SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Kawasaki ZX-6R จอดทิ้ง หมอชิต

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งในกลุ่ม Kawasaki Ninja ZX25R-ZX4R Club Thailand ได้โพสต์ภาพของ ปริศนา ZX-6R จอดทิ้ง อยู่ริมฟุตบาทบริเวณย่านหมอชิต

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
GSX-8S Schwantz Edition เพียง 5 คันทั่วโลก

GSX-8S Schwantz Edition เพียง 5 คันทั่วโลก Suzuki Italia เปิดตัว Suzuki GSX-8S Schwantz Edition เน็กเก็ดไบค์อิดิชันพิเศษเพียง 5 คัน ในงาน Autolook Week Torino 2023 ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของนักแข่งตำนานแชมป์โลกตลอดกาลอย่าง Kevin Schwantz  โดยตำนานของ Kevin Schwantz ชายอเมริกันที่เคยคว้าแชมป์มาแล้ว ทั้งรายการ Daytona 200, แชมป์ เจแปนนิส เวิลด์กรังปรีซ์ เมื่อปี 1988 จนมาถึงยุคทองในปี 1993 ด้วยการคว้าแชมป์โลกรุ่น 500 ซีซี ซึ่งโดยรวมแล้วเขาสามารถคว้าชัยในกรังด์ปรีซ์ได้ถึง 25 ครั้ง และได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่หอเกียรติยศ ซึ่งทางสหพันธ์ FIM ได้ตั้งชื่อให้เขาเป็น “ตำนาน” กรังด์ปรีซ์ในปี 2000 สำหรับโทนสีและลวดลายที่นำมาใส่ในโมเดลรุ่นนี้ ถูกถอดแบบจากโมเดลรถแข่ง RGV500 เหมือนกันยังกับแกะ ที่ใช้ในการแข่งขันเวิลด์กรังปรีซ์เมื่อปี 1993 กับลุคโทนขาวแดง พร้อมเส้นสายสีเขียวขี้ม้ากับสีดำ พร้อมประดับหมายเลข 34 ที่แฟริ่งด้านข้าง และชื่อแบรนด์ไว้ที่ตัวถัง ดูลงตัวสมกับเป็นโมเดลที่ถูกถ่ายทอดความเป็นตำนานมาไว้ในรุ่นนี้  ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับ Parallel-Twin 2 สูบเรียง ขนาด 776 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 83 แรงม้าที่ 9,000 รอบ พร้อมแรงบิด 78 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ  พร้อมช่วงล่างกับโช้คหัวกลับด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก KYB ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ระบบเบรก กับดิสก์เบรกคู่หน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ติดปั๊ม Nissin ด้านหน้า 4 ลูกสูบและปั๊มหลังลูกสูบเดียว เสริมด้วยระบบ ABS พร้อมล้อ 17 นิ้ว และยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ และฟีเจอร์ใช้งานประกอบไปด้วย หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ระบบส่องสว่าง LED ระบบแอสซิตส์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็กชั่นคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS Dual Channel สำหรับราคานั้นเปิดตัวอยู่ที่ 11,490 ยูโร หรือราว ๆ 4 แสน 3 หมื่นกว่าบาท หากใครสนใจสามารถสั่งจองได้โดยใช้ลิงก์ Suzuki Italia เท่านั้น หรือบินไปจองได้ที่อิตาลีโดยตรง แต่ก่อนไปก็ขอแนะนำ เช็คดูซักนิดว่ารุ่นดังกล่าวถูกจองไปหมดแล้วหรือยัง เพราะมันถูกผลิตออกมาเพียง 5 คันเท่านั้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter ประจำเดือนสิงหาคม 2023

ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter ประจำเดือนสิงหาคม 2023 บทความนี้เราได้เรียบเรียง ยอดจดทะเบียน Maxi Scooter หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ ประจำเดือนสิงหาคม 2023 ซึ่งก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมหรือยอดขายของแต่ละโมเดลได้ อันดับ ยี่ห้อรุ้น ยอดจด 1 Honda Forza350 3657 2 Yamaha XMAX 1864 3 Lambretta X300 1129 4 Honda ADV350 528 5 Honda X-ADV 94 6 Vespa GTS 300 74 7 Yamaha TMAX 30 8 BMW C400GT 21 9 Suzuki Burgman 400 20 10 Vespa GTV 300 HPE 10   รวมแล้ว 7,427 คัน หมายเหตุ อ้างอิงข้อมูลจากข้อมูลสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F900GS และ F900GS Adventure

F900GS และ F900GS Adventure สายลุยตัวจบของไซส์กลาง เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วจากทางฝากฝั่งยุโรปสำหรับสายลุยตัวจบไซส์กลาง BMW F900GS และ F900GS Adventure ที่ครั้งนี้เป็นการอัปเกรดขนานใหญ่ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักที่โมเดลใหม่นี้รีดออกไปมากถึง 14 กก. ซึ่งเป็นอะไรที่ดี ๆ มาก เวลาขับขี่ โดยเฉพาะกับสายลุยด้วยยิ่งดีมาก ๆ เข้าเรื่องกันเลย สำหรับดีไซน์นั้นโมเดลรหัส 900 นี้แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกมากนัก ที่เห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนจะเป็นเรื่องของกราฟิก แต่จริง ๆ แล้วก็มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงอยู่คือถังน้ำมันพลาสติกที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ เพรียวบางและรับกับสรีระมากขึ้น รวมถึงเบามากขึ้นด้วย และจะมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหลาย ๆ อย่างต่างจาก F800GS ให้มาในทางขับขี่เอ็นดูโร่ มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวรถเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายจุดอยู่เหมือนกัน ทีนี้เรามาต่อกันเรื่องเครื่องยนต์กันบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนให้มีความจุมากขึ้น จากเดิม 2 สูบเรียงขนาด 853 ซีซี ก็ขยับเพิ่มมาเป็น 895 ซีซี ทำให้มีกำลังและแรงบิดเพิ่มมากขึ้น โดยแรงม้าสูงสุดเคลมมาที่ 105 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 93 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบ มาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า ใช้น้ำมันจากถังน้ำมันพลาสติกขนาด 14.5 ลิตรที่ดีไซน์มาใหม่ ช่วยให้ลดน้ำหนักจากส่วนนี้ไปได้มากถึง 4.5 กก. แถมมีปลายท่อไอเสียจาก Akrapovic มาให้จากโรงงานเลยด้วย ขณะที่ช่วงล่างก็เป็นอีกจุดที่สำคัญมาก ๆ สำหรับสายลุย ตัวรถมีเฟรมแบบบริดจ์ที่ทำจากเหล็กกล้าเชื่อมเข้าด้วยกันและใช้เครื่องเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนัก พร้อมยึดซับเฟรมท้ายเข้าไว้ด้วย ทำให้ได้ท้ายที่สั้นและปราดเปรียว ส่วนเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 ม.ม.ที่สามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้เต็มระบบ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับแต่งได้เช่นเดียวกัน ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มคู่ ซึ่งในจุดนี้จะแตกต่างกับ 800 ตรงที่น้ำหนักสวิงอาร์มจะเบากว่าเล็กน้อยที่ 250 กรัม และระยะยุบของโช้คจะให้มีมากกว่า เนื่องจากเป็นโมเดลเน้นออฟโร้ดมากกว่านั้นเอง เรื่องของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 305 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 265 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และแน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS Pro ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้วและ 17 นิ้วตามลำดับ โดยใช้ยางขนาด 90/90-21 และ 150/70-R17 ตามลำดับ ซึ่งจะต่างกับตัว 800 ที่ให้มาเป็นล้อแม็ก ซึ่งเหมาะกับการขับขี่ออนโร้ดมากกว่า ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีกันบ้าง ตัวรถแน่ ๆ ว่ามาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบถ้วน ไฟหน้า LED เต็มระบบ ระบบอุ่นมือ ส่วนเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัยนอกจากระบบเบรก ABS Pro ที่กล่าวไปแล้วจะยังมีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road รวมไปถึงระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลอีกด้วย ทีนี้มาเรื่องของเจ้า GSA ก็จะมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาจากโมเดลสแตนดาร์ด ให้เหมาะกับการขับขี่ทางไกลทัวริ่งมากยิ่งขึ้น มีการปรับเปลี่ยนแฟริ่งด้านข้างถังน้ำมัน ถังน้ำมันจุได้มากขึ้นเป็น 23 ลิตร และมีอกล่างอลูมิเนียมเพิ่มเติมมาให้ และสุดท้ายเรื่องของการจำหน่าย จะอยู่ที่เริ่มต้น 13750 ยูโร และ 14750 ยูโรตามลำดับ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ 523,000 บาท และ 561,000 บาท ตามลำดับ แต่ก็ต้องมารอดูราคาจำหน่ายในไทยกันอีกทีว่าจะบวกเพิ่มกันไปอีกเท่าไหร่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Neander 1400 มอ’ไซค์ ดีเซลเทอร์โบ !?

Neander 1400 มอ’ไซค์ ดีเซลเทอร์โบ !? หากพูดถึง มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมาละก็ คงจะนึกกันไม่ออกใช่ไหมครับ ว่ามันจะเป็นรถประเภทไหน มีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันรถ 2 ล้อที่เราใช้ ส่วนใหญ่แทบจะ 100% ล้วนใช้น้ำมันเบนซินทั้งสิ้น  ครั้งนี้ SuperBike Thailand ก็ขอหยิบจับโมเดลที่เหล่าไบค์เกอร์ทั่วโลกให้การยอมรับและขนานนามว่าเป็น “King of Diesel Motorcycle” อย่าง Neander 1400 ครูเซอร์พิกัด 1,400 ซีซี จากประเทศเยอรมัน และความพิเศษนอกจากรูปลักษณ์ตัวรถที่มาในสไตล์ครูเซอร์จิ๊กโก๋ ๆ แล้ว ไฮไลท์ก็อยู่ที่ขุมกำลังดีเซลเทอร์โบนี่แหล่ะครับ นับว่าเป็นรุ่นเก๋าแต่พละกำลังไม่น้อยเลยทีเดียว  และด้วยตัวเครื่องยนต์ดีเซลที่มีน้ำหนักค่อนข้างพอตัว จึงมาพร้อมกับโครงสร้างที่แข็งแรง มีส่วนประกอบของเหล็กและอลูมิเนียมเพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถ รวมถึงการออกแบบที่ดูโดดเด่นในสไตล์รถครูเซอร์ ด้วยไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันทรงวงรีขนาดใหญ่ปาดเว้าสวยงามแถมช่องอากาศด้านข้าง แฮนด์ยกสูงดีไซน์แบบเฉพาะตัว เบาะออกแบบเว้าระดับ พักเท้าตำแหน่งด้านหน้า เพื่อรองรับท่านั่งขับขี่ให้ดูสมูทขึ้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนอื่น ๆ เช่น ซับเฟรมอลูมิเนียมปาดโค้งสวยงาม เรือนไมล์อนาล็อกมาคู่กับจอดิจิทัล และอาร์มหลังที่ใช้เฟรมถักเป็นตัวยึด ทำงานร่วมกับโช้คช่วยซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี รวมถึงท่อไอเสียชุบโครเมียมออกแบบปลายท่อแบบคู่ ดูสง่าและลงตัวสมกับเป็นโมเดลครูเซอร์ชั้นดี สำหรับขุมพลังของเจ้า Neander 1400 ครูเซอร์ไซส์ใหญ่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยเครื่องยนต์ Parallel-twin 2 สูบ ขนาด 1,430 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ มาพร้อมกระบอกสูบขนาด 108 x 78.2 มม. เสริมด้วยระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และปรับอัตราทดเหมือนกับโมเดลสายสปอร์ตอย่าง Aprilia RSV1000R รวมถึงให้กำลังอัดที่ 16:1 โดยให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 113.5 แรงม้าที่ 4,200 รอบ มาพร้อมแรงบิดสูงสุด  214 นิวตันเมตรที่ 2,600 รอบ รวมถึงฝาสูบเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับรถที่ BMW ใช้ในในการแข่งขัน Formula 2 ปี 1960 และเทอร์โบชาร์จเจอร์ ผลิตจาก Garrett ผู้ผลิตเทอร์โบชื่อดังในแถบอเมริกา แถมมากับความประหยัดด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันที่ 22.7 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร ต่อด้วยระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Pai oli โช้คเดี่ยว Ohlins ด้านหลัง พร้อมซับแทงค์ กับระบบเบรกด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่ และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาดเท่ากันที่ 300 มม. พร้อมปั๊มเบรก 4 ลูกสูบ ต่อด้วยล้ออลูมิเนียมหน้า-หลัง 18 นิ้ว และยางขนาด 130/60 และ 240/40 ตามลำดับ ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องยนต์ และช่วงล่างมา มาพร้อมกับมิติที่มีขนาดยาว โดยมีความสูงเบาะที่ 648 มม. ระยะฐานล้อ 1,740 มม. รวม ๆ แล้วน้ำหนักตัวรถ 270 กก. ถือว่าเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย แต่สามารถทำท็อปสปีดได้มากกว่า 240 กม/ชม. ซึ่งเป็นพละกำลังที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ สำหรับครูเซอร์เครื่องดีเซลเทอร์โบรุ่นนี้อีกด้วย สำหรับราคาค่าตัวของเจ้า Neander 1,400 อยู่ที่ 85,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3 ล้านกว่าบาท นับว่าแพงหููฉี่กันเลยทีเดียว แต่อย่างว่าหล่ะครับ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ต้องใช้ต้นทุนวัสดุในการผลิตค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แล้วยิ่งเป็นระดับตำนานถึง King of Diesel Motorcycle มีไว้ประดับสักคัน ก็จะดีไม่น้อยเลยทีเดียว (แอดก็อยากได้เหมือนกัน)  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Toprak เก็บ 2 ชัย

Toprak เก็บ 2 ชัย ที่ฝรั่งเศส คว้าแต้มสำคัญเพื่อต่อสิทธิ์ลุ้นแชมป์ การแข่งขัน WorldSBK 2023 สนามที่ 9 ที่ Nevers Magny-Cours ประเทศฝรั่งเศสจบไปแล้ว โดย Toprak เก็บ 2 ชัย ในเรซแรกและในรอบซูเปอร์โพลเรซ ทำให้สามารถลดระยะห่างคะแนนกับแชมป์คนปัจจุบันอย่าง Alvaro Bautista เหลือเพียง 57 คะแนนแล้ว ที่สนามนี้เขาพลาดโพเดี้ยมในเรซแรกไป แต่ยังกลับมาคว้าชัยในเรซที่ 2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ Race 1 การแข่งขันในเรซแรกนั้นดีเลย์ออกไปเล็กน้อยและถูกปรับลดแล็ปให้เหลือเพียง 20 แล็ปจากปัญหาทางเทคนิค นักแข่งส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะออกสตาร์ทด้วยยางหน้า SC1 สูตรมาตรฐานและยางหลัง SCX สูตรมาตรฐาน ซึ่งในแถวหน้านั้นมีเพียงนักแข่งจาก Yamaha อย่าง Gardner และ Baldassarri และจาก Honda อย่าง Lecuona และ Soomer ที่เลือกยางหน้า SC0 ยังมี Michael Ruben Rinaldi and Danilo Petrucci (Barni Spark Racing Team) ที่เลือกยางหลังสูตรกำลังพัฒนา SCX B0800 ในยางหลัง การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยที่ Bautista อยู่หัวแถวได้ไม่นาน แล้วหลังจากนั้นกลายเป็นการดวลกันระหว่าง Rinaldi กับ Razgatlioğlu กระทั่งในแล็ปที่ 15 เป็นฝั่งหนุ่มตุรกีที่สามารถขึ้นนำได้และรักษาตำแหน่งไว้ได้จนจบการแข่งขัน โดยที่ Rinaldi และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) เข้าเส้นเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ Superpole Race   นักแข่งทุกคนเลือกที่จะใช้ยางหลังสูตรนุ่มพิเศษสูตรกำลังพัฒนาอย่าง SCQ C0004 มาใช้เป็นยางหลังเหมือนกับตอนที่ควอลิฟายก่อนที่จะแข่งเรซแรก ส่วนยางหน้าส่วนใหญ่ก็จะเลือกที่จะใช้ SC1 สูตรมาตรฐาน มีเพียง Lecuona, Soomer, Ray และ Konig ที่ใช้ยางหน้าเป็น SC0 การแข่งในรอบนี้เกิดเหตุขึ้นในแล็ปที่ 5 เนื่องจาก Álvaro Bautista และ Michael Ruben Rinaldi (Aruba.it Racing – Ducati) กระทบกันเองจนฝ่ายหลังออกจากการแข่งไป ผลประโยชน์เลยไปตกกับ Toprak ที่ขึ้นนำเดี่ยวจนจบเข้าเส้น และมี Bautista และ Rea เข้าเส้นเป็นอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ Race 2 การแข่งขันในเรซนี้ นักแข่งยังคงไว้ใจเลือกยางหลัง SCX เช่นเดิม ส่วนยางหน้าก็ SC1 สูตรมาตรฐานก็เป็นหลักเช่นเรซแรก เริ่มไปได้ 5 แล็ปก็มีธงแดงสะบัดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุที่โค้ง 5 โดยมีผู้ประสบเหตุ 2 คน คือ Dominique Aegerter (Yamaha) และ Scott Redding (BMW) และเมื่อการแข่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้งการแข่งขันก็เหลือเพียง 17 แล็ปเท่านั้น และ Lecuona (Honda) ก็หันไปเปลี่ยนยางหน้ามาใช้ SC1 แทน ส่วน Bautista ออกตัวได้เร็วและแรง จนจบการแข่งขันด้วยการคว้าชัย ส่วนโพเดียมที่เหลือเป็นการแย่งกันระหว่าง Razgatlioğlu และ Rea โดยผลที่ออกมาคือ Razgatlioğlu เข้าเส้นได้ก่อน Toprak เก็บ 2 ชัย ที่ฝรั่งเศส ทำให้ยังมีรักษาระยะห่างของแต้มตารางคะแนนรวมกับแชมป์โลกไว้ได้ สนามหน้าสนามที่ 10 จะไปต่อกันที่สนาม Aragon ประเทศสเปนในช่วงวันที่ 22 – 24 กันยายนนี้ ติดตามชมตามเชียร์นักแข่งคนโปรดกันต่อได้เลยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่

Marc Marquez ย้ายซบ Gresini ในฤดูกาล 2024

Marc Marquez ย้ายซบ Gresini ในฤดูกาล 2024 หลังจากที่ขี่ล้มแล้วล้มเล่า ทำเอาเอฟซีใจหายเป็นว่าเล่น สำหรับ “เด็กระเบิด” ดีกรีแชมป์โลก 8 สมัยอย่าง Marc Marquez ถึงคราวต้องเจอวิกฤตหนัก เมื่อต้องเผชิญต่อสู้กับคู่แข่งและรถแข่งจากค่ายยุโรปที่กำลังมาแรงในวินาทีนี้  โดยล่าสุดได้ยินแว่ว ๆ จากวงในมาว่า Marc Marquez ย้ายซบ Gresini ไปขี่รถดูคาติ กับร่วมน้องชายในสายเลือดอย่าง Alex Marquez ในฤดูกาลหน้า ถือว่าเป็นข่าวช็อคของวงการแข่งขัน 2 ล้อ ที่ผู้คนให้ความสนใจกันไม่น้อยเลยทีเดียว  ทางด้านสำนักข่าว Speedweek รายงานว่า “ด้านเจ้าตัวได้ตัดสินใจแล้ว เขาจะออกจากบ้านเก่าหลังจากที่อยู่มาอย่างยาวนานถึง 11 ปี และจะร่วมปลูกปั้นทีม Gresini ร่วมกับน้องชายของเขาในฤดูกาลหน้า นั่นหมายความว่าจะไม่มีการทดสอบรถต้นแบบ Honda  RC213V รุ่นปี 2024 เพราะมาร์เกซเองก็สูญเสียโมเมนตัมดี ๆ กับทีม Honda มานานแล้ว” Carlo Merlini ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารการตลาด Gresini Team เผยว่า ทางทีมมีความยินดี หาก Marc Marquez และ Joan Mir จะเข้ามาร่วมขับขี่รถดูคาติให้ทีม และแน่นอนว่าทางทีมก็อยากจะคว้าตัวนักแข่งไว้ เพราะทั้งคู่เป็นถึงแชมป์โลก เป็นใครจะไม่เอาหล่ะ ?  อย่างไรก็ตาม ทาง Ducati ยังยืนคำเดิมว่า การเซ็นต์สัญญากับเจ้าเด็กระเบิดนั้น ยังไม่สอดคล้องกับแนวคิดของทางค่ายซักเท่าไหร่  เพราะทางค่ายมุ่งเน้นไปที่การปั้นดาวรุ่งสายเลือดใหม่ ไฟแรงเสียมากกว่า  นอกจากนี้รายงานยังเผยอีกว่า นักบิดที่ มาร์ก มาร์เกซจะเข้ามาเสียบตำแหน่งแทน นั่นก็คือ Fabio di Giannantonio คู่หูดูโอ้ของ Alex ที่กำลังจะหมดสัญญาภายในปีนี้ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะย้ายไปอยู่ทีมไหนในปีหน้า แต่แล้วก็ถูกดับฝัน เมื่อเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ เมื่อช่วงซ้อมที่สนาม Misano Curcuit ที่ผ่านมาว่า “ผมยังมีสัญญากับทีมฮอนด้าในฤดูกาลหน้า” แถมยังจุดกระแสข่าวด้วยการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมิเดียว่า “Thing is happening” ซึ่งเป็นวลีที่สโมรฟุตบอลทีมบาร์เซโลน่า ใช้กันสำหรับการวางแผนย้ายทีมครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดข่าวลือนั่นเอง  แฟน ๆ คงหายห่วง กันไปซักพักนะครับ หากทางค่ายหันมาใส่ใจ ปรับปรุงพัฒนารถแข่งให้มีประสิทธิภาพ สามารถขับขี่เทียบเท่ากับรถจากทางฝั่งยุโรปได้ละก็ อาจได้เห็นเด็กระเบิดหมายเลข 93 ครองแชมป์ 9 สมัย ก็เป็นได้  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia RS 457

Aprilia RS 457 ตำนานใหม่สายสปอร์ตของค่ายสามตา เรียกว่าเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับไบเกอร์ที่ชื่นชอบความเร็ว หรือสายสปอร์ต สำหรับการเปิดตัว Aprilia RS 457 สปอร์ตไบค์ในพิกัดใหม่ของทางค่ายสามตาอะพริเลียซึ่งเคลมมาว่าจัดจ้านน่าสนใจมากที่สุดในคลาสเมื่อเทียบกันที่อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก และแน่นอนว่าทันสมัยด้วยเทคโนโลยีอีกด้วย สำหรับเจ้าน้องใหม่คันนี้ไซส์กลาง ๆ ออกแบบโดยนำเอา DNA ที่สืบทอดกันเรื่อยมาในตระกูล RS ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ไล่ตั้งแต่แฟริ่งด้านหน้าแบบดับเบิ้ลแฟริ่งไปจนถึงปลายท่อไอเสียใต้ตัวรถแบบ 2 ออก 1 โดยตัวรถให้สไตล์การขับขี่แบบโร้ดสปอร์ตด้วยแฮนด์จับโช้คเหนือแผงคอบน ให้ความซิ่งอยู่แต่ก็ให้ความสบายไม่ปวดหลังจนเกินไปนัก ไฟหน้า LED แบบฉบับเทพสามตามองผ่าน ๆ นึกว่ารุ่นใหญ่ตัวพัน พร้อมฟังก์ชันไฟเลี้ยวหน้าในโคมเดียวกับไฟหน้า หน้าจอแสดงผลเองก็ให้มาเป็นหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วแถมด้วยสวิตช์คอนโทรลต่าง ๆ ที่มีแบ็กไลต์มาให้อีกด้วย หรูหราจริง ๆ ครับ ส่วนเครื่องยนต์นั้นจะเป็น สองสูบเรียง 457 ซีซี 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดที่ 47 แรงม้าที่ 10,500 รอบ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่รถเปล่าเบาเพียง 159 กก. หรือจะรวมน้ำมันแล้วก็อยู่ที่ 175 กก.เท่านั้นเรียกว่ามีตัวเลขแรงม้าเทียบน้ำหนักมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สมกับที่ค่ายรถตั้งเป้าเอาไว้ ตัวเครื่องยนต์วางบนเฟรมอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานโดยใช้เครื่องยนต์มาเป็นส่วนนึงของการรับโหลดน้ำหนักตัวรถด้วย แบบเดียวกับที่เจ้า 660 ทำ ดังนั้นจึงการันตีเรื่องน้ำหนัก และความลื่นไหลในการขับขี่ ช่วงล่างนั้นจะมีโช้คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม.ที่ปรับพรีโหลดได้ ด้านหลังเองก็เป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรก 220 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก ByBre เช่นกัน และมาพร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ที่สามารถปรับโหมดได้ว่าจะทำงานทั้งสองล้อ หรือจะปิดเฉพาะล้อหลังก็ได้ ปิดท้ายด้วยเรื่องขนาดล้อ 17 นิ้วและยาง 110/70 และ 150/60 หน้าหลังตามลำดับ ปิดท้ายเรื่องของเทคโนโลยี นอกจากที่บอกไปแล้วอย่างเรื่องจอสีและระบบเบรก ABS แล้ว ตัวรถยังมาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 3 ระดับ ปิดเปิดได้ อย่างไรก็ดีน่าเสียดายที่ควิกชิฟเตอร์ไม่ใช่ของติดรถ แต่ต้องมีการเสียเงินเพิ่มครับ ส่วนเรื่องของสนนราคานั้นจะยังไม่มีการระบุ แต่จากการคาดเดาส่วนตัวด้วยตัวผมเอง ราคาน่าจะโดดไปได้ถึงหลัก 4 แสนบาทเลยทีเดียวครับ ซึ่งราคาฟังดูอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่สำหรับรถพิกัดนี้ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้าคุณมีเงินและอยากโดดเด่น บอกได้คำเดียวว่าเด่นแน่นอนครับค่ายนี้ ดีไซน์สวยหรูพรีเมียมไม่เหมือนใครจริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

F800GS 2024

F800GS 2024 ปรับปรุงใหม่ พร้อมใส่ลูกเล่นเพิ่ม BMW Motorrad เปิดโมเดลใหม่สู้ศึกรถพรีเมียมทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไซส์กลางด้วย F800GS 2024 พร้อม ๆ กับทางเลือกสำหรับคนลุยหนัก ๆ อย่าง F900GS และ F900GS Adventure แต่สำหรับข่าวนี้จะขอพูดถึงเจ้า 800 ที่เน้นออนโร้ดเป็นหลัก   สำหรับโมเดลนี้ถือว่าได้รับการปรับปรุงแบบขนานใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์และลูกเล่น กลายเป็นโมเดลที่จะตอบโจทย์การใช้งานในยุคสมัยใหม่นี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่เรื่องรูปโฉมนั้นจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก นอกจากเรื่องของสีสันและลวดลายกราฟิก แต่โมเดลใหม่นี้ก็ได้สีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สมกับเป็นบีเอ็มดับเบิ้ลยูเช่นเดิม   ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง นี้จะเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยจะมีขนาดความจุใหญ่ขึ้นเป็น 895 ซีซีจากเดิม 853 ซีซี และมีการปรับปรุงเรืองเพลาเคาน์เตอร์บาลานซ์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 87 แรงม้าที่ 6,750 รอบ และแรงบิดที่ 91 นิวตันเมตรที่ 6,750 รอบเช่นกัน ซึ่งหากเทียบกับโมเดลเก่าแรงม้าจะน้อยลงเล็กน้อย แต่จะมาที่รอบต่ำกว่าเดิมมาก แต่แรงบิดจะมากขึ้น ในรอบที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้ตัวรถมีอัตราเร่งที่ดีกว่า ซึ่งจะตอบโจทย์กับประเภทของตัวรถมากขึ้น มาเข้าเรื่องแชสซีกันบ้างยังคงใช้เฟรมเหล็กกล้าแบบบริดจ์พร้อมซับเฟรมท้าย ด้านหน้ายังใช้โช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับรีบาวด์ได้ร่วมกับสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว ปิดท้ายเรื่องช่วงล่างด้วยขนาดล้อและยางสำหรับโมเดลนี้ที่เป็นโมเดลเน้นออนโร้ดซะเยอะ ทางค่ายจึงให้ล้ออลูมิเนียมขนาด 19 และ 17 นิ้วตามลำดับ โดยมีขนาดยางเป็น 110/80 R19 และ 150/70 R17 ตามลำดับครับ ต่อที่เรื่องของเทคโนโลยีซึ่งโมเดลนี้ก็จะได้หน้าจอสี TFT กับเขาแล้ว โดยจะได้หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วที่แสดงผลข้อมูลได้ครบครัน โหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Rain และ Road ยังมีระบบเบรก ABS Pro และระบบไดนามิกแทร็คชันคอนโทรลติดตั้งมาให้ด้วยเลย เรียกว่าเพียงพอสำหรับคนที่ไม่ลุยหนัก ๆ เน้นออนโร้ดมากกว่าครับ สุดท้ายเรื่องของการจำหน่ายตัวรถจะเปิดราคาเริ่มต้นที่ 10,950 ยูโรหรือราว ๆ 417,000 บาท ส่วนประเทศไทยนั้นก็รอกันไปก่อนครับ และสำหรับคนที่สนใจรถในสไตล์นี้จริง ๆ โดยส่วนตัวแล้วก็ขอให้ไปอ่านข้อมูลของ F900R และ F900R Adventure ก่อนนะครับ ซึ่งแม้ว่าราคาจะแพงกว่าแต่รายละเอียดหลาย ๆ อย่างก็จะดีกว่าตามไปด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Red Bull drag race ศึกขิงทางตรง ใครหมู่ ใครจ่า

Red Bull drag race ศึกขิงทางตรง ใครหมู่ ใครจ่า คงมันส์แน่ ๆ หากลองนึกดูว่าถ้าเอารถสูตรโปรโตไทป์สนามแข่งในรายการแข่งขันระดับโลกแต่ละรุ่น จับมาซัดความเร็วกันให้เห็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน วัดกันให้รู้เลยว่ารถแข่งประเภทไหนที่จะเป็นเจ้าของสวนขิง และในที่สุดทางสปอนเซอร์รายหลักอย่าง Red Bull ย่อมจัดให้สาสมใจอย่างงาม ๆ กับการจัดกิจกรรมสุดระห่ำกับการแข่งขัน Red Bull drag race เพื่อที่จะเป็นจ้าวแห่งความเร็วอย่างแท้จริง โดยนำเหล่าสุดยอดรถแข่งจาก Red Bull อย่าง RB8 F1 , KTM RC16 ตัวแข่ง 2 ล้อใน MotoGP , Peugeot 208 ใน World Rallycross (WRX) และ Ford Puma ใน World Rally Championship (WRC) ยังรวมไปถึง รถ Ford Transit Supervan 4.2 โดยแข่งในระยะทางควอเตอร์ไมล์ หรือ 402 เมตร ทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน เรียกได้ว่ามีให้แก้มือไม่ต้องเคอะเขินแน่นอน พวกเรามาชมรถแข่งแต่แบบว่ามีอะไรบ้าง แล้วนักแข่งคนไหนที่มาร่วมในกิจกรรมนี้ 1.Red Bull Racing RB8 / Liam Lawson นักแข่งหนุ่มน้อยชาวนิวซีแลนด์ ที่ปัจจุบันอยู่ในโครงการพัฒนานักแข่ง Red Bull Junior Team ครั้งนี้เขามาพร้อมกับตัวแข่งอย่าง RB8 ซึ่งเป็นตัวแข่ง F1 ในปี 2012 สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เครื่องยนต์ : RS27 2.4 V8 (2,400 ซีซี) แรงม้า : 850 แรงม้า น้ำหนัก : 700 กก. 2.Red Bull KTM Factory Racing RC16 / Dani Pedrosa อดีตนักแข่ง MotoGP ที่เคยคว้าชัยชนะในการแข่งขัน MotoGP มาแล้วถึง 31 ครั้ง และปัจจุบันยังเป็น Test Rider ให้กับทีม Red bull KTM Factory ควบ KTM RC16 มาร่วมสนุกในครั้งนี้ เครื่องยนต์ : 1,000 ซีซี แรงม้า : 270  แรงม้า น้ำหนัก : 157 กก. 3.Peugeot 208 / Timmy Hansen เจ้าของแชมป์โลก World Rallycross Championship (WRX) ปี 2019 มาพร้อมกับความมั่นใจที่จะปราบเซียนทั้งหลาย ด้วย Peugeot 208  เครื่องยนต์ : Turbo 2,000 ซีซี แรงม้า : 600 แรงม้า น้ำหนัก : 1,300 กก. 4.Ford Puma/Adrien Fourmaux นักขับแรลลี่ดาวรุ่งจากฝรั่งเศส ผู้เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในเวที World Rally Championship และพร้อมที่จะแจ้งเกิดในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย Ford Puma อีกด้วย เครื่องยนต์ : 1.6lt Ecoboost Hybrid Turbo + มอเตอร์ไฟฟ้า 100 กิโลวัตต์ แรงม้า : 550 แรงม้า น้ำหนัก :

2024 KTM 450 RALLY REPLICA

2024 KTM 450 RALLY REPLICA ตัวสุดสายแรลลี่จากค่ายส้ม การแข่งขันสุดหฤโหดที่กินระยะทางกว่า 1,000 กม. บนเส้นทางสุดทุรกันดารอย่าง การแข่งขันดาการ์แรลลี่ ยอดสุดของการแข่งขันสายแรลลี่ ยอดสุดของความยากแค้น และเจ้านี่ 2024 KTM 450 RALLY REPLICA คือรถที่ออกแบบมาโดยใช้ความรู้และประสบการณ์จากทีมแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมนึงจากรายการนี้ ซึ่งจุดเด่นของโมเดลนี้คือให้อุปกรณ์แบบเดียวกับทีมแข่งโรงงาน ไล่ตั้งแต่เครื่องยนต์สูบเดียว 450 ซีซีที่มาพร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด Pankl ทั้งยังวางเครื่องให้ได้มิติสามเหลี่ยมท่านั่งที่เกิดจากองศาแฮนด์ ตำแหน่งเครื่องยนต์พักเท้า และเบาะนั่งที่ได้องศาเหมาะกับการขับขี่เป็นเวลานาน ๆ บนเส้นทางยาวไกล โดยอิงจากคำแนะนำและฟีดแบ็กจากแชมป์โลกดาการ์แรลลี่อย่าง Kevin Benavides รวมไปถึงนักแข่งอีกหลายคน นอกจากนี้ยังเด่นเรื่องของน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ท่านั่งขับขี่ที่สบาย และการควบคุมขับขี่ที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบโมเดลนี้ ระบบกันสะเทือน WP XACT Pro เต็มระบบเพื่อให้ฟีลลิ่งที่ชัดเจนและสมรรถนะคงเส้นคงวา การยึดเกาะที่ดี ซับแรงได้มากแม้จะขับขี่ที่ความเร็วสูงในทุกสภาพเส้นทาง ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียจาก Akrapovic เต็มระบบ สำหรับเรื่องการจำหน่าย โมเดลพิเศษนี้มีเพียงแค่ 80 คันเท่านั้น แต่ตัวเลขราคานั้นยังไม่ระบุ แต่ก็คาดว่าราคาน่าจะโดดไปเกินกว่า 25,900 ยูโร ซึ่งเป็นราคาของโมเดลปีเก่าแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati V21L MOTOE ลายตำนานแห่งชัยชนะ เผยโฉมเรียบร้อย

Ducati V21L MOTOE ลายตำนานแห่งชัยชนะ เผยโฉมเรียบร้อย ดูคาติ จัดเซอร์ไพรส์ให้กับเหล่าผู้ชมด้วยโมเดลพลังงานไฟฟ้า Ducati V21L MOTOE ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับความพิเศษ ด้วยลวดลายและสีสันใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ในงาน IAA Mobillity 2023 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน โดยงานนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานมอเตอร์โชว์ที่จัดหนัก จัดใหญ่ระดับโลก และเป็นแหล่งรวมของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าจากหลากหลายค่าย รวมไปถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นงาน OEM, โปรดักต์ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมชั้นนำ ผู้ประกอบภาคการธุรกิจ ที่จัดนำสินค้ามาโชว์ให้กับผู้ชมภายในงานนี้อีกด้วย  สำหรับเจ้า V21L เปิดผ้าคลุมมาพร้อมกับสีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความเป็นรถแข่งตำนานในยุคบุกเบิกของ Ducati ซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นสายลายกราฟิกสีแดง ตัดกับสีขาวบริเวณนัมเบอร์เพลทหมายเลข 1 ช่วงแฟริ่งด้านหน้าและด้านข้าง ผสมสีดำที่เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ในบริเวณช่วงเฟรมด้านข้าง บังโคลนหน้า บังโคลนหลัง ครอบสวิงอาร์ม และสีทองที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ และชัยชนะในโลกมอเตอร์สปอร์ตที่ผสมผสานกันออกมาได้อย่างลงตัว  นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยแถบลายกราฟิกด้านข้าง สีธงชาติอิตาลี พร้อมของเสริมเติมแต่ง อาทิ ล้อ Marchesini สีดำ โช้คอัพหน้า-หลัง Ohlins ปั๊ม Brembo กันสะบัด Ohlins ปลอกแฮนด์ Domino เป็นต้น ซึ่งมองดูโดยรวมแล้ว ชวนทำให้นึกถึงรถแข่งของ Carl Fogarty สุดยอดนักแข่งชื่อดังตลอดกาล โดยการออกแบบในครั้งนี้ เกิดจากการร่วมคอลแล็บฯ ระหว่าง Centro Stile Ducati หรือสถาบันการออกแบบของดูคาติ และ Aldo Drudi ดีไซนเนอร์ระดับโลกที่ออกแบบลายหมวกกันน็อกให้กับนักแข่งระดับโลกมาแล้วมากมายนั่นเอง. Andrea Ferraresi ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และ Centro Stile Ducati กล่าวว่า “เราได้ระดมความคิด ที่จะใส่ลวดลายในโมเดลนี้ด้วยความประณีต และใส่ใจในรายละเอียดทุกจุดของตัวรถ ไม่ได้เพียงจำกัดแค่ความคิดสร้างสรรค์ สไตล์ และความสวยงามเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะใส่จิตวิญญาณ รู้สึก และประสบการณ์เสมือนรถแข่งขัน ในโมเดลนี้อีกด้วย” โดยโมเดลรุ่นนี้ ถูกจัดนำมาโชว์ในงานเพียงเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีขายหรือจำหน่ายแต่อย่างใด ยังไงก็รอข่าวดีในอนาคตจากทางค่าย แต่ถ้ามีขายละก็ คงจะดีไม่น้อย  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CFMoto 450NK 2024

CFMoto 450NK 2024 สปอร์ตเน็กเก็ดสุดเท่จากค่ายมังกรฟ้า เปิดตัวรุกตลาดยุโรปแล้วสำหรับเจ้า CFMoto 450NK 2024 สปอร์ตเน็กเก็ดสุดเท่จากค่ายมังกรฟ้า ที่ครั้งนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ในหลาย ๆ ด้านเพื่อผู้ขับขี่ได้มีประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่มีการดีไซน์ไว้อย่างโดดเด่นแต่ได้กลิ่นอายของพี่ใหญ่ในค่ายพิกัด 800 แล้ว ก็มีการปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์ที่ตอนนี้เครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 449 ซีซี เคลมแรงม้ามาที่ 46.27 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิด 39.3 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ แถมยังเคลมตัวเลขเกี่ยวกับความเร็วมาว่า สามารถทำ 0 – 100 กม./ชม.ได้ใน 4.9 วินาทีและทำท็อปสปีดได้ถึง 178 กม./ชม. โดยมีเพลาข้อเหวี่ยงใหม่แบบ 270° ที่ทำให้ได้คาแรกเตอร์กำลังเครื่องยนต์แบบวีทวิน พร้อมเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวเครื่องยนต์ยังมีบาลานซ์ชาฟต์คู่ช่วยรถแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้ขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุได้ 14 ลิตรเหมาะสมกับพิกัดรถ ช่วยให้ได้ระยะที่ไกลไม่ต้องเติมบ่อย เรื่องของช่วงล่างนั้นก็ให้มาดีพอสมควร ด้านหน้ามีโช้คหัวกลับขนาด 37 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยววางกลางปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก J.Juan ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม. พร้อม ABS ปิดท้ายเรื่องของช่วงล่างด้วยล้อและยางขนาด 110/70 R17 และ 150/60 R17 หน้าหลังตามลำดับ และที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีที่ให้มาแบบพอดิบพอดี ทั้งหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบแทร็คชันคอนโทรล และสลิปเปอร์คลัตช์ งานนี้ใครอยากเป็นเจ้าของก็ลำบากหน่อยนะครับ เพราะทางตัวแทนในไทยก็เงียบ ๆ กันไปเลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก