ตลาดรถออโตเมติกพิกัดเริ่มต้นถึงกับต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อทางค่ายปีกนกฝั่งอินโดนีเซียอย่าง PT Astra Honda Motor (AHM) ได้ทำการเขย่าวงการด้วยการส่งรถจักรยานยนต์สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ยอดฮิตร่างพัฒนาใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้รหัสความหล่อใหม่อย่างน่าสนใจ New Honda Click 160 ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณเตือนชั้นดีส่งตรงมาถึงฝั่งไทยว่า ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นร่างจำแลงของโมเดลนี้เข้ามาโลดแล่นในบ้านเราเช่นกัน ถือเป็น ข่าวมอไซค์ ที่สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าไบค์เกอร์สายเมืองเป็นอย่างมาก
ดีไซน์ใหม่ดุดัน หล่อเข้มเอาใจสาย Night Ride
สำหรับการปรับโฉมรอบนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกที่ทำให้ตัวรถดูมีความเป็นสปอร์ตและก้าวร้าวมากยิ่งขึ้น การอัปเกรดงานดีไซน์บริเวณชุดหน้าหลักๆ มีการเลือกใช้ไฟหน้าแบบแยกส่วน LED Headlight ที่มีความเฉียบคมเหลี่ยมมุมชัดเจนขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด เส้นสายของตัวแฟริ่งรอบคันถูกรีดให้มีความเพรียวบางแต่แฝงไว้ด้วยความมัดกล้าม ลบภาพจำเดิมๆ ที่บางคนอาจจะเคยมองว่าดีไซน์แอบหนาเทอะทะไปได้เลย ทางฮอนด้าอินโดนีเซียแอบกระซิบมาว่า รูปลักษณ์ใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นสปอตไลท์ยามค่ำคืนภายใต้คอนเซปต์รถคู่ใจของสาย Night Ride ชนิดที่ว่าขี่ไปจอดติดไฟแดงตรงไหน คันข้างๆ เป็นต้องเหลียวมองจนคอเคล็ดอย่างแน่นอน
ขุมพลัง eSP+ 157 ซีซี แรงสั่งได้ ทนทานเหนือระดับ
แม้ว่างานดีไซน์จะถูกแปลงโฉมไปจนจำแทบไม่ได้ แต่ในส่วนของหัวใจหลักในการขับเคลื่อนยังคงความจัดจ้านไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยเครื่องยนต์ตระกูล eSP+ (enhanced Smart Power+) ขนาดความจุจริงอยู่ที่ 156.9 ซีซี (หรือปัดเศษสวยๆ เป็น 160 ซีซี) แบบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI อันเป็นเอกลักษณ์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งพ่วงเทคโนโลยีเด็ดอย่างระบบ Piston Oil Jet ที่คอยฉีดน้ำมันหล่อลื่นเข้าใต้ลูกสูบ ช่วยลดความร้อนและลดแรงเสียดทาน ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างเสถียรและทนทานเร่งแซงได้ตามมือสั่ง
โดยตัวเลขสมรรถนะที่ทางค่ายเคลมมานั้น สามารถสร้างพละกำลังสูงสุดได้ถึง 15.4 แรงม้า (PS) ที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุดสะใจสายออกตัวที่ 14 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที สามารถทำท็อปสปีดความเร็วปลายตามหน้าไมล์ได้ราวๆ 109 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานซอกแซกในเมืองหลวงที่จราจรติดขัด หรือจะใช้ขี่เดินทางไกลข้ามจังหวัดในวันหยุดก็บิดแช่ยาวๆ ได้แบบไร้กังวล
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างตัวถังก็ยังคงวางใจเลือกใช้งานเฟรมเลเซอร์ยอดฮิตอย่าง eSAF (enhanced Smart Architecture Frame) ซึ่งเป็นเฟรมปั๊มขึ้นรูปที่ให้ทั้งความแข็งแรงทนทานสูงและมีน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ ส่งผลให้มิติตัวรถมีความคล่องตัวสูง พลิกรถซ้ายขวาทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
![]() |
![]() |
ฟังก์ชันการใช้งานที่อัปเกรดเพื่อคนยุคใหม่
ไม่ใช่แค่แต่งหน้าทาปากใหม่เท่านั้น แต่ฮอนด้ายังใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น อย่างแรกที่ต้องพูดถึงคือหน้าจอแสดงผลดิจิทัลแบบ LCD เต็มรูปแบบที่บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน มองเห็นชัดเจนแม้แดดเมืองไทยจะแผดเผา และที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญคือ การอัปเกรดช่องชาร์จไฟสำรองภายในกล่องเก็บของคอนโซลหน้ามาเป็นพอร์ตแบบ USB Type-C เรียบร้อยแล้ว (จ่ายไฟสูงสุด 5V 3A) ไม่ต้องคอยพกหัวแปลงพ่วงให้วุ่นวายใจอีกต่อไป เสียบสายชาร์จสมาร์ตโฟนตรงๆ ได้เลย สะดวกสบายสุดๆ
ขณะที่ระบบกุญแจยังคงมาพร้อมระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Key System ล็อกรถ-เปิดเบาะสะดวกง่ายดาย พื้นที่ใต้เบาะหรือ U-Box ให้ความจุมาขนาด 18 ลิตร พอที่จะยัดหมวกกันน็อกครึ่งใบพร้อมสัมภาระจุกจิกได้ประมาณหนึ่ง ถังน้ำมันมีความจุ 5.5 ลิตร ส่วนความสูงเบาะนั่งสบายๆ เพียง 778 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดจากพื้นอยู่ที่ 138 มิลลิเมตร ทำให้เป็นรถที่ควบคุมง่ายไม่ว่าผู้ขี่จะมีสรีระแบบใดก็ตาม
ตัวเลือก 3 รุ่นย่อย ตอบโจทย์ทุกระดับราคา
ในการเปิดตัวครั้งนี้ที่อินโดนีเซีย PT Astra Honda Motor ได้ส่งทางเลือกมาให้ผู้ขับขี่จับจองกันถึง 3 โมเดลย่อย ตามความต้องการและงบประมาณในกระเป๋า ดังนี้:
-
รุ่น CBS (รุ่นเริ่มต้น): มาพร้อมระบบเบรกแบบ Combi Brake System ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก ด้านหลังยังคงเป็นดรัมเบรก น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 116 กิโลกรัม มีเฉดสีให้เลือกแนวสปอร์ตแฟลชอย่าง Glossy Blue Lime และ Glossy Red White โดยเปิดราคาแนะนำ OTR Jakarta เริ่มต้นที่ 28,525,000 รูเปียห์ หรือตีมูลค่าเป็นไทยราว ๆ 53,160 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
-
รุ่น CBS Nitro (รุ่นกลางแต่งหล่อ): ขยับความพรีเมียมขึ้นมาอีกนิดด้วยลวดลายและคู่สีพิเศษแบบด้านและกึ่งเงา มีให้เลือก 2 สีคือ Nitro Matte Black Red และ Nitro Glossy Grey Lime เคาะค่าตัวขยับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 28,775,000 รูเปียห์ หรือตีมูลค่าเป็นไทยราว ๆ 53,625 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
-
รุ่น ABS (รุ่นท็อปจัดเต็ม): สำหรับสายเซฟตี้ที่เน้นความปลอดภัยขั้นสุด รุ่นนี้จัดเต็มด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS แบบ Single-Channel ที่ล้อหน้า และที่สำคัญคือ มีการอัปเกรดระบบเบรกด้านหลังมาให้เป็น ดิสก์เบรก (Rear Disc Brake) เรียบร้อยแล้ว ทำให้น้ำหนักตัวรถขยับขึ้นมาเป็น 118 กิโลกรัม มีสีสันให้เลือกมาถึง 4 สีสไตล์หรูหรา ได้แก่ Ultimate Matte Black, Ultimate Matte White, Ultimate Matte Red และสีไฮไลท์สุดงดงามอย่าง Ultimate Glossy Purple เปิดราคาตัวท็อปมาที่ 31,406,000 รูเปียห์ หรือตีมูลค่าเป็นเงินไทยราว ๆ 58,528 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บทสรุปส่งท้าย โอกาสเข้าสู่ตลาดไทย
หลังจากวิเคราะห์รายละเอียดสเปกและงานดีไซน์รอบคันของ New Honda Click 160 แล้ว ต้องยอมรับเลยว่านี่คือการเดินเกมที่ชาญฉลาดในการพยายามตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถออโตเมติกขนาด 160 ซีซี การเปลี่ยนลุคหน้าตาใหม่ให้ดุดันและใส่พอร์ตชาร์จไฟยอดนิยมเข้ามา ถือเป็นการอุดช่องโหว่เดิมๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเหล่านักบิดชาวไทยก็คงต้องมาลุ้นกันต่อว่า ทาง ไทยฮอนด้า จะมีการนำโมเดลนี้มาปรับใช้เป็นพื้นฐานในการเปิดตัวอัปเกรดให้กับตระกูล Honda Click 160 ในบ้านเราช่วงเวลาใด ซึ่งคาดเดาว่าหากมีการเปิดตัวจริง ราคาก็น่าจะขยับไปอยู่แถวๆ พิกัด 70,000 บาทบวกตัดกันไปตามกลไกตลาด และถ้าหากมีข่าวคราวอัปเดตความคืบหน้าของรถรุ่นนี้หรือ ข่าวมอเตอร์ไซค์ โมเดลอื่นๆ ทีมงานเราจะไม่พลาดนำมารายงานให้ทราบกันอย่างแน่นอน
อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com



























