SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

บริษัทสัญชาติเยอรมันได้พัฒนา eROCKIT 2019 มอเตอร์ไซค์ไร้มลภาวะที่ขับเคลื่อนด้วยการผสมผสานระหว่างแรงถีบของคนและพละกำลังจากพลังงานแบตเตอรี่ โดยเจ้า eROCKIT 2019 นั้นมีแป้นถีบเหมือนกับจักรยานทั่วๆ ไปแต่จะเพิ่มแรงถีบขึ้นหลายเท่าตัวถึง 50 เท่า ด้วยแรงของมอเตอร์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 52 โวลต์ ทางบริษัทได้เคยเปิดเผยมอเตอร์ไซค์นี้ไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมาโดยเคลมความเร็วไว้ที่ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ในระยะเกิน 70 ไมล์สำหรับการชาร์จสี่ชั่วโมง โดยทางมอเตอร์ไซค์คันนี้มีน้ำหนักเพียง 120 กิโลกรัม เนื่องจากชิ้นส่วนที่ประกอบไปด้วย เฟรมอลูมิเนียมและล้ออัลลอย นอกจากนี้มอเตอร์ไซค์คันนี้จะวางจำหน่ายล็อตแรกแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้นโดยสนนราคาอยู่ที่ 10500 ยูโรหรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 370,000 บาท ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก MCN อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

ถือเป็นเรื่องที่หน้าเสียดายจริงๆในการแข่งขัน MotoGP ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเมื่อทาง Jorge Lorenzo ได้พลาดท่าเสียหลักล้มลงและชนท้าย Andrea Dovizioso แล้วลามไปเกี่ยว Maverick Vinales และพ่อหมออย่าง Valentino Rossi อีกด้วย Vinales ผู้ที่เป็นคนออกอาการหัวร้อนที่สุดกับเหตุการณ์ที่เกิดนี้ได้ออกมาแสดงความเห็นกับสื่อที่ให้สัมภาษณ์ว่า “Lorenzo นั้นเป็นนักบิดที่เก่งและมีความสามารถแต่เขาควรที่จะรู้ว่าไม่สามารถชนะการแข่งในรอบที่สองได้” และ Vinales ยังได้พูดเสริมว่าทาง race direction ควรที่จะลงโทษเขาสำหรับความผิดแบบมือสมัครเล่นแบบนี้ด้วยการให้ Lorenzo ออกสตาร์ทที่กริดสุดท้ายในการแข่งขันถัดไป ส่วน Rossi ได้ออกมาพูดในส่วนของการลงโทษ Lorenzo ว่า “ทาง race direction จะเป็นคนตัดสินโทษเองผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไร” Marquez คงจะไม่ดีใจนักที่คว้าอันดับ 1 ไปได้เนื่องจากพวกนักบิดตัวท็อปทั้งหลายถูกสะกัดดาวรุ่งไปซะก่อนแบบนี้ ขอขอบคุณแหล่งข่าวจากทาง Autosport อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี่ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี่

เป็นไปได้ยากที่จะเห็นแบบนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนปี 1949 นั้นเป็นวันแรกที่มีการจัดการแข่งขัน MotoGP ขึ่นก็ถือว่าวันนี้เป็นวันดีที่ ครบรอบ 70 ปีของรายการแข่งขัน และก่อนที่การแข่งขัน MotoGP กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เหล่านักบิด MotoGP ได้ร่วมกันใส่สูทสุดเฟี้ยวและถ่ายภาพกันบนสนามแข่ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ให้รายการ MOTOGP เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของรายการอีกด้วย นานๆจะได้เห็นภาพแบบนี้..หล่อไม่เบา อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

เผยโฉมหมวก Shoei X-Spirit III “CatalanGP 2019 Edition” และชุด Riding Gear ที่ Marc Marquez จะใช้ใน MotoGP เป็นธรรมเนียมอยู่แล้วที่ Marc Marquez จะเปิดตัวหมวกใบใหม่เมื่อเขากลับมาแข่งที่สนามบ้านเกิดเช่นเดียวกับที่ Rossi มักจะเปิดตัวหมวก AGV ใบใหม่เวลากลับมาแข่งที่สนามบ้านเกิด โดยในครั้งนี้ Marc Marquez ได้เปิดตัวหมวก Shoei X-Spirit III “CatalanGP 2019 Edition” พร้อมด้วยชุด Riding Gear ที่ทาง Marquez จะใช้ในการแข่งขัน MotoGP 2019 ที่สนาม Circuit de Barcelona-Catalunya หรือ CatalunGP ณ ประเทศสเปน โดยตัว Marquez ได้อธิบายเกี่ยวกับหมวกใบนี้ว่าเป็นลวดลายที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเขาโดยเขาได้เริ่มจากการสเก็ทช์ภาพลายเส้นออกมาซึ่งก็คือมดแดงนั้นเอง และยังมีหมายเลข 93 อันใหญ่อยู่ด้านหลังหมวกกันน็อค ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวของ Marquez นั้นเอง นอกจากนี้ยังมีถุงมือ Alpinestar GP Pro รองเท้า Alpinestar Supertech R หมวกแก๊ป และเสื้อยืดที่ตกแต่งด้วยลวดลายเดียวกันกับหมวกกันน็อคทำมาขายให้ท่านที่สนใจซื้อกันอีกด้วยเก็บเงินรอกันให้ดีเพราะมันมาแน่ครับ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

ก็ไม่หน้าจะเป็นเรื่องบังเอิญเท่าไรนักที่เราจะได้เห็น Spyshot ของ All-New KTM 1290 SuperDuke R หลุดออกมาหลังจากที่ทาง Ducati ได้มีการเผยภาพ Prototype ของเจ้าตัว Ducati Streetfighter V4 และยังแถมด้วยการเปิดตัว MV Agusta เมื่อช่วงเช้านี้คือรุ่น MV Agusta Brutale 1000 Series Oro อีก ถือเป็นช่วงที่ฮ็อตจริงๆ สำหรับไบค์เกอร์สาย Naked Bike โดยจากภาพที่เห็นจะสังเกตุได้ว่าตัวรถ 1290 SuperDuke มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายจุดเช่น โคมไฟหน้าทีดูเรียวขึ้น กาบแฟริ่งด้านข้างที่มีครีบตัดอากาศเข้ามาที่จะช่วยเรื่องของอากาศพลศาสตร์ เฟรมถักแบบใหม่ที่เน้นในส่วนของการลดจุดศูนย์ถ่วงให้ดีขึ้น แต่หน้าเสียดายที่ในด้านของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นแบบ V-Twin เช่นเดิม แต่ก็ยังก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าภายในเครื่องยนต์ได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม อะไรอีกหรือไม่ ในเรื่องของวันจำหน่ายและเปิดตัวนั้นทางเราคาดว่าจะได้เห็นมันในงาน EICMA Show 2019 ซึ่งจะเป็นงานเดียวกันกับที่ Streetfighter V4 เปิดตัวเช่นกัน ต้องรอดูกันแล้วละ ว่าใครกันแน่ที่เป็น King of Naked!! ขอบคุณภาพจาก Morebikes ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามบน Facebook คลิกทีนี้

