเป็นรถที่เน้นในเรื่องของทำมือ เพราะทำตามความต้องการของเจ้าของรถแต่ละคันอย่างปราณีต กว่า 60 ปีที่ S & S Cycles ผลิตและสร้างชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์คุณภาพสูงขึ้นมากมาย และยังผลิตเครื่องยนต์สมรรถนะสูงสำหรับใช้ใน Harley-Davidson โดยเฉพาะ เป็นเครื่องยนต์วีทวิน 45 องศา ขนาด 1647 ซีซี แบบทวินแคม กับระยะชักและความกว้างกระบอกสูบแบบเท่ากันที่ 101.6 มม. x 101.6 มม. ที่ใช้ใน Avinton คาร์บูเรเตอร์แฟลตวาล์ว Keihin FCR 41 มม. มันมีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 5750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 167.69 นิวตันเมตรที่ 3000 รอบ แม้ว่ากำลังเครื่องยนต์หรือแรงม้าสูงสุดจากเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซี ของรถซูเปอร์ไบค์ในปัจจุบันนี้จะทะลุ 200 แรงม้าไปแล้ว แต่มันเป็นสเป็กปกติ ทว่าสำหรับเครื่องวีทวิน 45 องศาที่มีแรงม้า 120 ตัวเครื่องนี้นั้นถ้ามันถูกปรับให้กลายเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซี มันจะมีสมรรถนะเทียบเท่ากับรถขนาด 280 แรงม้าเลยทีเดียว นอกจากนี้เครื่องยนต์จาก Avinton ยังมีแรงบิดสูงสุดถึง 167.69 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องเพียง 3000 รอบ และ ในขณะที่แรงบิดของเครื่องยนต์ 4 สูบ 1000 ซีซีนั้นมีแค่ราวๆ 120 นิวตันเมตรที่รอบสูงๆ เกิน 10000 รอบขึ้นไป ลองคิดดูเอาเองสิครับว่าเจ้า Avinton นั้นจะมีอัตราเร่งที่รวดเร็วมากแค่ไหนเวลาที่คุณเปิดคันเร่งแม้จะแค่เพียงเล็กน้อย สิ่งที่เด่นที่สุดในตัวรถ Avinton นั้นก็คือความกะทัดรัด ปราดเปรียว และน้ำหนักเบา เทียบเท่ากับรถขนาด 400 ซีซี ถ้าคุณเคยเป็นเจ้าของ Harley-Davidson ที่ใช้เครื่องยนต์วีทวิน 45 องศาอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเข้าใจถึงจุดเด่นของเครื่องยนต์ของ Avinton ได้ในทันที คุณสามารถเข้าโค้งและเอาเข่าเช็ดพื้นได้เต็มที่ ขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเร้าใจอย่างแน่นอน Avinton Collector คือมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้สนุกสนานในแบบสปอร์ตไบค์ ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถที่สามารถขับขี่ลัดเลาะเล่นโค้งบนถนนและในสนามได้อย่างไม่รู้เบื่อ ถ้าคุณอยากลองเป็นเจ้าของดูล่ะก็งานนี้คุณต้องติดต่อทาง Moto Corse Museo ดูนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทีมแข่ง GS Trophy ไทยซุ่มซ้อมเตรียมความพร้อมสู้ศึกการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับสากล หรือ International GS Trophy 2020 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-16 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมี BMW Motorrad ประเทศไทย สนับสนุน มีการจัดคอร์สเข้มข้นเต็มรูปแบบตลอด 4 วันเต็ม ที่จ.ชลบุรี เพื่อเป็นการฝึกซ้อมให้กับสามนักบิดผู้คว้าชัยจาก GS Trophy Thailand 2019 ณ เอ็นดูโร พาร์ค ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดระยะไกล สถานีทดสอบทักษะต่าง ๆ เช่น การขับขี่ การหาพิกัด ทดสอบทักษะเชิงช่าง ทดสอบสมรรถนะทางกาย เป็นต้น โดยทีมนักบิดตัวแทนประเทศไทยต้องฝ่าภารกิจสุดท้าทายภายใต้สถานการณ์จำลอง รวมถึงแรงกดดันเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ International GS Trophy ที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะทีมตัวแทนประเทศ หลังจากที่เราเคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทาง BMW Motorrad ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้านให้แก่ทีมประเทศไทย จึงร่วมสนับสนุนการฝึกซ้อมทั้งสามนักบิดเพื่อยกระดับศักยภาพของทีมสู่การชิงชัยในสนามระดับสากล” การฝึกซ้อมในครั้งนี้ ได้เลือกใช้บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ซึ่งเป็น มอเตอร์ไซค์ออฟโรดขนาดกลางพร้อมเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ทรงพลังด้วยกำลัง 95 แรงม้า โหมดการขับขี่แบบ Pro และล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว พร้อมพานักบิดตัวแทนประเทศทุกคนพิชิตสนามแข่งในประเทศนิวซีแลนด์จากเกาะเหนือสู่เกาะใต้ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน 8 วัน สำหรับทีมผู้ฝึก นำทีมโดย มร.ทอม วูล์ฟ เจ้าของฉายา Mr. GS Trophy ในตำนาน ผู้ริเริ่มกิจกรรมการแข่งขัน International GS Trophy และเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาทักษะการขับขี่บิ๊กไบค์สไตล์ แอดเวนเจอร์ให้กับ BMW พร้อมกับทีมครูฝึกผู้เชี่ยวชาญจาก Enduro Park นอกจากนี้ ทีมไทยยังได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์และฝึกซ้อมร่วมกันกับทีมจากอินเดีย ซึ่งถือเป็นทีมคู่แข่งที่จะต้องชิงชัยกันอีกด้วย “การเข้าร่วมแข่งใน International GS Trophy นี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของนักบิดสไตล์แอดเวนเจอร์ แต่การแข่งขันนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การประลองความเร็ว แต่หัวใจสำคัญคือความสามัคคีของทีม รวมไปถึงทักษะทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ เมื่อกิจกรรมการฝึกซ้อมเสร็จสิ้นลง เชื่อว่านักแข่งจากทั้งสองทีมจะได้เรียนรู้มากมาย ทั้งจากประสบการณ์ของเหล่าครูฝึกที่มาร่วมแบ่งปัน และนำไปปรับปรุงและพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป” มร. ทอม วูล์ฟ เน้นย้ำ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้จัดกิจกรรม International GS Trophy ทุกๆ สองปี ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ที่ได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในตระกูล GS ทั่วโลก เป็นการแข่งขันแบบทีมที่รวมทั้งการท่องเที่ยว การผจญภัย และความท้าทายไว้ในที่เดียวกัน โดย ทีมแข่ง GS Trophy ทุกทีมจะต้องเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS กินระยะเวลาราว 7-8 วันบนเส้นทางออฟโรด คิดเป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ที่ผ่านมา กิจกรรม International GS Trophy เคยจัดมาแล้วในประเทศตูนิเซีย ประเทศแอฟริกาใต้ ภูมิภาค พาตาโกเนียในอเมริกาใต้ ประเทศแคนาดา รวมทั้งประเทศไทย และล่าสุดในปีพ.ศ. 2561 ที่ประเทศมองโกเลีย สำหรับปีนี้จะจัดขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีภูมิประเทศหลากหลายและท้าทาย ทั้งป่าฝน ธารน้ำแข็ง พื้นที่ราบสูง ยอดเขา ภูมิทัศน์ของฟยอร์ด เนินเขาและป่าไม้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการแข่งขันสไตล์เอ็นดูโร่อย่างแท้จริง อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lazareth LMV 496 มอเตอร์ไซค์บินได้คันนี้ หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นผ่านๆ ตามาบ้างแล้ว มาวันนี้ก็มีการอัปเดตเพิ่มเติม ในส่วนของราคาและจำนวนที่จะครอบครองได้ โดยตอนนี้เปิดตัวที่ราคา 560,000 ดอลลาร์หรือราวๆ 16.8 ล้านบาท แพงกว่าบ้านเดี่ยวอีก ที่สำคัญคือมีเงินเยอะอย่างเดียวไม่พอ ต้องไวด้วย เพราะมีเพียงแค่ 5 คันเท่านั้นเอง ใครเงินเหลือ และอยากเด่นกว่าใคร รีบไปจับจองกันได้นะครับ อิอิ สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับ Lazareth LMV 496 แล้วล่ะก็อ่านเนื้อหาต่อไปด้านล่างเลยครับ LMV 496 มอเตอร์ไซค์บินได้คันนี้จะทำให้คุณไม่ต้องห่วงกับเรื่องรถติดอีกต่อไป เพราะอย่างที่บอกคือมันบินได้ ชื่อ LMV ของมันย่อมาจาก La Moto Volante เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่ามอเตอร์ไซค์บินได้ ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นยานพาหนะที่สามารถบินได้นั่นเอง เจ้า LMV คันนี้ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น JetCat ที่ทำงานด้วยความเร็วสูงถึง 96,000 รอบต่อนาที 4 ตัวซึ่งติดตั้งอยู่ในดุมล้อของแต่ละล้อ เจ้าเครื่องนี้ช่วยให้ล้อทำหน้าที่เสมือนกับใบพัดที่ช่วยให้รถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ โดยล้อจะปรับจากแนวตั้งเป็นแนวนอนขนานไปกับพื้นแบบช้าๆ ก่อนจะขึ้นบินหลังจากที่เครื่องยนต์ไอพ่นทำงาน เครื่องยนต์ไอพ่นนี้ต้องใช้เวลาราวๆ 1 นาทีในการเดินเครื่องก่อนที่จะขึ้นบิน ซึ่งขณะนั้นรถจะลอยห่างจากพื้นแค่เพียงไม่กี่ฟุต อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 390 Adventure น้องเล็กสายแอดเวนเจอร์จากค่าย KTM ที่ใช้ขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 373 ซีซี ตัวเดียวกันกับเครื่องยนต์ของ RC 390 และ 390 Duke หลังจากที่ผมลังเลอยู่พักนึงว่าจะเขียนข่าวเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ดีหรือไม่อยู่นาน เนื่องจากการที่ในประเทศไทยไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาระยะนึงแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานเย็น ก็มีข่าวล่ามาแรงว่ามีตัวแทนผู้นำเข้ารายใหม่ชื่อ VROOM ซึ่งเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเลย และจะไม่ได้นำเข้าแค่เพียงแบรนด์เดียวด้วย แต่จะนำเข้ามาถึง 3 แบรนด์ด้วยกันได้แก่ KTM, Husqvarna และ Bajaj ซึ่งจริงๆ ทั้ง 3 แบรนด์นี้ก็เป็นเครือเดียวกัน ผมจึงคิดว่านี่คือโอกาสดีที่จะเขียนถึงเจ้า KTM 390 Adventure สักที แน่นอนว่า เจ้าน้องเล็กสายลุยคันนี้เป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ขนาดเล็กน้ำหนักเบาที่น่าสนใจไม่น้อยเลย ซึ่งในตลาดมอเตอร์ไซค์บ้านเราในตอนนี้ไม่ค่อยมีแอดเวนเจอร์ไบค์พิกัดนี้ (หลักๆ ก็น่าจะเป็น Kawasaki Versys-X 300 กับ Benelli TRK 251) ถือว่าเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมที่น่าสนใจมากๆ ครับ จริงๆ แล้วก็น่าแปลกที่ทำไมทาง KTM ถึงใช้เวลานานมากกว่าที่จะเปิดตัวเจ้าน้องเล็กสายลุยคันนี้ออกมา เนื่องจากแพลตฟอร์ม 390 ก็มีมานานมากแล้ว ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าจำนวนคนที่สนใจรถแอดเวนเจอร์พิกัดนี้อาจจะยังไม่มากพอ หรืออาจจะรอดูแนวโน้มของตลาดสองล้ออยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ช่างเถอะตอนนี้ก็ออกมาพร้อมจำหน่ายแล้ว เพียงแต่ยังไม่เข้าไทย ก็คงต้องรอดูราคาจากผู้นำเข้ารายใหม่ว่าจะเปิดราคาออกมาได้น่าตื่นเต้นเร้าใจ หรือเปิดมาแล้วคนไทยก่ายหน้าผากบ่นกันต่อ คงต้องรอดูในช่วง Motor Show 2020 ที่ใกล้จะถึงนี้กันครับ จุดเด่นของ KTM 390 Adventure ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 373 ซีซีบล็อกเดียวกันกับเจ้า RC และ Duke พิกัดเดียวกัน เฟรมถักน้ำหนักเบาแบบเดียวกันกับรถ 450 Rally ที่ลงแข่ง Dakar 9 ครั้งและชนะทั้งหมด น้ำหนักรถเปล่าเบาเพียง 157.85 กก. ตัวรถให้ความคล่องตัวสูงจากฐานล้อที่ไม่ยาวมากที่ 1430 มม.และองศาของคอรถที่ 26.5 องศาเท่านั้น มาพร้อมช่วงล่างปรับแต่งได้ โดยด้านหน้าจะเป็น WP แบบหัวกลับขนาด 43 มม. ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว Apex ระยะยุบ 177 มม. เบาะนั่งสูง 853.4 มม. เท่ากับ 790 Adventure แต่ด้วยเครื่องยนต์มีขนาดเล็กกว่า เราจึงคาดว่าเจ้าน้องเล็กคันนี้น่าจะเพรียวกว่าและช่วยให้ขาแตะพื้นได้มากขึ้น ล้อหน้าเป็นล้อ 19 นิ้ว ด้านหลังเป็น 17 นิ้ว ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 320 มม.และดิสก์หลังเดี่ยวขนาด 230 มม. โดยคาลิเปอร์เบรกจะเป็น Bybre เป็นลูกของ Brembo ที่ผลิตในอินเดียอีกที ซึ่งก็คุณภาพโอเค ราคาเป็นมิตรมากขึ้น ชิลด์หน้าปรับระดับได้ 2 ระดับ ถังน้ำมัน 14.38 ลิตรซึ่งจะวิ่งได้ราวๆ 400 กม. อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี อาทิ จอสี TFT ระบบเบรกแบบ Cornering ABS สามารถปิดล้อหลังได้ในโหมด Off-road แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่าง LED ทั้งหมด สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น KTM My Ride นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นน้องเล็กแต่จัดเต็มเทคโนโลยีเหลือเกิน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าราคาที่เปิดตัวมาจะไม่ถูกแน่ แต่ผมก็บอกเลยว่าคุ้มแน่ๆ กับของที่ให้มาครับ ซึ่งเป็นสไตล์ของรถยุโรปอยู่แล้วครับ ซึ่งงานนี้ต้องไปดูงานประกอบกันอีกทีว่า อินเดียจะประกอบโมเดลนี้ได้เนี้ยบมั้ย ถ้าเนี้ยบล่ะก็แจ่มแจ๋วแน่นอนครับ นอกจากนี้ใครที่เป็นสาวกค่ายสีส้มอาจจะได้ลุ้นเป็นเจ้าของคันนี้หรือรถ KTM โมเดลอื่นๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวลใจเรื่องการเซอร์วิส เพราะมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าไม่มีอะไรอีกนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tuono 660 ก็เป็นอีกโมเดลที่มีแนวคิดต้นกำเนิดคล้ายกันกับ RS 660 สปอร์ตไบค์ขนาดกลางที่มีพื้นฐานการออกแบบอิงมาจาก Aprilia RSV4 แน่นอนว่าเจ้า Tuono 660 คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ก็มีพื้นฐานมาจาก Tuono V4 เจ้าเน็กเก็ตสปอร์ตคันใหม่นี้เผยให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ที่ชัดเจนของทางค่าย เกี่ยวกับการพยายามรังสรรค์รถตระกูลใหม่ที่ให้ความคล่องตัวและมีความสปอร์ตซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ของทางค่ายที่เป็นเครื่องยนต์สองสูบขนาด 660 ซีซี มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีแนวคิดการออกแบบ ว่าจะต้องเป็นรถที่ขี่ได้สนุกในทุกการใช้งาน ตั้งแต่การใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงขับขี่ในสนามในรูปแบบของสปอร์ต มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหมาะสำหรับทุกๆ คน เฟรมและช่วงล่างรวมไปถึงรายละเอียดดีเทลต่างๆ ของรถก็ต้องผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มันคือรถตามธรรมเนียมของ Aprilia ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ามันคือเน็กเก็ตไบค์ที่ถือกำเนิดมาจาก RS 660 มันมีรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ ตลอดไปจนถึงเฟรมและช่วงล่างที่เหมือนกัน แต่ โดดเด่นในด้านของการขี่ถนนมากเป็นพิเศษ ด้วยท่านั่งหลังตรงที่ได้มาจากแฮนด์บาร์ที่กว้างกว่า ซึ่งโดยปกติแล้ว Aprilia มักจะออกแบบ Tuono มาเป็นเหมือนกับ RS ในรูปแบบของสตรีทไบค์เต็มตัว แทนที่จะเป็นสปอร์ตไบค์จ๋าๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของทางค่ายเลย และเป็นค่ายแรกด้วยที่พัฒนาเน็กเก็ตไบค์โดยยังใช้เฟรม ช่วงล่างและเครื่องยนต์ของรถสปอร์ต ทำให้เจ้า Tuono นั้นสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีมากๆ เจ้า 660 Concept นั้นโดดเด่นในเรื่องของความสวยงามและเครื่องยนต์สองสูบระดับกลางที่มีน้ำหนักเบา พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้สมรรถนะชั้นยอดและความสนุกขั้นสุด ซึ่งก็เป็นผลมาจากอัตราส่วนตัวเลขแรงม้าต่อน้ำหนักที่เหนือกว่าหลายๆ ค่าย เหมาะกับทั้งนักบิดหน้าใหม่ หรือนักบิดที่ขยับซีซีขึ้นมาจากรถที่มีขนาดเล็กกว่า และมองหาเน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ที่ระดับสูงขึ้น เหมาะกับการใช้งานในทุกๆ วันและสามารถออกทริปหรือลงสนามได้บ้างในบางครั้งบางคราว ดีไซน์ ดีไซน์ของมันนั้นมีความเป็นสปอร์ตอยู่มากและเต็มไปด้วยกลิ่นอายในแบบของ Aprilia เส้นสายที่ลื่นไหล คาแร็กเตอร์สปอร์ตที่ชัดเจน ยังคงมีแฟริ่งขนาดใหญ่พอเหมาะที่ด้านหน้าเพื่อป้องกันลมปะทะ ไฟหน้าสามดวงแบบเดียวกันกับ RS 660 พร้อมเดย์ไลท์ ใช้เทคโนโลยีดับเบิ้ลแฟริ่งเช่นเดียวกันเพื่อให้แอโรไดนามิกที่ดี ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับวงการสองล้อ โดยจุดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับรถยังช่วยพัดไล่ความร้อนที่ออกมาจากเครื่องยนต์ให้ออกห่างไปไม่กระทบกับตัวผู้ขับขี่ และแน่นอนว่าท่านั่งหลังตรง ผ่อนคลายกว่า เหมาะกับการขับขี่ในทุกๆ วัน ทั้งยังควบคุมรถได้ง่ายอีกด้วย สมรรถนะ เป้าหมายหลักของโปรเจ็กต์ 660 นี้คือการสร้างรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ยอดเยี่ยม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมช่างเทคนิคของทางค่ายถึงได้เลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบาและอาศัยเครื่องยนต์ใหม่มาเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักของตัวรถ โดยเจ้าเครื่องยนต์ใหม่นี้โดดเด่นเรื่องขนาดและน้ำหนัก อีกทั้งยังผ่านมาตรฐาน Euro5 อีกด้วย เรียกว่ายกแบงค์เครื่องด้านหน้าของ RSV4 1100 มาเลยล่ะครับ ผลที่ได้คือแรงม้า 95 ตัวซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรถระดับกลาง เฟรมคุณภาพสูง สวิงอาร์มแบบไม่สมมาตรโดยมีจุดหมุนอยู่ที่เครื่องยนต์ก็ใช้อลูมิเนียมในการผลิต ช่วงล่างที่ปรับตั้งค่าได้ ระบบเบรกจาก Brembo ซึ่งทั้งหมดก็ใช้แต่ของคุณภาพสูง ตัวรถยังแน่นไปด้วยเทคโนโลยีตามแบบสมัยใหม่ อาทิ เซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อยแบบ 6 แกนที่จะทำงานร่วมกันกับ ECU ช่วยให้รถขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น โดยรถจะมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือการขับขี่ APRC ที่จะมีทั้งแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันยกล้อ เอ็นจิ้นเบรกคอนโทรล เป็นต้น ทั้งนี้ระบบต่างๆ สามารถปรับตั้งค่าตามความเหมาะสมกับตัวเราได้อีกด้วย ระบบคันเร่งไฟฟ้า ไรดิ้งโหมดหรือโหมดการขับขี่ที่มีทั้งแบบ Road และ Track ระบบเบรก Cornering ABS หรือเบรก ABS ที่ใช้งานในโค้งได้ หน้าจอสี TFT ดิจิตอลที่เชื่อมต่อกับมือถือได้ เรียกว่าแน่นๆ กันเลย ซึ่งเราก็คาดว่ามันจะออกตามมาหลังจาก Aprilia RS 660 อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้คันที่เราเห็นเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่ก็มีแนวโน้มจะผลิตจริงสูงมาก เพียงแต่ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ ไปบ้าง ยังไงก็รอลุ้นกันดูครับ ส่วนราคาก็น่าจะถูกกว่า RS 660 อยู่พอสมควร ใครเป็นสาวกค่ายนี้กำเงินรอไว้ได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bobber TFC คืออีกขั้นของ Triumph Bobber ที่มีความพิเศษเหนือใคร ทั้งในเรื่องของความหายาก ความลิมิเต็ด ทั้งยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น เพื่อแฟนๆ นักบิดที่ชอบความคลาสสิคและไม่ละเลยในเรื่องของสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม หลังจากที่เปิดตัว Bobber ครั้งแรกเมื่อปี 2017 ก็ได้สร้างมิติความคลาสสิคใหม่ให้กับวงการและไบค์เกอร์ และครั้งนี้ Triumph ก็ตอกย้ำความเป็นเจ้ารถคลาสสิคด้วยการเปิดตัว Bobber TFC ซึ่งเป็นโมเดลรถในซี่รี่ส์ TFC รุ่นที่ 3 ที่ไทรอัมพ์เปิดตัวออกมา โดยโมเดล TFC นี้จะมาพร้อมของแต่งสุดพรีเมี่ยมไปอีกขั้น พร้อมประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิม รวมถึงแรงบิดสูงของเครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซี เฟรมที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมไปถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฉพาะรุ่น TFC ไฮไลท์ของ Bobber TFC มีจำนวนจำกัด 750 คันทั่วโลก มาพร้อมซีเรียลนัมเบอร์ไม่ซ้ำกัน ชุดส่งมอบพิเศษ เป็นหนังสือการตกแต่งสไตล์คัสตอมโดยเฉพาะ ผ้าคลุมรถ กระเป๋าเก็บเอกสาร และกระเป๋าเป้หนัง TFC สุดพรีเมี่ยม มีกำลังแรงมากขึ้น แรงขึ้น 10 ม้าและแรงบิดมากขึ้น 4 นิวตันเมตร รอบเครื่องสูงสุดมากขึ้น 500 รอบ น้ำหนักเบากว่า 5 กก. โช้คหน้าปรับแต่งได้เต็มระบบ Öhlins และระบบกันการสั่นสะเทือนหลังแบบปรับได้ ท่อ Arrow พร้อมฝาครอบปลายท่อคาร์บอน คาลิเปอร์เบรกคู่แบบโมโนบล็อก Brembo M50 ก้านเบรก Brembo MCS แบบเรเดียล โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Road, Rain และ Sport ไฟหน้า LED พร้อมไฟท้าย DRL ไฟท้าย LED แบบมัลติฟังก์ชั่น โดดเด่นตามสไตล์ Bobber พร้อมแฮนด์บังคับเฉพาะ เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ แผงคอก้ามปูตัวบนและล่างติดเพลตแสดงหมายเลขลำดับรถ เบาะนั่งหนังแท้ หน้าจอแสดงผลและเพลต TFC สุดโดดเด่น สีพิเศษเฉพาะรุ่น TFC เท่านั้น บังโคลนหน้าแบบสั้น เฟรมรถและสวิงอาร์มสีดำและล้อซี่อะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีดำ Specification Specifications เครื่องยนต์ สองสูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1200 ซีซี ระบบวาล์ว 8 วาล์วต่อสูบ แบบ SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 97.6 X 80.0 มม. อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกพร้อมระบบทอร์คแอสซิสต์ ยาว X กว้าง X สูง NA ขนาดยางหน้า 100/90 – R19 ขนาดยางหลัง 150/80 – R16 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Ohlins NIX 30 ขนาด 43 มม. ปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว Ohlins RSU แบบตั้งค่าพรีโหลดนีบาวด์ได้ เบรคหน้า ดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 มม.คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo M50 4 พ็อต และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 พ็อต และ ABS ระยะฐานล้อ NA ความสูงเบาะ NA น้ำหนักรถ NA ความจุถังน้ำมัน 9 ลิตร ราคา 869,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ

700CL-X โมเดิร์นคลาสสิคไบค์ โมเดลใหม่ล่าสุดจากทาง CFMOTO ที่ไปโชว์ตัวในงาน Eicma เมื่อปลายปีที่แล้ว จัดเป็นโมเดลเรโทรคันแรกจากค่ายนี้ เรียกว่าเปิดเซ็กเมนต์ใหม่กันเลยทีเดียว เดิมทีทาง CFMOTO นั้นมีรถสตรีทไบค์ตระกูล NK มีรถสไตล์เรซซิ่งในตระกูล SR ทัวริ่งในตระกูล GT และรถอเนกประสงค์ตระกูล MT ซึ่งก็ถือว่ามีหลากหลาย แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของไบค์เกอร์บางกลุ่มที่นิยมรถที่เน้นในเรื่องของแฟชั่น เน้นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์และความสวยงามเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดูจะตอบโจทย์คนกลุ่มหลังนี้ได้มากเลยล่ะครับ เพราะดูจากรูปแล้วก็หล่อเหลาเอาการไม่เบาเลยล่ะครับ จุดเด่นของ 700CL-X จุดเด่นหลักๆ ก็เป็นเรื่องของดีไซน์ที่มีความเรียบง่าย มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นจากงานฝีมืองานคราฟต์เพื่อให้มีกลิ่นอายของเรโทรแทรกเข้ามา เช่น ไฟหน้า เรือนไมล์และกระจกมองหลังที่เป็นทรงกลม โดยไฟหน้าเป็น LED ตามแบบสมัยใหม่พร้อมโลโก้ตัว X ที่เป็นตัวตนของโมเดลนี้ ส่วนไฟท้ายเป็นทรงตัว H ก็เป็น LED เช่นกัน ซึ่งระบบไฟยังเปิดปิดอัตโนมัติตามความสว่างของสภาพแวดล้อม ตัวรถเผยให้เห็นเฟรมที่ดูใหญ่ หนา ดุดัน ส่วนถังน้ำมันมีความเพรียวกระชับ และปิดท้ายด้วยเบาะนั่งสไตล์เรโทร ตัวรถออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเพื่อให้ขับขี่ได้ง่ายและสบาย โดยเฟรมของเจ้า CL-X คันนี้นั้นมีน้ำหนักเพียง 16.5 กก.และสวิงอาร์มหนักเพียง 6.7 กก. มีการปรับตำแหน่งการจัดวางท่านั่งขับขี่ให้ผ่อนคลายและสบาย ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน ยางติดรถที่ให้มาเป็น Pirelli ก็เด่นเรื่องการยึดเกาะ ระบบกันสะเทือนปรับแต่งได้ และเบรกที่มีสมรรถนะดี ให้ความมั่นใจเวลาขับขี่เดินทางในเส้นทางต่างๆ ได้มากขึ้น พร้อมระบบเบรก ABS เสริมความปลอดภัย คันเร่งไฟฟ้า ครูซคอนโทรล และอื่นๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังเอื้อให้มีการคัสตอมส่วนต่างๆ ได้ง่ายอีกด้วย เหมาะกับสายแต่งรถอย่างยิ่งครับ เครื่องยนต์ใหม่ เครื่องยนต์นั้นมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 692 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยใช้ประสบการณ์การผลิตกว่า 30 ปีในการพัฒนาเครื่องใหม่นี้ เด่นด้วยก้านสูบแบบแยก ลูกสูบแบบฟอร์จ และคันเร่งไฟฟ้า ทั้งยังมีการพัฒนาในส่วนของไอดีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้รถมีกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 73.75 แรงม้า และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตร จุดเด่นอื่นๆ ตัว CL-X นั้นยังมีลูกเล่นอื่นๆ อาทิ พอร์ต USB สำหรับชาร์จไฟใต้เบาะ มีระบบเซฟตี้ โดยรถจะสตาร์ทได้เมื่ออยู่ในเกียร์ว่างหรือกำคลัทช์และต้องเอาขาตั้งขึ้นแล้ว มีโหมด Limp Home ในกรณีที่ระบบควบคุมเครื่องยนต์เสียหาย โหมดนี้จะช่วยให้ขี่รถกลับบ้านในแบบความเร็วจำกัดได้ มีเซ็นเซอร์รถล้มแล้วจะดับเครื่องยนต์ มีครูซโหมดช่วยในการขับขี่ทางไกล และสามารถบำรุงดูแลรักษารถได้ง่าย จากการถอดชิ้นส่วนแฟริ่งได้ง่าย และเข้าถึงชิ้นส่วนต่างๆ อย่างกรองอากาศได้ง่าย ถ่ายน้ำมันเองได้ง่าย ทำได้เองไม่ยากครับ สุดท้ายนี้ CFMOTO เปิดโมเดลนี้มาใน 3 เวอร์ชั่นด้วยกันได้แก่ HERITAGE, ADVENTURE และ SPORT ซึ่งแต่ละโมเดลก็จะมีสไตล์แตกต่างกันออกไป ให้คุณได้เลือกให้ตรงกับสไตล์ของคุณมากที่สุด CFMOTO 700CL-X Specifications เครื่องยนต์ สองสูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 จังหวะ ปริมาตรกระบอกสูบ 692.2 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ แบบ DOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก NA อัตราส่วนการอัด NA ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัทช์ คลัทช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยาว X กว้าง X สูง 2,100 X 860 X 1,150 มม. ขนาดยางหน้า 110/80 – R18 ขนาดยางหลัง 180/55 – R17 ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คแบบหัวกลับ ปรับแดมปิ้งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยวแบบปรับแดมปิ้งได้ เบรคหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 มม. คาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ และ ABS เบรคหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 มม. และ ABS ระยะฐานล้อ 1,435

นวัตกรรม น่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ 5 อย่างนี้เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้เราๆ ไบค์เกอร์ได้ตามทันกระแสโลกครับ หมวกกันน็อกอัจฉริยะ ไม่ว่าคุณจะมีความรู้สึกอย่างไรกับหมวกกันน็อกอัจฉริยะหรือสมาร์ทเฮลเม็ต ตอนนี้เป็นยุคของพวกมันแล้ว และนักบิดบางคนก็ดูท่าจะชอบหมวกกันน็อกพวกนี้ซะด้วยสิ เพราะลูกเล่นของมันก็มีหลากหลายซะเหลือเกิน อาทิเช่น กล้องหน้า กล้องหลัง GPS เซ็นเซอร์ไจโรสโคป มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดความกดอากาศ มาตรวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล จอแสดงผลอัจฉริยะด้านหน้า HUD และระบบสื่อสารผ่านบลูทูธ เป็นต้น การแข่งขันช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เราจะได้เห็นผู้ผลิตหมวกกันน็อกแบรนด์ต่างๆ หรือแบรนด์ใหม่ๆ หันมาผลิตหรือเปิดตัวหมวกกันน็อกอัจฉริยะใหม่ๆ มากขึ้น และช่วยกันสร้างตลาดหมวกกันน็อกใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าไบค์เกอร์อย่างเราๆ ท่านๆ ย่อมได้ประโยชน์มากที่สุดครับ อุปกรณ์ที่จะโทรเบอร์ฉุกเฉินขอความช่วยเหลืออัตโนมัติ บางทีคุณอาจจะยังคิดว่าหมวกกันน็อกอัจฉริยะมันอาจจะยังเกินความจำเป็น หรือว่าไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้น แต่บางทีหากคุณรู้ว่าถ้าคุณประสบอุบัติเหตุแล้วคุณหมดสติหรือไม่สามารถที่จะโทรเรียกขอความช่วยเหลือได้ แล้วมีอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่ช่วยโทรขอความช่วยเหลืออัตโนมัติ คุณอาจจะรู้สึกอยากได้มันมาใช้บ้างก็ได้ ซึ่งตอนนี้เจ้า Apple Watch เองก็สามารถทำได้แล้ว แต่แน่นอนว่าคุณต้องมีเจ้า Apple Watch และใส่มันไว้ด้วย ถ้าคุณมีแล้วก็ชอบใช้มัน มันก็โอเค แต่คนส่วนมากคงไม่คิดจะออกไปซื้อมันแค่เพียงจะใช้ฟังก์ชั่นนี้เพียงอย่างเดียวใช่มั้ยล่ะครับ ส่วนมอเตอร์ไซค์เองก็มีทาง BMW Motorrad ที่เริ่มทำกับรถของพวกเขาแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ดีไม่น้อยเลย แม้ว่าที่เมืองไทยจะยังไม่มีบริการนี้ให้ใช้ก็ตาม แต่จะดีกว่ามั้ยที่เราจะมีอะไรช่วยเรานอกไปจากสิ่งที่เราพูดมาข้างต้น โชคดีที่มีนักเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์คนนึงที่ชนะรางวัลนวัตกรรมและวางแผนที่จะใช้เงินรางวัลนี้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปกับหมวกกันน็อก สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดคือไม่ใช่แค่ Ty Uehara ที่คิดเรื่องนี้เพียงคนเดียว แต่จริงๆ ยังมีนักประดิษฐ์อีกหลายคนที่คิดเหมือนเขาและพยายามทำแบบเดียวกันนี้ และนั่นเป็นสิ่งดีที่เทคโนโลยีจะมีให้ใช้กันอย่างแพร่หลายในอนาคตอย่างแน่นอน เทคโนโลยีจอแสดงผลอัจฉริยะบนแว่นตาจาก Bosch ถ้าคุณชอบเทคโนโลยีจอแสดงผลอัจฉริยะหรือ Head Up Display เทคโนโลยีนี้จาก Bosch ที่จะเปิดตัวในงาน CES 2020 ซึ่งมีชื่อว่า Light Drive จะเป็นอะไรที่ถูกจริตของคุณมากเลยล่ะครับ เทคโนโลยีนี้แค่เพียงใส่แว่นตาก็จะได้เห็นข้อมูลต่างๆ และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแว่นตาแบบไหนอีกด้วย ทว่าตอนนี้เรายังไม่ทราบข้อมูลและราคา แต่การมีเทคโนโลยีนี้แยกออกมาจากหมวกกันน็อกอัจฉริยะก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการที่มันถูกจำกัดอยู่ที่หมวกกันน็อกนั้น การที่เราเปลี่ยนไปใช้ใบอื่นเราก็จะเสียประโยชน์ตรงนี้ไป ผิดกับแว่นตาที่สามารถนำไปใช้ร่วมกับหมวกกันน็อกใบอื่นได้สะดวกกว่า แต่ถ้าเกิดว่าเจ้า Bosch Light Drive เกิดแพงมากๆ ขึ้นมา บางทีมันอาจจะทำให้พวกเรานักบิดอาจจะต้องหันไปมองทางเลือกอื่น หรือลืมเลือนมันไป แต่อย่างที่บอกเรายังไม่มีข้อมูลของมันในตอนนี้ ดังนั้นเรามารอลุ้นกันอีกจนกว่าจะถึงงาน CES 2020 กันเถอะครับ ชุดแอร์แบ็ก จริงๆ แล้วเรื่องของแอร์แบ็กก็ไม่ได้เป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากนัก เนื่องจากก็มีมาหลายปีแล้ว เพียงแต่อย่างที่เคยบอกไปข้างต้นว่า การแข่งขันทำให้เกิดการพัฒนา และในตอนนี้ยังมีผู้ผลิตไรดิ้งเกียร์เพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่ใส่เทคโนโลยีแอร์แบ็กเข้ามาในชุดของพวกเขา แต่ตอนนี้ก็นับเป็นข่าวดีที่หลายๆ ค่ายต่างเริ่มหันมาสนใจนวัตกรรมนี้กันมากขึ้น อาทิ เช่น แบรนด์ฝรั่งเศสอย่าง Furygan ที่เริ่มจับมือกับ In&Motion เพื่อสร้างชุดที่ติดตั้งระบบแอร์แบ็กเข้าไป แน่นอนว่าเป็นอะไรที่ดีกับเรามากๆ ที่ไม่ใช่จะต้องคอยเพียงแค่แบรนด์หรือสองแบรนด์ที่มีเจ้าเทคโนโลยีนี้เท่านั้น ถ้าเกิดคุณเป็นคนที่ชอบดูการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับนานาชาติ หรือเคยดูคลิปเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์จากที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะ facebook หรือ YouTube คุณน่าจะรู้สึกได้ว่ามีไรดิ้งเกียร์มากมายหลากหลายแบรนด์เหลือเกิน และ Furygan ก็เป็นแบรนด์นึงที่เป็นที่นิยมมากนานแล้ว แม้ในไทยจะยังไม่บูมมากๆ ก็ตาม แต่ก็น่าดีใจที่เขาหันมาสนใจเรื่องนี้ และถ้าแบรนด์อื่นๆ สนใจเพิ่มด้วยจะยิ่งดีมากๆ ครับ นวัตกรรมความปลอดภัยที่ทัดเทียมกันในเพศหญิง แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องมอเตอร์ไซค์ ก็จะพบว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ชายซะเป็นส่วนมาก ดังนั้นไรดิ้งเกียร์ส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาเพื่อผู้ชายซะเป็นส่วนมาก แม้ว่าหมวกกันน็อกมันจะไม่เลือกเพศแต่เลือกหัว แต่ชุดไรดิ้งเกียร์นั้นจำเป็นจะต้องแบ่งแยกเพศ เพราะสรีระเพศชายและเพศหญิงนั้นแตกต่างกัน และชุดตัวท็อปๆ เทพๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความปลอดภัย อย่างเจ้าชุดแอร์แบ็ก ก็มักจะมีแต่ในชุดของผู้ชาย แต่จริงๆ แล้ว ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นที่เป็นไบค์เกอร์ ยังมีไบค์เกอร์หญิงสาวอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แม้จะยังไม่มีมากเท่าผู้ชาย แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่หลายๆ ค่ายผู้ผลิตเริ่มหันมาจับตามอง และล่าสุดแบรนด์ดังๆ อย่าง Dainese ที่มีเทคโนโลยี D-Air หรือแอร์แบ็กเนี่ยก็เล็งเห็นจุดนี้และเริ่มที่จะนำนวัตกรรมนี้ใส่ให้กับชุดสูทของไบค์เกอร์หญิงแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีมากๆ ครับ อย่างไรก็ตามบ้านเราก็น่าจะต้องเวลาอีกพอสมควรนะครับกว่านวัตกรรมต่างๆ จะมาให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย บางนวัตกรรมจากบานแบรนด์อาจจะมาแล้ว แต่ราคาก็อาจจะเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้มันไม่แพร่หลาย ไม่เป็นที่นิยม แต่ผมเองเชื่อว่าอนาคตนวัตกรรมเหล่านี้จะถูกลงจากผลของการแข่งขันและพัฒนา และสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะกลายเป็นฟีเจอร์พื้นฐานของไรดิ้งเกียร์หรืออุปกรณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าเป็น นวัตกรรม เพื่อความปลอดภัย มีเงินหน่อยก็ซื้อเถอะครับ มันเซฟเงินเราได้เยอะกว่ามากแน่ๆ ถ้าสมมติว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นมา อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Hayabusa หรือ Suzuki GSX-R1300R เป็นสปอร์ตไบค์ที่มีอายุอานามมากถึง 20 ปีแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นสปอร์ตไบค์ที่หลายๆ คนชอบหรือหลงรักมัน แต่มันเป็นเพราะอะไรกันนะ ทำไมมันถึงได้ครองใจไบค์เกอร์มาได้อย่างยาวนานกว่า 20 ปี ก่อนอื่นๆ ใครก็น่าจะรู้กับเรื่องของท็อปสปีดของเจ้า Hayabusa คันนี้กันดีว่าแรงทะลุ 300 กม./ชม.และมีการอัพเดตที่สำคัญจริงๆ แค่เพียงครั้งเดียวนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999 20 ปีนับเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน โดยเฉพาะกับในวงการมอเตอร์ไซค์ เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของวงการนี้อย่างต่อเนื่องและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกคิดค้นขึ้นมากมาย แต่เจ้า Suzuki GSX-R1300R ก็ยังคงผลิตและขายอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ปกติเอาซะเลย สหรัฐอเมริกาคือประเทศนึงในไม่กี่ประเทศที่ยังคงขายเจ้า Hayabusa อยู่ ประเทศอื่นๆ ที่ยังขายอยู่ก็จะมีไทย แอฟริกาใต้ ชิลี ออสเตลเลีย แคนาดาและซาอุดิอาระเบีย ทวีปยุโรป อเมริกาใต้และเอเชียแผ่นดินใหญ่นั้นไม่มีเจ้าฮายาฯ ขายแล้วเนื่องจากการมีกฎหมายเรื่องไอเสียที่เคร่งครัด ทำให้ไม่อาจจะจำหน่ายมันได้อีก มันเปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 เป็นช่วงเวลาที่ผิดแปลกสำหรับวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลก เงื่อนไขเกี่ยวกับซูเปอร์ไบค์กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง โดยในปีก่อนหน้าเราได้เห็นการเปิดตัวของรถที่จะมาจำกัดนิยามใหม่ให้กับรถในคลาสนี้อย่าง Yamaha YZF-R1 มันควรจะเป็น 6 ปีก่อนที่ซูเปอร์ไบค์จะขยับปรับเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 750 ซีซีไปเป็น 1000 ซีซี สงครามช่วงชิงการเป็นเจ้าแห่งความเร็ว สงครามแห่งท็อปสปีด “ของข้าใหญ่กว่าของเอ็ง” เกิดขึ้น เป็นการแข่งขันกันระหว่างค่ายรถญี่ปุ่นในช่วงปี 1996 ในตอนที่ Honda เปิดตัว ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,137 ซีซี โดยมีคู่แข่งคือ Kawasaki ZZ-R1100 ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,052 ซีซี และเจ้า Blackbird ก็ทำให้ท็อปสปีดสูงสุดของมอเตอร์ไซค์เขยิบไปเกือบๆ 288 กม./ชม. และ Suzuki เองก็อยากมีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ และ Suzuki ก็ทำได้ดีซะด้วย แผนกการตลาดของ Suzuki เลือกใช้ชื่อ Hayabusa ที่เป็นชื่อของนกที่บินได้เร็วที่สุด มันคือชื่อของเหยี่ยวเพเรกรินญี่ปุ่น ที่สามารถบินได้เร็วสูงสุดถึง 384 กม./ชม. แล้วที่สำคัญคือมันล่านกแบล็กเบิร์ดญี่ปุ่นเป็นอาหารอีกด้วย เรียกว่าข่ม Honda กันชัดๆ และความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.ก็กลายเป็นไพ่ตายของ Suzuki แน่นอนว่าทาง Honda และ Kawasaki ย่อมไม่ยอม ทว่าสงครามครั้งนี้กลับสิ้นสุดลงก่อนที่จะเริ่มต้นจริงจังซะด้วยซ้ำ เนื่องจาก 1 ปีให้หลัง ค่ายรถญี่ปุ่นกลับหันมาจับมือกันไม่ทำรถโปรดักชั่นหรือรถขายจริงที่มีความเร็วเกินกว่า 300 กม./ชม. แต่กระนั้นก็ตาม Kawasaki ก็ยังเปิดตัว ZX-12R ในปีต่อมาพร้อมกับเคลมว่ามีความเร็วสูงสุดที่ 301 กม./ชม.แบบแสบๆ คันๆ แม้ชื่อเสียงเรียงนามว่าจ้าวแห่งความเร็วของ Suzuki Hayabusa จะถูกปิดผนึกไปแล้ว แต่ทาง Kawasaki ก็ยังเข็นเอา ZX-14R ออกมาในปี 2006 เพื่อหวังจะปิดบัญชีแค้นครั้งนี้ ทว่าโลกกลับหันความสนใจไปในด้านอื่นแล้ว เจ้าเหยี่ยวเพเรกรินคันนี้ได้รับการอัพเดทครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวตลอดอายุ 20 ปีของมัน เป็นปี 2008 ที่มีการเพิ่มความจุของเครื่องยนต์ให้กลายเป็น 1,340 ซีซี พร้อมกับแฟริ่งใหม่ที่ลื่นไหลกว่าเดิม (แต่ยังเป็นเอกลักษณ์ให้จดจำเหมือนอย่างที่ผ่านมา) ต่อมาในปี 2013 ถึงจะมีระบบเบรค ABS และคาลิเปอร์เบรคใหม่ และมีสีสันใหม่ๆ เท่านั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ว่ามันจะขาดสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครูซคอนโทรล อุ่นมือ และฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยอย่างแทร็คชั่นคอนโทรล ระบบกันล้อลอย และทุกวันนี้รถหลายๆ คันก็ทำความเร็วแตะ 300 กม./ชม.ได้ไม่ยากเย็น แต่ Hayabusa ในวันนี้ก็ยังเป็นรถที่ดีเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา การอัพเดตในปี 2008 ทำให้มันยังคงเป็นรถที่ยังคงขายได้ในทุกวันนี้ Hayabusa ยังคงครองพื้นที่ในใจของชาวไบค์เกอร์ เปรียบเสมือนตำนานที่ยังมีชีวิตของคนสองล้อ แต่ใครจะไปรู้โมเดลที่คุณเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้อาจจะกลายเป็นอดีตก็ได้ Suzuki อาจจะสร้างตำนานบทใหม่ให้กับมันก็ได้ เหมือนอย่างที่ Suzuki ทำกับ Katana ก็เป็นได้นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki 1 Day Trip @ Bangsaen เปิดทริปส่งท้ายปี เปิดคันเร่งปะทะคลื่น วันเดย์ทริป เช็คอิน บางแสน เป็นการรวมตัวกันอีกครั้ง ในกิจกรรมวันเดย์ทริปส่งท้ายปี 2019 สำหรับชาว ซูซูกิ โดยเฉพาะ ด้วยรถจักรยานยนต์ซูซูกิ ทั้งรถบิ๊กไบค์และรถเล็ก ทริปนี้มีรถเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 60 คัน ที่จะได้ร่วมเดินทางกันไปในทริปสั้นๆ เพื่อร่วมพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลบางแสน โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้มีการรวมตัวกัน ในเช้าวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 บริเวณ หน้าโชว์รูม Suzuki World ช่วงเช้าทุกท่านพร้อมลงทะเบียนและรับเสื้อแจ็คเก็ตสุดเท่ และเติมพลังแบบเบาๆ ด้วยชุดอาหารเช้ากันก่อนออกเดินทาง โดยจุดหมายปลายทางทริปนี้อยู่ที่บางแสน เพื่อไปสูดอากาศสดชื่นริมทะเลพร้อมดื่มกาแฟยามบ่ายกันที่ร้าน Sea Salt ชลบุรี เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เริ่มเคลื่อนขบวนกันทันที โดย มร.ชินจิ ฮะสึอิ President บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้ให้เกียรติตีธงปล่อยขบวน และยังได้ร่วมขบวนไปในทริปนี้ ด้วยการขับขี่ ซูซูกิ GSX-S150 พร้อมการตกแต่งแบบเต็มคัน การขับขี่ในทริปนี้เป็นไปในรูปแบบขบวน และเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสมาชิกในขบวนและผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป จุดหมายแรกอยู่ที่ร้านอาหารแก้วมณี จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเติมพลังอาหารมื้อกลางวันสุดพิเศษ สำหรับชาว ซูซูกิ โดยเฉพาะ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สะพานชลมารควิถี สะพานเลียบชายทะเลชลบุรี ถอดตัวยาวตลอดริมฝั่งป่าชายเลน สมาชิกขี่รถรับลมกันแบบสบายๆ ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ร้าน Sea Salt ชลบุรี เป็นจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ ที่นี่ทุกคนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศ ผ่อนคลายสบายๆ พอที่จะทำให้หายเหนื่อยจากงานในชีวิตประวันจำกันได้ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับอาหารว่างทั้งขนม ผลไม้ และกาแฟกันแบบสุดชิลด์ ริมทะเล ก่อนที่จะได้ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันอีกครั้งที่สะพานกลางทะเล พร้อมกับได้สัมผัสกับบรรยากาศลมโชยเป็นการส่งท้ายของทริป Suzuki 1 Day Trip @ Bangsaen สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.thaisuzuki.co.thและwww.facebook.com/SuzukiSociety #ThaiSuzukiMotor #SuzukiSociety #SuzukiWorldBigbike อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก