SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Toyota RAV4 2026 รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 และไฮบริด 2.5 สรุปข้อมูลรุ่นย่อยและราคาไทยโดยประมาณที่นี่

Chery เปิดตัว Rely R08 รถกระบะขนาดกลางใน UAE มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล บรรทุกหนัก 1 ตัน ราคาเริ่มต้นเพียง 5.8 แสนบาท ท้าชนคู่แข่งสายญี่ปุ่น

Mitsubishi Destinator รถ SUV ครอบครัวรุ่นล่าสุด ดีไซน์ Dynamic Shield ใหม่ พร้อมเทคโนโลยี Diamond Sense และ 5 โหมดขับขี่ เช็กราคาและสเปกที่นี่

Mitsubishi Triton 2026 จากญี่ปุ่น สรุปสเปกเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน 7 โหมด และราคาจำหน่ายล่าสุด กระบะที่สายลุยห้ามพลาด

Nissan Clipper Truck 2026 รถกระบะเล็ก ปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติเป็นมาตรฐานทุกรุ่น เริ่มต้น 2.6 แสนบาท

New Honda SCOOPY 2026 เปิดตัวในไทย 9 สีใหม่ 3 สไตล์ เช็กสเปกเครื่องยนต์ eSP ฟีเจอร์ USB Type-C และตารางราคาแนะนำครบทุกรุ่นย่อยที่นี่

เปิดตัวทีม VR46 Racing Team ของ Valentino Rossi สำหรับศึก MotoGP 2026 เจาะลึกลายใหม่ Black and Light พร้อมสเปครถแข่ง GP26 ของ Di Giannantonio

Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 งานซิ่งสุดขีด..ของเหล่าสายเลือดผู้ดี นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญและไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เลย สำหรับการพาแฟน ๆ และเหล่าสาวกมอเตอร์ไซค์สายเลือดแดนผู้ดีอังกฤษมาร่วมกิจกรรมแทร็กเดย์ใน Triumph SuperBikeMag Trackday 2025 กับหนึ่งค่ายผู้ผลิตขวัญใจแฟน ๆ ทั่วประเทศอย่างไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ขนทัพเหล่านักบิดมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ มาร่วมจอยส์ความสนุกในกิจกรรมครั้งนี้ที่สนามพีระ เซอร์กิต พัทยา เปิดพิทพร้อมบริการเซอร์วิส..เต็มระบบ ยกระดับของงานไปอีกขั้นกับการสนับสนุนของผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังจากยุโรปอย่าง Triumph มาเปิดพื้นที่เพื่อรองรับบริการลูกค้าไทรอัมพ์ทุกท่าน รวมถึงทีมช่างเซอร์วิสรองรับซัพพอร์ตสำหรับเซ็ตติ้งตัวรถเพื่อลงในแทร็กเต็มระบบตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งกิจกรรมภายในแบ่งออกเป็นช่วงแทร็กเดย์และโทรฟี่ เพื่อให้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กสำหรับลูกค้ามือใหม่ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์ในสนามกับรุ่นแข่งขันเฉพาะที่ทางไทรอัมพ์จัดให้อย่าง Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. เสียงสูบเอกลักษณ์จากอังกฤษ อย่างที่กล่าวมาคือมันไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นฝูงแตนสายพันธุ์อังกฤษ บวกกับโมเดลสามสูบเสียงเอกลักษณ์หลายคัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้า Daytona 660, Street Triple 765, Speed Triple 1200RR หรือแม้กระทั่งเจ้า Speed Twin คลาสสิกสุดเท่ (โมเดลขวัญใจแอด) มาร่วมโชว์หล่อกันภายในงานนี้อีกด้วย ให้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน ให้ได้ซิ่งกันสนุกตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดรอบคัดเวลาสำหรับการควอลิฟายเพื่อจัดลำกับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ ให้นักบิดได้จัดไลน์ขับขี่ในสนามแข่งรวมถึงเปิดลิมิตตัวแข่งในรูทขับขี่ที่รับรองความปลอดภัยที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด นับได้ว่ามาสนามครั้งนี้..คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม อิงค์ อัศวานันท์ ร่วมโผล่เซอร์ไพรส์งานนี้ เรียกเสียงกรี๊ดฮือฮา..โดยเฉพาะสาววาย และพร้อมชวนโดนตกกับความน่ารัก สำหรับดารานักแสดงที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้นิดหน่อยอย่าง อิงค์ อัศวานันท์ ที่แอบโผล่มาร่วมเซอร์ไพรส์ในงานแทร็กเดย์ครั้งนี้ ไปพร้อมกับเจ้า Daytona 660 แถมกดเวลาต่อรอบดีสุดที่ 1:06 นาที ซึ่งเร็วกว่า Best Lap ในรุ่น 1,000 cc. เลยหล่ะครับ นอกจากจะหล่อแล้ว..แถมขี่รถได้นิดหน่อยจริง ๆ ผลการแข่งขัน Triumph Triple Engine Trophy 660 – 1,200 cc. อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 Graham Kinght 92 Street Triple 765 2 กษิดิศ ไตรรัตนมงคล 710 Street Triple 765 3 Nigel Curtis 30 Street Triple 765 4 ธรรมวุฒิ ปรีชาธรรมรัช 777 Street Triple 765 5 Tath Siribodhi 660 Daytona 660 โดยอันดับผลการแข่งขัน ผู้ที่ชนะเลิศได้แก่ Graham Kinght ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมประจำสนามครั้งนี้ไปได้ พร้อมเวลา Best lap ต่อรอบแข่งขันในเวลาที่ 1.11.898 นาที ขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้ง บูธสินค้าจากไทรอัมพ์..มากมาย นอกจากนี้ยังเปิดบูธสินค้าบริการภายในงาน กับ แอสเซสเซอรีไอเท็ม เสื้อผ้า หมวก รองเท้าและชุดขับขี่จากแบรนด์ Triumph มากมายมาให้เลือกแถมส่วนลดพิเศษเฉพาะภายในงานนี้อีกด้วย สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากจะลงแทร็กไปพร้อมกับโมเดลสายเลือดผู้ดีแล้วหล่ะก็..ลองติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางแบรนด์ได้สำหรับโอกาสครั้งต่อไป โดย SuperBikeMag Trackday สนามหน้าจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2568 ห้ามพลาดสำหรับการติดตาม..แล้วเจอกัน สามารถรับชมอัลบั้มภาพกิจกรรม คลิ๊กที่นี่ อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Italjet SuperBike Trackday 2025 ศึกแข่งแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในไทย? เป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ กับค่ายผู้ผลิตรถแดรกสเตอร์สัญชาติอิตาลีอย่าง Italjet ได้เชิญชวนสาวกแฟน ๆ ชาวแดรกสเตอร์ทั่วประเทศ มาร่วมกิจกรรมความมันส์กันภายใน Italjet SuperBike Trackday 2025 สนามแรกที่พีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี แม้ว่าพึ่งมาทำตลาดในไทยได้ไม่นานถ้าเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ แต่ทว่ากระแสความฮิตนิยมกลับเพิ่มทวีคูณด้วยความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใครในตัวโมเดล จึงทำให้เป็นที่น่าจดจำได้ง่ายเพียงเห็นแวบเดียวก็พาชวนตกหลงใหลในความเป็นรถอิตาลีซะทีเดียว ประกอบกับสตอรี่เรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร ถ้าหากให้พูดก็คือ..มันคือรถใช้สำหรับในแทร็กและก็ได้มาใช้ในแทร็กที่พีระจริง ๆ จัดใหญ่ให้ลูกค้า..มากถึง 4 พิท โดยงานครั้งนี้ทาง Italjet เองก็ใจปล้ำเป็นพิเศษ ด้วยการพาลูกค้าอิตัลเจ็ทมาร่วมกิจกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอดทั้ง 3 วัน พร้อมเปิดพิทบริการลูกค้ามากถึง 4 พิท อัดแน่นด้วยเจ้า Dragster 300 ราว ๆ เกือบ 30 คัน อิ่มคุ้ม..กับกิจกรรมแทร็กเดย์และโทรฟี่ตลอด 3 วัน โดยภายในกิจกรรม ประกอบไปด้วยการพาเหล่าสายบิดไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ มือเก๋า มาเปิดประสบการณ์การขับขี่ในแทร็กซึ่งสนามพีระเซอร์กิตก็นับว่าเป็นสนามแข่งเบอร์ต้นในประเทศไทย โดยช่วงการซ้อมในรอบแทร็กเดย์จะแบ่งเป็น 2 วันก็คือเที่ยงวันศุกร์จนถึงเย็นและเช้าวันเสาร์ (ครึ่งวัน) ก่อนสู่รอบโทรฟี่ ในการควอลิฟายเพื่อจัดลำดับกริดสตาร์ทในการแข่งขันของวันอาทิตย์ และสุดพิเศษไปกว่านั้นก็คือการเปิดรุ่นแข่งขันเฉพาะรุ่น Italjet Dragster 300 ซึ่งเราจะได้เห็นการแข่งขันรถแดรกสเตอร์ “ครั้งแรก” ในประเทศไทยตลอดทั้ง 7 รอบ โดยเวลาผู้ที่สามารถทำเวลาดีที่สุดในการแข่งขันและสามารถคว้าแชมป์ประจำสนาม 1 ได้แก่ คุณ สรวิศ ปุณณหิตานนท์ กับ Best Lap Record เวลาที่ 1.29.888 นาที และต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมไปได้ในครั้งนี้ อันดับผลการแข่งขัน อันดับ ชื่อ หมายเลข รุ่นรถ 1 สรวิศ ปุณณหิตานนท์ 302 Italjet Dragster 300 2 พันธุ์เทพ สอนประสม 304 Italjet Dragster 300 3 เกียรติศักดิ์ สานนอก 301 Italjet Dragster 300 4 Chen Po Yu 22 Italjet Dragster 300 5 วิทยา สิริปฐมจันทร์ 300 Italjet Dragster 300 พร้อมบูธสินค้าของแต่งจากอิตาลี นอกเหนือในเรื่องของการแข่งขันแล้ว ทางแบรนด์ยังขนสินค้ามากมายมาบริการภายในบูธ อาทิ ชุดชาม Malossi ผ้าเบรก Brembo กรอง BMC กันสะบัดแต่ง ชุดหางปลา,น็อต Bonamici Racing และปลอกแฮนด์ Domino ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบูธรวมสินค้าของแต่งนำเข้าจากอิตาลีทั้งลำทีเดียว แถมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษมากมายอีกด้วย สนาม2..เจอกัน ภายใต้กิจกรรมสุดพิเศษในครั้งนี้ที่ทาง Italjet มอบให้กับสาวกลูกค้าทุกท่านได้มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่มีที่ไหนมาก่อน สำหรับกิจกรรมของคนวัยมันส์กับ SuperBikeMag Trackday ในสนามที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 8 – 10 สิงหาคมนี้ ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา หากใครที่ไม่ได้มาสนามนี้…สนามหน้า ห้ามพลาด!! ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางเพจ Italjet Dragster Thailand รับชมอัลบั้มภาพเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่ อ่านเนื้อข่าวต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM ไม่ถอน MotoGP ถ้าในบัญชีมีพอ KTM ค่ายรถจักรยานยนต์ชื่อดังจากประเทศออสเตรีย ออกมายืนยันว่าทางค่ายพร้อมไปต่อในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอย่าง MotoGP การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกต่อไป แม้สถานการณ์ของทางค่ายจะมีบางอย่างที่ต้องคำนึงถึง Gottfried Neumeister (ก็อตต์ฟรีด นอยไมสเตอร์) CEO คนปัจจุบันของ KTM AG และ PIERER Mobility AG ได้ออกมาตั้งความหวังไว้กับผู้จัดรายใหม่ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาดูแลการแข่งขัน MotoGP อย่าง Liberty Media อีกทั้งยังยืนยันอีกว่าบริษัทจะเข้าร่วมการแข่งขัน MotoGP ไปจนจบฤดูกาล 2026 อย่างแน่นอน พร้อมรับว่า ‘สิ่งที่จะเกิดหลังจากปี 2026’ จะยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน หลังจากที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่ายรถจักรยานยนต์สัญชาติออสเตรียนี้ก็ได้ประกาศว่าทางแบรนด์ได้รับความช่วยเหลือจาก Bajaj Auto ค่ายรถจักรยานยนต์จากประเทศอินเดีย โดย Bajaj ได้จัดหาเงินทุนจำนวน 800 ล้านยูโร (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง ซึ่ง CEO ของทาง KTM ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตในวงการมอเตอร์สปอร์ตของทางแบรนด์ผู้ผลิต พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเข้าร่วมแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 “เรามีสัญญาที่มีอยู่แล้ว และเราจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด” “ตอนนี้ผมยังไม่สามารถพูดได้เกี่ยวกับทุกรุ่นและทุกประเภทการแข่งขันของทุกแบรนด์ แต่ขอให้ชัดเจนไว้หนึ่งอย่าง: เราจะยังคงอยู่กับวงการมอเตอร์สปอร์ต” “โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นแฟนตัวยงของ MotoGP และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเมื่อ Liberty Media เข้ามาเป็นผู้จัดการแข่งขันรายใหม่” แม้ว่าขณะนี้การเข้าซื้อกิจการ Dorna Sports โดย Liberty Media จะยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรป แต่หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแข่งขันเองก็หวังว่าดีลนี้จะช่วยยกระดับการตลาดของการแข่งขัน MotoGP ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ใครต่อหลายคนตั้งคำถามว่ายุคใหม่ของการแข่งขัน MotoGP ในปี 2027 ทางค่ายจะยังคงส่งทีมเข้าแข่งขันอยู่หรือไม่ เพราะในฤดูกาลดังกล่าวเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ หลัก ๆ จะเป็นการลดขนาดเครื่องยนต์ลงเหลือเพียง 850 ซีซีเท่านั้น และช่วยลดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการช่วยเหลือเหล่านักแข่ง เมื่อคำถามดังกล่าวได้ถูกถามออกไป ซีอีโอของทางค่ายเองก็ไม่รอช้าพร้อมตอบคำถามดังกล่าวทันที “ถ้าเราสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายไหว” “เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตอนนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องประเมินอย่างรอบคอบ หาก Liberty Media เข้ามาจริง เราก็คาดหวังได้ว่าการแข่งขัน MotoGP จะมีความสนใจเพิ่มขึ้น” “Liberty น่าจะพยายามจัดการแข่งขันให้มากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดเดี่ยวที่สำคัญที่สุดของเรา ดังนั้นเราจะไม่ตัดสินใจถอนตัวจาก MotoGP อย่างง่าย ๆ แน่นอน และทุกอย่างต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น แนวคิดใหม่ของการแข่งขันจะเป็นอย่างไร? ค่าใช้จ่ายจะเท่าไร? จะมีการกำหนดงบประมาณสูงสุดหรือไม่?” และในขณะเดียวกัน Pit Beirer (พิท ไบเรอร์) หัวหน้าฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตของ KTM ก็ให้สัมภาษณ์กับ Dorna ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างการแข่งขัน British Grand Prix โดยกล่าวว่า ทีมอิสระของทางค่ายอย่าง Tech3 ก็ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนผู้ผลิต แม้จะมีข่าวความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของทีมแข่งก็ตาม “แผนของเราตอนนี้ชัดเจนมากว่า มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงให้กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และวางรากฐานสำหรับอนาคตจากจุดนี้” “ดังนั้น ตอนนี้ไม่มีแผนใด ๆ ที่จะลดเหลือแค่สองคัน และในแง่ของสัญญาก็เช่นกัน เรามีนักบิด 4 คนภายใต้สัญญา และเราก็มีข้อตกลงที่ยังดำเนินอยู่กับพาร์ทเนอร์คนสำคัญอย่าง Tech3 อีกหนึ่งปี” “ผมขอยืนยันว่า ไม่ว่าอนาคตของ MotoGP จะเป็นอย่างไร แม้ยุคใหม่จะเริ่มต้นในปี 2027 แต่เราต้องการทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ และโฟกัสกับการแข่งขันอย่างจริงจัง ทั้งทีมโรงงาน และ Tech 3 จะเป็นแผนที่ต้องพัฒนากันต่อไปในการแข่งขันฤดูกาลหน้า” สามารถอ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

TIGER 900 ARAGÓN EDITIONS ตัวเต็งสายลุย เปิดตัวแล้ว เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะจากการแข่งขันระดับโลกอย่าง Baja Aragón ล่าสุด ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เปิดตัว TIGER 900 ARAGÓN EDITIONS กับโมเดล 2 รุ่นพิเศษอย่าง Tiger 900 Rally Aragón และ Tiger 900 GT Aragón ทัวริ่งแอดเวนเจอร์อิดิชันใหม่ในตระกูล Tiger ที่จะเปิดจำหน่ายเฉพาะปี 2023 นี้เท่านั้น ซึ่งทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับการตกแต่งที่ไม่เหมือนใคร เดี๋ยวไปดูแต่ละโมเดลว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง สำหรับ Tiger 900 Rally Aragón มาพร้อมการตกแต่งด้วย 3 สีหลักที่ประกอบไปด้วย สี Matt Phantom Black สี Matt Graphite และสี Crystal White ตัดด้วยสี Racing Yellow ที่โดดเด่นและสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ตัวรถไทรอัมพ์รุ่น Tiger ผสมผสานกับเอกลักษณ์ของ Aragón Edition ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับการออกแบบเบาะนั่งใหม่ด้วยคู่สีที่ไม่ซ้ำใคร ในขณะที่รุ่น Tiger 900 GT Aragón มาพร้อมรายละเอียดในสไตล์ของรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์รุ่น Tiger ที่ผสมผสานกับเอกลักษณ์ความเป็น Aragón Edition อย่างดี นอกจากการออกแบบเบาะนั่งสองสีใหม่แล้ว ยังมาพร้อมกับการตกแต่งด้วย 3 สีที่ประกอบด้วย สี Diablo Red สี Matt Phantom Black และสี Crystal White เพื่อสะท้อนความรู้สึกที่โดดเด่นและสง่างาม โดยขุมพลังทั้งสองรุ่น จะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง ขนาด 888 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว มาพร้อมกับนวัตกรรมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ T-Plane เคลมกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 94 แรงม้าที่ 8,750 รอบนาที และแรงบิด 87 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบต่อนาที พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multipoint sequential และระบบเกียร์ 6 สปีด รวมถึงแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐาน EURO 5 ถึงจะเป็นโมเดลตระกูลเดียวกัน แต่ยังคงแแบ่งความแตกต่างด้วยระบบช่วงล่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเจ้าแรลลี่รุ่นนี้จะได้โช้คอัพจากแบรนด์ Showa ที่ปรับแต่ง เพื่อตอบสนองสมรรถนะสายลุยทางออฟโรดโดยเฉพาะ โดยโช้คหน้าเป็นแบบหัวกลับขนาด 45 มม. มีระยะยุบที่ 240 มม. ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระยะยุบที่ 230 มม. สามารถเซ็ทพรีโหลดได้ทั้งหน้าและหลัง มาพร้อมล้อซี่ลวดด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว ยาง 90/90 และด้านหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70 สำหรับเจ้า GT จะได้โช้คจากแบรนด์ Marzocchi โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 45 มม. ระยะยุบ 180 มม. ปรับรีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ด้านโช้คหลังเป็นโช้คไฟฟ้า สามารถปรับพรีโหลดและคอมเพรสชันได้ โดยมีระยะยุบที่ 170 มม. ส่วนล้อที่ติดมาในรุ่นนี้จะเป็นล้ออัลลอย ซึ่งด้านหน้าจะมีขนาด 19 นิ้ว ยาง 100/90 และล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70 ด้านระบบเบรกของทั้งสองรุ่นนี้ จะใช้ดิสก์เบรกคู่หน้าแบบลอยตัวขนาด 320 มม. พร้อมคาลิปเปอร์โมโนบล็อก 4 ลูกสูบ จาก Brembo Stylema ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 255 มม. ใช้คาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยวจาก Brembo เช่นเดียวกัน รวมไปถึง อุปกรณ์แครชบาร์ที่ทางค่ายติดมาให้ทั้ง 2 รุ่น ขณะที่เจ้าแรลลี่จะมีส่วนเพิ่มเติมขึ้นมา ในบริเวณรอบถังน้ำมันให้ดูทรงพลังมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเป็นเสือดุร้ายในสนามแข่งขัน

Honda Lead สีดำ 2024 เรียบหรู สุดเท่ ดีเกินคาด ! กับกระแสจิ้งหรีดในบ้านเรา เรียกได้ว่าจะแวะผ่านทางไหน ก็เจอแต่คนขี่ Lead เต็มไปหมด อันนี้ผมพูดจริง ๆ นะ ไม่เชื่อลองสังเกตุดู และด้วยกระแสที่ตอบรับดีเกินคาดขนาดนี้ ล่าสุด ไทยฮอนด้า ประกาศเปิดตัว Lead125 สีดำ สีใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Be More in minimal เป็นได้มากกว่า ในสไตล์ที่ใช่” ให้ความเท่ โดดเด่น มีพลัง ผสานความมินิมอลและความทันสมัยกับเทคโนโลยีสุดล้ำ และฟังก์ชันการใช้งานรอบคันที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างลงตัว โดยโมเดลใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมคาแรคเตอร์ที่เรียบง่ายแต่ดูเท่ ด้วยดีไซน์ด้านหน้าเป็นเส้นสายโครเมียม ทำให้รถดูโดดเด่นกับรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร ขับความเป็นตัวตนให้ดูมีสไตล์ได้ไม่หลุดโทน นอกจากตัวดีไซน์ที่ตอบโจทย์ ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ LEAD125 ยังมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 125 ซีซี เคลมอัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 52.6 กม./ลิตร จากการทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 รับรองโดยสถาบันยานยนต์ พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง และยังคงความล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีฟังก์ชันการใช้งานที่ให้ความสะดวกสบายรอบคัน ด้วยกุญแจรีโมตอัจฉริยะที่สตาร์ตรถโดยไม่ต้องใช้กุญแจ ช่องเสียบสายชาร์จ และช่องเก็บของใต้เบาะที่ใหญ่ที่สุดในรถตระกูลออโตเมติกคลาส 125 ซีซี ของเมืองไทย ที่สามารถใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ถึง 2 ใบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จบ ครบ ในคันเดียว นอกจากสีดำแล้ว Honda LEAD125 ยังมีสีอื่นให้เลือกอีกหลายสีรวม 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว, สีแดง, สีน้ำเงิน พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ รับชมสเปคได้ คลิ๊กที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 SUPER FOUR สเปก ราคา และรายละเอียดต่างๆ Honda CB1300 SUPER FOUR 2021 บิ๊กไบค์ระดับตำนานจากฮอนด้า ตอนนี้กลับมาให้คุณได้เป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการแล้ว โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบคลาสสิค เท่ ไร้กาลเวลา พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ราคาแนะนำ 575,000 บาท สเปค Honda CB1300 SUPER FOUR สเปก ราคา และรายละเอียดต่างๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,284 ซีซี แรงม้า (เคลม) 113 แรงม้าที่ 7,750 รอบ (สเปกญี่ปุ่น) แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ (สเปกญี่ปุ่น) ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 X 67.2 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 9.6:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด FULL TRANSISTORIZED ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR17 M/C(58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR17 M/C(73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก Showa ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวแดมปิ้งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa แบบซับแทงก์ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวแดมปิ้งได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin เบรกหลัง ดิสก์เบรก ยาว X กว้าง X สูง 2,200 X 795 X 1,125 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,520 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 267 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 21.1 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี คันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด, ระบบครูซคอนโทรล, ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CB1300 SUPER BOL D’OR สเปก ราคา และรายละเอียดต่างๆ Honda CB1300 SUPER BOL D’OR 2021 บิ๊กไบค์ระดับตำนานจากฮอนด้า ตอนนี้กลับมาให้คุณได้เป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการแล้ว โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบคลาสสิค เท่ ไร้กาลเวลา พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ราคาแนะนำ 600,000 บาท สเปค Honda CB1300 SUPER BOL D’OR 2021 สเปก ราคา และรายละเอียดต่างๆ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 1,284 ซีซี แรงม้า (เคลม) 113 แรงม้าที่ 7,750 รอบ (สเปกญี่ปุ่น) แรงบิด (เคลม) 112 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ (สเปกญี่ปุ่น) ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 X 67.2 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 9.6:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด FULL TRANSISTORIZED ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า PGM-FI ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR17 M/C(58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ZR17 M/C(73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คเทเลสโคปิก Showa ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวแดมปิ้งได้ ระบบกันสะเทือนหลัง สวิงอาร์มและโช้คเดี่ยว Showa แบบซับแทงก์ ปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวแดมปิ้งได้ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin เบรกหลัง ดิสก์เบรก ยาว X กว้าง X สูง 2,200 X 825 X 1,205 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,520 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 130 ม.ม. ความสูงเบาะ 780 ม.ม. น้ำหนักรถ 273 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 21.1 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี คันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด, ระบบครูซคอนโทรล, ระบบแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki GSX-S1000 2021 สเปก ราคา และรายละเอียดต่างๆ Suzuki GSX-S1000 2021 เน็กเก็ดไบค์เรือธงของซูซูกิที่กลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยรูปโฉมใหม่ พร้อมเครื่องยนต์เดิม แต่ปรับจูนใหม่เพื่อให้ผ่านมาตรฐานไอเสียใหม่ โดยที่ยังแรงไม่ตกได้ ราคาจำหน่ายในไทยยังไม่เปิด สเปค Suzuki GSX-S1000 2021 สเปก เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 999 ซีซี แรงม้า (เคลม) 152 แรงม้าที่ 11,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 106 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 73.4 X 59.0 ม.ม. อัตราส่วนการอัด 12.2:1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกแบบหลายแผ่นซ้อนกัน ยางหน้า 120/70 ZR17M/C (58W) แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 190/50 ZR17M/C (73W) แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ระบบกันสะเทือนหลัง ยูนิตสวิง เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 310 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Monobloc เบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว ยาว X กว้าง X สูง 2,115 X 810 X 1,080 ม.ม. ระยะฐานล้อ 1,460 ม.ม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 140 ม.ม. ความสูงเบาะ 810 ม.ม. น้ำหนักรถ 214 ก.ก. ความจุถังน้ำมัน 19.0 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบ Easy Start ระบบแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด ไรดิ้งโหมด 3 โหมด ระบบช่วยเลี้ยงรอบที่รอบต่ำป้องกันเครื่องดับ ระบบเบรก ABS ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง ระบบสลิปเปอร์คลัตช์ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

KTM 850 MotoGP Engine เครื่องยนต์ใหม่สำหรับการแข่งขันกฎใหม่ในปี 2027 โดย KTM เป็นค่ายแรก พิท ไบเรอร์ยัน พร้อมสู้ให้ถึงที่สุด

Franco Morbidelli นักแข่งเจ้าของหมายเลข 21 จากทีม VR46 ในการแข่งขัน MotoGP ออกมาเผยว่าตอนนี้เจ้าตัวยังไม่ตัดสินตัวแข่งที่จะใช้ในฤดูกาล 2026

Brad Binder มองว่า KTM ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น Brad Binder นักบิดจอมเก๋าจากทีมโรงงาน KTM ได้ออกมาเผยหลังจากงานเปิดตัวทีมแข่งจากแบรนด์ KTM เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมาว่า ช่องว่างในช่วงเวลาต่อรอบที่ KTM ตามหลัง Ducati ในการแข่งขัน MotoGP ไม่ได้ห่างมากขนาดนั้น ถึงแม้ว่ารถจากค่าย Ducati จะมีช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน MotoGP เมื่อฤดูกาล 2024 ด้วยการคว้าชัยได้ถึง 19 สนามจากการแข่งขันทั้งหมด 20 สนาม พร้อมกับการคว้าแชมป์ประเภททีม และแชมป์ผู้ผลิตด้วยคะแนนที่ขาดลอย “ผมคิดว่ามันแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ซึ่งในบางสนามผมคิดว่าเราสามารถสู้ได้ และเราเองก็มีโอกาสในการคว้าโพเดียม แต่ในบางสถานการณ์ผมก็มองว่าเราก็เจอโจทย์ที่ยากอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองดูตัวเลข และวิเคราะห์ช่องว่างต่อรอบในเวลาที่ทำได้ ผมรู้สึกว่าเราก็ไม่ได้ห่างจาก Ducati มากขนาดนั้น” “จริงที่แต่ก่อนอาจจะดูห่างกันมากในเรื่องของช่องว่าง และประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองในความเป็นจริงถ้าพวกเราทำการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละจุดสุดท้ายแล้วช่องว่างตรงนั้นก็จะหายไปเอง” ตารางคะแนนทีมแข่งประจำฤดูกาล 2024 ทีม คะแนน Ducati Lenovo Team 884 คะแนน Prima Pramac Racing 681 คะแนน Gresini Racing MotoGP 565 คะแนน Aprilia Racing 353 คะแนน Pertamina Enduro VR46 Racing Team 318 คะแนน Red Bull KTM Factory Racing 304 คะแนน Red Bull GASGAS Tech3 242 คะแนน Monster Energy Yamaha MotoGP Team 144 คะแนน Trackhouse Racing 141 คะแนน LCR Honda 86 คะแนน Repsol Honda Team 35 คะแนน จากตารางคะแนน ‘รูปแบบทีม’ ด้านบน ทางด้านของ Ducati Lenovo Team สามารถทำคะแนนได้ถึง 884 คะแนน และทางด้านของทีมโรงงาน KTM สามารถทำคะแนนได้เพียง 304 คะแนนเท่านั้น ทีม คะแนน Ducati 722 คะแนน KTM 327 คะแนน Aprilia 302 คะแนน Yamaha 124 คะแนน Honda 75 คะแนน และตารางนี้คือตารางคะแนนของ ‘ผู้ผลิต’ ซึ่งก็ยังคงเป็นแบรนด์รถจากค่ายอิตาลีที่สามารถคว้าแชมป์ได้อีกเช่นเคยด้วยคะแนนรวม 722 คะแนนจากคะแนนเต็ม 728 คะแนน คิดเป็น 99% และอันดับที่สองตกเป็นของ KTM สะสมคะแนนได้ 327 คะแนน คิดเป็น 44% โดยช่องว่างระหว่างอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ห่างกันถึง 395 คะแนนซึ่งก็ถือว่าเป็นช่องว่างที่มีความห่างไม่น้อยเลยทีเดียว จากนั้นนักบิดสัญชาติแอฟฟริกาใต้รายนี้ยังเผยอีกว่าในการแข่งขัน ThaiGP25 ที่จะเปิดฉากในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เขาหวังว่าตัวเขาจะมีฟอร์มที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตของเขา “เมื่อเราลงแข่งที่ไทย ผมอยากฟอร์มการแข่งอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” “พวกเขาทุกคนรวมไปถึงทีมงานเร่งทำงานอย่างหนักให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไต่อันดับขึ้นไป และสามารถต่อสู้กับกลุ่มหัวตารางให้ได้อย่างมากที่สุด” ผลงานที่ดีที่สุดของ KTM ในการแข่งขัน MotoGP 2024 สนามที่ทำการแข่งขัน นักแข่ง อันดับที่ทำได้ สนามลูเซลอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศกาตาร์ Brad Binder 2 สนามมันดาลิกาอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศอินโดนีเซีย Pedro Acosta 2

KTM Factory Racing Team MotoGP2025 ไร่ส้ม มาแล้ว ! KTM Factory Racing MotoGP 2025 เผยโฉมแล้วอย่างเป็นทางการกับค่าย ‘ไร่ส้ม’ อีกหนึ่งทีมในการแข่งขันฤดูกาล 2025 ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะไลน์อัพที่เปิดเผยมาก็ทำให้หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอในการเผยโฉมทีมแข่ง และแล้วก็ได้เวลาเผยโฉมทีมแข่งของทีมโรงงานที่เป็นการจับคู่กันระหว่าง Brad Binder และ Pedro Acosta เจ้าของรางวัล Rookie of the year 2024 เริ่มที่ Brad Binder นักบิดจอมเก๋ามากประสบการณ์ของทีม กับการเข้าสู่ฤดูกาลที่หกของเจ้าตัวกับทีมโรงงาน KTM โดยเจ้าตัวนั้นตั้งเป้าหมายในฤดูกาลนี้ว่าจะสู้เพื่อโพเดียมให้เต็มที่ที่สุด “มันบ้ามากที่คิดว่านี่เป็นฤดูกาลที่หกของผมใน MotoGP แล้ว พูดตามตรง ปี 2024 เป็นปีที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุด พอเข้าสู่ปี 2025 ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมเป็นนักแข่งที่ดีขึ้นมาก เป้าหมายของผมในฤดูกาลนี้คือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้และก้าวไปอีกขั้น เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้นำ เราอยู่ไม่ไกลเกินไป เราจบอันดับที่ 2 ในแชมป์ประเภทผู้ผลิต ดังนั้นเหลือเพียงอีกหนึ่งทีมที่เราต้องแซงหน้าไปให้ได้ เมื่อผมเห็นว่าทุกคนที่โรงงานทำงานหนักแค่ไหน และพลังที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด มันชัดเจนว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น” ‘Baby Shark’ Pedro Acosta กับการก้าวเข้าสู่ทีมโรงงานครั้งแรกของเจ้าตัว โดยดาวรุ่งแดนกระทิงดุรายนี้ออกมาเผยว่าเขานั้นได้เรียนรู้วิธีควบคุมรถที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขัน MotoGP และมองว่าการได้ขึ้นมาแข่งในนามของทีมโรงงานเป็นฝันที่แท้จริงของตัวเขา “แน่นอนว่า ปี 2024 เป็นปีที่ดี และเรายังมีเป้าหมายบางอย่างที่เก็บไว้ ผมได้เรียนรู้วิธีควบคุมการแข่งขันและปรับตัวให้เข้ากับ MotoGP การได้มาร่วมทีมโรงงานหลังจากผ่าน Moto3 และ Moto2 ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง นอกจากนี้ การมีแบรดเป็นเพื่อนร่วมทีม และช่วยกันพัฒนารถแข่งจะเป็นจุดแข็งที่ดีมาก มันเป็นประโยชน์ที่เขามีประสบการณ์มากในคลาสนี้ และผมคิดว่าเราจะทำงานร่วมกันได้ดี สองปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับปี 2025 คือการควอลิฟาย และช่วงรอบแรกของการแข่งขัน ปีที่แล้วเรามีความเร็วพอที่จะแข่งเพื่อลุ้นโพเดียมหรือชัยชนะ แต่เรายังมีปัญหาในรอบควอลิฟาย ดังนั้นสองจุดนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องปรับปรุงในฤดูกาลนี้” RC16 ของทีม KTM Factory Racing ไม่เพียงแค่ทีมโรงงาน แต่ในการเปิดตัวครั้งนี้ยังเปิดตัวพร้อมกับทีมที่สองของผู้ผลิตอย่าง KTM Tech3 ที่ชูโรงโดย ‘The beats’ เอเนีย บาสเตียนินี่ ควงคู่มากับ ‘Top Gun’ มาเวอริค บีญาเลส ที่ย้ายมาจากทีมโรงงาน Aprilia เอเนีย บาสเตียนินี่ นักบิดคนใหม่ของทีมได้ออกมาเผยว่าเขานั้นรู้สึกตื่นเต้นในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งยังประทับใจกับตัวรถ RC16 เพราะสามารถเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม และระบบเกียร์ที่ตอบสนองไวทันใจ “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับฤดูกาลนี้ เราต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็น เพราะสิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับตัวรถและทีม แต่ผมมีแรงจูงใจ และคิดว่าประมาณการแข่งขันที่สามหรือสี่ เราจะสามารถแข่งขันได้อย่างจริงจัง เมื่อผมได้ลองขี่รถ ผมก็เข้าใจถึงศักยภาพของมันทั้งหมด มันน่าประทับใจมากที่สามารถเข้าโค้งได้อย่างสุดขอบ และระบบเกียร์ก็เร็วมาก มันเร็วสุดๆ เลย ดังนั้น ใช่ครับ ผมประทับใจมากจริงๆ” มาเวอริค บีญาเลส เผยว่าเจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กในการสวมชุดแข่งของ KTM และยังเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกของรถ RC16 ว่า เมื่อได้ขับขี่แล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะเป็นรถที่เจ้าตัวชื่นชอบอย่างมาก “การได้สวมชุดแข่งของ Red Bull KTM รู้สึกดีมาก ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นพวกเขาในมอเตอร์ครอสและการแข่งขันมาตลอด… ดังนั้น นี่คือทีมในฝันของผม ความคิดแรกของผมเกี่ยวกับ KTM RC16 คือ ‘ว้าว นี่มันสุดยอด มันเร็วมาก!’ ผมจำได้ว่าที่มอนต์เมโล่ มันเร็วสุดๆ และนี่เป็นสิ่งสำคัญในยุคใหม่ของ MotoGP เพราะการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะตัดสินกันใน 5-6 รอบแรก ปีแรกที่คุณเปลี่ยนไปใช้รถใหม่ คุณต้องมีสมาธิตลอดเวลา และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุณลงสนามแข่งใหม่ มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คุณต้องมีแนวคิดที่เปิดกว้างและโฟกัสให้มาก ดังนั้น เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิและทำผลงานให้ดีที่สุด สิ่งที่ดีคือทันทีที่ผมขึ้นขี่ KTM มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มันเป็นรถที่ผมชอบและเข้ากับสไตล์การขี่ของผม โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ” RC16 จากทีม KTM Tech3 นักแข่งทั้ง 4 รายนี้จะควบ RC16 ลงซ้อมอย่างเป็นทางการที่การซ้อมในรอบเซปัง เทส ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซียในวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ และจะลงแข่งขันในนัดเปิดสนาม ThaiGP25 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง

Shakedown Test2025 ค่ายไหนส่งใครทดสอบบ้าง ? Shakedown Test2025 ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย กำลังจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 31 มกราคมที่จะถึงนี้ โดยการทดสอบรอบนี้จะเป็นการทดสอบเฉพาะกลุ่มเทสไรเดอร์ และเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP ฤดูกาล 2025 เป็นครั้งแรก โดยการทดสอบในรอบ Shakedown Test ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นจะเป็นการทดสอบเพื่อให้เหล่าเทสไรเดอร์ และทีมช่างของแต่ละทีมได้ทำการวิเคราะห์ และพิจารณาในข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ ก่อนที่จะส่งต่อรถให้กับนักแข่งของแต่ละทีม เพื่อให้สามารถแข่งขันในช่วงเรซจริงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Honda และ Yamaha ร่วมจอยในรอบ Shakedown Test ซึ่งการทดสอบในรอบนี้ทางฝั่งค่ายญี่ปุ่นอย่าง ฮอนด้า และยามาฮ่า ก็จะได้สิทธิพิเศษในการลงทดสอบ ที่สามารถนำนักแข่งลงไปร่วมทดสอบได้ในรอบ Shakedown ที่ค่ายญี่ปุ่นสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะรถแข่งจากค่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบรนด์สามารถทำคะแนนได้อยู่ในอันดับสุดท้าย และรองสุดท้าย ทางฝั่งฮอนด้าสามารถทำคะแนนได้เพียง 75 คะแนน และยามาฮ่าทำได้เพียง 124 คะแนน ซึ่งหมายความว่าทั้งคู่ยังไม่สามารถทำคะแนนได้ถึง 35% ของคะแนนรวมทั้งหมดตลอดซีซันที่ 728 คะแนน (แบ่งเป็น (คะแนนการแข่งวันอาทิตย์ 25 คะแนน) x (20 สนาม)) + ((การแข่งขันในวันเสาร์ 12 คะแนน) x (20 สนาม)) และไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยในตลอดซีซั่น 2024 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองค่ายจึงทำให้เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตทั้งสองรายสามารถพัฒนารถที่ใช้แข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อสู้กับรถแข่งทางฝั่งยุโรปได้อย่างสูสี นักแข่งหน้าใหม่ลงครบ และการซ้อมรอบนี้จะรวมไปถึงเหล่านักแข่งหน้าใหม่ที่ได้ขึ้นมาแข่งขันใน MotoGP2025 เป็นฤดูกาลแรกได้แก่ ไอ โอกูระ จากทีม Trackhouse Racing, เฟอร์มิน อัลเดเกร์ จากทีม Gresini Racing และสมเกียรติ จันทรา จากทีม LCR Honda นอกเหนือจากสามรายที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีเหล่าเทสไรเดอร์ หรือนักทดสอบรถแข่งของแต่ละค่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นอดีตที่เคยมีผลงานยอดเยี่ยมมาก่อน ในช่วงที่ตัวเองแข่งขัน ร่วมลงทดสอบในรอบนี้อีกด้วย ดังนี้ ค่าย Ducati Michele Pirro (มิเคเล่ ปีร์โร) นักทดสอบหลักของทีม Ducati (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซีในปี 2004) Fermin Aldeguer (เฟอร์มิน อัลเดเกร์) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Gresini Racing ค่าย Aprilia Lorenzo Savadori (โลเรนโซ ซาวาดอรี) นักทดสอบหลักของทีม Aprilia Ai Ogura (ไอ โอกูระ) นักแข่งหน้าใหม่สังกัดทีม Trackhouse Racing ค่าย KTM Dani Pedrosa (ดานี่ เปโดรซ่า) นักทดสอบหลักของทีม KTM (อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซีในปี 2005 ปัจจุบันทำหน้าที่หัวหน้าทีมทดสอบ) Pol Espargaro (โปล เอสปาร์กาโร) นักทดสอบของค่าย KTM (อดีตแชมป์โลก Moto2 ปี 2013) ค่าย Yamaha Andrea Dovizioso (อันเดรีย โดวิซิโอโซ) นักทดสอบของทีม Yamaha (อดีตแชมป์โลกรุ่น 125 ซีซี) Augusto Fernandez (อากุสโต้ เฟร์นันเดซ) นักทดสอบของค่าย Yamaha (แชมป์โลก Moto2 ปี 2022) Fabio Quartararo (ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Alex Rins (อเล็กซ์ รินส์) นักแข่งสังกัดทีม Monster Energy Yamaha MotoGP Jack Miller (แจ็ค มิลเลอร์) นักแข่งสังกัดทีม Prima