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ MV Agusta Brutale 1000 Series Oro : ซูเปอร์ไบค์ naked ขนาด 1000 ซีซี เป็นการเปิดตัวที่ทรงพลังอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาคิดว่าจะไม่มี Naked ตัวพันซีซีเสียแล้ว Brutale 1000 ตัวนี้ไม่ธรรมดา เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 998 ซีซี ให้แรงม้าจากโรงงานถึง 212 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 13600 รอบต่อนาที สามารถทำ Top Speed ได้มากกว่า 300 KM/H น้ำหนักเบาเพียง 184 กิโลกรัม ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวสำหรับความแรงทีให้มา คิดว่าคงไม่รอช้าที่ประกาศตัวอย่างอ้อมๆ ที่จะเป็นคู่แข่งของ Ducati streetfighter V4 ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อย่างว่าละครับ รถแรงแล้ว การตลาดไม่แรงได้อย่างไร…. ติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารใน Facebook คลิกทีนี้

Ducati เฟิร์มแล้วเปิดตัว Streetfighter V4 ปี 2020 ล่าสุด Ducati ได้ออกมาคอนเฟิร์มชัดเจนแล้วว่า Streetfighter V4 จะทำการเปิดตัวในปี 2020 และจะมีการทดสอบรถโปรโตไทป์ที่ Pikes Peak ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ อสุรกายในคราบเน็กเก็ตคันนี้มันก็คือ Panigale V4 ที่ถูกจับถอดแฟริ่งและใส่แฮนด์บาร์แบบที่สูงและกว้างกว่าเข้ามาแทน มันมีการใช้ปีกและสกู๊ปแอโรไดนามิกเข้ามาช่วยในเรื่องของการควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์ขนาด 1,100 ซีซีของมัน และในรูปที่เราเห็นตอนนี้มันจะถูกติดสติ๊กเกอร์พรางทับ แต่ไม่ใช่เพื่อปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งหรือเส้นสายของรถ แต่ออกแบบมาให้ขับเน้นรูปร่างของมันให้ชัดขึ้น เราคาดว่าเราจะได้เห็นตัวจริงของมันในช่วงงานมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง EICMA ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงพฤศจิกายนนี้ครับ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

โดยในการทดสอบยางครั้งนี้ Motorrad จะเลือกทดสอบยางที่เป็น Off Road จากค่ายต่างๆเอามาทดสอบ แบบที่เราใช้งานใน “ชีวิตจริง” และขั้นตอนในการทดสอบของ Motorrad ในครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และจะพยามควบคุมการขับขี่ของแต่ละคนให้เป็นในทางเดียวกัน และจะขี่เป็นแถวตอนเดียว เพื่อควบคุมความเร็ว และให้ยางถูกใช้งานอย่างเท่าเทียมทุกคู่ เส้นทางที่ใช้เดินทางใน Sardinia เป็นเวลา 5วัน ระยะทางรวมกว่า 1500 กิโลเมตร แบ่งได้เป็น ถนนดำ50 ออฟโรด50 โดยจะผ่านทั้งทางแห้งและเปียก ถ้าใครได้ไปเที่ยวเกาะนี้ จะลองขี่ตามเส้นทางนี้ก็ได้ เพราะจะได้เจอกับถนนทุกรูปแบบ เหมาะกับการขับขี่ รถ Adventure ขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง หัวข้อในการทดสอบของ Motorrad จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ทางเรียบ / ทางหลวง ทางลูกรัง / off road ทางเปียก และฝน อายุการใช้งาน การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการขับขี่บนทางหลวง ถนนดำ แล้วการทำความเร็วสูงๆ ซึ่งรถคันที่นำมาใช้ทดสอบ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 219 กม/ชม. แต่เนื่องจากยางที่นำมาทดสอบมี เรทความเร็วที่ต่ำที่สุดคือ “Q” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม/ชม.(Bridgestone, Continental) และเรทรองรับความเร็วสูงสุดคือ “T” ที่รองรับความเร็วสูงสุดได้ 190 กม/ชม. แต่ทาง Mottorad จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป และจะขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วไม่เกิน 200 กม/ชม. เพราะต้องแบกกล่องข้าง 2 ใบ พร้อมสัมภาระเต็ม รวมถึงเต้นท์และถุงนอน แต่จะใช้ความเร็วนี้แค่ในระยะ 250 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทีมทดสอบเห็นว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอแค่ของยังอยู่ครบ และลงจากรถครบ 32 สรุปผลการทดสอบบนทางเรียบ / ทางหลวง การทดสอบในทางออฟโรด หลักจากที่เดินทางบนถนนดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเข้าทาง ออฟโรดในการทดสอบครั้งนี้จะไม่ได้วิ่งผ่านเส้นทางแบบสุดโต่ง แบบ Rally Dakar ที่ต้องขี่ผ่านเนินทราย ในประเทศโมรอคโค เส้นทางที่จะทดสอบยาง ที่เกาะ Sardinia แห่งนี้ จะเป็นถนนในหมู่บ้านเกษตรกร ที่ชาวบ้านจะใช้รถแทรคเตอร์ในการเดินทาง หรือเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านพาฝูงแกะ ไปกินหญ้า ถนนหนทางในหมู่บ้าน จะเป็นกรวดหิน ดินแห้ง หรือทางโคลนเละๆ ที่มีหญ้าขึ้นอยู่ประปรายซะมากกว่า นอกจากนั้น ขอบทางจะเป็น เหว ไม่มีไม้กั้น เนินสูงๆต่ำๆ สลับกันไป แบบชนบทจริงๆ แต่อย่างน้อย บนเกาะแบบนี้ ก็ยังพอมีสัญญาณ ให้ Google Map พาไปจุดหมายได้โดยไม่หลงทาง และถือเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบระบบเพลาขับหลังของ R1250GS ไปในตัว และเมื่อถึงเส้นทางแบบนี้ จะได้ลิ้มลอง โหมด Enduro Pro พร้อมกันทั้ง 6 คัน เพื่อจะได้รู้สึกถึงสมรรถณะของยางแบบแท้จริง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด สมรรถนะบนทางดินเลนส์สีแดง…Michelin Anakee Wild สามารถแสดงสมรรถนะในทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมตามคาด ไม่ว่าจะเป็นถนนลูกรังแห้งๆ หรือ ทางโคลนเหนียวๆ ดอกยางบั้งเป้งของ Michelin สามารถตะกุยไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ส่วนยางที่พึ่งออกมาใหม่อย่าง Bridgestone AX41 ก็สามารถใช้งานในระดับที่น่าพอใจ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ที่พอตัว เช่นเดียวกับยางลายคลาสสิกจาก Continental TKC80 แต่ในทางกลับกัน ประสิทธิภาพในทางออฟโรดของยาง Mitas ตกลงแบบรู้สึกได้ การทดสอบในทางเปียกและฝน และการทดสอบครั้งนี้ของ Motorrad ได้ขับขี่ผ่านพื้นเปียก หรือลื่น ในรูปแบบต่างๆที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฝาท่อระบายน้ำ เส้นแบ่งถนน ทางรถไฟ เหล็กรอยต่อสะพาน แผ่นเหล็กปิดหลุมถนน ถนนน้ำขัง หรือฝนตกหนักแน่นอนว่ายางแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อจะออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ดีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่หากต้องใช้ยางในการเดินทางจริงๆ ปัจจัยอื่นๆในการเดินทางที่กล่าวมาข้างต้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้นในการทดสอบบนพื้นเปียกนี้ จะขี่บนทางโค้งยูเทิร์น ที่จะแสดงถึงสมรรถนะในการรีดน้ำของยางแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การเบรกบนพื้นเปียก เพราะถ้าหากยางสามารถทำความเร็วได้บนพื้นเปียก การเบรกต้องกระชับและสั้นที่สุด เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องเบรกกระทันหัน จากกราฟด้านข้าง คือลักษณะของโค้งที่ใช้ทดสอบ ซึ่งจะเป็นโค้ง 180 องศา ซึ่งจะสามารถแสดงประสิทธิภาพของยางได้เป็นอย่างดี ด้วยองศาการเข้าโค้ง และความเร็วที่สามารถทำได้ในโค้ง สรุปผลการทดสอบบนทางออฟโรด เมื่อเปรียบเทียบในยางแต่ละรุ่นแล้ว ในทางโค้งถนนเปียก Pirelli กลับสามารถ แสดงประสิทธิภาพได้ดี

“ยามาฮ่า” ส่งบิ๊กเซอร์ไพรส์!! ดึง “โต้ง TWOPEE” นั่งแท่น YAMAHA MT-15 Endorser ที่สุดของมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์เนกเก็ต สปอร์ต ปลุกดีเอ็นเอสายพันธุ์เนกเก็ต สปอร์ตไบค์ได้สนั่นวงการอีกครั้ง เมื่อ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของ YAMAHA ALL NEW MT-15 พร้อมกับการคว้าตัว แร็ปเปอร์ที่ฮอตสุดของวงการเพลง โต้ง TWOPEE มานั่งแท่นเป็น เอ็นดอสเซอร์คนล่าสุด ของรถจักรยานยนต์ Yamaha MT-15 (ยามาฮ่า เอ็มที – หนึ่ง ห้า) และนำเสนอ Music Video เพลง “We come alive” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สำหรับบางคน แสงสว่างไม่ได้มาจากพระอาทิตย์ กลางวันจึงต้องการกลางคืนไว้ขับเคลื่อน” อันสะท้อนมุมมองชีวิตของไนท์ไบค์เกอร์ที่เชื่อว่า บนโลกทุกอย่างถูกสร้างมาคู่กัน เพื่อผลักดันกัน และกัน มีขาว ก็ต้องมีดำ มีกลางวัน ก็ต้องมีกลางคืนเพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างให้หมุนไปข้างหน้า ก็เหมือนชีวิตที่ใช้ด้านเดียวไม่ได้ กลางวันจึงต้องการกลางคืนไว้ขับเคลื่อน ซึ่งตรงกับคำนิยามของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่น MT-15 ซึ่งก็คือ “Born of Darkness” ที่มากับเครื่องยนต์ขนาด 155 CC VVA ที่เหนือชั้น พร้อม Slipper Clutch เพื่อแรงบิดที่เหนือกว่าในทุกรอบเครื่องยนต์ และสมรรถนะที่ดีบนท้องถนน อีกทั้งความสว่างของไฟหน้าสุดล้ำแบบ Mono Focus LED เป็นครั้งแรกที่ถอดแบบมาจากเทคโนโลยีรถบิ๊กไบค์ของยามาฮ่า เพื่อให้การขับขี่บนถนน ทั้งกลางวัน และกลางคืน เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร และผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ตที่ผ่านมา (Sports market development) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเจาะลึกลงไปแล้ว ในกลุ่มตลาดเครื่องยนต์ขนาด 125 CC คลาส มีการหดตัวต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มตลาดเครื่องยนต์ 150 CC คลาส และกลุ่มเครื่องยนต์ที่สูงกว่า ยังคงทำตลาดได้อย่างดี ซึ่งในกลุ่มสินค้ารถสปอร์ตแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Naked และ Racing ซึ่งยามาฮ่าครองความเป็นผู้นำ ทั้งสองประเภทในกลุ่มรถสปอร์ต สำหรับตลาด Naked Sports การเปิดตัว M-SLAZ ในช่วงปลายปี 2558 ทำให้ยามาฮ่าได้เป็นผู้นำตลาดกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง และแม้ในช่วงกลางปี 2560 ที่เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดในกลุ่มนี้มากขึ้น เราก็ยังคงรักษาความเป็นผู้นำของตลาดอยู่ได้ โดยมี Market Share 41% ในปี 2561 และในปลายปีนั้นเอง ยามาฮ่าได้เปิดตัว MT-15 ใหม่ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในกลุ่มตลาด Naked 150 CC จึงทำให้ Market Share ในตลาดกลุ่มนี้ ของยามาฮ่าสูงขึ้นเป็น 45% ในปี 2562 (มกราคม – พฤษภาคม) นายวราธร เจนจรัสสกุล ผู้จัดการทั่วไป การตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ต บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เผยว่า “สิ่งที่พิเศษสำหรับแคมเปญนี้ เริ่มต้นจากการที่เรามีลูกค้าจริงอยู่บนท้องถนนหลายพันคัน และได้แสดงให้เห็นถึง identity ของกลุ่มลูกค้ายามาฮ่า รุ่น MT-15 ที่มีอยู่จริง ถือกำเนิดเป็น culture รูปแบบหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า รุ่น MT-15 ซึ่งชื่นชอบการขับขี่ในยามค่ำคืน เราเลยดึงจุดนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการสื่อสารการตลาด เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความสำคัญในตลาดรถจักรยานยนต์สปอร์ตขนาด 150 CC ที่ใช้รถเพื่อขับขี่ในเมืองเป็นหลัก เป็นคนที่รักการขับขี่ที่ไม่ได้เน้นความเร็วแต่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ แต่ยังอยู่ในกฎระเบียบการใช้รถใช้ถนน และมารยาทในการใช้รถบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่น ในช่วงเวลาว่าง ก็จะมาขับขี่รถเพื่อผ่อนคลาย ร่วมกับเพื่อนฝูง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เพราะช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ลูกค้ากลุ่มนี้ถือว่าชีวิตได้พบกับแสงสว่าง ที่จะช่วยเติมพลังชีวิตให้มีแรงที่จะต้องไปทำงาน หรือใช้ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ และสังคมของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ทางยามาฮ่าเลยตั้งใจจะถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ แนวคิดทัศนคติที่ดีของคนกลุ่มนี้ และเป็นความพอดีที่ลงตัวมาก กับการชักชวนคุณโต้ง TWOPEE หรือ คุณพิทวัส

รัฐบาล อินเดียเตรียมเริ่มแบนการขายรถมอเตอร์ไซค์ ที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 150cc ภายในปี 2025 และต้องการให้ทางบริษัทยานยนต์ต่างๆ เปลี่ยนมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดต่ำกว่า 150cc เปลี่ยนมาใช้ระบบเครื่องยนต์ไฟฟ้าแทน นอกจากนี้ทางรัฐบาลอินเดียยังมีแผนที่จะเปลี่ยนพวกมอเตอร์ไซค์สามล้อให้ใช้พลังงานไฟฟ้าภายในปี 2023 ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ที่ทางรัฐบาลอินเดียได้ดำเนินการจะสามารถลดมลภาวะที่เพิ่มขึ้นในเขตเมืองต่างๆของประเทศทั้งมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อและ 3 ล้อ เมื่อรวมกันแล้วนั้นมียอดขายกว่า 20,000,000 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็น 3 ใน 4 ของต้นเหตุการจราจรติดขัดบนท้องถนนอินเดีย ส่วนตัวผมเองคิดว่า ในอินเดียการจราจร ไม่แพ้ประเทศไทย ถ้าทำธุรกิจ แตร รถบอกเลยว่า รวย!! ขอบคุณ news maxabout อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารใน facebook คลิกทีนี้

เผยสปายช็อตของโรดสเตอร์อย่างเจ้า KTM 790 SMC ที่เตรียมวางขายในปีหน้าที่ยุโรป โดยจากภาพที่เห็นนั้น KTM SMC ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ LC8 799cc 2 ลูกสูบแทนที่เครื่องยนต์ LC4 697cc 1 ลูกสูบ ที่เคยใช้ในรุ่นก่อนหน่านี้ทำให้ได้กำลังแรงม้าที่มากขึ้นจาก 74 แรงม้า (BHP) เป็น 93-96 แรงม้าโดยเฉลี่ยและเหมือนว่าจะมาพร้อมกับแชสซีตัวใหม่ สวิงอาร์มที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และท่อไอเสียใหม่ นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเบรคคาลิปเปอร์เดี่ยวหน้าของรุ่นที่แล้วจะถูกแทนที่ด้วยเบรกหน้าแบบดิสก์หน้าคู่ และใช้ปั้มเบรกแบบ Monoblock แทนของเก่าที่ใช้แบบดิสก์เดี่ยว โดยมอเตอร์ไซค์คันนี้ถูกพบวิ่งทดสอบโดยใช้พื้นสีดำล้วนและคาดว่าจะถูกโชว์ในงานบิ๊กไบค์ต่างๆ เช่นงาน EICMA Show 2019 ที่อิตาลี่และพร้อมวางจำหน่ายในปี 2020 ในโซนยุโรป ขอบคุณภาพและแหล่งข่าวจาก More Bikes อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารบน Facebook คลิกทีนี้

วันนี้เราพามาดูรถแข่ง BMW S 1000 RR ของ Peter Hickman ที่ใช้ลงแข่งรุ่น Superbike และ Senior TT ในรายการแข่งถนนสุดโหดอย่าง Isle of Man TT กันดีกว่าครับ รถแข่ง BMW S 1000 RR นี้เป็นโมเดลใหม่ All new แล้ว โดยจัดการปรับแต่งโดย Smiths Racing BMW ด้วยความหวังที่ว่ารถซูเปอร์ไบค์สัญชาติเยอรมันจะคงความสุดยอดบนเส้นทางการแข่งขันบนเทือกเขาต่อไปด้วยรถเจ็นใหม่ แน่นอนว่ารถคันนี้ที่คุณกำลังเห็นนั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงมากมาย มีแฟริ่งทั้งหมดเป็นแฟริ่งสนาม ช่วงล่างจากทาง Ohlins และท่อสูตร Akrapovic และของแต่งอื่นๆ อีกเพียบ แต่สิ่งที่สะดุดตามากก็คือที่แฮนด์ด้านซ้าย คุณจะเห็นได้ว่ามันไม่ได้มีเพียงแค่มือคลัทช์ แน่นอนว่ามีมือคลัทช์อยู่หนึ่ง แต่อีกอันที่เหลือก็คือมือเบรกหลังครับ เนื่องจากการถนนที่ใช้ในการแข่งขันของรายการ TT นี้เต็มไปด้วยถนนที่ขึ้นลงเขาและเนินอยู่มาก มีลักษณะคล้ายคลื่น ดังนั้นเบรกหลังจึงเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ สำหรับรถแข่งในรายการนี้ มันช่วยป้องกันอาการหน้าลอยได้ อย่างไรก็ตามตัวรถมีควิปชิฟเตอร์แบบสองทาง ช่วยให้ไม่ต้องกำคลัทช์และหันมาใส่ใจกับการกำเบรกหลังด้วยมือแทน แทนที่จะใช้เท้าเหยียบแบบเดิมที่ค่อนข้างจะงุ่มง่าม จริงๆ แล้วเราก็รอวันที่ค่ายผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ไม่ทำรถที่ต้องใช้เท้าควบคุมสักที แล้วก็จัดมือเบรก ชิฟเตอร์ และอะไรอื่นๆ ที่เราเห็นได้ในรถคันนี้ BMW Motorrad ชอบวิตกกังวลเกี่ยวกับสวิงอาร์มสเป็กสำหรับแข่งที่มีอยู่ในรถโปรดักชั่นอย่าง S 1000 RR แต่อย่างที่เราเห็น ทาง Smiths Racing BMW ได้ให้ทาง Suter ทำสวิงอาร์มขึ้นมาใหม่และใช้โอกาสเดียวกันนี้ย้ายจุดยึดคาลิเปอร์เบรกหลังตามไปด้วย สวิงอาร์มใหม่ที่ได้นั้นแข็งแรงกว่าเดิม และช่วยให้สลับล้อหลังเวลาเข้าพิทในขณะแข่งขันได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในพิทนั้นมีผลกระทบต่ออันดับถึงขนาดหลุดจากโพเดียมได้เลยทีเดียว อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เครื่องยนต์คันนี้เป็นเครื่องยนต์ Honda CBR 1000RR ที่ให้กำลังแรงม้าเกือบ 200 แรงม้า ทำให้ เจ้า Honda Mean Mower V2 สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ไม่ถึง 3 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 243 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ปกติอีกด้วย เพราะยังมีใบมีดน้ำหนักเบาที่มีวัสดุเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ดีจริงๆ อย่างนี้ตัดหน้าสนามบอลคงไม่นาน… อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้ https://www.youtube.com/watch?v=666v4d8tYU8

เอ.พี.ฮอนด้า ผนึกกำลัง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric หวังนำข้อมูลมาต่อยอดและพัฒนารถรุ่นใหม่ที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้งานในอนาคตเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในโครงการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้และระบบการจัดการเพื่อรองรับธุรกิจรถไฟฟ้า มร.ชิเกโตะ คิมูระ ( Mr.Shigeto Kimura ) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำการศึกษาและสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานด้านต่างๆ จากการใช้งานจริงของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า PCX Electric ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลมาต่อยอดในการออกแบบและพัฒนาผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเตรียมการสำหรับ eco system เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและการใช้งานของผู้ใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฮอนด้าได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างสังคมที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในส่วนของรถจักรยานยนต์นั้น ฮอนด้าถือว่าเป็นผู้นำในความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยได้มีการพัฒนาในส่วนอัตราการประหยัดพลังงานของโมเดลที่ใช้แก๊สโซลีน ด้วยการใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะ และเทคโนโลยีระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง PGM-FI ก่อนผู้ผลิตรายอื่นๆ “ ขณะนี้ ฮอนด้ามีความคืบหน้ามากขึ้นในการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ในรุ่น PCX Hybrid และ PCX ELECTRIC โดยในรุ่น PCX Hybrid นั้นนับตั้งแต่เปิดตัวมาก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ขณะที่รุ่น PCX ELECTRIC ก็ได้มีการเปิดตัวระหว่างงาน Bangkok International Motor Show 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก คือ CUV ES เมื่อ 25 ปีที่แล้ว Honda PCX Electric มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “e-Comfort Saloon” มีจุดเด่นหลัก 3 จุด ได้แก่ Compact Electric System, Honda Mobile Power Pack, และ Exclusive Feature and Specification โดยการออกแบบรถรุ่นนี้ได้นำพื้นฐานจากฮอนด้า PCX มาพัฒนาใส่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์และลงตัวมากที่สุด จึงถือได้ว่า Honda PCX Electric เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 ของฮอนด้า ที่ได้มาตรฐานสมบูรณ์แบบระดับโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้จริง ทั้งในด้านการใช้งานรถ การชาร์จแบตเตอรี่ และระบบจัดการในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังร่วมกับ HAUP ทดลองใช้แอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นมาสนับสนุนการใช้งานรถไฟฟ้า PCX electric ในโครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี โดยการใช้งานของ PCX ELECTRIC ในแบบจักรยานยนต์ไฟฟ้า เช่น เรื่องระแบบแบตเตอรี่ที่สลับเปลี่ยนก้อนได้ , สมรรถนะในการขับขี่ , ระยะทาง ฯลฯ จะถูกนำมาใช้ให้เห็นจริงๆ ในมหาวิทยาลัย และเราจะพยายามที่จะใช้ประสบการณ์จากการใช้งานเหล่านี้เพื่อการนำไปพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว เรายังต้องการที่จะทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ร่วมกันด้วยการใช้ PCX ELECTRIC ในมหาวิทยาลัยด้วย โดยตอนนี้ก็กำลังมีศึกษาความร่วมมือกับ HAUP ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาแอพพลิเคชั่น และเปิดตัวโครงการนี้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญ เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวแรกสำหรับสังคมรถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ทั้งนี้เราตระหนักถึงความต้องการทางการตลาดที่หลากหลายและห่วงใยเรื่องสิ่งแวดล้อม ฮอนด้าในฐานะที่เป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำ จะจัดทำข้อเสนอที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ในอนาคตเพื่อจะปูทางต่อไปในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมด้านนี้ มร.ชิเกโตะ คิมูระ กล่าวปิดท้าย ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะประธานคลัสเตอร์วิจัยด้านยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และยังได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมการใช้งานที่เหมาะสมในกรุงเทพมหานคร โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษา ดังนั้น โครงการศึกษาพฤติกรรมการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric จึงตอบโจทย์เป้าหมายของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลิตกำลังคนระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัย ยังให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ “KMUTT: Sustainable University for Sustainable Development Goals

2 นักบิดยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่งทีม ประเดิมฟอร์มแกร่งคว้าอันดับ 1 – 2 ศึกชิงแชมป์ประเทศไทยสนามแรก ซุป – อนุชา นาคเจริญศรี #10 นักแข่งในสังกัด ยามาฮ่า ไรเดอร์สคลับ เรซซิ่งทีม ควบ YZF-R1 ฝ่าสายฝนประเดิมชัยศึกชิงแชมป์ประเทศไทยสนามแรก รวบ 25 แต้มในการเก็บคะแนนศึกชิงแชมป์ประเทศไทยได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนคู่หู จอมเก๋า เบียร์ – เฉลิมพล ผลไม้ #65 สามารถเข้าเส้นชัยได้ในอันดับที่ 2 คว้า 20 คะแนน มาครองได้อย่างยอดเยี่ยมในรุ่น SuperBike 1000 ในศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทยรายการ R2M Thailand SuperBike 2019 สนามที่ 1 ณ สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี โดยการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต จ.นครปฐม เมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

แม้ว่าอุตสาหกรรมสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะยังอยู่ในสภาพแรกเริ่มแต่ว่าจริงๆแล้วในตอนนี้มีรถมอเตอรไซค์ไฟฟ้าให้เลือกซื้อกันหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว และในระหว่างที่บางบริษัทแข่งขันกันในด้านของราคาที่ประหยัดและสมเหตุสมผล Arc Vector เป็นค่ายรถยนต์ที่ละทิ้งความประหยัดเพื่อแข่งขันในด้านของดีไซน์สุดพรีเมี่ยม และในระหว่างที่ชะตาของคันนี้เป็นเพียงการคาดเดาที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ณ บัดนี้เรากำลังจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านี้ถูกผลิตออกมากันเเล้ว!! เราได้เห็นเจ้า Arc Vector กันไปแล้วในงาน Milan Motorcycle Show เมื่อเดือนพฤศจิกายนของปี 2018 ที่ผ่านมา ณ ตอนนั้นผมสัมผัสได้ทันทีว่ามันเป็นมอเตอรไซค์ไฟฟ้าที่หรูหราที่สุดที่ผมเคยเห็นมา แต่ว่าชิ้นส่วนที่พรีเมี่ยมและดีไซน์ที่เเหวกเเนวนั้นไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องผลิตออกมาได้จริง อย่างไรก็ตามนั้นไม่ได้แปลว่าเป็นเพียงคอนเซปต์ที่ไม่สามารถผลิตออกมาได้จริง Mark Truman ผู้ก่อตั้งบริษัท Arc ได้ออกมาประกาศว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตในช่วงต้นปีของปี 2020 ที่เซาท์เวลส์ Mark Truman ผู้ก่อตั้ง บริษัท Arc นั้นเคยเป็นหัวหน้าของทีม White Space ที่ Jaguar โดยทีมนี้เป็นทีมที่ได้รับมอบหมายให้คิดไอเดียที่แปลกแหวกแนวต่างๆขึ้นมา Truman และทีมของเค้าพัฒนาคอนเซปต์ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่กลายมาเป็นเจ้าเว็กเตอร์อย่างที่เราเห็นกันโดยคันนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่ล้ำสมัยไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของตัวถังที่เป็นคาร์บอนไปจนถึงเรขาคณิตบังคับเลี้ยวแบบล้ำยุค เจ้า Arc Vector ที่มาพร้อมกับเครื่อง 95 kw สามารทำความเร็วสูงสุดที่ 150 mph (241 km/h)โดยใช้เวลาจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมง เพียง 2.7 วินาทีเท่านั้น โดยแบตเตอร์รี่สามารถวิ่งได้ประมาณ 120 ไมล์ (193 กม) บนทางด่วน และ 170 ไมล์ ( 274 กม) ในเมือง อย่างไรก็ตามเจ้าคันนี้จะถูกผลิตขึ้นเพียง 399 คันเท่านั้นทำให้ราคากระโดดไปที่ 114,000 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 3.5 ล้านบาท!! อ่านข่าวสาร เพิ่มเติม คลิกทีนี้ อ่านข่าวสารบน Facebook คลิกทีนี้

ตี-อนุภาพ ซามูล #50 ดาวบิดไทยสังกัดวีอาร์โฟร์ตี้ซิกซ์ มาสเตอร์แคมป์ ทีม รีดฟอร์มเก่ง ที่ คาตาลุนญ่า บิดคว้าท็อปไฟว์ ด้าน เค-เขมินท์ คูโบะ #9 บวกแต้มเพิ่ม จากการชิงชัยสนาม 3 ศึก CEV Moto2 European Championship 2019 สนามที่ 3 ของฤดูกาล ยกพลดวลความเร็วที่ เซอร์กิต เดอ บาร์เซโลน่า-คาตาลุนญ่า ประเทศสเปน ระยะทางต่อรอบ 4.627 กิโลเมตร สำหรับการชิงชัยในเรซแรกออกสตาร์ในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย) โดย ตี-อนุภาพ ซามูล #50 และ เค-เขมินท์ คูโบะ #9 ทีมเมทนักบิดไทย สังกัดวีอาร์โฟร์ตี้ซิกซ์ มาสเตอร์แคมป์ ทีม ประจำการณ์ในกริดที่ 11 และ 19 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตี-อนุภาพ ซามูล #50 สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ไต่ทะยานจากกริดที่ 11 ขึ้นไปเกาะกลุ่มหัวขบวน หลังการรีสตาร์ทจากจังหวะเคลียร์คราบน้ำมันในช่วงต้นเกมก่อนจะบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 5 หลังผ่าน 11 รอบสนามที่ คาตาลุนญ่า ซึ่งเป็นผลงานที่ดีทีสุดบนสังเวียนความเร็วระดับโลก ด้าน เค-เขมินท์ คูโบะ #9 ที่กัดฟันบิดทั้งที่มีอาการบาดเจ็บ ทว่าสามารถซิ่งจบการแข่งขันในอันดับ 17 ส่วนการชิงชัยในเรซที่ 2 เป็นทางด้าน เค-เขมินท์ คูโบะ #9 ที่เรียกฟอร์มเก่งของตนเอง ก่อนจะบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 13 บวกแต้มเพิ่มให้กับตนเอง ด้าน ตี-อนุภาพ ซามูล #50 ไต่ขึ้นมารั้งท็อปไฟว์ได้หลังผ่านครึ่งทาง ก่อนจะพลาดท่าบิดไม่จบการแข่งขัน ชวดโอกาสคว้าแต้มเพิ่มไปอย่างน่าเสียดาย ศึกCEV Moto2 European Championship 2019 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็ว ที่ มอเตอร์แลนด์ อรากอน ประเทศสเปน ในวันที่ 14 กรกฎาคม นี้ โดยแฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถร่วมติดตามและให้กำลังใจทัพนักบิด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ได้ที่ Facebook : Yamaha Thailand Racing Team และ Yamaha Society Thailand ติดตาม ข่าวสาร YAMAHA เพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารใน Facebook คลิกทีนี้

หลุดภาพสิทธิบัตรยามาฮ่า กำลังซุ่มพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีหน้าตาเหมือนรุ่นเรือธงของ Yamaha อย่างเจ้า Yamaha YZF-R1 เอ๊ะ!! หรือจะใช่เลย… ยามาฮ่าได้จดสิทธิบัตรหลายฉบับที่ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่า หน้าจะเกี่ยวข้องกับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ทางยามาฮ่ากำลังแอบซุ่มพัฒนาอยู่ก็เป็นได้ โดยภาพที่เผยออกมานั้นเราจะเห็นได้ว่าเจ้าตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ทางยามาฮ่ากำลังซุ่มพัฒนาอยู่มีหน้าตาที่คล้ายรุ่นเรือธงของทางค่ายอย่างเจ้า Yamaha YZF-R1 เป็นอย่างมาก และจากภาพที่เห็นทางยามาฮ่ากำลังวางตำแหน่งที่เหมาะสมของช่องชาร์จไฟให้กับมอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ ก่อนหน้านี้ไม่นานทางยามาฮ่าได้พัฒนาร่วมกับค่ายอื่นๆ อย่างฮอนด้า คาวาซากิ และ ซูซูกิ เพื่อทำให้พัฒนาระบบช่องชาร์จไฟฟ้าแบตเตอรี่และสถานีชาร์จสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทำให้เป็นมาตราฐานสากล อย่างไรก็ตามเรามารอลุ้นกันต่อไปว่าจะได้เห็นหน้าคร่าตาคราวๆเพิ่มเติมของเจ้า รถไฟฟ้าคันนี้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อไร แต่ที่สังเกตุเห็น คันนี้จะต้องเป็น SuperBike ไฟฟ้า ที่มีกำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ ขนาด 1000 ซีซี ได้อย่างแน่นอน ติดตามกันต่อไป…. อ่านข่าวสารYamahaเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook คลิกทีนี้

เอามาให้ชมกันครับ สำหรับหมวกที่ Valentino Rossi ได้ใช้ลงแข่งขันในรายการ MOTO GP สนามบ้านเกิดประเทศ อิตาลีที่ผ่านเร็วๆนี้ โดยใบนี้คือ AGV Pista GP R Mugello 2019 เป็นธรรมเนียมปกติของ Rossi อยู่แล้วที่มักจะมาพร้อมกับหมวกลายใหม่ทุกๆปีเพื่อใช้ลงแข่งในสนามบ้านเกิดของเขา หมวกกันน็อค AGV Pista GP R Mugello 2019 นี้เป็นผลงานร่วมกันระหว่าง Valentino Rossi และ Aldo Drudi เป็นผู้ออกแบบลายกราฟิกหมวกกันน็อค ด้วยการเพ้นท์ธงชาติอิตาลี สีขาว สีแดง และสีเขียว ด้านบนของหมวกกันน็อค ส่วนด้านข้างแต่งแต้มสีสันด้วยสีส้ม, สีชมพู, สีฟ้า และสีเหลือง สะท้อนความสดใสบนหมวก ใบนี้และที่สังเกตุเห็นก็คือหมายเลข 58 ที่อยู่บนหมวก ซึ่งก็มีความความหมายสำคัญสำหรับเขา นั้นคือหมายเลขประจำตัวน้องชายสุดที่รัก ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ก็คือ Marco Simoncelli #58 ที่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตในรายการ Malaysian MotoGP ที่เซปัง ประเทศมาเลเซีย เมื่อนานมาแล้ว สำหรับสาวก AGV ก็ตั้งหน้าตั้งตารอกันต่อไป ว่าจะมีมาจำหน่ายที่ประเทศไทยหรือไม่!!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

Honda CB125M และ CB125X กับคอนเซ็ปต์ที่กำลังจะเป็นจริง ฮอนด้าเผยคอนเซ็ปต์จักรยานยนต์ที่มีขนาด 125 cc ที่ออกมาถึงสองตัวด้วยกันในงาน EICMA เมื่อปี 2018 โดยรุ่นแรกที่มีชื่อว่ารุ่นว่า CB125M นั้นเป็น supermoto ที่ติดตั้งมากับล้ออัลลอยพร้อมแฮนด์จับที่กว้างและช่วงล่างที่มีระยะยืดยุบได้ดี บวกกับมีโครงสร้างแฟริ่งด้านนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวและคล่องตัว ส่วนอีกรุ่นที่มีชื่อรุ่นว่า CB125X นั้นเป็น ADV ซึ่งได้หยิบยืมดีไซน์การออกแบบมาจากตัวรุ่นพี่อย่าง Honda Africa Twin และในส่วนของแฟริ่งด้านหน้ายังได้ถูกตกแต่งด้วยไฟหน้าแบบ LED และกระจกบังลมหน้า(ชิว) นอกจากนี้ยังดูเหมือนว่าเจ้าตัว CB125X จะถูกติดตั้งล้อหน้าขนาด 19 นิ้วที่มาพร้อมกับ ระบบดิสเบรคเดี่ยว มาพร้อมกับระบบ เรเดี้ยนเม้าส์ และล้อหลังขนาด 17 นิ้ว พร้อมกับยางที่สามารถขับขี่ทั้งทางขรุขระและบนทางเรียบได้ ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง CB125M และ CB125X นั้นยังได้ใส่เครื่องยนต์ 1 สูบขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งถือว่าแต่ละตัวต้องเป็นที่ต้องตาต้องใจของชาวไบค์เกอร์อย่างแน่นอน และในตอนนี้เราได้เห็นภาพสิทธิบัตรของรถทั้งสองรุ่นแล้วทำให้สามารถคาดเดาได้ถึงความเป็นไปได้ที่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการผลิต โดยภาพรถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นนี้แสดงให้เห็นว่าทางฮอนด้ายังคงดีไซน์ไว้ตามรถคอนเซปต์ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้และคาดว่าจะได้เห็นทางฮอนด้าเผยรุ่นที่ผลิตจริงของเจ้ามอเตอร์ไซค์สองคันนี้ในงาน EICMA 2019 อย่างแน่นอน!! อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารบน Facebook คลิกที่นี้

LS2 ปล่อยหมวกกันน็อคใหม่ 2019 Valiant ใหม่ที่มีลวดลายเป็นสีเขียวที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ในส่วนของสีเขียวที่สามารถเรืองแสงได้ในที่มืด โดยเจ้าหมวกกันน็อครุ่นนี้ใช้ชื่อว่า LS2 Valiant Nucleus – Black / Glow Green และเป็นหมวกกันน็อคชนิดยกคาง ในส่วนของเจ้าหมวก Valiant Nucleus ในส่วนของคางที่สามารถหมุนได้ 180 องศา เพื่อปรับใช้ได้ทั้งแบบเต็มใบ (Full face) และแบบเปิดหน้า (Open face) แถมยังมีแว่นกันแดดภายในที่ติดมากับหมวกมาใช้ได้กับทั้งสองรูปแบบอีกด้วย ในส่วนของราคานั้น ถูกเปิดราคามาที่ 249.99 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้ว อยู่ที่ ราคาโดยประมาณ 8,800 บาท ติดตาม ข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ ติดตามข่าวสารบน Facebook คลิกที่นี้

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา Harley-Davidson ได้ทำการส่งออกรถคันที่ 5 ล้านนับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานมาในปี ค.ศ.1973 โดยโรงงานตั้งอยู่ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศอเมริกา ถือเป็นเรื่องที่หน้าเฉลิมฉลองยินดีอย่างยิ่งสำหรับค่ายรถ Harley-Davidson และทาง Harley-Davidson ยังได้มีการส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ให้แก่นาย Walter Bartlett ลูกค้าผู้โชคดีที่ได้ครอบครองเจ้า Harley-Davidson คันที่ 5 ล้านนี้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับรุ่นที่ทาง Harley-Davidson ได้จำหน่ายเป็นคันที่ 5 ล้านนั้นก็คือรุ่น Heritage Classic ที่มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ด้วยความจุขนาด 1,868 cc ที่มีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 158 นิวตันเมตร ขอบคุณแหล่งข่าวจาก www.visordown.com ภาพจาก Twitter @harleydavidson อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามข่าวสาร Facebook คลิกทีนี้

การแข่งขันที่อันตรายที่สุดในโลกได้พรากชีวิตของนักบิดหนุ่ม Daley Mathison ด้วยวัยเพียง 27 ปี ในการแข่งขัน Isle of Man TT 2019 ช่วงเช้าของวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมาโดย Mathison เป็นผู้เสียชีวิตคนที่ 258 ของการแข่งขันนี้ที่มีมาตั้งแต่ปี 1911 ตามแหล่งข่าวเผยว่า Mathison สูญเสียการควบคุมระหว่างการแข่งขันในรอบที่ 3 ของการแข่งขันและล้มลงอย่างแรงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทางด้านภรรยาของ Mathison ได้โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ถึงผู้เป็นสามีว่า “ภาพสุดท้ายของสามีที่ฉันเห็นคือชายผู้มีความสุขกับชีวิตและการแข่งขันของเขา” ขอบคุณแหล่งข่าวจาก Fox News รูปจาก www.gazettelive.co.uk Twitter @DaleyMathison อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้

แอร์ติดหมวกกันน็อค!! แน่นอนว่าขี่มอเตอร์ไซค์มันก็ต้องใส่ไรดิ้งเกียร์ทุกครั้ง และโดยเฉพาะหมวกกันน็อคที่ต้องใส่ตลอดเวลา หมวกกันน็อคที่จะช่วยป้องกันศีรษะคุณเวลาเกิดอุบัติเหตุ แต่เราทุกคนต่างรู้ว่ามันลำบากขนาดไหนเวลาที่ต้องใส่หมวกกันน็อคเวลาอากาศร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวกกันน็อคเต็มใบ บริษัทผู้ผลิตหมวกกันน็อคสัญชาติอินเดีย BluArmor ในตอนนี้ได้ขายสินค้าแก้ปัญหานี้แล้ว นั่นคือ BluSnap มันคือแอร์สำหรับเปลี่ยนภายในให้หมวกกันน็อคเย็นสบายแม้ต้องเจอกับวันที่อากาศแผดเผาเหมาะสำหรับอากาศเมืองไทยเป็นอย่างมาก ระบบ AC นี้สามารถติดตั้งกับหมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ทุกใบ สามารถปรับให้ขนาดพอดีได้ด้วยสายรัดที่ยืดหยุ่น คล้ายๆ กับสายรัดก๊อกเกิ้ลของไบค์เกอร์สายทางฝุ่น BluSnap ทำงานโดยใช้หลักการง่าย คือการใช้ไอน้ำที่บรรจุในระบบไหลเข้าไปในหมวกกันน็อค โดยน้ำจะต้องผ่านฟิลเตอร์และขณะที่น้ำไหลผ่านฟิลเตอร์ก็จะเย็นลงก่อนที่จะเข้าไปในหมวก ช่วยลดอุณหภูมิด้านใน แต่ในขณะเดียวกันมันก็จะทำให้ภายในหมวกชื้นมากขึ้น โดยเจ้า BluSnap จะทำงานโดยอาศัยแบตเตอรี่ลิเทียมที่ชาร์จไฟได้ โดยใช้งานได้ 10 ชม.และช่วยลดอุณภูมิได้ราวๆ 6 – 15 องศา อ่านข่าวสารเพิ่มเติม คลิกที่นี้ ติดตามข่าวสารทาง Facebook คลิกที่นี้