SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ค่ายใบพัดเผยทัพนักแข่ง WorldSBK 2024

ค่ายใบพัดเผยทัพนักแข่ง WorldSBK 2024 ทั้ง 2 ทีมแล้ว ล่าสุด ค่ายใบพัดเผยทัพนักแข่ง หรือไลน์อัพนักแข่ง WorldSBK 2024 ทั้งสองทีมแล้ว ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการสู้ศึกได้ดีขึ้นรวมไปถึงช่วยให้โปรเจ็กต์โดยรวมดีขึ้นอีกด้วย โดยทีมแรกจะเป็น Bonovo action BMW Racing Team ซึ่งจะมีนักแข่งมากทักษะและประสบการณ์อย่าง Scott Redding นักแข่งชาวอังกฤษที่แข่งให้กับทีมโรงงานมาตั้งแต่ปี 2022 และจะแข่งต่อไปเคียงคู่กับ Garrett Gerloff นักแข่งชาวอเมริกา ขณะที่อีกทีมอย่าง ROKit BMW Motorrad WorldSBK จะมีนักแข่งที่เพิ่งเซ็นสัญญากับเราใหม่ ๆ อย่าง Toprak Razgatlioglu นักแข่งชาวตุรกี และ Michael van der Mark นักแข่งชาวดัตช์ ที่แข่งให้กับทางทีมโรงงานมาตั้งแต่ปี 2021 เป็นทีมเมต ซึ่งทั้งสองทีมจะได้รับการซัพพอร์ตอะไหล่และซัพพอร์ตทางเทคนิคจากทาง BMW Motorrad Motorsport เท่ากัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียมกันทุกคน ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Multistrada V4S Grand Tour

Multistrada V4S Grand Tour ตัวสุดสายทัวริ่งจาก Ducati เปิดตัวแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้แต่ในปี 2023 นี้จัดเป็นปีที่เจ้ามัลติสตราดารุ่นแรกมีอายุครบ 20 ปีแล้ว และด้วยโอกาสนี้เองค่ายแดง Ducati จึงได้เปิดตัวโมเดลระดับเรือธงสายทัวริ่งอย่าง Multistrada V4S Grandtour ตัวสุดตัวจบของทัวริ่งไบค์ของทางค่าย ที่โดดเด่นเรื่องความสะดวกสบายและความปลอดภัยในระดับแนวหน้าของคลาสเลยครับ สำหรับโมเดลนี้นั้นจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น V4S ของมัลติสตราดานั่นเอง แล้วมาปรับเพิ่มเติมเสริมออปชันต่าง ๆ เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์การเดินทางไกลที่มากยิ่งขึ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของตัวเลขสมรรถนะ ตัวรถภายนอกจะมาพร้อมเฉดสีและกราฟิกเฉพาะรุ่น เส้นสายกราฟิกออกแบบมาให้ดูหรูหราปราณีต เบสหลักเป็นสีดำและสีเทา แต่งแต้มด้วยลายเส้นสีแดงและซับเฟรมสีแดง พร้อมคาดลวดลายสื่อถึงความเป็นอิตาลีไว้บาง ๆ ขุมพลังจะเป็นเครื่อง V4 Granturismo ขนาด 1158 ซีซีให้กำลัง 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิด 125 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ ที่ทางค่ายเคลมมาว่าให้กำลังได้สมูทและต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว แต่ก็ไม่ได้มีการอัปเดตเพิ่มเติมในส่วนนี้ ขณะที่แชสซีก็เช่นกัน โดยจะมีโช้คปรับไฟฟ้า Ducati Skyhook Suspension จากทาง Marzocchi ปรับแต่งได้เต็มระบบพร้อมระบบ Auto-levelling ปรับความสูงเบาะอัตโนมัติตามที่ได้เซ็ตเอาไว้ ระบบ Minimum Preload ช่วยลดความสูงของรถให้ขึ้นคร่อมได้ง่ายขึ้น และระบบ Easy Lift ช่วยให้เอาขาตั้งขึ้นได้ง่าย โดยทั้งหมดนี้จะควบคุมค่าต่าง ๆ ของโช้คเพื่อให้สามารถขับขี่ได้ง่ายและอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ขณะที่ระบบเบรกจะเป็น Brembo เต็มระบบ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.  คาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 265 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 2 ลูกสูบ ส่วนล้อและยางจะเป็นล้ออัลลอยพร้อมยาง Pirelli Scorpion Trail II 120/70-19” และ 170/60-17” จัดเต็มมาก ๆ ในส่วนของช่วงล่าง ทีนี้มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง จัดเต็มสุด ๆ เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดยที่เด่น ๆ ก็จะเป็นอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรลและระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกับเรดาห์ ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยางอัตโนมัติ มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ช่วยประมวลผลส่งข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกับ Conering ABS ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบไฟส่องสว่างในโค้ง ระบบช่วยรักษาเสถียรภาพบนทางลาดชัน  ยังมีหน้าจอสี TFT พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ และใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ทโฟนได้เมื่อใช้งานร่วมกับบลูทูธเฮดเซ็ต รวมถึงระบบอุ่นมือ อุ่นเบาะทั้งคนขี่และคนซ้อนเพื่อให้ขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์และฝาถังแบบเปิดได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เพื่อความสะดวกสบายไปอีกขั้น อ่อเกือบลืมไปยังมีเรื่องที่ไม่ใช่เทคโนโลยีแต่ก็เป็นจุดเด่นคือส่วนของกล่องข้างที่มีความจุรวมกว่า 60 ลิตร คนของสบาย ตลอดไปจนถึงมีการติดตั้งส่วนป้องกันความร้อนเพิ่มอีกหลายจุดเพิ่มความสบายให้กับผู้ขับขี่และคนซ้อนด้วยครับ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้น Multistrada V4S Grand Tour ราคาอยู่ที่ 27590 ยูโร แพงกว่าโมเดล S อยู่ที่ 3600 ยูโร ซึ่งถ้าคิดเปรียบเทียบกับราคาไทยที่โมเดล S นั้นอยู่ที่ 1.289 ล้านบาทนั้น โมเดลใหม่แกรนด์ทัวร์นี้ราคาน่าจะอยู่ที่ราว ๆ 1.5 ล้านบาทโดยประมาณครับ ซึ่งก็บอกเลยว่าราคาเอาเรื่อง แต่ถ้าเทียบกับอ็อปชันที่เพิ่มเข้ามานั้นบอกเลยว่าสายทัวริ่งรุ่นใหญ่พร้อมจบแน่ครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kove 321F Cafe หล่อ เฉียบคม ทรงวินเทจ

