SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47

Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ส่องแบรนด์น้องใหม่และรุ่นรถที่ต้องดูในงานมอเตอร์โชว์ 2026 เจาะลึกรายชื่อค่ายรถและไฮไลต์สำคัญ

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
WorldSBK 2026 มีอะไรน่าดู!

WorldSBK 2026 ซีซันเดือดที่แฟนซูเปอร์ไบค์ห้ามพลาด รวมทุกไฮไลท์ ตั้งแต่การมาของผู้จัด F1, ก้อง สมเกียรติ, และการคัมแบ็กของ Suzuki

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
สเปค Suzuki V-strom 800 DE เท่ แรง ดุดัน

สเปค Suzuki V-strom 800 DE เท่ แรง ดุดัน Suzuki V-Strom 800 DE ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ไซส์กลางพิกัด 800 ซีซี ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทั้งดีไซน์ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบ ที่ตอบสนองผู้ขับขี่ ให้สามารถลุยได้ทั้าฝุ่นและทางเรียบ ราคาแนะนำ 479,000  บาท ​ การ์ดแฮนด์ติดมาให้จากโรงงาน ไฟหน้า 2 ระดับ ชิลด์หน้าปรับได้ 3 ระดับ หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว คันเร่งไฟฟ้า ช่องเสียบ USB เครื่องยนต์ Parallel Twin อกล่างและการ์ดหม้อน้ำติดมาจากโรงงาน ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 260 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว และล้อซี่ลวดขนาด 17 นิ้ว ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin และล้อซี่ลวดขนาด 21 นิ้ว แร็คท้ายขนาดใหญ่ ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ ล้ำสมัย สเปค Suzuki V-strom 800 DE ราคา และข้อมูล เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 776 ซีซี แรงม้า (เคลม) 84.3 แรงม้าที่ 8,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 78 นิวตันเมตรที่ 6,800 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 84.0 x  70.0 มม. อัตราส่วนการอัด 12.8 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่น ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 90/90 ล้อซี่ลวด 21 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 150/70 ล้อซี่ลวด 17 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa ระยะยุบ 220มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยวแบบโมโนโช้ค พร้อมรีโมท ระยะยุบ 220 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่ ขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก Nissin เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 260 มม. คาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดียว กว้าง X ยาว X สูง 975 x 2,345 x 1,310 มม. ระยะฐานล้อ 1,570 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 220 มม. ความสูงเบาะ 855 มม. น้ำหนักรถ 230 กก. ความจุถังน้ำมัน 20 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ช่องเสียบ USB  ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล Riding Mode  ระบบ Cornering ABS แบบเปิดปิดได้ ระบบช่วยสตาร์ทรถ

นักแข่ง Moto2 และ Moto3 ยืนยันพอใจ

นักแข่ง Moto2 และ Moto3 ยืนยันพอใจ หลังได้ทดสอบยาง Pirelli แม้การแข่งขัน MotoGP ที่สนาม Catalunya ที่บาร์เซโลนาจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีภารกิจดำเนินต่อ ภารกิจที่ว่าคือการทดสอบยาง Pirelli ที่กำลังจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนยางในคลาสรองของการแข่งขันโมโตจีพีในปี 2024 เป็นต้นไป และเบื้องต้นผลก็ออกมาว่า นักแข่ง Moto2 และ Moto3 ยืนยันพอใจ หลังได้ทดสอบยางจาก Pirelli การทดสอบเริ่มต้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 4 กันยายนจนไปจบในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยนักแข่งแต่ละคนจากทั้งสองคลาสได้ขี่กันคนละ 3 เซสชัน เป็นเวลารวมกันกว่า 3 ชั่วโมงบนแทร็กที่มีอุณหภูมิหลากหลายตั้งแต่ 30 – 50 องศาเซลเซียส ท่ามกลางอากาศสดใส นักแข่งทั้ง 2 คลาสจะได้ทดลองยาง Pirelli DIABLO Superbike ซึ่งเป็นยางสลิก ทั้งแบบซอฟต์และมีเดียมคอมปาวด์ ทั้งยางหน้าและยางหลัง โดยในรุ่น Moto2 จะได้ใช้ยางหน้าขนาด 125/70 R17 และยางหลังขนาด 200/65 R17 ขณะที่รุ่น Moto3 จะได้ใช้ยางหน้าขนาด 100/70 R17 และยางหลังขนาด 120/70 R17 ผลการทดสอบนั้นไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ Giorgio Barbier ผู้อำนวยการฝ่ายการแข่งขันรถจักรยานยนต์บอกว่าได้รับฟีดแบ็กในแง่ดี   “ผลการทดสอบร่วมกับทางนักแข่งและทีมแข่งทั้งรุ่น Moto2 และ Moto3 นั้นออกมาดีมาก ๆ สนามแห่งนี้เป็นสนามที่เค้นยางมาก ๆ ทว่าก็เหมาะกับการเป็นที่ ๆ ใช้ทดสอบครั้งแรกได้ดีมาก ๆ และช่วยยืนยันได้ถึงความดีงามของยางของเรา แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยเวลาที่ชัดเจน แต่เราได้เห็นว่าพวกเขาขี่ได้เร็วมาก ๆ และระดับของการสึกหรอเองก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากเช่นกัน” “แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราพิจารณาว่าวันนี้เป็นการทดสอบครั้งแรกในแบบปลั๊กแอนด์เพลย์ คือ แค่ใส่ยาง ไม่ได้เซ็ตติ้งรถเพิ่มนอกเหนือไปจากที่จะใช้แข่งที่ Misano ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เราทุกคนรู้ว่าเรามีโปรดักต์ที่แข็งแกร่งและสมรรถนะสูงมาก และเรายังได้รับคำชมจากนักแข่งและคนในทีมอื่น ๆ ต่างก็เห็นด้วยเรื่องนี้”  “นอกจากนี้การยึดเกาะและสมรรถนะของยาง อาการของยางที่สัมผัสได้ชัดเจน ง่ายต่อการใช้งานและความมั่นใจที่แสดงออกมาให้เห็นที่ยางหน้า อีกทั้งยังต้องขอบคุณบาลานซ์ที่ดีระหว่างยางหน้าและยางหลัง นักแข่งต่างสามารถที่หวดหนัก ๆ ได้ตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ท จากการที่ยางให้การควบคุมและความแม่นยำที่ดีแบบที่ยางของเราการันตีให้ได้”  “หรือจะพูดว่าพวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยได้ในทันที และนักแข่งล้วนเห็นไปในทางเดียวกัน โดยไม่มีเสียงแตก นับเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม” “และผมยังบอกพวกเขาไปอีกว่าหากว่าเซ็ตรถให้เข้ากับยางเราให้ลงตัวที่สุดแล้วก็รับรองได้ว่าพวกเขาจะได้ระเบิดศักยภาพเต็มขีดสุดของพวกเขาออกมาได้แน่“ นอกจากนี้ทาง SuperBike Thailand เรายังได้สัมภาษณ์ส่วนตัวกับนักแข่งหนึ่งในผู้ทดสอบยางในครั้งนี้ด้วย โดยเขาให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า “กริปยางนั้นดีมาก ๆ แต่ขนาดยางนั้นน่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกันอีกทีครับ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Millyard Viper V10 ทำสถิติซ้อน 2 เร็วที่สุดในโลก

Millyard Viper V10 ทำสถิติซ้อน 2 เร็วที่สุดในโลก ถ้าหากพูดถึงรถซูเปอร์เน็กเก็ตไบค์โฮมเมดที่มีน้ำหนักมากถึง 630 กก. ไม่มีแฟริ่ง และทำสถิติความเร็วสูงสุดระดับโลกนั่นละก็ คงจะต้องคุ้นตากับพี่เบิ้มพลัง 10 สูบอย่าง Millyard Viper V10 สุดยอดผลงานชิ้นเอกของตาลุง Alan Millyard แถมตอนนี้ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง ด้วยการทำลายสถิติโลกกับความเร็วสูงสุดที่เขาสามารถทำได้ กับสถิติรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ทำความเร็วที่สุดในโลกที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. แต่ตาลุง Millyard ยังแอบบ่นอีกด้วยนะว่า ถึงความเร็วมากมายขนาดนี้ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจซักเท่าไหร่   จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ไมล์/ชม. หรือ 321.8 กม./ชม. เขายังบอกอีกด้วยนะว่า เขาปรับอัตราทดเกียร์ผิด แต่ถ้าปรับอัตราทดเกียร์ ได้ความเร็วรอบตามที่ต้องการล่ะก็ ความเร็วอาจจะไปถึงเป้าอย่างแน่นอน โดยสถิติดังกล่าว ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้ง Alan Millyard และคู่หูดูโอ้ของเขาอย่าง Henry Cole คร่อมพี่เบิ้ม Viper 10 หวดความเร็วทางตรงบนรันเวย์ในระยะทาง 3,000 ม. ที่สนามบิน Elvington, North Yorkshire โดยทั้งคู่สร้างผลงานที่ดีที่สุดในการขับขี่รอบที่ 6 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าพี่เบิ้มปีศาจ Viper 10 สามารถทำลายสถิติเดิมซึ่งเป็นของคู่รักชาวอเมริกันอย่าง Erin Hunter และ Andy Sills ที่ Bonnaville Salt Beach เมื่อปี 2011 ที่ถูกบันทึกสถิติความเร็วไว้ที่ 181.42 ไมล์/ชม. หรือ  291.98 กม./ชม. นอกจากนี้ พี่เบิ้มปีศาจยังทำให้ Henry Cole และ Alan Millyard คว้าสถิติใหม่ สำหรับการขับขี่แบบมีคนซ้อน โดยสามารถบันทึกสถิติความเร็วสูงสุดไว้ที่ 183.5 ไมล์/ชม. หรือ 295.31 กม./ชม. และทำลายสถิติเจ้าของคนเดิม จากที่เคยทำไว้เมื่อปี 2011 ที่ 181.26 กม./ชม. หรือ 291.7 กม./ชม. แค่นั้นยังไม่พอยังสามารถทำสถิติความเร็วสูงสุดในช่วงออกสตาร์ทในระยะทาง 1 ไมล์ ที่ 178.614 ไมล์/ชม. หรือ 287.45 กม./ชม. นับว่าเป็นสุดยอดรถโฮมเมดที่มีพละกำลังและความเร็วสูงสุดในโลกเท่าที่เคยมีมา  และที่มาของความแรงของพี่เบิ้มปีศาจคันนี้ ด้วยการถอดเครื่องยนต์รถซูเปอร์คาร์ตำนานอย่าง Dodge V10 GTS มาใส่ไว้ในคันนี้ กับเครื่อง 10 สูบ ขนาด 8,277 ซีซี พร้อมพละกำลังแรงม้าถึง 500 ตัว และแรงบิดที่ 712 นิวตันเมตร พร้อมที่จะกระชากวิญญาณหายวับไปกับตา แต่คงไม่ใช่ตาลุงคนบ้าอย่าง Millyard แน่ ๆ โดยปัจจุบันพี่เบิ้ม Viper 10 ถูกบันทึกสถิติในกินเนสส์บุ๊กทั้ง รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่เร็วที่สุดในโลก (295.31 กม/ชม.) รถออกตัวที่เร็วที่สุดในโลกในระยะ 1 ไมล์ และรถที่เร็วที่สุดในโลก แบบมีคนซ้อน (287.45 กม./ชม) และนั่นคือสถิติสุดท้ายของตาลุง Millyard และ Henry Cole ที่ทำได้ ด้วยการทดสอบและพัฒนารถอย่างไม่หยุดหย่อนของตาลุง Millyard เชื่อได้ว่าในอนาคตจะต้องสามารถสร้างสถิติความเร็วครั้งใหม่ได้อย่างแน่นอน หรืออาจเป็นม้ามืดรุ่นไหนของใคร ไว้มารอดูกัน ถ้าหากในบ้านเราจะลองทำแนวนี้ล่ะก็ ก็ลองทำได้นะครับ  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CatalanGP 2023 อัปเดตอาการบาดเจ็บ 2 นักแข่งจากทีม Ducati

CatalanGP 2023 อัปเดตอาการบาดเจ็บ 2 นักแข่งจากทีม Ducati สร้างความตกตะลึงให้กับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก สำหรับอุบัติเหตุไม่คาดฝันนักของแข่งคู่บุญจากทีมแข่งโรงงาน ดูคาติ ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา สำหรับนักแข่ง Enea Bastianini เกิดการล้มสไลด์ พาโดมิโน่ 5 คันรวดในโค้งแรก และเจ้าของแชมป์โลกอย่าง Francesco Bagnaia เกิดไฮไซด์ ท้ายสะบัดตีลังกา แถมยังไม่พอโดนรถแข่งของ Brad Binder พลาดทับขาเต็ม ๆ แบบเลี่ยงไม่ได้ หลังจากตีธงแดง เจ้าหน้าที่สนามจึงรีบนำพานักแข่งไปรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ ก่อนที่เคลื่อนย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล โดยล่าสุดทางแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่าปลอดภัยทั้งคู่  สำหรับบัญญาญ่า หลังจากการตรวจรักษาออกมาแล้วว่าปลอดภัย โดยเช็คผลสแกนทั้งกระโหลกศีรษะ หน้าอก และหน้าท้องไม่เป็นอะไรมาก รวมถึง ผลตรวจเอ็กซ์เรย์บริเวณกระดูกขานั้นไม่เกิดแตกหักอย่างใด เพียงมีอาการฟกช้ำหลายแห่ง และแน่นอนว่าบาดแผลเหล่านี้สามารถหายทัน และพร้อมให้ลงสนามสำหรับการแข่งขันในรอบต่อไป  อีกด้านนักแข่งของทีมดูคาติ จะต้องเข้ารับการผ่าตัดสองที่ ทั้งกระดูกบริเวณฝ่ามือข้างซ้าย และเอ็นข้อเท้าข้างซ้ายเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่า เขาจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างโดยเร็ว เพื่อเร่งฟื้นให้หายได้เร็วยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ดี Bastianini ยังคงได้รับบทลงโทษ Double Long Lap ในการแข่งขันรอบถัดไป แต่คงไม่ใช่สนาม Misano ที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ อย่างแน่นอน  คงหายห่วงได้เลยครับ สำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต และเชื่อว่าทางทีมเทคนิคคงมีการปรับปรุงรถแข่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชียร์ และให้กำลังใจนักแข่งสำหรับการแข่งขันในรอบถัดไป ในการแข่งขัน MotoGP สนาม 12 วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 9-10 กันยายน 2566 นี้ ที่ Misano World Circuit ประเทศอิตาลี  อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ไฮไซด์ คืออะไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร มาดูกัน..!!

ไฮไซด์ คืออะไร จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามาหาสาเหตุกัน จากเหตุการณ์ล่าสุด ในสนาม MotoGP ที่คาตาลุนย่า หรือบาเซโลน่ากรังปรีซ์ ทุกคนที่ได้เห็นฟรานเชสโก้ ‘เป๊กโก้’ บันยาญ่า สะบัด จนดีด ตัวเขาลอยขึ้นไปบนอากาศ สู่ความเวิ่งว้างอันไกลโพ้นในเสี้ยววินาทีนั้น เพื่อนๆ ที่เพิ่งได้ดู ต่างรุ้สึกหวาดเสียวจนบอกไม่ถูก หลายคนอาจยังไม่รุ้จักว่า ที่เรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘ไฮไซด์’ นั้น คืออะไร และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร มาทางนี้ SB จะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายๆกัน การสูญเสียแรงยึดเกาะ หรือ กริป ในชั่วขณะ ขณะขับขี่หรือเข้าโค้ง ด้วยความเร็ว คือคำตอบ แบ่งออกเป็น ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ในกรณีนี้ เราจะอธิบายการเกิดไฮไซด์ ให้เข้าใจง่ายๆที่สุดก่อน ทั้ง ไฮไซด์ และ โลว์ไซด์ ต่างก็คือ การสูญเสียแรงยึดเกาะ ที่มากเกินไป (หรือน้อยเกินไปในกรณีน้อยไปจะเกิดในโลวไซด์มากกว่า )เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่ผลลัพธ์ แน่ล่ะ เจ็บตัวเหมือนกันแน่นอน ต่างกันที่สถานการณ์และปัจจัยภายนอกอยุ่บ้าง ไฮไซด์นั้น เกิดจากการสูญเสียแรงยึดเกาะ ในชั่วขณะนึง ในหลายปัจจัย ยางเย็นเกินไป มีสิ่งผิดปกติบนผิวถนน การเปิดคันเร่งที่ ‘ล้น’ หรือมากเกินไป หรือการเบรคลึกและรถมีน้ำหนักเทไปข้างหน้ามากจนล้อหลังเกิดแรงบิดสูงแต่น้ำหนักที่ลงพื้นกลับเสียสมดุล ทำให้ล้อหลัง พยายาม ’แซง’ ล้อหน้า เวลารถเอียงขณะระหว่างอยู่ในโค้ง ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะ ‘ชั่วขณะนึง’ แต่ชั่วขณะพริบตานี้ ก็ทำให้รถเกิดอาการ ‘ขวาง’ แต่ในพริบตานั้น เมือแรงบิดลดลง ล้อที่กำลังสปินอย่างรุนแรง กลับไปแตะพื้นถนนอีกครั้ง ฟริกชั่นที่จับพื้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่รถเสียสมดุลขวางถนนอยู่ แต่ไม่ทำให้รถล้ม (ถ้าสไลด์แบนลงไปเลย คือ ‘โลว์ไซด์’) กลับทำให้เกิดการสะบัดอย่างรุนแรง จนดีดผู้ขับขี่หลุดลอยจากรถขึ้นไปในแนวดิ่ง กรณีนี่้ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากตกลงมากระแทกพื้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจากการถูกรถที่ตามมาปะทะ เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้นไปอีก ซึ่งการไฮไซด์ในสนามที่มีการควบคุมและมีความปลอดภัยสูง ยังเกิดความเสียหายสูงได้ แล้วหากเป็นถนนที่เราใช้ๆกันละ ไม่อยากจะคิด… ยิ่งบนถนนความเสียหายนั้นอาจเกินคาดเดา เพราะบนถนน ไม่มีบ่อกรวด ไม่มีรันเวย์เผื่อให้คุณไถลไกลๆ ไม่มีเมดิคัลเซอร์วิสรอรับคุณ ยิ่งหากคุณขับขี่อยุ่ในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ถนนต่างจังหวัด บนภูเขาห่างไกลชุมชน มีแค่กำแพง ราวเหล็ก รั้วหลักกิโลปูน พงหญ้า ต้นไม้ใหญ่ ไม่นับ รถที่กำลังตามมา รอบด้านบนถนน ล้วนมีปัจจัยก่อให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตได้ทุกอย่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดไฮไซด์หรือโลว์ไซด์ -ยางใหม่เกิดยังมีwaxเคลืบหน้ายางจากโรงงาน (เราถึงแนะนำให้ ยางใหม่ อย่าเพิ่งเปิดหนัก ใส่โค้งแรงๆ ให้รันอินเปิดหน้ายางไปก่อน อันนี้สำคัญ) -เบรคหลังหนักเกิน ล้อล็อค (มือใหม่เป็นกันเยอะ ใช้เบรคหลังพอๆกับเบรคหน้า) -ใช้ Engine Brake ไม่คล่อง ชิพท์ดาวไม่ถูกจังหวะ (มาฝึกเรียนรู้ในสนามให้มากขึ้น มีประโยชน์มาก) -เปิดคันเร่ง ‘ล้น’ หรือมากเกินไป ขณะกำลังออกโค้ง -แต่งตัวก่อนถึงโค้งช้าเกินไป โอเวอร์สเตียร์ จนล้อหลังดริฟท์ออกข้าง (แต่เราคุมไม่ได้ ถ้าไม่เคยชิน ) – ลีนอินมากและเร็วเกินไป (กรณีนี้จะเป็นโลว์ไซด์) – เซทติ้งช่วงล่างสำคัญ โช้คอัพนิ่มจนเกินไปยัน แล้วดีดส่งผู้ขับขี่ออกจากตัวรถ – มีสิ่งที่ไม่คาดคิดบนพื้นถนน ไม่ว่าคราบน้ำมัน น้ำนอง ของเหลวต่างๆ น้ำขยะ ทราย ดินหล่น ซึ่ง เมื่อล้อหลังสูญเสียกริป ไปคนละทางกับล้อหน้าแล้ว โอกาสที่เราจะกู้สถานการณ์ แทบเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่เราแนะนำสำหรับนักขี่มอเตอร์ไบค์อย่างเราๆ นอกเหนือไปจากที่เราอยากให้คุณไปเรียนรู้การขับขี่ควบคุม ตามหลักสูตรต่างๆที่มีสอนมากมาย ทั้งคอร์สอบรมจากผู้ผลิต หรือหลักสูตรแอดวานซ์ในสนามงานแทรคเดย์ หรือจากคอร์สที่เปิดสอนทั้วไปให้เลือกแล้ว คือ – อย่าประมาท อย่าเอาตัวเองไปอยุ่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง บนถนนที่ตัวเองไม่คุ้นเคย คืดในแง่ร้ายไว้ก่อน ไม่เห็นปลายโค้ง ไม่รุ้ว่ามีอะไรอยุ่ ลดความเร็วลง – เลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน ยางสนาม ไม่ใช่ยางถนน มันร้อนไม่พอ แรงยึดเกาะมันยังไม่พร้อมใช้งาน อันตรายมาก เลือก Multipurpose ก็มีหลายรุ่นให้เลือกแล้ว – ระบบอิเลคโทรนิกส์ในรถ ปัจจุบัน มีมาให้ใช้ตั้งแต่รถตลาด ซีซีน้อยแล้ว แทรคชั่นคอนโทรล เบรค ABS Anti Wheelie เป็นพื้นฐาน พึ่งมันซะ มืออาชีพขี่ถนนยังใช้กันเลย ใช้ให้เป็น โหมดขับขี่

Fast Johnnie Road Glide ST

Fast Johnnie Road Glide ST โมเดลพิเศษที่ท่านอ้นคร่อม ล่าสุด Facebook ของท่านอ้น หรือท่านวัชรเรศร วิวัชรวงศ์ ได้โพสต์ข้อความและภาพว่าท่านได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคม ของกลุ่ม Mad Hogs ซึ่งเป็นกลุ่มของชาวไทยในอเมริกาที่นิยมในรถ Harley-Davidson และขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในสังคมไทยในอเมริกา โดยเจ้ารถคันสีฟ้าขาวที่ท่านได้คร่อมนั้นสะดุดตาสาวกอเมริกันแบ็กเกอร์อย่างยิ่ง แน่นอนว่า เราก็ได้ไปหาข้อมูลมาแล้วว่ารถคันดังกล่าวคือรุ่นอะไร ซึ่งมันก็คือเจ้า Fast Johnnie Road Glide ST ทัวริ่งไบค์โมเดลพิเศษจำนวนจำกัด ที่โดดเด่นด้วยงานเพ้นท์สี และลวดลาย Johnnie The Pig บนถังน้ำมัน ขุมพลัง Milwaukee-Eight 117 วีทวิน ขนาด 1,923 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเกียร์ 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยสายพานตามแบบฉบับรถอเมริกันมัสเซิลไบค์ ให้กำลังสูงถึง 102 แรงม้าที่รอบต่ำเพียง 4,750 รอบต่อนาที กับแรงบิดมหาศาลที่ 169 นิวตันเมตร ที่รอบ 3,500 รอบต่อนาที โดยโมเดลนี้มีจำหน่ายที่ราคา 1,816,000 บาท งานนี้ใครอยากเท่เหมือนท่านอ้น ก็ลองติดต่อตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านได้เลยนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield Bullet 350

Royal Enfield Bullet 350 เปิดตัวแล้วที่แดนภารตะ รุกตลาดหนักตลอดสำหรับค่ายรถอังกฤษที่มาเจริญเติบโตจนยิ่งใหญ่ที่อินเดีย ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ในตระกูลที่ได้ชื่อว่ามีการผลิตมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก อย่าง Royal Enfield Bullet 350 2023 ซึ่งทางค่ายยกว่ามันคือตำนานที่ถูกสร้างด้วยจิตวิญญาณ กล้ามเนื้อและเหล็กกล้า เรื่องรูปลักษณ์คงไม่ต้องพูดลงรายละเอียดมากนัก มันยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกที่แทบจะไม่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะลายเส้นสีทองบนถังน้ำมันที่เพ้นท์ขึ้นด้วยมือสุดปราณีตกับองค์ประกอบสุดคลาสสิกต่าง ๆ มากมาย ทีเด็ดของโมเดลนี้เห็นจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เป็นเครื่องแพล็ตฟอร์ใหม่จาก J-Series มาพร้อมช่วงชักยาว โดยจะเป็นเครื่องสูบเดียวขนาด 350 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด พร้อมเทคโนโลยีเคาน์เตอร์บาลานเซอร์ แต่ยังคงไว้ด้วยเอกลักษณ์สุ้มเสียงในแบบฉบับเดิม นอกจากเครื่องยนต์ใหม่แล้วยังมีแชสซีใหม่ โดยมีเฟรมแบบเปลคู่ใหม่เพื่อเพิ่มความสเถียรเวลาขับขี่ แต่โช้คยังคงเป็นโช้คหน้าเทเลสโคปิกและโช้คหลังคู่ ส่วนระบบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจาก ByBre พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ยังมีเบาะนั่งใหม่ที่ออกแบบให้มีพื้นที่นั่งมากขึ้นและยังพัฒนาให้รองรับต้นขาได้ดีขึ้น ทำให้นั่งสบายได้ทั้งทางใกล้ทางไกล รวมถึงมีการปรับหน้าจอเรือนไมล์ใหม่เป็นเรือนไมล์ผสมดิจิทัลและอนาล็อก เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำ แต่ขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งความคลาสสิก และเพิ่มช่องจ่ายไฟแบบ USB เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในยุคสมัยใหม่มากขึ้น สำหรับสนนราคาเปิดตัวนั้นก็เริ่มต้นที่ 173,562 รูปีหรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 74,000 บาท งานนี้ก็ต้องมาดูว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในไทยกันหรือเปล่าครับ สำหรับโมเดลนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zeths ZFR 525 R Avenger รถจีนที่เรโทรได้ใจวัยรุ่น 90

Zeths ZFR 525 R Avenger รถจีนที่เรโทรได้ใจวัยรุ่น 90 ค่ายรถจากแดนมังกรน้องใหม่เปิดตัว Zeth ZFR 525 R Avenger สปอร์ตไบค์ไซส์กลางที่มาในสไตล์ของเรโทรไบค์ที่เรียกได้ว่าฉีกแนวจากรถจีนจากค่ายอื่น ๆ ที่มักจะใช้รูปแบบของการก็อปปี้แคท ให้รถออกมาเหมือนหน้าตาจากค่ายรถอื่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย แถมออกมาดูดีไม่หยอกอีกด้วย เรื่องดีไซน์สำหรับเจ้าคันนี้คือได้แรงบันดาลใจมาจากสปอร์ตไบค์ในช่วงทศวรรษ 80 ซึ่งต่างจากรถในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเส้นสายเฉียบคมและดุดันแบบสิ้นเชิงเลย เพราะเจ้านี่เต็มไปด้วยแฟริ่งที่ทั้งกลมทั้งมน แถมด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ตามแบบฉบับยุคนั้นอีกด้วย แต่ภายใต้แฟริ่งสไตล์เรโทรนั้นตัวรถเต็มไปด้วยอะไรที่ทันสมัยและโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นโช้คหัวกลับหรือว่าจะเป็นสวิงอาร์มเดี่ยวที่ทำงานร่วมกับโช้คหลังเดี่ยว ผิดกับรถในสมัยก่อน ๆ ในแง่ของสมรรถนะเจ้านี่มาพร้อมขุมพลัง 2 สูบ 494 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด คล้ายคลึงกับเครื่องยนต์ของรถจีนจากค่ายอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าตากลมคันนี้มาพร้อมแรงม้าที่ 48 ตัว ถือว่ากำลังพอดิบพอดีเลยล่ะครับ ช่วงล่างจะมีเฟรมเป็นเฟรมอลูมิเนียมแบบบริดจ์เฟรม ระบบกันสะเทือนโช้คหน้าหัวกลับ และโช้คหลังเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มเดี่ยวสุดเด่น ด้านหน้ามีดิสก์เบรกหน้าคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 สูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมระบบเบรก ส่วนเรื่องราคาจำหน่ายคาดกันว่าอยู่ที่ราว ๆ 40,000 – 50,000 หยวน หรือราว ๆ 200,000 – 250,000 บาท อย่างไรก็ดีบ้านเรายังไม่มีตัวแทนจำหน่าย ถ้าอยากได้ก็คงต้องลำบากกันหน่อยครับ แต่ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่มีดีไซน์น่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ruroc Star Wars หมวกกันน็อคของเหล่าคนรักสตาร์วอร์

Ruroc Star Wars หมวกกันน็อคของเหล่าคนรักสตาร์วอร์ Ruroc Star Wars ทั้งคอลเล็กชันนั้นมีทั้งหมดอยู่ 3 ลวดลายด้วยกัน โดยจะมีพื้นฐานมาจากรุ่น Atlas 4.0 Carbon ทั้งหมด ซึ่งทางแบรนด์ก็คาดว่าน่าจะได้ลูกค้าใหม่จากกลุ่มแฟนสตาร์วอร์เป็นแน่แท้ โดยหมวกแต่ละลายก็ได้ทำลวดลายตามแบบของตัวละคนที่มาจากซีรี่ส์ไซไฟชื่อดังระดับโลกเรื่องนี้นี่เอง ซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 ตัวละครด้วยกัน คือ ดาร์ธ เวเดอร์ Darth Vader, สตอร์มทรูปเปอร์ Stormtrooper และโบบา เฟ็ต Boba Fett แน่นอนว่าลวดลายสีสันจะไม่เหมือนกันเลย สำหรับรายละเอียดนอกจากลวดลายตามตัวละครในเรื่องแล้วหมวกแต่ละใบจะมีโลโก้สตาร์วอส์อยู่ที่ด้านหลังของหมวกระหว่างสปอยเลอร์หลังและสติ๊กเกอร์รับรองมาตรฐาน ECE 22.06 ส่วนเรื่องของฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็จะได้เหมือนหมวกตัว Atlas 4.0 Carbon ทั้งเรื่องน้ำหนักเบา และโฟมหมวกหลายความหนาแน่น ที่เป็นจุดเด่น ซึ่งยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki KX450SR 2024

Kawasaki KX450SR 2024 จัดเต็ม เพื่อชัยชนะของคุณ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะค่ายรถแบรนด์ไหน ๆ ต่างก็เข็นรถที่มักจะมีคำว่า Edition หรืออิดิชันออกมาอยู่เป็นประจำ เช่น ลิมิเต็ด อิดิชัน หรือสเปเชียล อิดิชัน เป็นต้น แล้วก็จะมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น ลวดลายกราฟิกพิเศษ ตกแต่งพิเศษ หรือไม่ก็อัปเกรดให้เป็นเวอร์ชันที่พิเศษจริง ๆ และวันนี้ Kawasaki KX450SR ก็เป็นอย่างหลัง โดย SR สื่อถึง Special Racer เริ่มต้นกันที่เครื่องยนต์สูบเดียว 449 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเกียร์ 5 สปีด สำหรับโมเดลพิเศษนี้เมื่อเทียบกับโมเดลสแตนดาร์ด มีการขัดพอร์ตไอดี ใช้ท่อไอเสียจาก Pro Circuit และจูนกล่อง ECU ใหม่ ให้ทำงานเข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งทำให้แตกต่างจากเครื่องสแตนดาร์ดจนสัมผัสได้ โดยสัมผัสแรงบิดที่เพิ่มขึ้นได้ชัดเจน เวลาออกตัวจากโค้ง เรียกว่าให้ฟีลเหมือนกับตัวแข่งเลย ส่วนเรื่องของช่วงล่างนั้นมีการอัปเกรดมาใช้แผงคอตัวท็อปอย่าง Xtrig ROCS-Tech ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Progressive Handlebar Damping System ช่วยซับแรงกระแทกเวลาโดดเนินต่าง ๆ ทำให้คอนโทรลรถได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ระบบกันสะเทือนจะเป็นของ Showa เต็มระบบ  ซึ่งมีการอัปเกรดเพิ่มด้วยการเคลือบไทเทเนียมออกไซด์และปรับปรุงเรื่องระบบวาล์วภายในโช้ค ซึ่งแน่นอนว่าปรับแต่งได้เต็มระบบ ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 270 ม.ม.ของ Braking พร้อมคาลิเปอร์เบรก 2 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 250 จาก Braking เช่นกัน พร้อมคาลิเปอร์เบรกลูกสูบเดี่ยว นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดพิเศษเพิ่มเติมดังนี้ ฝาครอบคลัตช์จาก Kawasaki Racing Team by Hinson ล้อซี่สีดำของ D.I.D. Dirt Star ST-X สเตอร์หลัง Renthal พร้อมโซ่ D.I.D. สีทองสุดเด่น และที่คาดไม่ได้เลยคือลายกราฟิกแบบเดียวกับทีมโรงงานในรายการ MXGP เรียกว่าเป็นรถที่พร้อมแข่งได้เลย งานนี้ใครชอบโดดเนินและเป็นสาวกค่ายเขียวตัวจริงนั้นถือว่าไม่ควรพลาดครับ แต่เรื่องการจำหน่ายในไทยก็น่าจะยากหน่อยนะครับ เพราะราคาน่าจะแรงเอาเรื่องอยู่ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ทำไม Triumph ฝากอนาคต ของตัวเองไว้กับ Moto2 ?

ทำไม Triumph ฝากอนาคต ของตัวเองไว้กับ Moto2 ? ระหว่างการแข่งขัน MotoGP ที่อังกฤษซึ่งจบไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทางไทรอัมพ์ได้ประกาศต่อสัญญาที่จะซัพพอร์ตเครื่องยนต์สำหรับการแข่งขันในคลาสโมโตทูไปอีกจนจบปี 2029 รู้มั้ยครับว่า ทำไม Triumph ฝากอนาคต ของตัวเองไว้กับ Moto2 ไม่ใช่รายการอื่น? แฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตน่าจะรู้กันดีว่าตอนนี้ค่ายรถแดนผู้ดีจากเมือง Hinckley ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนหลังไปได้นับร้อยกว่าปี ได้ซัพพอร์ตเครื่องยนต์อยู่ในรายการโมโตทูมาระยะนึงแล้ว หลังจากเทคโอเวอร์มาจาก Honda ที่เคยซัพพอร์ตเครื่อง 4 สูบ 600 ซีซีในรายการเดียวกันนี้มาตั้งแต่ปี 2010 จนถึง 2018 โดยทางค่ายส่งมอบเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 765 ซีซีให้ใช้แทน และเจ้าเครื่องที่ว่านี้ก็ช่วยทำลายสถิติเวลาของรายการนี้ในทุก ๆ สนามที่ใช้จัดแข่งขัน รวมถึงช่วยให้ Marco Bezzecchi, Raul Fernandez, Augusto Fernandez, Luca Marini และ Enae Bastianini ได้ไปต่อในการแข่งขัน MotoGP สาเหตุของคำถามดังกล่าวนั้นมีหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์อย่าง Steve Sargent ได้ออกมากล่าวในทำนองว่า 5 ปีที่ซัพพอร์ตมานั้นไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของเราอย่างเดียว แต่มันแสดงให้เห็นได้ว่าเรามีความสามารถทางวิศวกรรมและพัฒนาสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้ดีแค่ไหน รวมไปถึงการแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความทนทานของเครื่องยนต์ของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การได้เห็นเครื่องยนต์ของตัวเองทั้งหมด 32 เครื่องถูกเค้นจนหมดไส้อยู่ตลอด มันทำให้เราได้ข้อมูลที่มีมูลค่าแบบประเมินค่าไม่ได้จำนวนมากเลย ซึ่งมันช่วยให้เราพัฒนาเครื่องยนต์ของเราได้มากเลย และที่เราต่อสัญญาออกไปก็เพราะว่าเราต้องการที่จะพัฒนามันอย่างต่อเนื่องไปอีก ไม่หยุดเพียงเท่านี้นั่นเอง อย่างไรก็ดีทางไทรอัมพ์ยังมีแผนพัฒนารถที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงจากฟอสซิลอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันก็เป็นไปในทางเดียวกันคือทุกการแข่งขันในรายการ MotoGP ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะใช้เชื้อเพลิงผสม โดยมาจากเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ฟอสซิล 40% ผสมกับน้ำมันแบบเดิม และในปี 2027 เป็นต้นไปจะใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอื่น 100% ซึ่งก็จะทิศทางการพัฒนาก็จะตรงกันกับของไทรอัมพ์นั่นเอง และแม้ว่ารถไฟฟ้าจะถูกผลักดันอย่างมากจากภาครัฐ แต่มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับรถยนต์ที่มีพื้นที่ให้ใช้งานมากกว่าในการผลิตและออกแบบ ตลอดไปจนถึงเรื่องของแบตเตอรี่ ขณะที่เทคโนโลยีในทุกวันนี้ พอนำมาใส่บนมอเตอร์ไซค์แล้วมันจำกัดกว่ามาก ดังนั้นเราก็จะพัฒนาทางเลือกอื่นไปด้วย เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างที่ทั่วโลกตั้งใจกัน สุดท้ายนี้แฟน ๆ อย่างเราก็มีแต่ได้ประโยชน์นั่นล่ะครับ ก็ติดตามการพัฒนาของทางไทรอัมพ์และรอรถสปอร์ตจากเครื่องยนต์ตัวนี้ไว้ได้เลยครับ ยังไงเสียมันก็ต้องมาแน่ ๆ แค่เมื่อไหร่เท่านั้นล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Nmax Trip จัดวันเดย์ทริป พาสาวกซิ่ง กรุงเทพ-เขาใหญ่

Yamaha Nmax Trip จัดวันเดย์ทริป พาสาวกซิ่ง กรุงเทพ-เขาใหญ่ ไทยยามาฮ่า จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะสาวกยามาฮ่าและสื่อมวลชน ในงาน Yamaha Nmax Trip with จอห์นไรเดอร์ กับกิจกรรมขับขี่แบบวันเดย์ทริปจาก กรุงเทพ-เขาใหญ่ พร้อมส่งต่อความสุข มอบเงินสนับสนุนและของใช้จำเป็นให้แก่น้อง ๆ โรงเรียนสอนคนตาบอลมกุฏคีรีวัน  ในครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับทางยามาฮ่า พร้อมกลุ่มลูกค้า Yamaha Nmax 155 ร่วมเดินทางจากเส้นทางกรุงเทพสู่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งนำโดยยูทูปเบอร์ชื่อดังในแวดวงการมอเตอร์ไซค์อย่าง จอห์นไรเดอร์ ที่จะไปร่วมเสิร์ฟความสนุกให้กับลูกค้าในกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย และอีกหนึ่งหัวใจหลักสำหรับทริปครั้งนี้ นั่นก็คือการนำโมเดล Yamaha Nmax 155 ปี 2023 หรือโมเดลโฉมปีล่าสุด มาร่วมทดสอบสมรรถนะ และใช้งานแบบเต็มพิกัด โดยทริปครั้งนี้ มีระยะทางรวมมากกว่า 200 กม. และแน่นอนเมื่อเตรียมความพร้อม เซ็ตทริปที่หน้าจอเรียบร้อย จึงเริ่มออกสตาร์ทที่ Yamaha Premium Service ศรีนครินทร์ และแวะเติมน้ำมัน ก่อนจัดขบวนทริปและเดินทางยาว ๆ ลัดเลาะผ่านเส้นทาง ถนนกรุงเทพกรีฑา มุ่งหน้าผ่านมีนบุรี-คลองหลวง-บ้านนา จ.นครนายก (109 กม.) ก่อนแวะพักจุดที่ 2 ที่สระบุรี ในระหว่างขับขี่ ต้องขอพูดฟีลลิ่งกันหน่อย สำหรับเจ้า Yamaha Nmax 155 โฉมปีล่าสุดรุ่นนี้ ตัวรถออกแบบมาได้อย่างดี โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 177 ซม.ขี่สบายเลย ด้วยท่านั่งเเละพื้นที่การวางเท้าที่ปรับได้ 2 ระดับ ในเวลาออกทริปนาน ๆ เกิดเมื่อยละก็สามารถเหยียดขาได้เลย รวมถึงตัวเบาะขนาดใหญ่ออกเเบบมาให้นั่งได้สบาย เเม้จะขี่คนเดียวหรือมีคนซ้อนไปด้วย ตอบโจทย์ รวมไปถึงมุมมองของผู้ขับขี่ก็ไม่ได้ก้มต่ำมาก ทำให้คอนโทรลง่าย คล่องตัว ทั้งขับขี่ในเมืองหรือแม้กระทั่งออกทริปต่างจังหวัด  ในส่วนของพละกำลังของโมเดลรุ่นนี้ กับเครื่องยนต์บลูคอร์ 1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วเเปรผันอัจฉริยะ VVA ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากทางค่าย ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเดินทางในทริปครั้งนี้สนุกมากขึ้น เพราะระบบตัวนี้ช่วยให้อัตราเร่ง ทั้งรอบต้น กลาง และปลาย ไหลลื่นได้ดี แถมประหยัดน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย สำหรับการขับขี่ในทริปนี้ ได้ใช้ความเร็วที่ 60-80 กม./ชม. กับเส้นทางในเมืองเเละเส้นทางจราจรในช่วงติดขัด เเละเพิ่มความเร็ว 80-110 กม./ชม. ในเส้นทางนอกเมือง ทำอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื่อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 47.4 กม./ลิตร และยังมาพร้อมกับถังน้ำมันขนาด 7.1 ลิตร ซึ่งเติมน้ำมันครั้งเดียว วิ่งทางไกลได้ยาว ๆ ถืออยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างประหยัด พูดถึงช่วงล่างกันบ้าง กับระยะทางจุดเเรกที่ 109 กม. ก็มีโอกาสได้ลองจับฟิลลิ่ง ทั้งการขับขี่ในเมืองเเละขับขี่ออกทริปทางไกล ด้วยโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นเเบบโช้คคู่ ปรับพรีโหลดได้ ขนาดล้อเป็นล้อเเม็ก หน้า-หลัง 13 นิ้ว เเบบไม่มียางใน รวมถึงระบบดิสเบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel ทำให้ทริปครั้งนี้ดึงศักยภาพของตัวช่วงล่างออกมาใช้ได้เป็นอย่างดี ทั้งการควบคุม คอนโทรลตัวรถ การพลิกรถเปลี่ยนเลน ระยะการเบรก  Nmax 155 ทำออกมาได้เป็นอย่างดีไม่มีผิดหวัง ทั้งถนนขรุขระ หรือรอยต่อถนน ถือว่าผ่านเลยจุดนี้ เมื่อขี่ไป เล่าฟีลลิ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงจุดเเวะที่ 2 ปั้ม PTT Station  บ้านนา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ก็เเวะเติมน้ำมัน จอดพักคลายร้อนกันซักนิด ก่อนเดินทางไปจุดหมายปลายทางที่ ATTA Lakeside เขาใหญ่ ในระยะทางอีก 109 กม.  และในที่สุดถึงจุดหมายที่ ATTA Lakeside เขาใหญ่ รวมกลุ่มลูกค้าและสื่อ Nmax กรุงเทพ/โคราช ฟังคำกล่าววัตถุประสงค์กิจกรรมจากผู้บริหารไทยยามาฮ่าเเละจอห์นไรเดอร์ ก่อนเเบ่งทีมทำกิจกรรมสำหรับลูกค้า พร้อมกิจกรรมช่วงบ่าย กับแสดงดนตรีของน้อง ๆ และมอบเงินสนับสนุน ของใช้จำเป็นเเก่ โรงเรียนสอนคนตาบอดมกุฎคีรีวัน เขาใหญ่ รวมถึงกิจกรรม Khao Yai Speed Krat , พิชญ์