Kove 321F Cafe หล่อ เฉียบคม ทรงวินเทจ  เผยโฉมให้เห็นกันทั่วโลก โดยค่ายรถจักรยานยนต์ KoveMoto ทำการเปิดตัวโมเดลสายนีโอคาเฟ่อย่าง Kove 321F Cafe มาพร้อมปรับแต่งโฉมสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบสไตล์วินเทจ ให้ได้จับจองแล้วในประเทศจีน สำหรับโมเดลรุ่นนี้มีการออกแบบดีไซน์ กับแฟริ่งสีเงาออกแบบมาในสไตล์เรโทร เส้นลายกราฟิกแนวเรียบ พร้อมนัมเบอร์ 321 ไว้ที่แฟริ่งด้านข้าง ถังน้ำมันทรงหยดน้ำปาดเว้าด้านข้างเพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ รวมไปถึง เบาะหนังตอนเดียวเย็บตะเข็บเป็นแนวระนาบดูสวยงาม ซึ่งทำให้นึกถึงการออกแบบของค่ายรถ Husqvarna และโมเดล Honda Hawk11 ซึ่งเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ก็มีอย่างอื่นที่แตกต่างกันไปพอเป็นจุดสังเกตได้บ้าง   ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานตัวเดียวกันกับรุ่น Cobra 321R และ 321RR ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ (ดูเหมือนออกแบบโดยยามาฮ่า) และเคลมกำลังแรงม้าที่ 41.5 แรงม้า ที่ 10,500 รอบ พร้อมแรงบิด 29.6 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ และมาพร้อมกับน้ำหนักตัวที่ 153 กก. (รวมของเหลว) โดยท็อปสปีดของโมเดลรุ่นนี้ ทางโรงงานแย้มมาว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 170 กม./ชม.ในเกียร์หกเลยทีเดียว ต่อด้วยระบบช่วงล่าง กับโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 41 มม. โช้คเดี่ยวด้านขนาด หลังทำงานร่วมกับสวิงอาร์มแขนเดี่ยว ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้าขนาด 320 มม.ปั๊ม 4 พอท และดิสก์เบรกหลังขนาด 240 มม. ปั๊ม 2 พอท ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว และยางขนาด 110/70 และ 150/60 และระยะฐานล้อที่ 1,390 มม. ซึ่งดูสมส่วนในรถสไตล์คาเฟ่ไซส์กลางอีกด้วย สำหรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มีมาให้ทั้งหน้าจอสี TFT และระบบไฟ LED ดีไซน์แบบเรโทรคลาสสิกรอบคัน ระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel โดยโมเดลรุ่นนี้ตั้งราคาไว้ที่ 24,300 หยวน หรือตีเป็นเงินไทยราว ๆ 1.2 แสนบาท ส่วนจะเข้าไทยหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

WR450F

WR450F อีกระดับของความแรงและความคล่องตัว WR450F 2024 เอ็นดูโร่ไบค์คันล่าสุดจาก Yamaha เปิดตัวแล้ว พร้อมคำบอกสรรพคุณคร่าว ๆ ไม่ยาวมากว่า เบาสุด เพรียวสุด และเร็วสุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยมีพื้นฐานใกล้เคียงกับ YZ450F รถแข่งโมโตครอสของทีมโรงงานที่เคยชนะในศึก MXGP และ AMA Supercross ในเรื่องของสไตล์นั้น ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ตัวรถมีความกระชับแบบสุด ๆ ด้วยตัวบอดี้แบบเดียวกับ YZ450F ซึ่งพิสูจน์ด้วยเวทีการแข่งขันระดับโลกมาแล้วว่ามีความคล่องตัวสูง โดยจะตัวรถจะแคบลง 50 ม.ม. โดยเฉพาะช่วงกลางตัวรถ เมื่อบวกกับเบาะนั่งแบบราบแล้วจะช่วยให้ควบคุมคอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ยังมีการปรับบังโคลนหน้าใหม่ให้ป้อนอากาศเข้าสู่แผงรังผึ้งหม้อน้ำได้ดีขึ้น บังโคลนท้ายเองก็มีการปรับใหม่ช่วยให้จับรถได้ถนัดขึ้น ขุมพลังใหม่แรงและเบาขึ้น โดยใช้ขุมพลังที่พัฒนาจากเครื่องของ YZ450F ใช้เทคโนโลยีฝาสูบแบบรีเวิร์สช่วยให้ได้กำลังมากขึ้น จากการที่ฝั่งไอดีมีการออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีแอร์บ็อกซ์ที่ดึงอากาศจากด้านท้ายของตัวรถโดยอาศัยท่อในกาบแฟริ่งด้านข้าง เฟรมและถังน้ำมัน ที่ออกแบบมาใหม่ ส่งอากาศเข้าห้องเผาไหม้โดยตรงด้วยวาล์วไทเทเนียมที่ใหญ่ขึ้นเป็น 39 ม.ม. นอกจากนี้ยังมีการออกแบบปลายท่อสั้นใหม่ที่ช่วยให้ศูนย์ถ่วงรถโดยรวมดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้คล่องตัวขึ้นด้วย ตัวเครื่องยังเบาและมีขนาดเล็กลงกว่าโมเดลเก่า ซึ่งเบาจากการใช้ลูกสูบฟอร์จ บอดี้กระบอกสูบน้ำหนักเบา รวมถึงใช้โซ่ราวลิ้นใหม่ที่ออกแบบมารองรับสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้น มีการปรับปรุง ECU เพื่อให้มีการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมตรงรุ่น เพื่อให้ได้กำลังที่เอาอยู่ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ พร้อม ๆ กับแรงบิดที่หนักแน่นแต่สมู้ทและเนียน โดยที่ไม่ทิ้งสมรรถนะในรอบกลางและปลายใช้สปริงคลัตช์ใหม่พร้อมแผ่นคลัตช์ 8 แผ่นของตรงรุ่นเพื่อให้มือคลัตช์เบาและจับฟีลได้ดีขึ้น ระบบส่งกำลังปรับปรุงใหม่ให้มีความทนทานและน้ำหนักเบา ขณะที่อัตราทดแต่ละเกียร์ก็กว้างช่วยให้ขับขี่ได้ดีทุกสภาพเส้นทาง ในส่วนของแชสซีเองก็ปรับใหม่เดินตามรอบ YZ450F เช่นกัน โดยจุดสำคัญคือย้ายตำแหน่งคอท่อให้ต่ำลง 15 ม.ม. บวกกับรางถังน้ำมันปรับปรุงใหม่ให้กับเข้าท้ายรถทรงตัวยูทำให้เฟรมใหม่ที่ได้มีศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้ขับขี่ได้ดีขึ้น แต่โดยรวม ๆ แล้วยังต่างกันโดยเน้นให้เฟรมยืดหยุ่นได้มากกว่าช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ลดอาการเหนื่อยล้าสะสมและตอบสนองได้ดี ต่อกันที่ระบบกันสะเทือนมีการเลือกใช้โช้คจาก KYB ที่ท็อปสุดในคลาสแบบปรับเซ็ตได้เต็มระบบ แต่ปรับให้มีระยะยุบน้อยลง 10 ม.ม. เพื่อให้ความสูงเบาะนั้นต่ำลง ศูนย์ถ่วงเองก็ต่ำลง ช่วยให้ควบคุมรถได้ดี โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ พร้อมกันนี้ได้ปรับพักเท้าให้ต่ำลงด้วย 10 ม.ม.ช่วยให้ได้ระยะท่านั่งใหม่ที่ดีเป็นธรรมชาติช่วยให้ได้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดี สุดท้ายเรื่องของเทคโนโลยียามาฮ่ายังได้ใส่ระบบจูนผ่านแอ็พพลิเคชันมาให้ WR450F อีกด้วย โดยตัวแอ็พฯ จะมีฟีเจอร์อย่าง Quick Tuning มาให้ ช่วยให้ผู้ขับขี่เลือกปรับเซ็ตติ้งเครื่องยนต์จากสมู้ท ๆ ไปเป็นดุดันได้เพียงแค่แตะสกรอล์บาร์บนสมาร์ทโฟนได้ง่าย ๆ ช่วยให้เลือกกำลังรถที่แมตช์กับทักษะหรือความชอบของตัวเองได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจับเวลาแล็ปให้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ เลย ซึ่งยะงสามารถใช้ปรับแต่งเรื่องการจ่ายน้ำมันหรือจังหวะการจุดระเบิดได้อีกด้วยนะ อีกเทคโนโลยีที่ปรับปรุงมาใหม่คือระบบแทร็คชันคอนโทรลที่สามารถปรับได้ 2 ระดับและเปิดปิดได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเลยล่ะครับ โดยสามารถเลือกใช้งานผ่านสวิตช์มัลติฟังก์ชันที่ประกับแฮนด์ได้สะดวกเลยล่ะครับ ที่สำคัญคือไม่ต้องจอดรถอีกด้วย ปิดท้ายคือโมเดลนี้มีการปรับให้เหมาะกับการขับขี่แบบเอ็นดูโร่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ยางเอ็นดูโร่ ระบบไฟส่องสว่าง หน้าปัดเรือนไมล์ ขาตั้งข้าง พัดลมหม้อน้ำ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 7.4 ลิตร การ์ดเครื่องและปลายท่อแบบเอ็นดูโร่ เรียกว่าพร้อมให้คุณลุยเข้าป่าได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะครับ แต่พูดมาถึงตรงนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่ายามาฮ่าประเทศไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายกันหรือไม่นั่นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT Replica สกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ ลายแข่ง MotoGP

Aprilia SR GT Replica สกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ ลายแข่ง MotoGP ล่าสุดทางค่ายสามตา ประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษกับ  Aprilia SR GT Replica Edition โดยครั้งนี้มาพร้อมด้วยเส้นลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่งทีมโรงงานใน MotoGP ที่มีมาให้เลือกทั้งรุ่น 125 และรุ่น 200 ซีซี  สำหรับลวดลายกราฟิกนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการดีไซน์ของ Noale Team ด้วยไฮไลท์สุดพิเศษกับชุดสีดำด้าน ตัดกับลายกราฟิกสีแดงและสีม่วงแนวทแยงมุม 45 องศา รวมไปถึงแถบสีแดงที่ขอบล้อหน้าเพิ่มลุคความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น  และยิ่งไปกว่านั้น ยังใส่ลวดลายกราฟิก Aprilia สีขาว ไว้ที่คอนโซลกลางตัวรถ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ม้าศึกโปรโตไทป์ขุมพลัง V4 ที่พึ่งชนะการแข่งขัน MotoGP ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา โดยนักบิดพ่อลูกอ่อนอย่าง Aleix Espargaro โดยเจ้าสกู๊ตเตอร์ SR GT นั้นถูกเผยโฉมครั้งแรกที่งาน EICMA เมื่อปี 2021 และประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มพิอาจิโอ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ Aprilia และแบรนด์สกู๊ตเตอร์คลาสิกที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Vespa แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์แบรนด์อาพริเลียนั้น ให้คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และเห็นได้ชัดจากเจ้า SR GT รุ่นนี้ ทั้งสไตล์ตัวรถ ระยะแฮนด์ และยางใหม่ขนาดกว้าง ที่พร้อมลุยอุปสรรคได้ทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ  ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานเดียวกันกับรุ่นสแตนดาร์ด กับเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ แถมผ่าน Euro5 โดยรุ่น 125 ซีซี มาพร้อมกับกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขณะที่รุ่น 200 ซีซี มาพร้อมแรงม้าที่ 17.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ  พร้อมระบบช่วงล่างที่ติดมาเดิม ๆ จากโรงงานด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิกจาก Showa ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า 260 มม. ดิสก์เบรกหลัง 220 มม. ล้อหน้า 14 นิ้วและล้อหลัง 13 นิ้ว ยางหน้า 110/80 ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน พร้อมด้วยฟังก์ชันในตัวรถทั้งระบบไฟ LED ระบบเบรก ABS ล้อหน้า หน้าจอ Full Digital และระบบเครื่องยนต์อัตโนมัติหรือ Start&Stop System  สำหรับโมเดลอิดิชันรุ่นนี้ พร้อมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยราคาค่าตัวรุ่น SR GT 125 อยู่ที่ 4,449 ยูโร หรือราว ๆ เกือบ 1.7 แสนบาท ส่วนรุ่น SR GT 200 เปิดราคาที่ 4,749 ยูโร หรือ 1.81 แสนบาท อย่างไรก็ดี ก็แอบคาดหวังว่าทางค่ายจะใจดี นำโมเดลรุ่นพิเศษเข้ามาขายในบ้านเรา ก็คงจะดีไม่น้อย แต่มีรุ่นแสตนดาร์ดขายนะครับ รับชม รีวิว Aprilia SR GT 200  รับชม สเปค Aprilia SR GT 200 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สองนักแข่ง Honda

สองนักแข่ง Honda บิด CRF450R คว้าโพเดียมคู่ MXGP ที่อิตาลี สองนักแข่ง Honda Tim Gajser หมายเลข 243 และ Tim Fernandez หมายเลข 70 ร้อนแรงต่อเนื่องในการแข่งขัน MXGP หลังการคว้าชัยชนะในสนามที่ 17 ที่ประเทศตุรกี ล่าสุดการแข่งขันสนามที่ 18 ที่ประเทศอิตาลี (Maggiora, Italy) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บิดยอดรถแข่งทางฝุ่น Honda CRF450R คว้าโพเดียมได้ทั้ง 2 คน  Race1 การแข่งขันดวลกัน 2 เรซ โดยเรซแรกสภาพสนามนั้นสร้างความยากลำบากอย่างมากจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้า รูเบน เฟอร์นานเดซ ต่อสู้ไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่จะจบการแข่งขันในอันดับที่ 5 ทางด้านของ ทิม ไกจ์เซอร์ น่าเสียดายที่พลาดล้มในช่วงต้น ก่อนที่จะยกรถแข่งกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง ไล่แซงคู่แข่งจากอันดับที่ 20 จนกระทั่งจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 ได้สำเร็จ Race2 การแข่งขันเรซที่ 2 เป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งของ 2 นักบิดฮอนด้าและยอดรถแข่ง Honda CRF450R ทิม ไกจ์เซอร์ บดกับคู่แข่งระดับท็อปได้อย่างดุเดือด คว้าอันดับที่ 2 บนโพเดียมแบบห่างจากชัยชนะแบบเฉียดฉิวเท่านั้น ขณะที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ คัมแบ็กกลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้งในอันดับที่ 3 ของการแข่งขัน การแข่งขันสนามนี้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการคว้าผลการแข่งขันที่ดีของสองนักบิดฮอนด้า หลังจากที่ รูเบน เฟอร์นานเดซ กลับมาสู่โพเดียมได้อีกครั้ง และ ทิม ไกจ์เซอร์ เริ่มที่จะกลับมาสู่ฟอร์มอันแข็งแกร่งแล้วหลังจากที่ผ่านการบาดเจ็บอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล ขณะที่โปรแกรมการแข่งขัน MXGP สนาม 19 จะไปแข่งขันกันที่สหราชอาณาจักร (Matterley Basin, United Kingdom) ในระหว่างวันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 นี้ อย่าลืมติดตามเชียร์กันได้สำหรับแฟน ๆ ค่ายปีกนก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

NMAX Connected 2023

NMAX Connected 2023 เปิดตัวแล้ว พร้อมเฉดสีใหม่ 3 เฉดสี ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เดินหน้าเต็มแม็กซ์! ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกตัวจริงของเมืองไทย ส่ง Yamaha NMAX Connected 2023 สกู๊ตเตอร์ออโตเมติกพรีเมียม 155 ซีซี พร้อมเฉดสีใหม่เอาใจวัยแม็กซ์ 3 เฉดสีด้วยกัน โดยยังคงเหนือระดับด้วยดีไซน์พรีเมียมสปอร์ต สีสันเร้าใจสไตล์ MAX Series ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วย VVA และ ABS Dual Channel เพียงหนึ่งเดียวในคลาส เหนือชั้นไปอีกขั้นด้วย Y-Connect และ Traction Control ในรุ่น NMAX Connected เพื่อความสมบูรณ์แบบของชีวิตเต็มแม็กซ์ และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร* เอ็นแม็กซ์ล้ำสุดแม็กซ์ด้วยเทคโนโลยี Max Technology เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทขึ้นอีกขั้น ด้วย Y-Connect Application (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) แอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ และการขับขี่ของรถ ได้บนมือถืออย่างง่ายดาย ด้วยโหมดต่าง ๆ 9 ฟังก์ชันในการใช้งานอย่างครบครัน Meter Indicator – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนหน้าจอเรือนไมล์ Maintenance Recommend – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา Malfunction Notification – แจ้งเตือนเมื่อเครื่องยนต์เกิดปัญหา Fuel Consumption – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง Revs Dashboard – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ Parking Location – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด Ranking – แสดงอันดับในการขับขี่ Riding Log – บันทึกประวัติการขับขี่ Contact Form – ช่องทางการติดต่อกับยามาฮ่า ยังคงให้ความสุดเร้าในการขับขี่ด้วย MAX POWER แรงเต็มกำลัง เพื่อกำลังอัดสูงสุด ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี 4 วาล์ว ระบบออโตเมติกหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมลูกสูบฟอร์จ แข็งแกร่ง ทนทาน อีกทั้งยังให้อัตราเร่งดี บิดติดมือ ด้วยการติดตั้งระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่ให้การตอบสนองดี ทุกแรงบิดทั้งรอบต่ำและสูง ทันใจทั้งออกตัวและเร่งแซง เปี่ยมด้วยสมรรถนะแบบ Max Performance ด้วยการติดตั้งระบบดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS Dual Channel ให้ความมั่นใจในความปลอดภัยได้มากกว่าด้วยการควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติ ป้องกันล้อล็อกทั้ง 2 ล้อ โดยมาพร้อมระบบแทร็คชันคอนโทรล (เฉพาะรุ่น NMAX Connected) ซึ่งช่วยป้องกันล้อลื่นไถล มั่นใจกว่า ด้วยการปรับสมดุลความเร็วล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กันทุกสถานการณ์การขับขี่ และให้ความประหยัดเต็มแม็กซ์ด้วยระบบ ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Stop & Start System ที่มาพร้อม Smart Motor Generator ซึ่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที หรือกรณีเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และยังเท่เต็มแม็กซ์ Max Styling ด้วยไฟหน้า-ไฟท้าย FULL LED พร้อมสัญญาณไฟฉุกเฉิน ดีไซน์ดีเอ็นเอตระกูล MAX Series สว่างชัดเจน พร้อมให้ความสมาร์ทเต็มแม็กซ์ด้วย Max Function ด้วย Digital Meter สไตล์สปอร์ต ครบทุกฟังก์ชัน พร้อมสวิตช์เปลี่ยนโหมดที่แฮนด์, กุญแจรีโมท Smart Key System ที่ทำหน้าที่สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกแฮนด์รถ ปลดล็อกเบาะ ปลดล็อกฝาถังน้ำมัน และสัญญาณตอบรับ Answer Back ถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร พร้อมที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ และช่องชาร์จแบตมือถือพร้อมช่องเก็บของด้านหน้า ที่สำคัญคือมาพร้อมกับสีสันใหม่! เร้าใจสไตล์ MAX Series

Z E-1 2024 - Kawasaki

Z E-1 2024 เน็กเก็ดไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษเดือนหน้า Kawasaki Z E-1 2024 รถไฟฟ้าสไตล์เน็กเก็ดไบค์เปิดตัวพร้อมจ่อขายเดือนหน้าที่อังกฤษพร้อมกับแฝดคนละฝาที่เป็นสายสปอร์ตแต่แชร์อะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกันอย่าง Ninja E-1 พร้อม ๆ กับตัวเลขต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่าง Z125 ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย และแอบใส่ฟังก์ชันอย่างช่องใส่ของขนาด 5 ลิตร (หนักสุดไม่เกิน 3 กก.) บริเวณที่เดิมทีจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้า ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี  ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบแบบเดียวกับเจ้านินจาไฟฟ้าเลย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 135 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 85 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 62 กม./ชม. หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าฝั่งนินจาไฟฟ้าเล็กน้อย แต่เดี๋ยวก่อนยังมีฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ninja E-1 2024

Ninja E-1 2024 รถไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษแล้ว เรียกว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ก็ต้องเชื่อครับงานนี้บอกเลยว่างานเร็วงานไวจริง ๆ สำหรับค่ายญี่ปุ่นค่ายเขียว Kawasaki ที่เปิดตัว Ninja E-1 หรือเจ้านินจาไฟฟ้าพร้อมจ่อคิวขายที่อังกฤษเดือนหน้า เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่างจากนินจา สปอร์ตไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี  ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 140 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 88 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 64 กม./ชม.แต่เดี๋ยวก่อนยังฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น   ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ สำหรับ Ninja E-1 2024 แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

 Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร

 Roof Boxxer 2 หล่อ เท่ ไม่เหมือนใคร มีข่าวดีสำหรับชาวไบค์เกอร์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ของ Roof Helmet แบรนด์หมวกกันน็อกสุดเอกลักษณ์จากสัญชาติฝรั่งเศส มาพร้อมกับการเปิดตัวหมวกกันน็อกรุ่นใหม่แบบเปิดคางได้อย่าง Roof Boxxer 2 เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบในความแหวกแนวและมีสไตล์เอกที่เป็นลักษณ์เฉพาะ  สำหรับหมวกรุ่น Boxxer 2 นั้น เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Boxxer รุ่นแรก และยังถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์ ผสมผสานระหว่างความเป็นเรโทรและโมเดิร์นเข้าด้วยกัน รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน และให้ได้ตรงตามมาตรฐาน ECE R22.06  โดยชิ้นส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการใช้งาน และมีระบบ FleXLocker ใหม่ ซึ่งจะล็อกแถบคางให้อยู่ในตำแหน่งเปิด โดยตัวหมวกมีน้ำหนักเพียง 1.6 กก. เท่านั้น และที่น่าสนใจก็คือ หมวกรุ่นนี้ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 โดยมีน้ำหนักเบาเหมือนรุ่นก่อน ๆ อีกด้วย  สำหรับภายในหมวก มีผ้าซับในที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ถอดออกได้และล้างทำความสะอาดได้ รวมถึงฟองน้ำด้านในออกแบบมาให้สวมใส่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยฝาครอบพร้อมนวมปรับความหนาได้ และยังมีแผ่นรองแก้มให้เลือกจากแบรนด์อีกด้วย ฝาปิดมีชิลด์หน้าป้องกันรอยขีดข่วนแบบใสพร้อมแผ่นกันฝ้า แถมยังรองรับการติดตั้งหูฟังบลูทูธเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วยครับ สีดำ สีเทา สีแดง โดยหมวก Boxxer 2 เปิดจำหน่ายถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ สีเทาและสีแดง รวมถึงตัวเลือกลายกราฟิกต่างๆ  โดยเปิดราคาอยู่ที่ 536 ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๆ 1.9 หมื่นบาท โดยสามารถติดต่อสั่งจองผ่านทางเว็บไซด์ https://www.roof.fr/en/content/10-products Roof Helmet หรือผ่านทางเพจเฟสบุ๊ก ROOF International Officiel หากมีหมวกรุ่นไหนที่น่าสนใจอีกหล่ะก็ จะรีบมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้ง  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V7 Stone Corsa

Moto Guzzi V7 Stone Corsa ตัวเป็นคลาสสิกไบค์แต่ใจมันเป็นสปอร์ต เปิดเผยโฉมหน้าโมเดลใหม่อีกครั้งสำหรับแบรนด์รถสัญชาติอิตาเลียนที่มีอายุอานามกว่า 70 ปี กับ Moto Guzzi V7 Stone Corsa ซึ่งยังคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นไม่เหมือนใครไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ครั้งนี้ถูกตีความใหม่เพิ่มความเป็นสปอร์ตเข้าไปในโมเดลที่สุดแสนจะคลาสสิกระดับตำนาน ในแบบที่น่าจะถูกใจชาว Guzzisti ทั่วโลก เจ้าสโตนคอร์ซ่าคันนี้ขับเน้นความเป็นสปอร์ตออกมาด้วยเส้นสายที่ลื่นไหลจากแฟริ่งด้านหน้ามายันเบาะนั่งแบบตอนเดียวที่ดูเหมือนสำหรับนั่งคนเดียวแต่จริง ๆ แล้วนั่งได้สองคน ให้ผู้ที่มองเห็นได้สัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านออกมาจากขุมพลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความลุ่มหลงที่แฝงอยู่ภายในจิตวิญญาณกลับมาอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2019 กับรายการแข่ง Moto Guzzi Fast Endurance การแข่งขันที่ให้โอกาสนักบิดมากหน้าหลายตาได้มาแข่งขันกันในสนาม ได้สนุกไปกับรถวีเซเว่นที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เผยให้เห็นถึงความซิ่งที่มีซุกซ่อนอยู่ในแบบที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึง นอกจากนี้แล้วตัวรถยังมาในเฉดสีแบบทูโทนสื่อถึงยุคทองของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ สีเทาเมทัลลิกมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นด้วยแถบสีแดงดุดันที่ถอดยาวตามขวางตลอดตัวรถตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้า พาดยาวมายังถังน้ำมันด้านล่างและแผงแฟริ่งด้านข้าง   ตัวรถยังปรับมาใช้กระจกแบบปลายแฮนด์ที่ทำให้ดูปราดเปรียวและคล่องตัวมากขึ้น ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม CNC อะโนไดซ์สีดำ และเพื่อให้เข้ากันกับลุคแบบมินิมัลของโมเดลนี้ซึ่งเป็นจุดเด่นตามแบบฉบับของวีเซเว่นมาโดยตลอด ส่วนของโช้คหน้าก็มาแบบเปลือย ๆ ไม่มีปลอกยางกันฝุ่น แต่ไปมีเพลทบนแผงคอด้านบนเพื่อบ่งบอกความเป็นโมเดลพิเศษแทน ส่วนเรื่องของสเปกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงเป็นเครื่องสองสูบวีวางขวางบล็อกเดิมที่มีขนาด 853 ซีซี ให้กำลังแรงม้า 65 แรงม้าที่ 6,800 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 73 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบเกียร์ 6 สปีด ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาด 21 ลิตร มีระบบกันสะเทือนที่เรียบง่าย ด้านหน้าเป็นโช้คเทเลสโคปิกขนาด 40 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ที่ทำงานร่วมกันกับสวิงอาร์มคู่ มีระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ พร้อมระบบเบรก ABS ล้อจะเป็นล้ออัลลอยน้ำหนักเบา มาพร้อมกับยางขนาด 100/90-18” และ 150/70-17” หน้าหลังตามลำดับ ขณะที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก มีระบบไฟ LED และไฟ DRL เต็มระบบ หน้าจอดิจิทัล LCD ธรรมดาแต่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนเรื่องของการจำหน่ายนั้นยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขราคา แต่ราคาก็น่าจะแพงกว่าโมเดลปกติอยู่เล็กน้อย หากประเมินจากราคาโมเดลที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 649,000 บาท โมเดลนี้ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 6 แสนปลาย ๆ ครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BRUTALE 1000 RR ASSEN

 BRUTALE 1000 RR ASSEN ฉลองชัยชนะ 35 ครั้งที่สนามแอสเซ็น MV Agusta ยังคงทำให้เราต้องเอ่ยปากชมทุกครั้งที่ทางเปิดตัวโมเดลใหม่เสมอ แม้ว่าโมเดลใหม่ที่ว่าจะเป็นโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดก็ตาม ซึ่งในใจเราก็อยากจะให้มีโมเดลใหม่ ๆ ที่ใหม่จริง ๆ ไม่ใช่นำของเก่ามาเพิ่มมูลค่าแบบนี้ แต่ก็ช่างเหอะ เพราะเจ้า Brutale 1000 RR Assen มันสวยสดงดงามจนเราให้อภัยได้ครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ แต่ MV Agusta คือค่ายรถอิตาลีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสนามแข่งที่มีชื่อเดียวกับโมเดลพิเศษโมเดลนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างโมเดลพิเศษนี้นี่เอง ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะทั้ง 35 ครั้งที่สนามสัญชาติดัตช์แห่งนี้ หากจะว่ากันจริง ๆ แล้วก็เกินกว่าครึ่งศตวรรษไปแล้วที่ทางค่ายเคยได้รับชัยที่สนามแอสเซนแห่งนี้ คือต้องย้อนไปถึงปี 1976 โดยผลงานของ Giacomo Agostini ที่เป็นตำนานในคลาส 350 ซีซี แต่สนามระดับตำนานแห่งนี้ยังคงเปิดให้บริการและถูกเลือกให้ใช้แข่งขันในรายการะดับโลกมาตลอด ซึ่งโมเดลพิเศษนี้ก็เป็นส่วนนึงของการเฉลิมฉลองให้กับสนามระดับตำนานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความพิเศษอย่างนึงของโมเดลนี้คือการผลิตขึ้นด้วยมือในอิตาลีและจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น สำหรับรายละเอียดเชิงเทคนิคนั้นตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากโมเดลสแตนดาร์ดที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากมาย วึ่งรวมไปถึงชุดเกียร์บ็อกซ์ไฟฟ้าที่การันตีความรวดเร็วและความนุ่มนวลในการเข้าเกียร์ เครื่องยนต์เองก็ให้สมรรถนะสูง โดยเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีที่ให้กำลังแรงม้าได้มากถึง 208 แรงม้าที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ คิดเป็นอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากถึง 1.1 แรงม้าต่อกิโลกรัม ซึ่งทำได้แบบนี้เป็นเพราะน้ำหนักตัวรถนั้นเหลือเพียง 183 กิโลกรัมเท่านั้น ทีนี้มาพูดถึงความพิเศษกันบ้าง ตัวรถจะมาในเฉดสีน้ำเงิน เงิน และทอง ให้ความหรูหราแต่ก็สื่อถึงความสปอร์ตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งยังเหมาะกับการขับเน้นจุดเด่นของรถอีกด้วย วัสดุที่เลือกใช้ในโมเดลนี้พิเศษมาก ๆ เริ่มกันที่ล้อคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาจาก Rotobox ที่มีก้านบางมาก ๆ ทั้งยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ฮีทชิลด์บริเวณคอท่อทั้งสองข้าง ขายึดไฟหน้า และยึดชิ้นส่วนแฟริ่งบริเวณถังน้ำมัน บางส่วนของเฟรม เพลทด้านข้างอลูมิเนียม และสวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมที่โดดเด่นออกมาจากเฟรมด้วยสีเงินของมัน ขณะที่เฟรมถักเป็นสีเข้มดุดัน เบาะหนังอัลคันทาร่าสีน้ำเงิน ปิดท้ายด้วยถังน้ำมันปัดเงาแบบสีทูโทนน้ำเงินและเงิน รถแต่ละคันยังมาพร้อมชุดสเปเชียลพาร์ทคิทที่เพิ่มกำลังเครื่องยนต์และความพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักจากตัวรถเดิมที่ปกติก็เบาอยู่แล้วได้อีกต่อ โดยเจ้าชุดพิเศษที่ว่านี้ได้แก่ ท่อไทเทเนียมจาก Arrow พร้อมชุดควบคุมที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้แรงม้าเต็มพิกัด ชุดก้านเบรกก้านคลัตช์ CNC สีดำ ครอบเบาะคนซ้อนคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาถังน้ำมันอลูมิเนียม ตลอดไปจนถึงผ้าคลุมรถและใบเซอร์ฯแจ้งว่าคันนี้เป็นของแทร่ แฮร่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก